Your SlideShare is downloading. ×
0
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Network equipment
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

Network equipment

400

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
400
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
3
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide
  • การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งความถี่ จะอนุญาตให้ผู้ส่งหรือสถานีส่งจำนวนหลาย ๆ สถานี และสถานีฝ่ายรับสามารถสื่อสารร่วมกันอยู่บนสายสัญญาณเดียวกันได้ ด้วยการใช้เทคนิคแบบแอนะล็อกที่ข้องเกี่ยวกับแบนด์วิดธ์ของลิงก์ หรือตัวกลางส่งข้อมูลเป็นสำคัญ โดยสัญญาณต่าง ๆ จะถูกสร้างขึ้นจากแต่ละสถานีส่ง ด้วยการมอดูเลตกับสัญญาณพาหะให้มีความถี่ที่แตกต่างกันบนตัวกลาง กล่าวคือ แบนด์วิดธ์ของลิงก์จะมีการแบ่งส่วนเป็นย่านความถี่ย่อย ( Sub Channel) ให้เพียงพอกับแบนด์วิดธ์ที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม แต่ละแชนแนลก็จะมีแบนด์วิดธ์ที่ไม่ได้ถูกใช้หรือที่เรียกว่า Guard Band เพื่อป้องกันไม่ให้แต่ละแชนแนลเกิดการแทรกแซงสัญญาณระหว่างกัน
  • การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลา เหมาะกับสัญญาณแทนข้อมูลแบบดิจิตอล เนื่องจากสัญญาณดิจิตอลนั้นจะมีช่วงเวลาที่แน่นอนของบิตแต่ละบิต จึงทำให้สามรถมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลาให้มีความสอดคล้องกับเวลาของบิตได้ แต่อย่างไรก็ตาม การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเลานี้จะข้องเกี่ยวกับอัตราความเร็ว ( Data Rate) ของตัวกลางส่งข้อมูลเป็นสำคัญ โดยสัญญาณที่มีอัตราความเร็วต่ำหลาย ๆ สัญญาณ เมื่อนำมามัลติเพล็กซ์รวมกันก็จะได้สัญญาณที่มี Data Rate ที่สูงขึ้น โดยการมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลานี้ ยังสามารถแบ่งย่อยออกเป็น “ การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลาในรูปแบบซิงโครนัส” และ “ การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลาในรูปแบบสถิติ”
  • ซิงโครนัสทีดีเอ็ม ( Sync TDM) จะอนุญาตให้ข้อมูลจากแต่ละแหล่งมาหมุนเวียนเพื่อส่งข้อมูลไปบนสายส่งข้อมูลความเร็วสูง ด้วยการใช้หลักการเดียวกับ Round-Robin เช่น มีจำนวน n ที่อินพุตเข้ามา ซิงโครนัสทีดีเอ็มก็จะให้ชิ้นส่วนของข้อมูล เช่น ไบต์ข้อมูล จากอุปกรณ์ส่งผ่านไปยังสายส่งข้อมูลความเร็วสูง จากนั้นก็ให้อุปกรณ์ที่จะอินพุตในลำดับถัดไปส่งไบต์ข้อมูลผ่านสายส่งข้อมูลความเร็วสูงหมุนเวียนต่อไปเรื่อย ๆ และจะเกิดอะไรขึ้ น หากสถานีผู้ส่งบางสถานีที่ไม่ต้องการส่งข้อมูลในช่วงเวลาขณะนั้น จะเห็นได้ว่ามีเพียงยูสเซอร์ A เท่านั้นที่ต้องการส่งข้อมูล ในขณะที่ยูสเซอร์อื่น ๆ ไม่มีข้อมูลที่ต้องการส่งหรือเรียกว่าอยู่ในสถานะ Idle ดังนั้น หากสถานีอื่น ๆ ที่ไม่ไดมีการส่งข้อมูล มัลติเพล็กเซอร์ก็จะทำการส่งสลอต ( Slot) ข้อมูลของสถานีที่ Idle ผ่านสายส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง โดยสลอตดังกล่าวนี้จะเป็นสลอตว่าง ซึ่งการส่งสลอตว่างออกไปก็เพื่อจุดประสงค์ให้คงลำดับเหมือนเดิม โดยตัวอย่างการซิงโครนัสทีดีเอ็มที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน เช่น T-1 Multiplexing, ISDN Multiplexing และ SONET เป็นต้น
  • 1. จะได้เวลาในการส่งเท่ากันทุกตัว 2. ถึงแม้ผู้ส่งไม่มีอะไรจะส่งก็ต้องจองเวลาไว้ให้ 3. อุปกรณ์แต่ละตัวจะอยู่ในกระบวนการ Interleaved 4. Time slot จะอยู่ในระดับคงที่เท่ากันทุกตัว และจะแบ่งเวลาไว้ให้แม้จะไม่มีข้อมูล 5. จะแบ่งเวลาไปให้เครื่องอื่นไม่ได้เพราะถูกจองไว้เฉพาะเครื่อง Interleaved** Synchronous TDM สามารถเปรยบเหมือนกับ Switch ที่หมุนเมื่อ Switch หมุนถึงผู้ส่งก็จะดึงข้อมูลทีละ 1 ตัวและหมุนด้วยความเร็วที่คงที่ แต่ถ้าไม่มีข้อมูลก็จะเป็น slot ว่าง
  • การมัลติเพล็กซ์แบบ FDM และ Sync TDM นั้นจะไม่มีการการันตีปริมาณความจุของลิงก์ที่ใช้งาน กล่าวคือจำเป็นต้องสิ้นเปลืองไปกับสลอตว่างเปล่าที่ส่งไปพร้อมกับตัวกลางโดยใช่เหตุ ในกรณีที่อุปกรณ์ต้นทางไม่มีการส่งข้อมูล แต่ก็จำเป็นต้องส่งสลอตว่างออกไปเพื่อคงลำดับในข้อมูล เนื่องจากไทม์สลอต ( Time Slot) ได้มีการกำหนดขึ้นมาก่อนและมีความคงที่นั่นหมายถึงปริมาตรความจุข้อมูลบนลิงก์ก็จะสูงเสียไปแล้วครึ่งหนึ่ง การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งเวลาในรูปแบบสถิติ ( Stat TDM) อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อะซิงโครนัสทีดีเอ็ม ( Asynchronous TDM) เป็นการมัลติเพล็กซ์เชิงสถิติที่ข้อมูลสามารถส่งร่วมกันบนสายในลักษณะแบบแบ่งเวลาตามความต้องการ ( On-Demand) ซึ่งออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียสลอตว่างเปล่าของสถานีที่ไม่การส่งข้อมูล ดังนั้น ข้อมูลที่ส่งจะถูกส่งไปยังบนสายเฉพาะสถานีที่ต้องการส่งข้อมูลเท่านั้น ถึงแม่ว่าซิงโครนัสทีดีเอ็มจะมีความคล้ายคลึงกับสแตตทีดีเอ็ม ตรงที่อนุญาตให้จำนวนอินพุตหลาย ๆ อินพุตที่มีความเร็วต่ำ มาทำการมัลติเพล็กซ์ด้วยสายส่งข้อมูลเส้นเดียวที่มีความเร็วสูง แต่จะมีความแตกต่างกันตรงที่สแตตทีดีเอ็มจะมีความเร็วโดยรวมของข้อมูลที่อินพุตเข้ามา บนสายส่งมากกว่าแบบซิงโครนัสทีดีเอ็มที่ต้องสูญเสียไปกับสลอตว่างเปล่า จะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาขณะนั้น จะมีเพียงยูสเซอร์ A และยูสเซอร์ C ที่ต้องการส่งข้อมูลในขณะที่ยูสเซอร์อื่น ๆ ไม่มีการส่งข้อมูล ก็จะไม่มีการส่งสลอตว่างออกไปบนสายส่ง
  • STDM เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อินเทลลิเจนท์ TDM (Intelligent TDM) STDM เป็นวิธีการมัลติเพล็กซ์ที่ปรับปรุงการทำงานมาจากวิธีซิงโครนัส TDM ให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นเพื่อรองรับจำนวนช่องทางให้ได้มากขึ้น การกำหนดช่วงเวลาส่งข้อมูลจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์คือเทอร์มินอลที่ไม่มีข้อมูลส่ง ก็จะไม่กำหนดช่วงเวลา ผลคือสามารถลดช่วงเวลาว่างลงได้อย่างมาก อาจกล่าวได้ว่า MUX แบบ TDM ทำงานโดยมีเวลาเป็นตัวผลักดัน ในขณะที่ MUX แบบ STDM มีข้อมูลและเวลาเป็นตัวผลักดัน
  • ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคใหม่ ที่เรียกว่า การผสมสัญญาณตามความยาวคลื่นแบบหนาแน่นสูง (Dense Wavelength Division Multiplexing :DWDM) ซึ่งมีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลจาก 80 ช่องสัญญาณเข้าด้วยกัน เพื่อส่งออกทางสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว
  • กำหนดให้ผู้ใช้กลุ่มหนึ่งใช้คลื่นความถี่หรือช่องสัญญาณเดียวกัน เมื่อผู้ใช้คนหนึ่งกำลังใช้โทรศัพท์ ผู้ใช้คนอื่นจะไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้จนกว่าช่องสัญญาณนั้นจะว่าง คือผู้ใช้คนเดิมเลิกใช้โทรศัพท์หรือเคลื่อนที่ไปยังเซลล์อื่น ต่อมาระบบโทรศัพท์ส่วนใหญ่ได้พัฒนาไปใช้การสื่อสารระบบดิจิทัลทำให้การผสมสัญญาณแบบนี้ถูกยกเลิกไป
  • ระบบ TDMA จะกำหนดจำนวนผู้ใช้ไว้เพียงกลุ่มละ 3 คนเท่านั้นและมักจะทำงานร่วมกับการผสมคลื่นแบบ FDMA เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น
  • ผู้ใช้สามารถนำบัตรสมาร์ทการ์ด นี้ ติดตัวไปเพื่อใช้กับอุปกรณ์มือถือ โทรศัพท์ที่บ้าน โทรศัพท์ที่ทำงาน หรืออุปกรณ์สื่อสารใด ๆ ก็ได้ ตัวควบคุมระบบศูนย์กลางจะมองเห็นอุปกรณ์ที่ผู้ใช้กำลังใช้งานอยู่เป็นของผู้ใช้คนนั้นเสมอ เช่น ไม่ว่าจะใช้อุปกรณ์ใด ณ ที่ใดก็จะเป็นหมายเลขโทรศัพท์เดิมของผู้ใช้คนนั้น
  • การต่อมัลติเพล็กเซอร์แบบแคสเคด มักซ์สามารถนำมาใช้เชื่อมต่อสายสื่อสารเข้ากับมักซ์ตัวอื่นได้ เช่น มักซ์ตัวแรกเชื่อมเทอร์มินอล 4 ตัวต่อเข้าด้วยกันและเดินทางผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เพื่อต่อเข้ากับมักซ์ตัวที่สอง มักซ์ตัวที่สองจะทำหน้าที่เป็นดีมักซ์ ( De multiplexer) ทำการแยกสัญญาณออกเป็น 4 ช่องสัญญาณเหมือนเดิม สายทั้ง 4 เส้นนี้รวมกับสายสัญญาณอื่น ๆ ต่อเข้ากับมักซ์ตัวที่สามผ่านสายสื่อสารความเร็วสูง ซึ่งอาจเป็นสาย WAN ไปสิ้นสุดที่เครื่องโฮสต์ และมีดีมักซ์อยู่อีกตัวหนึ่ง รูปแบบการต่อนี้ เรียกว่า การต่อมัลติเพล็กเซอร์แบบแคสเคด ( Cascading Multiplexers) เหมาะสำหรับองค์กรที่มีพนักงานกระจายอยู่ในสถานที่ต่างกันหลายแห่ง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเช่าสายวงจรเช่าลงได้มาก
  • คอนเซนเทรเตอร์เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่คล้ายกับมักซ์ คือ รวมสัญญาณจากสายสื่อสารหลายเส้นเข้าด้วยกันเพื่อส่งออกทางสายสื่อสารเพียงเส้นเดียว มีความต่างกันในรายละเอียดและวิธีนำมาใช้งาน มักซ์จำเป็นต้องใช้งานเป็นคู่เสมอ คอนเซนเทรเตอร์ใช้เพียงเครื่องเดียวและยังมีขีดความสามารถในการประมวลผลและเก็บข้อมูลได้ด้วย
  • เนื่องจากคอนเซนเทรเตอร์มีตัวประมวลผลและหน่วยบันทึกข้อมูลในตัวเอง จึงสามารถทำงานร่วมกับเทอร์มินอลได้ แม้ว่าสายสื่อสารที่ติดต่อกับโฮสต์จะเสียหายหรือถูกยกเลิกเป็นการชั่วคราว ข้อมูลจากเทอร์มินอลจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีและนำส่งต่อไปยังโฮสต์เมื่อสายสื่อสารสามารถใช้งานได้ตามปกติ
