สถาบันทางการเมือง

66,180 views
67,388 views

Published on

สถาบันทางการเมือง

  1. 1. สถาบันทางการเมือง มี 5 หัวข้อ1.ความหมายของสถาบัน2.รัฐธรรมนูญ3.สถาบันฝ่ ายนิ ติบญญัติ ั4.สถาบันฝ่ ายบริหาร5.สถาบันฝ่ ายตุลาการ
  2. 2. 1.ความหมาย สถาบัน แปลว่า ก่อตัง 2 นัย คือ1.สถาบันทีเป็ นรูปธรรม เช่น วิทยาเขตหนองคาย สมาคม ไทย-ลาว2.สถาบันทีเป็ นนามธรรม เช่น ระเบียบ กฎเกณฑ์ทีทีปฏิ บติในสังคม ับรรทัดฐานของพฤติ กรรมทีสร้างขึนมีโครงสร้างแน่ นอน+ปฏิ บติสืบกันมาจนยอมรับกัน ัทางสังคมทีแสดงออก สถาบันทางการเมือง (political institution) คือสถาบันทีแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและสมาชิ กของสังคม/ระหว่างสมาชิ ก/ปฏิบติกิจกรรมทางการเมือง ัอย่างต่อเนื อง สถาบันการเมืองทีสําคัญ มี 4 ประการ ดังนี2.. รัฐธรรมนูญ (Constitution)2.1 ประเภทของรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของรัฐ แบ่งเป็ น 4 ประเภทหลัก คื อ1รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อกษร 2.รัฐธรรมนูญจารีตประเพณี ั3.รัฐธรรมนูญรัฐเดียวรัฐรวม 4. รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐและรัฐธรรมนูญกษัตริย ์
  3. 3. 2.2นักวิชาการบางคนแบ่ง เป็ น 2 ประเภท คือ 1.แบบลายลักษณ์อกษร2.แบบจารีต ั 1.รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อกษร กฎหมายสูงสุดทีเขียนไว้เป็ นลายลักษณ์อกษร ั ั รธน.ของอเมริกาเป็ นต้นแบบ วัตถุประสงค์ /อํานาจอธิปไตย /....กรณี รธน.ไทย 2.รัฐธรรมนูญตามจารีตประเพณี รธน. อังกฤษเป็ นต้นแบบ 3.รัฐธรรมนูญรัฐเดียว รัฐธรรมนูญรวม รัฐทีใช้รฐธรรมนูญรัฐเดี ยว อํานาจอธิปไตยอยู่ที ั รัฐบาลเดียว แบ่งอํานาจไปสู่ส่วนภูมิภาค /กระจายอํานาจไปท้องถิน รัฐธรรมนูญรัฐรวม คื อรัฐบาลซ้อนกัน 2 ระบบ มีฝ่ายบริหาร นิ ติบญญัติ ตุลาการใน ั รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิน มี 2 แบบ 1.รัฐบาลกลาง มีอํานาจเท่าทีท้องถิน กําหนด* federation ของสหรัฐอเมริกา 2.รัฐบาลท้องถินมีอํานาจเท่าทีรัฐบาลกลาง กําหนด 4.รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐ และรัฐธรรมนูญกษัตริย ์ รัฐธรรมนูญสาธาฯปธธ.เป็ นประมุข รัฐอย่างเดียว /ปธธ.เป็ นประมุข+ผูนําบริหาร รัฐธรรมนูญกษัตริย ์ * ้ สมบูรณาญาสิ ทธิราชย์และกษัตริยอยู่ภายใต้รฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy ์ ั หรือ Limited Monarchy)
