Your SlideShare is downloading. ×
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1

7,059

Published on

การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1

การขับร้ิองประสานเสียง ชุดที่ 1

Published in: Entertainment & Humor
2 Comments
4 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total Views
7,059
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
187
Comments
2
Likes
4
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. การขับรองประสานเสียงเบื้องตน หนา / 1 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการขับรองสากล ประเภทของการขับรองสากล การขับรองเพลงสากล แบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ การขับรองเดี่ยว และการขับรองหมู 1.1 การขับรองเดี่ยว คือ การขับรองเพลงคนเดียว จะมีดนตรีประกอบ หรือไมมีกได ผูที่ ็ สามารถทําการขับรองเดี่ยวได ตองมีความสามารถในการขับรองมาก มีเสียงที่ไพเราะมีความแมนยํา ในเรื่องจังหวะและทํานองเพลง 1.2 การขับรองหมู คือ การขับรองเพลงตั้งแต 2 คนขึ้นไป จะมีดนตรีประกอบหรือไมมี ก็ได การขับรองหมู สามารถแบงออกเปน 2 ลักษณะ คือ ขับรองหมูแบบธรรมดาและขับรองหมู แบบประสานเสียง 1.2.1 การขับรองหมูแบบธรรมดา หมายถึง การขับรองเพลงดวยคนหลายคนซึ่ง แตละคนขับรองดวยระดับเสียงเดียวกัน หรือแนวเสียงเดียวกันตลอดทั้งเพลง ตั้งแตเริ่มตนจนจบ เพลง 1.2.2 การขับรองหมูแบบประสานเสียง หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปวา “การขับรอง ประสานเสียง” หรือ “คอรัส” (Chorus) หรือ “ไควร” (Choir) ตองมีการเรียบเรียงเสียง ตามหลัก วิชาการประสานเสียง แหลงกําเนิดเสียงของมนุษย เสียงเกิดขึ้นมาจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ เสียงตาง ๆ ของมนุษย ไมวาจะเปนเสียงพูด เสียงรอง เสียงหัวเราะ เกิดขึ้นจากการสั่นของเสนเสียง (Vocal Cord) ซึ่งอยูภายในลําคอ เสนเสียง จะสั่นไดตองมีลมภายในปอดผานออกมากระทบกับเสนเสียง เกิดเปนเสียงตาง ๆ ขึ้น เสียงของมนุษยที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของเสนเสียงในลําคอ
  • 2. จักรายุทธ นพราลัย สมาคมครูดนตรี – นาฏศิลป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนา / 2 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- อวัยวะในการออกเสียง อวัยวะที่ใชในการออกเสียงสําหรับการขับรอง แบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. อวัยวะใชในการหายใจ 1.1 ปอด (Lungs) ภายในปอดจะมีถุงลมเล็ก