• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
Bio physics period1
 

Bio physics period1

on

  • 886 views

 

Statistics

Views

Total Views
886
Views on SlideShare
876
Embed Views
10

Actions

Likes
0
Downloads
23
Comments
0

1 Embed 10

http://kominoni09092518.wordpress.com 10

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    Bio physics period1 Bio physics period1 Document Transcript

    • วิทยาศาสตรส่งแวดลอม ิระบบนิเวศ ระบบนิเวศ หมายถึง ระบบความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอมในบริเวณหนึ่งๆ มีทั้งธรรมชาติและมนุษยสรางขึ้น ถาเปนระบบนิเวศในธรรมชาติจะเปนระบบเปดสามารถถายเทผานบรรยากาศได ระบบนิเวศใหญที่สุดคือ โลกของสิ่งมีชีวิต หรือชีวภาค (ฺBiosphere) ระบบนิเวศ = กลุมสิ่งมีชีวิต + แหลงที่อยู (Ecosystem) (Community) (Habitat) สังคมสิ่งมีชีวิต (Community) หมายถึง สิ่งมีชีวิตตั้งแต 2 ชนิด (Species) ขึ้นไปมาอาศัยอยูรวมกันในที่แหงใดแหงหนึ่ง ซึ่งตางไปจากคําวา ประชากร (Population) ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเพียงอยางเดียวกันเทานั้น แหลงที่อยู (Habitat) อาจจะเปนแหลงนํ้าจืด (เชน บึง) แหลงนํ้าเค็ม (ชายหาด ปาไม ทุงหญา) ฯลฯ เปนทั้งที่อยูอาศัย แหลงอาหาร ที่หลบภัย แหลงสืบพันธุ และเปนแหลงเลี้ยงลูกออน สิ่งแวดลอม (Environment) มีสวนสําคัญในการกําหนดลักษณะและชนิดของสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดลอมยังเปนปจจัยสําคัญในการที่จะกําหนดวิถีชีวิตไปในรูปแบบตางๆ สิ่งแวดลอมแบงออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ 1. สิ่งแวดลอมทางชีวภาพ ไดแก สิ่งแวดลอมที่มีชีวิต ทั้งสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันและคนละชนิด มีความสัมพันธกัน อาจจะใหประโยชนซึ่งกันและกัน เปนอาหาร แกงแยง หรือเบียดเบียนกัน 2. สิ่งแวดลอมทางกายภาพและเคมี ไดแก ดิน นํ้า อากาศ แรธาตุ สารอาหาร แสงสวาง อุณหภูมิความชื้น ความเปนกรด-เบส (pH) ความเค็ม 2 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิตที่อาศัยอยูรวมกันในระบบนิเวศ ี การอาศัยอยูรวมกันตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต มีความสัมพันธกันอยางซับซอน มีทั้งเปนอาหารในหวงโซอาหารและสายใยอาหาร มีการพึ่งพาอาศัยกัน เกื้อกูลกัน เบียดเบียนกัน ภาวะอยูรวมกัน สัญลักษณ ความหมาย ตัวอยาง ภาวะไดประโยชนรวมกัน + / + ไดประโยชนรวมกัน ผีเสื้อกับดอกไม, ปูเสฉวนกับ (Protocooperation) (แยกกันไมเกิดความเสียหาย) ดอกไมทะเล, นกเอี้ยงบนหลัง ควาย, มดกับเพลี้ย ภาวะพึ่งพิง +/+ ไดประโยชนรวมกัน โปรโตซัวในลําไสปลวก, ไลเคนส (Mutualism) (แยกกันเกิดความเสียหาย) แบคที เ รี ย ในปมรากพื ช ตระกู ล ถั่ว, ตอไทรกับตนไทร ภาวะเกื้อกูล (อิงอาศัย) +/0 ฝายหนึ่งไดประโยชน เหาฉลามกับปลาฉลาม, แรงกับ (Commensalism) อีกฝายไมไดไมเสียประโยชน สิงโต, พืชเกาะบนเปลือกตนไม, ไกปากับชางปา ภาวะปรสิต +/- ฝายหนึ่งไดประโยชน (Parasite) พยาธิกับผูถูกอาศัย, เหาบน (Parasitism) อีกฝายเสียประโยชน (Host) ศีรษะ, เห็บกับสุนัข, ไรไกกับไก ภาวะลาเหยื่อ +/- ฝายหนึ่งไดประโยชน (Predator) เสือกับกวาง, กบกับแมลง, นก (Predation) อีกฝายเสียประโยชน (Prey) กับหนอน, เหยี่ยวกับงู ภาวะแกงแยง -/- สัตวแกงแยงอาหาร กระต า ยกั บ หนู แ ก ง แย ง กั น กิ น (Competition) พืชแกงแยงกันรับแสง หญา, ตนไทรเกาะรอบตนไมใหญ ขึ้นไปรับแสงจนตนไมใหญตาย+ ไดประโยชน, 0 ไมไดไมเสียประโยชน, - เสียประโยชน นอกจากนี้ยังมีภาวะยอยสลายอินทรียสาร (Saprophytism) ไดแก แบคทีเรีย เห็ด รา จะสรางสารออกมายอยสลายซากสิ่งมีชีวิต แลวดูดสารที่ยอยแลวเขาไปใชในการดํารงชีวิตการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ พืชเปลี่ยนพลังงานแสงจากดวงอาทิตยเปนพลังงานเคมี โดยกระบวนการสังเคราะหดวยแสง พลังงานเคมีจะถูกถายทอดตามหวงโซอาหารไปยังผูบริโภคอันดับ 1, 2 และ 3 ตามลําดับ ตัวอยางเชน ผูผลิต → ผูบริโภคอันดับ 1 → ผูบริโภคอันดับ 2 → ผูบริโภคอันดับ 3 หญา → ตั๊กแตน → นก → เหยี่ยว 3วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • การถายทอดพลังงานอาจจะเสนอเปนรูปพีระมิด C3 C2 C1 P P = ผูผลิต C1 = ผูบริโภคอันดับ 1 C2 = ผูบริโภคอันดับ 2 C3 = ผูบริโภคอันดับ 3ประเภทของพีระมิด (Pyramid) 1. พีระมิดแสดงจํานวน (Pyramid of number) มีทั้งชนิดหัวตั้งซึ่งมีฐานกวาง หรือหัวกลับก็ได ดังรูป งู 2 ตัว ไวรัส 1,000,000 ปลา 10 ตัว พยาธิ 1,000 ตัว ลูกกุง 1,000 ตัว หนอน 500 ตัว แพลงตอนพืช 10,000 เซลล สม 1 ตน 2. พีระมิดแสดงมวล (Pyramid of mass) อาจจะเปนหัวตั้งหรือหัวกลับก็ได เชนเดียวกัน ไวรัส 0.1 กรัม ปลาใหญ 30,000 กรัม พยาธิ 2 กรัม ปลาเล็ก 3,000 กรัม หนอน 300 กรัม ลูกปลา 700 ตัว ตนชมพู 10,000 กรัม พืช 3 กรัม 3. พีระมิดพลังงาน (Pyramid of energy) มีความสําคัญมากในระบบนิเวศ เพราะการกินกันเปนทอดๆในหวงโซอาหาร มีการถายทอดทั้งสาร พลังงาน รวมทั้งสารเคมีกําจัดศัตรูพืชพวกแมลง เชน DDT กําจัดเชื้อราการถายทอดจะมีการสูญเสียพลังงานตามลําดับ พีระมิดจึงเปนแบบหัวตั้งเทานั้น และพลังงานจะไมมีการหมุนเวียนกลับมาการหมุนเวียนของสารในระบบนิเวศ เปนการหมุนเวียนของสารและแรธาตุตางๆ ที่จําเปนตอการดํารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ที่สําคัญมากเชน นํ้า ออกซิเจน คารบอน ไนโตรเจน รองลงไปคือ ฟอสฟอรัส แคลเซียม กํามะถัน การหมุนเวียนอาจจะผานบรรยากาศ ดิน นํ้า และสิ่งมีชีวิต 4 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • วัฏจักรของนํ้า ผิวโลกมีสวนที่เปนแหลงนํ้าถึง 3 สวนใน 4 สวน แบงเปน นํ้าเค็ม 97.2% นําจืด 2.8% (ไดแก นําในแมนาลําคลอง ้ ้ ํ้นํ้าใตดิน ธารนํ้าแข็ง รวมทั้งไอนํ้าในอากาศ) การหมุนเวียนของนํ้าอาจจะผานสิ่งมีชีวิต หรือไมผานก็ได แหลงไอนํ้าคือนํ้าผิวโลก และนํ้าที่ไดจากการคายนํ้าในปาไมวัฏจักรของธาตุคารบอน (C) คารบอนในอากาศ คือ แกสคารบอนไดออกไซด (CO2) มีประมาณ 0.03-0.04% ปจจุบันมีแนวโนมสูงขึ้นเนื่องจากการเผาไหมเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรม ในสิ่งมีชีวิตอยูในรูปของสารอินทรียทั้งโปรตีน คารโบไฮเดรต ไขมันกรดนิวคลิอิก เมื่อสิ่งมีชีวิตตายทับถมกันเปนเวลานานจะเกิดเปนเชื้อเพลิงฟอสซิล ไดแก แกสธรรมชาติ นํ้ามันดิบ และถานหิน CO 2 อุตสาหกรรม สังเคราะหแสง หายใจ ทับถม พืช สัตว เชือเพลิง ้ ฟอสซิล ตายวัฏจักรของธาตุไนโตรเจน (N) ไนโตรเจนอิสระ (N2) ในอากาศมีถึง 78% แตพืชใชโดยตรงไมได ตองอาศัยแบคทีเรียที่ปมรากถั่ว และสาหรายสีเขียวแกมนํ้าเงิน เปลี่ยนเปนสารประกอบไนเตรด (NO-) ในดิน ในวัฏจักรมีแบคทีเรียหลายกลุม 3วัฏจักรของแคลเซียม ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร ทั้งแคลเซียม (Ca) ฟอสฟอรัส (P) และซัลเฟอร (S) มีตนกําเนิดมาจากหินถูกกัดเซาะลงไปในดินและแหลงนํ้าสิ่งมีชีวตนําไปสรางสารอินทรีย เชน โปรตีน และกระดูก ิมนุษยกับทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรและสิ่งแวดลอม เปนพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ ชาติ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ทรพยา ั กร อม  ่ิ ล สงแวด 5วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • มนุษยใชทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประโยชนในการดํารงชีวตมากขึ้นๆ ิ เพราะจํานวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ถาไมมีการวางแผนจะกอใหเกิดปญหามากมายตามมา ดังรูป เอเชียตะวันออก ลาตินอเมริกน อเมริกาเหนือ ั ชาวเกาะ แอฟริกา เอเชียใต รุสเซีย ยุโรป ญีปน ่ ุ พ.ศ. 2543 พ.ศ. 2533 พ.ศ. 2523 พ.ศ. 2513 พ.ศ. 2503 พ.ศ. 2493 พ.ศ. 2473 พ.ศ. 2443 พ.ศ. 2393 ปจจุบันประชากรโลกกวา 6,000 ลานคน และอีกประมาณ 50 ป จะเพิ่มเปนเกือบ 10,000 ลานคน กอใหเกิดปญหาตามมามากมาย เชน ขาดแคลนอาหาร ทรัพยากรธรรมชาติไมเพียงพอ เกิดปญหาขยะและมลภาวะมากมายดังนั้นจึงควรมีการวางแผนครอบครัวเพื่อลดอัตราเพิ่มของประชากร1. ทรัพยากรพลังงาน เชื้อเพลิง เมื่อเผาไหมกับกาซออกซิเจน จะเกิดพลังงานความรอน และเกิดกาซคารบอนไดออกไซด (CO2) และนํ้าเปนผลพลอยได ชนิดของเชื้อเพลิง 1. ปโตรเลียม หมายความถึง นํ้ามันดิบ กาซธรรมชาติ และกาซธรรมชาติเหลว (LPG) นํ้ามันดิบที่อยูในรูพรุนของหิน เรียกวา หินนํ้ามัน เปนสารไฮโดรคารบอน (CnH2n+2) 2. ถานหิน ไดแก ลิกไนต ซับบิทูมินัส บิทูมนัส และแอนทราไซต คุณภาพดีขึ้นตามลําดับตามปริมาณของ ิธาตุคารบอน (ประเทศไทยพบชนิดลิกไนต) พลังงานทดแทน 1. พลังงานนิวเคลียร 2. พลังงานธรรมชาติ เชน พลังงานแสง พลังนํ้า ลม และพลังงานใตพิภพโรงไฟฟานิวเคลียร ทั่วโลกมีประมาณ 432 โรง เมื่อเปรียบเทียบกับโรงไฟฟาที่ใชเชื้อเพลิงฟอสซิล ขอดี ขอเสีย 1. ไมเกิดปญหาเรื่องการเกิดกาซพิษ เชน CO2 SO2 1. อาจจะมีสารกัมมันตรังสีเล็ดลอดออกมากับอากาศ NO2 ฝุนละออง ขี้เถา และนํ้าบางเล็กนอย 2. ตนทุนผลิตไฟฟาตอหนวยถูก เพราะใชเชื้อเพลิงนอย 2. ตนทุนการสรางโรงงานแพงมาก ใชเวลาในการสราง 3. ประหยัดเชื้อเพลิงฟอสซิล (นํ้ามัน กาซ ถานหิน) กวา 10 ป 4. ผลิตไฟฟาไดมาก สนองความตองการใชไฟฟาภายใน 3. ตองมีวิธีกําจัดกากกัมมันตรังสี เชน ผสมกับซีเมนต ประเทศอยางเพียงพอ กอนบรรจุลงถัง นําไปฝงใตผิวดินลึก 6 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • พลังงานแสงอาทิตย โรงไฟฟาพลังแสงอาทิตย เปนพลังงานทดแทนอีกรูปแบบหนึ่ง เซลลสุริยะ (Solar cell) เปลี่ยนพลังงานแสงเปนพลังงานไฟฟา ยิ่งแสงเขมมากจะผลิตกระแสไฟฟาไดมาก ทําจากสารกึ่งตัวนํา เชน ธาตุซลคอน (Si) 2 แผนประกบกัน ิิขณะนี้การไฟฟาสวนภูมิภาคกําลังสรางโรงไฟฟาพลังงานแสงอาทิตยขนาดใหญที่จังหวัดแมฮองสอน เซลลสุริยะแตละเซลลใหแรงเคลื่อนไฟฟาตํ่า และไดกระแสไฟฟานอย เชน เซลลสรยะขนาด 10 × 10 เซนติเมตร ุิใหแรงเคลื่อน 0.3-0.5 โวลต กระแสไฟฟา 30 mA/cm 3 จึงตองนําเซลลสุริยะหลายๆ เซลลมาตอกันเปนแผงแบบผสม 1. ตอแบบอนุกรม จะมีผลทําใหแรงเคลื่อนไฟฟาเพิ่มขึ้น แตกระแสไฟฟาไมเพิ่ม 2. ตอแบบขนาน มีผลทําใหกระแสไฟฟาเพิ่ม แตแรงเคลื่อนไฟฟาไมเสีย 3. ตอแบบผสม มีผลทําใหทั้งกระแสไฟฟาและแรงเคลื่อนไฟฟาเพิ่มขึ้น การเลือกใชหลอดไฟประหยัด เปนอีกวิธีการชวยชาติทางหนึ่ง ปจจุบันนิยมใชหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต(Compact Fluorescent) และหลอดตะเกียบ มีขนาดกะทัดรัดและใหกําลังสองสวางสูง แมวาหลอดจะราคาคอนขางแพง แตคุมคาในระยะยาว2. ทรัพยากรนํ้า คุณภาพของนํ้า ในทางวิชาการดูไดจากคาดรรชนีตอไปนี้ 1. คา DO (Dissolved Oxygen) หมายถึง ปริมาณกาซออกซิเจนที่ละลายอยูในนํ้า คา DO ตองไมตํ่ากวา3 mg/l เพราะสิ่งมีชีวิตดํารงชีวิตอยูในนํ้าไดเหมาะสมที่ประมาณ 5 mg/l ในธรรมชาตินํ้าคุณภาพดีมีคา DO ประมาณ8 mg/l 2. คา BOD (Biochemical Oxygen Demand) หมายถึง ปริมาณออกซิเจนที่ถูกจุลินทรียในนํ้าใชไป ตองนํานํ้า 1 ลิตร มาเก็บไวในที่ที่ไมมีแสงสวาง 5 วัน ที่อุณหภูมิ 20°C คา BOD เกิน 100 mg/l จัดวาเปนนํ้าเสีย โรงงานตองบําบัดนํ้าทิ้งใหคา BOD ตํ่า ประมาณไมเกิน 20 mg/l นํ้าเสีย หรือมลภาวะทางนํ้า (Water Pollution) 1. จากธรรมชาติ เกิดจากการสลายตัวของพืช สิ่งปฏิกูลที่ทิ้งลงนํ้า ถูกยอยโดยจุลินทรีย 2. จากแหลงชุมชน บานเรือน สถานที่ราชการ โรงแรม ตลาด สวนใหญนํ้าทิ้งมีสารอินทรีย (เศษอาหาร)และสารตางๆ เชน สารทําความสะอาด 3. จากโรงงานอุตสาหกรรม นํ้าเสียจากกระบวนการผลิต ชะลาง หลอเย็น 4. จากการเกษตรกรรม ของเสียจากการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว และสารเคมีที่ใช เชน ยาฆาแมลง ปุยเคมีฮอรโมน กระบวนการบําบัดนํ้าเสีย 1. การบําบัดนํ้าเสียดวยวิธีทางกายภาพ ดักดวยตะแกรง การตกตะกอน การทําใหลอย การกรองการแยกตัวโดยการเหวี่ยง 2. การบําบัดนํ้าเสียโดยวิธีทางเคมี คือการเติมสารเคมีเพื่อทําใหตกตะกอน เชน การเติมคลอรีน (Cl2)เพื่อฆาเชื้อโรค 3. การบําบัดนํ้าเสียโดยวิธีชีววิทยา เชน ใชแบคทีเรียกําจัดสารอินทรียที่ปลอยลงแหลงนํ้า พืชบางชนิด เชนผักตบชวา ดูดไนเตรด ฟอสเฟต และสารพิษบางอยาง 7วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 3. ทรัพยากรปาไม ปา เปนที่รวมความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่ปาไมควรมีไมนอยกวารอยละ 40 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศแตปจจุบันเหลือเพียงประมาณรอยละ 20 ทําใหเกิดความไมสมดุล แหงแลง อากาศรอน ประโยชนจากปาไม 1. ประโยชนที่ไดรับจากปาโดยตรง มนุษยไดปจจัยสี่จากปา มนุษยใชไมสรางบานเรือน ที่อยูอาศัยทําเครื่องนุงหม ไดอาหาร ยาสมุนไพร และของปา 2. ประโยชนท่ไดรับจากปาทางออม ปาทําใหเกิดความสมดุลของกาซตางๆ โดยเฉพาะกาซ O2, CO2 ทําให ีเกิดฝน ดูดซับนํ้า ปองกันนํ้าทวม เปนแหลงตนนํ้าลําธาร ปา ลักษณะและแหลงที่พบ พันธุไม ปาดิบเขา อยูสงกวาระดับนํ้าทะเล 1,000 เมตร มีมาก ู มะขามปอมดง ยมหอม พญาเสือโครง ทางภาคเหนือ จัดเปนแหลงตนนํ้าลําธาร โปรง สนแผง อบเชย กํายาน สนเขา หวา กวาปาดิบชื้น อากาศคอนขางเย็น สนสามพันป พญาไม จําปปา ผักกูด ปาเต็งรัง เปนปาโปรง พื้นที่แหงแลง เกิดไฟไหมปาบอย เต็ง รัง มะขามปอม พะยอม ติ้ว แตว (ปาแดง, ปาแพะ) มีมากในภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประดูแดง สมอไทย แสลงใจ รกฟา ปาสนเขา พบบริเวณเทือกเขาสูง สูงกวาระดับนํ้าทะเล ไมสนสองใบ สนสามใบ 750 เมตร มีมากในภาคเหนือ, ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ปาเบญจพรรณ เปนปาโปรง มีมากในภาคเหนือ สัก ประดูแดง มะคาโมง ชิงชัน ตะแบก มะกอก มะเกลือ โมกมัน เสลา ยมหอม ยมหิน ออยชาง ไผรวก ไผซาง ปาดิบแลง เปนปาไมผลัดใบ ความชื้นนอยกวาปาดิบชื้น ยางแดง ตะเคียนหิน มะคา โมง กะบาก ขนาดไมเล็ก สูงกวาระดับนํ้าทะเล 500 เมตร เคี่ยม หลุมพอ พบในภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปาดิบชื้น เขียวชอุมทั้งป ฝนตกชุกตลอดป พบมากใน ยางขาว ยางแดง ตะเคียน สยา ตาเสือ ภาคใต ชายฝงทะเลตะวันออกเฉียงใต, ตะแบก มะมวงปา ภาคกลาง, ภาคเหนือ ตามหุบเขา ไหลเขา ปาพรุ (ปาบึง) มีนํ้าจืดทวมขัง ชื้นตลอดป ดินพรุเกิดจากการ เสม็ด สําโรง ระกํา จิก ออ แขม โสน ยอยสลายอินทรียสาร มีมากในภาคใต หวายนํ้า หวายโปง กก เฟน ธูปฤๅษี ปาชายหาด เปนปาโปรง ไมผลัดใบ อยูริมทะเล สนทะเล หูกวาง กระทิง โพธิ์ทะเล นํ้าทวมไมถึง ตีนเปดทะเล เตยทะเล ปาชายเลน เขียวชอุมตลอดป พบบริเวณปากแมนํ้าใหญ โกงกาง แสม ตะบูน ประสัก ลําพู ลําแพน ชายฝงทะเลภาคตะวันออก-ภาคใต ตาตุมทะเล โปรงแดง 8 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 4. สัตวปา หมายถึง สัตวที่หากินอิสระ ไมมีใครเปนเจาของ สัตวปาสงวน ตาม พ.ร.บ. คุมครองสัตวปา พ.