• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
Thailand's Competitiveness in Food Industry (2003)
 

Thailand's Competitiveness in Food Industry (2003)

on

  • 2,941 views

Thailand's Competitiveness in Food Industry (2003)

Thailand's Competitiveness in Food Industry (2003)

Statistics

Views

Total Views
2,941
Views on SlideShare
2,941
Embed Views
0

Actions

Likes
1
Downloads
34
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    Thailand's Competitiveness in Food Industry (2003) Thailand's Competitiveness in Food Industry (2003) Document Transcript

    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 291 บทที่ 4 กลุมอุตสาหกรรมอาหาร เมื่อกลาวถึงการพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของประเทศ อุตสาหกรรมอาหารเปนหนึ่งในหลายอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสําคัญเปนอยางยิ่ง เนื่องจากปจจุบันรัฐบาลมีแนวคิดและนโยบายใหประเทศไทยเปนผูนําทางการผลิต และการสงออกอาหารอยางมีเสถียรภาพ โดยวาดฝนใหไทยเปน “ครัวของโลก” ซึ่งการดําเนินงานตามแนวนโยบายของรัฐบาล คณะทํางานรวมระหวางสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร แหงจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไดวางกรอบการศึกษา โดยประยุกตใชหลักคิดตามทฤษฎีของMichael E. Porter มาใชในการประเมินและวิเคราะหอุตสาหกรรมอาหาร นั่นคือ การมองภาพของอุตสาหกรรมในลักษณะเครือขายวิสาหกิจ และใช Diamond Model เปนเครื่องมือในการวิเคราะหเครือขายวิสาหกิจ จุดเดนของการศึกษาตามทฤษฎีท่กลาวมานั้น คือ กอนที่จะวางเปาหมายและทิศทางการดําเนินการของประเทศ จําเปนที่จะตองหันกลับ ีมามองภาพของประเทศใหแนชัดเสียกอน โดยการประเมินและวิเคราะหใหเห็นถึงศักยภาพที่แทจริง จุดแข็ง และจุดออนของอุตสาหกรรม ดังนั้นการศึกษาอุตสาหกรรมอาหารในครั้งนี้จึงมุงเนนในการวิเคราะหภาพรวมของอุตสาหกรรมมากกวาการวิเคราะหแยกรายอุตสาหกรรมยอย เพื่อนําผลการวิเคราะหมาใชในการพัฒนาและแกไขปญหาของทั้งอุตสาหกรรม4.1 ภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหาร การประเมินขีดความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรมอาหาร ตามทฤษฎีของ Michael E. Porter จะเริ่มจากการกลาวถึงประวัติการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจ และองคประกอบของเครือขายวิสาหกิจ ตอจากนั้นจะเปนการวิเคราะหประสิทธิภาพของเครือขายวิสาหกิจ อุตสาหกรรมอาหารเปนอุตสาหกรรมขนาดใหญ ประกอบไปดวยอุตสาหกรรมกรรมยอยสาขาตาง ๆ มากมาย ดังนั้นจึงจําเปนที่จะตองกําหนดขอบเขต และคําจํากัดความของอุตสาหกรรมอาหารใหมีความชัดเจนและครอบคลุม ดังที่จะไดกลาวถึงในรายละเอียดตอไปนี้ 4.1.1 โครงสรางและพัฒนาการเครือขายวิสาหกิจ (Cluster profile and development) อุตสาหกรรมอาหาร เปนอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีกระบวนการผลิตหลากหลายขั้นตอนและผลผลิตของแตละขั้นตอนนั้นยังสามารถนําไปใชงานตอไดในหลากหลายรูปแบบ เชน สินคาหนึ่งเมื่อผานกระบวนขั้นตนแลวก็จะสามารถนําไปบริโภคโดยตรงทันที หรือนําไปผานกระบวนการปรุง การแปรรูปอยางงาย ไปจนถึงการแปรรูปขั้นสูงขึ้นไปไดเชนเดียวกันในการศึกษานี้ไดใชแนวความคิดเครือขายวิสาหกิจ ดวยการจัดแบบกลุมกิจกรรมตางๆ ที่เกิดขึ้นทั้งที่เกี่ยวของโดยตรงและที่เปนเพียงการสนับสนุนหรือองคกรอื่นๆ ดังแผนภาพที่ 4.1
    • 292 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย หนวยงานภาครัฐ หนวยงานภาครัฐ อุตสาหกรรมสนับสนุนและเกี่ยวโยงกัน ••กระทรวงเกษตรและสหกรณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ ••กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ••คณะกรรมสงงเสริมการลงทุน  คณะกรรมส เสริมการลงทุน ภาคเกษตรกรรม กิจกรรมหลัก ••กระทรวงพาณิชย กระทรวงพาณิชย ภาคเกษตรกรรม ••กระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี •กสิกรรม •กสิกรรม ••กระทรวงแรงงาน •ปศุสัตว กระทรวงแรงงาน •ปศุสัตว ••กระทรวงคมนาคม กระทรวงคมนาคม •ประมง •ประมง ••กระทรวงตางประเทศ กระทรวงตางประเทศ กิจกรรมหลังงเก็บเกี่ยว กิจกรรมหลั เก็บเกี่ยว กิจกรรมแปรรูปขั้นตน กิจกรรมแปรรูปขั้นตน กิจกรรมแปรรูปขั้นสูงง กิจกรรมแปรรูปขั้นสู ••กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ (Post Harvest) (Semi Process) (Process) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ (Post Harvest) (Semi Process) (Process) สิ่ง่งแวดลอม สิ แวดลอม อุตสาหกรรมที่เ่เกี่ยวโยงอื่น ๆ อุตสาหกรรมที กี่ยวโยงอื่น ๆ ••กระทรวงสาธารณสุข •ผูเเพาะเลี้ยงพอพันธุแมพันธุ  กระทรวงสาธารณสุข •ผู พาะเลี้ยงพอพันธุแมพันธุ •คัดแยกเกรด •คัดแยกเกรด •โรงสี •โรงสี •การ Dehydration •การ Dehydration ••กระทรวงการคลังง กระทรวงการคลั •ตลาดประมูล •ตลาดประมูล ••กระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย •หองเย็น •หองเย็น •โรงฆาสัตว •โรงฆาสัตว •การดอง การหมัก •การดอง การหมัก •การใชความรอน •การใชความรอน •บรรจุภัณฑ •บรรจุภัณฑ (Thermal) (Thermal) •เครื่องมือ เครื่องจักรร •เครื่องมือ เครื่องจัก •ฉายแสง ธุรกิจบริการ ธุรกิจบริการ •ฉายแสง •ประกันภัย // สถาบันการเงิน •ประกันภัย สถาบันการเงิน •บริการตรวจสอบคุณภาพ •บริการตรวจสอบคุณภาพ •การบรรจุกระปองง •การบรรจุกระปอ •ธกส. •ธกส. •การตมสุก •การตมสุก •การขนสงง และลําเลียงสินคา •การขนส และลําเลียงสินคา •การแชแข็งงอาหารปรุงง •การแชแข็ อาหารปรุ transportation transportation สถาบันการศึกษา สถาบันการศึกษา •การ Dehydration สําาเร็จ •ตัววแทนจําหนาย // นายหนา /คาาปลีก •มหาวิทยาลัย •มหาวิทยาลัย •การ Dehydration สํ เร็จ •ตั แทนจําหนาย นายหนา /ค ปลีก •อาชีวศึกษา •อาชีวศึกษา •โรงเรียนฝกอบรม •โรงเรียนฝกอบรม •การแชเเย็นและแชแข็งง •การแช ย็นและแชแข็ •Cuisine •Cuisine •สถาบันอาหาร •สถาบันอาหาร สมาคมตางง ๆ สมาคมตา ๆ •สถาบันวิจัยตางงๆ •สถาบันวิจัยตา ๆ •สมาคมผูผลิตไกเเพื่อสงงออก •สมาคมผูผลิตไก พื่อส ออก •สมาคมผูผลิตอาหารสําาเร็จรูรูป •สมาคมผูผลิตอาหารสํ เร็จ ป •สมาคมผูเเลี้ยงผูผลิตและสงงออกกุงง •สมาคมผู ลี้ยงผูผลิตและส ออกกุ กุลาดํา กุลาดํา •สมาคมอาหารแชเเยือกแข็งงไทย •สมาคมอาหารแช ยือกแข็ ไทย •สภาอุตสาหกรรม •สภาอุตสาหกรรม •สมาคมผูเเพาะเลี้ยงสัตว •สมาคมผู พาะเลี้ยงสัตว •ฯลฯ •ฯลฯ แผนภาพที่ 4.1 แผนภาพเครือขายวิสาหกิจอุตสาหกรรมอาหาร (Cluster map) โดยที่ไดมีการแบงสวนตางๆของอุตสาหกรรมอาหารดังนี้ สวนแรกที่เปนสวนสําคัญที่สุดคือ กลุมกิจกรรมหลัก ซึ่งประกอบไปดวย 3 กลุมกิจกรรมยอย ซึ่งมีความแตกตางกันในระดับการใชเทคโนโลยีและระดับการแปรรูปสินคาคือ • กลุมกิจกรรมหลังการเก็บเกี่ยว (Post Harvest) เปนกลุมกิจกรรมที่มมูลคาเพิ่มในผลิตภัณฑนอยที่ ีสุด โดยลักษณะกิจกรรมจะใชเทคโนโลยีระดับพื้นฐาน และอาจตองผานกระบวนการเพิ่มเติมจึงจะสามารถบริโภคได (ยกเวนผักและผลไมสด) • กลุมกิจกรรมแปรรูปขั้นตน/กลาง (Semi Process) คือ การแปรรูปสินคาใหอยูในรูปแบบที่พรอมจะนําไปปรุงเพื่อการบริโภค คือ อาจมีการตกแตงหรือปรุงแตงวัตถุดิบใหมีมูลคาเพิ่มมากขึ้น หรือมีกระบวนการถนอมอาหารใหมีอายุยาวขึ้น • กลุมกิจกรรมแปรรูปขั้นสูง (Process) คือ กิจกรรมที่ใชเทคโนโลยีในระดับที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อใหพรอมกับการบริโภค เปนกิจกรรมที่เพิ่มมูลคาใหกับผลิตภัณฑอาหารสูงที่สุด ตารางที่ 4.1 แสดงความหมายของแตละกิจกรรมในเครือขายวิสาหกิจ คําอธิบายและขอกําหนด กิจกรรมหลังเก็บเกี่ยว กิจกรรมแปรรูปขั้นตน กิจกรรมแปรรูปขั้นสูง วัตถุดิบ จากการเก็บเกี่ยวโดยตรง จากกิจกรรมหลังเก็บเกี่ยว จากกิจกรรมหลังเก็บเกี่ยว หรือ กิจกรรม แปรรูปขั้นตน เทคโนโลยีท่เกี่ยวของ ี ไมมี หรือขั้นต่ํา ขั้นต่ําถึงปานกลาง ขั้นปานกลางถึงสูง ผูดําเนินกิจกรรม สามารถกระทําโดยเกษตรกรเองหรือ สวนใหญจะดําเนินงานโดยโรงงาน สวนใหญจะดําเนินงานโดยโรงงาน หรือ โรงงาน รานอาหาร สินคาหลังผานกิจกรรม สินคายังอยูในรูปอาหารดิบ ตองมีการผาน สินคายังอยูในรูปอาหารดิบแตพรอมที่จะ สินคาอยูในรูปอาหารพรอมทานหรือ กระบวนการในการปรุงอาหาร เชน กุงตอง นํามาปรุงอาหารไดทันทีเชน กุงที่ไดผานการ บริการ อาจจะมีการผานกระบวนการ แกะเปลือก หรือตัดเปนชิ้นๆ และหลังจาก แกะเปลือก หรือตัดเปนชิ้นๆ ปรุงอาหารบางเล็กนอยเชน กุงค็อกเทลที่ นั้นจึงนํามาปรุงเปนอาหารRaw (ยกเวน ตองอุนโดยเครื่องไมโครเวฟ ผักและผลไม) สถานที่หรือกระบวนการ สามารถสงตรงไปยังตลาด กิจกรรมแปรรูป สวนใหญสงตรงไปยังตลาด และสวนนอยสง สงไปยังตลาดทั้งหมด หลังจากผานกิจกรรม ขั้นตน หรือขั้นสูง ตอไปยังกิจกรรมแปรรูปขั้นสูง
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 293 สวนที่สองเกี่ยวของโดยตรงกับกลุมกิจกรรมหลักขางตน คือ กลุมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวของและสนับสนุน อื่นๆ โดยเฉพาะกลุมอุตสาหกรรมสนับสนุน เชน ภาคการเกษตร ไดแก การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว การประมง เปนตน รวมถึงกลุมอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เชน อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสายพันธุสัตว ตลาดการประมูล อุตสาหกรรม หองเย็น บรรจุภัณฑ เครื่องจักรกลทางการเกษตรและแปรรูป และบริการการตรวจสอบคุณภาพของสินคา สวนสุดทายเปนสวนหนวยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวของกับอุตสาหกรรมอาหาร มีสวนในการสงเสริมและเพิ่ม ศักยภาพของอุตสาหกรรม เชน สถาบันการศึกษาพื้นฐาน วิทยาศาสตรการเกษตรและสถาบันเฉพาะดานอาหารรวมถึง สถาบันดานการวิจัยคนควาและพัฒนา หนวยงานสมาคม ชมรมทั้งที่จัดตั้งโดยภาครัฐหรือภาคเอกชนเอง นอกจากนี้ยังมี หนวยงานภาครัฐหลายหนวยงานมากมายที่เกี่ยวของกับอุตสาหกรรมอาหารแลวแตความเกี่ยวของมากนอย ซึ่งการเขาใจ ถึงปญหาและหาสาเหตุของปญหารวมถึงการคิดวิธีการแกไขปญหาแบบบูรณาการจะตองอาศัยการมองปญหาแบบเครือขาย วิสาหกิจ ที่ทําใหเราเห็นภาพของอุตสาหกรรมอาหารแบบองครวมทั้งหมด พัฒนาการของอุตสาหกรรมอาหารนั้นมีมาชานาน เปนอุตสาหกรรมลําดับแรกที่ไดรับการสนับสนุนมาตั้งแต ประเทศไทยเริ่มประกาศใชแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 1 ในป พ.ศ. 2504 (ดูตาราง 4.2 ประกอบ) เนื่องจากมีการเล็งเห็นวาเปนอุตสาหกรรมที่สําคัญและมีผลเชื่อมโยงตอเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอื่นโดยเฉพาะอุตสาหกรรม การเกษตรที่จะสรางงานและรายไดมากมาย โดยการพัฒนาในชวงแรกจะเนนการผลิตเพื่อทดแทนการนําเขาเปนหลัก จนเมื่อประสบผลสําเร็จในระดับหนึ่ง ตอมาไดมีการปรับเปลี่ยนนโยบายและเปาหมายหันมาเนนการผลิตเพื่อการสงออก มากขึ้นโดยเฉพาะในปจจุบันที่มีการแขงขันการคาเสรีทั่วโลก มีประเทศผูผลิตมากมายเกิดขึ้น จึงมีความจําเปนที่การ วางแผนดําเนินนโยบายอุตสาหกรรมอาหารจะตองมีการวิเคราะหปรับเปลี่ยนใหเหมาะสมทันทวงที นอกจากนี้เมื่อประเทศ ตางๆ ไดมีการรวมตัวขึ้นในรูปขององคการการคาโลก รูปแบบการกีดกันทางการคาไดเปลี่ยนแปลงจากมาตรการที่ใชภาษี มาเปนมาตรการที่มิใชภาษี โดยจะเห็นไดวาตั้งแตชวงยุคการเปดเสรีทางการคาไดมีการกําหนดมาตรการตางๆ ดาน อาหารขึ้นมาใหมเปนจํานวนมากขึ้น สงผลใหผูประกอบการอาหารไทยตองเผชิญกับภาวการณแขงขันในตลาดโลกที่ เขมขนมากขึ้น และในบางครั้งก็ประสบปญหาความไมเปนธรรมในการคาจากมาตรการเหลานี้ดวย ตารางที่ 4.2 พัฒนาการอุตสาหกรรมอาหารโดยสังเขป ชวงเวลา ลักษณะของอุตสาหกรรม เหตุการณสําคัญ • ผลผลิตสวนใหญใชเพื่อการบริโภคภายในประเทศ • ประกาศใชกฎหมายเพื่อสงเสริมการสงออก • สินคาสงออกประมาณรอยละ 70 เปนสินคาเกษตรสวนเกิน ป 2503 จากการบริโภคภายในประเทศยุคการผลิตเพื่อการบริโภค • การเก็บรักษาอาหารจะใชเทคโนโลยีอยางงายดวยภูมิ ภายในประเทศ ปญญาชาวบาน เชน การตากแหง การดอง และการฉาบ (ชวงกอนป พ.ศ. 2503) หรือเคลือบน้ําตาล เปนตน
