Your SlideShare is downloading. ×
0
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
การวิจัยสถาบัน
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

การวิจัยสถาบัน

1,145

Published on

การวิจัยสถาบันเพื่อพัฒนางาน

การวิจัยสถาบันเพื่อพัฒนางาน

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
1,145
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
37
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. การวิจัยสถาบันวันที่ 27 สิงหาคม 2555 ณ ห้องประชุม ท 410 อาคารทีปวิชญ์ ดร.กฤธยากาญจน์ โตพิทักษ์
  • 2. เป้าหมายเช้า สาย.......นาสู่การวิจัยสถาบัน ขอบข่ายการวิจัยสถาบัน มรพส.บ่าย เย็นกรณีตัวอย่าง..สู่การวิจัย เค้าโครงการวิจัยสถาบันสถาบัน
  • 3. ผู้ใดที่ใฝ่รู้และได้รบสารสนเทศที่มีคุณค่า ั ทันสมัย อย่างต่อเนื่อง ผู้นั้นย่อมได้รับชัยชนะเหนือผู้อื่น
  • 4. ส่งเสริมให้บุคลากรทางานวิจัยในงานประจา (Routine to Research: R2R) วงการการศึกษาคาดหวังว่าการวิจัยสถาบัน จักเป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่ เอื้อต่อการพัฒนาการปฏิบัติงานขององค์กรและ ยกระดับสู่การพัฒนาวิชาชีพของบุคลากร อันเป็นเป้าหมายสุดท้าย
  • 5. ผลที่ได้จากการวิจัยสถาบัน1. นาไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงและพัฒนาสถาบัน2. เป็นผลงานทางวิชาการที่สามารถนาไปใช้ในการขอรับการประเมินเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ3. แสวงหาชุดข้อมูลที่มความถูกต้องและเชื่อถือได้ ีเพื่อใช้ในการประกันคุณภาพ4. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นการตรวจสอบตนเองและการพัฒนาที่ต่อเนื่อง
  • 6. การวิจัยสถาบัน (Institutional Research) หมายถึง กระบวนการแสวงหาสารสนเทศหรือแนวทางปรับปรุงพัฒนาขององค์กรเพื่อประโยชน์ในการจัดหาข้อมูลสาหรับสนับสนุน การวางแผน การกาหนดนโยบายและการ ตัดสินใจขององค์กร โดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยในลักษณะต่าง ๆ ที่ เหมาะสมกับบริบทหรือองค์กรที่จะ ทาการศึกษา
  • 7. ความเป็นมาของการวิจัยสถาบัน แพร่หลายในปี ค.ศ. 1820 โดย Professor W.H. Cowley Stanford university ได้นามาเสนอต่อที่ประชุมเพื่อประเมินผลของ คณะกรรมการปฏิบัติงานของ Harvard universityซึ่งเป็นข้อค้นพบของ Yale university เมื่อปี ค.ศ. 1701 จากนั้นก็มีการวิจยเพือติดตามผลระยะสั้นๆ ั ่ อย่างแพร่หลายโดยคนในองค์กรหรือสถาบัน หรือที่เรียกว่า การศึกษาตนเอง (Self Study)
  • 8. ความเป็นมาของการวิจัยสถาบันในประเทศไทย เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพ.ศ. 2514 โดยมีหน้าที่ 3 ประการคือ 1.เพื่อรวบรวมข้อมูลที่จาเป็นสาหรับการวางแผนพัฒนาและการ บริหารมหาวิทยาลัย 2.เพื่อทาการวิจัยตามความต้องการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการทาวิจัยอื่นๆ ที่เป็นไปตามภาระหน้าที่ประจา 3. เพื่อเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ โดยมีระบบข้อมูลเพื่อการ บริหารของจุฬาลงกรณ์ (CU–MIS) เป็นเครื่องมือในการจัดการข้อมูล ประกอบไปด้วยข้อมูล 5 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลโปรแกรมทางการศึกษา ข้อมูลอาจารย์ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ข้อมูลนิสิตข้อมูลการเงิน ข้อมูลอาคารสถานที่และสิ่งอานวยความ
  • 9. สมาคมการวิจัยสถาบันและพัฒนาอุดมศึกษา Association of Institutional Research and Higher Education Development, 12 กรกฎาคม 2543 ศ.ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นนายกสมาคมวัตถุประสงค์เพื่อ1. เป็นศูนย์กลางของนักวิจัยสถาบัน นักวิชาการ และผู้บริหารการศึกษา ได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดใหม่ ๆ อันนาไปสู่ประโยชน์ในทางวิชาการและวิชาชีพ2. ส่งเสริมการจัดทาวิจัยสถาบันและเผยแพร่ผลงาน3. ให้บริการทางด้านการวิจัยสถาบัน ด้านนโยบายและแผนและการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา
  • 10. พัฒนาการของการวิจัยสถาบัน •ยุคบุกเบิก พ.ศ. 2514-2517 นับตั้งแต่จุฬาฯ ได้จัดตั้งหน่วยยุคที่ 1 วิจัยสถาบันขึ้นจนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง • ยุคขยายเป็นเครือข่ายระดับชาติ พ.ศ.2517-ปัจจุบัน ขยายยุคที่ 2 เครือข่ายการวิจัยสถาบันระดับชาติ นาโดยบวงมหาวิทยาลัย •ยุคการใช้ผลเพื่อการปฏิรูปการศึกษาและการประกันคุณภาพยุคที่ 3 การศึกษา พ.ศ.2530-ปัจจุบัน • ยุคพัฒนาเป็นวิชาชีพชั้นสูง จนกระทั่งมีการเปิดสอนเป็นส่วนยุคที่ 4 หนึ่งหรือเป็นรายวิชาในหลักสูตร มีสมาคม การอบรมฯลฯ
  • 11. ลักษณะของการวิจัยสถาบัน1. เป็นการทาวิจัยตามขอบเขต ลักษณะ หน้าที่ หรือโครงสร้างของงานที่รับผิดชอบหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละองค์กรหรือสถาบันนั้นๆ2. เป็นการทาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาหรือกาหนดนโยบายหรือพัฒนาองค์กรหรือสถาบันนั้นๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวแต่อาจนาไปเป็นแนวทางในการวิจัยสถาบันอื่นๆ ได้3. คณะผู้วิจัยเป็นนักวิจัย หรือ นักวิชาการ ที่สังกัดอยู่ภายในหน่วยงานหรือสถาบันนั้นๆ (เว้นแต่จะมีที่ปรึกษาจากภายนอกร่วมด้วยก็ได้)
  • 12. เป้าหมายของการวิจัยสถาบัน• วิจัยเพื่อแก้ปัญหา โดยจาเป็นต้องมีการวิจัย สาหรับใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ติดตาม และปรับเปลี่ยนการดาเนินงานของสถาบัน• วิจัยเพื่อการตัดสินใจ เป็นการวิจัยเพื่อประกอบการตัดสินใจในบางเรื่อง• วิจัยเพื่อวางแผนอนาคต เพื่อเตรียมความพร้อมในการดาเนินงานของสถาบันได้อย่างเหมาะสม• วิจัยเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา สถาบันจึงต้องมีการประเมินคุณภาพภายในของตนเองอยู่เป็นประจา
  • 13. ขอบข่ายของการวิจัยสถาบัน1. คุณลักษณะนิสิตนักศึกษา เช่น การวิเคราะห์คุณลักษณะนักศึกษาที่เหมาะสม นักศึกษาใหม่ บัณฑิต ความต้องการ/เป้าหมายในชีวิตของนักศึกษา ความคิดเห็นต่อสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัย2. คณาจารย์และบุคลากร เช่น การประเมินผลการสอน การประเมินประสิทธิภาพของอาจารย์ สภาพขวัญ กาลังใจ ความพึงพอใจ โครงสร้างลักษณะสังคม เศรษฐกิจของอาจารย์/บุคลากรอื่นๆ การพัฒนาอาจารย์/บุคลากร3. หลักสูตรและการสอน เช่น การวิเคราะห์ปรัชญาการศึกษา การกาหนดปรัชญาและเป้าหมายทางการศึกษาการประเมินหลักสูตร การพิจารณาเกรด
  • 14. ขอบข่ายของการวิจัยสถาบัน4. การประเมินโครงการหรือกิจกรรมในสถาบัน เช่น คุณภาพการศึกษา การใช้แหล่งสารสนเทศ การประเมินโครงการตามแผน การประเมินโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยดาเนินการ5. การจัดการลงทะเบียน เช่น ความต้องการในการเรียนวิชาต่างๆ สาขาวิชาที่คนต้องการ วิธีการสอบคัดเลือก วิธีการรับสมัคร ความต้องการและวิธีการผลิตคนสู่แหล่งงาน6. การทานายความสาเร็จของการศึกษา เช่น การทานายผลความสาเร็จของนักศึกษา การทานายผลการบริหารของผู้บริหารระดับต่างๆ และผลการปฏิบัติงานของบุคลากร
  • 15. ขอบข่ายของการวิจัยสถาบัน7. การวางแผน เช่น การพิจารณาวิธีการวางแผน การประเมินแผนในลักษณะต่างๆ และในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับมหาวิทยาลัย คณะหรือหน่วยงานหรือภาควิชา8. การวิเคราะห์นโยบาย เช่น การวิเคราะห์วิธีการกาหนดนโยบาย โครงสร้างและรายละเอียดของนโยบาย การวิเคราะห์เป้าหมาย9. ระบบข้อมูล เช่น การพิจารณาจัดทาระบบข้อมูลพื้นฐานเพื่อการดาเนินงานและกิจกรรมอื่นๆ ตามขอบข่ายหน้าที่ของมหาวิทยาลัย เทคนิคการรายงานเผยแพร่ ของมหาวิทยาลัย
  • 16. ขอบข่ายของการวิจัยสถาบัน10. งบประมาณและค่าใช้จ่าย เช่น รูปแบบการจัดสรรงบประมาณภายในมหาวิทยาลัย การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายในลักษณะต่างๆ แนวทางการจัดหารายได้ของมหาวิทยาลัยการลงทุนการศึกษา11. อาคารสถานที่ การจัดตารางบริการและการใช้ประโยชน์เช่น ลักษณะการใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัย การวิเคราะห์ความต้องการใช้พื้นที่ การคาดคะเนการใช้พื้นที่ การใช้อาคาร การจัดสาธารณูปโภคต่างๆ ความคุ้มค่าและความเหมาะสม การวิเคราะห์ตารางการให้บริการเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของมหาวิทยาลัย
  • 17. กิจกรรมที่ 1ขอบข่ายการวิจัยสถาบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม1. แบ่งกลุ่มตามสะดวกประมาณ 5-6 คน เลือกประธาน เลขา และ ผู้นาเสนอ2. วิเคราะห์ประเด็น (อยากรู้/ต้องรู้) เพื่อนาไปสู่การวิจัยสถาบันใน มหาวิทยาลัยพิบูลสงครามของเรา กลุ่มที่ 1 ตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย กลุ่มที่ 2 ตามพันธกิจของหน่วยงานที่สังกัด (เลือก 1 หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง) กลุ่มที่ 3 ตามภาระงานที่ท่านรับผิดชอบ กลุ่มที่ 4 ตามองค์ประกอบของการประกันคุณภาพ การศึกษา กลุ่มที่ 5 ตามกลุ่มเป้าหมายที่ให้บริการ3. อภิปรายและสรุปภายใน 40 นาที และจัดผู้นาเสนอ
  • 18. วิธวทยาการวิจยทีใช้การวิจยสถาบัน ี ิ ั ่ ั• การวิจัยเชิงสารวจ (Survey Research)• การวิจัยเชิงประเมิน (Evaluative Research)• การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)• การวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development)• การวิจัยเชิงอนาคต (Future Research)
  • 19. การเขียนโครงการวิจัยสถาบัน1. ชื่อโครงการวิจัย (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)2. ความสาคัญและที่มาของปัญหาทีทาการวิจัย ่3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย4. สมมติฐานของการวิจัย5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ6. ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง7. วิธีการดาเนินงานวิจัย 7.1 แบบแผนการวิจัย 7.2 การกาหนดกลุ่มตัวอย่าง 7.3 การกาหนดเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 7.4 การกาหนดวิธีการทางสถิตที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ิ8. ขอบเขตของการวิจัย9. ระยะเวลาทาการวิจัย10.แผนการดาเนินงานตลอดโครงการ (ให้ระบุขั้นตอนโดยละเอียด)11.งบประมาณของโครงการวิจัย (ระบุโดยละเอียด)12.เอกสารอ้างอิง
  • 20. ชื่อโครงการวิจัย • ชื่อโครงการวิจัย ชื่อโครงการวิจัยควรจะเขียนให้สะท้อนให้เห็นตัวแปร ประชากร และวิธีการศึกษา ตัวอย่างชื่อโครงการวิจัย 1 การวิเคราะห์ภาระงานสอนของอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ตัวแปร คือ ภาระงานสอน ประชากร คือ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม วิธีการศึกษา คือ การศึกษาเชิงวิเคราะห์ ตัวอย่างชื่อโครงการวิจัย 2 การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ตัวแปรต้น คือ ปัจจัยด้านต่าง ๆ ตัวแปรตาม คือ การออกกลางคัน ประชากร คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม วิธีการศึกษา คือ การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุ
  • 21. ตัวอย่างชื่อโครงการวิจัย 1 การวิเคราะห์ภาระงานสอนของอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ตัวแปร คือ ภาระงานสอน ประชากร คือ อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม วิธีการศึกษา คือ การศึกษาเชิงวิเคราะห์ ตัวอย่างชื่อโครงการวิจัย 2 การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ตัวแปรต้น คือ ปัจจัยด้านต่าง ๆ ตัวแปรตาม คือ การออกกลางคัน ประชากร คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม วิธีการศึกษา คือ การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุ
  • 22. ชื่อโครงการวิจัย สาระสาคัญของความเป็นมาและความสาคัญของปัญหาหรือภูมิหลังเป็นการนาเสนอถึงการมองปัญหาการวิจัยแนวกว้างแล้วค่อยๆ ลู่ลงสู่เรื่องที่จะทาการวิจัย ในส่วนนี้จะเป็นการชักจูงให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นถึงความสาคัญของการทางานวิจัย การเขียนในส่วนนี้ควรมีการอ้างอิงหลักฐานหรือ เหตุการณ์จะให้น้าหนักมากกว่าการเขียนด้วยความคิดเห็น ของผู้วิจัยเพียงอย่างเดียว การเขียนควรแสดงเนื้อหา 4ประการ (1) การนาเข้าสู่ปัญหาการวิจัย(2) ที่มาของปัญหา การวิจัย (3) ปัญหาการวิจัย และ (4) ความสาคัญของปัญหา
  • 23. ตัวอย่างการเขียนความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา ชื่อเรื่องการวิจัย การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม การเขียนควรกล่าวเกริ่นนาก่อนเข้าสู่ปัญหาที่เกิดในสถาบัน เช่นกล่าวนาถึงพันธกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาที่มีหน้าที่หลักในการผลิตบัณฑิต (1) จนกระทั่งกล่าวถึงสาเหตุหรือที่มาของการออกกลางคัน อาจจะเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนกอปรกับฐานะของนักศึกษาที่ยากจน จึงนาสู่ปัญหาของสถาบัน ได้แก่ การออกกลางคันของนักศึกษา (2) ซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องหลายประการ .... ในขั้นตอนนี้เป็นการนาสู่ปัญหาวิจัยที่ว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อการออกกลางคันของนักศึกษา (3) นั่นเอง จากนั้นให้สรุปท้ายถึงความสาคัญในการศึกษาครั้งนี้ (4) เพื่อชี้ให้เห็นถึงความจาเป็นในการทาวิจัย
  • 24. วัตถุประสงค์การวิจัย การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นการกาหนดขอบเขตของปัญหา ควรเขียนให้ครอบคลุมปัญหาวิจัยสอดคล้องกับชื่อเรื่อง และต่อเนื่องกับความสาคัญและความเป็นมาของปัญหา เขียนให้ชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ได้ใจความและควรเขียนเป็นประเป็นประโยคบอกเล่ามากกว่าที่จะเป็นประโยคคาถาม ชื่อเรื่องการวิจัย การศึกษาสมรรถภาพการวิจัยของอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาสมรรถภาพการวิจัยของอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม เพื่อเปรียบเทียบสมรรถภาพการวิจัยของอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูล
  • 25. สมมติฐานการวิจัยสมมติฐานเป็นคาตอบของปัญหาวิจัยที่ผู้วิจัยมักจะคาดการณ คาตอบไว้ล่วงหน้าโดยอาศัยประสบการณ์ จะต้องอาศัย ข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหรือ จากการสารวจเบื้องต้นสนับสนุนสมมติฐานเป็นสิ่งชี้ทิศทางของการวิจัย ระบุถึงตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม การเขียนสมมติฐานที่ดีควรจะแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษา และสมมติฐานการวิจัยที่ ดีต้องทดสอบความสัมพันธ์ได้
  • 26. ขอบเขตของการวิจัยการระบุขอบเขตของการวิจัยจะช่วยให้เข้าใจงานวิจัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยทั่วไปจะกาหนดขอบเขตการวิจัยสองส่วนด้วยกันได้แก่ ประชากร และตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยตัวอย่างการเขียนขอบเขตการวิจัย 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ อาจารย์สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามที่ปฏิบัติการสอนอยู่ในปีการศึกษา 2555 จานวน 434 คนตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยตัวแปรต้น ได้แก่ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การวิจัยตัวแปรตาม ได้แก่ สมรรถภาพการวิจัย
  • 27. นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย การเขียนนิยามศัพท์ควรเขียนเฉพาะคาที่ต้องการสื่อความหมายให้เข้าใจตรงกัน ไม่จาเป็นต้องนิยามทุกคา เช่น เพศ ไม่จาเป็นต้องนิยาม เพราะทราบกันโดยทั่วไปว่า หมายถึง ชาย-หญิง และการนิยามศัพท์ที่ดีควรเป็นการนิยามเชิงทฤษฎีควบคู่กับการนิยามเชิงปฏิบัติการฃตัวอย่างการเขียนนิยามศัพท์เฉพาะทีใช้ในการวิจัย ่สมรรถภาพการวิจัย หมายถึง การแสดงออกถึงความรู้ด้านวิธีวิทยาการวิจัยครอบคลุมความรู้ด้านระเบียบวิธีวิจัย แนวคิดในการทาวิจัย การค้นคว้าเอกสารและงานวิจยทีเกี่ยวข้อง การสุ่มตัวอย่างในการวิจัย การสร้างเครื่องมือในการ ั ่วิจัย การใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้คอมพิวเตอร์ในการวิจัย และการเขียนรายงานการวิจัย ซึ่งวัดเป็นคะแนนจากแบบสอบถามความต้องการพัฒนาสมรรถภาพการวิจัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นอาจารย์ หมายถึง อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามทั้งทีเป็นข้าราชการ ่และพนักงานอาจารย์ที่กาลังปฏิบัตหน้าทีในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 ิ ่
  • 28. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัยควรเขียนทั้งประโยชน์ทางวิชาการหรือคุณค่าทางวิชาการที่ได้จากการวิจัย และประโยชน์ในทางปฏิบัติ ควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจยและมีความเป็นไปได้ และเรียงลาดับข้อ ัจากข้อที่เป็นประโยชน์โดยตรงมากที่สุดไปสู่น้อยที่สุดและลักษณะประโยคควรเป็นลักษณะเดียวกันตัวอย่างการเขียนประโยชน์ของการวิจัย1. ได้ข้อความรู้ทครอบคลุมเกี่ยวกับความต้องการพัฒนา ี่สมรรถภาพการวิจัยของคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามในภาพรวม2. ได้ข้อมูลพื้นฐานในการจัดฝึกอบรมพัฒนาสมรรถภาพการวิจัยของคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการทาวิจัยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • 29. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จะต้องเขียนให้เห็นว่าผู้วิจัยได้มีการศึกษา ค้นคว้าและประมวลความรู้จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย การเลือกสรร ผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์แล้วจะนาเสนออย่างเป็นระบบโดยทั่วไปจะนาเสนอเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรกประกอบด้วย นิยาม แนวคิด ทฤษฎีส่วนที่สองเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการแสดงกรอบความคิดในการวิจัยด้วยแผนภูมิจะแสดงให้เห็นถึงผลที่ได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • 30. การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตัวอย่าง บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีตลอดจนเอกสาร ตารา บทความและรายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยนาเสนอเป็น 3 ตอน ดังนีคือ ้ ตอนที่ 1 หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับสมรรถภาพการวิจัย ตอนที่ 2 นโยบายและแนวทางเกี่ยวกับการวิจัยของหน่วยงานทางการศึกษา ตอนที่ 3 งานวิจัยที่เกี่ยวกับสมรรถภาพการวิจัย
  • 31. วิธีดาเนินการวิจัย วิธีดาเนินการวิจัย แบบแผนการวิจัย ผู้วิจัยจะต้องระบุถึงแบบแผนการวิจัยที่ใช้ในการศึกษา อาทิ การวิจัยเชิงสารวจ การวิจัยเชิงทดลองเป็นต้น ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ในส่วนของประชากรผู้วิจัยจะต้องระบุลักษณะของประชากรที่ใช้ในการวิจัยให้ชัดเจนว่าเป็นใครหรือสิ่งใด มีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างไร ปริมาณหรือขนาดเท่าไร และในส่วนของกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยต้องระบุจานวนตัวอย่าง และการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างหรือการเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นขั้นตอนอย่างละเอียด
  • 32. วิธีดาเนินการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยจะต้องระบุชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ลักษณะของเครื่องมือ ตลอดจนขั้นตอนการสร้างและพัฒนาคุณภาพของเครื่องมือ รวมทั้งผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ นอกจากนี้ผู้วิจัยควรระบุถึงวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ที่ทาการเก็บรวบรวมข้อมูล ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงการควบคุมคุณภาพในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความเที่ยงและความตรง
  • 33. วิธีดาเนินการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล ในส่วนนี้ ผู้วิจัยจะต้องนาเสนอให้เห็นถึงวิธีการทางสถิติที่ใช้ในการวิจัย ตั้งแต่วิธีการทางสถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือและวิธีการทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณ ผู้วิจัยนาเสนอได้ชัดเจนมากเท่าไร ก็จะแสดงให้เห็นถึงความรัดกุมของการวางแผนโครงการวิจัยและความน่าเชื่อถือของผู้วิจัย ซึ่งเป็นเกณฑ์ในการวัดความเป็นไปได้ของโครงการวิจัยได้อีกส่วนหนึ่ง
  • 34. ระยะเวลาทาการวิจัย และแผนการดาเนินงาน ผู้วิจัยจะต้องระบุเวลาที่ใช้ในการวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงการ รวมทั้งควรมีการกาหนดเวลาของการดาเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ว่าจะใช้เวลาเท่าไร ควรทาตารางเวลาหรือแผนภูมิประกอบเพื่อความชัดเจน
  • 35. งบประมาณที่ใช้ในการวิจัยน โครงการวิจัยที่เสนอของบประมาณหรือขอทุนสนับสนุนการวิจัยจาเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณที่ใช้ในการวิจัย เพื่อประกอบในการพิจารณาอนุมติงบประมาณหรือเงินทุน การเขียน ังบประมาณควรเขียนตามหมวดเงิน ดังนี้ หมวดค่าตอบแทน หมวดค่าใช้สอย หมวดค่าวัสดุ หมวดค่าครุภัณฑ์ หมวดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ฯลฯ
  • 36. ผู้วิจัย/คณะผู้ดาเนินการวิจัย ผู้วิจัย/คณะผู้ดาเนินการวิจัย ผู้วิจัยหรือคณะผู้วิจัยควรที่จะระบุคุณวุฒิ อาชีพหน่วยงานที่สังกัด หมายเลขโทรศัพท์ โทรสาร พร้อมทั้งระบุหมายเลขทะเบียนนักวิจัยแห่งชาติ (ถ้ามี)ประสบการณ์ในการทาวิจัย ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์และเผยแพร่ และรายงานวิจัยที่กาลังดาเนินการอยู่ในปัจจุบันเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระดับหนึ่งแก่ผู้พิจารณาทุนสนับสนุนการวิจัย และในกรณีที่มีที่ปรึกษาโครงการวิจัย ผู้วิจัยควรจะระบุให้ชัดเจนด้วยเช่นกัน
  • 37. หนังสืออ้างอิงหรือบรรณานุกรม ให้ระบุแหล่งที่มาของเอกสาร ชื่อเอกสาร สิ่งพิมพ์และหลักฐานทุกประเภทที่ผู้วิจัยนามาใช้ประกอบการศึกษาค้นคว้าในการเขียนรายงานการวิจัย การเขียนบรรณานุกรมควรใช้รูปแบบที่เป็นมาตรฐาน

×