ๆ จํานวนมาก การรองเพลงตอง ฝกการหายใจสูดลมเขาไปในถุงลมใหเต็ม เพื่อนํามาใชในการเปลงเสียงรอง 1.2 กระบังลม (Diaphram) เปนกลามเนื้อผืนใหญกั้นอยูในชองทองอยูใตปอด เมื่อ หายใจเขา กระบังลมจะเคลื่อนตัวลงต่ําทําใหเกิดพื้นที่กักเก็บลมมากขึ้น เมื่อหายใจออก กระบังลม จะถูกยก สูงขึ้น อากาศภายในจะถูกผลักออกมาทางหลอดลม จมูกและปาก 1.3 หลอดลม (Trachea) 1.4 กลามเนื้อบริเวณหนาทอง (Abdominal Muscle) 1.5 กระดูกซี่โครง (Rib Cage) อวัยวะภายในของมนุษยทํางานประสานกัน เพื่อทําใหเกิดเสียง 2. อวัยวะใชในการเปลงเสียง 2.1 เสนเสียง (Vocal Cord) 2.2 กลองเสียง (Larynx) 2.3 ชองคอ (Pharynx) 2.4 ชองปาก (Mouth) 2.5 ลูกกระเดือก (Gullet) อวัยวะในการเปลงเสียง
  • 3. การขับรองประสานเสียงเบื้องตน หนา / 3 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 3. อวัยวะใชในการสรางเสียงสะทอน 3.1 โพรงหนาอก (Chest Cavity) 3.2 โพรงจมูก (Nasal Cavity) 3.3 โพรงกระโหลก (Skull Cavity) 3.4 โพรงชองปาก (Mouth Cavity) อวัยวะที่ใชในการสรางเสียงสะทอน การหายใจเพื่อการขับรอง 1. การหายใจเขา สูบลมเขาทางชองปากมากกวาทางจมูก ลมจะเคลื่อนที่ผานหลอดลมเขาสูถุงลม เล็ก ๆ ภายในปอด การหายใจเพื่อการขับรอง ตองหายใจเขาลึก ๆ ใหเต็มปอด ขณะหายใจเขาลึก ๆ กระบังลมจะเคลื่อนที่ต่ําลงทําใหเกิดพื้นที่สําหรับเก็บลมเพิ่มขึ้น หนาทองจะยื่นออกมา การหายใจเขา
  • 4. จักรายุทธ นพราลัย สมาคมครูดนตรี – นาฏศิลป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนา / 4 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 2. การหายใจออก หนาทองจะคอย ๆ ยุบตัวลงจนแฟบ ขณะหายใจออกกระบังลมจะเคลื่อนตัวสูงขึ้น ดันลมภายในปอดและโพรงหนาอกใหเคลื่อนที่ผานทางหลอดลมออกมากระทบกับเสนเสียง ทําให เกิดเปนเสียงตาง ๆ การหายใจออก 3. การฝกควบคุมลมหายใจ การควบคุมลมหายใจจะตองมีการฝกหายใจนําลมเขา-ออก การหายใจเขาตองหายใจ เขาลึก ๆ จนหนาที่ยื่นออกมาและชายโครงขยายออกดานขางไดลมมาเก็บไวในปริมาณที่พอเหมะ สําหรับนํามาเปลงเสียงรองเพลง หลังจากนั้นจึงคอย ๆ ผอนลมออกทางชองปากอยางชา ๆ และ สม่ําเสมอ ขณะผอนลมออกควรทําใหชองปากเล็กลงใหไดยินเสียงลมผานออกมากระทบกับฟนและ ริมฝปาก กลามเนื้อทองจะคอย ๆ ยุบตัวลงจนแฟบ ควรปฏิบัติซ้ํา ๆ จนเกิดความชํานาญใน การควบคุมลมหายใจ อยาเก็บลมไวในปริมาณที่มากเกินไป จนรูสึกวาหนาอกสวนบนอัดแนนดวยลมจนแข็ง เกร็ง จะสงผลเสียตอการเปลงเสียงขับรอง ตําแหนงการเกิดเสียงสะทอน 1. ระดับเสียงสูง เสียงขับรองในระดับเสียงสูง มีจุดที่รวมเสียงบริเวณโพรงกะโหลกศีรษะ เสียงที่เกดจากโพรงกะโหลกศีรษะจะมีความหนักแนนนอย ดังนั้นขณะที่เปลงเสียงรองในระดับสูง จะตองทําใหเกิดเสียงสะทอนในโพรงกะโหลกศีรษะและบริเวณหนาผาก เสียงที่เกิดจากโพรง กระโหลกศีรษะนี้เรียกวา Head Register
