• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
การเขียนบทความวิจัย บุรีรัมย์ ๙  พค ๒๕๕๔
 

การเขียนบทความวิจัย บุรีรัมย์ ๙ พค ๒๕๕๔

on

  • 1,875 views

โดย ผศ.ดร.จิตราภากุณฑลบุตร ...

โดย ผศ.ดร.จิตราภากุณฑลบุตร ในการสัมมนากลยุทธ์การเขียนบทความวิจัยเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ม.ราชภัฏบุรีรัมย์ 9 พ.ค.2554

Statistics

Views

Total Views
1,875
Views on SlideShare
1,875
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
7
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    การเขียนบทความวิจัย บุรีรัมย์ ๙  พค ๒๕๕๔ การเขียนบทความวิจัย บุรีรัมย์ ๙ พค ๒๕๕๔ Presentation Transcript

    • การเขียนบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร
      ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิตราภา กุณฑลบุตร
      พฤษภาคม 2554
      © Chittrapa 2011
    • เนื้อหาสาระที่นำเสนอ
      ความสัมพันธ์ระหว่างการทำวิจัยและบทความวิจัย
      ความหมายและลักษณะสำคัญของบทความวิจัย
      การพิจารณาว่าเอกสารนั้นเป็นบทความวิจัย
      ความแตกต่างระหว่างบทความวิจัยและรายงานวิจัย
      ความแตกต่างระหว่างบทความวิจัยและ บทความวิชาการ
      เป้าหมายของการเผยแพร่ผลงานวิจัยในรูปบทความวิจัย
      ความจำเป็นในการเขียนบทความวิจัย
      หัวใจสำคัญของการเขียนบทความวิจัย
      © Chittrapa 2011
    • เนื้อหาสาระที่นำเสนอ
      สิ่งที่ควรคำนึงเกี่ยวกับการวางแผนการเขียน บทความวิจัย
      โดยทั่วไป
      โครงสร้างโดยทั่วไปของบทความวิจัย
      ความสำคัญของความประทับใจครั้งแรกในการอ่านบทความ
      องค์ประกอบของบทความวิจัยแนวทางการเขียนบทความวิจัย
      การทบทวนวรรณกรรม (literature review )
      การตีพิมพ์ผลงานวิจัย
      แหล่งที่ควรตีพิมพ์ผลงานวิจัย
      © Chittrapa 2011
    • เนื้อหาสาระที่นำเสนอ
      สิ่งที่ควรคำนึงเกี่ยวกับการตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสาร
      สิ่งที่ควรคำนึงเกี่ยวกับบทความวิจัยที่จะนำลง ตีพิมพ์ใน วารสาร
      การเลือกวารสารเป้าหมายการตีพิมพ์
      มาตรฐานคุณภาพของวารสารทางวิชาการ
      ประเภทของวารสารทางวิชาการ
      การนำบทความวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสาร
      © Chittrapa 2011
    • เนื้อหาสาระที่นำเสนอ
      การเลือกวารสารที่เหมาะสมกับบทความวิจัย
      แนวทางหรือ “กฎเกี่ยวกับผู้เขียน ”
      ประเด็นเกี่ยวกับผู้เขียนร่วม
      ที่สำนักงานของวารสาร
      คำแนะนำของบรรณาธิการ
      การดำเนินการกับข้อวิจารณ์ของคณะกรรมการพิจารณา
      อย่าท้อ ถ้าบทความวิจัยถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ในวารสาร
      ข้อบกพร่องที่ทำให้บทความถูกปฏิเสธ
      © Chittrapa 2011
    • เนื้อหาสาระที่นำเสนอ
      โครงการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยปี โดย สกว.
      เกณฑ์การกำหนดน้ำหนักบทความที่ตีพิมพ์ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
      เกณฑ์การกำหนดน้ำหนักบทความที่ตีพิมพ์ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
      © Chittrapa 2011
    • ความสัมพันธ์ระหว่างการทำวิจัยและบทความวิจัย
      © Chittrapa 2011
    • ความหมายและลักษณะสำคัญของบทความวิจัย
      บทความวิจัย (research article)
      เอกสารการวิจัย (research paper)
      บทความเชิงประจักษ์ในวารสาร (empirical journal article)
      เป็นเอกสารทางวิชาการ (academic paper) ประเภทหนึ่ง ที่นักวิจัยเขียนรายงานผลงานของตนเอง เพื่อนำเสนอใน วารสารวิชาการหรือนำเสนอในการประชุมวิชาการ
      © Chittrapa 2011
    • การพิจารณาว่าเอกสารนั้นเป็นบทความวิจัย
      โดยทั่วไปบทความวิจัยมักประกอบด้วยสิ่งที่พิจารณาง่ายหรือกว้างที่สุดในประเด็นต่อไปนี้
      บทสรุป (a summaryorabstract)
      คำอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการวิจัย (a descriptionofthe
      research)
      ผลการวิจัย (theresultstheygot)
      ความสำคัญของผลการวิจัยซึ่งเขียนในรูปของการอภิปราย
      ผลและข้อเสนอแนะโดยสรุป (thesignificanceofthe
      results)
      รายการเอกสารอ้างอิง (reference)
      © Chittrapa 2011
    • จะพิจารณาได้อย่างไรว่าเอกสารนั้นเป็นบทความวิจัย
      องค์ประกอบอื่นๆของบทความวิจัยอาจประกอบด้วยสาระต่อไปนี้
      คำสำคัญ
      ตาราง กราฟ แผนภูมิ แผนภาพ และโครงสร้างอื่นๆที่สำคัญ
      ในการนำเสนอผลการวิจัย
      ความคิดเห็นและปรัชญาความเชื่อทางวิชาการของผู้เขียน ซึ่ง
      ต้องใช้ทักษะในการนำเสนอที่เหมาะสมในการวางโครงสร้าง
      ของการเขียนที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนของการแบ่งระหว่างข้อ
      ค้นพบและข้อคิดเห็น
      © Chittrapa 2011
    • ความแตกต่างระหว่างบทความวิจัยและรายงานวิจัย
      บทความวิจัยมีความยาวจำกัด ในขณะที่รายงานวิจัยไม่
      จำกัดวามยาว
      บทความวิจัยเป็นเอกสารทางวิชาการที่ทันสมัยทัน
      เหตุการณ์ มากกว่ารายงานวิจัย
      คุณภาพของบทความวิจัยค่อนข้างเป็นมาตรฐานมากกว่า
      รายงานวิจัยโดยทั่วไป เพราะผ่านการพิจารณาจาก
      ผู้เชี่ยวชาญและต้องปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะก่อนจึง
