พันธุกรรม
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

พันธุกรรม

on

  • 17,081 views

 

Statistics

Views

Total Views
17,081
Views on SlideShare
17,078
Embed Views
3

Actions

Likes
0
Downloads
227
Comments
0

1 Embed 3

http://krudararad.wordpress.com 3

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

พันธุกรรม พันธุกรรม Presentation Transcript

  • พันธุกรรมและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
    • พันธุกรรม หมายถึง การถ่ายทอดลักษณะต่างๆของสิ่งมีชีวิตจากบรรพบุรุษไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน หรือการถ่ายทอดลักษณะต่างๆ จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง เรียกอีกอย่างว่า กรรมพันธุ์
    • เช่น ความห่างของคิ้ว ความถนัดซ้าย – ขวา ลักษณะเส้นผม
    • พันธุกรรมเหล่านี้จะถูกควบคุมโดยหน่วยควบคุมลักษณะที่เรียกว่า ยีน ยีนจะมีอยู่เป็นจำนวนมาก ในเซลล์ทุกเซลล์
  •  
  • ลักษณะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
    • กรรมพันธุ์ หรือลักษณะต่างๆ ทางพันธุกรรม เป็นลักษณะที่สามารถถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่อๆ ไปได้ โดยผ่านทางเซลล์สืบพันธุ์ของพ่อและแม่ ซึ่ง * เซลล์สืบพันธุ์ของพ่อ ( อสุจิ )
    • * เซลล์สืบพันธุ์ของแม่ ( ไข่ )
    • แต่ลักษณะบางอย่างเกิดขึ้นภายหลัง เช่น แผลจากอุบัติเหตุ หรือเกิดจากการทำศัลยกรรม
  • การปฏิสนธิระหว่างอสุจิ + ไข่
    • อสุจิ ( 1 ตัว ) + ไข่ ( 1 ใบ ) จะได้ลูก 1 คน
    • ( ถ้าหากมีการแบ่งและจำลองเซลล์อีก แฝดแท้ )
    • อสุจิ ( 2 ตัว ) + ไข่ ( 2 ใบ ) จะได้ลูกแฝด 2 คน
    • ( ถ้าหากมีการแบ่งและจำลองเซลล์อีก แฝดเทียม )
  • ความแปรผันทางพันธุกรรม มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ
    • 1. ความแปรผันลักษณะทางพันธุกรรม ที่ไม่ต่อเนื่อง ( discontinuous variation)
    • เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่สามารถแยกความแตกต่างได้อย่างชัดเจนเกิดจากอิทธิพลของกรรมพันธุ์เพียงอย่างเดียว เช่น  มีลักยิ้ม - ไม่มีลักยิ้ม มีติ่งหู - ไม่มีติ่งหู ห่อลิ้นได้ - ห่อลิ้นไม่ได้ ความห่างของคิ้ว ความถนัดซ้าย - ขวา ฯลฯ
  •  
  • 2. ความแปรผันทางพันธุกรรมแบบต่อเนื่อง ( continuous variation) เป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างได้อย่างเด่นชัด เช่น   ความสูง น้ำหนัก โครงร่าง สีผิว ซึ่งเกิดจากอิทธิพลของกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เช่น ความสูง ถ้าได้รับสารอาหารถูกต้องตามหลักโภชนาการ และมีการออกกำลังกายก็จะทำให้มีร่างกายสูง ได้  
  •  
  • โครโมโซมและยีน
    • โครโมโซม คือ สารพันธุกรรมในร่างกายของมนุษย์ เป็นตัวกำหนดลักษณะต่างๆ เช่น สีตา สีผม ลักษณะเส้นผม ลักษณะดวงตา ความสูง   และควบคุมการทำงานของร่างกาย โครโมโซมจะอยู่ในเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ในคนทั่วไปแต่ละเซลล์จะมีจำนวนโครโมโซม อยู่ 23 คู่ หรือ 46 แท่ง
  • จำนวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิต 30 คู่ 60 แท่ง 19 คู่ 38 แท่ง 39 คู่ 78 แท่ง 30 คู่ 60 แท่ง 32 คู่ 64 แท่ง 19 คู่ 38 แท่ง 27 คู่ 54 แท่ง 35 คู่ 70 แท่ง 22 คู่ 44 แท่ง 12 คู่ 24 แท่ง 18 คู่ 36 แท่ง ควาย แมว สุนัข แพะ ม้า หมู แกะ อูฐ ค้างคาว สลามันเดอร์ คางคก 39 คู่ 78 แท่ง 40 คู่ 80 แท่ง 4 คู่ 8 แท่ง 13 คู่ 26 แท่ง 21 คู่ 42 แท่ง 30 คู่ 60 แท่ง 23 คู่ 46 แท่ง 7 คู่ 14 แท่ง 8 คู่ 16 แท่ง ไก่ ไก่งวง แมลงหวี่ กบ หนู วัว คน ถั่วลันเตา หัวหอม
  • โครโมโซมของมนุษย์มีทั้งหมด 23 คู่ ลักษณะของโครโมโซม
  • ลักษณะของโครโมโซม
    • โครโมโซมแต่ละโครโมโซมประกอบด้วย
    • โครมาทิด ( chromatid ) 2 โครมาทิดที่เหมือนกัน ซึ่งเกิดจากการที่โครโมโซมจำลองตัว โครมาทิดทั้งสองมีส่วนที่ติดกันอยู่ เรียกว่า เซนโทรเมียร์ ( centromere ) โครโมโซมในเซลล์ร่างกายจะมีรูปร่างลักษณะที่เหมือนกันเป็นคู่ ๆ แต่ละคู่ เรียกว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม ( homologous chromosome )   
    • สำหรับลักษณะรูปร่างของโครโมโซมจะแตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับ ตำแหน่งของเซนโทรเมียร์หรือโคนีโทคอร์ ( chinetochore ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนหลักสำคัญสำหรับ การเคลื่อนไหวของโครโมโซมภายในเซลล์ ขณะที่โครโมโซมเคลื่อนที่เข้าสู่
    • ขั้วเซลล์ในช่วงระยะการแบ่งเซลล์
  •  
  • ชนิดของโครโมโซม
    • โครโมโซมในร่างกายมนุษย์ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