    • 294 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย ชวงเวลา ลักษณะของอุตสาหกรรม เหตุการณสําคัญ • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ฉบับที่ 1 ประกาศ • ประกาศใชแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ ใชเมื่อป พ.ศ. 2504 เพื่อนําเอาทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ สังคมแหงชาติ ฉบับที่ 1 เมื่อป 2504 ยุคการสงเสริมอุตสาห ของประเทศไปใชประโยชนในทางอุตสาหกรรม • เริ่มมีการใชมาตรฐาน CODEX และ กรรมการผลิต • เริ่มนําเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปจากประเทศ GMP ป 2506 เพื่อทดแทนการนําเขา ไตหวัน และญี่ปุนมาใชในการผลิตนมขนหวาน ผักและผล • กอตั้งสภาอุตสาหกรรม ป 2510 (ป พ.ศ. 2503-2513) ไมกระปอง • ประกาศใชกฎหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ • เริ่มมีการนําผลผลิตจากการแปรรูปสงออกไปยังตาง อุตสาหกรรม ป 2511 ประเทศ • กอตั้งสมาคมอาหารแชเยือกแข็งไทย ป 2511 • อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปไดรบการสงเสริมจากภาครัฐให • กอตั้งสมาคมผูผลิตอาหารสําเร็จรูป ป 2513 ั มีการเนนการผลิตเพื่อการสงออก เนื่องจากสามารถทําราย • ประกาศใชพรบ.อาหาร ป 2522ยุคแหงการพัฒนาอุตสาห ไดใหกับประเทศมากขึ้น กรรม เพื่อการสงออก • เนื่องจากยังขาดความชํานาญทั้งในดานการผลิต และการ (ป พ.ศ. 2513-2523) ตลาด จึงไดมีการพัฒนาและปรับปรุง technology know how เพื่อใหสนคามีคุณภาพไดมาตรฐานและสามารถตอบ ิ สนองความตองการของลูกคาในตางประเทศ • อุตสาหกรรมอาหารของไทยประสบความสําเร็จและมีความ เติบโตอยางรวดเร็วในการเขาสูตลาดตางประเทศ • ประเทศไทยมีความไดเปรียบในเรื่องคาแรงงานซึ่งต่ํากวายุคแหงการความเติบโต ตางประเทศ ของอุตสาหกรรม (ป พ.ศ. 2523-2533) • มีการนําเทคโนโลยีจากยุโรปและอเมริกาเขามาปรับปรุง ประสิทธิภาพการผลิต • ผูผลิตมีความรูและความชํานาญในการผลิตมากขึ้น จน สามารถเกิด economy of scale ได • การแขงขันของอุตสาหกรรมอาหารมีอยูสูง เนื่องจากผูผลิต • กอตั้งสมาคมผูผลิตไกเพื่อสงออก ป 2534 รายใหมที่มีคาแรงที่ต่ําและมีวัตถุดิบที่คลายคลึงกับไทยเขา • ประกาศใชพรบ.โรงงาน ป 2535 สูตลาดโลกมากขึ้น • เริ่มมีการใชมาตรฐาน Green dot ป 2537 • ผูประกอบการของไทยจําเปนที่จะตองพัฒนาความ ยุคแหงการเปดเสรี • เริ่มมีการใชมาตรฐาน HACCP ป 2538 สามารถทั้งในเรื่องเทคโนโลยีการผลิต การตลาด และการ ทางการคา จัดการอยางตอเนื่อง พรอมทั้งพยายามผลิตสินคาใหมีมูล • กอตั้งสถาบันอาหาร ป 2539(ป พ.ศ. 2533-ปจจุบัน) คาเพิ่มสูงขึ้น • Animal Welfare เริ่มมีบทบาทในการกีกัน • ผูประกอบการไดรับแรงกดดันตาง ๆ จากประเทศผูนาเขา ํ ทางการคา ป 2540 อาหารในการออกมาตรการดานความสะอาดและสุข • ยุโรปประกาศใช EU White Paper อนามัย รวมทั้งมาตรฐานสากลตาง ๆ เชน ISO 9000, สําหรับอาหารที่นําเขา ป 2543 ISO 14000, HACCP เพื่อใหเกิดการยอมรับในตัวสินคา
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 295 นับตั้งแตเริ่มมีการเปดเสรีทางการคา สงผลใหทุกอุตสาหกรรมมีการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอยางตอเนื่องเพื่อรองรับกับการแขงขันที่รุนแรงขึ้น สําหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารภายในชวงเวลาตั้งแตป 2535 จนถึงป 2545พบวา โครงการลงทุนและการจางงานในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเครื่องปรุงจะมีคาสูงที่สุด ซึ่งแสดงใหเห็นวา ตลอดชวง 10 ปที่ผานมา ภาคเอกชนยังคงใหความสนใจในการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารอยู และเมื่อพิจารณาภาพรวมแลวจะเห็นวา อุตสาหกรรมเกี่ยวโยงเองก็ไดรับความสนใจจากนักลงทุนอยูเชนกัน เชน การผลิตอาหารสัตว หองเย็น โรงฆาและชําแหละสัตว ผลิตผลการเกษตร การคัด บรรจุและรักษาผลิตภัณฑ เปนตน จํานวนโครงการ การจางงาน (คน) การลงทุน/โครงการ การจางงาน/โครงการ (ลานบาท) ผลิต ถนอมอาหาร และสิ่งปรุงแตง 268 102,491 5 382 น้ํามันหรือไขมันพืช-สัตว 43 3,869 3 90 ผลิตอาหารสัตว 38 3,465 6 91 หองเย็น 36 18,663 6 518 ผลิตผลทางการเกษตร 34 6,131 5 180 คัด บรรจุ เก็บรักษา 25 3,280 3 131 การเลี้ยงสัตว 21 2,552 6 122 ขยายพันธุหรือคัดคุณภาพเมล็ดพันธุ 17 4,051 3 238 ขยายพันธุสัตว 15 1,991 5 133 ฆาและชําแหละสัตว 11 11,052 9 1,005 ประมงน้ําลึก 3 152 4 51 อบพืชและไซโล 2 108 4 54 เพาะปลูกระบบ Hydroponics 1 45 1 45 ที่มา: คณะกรรมการสงเสริมการลงทุน แผนภาพที่ 4.2 สถิติการลงทุนสะสมที่ขอรับการสงเสริมการลงทุนชวงป 2535-2545 อุตสาหกรรมอาหารของไทยมีเปาหมายเพื่อการสงออกเปนหลัก โดยในป 2544 มีมลคาการสงออก ูมากกวา 4 แสนลานบาท ในจํานวนนี้มีมากกวาครึ่งหนึ่งเปนการสงออกผลิตภัณฑอาหารจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ 5อุตสาหกรรม คือ ผลิตภัณฑอาหารทะเลบรรจุกระปองและแปรรูป ขาว กุงแชแข็งแชเย็น ผลไมกระปองและแปรรูป ไกสดแชแข็งและแปรรูป ซึ่งเปนอุตสาหกรรมที่สําคัญทั้งในดานของปริมาณการสงออกและกลไกผลักดันสําคัญของอุตสาหกรรมอาหารโดยรวม ดังแสดงในแผนภาพที่ 4.3 มูลคาการสงออกอาหาร พันลานบาท สัดสวนสินคาสงออกที่สําคัญ ป 2544 500 445 399 399 อาหารทะเลกระปอง 377 และแปรรูป 400 20% 300 อื่น ๆ 16% ขาว 200 42% 100 12% กุงแชเย็น และแชแข็ง 0 5% ผลไมกระปองและแปรรูป 5% 2541 2542 2543 2544 ไกแชเย็นและแชแข็ง ที่มา: สถาบันอาหาร และกรมเจรจาการคาระหวางประเทศ กระทรวงพาณิชย แผนภาพที่ 4.3 มูลคาการสงออกอาหารของไทย
    • 296 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย นอกจากนี้เมื่อพิจารณาดานตลาดการสงออกแลวนั้นจะพบวาสินคาอาหารทั้ง 5 ชนิดขางตนนั้นยังเปนสินคาที่การนําเขาสูงที่สุดจากตลาดตางประเทศที่สําคัญๆ ของไทย เชน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุน ออสเตรเลียและกลุมประเทศมุสลิม1 โดยสหรัฐอเมริกาจะนําเขาอาหารทะเลกระปอง กุงแชเย็นและแชแข็ง และผลไมแปรรูป สหภาพยุโรป จะเนนการนําเขาผลิตภัณฑไก อาหารทะเลกระปอง และผลไมแปรรูป ญี่ปุน มีสินคานําเขาสําคัญ คือ อาหารทะเลกระปอง ผลิตภัณฑไก และผลิตภัณฑจากกุง ออสเตรเลีย เนนการนําเขาผลิตภัณฑอาหารทะเลแปรรูป และผลิตภัณฑกุงในขณะที่กลุมประเทศมุสลิมจะมีการนําเขาขาวและน้ําตาลเปนหลัก ตารางที่ 4.3 เปรียบเทียบ 5 อันดับสินคาสงออกหลักในตลาดที่สําคัญของไทย ประเทศ อันดับที่ 1 อันดับที่ 2 อันดับที่ 3 อันดับที่ 4 อันดับที่ 5 สหรัฐอเมริกา ปลาทีผานการปรุงหรือ ่ กุง กุงมังกรสดแชแข็ง ผลไมที่ผานการปรุง ขาว ผลิตภัณฑขาวสาลีและ ถนอมอาหาร ปลาหมึกใน หรือแชเย็น หรือถนอมอาหาร สวนผสมในการทําอาหารอื่นๆ ภาชนะบรรจุสุญญากาศ สห ภาพยุโรป ไกที่ผานการปรุงอาหาร ปลาที่ผานการปรุงหรือ ผลไมที่ผานการปรุง ชิ้นไกแชเย็นหรือแชแข็ง ผลิตภัณฑแปงมันสําปะหลัง ถนอมอาหาร ปลาหมึก หรือถนอมอาหาร ในภาชนะบรรจุ สุญญากาศ ญี่ปน ุ ปลาที่ผานการปรุงหรือ ชิ้นไกแชเย็นหรือแชแข็ง กุง กุงมังกรสดแชแข็ง ชิ้นปลาหรือเนื้อปลา ปลา ปลาหมึก ปลาหมึกยักษ ถนอมอาหาร ปลาหมึกใน หรือแชเย็น อื่นๆ สดแชเย็นหรือแช สดแชเย็นหรือแชแข็ง ภาชนะบรรจุสุญญากาศ แข็ง ออสเตรเลีย ปลาที่ผานการปรุงหรือ กุง กุงมังกรสดแชแข็ง ขาว ผลิตภัณฑขาวสาลีและ ผลไมที่ผานการปรุงหรือถนอม  ถนอมอาหาร ปลาหมึกใน หรือแชเย็น สวนผสมในการ อาหาร ภาชนะบรรจุ สูญญากาศ ทําอาหารอื่นๆ กลุมประเทศมุสลิม ขาว น้ําตาล ปลาทีผานการปรุงหรือ ่ นม และผลิตภัณฑจาก ผลิตภัณฑแปงมันสําปะหลัง ถนอมอาหาร ปลาหมึก นม ในภาชนะบรรจุ สูญญากาศ ที่มา: ทีมวิเคราะห 4.1.2 สมรรถนะของเครือขายวิสาหกิจ (Cluster Performance) การวิเคราะหสมรรถนะของอุตสาหกรรมอาหารตอการพัฒนาประเทศ สามารถประเมินไดตามบทบาทการพัฒนาเศรษฐกิจ นั่นหมายถึง การวิเคราะหสมรรถนะทางการผลิต และการจางงาน ตลอดจนการศึกษาถึงผลการดําเนินงานทางการตลาดและการสงออก โดยวิเคราะหความเปนผูนําทางการตลาด โอกาสของคูแขงขัน และความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบ นอกจากนี้ยังจําเปนที่จะตองพิจารณาถึงกฎเกณฑ ระเบียบบนวิถีทางการคาโลก และอุปสรรคที่กาลังเผชิญอยู ซึ่งสามารถแยกพิจารณาไดดังนี้ ํ1 ประกอบดวย บาหเรน อียิปต อิหราน อิรัก จอรแดน คูเวต เลบานอน ลิเบีย โอมาน การตาร ซาอุดิอาระเบีย ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส และเยเมน
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 297 4.1.2.1 สมรรถนะทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมอาหารมีสวนสําคัญอยางยิ่งตอการพัฒนา และสรางความเจริญใหแกระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากไทยเปนประเทศเกษตรกรรมที่คนสวนใหญของประเทศประกอบอาชีพการเกษตร และอาชีพอื่นๆ ที่มีสวนเกี่ยวโยงตอเนื่องกันในวงกวางและหลากหลาย จึงทําใหอุตสาหกรรมอาหารนั้นมีสัดสวนมูลคามากที่สุด และมีสวนสําคัญตอการขยายตัวและสรางความกาวหนาทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีมูลคาเพิ่มในแตละปไมต่ํากวา 1 แสนลานบาท และมีความเติบโตอยางตอเนื่องทุกป มีอัตราเติบโตเฉลี่ยชวงป 2540-2544 เทากับรอยละ 7.7 และมีสวนแบงมูลคาเพิ่มในป 2544 เทากับรอยละ 9.0 ของหมวดการผลิต ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มซึ่งเปนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงกันมีอัตราเติบโตที่ไมแนนอน โดยเฉลี่ยชวงป 2540-2544 เติบโตที่ลดลงรอยละ 3.3 มีสัดสวนมูลคาเพิ่มป 2544 เทากับรอยละ5.2 ของหมวดการผลิต และหากผนวกอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเขาดวยกันแลว จะมีมูลคาสูงกวา 2 แสนลานบาทในป 2544 โดยมีสวนแบงอยูในระดับรอยละ 14.2 และมีความเติบโตเฉลี่ยชวงป 2540-2544 ประมาณรอยละ 2.9 ตารางที่ 4.4 ผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศของอุตสาหกรรมจําแนกตามหมวดการผลิต (พันลานบาท) หมวดการผลิต 2539 2540 2541 2542 2543 2544pสัดสวนป 44 CAGR 40-44 อาหาร 102 110 134 129 145 148 9.0% 7.7% เครื่องดื่ม 81 98 103 137 70 86 5.2% -3.3% ยาสูบ 28 34 33 31 32 32 2.0% -1.7% สิ่งทอ 88 89 101 99 106 107 6.5% 4.7% เสื้อผา 152 163 154 156 162 160 9.8% -0.5% หนังและผลิตภัณฑหนัง 41 47 49 55 60 67 4.1% 9.2% ไมและผลิตภัณฑจากไม 8 8 6 6 7 8 0.5% -0.6% เครื่องเรือนและเครื่องตกแตงที่ทําจากไม 34 26 21 20 25 26 1.6% 0.4% เยื่อกระดาษและผลิตภัณฑกระดาษ 21 25 30 31 34 35 2.1% 8.7% การพิมพและอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ 15 14 14 15 15 16 0.9% 2.4% เคมีภัณฑ 46 53 59 63 86 85 5.2% 12.4% โรงกลั่นน้ํามันปโตรเลียม 99 126 140 126 122 127 7.8% 0.3% ยางและผลิตภัณฑยาง 34 37 42 42 53 56 3.4% 10.6% อโลหะ 70 67 55 62 65 71 4.4% 1.6% โลหะพื้นฐาน 20 19 16 14 16 17 1.0% -3.1% เครื่องมือโลหะ 36 37 39 44 48 51 3.1% 8.8% เครื่องจักร 100 106 121 134 158 160 9.8% 10.7% เครื่องจักรและเครื่องมือที่ใชไฟฟา 105 105 110 107 145 120 7.3% 3.4% ขนสงและยานยนต 113 88 36 66 95 125 7.6% 9.1% อุตสาหกรรมอื่น ๆ 111 109 101 112 132 143 8.7% 7.1% รวมมูลคาเพิ่ม 1,303 1,361 1,362 1,447 1,576 1,639 100.0% 4.7% ที่มา : “รายไดประชาชาติของประเทศไทย ฉบับ พ.ศ. 2544” สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ
    • 298 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย เมื่อวิเคราะหถึงการสรางมูลคาเพิ่มในอุตสาหกรรมอาหาร จะพบวา ผลิตภัณฑอาหารที่มมูลคาเพิ่ม ีของไทยเกือบทุกชนิดมีอัตราการเติบโตที่ดี ทั้งในระดับปานกลางและสูงมากในบางสินคาอยางตอเนื่องตลอดชวงระยะเวลาป 2540 ถึงป 2544 ผลิตภัณฑที่สรางมูลคาเพิ่มสูงที่สุด 3 อันดับแรกของไทย คือ ผลิตภัณฑสัตวน้ําแปรรูปผลิตภัณฑสัตวน้ํากระปอง และผลิตภัณฑขาว ซึ่งมีสวนแบงมูลคาเพิ่มของแตละผลิตภัณฑประมาณรอยละ 15-20 ในป 2544(ดังแสดงในแผนภาพที่ 4.4) นั่นแสดงใหเห็นวา ผูประกอบการในอุตสาหกรรมเริ่มใหความสนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑอาหารที่เนนการสรางมูลคาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสงผลใหเกิดการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแขงขันไดดียิ่งขึ้น = 10,000 ลานบาท 25.0% สวนแบงมูลคาเพิ่มในอุตสาหกรรมอาหาร ป 2544 ผลิตภัณฑสัตวน้ํากระปอง ผลิตภัณฑสัตวน้ําแปรรูป 20.0% ผลิตภัณฑขาว 15.0% 10.0% น้ําตาล น้ํามันและไขมัน อาหารสัตว ผลิตภัณฑนม ผักและผลไมกระปอง 5.0% โรงฆา ชําแหละ และ เบเกอรี่ ถนอมผลิตภัณฑเนื้อสัตว ผลิตภัณฑแปง 0.0% ผักและผลไมอบแหง -15.0% -10.0% -5.0% 0.0% 5.0% 10.0% 15.0% 20.0% 25.0% สัดสวนการเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยชวงป 2540-2544 ที่มา : สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ แผนภาพที่ 4.4 มูลคาเพิ่มของอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ณ ราคาตลาด (ไมรวมเครื่องดื่ม) ถึงแมวา อุตสาหกรรมอาหารจะไมเติบโตอยางรวดเร็วเทียบเทากับอุตสาหกรรมอื่นๆ บางประเภท เชน เคมีภัณฑ ยางและผลิตภัณฑยาง เครื่องจักร และขนสงและยานยนต แตเมื่อพิจารณาถึงอัตราการใชกําลังการผลิตของอุตสาหกรรมแลว พบวา ปจจุบนอุตสาหกรรมอาหารไดใชอัตราการใชกําลังการผลิตเพียงรอยละ 46.4 เทานั้น ซึ่ง ัต่ํากวาอุตสาหกรรมอื่นๆ นั่นแสดงใหเห็นวา อุตสาหกรรมอาหารมีโอกาสขยายกําลังการผลิตไดอีกมาก เปนขอไดเปรียบที่เหนือกวาอุตสาหกรรมอื่น หากตองการที่จะเพิ่มกําลังการผลิตสินคา ซึ่งรายละเอียดอัตราการใชกําลังการผลิตเปรียบเทียบแตละกลุมอุตสาหกรรม ชวงป 2538-2545 แสดงไวในตารางที่ 4.5
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 299 ตารางที่ 4.5 อัตราการใชกําลังการผลิตในอุตสาหกรรม จําแนกตามกลุมอุตสาหกรรม รอยละ กลุมอุตสาหกรรม 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 อาหาร 41.5 37.3 37.4 33.3 42.5 44.0 42.6 46.4 เครื่องดื่ม 82.3 83.0 79.1 77.2 101.9 32.6 36.4 50.5 ยาสูบ 75.2 84.2 75.8 60.4 54.4 53.7 52.1 53.8 วัสดุกอสราง 97.3 78.7 72.9 44.6 49.8 50.1 52.3 56.9 เหล็ก และโลหะ 64.2 65.2 50.6 35.9 39.6 47.0 50.0 60.6 ยานยนตและชิ้นสวน 81.4 67.6 48.5 23.4 35.6 40.1 44.5 54.6 ปโตรเลียม 93.2 85.7 90.1 84.0 85.7 83.9 74.8 76.2 เครื่องใชไฟฟา 63.9 67.8 62.2 47.5 53.4 65.4 47.5 59.7 อื่น ๆ 80.0 77.7 66.1 68.9 72.9 75.4 77.0 71.5 รวม 77.4 72.5 64.8 52.8 61.2 55.8 53.5 60.0 ที่มา : ธนาคารแหงประเทศไทย หากพิจารณาถึงรายประเภทของสินคาแลว พบวา กําลังการผลิตของสินคาอาหารเกือบทุกประเภทยังไมไดมีการใชงานอยางเต็มที่ ทําใหประเทศไทยยังมีศกยภาพและกําลังการผลิตที่เหลือเพียงพอเพื่อรองรับการขยาย ัตลาดในอนาคต โดยเฉพาะสินคาอาหารที่สําคัญของไทย ไดแก กุงแชแข็ง ไกแชแข็ง มีการใชกําลังการผลิต ประมาณรอยละ 60-70 โดยเฉพาะอยางยิ่งผลิตภัณฑอาหารที่สรางมูลคาเพิ่ม เชน อาหารทะเลกระปอง ทูนากระปองและสับปะรดกระปอง ซึ่งไทยผลิตและสงออกอยางมากใชกําลังการผลิตต่ํากวารอยละ 60 นั่นแสดงใหเห็นวา ไทยมีศักยภาพในการเพิ่มปริมาณการผลิตสินคาเหลานี้ไดอีกมาก และเปนขอไดเปรียบสําหรับผูประกอบการไทยในอันที่จะพัฒนาผลิตภัณฑเหลานี้ใหมีมูลคาเพิ่มยิ่งขึ้น และสรางความแตกตางของผลิตภัณฑ ดังแสดงในแผนภาพที่ 4.5 90% 80% นม ไกแชแข็ง* 70% กุงแชแข็ง* 60% อาหารทะเลกระปอง ทูนากระปอง* 50% 40% สัปปะรดกระปอง 30% น้ําตาล 20% 10% 0% 2541 2542 2543 2544 2545 * ขอมูลจากการสํารวจสถิติอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มา: ธนาคารแหงประเทศไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม แผนภาพที่ 4.5 การใชกําลังผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร
    • 300 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 4.1.2.2 การจางงานในอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมอาหารกอใหเกิดการจางงานอยางกวางขวาง ทั้งนี้เพราะวัตถุดิบที่ใชโดยสวนใหญเปนวัตถุดิบที่หาไดภายในประเทศอันเกิดจากผลผลิตทางภาคเกษตร จึงสงผลทําใหจํานวนผูมีงานทํามาก ซึ่งจากตัวเลขการสํารวจของสํานักงานสถิติแหงชาติ จํานวนผูมีงานทําในป 2544 ทั้งประเทศมีจํานวนทั้งสิ้นประมาณ 33.5 ลานคน(ดูแผนภาพที่ 4.6 ประกอบ) เปนบุคคลที่อยูในภาคเกษตรกรรมมากกวา 12 ลานคน หรือประมาณรอยละ 38 ของจํานวนผูมีงานทําทั้งประเทศ ถึงแมวาภาคเกษตรกรรมจะไมไดรวมถึงผลผลิตที่เปนอาหาร แตก็นับวาเปนแหลงวัตถุดิบเกือบ ทั้งหมดของอุตสาหกรรมอาหาร ในชวงป 2540-2544 การเติบโตของผูมีงานทําในภาคเกษตรกรรมแมจะลดลงก็ตามแตความเติบโตของผูมีงานทําในอุตสาหกรรมอาหารมีอัตราเพิ่มขึ้นคอนขางสูงประมาณรอยละ 5.4 ที่เปนเชนนี้ สวนหนึ่งเปนเพราะวาแรงงานในภาคเกษตรบางสวนไดยายเขาสูภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยเฉพาะในชวงที่ไมอยูในฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งแรงงานเหลานี้จะหันเขามาหางานทําในตัวเมืองหรือแหลงงานอื่น และสวนหนึ่งเมื่อไดงานที่มั่นคงจึงไมกลับเขาสูภาคเกษตร = 1,000,000 คน 45.0% 40.0% สัดสวนตอผูมีงานทําทั้งประเทศป 2544 35.0% 30.0% เกษตรกรรม 25.0% 20.0% คาสงและคาปลีก บริการ 15.0% 10.0% 5.0% ขนสงและคมนาคม อาหาร 0.0% -4.0% -2.0% 0.0% 2.0% 4.0% 6.0% 8.0% 10.0% อัตราเติบโตของการจางงานชวงป 2540-2544 หมายเหตุ : จํานวนผูมีงานทําทั้งประเทศ ณ.สิ้นไตรมาสที่ 3 ป 2544 = 33.5 ลานคน ที่มา : สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ และสํานักงานสถิติแหงชาติ แผนภาพที่ 4.6 เปรียบเทียบขนาดสัดสวน ความเติบโต และจํานวนผูมีงานทําของประเทศ สําหรับแรงงานในอุตสาหกรรมอาหาร โดยสวนใหญผูประกอบการในอุตสาหกรรมจะเนนการใชแรงงานเพื่อการผลิตในโรงงานเสียมากกวาการใชแรงงานที่มีทักษะฝมือ หรือแรงงานที่มความรูเฉพาะดาน ทั้งนี้เนื่องจากวา ีการใชเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอาหารโดยสวนใหญเปนการใชเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ประกอบกับลักษณะการดําเนินธุรกิจจะมีรูปแบบการบริหารงานโดยเจาของเปนผูดูแลแตเพียงผูเดียว หรือเปนลักษณะการบริหารงานแบบครอบครัวที่สืบทอดความรูในการผลิตมาจากบรรพบุรุษ ดังนั้น แรงงานที่ใชจึงเนนเฉพาะแรงงานที่ใชกําลังมากกวาแรงงานที่ใชความรู เชนคนงานคุมเครื่องจักรที่ใชผลิต คนงานลาง หั่น ตัด และตกแตงวัตถุดิบ คนงานบรรจุขวดหรือกระปอง คนงานติดฉลากเปนตน แรงงานเหลานี้เปนแรงงานที่มีคาจางต่ํา แตเปนแรงงานที่สําคัญของผูประกอบการแตละราย หากเปรียบเทียบคาแรงงานของคนงานในอุตสาหกรรมอาหารกับภาคธุรกิจอื่นๆ พบวา คาแรงงานตอปอยูในระดับต่ําแตก็มีแนวโนมการ
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 301เพิ่มขึ้นของอัตราคาแรงงานอยางชัดเจนและตอเนื่องเชนเดียวกับภาคธุรกิจอื่นๆ ดังจะเห็นไดจากคาจางเฉลี่ยในอุตสาหกรรมอาหารอยูในระดับต่ํากวาการบริการ การคมนาคมและขนสง และธุรกิจคาสงและคาปลีก โดยคาจางแรงงานเฉลี่ยในอุตสาหกรรมอาหารอยูที่ประมาณ 73,458 บาทตอคนตอป ณ.ป 2544 แตเมื่อวัดถึงความคุมคาเมื่อเทียบกับผลิตผลที่เกิดจากการใชงานในอุตสาหกรรมแลว แรงงานในอุตสาหกรรมอาหารกอใหเกิดความคุมคาตอเงินคาจางในอัตรา 1.5 เทา ซึ่งสูงกวาภาคธุรกิจบริการที่มีอัตราเพียง 0.5 เทา และภาคธุรกิจคาสงและคาปลีกที่มีอัตรา 1.03 เทา นั่นยอมแสดงใหเห็นถึงศักยภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมอาหารยังอยูในเกณฑที่นาพอใจเมื่อเทียบกับอุตสากรรมอื่น ๆ แตเมื่อเทียบกับตัวอุตสาหกรรมเองกลับมีแนวโนมลดลงอยางตอเนื่อง ดังตารางที่ 4.6 ตารางที่ 4.6 เปรียบเทียบคาจางและผลิตภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมอาหาร 2540 2541 2542 2543 2544 คาจางเฉลี่ยตอป อุตสาหกรรมอาหาร 65,656 64,290 61,442 67,448 73,458 การบริการ 103,382 110,057 107,079 107,267 139,945 การคมนาคม และขนสง 136,482 157,830 145,565 157,184 151,245 คาสง คาปลีก 87,421 87,159 81,505 86,105 97,679 ผลิตภาพแรงงาน อุตสาหกรรมอาหาร 113,866 97,987 112,429 109,646 109,830 การบริการ 93,502 90,282 90,612 95,294 79,432 การคมนาคม และขนสง 272,811 259,067 269,154 303,163 310,100 คาสง คาปลีก 117,644 99,378 98,442 98,978 100,981 ผลิตภาพแรงงานตอคาจาง อุตสาหกรรมอาหาร 1.73 1.52 1.83 1.63 1.50 การบริการ 0.90 0.82 0.85 0.89 0.57 การคมนาคม และขนสง 2.00 1.64 1.85 1.93 2.05 คาสง คาปลีก 1.35 1.14 1.21 1.15 1.03 ที่มา : สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ 4.1.2.3 สมรรถนะทางการตลาดและการสงออก เมื่อพิจารณาถึงการสรางรายไดใหแกประเทศ ก็จะพบวา การสงออกอาหารนับตั้งแตป 2541 มีมูลคาปละกวา 4 แสนลานบาท ทั้งนี้เปนผลมาจากวิกฤตการณทางเศรษฐกิจและการปรับลดคาเงินบาทของประเทศ จึงทําใหมูลคาการสงออกอาหารในรูปของเงินบาทมีเปนจํานวนมาก ผลักดันใหสัดสวนการสงออกอาหารตอผลิตภัณฑมวลรวมของประเทศ จากเดิมเคยตกต่ําที่สุดในระดับประมาณรอยละ 6 เมื่อป 2539 สามารถเพิ่มขึ้นมาอยูในระดับสูงกวารอยละ8.5 ในป 2544 ได อยางไรก็ตาม หากวิเคราะหถึงสัดสวนการสงออกอาหารตอการสงออกรวมแลว จะเห็นไดวา มีสัดสวน