  • เช่น การเบิกเงินสดจากเครื่องเอทีเอ็มมี ข้อกำหนดให้เบิกได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อหนึ่งวัน ถ้าผู้ใช้เครื่องเอทีเอ็มพิมพ์ตัวเลขเกินจำนวนดังกล่าว ข้อมูลที่ส่งไปที่โฮสต์จะต้องถูกปฏิเสธกลับมาแน่นอน เครื่องฟร้อนท์เอนด์โปรเซสเซอร์สามารถตรวจความ ผิดปกตินี้และแก้ไขโดยไม่ส่งข้อมูลนั้นไปให้โฮสต์แต่ส่งข้อความเตือนกลับไปยังเครื่องเอทีเอ็มนั้นแทน
  • เช่น ในเครื่องพีซีส่วนใหญ่จะใช้รหัสแทนข้อมูลแบบแอสกี ( ASCII) เครื่องเมนเฟรมไอบีเอ็มส่วนใหญ่ใช้รหัสเอ็บซีดิก ( EBCDIC) การสื่อสารระหว่างเครื่องทั้งสองชนิดนี้จึงต้องมีการเปลี่ยนรหัสแทนข้อมูลจึงจะสามารถสื่อสารกันได้ ซึ่งคอนเวอร์เตอร์สามารถทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดี
  • Transcript

    • 1. NETWORK EQUIPMENTอุ ป กรณ์ ก ารสื ่ อ สารข้ อ มู ล
    • 2. อุ ป กรณ์ ท ี ่ จ ำ า เป็ น ต่ อ การสื ่ อ สารข้ อ มู ล คอมพิ ว เตอร์ ได้ แ ก่  มั ล ติ เ พล็ ก ซ์ เ ซอร์  คอนเซนเตรเตอร์  ฟรอนต์ เ อ็ น โปรเซสเซอร์  คอนโทรลเลอร์ รวมทั ้ ง อุ ป กรณ์ อ ื ่ น ๆ เช่ น เกตเวย์ เรา เตอร์ บริ ด จ์ รี พ ี ต เตอร์ โมเด็ ม เป็ น ต้ น
    • 3.  พอร์ ต (Port) ปลั ๊ ก ชนิ ด หนึ ่ ง ที ่ ใ ช้ ก ั บ เครื ่ อ งคอมพิ ว เตอร์ ซึ ่ ง มี ไ ว้ ส ำ า หรั บ การ เชื ่ อ มต่ อ อุ ป กรณ์ อ ื ่ น เข้ า กั บ เครื ่ อ ง คอมพิ ว เตอร์ คอมพิ ว เตอร์ ท ุ ก เครื ่ อ งจะต้ อ งมี ช ่ อ ง ต่ อ เชื ่ อ มอุ ป กรณ์
    • 4.  เป็ น อุ ป กรณ์ เ น็ ต เวิ ร ์ ค ที ่ ท ำ า หน้ า ที ่ ใ นการ รวบรวมสั ญ ญาณหรื อ ข้ อ มู ล จากแหล่ ง ต่ า งๆ ก่ อ นที ่ จ ะส่ ง ไปในสื ่ อ สั ญ ญาณ เดี ย วกั น โดยที ่ ไ ม่ ท ำ า ให้ เ กิ ด การ เปลี ่ ย นแปลงข้ อ มู ล ที ่ ฝ ั ่ ง ผู ้ ร ั บ ทำ า ให้ ก าร ใช้ ส ื ่ อ สั ญ ญาณที ่ ม ี อ ยู ่ เ ป็ น ไปอย่ า งมี ประสิ ท ธิ ภ าพ
    • 5. มั ก ซ์ (MUX) เป็ น อุ ป กรณ์ ท ี ่ ร วบรวมสั ญ ญาณจากสาย สื ่ อ สารหลายเส้ น เข้ า ด้ ว ยกั น เพื ่ อ ส่ ง ออก ทางสายสื ่ อ สารเพี ย งเส้ น เดี ย ว ช่ อ งสั ญ ญาณในสายเส้ น ที ่ ส ่ ง ออกจา กมั ก ซ์ จ ะถู ก แบ่ ง ออกเป็ น ส่ ว น ๆ เพื ่ อ แบ่ ง ปั น ในการส่ ง สั ญ ญาณที ่ ร ั บ เข้ า มาจาก สายสื ่ อ สารเส้ น ต่ า ง ๆ มั ก ซ์ จ ะทำ า งานเป็ น คู ่ เ หมื อ นกั บ โมเด็ ม คื อ มี ม ั ก ซ์ ท ี ่ ผ ู ้ ส ่ ง หนึ ่ ง ตั ว และอี ก หนึ ่ ง ตั ว อยู ่ ทางฝั ่ ง ผู ้ ร ั บ ข้ อ มู ล ที ่ ร ั บ เข้ า มาจากสายสื ่ อ สารทางฝั ่ ง
    • 6. การผสมสั ญ ญาณแบบทั ่ ว ไป มั ก ซ์ ท ั ่ ว ไปใช้ ก ารผสมสั ญ ญาณออกเป็ น 4 ชนิ ด  การผสมสั ญ ญาณตามความถี ่ - Frequency Division Multiplexing  การผสมสั ญ ญาณตามช่ ว งเวลา - Time Division Multiplexing  การผสมสั ญ ญาณตามค่ า สถิ ต ิ ข องเวลา ทำ า งาน -Statistic Time Division Multiplexing  การผสมสั ญ ญาณตามความยาวคลื ่ น ของ สั ญ ญาณ - Wavelength Division Multiplexing
    • 7. การผสมสั ญ ญาณตามความถี ่ (FDM)เป็นแบบทีนิยมใช้กันมากที่สดโดยเฉพาะด้านวิทยุและ ่ ุโทรทัศน์ โดยจะแบ่งช่องสัญญาณขาออกเป็นหลายช่องสัญญาณขนาดเล็กตามช่วงความถี่ของคลื่นสัญญาณและผู้รับก็จะปรับเพื่อรับคลื่นความถี่ทต้องการได้ ี่
    • 8. FDM process
    • 9. Figure 6.5 FDMdemultiplexing example
    • 10. การผสมสั ญ ญาณแบ่ ง ตามช่ ว งเวลา (TDM)ใช้ในการมัลติเพล็กซ์สัญญาณเสียงดิจิตอล เช่น แผ่นเพลงCD ช่องสัญญาณรวมจะถูกแบ่งออกเป็นช่วงเวลาเล็กๆ สายสื่อสารแต่ละเส้นจะได้รับกำาหนดช่วงเวลาอย่างน้อยหนึ่งช่วงและสามารถส่งสัญญาณเต็มขีดความสามารถของสาย โดยสัญญาณทีมอัตราความเร็วตำ่าหลาย ๆ สัญญาณ เมือนำามามัลติ ่ ี ่เพล็กซ์รวมกันก็จะได้สัญญาณที่มี Data Rate ทีสูงขึ้น ่
    • 11.  TDM แบ่ ง ได้ 2 ทาง คื อ Synchronous, AsynchronousSynchronous TDM : Sync TDM ตัว Multiplexer จะเป็นตัวค้นหาว่า Device ไหน ต้องการส่งโดยไม่สนใจว่า Device นีจะส่งหรือไม่ หรือ ้ Device นีเสียหรือไม่ ซึ่งจุดนี้ทำาให้เสียเวลา เกิดการ ้ สิ้นเปลืองทรัพยากร และจะแบ่งเวลาไปให้เครื่องอื่น ไม่ได้จะถูกจองไว้เฉพาะเครื่อง
    • 12. Interleaved**
    • 13.  TDM แบ่ ง ได้ 2 ทาง คื อ Synchronous, AsynchronousAsynchronous TDM หรื อ STDM (Statistical Time Division Multiplexing) แบ่งตามเวลาด้วยสถิติ เป็นเทคนิคการปิดรูรั่วของ Synchronous หลีกเลี่ยงขยะการเสียเปล่าของ ทรัพยากร ทำาให้ระบบโดยรวมดีขึ้น