    •             1 . ออโตโซม ( auto some ) เป็นโครโมโซมที่ควบคุมลักษณะต่างๆ ของร่างกาย ในเซลล์ของเพศชายและเพศหญิง จะมีออโตโซมเหมือนกัน มี 22 คู่ ( จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส = 2n )       
    •   2 . โครโมโซมเพศ ( sex chromosome ) เป็นโครโมโซมที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือกำหนดเพศ มีอยู่ 1 คู่ คือคู่ที่ 23 ( จะมีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส = n ) ได้แก่
    • โดยในเพศหญิงมีโครโมโซมเพศแบบ XX
    • และเพศชายมีโครโมโซมเพศแบบ XY
  • การแบ่งเซลล์ไมโทซิส ( เซลล์ร่างกาย ) 1. ระยะอินเตอร์เฟส คือโครโมโซม มีลักษณะคล้ายเส้นใยเรียกว่า เส้นใย โครมาทิน 2. ระยะโพรเฟส คือ โครโมโซมหดสั้นเข้าจึงมองเห็นเส้นโครโมโซมสั้นลง และมีการสร้างเส้นใยสปินเดิล 3. ระยะเมทาเฟส คือโครโมโซมเรียงตัวกันกลางเซลล์ 4. ระยะแอนาเฟส คือโครมาติดของแต่ละโครโมโซมถูกดึงแยกจากกัน โดยเส้นใย สปินเดิล 5. ระยะเทโลเฟส คือ เกิดการแบ่ง ไซโทพลาซึม โดยเยื่อหุ้มเซล์คอดเข้าหากัน จนกระทั่งเซลล์แยกจากกัน
  • การแบ่งเซลล์ไมโอซิส ( เซลล์สืบพันธุ์ ) 1. ไมโอซิส 1 คือเซลล์เดิมแบ่งออกเป็นเซลล์ใหม่ โดยนิวเคลียสของเซลล์ใหม่จะมีจำนวนโครโมโซมเพียงครึ่งหนึ่งของเซลล์เดิม 2. ไมโอซิส 2 คือเป็นการแบ่งเซลล์เหมือนกับการแบ่งไมโทซิส หลังจากมีการแบ่งเซลล์ในชั้นนี้แล้วจะได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ และมีจำนวนโครโมโซม เพียงครึ่งหนึ่งของเซลล์เดิม
  • การเปรียบเทียบการแบ่งเซลล์ เซลล์ร่างกาย เซลล์สืบพันธุ์
  • การเปรียบเทียบการแบ่งเซลล์
  •  
  •  
  •  
  • รูปโครโมโซมเพศชายและเพศหญิง รูปโครโมโซมเพศหญิง รูปโครโมโซมเพศชาย
  • การกำเนิดเพศชาย - เพศหญิง
    •    เซลล์เพศที่ถูกสร้างขึ้นมาแต่ละเซลล์จะมีโครโมโซมเพศเพียงชุดเดียวโดยที่
    • - เซลล์สืบพันธุ์เพศชาย ( สเปิร์ม ) จะมีเซลล์สืบพันธุ์ ซึ่งมีโครโมโซม 2 ชนิด คือ 22+X หรือ 22+Y - เซลล์สืบพันธุ์ของเพศหญิง จะมีโครโมโซมได้เพียงชนิดเดียว คือ 22+X ดังนั้นโอกาสในการเกิด - ทารกเพศหญิง ( โครโมโซม 44+XX )
    • - ทารกเพศชาย ( โครโมโซม 44+XY ) จึงเท่ากัน ขึ้นอยู่กับสเปิร์มที่เข้าผสมกับไข่จะเป็นสเปิร์มชนิดใด
  • การกำเนิดเพศชาย xy การกำเนิดเพศหญิง xx
  • ยีน
    • ยีน ( Gene ) หมายถึง ส่วนของ DNA ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
    • โครโมโซม เป็นโครงสร้างที่มี DNA และโปรตีนเป็นองค์ประกอบ
    • โครโมโซมจึงเป็นที่อยู่ของยีน และในแต่ละโครโมโซมมียีนอีกมากมายมาเรียงต่อๆ กัน
    • ยีนเป็นส่วนของ DNA ที่สามารถควบคุมการแสดงออกได้ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีจำนวนยีนแตกต่างกัน เช่น
    • - แบคทีเรีย มียีนประมาณ 4,000 ยีน - แมลงหวี่ 20,000 ยีน
    • - มนุษย์ประมาณ 30,000 กว่ายีน
    • ดังนั้น ยีนจึงเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งมีชีวิต
    • ยีนอยู่บนโครโมโซมที่มี อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่เป็นยูคาริโอต
    • ยีนอยู่บนโครโมโซมที่มี อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตและอยู่บน   DNA  ของสิ่งมีชีวิตที่เป็นโพรคาริโอต
    • เนื่องจากยีนเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ซึ่งเป็นองค์ประกอบของโครโมโซม
    • ดังนั้นยีนขึ้นอยู่บนโครโมโซม      ทอมัส ฮันต์มอร์แกน   ได้พบ ความสัมพันธ์ของกฎและกลไกทางพันธุกรรมและได้ทำการวิจัยที่ระบุ ว่า ตำแหน่งของยีนนั้นอยู่บนโครโมโซม
  • ประเภทของยีน
    • ยีนที่ควบคุมลักษณะบางอย่าง    มีอยู่ 2 ชนิด  คือ  ยีนเด่น    และยีนด้อย   
    •           ยีนเด่น ( Dominant )   คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะนั้นออกมาได้    แม้มียีนเพียงยีนเดียว    เช่น    ยีนผมหยิกอยู่คู่กับยีนผม  เหยียด แต่แสดงลักษณะผมหยิกออกมา แสดงว่า ยีนผมหยิกเป็นยีนเด่น เช่น T= ความสูง , R= สีแดง , B= ผิวดำ
    •           ยีนด้อย   ( Recessive ) คือ ยีนที่สามารถแสดงลักษณะให้ปรากฏออกมาได้ก็ต่อเมื่อบนคู่ของโครโมโซมนั้น ปรากฏแต่ยีนด้อย เช่นการแสดงออกของลักษณะผมเหยียด จะต้องมียีนผมเหยียดบนโครโมโซมทั้งคู่ เช่น เตี้ย =t, ดำ =b, สีขาว =w
  • DNA
    • ดีเอ็นเอ ( DNA ) เป็นสารพันธุกรรม มีชื่อเต็มว่า กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก ( Deoxyribonucleic acid ) ซึ่งเป็นกรดนิวคลีอิก กรดที่พบในใจกลางของเซลล์ทุกชนิด