ศ. 2535 เปนสัตวปาที่หายาก 15 ชนิด ไดแก แมวลายหินออนพะยูน นกกระเรียน นกแตวแรวทองดํา นกเจาฟาหญิงสิรนทร เกงหมอ เลียงผา ละองหรือละมั่ง กวางผา สมัน กูปรี ิควายปา แรด กระซู สมเสร็จ สัตวปาคุมครอง เหลือมากกวาสัตวปาสงวน แตตองคุมครองไวเพื่อไมใหลดลงเร็ว แบงเปน 1. สัตวปาคุมครองประเภทที่ 1 มีไวประดับปาใหสวยงาม ไมลาเปนอาหาร ไดแก นกชนิดตางๆ นกยูง นางอาย 2. สัตวปาคุมครองประเภทที่ 2 มักลาเปนอาหาร ไดแก หมูปา กระจง กระตายปา กวาง เปนตน5. ทรัพยากรดิน มนุษยใชประโยชนจากดินในกิจกรรมตางๆ ไดแก ดิน เกิดจากการพังทะลายของหินและแรทั้งทางกายภาพและทางเคมี รวมกับซากอินทรียวัตถุ องคประกอบของดินเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อันเนื่องมาจาก อุณหภูมิ ความชื้น กระแสลม กระแสนํ้า และการกระทําของมนุษยทั้งขุด ถม ฝงสิ่งตางๆ ลงไปในดิน เปนตน มลภาวะของดิน หมายถึง สภาพของดินที่ไมสามารถนําไปใชประโยชนได และยังกอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพของมนุษย สาเหตุท่ทําใหเกิดมลภาวะของดิน คือ ี 1. การสะสมของสารเคมีท่ใชในเกษตรกรรม เชน ยาฆาแมลง ปุยวิทยาศาสตรทําใหเนื้อดินแข็ง ี 2. สารเคมีประเภทโลหะหนักจากโรงงานอุตสาหกรรม มีโอกาสถูกดูดซึมเขาไปในเนื้อเยื่อของพืช ถายทอดมายังสัตวและคนในที่สุด 3. ขยะ สิ่งปฏิกูลที่สลายตัวยาก เชน ขวด กระปอง เศษพลาสติก เศษโลหะ ปริมาณมากขึ้นๆ 4. การปลูกพืชซํ้าๆ ทําใหดนจืดลง ทําการเกษตรไมคอยไดผล หรือปลอยใหเกิดการชะลางดินชั้นบน ิ การอนุรักษดิน เปนการแกไขปญหามลภาวะของดิน 1. ยุติการทําไรเลื่อนลอย ปองกันไมใหปาไมถูกทําลาย และปองกันนํ้าทวม 2. ปลูกพืชคลุมดิน และปลูกพืชแบบขั้นบันไดในพื้นที่ลาดชัน เพื่อปองกันการกัดเซาะหนาดิน 3. ปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อรักษาคุณภาพของดิน และควรปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเพิ่มในเตรดในดิน 4. ลดการใชยาฆาแมลงที่มพิษตกคางนาน ควรหันมาใชการควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยวิธีชีววิธี ลดการใชปยเคมี  ี ุ6. อากาศ อากาศที่มีออกซิเจนเพียงพอตอการหายใจของสิ่งมีชีวิต มีความหนาจากพื้นโลกขึ้นไปประมาณ 5-6กิโลเมตรเทานั้น สวนประกอบของอากาศมี N2 78%, O2 21%, Ar 0.93%, CO2 0.03% กาซอื่นๆ เล็กนอย มีไอนํ้าฝุนละออง ปะปนอยู 9วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • สารที่กอใหเกิดมลภาวะทางอากาศ กาซพิษ แหลงกําเนิด อันตราย คารบอนมอนอกไซด เครื่องยนตเบนซิน โดยเฉพาะเครื่องยนตที่มี รางกายขาดออกซิเจน เพราะ CO (CO) การเผาไหมที่ไมสมบูรณ พบมากในที่ที่มี จับกับฮีโมโกลบินไดเร็วกวา O2 ถึง การจราจรหนาแนน 200-250 เทา คารบอนไดออกไซด การหายใจของสิ่งมีชีวิต การเผาไหมของเชื้อ- ทํ าใหเกิดปรากฏการณเรือนกระจก (CO2) เพลิงฟอสซิล ไฟไหมปา CO2 เพิ่มขึ้น 0.5% โลกรอนขึ้น เพราะมีคุณสมบัติดด ู ตอป ความรอน ซัลเฟอรไดออกไซด การเผาไหมของเชื้อเพลิงที่มีกํามะถัน (S) เปน กลิ่นฉุน แสบจมูก แสบตา ระคายคอ (SO2) สวนประกอบ เชน ถานหินที่แมเมาะ ลําปาง แนนหนาอก ถาเขาไปในเลือด หัวใจ ถารวมกับนํ้าฝนจะเกิดฝนกรด จะเตนถี่ ออกไซดของไนโตรเจน การเผาไหมของเชื้อเพลิงในเครื่องยนตที่มี NO2 เกิดจาก NO รวมกับ O2 มีสี (NO, NO2, N2O) อุณหภูมิสูง เชน โรงงานปโตรเคมี โรงแยก นํ้าตาลแดง กลิ่นฉุน อันตรายตอ กาซ โรงงานแกว ปูนซีเมนต โรงไฟฟาปอด หลอดลม ทําใหพืชเติบโตชา สารไฮโดรคารบอน เครื่องยนตที่มีควันขาว เชน จักรยานยนต เปนสารกอมะเร็ง อันตรายตอทาง- (CH4) โรงงานเคมี การระเหยของนํ้ามัน เดินหายใจ สารตะกั่ว เปนโลหะหนัก ใชในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ทํ าลายทุ ก ระบบโดยเฉพาะระบบ- (Pb) แกว เครื่องเคลือบ ผสมในเบนซินจึงพบใน ประสาททําใหฉุนเฉียว สะสมใน ไอเสียของเครื่องยนตเบนซิน กระดูก เลือด ทําใหกระดูกผุ เลือดจาง ปรอท (Hg) โรงงานกระดาษ สักหลาด เครื่องสําอาง สูดเขาไปมีอาการหนาวสั่น เปนไข ทะเล กลามเนื้อเปนอัมพาต ทําลายระบบ ประสาทถึงตายได แคดเมียม (Cd) กระบวนการแยกโลหะใหบริสุทธิ์ ทําลายหลอดไต ทําใหกระดูกผุกรอน สีสังเคราะห หักงาย ปวดกระดูกรุนแรง ปรากฏการณเรือนกระจก (Green House Effect) หมายถึง ปรากฏการณที่เกิดจากการเก็บกักรังสีความรอนไวในบรรยากาศ ทําใหโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ปกติโลกจะดูดกลืนรังสีตางๆ จากดวงอาทิตย แลวสะทอนออกไปในรูปของรังสีความรอน (อินฟราเรด) แตปจจุบันในบรรยากาศมีกาซที่ทําใหเกิดปรากฏการณเรือนกระจกมากขึ้น ไดแก กาซCO2 57%, CFC 24%, CH4 13%, N2O 6% อันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตยที่มาถึงโลกมี 3 ชวงคลื่น ไดแก 1. UVA ความถี่ตํ่า พลังงานตํ่า ไมเปนอันตรายตอรางกาย และยังกระตุนใหเกิดวิตามิน D 2. UVB ความถี่สูง พลังงานสูง ทําใหผิวหนังอักเสบ (Sun burn) เปนมะเร็งผิวหนัง 3. UVC ความถี่สูงที่สุด พลังงานมากที่สุด เปนอันตรายตอสิ่งมีชีวิตอยางมาก แตมาไมถึงโลก 10 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ปจจุบันมีการทําลายกาซโอโซน (O3) ในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟยร โดยเฉพาะบริเวณเหนือทวีปแอนตารกติก(บริเวณตอนใตของออสเตรเลีย นิวซีแลนด) กาซโอโซนเหลือเพียงรอยละ 40 เทานั้น รังสีอลตราไวโอเลต ั O3 แกสโอโซน Cl O2 แกส คลอรีน ทําลาย ClO O2 O โมเลกุล CFC ชันบรรยากาศสตราโทสเฟยร ้ (12-50) กิโลเมตรการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) การพัฒนาเปนการใชทรัพยากรใหเกิดประโยชน และการพัฒนาที่ดีตองไมสงผลกระทบตอสิ่งแวดลอม ทั้งนี้สามารถทําไดถามีการศึกษาและวางแผนที่ดี แตมนุษยเองก็ตองมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การอยู และกิจกรรมตางๆ เชน ลดการใชทรัพยากรอยางฟุมเฟอย ใชอยางฉลาดโดยหาวิธีการที่ดี พยายามใชสารเคมีสังเคราะหอันตรายตางๆ ใหนอยลง และหันไปหาวิธีชีวภาพ จะชวยใหเกิดความสมดุลในธรรมชาติได 1. ลดการใชพลังงาน เพื่อเปนการอนุรกษ มีการแสวงหาแหลงพลังงานทดแทนที่สะอาดกวา ั 2. เปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค ดังนี้ 2.1 ลดการใช (Reduce) ใชเฉพาะที่จําเปน เลือกใชสินคาที่มีอายุการใชงานนาน คุมคา 2.2 ใชซํ้า (Reuse) เชน กระดาษที่ใชหนาเดียวนํามาใชเปนกระดาษราง บริจาคเสื้อผา ใชถุงซํ้า 2.3 การนํากลับมาผลิตใหม (Recycle) เปนการลดการใชทรัพยากรธรรมชาติ และลดปริมาณขยะดวยเชน กระดาษ พลาสติก แกว โลหะ เปนตน 3. สงวนรักษาแหลงทรัพยากรธรรมชาติ เห็นคุณคา เกิดความรัก หวงแหน เพื่อใหลูกหลานไดใช 4. ใชเทคโนโลยีอยางฉลาด เพื่อใหไดผลผลิตที่ดี และรักษาคุณภาพของสิ่งแวดลอม เชน การทํานากุง อาวคุง-กระเบน ใชปาชายเลนเปนการกําจัด (บําบัด) นํ้าเสียจากบอกุง โดยเฉพาะฟอสเฟต ไนเตรด และโลหะหนักที่เปนพิษ 11วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • แบบทดสอบ1. จากแผนภาพแสดงหวงโซอาหารในระบบนิเวศ ขอใดประกอบดวยสัตวที่กินสัตวเปนอาหารเทานั้น C E B L A D F G H 1) L H 2) C E L 3) B C E L 4) B D F L2. จากแผนภาพสายใยอาหาร A และ B จะมีความสัมพันธแบบใด D C A B E 1) ภาวะพึ่งพา (Mutualism) 2) ภาวะไดประโยชนซึ่งกันและกัน (Protooperation) 3) ภาวะแกงแยงกัน (Competition) 4) ภาวะอิงอาศัย (Commensalism)3. จากสายใยอาหารในสวนผักแหงหนึ่ง ถาแมลง X ถูกกําจัดออกไป จะมีผลกระทบอยางไร แมงมุม แมลง X แมลง Y หนอน A หนอน B หนอน C กะหลําปลี ่ ก. ประชากรหนอน A และ B ลดลง ข. ประชากรหนอน A และ B เพิ่มขึ้น ค. ประชากรหนอน C เพิ่มขึ้น ง. เกิดการแกงแยงระหวางประชากรหนอน A, B และ C 1) ก. และ ค. 2) ก. และ ง. 3) ข. และ ค. 4) ข. และ ง.4. บอนํ้าจืด 4 บอมีขนาดเทากัน ระบบนิเวศของบอใดมีพลังงานไหลผานเขาระบบมากที่สุด ระยะที่วัดดวยเซคิดิสก (เมตร) พื้นที่ที่มพืชนํ้า (เปอรเซ็นต) ี 1) 0.5 30 2) 1 30 3) 0.3 50 4) 1.7 50 12 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 5. ในการศึกษาคุณภาพนํ้าในแมนํ้าแหงหนึ่ง พบวาคา DO วัดเมื่อเวลา 9.30 น. เปน 1.0 มิลลิกรัมตอลิตร และ คา DO วัดเมื่อเวลา 15.30 น. เปน 5 มิลลิกรัมตอลิตร คาที่แตกตางนี้เนื่องจากขอใด 1) สัตวนํ้าใชออกซิเจนมากในเวลาเชา 2) แพลงตอนพืชสังเคราะหแสงไดดในชวงเวลา 9.30 น. ี 3) สัตวนํ้ามีการอพยพออกไปหากินที่อื่นในเวลาบาย 4) แพลงตอนพืชสังเคราะหแสงใหออกซิเจนสะสมเพิ่มขึ้น6. กระบวนการในขอใดเปนปจจัยที่ทําใหคา BOD ของนํ้าเปลี่ยนแปลง ก. การหายใจ ข. การสังเคราะหแสง ค. การยอยสลายโดยใชออกซิเจน ง. การยอยสลายโดยไมใชออกซิเจน 1) ก., ข. และ ค. 2) ก., ข. และ ง. 3) ก., ค. และ ง. 4) ข., ค. และ ง.7. จากตาราง ถาคาตางๆ นอกเหนือจากที่แสดงในตารางอยูในเกณฑทําการประมงได แหลงนํ้าใดที่สามารถทําการ ประมงได แหลงนํ้า คา DO (มิลลิกรัม/ลิตร) คา BOD 5 วัน (มิลลิกรัม/ลิตร) A 6 4 B 5 3 C 4 2 D 3 1 1) A 2) B 3) C 4) D8. พีระมิดจํานวนของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ไดอะแกรมใดไมถูกตอง ปรสิตของนก นก แมลง แมลง พืชชันตําและพืชชันสูง ้ ่ ้ กระบองเพชร ก. ปาไม ข. ทะเลทราย ปลาตีน หนอน ปลา แมเพรียง ตัวออนสัตว แพลงตอนสัตว แพลงตอนพืช ค. ทะเลบริเวณปาชายเลน ง. บึง 1) ก. และ ค. 2) ก. และ ง. 3) ข. และ ค. 4) ค. และ ง. 13วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 9. ใชกรอบนับจํานวนประชากรขนาด 1 เมตร × 1 เมตร สํารวจประชากร 3 จุดบนพื้นที่ 100 ตารางเมตร ไดผล ดังกราฟ 60 หญาแพรก 50 จํานวน (ตน) 40 หญาขน 30 20 หญาเจาชู 10 0 จงหาจํานวนประชากรของหญาแพรกบนพื้นที่ 100 ตารางเมตร 1) 120 ตน 2) 400 ตน 3) 1200 ตน 4) 4000 ตน10. ความหมายของประชากร คือขอใด 1) ขาวเปลือกที่เก็บเกี่ยวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาป พ.ศ. 2543 มีจานวนทั้งสิ้น 567,892 ตัน ํ 2) ผึ้งและมดที่อาศัยบนตนมะมวงหนาโรงเรียนเมื่อวานนี้ นับได 15,678 ตัว 3) นกพิราบที่อาศัยอยูบนบริเวณสนามหลวงในเดือนเมษายนปนี้ มีจานวนทั้งสิ้น 5,673 ตัว ํ 4) จากการสํารวจสํามะโนประชากรในประเทศไทย พบวามีจํานวนทั้งสิ้น 60 ลานคน11. จากกราฟแสดงปจจัยที่ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของขนาดประชากร 3 จังหวัด A B C D คืออะไร D C B A กรุงเทพฯ บุรรมย ีั อุทยธานี ั อัตราการเกิด อัตราการตาย อัตราการอพยพเขา อัตราการอพยพออก 1) A B C D 2) B D A C 3) C B D A 4) B A D C 14 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 12. จากกราฟแสดงปริมาณกาซที่เกิดจากกิจกรรม 3 ประเภท A B และ C คือกาซอะไร ปริมาณ A B C การจราจร โรงไฟฟาถานหิน โรงงานอุตสาหกรรม A B C 1) ซัลเฟอรไดออกไซด คารบอนมอนอกไซด ออกไซดของไนโตรเจน 2) คารบอนมอนอกไซด ออกไซดของไนโตรเจน ซัลเฟอรไดออกไซด 3) คารบอนมอนอกไซด ซัลเฟอรไดออกไซด ออกไซดของไนโตรเจน 4) ออกไซดของไนโตรเจน คารบอนมอนอกไซด ซัลเฟอรไดออกไซด13. จากแผนภาพ การถายทอดพลังงานและหมุนเวียนในระบบนิเวศ ขอใดถูกตอง C B D CO2 A 1) B = ผูผลิต D = ผูยอยสลาย 2) B = ผูบริโภคพืช C = ผูบริโภคสัตว 3) A = ผูยอยสลาย C = ผูบริโภคพืช 4) A = ผูบริโภคพืชและสัตว B = ผูผลิต 15วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 14. จากแผนภาพ การหมุนเวียนไนโตรเจนในระบบนิเวศขอใดถูกตอง ก ข แบคทีเรีย ค สัตวกนพืช ิ พืช ก ข ค 1) ไนโตรเจนอิสระ แอมโมเนีย ไนเตรด 2) ไนโตรเจนอิสระ ไนเตรด แอมโมเนีย 3) แอมโมเนีย ไนเตรด ไนโตรเจนอิสระ 4) ไนเตรด ไนโตรเจนอิสระ แอมโมเนีย15. อัตราสวนตอปริมาณนําเสียทังหมด ้ ้ โลหะหนัก นํามันและไขมัน ้ ปริมาณ BOD ก ข ค ง จากรูป ก ข ค ง คือนํ้าเสียจากแหลงใด ก ข ค ง 1) อูซอมรถ นาขาว ตลาด โรงพยาบาล 2) ตลาด นาขาว อูซอมรถ โรงพยาบาล 3) นาขาว อูซอมรถ โรงพยาบาล ตลาด 4) ตลาด อูซอมรถ นาขาว โรงพยาบาล16. ประโยชนที่ไดจากปา ขอใดไมชวยปองกันปญหามลภาวะของสิ่งแวดลอม 1) ดูดซับนํ้า 2) ยึดดินไมใหพังทลาย 3) เปนแหลงตนนํ้าลําธาร 4) เพิ่มออกซิเจนในบรรยากาศ17. สมบัติขอใดที่ไมไดนํามาพิจารณากําหนดคุณภาพของดิน 1) ลักษณะเนื้อดิน 2) สิ่งมีชีวิตในดิน 3) ปริมาณแรธาตุในดิน 4) ความเปนกรดเบสของดิน 16 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 18. สาเหตุสาคัญในขอใด ที่มีผลทําใหความหลากหลายทางชีวภาพในปจจุบันลดลง ํ 1) อุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น 2) การทําลายชั้นโอโซนในบรรยากาศ 3) แหลงที่อยูถูกทําลาย 4) มนุษยกินพืชพื้นบานเปนอาหาร19. ขอใดถูกตอง ก. สาร CFC มีผลทําใหสายใยอาหารมีความซับซอนนอยลง ข. สาร CFC ทําปฏิกิริยากับโอโซนกอใหเกิดกาซเรือนกระจก ค. กาซโอโซนทําหนาที่สะทอนรังสีความรอนจากดวงอาทิตยในชั้นบรรยากาศของโลก ง. สาร CFC ทําใหโอโซนในบรรยากาศลดลงในขณะที่กาซออกซิเจนเพิ่มขึ้น 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ง. และ ก.20. ขอใดเปนแนวทางปฏิบัติของการพัฒนาที่ยั่งยืน ก. การพัฒนาที่ทําใหมนุษยมอายุยืนขึ้น ี ข. การพัฒนาที่นําเอาพลังงานทดแทนมาใช ค. การพัฒนาที่คํานึงถึงผลกระทบตอสิ่งแวดลอม ง. การพัฒนาที่นําเอาทรัพยากรมาใชใหเกิดประโยชนมากที่สุด 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4). ง และ ก. เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 4) 4. 4) 5. 4) 6. 1) 7. 1) 8. 1) 9. 4) 10. 3)11. 2) 12. 3) 13. 3) 14. 2) 15. 3) 16. 3) 17. 2) 18. 1) 19. 4) 20. 3) 17วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ชีวิตและวิวัฒนาการ สิ่งมีชีวิต (Organism) หมายถึง สิ่งที่ตองการอาหารและพลังงานเพื่อการเจริญเติบโต เคลื่อนไหว ตอบสนองสิ่งเรา ปรับตัวใหเขากับสิ่งแวดลอม และที่สําคัญคือตองมีการดํารงเผาพันธุมีลูกหลานสืบพันธุตอไป (ไวรัส จึงจัดเปนกึ่งมีชีวิตกึ่งไมมีชีวิต เพราะขณะอยูอิสระไมเพิ่มจํานวน ตองอยูในเซลลหรือสิ่งมีชีวิตอื่น)วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต (Evolution) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ 1. กายวิภาค ไดแก รูปรางหรือสัณฐาน 2. สรีระ ไดแก การทํางานหรือหนาที่ของอวัยวะตางๆ 3. ใชเวลายาวนาน เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละนอยความคิดเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตแรกบนโลกโอปาริน และ ฮันเดล คิดวา เมื่อประมาณ 2000 ลานปมาแลว แกสในบรรยากาศ ไดแก ไอนํ้า (H2O) มีเทน (CH4) แอมโมเนีย(NH3) ไฮโดรเจน (H2) เกิดการรวมตัวกันเปนสารอินทรียงายๆ ในทะเล โดยมีรังสีอัลตราไวโอเลต คอสมิค แกมมาและมีฟาแลบฟาผา เปนปจจัย มิลเลอร ทําการทดลองเพื่อสนับสนุนความคิดนี้ โดยสรางเครื่องมือ ดังรูป ทําใหเกิดประกายไฟดวย H2O NH กระแสไฟฟาแรงสูง CH 4 H2 3 เครื่องควบแนน ไอนํ้า เกิดสารอินทรียชวง 2-3 วันตอมา จัดใหมีสิ่งตางๆ เหมือนกัน มีการทําใหเกิดประกายไฟโดยใชไฟฟาแรงสูง พบวาเกิดสารอินทรียประเภทนํ้าตาลโมเลกุลเดี่ยว กรดอะมิโน ทําใหเชื่อไดวา ความคิดดังกลาวมีโอกาสเปนไปได สิ่งมีชีวิตแรก เกิดจากสิ่งไมมีชีวิต จะเกิดเพียงครั้งเดียวเทานั้น ในปจจุบันสิ่งมีชีวิตตองเกิดจากสิ่งมีชีวิต จะอุบัติขึ้นเองไมได ดังการทดลองเลี้ยงแมลงหวี่ แมลงหวี่ตัวใหมตองเปนลูกเปนหลานของแมลงหวี่ตัวเกา สําลี สําลี อาหารวุน แมลง หลอดที่ 1 ไมใสแมลงหวี่ พบวาไมมีแมลงหวี่เกิดขึ้นเลย หลอดที่ 2 ใสแมลงหวี่ พบวามีแมลงหวี่เกิดขึ้นใหม 18 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 2 วัน 4 วัน ดักแด ไข 1 วัน 4 วัน แมลงหวี่ ตัวผู ตัวเมีย ขนาด เล็ก ใหญ ทอง เปนรูปถัง เปนรูปกรวย แถบคาดทอง 3 เสน มี Sex comb 5 เสน ไมมี Sex combหลักฐานสนับสนุนวาสิ่งมีชีวิตมีวิวัฒนาการ 1. ซากดึกดําบรรพ (Fossil) เปนหลักฐานสําคัญที่สุด และพบซากของสัตวมี กระดูกสันหลังมากกวาไมมีกระดูกสันหลังเกิดไดหลาย วิธี เชน - ซากสัตว ไมกลายเปนหิน เกิดจากสารซิลิเกตเขา ไปแทนที่ พบในหินทราย เชน โครงกระดูกมา - รอยพิมพ พบในหินทราย, หินชนวน รอยเทาใน โคลน - แมลงในแทงอําพัน ชางแมมมอธในภูเขานํ้าแข็ง ซากดึกดํ าบรรพในหินชั้นบนมีโครงสรางซับซอนกวา และมีจานวนชนิดมากกวา ชี้ใหเห็นวาสิ่งมีชีวตยุคหลัง ํ ิ มีโครงสรางซับซอนกวายุคแรกๆ 19วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 2. กายวิภาคเปรียบเทียบ บิน วายนํา เดิน-วิง ้ ่ จับ มีการเปรียบเทียบระยางคคูหนาของสัตวมีกระดูก- 1สันหลัง พบวามีการเรียงตัวของกระดูกเหมือนกันทั้ง5 สวน ไดแก 2 PTERODACTYL 3 4 5. นิ้วมือ 5 1. ตนแขน 3. ขอมือ DOLPHIN DOG HUMAN BIRD 2. ปลายแขน 4. ฝามือ SEAL BAT SHEEP INSECTIVORE3. การเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ เอ็มบริโอของสัตวมีกระดูกสันหลังมีความคลาย-คลึงกัน แสดงวามีความสัมพันธทางวิวัฒนาการ คือประกอบดวยสวนตางๆ ดังรูป เนือเยือเจริญเปนตา ้ ่ เนือเยือเจริญเปนหู ้ ่ ชองเหงือก หาง ปลา กบ เตา นก กระตาย คน4. หลักฐานทางพันธุศาสตร การสืบพันธุแบบอาศัยเพศมีการถายทอดทางพันธุกรรม ทําใหเกิดลูกหลานที่มีลักษณะตางๆ โดยเฉพาะการแปรผันทางพันธุกรรม (Mutation) กอใหเกิดสิ่งมีชีวิตสปชีสใหมในที่สุด ซึ่งใชศึกษาถึงบรรพบุรุษได ปจจุบันมนุษยไดทําการผสมและคัดเลือกพันธุ ทําใหเกิดพืชและสัตวที่มีลักษณะแปลกไปจากพันธุเดิม มีสวนทําใหเกิดวิวัฒนาการเร็วขึ้น5. รองรอยของอวัยวะที่ไมใชงาน มีการลดขนาดลง เชน ไสติ่ง กลามเนื้อหลังใบหู หนังกระดูกขางู อวัยวะที่ลดขนาดลงแตในขณะเดียวกันสัตวอน ื่ยังคงมีอวัยวะชนิดนี้อยูและใชงานได แสดงวาอาจจะวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรษเดียวกัน ุ 20 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • แนวความคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต 1. ลามารค (ค.