  • 5. การขับรองประสานเสียงเบื้องตน หนา / 5 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 2. ระดับเสียงกลาง เสียงขับรองในระดับเสียงกลาง มีจุดสะทอนเสียงที่บริเวณโพรงปาก และโพรงจมูก ดังนั้นในขณะที่เปลงเสียงรองในระดับเสียงกลางตองทําใหเกิดความรูสึกสั่นสะเทือน บริเวณโพรงปากและโพรงจมูก เสียงทีเกิดจากบริเวณโพรงปากและโพรงจมูกเรียกวา Middle Register 3. ระดับเสียงต่ํา เสียงขับรองในระดับเสียงต่ํา มีจุดสะทอนเสียงที่บริเวณโพรงหนาอก เสียงที่เกิดจากโพรงหนาอกจะมีความหนักแนนมาก ดังนั้นในขณะที่เปลงเสียงรองในระดับเสียงต่ํา จะตองทําใหเกิดความรูสึกสั่นสะเทือนบริเวณทรวงอก ทําใหเกิดเสียงที่มีความหนักแนน กองกังวาน และทุมลึก เสียงที่เกิดจากบริเวณโพรงหนาอกนี้เรียกวา Chest Register การดูแลรักษาเสียง เสียงรองที่ไพเราะเกิดมาจากการออกเสียงที่ถูกวิธี ในสภาพรางกายที่สมบูรณแข็งแรงและ สุขภาพจิตที่ดี แจมใส ดังนั้นการดูแลรักษาเสียงที่ดี คือ การดูแลอวัยวะทุกสวนของรางกายใหอยู ในสภาพที่สมบูรณตลอดเวลา ทําจิตใจใหราเริงแจมใสและตองฝกฝนการออกเสียงอยางถูกตอง การดูแลรักษาเสียงสามารถกําหนดวิธีปฏิบัติเปนขอ ๆ ดังนี้ 1. พักผอนใหเพียงพอ ควรนอนอยางนอย 6-8 ชั่วโมง 2. รับประทานอาหารครบ 5 หมูในปริมาณที่เหมาะสม งดอาหารรสจัด มันจัด 3. ออกกําลังกายอยางสม่ําเสมอ 4. ดื่มน้ําสะอาดมาก ๆ ควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแกสผสม เครื่องดื่มแอลกอฮอล 5. งดใชเสียงเอเปนหวัด ไอ หรือเสียงผิดปกติ และควรพบแพทยเพื่อทําการรักษาใหถูกวิธี 6. หามใชเสียงดัง เชน การตะโกน จนทําใหเสนเสียงอักเสบ
  • 6. จักรายุทธ นพราลัย สมาคมครูดนตรี – นาฏศิลป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนา / 6 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ความรูเบื้องตนเกี่ยวกับการขับรองประสานเสียง การขับรองประสานเสียง การขับรองประสานเสียง คือ การขับรองเพลงอีกรูปแบบหนึ่งที่มีผูขับรองตั้งแต 2 คนขึ้นไป ขับรองเพลงเพลงเดียวกัน โดยขับรองคนละแนวทํานอง หรือขับรองในแนวทํานองเดียวกัน ระดับ เสียงเดียวกัน โดยขึ้นตนรองเพลงและจบเพลงไมพรอมกัน (เฉพาะเพลง Round เทานั้น) การฝกรองเพลงจําเปนตองปฏิบัติใหถูกตองตามหลักทฤษฎีดังนี้ 1. ทาทาง