  4. 4. 2.3 การตีความรัฐธรรมนูญ เพือความศักดิสิทธิของกฎหมายสูงสุดและปองกันการวินิจฉัยกฎหมายทีผิ ดพลาดเช่น ศาลสูง(Supreme Court)ของอเมริกา ้ศาลรัฐธรรมนูญของไทย (หลังพฤษภาทมิฬ 2535 เริมเรียกร้องรัฐธรรมนูญทีเป็ นเจตนารมณ์ของปชช.ทีจะปฎิรการเมือง ขยายผลมาเป็ นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ู2540 (ฉบับปั จจุบนเป็ นรธน.ลายลักษณ์อกษร ปี พ.ศ. 2550 12 หมวด ั ั................)2.4 จุดกําเนิ ดของรัฐธรรมนูญ1.)วิวฒนาการ(ค่อยเป็ นค่อยไป) ช่วงชิ งอํานาจ กษัตริยกบรัฐสภาของอังกฤษ ั ์ ั2.)ปฏิวติ/รัฐประหาร กรณี การปฏิวติฝรังเศส ค.ศ. 1789/ปฏิวติรสเซีย(ความ ั ั ั ัแตกต่างของปฎิวติ* Revolution ปชช.ล้มล้างอํานาจ/รวดเร็ว แต่ รัฐประหาร* Coup ัD etatคือ......3.)ประมุขรัฐมอบให้ กรณี ร.7 พระราชทานอํานาจรธน.แก่ปชช.ชาวไทย4.)การรวมตัวของประชาชนก่อกําเนิ ดรัฐ กรณี ปชช.สหรัฐจากมลรัฐรวมตัว5.)ประเทศทียึ ดครองมอบให้ กรณี ญีปุ่ นรับจากสัมพันธมิตรหลังสงครามโลก 2
  5. 5. 2.5 ลักษณะของรัฐธรรมนูญทีดี (รัฐธรรมนูญทีดีตองเหมาะสมกับสภาพรัฐ) ้1.) มีขอความชัดเจนแน่ นอน ้2.)กําหนดสิทธิ เสรีภาพของประชาชนไว้ชดเจน ั3.)ครอบคลุมบทบัญญัติการปกครองรัฐไว้ครบถ้วน4.)ไม่ควรยาวเกินไป5.)กําหนดวิธีการแก้ไข เพิมเติ มรัฐธรรมนูญ2.6 เนื อหาสาระของรัฐธรรมนูญ1.) ระบุถึงอุดมการณ์ 2.)โครงร่างของรัฐบาล อํานาจ/หน้าที 3. การแบ่งอํานาจ4. กําหนดขอบเขตสิทธิ ของบุคคล และกรอบอํานาจรัฐ 5. กําหนดวิธีการแก้ไข การแก้ไข เพิมเติม รัฐธรรมนูญ 5วิธี คื อ 1.แก้ไขโดยฝ่ ายนิ ติบญญัติ(เสียงข้างมาก) ั2.แก้ไขโดยฝ่ ายนิ ติบญญัติคะแนนพิเศษ 2/3 หรือ 3/4 3.แก้ไขโดยฝ่ ายนิ ติบญญัติ ั ัแต่ตองขอประชามติ 4.แก้ไขโดยปชช.ทัวไป (ดีทีสุด) 5.แก้ไขโดยตังองค์กรพิเศษทํา ้หน้าทีแก้ไข
  6. 6. 3.สถาบันนิ ติบญญัติ ั3.1 สถาบันนิ ติบญญัติ คือฝ่ ายรัฐสภา มีหน้าทีหลักคือออกกฎหมาย และการเป็ นตัวแทน ัประชาชน /ควบคุมการทํางานของรัฐบาลในระบบรัฐสภา*สภานิ ติบญญัติเกิดขึนครังแรกในอังกฤษ สมัยพระเจ้าวิลเลียมส์ตงสภามหาสภา (Great ั ัCouncil) หรือ Magnum Consilium Great Council ต่อมาสมัยพระเจ้าเฮนรีที 3 ขัดแย้งกับสภาจึงเปลียนเป็ นชือ parliament3.2ปั จจุบนประเทศทีมีระบบรัฐสภาแบ่งสถาบันนิ ติบญญัติเป็ น 2 รูปแบบ คือ ั ั1.) ระบบสภาเดียวหรือ เอกสภา (Unicameral)มีสภาเดียวส่วนใหญ่อยู่ในระดับการปกครองส่วนท้องถิน ในสหรัฐอเมริกา เช่น สภาแขวง (County Board) สภาเมือง (City Councils)
  7. 7. 2.) ระบบสองสภา (Bicameral) ทวิสภา (Bicameral) มี 2 สภา รูปแบบในการออกกฎหมายแบบนี เป็ นทีนิ ยมในประเทศต่างๆ ทัวโลก ถือกําเนิ ดขึนครังแรกในประเทศอังกฤษ โดยทัวไปแบ่งเป็ น 2 สภา เรียกว่า Bicameral (Houses/Chambers) **สภาล่าง (สส.) ประกอบด้วยบุคคลธรรมดาหลากหลาย มาจากการเลื อกตัง **สภาสูง (สว.) คนทีมีลกษณะพิเศษ มาจากการแต่งตังหรือเลื อกตัง ัอํานาจและหน้าทีของสภาคู่ มี 2 รูปแบบรูปแบบที 1 - ระบบสภาคู่ทีมีอํานาจเท่าเทียมกัน เช่นรัฐสภาสหรัฐ (Congress)ประกอบด้วยสภาสูง (หรือวุฒิสภา) และสภาล่าง(หรือสภาผูแทนราษฎร) ้รูปแบบที 2 - ระบบสภาคู่ทีมีอํานาจเน้นหนักทีสภาเดียว ระบบรัฐสภาอังกฤษซึงมีสภาสูงหรือสภาขุนนาง (House of Lords) และสภาผูแทนราษฎรหรือสภาสามัญ (House of ้Commons)