    • 302 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทยลดลงอยางตอเนื่องจากเดิมที่มีสัดสวนเทากับรอยละ 25.3 ในป 2535 ลดลงมาอยูที่ระดับรอยละ 15.4 ในป 2544 ซึ่งสาเหตุสวนหนึ่งนั้นเกิดจากการที่อุตสาหกรรมอื่นไดมีการปรับเปลี่ยน โดยขยายการผลิตเพื่อการสงออกในอัตราเพิ่มขึ้นที่สูงกวาอัตราเพิ่มของอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต ซึ่งแตเดิมเนนการผลิตเพื่อขายภายในประเทศแทบทั้งหมด แตภายหลังจากเกิดวิกฤตการณทางเศรษฐกิจและการปรับลดคาเงินบาท ผูประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนตจึงไดเริ่มหันมาใหความสนใจดานการสงออก จนปจจุบันมีสัดสวนการสงออกมากกวารอยละ 30 และมีอัตราการขยายตัวของการสงออกชวงป 2539-2544 อยูท่ระดับรอยละ 25 (รายละเอียดโปรดอานกลุมอุตสาหกรรมยานยนต) ี ลานบาท % สัดสวนตอ GDP 500,000 9.0% 8.5% 400,000 8.0% 300,000 7.5% 7.0% 200,000 6.5% 6.0% 100,000 5.5% 0 5.0% 2535 2536 2537 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 สัดสวนตอ 25.3% 21.1% 20.3% 18.7% 19.0% 18.4% 17.7% 17.0% 14.4% 15.4% การสงออกรวม ที่มา : สถาบันอาหาร และกรมเจรจาการคาระหวางประเทศ กระทรวงพาณิชย แผนภาพที่ 4.7 สถิติมูลคาการสงออกอาหาร การสงออกเปนเปาหมายหลักของผูประกอบการสวนใหญในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากประเทศไทยมีแหลงทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ และมีวัตถุดิบที่หลากหลายในการนํามาแปรรูป เพื่อการบริโภค ดังนั้นประเทศไทยจึงมีความจําเปนนอยมากที่จะตองนําเขาอาหารจากตางประเทศ จากแผนภาพที่ 4.8 จะเห็นไดวา มูลคาการนําเขาอาหารจากตางประเทศของไทยนอยมาก คือ ในป 2540 ประเทศไทยนําเขาอาหารจากตางประเทศคิดเปนมูลคาประมาณ 90,000 ลานบาท ขณะที่มูลคาการสงออกประมาณ 332,000 ลานบาท หรือคิดเปนอัตราสวนการสงออกตอการนําเขา เทากับ 3.6 เทา โดยการนําเขาอาหารมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณรอยละ 3.2 ตอป เทียบการสงออกอาหารที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณรอยละ 7.6 ตอป โดย ณ สิ้นป 2544 ประเทศไทยมีการนําเขาอาหารคิดเปนมูลคาเพียง132,000 ลานบาท ในขณะที่มีการสงออกอาหารรวมเปนมูลคาถึง 445,000 ลานบาท หรือคิดเปนอัตราสวนการสงออกตอการนําเขา เทากับ 3.4 เทา
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 303 พันลานบาท CAGR 500 (2540-2544) สงออก 7.6% 400 300 200 นําเขา 3.2% 100 0 2540 2541 2542 2543 2544 ที่มา: สถาบันอาหาร แผนภาพที่ 4.8 มูลคาการนําเขาและสงออกของไทย สวนประเทศที่มีการนําเขาอาหารที่สําคัญของโลกมากที่สุดในโลกนั้น (ดูตารางที่ 4.7 ประกอบ) ไดแกสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมูลคานําเขาอาหารถึง 49.36 พันลานเหรียญสหรัฐ คิดเปนสัดสวนการนําเขาอาหารเทากับรอยละ 10.3ของโลก รองลงมา คือ ญี่ปุน ซึ่งมีขนาดมูลคาการนําเขาอาหารใกลเคียงกัน คือ 48.58 พันลานเหรียญสหรัฐ คิดเปนสัดสวนการนําเขาถึงรอยละ 10.1 ของโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา และญี่ปุน เปนตลาดหลักที่ประเทศผูสงออกอาหารแตละรายตางพยายามผลิตสินคา เพื่อรองรับกับความตองการของตลาดของทั้งสองประเทศนี้ (รวมทั้งประเทศไทยดวย) สําหรับประเทศในกลุมสหภาพยุโรปเปนอีกตลาดหนึ่งที่ประเทศผูสงออกทั้งหลายใหความสําคัญเชนกัน อยางไรก็ตาม การพึ่งพาเพียงเฉพาะตลาดหลักที่กลาวมาขางตน ผูสงออกจะตองพยายามผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑของตนเองใหตรงกับความตองการของผูบริโภคมากที่สุด เพราะตลาดเหลานี้มีการแขงขันที่สูง ผูบริโภคมีโอกาสเลือกบริโภคสินคาไดมากมายหลากหลาย ผูสงออกจําเปนที่จะตองศึกษาและทําความเขาใจตลาดใหถองแทดวยนอกจากนี้การพึ่งพาเพียงตลาดสงออกหลักเพียงไมกี่ประเทศของไทย อาจสงผลใหเกิดความเสียเปรียบในดานอํานาจตอรองทางการคา ดังนั้นผูประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารจึงควรที่จะหันกลับมาแสวงหาตลาดใหมๆ ซึ่งตลาดที่มีความนาสนใจนอกเหนือจากตลาดหลัก ไดแก แคนาดา จีน เม็กซิโก และเกาหลี ซึ่งแมมูลคาการนําเขาของแตละประเทศสวนใหญไมถง 10.0 พันลานเหรียญสหรัฐก็ตาม แตมีอัตราการเติบโตรอบ 10 ปในระดับที่นาสนใจ คือ รอยละ 5 รอยละ 7 ึรอยละ 7 และรอยละ 6 ตามลําดับ ในดานประเทศผูสงออกอาหารพบวาประเทศไทย เปนประเทศที่มีการสงออกอาหารมากเปนอันดับที่14 ของโลก โดย ณ สิ้นป 2543 ไทยสงออกไปยังตลาดโลกคิดเปนมูลคา 10.48 พันลานเหรียญสหรัฐ หรือเปนสัดสวนรอยละ 2.4 ของโลก โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยในรอบ 10 ปประมาณรอยละ 4.7 สวนประเทศคูแขงในภูมิภาคเอเชีย คือ จีนซึ่งแมจะมีการนําเขาอาหารอยูบาง แตจีนยังสามารถสงออกอาหารไดสงเปนอันดับที่ 9 ของโลก คิดเปนมูลคา 13.56 ู พันลานเหรียญสหรัฐ หรือรอยละ 3.1 ของโลก โดยมีอัตราเติบโตรอบ 10 ปประมาณรอยละ 5.6 สวนประเทศที่มี
    • 304 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทยการสงออกอาหารมากเปนอันดับ 1 คือ สหรัฐอเมริกา มีมูลคาการสงออกสูงถึง 53.92 พันลานเหรียญสหรัฐ หรือรอยละ12.2 ของโลก โดยมีอัตราการเติบโตรอบ 10 ปประมาณรอยละ 2.4 ตารางที่ 4.7 ประเทศผูนําเขาและสงออกอาหารที่สําคัญของโลก 15 ประเทศ มูลคา สัดสวน (%) เปอรเซ็นตเปลี่ยนแปลง (พันลานเหรียญ) นําเขา-สงออก 2543 2523 2533 2543 2533-2543 2541 2542 2543 ผูนําเขา 1. สหรัฐฯ 49.36 8.8 8.9 10.3 5 3 6 1 2. ญี่ปุน 48.58 7.2 10.1 10.1 4 -10 6 3 3. เยอรมนี 32.86 9.7 10.6 6.8 -1 2 -6 -16 4. สหราชอาณาจักร 26.80 6.6 6.8 5.6 1 1 -2 -8 5. ฝรั่งเศส 24.48 5.9 6.8 5.1 1 4 -5 -7 6. อิตาลี 19.93 5.5 6.4 4.2 -1 1 -3 -10 7. เนเธอรแลนด 17.28 4.9 4.7 3.6 1 0 5 -8 8. เบลเยี่ยม 15.14 - - 3.2 - - - -7 9. สเปน 13.98 1.8 2.8 2.9 4 5 0 -9 10.แคนาดา** 12.03 1.8 2.1 2.5 5 3 2 5 11.ฮองกง 9.17 - - - 3 -13 -11 3 retained imports 5.87 1.0 1.2 1.2 4 -12 -9 3 12.จีน 9.04 1.4 1.4 1.9 7 -7 1 34 13.รัฐเซีย*** 8.92 - - 1.9 - -27 -25 -9 14.เม็กซิโก** 8.56 1.4 1.3 1.8 7 8 3 14 15.เกาหลี* 6.68 0.9 1.2 1.4 6 -30 18 … อื่น ๆ 299.51 60.3 67.4 62.4 - - - - ผูสงออก 1. สหรัฐฯ 53.92 17.6 13.5 12.2 2.4 -9 -4 4 2. ฝรั่งเศส 33.16 8.0 10.5 7.5 0.0 -1 -4 -8 3. เนเธอรแลนด 27.92 6.6 8.3 6.3 0.6 -3 2 -5 4. เยอรมนี 22.85 4.5 6.3 5.2 1.4 6 -5 -10 5. แคนาดา 17.63 3.5 3.5 4.0 4.9 -6 -2 6 6. เบลเยี่ยม 17.01 - - 3.8 - - - -4 7. สเปน 15.36 1.7 2.6 3.5 6.5 -1 -2 -6 8. สหราชอาณาจักร 15.28 3.5 4.1 3.5 1.6 -7 -6 -7 9. อิตาลี 14.43 2.4 3.4 3.3 3.1 2 1 -8 10.จีน 13.56 1.4 2.5 3.1 5.6 -7 -4 16 11.บราซิล 12.81 4.2 2.8 2.9 3.9 -8 -9 -7 12.ออสเตรเลีย 12.48 3.3 2.7 2.8 3.9 -22 10 5 13.อาเจนตินา* 11.47 2.3 2.2 2.6 5.7 4 -14 … 14.ไทย 10.48 1.3 2.1 2.4 4.7 -9 3 5 15.เดนมารก 9.70 2.4 3.0 2.2 0.2 -3 -5 -5 อื่น ๆ 288.05 65.2 70.9 65.1 - - - - * ใชขอมูลป 2542 แทน ป 2543 ** มูลคานําเขา ณ. ราคา FOB *** คาประมาณการ ที่มา : International Trade Statistics, 2001, World Trade Organization
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 305 นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบ หรือการเปรียบเทียบคา RCA กับประเทศผูสงออกอาหารที่สําคัญของโลก (ดูแผนภาพที่ 4.9 ประกอบ) พบวา ไทยยังคงมีความไดเปรียบอยูโดยมีคา RCA เทากับ1.95 สูงกวาคูแขงในภูมิภาคเอเชีย เชน จีนมีคา RCA เทากับ 0.78 อินโดนีเซียมีคา RCA เทากับ 0.07 และมาเลเซียที่มีคาRCA เทากับ 0.74 สําหรับสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสที่เปนผูนําการสงออกอาหารอันดับ 1 และ 2 มีคา RCA ที่ต่ํากวาประเทศไทยเชนกัน คือ สหรัฐฯมีคา RCA เทากับ 1.03 และฝรั่งเศสมีคา RCA เทากับ 1.58 แตทั้ง 2 ประเทศนี้ก็ยังนับไดวายังมีความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบอยูในระดับที่นาพอใจ อยางไรก็ตาม แมการสงออกของประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตรอบ 10 ปที่สูงในระดับรอยละ 4.7 แตเมื่อวิเคราะหถึงความเปลี่ยนแปลงสวนแบงของตลาดโลกของไทยรอบ 5 ป(2538-2543) พบวา มีคาลดลงประมาณรอยละ 0.2 ขณะที่คูแขงในภูมิภาคเอเชียดวยกัน คือ จีน มีความเปลี่ยนแปลงในสวนแบงตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอยูในระดับประมาณรอยละ 0.6 และอินโดนีเซียมีคาความเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นประมาณรอยละ 0.1 ซึ่งแสดงใหเห็นวาไทยกําลังสูญเสียความไดเปรียบทางการแขงขันในตลาดโลก D = 40 ลานเหรียญสหรัฐ นิวซีแลนด อาเจนตินา (6.8, +0.1%) (5.7, +0.3%) 4.0 3.5 ชิลี เดนมารก ความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบ 3.0 บราซิล ออสเตรเลีย 2.5 เนเธอรแลนด (RCA). 2543 ฝรั่งเศส ไทย 2.0 สเปน เบลเยี่ยม ไอนแลนด (1.3, +4.3%) 1.5 สหรัฐ Italy จีน อินโดนีเซีย แคนาดา 1.0 นอรเวย 0.5 เยอรมนี มาเลเซีย ออสเตรีย รัฐเซีย สหราชอาณา 0.0 จักร ญี่ปุน เม็กซิโก -2.5% -2.0% -1.5% -1.0% -0.5% 0.0% 0.5% 1.0% 1.5% สัดสวนความเปลี่ยนแปลงในสวนแบงตลาดโลกชวงป 2538-2543 ที่มา : Global Competitiveness Report 2002: Snapshot of Thailand’s Competitiveness แผนภาพที่ 4.9 ความไดเปรียบเชิงเปรียบเทียบ (RCA) และความเปลี่ยนแปลงในสวนแบงการสงออกในตลาดโลกของ ประเทศผูสงออกสําคัญ 25 ประเทศ 4.1.2.4 กฎเกณฑ ระเบียบ และกติกาการคาโลก ผลพวงของการเปดเสรีการคาของประเทศตางๆ ทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทําใหเกิดการแขงขันกันอยางรุนแรงเพื่อชวงชิงสวนแบงการตลาด ทําใหกลุมที่เคยครองความเปนผูนําในสวนแบงทางการตลาดพยายามที่เสาะหาวิธีการตางๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการตลาดของตนใหมั่นคงถาวร เชน การเจรจาทําขอตกลงทางการคาระหวางประเทศคูคาดวยกันเอง การรวมกลุมกันของประเทศคูคาที่ตั้งอยูในภูมิภาคเดียวกัน โดยใหสิทธิพิเศษสําหรับสมาชิก เชนการยกเวนภาษี การกําหนดโควตา เปนตน ตลอดจนประเทศผูนําเขาทั้งหลายไดเริ่มตื่นตัวในการปกปองสิทธิประโยชนและควบคุมการแขงขันดวยการออกขอกําหนดมาตรฐานการผลิตสินคา และมาตรการอื่นๆ เพื่อปกปองคุมครอง