      จะได้รับอนุญาตให้ตีพิมพ์ได้
      © Chittrapa 2011
    • ความแตกต่างระหว่างบทความวิจัยและ บทความวิชาการ
      บทความวิจัยหมายถึงเอกสารที่เรียบเรียงจากการค้น
      คว้าอย่างมีระบบและมีความมุ่งหมายชัดเจนเพื่อให้ได้
      ข้อมูลหรือหลักการบางอย่างที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้า
      ทางวิชาการหรือการนำวิชาการมาประยุกต์ใช้ให้เกิด
      ประโยชน์
      บทความวิชาการหมายถึงเอกสารซึ่งเรียบเรียงจากผล
      งานทางวิชาการของตนเองหรือผู้อื่นในลักษณะที่เป็น
      การวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเป็นบทความที่เสนอแนวคิด
      ใหม่ๆจากพื้นฐานทางวิชาการนั้นๆ
      © Chittrapa 2011
    • เป้าหมายของการเผยแพร่ผลงานวิจัยในรูปบทความวิจัย
      บทความวิจัยที่มีจุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงผลการวิเคราะห์ (analyticalpaper)
      บทความวิจัยที่มีจุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงผลโต้แย้งหรือชวนเชิญ (argumentativeorpersuasivepaper)
      © Chittrapa 2011
    • เป้าหมายของการเผยแพร่ผลงานวิจัยในรูปบทความวิจัย
      บทความวิจัยที่มีจุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงผลการวิเคราะห์ (analyticalpaper) เป็นบทความวิจัยที่ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในการบรรยายถึงผลที่เกิดขึ้นจากการวิจัย โดยตรง ไม่มีการโต้แย้งหรือสนับสนุนความคิดของใครหรือเรื่องใดเป็นการเฉพาะ
      © Chittrapa 2011
    • เป้าหมายของการเผยแพร่ผลงานวิจัยในรูปบทความวิจัย
      บทความวิจัยที่มีจุดประสงค์เพื่อต้องการแสดงผลโต้แย้งหรือชวนเชิญ (argumentativeorpersuasivepaper)เป็นบทความวิจัยที่มีจุดประสงค์หรือเป้าหมายเพื่อต้องการแสดงผลการวิจัยโต้แย้งหรือชักจูงให้เชื่อถือผลของการวิจัยว่าเป็นความจริงที่สมบูรณ์ถูกต้องกว่าอีกความคิดหนึ่ง
      © Chittrapa 2011
    • ความจำเป็นในการเขียนบทความวิจัย
      © Chittrapa 2011
    • ความจำเป็นในการเขียนบทความวิจัย
      เป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่ที่ได้ค้นพบจากผลงานวิจัยให้บุคคลทั่วไป
      โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ความรู้ในสาขาเดียวกันได้ทราบ
      ทำให้มีการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในวงกว้างขึ้น เป็นการปกป้องผลงานและ
      ไม่ให้มีการวิจัยซ้ำซ้อน
      เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้วิจัยมีความตระหนักในคุณภาพของการดำเนินงานวิจัย
      ทุกขั้นตอน
      เป็นกระบวนการที่นำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักวิชาการ/นักวิจัยในสาขา
      เดียวกันและต่างสาขา
      เป็นการยกระดับชื่อเสียงของผู้วิจัยให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างขึ้น ถ้าได้รับการ
      ประเมินให้ตีพิมพ์ในวารสารที่มีความเป็นมาตรฐาน ทางวิชาการโดยเฉพาะ
      วารสารที่มี impact factor สูง
      เป็นการสร้างและขยายเครือข่ายเพื่อนนักวิจัยโดยเฉพาะเพื่อนนักวิจัยในสาขาวิชา
      เดียวกัน
      © Chittrapa 2011
    • หัวใจสำคัญของการเขียนบทความวิจัย
      การนำเสนอสาระที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
      • ชัดเจน
      • สั้น
      • กะทัดรัด
      • รัดกุม
      • ถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล
      • บทความสะท้อนองค์ความรู้ใหม่
      • การนำเสนอแต่ละประเด็นมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เป็นเหตุเป็นผลสนับสนุนซึ่งกันและกัน ตั้งแต่ชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์ วิธีวิจัย ผลการวิจัยและการอภิปรายผล
      • การนำเสนอระเบียบวิธีการวิจัยสั้นแต่มีรายละเอียดพอเพียงสำหรับผู้อื่นในการนำไปศึกษาหรืออ้างอิงต่อไป
      © Chittrapa 2011
    • สิ่งที่ควรคำนึงเกี่ยวกับการวางแผนการเขียน บทความวิจัยโดยทั่วไป
      ต้องวางแผนและตัดสินใจเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่จะให้ผู้อ่านรับทราบ เลือกเรื่อง
      กำหนดชื่อเรื่อง
      เลือกวารสารที่จะส่งบทความวิจัยไปตีพิมพ์
      วางแผนเกี่ยวกับรูปแบบการเขียน โครงสร้างของบทความ
      พิจารณาหัวข้อหลัก / หัวข้อสำคัญ และหัวข้อย่อย
      ข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นสำคัญของแต่ละเนื้อหาในหัวข้อย่อยและโครงร่างของ
      บทความซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้
      ตาราง , ตัวเลข และรูปประกอบซึ่งเป็นการขยายความให้ชัดเจนขึ้น
      สาระสำคัญที่จะนำเสนอ พร้อมการอ้างอิง
      © Chittrapa 2011
    • โครงสร้างโดยทั่วไปของบทความวิจัย
      ชื่อเรื่อง
      รายละเอียดเกี่ยวกับผู้เขียน
      คำสำคัญ
      บทคัดย่อ
      ส่วนนำ จะบอกว่า “ บทความนี้เกี่ยวกับอะไร ”
      การทบทวนวรรณกรรม “ ความมุ่งหมายของการทบทวน
      วรรณกรรม”
      วิธีการ
      ผลการศึกษา
      การอภิปราย
      บทสรุป
      © Chittrapa 2011
    • โครงสร้างโดยทั่วไปของบทความวิจัย
      ชื่อเรื่อง
      หัวใจสำคัญคือลักษณะสำคัญของชื่อเรื่องต้องมีความเชื่อมโยงระหว่าง คำสำคัญ ( keywords) บทคัดย่อ (abstract) และส่วนนำ (introduction) มีความเฉพาะเจาะจงเพียงพอในการนำไปสู่การอธิบายเนื้อหา สั้นๆ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย แต่ดึงดูดความสนใจ
