Unit 2

2,184 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
2,184
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
29
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Unit 2

  1. 1. 1 หน่วยการเรียนรูที่ 2 ้ เรือง วิวฒนาการของการปกครองท้องถินไทย ่ ั ่สาระการเรียนรู้ 1. ความหมายของการปกครองท้องถิน ่ 2. หลักการปกครองท้องถิน่ 3. องค์ประกอบของการปกครองส่วนท้องถิน ่ 4. วัตถุประสงค์ของการปกครองส่วนท้องถิน่ 5. ความสาคัญของการปกครองส่วนท้องถิน ่ 6. แนวคิดทฤษฎีการปกครองส่วนท้องถินและการกระจายอานาจ ่ผลการเรียนรู้ 1. 2.จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. 2. 3.
  2. 2. 2 ประเทศไทยมีการบริหารราชการแผ่นดิน โดยอาศัยการกระจายอานาจจากส่วนกลาง ไปยังส่วนท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนชาวไทยในทุกระดับ ให้ได้มีส่วนร่วม ในการดาเนินกิจกรรมของท้องถิ่น ทั้งแนวทางการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ การบริหารจัดการด้านงบประมาณ รวมตลอดถึงการดูแลประชาชนที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดข้อมูลทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ให้เห็นการปกครองของไทยในแต่ละยุคแต่ละสมัยโดยมีสาระสาคัญโดยสรุปดังนี้ความเป็นมาของการบริหารราชการแผ่นดินของไทยสมัยสุโขทัย (พ.ศ.1781 - 1893) การจัดระเบียบการบริหารราชการในสมัยสุโขทัยมีลักษณะเฉพาะที่เรียกกันในภายหลัง ว่า เป็นการปกครองแบบ “บิดาปกครองบุตร” หรือ “พ่อปกครองลูก”(Paternalism) พ่อขุน ซึ่งจะเป็นผู้ปกครองจะปฏิบัติต่อประชาชนผู้อยู่ใต้ปกครองในลักษณะบิดากับบุตร จะให้ความคุ้มครอง ปกป้องดูแล ให้คาสอน คาแนะนาและการชี้แนะให้ประชาชนประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่บิดาเห็นว่าดี ว่างาม ส่วนของประชาชนในฐานะบุตร จะเป็นผู้ที่ต้องเคารพเชื่อฟังและปฏิบัติตามคาสั่งสอนชี้แนะของพ่อขุนซึ่งเปรียบเสมือนพ่อของตนเอง การจัดรูปแบบการปกครองของสุโขทัยที่มีลักษณะเฉพาะกล่าวคือมีกรุงสุโขทัยเป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางการปกครอง มีพ่อขุนซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์และเป็นประมุขของชาติเป็นผู้ปกครองสูงสุด ในขณะเดียวกันพ่อขุนก็กาหนดให้จัดตั้งหัวเมืองต่าง ๆขึ้น โดยกาหนดให้อยู่รายรอบกรุงสุโขทัย เช่น - หัวเมืองชั้นใน หรือ เมืองหน้าด่าน ใช้สาหรับการป้องกันการโจมตีของข้าศึกมิให้ล่วงล้าเข้าเมืองได้โดยง่ายและรวดเร็ว - หัวเมืองชั้นนอก ใช้สาหรับป้องกันพระนครไปพร้อมๆ กับเฝ้าตรวจ ตราเสาะหาข้อมูลของข้าศึก - หัวเมืองประเทศราช ซึ่งเป็นประชาชนพลเมืองต่างชาติ ต่างภาษา ต่างขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม หัวเมืองชั้นนี้พ่อขุนจะตั้งเชื้อพระวงศ์หรือเจ้านายที่เป็นชนพื้นเมืองปกครองตามเดิมโดยมิได้แทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวกับการปกครองภายในหัวเมืองเหล่านั้น
  3. 3. 3แต่หัวเมืองประเทศราชเหล่านั้นจะต้องแสดงความสวามิภักดิ์โดยการส่งเครื่องบรรณาการให้แก่พ่อขุนตามระยะเวลาที่กาหนดและเมื่อสุโขทัยเกิดศึกสงครามก็จะต้องแต่งทัพมาช่วยกรุงสุโขทัยเป็นครั้งคราวสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893-2310) แนวคิดพื้นฐานการปกครองของอยุธยาได้เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยสุโขทัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์กับประชาชนซึ่งเป็นผู้ถูกปกครอง เนื่องจากประเทศไทยได้รบอิทธิพลทางด้าน ัการเมืองการปกครองจากขอมและอินเดีย ที่เรียกว่า ลัทธิเทวสิทธิ์ (Divine Rights)พระมหากษัตริย์ได้เปลี่ยนสถานะจากบิดาหรือผู้ที่ให้การอุปถัมภ์กลายเป็นสมมติเทพในขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้ใต้ปกครองได้ลดฐานะกลายเป็นบ่าวไพร่ สาหรับรูปแบบการปกครองในสมัยอยุธยาที่แตกต่างไปจากสุโขทัย ได้แก่ รูปแบบการปกครองที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถได้สร้างขึ้นโดยพระองค์นาแนวคิดการรวมอานาจเข้าสู่ส่วนกลางมาใช้ในการปกครองกรุงศรีอยุธยาและอีกทั้งยังได้ทรงนาเอาระบบจตุสดมภ์มาใช้ในการบริหารราชการส่วนกลางอีกด้วย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐและเป็นหัวหน้ารัฐบาล คือ เป็นศูนย์รวมของอานาจนิติบัญญัติ อานาจบริหาร และอานาจ ตุลาการ ทรงมีอานาจเด็ดขาดและอยู่เหนือกฎหมายสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2325-2475) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) ทรงปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน ทรงยกเลิกระบบจตุสดมภ์ และทรงปฏิรูปโครงสร้างระบบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อพัฒนาประเทศให้ทันสมัยและมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคง โดยพระองค์ได้แบ่งการปกครองออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ การปกครองส่วนกลาง การปกครองส่วนภูมิภาค การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งการปกครองส่วนต่าง ๆ มีสาระสาคัญโดยสรุปดังนี้ 1. การจัดการปกครองส่วนกลาง รัชกาลที่ 5 ได้ทรงศึกษาแบบแผนการจัดระเบียบการปกครองจากชาติทวีปยุโรป และเห็นว่าระเบียบการปกครองที่จัดกันในประเทศยุโรปขณะนั้นจะเป็นวิธีที่จะนาไทยสูความศิวิไลซ์โดยทรงยกเลิกจตุสดมภ์ที่เตคนใช้มาแต่เดิมทั้งหมด และมีพระบรมราชโองการตั้งกระทรวงแบบใหม่ 12หน่วยงาน ได้แก่กรมมหาดไทย กรมพระกลาโหม กรมท่า กรมวัง กรมเมือง กรมนา
  4. 4. 4กรมใหม่ ประกอบด้วย กรมพระคลัง กรมยุติธรรม กรมยุทธนาธิการ กรมธรรมการกรมโยธาธิการ กรมมรุธาธิการ ทั้งนี้แต่หน่วยงานได้กาหนดอานาจหน้าที่ไว้อย่างชัดเจนเพื่อป้องกันความสับสนและซ้าซ้อนในการทางาน 2. การจัดการปกครองส่วนภูมิภาค ในการจัดการปกครองส่วนภูมิภาคนั้นรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดาริให้จัดตั้งการเทศาภิบาล เพื่อเป็นการเสริมความเป็นปึกแผ่นและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของราชอาณาจักรสยามโดยอนุโลมตามแบบแผนการปกครองที่เคยใช้มาแต่เดิมให้มากที่สุด “การเทศาภิบาล” ที่ทรงจัดตั้งขึ้นนั้นเป็นระบบการปกครองอาณาเขตชนิดหนึ่งที่เป็นการปกครองส่วนภูมิภาค พร้อมกันนั้นพระองค์ได้มีพระราชดาริให้จัดตั้งหน่วยราชการเพิ่มเติม ทั้งนี้เพื่อเป็นตัวแทนรัฐบาลกลางทาหน้าที่ประสานงานระหว่างส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค 3. การจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น รัชกาลที่ 5 ทรงเล็งเห็นความสาคัญและความจาเป็นที่จะต้องจัดทาการบริการสาธารณะเพื่อให้ราษฎรในท้องถิ่นต่างๆ มีสภาพการดารงชีวิตที่ดีขึ้นจึงได้ตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดทากิจการสาหรับท้องถิ่นพร้อมกับกาหนดให้เจ้าหน้าที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาครับผิดชอบดาเนินการในท้องถิ่นพร้อมกันนั้นก็เปิดโอกาสให้ราษฎรสามารถเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองท้องถิ่นของไทยอย่างแท้จริงและมีวิวัฒนาการต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สาหรับองค์การและกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทากิจการสาหรับท้องถิ่นที่สาคัญ ได้แก่ 3.1. การจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพ ในปี ร.ศ.116 (พ.ศ.2440) พร้อมทั้งตราพระราชกาหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ.116 ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถาบันการปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยแห่งแรก 3.2. การจัดตั้งสุขาภิบาลท่าฉลอม เมื่อปี ร.ศ.124 (พ.ศ.2448) ถือได้ว่าเป็นสุขาภิบาลในเขตหัวเมืองแห่งแรกของไทย ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.6) ได้ทรงตราธรรมนูญลักษณะการปกครองนคราภิบาล พ.ศ.2461 และกฎธานิโยปการ พ.ศ. 2465ซึ่งเป็นที่มาของเมืองจาลองเพื่อทดลองและฝึกสอนการปกครองท้องถิ่นในรูปของเทศบาลที่เรียกว่า “ดุสิตธานี” กฎหมายดังกล่าวกาหนดให้ราษฎรเลือกตั้งนคราภิบาลและนคราภิบาลไปเลือกตั้งคณะผู้บริหารที่เรียกว่า “คณะนคราภิบาล”มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีเจ้าหน้าที่ประจาของตนเองแยกต่างหากจากส่วนกลาง และกาหนดให้เทศบาลดุสิตธานีมีอานาจหน้าที่ดูแลทุกข์สุขตลอดจนการทามาหากินของราษฎร แต่ทว่าการ
  5. 5. 5ดาเนินงานของคณะนคราภิบาลต้องอยู่ภายใต้การกากับดูแลจากส่วนกลาง การปกครองท้องถิ่นของไทยในรูปของ “สุขาภิบาล” ดาเนินกิจการเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.7) พระองค์ได้ทรงดาเนินการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปของเทศบาลต่อจากรัชกาลที่ 6 แต่ทว่ายังมิได้ดาเนินการเป็นผลสาเร็จเพราะประเทศไทยได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24มิถุนายน พ.