Your SlideShare is downloading. ×
  • Like
บทที่ 9 ระบบต่อมไร้ท่อ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Now you can save presentations on your phone or tablet

Available for both IPhone and Android

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

บทที่ 9 ระบบต่อมไร้ท่อ

  • 30,515 views
Published

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
No Downloads

Views

Total Views
30,515
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
4

Actions

Shares
Downloads
212
Comments
3
Likes
47

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. บทที่ 9 ณัฐพงษ บุญปอง ระบบตอมไรทอ 9.1 ตอมไรทอและฮอรโมน รางกายของคนเรามีตอมที่หลั่งสารเคมีและของเหลวอยูหลายตอม ซึ่งแบงออกเปน 2 ชนิด คือ 1. ตอมมีทอ (exocrine gland) เปนตอมที่สรางสารเคมีแลวมีทอลําเลียงสิ่งที่ผลิตขึ้นออกมาภายนอกได เชน ตอมน้ําลาย ตอมน้ําตา ตอมเหงื่อ ตับ ตอมน้ําเมือกในโพรงจมูก ฯลฯ 2. ตอมไรทอ (endocrine gland) เปนตอมที่มีหนาที่สรางสารเคมีที่เรียกวา ฮอรโมน (hormone) แลวถูกลําเลียง ไปออกฤทธิ์จําเพาะที่อวัยวะเปาหมาย (target organ) โดยอาศัยระบบหมุนเวียนโลหิต เชน ตอมใตสมอง ตอมไธรอยด ตอมพาราไธรอยด ตอมหมวกไต ฯลฯ ** หมายเหตุ ตับออน (pancreas) เปนไดทั้งตอมมีทอและตอมไรทอ เพราะสามารถสรางไดทั้งเอนไซม (มีทอนําออก) และฮอรโมน (ไมมีทอนําออก) อัณฑะ (Testis) และรังไข (Ovary) ถือไดวาเปนทั้งตอมมีทอ (สรางเซลลสืบพันธุมีทอ นําออก) และตอมไรทอสรางฮอรโมน (อาศัยระบบหมุนเวียนโลหิต) แหลงสรางฮอรโมน มีดังนี้ 1. ฮอรโมนจากตอม (glandular hormone หรือ True hormone) เปนฮอรโมนแทจริงที่ผลิตขึ้นโดย ตอมไรทอตาง ๆ เชน ไธรอกซิน (thyroxin) โพรเจสเทอโรน (progesterone) โพรแลกทิน (prolactin) ฯลฯ 2. ฮอรโมนจากเนื้อเยื่อ (tissue hormone) เปนฮอรโมนที่สรางจากเนื้อเยื่อกลุมใดกลุมหนึ่งของอวัยวะ บางอยาง เชน ฮอรโมนที่ผนังลําไส (pancreozymin) ฮอรโมนจากผนังกระเพาะอาหาร (gastrin) และฮอรโมนจากไต (erythropoietin) 3. ฮอรโมนประสาท (neurohormone) เปนฮอรโมนที่สรางมาจากบริเวณของระบบประสาทสวนกลาง (CNS) เชน บริเวณสมองสวนไฮโพธาลามัส (hypothalamus) จะมีเซลลประสาทที่สรางฮอรโมนได เรียกวา เซลลนิวโร ซีครีทอรี (neurosecretory cell) สรางฮอรโมนออกซิโทซิน (oxytocin) วาโซเพรสซิน (vasopressin) สวนนอรอะดรีนาลีน (noradrenaline) สรางจากปลายประสาท sympathetic ของ ANS ซึ่งทั้งหมดเปนฮอรโมนประสาท ประเภทของฮอรโมน แบงออกเปน 4 ประเภท คือ 1. ฮอรโมนประเภทเพปไทด (Peptide hormone) เปนสารประกอบประเภทโปรตีนหรือโพลีเพปไทด สายสั้น ๆ เชน GH TSH และ insulin ฮอรโมนพวกนี้จะมีผลออกฤทธิ์ที่เยื่อหุมเซลลของอวัยวะเปาหมาย (target organ) 2. ฮอรโมนประเภทเอมีน (Amine hormone) เปนสารประเภทอนุพันธของกรดอะมิโน จะออกฤทธิ์ ที่เยื่อหุมเซลลของอวัยวะเปาหมาย เชน adrenaline และ noradrenaline 3. ฮอรโมนประเภทสเทอรอยด (Steroid hormone) เปนฮอรโมนที่มีโครงสรางทางเคมีเปนวง (ring) สามารถเขาไปจับกับ receptor ที่ cytoplasm ในเซลลของอวัยวะเปาหมาย และไปออกฤทธิ์ในนิวเคลียสที่โครโมโซม เชน ฮอรโมนจากตอมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) อัณฑะ และรังไข 4. ฮอรโมนประเภทกรดไขมัน (Fatty acid hormone) เปนสารประกอบของกรดไขมัน ไดแก prostaglandin (พบใน semen และสรางจากเนื้อเยื่อตาง ๆ) มีผลทําใหกลามเนื้อหดตัว หลอดเลือดหดตัว (สาเหตุของ การปวดศีรษะ) และ JH ของแมลง