    • ดีเอ็นเอ ( DNA ) คือการเรียงตัวของนิวคลีโอไทด์ ( Nucleotide ) นิวคลีโอไทด์เป็นโมเลกุลที่ประกอบด้วย
    • 1. น้ำตาลเพนโทส ( Deoxyribose Sugar ) คาร์บอน 5 อะตอม
    • 2. หมู่ฟอสเฟต ( Phosphate ) ( ฟอสฟอรัสและออกซิเจน )
    • 3. ไนโตรเจนเบส ( Nitrogenous Base ) เบสในนิวคลีโอ
    • ไทด์มีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่ อะดีนีน ( adenine, A ) , ไทมีน ( thymine,T ) ,
    • ไซโทซีน ( cytosine,C ) และกัวนีน ( guanine, G )
    • ขาหรือราวของบันไดสองข้างหรือนิวคลีโอไทด์ถูกเชื่อมด้วยเบส
    • โดยที่ A จะเชื่อมกับ T
    • และ C จะเชื่อมกับ G
    • ( ในกรณีของ ดีเอ็นเอ ) และข้อมูลทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เกิดขึ้นจากการเรียงลำดับของเบสใน ดีเอ็นเอ นั่นเอง
    • ผู้ค้นพบ ดีเอ็นเอ คือ ฟรีดริช มีเชอร์ ในปี พ . ศ . 2412 ( ค . ศ . 1869 ) แต่ยังไม่ทราบว่ามีโครงสร้างอย่างไร
    • จนในปี พ . ศ . 2496 ( ค . ศ . 1953 ) เจมส์ ดี . วัตสัน และฟรานซิส คริก เป็นผู้รวบรวมข้อมูล และสร้าง แบบจำลอง โครงสร้างของดีเอ็นเอ (DNA Structure Model) จนทำให้ได้รับรางวัลโนเบล และนั่นนับเป็นจุดเริ่มต้นของยุค เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ
  • ภาพของยีนที่รวมกันเป็น DNA
  • สรุปคือ
    • ในเซลล์ ( นิวเคลียส ) โครโมโซม ดีเอ็นเอ ยีน
    • * ในเซลล์ร่างกายของคน 1 เซลล์ เมื่อนำดีเอ็นเอทั้งหมดมาเรียงต่อกันจะมีความยาวรวมถึง 2.2 เมตร
    • * ดังนั้นโครโมโซมแต่ละแท่ง มีความยาวเฉลี่ยเพียง 6 ไมโครเมตร ประกอบด้วยสายดีเอ็นเอที่มีความยาวเฉลี่ยถึง 4.8 เซนติเมตร หรือ 48, 000 ไมโครเมตรซึ่งจะต้องบรรจุสายดีเอ็นเอที่มีความยาวถึง 8,000 เท่าของโครโมโซม จึงมี
    • การใช้ โปรตีน ( ฮีสโทน ) มาช่วยในการขดตัว ของสายดีเอ็นเอให้
    • สั้นลง
  • ภาพจำลองภายในของโครโมโซม
  •  
  • โครงสร้างภายในของ DNA
  •    * ดีเอ็นเอเป็นส่วนประกอบของโครโมโซม เพราะฉะนั้นยีนจึงมีตำแหน่งอยู่บนโครโมโซม * ยีนในตำแหน่งเดียวกันบนโฮโมโลกัสโครโมโซมแต่ละคู่จะควบคุมลักษณะเดียวกันซึ่งอาจมีหลาย รูปแบบ เรียกยีนที่ควบคุมลักษณะเดียวกันแต่ให้รูปแบบของลักษณะต่างกันว่า แอลลีล * ลักษณะทางพันธุกรรมที่ปรากฏจะขึ้นอยู่กับแอลลีลในแต่ละโครโมโซม เช่น ยีนที่ควบคุมลักษณะคางบุ๋ม มี 2 แบบ คือ N และ n ดังนั้น - แบบของคู่ยีนที่ควบคุมลักษณะคางบุ๋ม หรือ จีโนไทป์ ( ยีนภายใน ) ของลักษณะคางบุ๋มจึงมีได้ 3 แบบ คือ NN Nn  และ nn - ส่วนลักษณะที่แสดงออก เรียกว่า ฟีโนไทป์ ( ส่วนที่แสดงออก ) ในกรณีนี้มีได้ 2 แบบ คือ ลักษณะคางบุ๋มและลักษณะคางไม่บุ๋ม
  •  
  • กระบวนการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
    • ยีน ( Gene ) สามารถเป็นได้ทั้ง ( DNA ) หรือ ( RNA ) ก็ได้
    • แต่ในสิ่งมีชีวิตชั้นสูงนั้นจะเป็น DNA หมดเพราะเสถียรมากเหมาะแก่การเก็บข้อมูล ขณะที่ RNA จะพบในพวกไวรัส
    • ยีน ( Gene ) ทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตหรือเซลล์จะรวมเรียกว่า จี โนม ( Genome ) และโครงสร้างของ จี โนม ( Genome ) ในพวกโพรคารีโอต ( ชั้นต่ำ = พวกไม่มีเยื่อหุ้มเซลล์ ) และยูคารีโอต ( เซลล์สลับซับซ้อน = สัตว์ชั้นสูง ) จะแตกต่างกัน
    • ถ้า ยีน ( Gene ) เกิดผิดไปจากปกติเรียกว่า การกลายพันธุ์ ( Mutation ) ซึ่งเกิดเองตามธรรมชาติหรือถูกกระตุ้นให้เกิดก็ได้ โดยส่วนมากแล้วเมื่อ ยีน เกิดผิดปกติไปจะส่งผลเสียต่อสิ่งมีชิวิตนั้นมากกว่าผลดี เช่น ในคน สามารถทำให้ป่วย เจ็บไข้ หรือถึงแก่ชีวิตได้ โรคที่เกิดจากสาเหตุนี้เรียกว่า โรคทางพันธุกรรม ( Genetic Disease ) ซึ่งจะถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไปหรือไม่ก็ได้
    • บิดาแห่งพันธุศาสตร์ คือ เกรเกอร์ เมนเดล
    • เกรเกอร์ เมนเดล ( พ . ศ . 2365- พ . ศ . 2427 ) เกิดที่เมืองไฮน์เซนดรอฟ ออสเตรีย เป็นบุตรชายคนเดียวในจำนวนพี่น้อง 3 คน ของชาวนายากจนคนหนึ่ง โดยต่อมา เมนเดลได้ไปบวชแล้วได้รับตำแหน่งรับผิดชอบดูแลสวน
    • ในปี พ . ศ . 2390 เกรเกอร์ เมนเดล เผชิญความผิดหวังนับ 20 ปี ที่เขายังคงสอนหนังสือเพื่อชดเชยความผิดหวัง เขาทำงานในสวนของวัดทุกเวลาที่ว่าง ที่นั่นมีพันธุ์พืชมากมาย แต่ละชนิดแตกต่างหลากหลายอย่าง ความแตกต่างนี้ ทำให้เกรเกอร์นึกสงสัย เขาได้ผสมพันธุ์ถั่วเดียวกันและต่างพันธุ์ เป็นจำนวนแตกต่างถึง 22 ชนิดของต้นถั่ว เพื่อศึกษาลักษณะทั้งหมด เป็นเวลารวม 8 ปีเต็มในการทดลองร่วมพันครั้ง พบได้ 3 สิ่ง ดังนี้
    • สิ่งแรก เช่น ผสมพันธุ์ถั่วเมล็ดสีเหลืองกับเมล็ดสีแดง จะได้ผลิตพันธุ์เมล็ดสีเหลืองออกมา