  8. 8. 3.3 หลักการเลื อกผูแทนของสภามี 4 วิธีการ คือ ้ 1.)การเลื อกผูแทนหรือตัวแทนจากชนชัน ้ 2.) การเลื อกตัวแทนทางภูมิศาสตร์หรือหน่ วยการเมือง 3.) การเลื อกตัวแทนประชากร เป็ นวิธีการเลื อกทีแพร่หลายมากทีสุดแบ่งเขตซึงมีสมาชิ กได้เพียงคนเดียว และแบ่งเป็ นเขตซึงมีสมาชิ กได้หลายคน**จุดอ่อน คื อ ประชากรมีการเคลือนย้ายเสมอ ต้องกําหนดเขตใหม่/เหมาะสม 4.)การเลื อกตัวแทนจากกลุ่มอาชี พ 3.4อํานาจและหน้าทีของสถาบันฝ่ ายนิ ติบญญัติ ั 1.) ออกกฎหมาย(law - mating) เป็ นอํานาจหน้าทีหลักของสถาบันฝ่ ายนิ ติบญญัติ ั 2.) การมีส่วนร่วมในอํานาจฝ่ ายบริหาร(executive) 3.)การมีส่วนร่วมในทางตุลาการ 4.)บทบาทในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5.) บทบาทในการเลื อกตัง
  9. 9. บทบาทของรัฐสภาในระบบประธานาธิบดี กรณี ตวอย่างสหรัฐอเมริกา ั* วุฒิสภาและสส.มีอํานาจเท่าเทียมกัน*วุฒืสภามาจากรัฐต่างๆ ตัวแทนรัฐละ 2 คน วุฒสภาดํารงตําแหน่ งคราวละ 6 ปี และ1/3 ของวุฒิสมาชิ ก ต้องเลื อกใหม่ทุก 2 ปี*หน้าทีของสส. และ สว. คื อ **การออกกฎหมาย/แก้ไขรัฐธรรมนูญ ** สว.ให้การรับรองการแต่งตังข้าราชการระดับสูงของปธธ. ** สส.ทํา impeachment กล่าวโทษฝ่ ายพลเรือน/ตุลาการหรือปธธ.ให้พนจากตําแหน่ ง ้ได้ ** วุฒิสภามีอํานาจปลด ปธธ.(removal)ได้ 2/3ของวุฒิสภา
  10. 10. 3.5โครงสร้างรัฐสภาไทย โดยทัวไปมักแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ สภาเดียว (Unicameral System) และสภาคู่ (Bicameral System) บทบาทของรัฐสภาไทย 1.วุฒิสภาทําหน้าทีเป็ นพีเลียง กําเนิ ดจากอังกฤษ สภาขุนนาง ไทยเริมมีการเลือกตัง สว.ปี 2540 2.สส.มีอํานาจมากกว่าสว. 3.รัฐสภามีอํานาจตรวจสอบข้อเท็จจริงใน คณะกรรมาธิการประจําวุฒิสภา หรือประจําสภา ผูแทนราษฎร ้**ขันตอนการ/กระบวนการออกกฎหมาย ครม./รัฐสภาเป็ นผูเ้ สนอร่างกม. นําร่างเข้าสู่สภา
  11. 11. การพิจารณาร่างกฎหมาย รัฐสภา มี 3 วาระ คือ(สส.และ สว.ใช้แบบเดียวกัน) วาระที 1. รับหลักการ อ่านชือ /อ่านสาระให้สภารับทราบ วาระที 2. แปรญัตติ 1.เปิ ดให้แสดงความคิดเห็น/อภิปรายแล้ว 2. สภาเห็นชอบ ให้ตงคณะกรรมาธิการพิจารณา ั ปรับแก้(แต่หามแก้หลักการ) ้ 3.กรรมาธิการปรับแก้ เสร็จเรียบร้อย นําเสนอสภาเพือ ปรับแก้อีกครัง เมือปรับแก้เสร็จเสนอเข้าวาระ 3 วาระที 3 ลงมติ ให้อภิปรายแต่หามแก้ไขร่างกม. เมือลงมติเสร็จให้เสนอวุฒิสภา ้ เมือวุฒิสภาพิจารณาเสร็จ เสนอประมุขประเทศ(พระมหากษัตริย) ์