    • 306 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทยผูประกอบการและผูบริโภคในประเทศของตน สําหรับผลิตภัณฑอาหาร ผูสงออกเผชิญกับกฎเกณฑ และมาตรการอยางมากมาย ซึ่งกําหนดไวทั้งเพื่อมาตรฐานสุขอนามัย และเพื่อการกีดกันทางการคา ในเวทีการคาโลกมี 3 หนวยงานหลัก คือคณะกรรมาธิการมาตรฐานอาหารระหวางประเทศ (Codex Alimentarius Commision) สํานักงานโรคระบาดสัตวระหวางประเทศ (International Office of Epizootics – OIE) และอนุสัญญาการคุมครองพืชระหวางประเทศ (Internation PlantProtection Convention – IPPC) ที่มีบทบาทในการควบคุมดูแลผลิตภัณฑอาหาร นอกจากนี้ ในแตละประเทศก็ยังมีกฎระเบียบเฉพาะของตนเอง ซึ่งประเทศผูนําเขาสินคาอาหารสําคัญ ๆ ของไทยลวนแตมีมาตรฐานเฉพาะทั้งสิ้น ในขณะที่ไทยไมไดมีบทบาทใด ๆ ในการกําหนดกฎระเบียบและมาตรฐานใด ๆ เหลานี้เลย Nation Standards WTO 1. White Paper on Food Safety (EU) 2. USFDA (USA) 1. Rules of Origin 3. Food Sanitation Law 2. Preshipment Inspection 4. JAS standard 3. Valuation for Customs Purposes 5. Quarantine Law (Japan) 4. Import Licensing Procedures 6. Standard Food Code (Australia) 5. TBT 7. Canadian’s FDA (Canada) 6. SPS etc. Codex Alimentarius International Other Barriers Commission (Codex) Example : HACCP, GMP, Food Trade •The Farm Bill 2002 (USA) •CAP (EU) GAP etc. etc. International Office of Other Regulations Epizootics (IOE) •Halal •Animal Welfare International Plant •Green dot Protection Convention etc. (IPPC) ที่มา: คณะทํางาน แผนภาพที่ 4.10 กฎเกณฑ ขอกําหนด และมาตรฐานสําคัญตาง ๆ เกี่ยวของในอุตสาหกรรมอาหาร2 นอกเหนือจากกฎระเบียบทางสุขอนามัย นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศผูผลิตอาหารสําคัญ เชน สหรัฐอเมริกา ก็ยังสงผลตอการแขงขันในตลาดโลก เชน Farm Bill ในป 2544 ที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใหการสนับสนุนแกภาคการเกษตรในประเทศ และนโยบายรวมทางการเกษตร (Common Agriculture Policy) ของสหภาพยุโรป ที่เสนอใหมีการสนับสนุนการเกษตรโดยตรง (Direct Payment) และนโยบายพัฒนาชนบท เพื่อเพิ่มความสามารถในการแขงขันในตลาดโลก ทําใหผูสงออกไทยมีแนวโนมจะตองเผชิญกับภาวะการแขงขันที่หนักขึ้น เนื่องจากราคาสินคาเกษตรถูกบิดเบือนไปจากมาตรการอุดหนุนเหลานี้ นอกจากนี้ยังมีขอบังคับอื่น ๆ เชน มาตรฐานสินคา HALAL ของกลุมประเทศมุสลิม Animal Welfare ที่ใหความคุมครองแกสัตว และ Green Dot ซึ่งเปนมาตรการควบคุมของเหลือใชประเภทบรรจุภัณฑของสหภาพยุโรป2 รายละเอียดโปรดอานภาคผนวก
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 307 ตารางที่ 4.8 มาตรฐาน และขอกําหนดตาง ๆ ที่ตลาดสงออกที่สําคัญนํามาใชบังคับกับผูสงออก Standard USA EU Japan Australia Cannada มาตรฐานสากลที่ใช Codex HACCP กันอยางแพรหลาย GMP Low acid canned food Establishment Registeration Form Process filling Form White Paper on Food Safety (GMOs) Labelling Labelling Prohibited Sensory Inspection Labelling Minimum Grade or Standard of Indentify Prescribed Containers Food Additive Tolerance limit (Chemical cantaminants) Seafood standard Natural toxins Packaging Animal welfare Green Dot ที่มา : คณะทํางาน มาตรฐานสําคัญตาง ๆ สําหรับตลาดสงออกหลักที่ผูประกอบการไทยจําเปนตองศึกษาและทําความเขาใจ (ดูตารางที่ 4.8 ประกอบ) ตลอดจนปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตใหไดตามเกณฑสากล ไดแก มาตรฐาน CODEXระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัย HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Point) และมาตรฐานขั้นตอนการผลิตที่ดี GMP (Good Manufacturing Practices) ซึ่งเปนมาตรฐานที่ใชบังคับกันอยางแพรหลาย จึงเปนสิ่งที่ผูประกอบการที่ผลิตสินคาสงออกไดใหความสนใจและปรับปรุงประสิทธิภาพ และคุณภาพการผลิตเพื่อใหไดใบรับรอง เพราะถือเปนใบผานทางขั้นตน นอกจากนี้ รัฐบาลและผูประกอบการไทยในปจจุบันยังไดศึกษาขอกําหนดเฉพาะดานที่แตละประเทศบังคับใชเปนขอกําหนดพื้นฐาน เพื่อกีดกันและรักษาผลประโยชนของประเทศคูคา และผูบริโภค เชน มาตรการดานความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) มาตรฐานสารปนเปอนและสารพิษตกคาง (Food Additive) มาตรการพิทักษสิ่งแวดลอม (Green Dot) มาตรฐานการติดฉลากและบรรจุภัณฑ (Labeling & Packaging) มาตรฐานผลิตภัณฑสินคาฮาลาล เปนตน อยางไรก็ตาม ไทยและกลุมประเทศเอเชียดวยกันยังมิไดมีบทบาทใด ๆ ในเชิงรุกในการกําหนดมาตรฐานและระเบียบตาง ๆ เหลานี้ ซึ่งจากแผนภาพที่ 4.11 แสดงใหเห็นถึงความสนใจในการเขารวมมีบทบาทของประเทศสมาชิกCodex ซึ่งจะเห็นไดวา กลุมประเทศในสหภาพยุโรปมีบทบาทสูงที่สุดในการใชสิทธิการมีสวนรวมในการกําหนดมาตรฐานอาหารที่จะใหเปนในแนวทางที่เอื้อตออุตสาหกรรมและผูบริโภคในกลุมประเทศของตน ขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียแอฟริกา และลาตินอเมริกา ยังใหความสําคัญกับการใชสิทธิคอนขางนอย
    • 308 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย Ad Hoc International Codex Task Force on Animal Feeding, 2 nd Seesion จํานวนประเทศ 50 สมาชิกทั้งหมด เขารวมประชุม 40 41 40 30 31 30 22 21 20 16 10 6 2 2 3 2 0 ยุโรป อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา เอเชีย แอฟริกา อื่น ๆ ที่มา : สมาคมผูผลิตไกเพื่อสงออก แผนภาพที่ 4.11 ตัวอยางการมีบทบาทเขารวมประชุมกําหนดมาตรฐาน Codex ปจจัยสําคัญประการหนึ่งที่ตางประเทศมักยกขึ้นมาใชเปนขออางเพื่อกีดกันสินคา และผลิตภัณฑอาหาร ของไทยมิใหเขาสูตลาดในประเทศของตน คือ เรื่องความไมเชื่อมั่นตอผลิตภัณฑของไทยวาปลอดจากสารพิษและสารเคมี ตกคาง อันจะกอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพ โดยมักจะใชขอมูลสถิติการนําเขาสารเคมี และยากําจัดศัตรูพืชมาเปนบทสรุป และใหเหตุผลวา เกษตรกรไทยใชสารเคมีเหลานี้เปนจํานวนมาก เพื่อใชในการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร ซึ่งสารเคมี บางชนิดตกคางและสะสมอยูในดิน ซึ่งตองใชระยะเวลาไมต่ํากวา 5-10 ปในการยอยสลาย เมื่อนําพืชเพาะปลูกในแปลง ดินเหลานั้นทําใหพืชผลที่ดูดซับสารเคมี ตลอดจนปริมาณนําเขาสารเคมีและยากําจัดศัตรูพืชของไทยเพิ่มสูงขึ้นอยาง ตอเนื่อง และมีปริมาณสะสมสงผลกระทบใหใชไดอีกนานถึงประมาณ 5 ป ทําใหสินคาผลิตภัณฑอาหารไทยตอง ไดรบการตรวจสอบและวิเคราะหอยางเขมงวด หรือแมกระทั่งไมอนุญาตใหนําเขาสินคาและผลิตภัณฑอาหารของไทยเลย ั นอกจากนี้ สารเคมีตาง ๆ ยังสงผลตอสิ่งแวดลอมของประเทศในระยะยาวดวยการนําเขาสารเคมี การนําเขายาปราบศัตรูพืช ตัน CAGR ตัน CAGR3,000,000 เคมีภัณฑอินทรีย 3.8% 80,000 ยากําจัดศัตรูพืช 20.3% 60,0002,000,000 เคมีภัณฑอนินทรีย 12.3% 40,0001,000,000 20,000 0 0 2541 2542 2543 2544 2545 2541 2542 2543 2544 2545ที่มา: กรมเจรจาการคาระหวางประเทศ กระทรวงพาณิชย แผนภาพที่ 4.12 การนําเขาสารเคมีและยาปราบศัตรูพืชของไทย
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 3094.2 การประเมินปจจัยแวดลอมทางธุรกิจ (Assessing Business Environment) การประเมินปจจัยแวดลอมทางธุรกิจ โดยใช Diamond Model มาเปนเครื่องมือวิเคราะหเครือขายวิสาหกิจนั้น แบงออกไดเปน 4 ปจจัยหลัก ไดแก เงื่อนไขปจจัยการผลิต อุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงและสนับสนุนกัน เงื่อนไขทางดานอุปสงคและบริบทของการแขงขันและกลยุทธทางธุรกิจ โดยแตละปจจัยมีสวนสัมพันธและเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้เพราะจุดแข็ง และจุดออนของแตละปจจัยยอมมีผลกระทบเชื่อมโยงไปสูการพัฒนาปจจัยดานอื่นๆ ดวย รายละเอียดของแตละปจจัยมีดังตอไปนี้ 4.2.1 เงื่อนไขปจจัยการผลิต (Factor conditions) เงื่อนไขปจจัยการผลิต เปนปจจัยแรกในการวิเคราะหอุตสาหกรรม เพราะเปนปจจัยพื้นฐานในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแขงขัน และสงผลกระทบโดยตรงตอกระบวนการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ อันประกอบไปดวย วัตถุดิบเพื่อใชในการผลิต คุณภาพของทรัพยากรบุคคลในอุตสาหกรรม และการพัฒนาทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี โดยแตละสวนมีจุดแข็ง และจุดออนที่แตกตางกัน ดังนี้ 4.2.1.1 ไทยมีความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศ และใชวัตถุดิบภายในประเทศเปนหลัก ประเทศไทย นับไดวาเปนประเทศที่มีขอไดเปรียบทางดานที่ต้งทางภูมิศาสตรของประเทศ และมี ัแหลงทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ โดยสภาพพื้นที่ของประเทศสามารถนํามาใชประโยชนไดทุกดาน คือ ดานการเกษตรกรรม การปศุสัตว และการประมง เพราะพื้นที่โดยสวนใหญเปนดินรวนเหมาะแกการเพาะปลูกพืช ผัก และผลไมไดเปนอยางดี อีกทั้งยังมีแมน้ํา ลําคลอง หนอง บึง ซึ่งเปนแหลงประมงน้ําจืดที่สําคัญอยูทั่วทุกภูมิภาคของประเทศประกอบกับทางภาคใต และบางสวนทางภาคกลาง สามารถทําการประมงน้ําเค็มไดอีก เพราะมีพื้นที่ติดกับชายฝงทะเลยาวติดตอกันถึงประมาณ 3,200 กิโลเมตร และจากขอมูลการสํารวจพื้นที่ถือครองและการใชสอย ป 2542 (ดูตารางที่4.10 ประกอบ) พบวา พื้นที่ประมาณ 122 ลานไร หรือรอยละ 38 ของพื้นที่ทั้งประเทศ เปนพื้นที่หลักที่ใชในการเพาะปลูกพืชที่เปนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร ไดแก • พื้นที่นา เปนพื้นที่ที่มีการถือครองและใชสอยมากเปนอันดับ 1 ของประเทศ (ไมนับรวมพื้นที่ปาไม) โดยทั้งประเทศมีพื้นที่ทั้งสิ้น 65.69 ลานไร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการถือครองมากที่สุดคิดเปนพื้นที่37.75 ลานไร รองลงมา คือ ภาคเหนือ 14.40 ลานไร ภาคกลาง 10.43 ลานไร สวนภาคใตมีพื้นที่นานอยมากเพียง 3.11ลานไร • พื้นที่พืชไร เปนพื้นที่ที่มีการถือครองและใชสอยรองจากพื้นที่นา ทั้งประเทศมีพื้นที่ทั้งสิ้น 28.79 ลานไร แบงเปนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11.73 ลานไร ภาคเหนือ 9.22 ลานไร ภาคกลาง 7.76 ลานไร และภาคใต 0.08 ลานไร • พื้นที่ไมผลและไมยืนตน เปนพื้นที่ที่มีการถือครองและใชสอยใกลเคียงกับพื้นที่พืชไรโดยทั้งประเทศมีพื้นที่ทั้งสิ้น 26.08 ลานไร แบงเปนภาคใตมากที่สุดถึง 14.45 ลานไร รองลงมา คือ ภาคกลาง 5.40 ลานไรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3.39 ลานไร และภาคเหนือ 2.84 ลานไร
    • 310 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย • พื้นที่สวนผักและไมดอก เปนพื้นที่ที่มีการถือครองนอยมาก ทั้งประเทศมีพื้นที่เพียง 1.03 ลานไร แบงเปน ภาคเหนือและภาคกลาง มีพื้นที่เทากัน คือ 0.36 ลานไร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 0.21 ลานไร และ ภาคใต 0.10 ลานไร ตารางที่ 4.9 การใชที่ดินของประเทศไทย เปนรายภาค พ.ศ. 2538-2542 หนวย : ไร เนื้อที่ถือครองทางการเกษตร Farm holding land เนื้อที่ เนื้อที่ จํานวน ขนาด เนื้อที่ 1/ ทั้งหมด 2/ ปาไมครัวเรือน ของฟารม ที่อยูอาศัย ที่นา พืชไร ที่ไมผลและ ที่สวนผักและ ที่ทุงหญา ที่อื่น ๆ ไมไดจําแนก ภาค พ.