    • 14. การผสมสั ญ ญาณตามความยาวคลื ่ น ของ สั ญ ญาณ (WDM) พัฒนาขึ้นสำาหรับใช้ส่งสัญญาณทังแบบอนาลอกและ ้ดิจิตอลผ่านสายใยแก้วนำาแสง แต่ละช่องสัญญาณจะถูกแบ่งตามความยาวคลื่นแสง ซึ่งมีหลักการเดียวกับ FDM เพียงแต่ในที่นีใช้กับคลื่นแสงทีมีความถี่สูงกว่ามาก ้ ่สามารถมีวงจรสื่อสาร 40 วงจร ขนาดวงจรละ 20 Gbps ซึงรวม ่ได้มากถึง 800 Gbps
    • 15. Figure 6.10 WDM
    • 16. การผสมสั ญ ญาณแบบไร้ ส าย (Wireless Communication) จำาเป็นต้องใช้เทคนิคการผสมสัญญาณเพือให้ผู้ใช้สามารถ ่ ส่งข้อมูลออกมาได้ตลอดเวลาในขณะทียงมีช่องสัญญาณ ่ ั ว่าง ผู้ใช้จึงสามารถส่งสัญญาณได้หลายช่องสัญญาณ กล่าวคือแต่ละช่องสัญญาณมีผู้ใช้ได้หลายคน ซึ่งจะทำาให้ ประสิทธิภาพในการใช้งานสูงขึ้น
    • 17. การผสมสั ญ ญาณแบบไร้ ส าย วิธีการเดิมทีกำาหนดช่องสื่อสารแบบถาวรหรือกึงถาวร ่ ่ ให้แก่ผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งผู้ใช้คนอื่นจะไม่สามารถใช้ช่อง สัญญาณนันได้แม้ว่าเจ้าของช่องสัญญาณจะไม่ได้ ้ ประโยชน์ใด ๆ วิธีการแบบนี้ได้แก่ ▪ การผสมสัญญาณแบบ FDMA ▪ การผสมสัญญาณแบบ TDMA ▪ การผสมสัญญาณแบบ CDMA
    • 18. การผสมสัญญาณแบบ FDMA(Frequency division multiple access) ▪เป็นการผสมสัญญาณแบบเซลลูลาร์ ซึ่งเป็นการส่ง สัญญาณออกไปทุกทิศทางรอบสถานีหรืออุปกรณ์ส่ง ใน ยุคแรกนั้นมีจำานวนผู้ใช้ไม่มากนัก การใช้ช่องสัญญาณ ร่วมกันจึงไม่มีความจำาเป็น
    • 19. การผสมสัญญาณแบบ TDMA(Time Division Multiple Access)▪ พัฒนาเพือเพิมประสิทธิภาพการใช้โทรศัพท์เซลลูลาร์แบบ ่ ่ ดิจิทลโดยเฉพาะโดยสัญญาณคลื่นวิทยุจะถูกแบ่งออกเป็น ั ช่วงเวลา (Time Slot) เพือให้ผู้ใช้ในกลุ่มสามารถใช้คลื่น ่ ความถี่เดียวกันในการสื่อสารพร้อมกัน
    • 20.  การผสมสัญญาณแบบไร้สาย ▪ การผสมสัญญาณแบบ TDMA ▪ เทคโนโลยีสำาหรับผู้ใช้ทั่วไปอีกแบบ หนึ่งเรียกว่า Personal Communication Service (PCS) เป็นการสือสารระบบไร้สายในยุคที่สาม ่ ▪ ระบบนี้จะบันทึกข้อมูลของคนที่เป็น สมาชิกไว้ในอุปกรณ์บตรวงจร ั อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทการ์ด
    • 21. การผสมสั ญ ญาณแบบ TDMA▪การนำ า เทคโนโลยี TDMA มาใช้ ง านร่ ว มกั บ FDMA ทำ า ให้ เ กิ ด ข้ อ ได้ เ ปรี ย บคื อ นอกจากจะใช้ ส ่ ง ข้ อ มู ล ที ่ เ ป็ น เสี ย งพู ด แล้ ว ยั ง สามารถใช้ ส ่ ง แฟกซ์ การประชุ ม ผ่ า นวี ด ิ ท ั ศ น์ และข้ อ มู ลอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ อ ื ่ น ๆ ได้ ช่ ว ยให้ ไ ม่ เ กิ ดปั ญ หาการรบกวนกั น เองของสั ญ ญาณ(Interference) ระหว่ า งผู ้ ใ ช้ ช่ ว ยยื ด อายุ
    • 22. การผสมสั ญ ญาณแบบไร้ ส าย ▪ การผสมสั ญ ญาณแบบ CDMA (Code Division Multiple Access) ▪ โทรศั พ ท์ ข องผู ้ ใ ช้ แ ต่ ล ะคนจะถู ก กำ า หนดรหั ส สั ญ ญาณคลื ่ น วิ ท ยุ เ ฉพาะ ตนที ่ ไ ม่ ซ ำ ้ า กั บ ผู ้ ใ ด สถานี ส ื ่ อ สารจะ ใช้ ร หั ส นี ้ เ ป็ น ส่ ว นหนึ ่ ง ของการรั บ -ส่ ง สั ญ ญาณ ▪ ระบบ CDMA สั ญ ญาณจะถู ก แบ่ ง ออก เป็ น หลายส่ ว นและถู ก ส่ ง ออกไปหลาย ความถี ่ พ ร้ อ มกั น
    • 23. การผสมสั ญ ญาณแบบ Multiple Access สำ า หรั บ การสื ่ อ สารไร้ ส าย•FDMA (Frequency DivisionMultiple Access)ผู ้ ใ ช้ แ ต่ ล ะคนถู ก กำ า หนดช่ อ งสั ญ ญาณไว้ ล ่ ว งหน้ า•TDMA (Time DivisionMultiple Access)ผู ้ ใ ช้ ใ นกลุ ่ ม สามารถใช้ ค ลื ่ น ความถี ่เดี ย วกั น ในการสื ่ อ สารพร้ อ มๆกั น ได้โดยกำ า หนดกลุ ่ ม ละ 3 คน
    • 24.  มั ล ติ เ พล็ ก เซอร์ ส ามารถนำ า มาจั ด การ ใช้ ง านในการสื ่ อ สารข้ อ มู ล ได้ ห ลาย รู ป แบบ (Configurations) รู ป แบบที ่ ง ่ า ยที ่ ส ุ ด คื อ การนำ า มั ก ซ์ ส อง เครื ่ อ งมาต่ อ เข้ า ที ่ ฝ ั ่ ง โฮสต์ แ ละฝั ่ ง เท อร์ ม ิ น อลอย่ า งละเครื ่ อ งในลั ก ษณะ เดี ย วกั บ การใช้ โ มเด็ ม จำ า นวนสายที ่ ต่ อ เข้ า กั บ มั ก ซ์ จ ะต้ อ งเท่ า กั บ จำ า นวนเท อร์ ม ิ น อลที ่ ม ี ใ ช้ ง าน และจำ า นวนสายต่ อ
    • 25.  มั ก ซ์ ส ามารถนำ า มาดั ด แปลงเพื ่ อ ใช้ ในการเชื ่ อ มต่ อ สายสื ่ อ สารความเร็ ว สู ง ระหว่ า งโฮสต์ ไ ด้ ในลั ก ษณะนี ้ จ ะ นำ า มั ก ซ์ ช นิ ด พิ เ ศษ เรี ย กว่ า อิ น เวอร์ สมั ล ติ เ พล็ ก เซอร์ (Inverse Multiplexer)
    • 26.  ข้ อ มู ล ที ่ ส ่ ง ออกมาจากโฮสต์ ท ั ้ ง สอง เครื ่ อ งมี ค วามเร็ ว 56 Kbps แต่ ส าย สื ่ อ สารมี ค วามเร็ ว เพี ย ง 9,600 bps ฝั ่ ง ผู ้ ส ่ ง จึ ง เข้ า มาแบ่ ง สั ญ ญาณ 56 Kbps ออกเป็ น สั ญ ญาณขนาด 9,600 bps ส่ ง ออกไปทางช่ อ งสั ญ ญาณ จำ า นวน 4 ช่ อ ง อิ น เวอร์ ส มั ล ติ เ พล็ ก เซอร์ ท างฝั ่ ง ผู ้ ร ั บ ก็ จ ะทำ า หน้ า ที ่ ร วมสั ญ ญาณ