  12. 12. 4. สถาบันฝ่ ายบริหาร คณะผูบริหารประเทศในระบบรัฐสภา และปธธ.แตกต่างกัน ้4.1สถาบันฝ่ ายบริหารในระบบรัฐสภา**ฝ่ ายบริหารบริหารประเทศ นํากม.ไปบังตับใช้ (บางครังออกม.เองได้)**ในประเทศประชาธิปไตย อํานาจฝ่ ายบริหารมีจํากัด รัฐบาลอยู่ในการควบคุมของรัฐสภาเมือลงมติ คณะผูบริหารต้องถือปฏิบติตามมติ ้ ั ** นายก+รมต.เป็ นคณะเดียวกัน นายกหมดวาระ/ลาออก/ถูกไม่ไว้วางใจ รมต.ต้องออกเพือให้รฐบาลมีเสถียรภาพ ระบบรัฐสภาให้อานาจฝ่ ายบริหารมีอํานาจในรัฐสภามาก แต่ ั ํสมาชิก สส.ต้องปฏิบติตามมติพรรค ั4.2สถาบันฝ่ ายบริหารในระบบประธานาธิบดี **ปธธ.ได้รบเลือกโดยตรงจากประชาชน เป็ นผูนําฝ่ ายบริหาร/เลือกครม. รมต.ใน ั ้ระบบปธธ.จึงมีหน้าทีเหมือนกับเลขานุการ (Secretary) ปธธ.เสนอแนวคิด /แนวทางการปรับกม.ได้ แม้จะไม่มีอํานาจออก กม. /ปธธ.มีอํานาจแทรกตุลาการโดยลดโทษ อภัยโทษ
  13. 13. 4.3อํานาจหน้าทีของฝ่ ายบริหาร มีหน้าทีครอบคลุม 6 ภารกิจหลัก คือ1.) บทบาทหน้าทีในด้านการบริหารประเทศ2.) บทบาทหน้าทีในการแต่งตังและถอดถอน ฝ่ ายบริหาร3.) บทบาทในการมีส่วนร่วมด้านนิ ติบญญัติ ั4.) บทบาทหน้าทีในทางตุลาการ5.) บทบาทหน้าทีในด้านการฑูต6.) บทบาทหน้าทีในทางการทหาร4.4การเข้าสู่ตําแหน่ งและวาระการดํารงตําแหน่ งฝ่ ายบริหาร มี 5 วิธี คือ1.) การสืบสายโลหิต 2.) การเลือกตังโดยตรง 3.) การเลือกตังโดยอ้อม4.) โดยการแต่งตัง 5.) โดยการยึ ดอํานาจ
  14. 14. 4.5วาระการดํารงตําแหน่ งของฝ่ ายบริหาร1.) แบบไม่แน่ นอน เช่น ระบบรัฐสภารัฐบาลมีวาระเท่ากับรัฐสภา (เช่น 5 ปี )2.)แบบแน่ นอน เช่น ระบบประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา อยู่ในวาระ 4 ปี**รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยเรียกผูมีอํานาจบริหารราชการแผ่นดิ นว่า ้คณะกรรมการราษฎร ในการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2475เรียกว่า คณะกรรมการราษฎร(คณะรัฐมนตรี) บทบาทรมต.ไทย. ในปั จจุบน มีดงนี ั ั 1. การกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน2. บริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายทีได้แถลงไว้ต่อสภาผูแทนราษฎร ้ 3. ทําหน้าทีประสานงานระหว่างกระทรวง ทบวง กรม4. วางระเบียบข้อบังคับให้กระทรวงทบวงกรมถือปฏิบติ ั5. พิจารณาและลงมติเรืองต่างๆ ทีกระทรวงทบวงกรมเสนอ6.อํานาจหน้าทีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ7.บทบาทหน้าทีของฝ่ ายบริหารภายใต้การชี นํ าของข้าราชการประจํา