      รายละเอียดเกี่ยวกับผู้เขียน
      เนื้อหาส่วนนี้ทำให้เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างความเชี่ยวชาญของผู้เขียนกับเนื้อหาในบทความ
      คำสำคัญ
      คำสำคัญเป็นส่วนที่มองเห็นหัวใจของงานวิจัยและช่วยให้บทความมีสารบัญที่เหมาะสม
      บทคัดย่อ
      บทคัดย่อคือสาระที่สะท้อนเนื้อหาของบทความโดยสรุป ไม่ต้องอธิบายรายละเอียดยาว หลีกเลี่ยงการใช้คำฟุ่มเฟือย (wordy language) และใช้ภาษาที่กระชับ (concise substitute) ใช้คำที่สั้นกว่า แต่มีความหมายเหมือนกัน ควรมีย่อหน้าเดียว และมีจำนวนคำระหว่าง 100 – 120 คำ ไม่เขียนคำย่อหรือการอ้างอิงในส่วนนี้
      © Chittrapa 2011
    • ความสำคัญของความประทับใจครั้งแรกในการอ่านบทความ
      บทคัดย่อ(abstract)
      บทคัดย่อที่มีโครงสร้างดีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวารสารหลายฉบับ
      บทคัดย่อต้องมีความยาวของจำนวนคำที่วารสารระบุ โครงสร้างของบทคัดย่อมักครอบคลุม วัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย ข้อค้นพบสำคัญจากงานวิจัย และข้อสรุปสำคัญในการนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ บทคัดย่อสะท้อนให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของงานวิจัยทั้งฉบับ เนื้อหาส่วนนี้เป็นข้อความที่มีคำสำคัญทั้งหมดในบทความวิจัยเป็นข้อความสั้น กะทัดรัด สาระไม่ยาวเกินไป
      © Chittrapa 2011
    • ความสำคัญของความประทับใจครั้งแรกในการอ่านบทความ
      ส่วนนำ (introduction)
      ส่วนนำจะบอกว่า “ บทความวิจัยนี้เกี่ยวกับอะไร”และ “เหตุใดจึงน่าสนใจและมีความสำคัญจนต้องทำวิจัย”
      ระบุชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นมา ปัญหาในการวิจัย คำถาม วัตถุประสงค์ในการวิจัย กรอบแนวคิด สมมติฐาน
      สรุปความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ดำเนินงานในปัจจุบัน (วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของทฤษฎีและงานวิจัย) เชื่อมโยงเนื้อหาส่วนนี้กับกรอบแนวคิดการวิจัยและระเบียบวิธีวิจัย
      ส่วนนี้เป็นการเตรียมผู้อ่านให้เชื่อมโยงความคิดกับเนื้อหาในส่วนต่อไป
      บทนำควรมีประมาณ 1 -4 ย่อหน้า สรุปท้ายด้วยคำถามวิจัยเฉพาะในการวิจัย
      © Chittrapa 2011
    • องค์ประกอบของบทความวิจัย
      วิธีการ(Methods)
      ส่วนนี้จะบอกให้ผู้อ่านทราบว่าผู้วิจัยดำเนินการอย่างไรเพื่อตอบคำถามการวิจัย
      สาระสำคัญประกอบด้วยประชากร กลุ่มตัวอย่างและวิธีการเลือกตัวอย่าง หรือแหล่งข้อมูลการนิยามตัวแปร เครื่องมือวิจัยและคุณภาพของเครื่องมือ วิธีรวบรวมข้อมูล วิธีวิเคราะห์ข้อมูล
      ข้อสังเกตเกี่ยวกับวิธีวิจัยที่นำมาใช้
      ระบุถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมในการวิจัย
      ห้ามนำผลการวิจัยมานำเสนอในขั้นตอนนี้
      © Chittrapa 2011
    • องค์ประกอบของบทความวิจัย
      ผลการวิจัย (Result)
      • ส่วนนี้คือคำตอบของคำถาม/วัตถุประสงค์การวิจัย
      • นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่สำคัญที่ตอบคำถามใน
      บทความวิจัยนี้เท่านั้น เชื่อมโยงกับแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล
      และแปลความหมาย ไม่นำเสนอรายละเอียดของข้อมูลทั้งหมด
      • สามารถนำเสนอตาราง กราฟ แผนภูมิหรือแผนภาพตาม
      ความเหมาะสมพร้อมคำอธิบาย
      © Chittrapa 2011
    • องค์ประกอบของบทความวิจัย
      การอภิปรายและสรุปผล(Discussion and conclusion)
      ส่วนนี้เป็นการเสนอข้อค้นพบที่สำคัญ ไม่นำผลจากการนำเสนอข้อค้นพบมาเขียนซ้ำ
      การนำเสนอเป็นการอภิปรายระหว่างข้อค้นพบกับสมมติฐาน งานวิจัยในอดีตตลอดจนแนวคิดทฤษฎีว่ามีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกันอย่างไร อภิปรายข้อดี ข้อบกพร่อง ข้อจำกัด ตลอดจนประเด็นที่มีข้อค้นพบที่ไม่คาดคิดมาก่อน
      การอภิปรายผลจะนำไปสู่การเสนอแนะทั้งในการนำผลหรือองค์ความรู้ใหม่ไปใช้ประโยชน์ปฏิบัติจริงและการนำไปสู้ประเด็นการวิจัยต่อไป
      © Chittrapa 2011
    • องค์ประกอบของบทความวิจัย
      ส่วนอ้างอิงและภาคผนวก (References/Appendix)
      ส่วนอ้างอิงเป็นการระบุเอกสารที่นำมาใช้อ้างอิงทั้งบรรณานุกรม เชิงอรรถ บันทึกหรือ หมายเหตุส่วนตนของผู้วิจัย
      ภาคผนวก เป็นการนำเสนอสาระเพิ่มเติมนอกเหนือจากการนำเสนอในบทความ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้
      © Chittrapa 2011
    • แนวทางการเขียนบทความวิจัย
      นักวิจัยจะเขียนบทความวิจัยได้ดีต้องมีการทำงานวิจัยที่มีคุณภาพและ เขียนงานวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการเขียนตามรูปแบบที่กำหนด
      © Chittrapa 2011
    • แนวทางการเขียนบทความวิจัย
      การเขียนบทความวิจัยเป็นทั้งศาสตร์ หมายถึงมีหลักการ ขั้นตอนและแนวทางการเขียนที่ชัดเจน กำหนดไว้เป็นที่เข้าใจได้ตรงกัน และ ศิลป์หมายถึง สิ่งที่สามารถทำได้เฉพาะตนในแต่ละคน ไม่สามารถทำให้เขียนได้เหมือนกันทุกคน ทั้งที่มีแนวทางและความเข้าใจข้อกำหนดของการเขียนและ วิธีการเขียนตรงกัน
      © Chittrapa 2011
    • แนวทางการเขียนบทความวิจัย
      ผู้เขียนบทความ ต้องมีความเข้าใจกระจ่างแจ้งในรายงานวิจัยที่จะนำมาเขียน