    • สิ่งที่ 2 เมื่อผสมพันธุ์ต่างชนิดกันของผลผลิตรุ่นแรกรุ่นต่อไปจะมีเมล็ดทั้งสองชนิด ต้นที่มีเมล็ดสีเขียวทุกๆต้นจะมีสามต้นที่มีเมล็ดสีเหลือง ( แสดงว่าหน่วยถ่ายพันธุ์ที่ผลิตเมล็ดสีเหลืองเป็นหน่วยถ่ายพันธุ์ที่ เด่น คือ โดมิแนนท์ยีน หน่วยถ่ายพันธุ์ที่ผลิตเมล็ดสีเขียวเรียกว่า รีเซสซีพยีน หรือหน่วยถ่ายพันธุ์ด้อย )
    • สิ่งที่สาม ค้นพบกฎข้อที่สาม สมมติว่าเขาผสมพันธุ์ถั่วที่มีเมล็ดเรียบสีเหลืองกับพันธุ์ถั่วที่มีเมล็ดหยาบสีเขียว รุ่นแรกเมล็ดเรียบสีเหลืองจะเป็นตัวเด่น ในรุ่นต่อไปจะมีอัตราส่วนเมล็ดเรียบสีเหลือง 9 ส่วน เมล็ดหยาบสีเขียว 3 ส่วน เมล็ดหยาบสีเหลือง 1 ส่วน เมล็ดหยาบสีเขียว 1 ส่วน หลังจากนั้น เมนเดลได้ส่งผลการทดลองนี้ไปยังสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่ง แต่กลับไม่มีผู้ที่สนใจเลย เขาเก็บ
    • รายงานนี้ไว้ที่ห้องสมุดและทำการทดลองต่อไป จนกระทั่งถึงแก่กรรม ในปี พ . ศ . 2427
  • กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
    • XY XX
    XY XX XY XX
    • พ่อผิวดำ ( BB ) แม่ผิวขาว ( Wb )
    • BW Bb BW Bb
    • สองสี ดำ สองสี ดำ
    กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
    • พันธุ์แท้ เรียกว่า โฮโมไซกัสโครโมโซม ( ยีน ) เช่น TT,tt
    • พันธุ์ทาง เรียกว่า เฮเตอโรไซกัสโครโมโซม ( ยีน ) เช่น Tt
    • พ่อสูง ( Tt ) แม่เตี้ย ( tt )
    • Tt Tt tt tt
    • สูง ( ทาง ) สูง ( ทาง ) เตี้ย ( แท้ ) เตี้ย ( แท้ )
    กระบวนการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
  •  
  • ยีนของหมู่เลือด
    • โดยกำหนดให้เลือด
    • เลือดกรุ๊ป A เป็น I A I A หรือ I A i
    • เลือดกรุ๊ป B เป็น I B I B หรือ I B i
    • เลือดกรุ๊ป AB เป็น I A I B
    • เลือดกรุ๊ป O เป็น ii
    • หรือกำหนดให้เลือด เลือดกรุ๊ป A เป็น AA ( แท้ ) หรือ Ao ( ทาง ) เลือดกรุ๊ป B เป็น BB ( แท้ ) หรือ Bo ( ทาง ) เลือดกรุ๊ป AB เป็น AB ( แท้ )
    • เลือดกรุ๊ป O เป็น oo ( แท้ )
    • ถ้ากำหนดให้ พ่อ AA ( แท้ ) แม่ Ao ( ทาง )
    • AA Ao AA Ao
    • ถ้ากำหนดให้
    • พ่อ AB ( แท้ ) แม่ Bo ( ทาง )
    • AB Ao BB Bo
    • จะได้หมู่เลือด AB 25%
    • หมู่เลือด A 25%
    • หมู่เลือด B 50%
    • AB: A:B
    • 1 : 1 :2
  • การพิจารณาการให้เลือด หมายเหตุ แอนติเจน = เชื้อโรค แอนติบอดี = ภูมิคุ้มกัน *** ระวังไม่ให้แอนติเจนผู้รับตรงกับแอนติบอดีผู้ให้
  • สรุปการให้เลือด
    • หมู่เลือด A ให้ได้แต่ A รับได้ A,O
    • หมู่เลือด B ให้ได้แต่ B รับได้ B,O
    • หมู่เลือด AB ให้ได้แต่ AB รับได้ทุกหมู่
    • หมู่เลือด O ให้ได้ทุกหมู่ รับได้เฉพาะ O
    • แบบฝึกหัด ( กระบวนการถ่ายทอดทางพันธุกรรม )
    • พ่อ A ( ทาง ) และ แม่ AB
    • พ่อ A( ทาง ) และ แม่ B ( ทาง )
    • พ่อ tt และ แม่ Tt
    • พ่อ WB และ แม่ WB
    • พ่อพันธุ์หนูตะเภา ( Bb ) และแม่พันธุ์ของหนูตะเภา ( Bb )
    • โดยกำหนด B ลักษณะสีดำ
    • b ลักษณะสีขาว จะได้ลูกสีดำและสีขาวเป็นเท่าไร
    • 6. การผสมพันธุ์ต้นถั่วพ่อพันธุ์ ( กลม , เหลือง ) และ แม่พันธุ์ ( ขรุขระ , เขียว )
    • โดย กลม =R ขรุขระ =r เหลือง =Y เขียว =y ( หารุ่น หลาน )
  • พ่อพันธุ์ RrYy * แม่พันธุ์ RrYy rryy rrYy Rryy RrYy ry rrYy rrYY RrYy RrYY rY Rryy RrYy RRyy RRYy Ry RrYy RrYY RRYy RRYY RY ry rY Ry RY RrYy
  • สรุปคำตอบ
    • กลม , เหลือง : 9
    • กลม , เขียว : 3
    • ขรุขระ , เหลือง : 3
    • ขรุขระ , เขียว : 1
    • ปัจจัยที่ทำให้เกิดมิวเทชัน ( การกลายพันธุ์ )
    • ตัวกระตุ้นหรือชักนำให้เกิดมิวเทชัน จะเรียกว่าสิ่งก่อกลายพันธุ์ ( mutagen ) เช่น
    • รังสี ( radiation ) รังสีที่กระตุ้นให้เกิดมิวเทชันมี 2 ชนิดคือ
      • Ionizing Radiation เช่น รังสีบีต้า , รังสีแกมมา , รังสีเอกซ์
      • Non - Ionizing Radiation เช่น รังสีอุลตร้าไวโอเลต
    • สารเคมี เช่น สารโคลซิซิน ( colchicine ) มีผลทำให้มีการเพิ่มจำนวนชุดของโครโมโซม ผลดังกล่าวนี้ทำให้ผลผลิตพืชเพิ่มขึ้น สารไดคลอวอส ( dichlovos ) ที่ใช้กำจัดแมลง และพาราควอต ( paraquat ) ที่ใช้กำจัดวัชพืช ก็สามารถทำให้เกิดการผิดปกติของโครโมโซมในคนและสัตว์ได้ สิ่งก่อกลายพันธุ์หรือมิวทาเจนหลายชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง ( carcinogen ) เช่น สารอะฟลาทอกซิน ( aflatoxins ) จากเชื้อราบางชนิดทำให้เกิดมะเร็งที่ตับ
    • การจัดเรียงเบสในกระบวนการสังเคราะห์ดีเอ็นเอผิดพลาด มีผลทำให้เกิดการเพิ่ม
    • หรือลดจำนวนเบสในคู่สาย และทำให้เกิดการเลื่อนของสาย DNA