ศ.2475 (เฉลิมพงศ์ มีสมนัย.2548:121-124)การบริหารราชการแผ่นดินหลังการเปลียนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ่ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 วางกรอบกติกาทางการเมืองการปกครอง และต่อมาจึงได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 วางโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินหลังจากที่มีการเปลี่ยนระบบการปกครองใหม่ โดยเหตุผลสาคัญของการตรากฎหมายฉบับนี้คือเพื่อต้องการจัดล้างรูปแบบงานให้เข้าลักษณะการปกครองอย่างรัฐธรรมนูญและเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินรวบรัดและเร็วยิ่งขึ้น สาระสาคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีดังนี้ (ชูวงศ์ ฉายะบุตร,2539 :66-67) 1. มีการจัดระเบียบการบริหารราชการออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ราชการบริหารส่วนกลาง คือ คณะรัฐมนตรี (กระทรวง ทบวง กรม) ราชการบริหารส่วนภูมิภาค คือ การส่งข้าราชการไปประจา และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น คือ เทศบาล 2. มีการกาหนดฐานะของกระทรวงให้เป็นทบวงการเมือง หมายความว่าหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคลมีฐานะทางกฎหมายที่จะเป็นคู่สัญญาในทางกฎหมายได้ 3. มีการปรับโอนอานาจหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคให้อยู่กับคณะกรมการจังหวัด และคณะกรมการอาเภอ แทนที่จะอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอาเภอ 4. ยกเลิกมณฑล คงเหลือแต่จังหวัด อาเภอ ที่เป็นราชการส่วนภูมิภาค ** 5. กาหนดราชการบริหารส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นมา คือ เทศบาล(ปธานสุวรรณมงคล และคณะ ,2537 :22-23)และต่อมามีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง
  6. 6. 6กฎหมายหลักการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเรื่อยมา แม้จะมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งหลายชุดแล้วก็ตาม
  7. 7. 7การบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบน ั สาหรับประเทศไทยนั้น ได้ยึดหลักการรวมอานาจไว้ที่ส่วนกลางและหลักการแบ่งอานาจไปให้ส่วนภูมิภาคมาโดยตลอด กล่าวคือ รัฐบาลได้ใช้หลักการรวมอานาจและหลักการแบ่งอานาจผสมผสานกันไป ทาให้รัฐบาลสามารถควบคุมได้ทุกส่วนของประเทศ โดยผ่านตัวแทนของตนในส่วนภูมิภาค มีผลทาให้การบริหารประเทศมีเอกภาพ และมีความมั่นคงจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนหลักการกระจายอานาจให้ประชาชนในท้องถิ่นปกครองกันเองนั้น เป็นหลักใหม่ตามอุดมการณ์ของประชาธิปไตยภายหลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2475 ดังได้กล่าวมาแล้ว(วรานนท์ สมคิด ,2547 :52-63) การจัดระเบียบบริหารราชการไทยในปัจจุบัน จะใช้หลักการจัดระเบียบบริหารราชการทั้ง 3 หลักตามที่กาหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมจนถึง ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2545 กล่าวคือ 1. ใช้หลักการรวมอานาจในการจัดระเบียบการบริหารส่วนราชการส่วนกลาง อันได้แก่ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ 2. ใช้หลักการแบ่งอานาจในการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมภาค ิอันได้แก่ จังหวัดและอาเภอ 3. ใช้หลักการกระจายอานาจในการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิน หรือการปกครองส่วนท้องถิน อันได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถินประเภท ่ ่ ่ต่างๆ การบริหารราชการส่วนกลาง หมายถึง ราชการบริหารอันเป็นภาระเป็นภาระหน้าที่ของราชการส่วนกลางซึ่งประกอบด้วยกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ โดยมีพนักงานเจ้าหน้าที่ของราชการบริหาร ส่วนกลางซึ่งขึ้นต่อกันตามลาดับการบังคับบัญชาเป็นผู้ดาเนินงานตลอดทั้งอาณาเตของรัฐหรือประเทศราชการบริหารส่วนกลางจึงเป็นอานาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของส่วนกลาง หรือรัฐบาลกลางเพื่อประโยชน์ของสังคมหรือประเทศเป็นส่วนรวม มิได้มุ่งเพื่อประโยชน์ของชุมชนหรือท้องถิ่นหนึ่งท้องถิ่นใดโดยเฉพาะ การบริหารราชการส่วนกลางจึงเป็นการจัดระเบียบที่ยึดหลักการรวมอานาจ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค หมายถึง ราชการของกระทรวง ทบวงกรม ต่างๆ ซึ่งไดแบ่งแยกออกไปดาเนินการจัดทาตามเขตการปกครองของประเทศเพื่อสนองความต้องการของประชาชนในเขตการปกครองนั้นๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ของ