  • 2. การควบคุมการทํางานของอวัยวะเปาหมาย 3 ชนิด 1. ฮอรโมนจากตอมหรือเนื้อเยื่อ แพรเขาสูกระแสเลือด ไปควบคุมอวัยวะเปาหมายที่อยูไกล 2. ใชฮอรโมนประสาทจากเซลลประสาท แพรเขาสูกระแสเลือด ไปควบคุมอวัยวะเปาหมายซึ่งอยูไกล 3. ใชสารสื่อประสาท จากปลายแอกซอนกระตุนอวัยวะเปาหมาย ** หมายเหตุ อวัยวะเปาหมาย (target organ) จะมีหนวยรับ (receptor) ที่เจาะจงกับฮอรโมนแตละชนิด จึงเปนสาเหตุใหฮอรโมนแตละชนิดไปออกฤทธิ์ที่อวัยวะเปาหมายนั้น ๆ ไดอยางเจาะจง ผลของฮอรโมนตอ Target organ 1. การซึมของสารผานเซลล 2. อัตรา metabolism ของเซลล 3. เพิ่ม cAMP เพื่อควบคุมเอนไซมซึ่งมีผลตอ metabolism 4. การสราง RNA และโปรตีนของเซลล คุณสมบัติของฮอรโมน มีดังนี้ 1. เปนสารเคมีพวกโปรตีน เอมีน สเทอรอยด หรือกรดไขมัน ซึ่งสรางจากตอมไรทอหรือเนื้อเยื่อกลุมใดกลุมหนึ่ง 2. มีอวัยวะเปาหมายที่แนนอน (ใชกลไกแบบยอนกลับ) 3. มีผลทางสรีรวิทยาในปริมาณต่ํา (พบในเลือดในปริมาณต่ํา) ยาวนาน และกลวางขวาง 4. อายุสั้น นอยกวา 1 ชั่วโมง (ถูกทําลายที่ตับเมื่อหมดอายุ) บทบาทหรือหนาที่ของฮอรโมน มีดังนี้ 1. ควบคุมกระบวนการ metabolism ตาง ๆ ภายในรางกาย เชน ควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และเกลือแรตาง ๆ 2. ควบคุมความสมดุลของสภาวะตาง ๆ ในรางกาย เชน ควบคุมสมดุลของอุณหภูมิรางกาย น้ําตาล น้ํา เกลือแร ตาง ๆ และแรงดันเลือด 3. ควบคุมการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต 4. ควบคุมเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ การคลอดบุตร และการหลั่งน้ํานม 5. ควบคุมเกี่ยวกับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตใหเขากับสภาพแวดลอม ตอมไรทอที่สําคัญของคนเรา 1. ตอมไพเนียล (Pineal gland) 2. ตอมใตสมอง (Pituitary gland) 3. ตอมไธรอยด (Thyroid gland) 4. ตอมพาราไธรอยด (Parathyroid gland) 5. ตอมไธมัส (Thymus gland) 6. ตอมไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans) 7. ตอมหมวกไต (Adrenal gland) 8. รังไข (Ovary) อวัยวะสืบพันธุ (Gonad) 9. อัณฑะ (Testis) * ตอมไรทอที่จําเปนมาก ถาขาดแลวตาย คือ 4, 6, และ 7 (ตอมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex)) 2
  • 3. ในป พ.ศ. 2391 (ค.ศ. 1848) นักสรีรวิทยาชาวเยอรมันชื่อ อารโนล เอ เบอรโธลด (Arnold A. Berthold) ได ทดลองตั ดอั ณ ฑะของไกตั ว ผู อ อก ปรากฏวา ไกยั ง เจริ ญ เติ บ โตไปตามปกติ แตมี ลั ก ษณะคล า ยไก ตัว เมีย มากกว า คื อ หงอนและเหนียงคอมีขนาดเล็กลง เมื่อทําการทดสอบใหมโดยนําเอาอัณฑะจากไกอีกตัวใสเขาไปใหม ปรากฏวาระยะตอมา จะมีหลอดเลือดมาหลอเลี้ยงบริเวณอัณ ฑะ พบวาหงอนและเหนียงไกเจริญขยายขึ้นคลา ยลักษณะของไกตัวผูตามเดิม ปจจุบันเราทราบวาอัณฑะจะหลั่งฮอรโมนออกมาและผานทางระบบเลือดไปมีผลตอการพัฒนาลักษณะที่เกี่ยวกับเพศตาง ๆ ของสิ่งมีชีวต ิ ศึกษาภาพที่ 9-1 ผลการทดลองศึกษาเจริญของหงอนและเหนียงคอของไกเพศผู (ชีววิทยา เลม 3 หนา 68 สสวท.) 1. หลังจากไกถูกตัดอัณฑะออก ผลจะเปนอยางไร? ตอบ................................................................................................................................................................................... 2. เมื่อนําอัณฑะใหมมาปลูกใหเหมือนเดิม จะมีผลอยางไร? ตอบ................................................................................................................................................................................... 3. ผลของขอ 1 และ 2 นาจะมาจากการทํางานของสารใด ตอบ................................................................................................................................................................................... 4. สารจากอัณฑะถูกสงไปยังหงอนและเหนียงคอโดยทางใด ตอบ................................................................................................................................................................................... จุดกําเนิดของตอมไรทอ ตอมไรทอ (endocrine gland) เปนตอมที่ทําหนาที่ในการสรางฮอรโมน และปลอยสูกระแสเลือด เสนเลือดที่นํา เลือดออกจากตอมไรทอจึงมีความสําคัญมาก เพราะเปนตัวนําฮอรโมนออกจากตอม ตอมไรทอมีการเปลี่ยนแปลงมาจาก เนื้อเยื่อทั้ง 3 ชั้น คือ ectoderm mesoderm และ endoderm ดังตาราง ชื่อตอมไรทอ เจริญมาจากเนื้อเยื่อชั้นใดของเอ็มบริโอ อายุที่ตอมเริ่มเกิด (สัปดาห) อายุที่ตอมเจริญสมบูรณ (สัปดาห) Pituitary Ectoderm 4 16 Adrenal medulla Ectoderm 5 7 Pineal Ectoderm 7 11 Adrenal cortex Mesoderm 5 7 Gonads Mesoderm 6 8 Thyroid Endoderm 3.5 12 Parathyroid Endoderm 7 9 Islets of Langerhans Endoderm 12 14 ลักษณะกลุมเซลลที่รวมอยูในตอมประเภทสรางสารเสทอรอยดและสารโปรตีน ตอมประเภทสรางสารสเทอรอยด (steroid) และสารโปรตีน จะมีลักษณะกลุมเซลล ดังตาราง ออรแกเนลล (organell) สารสเทอรอยด สารโปรตีน Endoplasmic reticulum SER RER Mitochondria เปนทอน (tubular) แบบเรียว (lamella) Lysosome มีรงควัตถุ ไมมีรงควัตถุ Membrane ไมมีเยื่อหุมรอบแกรนูล มีเยื่อหุมรอบแกรนูล Lipid droplet มีไขมันสะสมในไซโทพลาสซึม ไมมีไขมันสะสมในไซโทพลาสซึม 3
  • 4. ** หมายเหตุ ตอมไรทอที่เจริญจากเนื้อเยื่อชั้นนอก จะสรางฮอรโมนพวกเอมีน โปรตีน หรือพอลิเพปไทด ตอมไรทอที่เจริญจากเนื้อเยื่อชั้นกลาง จะสรางฮอรโมนพวกสเทอรอยด ตอมไรทอที่เจริญจากเนื้อเยื่อชั้นใน จะสรางฮอรโมนพวกเอมีน โปรตีน หรือพอลิเพปไทด 9.2 ตอมใตสมอง (Hypophysis หรือ Pituitary gland) ตอมใตสมองเปนตอมที่มีลักษณะเปนกอนสีเทาแกมแดง ขนาดเทาเมล็ดถั่ว อยูใตสมองสวนไฮโพธาลามัส ถือเปน หัวใจของตอมไรทอ (Master gland) เพราะควบคุมการสรางฮอรโมนของตอมไรทออื่น ๆ อีกหลายตอม แบงเปน 3 สวน คือ 1. ตอมใตสมองสวนหนา (anterior lobe หรือ pars distalis) เปนสวนที่ไมไดเกิดมาจากเนื้อเยื่อประสาท เปน สวนที่มีขนาดใหญ ประกอบดวยเซลลหลายประเภท สรางฮอรโมนหลายชนิด 2. ตอมใตสมองสวนกลาง (intermediate lobe หรือ pars intermedia) เปนสวนที่มีขนาดเล็กมาก (ในคน) แต ในสัตวมีกระดูกสันหลังชั้นต่ําจะมีขนาดใหญกวาและทํางานเดนชัดมากกวา 3. ตอมใตสมองสวนหลัง (posterior lobe หรือ pars nervosa หรือ neurohypophysis) เปนสวนที่เจริญมาจาก เนื้อเยื่อประสาทที่ยื่นลงมาจากสมองสวนไฮโพธาลามัส ไมมีสวนในการสรางฮอรโมน แตจะทําหนาที่เก็บฮอรโมนที่สรางจาก neurosecretory cell ของ hypothalamus ความสัมพันธระหวางสมองไฮโพธาลามัสและตอมใตสมอง - ตอมใตสมองสวนหนาถูกควบคุมโดยฮอรโมนประสาทจาก hypothalamus - ตอมใตสมองสวนหลังถูกควบคุมโดยกระแสประสาทจาก hypothalamus (เปนที่เก็บฮอรโมนประสาท เรียกวา Neurohumal organ ไดแก oxytocin และ vasopressin) ตอมใตสมองสวนหนา เปนสวนที่สําคัญที่สุด ประกอบดวยเซลลหลายประเภท โดยเซลลแตละประเภทจะสรางฮอรโมนเฉพาะชนิด ซึ่งทุก ชนิดเปนสารประกอบประเภทโปรตีน ไดแก A. Growth hormone (GH) หรือ Somatotrophic hormone (STH) Target organ: เซลลรางกายทั่ว ๆ ไป กลามเนื้อ และกระดูก Function: - ควบคุมการเจริญเติบโตของรางกายใหเปนไปตามปกติ - ควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต และไขมัน 4
  • 5. - เพิ่มอัตราการสรางโปรตีนภายในเซลล (ลําเลียงกรดอะมิโนเขาสูเซลล) - เพิ่มระดับน้ําตาลภายในเลือด (ลดการใชกลูโคสของเซลล) ความผิดปกติ: วัย นอยเกินไป มากเกินไป เตี้ยแคระ สมสวน สติปญญาปกติ (Dwarfism) รางกายสูงใหญผิดปกติ (Gigantism) รักษาสมดุล เด็ก ตาง ๆ ในรางกายไมใหอายุสั้น โรคผอมแห ง ระดั บ น้ํ า ตาลในเลื อ ดต่ํ า ทน กระดูกแขน-ขา ขากรรไกร และคาง จะยืดยาว ใหญ ผูใหญ ความเครี ย ดทางอารมณ ไ ด น อ ยกว า คนปกติ กวาปกติ มือเทาโต (Acromegaly) (Simmond’s disease) Acromegaly   Dwarfism & Gigantism * ถารางกายมี GH มากเกินไป (ในวัยผูใหญ) จะทําใหสวนกระดูกแขน-ขา ขากรรไกร และคาง จะยืดยาวใหญกวา ปกติ มือเทาโต เกงกาง จมูกใหญ ฟนแตละซี่จะใหญและหาง ริมฝปากหนา ระดับน้ําตาลในเลือดสูง ทนตอความตึงเครียดได นอย (เชนเดียวกับคนที่เปนโรค Gigantism) เรียกวา Acromegaly ** หมายเหตุ ความเครียด ขณะอดอาหารและการออกกําลังกาย กระตุนการหลั่งฮอรโมน GH B. Gonadotrophic hormone หรือ Gonadotrophin (Gn) 1. Luteinizing hormone (LH) หรือ Interstitial cell stimulating hormone (ICSH) Target organ: อวัยวะสืบพันธุของเพศชาย (อัณฑะ) และเพศหญิง (รังไข) Function: ในเพศชาย กระตุน LH Interstitial cell ควบคุม หลั่ง การเจริญของ sperm ระยะหลัง ลักษณะเพศชาย Testosterone 5