      การเขียน เริ่มจากการอ่านรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์และบันทึกต่างๆระหว่าง การดำเนินงานวิจัยอย่างละเอียด ทำความเข้าใจทุกประเด็น
      จัดทำโครงร่าง การจัดลำดับความคิด การเรียบเรียงเนื้อหาสาระเป็นฉบับร่าง
      ค้นหาแหล่งอ้างอิง และบันทึกไว้สำหรับการเขียนในแต่ละหัวข้อ เพื่อหลีกเลี่ยง การลอกเลียนผลงานผู้อื่น หรือ plagiarism
      นำบทความ ฉบับร่างทิ้งไว้ประมาณ 3 – 7 วัน ก่อนนำมาอ่านเพื่อปรับปรุง
      การเสนอเนื้อหา ต้องตรงไปตรงมา ชัดเจน ถูกต้อง สมบูรณ์ จนผู้อ่านสามารถ ทำวิจัยในลักษณะเดียวกันได้
      การใช้ภาษา ใช้ภาษาทางการที่เป็นมาตรฐาน ถูกต้องตามหลักภาษา เหมาะสมกับผู้อ่านที่เป็นนักวิชาการ
      © Chittrapa 2011
    • แนวทางการเขียนบทความวิจัย
      การลำดับเนื้อหา จัดลำดับตามหลักการวิจัย มีความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนสรุป และอภิปรายผลการวิจัย แต่ละย่อหน้ามีประโยคสำคัญที่เชื่อมโยงถึงกัน เนื้อหาในแต่ละย่อหน้ามีการลำดับความต่อเนื่อง
      การใช้คำศัพท์ ควรใช้คำศัพท์ทางวิชาการและใช้ให้เหมือนกันทั้งฉบับ ถ้าเป็นศัพท์ใหม่จากต่างประเทศควรมีวงเล็บกำกับ
      การอ้างอิง ควรใช้ให้เหมือนกันทั้งฉบับ ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามข้อกำหนด ของวารสารที่ตีพิมพ์แต่ละฉบับ ซึ่งอาจมีรูปแบบ ( style) ที่แตกต่างกันบ้าง เช่น APA style, MLA style, Turabian or Chicago style
      การเขียนประโยค ควรเขียนแต่ละประโยคให้เป็นประโยคสมบูรณ์ ระวังเครื่องหมายวรรคตอน ใช้ประโยคสั้นและไม่ควรใช้ประโยคซ้อนประโยค แต่ละประโยคต้องสัมพันธ์กัน
      © Chittrapa 2011
    • แนวทางการเขียนบทความวิจัย
      การเขียนย่อหน้า แต่ละย่อหน้าต้องมีประโยคที่บอกใจความสำคัญ
      มีคำเชื่อมโยง แต่ละย่อหน้าโดยเฉพาะเวลาต้องการสื่อให้ผู้อ่านทราบว่าจะ เปลี่ยนใจความสำคัญในย่อหน้าต่อมา
      มีระบบการเรียบเรียงความคิด และมีเนื้อหาสนับสนุนความคิดหลักหนึ่งประโยคนับเป็นหนึ่งย่อหน้าไม่ได้
      ถ้าความสามารถในการเขียน ไม่ดี ต้องขอความช่วยเหลือ เพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้น
      เมื่อตรวจสอบสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วให้พิมพ์ต้นฉบับ พิสูจน์อักษร ดูความชัดเจนของตัวอักษร คุณภาพการพิมพ์ ความถูกต้อง ของรูปแบบ และการอ้างอิง
      © Chittrapa 2011
    • แนวทางการเขียนบทความวิจัย
      เมื่อมั่นใจ ว่าพร้อมส่งบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์แล้วให้ เพื่อนผู้ชำนาญสาขาวิชาเดียวกันหรือ peer ช่วยอ่านและวิจารณ์
      อาจพิจารณา ให้ผู้ช่วยบรรณาธิกรกิจ
      ปรับปรุงอย่างรอบคอบ ตรวจทานจนมีความมั่นใจ ตอบคำถามตนเองและเพื่อนได้ทุกประเด็น จึงส่งบทความไปยังวารสารทั้งในรูปเอกสารและVCD
      ข้อพึงระวัง
      1. อย่าพึ่งโปรแกรมตัวสะกดให้ทำหน้าที่ตรวจสอบแทนคุณ
      2. ตรวจสอบความปลอดภัยด้านเอกสาร โดยทำสำเนาเพื่อป้องกัน ข้อมูลสูญหายและจัดระบบข้อมูลที่พิมพ์และแก้ไขแต่ละครั้ง
      3. งานเขียนที่สุกเอาเผากินไม่มีโอกาสได้รับการตีพิมพ์ ในวารสาร ที่มีมาตรฐาน
      © Chittrapa 2011
    • การทบทวนวรรณกรรม (literature review )
      วัตถุประสงค์ของการทบทวนวรรณกรรม
      ความสำคัญของการวิเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องคือการแสดงให้ผู้อ่านทราบถึงความสัมพันธ์ของวรรณกรรมเหล่านั้น และความตั้งใจของผู้วิจัยที่จะขยายความรู้ในสาขาวิชานี้
      การทบทวนวรรณกรรมจำเป็นต้องมีมากกว่าการนำงานของผู้อื่นมา เล่าอีกครั้ง ต้องสังเคราะห์ให้เห็นภาพความเชื่อมโยงกับงานวิจัย
      คุณจำเป็นต้องทำระบุให้ชัดเจนว่าความคิดใดเป็นของคุณ
      พึงระวังการลอกเรียนงานของผู้อื่น (plagiarism)
      © Chittrapa 2011
    • การทบทวนวรรณกรรม (literature review )
      คำเตือน การลอกเลียนงานของผู้อื่นและลิขสิทธิ์
      (plagiarism & copyright)
      การอ้างอิงในงานของคุณถูกต้องตามหลัก มาตรฐานสากล หรือไม่
      บทความของคุณจะถูกตีพิมพ์โดยไม่ต้องกังวลเรื่องลิขสิทธิ์หรือ จริยธรรมหรือไม่
      © Chittrapa 2011
    • การทบทวนวรรณกรรม (literature review )
      การทบทวนวรรณกรรมต้องแสดงให้ผู้อ่านเห็นประเด็นต่อไปนี้
      คุณเข้าใจความรู้เฉพาะสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัยของคุณ
      อธิบายว่างานวิจัยทั้งหมดที่ทบทวนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่ กำลังจะดำเนินการอย่างไร
      อธิบายว่ามีความรู้ที่ได้พัฒนาและสั่งสมในช่วงเวลาที่ผ่านมา อย่างไร
      อธิบายว่าการวิจัยของคุณเกี่ยวข้องกับงานในอดีตอย่างไร
      อธิบายเหตุผลว่าทำไมคุณจึงต้องวิจัยงานนี้ (ช่องว่างระหว่างความรู้ในอดีตกับสิ่งที่ควรรู้ในปัจจุบัน แต่ยังไม่รู้)
      มีการให้เกียรติ์ (acknowledge) โดยการอ้างอิงงานวิจัยของผู้อื่น
      © Chittrapa 2011
    • การทบทวนวรรณกรรม (literature review )
      การทบทวนวรรณกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
      การละเลยการกล่าวถึงแหล่งค้นคว้าที่สำคัญ
      งานที่นำมาอ้างอิงเป็นงานที่ล้าสมัย
      การนำเอามุมมองที่จำกัดของแหล่งอ้างอิงมาใช้
      งานที่นำมาใช้อ้างอิงบางส่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานวิจัย
      การตีความจากแหล่งข้อมูลผิดพลาด