    • ประเภทของมิวเทชัน มิวเทชันเกิดกับเซลล์ 2 ลักษณะ คือ
    • เซลล์ร่างกาย ( Somatic cell ) เซลล์ชนิดนี้เมื่อเกิดมิวเทชันแล้ว จะไม่ถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไป
    • เซลล์สืบพันธุ์ ( Sex cell ) เซลล์เหล่านี้เมื่อเกิดมิวเทชันแล้ว
    • จะถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไปได้ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสปีชีส์
    • ของสิ่งมีชีวิตมากที่สุด และส่งผลต่อวิวัฒนาการของ
    • สิ่งมีชีวิตด้วย
  • การกลายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
  • การกลายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
  • โรคทางพันธุกรรมมาจากการผิดปกติของ โครโมโซมร่างกายและโครโมโซมเพศ
    • ความผิดปกติของโครโมโซมร่างกาย เช่น กลุ่มอาการดาวน์
    • กลุ่มอาการดาวน์ โรคนี้จะมีโครโมโซมจำนวน 47 แท่งโดยมีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่งถือเป็นความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุด อัตราส่วน 1:800 ของทารกแรกเกิด พบในทุกเชื้อชาติ สามารถเกิดได้กับทุกๆ คน
    • เด็กจะมีลักษณะที่เฉพาะ เช่น ใบหน้ามักจะกลม ศีรษะค่อนข้างเล็กและท้ายทอยแบน ดั้งจมูกแบน หางตาเฉียงขึ้นบน นิ้วมือและนิ้วเท้ามักจะสั้น กล้ามเนื้อที่อ่อนนิ่ม มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ล่าช้า ซึ่งความรุนแรงจะมากน้อยแตกต่างกัน ในแต่ละคน พบความผิดปกติทางร่างกายของระบบต่างๆ ร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภาวะต่อมธัยรอยด์บกพร่อง
    • ปัญหาด้านการได้ยินและด้านสายตา
  • ลักษณะของโครโมโซมและคนที่ผิดปกติ ( ดาวน์ )
  •  
    •   กลุ่มอาการ คริดูชาต์ ( Cri - du - chat syndrome หรือ Cat - cry syndrome )
    • เป็นความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 5 ผิดปกติไป 1 โครโมโซม โดยมีส่วนหนึ่งของโครโมโซมขาดหายไปทำให้มีแขนข้างสั้นของโครโมโซมสั้นกว่าปกติ พบในเด็กหญิงมากกว่าเด็กชาย ลักษณะของผู้ป่วย คือ มีปัญญาอ่อนศีรษะเล็กกว่าปกติ การเจริญเติบโตช้าหน้ากลม ใบหูอยู่ต่ำกว่าปกติและมีเสียงร้องแหลมคล้ายเสียงแมวร้อง
  • ลักษณะของโครโมโซมและ คนที่ผิดปกติ ( คริดูชาต์ )
    • กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด ( Edward's syndrome ) เกิดจากความผิดปกติของออโทโซมโดยคู่ที่ 18 เกินมา 1 โครโมโซม
    • ลักษณะที่ปรากฏ จะมีลักษณะหัวเล็ก หน้าผากแบน คางเว้า หูผิดปกติ ตาเล็ก นิ้วมือบิดงอ และกำเข้าหากันแน่น หัวใจพิการ ปอดและระบบย่อยอาหารผิดปกติ มีลักษณะปัญญาอ่อนร่วมอยู่ด้วย ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะเสียชีวิตก่อนอายุ 1 ขวบ
  • ลักษณะของโครโมโซมและคนที่ผิดปกติ ( เอ็ดเวิร์ด ) คู่ที่ 18 เกินมา 1 แท่ง
    • กลุ่มอาการพาเทา ( Patau's syndrome )
    • เกิดจากความผิดปกติของออโทโซมคู่ที่ 13 เกินมา
    • 1 โครโมโซม
    • ลักษณะที่ปรากฏ จะพบว่ามีอาการปัญญาอ่อน ปากแหว่ง เพดานโหว่ หูหนวก นิ้วเกิน ตาอาจพิการ หรือตาบอด
    • ส่วนใหญ่อายุสั้นมาก
  • ลักษณะของโครโมโซมและคนที่ผิดปกติ ( พาเทา ) คู่ที่ 13 เกินมา
  • 2. ความผิดปกติของโครโมโซมเพศกลุ่ม ( X )
    • 2.1 กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ ( Turner's syndrome ) โครโมโซม X ขาดหายไป 1 โครโมโซม ทำให้เหลือโครโมโซม X เพียงแท่งเดียว และเหลือโครโมโซมในเซลล์ร่างกาย 45 แท่ง พบได้ในเพศหญิงเป็นแบบ 44+XO
  • ลักษณะของโครโมโซมและคนที่ผิดปกติ ( เทอร์เนอร์ )
    • ลักษณะของผู้ป่วย คือ
    • ตัวเตี้ย คอมีพังพืดกางเป็นปีก
    • แนวผมท้ายทอยอยู่ต่ำ
    • หน้าอกกว้าง หัวนมเล็กและอยู่ห่างกัน
    • ใบหูใหญ่อยู่ต่ำมีรูปร่างผิดปกติ
    • แขนคอก รังไข่ไม่เจริญ
    • ไม่มีประจำเดือน เป็นหมัน
    • มีอายุยืนยาวเท่าๆ กับคนปกติทั่วๆ ไป
  • 2.2 ซูเปอร์ฟีเมล ( Super female ) โครโมโซมเพศ เป็น XXX หรือ XXXX จึงทำให้โครโมโซมในเซลล์ร่างกายเป็น 47 โครโมโซม หรือ 48 โครโมโซม ดังนั้นโครโมโซมจึงเป็นแบบ 44+XXX หรือ 44+XXXX ลักษณะของผู้ป่วย ในเพศหญิงทั่วไปดูปกติ สติปัญญาต่ำกว่าระดับปกติ ลูกที่เกิดมาจากแม่ที่มีโครโมโซมแบบนี้อาจมีความผิดปกติเช่นเดียวกับแม่
    • 2.3 กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ ( Klinefelter's syndrome ) ในเพศชาย โครโมโซมเพศเป็น XXY หรือ XXXY จึงทำให้มีโครโมโซมในเซลล์ร่างกายเป็น 47 โครโมโซม หรือ 48 โครโมโซม ดังนั้นโครโมโซมจึงเป็นแบบ
    • 44+XXY หรือ 44+XXXY