ศ. Total Forest(ครัวเรือน) (ไร/ครัวเรือน) รวม Housing Paddy Under field ไมยืนตน ไมดอก เลี้ยงสัตว ที่รกราง Other Unclassified land land Number of Farm Total area land crops Under Under Grass Idle land land land household size fruit tree vegetable land (Households) (Rai/Household)เหนือ 2538 106,027,680 46,178,701 1,293,997 22.5787 29,216,745 898,161 15,195,936 10,217,452 1,977,854 321,484 109,185 261,865 234,808 30,632,234 2539 106,027,680 46,005,288 1,271,401 22.7255 28,893,259 900,208 14,987,651 9,943,344 2,133,171 331,393 101,697 257,094 238,701 31,129,133 2540 106,027,680 45,832,649 1,248,485 22.9091 28,601,690 898,218 14,761,648 9,665,306 2,348,582 341,551 88,322 254,082 243,981 31,593,341 2541 106,027,680 45,660,825 1,223,783 23.1045 28,274,892 891,558 14,565,191 9,355,476 2,539,770 352,231 73,678 247,791 249,197 32,091,963 2542 106,027,680 45,394,696 1,297,415 21.8226 28,312,917 913,847 14,401,430 9,217,891 2,840,337 358,847 89,342 236,108 255,115 32,320,067CAGR 0.0% -0.4% 0.1% -0.8% -0.8% 0.4% -1.3% -2.5% 9.5% 2.8% -4.9% -2.6% 2.1% 1.3%ตะวันออก 2538 105,533,963 13,290,417 2,273,549 25.4488 57,859,173 1,328,517 37,903,738 12,868,864 2,382,741 243,661 480,222 2,188,459 462,971 34,384,373 เฉียงเหนือ 2539 105,533,963 13,231,596 2,321,941 24.8717 57,750,567 1,332,960 37,796,566 12,569,076 2,577,211 226,780 478,275 2,142,379 627,320 34,551,800 2540 105,533,963 13,173,112 2,367,454 24.3400 57,623,773 1,338,745 37,690,952 12,146,770 2,875,026 209,966 476,019 2,050,662 835,633 34,737,078 2541 105,533,963 13,114,948 2,420,525 23.7262 57,429,749 1,345,540 37,540,903 11,715,560 3,176,168 189,615 474,468 1,985,507 1,001,988 34,989,266 2542 105,533,963 13,054,854 2,598,537 22.2999 57,946,997 1,389,400 37,745,274 11,728,461 3,393,091 213,386 504,014 1,927,065 1,046,306 34,532,112CAGR 0.0% -0.4% 3.4% -3.2% 0.0% 1.1% -0.1% -2.3% 9.2% -3.3% 1.2% -3.1% 22.6% 0.1%กลาง 2538 64,938,253 14,924,902 879,835 30.9577 27,237,692 784,056 11,810,311 8,831,884 4,546,582 303,392 124,285 378,478 458,704 22,775,659 2539 64,938,253 14,856,842 868,488 30.8866 26,824,627 774,569 11,426,730 8,519,015 4,795,259 310,083 122,443 368,569 507,959 23,256,784 2540 64,938,253 14,789,355 857,579 30.6839 26,313,837 759,419 10,973,289 8,210,532 5,025,388 315,426 119,682 358,540 551,561 23,835,061 2541 64,938,253 14,722,454 845,891 30.5991 25,883,514 743,184 10,620,727 7,904,648 5,217,633 323,233 113,354 350,892 609,843 24,332,285 2542 64,938,253 14,664,165 891,383 29.1027 25,941,614 751,920 10,433,893 7,764,175 5,395,150 355,092 133,739 340,707 766,938 24,332,474CAGR 0.0% -0.4% 0.3% -1.5% -1.2% -1.0% -3.1% -3.2% 4.4% 4.0% 1.8% -2.6% 13.7% 1.7%ใต 2538 44,196,992 7,784,141 801,434 22.6656 18,164,960 507,949 3,382,768 92,985 13,411,814 89,397 47,248 392,663 240,136 18,247,891 2539 44,196,992 7,714,689 814,726 22.5242 18,351,053 508,572 3,336,609 88,350 13,625,722 91,267 39,550 383,230 277,753 18,131,250 2540 44,196,992 7,646,048 828,253 22.4186 18,568,308 509,142 3,270,058 78,596 13,883,033 94,239 34,619 373,016 325,605 17,982,636 2541 44,196,992 7,578,201 844,775 22.2608 18,805,370 511,626 3,187,244 76,281 14,145,836 96,713 31,643 366,624 389,403 17,813,421 2542 44,196,992 7,496,504 880,171 21.7456 19,139,856 523,705 3,106,396 75,973 14,446,914 98,486 75,319 360,339 452,724 17,560,632CAGR 0.0% -0.9% 2.4% -1.0% 1.3% 0.8% -2.1% -4.9% 1.9% 2.5% 12.4% -2.1% 17.2% -1.0%รวมทั้งประเทศ 2538 320,696,888 82,178,161 5,248,815 25.2397 132,478,570 3,518,683 68,292,753 32,011,185 22,318,991 957,934 760,940 3,221,465 1,396,619 106,040,157 2539 320,696,888 81,808,415 5,276,556 24.9821 131,819,506 3,516,309 67,547,556 31,119,785 23,131,363 959,523 741,965 3,151,272 1,651,733 107,068,967 2540 320,696,888 81,441,164 5,301,771 24.7290 131,107,608 3,505,524 66,695,947 30,101,204 24,132,029 961,182 718,642 3,036,300 1,956,780 108,148,116 2541 320,696,888 81,076,428 5,334,974 24.4413 130,393,525 3,491,908 65,914,065 29,051,965 25,079,407 961,792 693,143 2,950,814 2,250,431 109,226,935 2542 320,696,888 80,610,219 5,667,506 23.1745 131,341,384 3,578,872 65,686,993 28,786,500 26,075,492 1,025,811 802,414 2,864,219 2,521,083 108,745,285CAGR 0.0% -0.5% 1.9% -2.1% -0.2% 0.4% -1.0% -2.6% 4.0% 1.7% 1.3% -2.9% 15.9% 0.6%ที่มา: กรมแผนที่ทหาร และกรมปาไม สําหรับทางดานการปศุสัตว พบวา จํานวนผูเลี้ยงสัตวเศรษฐกิจเพื่อการคาเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว ตั้งแตป 2539-2543 (ดังแผนภาพที่ 4.13) โดยสัตวเศรษฐกิจที่นิยมเลี้ยงมากที่สุดคือ สุกร มีจํานวนผูเลี้ยงในป 2543 ทั้งสิ้น 39,558 ราย รองลงมาคือ โค มีจานวนผูเลี้ยงทั้งสิ้น 26,596 ราย อันดับที่ 3 คือ ไกเนื้อ มีจํานวนผูเลี้ยงทั้งสิ้น ํ 18,845 ราย แตเมื่อพิจารณาถึงอัตราการเพิ่มขึ้นของจํานวนผูเลี้ยงสัตว พบวา เปดเนื้อ ซึ่งแมจะมีจํานวนผูเลี้ยงทั้งประเทศ
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 311เพียง 1,978 ราย แตมีอัตราเพิ่มขึ้นของจํานวนผูเลี้ยงสูงที่สุดคือ เพิ่มขึ้นรอยละ 103.6 ตอป รองลงมาคือ สุกร มีอัตราเพิ่มขึ้นของจํานวนผูเลี้ยงรอยละ 77.6 ตอป อันดับที่ 3 คือ ไกเนื้อ มีอัตราการเพิ่มขึ้นรอยละ 49.1 ตอป สําหรับทางดานพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสัตวเศรษฐกิจนั้น พบวา พื้นที่ภาคกลางเปนพื้นที่ที่มีผูเลี้ยงรวมตัวกันมากที่สุด CAGR CAGR ภาคเหนือ (พันราย) (39-43) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (พันราย) (39-43) สุกร 9.7 112.1% สุกร 9.2 94.0% ไกเนื้อ 4.2 116.1% โค 7.1 57.8% ไกไข 1.1 38.4% ไกเนื้อ 3.3 47.6% โค 1.0 CAGR ไกไข 0.9 -23.3% ทั้งประเทศ (พันราย) (39-43) 22.6% เปดไข 0.9 97.2% กระบื 0.9 106.0% กระบือ 0.3 4.3% สุกร 39.6 77.6% เปดไข 0.1 2.3% เปด 0.1 174.8% โค 26.6 34.0% เปด 0.1 117.4% ไกเนื้อ 18.8 49.1% ไกไข 7.5 36.1% CAGR เปดไข 2.8 44.2% CAGR ภาคกลางl (พันราย) (39-43) ภาคใต (พันราย) (39-43) กระบือ 2.3 33.0% เปด 2.0 103.6% 7.0 โค 17.6 45.5% สุกร 93.9% สุกร 13.6 55.1% ไกเนื้อ 2.2 35.9% ไกเนื้อ 9.2 41.5% โค 1.0 29.2% ไกไข 4.6 39.0% ไกไข 0.8 37.5% เปด 1.8 110.4% กระบื 0.3 21.4% เปดไข 1.6 38.6% เปดไข 0.2 25.5% กระบื 0.9 26.8% เปด 0.1 28.0% ที่มา : สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ แผนภาพที่ 4.13 จํานวนผูเลี้ยงสัตวเพื่อการคาป 2543 จําแนกรายภาค 4.2.1.2 คุณภาพดินและน้ํา (สิ่งแวดลอม) เสื่อมโทรมลง จากการขยายตัวของภาคการผลิตอุตสาหกรรม และการเกษตรที่นิยมใชสารเคมีกอใหเกิดความเสื่อมโทรมกับคุณภาพดินและน้ํา และเกิดปญหาการมีสารพิษตกคาง เชน • วัตถุดิบดานการเกษตร มีการใชสารเคมีกําจัดศัตรูพืช และปุยเคมี ซึ่งกอใหเกิดสารตกคางในดิน น้ํา และอากาศ สารกําจัดศัตรูพชบางชนิดไมเพียงแตมีผลกระทบที่รายแรงอยางเฉียบพลันเทานั้น แตมีผลใน ืระยะยาวดวย โดยเฉพาะอยางยิ่งสารในกลุมสารมลพิษที่ตกคางยาวนาน (Persistent Organic Pollutants: POP) จะสงผลอยางตอเนื่องไปยังสิ่งมีชีวิตทั้งสัตว และ พืช ชนิดอื่นๆ และยังจะมีสารตกคางอยูในพืชเปนเวลานานหลังจากเลิกใชสารเหลานี้แลวก็ตาม อยางไรก็ตามกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณก็ไดจัดทํา คูมือ เกษตรดีที่เหมาะสม(Good Argricultural Practice (GAP)) สําหรับการเพาะปลูก ผัก ผลไม แตละชนิดเพื่อใหไดผลผลิตที่มีคุณภาพไดมาตรฐานปนที่ยอมรับของตลาดทั้งภายในและตางประเทศ โดยดูแลตั้งแตแหลงเพาะปลูก พันธุ การปลูก การดูแลรักษาสุขลักษณะและความสะอาด ศัตรูพืชและการกําจัดศัตรูพืช การเก็บเกี่ยว วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และการบันทึกขอมูล และเผยแพรแกเกษตรกร พรอมทั้งจัดใหบริการคําแนะนํา อบรม และ ตรวจสอบ ซึ่งหากประสบความสําเร็จอยางกวางขวางจะทําใหเกิดผลดีตอการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารโดยรวมได • วัตถุดิบดานการประมง พบวาจากการที่สิ่งแวดลอมในอาวไทยเสื่อมโทรมทําใหปริมาณสัตวน้ําลดลง มีการปนเปอนของสารตะกั่วในเนื้อหอย ปลาหมึก เปนตน นอกจากนี้ การทํานากุงสงผลตอความเสื่อมโทรมของปาชายเลน ดังนั้นจึงตองมีการประกาศเขตพื้นที่เพาะเลี้ยงกุง เมื่อเกษตรกรไมสามารถขยายพื้นที่เพาะเลี้ยงได จึงขยายการผลิตโดยการเพิ่มความหนาแนนในการเลี้ยงทําใหกุงติดเชื้องายและตองใชยาปฏิชีวนะเขาชวยซึ่งกลไกตางๆ เหลานี้กลายเปนวัฏจักรในการทําลายน้ําและดินอยางตอเนื่องออกไปอีก
    • 312 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย อยางไรก็ตาม ในการศึกษานี้มีวัตถุประสงคเพื่อมุงเนนเพียงในสวนของภาคอุตสาหกรรมการผลิตจึงมิไดลงลึกในสวนของภาคเกษตร ดังนั้นประเด็นที่กลาวมาขางตนนั้นจึงเปนประเด็นที่เกิดขึ้นเฉพาะในมุมมองในอุตสาหกรรมเทานั้น จึงมีความจําเปนอยางยิ่งที่จะตองศึกษาตอไปในสวนของภาคเกษตรในมุมมองของเกษตรกร เพื่อใหเกิดความสมบูรณยิ่งขึ้นและสามารถเชื่อมโยงกับการศึกษาครั้งนี้ 4.2.1.3 แรงงานที่มีความรูเฉพาะทางในภาคธุรกิจมีคอนขางนอย อุตสาหกรรมผลิตอาหารเปนอุตสาหกรรมที่ใชการแปรรูปจากวัตถุดิบขั้นมูลฐานจึงใชแรงงานมากในการคัดแยกวัตถุดิบ เมื่อพิจารณาสัดสวนของบุคลากรที่อยูในภาคธุรกิจ จะพบวา • บุคลากรที่มีความรูเฉพาะทาง เชน บุคลากรดานการวิจัยและพัฒนา และบุคลากรดานการตรวจสอบคุณภาพ มีสัดสวนอยูในภาคธุรกิจคอนขางนอย คือ รอยละ 0.9 และรอยละ 3.7 ตามลําดับ บุคลากรเหลานี้เปนบุคลากรที่มีสวนสําคัญในการทําหนาที่วิจัยที่เกี่ยวของกับผลิตภัณฑ และกระบวนการผลิต และการวิจยที่เกี่ยวของ ักับความปลอดภัยอาหาร ซึ่งในทัศนะของผูประกอบการโดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดยอม เห็นวาเปนบุคลากรที่ตองเสียคาใชจายสูง และไมเห็นถึงความจําเปนที่จะพัฒนาหรือจัดจางบุคลากรประเภทนี้ • บุคลากรที่อยูในกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ เปนแรงงานหลักสําหรับผูประกอบการในอุตสาหกรรม โดยมีสัดสวนประมาณรอยละ 72.9 ซึ่งผูประกอบการในอุตสาหกรรมใหทัศนะวา แรงงานที่อยูในกระบวนการผลิต และบรรจุภัณฑนับเปนจุดแข็งของอุตสาหกรรมเพราะผลิตภัณฑอาหารตองการความประณีตและความสะอาด จากวัฒนธรรมไทยสงผลใหคนไทยมีฝมือ และความละเอียดออนในการทํางาน ตัวอยางเชน อุตสาหกรรมไกแปรรูป คนงานไทยมีฝมือในการตกแตงชิ้นงานไดตามความตองการของผูวาจาง อุตสาหกรรมปลาทูนากระปองก็ตองการคนงานที่มความประณีตในการแยกชิ้นเนื้อปลาออกจากกางโดยไมใหชิ้นเนื้อแตก และอุตสาหกรรมกุงก็ตองการ ีคนงานที่มีความประณีตในการปอกและตัดแตงตัวกุงเชนกัน และจากที่ผานมาคนงานไทยมีความสามารถในการทํางานไดเปนอยางดี และเปนแรงงานราคาถูก ดังนั้นผูประกอบการจึงมิไดใหความสนใจในการลงทุนนําเครื่องจักรที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพในการผลิตเปนจํานวนมากมาทดแทนการใชแรงงานเหลานี้ จึงเปนขอจํากัดอยางหนึ่งในการพัฒนาผลิตภาพการผลิตของอุตสาหกรรมของประเทศ ทางดานการศึกษามีบุคลากรเพียงสวนนอยในอุตสาหกรรมอาหารเทานั้นที่มการศึกษาสูงกวาระดับ ีปริญญาตรีจะเห็นวา กวารอยละ 65.5 มีการศึกษาต่ํากวาระดับมัธยมศึกษา ทั้งนี้ก็มความสอดคลองกับลักษณะการผลิต ีที่ใชคนงานหนาแนนในระดับที่ไมตองการการศึกษาสูง การศึกษาระดับมัธยมรอยละ 13.6 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพและ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงรอยละ 6.8 และ 6.2 ตามลําดับ สวนในระดับปริญญาตรี และระดับสูงกวาปริญญาตรีมีรวมกันเพียงรอยละ 8.1
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 313 ลักษณะงานของแรงงานในอุตสาหกรรม ระดับการศึกษาของแรงงานในอุตสาหกรรม 16.6% อื่น ๆ ต่ํากวามัธยมศึกษาตอนปลาย 65.5% 0.3% ออกแบบ มัธยมศึกษาตอนปลาย 13.6% 0.9% ปวช. วิจัย 6.8% และพัฒนา 3.7% ปวส. 6.2% ควบคุม คุณภาพ 72.9% การผลิต ปริญญาตรี 6.3% 5.7% และบรรจุภัณฑ บํารุงรักษา สูงกวาปริญญาตรี 1.6% ที่มา : แบบจําลองการพยากรณความตองการแรงงานของประเทศ สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม แผนภาพที่ 4.14 โครงสรางของแรงงานในอุตสาหกรรมอาหาร 4.2.1.4 ประสิทธิภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมลดลง ดัชนีตัวหนึ่งที่ใชประเมินประสิทธิภาพของแรงงานในอุตสาหกรรม คือ อัตราสวนมูลคาเพิ่มของผลผลิตตอคนตอคาจางแรงงาน ซึ่งจากแผนภาพที่ 4.15 แสดงใหเห็นวา คนงานในอุตสาหกรรมอาหารมีประสิทธิภาพการผลิตลดลง โดยอัตราสวนมูลคาเพิ่มของผลผลิตตอคาจางแรงงานมีคาลดลง จากประมาณ 2.2 เทาในชวงป 2535 – 2539เปนประมาณ 1.5 เทาในชวงป 2540 – 2544 ซึ่งประเด็นนี้นอกจากจะสงผลกระทบตอตนทุนการผลิตโดยตรง และเปนปจจัยชี้วัดศักยภาพของแรงงานไทยแลว ยังอาจเปนปจจัยสําคัญหนึ่งใหมีการเคลื่อนยายการลงทุนออกไปสูประเทศอื่นไดอีกดวย 3 2.5 2 ขนสง 1.5 อาหาร 1 คาสงและคาปลีก 0.5 บริการ 0 2535 2536 2537 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 ที่มา: สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ แผนภาพที่ 4.15 อัตราสวนมูลคาเพิ่มของผลผลิตตอแรงงานตอคาจางแรงงาน
    • 314 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 4.2.1.5 ผลงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑมีมาก แตไดรับความสนใจนอย การวิจยและพัฒนาผลิตภัณฑในอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดยสวนใหญมาจากหนวยงานภาครัฐ ัซึ่งมีบทบาทในการกระตุนและสงเสริมงานวิจัย เชน • สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาทางดานอาหารจะใหการสนับสนุนในลักษณะเปนชุดโครงการในการเพิ่มศักยภาพทางเทคโนโลยี และการเพิ่มขีดความสามารถใหแกผูผลิตโดยตรง • สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ (วช.) สนับสนุนโครงการวิจัยพื้นฐาน เพื่อสรางองคความรู และมีวงเงินสนับสนุนแตละโครงการคอนขางจํากัด • สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ (สวทช.) โดยสาขาที่มีบทบาทในการสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารสวนหนึ่ง คือ ศูนยพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพและมีนโยบายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาดานอาหาร • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงประเทศไทย (วท.) ในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร เทคโนโลยีและสิ่งแวดลอม มีหนวยงานที่วิจัยทางดานอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะ คือ สาขาวิจัยอุตสาหกรรมอาหาร โดยจะวิจัยในเรื่องเทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยวและการแปรรูปผลิตผลเกษตร รวมทั้งการใหคาปรึกษา ํรวมมือเผยแพรแนวทางตางๆ เกี่ยวกับวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวพืชผัก และผลไมสด การใหความสนใจกับผลงานการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนยังมีอยูนอย โดยผูประกอบการอุตสาหกรรมภาคเอกชนและหนวยงานของภาครัฐ ไดแสดงทัศนะเกี่ยวกับผลงานวิจัยของภาครัฐซึ่งสามารถสรุปไดดังนี้ • ผลงานวิจัยสวนใหญจะอยูในรูปการวิจัยพื้นฐาน (Basic Research) ซึ่งจะตองนําไปวิจัยตอเนื่องในลักษณะของการวิจัยประยุกต (Applied Research) จึงจะมีคณคาเชิงพาณิชยตอยอดไปได แต ุกระบวนการเหลานี้กลับไมเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารของไทย เนื่องจากเอกชนขาดศักยภาพในการทํางานวิจัย และขาดความเขาใจและความสนใจในผลงานวิจัยของหนวยงานภาครัฐ จึงไมสามารถนําผลงานวิจัยไปใชประโยชนตอเนื่องไดอยางเต็มที่ โดยเฉพาะผูประกอบการขนาดกลางและเล็กที่ดําเนินกิจการในลักษณะรับจางผลิต และไมเห็นความจําเปนในการสงเสริมบุคลากรดานการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ ดังที่ไดกลาวไวแลวในตอนตน • ภาครั ฐ ขาดการสื่ อ สารและเผยแพร ข อ มู ล ผลการวิ จั ย อย า งเพี ย งพอ ผลงานวิ จั ยบางอยางสามารถที่จะพัฒนาสูขั้นอุตสาหกรรมไดอยางรวดเร็ว แตผลงานเหลานี้กลับมิไดมีการประชาสัมพันธและถายทอดใหแกผูประกอบการในอุตสาหกรรมอยางเพียงพอ เนื่องจากขอมูลผลงานวิจยกระจายอยูในหนวยงานแตละแหง ัที่เปนเจาของผลงาน และอาจมีความซ้ําซอนกันในลักษณะงานวิจัย โดยมิไดมีการรวบรวมและจัดใหอยูในแหลงเดียวกันทําใหยากตอการสืบคนขอมูลเพื่อเปรียบเทียบ • งานวิจัยบางประเภทไมเปนที่ตองการของผูประกอบการในอุตสาหกรรม เนื่องจากผูวิจยมิไดมีการศึกษาถึงความตองการของตลาด แตเปนงานที่มีคุณคาเชิงวิชาการตามความสนใจของผูวิจัยมากกวาการ ันํามาใชประโยชนเชิงพาณิชย จึงสงผลทําใหผูประกอบการไมไดใหความสนใจที่จะลงทุนพัฒนาตอยอดผลงานวิจัยเหลานี้สูขั้นอุตสาหกรรมอยางจริงจัง
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 315 4.2.1.6 ขาดแคลนขอมูลและผลการวิจัยดานความปลอดภัยของอาหาร และยังมีขอจํากัดดาน มาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพอาหาร หลักฐานขอมูลและผลการวิจัยดานความปลอดภัยของอาหารเปนสิ่งจําเปนเพื่อใชในการกําหนดมาตรฐานคุณภาพอาหารที่จําหนายภายในและภายนอกประเทศ และเพื่อใชเปนหลักฐานอางอิงในกรณีที่เปนปญหาดานการคาระหวางประเทศ แตเนื่องจากยังไมมีหนวยงานหรือองคกรใดที่เปนผูนําในการทําหนาที่วิจัยและเก็บรวบรวมหลักฐานดานความปลอดภัยของอาหาร จึงทําใหไมสามารถประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ดานสุขอนามัยที่เกิดขึ้นใหม หรือใชประโยชนในเชิงรุกในฐานะที่เปนผูนําในการผลิตอาหารในตลาดโลกได สําหรับดานการตรวจสอบคุณภาพสินคา ยังคงมีความขาดแคลนเครื่องมือในทุกๆหนวยงาน เชนกรมประมง กรมวิชาการเกษตร ตลอดจนขาดแคลนบุคลากรผูเชี่ยวชาญดานการทดสอบอาหาร จึงทําใหการใหบริการทดสอบอาหารในหองปฏิบัติการของหนวยงานภาครัฐเกิดความลาชากวาหนวยงานขององคกรอื่นๆ ซึ่งอาจสงผลกระทบอยางมากตออุตสาหกรรมอาหารโดยรวม ทั้งนี้เพราะกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่งที่จะตองทําในทุกกระบวนการตลอดทุกชวงหวงโซอาหาร จากรายงานการสํารวจหองปฏิบัติการทดสอบ โดยบริษัท อินฟอรมเดีย ี(ดูแผนภาพที่ 4.16 ประกอบ) แสดงใหเห็นวา หองปฏิบัติการของหนวยงานภาครัฐ ใชระยะเวลาในการใหบริการทดสอบยาวนานกวาหองปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยและของเอกชน ตัวอยางเชน ระยะเวลาการใหบริการทดสอบดาน Chemicalหนวยงานภาครัฐใชเวลาถึง 17 วัน ในขณะที่มหาวิทยาลัยและเอกชน ใชเวลาเพียง 9 และ 7 วันตามลําดับ จํานวนวันโดยเฉลี่ยในการใหบริการทดสอบ หนวยงานใหบริการ ภาครัฐ 25 มหาวิทยาลัยตาง ๆ ภาคเอกชน 17 15 9 8 8 7 5 5 2 Physical Chemical Microbiological GMOsที่มา : “รางรายงานโครงการศึกษาความสามารถและความตองการของประเทศในการทดสอบอาหาร” บ อินฟอรมีเดีย อินเตอรเนชั่นแนล จก. ป 2544 แผนภาพที่ 4.16 เปรียบเทียบจํานวนวัน โดยเฉลี่ยในการใหบริการทดสอบอาหารในหองปฏิบัติการของหนวยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัยและภาคเอกชน นอกจากความรวดเร็วในการทดสอบคุณภาพของอาหารในหองปฏิบัติการจะเปนสวนสําคัญที่กระทบอุตสาหกรรมอาหารแลว การไดรับการรับรองมาตรฐานของหองปฏิบัติการทดสอบอาจเปนปจจัยหนึ่งที่จะชวยเสริมสรางความแข็งแกรงและความมั่นใจใหแกผูบริโภคทั้งในและนอกประเทศได เนื่องจากผลิตภัณฑอาหารทุกชนิดจะตองผานการรับรองผลการตรวจสอบและรับรองคุณภาพ ความสะอาด และความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการผลิตจากหองปฏิบัติการที่เปนที่ยอมรับ ซึ่งระบบมาตรฐานหองปฏิบัติการที่ไดรับการยอมรับในระดับสากลดังกลาวนั้นคือ
    • 316 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทยISO/IEC17023 โดยจากรายงานการสํารวจของบริษท อินฟอรมีเดีย อินเตอรเนชั่นแนล จํากัด (ดูแผนภาพ 4.17 ประกอบ) ัพบวา ผูประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทยที่มีหองปฏิบัติการทดสอบเปนของตนเอง ยังใหความสนใจนอยในการขอรับใบรับรองดังกลาว ทั้งนี้อาจเปนเพราะยังไมไดตระหนัก หรือไมทราบถึงประโยชนที่จะไดรบจากการการมีใบรับรองนี้ ัวาจะสามารถทําใหเกิดความคลองตัวในการทํางานและการคา ไดรับความนาเชื่อถือ ขจัดปญหาการตรวจสอบซ้ําซอนขจัดปญหาการกีดกันทางการคาในดานวิชาการ ตลอดจนชวยลดภาระ ของหนวยงานราชการในการตรวจสอบดูแลและยังเปนการประหยัดเวลาและคาใชจายในการสงออกหรือจําหนายสินคาอีกดวย สวนหองปฏิบัตการของหนวยงานและองคกร  ิอื่นก็จะเห็นไดวา สัดสวนที่ไดใบรับรองแลวยังมีอยูนอย โดยเฉพาะหองปฏิบัติการของมหาวิทยาลัย ซึ่งนอกจากจะใชประโยชนทางการศึกษาแลวก็นาจะมีบทบาทสําคัญในการใหบริการแกภาคอุตสาหกรรมได เพื่อที่ไดเปนสวนชวยสงเสริมและพัฒนาความสามารถของอุตสาหกรรมของประเทศ ตลอดจนเปนการสรางรายไดเสริมแกตวมหาวิทยาลัยเองดวย ั ขนาดตัวอยาง 32 18 7 478 100% มีใบรับรองแลว 90% อยูระหวางดําเนินการ 80% 70% สนใจแตยังไมดําเนินการ 60% 50% เหตุผล: •ยังไมพรอม 40% •บุคลากรไมเพียงพอ 30% ไมสนใจ •ไมมีงบประมาณ 20% 10% 0% ภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย โรงงานตาง ๆที่มา : “รางรายงานโครงการศึกษาความสามารถและความตองการของประเทศในการทดสอบอาหาร” บ อินฟอรมีเดีย อินเตอรเนชั่นแนล จก. ป 2544 แผนภาพที่ 4.17 ผลการสํารวจความสนใจในการขอใบรับรองมาตรฐานหองปฏิบัติการ ISO/IEC17025 หนวยงานที่มีสวนเกี่ยวของดานความปลอดภัย มาตรฐานคุณภาพ และการตรวจสอบอาหาร เชน • ศูนยพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแหงชาติ สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติเปนผูตรวจสอบดาน GMOs • สํานักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตรการแพทย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในหนาที่หนึ่งคือเปนหองปฏิบัติการอางอิงการตรวจรับรองคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร ไดพัฒนาระบบคุณภาพหองปฏิบัติการใหไดรับการรับรองจาก Dutch Accreditation Council เพื่อแกไขปญหาการไมยอมรับผลการตรวจของประเทศผูสงออก • กองสัตวแพทย นอกจากจะมีการศึกษาเพื่อแกไขปญหาสารตกคางเชน ไนโตรฟูแรนสและ คลอแรมฟนิคอล แลวยังคาดการณไปขางหนาวาสารตัวใดจะถูกเปนตัวกําหนดเพื่อพัฒนาอุปกรณรองรับ • สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปนหนวยงานที่ดําเนินการสงเสริมและควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑอาหาร ตลอดจนใหการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑอาหารและตรวจ3 ISO/IEC17025 คือ มาตรฐานการรับรองหองปฏิบัติการทดสอบหรือสอบเทียบที่เปนที่ยอมรับของโลก