  8. 8. 8ราชการส่วนกลาง ซึ่งได้รบการแต่งตั้งออกไปประจาตามเขตการปกครองต่างๆ ใน ัส่วนภูมิภาคเพื่อบริหารราชการภายใจการบังคับบัญชาของราชการส่วนกลาง กล่าวอีกนัยหนึ่งราชการส่วนภูมิภาคคือสาขาของราชการส่วนกลางที่ได้รับการแบ่งและมอบอานาจให้ไปดาเนินการแทน ทั้งนี้เนื่องจากราชส่วนกลางมีงานที่กว้างขวาง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ การให้มีสานักงานกลางที่จัดตั้งเป็นกระทรวงทบวง กรม อานวยการอยู่ที่เมืองหลวงแห่งเดียว ไม่อาจอานายประโยชน์ให้แก่ประชาชนได้ทั่วถึง จึงจาเป็นต้องแยกสาขาออกไปตั้งปฏิบัติราชการอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ(กมล และคณะ 2524: 225) การบริหารราชการส่วนภูมิภาคจังเป็นการจัดระเบียบการปกครองตาม หลักการแบ่งอานาจ (deconcentration)ลักษณะสาคัญของราชการบริหารส่วนภูมิภาคมีดงนีคือ ั ้ 1) การบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นการแบ่งอานาจการปกครองจากส่วนกลางแล้วมอบอานาจให้แก่ผู้แทนราชการบริหารส่วนกลางซึ่งไปประจาอยู่ในส่วนภูมิภาค มิใช่เป็นการกระจายอานาจการปกครอง 2) เจ้าหน้าที่ในส่วนภูมิภาคยังอยู่ภายใต้อานาจบังคับบัญชาของส่วนกลางโดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตั้งถอดถอนโดยวินัยเป็นเครื่องบังคับ และผู้มีอานาจบังคับบัญชามีความรับผิดชอบในราชการที่ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติไปตามคาสั่งของตนทุกประการ 3) ราชการส่วนภูมิภาคไดรับมอบอานาจในการวินิจฉัยสั่งการเฉพาะบางเรื่องบางประการเท่านั้น ราชการส่วนกลางมีอานาจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขวินิจฉัยคาสั่งการของส่วนภูมิภาคได ฉะนั้นผู้มีอานาจสั่งการขั้นสุดท้ายก็คือราชการส่วนกลางนั่นเองจังหวัด จังหวัดเป็นหน่วยการปกครองในส่วนภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด จังหวัดประกอบด้วยอาเภอหลายๆ อาเภอ จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล ส่วนอาเภอไม่เป็นนิติบุคคลส่วนราชการต่างๆ ที่กระทรวง ทบวง กรม ตั้งขึ้นมาประจาในจังหวัด มีหน้าที่เกี่ยวกับ
  9. 9. 9ราชการของกระทรวง ทบวง กรม นั้นๆ มีหัวหน้าส่วนราชการประจาจังหวัดนั้นๆ เป็นผู้บังคับจังหวัด การจัดตั้ง การยุบ และการเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัดต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ผู้ว่าราชการจังหวัด ในการบริหารราชการของจังหวัดนั้นมีผู้ว่าราชการจังหวัดรับผิดชอบการบริหารราชการ เป็นผู้รับนโยบายและคาสั่งจากนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม ไปปฏิบัติให้เหมาะสมกับสภาพท้องที่และประชาชน และเป็นหัวหน้าบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการฝ่ายบริหารส่วนภูมิภาคในเขตจังหวัด และรับผิดชอบราชการของจังหวัดและอาเภอ ผู้ว่าราชการจึงเป็นผู้รับผิดชอบทั้งในทางปฏิบัติและในด้านกฎหมาย ระเบียบแบบแผน กฎข้อบังคับ ต่างๆ เป็นตัวแทนของรัฐบาลในอันที่จะอานวยประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง อานาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดตามที่กาหนดในกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินปัจจุบัน มีดังนี้ 1. บริหารราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ 2. บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรือตามทีนายกรัฐมนตรีสั่งการในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ่ 3. บริหารราชการตามคาแนะนาและคาชี้แจงของผู้ตรวจราชการกระทรวงในเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของกระทรวง ทบวง กรม หรือมติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของคณะรัฐมนตรี 4. กากับดูแลการปฏิบัติราชการอันมิใช่ราชการส่วนภูมิภาคของข้าราชการซึ่งประจาอยู่ในจังหวัดนั้น ยกเว้นข้าราชการทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการ ข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการครู ให้ปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือคาสั่งของกระทรวง ทบวง กรม หรือมติของคณะรัฐมนตรีหรือการสั่งของ นายกรัฐมนตรีหรือยับยั้งการกระทาใดๆ ของข้าราชการในจังหวัดที่ขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคาสั่งของกระทรวงทบวง กรม มติคณะรัฐมนตรีหรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรีไว้ชั่วคราว แล้วรายงานกระทรวง กรมที่เกี่ยวข้อง 5. ประสานงานและร่วมมือกับข้าราชทหาร ข้าราชการฝ่ายตุลาการข้าราชการฝ่ายอัยการ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการครู ผู้ตรวจราชการและหัวหน้าส่วนราชการในระดับเขต หรือภาค ในการพัฒนาจังหวัดหรือป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ
  10. 10. 10 6. เสนองบประมาณต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้องตามโครงการหรือแผนพัฒนาจังหวัดและรายงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ 7. ควบคุมดูแลบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในจังหวัดตามกฎหมาย 8. กากับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ ในการนี้ให้มีอานาจทารายงานหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดาเนินงานขององค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด องค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด องค์การของรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจ 9. บรรจุ แต่งตั้ง ให้บาเหน็จ และลงโทษข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดตามกฎหมายและตามที่ปลัดกระทรวง ปลัดทบวง หรืออธิบดีมอบหมาย การยกเว้นจากัด หรือตัดตอนอานาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารราชการหรือให้ข้าราชการของส่วนราชการใดมีอานาจหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาคเช่นเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัดจะกระทาได้โดยตรงเป็นพระราชบัญญัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ในการบริหารราชการของจังหวัดกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินได้กาหนดให้มีตาแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด หรือมีทั้งรองและผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ช่วยปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ ตาแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย เช่นเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัดสาหรับตาแหน่งรองผูวาราชการจังหวัดนั้น ในการพิจารณาตังตาแหน่งนี้ ้่ ้ กระทรวงมหาดไทยพิจารณาจัดตั้งขึ้นในจังหวัดใหญ่ๆ ที่มีปริมาณงานมากเพื่อช่วยเหลือผู้ว่าราชการจังหวัดใน การรับผิดชอบและบริการราชการให้บังเกิดผลดีโดยทั่วถึง ส่วนตาแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตาแหน่งผู้ช่วยปฏิบัติราชการแทนเช่นเดียวกับตาแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด ในแต่ละจังหวัดปลัดจังหวัดเป็นผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัดในหน้าที่ทั่วไป ปลัดจังหวัดเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าส่วนราชการแผนกการปกครองของจังหวัด มีฐานะเท่าเทียมกับหัวหน้าส่วนราชการอื่น ใน ประชาสงเคราะห์จังหวัดซึ่งรับผิดชอบงานของกรมประสงเคราะห์ในจังหวัดศึกษาธิการจังหวัดรับผิดชอบงานของกระทรวงศึกษาธิการในจังหวัด เป็นต้นปลัดจังหวัดไม่มีฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ในจังหวัดรองลงมาจากผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งต่างกับรองผู้ว่าราชการจังหวัด
  11. 11. 11 หัวหน้าส่วนราชการประจาจังหวัดในจังหวัดหนึ่งนอกจากจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดงานบริหารราชการของจังหวัดหรือบางจังหวัดมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดและปลัดจังหวัดแล้วจะมีหัวหน้าส่วนราชการประจาจังหวัดซึ่งกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ส่งมาประจาหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือผู้ว่าราชการจังหวัด และมีอานาจบังคับบัญชาข้าราชการส่วนภูมิภาคซึ่งสังกัดกระทรวงทบวง กรม นั้นๆ ในจังหวัดนั้นอาเภอคือหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาครองจากจังหวัด อาเภอแบ่งเป็นหลายตาแหน่งอาเภอไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล 1. การจัดตั้ง การจัดตั้งอาเภอ ทาได้โดยรวมทั้งที่หลายๆ ตาบล ประมาณ3 ตาบล การจัดตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงเขตอาเภอ กระทาได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา 2. อานาจหน้าที่และผู้รับผิดชอบบังคับบัญชา ในอาเภอหนึ่งมีนายอาเภอคนหนึ่งเป็นหัวหน้าปกครองบังคับบัญชาบรรดาข้าราชการในอาเภอและรับผิดชอบงานบริหารราชการของอาเภอ ในอาเภอหนึ่งนอกจากจะมีนายอาเภอเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาและรับผิดชอบงานบริหารราชการของอาเภอดังกล่าวแล้ว ให้มีปลัดอาเภอและหัวหน้าส่วนราชการประจาอาเภอซึ่งกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ส่งมาประจาให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือนายอาเภอและมีอานาจาบังคับบัญชาข้าราชบริหารส่วนภูมิภาคซึ่งสังกัดกระทรวงทบวงกรม นั้นในอาเภอนั้นอานาจหน้าทีของนายอาเภอ มีดงนี้ ่ ั 1. บริหารราชการตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการ ถ้ากฎหมายใดมิไดบัญญัติว่าการปฎิบัติตามกฎหมายนั้นเป็นหน้าที่ผู้ใดโดยเฉพาะให้เป็นหน้าที่ของนายอาเภอที่จะต้องรักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นด้วย 2. บริหารราชการตามที่คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม มอบหมายหรือตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการในฐานะหัวหน้ารัฐบาล 3. บริหารราชการตามคาแนะนาและคาชี้แจงของผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้มีหน้าที่ตรวจการอื่นซึ่งคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายในเมื่อไม่ขัดข้องต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือ
  12. 12. 12คาสั่งของกระทรวง ทบวง กรม มติของคณะรัฐมนตรี หรือการสั่งการของนายกรัฐมนตรี 4. ควบคุมดูแลการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในอาเภอตามกฎหมายซึ่งหน้าที่อื่นๆ ของนายอาเภอซึ่งเรียกว่า "หน้าที่เบ็ดเตล็ด" คือ 1. จัดการทั้งปวงในอาเภอให้เรียบร้อย ถ้าเห็นว่างานใดบกพร่องก็ต้องรายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเสนอความเห็นของปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น 2. ช่วยราชการของอาเภออื่นที่ใกล้เคียง เช่น เกิดอัคคีภัย หรือโรคระบาดต้องทาการช่วยเหลือทันทีถ้ารู้เหตุการณ์ซึ่งควรจะช่วยเหลือโดยไม่ต้องรอจนอาเภอใกล้เคียงนั้นขอความช่วยเหลือ แม้จะอยู่ต่างจังหวัดก็ตาม 3. หน้าที่ของนายอาเภอ นอกจากที่กล่าวในกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่แล้วต้องทาตามความซึ่งกาหนดไว้ในพระราชกาหนดกฎหมายอื่นๆ อันกาหนดไว้ว่าเป็นหน้าที่ของนายอาเภอ เช่น หน้าที่เกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร การทะเบียนสัตว์พาหนะ ทะเบียนชื่อสกุลการจดทะเบียนบุริมสิทธิ์ การทานิติกรรม การเกณฑ์ทหารเป็นต้น แม้กฎหมายไม่ได้ระบุว่าเป็นหน้าที่ของผู้ใดก็ให้พึงเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ของนายอาเภอที่จะรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินั้นๆกิงอาเภอ ่ กิ่งอาเภอเป็นหน่วยการปกครองซึ่งรวมหลายตาบล แต่ไม่มีลักษณะใหญ่พอที่จะตั้งเป็นอาเภอ หนึ่งได้ กิ่งอาเภอเป็นส่วนหนึ่งของอาเภอ การจัดตั้งเป็นกิ่งอาเภอก็เพื่อสะดวกในการปกครองแต่ให้ตั้งขึ้นเมื่อมีความจาเป็นในการปกครองเท่านั้นหากเจ้าหน้าที่อาเภอตรวจตราท้องที่ได้สะดวกก็ไม่จาเป็นต้องตั้งกิ่งอาเภอขึ้น ในอาเภอหนึ่งๆ จะมีกิ่งอาเภอเดียวหรือหลายกิ่งอาเภอก็ได้และแบ่งเขตออกเป็นตาบลเช่นเดียวกับอาเภอ 1. ผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบ การบริหารราชการของกิ่งอาเภอมีปลัดอาเภอประจากิ่งอาเภอเป็นหัวหน้า และมีปลัดอาเภออื่นๆ ตามจานวนที่จาเป็นหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ประจากิ่งอาเภอคล้ายอาเภอปลัดอาเภอประจากิ่งอาเภออยู่ในบังคับบัญชาของนายอาเภอและทาการแทนนายอาเภอ ทั้งนี้เพราะว่ากิ่งอาเภอเป็นเขตการปกครองส่วนหนึ่งซึ่งรวมอยู่ในอาเภอสาหรับหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ประจากิ่งอาเภอนั้นก็คือ
  13. 13. 13เจ้าหน้าที่ซึ่งแบ่งออกจากอาเภอให้มาประจาทางานอยู่ที่กิ่งอาเภอสุดแล้วแต่ปริมารงานของกิ่งอาเภอนั้น เช่นศึกษาธิการกิ่งอาเภอ สมุหบัญชีกิ่งอาเภอ ป่าไม้กิ่งอาเภอสรรพสามิตกิ่งอาเภอ สัสดีกิ่งอาเภอ เป็นต้น 2. กิจการที่มอบให้กิ่งอาเภอจัดทา ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กาหนดอย่างใดควรตรวจมอบให้กิ่งอาเภอจัดทาโดยความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทยตาบล ตาบลไม่เป็นการบริหารส่วนภูมิภาคตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แต่เป็นการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ตาบลเป็นเขตปกครองย่อยของอาเภอหรือกิ่งอาเภอ ตาบลประกอบด้วยหมู่บ้านหลายๆ หมู่บ้าน ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล 1. การจัดตั้ง การจัดตั้งตาบลทาได้โดยการรวมท้องที่หลายๆ หมู่บ้านเข้าด้วยกัน ซึ่งตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่กาหนดว่าหลายหมู่บ้านรวมกันราว 20 หมู่บ้านให้จัดเป็นตาบล ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้กาหนดหลักเกณฑ์การตั้งตาบลใหม่ นอกเหนือจากที่กฎหมายกาหนดไว้ เช่นหมู่บ้านที่รวมเป็นตาบลไม่ควรน้อยกว่า 10 หมู่บ้านและมีพลเมืองไม่ต่ากว่า 2,000 คน ท้องที่กว่างพอที่กานันจะดูแลได้ทั่วถึง แต่ละหมู่บ้านต้องติดต่อกันได้ในวันเดียว มีรายได้เหมาะสม ตาบลเดิมที่ถูกแยกต้องมีจานวนหมู่บ้าน พลเมือง รายได้ และเนื้อที่เหลือพอที่จะคงความเป็นตาบลไปได้ (กมล และคณะ 2521 : 266) การจัดตั้งตาบลใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่กาหนดให้นายอาเภอพิจารณารายงานชี้แจงเหตุผลไปยังจังหวัด เมื่อจังหวัดพิจารณาเห็นสมควรก็ให้เสนอขอจัดตั้งไปยังกระทรวงมหาดไทย เมื่อกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบแล้วก็ออกประกาศกระทรวงมหาดไทยจัดตั้งตาบลขึ้นและประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป 2. อานาจหน้าที่และผู้รับผิดชอบ ในตาบลหนึ่งมีกานันคนหนึ่งมีหน้าที่ปกครองราษฎรในเขตตาบลนั้น กานันเป็น ตาแหน่งผู้ปกครองตาบลขึ้นตรงต่อนายอาเภออานาจหน้าที่ของกานัน กานันมีอานาจหน้าที่ตามกาหนดในกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่และรักษาความสงบเรียบร้อยในตาบลที่เป็นเขตปกครองของตน นอกจากนี้ยังมีอานาจหน้าที่ที่ปรากฏในกฎหมายอื่นๆ และที่กระทรวง ทบวงกรม ต่างๆ ขอให้ช่วยเหลือ ซึ่งงานช่วยเหลือดังกล่าวเป็นงานที่สั่งมาทางอาเภอและ