  • ลักษณะของผู้ป่วย ในเพศชาย มีลักษณะคล้ายเพศหญิง * สะโพกพาย * หน้าอกโตจะสูงมากกว่าชายปกติ * ลูกอัณฑะเล็ก ไม่มีอสุจิ เป็นหมัน ลักษณะของโครโมโซมและคนที่ผิดปกติ ( ไคลน์เฟลเตอร์ )
    • ซูเปอร์เมน ( Super men ) ความผิดปกติที่เกิดกับโครโมโซม Y โดยมีโครโมโซม Y เกินมาจากปกติ โครโมโซมเพศ จึงเป็นแบบ XYY จึงทำให้โครโมโซมในเซลล์ร่างกายเป็น 47 โครโมโซมเป็นแบบ 44+XYY
    2. ความผิดปกติที่เกิดกับโครโมโซมเพศ กลุ่ม Y
  • ลักษณะของโครโมโซมและคนที่ผิดปกติ ( ซูเปอร์เมน ) ลักษณะของผู้ป่วย ในเพศชาย * จะมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าปกติ * มีอารมณ์ร้าย โมโหง่าย * บางรายมีจิตใจปกติ และไม่เป็นหมัน
    • # โรคซีสติกไฟโบรซีส ( Cystic fibrosis ) เป็นความผิดปกติที่ทำให้ ร่างกายสร้างเยื่อเมือกที่หนามากผิดปกติ ในปอดและลำไส้ ผู้ที่เป็นโรคนี้จะหายใจลำบากเพราะปอดเต็มไปด้วยเยื่อเมือกหนาและอาจทำให้ ปอด ติดเชื้อเป็นอันตรายจากแบคทีเรียที่เจริญเติบโตในเยื่อเมือกนั้น ถ้าเยื่อเมือกหนาใน ลำไส้ ทำให้ย่อยอาหารได้ยากลำบาก สาเหตุ คือ การผ่าเหล่าในอัลลีลลักษณะด้อย อัลลีลที่ก่อให้เกิดโรคนี้พบมาก ในหมู่คนที่มาจากยุโรปตอนเหนือ
    • ปัจจุบันยังไม่มีทางใดที่จะรักษาโรคซีสติกไฟโบรซีสให้หายขาดได้ มีเพียงการบรรเทาโดยการใช้ยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากการทำกายภาพบำบัดเพื่อสลายเยื่อเมือกในปอด
    โรคความผิดปกติทางพันธุกรรมได้แก่
    • โรคซิกเกิลเซลล์ ( Sickle - cell ) เป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นกับเลือด ความผิดปกตินี้เกิดจากการผ่าเหล่าที่ส่งผลกระทบต่อการสังเคราะห์เฮโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญที่ทำหน้าที่นำออกซิเจนภายในเซลล์เม็ดเลือดแดง
    • คนที่เป็นโรคซิกเกิลเซลล์จะสร้างเฮโมโกลบินให้มีรูปร่างผิดปกติ เมื่อความเข้มข้นของออกซิเจนต่ำ เซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีรูปร่างผิดปกติเป็นรูปเคียว ดังรูป
    • เมื่อเซลล์เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างแบบรูปเคียวจะไม่สามารถลำเลียงออกซิเจนได้มากเท่ากับเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งมีรูปร่างปกติ การที่รูปร่างผิดปกติจะทำให้หลอดเลือดเกิดการอุดตัน คนที่เป็นโรคนี้ต้องทุกข์ทรมานมากกับการขาดออกซิเจนในเลือด และอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรง
    • ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่จะรักษาโรคซิกเกิลเซลล์ได้ บุคคลที่เป็นโรคนี้จะได้รับยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดและป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดเท่านั้น
    • # โรคฮีโมฟิเลีย ( Hemophilia ) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้เลือดแข็งตัวได้ช้ามาก หรือไม่แข็งตัวเลย เพราะคนที่เป็นโรคนี้ไม่สามารถสร้างโปรตีนชนิดที่จำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือดตามปกติได้
    • คนที่เป็นโรคนี้ถ้ามีบาดแผลเลือดจะไหลไม่หยุดจะตายได้ นอกจากนี้การกระทบกระแทกเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดการฟกช้ำและมีอันตรายสูงจากการมีเลือดไหลภายในได้
    • โรคฮีโมฟิเลียเป็นความผิดปกติเกี่ยวเนื่องกับเพศ ทำให้ผู้ชายเป็นโรคนี้มากกว่าผู้หญิง
  •  
  • โรคตาบอดสี
    • สาเหตุของ ตาบอดสี ที่เป็นมาแต่กำเนิด ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยโครโมโซม X ทำให้เพศชายถ้ามีหน่วยพันธุกรรม X ที่ทำให้เกิด ตาบอดสี ก็จะแสดงอาการของ ตาบอดสี ออกมา ในขณะที่เพศหญิงถ้าหน่วย X นี้ผิดปกติเพียงหนึ่งหน่วย ก็ยังสามารถมองเห็นได้ปกติเห็นปกติได้ ถ้าหน่วย X อีกตัวหนึ่งไม่ทำให้เกิด ตาบอดสี
  • ตัวอย่างแบบทดสอบตาบอดสี
  • โรคเบาหวาน
    • 1 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน มีอยู่ 2 อย่าง คือ ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม
    • 1.1 ปัจจัยทางพันธุกรรม ขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติของยีนตัวใดตัวหนึ่งที่จะอธิบายการเกิดโรคเบาหวานได้ในผู้ป่วยทุกราย
    • ปัจจัยทางพันธุกรรมที่มีการค้นพบในปัจจุบัน คือ
    • การมี mutation ของ insulin พบว่าเป็นสาเหตุของ โรคเบาหวานในผู้ป่วยเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
    • ส่วน mutation ของยีนอื่น ก็มีในผู้ป่วยบางเชื้อชาติเท่านั้น และไม่ใช่สาเหตุสำคัญในผู้ป่วยส่วนใหญ่
    • ในปัจจุบันจึงยังไม่อาจชี้ชัดถึงยีนที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ อาจเป็นไปได้ว่าผู้ป่วย มีความผิดปกติของยีนหลายๆ ตัว ที่เกี่ยวข้องกับการนำน้ำตาลไปใช้ให้เกิดพลังงาน