    • 27.  เรี ย กอี ก อย่ า งหนึ ่ ง ว่ า หน่ ว ยประมวล ผลทางการสื ่ อ สาร (Communications Processor) โดยมากจะเป็ น คอมพิ ว เตอร์ อ ี ก ตั ว หนึ ่ ง ที ่ ท ำ า หน้ า ที ่ เ ฉพาะ ส่ ว นใหญ่ จ ะ มี ห น่ ว ยความจำ า สำ า รองพ่ ว งติ ด อยู ่ กั บ คอนเซนเทรเตอร์ ซึ ่ ง ทำ า หน้ า ที ่ รวมข้ อ มู ล ที ่ ส ่ ง เข้ า มาด้ ว ยความเร็ ว ตำ ่ า จากนั ้ น จะนำ า ข้ อ มู ล ที ่ ร วมกั น
    • 28. หลั ก การทำ า งานของคอนเซนเทรเตอร์1) การใช้บัฟเฟอร์ (Buffering)- ข้อมูลที่สงมายังคอนเซนเทรเตอร์มาจากหลายอุปกรณ์และ ่ หลายรูปแบบ- จึงต้องมีการจัดเก็บข้อมูลด้วยบัฟเฟอร์ เพือผ่านการจัดการ ่ ของ คอนเซนเทรเตอร์ต่อไป 2) จองเนือที่หน่วยความจำาและควบคุมการจัดคิว ้- มีขั้นตอนทีสลับซับซ้อนมาก ่- ข้อมูลจากอุปกรณ์รับ-ส่งข้อมูลปลายทางหลาย ๆ เครื่องมีการ ส่งเข้ามาพร้อม ๆ กัน จึงใช้วิธีการจองเนือทีหน่วยความจำา ้ ่ แบบไม่คงที่ (Dynamic allocation) มีการจัดคิวการทำางานที่ จัดการกับข้อมูลก่อนหลัง แล้วจึงส่งผ่านกระแสข้อมูลทีรวม ่ กันแล้วไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์
    • 29. หลั ก การทำ า งานของคอนเซนเทรเตอร์3) รับข่าวสารจากอุปกรณ์รับส่งข้อมูลปลายทาง- คอยตรวจสอบว่าเมือไรจะมี ข้อมูลส่งเข้ามา ่- การรอคอยข้อมูลเข้านีเป็นไปในลักษณะทีไม่แน่นอนว่าจะ ้ ่ เกิดขึ้นเมือใด และมาจากสายส่งเส้นไหน ดังนันจึงต้องมีการ ่ ้ ตรวจหา (Scan) ไปตามสายต่าง ๆ ด้วยความเร็วสูงเพือช่วย ่ ป้องกันสัญญาณสูญหายหรือผิดเพี้ยนไป4) รวมข้อมูลเพื่อส่งผ่านในสายส่งความเร็วสูง- รวมข้อมูลทีได้รับมาแล้วเปลี่ยนรหัส ่- จากนันจัดข้อมูลเป็นกลุ่ม โดยจะต้องให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ้ ทราบด้วยว่าข้อมูลกลุ่มนันมาจากสถานีไหน โดยเพิมรหัส ้ ่ ประจำาสถานีไว้ทสวนต้นของกลุ่มข้อมูล จึงจะอยูในสภาพ ี่ ่ ่ พร้อมที่จะส่งข้อมูล
    • 30. หลั ก การทำ า งานของคอนเซนเทรเตอร์5) ตรวจสอบข้อผิดพลาด- ในการส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง แบบซิงโครนัสจะมีการตรวจสอบโดยใช้แพริตี้บิต
    • 31.  คอนเซ็นเทรเตอร์สามารถเชื่อมต่อเทอร์มินอลจำานวน หนึ่งเข้ากับโฮลต์หลายเครื่องเพื่อเพิมประสิทธิภาพ ่ ในการทำางานได้
    • 32. ฟร้อนท์เอนด์โปรเซสเซอร์ (Front-End Processor; FEP) เครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่งทีมกจะวางไว้ทเดียวกันกับ ่ ั ี่ เครื่องโฮสต์ (ห้องเดียวกัน หรือตั้งไว้ติดกัน) มีสายเชื่อมต่อเพียงเส้นเดียวไปยังโฮสต์ เป็นคอมพิวเตอร์ชนิดหนึงจึงสามารถทำางานได้เหมือนกับ ่ คอมพิวเตอร์อื่น ๆ ทัวไป ่
    • 33.  วัตถุประสงค์หลักของการใช้เครื่องฟร้อนท์เอนด์ โปรเซสเซอร์เป็นการแบ่งเบาภาระทางด้านการติดต่อระบบ เครือข่ายออกจากเครื่องโฮสต์ แม้ว่าการประมวลผลหลักจะเกิดขึ้นทีเครื่องโฮสต์ แต่การ ่ ตรวจสอบความผิดพลาดและการแก้ไขข้อมูลเบื้องต้นเป็น หน้าทีของเครื่อง ฟร้อนท์เอนด์โปรเซสเซอร์ ่ ถ้าข้อมูลทีผิดพลาดถูกส่งไปที่โฮสต์กอาจจะทำาให้เกิดผลเสีย ่ ็ หายร้ายแรงขึ้นได้ แต่ถ้าให้โฮสต์ตรวจสอบทุกอย่างก็จะ เป็นการเพิ่มภาระงานให้กับโฮสต์
    • 34.  สามารถตอบรับการติดต่อผ่านระบบเครือข่าย โทรศัพท์ได้โดยอัตโนมัติ สามารถรวบรวมข้อมูลเป็นตัวอักษรแต่ละตัวหรือ เป็นกลุ่มตัวอักษรจาก กระแสบิททีรับเข้ามาได้ ่ สามารถวิเคราะห์ผลทางสถิติของข้อมูลได้ สามารถเปลี่ยนรหัสแทนข้อมูลเป็นแบบต่าง ๆ ได้ สามารถตรวจข้อผิดพลาด แก้ไข รวมทังการส่งข้อมูล ้ ใหม่ได้ ควบคุมการรับ-ส่งข้อมูลจากเทอร์มินอลได้โดยตรง
    • 35.  เปลี่ยนรูปแบบข้อมูลเพือให้เหมาะกับการประมวลผล ่ ทีเครื่องโฮสต์ได้ ่ สามารถทำาการโพลลิ่งแทนโฮสต์ได้ โพลลิ ่ ง คื อ การเลือกถามตามคิว (Queue) เช่น มี Terminal อยู่ 3 เครื่อง ระบบ polling จะถาม Terminal ว่ามีข้อมูลหรือไม่ ถ้าไม่มก็หมดสิทธ์ ผ่านไป แล้วไป ี ถาม Terminal 2 ว่ามีข้อมูลหรือไม่ ถ้ามีก็ทำาการถ่าย ข้อมูลไปให้ polling ข้อดี ของPolling คือ ไม่เกิดการชนกันของข้อมูล แต่ข้อเสียของ Polling คือหากอุปกรณ์ชำารุดอาจ ทำาให้ระบบเสียได้
    • 36.  สามารถใช้โพรโทคอลหลายแบบเพื่อติดต่อกับเทอร์มนอล ิ แต่ละชนิดได้พร้อมกัน อนุญาตให้เทอร์มนอลสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ิ โดยไม่ต้องส่งไปทีโฮสต์กอน ่ ่
