• Like
การวิจัยเชิงคุณภาพ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

การวิจัยเชิงคุณภาพ

  • 93,652 views
Uploaded on

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
No Downloads

Views

Total Views
93,652
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1

Actions

Shares
Downloads
311
Comments
4
Likes
2

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. การวิจัยเชิงคุณภาพ ( Qualitative research )
  • 2. การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการวิจัยที่แสวงหาความจริงในสภาพที่เป็นอยู่ โดยธรรมชาติ ( Naturalistic inquiry ) ซึ่งเป็นการสอบสวน มองภาพรวมทุกมิติ ( Holistic perspective ) ด้วยตัวผู้วิจัยเอง เพื่อหาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ที่สนใจกับสภาพแวดล้อมนั้น โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลที่เป็นความรู้สึกนึกคิด คุณค่าของมนุษย์ และความหมายที่มนุษย์ให้ต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัว เน้นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความสร้างข้อมูลสรุปแบบอุปนัย ( Inductive analysis ) ความหมายของการวิจัยเชิงคุณภาพ
  • 3. เพื่อเข้าใจบริบทของสังคมอันเป็นแนวคิดพื้นฐานที่เห็นได้ชัดเจนในงานวิจัย ซึ่งต้องการศึกษาชุมชน หรือสังคมอย่างรอบด้านทุกแง่ทุกมุมในการศึกษาเพื่อรวบรวมข้อมูล จะมีการเก็บข้อมูลทางด้านสภาพแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ความเชื่อ พิธีกรรม ฯลฯ
    • 1. มีความต้องการข้อมูลที่รอบด้าน ( Holistic )
    ลักษณะและกระบวนการ
  • 4. แต่ปรากฏการณ์ทางสังคมบางประการไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลธรรมดาทั่วไปได้ นักวิจัยจึงพยายามทำความเข้าใจเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม เพื่อนำมาอธิบายปรากฏการณ์ในสังคม
    • 2. มีวัตถุประสงค์ที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ( Contextual )
  • 5. การศึกษาระบบความคิดนี้มาสามารถศึกษาได้จากการเก็บข้อมูลเพียงครั้งเดียว หรือโดยการใช้แบบสอบถาม เพราะผู้วิจัยต้องซักถามผู้ตอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ให้เข้าใจจริงๆ ว่าการสื่อความหมายระหว่างผู้ถามกับผู้ตอบตรงกัน ข้อมูลที่ได้จะต้องเป็นข้อมูลที่สะท้อนความคิดของผู้ตอบโดยตรง
    • 3. ต้องการเข้าใจระบบความคิด ระบบความเชื่อ และตรรกะของผู้ที่อยู่ในชุมชน หรือสังคม
  • 6.
    • 4. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคม และปรากฏการณ์ในสังคม
    การศึกษาเครือญาติ หรือระบบความสัมพันธ์อื่นๆ ช่วยอธิบายปรากฏการณ์บางอย่างได้ดี ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติช่วยอธิบายถึงสาเหตุของปรากฏการณ์ งานวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคมจะช่วยให้การวิเคราะห์มีความลึกซึ้งมากขึ้น
  • 7. เป็นอีกลักษณะซึ่งจำเป็นต้องใช้วิธีการวิจัยเพื่อให้สามารถค้นพบคำตอบเกี่ยวกับสาเหตุความเป็นมา และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ในลักษณะที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันขั้นตอนของการเกี่ยวข้อง ช่วงเวลาของการเกี่ยวข้องจะเกิดเป็นกระบวนการศึกษา กระบวนการเปลี่ยนแปลง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการศึกษาเชิงมนุษย์วิทยาจะช่วยให้คำตอบในการอธิบายปรากฏการณ์
    • 5. การศึกษากระบวนการติดตามระยะยาว เจาะลึก
  • 8. การเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องการจากแหล่งข้อมูลบุคคลที่เลือกสรรแล้วว่าเป็นผู้ที่รู้เรื่องนั้นๆดี ( Key informant ) วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ถามเฉพาะคนในเรื่องที่คนอื่นไม่รู้ ถือได้ว่าเป็นเทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพที่มีลักษณะเด่น
    • 6. การเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องการจากแหล่งข้อมูลบุคคลที่เลือกสรร
  • 9. วิธีตีความจากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ เช่นการพยายามเข้าใจวิถีชีวิตของผู้หญิงชนบทอีสาน จากข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งทอที่มีอยู่ การวิเคราะห์สิ่งทอรูปแบบต่างๆ และการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทอผ้าของผู้หญิงชนบท ช่วยให้นักวิจัยสามารถอธิบายได้ว่ากระบวนการรวบรวมเลี้ยงดูลูกสาวของคนอีสานสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมในเรื่องของการทอผ้าได้อย่างไร
    • 7. วิธีตีความจากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่
  • 10.
    • กระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ
    ปัญหาการวิจัย การวางแผนการวิจัย - สมมุติฐานการวิจัย - รูปแบบการวิจัย - เครื่องมือ - การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การทบทวนวรรณ กรรมงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง สรุปผลข้อมูล ทบ . ที่เกี่ยวกับ องค์ความรู้ปัจจุบัน ขยายความรู้ องค์ความรู้ใหม่
  • 11. การเก็บรวบรวมข้อมูลของการวิจัยเชิงคุณภาพ
    • ในการเก็บข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพนั้น ขั้นตอนที่สำคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง ที่จะทำให้ผลการวิจัยออกมาเป็นที่ยอมรับคือ การเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีวิธีหลักอยู่ 3 วิธี คือ การรวบรวมข้อมูลจากเอกสารการสังเกต และการสัมภาษณ์
  • 12. 1. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร
    • เป็นการรวบรวมขั้นแรกเมื่อเริ่มทำการวิจัย โดยนักวิจัยจะต้องศึกษาผลงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อนำมาประกอบการวิจัย การศึกษาเอกสารจะช่วยในการกำหนดประเด็นและตัวแปรที่จะศึกษา กำหนดแนวคิดนำ รวมทั้งนำมาใช้ในการวิเคราะห์ ถ้าไม่ทำการศึกษาจากเอกสาร
  • 13. 2. การสังเกต ( Observation)
    • 1. การสังเกตแบบไม่ได้มีส่วนร่วม ( non-participant observation)
    • 2. การสังเกตแบบมีส่วนร่วม ( participant observation)
    เป็นเทคนิคที่มีประโยชน์มากในการวิจัยเชิงคุณภาพ การสังเกต มี 2 แบบคือ
  • 14.
    • ในการวิจัยเชิงคุณภาพ จะเป็นการสัมภาษณ์ชนิดเจาะลึกแบบไม่เป็นทางการ ในการสัมภาษณ์นั้น ควรสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ( key informant) ซึ่งเป็นผู้ที่รู้เรื่องที่จะศึกษาดี
    3. การสัมภาษณ์
  • 15. เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพ
    • การเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามในการวิจัยเชิงคุณภาพ นอกจากจะใช้วิธีการสังเกตและสัมภาษณ์แล้ว ยังมีวิธีอื่น ๆ ที่ประยุกต์มาจากวิธีสังเกตและสัมภาษณ์ เช่น เทคนิค Life History Collection และเทคนิค Focus Group Discussions
  • 16. Life History Collection
    • เป็นเทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพที่พัฒนามาจากการสัมภาษณ์ การทำ Life History Collection แตกต่างจากการทำอัตชีวประวัติที่จะเล่าไปอย่างอิสระตามเวลา ตามลำดับเหตุการณ์ แต่จะมีประเด็นที่น่าสนใจในแต่ละกรณีศึกษา ที่ศึกษาแล้วเราก็เข้าไปสัมภาษณ์พูดคุยในเรื่องต่าง ๆ เข้าไปศึกษาหลาย ๆ กรณีศึกษา ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าเวลาน้อยจะศึกษาโดยเลือกจาก key informant ซึ่งจะมีกี่คนก็ได้ การให้เขาเล่านั้นในรอบแรกจะให้เขาเล่าให้ฟัง นักวิจัยจะฟังอย่างเดียว เมื่อผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงจึงค่อยตะล่อมเข้าเรื่อง และประเด็นที่ต้องการ ( โดยสัมภาษณ์และใช้วิธีบันทึกเทปไว้ ) แล้วเอาสิ่งที่บันทึกไว้ทั้งหมด มาสรุปเป็นประเด็นที่สำคัญ บรรยากาศของการใช้เทคนิคนี้ต้องไม่เป็นทางการมากที่สุด เป็นธรรมชาติมากที่สุด
  • 17. Focus Group Discussions
    • เป็นเทคนิคซึ่งประยุกต์มาจากการสัมภาษณ์ ที่นิยมนำมาใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ มักเป็นการสัมภาษณ์ในประเด็นเกี่ยวพันกับข้อเท็จจริงหรือเรื่องทั่ว ๆ ไป จุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการอภิปรายขนาดของกลุ่มมักจะมีประมาณ 5-6 คน เพราะถ้ากลุ่มเล็กเกินไป จะไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการอภิปราย แต่ถ้ากลุ่มใหญ่เกินไปก็อาจจะกระทำได้ไม่ทั่วถึง ประเด็นที่อภิปรายจึงมักมีจำนวนไม่มากเกินไป ผู้ดำเนินการ ( moderator) จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้คนในกลุ่มพูดในประเด็นที่กำหนด ข้อสำคัญคือ กลุ่มที่เราเลือกทำ Focus Group Discusions ควรทราบเรื่องนั้นจริง ๆ สถานภาพของสมาชิกในกลุ่มน่าจะใกล้เคียงกัน ผู้ดำเนินการควรปล่อยให้กลุ่มสรุปประเด็นออกมา
  • 18. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
    • ตัวนักวิจัย เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการพูดคุย โดยการสัมภาษณ์ สังเกต และปฏิบัติตนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ครอบคลุม และชื่อถือได้
    เอกสารหลักฐาน และสถิติต่างๆของโรงเรียน และอำเภอ เช่นระเบียนสะสม ประวัติความเป็นมาของโรงเรียนและชุมชน แบบสอบถาม เพื่อใช้ติดตามผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกรณีศึกษา เครื่องบันทึกเสียง
  • 19. ข้อดี ข้อด้อย ของการวิจัยเชิงคุณภาพ
    • ข้อดี การวิจัยเชิงคุณภาพมีข้อดี
    1. ช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์สังคมอย่างลึกซึ้ง และได้พบข้อเท็จจริงใหม่ๆ 2. ใช้ในการทำวิจัยที่ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ 3. ใช้ในการบันทึกกระบวนการ ( Process evaluation ) 4. ใช้ในการทำวิจัยเรื่องที่เกี่ยวกับนามธรรม และใช้การวิจัยและพัฒนา 5. เหมาะสำหรับการวิจัยในสังคมที่มีผู้ไม่รู้หนังสือ หรือสื่อสารกันคนละภาษา 6. ใช้ผลการวิจัยประกอบการตัดสินใจและวางแผนได้ดี
  • 20. ข้อด้อย การวิจัยเชิงคุณภาพมีข้อด้อย 1. ไม่เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ 2. มีความยืดหยุ่นในการดำเนินการวิจัย หากนักวิจัยไม่มีประสบการณ์เพียงพอ อาจมีปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือ ( reliability ) ของการใช้เครื่องมือ และความถูกต้องตรงประเด็นของการศึกษา ( Validity ) 3. การเลือกตัวอย่างในการศึกษาแบบเจาะจงทำให้มีข้อจำกัดในการนำผลการศึกษาไปใช้ในวงกว้าง ( generalization ) 4. เป็นการวิจัยที่มีกระบวนการดำเนินการที่จะเป็น อัตวิสัย 5. ไม่เหมาะสำหรับใช้ทดสอบสมมติฐาน หรือทดสอบแนวทฤษฏี
  • 21. การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งเสริม และปัจจัยที่เป็นอุปสรรคของการมีส่วนร่วมของชุมชนกับโรงเรียนประถมศึกษา : กรณีศึกษาโรงเรียนวัดถนอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
    • จุดมุ่งหมาย
    • การวิจัยนี้ประกอบไปด้วย
    • เรื่องที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียน
    • ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียน
    • วิธีการเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียน
    • ปัจจัยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนกับโรงเรียน
    • ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค์ในการมีส่วนร่วมของชุมชนกับโรงเรียน
  • 22.
    • การวิจัยนี้ประกอบไปด้วย
    • เรื่องที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียน
    • ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียน
    • วิธีการเข้ามามีส่วนร่วมกับโรงเรียน
    • ปัจจัยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนกับโรงเรียน
    • ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค์ในการมีส่วนร่วมของชุมชนกับโรงเรียน
    จุดมุ่งหมาย
  • 23.
      • 6.1 ปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในด้านเศรษฐกิจ จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ด้านการเมืองการปกครอง มีนำท้องถิ่นมีความสำพันธ์กับโรงเรียนน้อย และด้านสังคมวัฒนธรรมจากความเชื่อที่ว่า ทำบุญกับวัดจึงจะได้บุญ จึงไม่ทำกับโรเรียน
      • 6.2 ปัจจัยเกี่ยวกับชุมชนได้แก่ประชาชนที่เข้ามาอยู่อาศัยใหม่ไม่ผูกพันกับชุมชน และโรงเรียน
      • 6.2 ปัจจัยเกี่ยวกับโรงเรียนด้านบุคลากร ผู้บริหารขัดแย้งกับชุมชน และ บุคลากรในโรงเรียน ผู้บริหารปละครูประพฤติตนไม่เหมาะสม ครูดูแลนักเรียนไม่ทั่วถึง และด้านอื่นๆ
  • 24. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือโรงเรียนประถมศึกษาโรงเรียนวัดถนน อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  สมุดบันทึกภาคสนาม  กล้องถ่ายรูป  เครื่องคอมพิวเตอร์
  • 25.
    • เทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูล
    • การสังเกต
    • การสัมภาษณ์
  • 26.
    • การเก็บรวบรวมข้อมูล
    • การเข้าสู่สนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล
    • ขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
    • ระยะแรก เป็นการเตรียมตัวก่อนเข้าสู่สนามเก็บข้อมูล ผ้วิจัยได้ศึกษาข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของชุมชนและโรงเรียน จากเอกสารต่างๆ
    • ระยะที่สอง เก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานที่เป็นบริบทของชุมชน และโรงเรียนโดยผู้วิจัยใช้เวลาประมาณ 4 เดือน โดยเริ่มจากการเดินสำรวจชุมชน ร่วมทั้งการสังเกต และการเข้าร่วมกิจกรรมกับชุมชน
    • ระยะที่สาม เป็นกรเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของชุมชนกับโรงเรียนเป็นการศึกษาเชิงลึกด้วยวิธีการต่างๆได้แก่ การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นต้น
  • 27. 3. ผู้ให้ข่าวสารสำคัญ ( key informants ) การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเจาะจงเก็บข้อมูลข่าวสารสำคัญ จากกลุ่มบุคคลจำนวน 10 กลุ่ม ได้แก่
      • 3.1 คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
      • 3.2 ผู้ปกครองนักเรียน
      • 3.2 ศิษย์เก่าของโรงเรียน
      • 3.3 ผู้นำและนักการเมืองท้องถิ่น
      • 3.4 กลุ่มอาชีพและผู้ประกอบการในชุมชน
      • 3.5 กลุ่มประชาชนทั่วไป
  • 28.
      • 3.6 บุคคลภายนอกชุมชน
      • 3.7 หน่วยราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
      • 3.8 ครูในโรงเรียน
    • 3 . 9 นักเรียน
  • 29. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
    • การศึกษาเอกสาร ( Documentary study )
    • การสังเกต ( Observation )
    • การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทาการ
    • การสนทนากลุ่ม ( Focus group discussion )
  • 30. การตรวจสอบข้อมูล
    • มีวิธีการหลัก 5 วิธี
    • การให้บุคคลอยู่ในปรากฏการณ์ ได้ตรวจสอบและรับข้อมูลที่ถูกต้องของข้อมูล
    • การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ( Triangulation )
    • การตรวจสอบข้อมูลด้วยวิธีการจำแนกข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน
    • การตรวจสอบความเที่ยงตรงของข้อมูล
    • การตรวจสอบความเชื่อมั่นของข้อมูล
  • 31. การวิเคราะห์ข้อมูล
    • มีขั้นตอนการวิเคราะห์ดังนี้
    • นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาเก็บให้เป็นระบบระเบียบ
    • ให้ความหมายกับข้อมูล
    • จัดหมวดหมู ความหมายของข้อมูล
    • วิเคราะห์และสรุปรวบรวมความหมาย
  • 32. สวัสดี