      การอ้างอิงงานที่ผู้วิจัยไม่ได้อ่าน การอ้างอิงกับบรรณานุกรมไม่ตรงกัน ขาดกระบวนการสังเคราะห์งานที่ศึกษาทบทวน
      การนำงานที่ไม่สำคัญของตนเองมาอ้างอิง
    • การทบทวนวรรณกรรม (literature review )
      การทบทวนวรรณกรรมที่ดีประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
      มีสาระที่ระบุถึงงานวิจัยที่มีความสำคัญทั้งในปัจจุบันและในอดีต
      มีการสังเคราะห์เชื่อมโยงงานวิจัยในอดีตเข้าด้วยกัน เป็นการแสดงถึงขอบ เขตความรู้ที่กว้างขวางและลุ่มลึก ช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนของงานวิจัยในอดีตที่มีผลหรือสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยในปัจจุบัน
      มีการอธิบายประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญของแต่ละบริบท
      การทบทวนวรรณกรรมมีการจัดระบบการเรียบเรียง (well organize) ที่ดี
      เนื้อหาและวิธีการเขียนน่าสนใจที่จะอ่าน เนื้อหาสาระที่ทบทวนมีความทันสมัย
      © Chittrapa 2011
    • การตีพิมพ์ผลงานวิจัย
      ก่อนจะเริ่มทำงานวิจัยให้วางแผนทั้งระบบครบวงจรไปจนถึงขั้น
      ตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติหรือ
      นานาชาติและการนำเสนอผลงานวิจัยในเวทีต่างๆ
      อย่าสนุกและเพลินเฉพาะกับการอ่านผลงานที่ได้รับการ
      ตีพิมพ์ของผู้อื่น
      หาวิธีบอกผู้อื่นๆ ว่าคุณได้ทำวิจัยที่มีคุณค่าอะไรไปบ้างแล้วบอก
      วิธีที่คุณทำ และอธิบายถึงเหตุผลที่คุณทำว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ
      มากน้อยเพียงใด
      ส่งบทความวิจัยของคุณไปตีพิมพ์
      © Chittrapa 2011
    • แหล่งที่ควรตีพิมพ์ผลงานวิจัย
      เอกสารประกอบการประชุมทางวิชาการ (conference
      proceeding)
      บทคัดย่อแบบขยายความ (extended abstract)
      บทความวิจัยประกอบการประชุมฉบับเต็ม (full
      conference papers)
      เป็นบทหนึ่งในหนังสือ
      ในวารสารวิชาการ/วิจัยที่ได้รับการรับรอง
      มาตรฐานตามเกณฑ์
      © Chittrapa 2011
    • สิ่งที่ควรคำนึงเกี่ยวกับการตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสาร
      วิธีในการยื่นขอตีพิมพ์
      คำถามเรื่องผู้เขียนร่วม
      คำถามเรื่องลิขสิทธิ์
      องค์ประกอบที่ควรมีในบทความ
      รูปแบบการเขียน
      ขั้นตอนของสำนักพิมพ์
      กรรมการอ่านผลงาน
      วิธีดำเนินการกับคำวิจารณ์ของกรรมการ
      © Chittrapa 2011
    • สิ่งที่ควรคำนึงเกี่ยวกับบทความวิจัยที่จะนำลง ตีพิมพ์ในวารสาร
      ต้องแสดงถึงสิ่งต่อไปนี้
      การวิจัยมีอิสระทางเนื้อหาพอสมควร หรือมีสิ่ง
      ใหม่ๆทางวิชาการมานำเสนอ
      ผลการวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่แตกต่างจากอดีต
      ต้องมีการวางแผนที่ดี
      ต้องมีระบบที่ดี
      ต้องเขียนอย่างดี
      © Chittrapa 2011
    • การเลือกวารสารเป้าหมายการตีพิมพ์
      พิจารณารูปแบบของวารสาร
      พิจารณาผู้อ่านเป้าหมายของวารสาร
      พิจารณาถึงการประสานงานติดต่อกับบรรณาธิการ
      ทบทวนประเด็นที่จำเป็น เช่น รูปแบบ , การจำกัด
      จำนวนคำและอื่นๆ
      การพิจารณาประเด็นอื่นๆ เช่น
      ชื่อเสียงของวารสาร / มี impact factor หรือไม่/ได้รับการ
      รับรองจากหน่วยงานมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง/อยู่ในฐานข้อมูล
      ความเป็นไปได้ในการได้รับการตีพิมพ์ผลงาน
      ผู้อ่านบทความวิจัย
      © Chittrapa 2011
    • มาตรฐานคุณภาพของวารสารทางวิชาการ
      วารสารที่มีimpact factor
      วารสารที่ไม่มี impact factorแต่บทความที่ตีพิมพ์ได้
      รับการดัชนีไว้ในฐานข้อมูลผลงานวิจัยนานาชาติ มี
      เงื่อนไขการยอมรับคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด
      วารสารที่ไม่มี impact factor บทความที่ตีพิมพ์ได้รับ
      การดัชนีไว้ในฐานข้อมูลผลงานวิจัยนานาชาติ จะได้รับ
      การยอมรับว่าเป็นวารสารวิชาการระดับชาติ หาก
      เข้าเกณฑ์เงื่อนไขตามเกณฑ์ที่กำหนด
      © Chittrapa 2011
    • มาตรฐานคุณภาพของวารสารทางวิชาการ
      วารสารที่มี impact factor สามารถอธิบายง่ายๆ คือ
      1. impact factor คือการวัดจำนวนความถี่ของบทความโดยทั่วไป "average article"ในวารสารได้ถูกอ้างอิงในปีใดปีหนึ่ง หรือช่วงเวลา ใดเวลาหนึ่ง
      2. จะมีอัตราส่วนที่สัมพันธ์กันระหว่างส่วนที่ถูกอ้างอิงกับ เรื่องที่ตีพิมพ์ไปแล้วเร็วๆนี้ ที่สามารถอ้างอิงได้
      3. impact factorของวารสารคำนวณโดยการแบ่งจำนวนของส่วนที่ถูกอ้างอิงในปีปัจจุบันออกจากเรื่องที่ตีพิมพ์ไปแล้วในวารสารนั้นๆ ในระหว่างสองปีที่ผ่านมา
      © Chittrapa 2011
    • มาตรฐานคุณภาพของวารสารทางวิชาการ
      วารสารที่มี impact factor
      เป็นวารสารที่ได้รับการยอมรับเข้าอยู่ในฐานข้อมูล
      ของ ISI (Institute of Scientific Information)
      หรืออยู่ในฐานข้อมูลอื่นที่สามารถบอกอัตราการอ้างอิง
      ของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารดังกล่าวได้
      วารสารในประเทศไทยที่อยู่ในฐานข้อมูล ISI คือ
      Asian Pacific Journal of Allergy and Immunology (Impact Factor 0186)
      © Chittrapa 2011
    • มาตรฐานคุณภาพของวารสารทางวิชาการ
      วารสารที่ไม่มี impact factorแต่บทความที่ตีพิมพ์ได้รับ การดัชนีไว้ในฐานข้อมูลผลงานวิจัยนานาชาติ มีเงื่อนไขการยอมรับคุณภาพ ดังนี้
      editorial board ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ระดับศาสตราจารย์
      หรือเทียบเท่า ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จาก
      ภายนอก ประเทศ
      reviewer เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ทำงานวิจัย และมีผลงาน
      วิจัยต่อเนื่อง มีผู้ประเมินจากต่างประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ
      25
      มีบทความจากต่างประเทศตีพิมพ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10
      ของบทความทั้งหมด
      © Chittrapa 2011
    • การตรวจสอบค่า Impact Factor
      เดือนกรกฎาคม-กันยายนของทุกปี บริษัท Thomson ISI http://www.isinet.comหรือเดิมคือ ISI ( Institute of Scientific Information) จะผลิตฐานข้อมูลที่มีชื่อว่า Journal Citation Reports (JCR) ซึ่งจัดทำอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 40 ปี สมัยก่อนจัดทำในลักษณะสิ่งพิมพ์ช่วยค้น ปัจจุบันผลิตและจำหน่ายในรูปแบบ CD-ROM และ Web Edition โดยครอบคลุมวารสารสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับนานาชาติ จากทั่วโลก
      © Chittrapa 2011
    • Journal Impact Factor  (JIF)ดัชนีผลกระทบการอ้างอิงวารสาร
      จำนวนครั้งโดยเฉลี่ยที่บทความของวารสารนั้นจะได้รับการอ้างอิงในแต่ละปี (A measure of the frequency with which the ‘average article’ in a journal has been cited in a particular year or period) โดยผู้ที่คิดค้น JIF คือ Dr. Eugene Garfield และ Irving H Sherแห่งสถาบัน ISI (Institute for Scientific Information)  หรือ Thomson Reuters แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 1960  เพื่อใช้ดัชนีนี้ในการคัดเลือกวารสารเข้าสู่ฐานข้อมูลของสถาบัน ISI
      © Chittrapa 2011
    • Journal Impact Factor  (JIF)ดัชนีผลกระทบการอ้างอิงวารสาร
      ข้อมูลการอ้างอิงนี้ ได้มาจากการอ้างอิงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 2 ปีของกลุ่มวารสารจำนวนหนึ่งที่ปรากฏในฐานข้อมูลของสถาบัน ISI จำนวน 3 ฐานข้อมูล คือ ฐานข้อมูล Science Citation Index (SCI),  Social Science Citation Index (SSCI) และ Arts and Humanities Citation Index (A&HCI)
      สูตรการคำนวณค่า Journal Impact Factors ตามวิธีการของสถาบัน ISI
    • มาตรฐานคุณภาพของวารสารทางวิชาการ
      วารสารที่ไม่มี impact factor บทความที่ตีพิมพ์ไม่ได้รับการดัชนีไว้ในฐานข้อมูลผลงานวิจัยนานาชาติ จะได้รับการยอมรับว่า เป็นวารสารวิชาการระดับชาติ หากเข้าเกณฑ์เงื่อนไขดังต่อไปนี้
      editorial board ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ระดับ ศาสตราจารย์
      หรือเทียบเท่า ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจาก
      ภายนอกสถาบัน
      reviewer เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้น ทำงานวิจัย และ
      มีผลงานวิจัยต่อเนื่อง
      มีบทความจากต่างสถาบันตีพิมพ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของบทความ
      ทั้งหมด และเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 อนาคต
      มีการประเมินคุณภาพของวารสารทุกๆ 2 ปี
      © Chittrapa 2011
    • ประเภทของวารสารทางวิชาการ
      วารสารวิชาการเฉพาะทาง เป็นวารสารที่มีจุดเน้นของลักษณะบทความต่างกัน เช่น Educational Evaluation and Policy Analysis (EEPA) เน้นบทความทางการประเมินทางการศึกษาและการวิเคราะห์นโยบายทางการศึกษา Journal of Educational Behavioral Statistics (JEBS) รับบทความที่แสดงให้เห็นว่าสถิติการศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์มีส่วนเสริสร้างองค์ความรู้อันนำไปสู่การตัดสินใจ สาระบทความต้องเป็นการนำเสนอวิธีวิเคราะห์ทางสถิติแบบใหม่ เป็นต้น
      © Chittrapa 2011
    • ประเภทของวารสารทางวิชาการ
      วารสารแนวปริทัศน์ เป็นบทความที่ตีพิมพ์บทความที่มีลักษณะเป็นบูรณาการ หรือการสังเคราะห์งานวิจัยหรือการสังเคราะห์ทฤษฎีตลอดจนการพัฒนากรอบแนวคิดในสาขาต่างๆตามจุดเน้นของวารสาร เช่น Review of Educational Research (RER) รับบทความที่เป็นปริทัศน์เชิงบูรณาการของรายงานวิจัยทางการศึกษาเป็นหลัก
      วารสารที่พิมพ์เผยแพร่เป็นรายเดือนหรือพิมพ์มากกว่า 6 ฉบับต่อปี รับเฉพาะบทความทางวิชาการขนาดสั้น กำหนดจำนวนคำ บทความต้องแสดงความคิดเห็น วิสัยทัศน์ การวิเคราะห์ การอภิปราย ซึ่งทำให้เกิดการสร้างสรรค์ทางวิชาการ เช่น Educational Researcher (ER) รับบทความวิจัยน้อย
      © Chittrapa 2011
    • การนำบทความวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสาร
      เลือกวารสาร
      อ่าน “กฎเกี่ยวกับ ผู้เขียน ”(rules for authors)
      และใช้ตรวจสอบงานของคุณก่อนส่งบทความ
      เขียนบทความตามที่กฎระบุ
      อ่านตรวจทานบทความ
      ให้ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในสาขาวิชานี้อ่านและ
      วิจารณ์
      © Chittrapa 2011
    • การเลือกวารสารที่เหมาะสมกับบทความวิจัย
      คุณอ้างอิงงานวิจัยจากวารสารนี้ในบทความของคุณหรือไม่
      วารสารนี้ตีพิมพ์บทความที่เกี่ยวข้องกับชื่อเรื่องบทความ
      ของคุณมาแล้วเมื่อเร็วๆนี้หรือไม่
      เวลาที่เขียนบทความเสร็จคือเมื่อใด
      เลือกวารสารต่างประเทศที่มีชื่อเสียง