    • 37. ชนิดทีโปรแกรมอยู่บนระบบปฏิบัติการ ่ มีระบบปฏิบัติการและโปรแกรมควบคุมการทำางานต่างๆ เป็นตัวของตัวเอง จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ เช่นฟร้อนท์เอนด์โปรเซสเซอร์ทใช้งานร่วมกับเครื่อง ี่ เมนเฟรมของบริษัทไอบีเอ็ม (เช่น รุ่น 3704, 3750, 3725 และ 3745) มีโปรแกรมชื่อ Network Control Program (NCP) ซึ่งทำาการควบคุมการทำางานและเครื่องเทอร์มนอล ิ ทีมการใช้งาน วิธีการเชื่อมต่อและชนิดโปรแกรมทีเทอร์มิ ่ ี ่ นอลแต่ละตัวใช้ รวมทังข้อมูลสำาหรับการรักษาความ ้ ปลอดภัยของระบบ
    • 38. ชนิดทีเก็บโปรแกรมไว้ในชิป ่ โปรแกรมได้ถกใส่มาแล้วแต่เป็นแบบ Hard Wired คือ ู โปรแกรมจะถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์จึงไม่สามารถแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย ถูกออกแบบมาให้ทำางานเฉพาะอย่างควบคู่ไปกับเครื่อง โฮสต์บางรุ่นเท่านัน จึงสามารถทำางานร่วมกันได้ดีทสุด แต่ ้ ี่ เนืองจากไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย ดังนันการ ่ ้ เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยทีเกิดขึ้นกับระบบเครือข่าย เช่น ่ การเพิ่มจำานวนเทอร์มนอล หรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เครือ ิ ข่ายบางตัวก็อาจทำาให้เกิดความยุ่งยากขึ้นได้
    • 39. คอนโทรลเลอร์ (Controller) เป็นเสมือนการย่อส่วนเครื่อง ฟร้อนท์เอนด์ โปรเซสเซอร์ลงมา มีหน้าทีการทำางานคล้าย ๆ กันแต่มขีดจำากัดมากกว่า ่ ี คอนโทรลเลอร์ในปัจจุบันเพียงเครื่องเดียวสามารถ ควบคุมเทอร์มนอลได้เป็นจำานวนมาก ซึ่งอาจมีเครื่อง ิ พีซี เครื่องแฟกซ์ เครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ปนอยู่ ด้วย โดยใช้สายสือสารเพียงเส้นเดียวเชื่อมต่อไปยัง ่ โฮสต์
    • 40.  เป็นอุปกรณ์ทใช้เปลี่ยน Protocol ให้โดยอัตโนมัติ ี่ โปรโทคอล (Protocol) คือกฎระเบียบสำาหรับการสื่อสาร ข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายผู้ส่งและผู้รับข้อมูลจำาเป็นจะ ต้องใช้โปรโทคอล แบบเดียวกันจึงจะสามารถแลกเปลี่ยน ข้อมูลกันได้ (EBCDIC) (ASCII)
    • 41.  Serial to LAN Converter Model : RS-LAN-1 เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้น เพื่อใช้เเปลงระบบการรับ- ส่งข้อมูลผ่านทางพอร์ต อนุกรม ตามมาตรฐาน
    • 42. ชนิ ด ของคอนเวอร์ เ ตอร์ คอนเวอร์เตอร์มีอยู่หลายชนิด ชนิดที่มีใช้งานแพร่หลายมักจะถูก ออกแบบมาสำาหรับใช้ในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์สองชนิดที่ แตกต่างกันโดยเฉพาะ คือไม่สามารถนำาไปใช้กับอุปกรณ์ชนิดอื่น ได้ สามารถติดตั้งไว้ที่ฝั่งโฮสต์หรือวางไว้ฝั่งผู้ใช้ก็ได้
    • 43.  คอนเวอร์เตอร์อีกชนิดหนึ่งเป็นเพียงโปรแกรมทีติดตั้ง ่ ไว้ในโฮสต์ ถูกเรียกใช้เพื่อสื่อสารกับผู้ใช้ แทนการติดตั้งอุปกรณ์ เพิมเติม ่ วิธีการนีช่วยลดปัญหาในเรื่องการบำารุงรักษาอุปกรณ์ ้ ทังในด้านจำานวนและชนิดทีต้องการ เพราะการใช้ ้ ่ โปรแกรมนันสามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ้ กว่า แม้ว่าจะต้องใช้เวลาในการประมวลผลเพิมขึ้น ่ ก็ตาม
    • 44.  หน้าทีหลักของเกตเวย์คือช่วยทำาให้เครือข่าย ่ คอมพิวเตอร์ 2 เครือข่าย หรือมากกว่าทีมลักษณะไม่ ่ ี เหมือนกัน (Connectivity) สามารถติดต่อกันได้เสมือน เป็นเครือข่ายเดียวกัน มักจะติดตั้งไว้ในระบบเครือข่ายเฉพาะบริเวณเพื่อใช้ใน การติดต่อสื่อสารกับระบบเครือข่ายอื่น หรือระบบเครือ ข่ายขนาดใหญ่ที่ใช้โพรโทคอลต่างชนิดกัน ดังนัน ้ เกตเวย์จึงทำาหน้าทีเป็นคอนเวอร์เตอร์ด้วย ่
    • 45. การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายย่อย (Subnetwork) ของ วงจรเสมือน (Virtual) 2 เครือข่าย- มีตัวรีเลย์ทำาหน้าทีอยูระหว่างจุดเชื่อมต่อของเครือข่าย ่ ่ เพือให้สามารถทำาการเปลี่ยนแพ็กเกตจากเครือข่ายหนึ่ง ่ ไปอีกเครือข่ายหนึง จัดการโดยผู้ดูแลเครือข่ายของ ่ แต่ละเครือข่ายและใช้โพรโทคอลบนสายร่วมกันใช้โพร โทคอล X.75 แพ็กเกตของข้อมูลจะต้องเดินไปตามลำาดับ ของเกตเวย์จะมีการทำางานภายในเป็นแบบดาต้าแกรม-
    • 46. การเชื่อมต่อแบบดาต้าแกรม ข้อมูลสามารถเดินทางผ่าน เกตเวย์ระหว่างเครือข่ายได้ โดยจะต้องมีการรวมรูปแบบโพรโทคอลในชั้นดาต้าลิงค์ (Data Link Layer) ในการส่งผ่านข้อมูล ในการส่งผ่านข้อมูลนัน ดาต้าแกรมจะทำาการนำาข้อมูลที่ ้ ได้รับจากส่วนหัวและส่วนหางเพื่อสร้างเป็นเฟรมและ เฟรมนีถูกส่งผ่านไปยังเครือข่ายที่ 1 เมือดาต้าไปถึง ้ ่ เกตเวย์ ข้อมูลส่วนหัวและส่วนหางของชั้นดาต้าลิงค์จะ ถูกถอดออกเหลือแต่ดาต้าแกรมล้วน ๆ อีกครั้ง
    • 47. การเชื่อมต่อแบบดาต้าแกรม เมือเดินทางไปยังเครือข่ายที่ 2 จะมีการแยกเฟรมทีแตก ่ ่ ต่างกันออกไปของแต่ละเกตเวย์ กระบวนการแยกและรวมเฟรมนีจะทำาซำ้าไปมาจนกระทัง ้ ่ ดาต้าแกรมไปถึงโฮสต์ปลายทางแต่ละเครือข่าย