ไมวาจะนั่งหรือยืนจะตองอยูในลักษณะตรง คือ ลําตัวตรง ศีรษะตรง อกผาย ไหลผึ่ง ไมเกร็งสวนใดสวนหนึ่งของรางกาย ไมปลอยใหหลังคอม ไมกมหนา ถามีโนตเพลง ใหถืออยูในระดับกลาง ในขณะยืน เทาวางหางกันประมาณ 1 ฟุต เทาขวาอยูหนาเล็กนอย เพื่อ การทรงตัว ควรยืนหางจากไมโครโฟนประมาณ 12 - 15 นิ้ว ออกเสียงแตพอควรไมเบาหรือดังจนเกิน ไป ทาทางการถือโนตเพลงที่ถูกตอง ทาทางการถือโนตเพลงที่ผิด
  • 7. การขับรองประสานเสียงเบื้องตน หนา / 7 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ทาทางการยืนที่ถูกตอง ทาทางการนั่งที่ถูกตอง ทาทางการยืนที่ผิด การฝกหัดกับกระจกเปนสิ่งสําคัญ เพราะจะไดเห็นและแกไขสิ่งบกพรองตาง ๆ ใหดขึ้น และ ี ชวยใหไมอายได 2. การหายใจ เริ่มดวยการยืดอกและยืนตัวตรงใหแขนแนบลําตัว ไมควรยกไหล หายใจเขา ทางปากครึ่งหนึ่ง จมูกครึ่งหนึ่งพรอม ๆ กันจะทําใหไมเกิดเสียงดัง โดยกระบังลมจะทําหนาที่ชะลอ ลมหายใจใหออกชาๆ ผูรองจะตองฝกหัดหายใจเขาออกอยางรวดเร็วแลวปลอยออกชาๆ ใหไดนาน  ที่สุด
  • 8. จักรายุทธ นพราลัย สมาคมครูดนตรี – นาฏศิลป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนา / 8 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ปอดกอนรับลมหายใจเขา การหายใจขณะรองเพลง ปอดหลังจากรับลมหายใจเขา ขอสําคัญ คือ การหายใจเขา ทองจะปองเพื่อเก็บลมและ การหายใจเขาจะตองหายใจกอนเริ่ม รองพอดี การหายใจเขา กระบังลมจะเคลื่อนตัวลงต่ํา ทําใหเกิดที่วางระหวางทรวงอก อากาศภายนอก จะเขาไปแทนที่โดยผานปากหรือจมูก หลอดลม แลวจึงเขาสูปอด เมื่อหายใจออก กระบังลมจะยกสูง ขึ้น อากาศภายนอกปอดจะถูกผลักออกมาทางหลอดลมผานจมูกและปาก เชนเดียวกัน
  • 9. การขับรองประสานเสียงเบื้องตน หนา / 9 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แบบการฝกหายใจ 1. หายใจเขาชา ๆ พรอมทั้งยกแขนขึ้นระดับไหล นับ 1 – 2 – 3 แลวกลั้นลมหายใจชั่วขณะ แลวนับ 4 – 5 – 6 แลวหายใจออกชา ๆ พรอมทั้งลดแขนลงแนบลําตัวและนับ 7 – 8 – 9 2. เทาสะเอว ใหหัวแมมืออยูดานหลัง นิ้วที่เหลือวางที่หนาทอง บริเวณซี่โครงซี่สุดทาย แลว หายใจเขาชา ๆ ใหลึกถึงกระบังลม กลั้นหายใจไวชั่วขณะ แลวปลอยลมออกชา ๆ ดังนี้ คือ 2.1 ปลอยลมออกชา ๆ แลวออกเสียง เอส (SSSS) ใหยาวที่สุด 2.2 ปลอยลมหายใจออกชา ๆ ออกเสียง ลา โดยยึดระดับเสียงโนตเสียงใดเสียงหนึ่ง เปนหลัก พรอมทั้งนับ 1 – 10 ในครั้งแรก และนับ 1 – 15, 1 – 20, 1 – 25, 1 – 30 2.3 ปลอยลมหายใจเร็วเปนเสียงคลายสุนขเหา (โฮง) โดยทําเสียงสั้น ๆ ใหเสียงออก ั จากทองผานลําคอที่เปด ออกเสียงติดตอกัน 3 – 5 