ศ. 1744 - 1829) ตั้งกฎของการใชและไมใช (Law of Used and Disused) โดยเชื่อวาสิ่งแวดลอมและอาหารเปนสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะ เดิมยีราฟคอสั้น ยิ่งยืดคอยิ่งยาว สนับสนุน - ยีราฟยืดคอไปกินพืชสูงๆ ทําใหคอยาว - ออกกําลังกาย มักกลามเนื้อใหญขึ้น คัดคาน - ตัดหางหนู 20 ชั่วรุน รุนตอไปนี้ยังมีหางยาว - มัดกลามเนื้อใหญถายทอดไปสูลูกหลานไมได 2. ชารลส ดารวิน (ค.ศ. 1809 - 1882) ตั้งทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Theory of Natural Selection)สิ่งมีชีวตที่สามารถปรับตัวไดเมื่อสิ่งแวดลอมเปลี่ยนไปจะถูกคัดไว สวนที่ปรับตัวไมไดก็ตายไปหรือสูญพันธุไป ิ ยีราฟคอสั้นตายไปเหลือแตตัวคอยาว 3. ฮิวโก เดอร ฟรีส (ค.ศ. 1848 - 1935) เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับการผาเหลา (Mutation) รวมกับทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ โดยธรรมชาติจะคัดเลือกลักษณะผาเหลาที่เหมาะสมไวและแพรพันธุตอไป เพิ่มโอกาสในการอยูรอดของลูกหลานในธรรมชาติ จึงดูเหมือนวาวิวัฒนาการจะดําเนินตอไปไดเรื่อยๆ โดยไมสิ้นสุด ทฤษฎีวิวัฒนาการในปจจุบัน เปนทฤษฎีผสมผสานระหวางแนวความคิดของทั้ง 3 ทาน ผนวกกับความรูทางพันธุศาสตร ประชากรศาสตร สรุปไดวา วิวัฒนาการเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของพันธุกรรมและการคัดเลือกโดยธรรมชาติ 21วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต (Adaptation) การปรับตัวเปนสมบัติสําคัญของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะเมื่อสิ่งแวดลอมเปลี่ยนไป ทําใหสามารถดํารงชีวิตอยูไดไมสูญพันธุ ไดโนเสารสูญพันธุไปเนื่องจากหลายสาเหตุ เชน บรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลงอยางฉับพลัน การมีรางกายใหญโต นํ้าหนักมาก เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ แผนดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ทรงตัวและเคลื่อนที่ยาก สิ่งมีชีวิตมีการปรับตัวดานตางๆ ไดแก การปรับตัวดานตางๆ สัตว พืช ปรับตัวทางดานโครงสราง - แมว เสือ สิงโต มีเล็บแหลมคม - ตนโกงกางที่ปาชายเลนมีรากคํ้าจุน - จิ้งจกเปลี่ยนสีตัวเขากับที่อยู - ผักตบชวามีกานพองเปนทุนลอยนํ้า - นิ้วเทาเปดมีหนังสําหรับวายนํ้า - กระบองเพชร เปลี่ยนใบกลายเปนหนาม ปรับตัวทางดานสรีระ - ปลาและนกทะเลมีตอมขับนําเกลือ ้ - พืชทะเลทรายปากใบปดตอนกลางวัน - การขับเหงื่อเมื่ออากาศรอน แตเปดตอนกลางคืน - การสรางเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นเมื่อ อยูในที่สูง อากาศเจือจาง ปรับตัวทางดานพฤติกรรม - การอพยพหนีหนาวของนก - การเบนยอดเขาหาแสงของพืช - สัตวทะเลทรายออกหากินกลางคืน - กบจําศีลในฤดูแลงการเกิดสปชีสใหม สปชีส (Species) หมายถึง ชนิดของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวตแตละชนิดจะดํารงสปชีสของตน พืชและสัตวสปชีส ิเดียวกันจึงจะผสมพันธุกันไดลูกที่ไมเปนหมัน ถาตางสปชีสจะไมผสมพันธุกัน หรือถาเปนสปชีสที่ใกลชิดผสมกันก็จะไดลูกที่เปนหมัน เชน มากับลา มีลูกเปนลอ ลอทุกตัวเปนหมัน เนื่องจากไมสามารถสรางเซลลสืบพันธุไดการดํารงสปชีสของสิ่งมีชีวิต 1. ความเหมาะสมของสรีระทั้งขนาดของรางกายและอวัยวะสืบพันธุ เชน ผีเสื้อกลางวันและผีเสื้อกลางคืน 2. เวลา ฤดูกาลผสมพันธุ เชน กบสองตัวไมผสมพันธุกัน เพราะฤดูผสมพันธุไมตรงกัน 3. การเกี้ยวพาราสี เชน การปลอยสารเคมี การสื่อสารดวยเสียงรองของกบ อึ่งอาง คางคก จิ้งหรีดมีเสียงกรีดปกที่มีความถี่ตางกัน ปูกามดาบตัวผูชูกามอวดตัวเมีย จังหวะแสงที่กะพริบของหิ่งหอยสาเหตุของการเกิดสิ่งมีชีวิตสปชีสใหม 1. การแยกกันอยูโดยไมไดติดตอกันเปนระยะเวลานาน เชน นกฟนซที่หมูเกาะกาลาปากอสมีถึง 14 สปชีส 2. การแปรผันของยีน (Mutation) เชน เชื้อไขมาเลเรียที่ไดรับดีดีที ตัวที่รอดตายเกิดการแปรผันทางพันธุกรรม 22 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • อาณาจักรสิงมีชวต ่ ีิ อาณาจักรโมเนอรา อาณาจักรโปรติสตา อาณาจักรพืช อาณาจักรสัตว 1 เซลล 1 เซลล หลายเซลล มีเนื้อเยื่อ หลายเซลล มีเนื้อเยื่อ ไมมีเยื่อหุมนิวเคลียส มีเยื่อหุมนิวเคลียส เชน ราก ลําตน ใบ เมล็ด มีอวัยวะในระบบตางๆ - แบคทีเรีย - สาหรายสีตางๆ - พืชไมมีทอลําเลียง - สัตวไมมีกระดูกสันหลัง - สาหรายสีเขียว- - โปรโตซัว อะมีบา - พืชมีทอลําเลียง - สัตวมีกระดูกสันหลัง แกมนํ้าเงิน - ฟงไจ เห็ด รา ยีสตวิวัฒนาการของพืช บรรพบุรษของพืช ุ พืชไมมทอลําเลียง ี พืชมีทอลําเลียง  พืชมีเมล็ดเปลือย พืชเมล็ดมีเยือหุม ่  (แตยงไมมเี มล็ด) ั สาหรายสีเขียว มอส, ลิเวอรเวิรต หวายทะนอย สนสองใบ สามใบ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว ปรง แปะกวย พืชใบเลี้ยงคู ชองนางคลี่ หญาถอดปลอง เฟนหมายเหตุ สนทะเลและสนปฎิพัทธ เปนพืชชั้นสูง เมล็ดมีเยื่อหุม 23วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • วิวัฒนาการของสัตว บรรพบุรษของสัตว ุ สัตวไมมกระดูกสันหลัง ี สัตวมกระดูกสันหลัง ี โปรโตซัว ฟองนํ้า ปลา ไฮดรา ปะการัง แมงกะพรุน สัตวครึ่งบกครึ่งนํ้า หนอนตัวแบน พลานาเรีย สัตวเลื้อยคลาน หนอนตัวกลม พยาธิไสเดือน สัตวปก นก เปด ไก หนอนปลอง ไสเดือนดิน สัตวเลี้ยงลูกดวยนม สัตวลําตัวนิ่ม หอย ปลาหมึก สัตวรยางคเปนขอปลอง แมลง สัตวลําตัวเปนหนาม ปลาดาวหมายเหตุ สัตวมีกระดูกสันหลัง มีลําดับวิวัฒนาการดังนี้ สัตวปก  ปลาไมมขากรรไกร ี ปลามีขากรรไกร สัตวครึงบกครึงนํา ่ ่ ้ สัตวเลือยคลาน ้ (ปลาปากกลม) สัตวเลียงลูกดวยนม ้วิวัฒนาการของมนุษย จากหลักฐานตางๆ ทางวิวัฒนาการ สามารถสรุปไดวา มนุษยกับลิงอาจจะมีบรรพบุรษรวมกัน  ุ ลิงมีหาง (Monkey) ลิงไมมหาง (Ape) ี มนุษย (Human) (ซิมแพนซี กอลิลลา อุรงอุตง ชะนี) ั ั เปรียบเทียบความแตกตางของลิงกับมนุษย การเปรียบเทียบ มนุษย ลิง กะโหลก หนาผากเรียบแบน ขากรรไกรไมยื่น หนาผากเรียบแบน มีสันกระดูกยื่น เปนสันคิ้วนูน เปนสันคิ้วนูน ฟนเขี้ยว ลักษณะแหลม แตไมยื่นยาวกวาซี่อื่นๆ ยื่นยาวกวาฟนอื่นๆ ลักษณะเปนเขี้ยวยาว เชิงกราน กนกบ ยาว สั้น กระดูกสันหลัง ตั้งตรง มีกลามเนื้อยึดบริเวณทายทอย โคงงอ ศีรษะยื่นไปขางหนา ทําใหการทรงตัว ทําใหศีรษะตั้งตรง ทรงตัวดี ยืน 2 ขาได ไมดี ชวงแขน-ขา ชวงขายาวกวาชวงแขน แขนยาวไมถงเขา ึ ชวงแขนยาวกวาชวงขา แขนยาวเลยเขา 24 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • มนุษยยุคตางๆ ออสตราโลพิทีกัส โฮโม แฮบิลิส โฮโม อิเรคตัส โฮโม เซเปยนส 3 - 5 ลานป 3 ลานป 5 แสนป 1 แสนป มนุษยวานร มนุษยโอดูวาย มนุษยชวา, ปกกิ่ง นีแอนเดอธัล โครมันยอง สมอง 600 cc สมอง 800 cc สมอง 1000 cc สมอง 1200 cc ยังไมรูจักผลิต เครื่องมือหินกระเทาะ ขวานหินไมมีดาม เครื่องมือหินโลหะ ใชไม เขาสัตว ลาสัตว อยูในถํ้า เริ่มรูจักใชไฟ วาดภาพตามผนังถํ้าสิ่งแวดลอมกับมนุษย มนุษยตองอาศัยสิ่งแวดลอมตามธรรมชาติในการดํารงชีวิต คือเปนปจจัยสี่และสิ่งอํานวยความสะดวกตางๆ แตในปจจุบันมนุษยเปนผูทําใหสิ่งแวดลอมเกิดการเปลี่ยนแปลงจนไมสามารถปรับใหเขาสูสภาวะสมดุลได ทําใหเกิดการเสื่อมโทรม สงผลกระทบกับคุณภาพของนํ้า อากาศ ดิน การสูญพันธุของพืชและสัตว และยังกอใหเกิดปรากฏการณธรรมชาติตางๆ ตามมา เชน การทําลายปาไม ทําใหเกิดความรอน และความแหงแลงในหลายภูมิภาคของโลก เกิดอุทกภัย ซึ่งจะมีผลทําใหสิ่งมีชีวิตตองปรับตัว 1. มลพิษทางนํ้า เกิดจากชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่เกษตร ปลอยสารอินทรียและโลหะหนักลงแหลงนํ้ามีผลกระทบตอสิ่งมีชีวิตในนํ้า สะสมอยูในวงจรของหวงโซอาหาร เกิดปญหาสุขภาพตอมนุษย 2. มลพิษทางอากาศ พบมากในเมืองใหญๆ และบริเวณที่มีโรงงานอุตสาหกรรมมากๆ มีทั้งฝุนละออง แกสพิษเชน คารบอนมอนอกไซด ซัลเฟอรไดออกไซด และออกไซดของไนโตรเจน เมื่อหายใจเขาไปมีผลตอสุขภาพของมนุษยหรือกอใหเกิดฝนกรด มีคา pH ประมาณ 2-4 เปนอันตรายตอสิ่งมีชีวิต กัดกรอนอาคารบานเรือน - แกสบางอยางทําใหเกิดปรากฏการณเรือนกระจก ไดแก CO2 CFC และมีเทน (CH4) - CFC ที่มนุษยปลอยขึ้นไปยังทําลายแกสโอโซนในบรรยากาศ ทําใหรังสีอัลตราไวโอเลตผานเขามาในผิวโลกมากขึ้นเปนอันตรายตอผิวหนัง เชน ไหมเกรียม (Sun burn) และมะเร็งผิวหนัง 3. มลพิษทางเสียง เสียงดังเปนอันตรายตอการไดยิน สูญเสียสมาธิในการทํางาน กอใหเกิดความเครียดหงุดหงิด หูตึง ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง และอาจเปนโรคหัวใจได ระดับความเขมของเสียงไมควรเกิน 80-85 เดซิเบล 4. ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ทําใหสกปรกและเปนแหลงเชื้อโรค เกิดความไมสวยงามไมเปนระเบียบเรียบรอยกระทบกระเทือนตอการดํารงชีวิตและการทองเที่ยว 25วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • แบบทดสอบ1. กลไกที่สําคัญที่ทําใหเกิดการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวตได คือ ิ 1) การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดลอม 2) การดิ้นรนแกงแยงเพื่อการมีชีวิตรอด 3) การฝกอวัยวะใหเหมาะสมกับสภาพแวดลอม 4) การผันแปรของหนวยกรรมพันธุและการคัดเลือกโดยธรรมชาติ2. การทดลองในหองทดลองปฏิบัติการเกี่ยวกับการกําเนิดของสิ่งมีชีวิตของมิลเลอร ทําใหกลาวไดวานักวิทยาศาสตร สามารถ 1) ทําการทดลอง เพื่อใชเปนเหตุผลที่สนับสนุนแนวความคิดของการเกิดสิ่งมีชีวิตแรกเริ่ม 2) บอกไดวาสิ่งมีชวิตแรกเริ่มที่เกิดขึ้นมา จําเปนตองใชออกซิเจน ี 3) คนพบวิธีการที่สิ่งมีชีวิตแรกเริ่มอุบัติขึ้นในโลก 4) สรางเซลลสิ่งมีชีวิตได3. หลักฐานขอใดแสดงวางูมีขามากอน ก. ศึกษาจากซากดึกดําบรรพ ข. ศึกษาจากเอ็มบริโอของงู ค. มีกระดูกขาหลงเหลืออยู ง. ศึกษาจากรองรอยของอวัยวะที่ไมใชงาน 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ง. และ ก.4. "บรรพบุรุษของมามีความสูงประมาณ 27.5 เซนติเมตร กินใบไมกิ่งไมจากพุมไมเล็กๆ เปนอาหาร ขาหนามี 4 นิ้ว ขาหลังมี 3 นิ้ว นิ้วกลางขาหลังมีขนาดใหญกวานิ้วทั้งสองขาง" แนวคิดของนักวิทยาศาสตรในเรื่องบรรพบุรษของ ุ มาไดมากจากหลักฐานแบบใด 1) หลักฐานทางพันธุกรรม 2) หลักฐานจากซากดึกดําบรรพ 3) หลักฐานทางกายวิภาคเปรียบเทียบ 4) หลักฐานจากการเจริญของเอ็มบริโอ5. การทดลองผสมพันธุระหวางผักกาดขาวกับกะหลํ่าปลี พบวาสามารถใหลูกได แตลูกเปนหมัน ผลการทดลองนี้ แสดงหลักฐานวิวัฒนาการหรือไม อยางไร 1) ไมแสดงหลักฐานทางวิวัฒนาการ เนื่องจากการผสมระหวางผักกาดขาวกับกะหลํ่าปลีใหลูกผสมเปนหมัน 2) แสดงหลักฐานทางวิวัฒนาการจากการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอของลูกผสม ผักกาดขาวกับกะหลํ่าปลีอยูตาง สปชีสกัน แตมีบรรพบุรุษรวมกัน 3) แสดงหลักฐานวิวัฒนาการทางพันธุศาสตร ผักกาดขาวและกะหลํ่าปลีอยูตางสปชีสกัน แตมีบรรพบุรุษรวมกัน 4) แสดงหลักฐานวิวัฒนาการทางพันธุศาสตร ผักกาดขาวและกะหลํ่าปลีอยูในสปชีสเดียวกันและมีบรรพบุรษ ุ รวมกัน 26 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 6. ขอใดไมทําใหพชเกิดวิวัฒนาการและการสืบพันธุ ื 1) การผสมระหวางแตงโม 4n และ 2n ไดแตงโมไมมีเมล็ด 2) การผสมระหวางกลวยตานีและกลวยพันธุปาไดลูกเปนกลวยนํ้าวา 3) การนําขาวเจาพันธุขาวดอกมะลิ 106 มาอาบรังสีแกมมาไดขาวเหนียวพันธุ กข 6 4) การผสมระหวางฝรั่งพันธุกลมสาลี่และพันธุบางกอกแอปเปลไดลูกพันธุทองมณเฑียร7. การปรับปรุงพันธุมะเขือเทศพันธุสีดาซึ่งมีผลสีแดงเปนที่ตองการของตลาด ใหมีความตานทานตอโรคเหี่ยวและ ทนรอน จึงไดนํามะเขือเทศพันธุสีดาผสมพันธุจากไตหวัน ซึ่งมีความตานทานตอลักษณะดังกลาวและมีผลสีสม ลูกที่ไดจากการผสมตั้งชื่อวาพันธุสีดาทิพย 1 มีลักษณะตรงตามความตองการ จากการผสมนี้สรุปไดอยางไร 1) เกิดการรวมตัวของยีนจึงไดพันธุใหม 2) เกิดมิวเตชันจึงไดพันธุใหม 3) เกิดการรวมตัวของยีนจึงไดสปชีสใหม 4) เกิดมิวเตชันจึงไดสปชีสใหม8. ขอใดไมใชลักษณะของลูกที่เกิดจากการผสมขามสปชีส 1) ลูกตายกอนคลอด 2) ลูกเจริญเติบโตดี แตเปนหมัน 3) ลูกออนแอ และตายกอนถึงวัยเจริญพันธุ 4) ลูกผสมพันธุตอไปได แตลูกรุนตอๆ มาออนแอลงเรื่อยๆ9. ขอใดที่ทาใหสิ่งมีชีวิตสองสปชีสอาศัยอยูปะปนกัน โดยไมเกิดสปชีสใหม ํ ก. แหลงอาหารแตกตางกัน ข. รูปรางแตกตางกันมากๆ ค. เวลาและฤดูกาลผสมพันธุแตกตางกัน ง. พฤติกรรมในการเกี้ยวพาราสีแตกตางกัน 1) ก., ข. และ ค. 2) ข., ค. และ ง. 3) ค., ง. และ ก. 4) ง., ก. และ ข.10. เสือซีตาเปนเสือที่วิ่งไดเร็วมาก ขอใดตอไปนี้นาจะเปนวิวัฒนาการของเสือซีตา ตามแนวความคิดของดารวิน 1) บรรพบุรุษของเสือซีตาวิ่งเร็วโดยกําเนิดอยูแลว ลักษณะการวิ่งเร็วจึงยังคงอยูจนถึงปจจุบัน 2) บรรพบุรุษของเสือซีตาวิ่งไดชา แตเกิดการกลายพันธุ ทําใหเสือซีตาวิ่งไดเร็ว หาอาหารเกงกวา จึงเหลือแต เสือซีตาวิ่งไดเร็วในปจจุบัน 3) บรรพบุรุษของเสือซีตาวิ่งไดชา แตจําปนตองพยายามวิ่งเพื่อหาอาหาร ดังนั้นลูกรุนตอๆ มาจึงวิ่งไดเร็วมากขึ้น เ จนปจจุบนเสือซีตาวิ่งไดเร็วมาก ั 4) บรรพบุรุษของเสือซีตามีทั้งสายพันธุที่วิ่งไดชาและวิ่งไดเร็ว และสายพันธุที่วิ่งไดเร็วสามารถดํารงชีวิตไดดีกวา เพราะสามารถหาอาหารไดเกงกวา สายพันธุที่วิ่งชาจึงหายไปในการวิวัฒนาการ11. ขอใดเปนการปรับตัวทางสรีระของสิ่งมีชีวิต 1) นกทะเลจะมีตอมขับนํ้าเกลืออยูใกลๆ ตา 2) ตนโกงกางที่อยูตามปาชายเลน มีรากคํ้าจุนชวยใหไมลมงาย 3) นกบางชนิดจะอพยพออกจากถิ่นฐานเดิมชั่วคราวในฤดูหนาว 4) ผักกระเฉดมีทุนชวยในการลอยนํ้า12. แมลงตัวหนึ่งมีลักษณะปากคลายกรรไกรหรือคีม ควรจัดใหอยูในกลุมใด 1) ยุง เพลี้ยแปง 2) เพลี้ยออน มด 3) แมลงวัน เหลือบ 4) จิ้งหรีด ตั๊กแตน 27วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 13. ตามแผนแสดงวิวัฒนาการการลําดับวิวฒนาการของพืชตามลําดับขางลางนี้ เฟนควรอยูในชวงใดของวิวัฒนาการ ั มอส หญาถอดปลอง ปรง สนทะเล (ก) (ข) (ค) (ง) 1) ก. 2) ข. 3) ค. 4) ง.14. ขอใดเปนการเรียงลําดับสายการวิวฒนาการจากอดีตถึงปจจุบันไดถูกตอง ั 1) มอส เฟน หญาถอดปลอง ขาว 2) มอส สาหรายสีเขียว ชองนางคลี่ สน 3) สาหรายสีเขียว หวายทะนอย เฟน ปรง 4) หวายทะนอย หญาถอดปลอง ชองนางคลี่ ปรง15. จากไดอะแกรมสายวิวัฒนาการของพืช ลําดับของพืชไมมีเมล็ด หมายถึง 1, 2, 3 และ 4 เรียงลําดับ ขอใดถูกตอง ลิเวอรเวิรต 1 2 3 4 สาหรายสีเขียว 1) หวายทะนอย, ชองนางคลี่, หญาถอดปลอง, เฟน 2) หวายทะนอย, หญาถอดปลอง, ตีนตุกแก, เฟน 3) ชองนางคลี่, หวายทะนอย, เฟน, หญาถอดปลอง 4) ชองนางคลี่, ตีนตุกแก, หญาถอดปลอง, เฟน16. ตัวอยางสัตวกลุมใดที่แสดงลําดับของวิวัฒนาการไดถูกตอง ก. แบคทีเรีย ปลาดาว ไก แมว ข. แบคทีเรีย แมงปอง ปลากระเบน กิ้งกา ง. แบคทีเรีย ฟองนํ้า ปลาวาฬ กบ ง. แบคทีเรีย กุง ปลาหมึก จระเข 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ง. และ ก.17. ขอใดไมใชลักษณะของสายวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นจริง 1) แมลงมีปก → นก 2) สัตวเลื้อยคลาน → นก 3) สัตวเลื้อยคลาน → มนุษย 4) สัตวเซลลเดียว → สัตวเลี้ยงลูกดวยนม 28 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 18. จากตาราง ขอแตกตางระหวางแบคทีเรียและรา ขอใดถูกตอง แบคทีเรีย รา 1) มีเซลลเดียว มีหลายเซลล 2) ไมมีขอบเขตของนิวเคลียส มีขอบเขตของนิวเคลียส 3) สืบพันธุโดยไมอาศัยเพศเทานั้น สืบพันธุโดยอาศัยเพศ 4) ดํารงชีวิตโดยการสังเคราะหแสง ดํารงชีวิตโดยการยอยสลายสารอินทรีย19. จากการศึกษาเปรียบเทียบระหวางมนุษยกับลิงใหญ ขอใดผิด ลักษณะที่ใชพจารณา ิ มนุษย ลิงใหญ 1) กะโหลกศีรษะ ดานบนกลมเรียบ มีสันนูนดานบน 2) สันคิ้ว เกือบราบเสมอหนาผาก นูนเดนชัด 3) แขน สั้นกวาขา เทากับขา 4) นิ้วเทา เคลื่อนไหวไดจํากัด งอพับได20. ขอใดถูกตอง 1) มนุษยคลายลิงใหญซึ่งจัดเปนพวก โฮโม แฮบิลิส สามารถประดิษฐเครื่องมือขวานหินไมมดาม และรูจักใชไฟ ี 2) มนุษยปกกิ่งจัดเปนพวก โฮโม อิเรคตัส สามารถประดิษฐเครื่องมือแบบหินกระเทาะ และรูจักใชไฟ 3) มนุษยปกกิ่งสามารถประดิษฐเครื่องมือขวานหินไมมีดาม และรูจกใชไฟ ั 4) มนุษยปกกิ่งและมนุษยคลายลิงใหญอยูในยุคเดียวกัน แตตางสถานที่ เฉลย 1. 