  15. 15. 5.สถาบันฝ่ ายตุลาการ 5.1 การจัดองค์การของฝ่ ายตุลาการ ระบบงานศาลแบ่งเป็ น 3 ส่วน คือ1.)ศาลระดับธรรมดา (Courts of original Jurisdiction) รับพิจารณาคดีครังแรก2.) ศาลอุทธรณ์3.) ศาลฎี กา 5.2 การเข้าสู่ตําแหน่ งของสถาบันฝ่ ายตุลาการ มี 2 ระบบ คือ1.) การเลื อกตัง การเลือกตังใช้เฉพาะผูพิพากษาของศาลบางประเภท ้2.) การแต่งตัง ส่วนใหญ่เกือบทุกประเทศใช้วิธีแต่งตังการพ้นตําแหน่ ง การถูกกล่าวหาว่าปฏิบติมิชอบ มีการกระทําทีไม่เหมาะสม (impeachment) ั กระบวนการกล่าวหาจะเริมต้นจากสภาล่าง มีการสอบสวนมีกระบวนการสืบเนื องเพือประกัน ความยุติธรรมต่อผูพิพากษาเอง ้
  16. 16. การสถาปนากระทรวงยุ ติธรรม และ การเปลียนแปลงทางการศาลไทย** เมือปลายปี ร.ศ. 110 (พ.ศ.2434) รัฐบาลไทยได้ออกประกาศตังกระทรวงยุติธรรม **ศาล ต่างๆ ในกรุงเทพฯ ทีมีอยู่เดิม 16 ศาล ถูกยุบเหลือเพียง 7 ศาล กระทรวงยุติธรรมได้มี การปรับปรุงเปลียนแปลงการบริหาร การดําเนิ นการด้านศาลมาเป็ นลําดับตลอดมา5.3ประเภทของศาลไทย แบ่งเป็ น 4 ประเภท คือ 1. ศาลรัฐธรรมนูญ 2.ศาลยุติธรรม 3.ศาลปกครอง 4.ศาลทหาร1.)ศาลรัฐธรรมนูญ เริมปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 25402.)ศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมยังเป็ นศาลทัวไป (Ordinary Court) ศาลยุติธรรมหรือศาลใน กระทรวงยุติธรรมแบ่งออกเป็ น 3 ชันศาล คือ ศาลชันต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา
  17. 17. ศาลชํานัญพิเศษ อยู่ในศาลชันต้นในระบบศาลยุติธรรม มีดงนี ั1.) ศาลคดีเด็กและเยาวชนหรือศาลเยาวชนและครอบครัว2.) ศาลแรงงาน3) ศาลภาษี อากร4) ศาลทรัพย์สินทางปั ญญาและการค้าระหว่างประเทศ5) ศาลล้มละลาย 3.)ศาลปกครอง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับ พ.ศ. 2540 ได้บญญัติเรือง ั ศาลปกครองไว้เป็ นการเฉพาะ**ศาลปกครองแบ่งออกเป็ น 2 ชัน คือ 1.ศาลปกครองสูงสุด 2.ศาลปกครองชันต้น (ศาล ปกครองกลาง และศาลปกครองในภูมิภาค)
  18. 18. คดีทีขึนสู่ศาลปกครอง คือ คดีพิพาทเกียวกับการทีหน่ วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าทีของรัฐกระทําการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็ นการออกกฎ คําสังหรือการกระทําอืนใดเนื องจากกระทําโดยไม่มีอานาจหรือนอกเหนื ออํานาจหน้าทีหรือไม่ถกต้องตามกฎหมาย หรือ ํ ูโดยไม่ถกต้องตามรูปแบบขันตอน ู หรือโดยไม่สจริต หรือมีลกษณะเป็ นการเลือกปฏิบติทีไม่เป็ นธรรมหรือมีลกษณะเป็ นการสร้าง ุ ั ั ัขันตอนโดยไม่จาเป็ น ํ4.) ศาลทหาร ศาลทหารมีอํานาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผูกระทําผิ ดต่อ ้กฎหมายทหารหรือกฎหมายอืนในทางอาญา ในคดีซึงผูกระทําผิ ดเป็ นบุคคลทีอยู่ในอํานาจศาล ้ทหารในขณะกระทําผิ ดและมีอํานาจสังลงโทษบุคคลใดๆทีกระทําความผิ ดฐานละเมิดอํานาจศาลตามทีบัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

×