      แสวงหาคำแนะนำจากเพื่อน ผู้อ่านบทความหรือผู้บังคับบัญชา
      หรือที่ปรึกษางานวิจัย
      ถ้ามีความสงสัยให้เขียนหรืออีเมล์ถึงบรรณาธิการถามว่า
      บทความของคุณเหมาะสมกับวารสารนี้หรือไม่
      © Chittrapa 2011
    • แนวทางหรือ “กฎเกี่ยวกับผู้เขียน ”
      วารสารต่างๆมุ่งที่จะทำเงินให้กับเจ้าของและมีแนวทางที่จะทำให้
      การเสนอบทความ เพื่อการตีพิมพ์ที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิ์ภาพที่สุด
      กฎเกี่ยวกับผู้เขียนหาอ่านได้ในวารสารนั้นๆ
      คุณอาจเว็บไซด์ของวารสารเพื่อได้ข้อมูลอื่นที่เป็นประโยชน์
      ข้อผิดพลาดทั่วไปในบทความที่สั่งตีพิมพ์
      1. โครงสร้างทั้งหมดไม่ใช้รูปแบบของวารสารนั้น
      2. การอ้างอิงอยู่ในรูปแบบที่ผิด (การอ้างอิงของแต่ละวารสารจะต่างกัน
      – คุณใช้ฐานข้อมูล เช่น endnote หรือไม่)
      3. หัวข้อย่อยไม่ถูกต้อง
      4. เนื้อหายาวเกินไป (ตรวจสอบจำนวนคำ)
      5. ตัวเลขไม่ใช่รูปแบบที่ถูกต้อง
      © Chittrapa 2011
    • ประเด็นเกี่ยวกับผู้เขียนร่วม
      หน่วยงาน/สถาบันการศึกษาของแต่ละประเทศจะมีนโยบาย
      เกี่ยวกับผู้เขียนร่วม เช่น มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียได้ระบุ
      นโยบายไว้ใน co - authorship based on the Joint
      NHMRC/UA Statement and Guidelines on Research
      Practice
      เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้เกียรติ์และระบุชื่อผู้ช่วยวิจัย
      ไว้ในบทความ
      ผู้ช่วยวิจัยจำนวนน้อยที่จะเป็นผู้เขียนบทความวิจัยได้
      © Chittrapa 2011
    • ตัวอย่างเหตุการณ์ที่สำนักงานของวารสาร
      บรรณาธิการใหญ่จะดูชื่อเรื่องและบทคัดย่อ แล้ว
      ตัดสินใจว่า เหมาะสมที่จะตีพิมพ์ในวารสารหรือไม่
      บรรณาธิการใหญ่มอบหมายให้บรรณาธิการเฉพาะ
      เรื่อง (corresponding editor) ซึ่งเป็นผู้มีพื้นฐาน และ
      ประสบการณ์ เกี่ยวกับเนื้อหาในบทความ ดำเนินการต่อไป
      บรรณาธิการเฉพาะเรื่อง จะตั้งกรรมการ (referees)
      จำนวน 2 – 3 คนพิจารณาบทความต่อไป
      © Chittrapa 2011
    • ตัวอย่างเหตุการณ์ที่สำนักงานของวารสาร
      คณะกรรมการพิจารณาส่งเรื่องกลับไปที่บรรณาธิการ เฉพาะ
      เรื่อง
      บรรณาธิการเฉพาะเรื่องตัดสินใจว่าข้อวิจารณ์ของ
      คณะกรรมการพิจารณาเป็นที่ยอมรับได้ หรือเพียงพอว่า
      เห็นชอบได้โดย ไม่ต้องพึ่งกรรมการเพิ่ม (additional referees)
      ถ้าคณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบโดยทั่วไป บรรณาธิการก็จะ
      ส่งข้อวิจารณ์และคำแนะนำโดยเฉพาะบางอย่าง (specific
      recommendation) กลับคืนมาที่ผู้เขียน โดยแจ้งว่าผู้เขียนต้อง
      ปรับปรุงอะไรบ้าง
      © Chittrapa 2011
    • คำแนะนำของบรรณาธิการ
      ผลการพิจารณาบทความวิจัยที่ส่งกลับมายังผู้เขียนอาจมีดังต่อไปนี้
      1. ไม่ต้องส่งกลับมาอีก บทความของคุณถูกปฏิเสธ หรือ
      2. แก้ไขเล็กน้อย ตามที่คณะกรรมการพิจารณาเขียนวิจารณ์
      หรือ
      3. แก้ไขมาก เขียนใหม่ แต่ไม่ต้องส่งกลับให้กรรมการพิจารณา
      ใหม่ หรือ
      4. แก้ไขมาก และให้ส่งกลับไปพิจารณาเป็นบทความใหม่
      5. ถ้าต้องดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ ผลงานที่แก้ไข ต้อง
      ส่งกลับภายใน 6 เดือน
      © Chittrapa 2011
    • การดำเนินการกับข้อวิจารณ์ของคณะกรรมการพิจารณา
      อ่านข้อวิจารณ์แล้วโกรธ และเก็บข้อวิจารณ์นั้นไว้เป็นเวลา 2 วัน
      นำข้อวิจารณ์มาอ่านใหม่
      ลดการใช้อารมณ์ แก้ไขแต่ละข้อวิจารณ์โดยเฉพาะ
      จงถ่อมตัว (be humble) ยอมรับข้อบกพร่อง และรับรู้ว่าที่ผ่านมา คุณอาจ
      เขียนได้ดีกว่านี้
      การพิจารณาตามข้อวิจารณ์ของกรรมการเรียงลำดับที่ละคน อย่ากระโดด
      ไปมา
      ในประเด็นที่สามารถยอมรับว่าข้อวิจารณ์ของคณะกรรมการพิจารณา ให้
      ปรับเปลี่ยนตามที่คณะกรรมการพิจารณาเสนอแนะ ทำรายการแก้ไข ไว้
      ทุกหน้าทุกบรรทัด
      ถ้าไม่เห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ของคณะกรรมการพิจารณาในจุดใด ให้ชี้แจง
      ว่าไม่เห็นด้วยอย่างไรพร้อมระบุเหตุผล
      © Chittrapa 2011
    • การดำเนินการกับข้อวิจารณ์ของคณะกรรมการพิจารณา
      ในประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการพิจารณา จงให้หลักการและ
      เหตุผล รวมถึงอ้างอิงงานของผู้อื่นเพื่อพิสูจน์ว่าคุณถูกต้อง
      บางครั้งคณะกรรมการพิจารณาเข้าใจประเด็นคลาดเคลื่อนหรือไม่
      เข้าใจ ประเด็นที่คุณนำเสนอ
      ถ้าคณะกรรมการพิจารณายังตงไม่เข้าใจประเด็นที่คุณเขียน คุณต้อง
      เขียนใหม่
      ถ้าคณะกรรมการพิจารณาไม่ได้ดูหรืออ่านข้ามประเด็นที่คุณนำเสนอให้
      อธิบายอย่างสุภาพว่าคุณเขียนไว้ที่ใดในบทความ
      เขียนรายละเอียดถึงบรรณาธิการ อธิบายถึงประเด็นที่แก้ไขตามข้อ
      เสนอแนะ และอธิบายอย่างมีเหตุผลและหลักวิชาในประเด็นที่ไม่เห็น
      ด้วย - ก่อนส่งบทความที่แก้ไขไปยังบรรณาธิการอ่าน “กฎของผู้เขียน”
      อีก ครั้งแล้วดำเนินการตามอย่างเข้มงวด
      © Chittrapa 2011
    • อย่าท้อ ถ้าบทความวิจัยถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ในวารสาร
      อ่านรายงานของคณะกรรมการพิจารณา และจดหมายของ
      บรรณาธิการ แล้วเก็บไว้จนกว่าคุณจะหายโกรธและใจเย็น