2) 2. 1) 3. 3) 4. 2) 5. 1) 6. 1) 7. 1) 8. 2) 9. 2) 10. 4)11. 1) 12. 4) 13. 3) 14. 3) 15. 1) 16. 2) 17. 1) 18. 2) 19. 3) 20. 3) 29วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • เสียงในชีวิตประจําวันแหลงกําเนิดเสียง เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุในตัวกลาง เชน การปรบมือ วัตถุกระทบกัน นํ้าตก บดนํ้าแข็งแหลงกําเนิดเสียงของคน บริเวณลําคอมีเสนเลียงสั่นอยูในกลองเสียงทําใหเกิดมีเสียงดังออกมา แตละคนมีเสียงแตกตางกันเนื่องจากสาเหตุหลายประการ เชน - ขนาดของเสนเสียง ผูชายเสนเสียงมีขนาดใหญสั่นชากวาเกิดเสียงทุม ผูหญิงเสนเสียงสั่นเร็วเสียงแหลมกวา - อวัยวะปรุงแตงเสียง การเคลื่อนไหวของปาก ลิ้น ขากรรไกร และฟน ทําใหเสียงแตละคนตางกัน - สวนขยายเสียง กลองเสียง ชองวางในปาก โพรงจมูก ชองวางภายในกะโหลกศีรษะมีขนาดรูปรางตางกันคลื่นเสียงคลื่นเสียง คือ การอัดและขยายของโมเลกุลของตัวกลาง แรงอัดและขยายจะคอยๆ ลดลงเมื่อไกลออกไป เสียงจะเบาลงแตความถี่ของเคลื่อนจะยังคงเทากับการสั่นของแหลงกําเนิดเสียง (ความถี่คงที่ แตแอมพลิจดลดลง) ู การอัด-ขยายของโมเลกุล อัด อัด อัด อัด ขยาย ขยาย ขยายสวนประกอบของคลื่น แอมพลิจด ู ความยาวคลืน ่ จุดเริมอัด ่ จุดเริมอัด ่ ความยาวคลื่น เปนความยาวของคลื่น 1 ลูกคลื่น (ซม. หรือ เมตร) ความถี่คลื่น จํานวนลูกคลื่นที่เคลื่อนที่ใน 1 วินาที (เฮิรตซ) ความเร็วคลื่น ระยะทางที่คลื่นเคลื่อนที่ไดใน 1 วินาที (เมตร/วินาที) 30 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • สูตร ความสัมพันธ ความเร็วคลื่น = ความถี่คลื่น × ความยาวคลื่น ตัวอยาง คลื่นที่เคลื่อนที่ผานอากาศดวยความเร็ว 340 เมตร/วินาที ความถี่ 1000 เฮิรตซ จะมีความยาวคลื่น เทาใด ความเร็วคลื่น = ความถี่คลื่น × ความยาวคลื่น 340 = 1000 × ความยาวคลื่น ความยาวคลื่น = 340 1000 = 0.34 เมตร หรือ 34 เซนติเมตรตัวกลางถายทอดเสียง ตัวกลางแตละชนิดถายทอดเสียงไดเร็วตางกัน ฉะนั้น อัตราเร็วของเสียงจึงมีคาไมคงที่ ในชีวิตประจําวันของเราใชอากาศเปนตัวกลางในการถายทอดเสียงพูดคุย จึงควรทราบความเร็วเสียงในอากาศโดยประมาณ ดังนี้ ชนิดของตัวกลาง ความหนาแนนของโมเลกุล การอัด-ขยาย ตัวอยางอัตราเร็ว (เมตร/วินาที) ของแข็ง เร็ว เหล็ก 5130, แกว 5600 ของเหลว ชากวา นํ้า 1480, แอลกอฮอล 1210 กาซ ชาที่สุด อากาศ 310-350 ในชีวิตประจําวัน อากาศเปนตัวกลางถายทอดเสียง แตเสียงผานอากาศดวยความเร็วไมคงที่ ขึ้นอยูกับอุณหภูมิและความดันอากาศ ดังนี้ - อากาศรอน เสียงจะผานไดเร็วกวาอากาศเย็น เพราะโมเลกุลของแกสมีพลังงานจลนสูงจะเคลื่อนที่เร็ว - อากาศหนาแนน เสียงจะผานไดเร็วกวาอากาศเจือจาง เพราะโมเลกุลชิดกันกวาตัวอยางความเร็วของเสียงในตัวกลางบางชนิด อัตราเร็ว อัตราเร็ว อัตราเร็ว กาซ ของเหลว ของแข็ง (เมตร/วินาที) (เมตร/วินาที) (เมตร/วินาที) CO2 276 เอธิลแอลกอฮอล 1207 ทองคํา 1743 O2 329 นํ้า 1498 เงิน 2610 อากาศ 344 ทองแดง 3560 N2 346 เหล็ก 5130 31วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • การทดลอง การเดินทางของเสียง ไดยินเสียงดังชัดเจน ไดยินเสียงคอย หรือไมไดยิน สรุปผลการทดลอง เสียงเดินทางผานเสนดายไดดีกวาอากาศ และถาเปลี่ยนเปนเสนลวดโลหะเสียงจะชัดเจนยิงขึน่ ้เสียงที่มนุษยไดยิน หูของคนรับฟงเสียงไดในชวงความถี่ 20-20000 เฮิรตซ ถาเสียงมีความถี่ตํ่ากวา 20 เฮิรตซ หรือสูงกวา 20000 เฮิรตซ จะไมไดยิน (มนุษยทําเสียงได 85-1100 เฮิรตซ เทานั้น) อินฟราโซนิก 20 เฮิรตซ 20000 เฮิรตซ อัลตราโซนิก หรืออัลตราซาวด - อินฟราโซนิก (Infrasonic) หมายถึง เสียงที่มีความถี่ตํ่ากวา 20 เฮิรตซ มีพลังงานตํ่ามาก ไมไดนาไปใช ํประโยชน - อัลตราโซนิก หรืออัลตราซาวด (Ultrasonic) หมายถึง เสียงที่มความถี่เกิน 20000 เฮิรตซ ยิ่งความถี่สูง ียิ่งมีพลังงานมาก นําไปใชประโยชนหลายอยาง • ทางการแพทย ใชตรวจกอนเนื้อหรือถุงนํ้า สลายนิ่ว ฆาเชื้อโรค ซึ่งปลอดภัยกวาการใชรังสี • เครื่องโซนาร (Sonar) ซึ่งใชประโยชนในการนํารองเดินเรือ และหาแหลงแรหรือวัตถุใตพื้นดินหรือพื้นนํ้า • ทําความสะอาดเครื่องประดับ นาฬิกา โดยใชหลักการสั่นสะเทือนธรรมชาติของเสียง เมื่อไดยินเสียงเรามักจะบอกไดวาเปนเสียงที่เกิดจากแหลงกําเนิดใด เนื่องจากเสียงทีเ่ กิดขึนมีระดับเสียง ความดัง ้และคุณภาพของเสียงที่แตกตางกัน 1. ระดับเสียง (เสียงแหลม-เสียงทุม) ขึ้นอยูกับความเร็วในการสั่นของแหลงกําเนิดเสียง เสียงแหลม เกิดจากแหลงกําเนิดเสียงสั่นเร็ว เกิดคลื่นที่มีความถี่สูง เสียงทุม เกิดจากแหลงกําเนิดเสียงสั่นชา เกิดคลื่นที่มความถี่ตํ่า ี 32 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 2. ความดัง (เสียงดัง-เสียงคอย) ขึ้นอยูกับพลังงานที่ทําใหแหลงกําเนิดสั่น ซึ่งมีผลตอแอมพลิจดของคลื่น ู เสียงดัง เกิดจากแหลงกําเนิดเสียงสั่นแรง เพราะพลังงานมาก แอมพลิจูดสูง เสียงคอย เกิดจากแหลงกําเนิดเสียงสั่นคอย เพราะพลังงานนอย แอมพลิจูดตํ่า 3. คุณภาพของเสียง จะบอกชนิดของแหลงกําเนิดเสียงได เชน เครื่องดนตรีแตละชนิดจะไดคลื่นเสียงที่แตกตางกัน ถาผูฟงคุนเคย จะบอกไดวาเปนเสียงจากเครื่องดนตรีชนิดใด หรือเปนเสียงของใคร ดังรูป สอมเสียง ป แตรคอรเนต การทดลอง การเกิดเสียงทุม เสียงแหลม สวนไมท่พนขอบโตะ (cm) ี เสียงที่ไดยิน ลักษณะของการสั่น 20 เสียงทุม สั่นชา 15 เสียงแหลมขึ้น เร็วขึ้น 10 เสียงแหลมที่สุด สั่นเร็วที่สุด ติดดินนํ้ามันปลายไม เสียงทุมมาก สั่นชาลง สรุปผลการทดลอง ไมยาวจะสั่นชาเกิดเสียงทุม ไมสั้นจะสั่นเร็วเกิดเสียงแหลม วัตถุมวลมากสั่นชา จะเกิดเสียงทุม 33วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • การทดลอง การเกิดเสียงดัง เสียงคอย ลักษณะของการดีด ความดังของเสียงที่เกิดขึ้น ดีดแรงๆ เสียงดัง ดีดเบาๆ เสียงคอยระดับความเขมของเสียง ซึ่งวัดไดจากพลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบน 1 หนวยพื้นที่ใน 1 หนวยเวลา หนวยความเขมของเสียงเปน วัตต/ตารางเมตร แตมักบอกเปน เดซิเบล หรือ เบล (10 เดซิเบล = 1 เบล) เสียงดัง 0 เบล มีพลังงาน = 10-12 วัตต/ตารางเมตร หูคนสามารถรับฟงเสียงไดในชวง 0 - 120 เดซิเบล 1 เบล ดังเปน 101 เทาของ 0 เบล 2 เบล ดังเปน 102 เทาของ 0 เบล 3 เบล ดังเปน 103 เทาของ 0 เบล 4 เบล ดังเปน 104 เทาของ 0 เบล ตัวอยาง เสียงที่มีระดับความเขม 40 เดซิเบล ดังเปนกี่เทาของ 10 เดซิเบล วิธีคิด 40 เดซิเบล = 4 เบล = 104 ของ 0 เบล 10 เดซิเบล = 1 เบล = 101 ของ 0 เบล 4 ดังนั้น 40 เดซิเบล ดังกวา 10 เดซิเบล = 10 1 = 103 = 1000 เทา 10 องคการอนามัยโลกกําหนดระดับความเขมของเสียงที่ปลอดภัยตองไมเกิน 85 เดซิเบล เมื่อไดยิน 8 ชั่วโมงติดตอกัน เสียงที่ดังมากเปนอันตรายตอหูและลดประสิทธิภาพในการทํางานสมบัติและปรากฏการณบางอยางของเสียง สมบัติของคลื่นเสียง ปรากฏการณของเสียง 1. การสะทอน 1. ปรากฏการณบีตส 2. การหักเห 2. ปรากฏการณดอปเปลอร 3. การเลี้ยวเบน 3. ปรากฏการณเรโซแนนซ 4. การแทรกสอดของคลื่นเสียง 34 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 1. การสะทอนของเสียง หลักการสะทอน มุมตกกระทบ = มุมสะทอน 40° 40° วัตถุสะทอนเสียงไดดี มีความหนาแนนมาก เชน หนาผา กําแพง โลหะตางๆ วัตถุดูดกลืนเสียงไดดี มีความหนาแนนนอย เชน วัตถุผิวขรุขระ มีรูพรุน (โฟม กระดาษชานออย สําลีแผนอะคูสติก ใยแกว) การไดยินเสียงสะทอน ผูฟงตองอยูหางจากวัตถุสะทอนเสียงมากพอสมควร ประมาณ 15 - 17 เมตร เนื่องจาก 1ถาเสียงสะทอนกลับมาทางเดิมในเวลานอยกวา 10 วินาที ผูฟงอยูใกลเกินไปจะไมไดยินเสียงสะทอนการคํานวณหาระยะทางโดยประมาณโดยใชเสียง ตัวอยาง กําหนดใหอัตราเร็วของเสียงในอากาศเปน 320 เมตร/วินาที จะตองยืนหางจากหนาผาอยางนอยเทาใดจึงจะไดยนเสียงกอง ิ เวลา 1 วินาที เสียงเดินทางได = 320 เมตร เวลา 10 วินาที เสียงเดินทางได = 320 × 10 = 32 เมตร 1 1 ฉะนั้น ตองยืนหางหนาผาออกมาไมนอยกวา = 32 2 = 16 เมตร 2. การหักเหของเสียง เสียงจะหักเหเมื่อผานตัวกลางหนาแนนไมเทากัน โดยเสียงจะเคลื่อนที่ผานตัวกลางตางชนิดดวยอัตราเร็วที่ตางกัน ทําใหความยาวคลื่นเปลี่ยนไปดวย เนื่องจากความถี่ยังคงเทาเดิม บางครั้งเห็นฟาแลบแตไมไดยินเสียงฟารอง เนื่องจากเสียงหักเหและสะทอนกลับหมด ดังรูป 3. การเลี้ยวเบนของเสียง เกิดเมื่อคลื่นเสียงผานขอบ มุม ชอง หรือรู ทําใหคลื่นเสียงเลี้ยวเบนไป พลังงานของเสียงจะลดลง เสียงเบาลง (ตางกับการหักเห ตรงที่ไมไดผานตัวกลางตางชนิดกัน) เชน บีบแตรรถยนต เมื่อจะเลี้ยวมุมถนนที่มองกันไมเห็น 35วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 4. การแทรกสอดของเสียง เกิดจากคลื่นเสียงที่มาจากแหลงกําเนิดตั้งแต 2 แหลงมารวมกัน แตการรวมกันนั้นผลจะแตกตางกัน แลวแตความถี่ของคลื่นเสียงที่มารวมกัน ดังนี้ 1. การรวมกันของคลื่นที่มีความถี่เทากัน ผลคือ คลื่นเสียงจะมีแอมพลิจูดสูงขึ้น เสียงจะดังมากขึ้น 2. การรวมกันของคลื่นที่มีความถี่ตางกันมากๆ ผลคือ คลื่นเสียงจะมีความถี่ตํ่าลง เสียงจะเบาลง  3. การรวมกันของคลื่นที่มีความถี่ตางกันเล็กนอย ผลคือ คลื่นเสียงชวงที่เสริมแอมพลิจูดจะสูง บางชวงหักลาง แอมพลิจูดจะตํ่าลง ทําใหเกิดเสียงดัง-คอยไมสมํ่าเสมอ เรียกวา เกิดปรากฏการณบีตส ปรากฏการณบีตส คือ ปรากฏการณที่เกิดจากการแทรกสอดกันของคลื่นที่มีความถี่ใกลเคียงกัน เกิดเสียงดัง-คอยไมสมํ่าเสมอ มีประโยชนคือ ใชเทียบเสียงดนตรีใหเทากับเสียงมาตรฐาน ปรากฏการณดอปเปลอร เกิดเมื่อมีการเคลื่อนที่ของแหลงกําเนิดเสียง หรือผูฟง หรือทั้งสองอยาง มีผลทําใหความถี่ของคลื่นเสียงเปลี่ยนไดดังนี้ - เคลื่อนที่เขาหาแหลงกําเนิดเสียงหรือผูฟง คลื่นเสียงจะมีความถี่สูงขึ้น เสียงแหลมขึ้น - เคลื่อนที่หางออกจากแหลงกําเนิดหรือผูฟง คลื่นเสียงจะมีความถี่ลดลง เสียงจะทุมขึ้น ปรากฏการณเรโซแนนซ เปนปรากฏการณที่วัตถุสั่นแรงขึ้น เนื่องจากรับพลังงานจากภายนอกที่มีความถี่เทากับความถี่ธรรมชาติของวัตถุที่กําลังสั่น ถาเปนเครื่องดนตรี เมื่อเกิดปรากฏการณกําทอนจะสั่นแรงขึ้น เสียงดังมากขึ้นคลื่นที่เกิดมีแอมพลิจูดสูงขึ้น แตมีความถี่เทาเดิม การทดลอง ความถี่ธรรมชาติ ทดลองหาความถี่ธรรมชาติของลูกตุมที่มีเชือกแขวนยาว 60 เซนติเมตร และ 40 เซนติเมตร 40 60 36 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ชองกวางของการแกวง ลูกตุมยาว 60 cm ลูกตุมยาว 40 cm ระยะทางที่ดึงลูกตุม (cm) เวลาแกวง 50 รอบ ความถี่ (Hz) เวลาแกวง 50 รอบ ความถี่ (Hz) 8 cm 80 0.625 65 0.769 10 cm 80 0.625 65 0.769 สรุปผลการทดลอง ลูกตุมที่มีเสนเชือกยาว จะแกวงดวยความถี่ตํ่ากวาลูกตุมที่มีเสนเชือกสั้น แตถามีเสนเชือกยาวเทากันจะแกวงแรงหรือคอยก็จะมีความถี่คงที่เพียงคาเดียว เรียกวา ความถี่ธรรมชาติ ประโยชนของเรโซแนนซ ทําใหเครื่องดนตรีสั่นแรงขึ้น แอมพลิจูดสูงขึ้น เกิดเสียงดังกังวาน สวนที่ทําใหเกิดเรโซแนนซ ไดแก โพรงกีตารของกีตารโปรง กะโหลกซอ รางระนาด การทดลอง การเกิดเรโซแนนซของเสียง ดีดเสนเอ็นบนโตะ กับดีดบนกระปอง เปรียบเทียบเสียงที่เกิดขึ้น ขนาดของเสนเอ็น ความดังของเสียงที่ไดยิน วางบนโตะ วางบนปากกระปอง เล็ก คอย - เสียงสูง ดัง - เสียงสูง ใหญ คอย - เสียงตํ่า ดัง - เสียงตํ่า สรุปผลการทดลอง โพรงกระปองทําใหเกิดปรากฏการณเรโซแนนซ คลื่นเสียงที่ตกลงไปในกระปองจะสะทอนขึ้นมาในความถี่เทาเดิม มาเพิ่มพลังงานทําใหสายสั่นแรงขึ้น เกิดคลื่น แอมพลิจูดสูงขึ้น เสียงดังขึ้นเสียงดนตรี เกิดจากเครื่องดนตรีประเภทตางๆ แบงไดดังนี้ เครื่องดนตรีสากล แบงเปน เครื่องสาย เครื่องลม และเครื่องเคาะตี เครื่องดนตรีไทย แบงเปน เครื่องดีด เครื่องสี เครื่องตี และเครื่องเปาเครื่องดนตรีประเภทดีดและสี หรือเครื่องสาย เมื่อทําใหเสนเสียงหรือสายเสียงสั่น โดยวิธีการดีด สี หรือตี จะเกิดเสียงสูงตํ่าขึ้นอยูกับปจจัย 3 ประการ คือ 1. ปรับความตึงของสาย เชน เวลาสีซอ ดีดจะเข ดีดกีตาร - สายตึงเมื่อดีดหรือสี สายเสียงจะสั่นเร็วเกิดคลื่นความถี่สูง ไดเสียงแหลม - สายหยอนเมื่อดีดหรือสี สายเสียงจะสั่นชาเกิดคลื่นความถี่ตํ่า ไดเสียงทุม 2. ปรับความยาวของสาย เชน ขิม พิณฮารพ - สายสั้น ดีดหรือตีจะสั่นเร็ว เกิดคลื่นความถี่สูง เสียงแหลม - สายยาว เมื่อดีดหรือตีจะสั่นชา เกิดคลื่นความถี่ตํ่า เสียงทุม 37วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 3. ขนาดของสาย เชน กีตารมีสาย 6 ขนาด, ซอ มี 2 สาย คือ สายเอกเสนเล็กกวาสายทุม - สายเล็ก เมื่อดีดหรือตี จะสั่นเร็ว เกิดคลื่นความถี่สูง เสียงแหลม - สายใหญ เมื่อดีดหรือตี จะสั่นชา เกิดคลื่นความถี่ตํ่า เสียงทุมเครื่องดนตรีประเภทเคาะหรือตี เชน ระนาด ฆอง กลอง อังกะลุง ทําใหเกิดเสียงตางกัน โดยทําใหมมวลตางกัน ี 1. ขนาดของมวลตางกัน มีผลดังนี้ - มวลนอย เมื่อเคาะจะสั่นเร็ว เกิดเสียงแหลม - มวลมาก เมื่อเคาะจะสั่นชา เกิดเสียงทุม 2. พื้นที่หนาตัดขนาดตางกัน เชน กลอง - พื้นที่หนาตัดนอย (กลองใบเล็ก) ตีแลวสั่นเร็วเกิดเสียงแหลม - พื้นที่หนาตัดมาก (กลองใบใหญ) ตีแลวสั่นชาเกิดเสียงทุมเครื่องดนตรีประเภทเปา ทําใหเกิดเสียงระดับตางๆ ไดโดยปรับปริมาณอากาศที่สั่น เครื่องดนตรีประเภทเปา ระดับเสียงที่เกิดขึ้นสัมพันธกับปริมาณอากาศที่สั่น ดังนี้ - ปริมาณอากาศมากจะสั่นชา เกิดเสียงทุม (ลําอากาศยาว และมีพื้นที่หนาตัดกวาง) - ปริมาณอากาศนอยจะสั่นเร็ว เกิดเสียงแหลม (ลําอากาศสั้น และมีพื้นที่หนาตัดนอย) แหลม ทุมสุด  แหลมสุด ทุม การสงเสียงระยะไกล หรือการขยายเสียง เนื่องจากคลื่นเสียงเคลื่อนที่ไกลออกไป ความเขมของเสียงจะลดลงตาม เสียงจะเบาลงๆ จนผูที่อยูไกลออกไปไมไดยิน จึงตองมีการขยายเสียงใหดังมากขึ้น เพื่อเสียงจะไดเคลื่อนที่ไปไกลมากขึ้น อุปกรณที่ตองใชในการขยายเสียง 1. ไมโครโฟน ทําหนาที่เปลี่ยนเสียงเปนสัญญาณไฟฟาของเสียง 2. อัมพลิไฟเออร ทําหนาที่ขยายสัญญาณไฟฟาของเสียงใหมีกําลังมากขึ้น 3. ลําโพง เปลี่ยนสัญญาณไฟฟาของเสียงที่มีกําลังมาก ใหเปนเสียงที่ดังมากขึ้น สงไดไกลขึ้น ไมโครโฟน อัมพลิไฟเออร ลําโพง เสียง สัญญาณไฟฟาของเสียง ขยาย เสียงดัง 38 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • การบันทึกเสียง 1. เทป (Tape) เทปเปนแถบพลาสติกบางๆ ที่เคลือบดวยสารแมเหล็ก ไดแก เหล็กออกไซด หรือโคเมียม-ออกไซด ซึ่งเดิมกอนบันทึก โมเลกุลของสารนี้กระจัดกระจายไมมอํานาจแมเหล็ก แตหลังบันทึกโมเลกุลของสารจะถูก ีเหนี่ยวนําทําใหเรียงตัวกันเปนระเบียบ เกิดอํานาจแมเหล็ก เทปกอนบันทึก เทปหลังบันทึกขั้นตอนการบันทึกเสียงลงเสนเทป ไมโครโฟน อัมพลิไฟเออร หัวเทป เสียง สัญญาณไฟฟาของเสียง ขยาย อํานาจแมเหล็ก อํานาจแมเหล็ก สัญญาณไฟฟาของเสียง ขยาย เสียง หัวเทปและหัวผลิตเสียง มีสวนประกอบเหมือนกัน คือ ขดลวดพันรอบแกนเหล็กวงแหวน แตเปลี่ยนพลังงานตางกัน - หัวเทป เปลี่ยนสัญญาณไฟฟาที่ขยายแลว เปนอํานาจแมเหล็ก ซึ่งจะเหนี่ยวนําสารแมเหล็กใหเรียงตัวกัน - หัวผลิตเสียง เปลี่ยนอํานาจแมเหล็ก เปนสัญญาณไฟฟาของเสียง โดยอํานาจแมเหล็กในแถบเทปจะเหนี่ยวนําใหเกิดสัญญาณไฟฟาในขดลวด เพื่อที่จะเปลี่ยนเปนเสียงตอไป 2. เสียงในฟลมภาพยนตร (Sound on film) เมื่อถายภาพยนตรและนํามาตัดตอฟลมเสร็จแลว จึงจะทําการบันทึกเสียงลงบนฟลม ซึ่งอาจจะใชเสียงดาราพากยหรือผูอื่นก็ได ตองพูดใหปากตรงกับดาราในจอ เกิดเปนแถบเสียงที่ขอบฟลม 39วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ขั้นตอนการบันทึกเสียงลงบนฟลมภาพยนตร ไมโครโฟน อัมพลิไฟเออร หลอดไฟ เสียง สัญญาณไฟฟาของเสียง ขยาย แสง ฟลมโดยเกิดปฏิกรยาเคมีเปนแถบเขมจาง  ิิ ขั้นตอนการทําใหเกิดเสียงจากฟลมภาพยนตร หลอดโฟโตอิเล็กตริก อัมพลิไฟเออร ลําโพง เสียง สัญญาณไฟฟาของเสียง ขยาย เสียง Photoelectric cill เมื่อแสงจากหลอดฉายภาพยนตรผานแถบเสียงเขมจางที่เคลื่อนที่ แสงที่ผานแถบเสียงจะตกลงที่โฟโตอิเล็กตริก-เซลๆ จะเปลี่ยนแปลงมากๆ นอยๆ เปนสัญญาณไฟฟา ซึ่งตรงกับเสียงที่บันทึกไวหูและการรับรู หู เปนอวัยวะรับการสั่นสะเทือน มีสวนประกอบสําคัญ 3 สวน มีหนาที่ตางๆ ดังตาราง กระดูก เยื่อแกวหู คอน, ทัง ทอครึงวงกลม ่ ่ เซลลในคอเคลีย โกลน ประสาทหู คอเคลีย เซลลขน หลอดยูสเตเชียน 40 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • สวนของหู สวนประกอบ หนาที่ หูสวนนอก ใบหู เปนกระดูกออน ทําหนาที่ตอนคลื่นเสียงใหเขารูหู ชองหู หรือรูหู เปนทอใหคลื่นเสียงสะทอนกลับไป-มา มีขนและตอมขี้หู เยื่อแกวหู เปนเยื่อบางๆ มีความไวสูงมาก กั้นระหวางชองหูและหูตอนกลาง หลอดยูสเตเชียน อยูทางดานลางของเยื่อแกวหู มีลักษณะเปนโพรงติดตอกับคอหอย ทําหนาที่ปรับความดันระหวางหูตอนกลางและอากาศภายนอก หูสวนกลาง กระดูกคอน ทั่ง โกลน รับแรงสั่นสะเทือน ขยายแรงสั่นสะเทือน 20 เทา สงไปยังหูสวนใน หูสวนใน คอเคลีย มีลักษณะเปนทอยาวขดซอนกันคลายกนหอย มีของเหลวบรรจุอยู กระตุนอวัยวะรับเสียงใหสงสัญญาณไปตามเสนประสาทรับฟง ทําหนาที่รบเสียงแลวแปลงเปนคลื่นไฟฟาสงไปยังประสาทไดยิน ั ทอครึ่งวงกลม เปนหลอดครึ่งวงกลม 3 อัน วางตั้งฉากกัน ภายในบรรจุของเหลว เปนอวัยวะเกี่ยวกับการทรงตัว ประสาทหู มีเสนประสาทสงไปยังสมองถึง 8 คู เพื่อคลื่นไฟฟาสงไปยังศูนย รับรูในสมองแผนภาพแสดงกลไกการไดยิน เสียง → หูสวนนอก → หูสวนกลาง → หูสวนใน → ประสาทหู → สมองความผิดปกติของหู หูอื้อ เกิดจากความดันอากาศในโพรงของหูสวนกลางที่ตอกับดานหลังของโพรงจมูกในสวนบนของคอ และภายนอกไมเทากัน ทําใหเยื่อแกวหูสั่นไมสะดวก หูตึง มักเกิดกับคนที่สูงอายุ ความยืดหยุนของหูช้นในเสื่อม ทําใหไดยนเสียงไมชัด ตองใชเครื่องชวยฟง ั ิ แบบทดสอบ1. A B และ C อยูหางกันชวงละ 100 เมตร A เปานกหวีด B และ C ฟงเสียง A B C พิจารณาขอความตอไปนี้ ก. B และ C รับเสียงมีความเขมเทากัน ข. B และ C ไดยินเสียงความถี่เทากัน ค. B ไดยนเสียงความถี่สูงกวา C เพราะอยูใกลกวา ิ ง. B ไดรับพลังงานเสียงมากกวา C ขอใดถูกตอง 1) ก. 2) ข. 3) ข. และ ง. 4) ค. และ ง. 41วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 2. จากกราฟที่แสดงลักษณะของคลื่นเสียงขณะเดินทางไปในอากาศเวลาเดียวกัน ขอสรุปใดถูกตอง แอมพลิจูด แอมพลิจด ู ระยะทาง ระยะทาง ก. ข. แอมพลิจูด แอมพลิจูด ค. ระยะทาง ง. ระยะทาง 1) ก. มีความถี่เสียงมากกวา ข. และเสียงดังมากกวา ค. 2) ข. มีความถี่เสียงมากกวา ค. และเสียงดังนอยกวา ง. 3) ค. มีความถี่เสียงนอยกวา ง. และเสียงดังมากกวา ก. 4) ง. มีความถี่เสียงนอยกวา ก. และเสียงดังนอยกวา ข.3. ขอใดถูกตอง ก. คุณภาพเสียง คือลักษณะเฉพาะตัวของแหลงกําเนิดเสียง ข. บริเวณที่มระดับความเขมเสียง 0 เบล (ศูนยเบล) คือบริเวณที่ไมมีคลื่นเสียงอยูเลย ี ค. ในตัวกลางชนิดเดียวกัน เสียงที่มความถี่สูงจะเคลื่อนที่ไดเร็วเทากับเสียงที่มีความถี่ตํ่า ี 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ก. 4) ก. ข. และ ค.4. จับลูกตุมใหเชือกแขวนทํามุมนอยๆ กับแนวดิ่ง แลวปลอยใหแกวงตามธรรมชาติในเวลา 100 วินาที ลูกตุมแกวง ได 50 รอบ ขอใดผิด 1) ในเวลา 2 วินาที ลูกตุมแกวงได 1 รอบ 2) ลูกตุมแกวงดวยความถี่ 0.5 เฮิรตซ 3) ความถี่ธรรมชาติของลูกตุมนี้เปน 1 เฮิรตซ 4) ลูกตุมจะเกิดเรโซแนนซได ถาแขวนบนราวเชือกอันเดียวกันกับลูกตุมที่แกวงดวยความถี่ 0.5 เฮิรตซ5. ใสนํ้าลงไปในหลอดทดลอง A B C และ D ซึ่งมีเสนผานศูนยกลางเทากัน โดยมีระดับนํ้าตางกัน เปาลมผาน ปากหลอดทีละหลอด ปรากฏวาหลอด D ใหเสียงตํ่ากวาหลอด B แตสูงกวาหลอด A หลอด C ใหเสียงตํ่ากวา หลอด D แตสูงกวาหลอด A หลอดใดมีความยาวอากาศนอยที่สุด 1) A 2) B 3) C 4) D 42 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 6. เมื่อนําเอาเสนเอ็นไนลอนที่มีขนาดและความยาวเทากัน 4 เสน มาขึงใหตึงแลวถวงดวยลูกตุมนํ้าหนัก A B C D ดังรูป ก. ข. ค. ง. A B C D เมื่อดีดเสนเอ็นดวยแรงเทาๆ กัน ปรากฏผลวา รูป ก. ใหเสียงทุมนอยกวารูป ข. และรูป ค. สวนรูป ข. ใหเสียงทุม  เทากับรูป ค. แตนอยกวารูป ง. ขอใดถูกตอง 1) A หนักนอยกวา B และ C แตมากกวา D 2) B หนักเทากับ C แตมากกวา D 3) C มีนํ้าหนักมากที่สุด 4) D มีน้าหนักมากที่สุด ํ7. เรือแลนในทะเลในแนวเสนตรงที่ลากจากเรือไปหนาผา เปดหวูดขณะที่อยูหางจากหนาผา 480 เมตรจากหนาผา คนบนเรือไดยินเสียงสะทอนกลับมาหลังจากเปดหวูดแลว 4 วินาที ความเร็วของเสียงในอากาศเปน 320 เมตรตอ วินาที ทิศที่เรือแลนและความถี่ของเสียงสะทอนเปนไปตามขอใด 1) เรือแลนเขาหาหนาผา ไดยินเสียงสะทอนมีความถี่สูงขึ้น 2) เรือแลนเขาหาหนาผา ไดยินเสียงสะทอนมีความถี่ตํ่าลง 3) เรือแลนออกจากหนาผา ไดยินเสียงสะทอนมีความถี่สูงขึ้น 4) เรือแลนออกจากหนาผา ไดยินเสียงสะทอนมีความถี่ตํ่าลง8. วันหนึ่งขณะมีฝนตกและฟาคะนอง วินจสังเกตเห็นวา แสงฟาแลบจากกอนเมฆ A ไปยังกอน B ใชเวลา 0.003 ิ วินาที หลังจากนั้นอีก 10 วินาที จึงไดยินเสียงฟารอง ถาอัตราเร็วของแสงเปน 3 × 108 เมตร/วินาที อัตราเร็วของ เสียงเปน 350 เมตร/วินาที ขอสรุปใดถูกตอง 1) เมฆทั้งสองกอนอยูหางกัน 90 กิโลเมตร กอนเมฆ B อยูหางจากวินจ 35 กิโลเมตร ิ 2) เมฆทั้งสองกอนอยูหางกัน 900 กิโลเมตร กอนเมฆ B อยูหางจากวินิจ 3.5 กิโลเมตร 3) เมฆทั้งสองกอนอยูหางกัน 0.9 × 105 กิโลเมตร กอนเมฆ B อยูหางจากวินิจ 3500 กิโลเมตร 4) เมฆทั้งสองกอนอยูหางกัน 30.009 × 108 กิโลเมตร กอนเมฆ B อยูหางจากวินิจ 350 กิโลเมตร9. เครืองรับ/สงสัญญาณ เครืองที่ 1 ่ ่ 700 เครืองรับ/สงสัญญาณ เครืองที่ 2 ่ ่ นํา ้ เมื่อเครื่องรับ/สงสัญญาณเครื่องที่ 1 สงคลื่นเสียงผานอากาศและผานนํ้า ไปยังเครื่องที่ 2 ที่อยูใตนํ้า เมื่อรับ สัญญาณแลวเครื่องที่ 1 จะจับสัญญาณไดภายในเวลา 10 วินาที นับจากสงสัญญาณครั้งแรก จงหาวาเครืองรับ/สง ่ เครื่องที่ 2 อยูลึกจากผิวนํ้าเทาใด กําหนดใหอัตราเร็วของเสียงในนํ้าเปน 1500 เมตร/วินาที อัตราเร็วของเสียงใน อากาศเปน 350 เมตร/วินาที 1) 1500 เมตร 2) 4500 เมตร 3) 9000 เมตร 4) 12000 เมตร 43วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 10. ดีดไมบรรทัดที่พาดกับขอบโตะ โดยกดตรงขอบโตะใหแนน ใชความยาวสวนที่พนโตะ 2 คา คือ 15 เซนติเมตร และ 25 เซนติเมตร บันทึกความถี่ของการไดยิน ทําการทดลองในลักษณะเดิม โดยติดดินนํ้ามันไวที่ปลาย ไมบรรทัด ความถี่ของการสั่นในขอใดเปนไปไดมากที่สุด ความถี่ (เฮิรตซ) 15 เซนติเมตร 15 เซนติเมตร 25 เซนติเมตร 25 เซนติเมตร ไมติดดินนํ้ามัน ติดดินนํ้ามัน ไมติดดินนํ้ามัน ติดดินนํ้ามัน 1) 52 50 65 60 2) 65 60 52 50 3) 50 52 60 65 4) 60 65 50 5211. เมื่อเปรียบเทียบความดังของเสียงสะทอนในแตละรูป ขอสรุปใดผิด 30° 30° 45° 45° ก. เหล็กผิวเรียบ ข. อะลูมเิ นียมผิวเรียบ 60° 60° 60° 60° ค. นําผิวเรียบ ้ ง. เหล็กผิวเรียบ 30° 30° 45° 45° จ. อะลูมเิ นียมผิวเรียบ ฉ. นําผิวเรียบ ้ 1) ก = จ, ข = ฉ, ค = ง 2) ก = ง, ข = จ, ค = ฉ 3) ก > ข > ค 4) ง > จ > ฉ 44 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 12. เมื่อวางแผนสะทอนเสียง A และ B ดังรูป 1 พบวาเสียงที่ไดยินที่ตําแหนง ก และ ข ดังเทากัน ถาทําสลับกัน ดังรูป 2 เสียงที่ไดยินที่ตําแหนง ก และ ข จะเปนอยางไร เสียงจากตนกําเนิด เสียงจากตนกําเนิด เสียงจากตนกําเนิด เสียงจากตนกําเนิด 30° 30° 30° 30° A B B A ก 60° ก 60° 30° 30° ข ข รูป 1 รูป 2 1) ดังเทากันและดังเทาเดิม 2) ดังเทากันและคอยกวาเดิม 3) ตําแหนง ก ไดยินเสียงดังกวาตําแหนง ข 4) ตําแหนง ข ไดยินเสียงดังกวาตําแหนง ก13. B 10 เมตร A C 20 เมตร ผนัง A และ B วางอยูในที่โลง ดังรูป แดงยืนอยูที่ตาแหนง C หันหนาเขาหาผนัง B แลวตะโกนเสียงดัง เขาจะ ํ ไดยินเสียงตามขอใด (อัตราเร็วของเสียงในอากาศเปน 310 เมตร/วินาที) 1) ไดยินเสียงตนเอง 1 ครั้ง 2) ไดยินเสียงตนเอง 1 ครั้ง และเสียงกองอีก 1 ครั้ง 3) ไดยินเสียงตนเอง 1 ครั้ง และเสียงกองอีก 2 ครั้ง 4) ไดยินเสียงตนเอง 1 ครั้ง และเสียงกองอีก 3 ครั้ง 45วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 14. ใชเชือกผูกลูกตุม เริ่มตนจับลูกตุมใหเชือกทํามุมกับแนวดิ่งดังรูป แลวปลอยใหแกวง ความถี่ธรรมชาติของทั้ง 3 กรณี ควรเปนไปตามขอใด 60° 30° 50 cm 30° 50 cm 70 cm (ก) (ข) (ค) 1) ก มากกวา ข และ ข นอยกวา ค 2) ก เทากับ ข และ ข นอยกวา ค 3) ก นอยกวา ข และ ข เทากับ ค 4) ก นอยกวา ข และ ข นอยกวา ค15. A B C D ลูกกลม A, B, C, D เปนลูกกลม 4 ลูก มีนํ้าหนักเทากัน แขวนไวบนราวเชือกเสนเดียวกันดวยเชือกยาวขนาด ตางกัน ยกเวน C และ D ซึ่งยาวเทากัน เมื่อปลอยลูกกลมทั้ง 4 จากจุดตั้งตนดวยมุมที่เทากันไปทางเดียวพรอมๆ กัน ขอสรุปใดเปนคําตอบที่ถูกตอง 1) ลูกกลมทั้ง 4 แกวงไปมาพรอมๆ กัน 2) ลูกกลมทั้ง 4 แกวงดวยแอมพลิจูดที่เทากัน 3) ลูกกลม C และ D แกวงไปมาพรอมกัน แตชากวาลูกกลม A และ B 4) ถาจับลูกกลม B ใหหยุด ลูกกลม C และ D แกวงเร็วขึ้น16. โดยทั่วไปเครื่องดนตรีประเภทสายจําเปนตองมีกลองเสียง เพื่อชวยใหเกิดปรากฏการณใด 1) การสะทอนของเสียง 2) การเกิดการเลี้ยวเบนของเสียง 3) การเกิดบีตส 4) การเกิดเรโซแนนซของเสียง17. ในการตั้งวงเพื่อเลนดนตรีประเภทเครื่องสายชนิดบรรเลงดวยการดีด จะตองเลือกเครื่องดนตรีชนิดใดบาง ก. จะเข ข. กระจับป ค. พิณ ง. ขิม จ. เปงมาง 1) ก., ข. และ ค. 2) ข., ค. และ ง. 3) ค., ง. และ จ. 4) ง., จ. และ ก. 46 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 18. ขอใดเปนลําดับการเปลี่ยนแปลงสัญญาณในการทํางานของลําโพง 1) สัญญาณไฟฟา → สัญญาณแมเหล็ก → การสั่นของขดลวด → สัญญาณเสียง 2) สัญญาณแมเหล็ก → การสั่นของขดลวด → สัญญาณไฟฟา → สัญญาณเสียง 3) การสั่นของขดลวด → สัญญาณไฟฟา → สัญญาณแมเหล็ก → สัญญาณเสียง 4) สัญญาณเสียง → การสั่นของขดลวด → สัญญาณแมเหล็ก → สัญญาณไฟฟา19. การที่เราไดยินเสียงเพลงจากวิทยุ ซึ่งไดจากการเปดเทปสงออกอากาศของสถานีวิทยุ ตองมีลําดับการเปลี่ยนแปลง พลังงานอยางไร ถา A เปนพลังงานแมเหล็ก B เปนพลังงานไฟฟา C เปนพลังงานคลื่นแมเหล็กไฟฟา D เปนพลังงานเสียง 1) D → A → B → C → B → C → D 2) A → B → D → B → C → B → D 3) D → A → B → C → A → B → D 4) A → B → C → B → A → B → D20. ขอใดผิด 1) การสอนคนใบที่มีอายุเกิน 7 ขวบใหพูดไดเปนเรื่องที่ยาก 2) หูอื้อเกิดจากความดันในหูกับความดันนอกหูไมเทากัน 3) เสียงทุมแหลมของเสียงดนตรีจําแนกไดดวยแกวหู 4) เสียงที่ดงมากเกินไปจะเปลี่ยนจากการไดยินเปนความเจ็บปวดได ั เฉลย 1. 3) 2. 1) 3. 3) 4. 3) 5. 4) 6. 2) 7. 4) 8. 2) 9. 2) 10. 2)11. 1) 12. 4) 13. 2) 14. 3) 15. 3) 16. 4) 17. 1) 18. 4) 19. 2) 20. 3) 47วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • สารสังเคราะหสารสังเคราะหสารสังเคราะหทางธรรมชาติ หมายถึง สารที่พืชหรือสัตวสรางขึ้น สารสังเคราะหจากพืช เชน ไม ฝาย ขี้ผึ้ง นํ้าตาล แปง ยางพารา หวาย เชือกมะนิลา ใยมะพราว กระดาษเสื่อกก สารสังเคราะหจากสัตว เชน โปรตีน ฮอรโมน เอนไซม หนังสัตว ไหม ครั่ง หมายเหตุ แรธาตุตางๆ เชน โลหะ เพชร พลอย ทราย แกว กระเบื้อง อากาศ นํ้า ไมใชสารสังเคราะหสารสังเคราะหทางวิทยาศาสตร หมายถึง สารที่มนุษยคิดสรางขึ้น โดยนําวัตถุดิบจากธรรมชาติมาผานกระบวนการทางเคมี ไดสารสังเคราะหหลายชนิดที่มีคุณสมบัติตามที่มนุษยตองการ ไดแก พลาสติกชนิดตางๆ เสนใยสังเคราะหเชือกฟาง ไนลอน ยาฆาแมลง ปุยเคมี โฟม ผงซักฟอก สบู สีสังเคราะห กลิ่นสังเคราะห ยางเทียม เปนตนจุดประสงคของการผลิตสารสังเคราะหทางวิทยาศาสตร 1. เพื่อใหมนุษยที่มีจํานวนเพิ่มมากขึ้นไดมของใชอยางเพียงพอ เนื่องจากผลิตไดรวดเร็วกวาธรรมชาติ ี 2. เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติบางประการใหดีขึ้น เชน แข็งแรง ทนทาน ทนตอความรอน-ความเย็น 3. เพื่อประหยัดทรัพยากรธรรมชาติบางอยาง เชน ไม โลหะตางๆพอลิเมอรพอลิเมอร (Polymer) หมายถึง สารที่มีโมเลกุลใหญมาก เกิดจากการนําสารโมเลกุลเล็กๆ ซํ้าๆ จํานวนเปนพันเปนหมื่นโมเลกุลมารวมกันทางเคมี สารใหมที่ไดจะมีคณสมบัติแตกตางไปจากสารโมเลกุลเล็กทั่วๆ ไป สารที่มนุษยสังเคราะหขึ้น ุสวนใหญเปนสารพอลิเมอร และกระบวนการทางเคมีน้เี รียกวา พอลิเมอไรเซชัน (Polymerization) มอนอเมอร + มอนอเมอร + มอนอเมอร + ... → พอลิเมอรพอลิเมอไรเซชัน มี 2 แบบ ไดแก 1. การรวมตัวแบบตอเติม เกิดจากการรวมตัวของสารมอนอเมอร (Monomer) จํานวนหลายพันโมเลกุลทางเคมีไดสารพอลิเมอรเทานั้น ไมเกิดสารอื่นๆ เปนผลพลอยได เอทิลีน + เอทิลีน + เอทิลีน + ... → พอลิเอทิลีน (PE) โพรพิลีน + โพรพิลีน + โพรพิลีน + ... → พอลิโพรพิลีน (PP) สไตรีน + สไตรีน + สไตรีน + ... → พอลิสไตรีน (PS) ไวนีลคลอไรด + ไวนีลคลอไรด + ... → พอลิไวนีลคลอไรด (PVC) 2. การรวมตัวแบบควบแนน เกิดจากการรวมตัวของมอนอเมอรจํานวนมากเชนกัน นอกจากจะไดสารใหมคือพอลิเมอรแลวยังไดสารโมเลกุลเล็กๆ เชน นํ้า หรือสารอื่นเปนผลพลอยได ไดพอลิเมอรที่มีความแข็งแรงกวาแบบตอเติม กลูโคส + กลูโคส + กลูโคส + ... → แปง + นํ้า กรดอะมิโน + กรดอะมิโน + กรดอะมิโน + ... → โปรตีน + นํ้า ไอโซปรีน + ไอโซปรีน + ไอโซปรีน + ... → พอลิไอโซปรีน (ยางพารา) + นํ้า ยูเรียฟอรมัลดีไฮด + ยูเรียฟอรมัลดีไฮด + ... → พอลิยูเรียฟอรมัลดีไฮด (UF) + นํ้า 48 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • สมบัติของพอลิเมอร ขึ้นอยูกับปจจัยหลายอยาง เชน 1. ชนิดของมอนอเมอรที่มารวมกันเปนพอลิเมอร 2. การรวมตัวทางเคมี (แบบตอเติม หรือแบบควบแนน) 3. โครงสรางของพอลิเมอร (แบบสายยาว สาขา หรือตาขาย) 4. ชนิดของตัวเรงปฏิกิริยา และสารเสริมตัวเรงปฏิกิริยาโครงสรางของพอลิเมอร จะเปนรูปแบบใดขึ้นอยูกับลักษณะโครงสรางของมอนอเมอรที่มาตอกัน การที่พอลิเมอรมีโครงสรางไมเหมือนกันจะมีผลตอสมบัติทางกายภาพบางประการดวย โครงสรางของพอลิเมอรแบงเปน 3 แบบ คือ 1. โครงสรางแบบสายยาว หรือเสนตรง เกิดจากมอนอเมอรที่มีตําแหนงที่ไวตอปฏิกิริยาเพียง 2 ตําแหนงเทานัน ้ 2. โครงสรางแบบสาขา หรือแขนง เกิดจากมอนอเมอรที่มีตําแหนงที่ไวตอปฏิกิริยา 2 หรือ 3 ตําแหนง มี สมบัติโคงงอไดดี ยืดตัวไดนอย และออนตัวเมื่อไดรับความรอน พอลิเมอรที่มีโครงสรางแบบสายยาวและสาขา มีสมบัติคลายกันมาก คือ โคงงอไดมาก ออนตัวเมื่อไดรับความรอน แข็งตัวเมื่ออุณหภูมิลดลง และสามารถเปลี่ยนรูปรางกลับไปกลับมาได โดยที่สมบัติของพอลิเมอรไมเปลี่ยนแปลง ไดแก พลาสติกประเภทเทอรโมพลาสติก (TP) 3. โครงสรางแบบตาขาย หรือรางแห เกิดจากการเชื่อมโยงระหวางแบบสายยาวกับแบบสาขาตั้งแต 2 สายขึ้นไป ใหเปนรางแห 3 มิติ พอลิเมอรมีความแข็งแรงมาก แตยดหยุนและโคงงอไดนอย เมือไดรบความรอนสูงจึงจะออนตัว ื   ่ ัและไมสามารถเปลี่ยนรูปรางกลับไปกลับมาได ไดแก พลาสติกประเภท (TS) 49วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • พลาสติก (Plastic) พลาสติกเปนสารสังเคราะหสารพัดประโยชน สามารถนําไปใชแทนวัสดุจากธรรมชาติ เชน โลหะ ไม กระดาษแกว กระเบื้อง ยางพารา ผา ฯลฯ สามารถทําเปนรูปตางๆ ไดงาย ไมจํากัดรูปราง จึงมีราคาถูก ขอดีของพลาสติก นํ้าหนักเบา สะดวกในการใชงาน แข็งแรง ไมผุกรอนงาย มีทั้งชนิดใสและทึบใหเลือก สีสันสวยงาม ราคาไมแพง ไมซึมนํ้า ใชบรรจุของเหลวได บางชนิดทนความรอนไดมาก ไมแตกเมื่อกระแทก บางชนิดทนทานมากกวาโลหะ จึงนําไปใชเปนชิ้นสวนในเครื่องยนต สวนประกอบของบานเรือน หรือเครื่องมือเครืองใชตางๆ ไดอยาง ่ กวางขวางประโยชนของพลาสติกในดานตางๆ อุตสาหกรรมเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ การกอสราง อุตสาหกรรมไฟฟา อุตสาหกรรมรถยนต เครื่องใชในบานเครื่องครัว เครื่องใชในหองนํ้า อุปกรณทางการแพทย การเกษตรการสังเคราะหพลาสติกบางชนิด ถานหิน กาซธรรมชาติ เกลือแกง ถานโคก หินปูน เบนซิน เอทิลีน คลอรีน แคลเซียมคารไบด พืช (หมัก) อะเซทิลีน กรดอะซิติก เอทิลเบนซิน พอลิเอทีลน ี ไวนิลคลอไรด ไวนิลอะซิเตต สไตรีน พอลิไวนิลอะซิเตต พอลิสไตรีน พอลิไวนิลคลอไรดประเภทของพลาสติก แบงเปนประเภทใหญๆ 2 ประเภท ตามคุณสมบัติ เมื่อไดรับความรอน คือ เทอรโมพลาสติก (TP) เทอรโมเซต (TS) 50 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ตารางเปรียบเทียบประเภทของพลาสติก รายการเปรียบเทียบ เทอรโมพลาสติก (TP) เทอรโมเซต (TS) สมบัติเมื่อรอน หลอมเหลว (รีไซเคิลได) ไมหลอมเหลว (ถารอนจัดจะไหม) โครงสรางของพอลิเมอร สายยาว, สาขา ยืดหยุนและโคงงอไดดี ตาขาย (รางแห) คงรูปราง ความแข็งแรง ไมแข็งแรงทนทาน ราคาจึงถูก มักใชทํา แข็งแรง ไมแตกหักหรือชํารุดงาย ภาชนะบรรจุสินคา ราคาแพง ตัวอยางพอลิเมอร พอลิเอทีลีน พอลิสไตรีน พอลิโพรพิลีน เมลามีน พอลิเอสเทอร อิพอกซี่ พีวีซี ไนลอน พอลิยูเรียฟอรมลดีไฮด ั ตัวอยางผลิตภัณฑ ถุงเย็น (PE) ถุงรอน (PP) โฟม (PS) โตะ เกาอี้ อางอาบนํ้า (ไฟเบอรกลาส) กระเบื้องยาง กระดาษปดฝาหนัง หุมสาย- ไวทบอรด แผนรองกันรอน (ฟอรไมกา) ไฟ (PVC) สายเบ็ด แห อวน (ไนลอน) ถวยชาม (เมลามีน) กาวอิพอกซี่ การทดลอง สังเคราะหพลาสติกพอลิยูเรียฟอรมัลดีไฮด ฟอรมลดีไฮด ั ยูเรีย รายการทดลอง การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได 1. ยูเรีย + ฟอรมัลดีไฮด ละลายปนกัน 2. ยูเรีย + ฟอรมัลดีไฮด + กรดซัลฟวริก แข็งเปนกอนสีขาวขุน (รอน) 3. ยูเรีย + ฟอรมัลดีไฮด (ไมใสกรด) ตองทิ้งคางคืนจึงจะแข็ง ผลการทดลอง ใชยูเรียและฟอรมัลดีไฮดเปนสารตั้งตนในการผลิต กรดซัลฟวริก (H2SO4) เปนตัวเรงปฏิกิริยาไดพอลิยเู รียฟอรมัลดีไฮด มีสมบัติแข็งแรง เปนพลาสติกประเภทเทอรโมเซตติ้ง กรด H 2SO4 ยูเรีย + ฟอรมลดีไฮด ั ยูเรียฟอรมัลดีไฮด -----(1) กรด H SO2 4 ยูเรียฟอรมลดีไฮด + ยูเรียฟอรมัลดีไฮด + ... ั พอลิยูเรียฟอรมัลดีไฮด + นํ้า -----(2) ควบแนนพลาสติกเสริมแรง (วัสดุทรงพลัง) ใชวัสดุอื่นมาเสริม เพื่อใหพลาสติกมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ไดแก 1. ฟอรไมกา ทนความรอนและสารเคมี ไมเปนรอยขีดขวนงาย ทําความสะอาดงาย ใชบุผิวโตะอาหารหรือเฟอรนเิ จอรในครัว - วัสดุเสริมกําลัง ไดแก ไม กระดาษ - พลาสติกประสาน ใชเมลามีน หรือยูเรียฟอมัลดีไฮด (TS) 51วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 2. ไฟเบอรกลาส แข็งแรงมาก ทนตอการกระแทก ทนสารเคมี ใชทําเรือ ตัวถังรถ อุปกรณในเครื่องบิน - วัสดุเสริมกําลัง มีลกษณะเปนแผน หรือเสนใยแกว (ไมยืดไมหด ไมติดไฟ ไมเนาเปอย เปนฉนวนไฟฟา) ั  - พลาสติกประสาน ใชพอลิเอสเทอร หรืออิพอกซี่ (TS) ฟลเลอร (Filler) คือ วัสดุที่นํามาใชเติมแตงใหมีคุณสมบัติตามตองการ ใชผสมลงไปในเรซิน เพื่อลดตนทุนในการผลิต และทําใหพอลิเมอรมีสมบัติแตกตางไปจากเดิม เชน ใยหิน ทนความรอน ขยายตัวนอย กราไฟต ทนตอการเสียดสี คารบอน นําไฟฟาไดดี กันรังสี UV ไมกา เปนตัวตานทานไฟฟากรรมวิธีในการผลิตผลิตภัณฑพลาสติก การเลือกใชวิธีใดในการผลิตตองคํานึงถึง 1. รูปรางของผลิตภัณฑเปนหลัก 2. ประเภทของพลาสติกวาเปน TP หรือ TS เรซิน (Resin) หมายถึง พลาสติกที่ยังไมมีสมบัติเปนพอลิเมอรอยางสมบูรณ ตองเติมตัวเรง และสารเสริมตัวเรง เพื่อใหเปนพลาสติกอยางสมบูรณแบบ เรซินที่ซื้อมาใชผลิตผลิตภัณฑพลาสติก อาจเปนเม็ด ผง หรือเหลวถาเปนเม็ดหรือผง ตองใชความรอนทําใหหลอมเหลวกอนขึ้นรูป - หลอแบบ ใชกับพลาสติกเหลวเทลงไปในแมแบบ ซึ่งทานํ้ายาถอดแบบ เชน ที่ระลึก - อัดเขาแบบ ใชกับพลาสติกผง เชน เมลามีน (TS) ผลิตภัณฑแข็งแรงกวาแบบฉีดเขาแบบ (ไมมีตําหนิชองฉีด) - ฉีดเขาแบบ ใชกับพลาสติก TP โดยฉีดพลาสติกเหลว ผานชองฉีดเขาไปในแมแบบ ผลิตไดเร็ว(มีตําหนิชองฉีด) ถวยชามเมลามีน - อัดแบบดูดอากาศออก ใชกับพลาสติก TP เทานั้น เพราะตองทําใหออนตัวแนบติดกับแมแบบ ผลิตภัณฑเปนหลุม กลองใสไข ถาดใสขนมปงหรือกอนช็อกโกแลต - อัดแบบลมเปา คือการอัดอากาศเขาไป พลาสติกเหลวจะถูกดันใหโปงออกไปแนบกับแมแบบ (มีตะเข็บขางกลวง) ขวด แกลลอน ตุกตา - อัดตอเนื่อง ใชผลิตผลิตภัณฑที่มีความยาว เชน เชือก หลอดกาแฟ สายไฟ ทอนํ้า เสนใยสังเคราะห - ลูกกลิ้งรีด ใชผลิตพลาสติกแผนแบนบาง ใชเปนวัสดุอเนกประสงค สามารถทําลวดลายบนแผนพลาสติกได พลาสติกปูโตะ มานหองนํ้า รม ลูกกลิ้งรอน (1-4) รีดใหเปนแผนแบนบาง ลูกสุดทายทําลวดลาย ลูกกลิ้งเย็น (5-7) ทําใหคงรูปราง พลาสติกเหลว ลูกกลิงเย็น ้ 1 2 5 7 ลูกกลิงรอน ้ 4 6 3 ชิ้นงาน 52 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • โฟม (พลาสติกลอยนํ้า) โฟมเปนพลาสติกชนิดหนึ่ง มีลักษณะพิเศษ คือ มีนํ้าหนักเบามาก เนื่องจากมีแกสแทรกอยูในเนื้อพลาสติก แตเติมเปน CFC ปจจุบันเปน LPG วิธีผลิตโฟม 1. อัดแกสเขาไปในพลาสติกเหลวขณะที่ยังรอน จะขยายตัวทําใหเนื้อพลาสติกฟู พลาสติกมีรูพรุนเล็กๆ 2. ใชสารเคมีประเภทที่ไดรับความรอนแลวเกิดฟองกาซ (คลายผงฟู) แกสนี้จะทําใหพลาสติกฟู วิธนจะไดรูพรุน ี ี้ขนาดใหญกวา ประเภทและประโยชนของโฟม 1. โฟมออน (ฟองนํ้า) ออนนุมและยืดหยุนดี ใชพอลิยูรีเทน (TS) และพอลิเอทิลีน (TP) - ทําที่นอน หมอน ผาหมนวม - เบาะรองนั่ง เกาอี้โซฟา 2. โฟมแข็ง ใชพอลิสไตรีน (TP) มีประโยชนหลายอยาง เชน - ใชบรรจุหบหอเครื่องใชไฟฟา ทํากลองอาหาร ตาขายโฟมใสผลไมกันการกระแทก มีความยืดหยุน ี - เปนฉนวนกันความรอน ทําฝาเพดาน ผนังตูเย็น ปองกันการถายเทความรอน - ใชเก็บเสียง เนื่องจากผิวไมเรียบและมีรูพรุน จึงมีสมบัติดูดกลืนเสียง กาว ปจจุบันมีมากมายหลายชนิด แตละชนิดมีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานแตกตางกันไป 1. กาวธรรมชาติ ไดจากพืชและสัตว เชน กาวแปงเปยก ยางสน กาวยางนํ้า กาวกระดูกสัตว กาวหนังสัตว 2. กาวสังเคราะห ไดจากพอลิเมอรสังเคราะห เปนพลาสติกเหลว มีความเหนียวหนืด ทําใหผิวหนาวัสดุติดกัน - กาวลาเทกซ (TP) หรือกาวพอลิไวนิลอะซีเตท ใชติดวัสดุที่เปนกระดาษ ไม ผา และพลาสติกบางอยาง - กาวอิพอกซี่ (TS) มีโครงสรางแบบตาขาย ไมหลอมละลาย แข็งแรง ติดแนน ใชติดวัสดุตางๆ ไดดีเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะโลหะ คอนกรีต กระเบื้องเซรามิค และแกว ราคาคอนขางแพง แตยุงยาก เพราะตองผสม 2 สวน(พลาสติกเหลว + ตัวเรง) ในอัตราที่กําหนด แหงชา เสียเวลานาน ยางเทียม (วัสดุยืดหยุน) ยางเทียมหรือยางสังเคราะหไมใชพลาสติก เพราะยางเทียมถูกความรอนแลวคุณภาพตางๆ และสมบัติตางๆ จะเสียไป ขอดีของยางเทียม เมื่อเปรียบเทียบกับยางพาราซึ่งเปนยางธรรมชาติ - ทนความรอนไดดีกวายางพารา คือรอนแลวไมเหลว - ไมละลายในนํ้ามัน จึงใชทําทอนํ้ามัน หรือทอแกสหุงตม ยางธรรมชาติ กรีดจากตนยางพารา แลวเติมกรดอะซิติกหรือฟอรมิก เนื้อยางจะตกตะกอนเปนพอลิเมอรของไอโซปรีน (C5H8) เรียกวา พอลิไอโซปรีน ขอดีของยางพารา - มีความแข็งแรง ทนทาน และความยืดหยุนที่พอเหมาะ ไมฉีกขาดงาย - งายและสะดวกที่จะนําไปทําผลิตภัณฑตางๆ 53วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • การปรับปรุงยางพารา เติมกํามะถัน (S) หรือคารบอน (C) ลงไป เพื่อใหมีโครงสรางเปลี่ยนจากสายยาวเปนแบบตาขาย ยืดหยุน แตมีความคงตัวสูง ไมสึกกรอนงาย ไมละลายนํ้ามัน เรียกวา ยางวัลคาไนซ ยางดิบ โครงสรางแบบสายยาว ยางสุก โครงสรางแบบตาขาย ซิลิโคน (วัสดุที่สลายตัวยาก) เปนพอลิเมอรของธาตุซิลิกอน (Si) แตกตางกับพอลิเมอรทั่วไปซึ่งเปนพอลิเมอรของธาตุคารบอน สมบัติที่เดนคือไมวองไวในการทําปฏิกิริยาเคมี จึงสลายตัวยาก ทนตอการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิไดมาก ชนิดของซิลิโคน มีหลายลักษณะ ขึ้นอยูกับขนาดของพอลิเมอร - ซิลิโคนเหลว มีลักษณะเหลวคลายนํ้ามัน มีพอลิเมอรขนาดเล็ก เชน นํ้ามันหลอลื่นสังเคราะห - ซิลิโคนกึ่งแข็งกึ่งเหลว คลายขี้ผึ้ง หรือเปนยางเหนียว มีขนาดพอลิเมอรปานกลาง ใชทํากาวยากระเบื้อง - ซิลิโคนแข็ง มีโครงสรางแบบตาขาย มีพอลิเมอรขนาดใหญ นิยมใชทําแมแบบ สายเคเบิล ประโยชนของซิลิโคน ใชในการทําศัลยกรรมตกแตง ชิ้นสวนเทียมบนใบหนา คอนแทกซเลนส เสริมจมูกเสริมอก ทําอวัยวะเทียม เชน ชิ้นสวนตางๆ ในหู ลิ้นหัวใจ ขอตอเทียม เติมลงไปในสีทําใหสีติดทนนาน ปญหาการใชพลาสติกและการกําจัด แนวโนมของการใชพลาสติกสูงมากขึ้นตามลําดับ ทําใหมีปญหาการใชและการกําจัด เนื่องจากสลายตัวยากมาก วิธีกําจัดขยะพลาสติก (ยังไมมีวิธีที่ดีที่สุด) 1. ทําลาย หรือทําใหหายไป เชน - นําไปถมที่วางเปลา ถมถนน ถมทะเล ซึ่งอาจจะกอใหเกิดมลพิษภายหลัง ถาไมไดคดปองกันไว ิ - เผาทิ้ง เปนวิธีสะดวกรวดเร็ว ถามีเตาเผาที่ออกแบบถูกตอง จะเกิดอันตรายนอยกวา ควันพลาสติกเมื่อละลายนํ้าจะเกิดกรด (พีวีซี เปลี่ยนลิตมัสนํ้าเงิน → แดง) บางชนิดเกิดเบส (เมลามีน, ยูเรียฟอรมลดีไฮด เปลี่ยน ัลิตมัสแดง → นํ้าเงิน) 2. รีไซเคิล ขยะพลาสติกประเภทเทอรโมพลาสติก นํามาหลอมแลวขึ้นรูปใหม พลาสติกรีไซเคิลตองไมนํามาผลิตเปนภาชนะใสอาหาร ผูผลิตมักผสมสีและสารเคมีอื่นลงไป เพื่อกลบสีและสิ่งสกปรก เสนใย เสนใยที่นํามาใชทําสิ่งทอตางๆ เชน เสื้อผา ลูกไม ตาขาย เชือก กระสอบ เอ็น แบงออกเปน 2 ประเภทดังนี้ 1. เสนใยธรรมชาติ ไดจากแหลงธรรมชาติโดยตรง แบงออกเปน 3 ประเภทยอยๆ คือ 1.1 เสนใยจากพืช ประกอบดวยเซลลูโลสเปนสวนใหญ ไดมาจากสวนตางๆ ของพืช เชน ลําตน เปลือกของลําตน ใบ ผล หรือเมล็ด ไดแก ลินิน ปาน ใยสับปะรด ใยมะพราว นุน 1.2 เสนใยจากสัตว ประกอบดวยโปรตีนเปนสวนใหญ เชน ไหม ขนแกะ ขนแพะ ขนไก ขนนกขนกระตาย 1.3 เสนใยจากสินแร มีเพียงชนิดเดียว ไดแก ใยหิน มีคุณสมบัตทนตอสารเคมี ทนไฟ และทนความรอนสูง ิไมนําไฟฟา นิยมใชทําเปนเสื้อผาชุดตํารวจดับเพลิง กระเบื้องยาง มานเวทีละคร 54 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 2. เสนใยสังเคราะห มนุษยทําขึ้นเพื่อใหเพียงพอตอความตองการ เพราะผลิตไดเร็ว และยังมีสมบัติหลายประการที่ดีกวาเสนใยธรรมชาติ เชน เหนียวทนทาน ยืดหยุน ผาที่ทอจากเสนใยธรรมชาติซักรีดงาย ไมคอยยับ เชน พวกอะซิเตต ออรลอน ไนลอน พอลิเอสเทอร 3. เสนใยที่ไดจากการนําสารธรรมชาติมาปรุงแตง (เสนใยกึ่งสังเคราะห) โดยผสมสารเคมี - เซลลูโลสจากพืช เชน วิสคอสเรยอง แบมเบิกเรยอง อะซิเตตเรยอง สปนเรยอง - โปรตีนจากนํ้านมสัตว ใชทําผาขนสัตวเทียม (ลานิตัล) - โปรตีนจากพืช เชน ถั่วเหลือง ใชทําเอ็นเย็บแผลผาตัด ชนิดสลายตัว การทดลอง การผลิตเสนใยสังเคราะห (คิวพรัมโรเนียมเรยอง) นํ้าแอมโมเนียเขมขน กรด คอปเปอรคารบอเนต (CuCO3) สําลี (เซลลูโลส) นํา ้ การทดลอง ลักษณะของสารที่ได 1. ฉีดลงในสารละลายกรดซัลฟวริก ไดเสนสีนํ้าเงิน ยาว 2. ฉีดลงในนํ้า ละลายกับนํ้า ไมไดเสนใย ผลการทดลอง เสนใยที่ไดเปนเสนใยกึ่งสังเคราะห คือ ผลิตจากเสนใยธรรมชาติ (เซลลูโลส) และสารเคมี แลวนํามาฉีดเปนเสนใยยาว ทําใหมีคุณสมบัติเหนียวทนทานขึ้น ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของเสนใยธรรมชาติและเสนใยสังเคราะห เสนใยธรรมชาติ เสนใยสังเคราะห สมบัติทางกายภาพ 1. ไมเหนียวทนทาน ดึงแลวขาดงาย 1. เหนียวทนทานตอแรงดึง ไมขาดงาย 2. ไมยืดหยุน ทําใหยับงาย ซักรีดยาก 2. มีความยืดหยุนดี ไมคอยยับ ซักรีดงาย  3. เปอนงาย และซักออกยาก ตองขยี้นาน 3. ไมคอยเปอน และซักออกงาย ไมตองขยี้มาก 4. ดูดซับนํ้าดี สวมใสสบาย ซับเหงื่อ 4. ไมดูดซับนํ้า ใสแลวรอน ไมระบายเหงื่อ 5. แชนํ้าแลวเปอยงาย ขึ้นรา เนางาย 5. แชนํ้าไมเปอย ไมขาดงาย เชน สายเบ็ด แห อวน 6. ทนความรอนไดดี เวลารีดใชไฟแรง 6. ไมทนความรอน ใชไฟรีดแรงจะหลอมหรือกรอบขาด สมบัติทางเคมี 7. ไมคอยทนตอสารเคมีประเภทกรดและเบส เปอย 7. คอนขางทนมากกวา แตถากรดเขมขนจะละลายเหนียว  8. ลุกติดไฟทันที ขี้เถาปนเปนผงสีเทาหรือดํา กลิ่น 8. ลุกติดไฟชาๆ หลอมเหลว ขี้เถาดําเปนกอนแข็ง กลิ่น เหมือนของธรรมชาติ เชน ไม เสนผมไหม เหม็นสารเคมี 55วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • วิธีปรับปรุงคุณภาพของเสนใย เนื่องจากเสนใยธรรมชาติและใยสังเคราะหลวนๆ มีสมบัติบางประการไมตรงกับความตองการใชงาน เพื่อใหมีคุณภาพตรงกับที่ตองการมากที่สุด โดยนําเสนใยสังเคราะหและเสนใยธรรมชาติมาทอผสมกันตามอัตราสวนที่เหมาะสม จะไดผาที่สวมใสสบายพอสมควร และไมยับมาก รวมทั้งซักรีดงาย สารทําความสะอาด : สบู และผงซักฟอก ปจจุบันมีสารทําความสะอาดมากมาย เฉพาะซักผา มีหลายชนิด ทั้งชนิดผงและชนิดเหลว ซักผาขาว ซักผาสีซักมือ ซักดวยเครื่อง นํ้ายาซักแหงสําหรับผาไหมซึ่งไมทนตอเบส นอกจากนั้น เชน ยาสระผม โฟมลางหนา นํายาลางจาน ้นํ้ายาเช็ดกระจก นํ้ายาเช็ดกระเบื้อง นํ้ายาลางหองนํ้า แชมพูลางรถ ตางก็มีสวนประกอบหนึ่งที่เหมือนกัน เปนสารชวยทําความสะอาด ที่เรียกวา ดีเทอรเจน โมเลกุลดีเทอรเจนต สวนที่มีขั้ว สวนที่ไมมีขั้ว ไขมัน ไขมัน โมเลกุลหันดานไมมขวเพือยึดไขมัน ี ้ั ่ สารลอมรอบเม็ดไขมันทีหลุดออกมาจาก ่ หันดานมีขวสูนา ้ั  ้ํ เสือผา เม็ดไขมันจะไมรวมกัน ทิงลงแหลงนํา ้ ้ ้ สบู เปนสารประกอบเกลือโซเดียมของกรดไขมัน สังเคราะหจากการตมไขมันจากพืชหรือสัตวกับเบส เชนโซเดียมไฮดรอกไซด (NaOH) โปแตสเซียมไฮดรอกไซด (KOH) หรือนํ้าขี้เถา ดังสมการ ไขมันสัตวหรือนํ้ามันพืช + เบส (โซดาไฟ) → เกลือโซเดียมของกรดไขมัน (สบู) + กลีเซอรอล ประเภทของสบู สบูที่ใชกันมีหลายชนิดใหเลือกตามความเหมาะสม เชน สบูเด็ก จะมีฤทธิ์เปนกลาง (pH 7) ไมเปนเบสเหมือนสบูผูใหญ เพื่อไมใหลางไขมันมากเกินไปจนผิวแหง สบูหอม (pH 8-9) เปนสบูที่ใชกันทั่วไป ใสนํ้าหอม เพื่อใหความรูสึกสบายสดชื่น อาจจะใสสีทําใหนาใชหรือเติมครีมบํารุงผิว เชน ลาโนลิน สบูใส ใชลางหนา เปนกลางคลายสบูเด็ก ถนอมผิว สบูยา ผสมยาฆาเชื้อโรคลงไป เชน สบูเดตตอล เซฟการด โพรเทค กําจัดแบคทีเรียบนผิวหนัง สบูซักลาง เชน สบูซัลไลต สบูกรด ใชซักเสื้อผาแทนผงซักฟอกได 56 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • สวนประกอบของผงซักฟอก สวนประกอบสําคัญ สมบัติ มาตรฐาน 1. สารอินทรียซัลฟอเนต - ลดแรงตึงผิวของนํ้า ไมตํ่ากวารอยละ 18 - ละลายดีในคลอโรฟอรม - ละลายไขมัน 2. สารประกอบฟอสเฟต - เพิ่มประสิทธิภาพของสารลดแรงตึงผิว ไมเกินรอยละ 22 - ลดความกระดางของนํ้า - ยึดสิ่งสกปรกไมใหไปจับเสื้อผาอีก หมายเหตุ 3. สารเบ็ดเตล็ด - สารเพิ่มความสดใส อัลตรามารีนบลู pH ไมเกิน 11 - สารลดฟอง, สารเพิ่มฟอง - สารฟอกขาว 4. สารเพิ่มเนื้อ - โซเดียมซัลเฟต (Na2SO4)วิธีกําจัดคราบไขมันสกปรกของสบูและผงซักฟอก โมเลกุลของสบู C17H35Coo-Na+ โมเลกุลผงซักฟอก C12H25 SO-Na+ 3ประกอบดวยสวนที่แตกตัวเปนประจุไฟฟา และสวนที่ไมแตกตัวเปนประจุ แทนสวนที่แตกตัวเปนประจุ (มีขั้ว) มีสมบัติละลายนํ้า แทนสวนที่ไมแตกตัวเปนประจุ (ไมมีขั้ว) มีสมบัติละลายไขมัน การทดลอง เปรียบเทียบสมบัติของสบูและผงซักฟอก หลอดที่ สารในหลอดทดลอง การเปลี่ยนแปลงของสาร 1 นํ้า + นํ้ามัน แยกชั้น นํ้ามันลอยบนนํ้า 2 นํ้า + นํ้ามัน + นํ้าสบู ไมแยกชั้น มีฟอง 3 นํ้า + นํ้ามัน + นํ้าผงซักฟอก ไมแยกชั้น มีฟอง 4 นํ้า + นํ้ามัน + สารละลายเกลือ แยกชั้น นํ้ามันลอยบนนํ้า 5 นํ้า + นํ้ามัน + นํ้าสบู + สารละลายเกลือ ไมแยกชั้น เกิดไคลสบู 6 นํ้า + นํ้ามัน + นํ้าผงซักฟอก + สารละลายเกลือ ไมแยกชั้น มีฟองหมายเหตุ ไคลสบูเกิดจากสบูทาปฏิกิรยากับเกลือที่ทําใหนํ้ากระดาง (แคลเซียมหรือแมกนีเซียมซัลเฟต, แคลเซียมหรือ ํ ิแมกนีเซียมคลอไรด) มีลักษณะเปนกอน แผน ตะกอนสกปรกวิธีแกไขนํ้าทิ้งจากการใชผงซักฟอก 1. ควรใชผงซักฟอกในปริมาณที่เหมาะสมกับสิ่งที่ตองการซักลาง เพราะถาใชในปริมาณมาก ปริมาณของสารตกคางจากการซักลางจะมากไปดวย 2. นํ้าทิ้ง ถานํามาทําใหเจือจาง ใชรดตนไมและหญาได เพราะมีปุยฟอสเฟตหมายเหตุ ไมควรใชผงซักฟอกทําความสะอาดรางกาย เพราะเปนเบสมาก มีผลทําใหลางไขมันออกจากผิวหนังมากเกินไป ทําใหผิวหนังแหงและแตก เปนหนทางใหเชื้อโรคเขาสูรางกาย เกิดเปนโรคผิวหนัง 57วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • แบบทดสอบ1. ขอใดเปนสารสังเคราะหจากธรรมชาติท้งหมด ั 1) ขาว นํ้าตาล เกลือแกง 2) ผาไหม ผาฝาย คารบอนไดออกไซด 3) ผาฝาย คลอโรฟลล เนื้อสัตวเทียมทําจากถั่ว 4) นํ้ามันพืช กรดกํามะถัน นํ้าสมสายชูหมัก2. ขอใดผิด 1) มนุษยไดแนวความคิดในการเอาสารโมเลกุลเล็กมารวมกันเปนสารโมเลกุลใหญจากธรรมชาติ 2) มนุษยสามารถปรับปรุงกระบวนการสังเคราะหสาร จึงไดสารสังเคราะหหลายชนิดที่มีคุณสมบัติตามที่มนุษย ตองการ 3) มนุษยสามารถเลียนแบบจากพืชในการสังเคราะหแสง และโอกาสของการจัดหาวัสดุเพื่อมาสังเคราะหสารมีมาก กวาพืช 4) มนุษยสามารถนําวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีชั้นสูงมาชวยในการสังเคราะหสารได จึงสามารถสังเคราะหสาร ทุกชนิดที่พืชสังเคราะหได3. สมบัติของพอลิเมอรขึ้นอยูกบอะไร ั 1) ชนิดของมอนอเมอร 2) การจัดเรียงตัวของมอนอเมอร 3) ชนิดและการจัดเรียงตัวของมอนอเมอร 4) รูปรางลักษณะของวัสดุอุปกรณที่นําเอาพอลิเมอรนั้นไปใช4. จงพิจารณาปฏิกริยาตอไปนี้ ิ A = B + A = B + A = B ... → A _ B - A _ B - A _ B ... ขอใดถูก ก. มอนอเมอร คือ A และ B ข. เปนปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบตอเติม ค. โครงสรางของพอลิเมอรที่ไดเปนแบบสายยาวเทานั้น 1) ก. 2) ข. 3) ค. 4) ก. และ ข.5. A B และ C คือวัตถุดิบที่ใชเตรียมมอนอเมอรตามกระบวนการตอไปนี้ A B และ C คือสารใดตามลําดับ +A สไตรีน พอลิสไตรีน กาซธรรมชาติ +B ไวนิลคลอไรด พอลิไวนิลคลอไรด +C เอทิลีน พอลิเอทิลีน 1) ถานโคก เกลือแกง เอทิลเบนซีน 2) ถานหิน เกลือแกง ไมตองใชสารใดๆ 3) หินปูน คลอรีน อะเซทิลีน 4) หินปูน กรดเกลือ ไมตองใชสารใดๆ 58 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 6. A B C และ D เปนขวดบรรจุสารละลายกรดซัลฟวริก สารละลายฟอรมัลดีไฮดอยางละขวด และสารละลายยูเรีย 2 ขวด เมื่อเอามาผสมกันดังตาราง ผสมครั้งที่ สารละลายที่นํามาผสมกัน การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได 1 A+B+C ไมเห็นการเปลี่ยนแปลง 2 B+C+D คอยๆ กลายเปนของแข็ง 3 C+D+A ไมเห็นการเปลี่ยนแปลง 4 D+A+B คอยๆ กลายเปนของแข็ง ถาขวด D เปนสารละลายกรดซัลฟวริก ขวดไหนจะเปนสารละลายยูเรีย 1) A และ B 2) A และ C 3) B และ C 4) ขอมูลไมเพียงพอ7. จงใชขอมูลตอไปนี้ตอบคําถาม ก. ถุงพลาสติกที่ใชแลวนํากลับมาหลอมใชใหมได ข. พลาสติกที่ใชทําไฟทายรถยนต เอามาหลอมใหมไมได ค. เทอรโมพลาสติกอยูในนํ้าทนทานกวาอยูใตดินหรือถูกแดดลม ง. เมื่อกรดซัลฟวริกผสมกับนํ้าจะเกิดความรอนสูงมาก ตองใชถังทําดวยพลาสติกเทอรโมเซตติ้งเปนภาชนะ ผสม ทานคิดวาคําถามขอใดที่สามารถจัดอยูในประเภทเดียวกันได 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ง. และ ข.8. ผลิตภัณฑพลาสติก A มีรอยตัดกลม ผลิตภัณฑ B มีรอยตอ A และ B มีวิธีการผลิตแบบใด 1) A เปนแบบอัดตอเนื่อง B เปนแบบการฉีดเขาแบบ 2) A เปนแบบการฉีดเขาแบบ B เปนแบบการอัดแบบลมเปา 3) A เปนแบบการอัดแบบลมเปา B เปนแบบการฉีดเขาแบบ 4) A เปนแบบการอัดแบบ B เปนแบบการอัดแบบดูดเอาอากาศออก9. พิจารณาการสังเคราะหพลาสติกตอไปนี้ ก. กาซธรรมชาติ ข. กาซธรรมชาติ + เกลือแกง เอทิลีน เอทิลีน คลอรีน สารสังเคราะห A สารมอนอเมอร X สารสังเคราะห B ขอใดถูก 1) เสื้อกันฝนทําจาก A หลอดกาแฟทําจาก B 2) สายยางรดนํ้าทําจาก A ถุงรอนทําจาก B 3) กระเบื้องปูพื้นทําจาก A ดอกไมพลาสติกทําจาก B 4) ฟลมถายรูปทําจาก A กระดาษปดผนังทําจาก B 59วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 10. กาซที่เกิดขึ้นทดสอบดวย ชนิดพลาสติก เผาไหมดวยเปลวไฟ แชนํ้ารอน กระดาษลิตมัสที่ชื้น A ลุกไหมดี เปลี่ยนสีจากนํ้าเงินเปนแดง เปลี่ยนรูปทรงได B ลุกไหมดี ไมเปลี่ยนแปลง รูปทรงไมเปลี่ยนแปลง C ลุกไหมดี เปลี่ยนสีจากแดงเปนนํ้าเงิน รูปทรงไมเปลี่ยนแปลง D ลุกไหมดี ไมเปลี่ยนแปลง นิ่มบิดเปนเกลียวได พลาสติกชนิดใดที่ใหกาซที่มีสมบัติเปนกลางและเปนพลาสติกเทอรโมเซต 1) A 2) B 3) C 4) D11. คุณสมบัติขอใดที่เสนใยธรรมชาติดอยกวาเสนใยสังเคราะห ก. ความยากงายในการซักลาง ข. การดูดซับความชื้น ค. การระบายความรอน ง. ความคงทน 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ง. และ ก.12. ขอใดกลาวถึงซิลิโคนไมถูกตอง 1) มีหลายสถานะ 2) เปนฉนวนไฟฟา 3) สลายตัวไดยาก 4) เปนพอลิเมอรของซิลิกอนและคารบอน13. ถาตองการเสื้อที่มีนํ้าหนักเบา ทําความสะอาดงายไมยับ ควรเลือกผาที่ทอดวยเสนใยผสมขอใดมาตัดเย็บ 1) ฝาย 50% ไหม 50% 2) ไนลอน 50% เตโตรอน 50% 3) ไนลอน 50% วิสคอส 50% 4) ฝาย 50% เตโตรอน 50%14. ขอใดผิด 1) ผาไหมติดไฟไดงายกวาผาไนลอน 2) พอลิเมอรของเสนใยสังเคราะห ประกอบดวยโมเลกุลขนาดยาวเรียงตัวคอนขางเปนระเบียบตามแนวแกนของ เสนใย 3) เสื้อผาที่สวมใสในฤดูหนาวควรเปนผาที่ทําจากไนลอน หรือเตโตรอน 4) เสนใยธรรมชาติและเสนใยสังเคราะหตางก็มีขอดีขอเสียเหมือนๆ กัน15. คนที่เปนโรคภูมิแพเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เชน แพนุน ควรเลือกใชเครื่องนอนในขอใด 1) หมอนพอลิเอสเทอร ผาปูท่นอนและปลอกหมอนผาฝาย ผานวมฝาย ี 2) หมอนพอลิเอสเทอร ผาปูท่นอนและปลอกหมอนพอลิเอสเทอร ผานวมไนลอน ี 3) หมอนฝาย ผาปูท่นอนและปลอกหมอนผาฝาย ผานวมเสนใยอะคริลิก ี 4) หมอนฝาย ผาปูที่นอนและปลอกหมอนพอลิเอสเทอร ผานวมฝาย16. เยาวมาลยใสผงซักฟอก 0.1 กรัม ลงในหลอดทดลองที่บรรจุนํ้าและคลอโรฟอรมอยางละ 5 cm3 ปดจุกและเขยา แรงๆ แลวแยกสารละลายคลอโรฟอรมออกมาเพื่อวิเคราะห เยาวมาลยกําลังวิเคราะหหาปริมาณสารในขอใด 1) สารฟอสเฟต 2) โซเดียมซัลเฟต 3) สารที่มีสมบัติเปนกรด 4) สารอินทรียซัลฟอเนต 60 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 17. ขอใดไมใชสมบัติของโมเลกุลสบู 1) สวนที่ละลายนํ้าประกอบดวยคารบอนและออกซิเจน 2) สวนที่ละลายในไขมันประกอบดวยคารบอนและไฮโดรเจน 3) เปนสารประกอบของเกลือโซเดียมกับกรดที่ไดจากนํ้ามันพืช 4) สวนที่แตกตัวเปนไอออนลบประกอบดวยไฮโดรเจนและคารบอน18. พิจารณาผลการทดลองดังตอไปนี้ หลอดที่ สารในหลอดทดลอง การเปลี่ยนแปลงหลังการเขยาหลอดทดลอง 1 A+B สวนลางขุนขาว มีหยดนํ้ามันบางสวนลอยอยูชั้นบน 2 A+B+C สวนลางรวมกันได สวนบนมีฟอง 3 A+B+D เหมือนหลอดที่ 2 แตมีฟองมากกวา 4 A+B+E เหมือนหลอดที่ 1 5 A+B+C+E เกิดตะกอนลอยอยู มีฟองนอย 6 A+B+D+E เหมือนหลอดที่ 3 ทานจะตั้งสมมติฐานอยางไร 1) A = นํ้าสบู, B = นํ้ามัน, C = นํ้า, D = สารละลายเกลือ, E = นํ้าผงซักฟอก 2) A = นํ้าผงซักฟอก, B = สารละลายเกลือ, C = นํ้ามัน, D = นํ้า, E = นํ้าสบู 3) A = นํ้า, B = นํ้ามัน, C = นํ้าสบู, D = นํ้าผงซักฟอก, E = สารละลายเกลือ 4) A = สารละลายเกลือ, B = นํ้ามัน, C = นํ้าผงซักฟอก, D = นํ้าสบู, E = นํ้า19. ผงซักฟอกที่ดีควรมีลักษณะเปนอยางไร ก. คา pH สูง ข. ปริมาณฟอสเฟตสูง ค. ปริมาณสารที่ละลายไดในคลอโรฟอรมสูง ง. ปริมาณสารอินทรียซลฟอเนตสูง ั 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ง. และ ก.20. ผงซักฟอก คา pH ของผงซักฟอก สารอินทรียซัลฟอเนต (รอยละ) ฟอสเฟต (รอยละ) A 13 25 21 B 12 20 22 C 11 19 21 D 9 17 22 E 10 24 21 จากตาราง ผงซักฟอกชนิดใดไดมาตรฐาน 1) A และ B 2) B และ C 3) C และ D 4) C และ E 61วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • เฉลย 1. 3) 2. 4) 3. 3) 4. 2) 5. 2) 6. 2) 7. 4) 8. 2) 9. 4) 10. 2)11. 4) 12. 4) 13. 2) 14. 4) 15. 2) 16. 4) 17. 4) 18. 3) 19. 3) 20. 4) 62 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • โลกและดวงดาว มนุษยสนใจดวงดาวบนทองฟามานานแลว มีการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวที่ปรากฏบนทองฟาในเวลาตางๆ กัน ตั้งแตศึกษาดวยตาเปลา ใชกลองโทรทรรศนแบบใชแสง กลองโทรทรรศนวิทยุ ดาวเทียม ยานอวกาศ และสถานีวิจัยอวกาศ แนวทางศึกษาวัตถุทองฟา ศึกษาโลกและดาวที่อยูใกลโลกกอน ตามลําดับ 1. โลก ศึกษาสัณฐาน ตําแหนงบนโลก ทิศบนโลก เวลา การหมุนและโคจรรอบดวงอาทิตย การบอกตําแหนงของดวงดาวเมื่อสังเกตจากโลก 2. ดวงจันทร การเคลื่อนที่ของดวงจันทร อิทธิพลของดวงจันทรตอโลก การสํารวจดวงจันทร 3. ดาวเคราะหในระบบสุริยะ ดาวเคราะหวงในและวงนอก ชีวิตบนดาวเคราะห 4. ดวงอาทิตย การขึ้นและตก พลังงานจากดวงอาทิตย 5. ดาวฤกษ กลุมดาวฤกษ กลุมดาวจักรราศี สีของดาวฤกษ 6. ดาวหาง ทางชางเผือก และเอกภพโลก โลกมีอายุประมาณ 4500 - 5000 ลานป เปนดาวเคราะหลําดับที่ 3 นับจากดวงอาทิตย นับวาอยูหางจากดวงอาทิตยในระยะพอเหมาะ ทําใหมีนํ้าอยูในสภาวะเปนของเหลว และมีอากาศสําหรับสิ่งมีชีวิตหายใจ แกนโลก 23 1 ° 2 ขัวเหนือ ้ 1° 66 2 ื เหนอ 1 ° 23 2 21 มิ.ย. ื เหนอ ตร ู ู ศนยส 1 ° ใต 23 2 กลางวัน กลางคืน - หมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ทําใหซีกโลกตะวันออกสวางกอนซีกโลกตะวันตก และเห็นดวงอาทิตยขึ้นทางตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก - มีแกนเอียงทํามุม 23.5 องศากับแนวตั้งฉากกับระนาบวงโคจร แกนเอียงจะสายชาๆ ครบรอบในเวลา26000 ป ซึ่งเปนผลมาจากสัณฐานโลกกลมแปนคลายสม รวมทั้งแรงดึงดูดของดวงอาทิตยและดวงจันทรทิศบนโลก การกําหนดทิศบนโลก สังเกตจากการขึ้นและตกของดวงอาทิตยเปนหลัก เพราะโลกหมุนรอบตัวเองในทิศทางเดียวกับโคจรรอบดวงอาทิตย เมื่อสังเกตรูป 63วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ทิศทีโลกหมุนรอบตัวเอง ่ 3 ดวงอาทิตย แสงอาทิตย 4 2 ขัวโลกเหนือ ้ 1 - ทิศกับผูสังเกตบนโลก จากรูปเมื่อโลกหมุนพาผูสังเกตไป ณ ตําแหนง 1 จะเห็นดวงอาทิตยอยูทางทิศตะวันตก ตําแหนง 3 อยูทางทิศตะวันออก - เวลาบนโลก ตําแหนง 1, 2, 3 และ 4 เปนเวลาประมาณ 18.00 น., 24.00 น., 06.00 น. และ 12.00 น.ตามลําดับการโคจรรอบดวงอาทิตย ในอดีตมนุษยเขาใจวาดวงอาทิตยโคจรรอบโลก แตปจจุบันเปนที่ยอมรับวา โลกโคจรรอบดวงอาทิตยจากทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก และวงโคจรเปนวงรี ประกอบกับแกนโลกเอียง ทําใหเกิดฤดูกาลบนโลก 23 กันยายน ดวงอาทิตย บ ระนาสูตรโลก ระนาบทาง 21 ธันวาคม 21 มิถนายน ุ โคจรของโลก ศูนย 23.5° ดวงอาทิตย มองดานขาง 23 กันยายน 21 มีนาคม วันที่ 21 มีนาคม และ 23 กันยายน แกนเอียงของโลกตั้งฉากกับเสนที่ลากจากดวงอาทิตยไปยังจุดศูนยกลางของโลก ดวงอาทิตยจะปรากฏที่ศูนยสูตรทองฟา และจะปรากฏเหนือขอบฟา 12 ชั่วโมง ใตขอบฟา 12 ชั่วโมง ทําใหเวลากลางวันและกลางคืนยาวเทากัน วันที่ 21 มิถุนายน ขั้วโลกเหนือจะเบนเขาหาดวงอาทิตยมากที่สุด โดยขั้วโลกเหนือเริ่มเบนเขาหาดวงอาทิตยหลังวันที่ 21 มีนาคม แกนของโลกจะอยูในระนาบเดียวกับเสนที่ลากจากดวงอาทิตยไปยังจุดศูนยกลางของโลก ผูสังเกตจะเห็นดวงอาทิตยอยูเหนือขอบฟาเกิน 12 ชั่วโมง จึงทําใหกลางวันยาวกวากลางคืน โดยเฉพาะประเทศที่อยูที่ขั้วโลกเหนือ(ละติจูด 66.5° เหนือขึ้นไป) เปนกลางวัน 24 ชั่วโมง เชน ประเทศนอรเวย ที่ไดชื่อวา ดินแดนแหงพระอาทิตยเที่ยงคืนฤดูกาลบนโลก - แถบซีกโลกเหนือมี 4 ฤดู คือ ฤดูใบไมผลิ (21 มีนาคม - 20 มิถุนายน), ฤดูรอน (21 มิถุนายน - 22กันยายน) ฤดูใบไมรวง (23 กันยายน - 20 ธันวาคม), ฤดูหนาว (21 ธันวาคม - 20 มีนาคม) - แถบศูนยสูตรมี 3 ฤดู คือ ฤดูรอน ฤดูฝน ฤดูหนาว - แถบขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใตมี 2 ฤดู คือ ฤดูรอน และฤดูหนาว 64 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ตําแหนงบนโลก การบอกตําแหนงบนโลก ตองบอกตําแหนงที่เสนละติจูดตัดกับเสนลองจิจดู เสนละติจูด คือ เสนสมมติที่ลากรอบโลกใหขนานกับเสนศูนยสูตรทางขั้วซีกโลกเหนือมี 90 เสน ซีกโลกใตมี90 เสน รวม 180 เสน กําหนดใหเสนศูนยสูตรเปน 0 องศา ขั้วโลกเหนือเปน 90 องศาเหนือ และขั้วโลกใตเปน 90องศาใต มีความสําคัญเกี่ยวกับฤดูกาลบนโลก เสนลองจิจูด คือ เสนสมมติที่ลากรอบโลกจากขั้วโลกเหนือผานลงขั้วโลกใต ตัดกับเสนศูนยสูตรเปนมุมฉากกําหนดใหเสนไพรมเมอริเดียน 0 องศา ลากผานเมืองกรีนิช ประเทศอังกฤษ ซีกโลกตะวันออกมี 180 เสน ซีกโลกตะวันตกมี 180 เสน รวม 360 เสน มีความสําคัญเกี่ยวกับเวลาบนโลก 90° N 60° N เสนไพรมเมอริเดียน 30° N เสนละติจดู 80 60 30 0 30 60 80 0° เสนศูนยสตร ู 30° S เสนลองจิจด ู 60° S 90° S เสนรุง (ละติจูด) บอกเปนองศาเหนือและองศาใต เชน กรุงเทพฯ ตั้งอยูที่เสนรุง 13.9 องศาเหนือ เสนแวง (ลองจิจูด) บอกเปนองศาตะวันออกและตะวันตก เชน กรุงเทพฯ อยูที่เสนแวง 100.5 องศาตะวันออกเวลาบนโลก เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใชเวลา 24 ชั่วโมง โลกหมุนจากทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก ซีกโลกตะวันออกจะสวางกอนซีกโลกตะวันตก หรือกลาววา ประเทศทางซีกโลกตะวันออกเวลาจะเร็วกวามาตรฐานสากลสวนประเทศทางซีกโลกตะวันตกเวลาจะชากวามาตรฐานสากล กําหนดใหเวลามาตรฐานบนโลกที่ 0 องศา ผานหอดูดาวเมืองกรีนิช ประเทศอังกฤษ ซึงเรียกวา ไพรมเมอริเดียน ่ โลกมีลองจิจูดอยู 360° ใชเวลาหมุน 24 ชั่วโมง ∴ เวลา 1 ชั่วโมง หมุนไป = 360 = 15 องศา 24 หมายความวาลองจิจดหางกัน 15 องศา เวลาตางกัน 1 ชั่วโมง โดยซีกโลกตะวันออกจะสวางกอน ูการบอกตําแหนงของวัตถุทองฟา การบอกตําแหนงของวัตถุบนทองฟา ยึดผูสังเกตการณเปนหลัก มีทรงกลมทองฟาขนาดมหึมา และมีดวงดาวปรากฏหมุนไปรอบๆ ผูสงเกตการณดวยอัตราวันละรอบ ซึ่งปรากฏการณนี้เปนผลเนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเองไปวันละ ัรอบนั่นเอง 65วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ขอกําหนดพื้นฐานของทรงกลมทองฟา 1. ถือวาทรงกลมทองฟามีรศมีเปนอนันต ั 2. ไมวาผูสังเกตการณจะอยู ณ ตําแหนงใด จะรูสึกเสมือนวาอยูที่จดศูนยกลางของทรงกลมทองฟาเสมอ ุ 3. ถือวาดาวเคราะห ดาวฤกษ ดวงอาทิตย เปนสิ่งที่ติดอยูบนผิวภายในของทรงกลมทองฟา มีการเคลื่อนที่ไปบนผิวของทรงกลมนี้ จุดเหนือศีรษะ ทรงกลมทองฟา N มุมเงย มุมอาซิมุท E W ผูสังเกต เสนขอบฟา S มุมอาซิมุท คือ มุมที่วัดจากทางทิศเหนือไปทางตะวันออก เชน ทิศตะวันออก มุมอาซิมุท 90° ตะวันออก มุมเงย บอกตําแหนงที่สูงจากพื้นโลกขึ้นไป ดวงดาวอยูไกลมาก ผูสังเกตอยูบริเวณใกลเคียงกันจะมีคามุมเงยเทากัน เครื่องแอสโตรเลบ (Astrolabe) คือ เครื่องมือที่ใชวัดมุมอาซิมุทและมุมเงยเพื่อบอกตําแหนงของวัตถุทองฟาดวงจันทร ดวงจันทรเปนวัตถุทองฟาที่อยูใกลโลกมากที่สุดในอวกาศ สวางที่สุดในตอนกลางคืน แสงสวางจากดวงจันทรเปนแสงสะทอนจากดวงอาทิตย เราสังเกตเห็นดวงจันทรมขนาดเปลี่ยนแปลงไป บางทีกลม บางทีเปนเสี้ยว เรียกวา ีขางขึ้น ขางแรม ซึ่งเกิดจากการโคจรของดวงจันทรไปรอบโลกขางขึ้นขางแรมของดวงจันทร - ในวันขางขึ้น ดวงจันทรจะขึ้นในเวลากลางวันและตกในเวลากลางคืน - ในวันขางแรม ดวงจันทรจะขึ้นในเวลากลางคืนและตกในเวลากลางวัน - ดวงจันทรขึ้นในเวลาเที่ยงวัน ในวันขึ้น 8 คํ่า ขึน 8 คํา ้ ่ ค ง ข 18.00 น. 20.00 น. 15.00 น. ขึน 15 คํา ้ ่ จ 24.00 น. 12.00 น. ก แรม 15 คํา ่ 3.00 น. 9.00 น. ฉ 6.00 น. ญ ช แรม 8 คํ่า แสดงการโคจรของดวงจันทรไปรอบโลก รอบนอกแสดงการเห็นดวงจันทรเมื่อมองจากโลก 66 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • - ในวันขางขึ้น ดวงจันทรจะขึ้นในเวลากลางวัน และตกในเวลากลางคืน - ในวันขางแรม ดวงจันทรจะขึ้นในเวลากลางคืน และตกในเวลากลางวัน - ดวงจันทรขึ้นในเวลาเที่ยงวัน ในวันขึ้น 8 คํ่า • คืนเดือนมืด ดวงจันทรอยูระหวางโลกกับดวงอาทิตยพอดี ไมเห็นดวงจันทร • คืนเดือนเพ็ญ ดวงจันทรอยูแนวตรงกับโลกและดวงอาทิตย เห็นดวงจันทรเต็มดวง • คืนขางแรม ดวงจันทรจะขึ้นทางตะวันออกไปตกทางตะวันตก ดวงจันทรจะเล็กลงเรื่อยๆ • คืนขางขึ้น ดวงจันทรขึ้นทางทิศตะวันตกหลังจากพระอาทิตยตกดิน จะเห็นดวงจันทรใหญขึ้นทุกวันการเคลื่อนที่ของดวงจันทร 1 1. โคจรรอบโลกใชเวลา 29 2 วัน จากทางทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก 2. หมุนรอบตัวเอง ในอัตราที่เทากับโคจรรอบโลก ทําใหเราเห็นดวงจันทรดานเดียวตลอด อีกดานหนึ่งมอง ไมเห็นเลย 3. โคจรรอบโลก 1 รอบ ใชเวลามากกวาโลกหมุนรอบตัวเอง ทําใหเราเห็นดวงจันทรในวันขางขึ้นปรากฏชาลงวันละ 50 นาที (เวลาที่นํ้าขึ้นก็จะชาลงวันละ 50 นาที เชนเดียวกัน) ค แสงอาทิตย 2 2 ข 3 โลก 1 ก 1 โลก 3 ดวงอาทิตย 4 4 ง นํ้าจะขึ้นและลงวันละ 2 เวลา และเกิดจากอิทธิพลของดวงจันทรมากกวาดวงอาทิตยการสํารวจดวงจันทร ผิวของดวงจันทรขรุขระ มีหลุมขนาดใหญซึ่งสันนิษฐานวาอุกกาบาตพุงชน หินเปนหินบะซอลตเหมือนบนโลกอายุใกลเคียงกับโลก ไมพบสิ่งมีชีวิต อากาศเบาบาง มีแกสฮีเลียม และอารกอนเพียงเล็กนอย กลางวันรอนจัดกลางคืนหนาวจัด วัตถุบนดวงจันทรจะมีนํ้าหนักเพียง 1 ใน 6 ของนํ้าหนักบนโลก 67วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ดาวเคราะห ดาวเคราะหเปนดาวที่ไมมีแสงสวางในตัวเอง โคจรรอบดวงอาทิตยในอัตราเร็วที่คงที่ ดาวเคราะหในระบบสุริยะมี 9 ดวง รวมทั้งโลกดวย แตที่เห็นดวยตาเปลามี 5 ดวง ไดแก ดาวพุธ ดาวศุกร ดาวอังคาร ดาวพฤหัส และดาวเสารแตละดวงจะเห็นสีและความสวางตางกัน เชน ดาวศุกรมองดวยตาเปลาเห็นชัดเจน สวางที่สุด สวนดาวอังคารจะเห็นชัดเจนเมื่อใชกลองโทรทรรศน จะเห็นเปนสีแดง และตําแหนงของดาวเคราะหจะเปลี่ยนแปลงไปในเวลาตางๆ ดาวพุธ ดาวศุกร โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดาวพลูโต ดาวเคราะหวงใน ดาวเคราะหวงนอก ดาวเคราะหวงใน มี ดาวพุธ ดาวศุกร เห็นเฉพาะตอนเชามืดและใกลคํ่าเทานั้น เชามืดเห็นทางทิศตะวันออกใกลคํ่าเห็นทางทิศตะวันตก ดาวเคราะหวงนอก มี ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดาวพลูโต เห็นชัดเมื่ออยูคนละซีก ทองฟากับดวงอาทิตย ยิ่งใกลดวงอาทิตยยิ่งมองไมเห็นการเห็นดาวเคราะหวงในและดาวเคราะหวงนอก ค ค ดวงอาทิตย ดวงอาทิตย ง ข ง ข โลก ก โลก ก ดาวเคราะหวงใน ดาวเคราะหวงนอก ผูสังเกตบนโลกจะเห็นไดเฉพาะตอนหัวคํ่า ข ดาว ผูสงเกตบนโลกสามารถเห็นไดตลอดทั้งคืน ทั้ง ั ศุกร เรียก ดาวประจําเมือง และตอนเชามืด ง ข หัวคํ่า ก ตอนดึก ง เชามืดไมเห็นตําแหนง ค เรียก ดาวประกายพฤกษ หรือดาวรุง ไมมีโอกาส เทานั้น เห็นตําแหนง ก และ ค 68 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • ชีวิตบนดาวเคราะห ดาวเคราะหที่ใกลชิดโลกมากที่สุด คือ ดาวศุกรและดาวอังคาร เปรียบเทียบดังตาราง รายการเปรียบเทียบ ดาวศุกร ดาวอังคาร ขนาด ใกลเคียงกับโลก (ฝาแฝดของโลก) เล็กกวาโลกครึ่งหนึ่ง แกนเอียง 24 องศา บรรยากาศ หนาทึบ ประกอบดวย CO2 มีการเก็บกัก เบาบาง มีแกส CO2 ถึง 95% เต็มไปดวย ความรอน (ปรากฏการณเรือนกระจก) ฝุนฟุง มีพายุขนาดใหญเกิดบอย พื้นฐาน เต็มไปดวยกอนหินแหลมคม มีบริเวณ ดินประกอบดวยเหล็ก มีคลื่นทรายสีสม กวางคลายทะเลทรายสีนํ้าตาลแกมสม กอนหินระเกะระกะ อุณหภูมิ สูงมากประมาณ 480 องศาเซลเซียส ประมาณ -33 ถึง -85 องศาเซลเซียส การหมุน หมุนชามาก 1 วันบนดาวศุกรยาวกวา 1 ใกลเคียงกับโลก 1 วันบนดาวอังคารยาว 24 ปบนโลก ชั่วโมง 37 นาทีดวงอาทิตย ดวงอาทิตยเปนกอนแกสรอนที่กําลังระเบิดอยางรุนแรงอยูภายใน สงแรงโนมถวงออกไปไดไกล 2000 ลานกิโลเมตร ดึงบริวารใหเคลื่อนที่ไปรอบๆ ดวงอาทิตย ดวงอาทิตยมขนาดใหญกวาบริวารของดวงอาทิตยทุกๆ ดวงรวมกัน ีการขึ้นและตกของดวงอาทิตย คนที่ยืนอยูบนพื้นโลก จะรูสึกวาผิวของโลกแบน และมองเห็นดวงอาทิตย ดวงจันทร และดวงดาวแขวนลอยอยูในครึ่งทรงกลม ที่อยูอีกซีกโลกหนึ่งจะเห็นอีกครึ่งทรงกลม เมื่อมาประกบกันจะเปนทรงกลมทองฟา โลกเปนศูนยกลางของทรงกลมทองฟา และตรงรอยตอของขอบฟา ขยายแนวราบของเสนศูนยสูตรโลกออกไปตัดกับทองฟา เรียกวาเสนศูนยสูตรทองฟา ตําแหนงที่ดวงอาทิตยขึ้นและตก เสนทางโคจรจะเปลี่ยนไปทุกวัน ถาวัดไดตําแหนงดวงอาทิตยขึ้นและตกจะแตกตางกันไปทุกวัน วันละ 14 ลิปดา ทางเดินปรากฏของดวงอาทิตยก็เปลี่ยนแปลงซํ้ารอยเดิมในรอบป เกิดจากระนาบศูนยสูตรของโลกทํามุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจร ค ข ก ง ตะวันตก ใต เหนือ ตะวันออก ก วันที่ 22 มิถุนายน ดวงอาทิตยขึ้น-ตก คอนไปทางเหนือสุด ข วันที่ 27 เมษายน และ 16 สิงหาคม ดวงอาทิตยเคลื่อนที่ผานเหนือศีรษะ ค วันที่ 21 มีนาคม และ 23 กันยายน ดวงอาทิตยขึ้น-ตก ที่จุดทิศตะวันออกและตะวันตกพอดี ง วันที่ 22 ธันวาคม ดวงอาทิตยขึ้น-ตก คอนไปทางใตสุด 69วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • พลังงานจากดวงอาทิตย พลังงานจากดวงอาทิตยที่มาถึงโลกแบงไดเปน 2 ประเภท คือ 1. คลื่นแมเหล็กไฟฟา ไดแก ความรอน แสงสวาง รังสีอัลตราไวโอเลต รวมทั้งคลื่นวิทยุซึ่งสามารถตรวจรับไดดวยกลองโทรทรรศน สําหรับรังสีอัตราไวโอเลตทะลุผานบรรยากาศเขามาถึงโลกเพียงเล็กนอยเทานั้น ทําใหไมเกิดอันตรายตอสิ่งมีชีวิตบนโลก คลื่นเหลานี้มีผลกระทบตอโลกทันที 2. อนุภาคที่มีประจุไฟฟา จะเกิดผลกระทบตอโลกภายหลัง ไดแก อนุภาครังสีคอสมิค ซึ่งเปนอนุภาคโปรตอนสวนอนุภาคอิเล็กตรอนทําใหเกิดพายุแมเหล็ก นอกนั้นเปนอนุภาคที่มีประจุไฟฟาพวกความเร็วตํ่า แผกระจายออกมาจากดวงอาทิตยเรียกวา ลมสุริยะ อนุภาคที่มประจุไฟฟาเคลื่อนที่ตามแนวเสนแรงแมเหล็ก จึงไมสามารถเคลื่อนที่ผาน ีสนามแมเหล็กโลกเขามาในแนวดิ่งในแถบศูนยสูตรได แตเขามาทางขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใตชนกับอะตอมของกาซเกิดการคายพลังงานออกเปนแสงสีเรียกวา แสงเหนือ แสงใต สุริยุปราคา และจันทรุปราคา เกิดขึ้นจากโลกและดวงจันทรโคจรมาอยูในแนวเดียวกับดวงอาทิตยดาวฤกษ ดาวที่เรามองเห็นบนทองฟาในตอนกลางคืนนับพันดวง จะมีดาวเคราะหปรากฏเพียงไมเกิน 2 - 3 ดวงเทานั้นนอกนั้นเปนดาวฤกษ ซึ่งมีแสงสวางในตัวเอง ถาสองดูดวยกลองโทรทรรศนจะเห็นดาวฤกษอีกมากมาย แตถามองจากโลก ดาวฤกษจะเห็นเปนดาวอยูนิ่งกับที่เนื่องจากอยูไกลมากดาวเหนือ ดาวเหนือเปนดาวฤกษที่คนสมัยโบราณใชเปนเครื่องบอกทิศทาง จะอยูในตําแหนงเดิมตลอดเวลา เนื่องจากแกนของโลกชี้ตรงไปยังดาวเหนือ แตผูสังเกตที่อยูท่ตําแหนงละติจูดตางๆ จะมองเห็นดาวเหนืออยูสูงจากขอบฟา (มุมเงย) ีไมเทากัน ผูอยูขั้วโลกเหนือจะเห็นดาวเหนืออยูตรงศีรษะพอดี ถาอยูตํ่าลงมามุมเงยของดาวเหนือจะตรงกับเสนละติจูดและมุมเงยจะมีคาเปน 0 เมื่อผูสงเกตอยูที่เสนศูนยสูตร หรือปรากฏที่ขอบฟาพอดี ั คนในกรุงเทพฯ เห็นดาวเหนืออยูทางทิศเหนือ มุมเงย 13.9 องศา เพราะอยูที่เสนละติจด 13.9°เหนือ คนที่อยู ูจังหวัดเชียงใหมจะเห็นดาวเหนือมีมุมเงยสูงกวา แตคนทางภาคใตจะเห็นมุมเงยตํ่ากวา การสังเกตดาวเหนือสังเกตไดจากกลุมดาวจระเข (กลุมดาวหมีใหญ) และดาวเหนืออยูมีหางของดาวมีเล็ก 70 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • กลุมดาวจักรราศี กลุมดาวจักรราศี หมายถึง กลุมดาวฤกษ 12 กลุม ซึ่งดวงอาทิตยเคลื่อนที่ผาน ปรากฏอยูบนเสนสุรยวิถี กลุมละ  ิ 1 เดือน เมื่อโลกโคจรครบรอบผานกลุมดาวฤกษนี้ไป 12 กลุม กลุมดาวแตละกลุมมนุษยจนตนาการเปนรูปรางตางๆ ิวิธีสังเกตคือ เวลาหลังพระอาทิตยตก กลุมดาวที่เริ่มขึ้นจากทิศตะวันตกเปนกลุมดาวของเดือนนั้นๆ เวลา 2 ชัวโมง จะ ่ขึนมา 1 กลุม ้ ปลา คนแบกหมอนํ้า คนถือธนู เสนสุริยวิถี แพะทะเล คันชั่ง ปาริชาติ มิ.ย. แมงปอง แกะ ก.ย. โลก ดวงอาทิตย ลูกไก มี.ค. สิงโต หญิง ดวงจันทร ธ.ค. พรหมจารี วัว คนคู ปู พอลลักส รวงขาว อัลดิบาแรน หัวใจสิงหสีและอุณหภูมิของดาวฤกษ สีของดาวฤกษขึ้นอยูกับอุณหภูมิของพื้นผิว อุณหภูมิผิว ชื่อดาวฤกษ สี 35000°C เซตา นายพราน นํ้าเงิน 10000°C รวงขาว อะเคอรนาร นเงินขาว 10000°C ตานกอินทรี ซีรอัส ี ขาว 7500°C คาโนปส โปรซิออน เหลืองขาว 6000°C ดวงอาทิตย คาเพลลา เหลือง 4700°C อัลดิบะแรน พอลลักซ สม 3300°C ดวงแกว ปาริชาติ แดงดาวหางและอุกกาบาต ดาวหาง เปนกอนนํ้าแข็งสกปรก มีทางโคจรรอบดวงอาทิตยเปนวงรีมาก เวลาสวนใหญจึงอยูไกลจากดวงอาทิตยมาก เพียงระยะสั้นๆ เทานั้นที่ดาวหางเขามาใกลดวงอาทิตย เชน ดาวหางฮัลเลย จะมาใหโลกเห็นทุกๆ 75 ป สวนของดาวหาง แบงเปน 3 สวน ไดแก สวนหัว ใจกลางหัว (นิวเคลียส) ของหัว และสวนหาง - ใจกลางหัวของดาวหาง เปนกอนแข็งลอมรอบดวยแกสและฝุนที่สะทอนจากดวงอาทิตย ลมสุริยะจากดวงอาทิตยจะพัดหางไปทางทิศตรงขามกับดวงอาทิตย - สวนหาง ขยายจากสวนหัวพุงไปทางตรงขามกับดวงอาทิตย เมื่อเขาใกลดวงอาทิตยหางจะสั้นลง เหลือแตสวนใจกลางแกสที่เปนสวนหัว ไมมีหาง 71วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • อุกกาบาต มีขนาดเล็กกวาดาวหางมาก อาจจะเปนฝุนหรือกอนหินที่มาจากดาวหางหรือดาวเคราะหนอย เมื่อโลกเคลื่อนที่ผานทางโคจรของอุกกาบาต โลกจะดึงขยะอวกาศเสียดสีกับบรรยากาศของโลก เรียกวา ดาวตก หรือ ผีพุงใตถาตกเปนจํานวนมาก เรียกวา ฝนดาวตก และถาอุกกาบาตเผาไหมไมหมด จึงเหลือตกลงมาถึงพื้นดิน เรียกวาลูกอุกกาบาต มักเปนหิน หินปนเหล็ก และเหล็กดาราจักรและเอกภพ เอกภพ เปนบริเวณที่กวางใหญไพศาล ไมมีขอบเขต เปนระบบรวมของดาราจักรนับลานลานดาราจักร มีวัตถุทองฟาทุกชนิด ทั้งที่มนุษยรูจักและไมรูจักอยูในเอกภพทั้งสิ้น นักวิทยาศาสตรยังไมทราบจุดกําเนิดแนนอน ไดแตตั้งขอสันนิษฐานไวหลายประการ เชน เกิดการระเบิดครั้งใหญ และยังมีการขยายตัวของเอกภพไปเรื่อยๆ ไมมีจุดอวสาน ดาราจักร (กาแล็กซี = Galaxy) ประกอบดวยระบบของดาวฤกษ กลุมกาซที่เรียกวา เนบิวลา (Nebula) ในเอกภพมีดาราจักรประมาณ 100000 ลานดาราจักร ระบบสุรยะอยูในดาราจักรทางชางเผือก ิ ดาราจักรทางชางเผือก (Milky Way) เปนดาราจักรของเรา มองเห็นเปนทางขาวๆ พาดอยูบนทองฟา มีดาวฤกษอยูประมาณ 100000 ลานดวง แตละดวงอยูหางไกลกันมากประมาณ 4 ปแสง มีเสนผานศูนยกลาง 100000 ปแสง แบบทดสอบ1. นักเรียนคนหนึ่งบานตั้งอยูที่ลองจิจูดที่ 100 องศาตะวันออก วันหนึ่งวิทยุประกาศเวลามาตรฐานที่กรีนิชเปน 01.00 น. ของวันจันทร ถาประเทศไทยอยูท่ลองจิจูดที่ 105 องศาตะวันออก เขาจะตั้งเวลาที่นาฬิกาขอมือให ี สอดคลองกับเวลามาตรฐานขณะนั้นเทากับ 1) 07.40 น. ของวันจันทร 2) 08.00 น. ของวันจันทร 3) 08.20 น. ของวันจันทร 4) 18.00 น. ของวันอาทิตย2. 6 5 4 7 3 แสงอาทิตย 8 2 1 จากรูป เมื่อผูสังเกตบนโลกอยู ณ ตําแหนง 2 และ 8 จะเปนเวลาประมาณเทาใดตามลําดับ 1) 02.00 น. และ 20.00 น. 2) 02.00 น. และ 16.00 น. 3) 09.00 น. และ 03.00 น. 4) 09.00 น. และ 15.00 น. 72 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 3. จุดเหนือศีรษะ A เหนือ 30° เสนดิ่ง ตะวันตก ตะวันออก O 40° เสนขอบฟา ใต O เปนผูสังเกตดาว A วัดมุมตางๆ ไดคาดาว A อยูที่ตําแหนงตามขอใด 1) มุมอาซิมุท 140° มุมเงย 30° 2) มุมอาซิมุท 140° มุมเงย 60° 3) มุมอาซิมุท 220° มุมเงย 30° 4) มุมอาซิมุท 220° มุมเงย 60°4. ทิศทีโลกหมุนรอบตัวเอง ่ 3 ดวงอาทิตย แสงอาทิตย 4 2 ขัวโลกเหนือ ้ 1 ขณะที่โลกหมุนดังรูป คนที่อยู ณ ตําแหนง 2 จะเปนเวลาใด และแขนของเขาจะชี้ไปทางทิศใด 1) เที่ยงวัน ตะวันตก 2) เที่ยงคืน ตะวันตก 3) เที่ยงวัน ตะวันออก 4) เที่ยงคืน ตะวันออก5. ดวงจันทรโคจรรอบโลก 1 รอบใชเวลา 29.5 วัน 3 วันตอมา ณ เวลาเดียวกัน มุมเงยของดวงจันทรจะเปลี่ยนไป อยางไร 1) นอยกวาเดิม 12.2 องศา 2) นอยกวาเดิม 36.6 องศา 3) มากกวาเดิม 12.2 องศา 4) มากกวาเดิม 36.6 องศา6. ชายคนหนึ่งมีนํ้าหนักบนโลก 66 กิโลกรัม เมื่อเดินทางถึงดวงจันทร ชั่งนํ้าหนักได 10 กิโลกรัม การเดินทางไป ดวงจันทรครั้งนี้ทําใหเขามีนํ้า นักลดลงกี่กิโลกรัมเมื่อเทียบนํ้าหนักบนโลก ห 1) 1 กิโลกรัม 2) 3 กิโลกรัม 3) 5 กิโลกรัม 4) 6 กิโลกรัม7. ขอความใดที่ใชอธิบายดิถีของดวงจันทรในวันขึ้น 15 คํ่า ถูกตองที่สุด 1) ดวงจันทรมีตําแหนงอยูกลางระหวางโลกและดวงอาทิตย เวลาเที่ยงคืนดวงจันทรมีตําแหนงอยูเหนือศีรษะ 2) โลกมีตําแหนงอยูกลางระหวางดวงจันทรและดวงอาทิตย เวลาเที่ยงคืนดวงจันทรมีตําแหนงอยูทางขอบฟา ภาคตะวันออก 3) โลกมีตําแหนงอยูกลางระหวางดวงจันทรและดวงอาทิตย เวลาเที่ยงคืนดวงจันทรมีตําแหนงอยูทางขอบฟา ภาคตะวันตก 4) โลกมีตําแหนงอยูกลางระหวางดวงจันทรและดวงอาทิตย เวลาเที่ยงคืนดวงจันทรมีตําแหนงอยูเหนือศีรษะ 73วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 8. ขอใดผิด 1) ดาวเคราะหเคลื่อนที่ไปในทองฟาเมื่อเทียบกับดาวฤกษ 2) คนบนโลกมีโอกาสที่จะมองเห็นดาวเคราะหวงใน อยูกลางทองฟาได 3) ดาวเคราะหที่อยูใกลดวงอาทิตยมีอุณหภูมิสูง ดาวเคราะหที่อยูไกลดวงอาทิตยมีอุณหภูมิตํ่า 4) นํ้าเปนองคประกอบที่สําคัญตอสิ่งมีชีวิตเนื่องจากสมบัติของการเปนตัวทําละลาย และเปนตัวชวยใหเกิด ปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิต9. จากแผนภาพวงโคจรของดาวเคราะหดังรูป ค 3 ง 4 S 2 ข 1 ก ตําแหนงของดาวเคราะหวงในแสดงโดยตัวเลข 1, 2, 3 และ 4 ตําแหนงดาวเคราะหวงนอกแสดงโดยตัวอักษร ก, ข, ค และ ง ตําแหนงของดาวเคราะหตําแหนงใดบางที่ผูสังเกตสามารถเห็นดาวเคราะหทั้งสองจําพวกไดตลอดคืน 1) 1 และ ง 2) 3 และ ข 3) ง 4) ข10. 23 1 2 ก 23 1 2 23 1 2 ดวงอาทิตย ข ง 23 1 2 ทางโคจรของโลก ค จากรูปตําแหนงใดของโลกที่เกิดฤดูรอนไดบาง 1) ตําแหนง ก ทางซีกโลกเหนือ และตําแหนง ค ทางซีกโลกใต 2) ตําแหนง ก ทางซีกโลกใต และตําแหนง ง ทางซีกโลกเหนือ 3) ตําแหนง ข ทางซีกโลกเหนือ และตําแหนง ง ทางซีกโลกใต 4) ตําแหนง ข ทางซีกโลกใต และตําแหนง ค ทางซีกโลกเหนือ 74 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 11. ชายคนหนึ่งอยูที่กรุงเทพฯ เห็นดาว 3 ดวง ขึ้นพรอมกัน ดาวดวงที่ 1 ขึ้นในแนวทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดวงที่ 2 ขึ้นในแนวทิศตะวันออก และดวงที่ 3 ขึ้นในแนวทิศตะวันออกเฉียงใต ชายคนนี้จะเห็นดาวทั้ง 3 ดวง ตกกอนหลัง อยางไร 1) ตกพรอมกัน 2) ไมแนนอนขึ้นกับฤดู 3) ดวงที่ 1 ตกเร็วที่สุด ดวงที่ 3 ตกชาที่สุด 4) ดวงที่ 3 ตกเร็วที่สุด ดวงที่ 1 ตกชาที่สุด12. ถาทานอยูที่เสนศูนยสูตร จะเห็นดาวเหนืออยูตําแหนงใด 1) อยูตรงศีรษะพอดี 2) อยูที่ขอบฟาในแนวทิศเหนือพอดี 3) อยูเหนือขอบฟาเล็กนอยในแนวทิศเหนือ 4) อยูในแนวทิศเหนือ ทํามุมเงย 45 องศา13. ชาวประมงคนหนึ่งแลนเรือเวลากลางคืนจากจังหวัดสงขลามาจังหวัดประจวบคีรขนธโดยใชดาวเหนือนําทาง ชายคนนี้ ีั จะเห็นดาวเหนืออยางไรระหวางที่แลนเรือ 1) อยูสงจากขอบฟาในระดับเดิมตลอดเวลา ู 2) คอยๆ เคลื่อนที่สูงจากขอบฟาเรื่อยๆ 3) คอยๆ เคลื่อนที่ตํ่าลงใกลขอบฟาเรื่อยๆ 4) คอยๆ เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตกใกลขอบฟาเรื่อยๆ14. ชายคนหนึ่งนั่งอยูบริเวณศูนยสูตรเห็นกลุมดาวคนคูตรงศีรษะพอดีเวลาเที่ยงคืน อีกหนึ่งเดือนตอมา ถาชายคนนี้ สังเกตกลุมดาวคนคูที่เดิม เวลาเดิม เราจะเห็นดาวคนคูอยูในตําแหนงใด 1) แนวเหนือใต คอนไปทางใต 2) แนวเหนือ-ใต คอนไปทางเหนือ 3) แนวตะวันออก-ตะวันตก คอนไปทางตะวันตก 4) แนวตะวันออก-ตะวันตก คอนไปทางตะวันออก15. กลุมดาวจักรราศี ราศี คนแบกหมอ มีน แพะทะเล กุมภ คนยิงธนู มกร แมงปอง ธนู คันชั่ง พฤศจิ หญิงพรหมจารี ตุล สิงโต กันย ปู สิงห คนคู กรกฎ วัว มิถุน แกะ พฤษภ ปลา เมษ เมื่อเวลา 19.00 น. ชายคนหนึ่งมองเห็นกลุมดาวปูอยูที่ขอบฟาทิศตะวันตก ที่เวลา 01.00 น. ของคืนนั้น เขาควร จะมองเห็นกลุมดาวอะไรอยูที่ขอบฟาดานตะวันออก 1) กลุมดาวแกะ 2) กลุมดาวปลา 3) กลุมดาวคันชั่ง 4) กลุมดาวหญิงพรหมจารี 75วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ
    • 16. ขอใดผิด 1) ทางชางเผือกเปนสวนหนึ่งของดาราจักรที่มีโลกอยูดวย 2) ถาดาวหางพุงเขาชนโลกโดยเผาไหมไมหมด จะตกลงเปนอุกกาบาต 3) ดาวเทียมผลิตไฟฟาจากแสงอาทิตย สงพลังงานมายังโลกในรูปรังสีเอกซ 4) ถามีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะหดวงอื่น ไมจําเปนจะตองมีรปรางความเปนอยูเชนมนุษยบนโลก ู17. ขอใดเกี่ยวของกับดาวหางมากที่สุด ก. ดาวตก ข. กอนอุกกาบาต ค. ดาวเคราะห ง. ลมสุริยะ 1) ก. และ ข. 2) ข. และ ค. 3) ค. และ ง. 4) ง. และ ก.18. ขอใดเปนสาเหตุของการเกิดปรากฏการณแสงเหนือแสงใต 1) รังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตยทําปฏิกิริยากับบรรยากาศชั้นบนบริเวณขั้วโลกเหนือและใต 2) คลื่นแมเหล็กไฟฟาจากดวงอาทิตยทําปฏิกิริยากับบรรยากาศชั้นบนบริเวณขั้วโลกเหนือและใต 3) อนุภาคโปรตอนพลังงานสูงจากดวงอาทิตย เคลื่อนที่ตามแนวเสนแรงแมเหล็กมาชนกับอะตอมของกาซบริเวณ ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต 4) อนุภาคอิเล็กตรอนและไอออนจากดวงอาทิตย เคลื่อนที่ตามแนวเสนแรงแมเหล็กมาชนกับอะตอมของกาซ บริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต19. ถาดาวฤกษดวงหนึ่ง แรกเกิดมีอุณหภูมพื้นผิว 11000 องศาเซลเซียส เมื่อเวลาผานไป อุณหภูมิจะเปลี่ยนไปเปน ิ 5600 องศาเซลเซียส 4000 องศาเซลเซียส และ 3000 องศาเซลเซียส สีของดาวจะเปลี่ยนแปลงจากแรกเกิด ตามลําดับอยางไร 1) ขาว เหลือง สม แดง 2) ขาว แดง เหลือง สม 3) ขาว แดง สม เหลือง 4) ขาว สม เหลือง แดง20. ขอใดมีการเรียงลําดับจากระบบใหญไปสูระบบเล็ก ตามลําดับอยางถูกตอง 1) กลุมดาว เอกภพ ดาราจักร แนวทางชางเผือก 2) เอกภพ ดาราจักร แนวทางชางเผือก กลุมดาว 3) ดาราจักร แนวทางชางเผือก กลุมดาว เอกภพ 4) แนวทางชางเผือก กลุมดาว เอกภพ ดาราจักร เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 4) 4. 4) 5. 2) 6. 1) 7. 3) 8. 2) 9. 3) 10. 1)11. 4) 12. 2) 13. 2) 14. 3) 15. 1) 16. 3) 17. 1) 18. 4) 19. 1) 20. 2) 76 วิทยาศาสตรกายภาพชีวภาพ