  • 6. ในเพศหญิง กระตุน LH กระตุนการเกิด Corpus luteum ควบคุม ทําใหมีการตกไขจาก follicle หลั่ง ควบคุม Progesterone การเจริญของ Endometrium layer Estrogen 2. Follicle Stimulating hormone (FSH) Target organ: อวัยวะสืบพันธุของเพศชาย (อัณฑะ) และเพศหญิง (รังไข) Function: ในเพศชาย กระตุน สราง FSH การเจริญของ seminiferous tubules Sperm ในเพศหญิง FSH กระตุน การเจริญของ Graafian follicle หลั่ง ควบคุม ลักษณะเพศหญิง Estrogen C. Prolactin หรือ Lactogenic hormone (LTH) Target organ: ตอมน้ํานม Function: ในเพศหญิง กระตุนการเจริญของตอมน้ํานม และการสรางน้ํานม ทําใหมารดารักลูก อยาก ดูแลและปกปองลูกออน เรียกไดวาฮอรโมนสัญชาตญาณของการเปนแม (maternal instinct) จะหลั่งออกมามากในมารดาที่ ใหนมทารก ในเพศชาย ยั ง ไม ท ราบหน า ที่ แ น ชั ด แต มี ร ายงานว า โพรแลกทิ น อาจทํ า หน า ที่ ร ว มกั น endrogen มีผลไปกระตุนอวัยวะที่เกี่ยวของกับการสืบพันธุ เชน กระตุนตอมลูกหมาก ตอมสรางน้ําเลี้ยงอสุจิ และทอนําอสุจิ D. Adrenocorticotrophin หรือ Adrenocoritcotrophic hormone (ACTH) Target organ: ตอมหมวกไตชั้นนอก (adrenal cortex) Function: - กระตุนตอมหมวกไตสวนนอกใหเจริญเติบโต และสรางฮอรโมนหลั่งออกมา - มีผลตอการเปลี่ยนแปลงสีตัวของสัตวเลือดเย็น โดยทําใหสีเขมขึ้น (คลายฮอรโมน MSH จากตอมใตสมองสวนกลาง) - ฮอรโมน ACTH สัมพันธกับ Endorphins มาก (สรางจากตอมใตสมองสวนหนา) จะหลั่ง มากขณะเครียดหรือออกกําลัง 6
  • 7. ** หมายเหตุ การหลั่งฮอรโมน ACTH นั้น อยูภายใตการควบคุมของฮอรโมน Glucocorticoid ในเลือด ถามีมากจะไปยับยั้ง แตถามีนอยจะมีผลไปกระตุนการหลั่งฮอรโมน ความเครียดตาง ๆ มีผลไปกระตุนการหลั่ง ACTH ดวย โดยผานทางสมองสวน hypothalamus E. Thyroid stimulating hormone (TSH) Target organ: ตอมไธรอยด Function: กระตุนการสรางและหลั่งฮอรโมนจากตอมไธรอยดใหเปนไปตามปกติ ** หมายเหตุ การเจริญของตอมไธรอยดที่ผิดปกติ ที่เรียกวา คอพอก (Goiter) นาจะเกิดจากฮอรโมน TSH กระตุนมากเกินไป ตอมใตสมองสวนกลาง เปนสวนที่มีขนาดเล็ก ทําหนาที่สรางฮอรโมน Melanocyte stimulating hormone (MSH) ซึ่งทําหนาที่ทําให รงควัตถุภายในเซลลผิวหนังของสัตวเลือดเย็น เชน ปลา กบ และสัตวเลื้อยคลาน กระจายออกไปทั่วเซลลทําใหสีผิวเขมขึ้น ** หมายเหตุ ในสัตวเลือดอุน ยังไมทราบหนาที่ของฮอรโมน MSH แนชัด แตเนื่องจากมีโครงสรางทางเคมี เหมือนสวนหนึ่งของโมเลกุลของฮอรโมน ACTH จึงเชื่อกันวาอาจมีหนาที่บางอยางคลายกัน ตอมใตสมองสวนหลัง เปนสวนของเนื้อเยื่อประสาทที่มีกลุมปลายแอกซอนของเซลลประสาท จากสมองสวน hypothalamus ซึ่งเปน เซลลประสาทชนิดพิเศษที่ทําหนาที่สรางฮอรโมนที่เรียกวา เซลลนิวโรซิครีทอรี (neurosecretory cell) โดยจะปลอยฮอรโมน ที่ปลายแอกซอน (axon terminal) ในตอมใตสมองสวนหลัง จากนั้นจะถูกนําไปสูสวนตาง ๆ ของรางกายโดยกระแสเลือด ดังนั้นตอมใตสมองสวนหลังจึงทําหนาที่ เก็บฮอรโมนประสาทที่สรางจากสมองสวน hypothalamus (ไมมีสวนในการสราง ฮอรโมน) ไดแก oxytocin และ vasopressin 7
  • 8. A. Oxytocin Target organ: กลามเนื้อเรียบของอวัยวะภายใน Function: - ทําใหกลามเนื้อมดลูกบีบตัว ขับทารกออกมาขณะคลอดบุตร - กระตุนกลามเนื้อรอบ ๆ ตอมน้ํานมใหบีบตัว ขับน้ํานมออกมา - ชวยในการหลั่งอสุจิและการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิในปกมดลูก ** หมายเหตุ หญิงที่คลอดบุตรยาก แพทยจะฉีดฮอรโมน oxytocin กระตุนใหมดลูกบับตัวอยางแรง เพื่อขับทารกออกมาได ฮอรโมน oxytocin จะหลั่งออกมามากในขณะใกลคลอด ถาหลั่งออกมานอยจะทําใหการ คลอดบุตรยาก และขณะตั้งครรภ ควรมีระดับฮอรโมนต่ํา ถามีมากจะทําใหเกิดการแทงบุตรได B. Vasopressin หรือ Antidiuretic hormone (ADH) Target organ: ทอหนวยไตและหลอดเลือด Function: จะควบคุมการดูดน้ํากลับที่ทอหนวยไตดานไกล (Distal convoluted tubules) และทอรวม (Collecting duct) ทําใหหลอดเลือดแดงเล็ก ๆ (arteriole) บีบตัว