      พอที่จะยอมรับคำวิจารณ์
      อ่านจดมายและข้อวิจารณ์ใหม่ แล้วทำการแก้ไขตามที่ได้รับ
      คำแนะนำ
      ตัดสินใจว่าต้องมีการเก็บข้อมูลใหม่หรือวิเคราะห์ข้อมูล
      เพิ่มเติมหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ก็จงทำ ถ้าคำตอบคือ
      “ไม่ใช่” ให้ส่งบทความไปวารสารอื่นหลังจากแก้ไขของเก่า
      แล้วจงใช้คำแนะนำเดิมเพื่อทำให้บทความของคุณดีในการ
      พยายามครั้งที่สอง ต้องไม่หมดกำลังใจ (disheartened)
      © Chittrapa 2011
    • ข้อบกพร่องที่ทำให้บทความถูกปฎิเสธ
      • เลือกวารสารไม่สอดคล้องกับสาระของบทความหรือบทความไม่ตรงกับนโยบายของวารสาร
      • การเรียบเรียงที่ไม่ทีคุณภาพ ไม่เหมาะสมกับการเป็นบทความวิชาการ
      • การจัดพิมพ์บกพร่อง
      • การจัดพิมพ์ไม่เป็นไปตามรูปแบบของวารสาร
      • การจัดหน้า การเว้นวรรค การตัดคำระหว่างบรรทัด การพิมพ์ตารางแผนภาพไม่เหมาะสม ไม่สวยงาม ไม่เป็นระบบเดียวกัน สรุปคือการขาดความประณีตและความมีระบบ
      • หัวข้อไม่ตรงประเด็นหรือไม่เป็นที่สนใจของชุมชน/ท้องถิ่น
      • สาระของบทความไม่ได้นำเสนอในสิ่งใหม่กว่าอดีตและปัจจุบัน
      © Chittrapa 2011
    • ข้อบกพร่องที่ทำให้บทความถูกปฎิเสธ
      • การนำเสนอในบทนำไม่กระชับ ตรงประเด็น ไม่สามารถอธิบายให้ผู้อ่านมองภาพความสำคัญและปัญหาที่นำไปสู่การวิจัยโดยมีเหตุผลสนับสนุนพอเพียง ใช้ความรู้สึกเป็นตัวเดินเรื่องในการเขียน
      • การนำเสนอวัตถุประสงค์การวิจัย ระเบียบวิธีวิจัย ผลการวิจัย ไม่สอดคล้องกัน
      • การนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยไม่ชัดเจนจนเห็นภาพการนำไปสู่การหาคำตอบที่น่าเชื่อถือได้
      • การอ้างอิงไม่เป็นระบบหรือไม่ถูกต้อง
      • เนื้อหาสาระที่นำมาอ้างอิงไม่ทันสมัย
      © Chittrapa 2011
    • โครงการประเมินคุณภาพผลงานวิจัยเชิงวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยปี โดย สกว.
      การกำหนดนํ้าหนักบทความที่ตีพิมพ์
      1.วารสารวิชาการนานาชาติ ที่อยู่ในฐานข้อมูล SCI ของ ISI ให้ค่านํ้าหนักเท่ากับ 1
      2.วารสารวิชาการนานาชาติ ที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลของ ISI และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย ของ สกอ. ให้ค่านํ้าหนักเท่ากับ 0.75
      3.วารสารวิชาการระดับชาติ ที่ผ่านเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย ของ สกอ. ให้ค่านํ้าหนักเท่ากับ 0.50
      4.วารสารวิชาการระดับสถาบัน หรือตีพิมพ์ต่อเนื่องมี Impact Factor เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (จากฐานข้อมูล TCI ปี 2548-2550) ไม่ต่ำกว่า 0.01 ให้ค่านํ้าหนักเท่ากับ 0.25
      5.วารสารวิชาการที่ตีพิมพ์ต่อเนื่องมี Impact Factor เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี (จากฐานข้อมูล TCI ปี 2548-2550) ไม่ต่ำกว่า 0.01 และไม่เท่ากับ 0 ให้ค่านํ้าหนักเท่ากับ 0.125
      © Chittrapa 2011
    • เกณฑ์การกำหนดน้ำหนักบทความที่ตีพิมพ์ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
      การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานในวารสารวิชาการ
      วารสารวิชาการนานาชาติที่อยู่ในฐานข้อมูลของ Institute for Scientific Information (ISI) ให้ค่าน้ำหนักเท่ากับ 1
      วารสารวิชาการนานาชาติที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลของ ISI และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับ การส่งเสริมและ พัฒนางานวิจัยของ สกอ. ให้ค่าน้ำหนักเท่ากับ 0.75
      วารสารวิชาการระดับชาติที่ผ่านเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการส่งเสริม และพัฒนางานวิจัยของ สกอ. ให้ค่าน้ำหนักเท่ากับ 0.50
      วารสารวิชาการระดับชาติหากไม่อยู่ในเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการ ส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยของ สกอ. จะต้องเป็นวารสารของสถาบันขึ้นไป และอยู่ในรายชื่อวารสารระดับชาติที่ สกว. รับรองด้วย จึงให้ค่าน้ำหนักเท่ากับ 0.25
      © Chittrapa 2011
    • เกณฑ์การกำหนดน้ำหนักบทความที่ตีพิมพ์ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
      รายงานการประชุมที่เผยแพร่เป็นรูปเล่ม (proceedings)
      การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ (international conference) ที่มี proceedings ตีพิมพ์ผลงานฉบับสมบูรณ์ (full papers) ให้ค่าน้ำหนักเท่ากับ 0.33
      การประชุมวิชาการระดับชาติ (national conference) ที่จัดร่วมกันโดยสมาคม/ สถาบันที่เป็นนิติบุคคลมากกว่า 1 แห่งขึ้นไป ต้องเป็นรายงานการประชุมที่เป็นรูปเล่มและเผยแพร่หลังการประชุม โดยงานที่พิมพ์ต้องเป็นผลงานฉบับสมบูรณ์ (full paper) ให้ค่าน้ำหนักเท่ากับ 0.17
    • แหล่งอ้างอิง
      สมบัติ ทีฆทรัพย์ การเขียนบทความวิชาการและบทความวิจัย
      สุวิมลว่องวาณิช การเขียนบทความวิจัย
      อุดมศิลป์ ปิ่นสุข การเขียนบทความวิจัย
      Norman Korps
      Hengl
      นงลักษณ์ วิรัชชัย การจัดทำรายงานวิชาการ บทความวิจัย และการอ้างอิง
      Thomas Adair
      © Chittrapa 2011
    • ขอบคุณที่ติดตามชมPowerPoint ชุดนี้และขอให้โชคดีมีบทความวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารมากๆเป็นประจำทุกปีนะคะ
      จิตราภา กุณฑลบุตร
      © Chittrapa 2011