  14. 14. 14อาเภอสั่งให้กานันดาเนินการช่วยเหลือหรือปฏิบัติหมูบาน ่ ้หมู่บ้านเป็นหน่วยการปกครองในส่วนภูมิภาคที่มีขนาดเล็ดที่สุด ในหมูบ้านหนึ่งจะ ่ประกอบด้วยบ้านจานวนหลายๆ บ้าน 1. การจัดตั้ง การจัดตั้งหมู่บ้านขึ้นใหม่ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 กาหนดไว้ว่าจะต้องมีคนประมาณ 200 คน หรือถ้ามีคนน้อยและบ้านห่างไกลกันก็จะต้องมีบ้านไม่ต่ากว่า 5 หลัง นอกจากนั้นกระทรวงมหาดไทยยังกาหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมว่าเมื่อแยกตั้งเป็นหมู่บ้านใหม่แล้วหมู่บ้านเดิมต้องมีพลเมืองไม่น้อยกว่า 200 คน ระยะทางติดต่อระหว่างหมู่บ้านใหม่กับหมู่บ้านเก่าใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง และจะต้องมีความเหมาะสมในด้านอื่นๆ ด้วย ในการจัดตั้งหมู่บ้านขึ้นใหม่นายอาเภอท้องที่นั้นมีหน้าที่ตรวจสภาพท้องที่สารวจจานวนพลเมืองและจานวนครัวเรือน แล้วจึงเสนอเรื่องและเหตุผลต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรายงานกระทรวงมหาดไทย เมื่อกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบก็ให้จังหวัดทาเป็นประกาศจังหวัดจัดตั้งหมู่บ้านแล้วแจ้งให้ราษฎรทราบทั่วกัน 2. อานาจหน้าและผู้รับผิดชอบ ในหมู่บ้านหนึ่งมีผู้ใหญ่คนหนึ่งมีอานาจหน้าที่ปกครองราษฎรและรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตหมู่บ้านนั้น ผู้ใหญ่เป็นผู้ที่ราษฎรเลือกตัวขึ้นจากชายไทยเจ้าของบ้าน อายุ 25-60 ปี แต่อาจออกจากตาแหน่งก่อนอายุครบ 60 ปี ได้ตามที่กฎหมายลักษณะปกครองท้องที่กาหนด เช่น ขาดคุณสมบัติ ตาย ไดรับอนุญาตให้ลาออกหมู่บ้านที่ปกครองถูกยุบ ไปเสียจากหมู่บ้านที่ตนปกครองเกินสามเดือน ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านนั้นจานวนไม่น้อยกว่ากึ่งจานวนร้องขอให้ออกจากตาแหน่ง ผูว่าราชการจังหวัดสั่งให้ออกเพราะบกพร่อง ้ทางความประพฤติหรือความสามารถไม่เหมาะสมกับตาแหน่ง เป็นต้น เจ้าหน้าที่ปกครองหมู่บ้านนอกจากผู้ใหญ่บ้านแล้วยังมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองหมู่บ้านละ 2 คน และอาจมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบด้วยก็ได้ตามทีผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรกานันและผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกผู้ช่วย ่ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 2 ฝ่าย ดังกล่าว ผู้ใหญ่บ้านมีภาระหน้าที่อยู่มาก เช่นการรักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน เป็นสื่อกลางนาข่าวสารของราชการสู่ประชาชน ทาบัญชีสามะโนครัว ติดตามจับกุมผู้ร้าย บารุงส่งเสริมอาชีพราษฎรป้องกันโรคติดต่อหรือโรคระบาด ช่วยเหลือดาเนินการแทนกระทรวง ทบวง กรม อื่น เช่น ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรังวัดที่ดินร่วมกับเจ้าหน้าที่รังวัด ช่วยเหลือส่งหมายศาล เป็นต้น
  15. 15. 15 การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น คือ การกระจายอานาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ประชาชนมีอานาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการต่างๆ ที่เป็นสาธารณะของท้องถิ่นด้วยตนเอง ตามภารกิจหน้าที่ที่ระบุให้ดาเนินการอย่างชัดเจน มีพื้นที่รับผิดชอบชัดเจนมีผู้บริหารที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนหรืออาจจะได้รับความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่น การใช้หลักการกระจายอานาจ (Decentralization) ให้กับประชาชนโดยตรง เป็นการให้แก่ท้องถิ่น ในฐานะผู้รับมอบอานาจจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการดาเนินการและการตัดสินใจของตนเอง การจัดระเบียบราชการบริหารส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน มีอยู่ 2 ระบบ คือระบบทั่วไปที่ใช้แก่ท้องถินทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ เทศบาล องค์การ ่บริหารส่วนตาบล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด และระบบพิเศษที่ใช้เฉพาะท้องถิ่นบางแห่งซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ 2 รูปแบบ คือกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยาเอกสารอ้างอิงเอกสารการสอนวิชาการบริหารราชการไทย .มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.ศิริ พรมดี .2548. การปกครองท้องถิ่นไทย.มหาวิทยาลัยราชภัฎลาปาง.แผนปฏิบัติกาหนดขั้นตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสานักงานคณะกรรมการการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสานักงานปลัดสานักนายกรัฐมนตรี .(2545).กรุงเทพฯ