ครั้ง (โฮง –โฮง –โฮง) 3. เปาลมทองใหอยูในลักษณะแขมวเขา และขยายออกตามจังหวะที่ครูนับ พรอมทั้งออก เสียง ฮู ฮู ฮู ฮู ใหระดับเสียงสูงที่สุด ขณะฝกใหม ๆ ใหเปาลม 10 ครั้ง แลวเพิ่มเปน 30 ครั้ง 3. การเปดลําคอ ขณะขับรองเพลง ตองใชระดับเสียงสูง ๆ ต่ํา ๆ ผูรองจะตองเปดลําคอใหกวาง และอยูใน ลักษณะเชนเดียวกับการหาวนอน คือ 3.1 ออกเสียงคําวา “หาว” ครั้งแรกใหยาว 4 จังหวะ แลวคอยเพิ่มเปน 10 จังหวะ 15 จังหวะ 3.2 พูดออกเสียงคําวา “ผีห – ล – อ – ก” หรือ คําวา “อึ่ – อ – า – ง” พูดชา ๆ ในลักษณะยานคางและขากรรไกรตก 4. ตําแหนงของเสียง ระดับเสียงของมนุษย แบงออกเปน 3 ระดับ แตละระดับเสียงมีตําแหนงเสียงของ ความกองกังวานตางกันดังนี้ 4.1 ระดับเสียงต่ํา เปนเสียงที่กังวานทุมใหญ ตําแหนงเสียงอยูที่บริเวฯทรวงอกและ บริเวณลําคอ หลักการรองเพลงเสียงต่ํา แบงออกเปน 6 ขอคือ 4.1.1 ใชเลียนแบบเชนเดียวกับการพูด เสียงจะอยูที่ริมฝปาก พยัญชนะและ สระอยูที่ริมฝปากไมใชอยูในคอ 4.1.2 เมื่อจะเริ่มรองเสียงต่ําจะตองเริ่มคิดเสียงสูงไว 4.1.3 ยิ่งเสียงลงต่ําชองในปากจะเล็กลง ถาปากกวางไปเสียงจะไมมกาลัง ีํ 4.1.4 เวลารองเสียงต่ําไมควรรองเสียงดัง 4.1.5 บังคับลมและกําลังไวไมใหพลังออกมามากพรอมกับเสียง เพราะจะ ทําใหเสียงหนักเกินไป
  • 10. จักรายุทธ นพราลัย สมาคมครูดนตรี – นาฏศิลป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนา / 10 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 4.1.6 ใหเสียงต่ํามีลักษณะกองหรือสะทอนกังวานออกมาคลายเสียงฮัม 4.2 ระดับเสียงกลาง ตําแหนงเสียงอยูที่บริเวณชองปากและโพรงจมูก ดังนั้น ในการรองเพลงเสียงระดับกลาง จึงตองใชโพรงจมูก แกม และชองปากที่ขยายเสียง เพื่อใหเกิด ความกองกังวาน 4.3 ระดับเสียงสูง เปนเสียงที่เกิดตรงบริเวณโพรงกระโหลกศีรษะ และบริเวณ หนาผาก หลักการรองเพลงเสียงสูง ปฏิบัติไดดังนี้ คือ 4.3.1 ใชสมองหรือใชความคิดชวยในการรองเสียงสูง เชน จะรองเสียง ซอลสูงใหสมมุติวาจะรองเสียงสูงเทากับที่เคยรองมากอน 4.3.2 การรองเสียงสูงตองใชพยัญชนะเร็วและชัด โดยใชพลังของลมจาก พยัญชนะถึงสระ 4.3.3 การรองเสียงสูงใหปลอยเสียงออกมาตามสบายโดยไมตองบังคับ 4.4.4 เมื่อรองเสียงสูงใหปลอยขากรรไกร ปลอยลิ้นตามสบาย อาปากกวาง ไมตองเงยหนาและไมเกร็ง 4.4.5 ใชพลังของลมจากกลามเนื้อที่หนาทอง เอวและสะโพก แตใช กลามเนื้อที่คอเปลงหรือบังคับเสียง 5. การออกเสียงของสระ สระพื้นฐานที่ใชในการฝกขับรองเพลงสากล คือการออกเสียงตาม อักษรโฟเนติคส หรือ I.P.A (International Phonetic Alphabet) 