ความดันเลือดสูงขึ้น ถาขาดฮอรโมนนี้รางกายจะไม สามารถสงวนน้ําไว ทําใหปสสาวะบอยและมีน้ํามากกวาปกติ เรียกอาการนี้วา เบาจืด (diabetes insipidus) ** หมายเหตุ ฮอรโมน Vasopressin หรือ ADH หรือเปนฮอรโมนที่ปองกันการขับปสสาวะออกมามาก เกินไป ฮอรโมน ADH ใชฉีดใหกับคนไขหลังผาตัด เพื่อเพิ่มแรงดันเลือดใหสูงขึ้น การหลั่งฮอรโมน ADH ถูกควบคุมโดยระดับความดันเลือด คือจะหลั่งออกมามากเมื่อมีมี ความดันเลือดสูง (เลือดมีความเขมขนมาก) ทอหนวยไตดูดน้ํากลับมากขึ้น ปสสาวะนอยลง เชน ขณะเดินทางไกล ใหเอา เกลือผสมน้ํา ปสสาวะจะนอยลง สภาพอารมณที่ตึงเครียดและสารนิโคทิน มีผลทําใหการหลั่ง ADH เพิ่มขึ้น ทําใหปสสาวะ นอยลง แตแอลกอฮอลจะมีผลตรงขาม คือ ยับยั้งการหลั่ง ADH ทําใหมีการสรางปสสาวะเพิ่มมากขึ้น *** ขอควรทราบเพิ่มเติม - ตอมใตสมองสวนหนาไดชื่อวา Master gland เพราะควบคุมการหลั่งฮอรโมนของตอมไรทออีกหลายชนิด เชน ควบคุมตอมไธรอยด ตอมหมวกไตชั้นนอก อัณฑะ และรังไข - ตอมใตสมองสวนหนา เปนตอมที่มีชนิดของเซลลสรางฮอรโมนหลายชนิดที่สุดและมีขนาดใหญกวาตอมใตสมอง สวนกลางและสวนหลัง - GH มีผลทําใหรางกายเจริญเติบโต เนื่องจากไปเพิ่มอัตราการขนสงกรดอะมิโนเขาสูเซลล เพื่อการสังเคราะห โปรตีน คลายกับผลของฮอรโมนอินซูลิน GH จะหลั่งออกมามากขณะหลับมากกวาขณะตื่น และยังมากในยามที่รางกาย ตองการพลังงาน เชน ขณะอดอาหาร ขณะน้ําตาลในเลือดนอย และขณะรางกายไดรับการกระตุนทางประสาท เพื่อเพิ่มระดับ น้ําตาลในเลือด ซึ่งมีผลตรงขามกับฮอรโมน insulin - Oxytocin และ Vasopressin ไดชื่อวาเปนฮอรโมนประสาท (Neurohormone) สรางมาจากสมองสวน hypothalamus 8
  • 9. สรุปสาระสําคัญ 1. ตอมใตสมองเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อชั้น........................................................................ 2. ตอมใตสมองสวน........................เปนสวนที่ใหญที่สุดของตอมใตสมอง 3. ฮอรโมน..............................ควบคุมการเจริญของกระดูก โดยกระตุนการทํางานของเซลลสรางกระดูก ทําใหกระดูกยาวขึ้น 4. มีน้ําตาลในเลือดนอยกวาคนปกติ รางกายตานทานตอความเครียดตาง ๆ อารมณไมดีเทากัน ปกติผิวหนังเหี่ยวยน รางกายผอมมาก และแกเร็วกวาปกติ เปนอาการของโรค..................................................เนื่องจากขาดฮอรโมน.................... 5. ....................................................เปนฮอรโมนที่มีฤทธิ์กระตุนอวัยวะสืบพันธุ 6. MSH มีผลตอปลา สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก และสัตวเลื้อยคลาน คือ............................................................................... .......................................................................................................................................................................................... 7. ฮอรโมน...................................................ทําใหสีผิวเขมขึ้นมีโครงสรางคลายกับฮอรโมนที่กระตุนเมลาโนไซต (MSH) 8. การกระตุนการเจริญของตอมน้ํานมใหสรางน้ํานม เพื่อเลี้ยงดูตัวออนหลังคลอดเปนผลมาจากการควบคุมของฮอรโมน ...................................................................................... 9. สมชายมีอาการของโรคเบาจืด เปนผลมาจากการขาดฮอรโมน......................................................... 10. ออกซิโทซิน ถาหลั่งออกมามากในขณะที่ยังไมครบกําหนดคลอด จะมีผล คือ................................................ 9.3 ตอมไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans) ป พ.ศ. 2411 พอล แลงเกอรฮานส (Paul Langerhans) แหงมหาลัยไฟเบิรก ประเทศเยอรมัน พบวาในตับออนมี กลุมเซลลที่แตกตางจากเนื้อเยื่อสวนใหญของตับออน ซึ่งกระจายอยูเปนหยอม ๆ ในกลุมเซลลนี้มีเสนเลือดมาหลอเลี้ยงมาก ภายหลังจึงไดเรียกกลุมเซลลนี้เพื่อเปนการใหเกียรติแกผูคนพบวา ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส (Islets of Langerhans) ในป พ.