    • 48. เกตเวย์ แ บบอะซิ ง โครนั ส ทำาหน้าที่เปลี่ยนรูปแบบข้อมูลของเครือข่ายแลนให้ เป็นแบบอะซิงโครนัสก่อนส่งออกไปสู่สายสื่อสาร เพือติดต่อกับอุปกรณ์ อื่น ๆ ภายนอกเครือข่าย ่ ทำาหน้าที่รับข้อมูลจากอุปกรณ์อะซิงโครนัส เช่น โมเด็มแบบอะซิงโครนัส เพื่อเปลี่ยนรูปแบบข้อมูล มาเป็นแบบทีใช้อยูในเครือข่ายแลน ่ ่ เกตเวย์แบบอะซิงโครนัสทีรู้จักกันดี ได้แก่ ่  X.25 เกตเวย์  T-1 เกตเวย์  เกตเวย์ที่รวมโมเด็มอะซิงโครนัสอยู่ในเครื่องเดียวกัน
    • 49. เกตเวย์ แ บบซิ ง โครนั ส ทำาหน้าที่ในการช่วยให้ผู้ใช้ (User) ภายในเครือข่ายLAN ให้สามารถ ติดต่อกับคอมพิวเตอร์เมนเฟรมภายนอกเครือ ข่ายโดยผ่านทางโมเด็มแบบซิงโครนัส เกตเวย์แบบซิงโครนัสทีรู้จักกันดี ได้แก่ ่  เกตเวย์ เอสเอ็นเอ (System Network Architecture; SNA)  เกตเวย์แบบอาร์เจอี (Remote Job Entry; RJE)
    • 50. เกตเวย์ แ บบซิ ง โครนั ส ทำาหน้าที่เป็นอุปกรณ์เพือให้เครื่องพีซในเครือข่ายทำางาน ่ ี “เสมือน” เป็นเทอร์มนอลของเครื่องเมนเฟรมภายนอก ิ เครือข่าย ส่วนทำาหน้าทีเป็นฟรอนด์เอ็นโปรเซสเซอร์ โดยจะสนับ ่ สนุนโพรโทคอลแบบซิงโครนัส เช่น BISYN หรือ SDLC เป็นต้น
    • 51.  ทำาหน้าที่แปลง Package ของเครือข่ายหนึงให้เครือข่า ่ ยอื่นๆ เข้าใจ การติดต่อข้ามเครือข่ายกัน หรือรวมหลาย ๆ เครือข่าย เข้าด้วยกันเรียกว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยแต่ละเครือ ข่ายจะเรียกว่าเครือข่ายย่อย (Sub network) ทำาหน้าที่ในการเชื่อมโยงแต่ละเครือข่ายเข้าด้วยกันตาม มาตรฐาน ISO เรียกว่า IWU (Inter Working Unit) อุปกรณ์ IWU ดังกล่าวนีมี 2 แบบ คือ ้ ▪ เราเตอร์ ▪ บริดจ์
    • 52.  สามารถหาช่องทางเชื่อมต่อ ระหว่างสองจุดไกลๆ ทีดี ่ ทีสุดให้ ใช้ในระบบเครือข่ายขนาดใหญ่เท่านั้น ่ ภายในจะมีหน่วยความจำาขนาดใหญ่ เพื่อจดจำา IP address ของทังโลก โดยจำาเฉพาะใกล้ๆ ถ้าไกลออกไป ้ จะส่งสัญญาณไปเช็คจาก router ตัวถัดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง IP address ทีต้องการ แล้วจึงสร้างช่อง ่ ทางเสมือนให้สองเครื่องเชื่อมต่อกันได้ ทำางานใน Layer3 (Network Layer)
    • 53.  เป็นอุปกรณ์ทมกจะใช้ในการเชื่อมต่อวงแลนเข้าด้วย ี่ ั กัน ทำาให้สามารถขยายขอบเขตของ LAN ออกไปได้ เรื่อยๆ โดยทีประสิทธิภาพรวมของระบบ ไม่ลดลงมาก ่ นัก มักจะถูกใช้ในการเชื่อมเครือข่ายย่อย ๆ ในองค์กรเข้า ด้วยกันเป็นเครือข่ายใหญ่ เพียงเครือข่ายเดียว เพือให้เครือข่ายย่อยๆ เหล่านันสามารถติดต่อ ่ ้ กับเครือข่ายย่อยอื่นๆ ได้ ทำางานใน Layer2 (Data Link Layer)
    • 54. หน้ า ที ่ แ ละลั ก ษณะที ่ ส ำ า คั ญ ของบริ ด จ์
    • 55.  Router  ทำางานในชั้น Network Layer มีการทำางานทีซบซ้อน ่ ั กว่าบริดจ์ โดย Router จะคำานวณหาเส้นทางทีดีทสุดใน ่ ี่ การส่งข้อมูล ใช้ข้อมูลหมายเลขทีอยู่ IP Address ่ Bridge  ทำางานในชั้น Data Link Layer ใช้ข้อมูลจากหมายเลข MAC Address
    • 56.  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนตัวกลางนำาสัญญาณจาก ตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่ง การใช้รีพตเตอร์จะทำาให้เครือข่ายทั้งสอง เสมือนเชื่อมกัน ี โดยที่สัญญาณจะวิ่งทะลุถึงกันได้หมด รีพีตเตอร์จึงไม่มีการ กันข้อมูล มีประโยชน์ในการเชื่อมต่อความยาวในการส่ง ข้อมูลให้ยาวขึ้น ทำางานในชั้นที่1 Physical Layer ทำาหน้าที่รับสัญญาณดิจิตอลเข้ามาแล้วสร้างใหม่ (Regenerate) ให้เป็นเหมือนสัญญาณ (ข้อมูล) เดิมที่สงมา ่ จากต้นทาง จากนั้นค่อยส่งต่อออกไปยังอุปกรณ์ตัวอืน ่
    • 57.  มีหน้าทีแปลงสัญญาณข้อมูลจากสัญญาณดิจิทลเป็น ่ ั สัญญาณอนาลอก และการแปลงสัญญาณอนาลอกเป็น สัญญาณดิจิทล ั โมเด็มในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีชิปประมวลผล (Processor) และหน่วยความจำา (ROM) อยู่ในตัวเครื่อง
    • 58.  โมเด็มทีเป็นอุปกรณ์ต่อพ่วงภายนอกเครื่อง ่ คอมพิวเตอร์ (External Modem) โมเด็มทีเป็นแผงวงจรต่อพ่วงเข้ากับแผงวงจรหลักใน ่ เครื่องคอมพิวเตอร์ (Internal Modem)
    • 59. 1) ความเร็วในการรับ–ส่งสัญญาณ หมายถึง อัตรา (Rate) ทีโมเด็มสามารถทำาการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโมเด็มอื่น ๆ มี ่ หน่วยเป็นบิต /วินาที (bps) หรือกิโลบิต/วินาที (kbps) ใน การบอกถึงความเร็วของโมเด็มเพือให้ง่ายในการพูดและ ่ จดจำา- 2) ความสามารถในการบีบอัดข้อมูล ข้อมูลข่าวสารทีส่ง ่ ออกไปบนโมเด็มนัน สามารถทำาให้มขนาดกะทัดรัด ด้วยวิธี ้ ี การบีบอัดข้อมูล (Compression) ทำาให้สามารถส่งข้อมูลได้ ครั้งละเป็นจำานวนมาก ๆ