5 ตัว คือ อา เอ อี โอ และ อู การฝกเบื้องตนฝกไดดังนี้ คือ 5.1 ออกเสียงสระใหตรงตัว อยาทําเสียงอื่นปนหรืออยาออกเสียงผิด ๆ 5.2 ในการขับรองหมู ผูรองทุกคนควรออกเสียงสระใหเหมือนกัน 5.3 สําหรับคําที่มีสระผสม ใหลากเสียงเนนสระเพียงตัวเดียว เชน คําวา “ไฟ” ถาออกเสียงคํานี้ชา ๆ จะมีสระ 2 ตัว คือ “อา” กับ “อี” ดังนั้น “ไฟ” = ฟา + อี….. 5.4 รองตอสระคําหนึ่งไปยังอีกคําหนึ่งใหตอเนื่องกัน อยารองขาดเปนหวง ๆ 6. การออกเสียงพยัญชนะ ผูรองอาจจะปฏิบัติดังนี้คือ พยายามรองสระใหยาวที่สดและรอง ุ พยัญชนะใหสั้นที่สุดแตชัดเจน คือ 6.1 ถาคําใดขึ้นตนดวยพยัญชนะ ควรรองพยัญชนะตรงจังหวะ อยารองชากวา จังหวะ 6.2 ควรจะเปลงเสียงพยัญชนะ เชน เชอะ ฟก กอนจังหวะของมันเล็กนอย เมื่อจังหวะของมันมาถึงเสียงที่รองจะไดตรงจังหวะพอดี แลวรองสระของคํานั้นทีหลัง (พยัญชนะจะ ออกเสียงจากไรฟนและชองขางลิ้น)
  • 11. การขับรองประสานเสียงเบื้องตน หนา / 11 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 6.3 เนื่องจากสระเปนสวนสําคัญยิ่งในการรองเพลง ควรรองพยัญชนะแตละตัว ใหสั้น 6.4 เปลงเสียงพยัญชนะทางสวนหนาของปาก เพราะสะดวกในการเปลงเสียง มากกวาที่อื่น และเพื่อใหชัดเจนอยาออกเสียงพยัญชนะจากโคนลิ้น 6.5 ออกเสียงพยัญชนะทุกตัว โดยเฉพาะอยางยิ่งในกรณีที่พยัญชนะเปนตัวเดียวกัน สองตัว เชน หนักแนน 7. การจับเสียงและเขาจังหวะ ตองปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้ 7.1 นึกเสียงที่จะรองในใจ หมายถึงระดับเสียง เสียงสระความดังเบา 7.2 หายใจเขาลึก ๆ ชา ๆ เตรียมพรอมที่จะเปลงเสียงออกมา 7.3 ริมฝปาก แกม และขากรรไกรปลอยตามสบาย 7.4 ลิ้นไมกระดกหรือเกร็ง ปลอยตามสบาย ใหปลายลิ้นแตะกับฐานฟนลางเล็กนอย 7.5 การสงลม การปรับหลอดเสียง การบังคับปากและการรองจะเกิดขึ้นวินาที เดียวกัน 8. คุณภาพของเสียง ขึ้นอยูกับหลอดเสียง กลองเสียง ลําคอ กระพุงปาก ลิ้นและศรีษะ เมื่อ สูดอากาศออก อากาศจะผานหลอดเสียงทําใหหลอดเสียงสั่นเกิดเปนเสียงขึ้นมา และเสียงก็จะผาน ลําคอและปาก ดังนั้นทั้งในปากและในศรีษะจะทําหนาที่เปนชองขยายเสียง ในขณะที่รอง เพลงจะรูสึกเสียงพุงไปขางหนา และมี “จุด” ที่เสียงรวมกันอยูที่หนึ่งที่ใดบนใบหนา พยายามให “จุด” นี้ อยูที่แถวฟนเหนือปลายลิ้น ไมควรให “จุด” นี้อยูในลําคอหรือโคนลิ้น เพราะจะทําใหกลามเนื้อ แถวนั้นเกร็งและเสียงที่ออกมาจะไมนาฟง การรองเพลงควรคิดถึงบรรยากาศที่สวยงามเบิกบานใจ อยาเกร็งคอหรือหนา อยาเกร็งลิ้นหรือกระดกลิ้นขึ้นเพราะจะไปบังลําคอ ทําใหเสียงที่ออกมาเกร็ง ฟง ไมชัดและ ไมไพเราะ คือเสียงไมมีคุณภาพนั่นเอง 9. อักขระ เปนสิ่งสําคัญในการรองเพลง โดยเฉพาะ คําควบกล้ํา คําสั้นยาว แตละคําลวนมี ความหมาย เพราะบทเพลงแตละเพลงที่ถายทอดจากจินตนาการของ นักแตงเพลง ความรูเรื่องการรองเพลงที่กลาวมานี้เปนเพียงหลักที่ตองนําไปฝกหัดและปฏิบัติอยางตอ เนื่อง ซึ่งเปนเพียงสวนหนึ่งเทานั้น 10. การแบงประเภทของเสียงที่ใชในการขับรอง ในการขับรองประสานเสียง จะมีแนวเสียงใหญๆ อยู 4 แนวดวยกันคือ 10.1 แนวโซปราโน (SOPRANO) เปนเสียงสูงสุดของหญิงและเด็กที่เสียงยังไมแตก ระดับเสียงอยูที่ โดกลาง ถึงตัว โด- ซอล 10.2 แนวอาลโต (ALTO) เปนเสียงที่ต่ํารองลงมาจากโซปราโน ไดแก เสียงของ
  • 12. จักรายุทธ นพราลัย สมาคมครูดนตรี – นาฏศิลป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนา / 12 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ผูหญิงที่มีเสียงต่ํากวาโซปราโน มีขอบเขตเสียงจาก ซอล-โด 1.3 แนวเตเนอร (TENOR) ไดแก เสียงผูชายที่มเี สียงสูง มีขอบเขตเสียงจาก โด-ซอล 1.4 แนวเบส (BASS) ไดแก เสียงผูชายที่มเี สียงต่ํา มีขอบเขตเสียงจาก ฟา-โด ในการขับรองประสานเสียงจึงตองมีการจัดขอบเขตเสียงใหผูรอง วาคนไหนควรจะขับรอง ในแนวใด ซึ่งในทางเทคนิคแลวจะแบงขอบเขตเสียงของคนเราเปน 4 แนว ดังกลาว เทคนิคทางการออกเสียงขับรองขึ้นมาโดยใชธรรมชาติเปนหลักดังนี้ 1. การฝกออกเสียง (VOCALIZE) มีความสําคัญมากเพราะการออกเสียงทุกครั้งตองมีส่งที่จะิ ตองควบคุมหลายอยาง เชน การใชลมอักขระตองใหถูกตอง เพราะเมื่อขับรองหมูประสานเสียงแล วจะเกิดความพรอมเพรียงและถูกตอง 2. เทคนิคทางการพูดและการแสดง การแสดงในที่น้หมายถึงการใสอารมณ มีชื่อเปนภาษา ี อังกฤษวา SPEECH AND DRAMA การตีความหมายของบทเพลง ตองใสอารมณอยางไร จึงจะถูก ตองตามความหมายของบทเพลง เชน เพลงที่มีความหมายไปในทางเศรา จะตองแสดงอารมณของบท เพลงอยางไร บทเพลงที่มีเนื้อหาไปในทางที่สนุกสนานจะตองแสดงอารมณอยางไร 3. การปนรูปปาก (LIP TORMATION) เปนสิ่งสําคัญมากในการขับรอง การรองคําตางๆ เชน คําที่อยูในสระ อี อา โอ อู จะปนรูปปากอยางไร เมื่อนําเทคนิคในการพูดและการขับรองตางๆ มา รวมกัน ก็จะทําใหมีการขับรองที่ถูกตอง ไมผิดลักษณะตางๆ ตามธรรมชาติ ซึ่งสําคัญมากสําหรับหมู ขับรองประสานเสียง เพราะเปนการขับรองของคนจํานวนมาก ถาการขับรองไมเหมือนกันก็จะเปน การยากลําบากในการขับรอง ที่กลาวมาเปนหลักใหญ ๆ ในการขับรองประสานเสียง แตสวนใหญแลวจะใชหลักการและวิธีการ เหมือนการขับรองเดี่ยวนั่นเอง ****************************************

×