    • 1.2 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม พบว่า มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมบางอย่างที่อาจเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้
    • ปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่ ความอ้วน โดยเฉพาะ upper body obesity, การขาดการออกกำลังกาย , การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะ การบริโภคอาหารประเภทไขมันในปริมาณสูง
    • โรคธาลัสซีเมีย เกิดจากความผิดปกติของการสังเคราะห์เฮโมโกลบินที่เกิดจากความเปลี่ยนแปลงในอัตราการสร้างสายโปรตีนโกลบิน การที่มีอัตราการสร้างสายโกลบินชนิดหนึ่งๆ หรือหลายชนิดลดลงจะรบกวนการสร้างเฮโมโกลบินและทำให้เกิดความไม่สมดุลในการสร้างสายโกลบินปกติอื่น
    • ** แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แอลฟาธาลัสซีเมีย และ เบต้าธาลัสซีเมีย
    • แอลฟาธาลัสซีเมีย เป็นยีนด้อยที่อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 16
    • เบต้าธาลัสซีเมีย เป็นยีนด้อยที่อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 11
    โรคธาลัสซีเมีย
  •  
  • โรคท้าวแสนปม
  • โรคผิวเผือก
  • เทคโนโลยีชีวภาพ ( Biotechnology )
    • เทคโนโลยีชีวภาพ ( Biotechnology ) คือ การใช้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและผลิตผลของสิ่งมีชีวิตให้เป็นประโยชน์กับมนุษย์ ได้แก่
    • ผงซักฟอกชนิดใหม่ที่มีเอนไซม์
    • การทำปุ๋ยไว้ใช้เองจากวัสดุเกษตรเหลือทิ้ง เช่น ฟางข้าว มูลสัตว์
    • การขจัดปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม เช่น ปัญหาน้ำทิ้งจากโรงงานอุสาหกรรม โดยการนำน้ำเสียไปใช้ประโยชน์แทนที่จะปล่อยทิ้งให้เน่าเหม็น
    • รวมทั้งการถ่ายฝากตัวอ่อนสัตว์เพื่อให้ได้สัตว์พันธุ์ดีไว้ใช้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม
  • เทคนิคทางพันธุวิศวกรรม ( Genetic engineering )
    • เทคนิคทางพันธุวิศวกรรม ( Genetic engineering ) เป็นการนำยีน หรือ ดี เอ็น เอ จากสิ่งมีชีวิตต่างชนิดมาต่อเข้าด้วยกัน เพื่อให้แสดงลักษณะทางพันธุกรรมที่ต้องการออกมา ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้         1 . สกัด ดีเอ็นเอ ที่ต้องการออกจากเซลล์ของสิ่งมีชีวิต         2 . ตัด ดีเอ็นเอ ที่ไม่ต้องการออกโดยใช้เอ็นไซม์ตัดเฉพาะ ( restriction enzyme ) คุณสมบัติตัดสายดีเอ็นเอ ซึ่งเอ็นไซม์นั้นมีความจำเพาะต่อลำดับของเบสในสาย ดีเอ็นเอ         3 . เชื่อมต่อ ดีเอ็นเอ ที่ตัดเข้ากับ ดีเอ็นเอ พาหะ ( DNA vector ) ซึ่งมีปลายสายที่ต่อเชื่อมมีลำดับเบสเข้า คู่กันได้ เพื่อทำให้เกิด ดีเอ็นเอ สายผสม โดยใช้เอ็นไซม์ดี เอ็นเอไลเกส ( DNA ligase )         4 . เพิ่มจำนวนดีเอ็นเอที่ต้องการ โดยการนำชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่ตัดต่อแล้ว ใส่เข้าไปในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ( host cell ) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย เมื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ให้มากขึ้นก็จะแสดงลักษณะทาง พันธุกรรมออกมาได้         5 . คัดเลือกหาเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่จะได้รับดีเอ็นเอสายผสม ซึ่งจะแสดงออกมาโดยวิธีการตรวจสอบหาการสอดใส่ยีนที่ต้องการในดีเอ็นเอพาหะ และมีสมบัติตามที่
    • ต้องการไปผสมพันธุ์กัน
  • การตัดแต่งพันธุกรรม
  • ภาพแสดงวิธีการทำพันธุวิศวกรรมถ่ายโอนยีนจากแมงกะพรุนไปสู่ลิงโดยใช้ไวรัสพาหะ
  • การดัดแปลงทางพันธุกรรม
    • สิ่งมีชีวิตทีได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมโดยใช้เทคนิควิธีพันธุวิศวกรรมว่า
    • สิ่งมีชีวิตจีเอ็มโอ ซึ่งคำว่าจีเอ็มโอ ( GMOs ) มาจากคำว่า
    • Genetically Modified Organisms
    • สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมอาจเป็นจุลินทรีย์ พืช หรือสัตว์ก็ได้ ถ้ามีการนำสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมเหล่านี้มาใช้ในขณะที่ยังมีชีวิต อาจเรียกอีกอย่างได้ว่า แอลเอ็มโอ ( LMOs ) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Living Modified Organisms
    • อย่างไรก็ตามการดัดแปลงพันธุกรรมโดยการใช้วิธีทางพันธุวิศวกรรมในสิ่งมีชีวิตก็ยังมีข้อกำจัด เช่น
    • * ลักษณะบางอย่างของพืชถูกควบคุมด้วยยีนหลายตัวที่มีความแตกต่างกัน
    • * สัตว์ไม่สามารถงอกใหม่
    • * ชิ้นส่วนเพียงส่วนเดียวของร่างกายต้องใช้เวลานานในการเจริญเติบโต
  • ตัวอย่างพืชที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม
  • ประโยชน์ของเทคโนโลยีชีวภาพ
    • การทำเด็กหลอดแก้ว เป็นวิธีการรักษาผู้มีบุตรยากที่เก่าแก่และทำกันมากที่สุดในโลก
    • สำเร็จครั้งแรกในโลกเมื่อปี ค . ศ . 1978 ที่ประเทศอังกฤษ
    • หลักการของเด็กหลอดแก้ว คือ การนำไข่และตัวสเปอร์มออกมาพบกัน เพื่อเกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ทำไมต้องปฏิสนธินอกร่างกาย     ก็เพราะมีความผิดปกติบางอย่างที่ขัดขวางหรือไม่เหมาะสมต่อการปฏิสนธิกัน แบบธรรมชาติภายในร่างกาย เช่น ท่อนำไข่อุดตัน หรือถูกตัดไป เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ผิดที่ พังผืดในอุ้งเชิงกราน เชื้ออสุจิน้อย หรือไม่แข็งแรง ในรายที่หาสาเหตุไม่พบ
    • ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว
    •       1 . ให้ยาฮอร์โมน เพื่อกระตุ้นให้ไข่สุกหลาย ๆ ฟอง       2 . ตรวจสอบและควบคุมการตอบสนองของรังไข่ให้เหมาะสม เพื่อปรับขนาดยาให้ถูกต้อง       3 . ดูดเก็บไข่ ซึ่งใช้เวลา 10 - 30 นาที โดยใช้ยาชาหรือยาระงับความรู้สึก       4 . เก็บคัดเชื้ออสุจิในวันเดียวกับที่ดูดเก็บไข่       5 . ทำการปฏิสนธิของไข่กับสเปริมในห้องปฏิบัติการ นานประมาณ 48 - 72 ชั่วโมง       6 . การย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูกเพื่อรอการฝังตัว       7 . ตรวจสอบผลการตั้งครรภ์ ประมาณ 10-14 วัน หลังการใส่ตัวอ่อน
    หลุยส์บราวน์ เด็กหลอดแก้วคนแรก
    • การทำกิฟต์   การนำเซลล์สืบพันธุ์ไปใส่ไว้ที่ท่อนำไข่ หรือที่รู้จักแพร่หลายโดยทั่วไปว่า กิฟต์ ( GIFT ) หมายถึง การนำเอาไข่และตัวอสุจิไปใส่ไว้ที่ท่อนำไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิหรือรวมตัวกันตามธรรมชาติ
    • ( เป็นวิธีการที่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลาต่างๆ มาก นอกจากนั้น ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการรักษาได้อีกด้วย )
    • หลักการทำกิฟต์ คือนำไข่และอสุจิมารวมกัน และฉีดเข้าท่อนำไข่โดยผ่านทางปลายของท่อให้มีการปฏิสนธิ การแบ่งตัวของตัวอ่อนและการฝังตัวเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ขั้นตอนใหญ่ๆ ของการทำกิฟท์ แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้       1 . การนำไข่ออกมาจากรังไข่       2 . การเตรียมอสุจิ       3 . การนำไข่และอสุจิมาใส่ไว้ที่ท่อนำไข่
    ภาพการฉีดอสุจิที่ท่อรังไข่
    • การผสมเทียมแบบไฮเทค ( Intracytoplasmic Sperm Injection ) เป็นเทคโนโลยีชีวภาพที่พัฒนามาจากการผสมในหลอดแก้ว โดยการนำอสุจิเพียงเซลล์เดียวฉีดเข้าไปในชั้น ไซโตพลาสซึมของเซลไข่ ซึ่งวิธีนี้มีโอกาสสำเร็จ 68%
    ภาพการฉีดอสุจิเข้าในชั้นไซโทพลาซึม
    • การโคลน หมายถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่ โดยไม่ได้อาศัยการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ คือสเปิร์ม กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย คือไข่ ซึ่งเป็นการสืบพันธุ์ตามปกติ แต่ใช้เซลล์ร่างกาย ( Somatic cell ) ในการสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่
  • แกะดอลลีสัตว์ตัวแรกที่ถูกโคลน 2540
    • การโคลนในพืชหรือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช    คือ
    • การนำเอาเซลล์หรือเนื้อเยื่อหรืออวัยวะบางส่วนของพืช เช่น ยอด ลำต้น ใบ ราก ส่วนต่าง ๆ ของดอกหรือส่วนของผล มาเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ ซึ่งมีทั้งอาหารกึ่งแข็งและอาหารเหลวในสภาพที่ปลอดเชื้อ
    • ประโยชน์ คือ
    • นำไปใช้ทางด้านปรับปรุงพันธุ์
    • คัดเลือกพันธุ์พืชให้ได้พืชที่ทนต่อโรค แมลง ยากำจัดวัชพืชหรือทนต่อดินเค็ม  
    • การขยายพันธุ์พืชให้ได้ประมาณมากในระยะเวลาอันรวดเร็ว
    • ไม่กลายพันธุ์ การเก็บรักษาพันธุ์พืช และประหยัดเวลาแรงงาน งบประมาณ
    • ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช   ดังนี้
    • 1 . เพาะเลี้ยงเพื่อกระตุ้นให้ชิ้นพืชเกิดยอดใหม่
    • 2 . เพาะเลี้ยงเพื่อกระตุ้นให้เกิดราก
    • 3 . เพาะเลี้ยงเพื่อกระตุ้นให้ชิ้นพืชจำนวนมาก
    • 4 . เก็บรักษาเนื้อเยื่อไว้ที่ห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ 24 องศาเซลเซียส มีความเข้มแสง 2,000 ลักซ์ และให้แสงนาน 14 ชม ./ วัน
    • 5 . ย้ายปลูกและปรับสภาพต้นในวัสดุปลูกที่เป็นขี้เถ้าแกลบ และเก็บรักษาไว้ในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ 24 องศาเซลเซียส
    • 6 . ย้ายปลูกลงถุงดำที่มีวัสดุเพาะ
    • ต่อด้วยเรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต