จะทำโครงงานอะไรดี

13,151 views
13,009 views

Published on

จะทำโครงงานอะไรดี

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
13,151
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
506
Actions
Shares
0
Downloads
12
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

จะทำโครงงานอะไรดี

  1. 1. ตัวอย่างวิธีคดโครงงาน ิ ตัวอย่ าง 1 ต้องการจะประดิษฐ์อิฐจากวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น แกลบ ขี้เลื่อย ฯลฯ เมื่อ ่ประดิษฐ์อิฐได้แล้ว ไม่ใช่วาเป็ นโครงงานที่สมบูรณ์ แต่ยงต้องเอาอิฐที่ประดิษฐ์ได้แล้วนั้น ทา ัการทดลอง เพื่อทดสอบว่า สัดส่ วนแต่ละอย่างที่ใช้เป็ นองค์ประกอบเป็ นเท่าใด แล้วผลการทดลองแต่ละสัดส่ วนนั้น เป็ นอย่างไร ต้องแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการทดลองหลาย ครั้ง จนได้ข้อมูลที่ดีที่สุด นี่จึงจะถือเป็ นการทา โครงงานตามหลักทางวิทยาศาสตร์ ขอให้ถึงระมัดระวังหลักดังกล่าวนี้ดวย ้ ่ ั่ ตัวอย่ าง 2 ต้องการประดิษฐ์สิ่งซึ่งเขามีทากันอยูทวไปแล้ว หรื อมีขายตามท้องตลาด ถ้าเราทาขึ้นมาแล้วเหมือนของเขา จะถือเป็ นโครงงาน ได้ต่อเมื่อ สิ่ งที่เราทาขึ้นใหม่น้ นเป็ นการตอบ ัคาถาม อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ เช่น1. มีคุณภาพดีกว่าของทัวไปอย่างไร ่2. ประหยัดกว่าของทัวไปอย่างไร ่3. ให้ประโยชน์ดีกว่าอย่างไร ่4. อื่น ๆ ที่ดีกว่าของที่มีอยูแล้ว ่ ในด้านใดด้านหนึ่งสักด้านก็ยงดี ถ้าเปรี ยบเทียบแล้ว ของที่มีอยูแล้วดีกว่าของที่เราทาขึ้น ัใหม่ ก็ถือว่าเป็ นโครงงานนีี่้ ยังล้มเหลว เพราะยัง ไม่ช่วยพัฒนาของเดิม ๆ สาหรับสิ่ งประดิษฐ์ที่นามาเสนอในหนังสื อเล่มนี้ ไม่ใช่ลกษณะ โครงงานวิทยาศาสตร ์์ที่ดี หากแต่เป็ นเพียงตัวอย่าง ัการทดลอง กล เกม หรื อกิจกรรมเพื่อความเพลิดเพลิน และการสร้างสรรค์ ของนักเรี ยนที่เริ่ มสนใจวิทยาศาสตร์ และเป็ นก้าวหนึ่งสาหรับผูที่จะ ก้าวต่อ ๆ ไป ให้ได้ขอคิด อาจจะนา ้ ้หลักการที่นาเสนอไว้เป็ นแบบอย่างคิดประยุกต์ ดัดแปลง หรื อเกิดความคิดสร้างสรรค์ งานใหม่ๆ เกิดโครงงานสิ่ งประดิษฐ์ที่มีคุณค่าอีกตามในที่สุดขั้นตอนการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยทัวไปแล้วการทาโครงงานวิทยาศาสตร์จะประกอบด้วยขั้นตอนใหญ่ๆ 4 ขั้นคือ การ ่กาหนดปัญหา การตั้งสมมุติฐาน ควบคุมดาเนินการทดลอง และการสรุ ปผล แต่ที่จริ งแล้ว ในการดาเนินโครงงานจะประกอบด้วยขั้นตอนย่อย ๆ มากกว่านั้น ดังที่จะแสดงต่อไปนี้