  16. 16. 16 ใบงานที่ 21. ให้นักเรียนยกตัวอย่าง ความหมาย ของการปกครองส่วนท้องถิ่นจาก นักวิชาการท่านอื่นๆอย่างน้อย 2 ความหมาย 1.1 จอห์น เจ. คลาร์ก (John J. Clark) หน่วยการปกครองที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการให้บริการ ประชาชนในเขตพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และหน่วยการปกครองดังกล่าวจะจัดตั้งและ อยู่ในความดูแลของรัฐบาลกลาง 1.2 อุทัย หิรัญโต การปกครองที่รัฐบาลมอบอานาจให้ประชาชนในท้องถิ่นใดท้องถิ่น หนึ่งจัดการปกครอง และดาเนินกิจการบางอย่าง โดยดาเนินการกันเองเพื่อบา บัดความต้องการของตน 1.3 ประทาน คงฤทธิศึกษาการ ระบบการปกครองที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระจายอานาจ ทางการปกครองของรัฐ และโดยนัยนี้จะเกิดองค์การทาหน้าที่ปกครองท้องถิ่น โดยคนในท้องถิ่น นั้น ๆ
  17. 17. 17 ทดสอบ หน่วยที่ 2ตอนที่ 1 ให้นักเรียนเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดแล้วทาเครื่องหมาย ลงใน กระดาษคาตอบที่แจกให้ 1. ข้อใดให้ความหมายของ “การปกครองท้องถิ่นไทย” ได้ถูกต้องที่สุด ก. มีองค์กรในการปกครอง ข. มีอานาจปกครองตนเอง ค. การมีส่วนร่วมของประชาชน ง. รัฐจัดตั้งขึ้นและมีสิทธิตามกฎหมาย 2. มีองข้อใดคือวัตถุประสงค์ของการปกครองท้องถิ่น ก. สร้างผู้นาท้องถิ่น ข. เพิ่มภาระให้รัฐบาล ค. ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ง. ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง 3. ข้อใดถูกต้องที่สุด ก. หลักการรวมอานาจ คือการมอบอานาจการปกครอง ข. หลักการกระจายอานาจ คือการแบ่งอานาจวินิจฉัยสั่งการ ค. หลักการแบ่งอานาจ คือการมอบอานาจบางส่วนให้แก่องค์กร ง. หลักการกระจายอานาจ คือการมอบอานาจการปกครองบางส่วน ให้แก่องค์การ 4. การปกครองท้องถิ่นประเทศใดมีลักษณะคล้ายกับประเทศไทยมากที่สุด ก. ฝรั่งเศส ข. อังกฤษ ค. ญี่ปุ่น ง. เยอรมัน 5. การบริหารราชการแผ่นดินของไทยในปัจจุบันมีวิวัฒนาการมาจากการปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินในสมัยรัชกาลใด ก. รัชกาลที่ 5 ข. รัชกาลที่ 6 ค. รัชกาลที่ 7
  18. 18. 18 ง. รัชกาลที่ 96. ข้อใดไม่ใช่การจัดระเบียบการบริหารราชการไทย ก. การบริหารส่วนกลาง/ส่วนท้องถิ่น ข. การบริหารส่วนกลาง/ภูมิภาค/ท้องถิ่น ค. การบริหารส่วนท้องถิ่น/ส่วนภูมิภาค/ส่วนกลาง ง. การบริหารส่วนภูมิภาค/ ส่วนท้องถิ่น/ส่วนกลาง7. ข้อใดเป็นหลักการ การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นของไทย ก. การกระจายอานาจสู่ท้องถิ่น ข. การใช้หลักการกระจายอานาจ ค. ประชาชนมีอานาจในการตัดสินใจ ง. การใช้หลักการกระจายอานาจให้แก่ประชาชนโดยตรง8. ข้อใด คือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นของไทย ก. มี 3 รูปแบบ ข. มี 4 รูปแบบ ค. มี 5 รูปแบบ ง. มี 6 รูปแบบ9. โครงสร้างและองค์ประกอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ถูกต้องคือข้อใด ก. ฝ่ายบุคลากรและนิติกร ข. ฝ่ายบริหารและการคลัง ค. ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ง. ฝ่ายนิติบัญญัติและสานักงานปลัด10. การกากับดูแลขององค์การบริหารส่วนตาบล กฎหมายกาหนดให้ใครเป็นผู้ กากับดูแล ก. นายกองค์การบริหารส่วนตาบล ข. ปลัดองค์การบริหารส่วนตาบล ค. นายอาเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด ง. ประชาชนและข้าราชการในท้องถิ่น
  19. 19. 19ตอนที่ 2 ให้นักเรียนตอบคาถามต่อไปนี้จากความหมายของการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้นักเรียนสรุปสาระสาคัญของการปกครองท้องถิ่นมาให้เข้าใจพอสังเขป
  20. 20. 20แนวคาตอบสรุปสาระสาคัญของการปกครองท้องถิ่น ๑.มีรูปแบบหน่วยการปกครองตามความแตกต่างของความเจริญประชากร ขนาดพื้นที่ และวัฒนธรรม ๒.มีอานาจอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามความเหมาะสม ๓.มีสิทธิทางกฎหมายที่จะดาเนินการปกครองด้วยตัวเองโดยแบ่งเป็น ๓.๑.สิทธิที่จะตรากฎหมายหรือระเบียบข้องบังคับต่าง ๆ ขององค์กรปกครองท้องถิ่น ๓.๒.สิทธิในการกาหนดงบประมาณ เพื่อบริหารกิจการตามอานาจหน้าที่ที่มีอยู่ ๔. มีองค์กรที่จาเป็นในการบริหารและปกครองตนเอง คือ มีองค์กรฝ่ายบริหาร และองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ๕.ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการปกครองท้องถิ่น ...................................................................................................................

×