ศ. 2432 โยฮันน วอน เมอริง (Johann von Mering) และ ออสการ มินคอฟสกิ (Oscar Minkovski) ไดพบวาการตัดตับออนของสุนัขมีผลตอการยอยไขมัน เปนเบาหวาน และตายใน 2 สัปดาห และพบฮอรโมนกลูคากอน (glucagon) จากตับออน ตอมาในป พ.ศ. 2463 เอฟ จี แบนติง (F. G. Banting) ศัลยแพทยชาวแคนาดาและ ซี เอช เบสต (C. H. Best) นิสิตแพทยแหงมหาลัยโตรอนโต พบวา Islets of Langerhans ผลิตสารควบคุมระดับน้ําตาลในเลือด และจากการมัดทอตับ ออน พบวาตับออนไมสามารถหลั่งเอนไซมออกมาได แตตอม Islets ยังคงทํางานปกติ ตอมาสามารถสกัดฮอรโมนอินซูลิน (insulin) ออกมาได สามารถชวยรักษาอาการเบาหวานของสุนัขได ตอม Islets of Langerhans เปนกลุมเซลลเล็ก ๆ จํานวนมากกระจายอยูเปนหยอม ๆ ในตับออน เปนตอมไรทอ ที่มีขนาดเล็กที่สุด และจํานวนมากที่สุด (ประมาณ 2 ลานตอม) เสนผานศูนยกลางประมาณ 200-300 ไมครอน ตอม Islets of Langerhans ประกอบดวยเซลล 2 ชนิด คือ 1. แอลฟาเซลล (-cell) เปนเซลลขนาดใหญ มีจํานวนนอยมาก และอยูดานนอก Target organ: ตับ Function: - สรางฮอรโมนกลูคากอน (glucagon) - กระตุนให glycogen จากตับและกลามเนื้อ เปลี่ยนไปเปน glucose แลวปลอย ออกสูกระแสเลือด 9
  • 10. 2. เบตาเซลล (-cell) เปนเซลลขนาดเล็ก มีจํานวนมาก และอยูดานใน Target organ: เซลลตับและกลามเนื้อ Function: - สรางฮอรโมนอินซูลิน (insulijn) - ปรับระดับน้ําตาลกลูโคสในเลือดใหเปนปกติ - ทําใหมีการใชกลูโคสในเนื้อเยื่อมากขึ้น - ชวยใหน้ําตาลในเลือกกลับเขาไปในเซลลและสังเคราะหเปน glycogen สะสมไว ที่ตับและกลามเนื้อ ความผิดปกติเนื่องจากฮอรโมนอินซูลิน - ถารางกายขาดอินซูลิน จะทําใหรางกายไมสามารถนําน้ําตาลมาใชประโยชนได น้ําตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นเกิด โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) - ถารางกายสรางอินซูลินมากเกินไป จะมีผลทําใหระดับน้ําตาลในเลือดต่ําลง สมองขาดอาหาร เกิดการชอคได *** เสริมสาระ *** โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) เปนโรคที่รูจักกันมานานแลว สาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไมทราบแนชัด แต นาจะมีสวนเกี่ยวของกับโครงสรางบางสวนของตับออน ตับออน (pancreas) จัดเปนอวัยวะที่มีทั้งตอมที่มีทอและไมมีทอ เพราะตอมมีทอทําหนาที่สรางน้ํายอย สวนตอม ไรทอทําหนาที่สรางฮอรโมน คนไขที่เปนโรคเบาหวานจะมีระดับน้ําตาลในเลือดสูงกวาคนปกติ ปจจุบันพบวาโรคเบาหวานมี 2 แบบ คือ แบบแรก รางกายสรางอินซูลินไมไดเลย ตองไดรับการฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ําตาลในเลือด แบบที่สอง รางกายสรางอินซูลินไดแตไมสังเคราะหตัวรับอินซูลิน อินซูลินจึงทํางานไมได คนปวยมักเปนแบบที่สองนี้มากถึง 90% ของผูปวยที่เปนโรคเบาหวาน สาเหตุ เกิดจากความอวน เนื่องจากเนื้อเยื่อมีการตอบสนองตอฮอรโมน ผูสูงอายุ ตับออนจะสังเคราะหและหลั่ง ฮอรโมนอินซูลินไมได ตับออนไดรับการกระทบกระเทือน เชน ตับออนอักเสบเนื่องจากการดื่มสุรา เกิดการติดเชื้อไวรัส เชน 10
  • 11. คางทูม หัดเยอรมัน ยางบางชนิด มีผล เชน ยาขับปสสาวะ ยาคุมกําเนิด การตั้งครรภ เนื่องจากฮอรโมนที่รกมีผลยับยั้งการ ทํางานของฮอรโมนอินซูลิน อาการของคนที่เปนโรคเบาหวาน น้ําหนักจะลด ภูมิคุมกันต่ํา สมองและหัวใจโต ทํางานไดไมเต็มที่ และถาเปนแผล จะรักษายากและหายชา ทั้งนี้เนื่องมาจากรางกายใชคารโบไฮเดรตไมได ทําใหตองดึงไขมันและโปรตีนมาใชสันดาปแทน จึงมี ผลใหรางกายเกิดภาวะกรดมาก (acidosis) ทําใหเกิดอาการตาง ๆ ตามมาภายหลัง ปสสาวะบอย เนื่องจากกระบวนการกรอง น้ําตาลในเลือดสูง คอแหง เปนผลจากภาวะขาดอินซูลิน รางกายไมสามารถนําพลังงานไปใช หิวบอย ทานจุ เนื่องจากรางกาย ขาดพลังงาน การแปลผลระดับน้ําตาล ในผูใหญ คาปกตินอยกวา 110 mg/dl ในเด็ก คาปกตินอยกวา 130 mg/dl ในหญิงมีครรภ คาปกติโฟลิน 105 mg/dl ถาการตรวจเลือดหลังอดอาหาร 6 ชั่วโมง ระดับน้ําตาลเกิน 110 mg./เลือด 100 cc ก็บอกไดวาผูปวยเปน โรคเบาหวาน ถาผลการตรวจเลือดไมเดนชัด เชน ตรวจน้ําตาลไดเกิน 110 mg พอตรวจซ้ําไมเกิน หรือตรวจพบน้ําตาลใน ปสสาวะแตน้ําตาลในเลือดนอยกวา 110 mg. เราก็จะทําการตรวจดูระดับน้ําตาลในเลือดหลังรับประทานกลูโคส 75-100 g. วิธีทดสอบนี้เราเรียกวา Glucose Tolerance Test (GTT) ถาเกิน 2 ชั่วโมงหลังรับประทานน้ําตาลกลูโคสระดับน้ําตาลใน เลือดเกิน 140 mg./เลือด 100 cc. ก็หมายความวาผูปวยนั้นเปนเบาหวาน แตยังเปนนอยอยู ที่เราเรียก เบาหวานแอบแฝง (Latent DM) การรักษา ผูปวยที่เปนโรคนี้จะตองไปตรวจปริมาณน้ําตาลในเลือดเปนประจํา การตรวจเลือดนี้ตองตรวจกอน รับประทานอาหาร เพราะน้ําตาลในเลือดจะสูงสุดเมื่อภายหลังกินอาหารไปแลว 2-4 ชั่วโมง ในปจจุบัน แพทยจะใชอินซูลินในการรักษาผูปวย ซึ่งสามารถสกัดไดจากการทําพันธุวิศวกรรม โดยกานถายยีน ที่สามารถผลิตฮอรโมนอินซูลินเขากับยีนของแบคทีเรียพวก E. coli จึงทําใหสามารถผลิตฮอรโมนอินซูลินเพื่อตอบสนอง ความตองการไดมากขึ้น ความผิดปกติเนื่องจากขาดฮอรโมนกลูคากอน การขาดฮอรโมนกลูคากอน ไมมีผลทําใหเกิดโรคที่สําคัญเหมือนขาดอินซูลิน เพราะมีฮอรโมนจากแหลงอื่นทําหนาที่ ทดแทนไดหลายแหลง *** ขอควรทราบเพิ่มเติม - กอนตรวจเลือด แพทยจะหามผูปวยหรือผูที่ตองการตรวจเลือดตองงดอาหารเสียกอน เพราะวาปริมาณน้ําตาลใน เลือดจะสูงกวาปกติ ในระยะ 2-4 ชั่วโมง หลังจากกินอาหาร (ทําใหผลตรวจผิดพลาด) - ตับออน (pancreas) ถือไดวาเปนทั้งตอมที่มีทอและตอมไรทอ - ระดับน้ําตาลในเลือดของคนปกติจะไมเกิน 100 mg./เลือด 100 cm3 - เซลลที่สรางน้ํายอยของตับออน เรียกวา Acinaus cell (F-cell) - เซลลที่อยูรอบ ๆ ไอสเลตออฟแลงเกอรฮานส เรียกวา -cell ซึ่งเปนเซลลของตอมมีทอ ทําหนาที่สรางเอนไซม 11
  • 12. สรุปสาระสําคัญ 1. อวัยวะที่เปนทั้งตอมมีทอและตอมไรทอ เชน 1.1............................................. 1.2..................................... 1.3.......................................... 2. พิจารณาปฏิกิริยาตอไปนี้ 1 หมายเลข 1 คือ................................ น้ําตาลในเลือด ไกลโคเจนในตับ หมายเลข 2 คือ................................ 2 3. ฮอรโมน...................................... เปน catabolic hormone เพราะ................................................................................ 4. เมื่อฉีดอินซูลินเขาไปในเลือดคน จะทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลง คือ.................................................................................... 5. ถารางกายสรางอินซูลินมากเกินไปจะมีผลทําให................................................................................................................ 6. แพทยจะไมเพิ่มความเขมขนของฮอรโมนอินซูลนดวยการใหรับประทาน เพราะ................................................................. ิ 7. ฮอรโมน........................................................................ชวยในการเจริญเติบโตเหมือนกับ GH จากตอมใตสมองสวนหนา 8. กอนตรวจเลือดแพทยจะหามผูปวยหรือผูที่ตองการตรวจเลือดตองอดอาหารหลังเที่ยงคืน เพราะ....................................... .......................................................................................................................................................................................... 9. การทดสอบฮอรโมนกลูคากอนไมมีผลทําใหเกิดโรคที่สําคัญเหมือนจาดอินซูลิน เพราะ....................................................... .......................................................................................................................................................................................... 10. การหลั่งอินซูลินและกลูคากอนขึ้นอยูกับ........................................................................................................................ 11. ศึกษากราฟแสดงระดับน้ําตาลในเลือด คนที่เปนเบาหวาน .............. คนที่กินอาหาร (ปกติ) .............. คนที่กําลังออกกําลังกาย .............. คนที่เปนลม .............. 9.4 ตอมหมวกไต (Adrenal gland) ตอมหมวกไตมีลักษณะเปนตอมขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยมครอบอยูดานบนของไตทั้ง 2 ขาง ประกอบดวยเนื้อเยื่อ 2 ชั้นที่แตกตางกันและแยกออกจากกันอยางชัดเจน คือ 1. เนื้อเยื่อชั้นนอก เรียกวา อะดรีนัลคอรเทกซ (adrenal cortex) 2. เนื้อเยื่อชั้นใน เรียกวา อะดรีนัสเมดุลลา (adrenal medulla) ก. Adrenal cortex เปนตอมที่จําเปนตอการคงอยูของชีวิต อยูภายใตการควบคุม ของฮอรโมน ACTH จากตอมใตสมองสวนหนา สรางฮอรโมนประเภทสเตอรอยด มากกวา 50 ชนิด แบงออกเปน 3 กลุม คือ 1. กลูโคคอรติคอยด (glucocorticoid) มีหนาที่สําคัญ คือ - ควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต โดยการเปลี่ยน glycogen ในตับและกลามเนื้อ เปน glucose (ทําใหระดับน้ําตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น) - เพิ่มอัตราการสลายตัวของโปรตีนและไขมัน 12
  • 13. - ตอตานอาการแพของเนื้อเยื่อ คือ ปองกันการทําหนาที่ของ lysosome ไมใหเกิดการ ยอยสลายตัวเอง (ในวงการแพทยใชเปนยาลดการอักเสบ และรักษาโรคภูมิแพตาง ๆ) - Ex. Cortisol และ Cortisone 2. มิเนอราโลคอรติคอยด (mineralocorticoid) มีหนาที่สําคัญ คือ - ควบคุมสมดุลของน้ําและเกลือแรตาง ๆ - บางตัวก็สามารถควบคุม metabolism ของคารโบไฮเดรต - Ex. Aldosterone โดยทําหนาที่ดูดกลับ Na+ และ Cl- ภายในทอไต (ควบคุมสมดุลของ โซเดียมในเลือด) *** ถาขาด aldosterone โซเดียมจะถูกขับออกทางไตเขาไปในปสสาวะมาก มีผลทําให รางกายขาดน้ํา เรียกวา เบาเค็ม 3. คอรติคอล เซ็กส ฮอรโมน (cortical sex hormone) - กระตุนใหมีลักษณะทางเพศที่สมบูรณ (secondary sexual characteristics) เชน ชาย มีหนวดเครา เสียงหาว Etc. หญิง มีสะโพกผาย เสียงเล็กแหลม ทรวงออกขยาย ความผิดปกติที่เกิดจากฮอรโมนที่สรางจาก Adrenal cortex ถาขาดฮอรโมนจากตอมหมวกไตสวนนอก จะทําใหเกิดโรคแอดดิสัน (Addison’s disease) มีอาการซูบผอม ออนเพลีย กลามเนื้อออนเปลี้ย (เพราะ metabolism ของคารโบไฮเดรตผิดปกติ) ความดันเลือดและน้ําตาลในเลือดมักต่ํา กระเพาะและลําไสทํางานไมปกติ ถาฮอรโมนจากตอมหมวกไตสวนนอกมากเกินไป จะทําใหเกิดโรคคูชิง (Cushing’s syndrome) มีอาการ ออนเพลีย ผิวหนังตกกระ อวน กินจุ หนากลมเหมือนพระจันทร (moon face) หนาแดง ผมรง มีไขมันสะสมตามตัวและ หนาทอง ความดันโลหิตสูง น้ําตาลในเลือดสูงเหมือนคนเปนเบาหวาน Addison’s disease  Cushing’s syndrome ** หมายเหตุ ความเครียดทางอารมณ มีผลตอศูนยประสาทในสมองสวนไฮโพธาลามัส ทําใหหลั่งฮอรโมน ประสาทแกระตุนตอมใตสมองใหหลั่งฮอรโมน ACTH ออกมากระตุนการสรางและหลั่งฮอรโมนจากตอมหมวกไตชั้นนอก (Adrenal cortex) ใหหลั่งฮอรโมนคอรติซอลออกมา เพื่อเพิ่มระดับน้ําตาลในเลือด สมองไมเปนอันตราย ผลของความเครียดและความเจ็บปวดตอการหลั่งฮอรโมนคอรติซอลจากตอมหมวกไตชั้นนอก จากการศึกษาพบวา หลังจากขาหัก 2-3 ชั่วโมง ตอมหมวกไตชั้นนอกจะหลั่งฮฮรโมนคอรติซอลเพื่อเพิ่มเขาสูกระแสเลือดอยางรวดเร็ว 13
  • 14. ข. Adrenal medulla เปนตอมที่อยูภายใตการควบคุมของระบบประสาทซิมพาเธทิก สรางฮอรโมน 2 ชนิด คือ 1. Adrenalin หรือ Epinephrine Target organ: ตับ กลามเนื้อหัวใจ และกลามเนื้อเรียบ Function: - กระตุนตับและกลามเนื้อใหเปลี่ยน glycogen เปน glucose เขาสู กระแสเลือด ทําใหระดับน้ําตาลในเลือดสูงขึ้น - ทําใหรางกายพรอมตอการหนีภัยหรือตอสูกัยออันตรายตาง ๆ อยาง กระทันหันหรือเมื่อเผชิญกับสถานการณยามฉุกเฉิน (Emergency hormone) - ทําใหมีแรงมากขณะตกใจ - เพื่อเพิ่มอัตราการเตนของหัวใจ - ทําใหความดันโลหิตสูงขึ้น - แตทําใหเสนเลือด arteriole ที่อวัยวะตาง ๆ ขยายตัว ** หมายเหตุ Adrenalin - สามารถนํามาใชในการหามเลืด เนื่องจากสามารถทําใหเลืออดเปนลิ่ม ๆ - นํามาใชในการรักษาโรคหืด คือฉีดใหคนไขเพื่อขยายหลอดลมใหหายใจคลอง และสะดวกขึ้น รักษาโรคหัวใจ (กรณีหัวใจเตนชา) 2. Noradrenalin หรือ Norepinephrine Target organ: ตับ กลามเนื้อเรียบ และกลามเนื้อหัวใจ Function: 14