    • 60. 3) ความสามารถในการใช้เป็นโทรสารโมเด็มรุ่นใหม่ ๆ สามารถส่งและรับ โทรสาร (FaxCapabilities) ได้ดีเช่นเดียวกับการรับและส่งข้อมูลหากมีซอฟต์แวร์ทเหมาะสมแล้วก็จะสามารถใช้แฟกซ์ ี่โมเด็มเป็นเครื่องพิมพ์ (Printer) ได้ เมือพิมพ์เข้าไปที่ ่แฟกซ์โมเด็มก็จะส่งเอกสารไปยังเครื่องโทรสารทีปลาย ่ทางได้
    • 61. 4) ความสามารถในการควบคุมความผิดพลาด โมเด็มจะใช้ วิธีการควบคุมความผิดพลาด(Error Control) ต่าง ๆ มากมายหลายวิธีในการตรวจสอบเพือการยืนยันว่าจะ ่ ไม่มข้อมูลใดๆ สูญหายไประหว่างการส่งถ่ายข้อมูลจาก ี คอมพิวเตอร์เครื่องหนึงไปยังอีกเครื่องหนึง ่ ่5) ออกแบบให้ใช้ได้ทงภายในและภายนอก โมเด็มที่ ั้ จำาหน่ายในท้องตลาด ทัว ๆ ไป จะมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ ่ โมเด็มแบบติดตั้งภายนอก (External Modem) และแบบติด ตั้งภายใน (Internal Modem)
    • 62. 6) สามารถใช้กับอินเตอร์เฟสต่าง ๆ ที่ใช้มาตรฐาน IEEE หรือ CCITT ได้7) สามารถรับและส่งข่าวสารได้ทงเสียง ภาพ ข้อความ ั้ และข้อมูลได้
    • 63. จำาแนกตามลักษณะการติดตั้งและการใช้งานแบ่งได้ เป็น 4 ประเภท1) โมเด็มชนิด PCMCIA และ Cellular Modem โมเด็มแบบ PCMCIA หรือ PC Card เป็นโมเด็มทีมขนาดเล็กทีสุด มี ่ ี ่ ขนาดเท่าบัตรเครดิต ได้รับการออกแบบเพื่อใช้กับ คอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊กส่วนประกอบของโมเด็มชนิดนี้ จะมีลักษณะคล้ายกับโมเด็มชนิดติดตั้งภายใน
    • 64. จำาแนกตามลักษณะการติดตั้งและการใช้งานแบ่งได้ เป็น 4 ประเภท2) โมเด็มชนิดกระเป๋า (Pocket Modem) โมเด็มขนาดเล็ก ประกอบด้วยวงจรเหมือนโมเด็มชนิดติดตั้งภายนอก โมเด็มชนิดนีมีความเหมาะสมกับคอมพิวเตอร์ชนิด ้ Laptop และชนิดโน้ตบุ๊ก
    • 65. จำาแนกตามลักษณะการติดตั้งและการใช้งานแบ่งได้ เป็น 4 ประเภท3) โมเด็มชนิดติดตั้งภายนอก โมเด็มชนิดนี้มลักษณะการ ี เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์อยูภายนอก โมเด็มชนิดนีติดตั้ง ่ ้ ผ่านพอร์ตอนุกรม (Serial) และพอร์ตยูเอสบี (USB)
    • 66. จำาแนกตามลักษณะการติดตั้งและการใช้งานแบ่งได้ เป็น 4 ประเภท4) โมเด็มชนิดติดตั้งภายใน โมเด็มชนิดนีติดตั้งอยูภายใน ้ ่ คอมพิวเตอร์มลักษณะเป็นแผงวงจรนำามาเสียบกับ ี เมนบอร์ดภายในคอมพิวเตอร์หรือลักษณะเป็นการ์ด เสียบลงในช่องเสียบ (Slot ) ภายในคอมพิวเตอร์
    • 67. โมเด็มทัวไปที่ใช้งานกันอยูนั้นเรียกว่า ่ ่ ดาต้า/แฟกซ์(Data/Fax) ส่งได้เฉพาะข้อมูล และโทรสาร การส่งข้อมูลนั้นจะส่งเป็นสัญญาณดิจิทลั ชิปที่ใช้งานประมวลผลเฉพาะข้อมูลและโทรสารโมเด็มอีกประเภทหนึงทีเพิมคุณสมบัติการประมวลผลเสียงได้ ่ ่ ่ เรียกว่า ดาต้า/แฟกซ์/วอย (Data/Fax/Voice) โมเด็มนีจะเพิ่มส่วนของตัวแปลงสัญญาณเสียงพูดเป็นอนา ้ ลอกให้เป็นดิจิทลทีประมวลผลได้ (Analog to Digital ั ่ Converter; ADC)
    • 68.  ปัจจุบันโมเด็มทีเป็นทีนิยมเป็นโมเด็มประเภทแรกเท่านัน ่ ่ ้ คือ ประเภททีทำางานเป็นเครื่องตอบและรับอัตโนมัติได้ แต่ ่ ประเภททีส่งเสียง (Voice) พร้อมกับส่งข้อมูล (Data) ได้นำา ่ มาทำาเป็นระบบตอบโทรศัพท์อัตโนมัติ (Automatic Answering Matching )
    • 69. เครื่องตรวจสอบอุปกรณ์ (Diagnostic Equipment) อุปกรณ์ตรวจสภาพสายสื่อสาร (Line Monitor)  ตรวจนับปริมาณข้อมูลที่ถูกส่งออกไปแล้วคำานวณเป็นตัวเลข ทางสถิติที่ต้องการ  รวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นทังหมดจากอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น มัลติ ้ เพล็กเซอร์ คอนเซ็นเทรเตอร์ คอนโทรลเลอร์ และข้อมูลจาก โปรแกรมควบคุมเครือข่าย เพื่อแสดงผลออกทาง หน้าจอ ซึ่ง เจ้าหน้าที่เทคนิคสามารถนำาข้อมูลนี้ไปใช้ในการค้นหาจุด บกพร่องหรืออุปกรณ์ที่เสียหายได้ กล่องตรวจสอบสัญญาณ (Breakout Box)
    • 70. เครื่องตรวจสอบอุปกรณ์ (Diagnostic Equipment) กล่องตรวจสอบสัญญาณ (Breakout Box)  การส่งสัญญาณผ่านสายสื่อสารโดยเฉพาะสายลวดทองแดง นั้นมักจะอยู่ในรูปของแรงดันไฟฟ้า ซึ่งการส่งสัญญาณที่ สมบูรณ์จะต้องมีขนาดแรงดันไฟฟ้าที่เหมาะสม สายสัญญาณที่ ต่อผ่านกล่อง ตรวจสอบสัญญาณนี้จะส่งแรงดันไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ผ่านอุปกรณ์ภายในตัวอุปกรณ์ฯ จึงสามารถแสดงให้เห็นสภาพ ของสัญญาณที่ดีและไม่ดีที่เกิดขึ้นได้
    • 71. อุปกรณ์รวมพอร์ตและเลือกพอร์ต ในกรณีทจำาเป็นต้องต่ออุปกรณ์หลายชนิดเข้ากับโฮสต์ ี่ ทีอาจมีจำานวนพอร์ตไม่เพียงพอก็อาจใช้อุปกรณ์รวม ่ พอร์ต (Port Concentrator) ช่วยได้ เช่น โฮสต์มพอร์ต ี เพียงพอร์ตเดียว จึงต้องใช้อุปกรณ์รวมพอร์ตมาเชื่อม ต่อระหว่างโฮสต์เข้ากับมัลติเพล็กเซอร์

    ×