  2. 2. ขั้นตอนที่ 1 การคิดหาหัวข้อและเลือกหัวข้อโครงงานและการตั้งชื่อโครงงานการคิดหาหัวข้ อโครงงาน ่ การคิดหาหัวข้อในการทาโครงงาน ถือได้วาเป็ นขั้นตอนที่ยากที่สุดเพราะเป็ นเรื่ องของการเริ่ มต้นที่จะต้องเหมาะสมกับผูเ้ รี ยน ทั้งในด้านความรู ้ ความสามารถและบริ บทอื่น ๆ ในการที่จะหาคาตอบ ซึ่งโดยทัวไปมักจะได้จากปัญหาคาถาม ความอยากรู ้อยากเห็นของผูเ้ รี ยน ตลอดจน ่ประสบการณ์ท้ งในและนอกห้องเรี ยน ั วิธีการคิดหาหัวข้อโครงงาน จะต้องเกิดจากผูเ้ รี ยนได้รับการกระตุนให้รู้จกคิดปัญหาด้วย ้ ัตนเอง ซึ่งอาจจะใช้วธีการ ดังนี้ ิ1. ใช้คาถามง่าย ๆ ที่เป็ นเรื่ องใกล้ตวว่าปัญหาคืออะไร สาเหตุเกิดจากอะไร ผูเ้ รี ยนจะแก้ปัญหานี้ ัอย่างไร2. ใช้คาถามที่เกี่ยวกับตัวนักเรี ยนแล้วโยงไปสู่ คาถามอื่นที่สามารถนามาสู่ การเรี ยนการสอนได้3. ใช้คาถามที่นาไปสู่ การคิดเชิงเหตุผลการเลือกหัวข้ อโครงงาน การเลือกหัวข้อในการทาโครงงาน จะต้องเลือกตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจและความต้องการของผูเ้ รี ยนเองการตั้งชื่อโครงงาน การตั้งชื่อโครงงานจะเป็ นสิ่ งที่ช้ ีให้ผอื่นเข้าใจปัญหาในการทาโครงงาน วิธีการศึกษาของ ู้โครงงาน โดยทัวไปควรมีลกษณะดังต่อไปนี้ ่ ั1. ตั้งชื่อเรื่ องให้ตรงกับเรื่ องที่ศึกษาและแสดงถึงวิธีการศึกษาให้ผอ่ืนเข้าใจได้ เช่น การสารวจ ู้พืชสมุนไพรในชุมชน2. ตั้งชื่อเรื่ องให้กะทัดรัด ได้ใจความชัดเจน รัดกุม สื่ อความหมายให้ผอื่นเข้าใจง่าย เช่น การ ู้ถนอมอาหารด้วยเกลือแกง3. ควรเป็ นชื่อเรื่ องที่เร้าใจให้ผอื่นสนใจ อยากรู ้ และอยากดูผลงาน เช่น ท่านวดลดการปวดเมื่อย ู้ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาหาความรู ้จากแหล่งข้อมูล ่ แหล่งที่มาของข้อมูลต่าง ๆ ในการเลือกเรื่ องที่จะทาโครงงานนั้นมีอยูอย่างหลากหลาย โดยสามารถนาเสนอเป็ นแนวทางได้ ดังนี้
  3. 3. 1. จากการศึกษาหาความรู ้จากแหล่งเรี ยนรู ้ประเภทเอกสาร เช่น ตารา หนังสื อพิมพ์วารสาร งานวิจยหรื อบทความ เอกสารต่าง ๆ เหล่านี้จะทาให้นกเรี ยนมองเป็ นปัญหาจากเนื้อหา ั ัวิชาการที่น่าสนใจ และสามารถนามาทาโครงงานได้ เช่น จากการอ่านหนังสื อพิมพ์ นักเรี ยนพบ ่ข้อความหรื อประโยคที่มีความหมายไม่ตรงตัวหรื อมีความหมายโดยนัยอยูมาก นักเรี ยนอาจจะ ่เกิดความอยากรู ้วาข้อความหรื อประโยคเหล่านั้นใช้ในภาษาหนังสื อพิมพ์มากน้อยเพียงใด จึงใช้ความอยากกรู ้น้ ีทาโครงงานเรื่ อง "ข้อความหรื อประโยคที่น่าสนใจในภาษาหนังสื อพิมพ์" ก็ได้ 2. จากการสังเกตปรากฎการณ์สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เช่น ในกรณี ที่บานของนักเรี ยน ้ปลูกต้นไม้ไว้มาก นักเรี ยนอาจจะเห็นผูปกครองเก็บตะไคร้ ใบมะกรู ดมาประกอบการทาอาหาร ้ ่นักเรี ยนอาจจะเกิดการอยากรู ้วาจะยังมีพืชชนิดใดอีกบ้างที่สามารถนามาประกอบอาหารหรื อทาเป็ นอาหารได้ นักเรี ยนอาจจะทาโครงงานเรื่ อง "การศึกษาพืชที่ใช้เป็ นอาหาร" ก็ได้ 3. จากการฟังรายการวิทยุหรื อชมรายการโทรทัศน์ เช่น นักเรี ยนดูรายการประดิษฐ์ของใช้จากวัสดุที่เหลือใช้ แล้วนักเรี ยนอยากทราบว่าหลอดชามุก ที่นกเรี ยนเก็บสะสมไว้เป็ นจานวน ัมากนั้นจะนามาใช้ประดิษฐ์เป็ นอะไรได้บาง นักเรี ยนก็อาจช่วยกันคิดและทดลองทาเป็ น ้โครงงาน ซึ่งอาจจะใช้ชื่อโครงงานว่า "ประดิษฐ์คิดของใช้จากหลอดชามุก" ก็ได้ 4. จากงานที่เป็ นอาชีพในท้องถิ่น นักเรี ยนอาจจะศึกษาลักษณะของการประกอบอาชีพนั้น ๆ แล้วนามาทาเป็ นหัวข้อการทาโครงงาน เช่น มีคนที่นกเรี ยนรู ้จกประกอบอาชีพขายข้าว ั ัแกง นักเรี ยนอาจจะอยากศึกษาวิธีการทาอาหารที่นกเรี ยนชอบรับประทาน หรื ออาหารอื่น ๆ ซึ่ง ันาไปสู่ การทาโครงงาน "อาหารไทยในวรรณคดี" หรื อโครงงาน "แกงไทยพื้นบ้าน" "แกงไทยในอดีต" ก็ได้ 5. จากการชมนิทรรศการหรื อการทัศนศึกษา นักเรี ยนอาจจะนาความรู ้ที่ได้รับมาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เช่น โรงเรี ยนอาจจะพานักเรี ยนไปชมนิทรรศการหุ่นขี้ผ้ ง ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผ้ ง ึ ึณ จังหวัดนครปฐม โดยในการทัศนศึกษาดังกล่าวนักเรี ยนอาจจะชมชอบหุ่ นตัวละครในวรรณคดีไทยเรื่ อง "พระอภัยมณี " เมื่อกลับมาแล้วนักเรี ยนอาจจะอยากรู ้เกี่ยวกับตัวละครในวรรณคดีเรื่ องพระอภัยมณี อย่างละเอียด ก็อาจจะนามาทาโครงงานเรื่ อง "ตัวละครในดวงใจของฉัน" ก็ได้ขั้นตอนที่ 3 ทาการวิเคราะห์ขอมูลเพื่อตัดสิ นใจเลือกโครงงาน ้ ในการทาโครงงานนั้นสามารถทาได้ท้ งเป็ นรายบุคคลและเป็ นกลุ่ม ซึ่งแล้วแต่นกเรี ยนและ ั ัครู ผสอนจะร่ วมกันพิจารณาบริ บทที่เกี่ยวข้อง ในกรณี ที่มีโครงงานหลายโครงงานให้เลือก ู้
  4. 4. นักเรี ยนจะต้องตัดสิ นใจเลือกทาโครงงานเพียงโครงงานเดียว ซึ่งในการเลือกนั้นนักเรี ยนต้องทาตารางวิเคราะห์ขอมูลเพื่อเป็ นข้อมูลในการตัดสิ นใจที่จะเลือกโครงงาน โดยให้คะแนนตาม ้รายการในช่องของแต่ละโครงงาน ดังนี้ มากที่สุด = 4 มาก =3 ปานกลาง = 2 น้อย =1 จากนั้นนาคะแนนของแต่ละโครงงานที่ได้มาเปรี ยบเทียบกัน โครงงานที่ได้คะแนนมากที่สุด เป็ นโครงงานที่ควรพิจารณาเลือกทาได้ชดเจนขึ้น ัขั้นตอนที่ 4 การกาหนดแนวทางการจัดทาโครงงาน การกาหนดแนวทางจัดทาโครงงาน เป็ นสิ่ งที่จะช่วยให้นกเรี ยนเกิดความชัดเจนในการ ัจัดทาโครงงาน และเป็ นการกาหนดกิจกรรมที่จะปฏิบติดวย ซึ่งนักเรี ยนสามารถดาเนินการตาม ั ้ขั้นตอนต่อไปนี้ขั้นตอนที่ 5 การเขียนเค้าโครงโครงงาน การเขียนเค้าโครงโครงงาน เขียนเพื่อให้ผจดทาโครงงานได้เสนอรู ปแบบในการทา ู้ ัโครงงานเป็ นเบื้องต้น ประโยชน์ของการเขียนเค้าโครงโครงงานคือ ผูทาโครงงานจะมีความ ้ชัดเจนในการทาโครงงานมากขึ้น และให้ครู ผสอนรวมถึงผูปกครองได้รับทราบเกี่ยวกับ ู้ ้โครงงานที่ผเู ้ รี ยนทาเป็ นเบื้องต้น เค้าโครงโครงงานจะประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ที่จาเป็ นในการทาโครงงานการเขียนรายงานโครงงานโดยเขียนตามแนวของรู ปแบบเค้าโครงโครงงาน มี1. ชื่อโครงงาน2. ชื่อผูทาโครงงานและโรงเรี ยน ้3. ครู ที่ปรึ กษา4. ความเป็ นมา /ความสาคัญของปัญหา5. จุดมุ่งหมาย / วัตถุประสงค์ของการศึกษา6. ขอบเขตของโครงงานที่จะทาการศึกษา
  5. 5. 7. สมมุติฐานของการศึกษา (ถ้ามี)8. ขั้นตอนการศึกษาหรื อดาเนินงาน9. เครื่ องมือหรื อวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาหรื อดาเนินงาน ่10. ผลการศึกษา (อาจจะอยูในรู ปแบบของตาราง กราฟ หรื อภาพถ่าย11. สรุ ปและวิเคราะห์ผลการศึกษา12. ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงานเรื่ องนี้13. เอกสารอ้างอิง / บรรณานุกรมขั้นตอนที่ 6 การลงมือปฏิบติโครงงาน ั การปฏิบติโครงงาน เป็ นการดาเนินงานตามแผนงานที่ได้กาหนดไว้ในเค้าโครงโครงงาน ั ่ที่ผานการเห็นชอบจากครู ผสอนหรื อครู ที่ปรึ กษาแล้ว ในการปฏิบติงานผูทาโครงงานควรจะ ู้ ั ้ดาเนินการดังนี้ 1. ทบทวนดูประเภทของโครงงงานอีกครั้งเพื่อจะได้มีความชัดเจนในการปฏิบติงาน ั 2. ผูทาโครงงานต้องกาหนดขั้นตอนในการปฏิบติงานอย่างละเอียด ชัดเจน ้ ั 3. ผูทาโครงงานต้องปฏิบติงานด้วยความรอบคอบ ประหยัด ้ ั 4. ผูทาโครงงานต้องมีการจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียด เป็ นขั้นเป็ นตอน ้ 5. ผูทาโครงงานต้องระบุเวลาของการปฏิบติงานในแต่ละขั้นตอนทุกขั้นตอน ้ ั 6. ในกรณี ที่มีขอผิดพลาด หรื อมีปัญหาในการปฏิบติงานในแต่ละขั้นตอน ต้องรี บปรึ กษา ้ ักับกลุ่ม หรื อครู ที่ปรึ กษาทันที เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีขั้นตอนที่ 7 การบันทึกผลการปฏิบติงาน ั การบันทึกผลข้อมูล หรื อผลการปฏิบติงานเป็ นสิ่ งจาเป็ นมาก เพราะโครงงานนั้น ๆ จะ ั ั ่ ับอกให้ผอื่นได้รับทราบว่าสิ่ งที่เขากาลังต้องการจะพิสูจน์หรื ออยากรู ้ หรื อกาลังปฏิบติอยูน้ น ู้เป็ นอย่างไร การสื่ อความหมายของตนเองให้ผอื่นเข้าใจเป็ นเรื่ องที่ผจดทาต้องเขียนเล่า หรื อ ู้ ู้ ัอธิบายให้ชดเจน เนื่องจากเป็ นการสื่ อความหมายทางเดียว การเขียนที่ชดเจนจะทาให้ผอ่าน ั ั ู้สามารถทาความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะต้องใช้วธีการต่าง ๆ ช่วย เช่น ทาตารางบันทึกผลการ ิทดลอง การสารวจ หรื อการแสดงความคิดเห็น เป็ นต้น
  6. 6. ขั้นตอนที่ 8 การเขียนรายงานโครงงาน การเขียนรายงานเป็ นการส่ งสารที่ผรับสาร คือผูอ่านไม่สามารถซักถามได้ ผูเ้ ขียนรายงาน ู้ ้จึงควรภาษาที่เข้าใจง่าย กระชับ ขัดเจน และครอบคลุมประเด็นสาคัญของโครงงานที่ทาไปแล้วรู ปแบบของการเขียนรายงานขั้นตอนที่ 9 การนาเสนอโครงงานและการแสดงผลงาน การนาเสนอโครงงาน เป็ นขั้นตอนสุ ดท้ายของการทาโครงงาน หลังจากที่ได้ผลที่ศึกษาเพื่อหาคาตอบ หรื อสร้างงานตามวัตถุประสงค์ของโครงงานแล้ว ผูจดทาโครงงานต้องการนา ้ัความรู ้หรื อผลงานที่ได้จากการทาโครงงานนั้นมานาเสนอให้ผอื่นทราบ สามารถนาเสนอได้ ู้อย่างหลากหลายรู ปแบบ อาจจะนาเสนอทางคอมพิวเตอร์ในลักษณะสื่ อมัลติมีเดีย นาเสนอเป็ นรู ปแบบการจาลอง เอกสารสิ่ งพิมพ์ แฟ้ ม การจัดนิทรรศการ การทาแผงโครงงาน การรายงานหรื อการสาธิต ซึ่งการบรรยายประกอบมักจะประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้ - ชื่อผูจดทา ้ั - ชื่อที่ปรึ กษา - ที่มาของการทาโครงงาน - ชื่อโครงงาน - ปัญหาหรื อเรื่ องที่ตองการศึกษาค้นคว้า รวบรวม ประดิษฐ์ หรื อทดลอง ้ - สมมุติฐาน (ถ้ามี) - วิธีดาเนินการ (ควรมีภาพประกอบการดาเนินการตามขั้นตอน เพื่อให้เห็นกระบวนการในการทางาน) - ผลการดาเนินการ / ผลการศึกษา - สรุ ปผล - ข้อเสนอแนะ10. บันทึกข้ อสั งเกต ระหว่างทาการทดลองให้สังเกต และบันทึกเป็ นข้อสังเกตไว้ เช่น ปัญหาที่พบ สิ่ งที่น่าสนใจ ทุกอย่างที่คุณทา และทุกอย่างที่เกิดขึ้น ข้อสังเกตเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากเมื่อคุณเขียนบทสรุ ป หรื อเมื่อต้องการวิเคราะห์หาข้อผิดพลาดจากการทดลอง
  7. 7. 11. คานวณ นาข้อมูลดิบมาคานวณได้เป็ นตัวเลขที่คุณพร้อมจะนาไปเขียนบทสรุ ป ยกตัวอย่าง เช่นคุณ ชังภาชนะ แล้วบันทึกในช่องข้อมูลดิบคือ "น้ าหนักภาชนะ" จากนั้นคุณเติมดินลงไปจานวน ่หนึ่ง แล้ว นาภาชนะไปชังน้ าหนักอีกครั้งแล้วบันทึกในช่องข้อมูลดิบช่อง "น้ าหนักภาชนะ + ่ดิน" ในภาคการคา นวณ คุณต้องคานวณหาว่าใช้ดินไปเป็ นจานวนเท่าไรในการทดลองแต่ละครั้งโดยการคานวณดังนี้ (น้ าหนักภาชนะ + ดิน) - (น้ าหนักภาชนะ) = น้ าหนักของดินที่ใช้ ผลของการคานวณที่ได้ให้นาไปบันทึก ในช่องผลลัพธ์ ของตารางในช่อง "น้ าหนักของดินที่ใช้"12. รวบรวมผลลัพธ์ ่ นาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมาแสดงในรู ปของตัวเลขในตาราง หรื อกราฟ หรื ออาจจะอยูในรู ปคาบรร ยายสิ่ งที่เกิดขึ้นระหว่างการทดลอง13. เขียนบทสรุป ผลลัพธ์และการคานวณที่ได้จากการทดลองทาให้คุณสามารถเห็นแนวโน้มของ ตัวแปรต่างๆที่ทาให้ เกิดผลต่างๆในการทดลอง ด้วยแนวโน้มนี้ คุณสามารถเขียนสรุ ปเกี่ยวกับระบบที่ศึกษา ซึ่งข้อสรุ ปนี้ ทาให้เราสามารถพิสูจน์สมมุติฐานว่าถูกต้องหรื อไม่ นอกจากนี้ในบทสรุ ปยังมักจะมีสิ่งต่อไปนี้ - ถ้าสมมุติฐานของคุณไม่ถูกต้อง คาตอบที่แแท้ควรจะเป็ นอะไร - ประมวล ่ความยากหรื อปัญหาที่เกิดขึ้น ระหว่างทาการทดลอง เพื่อเป็ นแนวทางปรับปรุ งแก้ไขใน การทาการทดลองคราวหน้าคุณต้องการเปลี่ยนแปลง กรรมวิธีทดลอง และะทาการทดลองนี้ซ้ าอีกหรื อไม่ - อะไรที่คุณคิดว่าจะทดลอง แตกต่างออกไปในการ ทดลองคราวหน้า - บันทึกรายการสิ่ งที่คุณได้เรี ยนรู ้ - พยายามตอบคาถามที่เกิดขึ้นใหม่จากการทดลอง เพื่อตั้งสมมุติฐานที่สามารถทาการทดสอบได้อีก ในคราวต่อไปขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.koogun.net/media/project/projec.htmภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

×