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 317ติดตามผล อีกทั้งยังเปนหนวยงานที่จัดหาขอมูลพิเศษเพื่อแกไขปญหา และประกอบการรางมาตรฐานอาหารระหวางประเทศ • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงประเทศไทย เปนรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตรเทคโนโลยีและสิ่งแวดลอม มีหนวยงานหนึ่งซึ่งจะวิจัยทางดานอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะ โดยจะวิจัยในเรื่องเทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยว และการแปรรูปผลิตผลเกษตร รวมทั้งในดานใหคําปรึกษา รวมมือ เผยแพร แนะแนวทางตางๆ เกี่ยวกับวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวพืชผัก และผลไมสด • สถาบันอาหาร เปนสถาบันอิสระสังกัดกระทรวงอุตสาหรรม ซึ่งนอกจากจะใหบริการดานการเผยแพรขอมูลความรูดานเทคนิควิชาการ มาตรฐานอาหาร กฎระเบียบที่เกี่ยวของกับการคาแลว ยังใหบริการตรวจวิเคราะหผลิตภัณฑอาหารทางดานเคมี จุลชีววิทยา ประสาทสัมผัสและกายภาพของผลิตภัณฑอาหาร ตลอดจนใหคาปรึกษาแนะนําผูประกอบการเกี่ยวกับเทคโนโลยีดานอาหารและการนําระบบคุณภาพ HACCP มาประยุกตใช ํ • สํานักงานมาตรฐานสินคาคาเกษตรและอาหารแหงชาติ กระทรวงเกษตร เปนหนวยงานราชการแหงใหมที่เพิ่งเริ่มตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 โดยมีหนาที่ในการกําหนดมาตรฐานสินคาเกษตร สินคาเกษตรแปรรูป และอาหาร การกํากับ ดูแล และเฝาระวังความปลอดภัยดานอาหาร ตลอดจนออกใบอนุญาตและรับรองมาตรฐานและผูประกอบการเกี่ยวกับมาตรฐานและฉลากคุณภาพสินคาเกษตร สินคาเกษตรแปรรูปและอาหาร • กรมปศุสัตว กระทรวงเกษตร เปนหนวยงานที่เปนผูตรวจสอบคุณภาพของวัตถุดิบที่เปนเนื้อสัตวทั้งหมด ตั้งแตขั้นตอนการเลี้ยง การตรวจสอบคุณภาพสัตวขณะมีชีวิต และตรวจสอบซากสัตวภายหลังการฆาในกรณีท่สงสัยจะตองมีการตรวจสอบทางหองปฏิบัติการตอไป หากเห็นวาเหมาะแกการบริโภคก็จะทําการตีตรารับรอง ีการผานการตรวจกอนขนสงซากสัตวไปสูผูบริโภค • กรมประมง กระทรวงเกษตร ทําหนาที่ในการสงเสริมการผลิตสัตวน้ําเพื่อเปนวัตถุดิบในการผลิตอาหารเพื่อสงออก และกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจรับรองสินคาสัตวน้ําสงออก เพื่อใหโรงงานและผลิตภัณฑสงออกจากประเทศไทยไดมาตรฐานสอดคลองกับมาตรฐานสากล • กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร เปนหนวยงานที่มีหนาที่รบผิดชอบดานการศึกษา ัคนควา วิจย ทดลอง และพัฒนาวิชาการเกษตรในดานตาง ๆ ที่เกี่ยวกับพืชและไหม ตลอดจนใหบริการดานการวิเคราะห ัทดสอบ, ตรวจสอบ, รับรองและใหคําแนะนําเกี่ยวกับเรื่องดิน น้ํา ปุย พืช วัสดุการเกษตร ผลผลิต และผลิตภัณฑพืชการบริการสงออกสินคาเกษตร และอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ รวมทั้งถายทอดเทคโนโลยีการเกษตรใหแกสวนราชการ เกษตรกร และเอกชนที่เกี่ยวของ
    • 318 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 4.2.2 อุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงและสนับสนุนกัน (Related and Supporting Industries) เปนอีกปจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสําคัญตอกระบวนการสรางมูลคาเพิ่มในหวงโซอาหาร การที่มีอุตสาหกรรมเกี่ยวโยงและสนับสนุนกันอยางเขมแข็งแสดงใหเห็นถึงศักยภาพในการเพิ่มความสามารถทางการแขงขัน โดยวิเคราะหบทบาท และความรวมมือขององคกรในอุตสาหกรรมที่สําคัญมีดังนี้ 4.2.2.1 อุตสาหกรรมและธุรกิจเกื้อหนุนมีการรวมกลุมกันอยางชัดเจน อุตสาหกรรมอาหารของไทยไดเริ่มพัฒนาอยางจริงจังในชวงที่รัฐบาลไทยมีนโยบายใหการสงเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อทดแทนการนําเขา โดยมุงเนนไปที่การนําเอาทรัพยากรที่อุดมสมบูรณไปใชประโยชนในทางอุตสาหกรรมและแปรรูป เชน การเก็บถนอมรักษาอาหารตลอดจนเพื่อสงออกไปจําหนายยังตางประเทศทําใหธุรกิจแปรรูปอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวโยงกันไดกอตัวขึ้นอยางรวดเร็ว โดยมีการรวมตัวกันอยูในแหลงวัตถุดิบและบริเวณโดยรอบใกลเคียงเพื่อความสะดวกในการขนถายวัตถุดิบเขาสูกระบวนการทางอุตสาหกรรม ซึ่งเปนการชวยใหสามารถรักษาคุณภาพของอาหารไวไดเปนอยางดี และยังเปนการประหยัดคาใชจายในการขนสงอีกดวย ดังจะเห็นไดจากแผนภาพที่ 4.18 ที่แสดงใหเห็นถึงตัวอยางของที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่สําคัญ 3 รายการ ไดแก อุตสาหกรรมทูนากระปองจะมีแหลงผลิตที่อยูตามแนวชายฝงทะเล อุตสาหกรรมไกจะมีแหลงผลิตเพื่อสงออกอยูในภาคกลางของโดยใชวตถุ ัดิบการผลิตในพื้นที่เปนสําคัญ และอุตสาหกรรมสับปะรดกระปองจะมีจังหวัดประจวบคีรีขันธเปนพื้นที่หลักในการผลิตการรวมกลุมตามความสะดวกทางภูมิศาสตรที่ตั้งของอุตสาหกรรมนับไดวาเปนการเริ่มตนที่ดีของการพัฒนาอุตสาหกรรมสาขานั้นๆ ในลักษณะเครือขายวิสาหกิจ ซึ่งสงผลดีตอการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวม และอาจใชเปนโครงการนํารองในการประยุกตแนวคิดเครือขายวิสาหกิจกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสาขาอื่น ๆ ตอไป อุตสาหกรรมทูนากระปอง อุตสาหกรรมไก อุตสาหกรรมสับปะรดกระปอง พื้นที่หลักเพื่อการผลิต พื้นที่หลักสําหรับการผลิตเพื่อสงออก Chiang Rai พื้นที่เพาะปลูกสัปปะรด Phayao Mae Chiang Hong Mai Nan Lampang Sorn Lam Lampang poon Phrae Nong Khai Nong Khai Nakorn Sukho Utharadit Loei Udorn Thani Sakon Phanom Udorn Thani Nakorn Phanom thai nakorn Tak Phitsanulok Mukdha Khon Kalasin harn Kampang Pichit Phetcha Kaen Maha phetch boon Chaiyaphum Sara khamRoi-et Yasothorn Uthaithani Nakorn Sawan Singburi Uthai thani Chainat Lopburi Ubon Ratchathani Suphanburi Korat Surin Ang Thong Suphanburi Saraburi Buriram Srisaket Kanchanaburi Ayuthaya Kanchanaburi Nakorn Nayok Nakorn Pathom Patumthani Prachinbur Chachoengsao Samut Songkram Ratch Chachoengsao i Ratchaburi Chonburi aburi Phetch Cholburi Chantaburi Samut Sakorn aburi Chantaburi Phetchaburi Rayon Trad Rayong Trad g Prachuab Kirikhan Prachuab Khiri Khan จํานวนไกมีชีวิต ป 2543 Chumporn (ลานตัว) Chumporn ประจวบคีรีขันธ เปนพื้นที่ Ranon > 5.0 สําคัญในการผลิตสัปปะรด g 1.0 – 5.0 Surat 0.5 – 0.9 กระปอง โดยมีโรงงานตั้งอยูกวา Phang Nga Thani 0.1 – 0.5 20 โรงงาน Nakorn Sri Krabi Thammarat < 0.1 Phuket Patta-lung Trang Son Satun gkhl Pattani a Narathiwat Yala แผนภาพที่ 4.18 พื้นที่ตั้งสําคัญของอุตสาหกรรมทูนากระปอง ไก และสับปะรดกระปอง
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 319 4.2.2.2 มีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกับอุตสาหกรรมการทองเที่ยว อุตสาหกรรมทองเที่ยวมีสวนชวยเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารในหลายๆ ดานไมวาจะ เปนจากนักทองเที่ยวชาวไทยหรือชาวตางประเทศ และทั้งทางตรงหรือทางออม ตัวอยางเชน การเพิ่มความตองการในการบริโภคซึ่งจะมีผลโดยตรงตอผูขายอาหาร มีลักษณะการบริโภคหรือการเลือกอาหารที่มความพิถีพิถันสูงมากกวาคนทอง ีถิ่นโดยเฉพาะนักทองเที่ยวชาวตางประเทศจะทําใหผูผลิตหรือผูขายอาหารจะตองพัฒนาตนเอง เพื่อใหบริการหรือสินคามีคุณภาพสูงขึ้นตามความตองการดังกลาว นอกจากนี้จากผลการสํารวจชาวตางประเทศของสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร รวมกับทางมหาวิทยาลัยชั้นนําตางประเทศ (ดูแผนภาพที่ 4.19 ประกอบ) พบวา สิ่งที่นักทองเที่ยวตางชาติประทับใจในประเทศไทยมากเปนอันดับสองรองจากความสวยงามทางธรรมชาติแลวก็คือ อาหารไทย และถาพูดถึงเฉพาะสินคาหรือบริการของเมืองไทยนั้น อาหารไทยจะเปนสิ่งแรกที่นักทองเที่ยวนึกถึง นั่นแสดงใหวา อาหารไทยนั้นเปนที่นิยมชื่นชอบสําหรับชาวตางชาติ ซึ่งเปนสวนสนับสนุนทางออมคือ เมื่อนักทองเที่ยวเหลานี้กลับไปยังประเทศของตนแลว ก็มีแนวโนมที่จะรับประทานอาหารไทยดวย โดยอาจจะรับประทานจากรานอาหารไทยในตางประเทศ หรืออาจปรุงอาหารไทยทานเองโดยการหาซื้อเครื่องปรุงเครื่องเทศวัตถุดิบในการปรุงอาหารไทยก็ได ประโยชนก็จะเกิดขึ้นโดยตรงกับรานอาหารไทยรวมถึงการสงออกสินคาจําพวกเครื่องเทศตางๆ เปนตน คะแนนความพึงงพอใจเกี่ยวกับเมืองไทย คะแนนความพึ พอใจเกี่ยวกับเมืองไทย ไมพอใจ พอใจมาก (0) (10) ความสวยงามทางธรรมชาติ 8.26 อาหารไทย 8.21 ความตอนรับและบริการ 7.67 วัฒนธรรมทองถิ่น 7.61 คาใชจาย  7.44 ที่มา: Branding Thailand Survey Results แผนภาพที่ 4.19 ผลการสํารวจความพึงพอใจของนักทองเที่ยวที่มีตอประเทศไทย 4.2.2.3 สมาคมและองคกรที่เกี่ยวของดานอาหารมีบทบาทที่เอื้อตอการพัฒนาอุตสาหกรรม แต ผูประกอบการขนาดกลางและเล็กยังขาดความเขาใจ การจัดตั้งสมาคมหรือหนวยงานของทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวของกับอุตสาหกรรมอาหารมีอยูมากมายในหลายระดับ ทั้งในระดับบนสุด คือ อุตสาหกรรมอาหาร ระดับสินคาเฉพาะ เชน กลุมอุตสาหกรรมไกเพื่อการสงออก ทั้งในระดับประเทศหรือระดับทองถิ่น และในมุมมองของการเนนเฉพาะเจาะจงเกี่ยวของกับอาหารโดยตรงหรือที่เกี่ยวของกับทุกๆ อุตสาหกรรม ตามแผนภาพที่ 4.19
    • 320 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย Trade Association Private Government Organization Agency General Specific General •Thai Chamber of Specific National Commerce •Foundation for Thailand Food Institute •Federation of Thai Productivity Institute industries Food National Thai Frozen Thai Food Foods Association Processors Association Sub-Sector Provincial Thai Broiler Processing North-Eastern Cassava Exporters Association Factory Association แผนภาพที่ 4.20 โครงสรางสมาคมเกี่ยวกับอาหารของไทย โดยในชวงเวลาหลายปท่ีผานมาสถาบันหรือสมาคมตางๆ เหลานี้ไดมีการพัฒนาและสรางสรรคกิจกรรมตางๆ นอกเหนือจากการเปนเพียงแคศูนยรวมในการสรางอํานาจตอรองเพื่อใหไดสิทธิพิเศษหรือผลประโยชน เชน ตัวอยางตามตาราง 4.10 ไมวาจะเปนการจัดฝกอบรม บริการในการตรวจสอบและออกใบรับรองคุณภาพสินคา การจัดหาตลาด ชวยประสานงานใหกับหนวยงานรัฐบาลที่เกี่ยวของ การใหคําปรึกษาในการพัฒนาจัดระบบการบริหาร หรือการขอรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม การเปนศูนยกลางขอมูลรวบรวมจากหลายแหลง การชวยเหลือในการทํางานที่เกี่ยวของกับธุรกิจอื่นๆ เปนตน เพื่อเปนการพัฒนายกระดับอุตสาหกรรมฯ และชวยเสริมสรางความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรมอาหาร
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 321 ตารางที่ 4.10 การกอตั้งสมาคมสําคัญที่เกี่ยวของกับอุตสาหกรรมอาหาร 2510 2511 2513 2534 2539 ชื่อสถาบัน สภาอุตสาหกรรม สมาคมอาหารแชเยือกแข็งไทย สมาคมผูผลิตอาหารสําเร็จรูป สมาคมผูผลิตไกเพื่อสงออก สถาบันอาหาร ภาครัฐ / เอกชน ภาคเอกชน ภาคเอกชน ภาคเอกชน ภาคเอกชน ภาครัฐ สินคา ทุกประเภท สัตวน้ํา ทุกประเภท ไก ทุกประเภท ใหความชวยเหลือแกผูผลิต อาหารและใหคําปรึกษา จัดฝกอบรมเรื่องความ เกี่ยวกับระบบ HACCP ปลอดภัยดานอาหาร ใหบริการ ใหการสงเสริมและสนับสนุน ตลอดจนฝกอบรมเรื่องความ ขอมูลที่เกี่ยวกับธุรกิจและการ เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิต ปลอดภัยดานอาหารแก การศึกษา จัดฝกอบรมและสัมมนาทั่วไป n/a ศึกษาวิจัยตาง ๆ ตลอดจนมาตรฐานการผลิต ผูประกอบการ การเงิน Funding for training n/a n/a n/a n/a ใหบริการหองปฏิบัติการ ทดสอบอาหาร รวมทั้ง ออก ใบรับรอง ออกใบรับรองการนําเขา กรณี ประสานงานทั้งหองปฏิบัติการ และ นําเขาวัตถุดิบไมเกิน 10 กก. ใหบริการและอํานวยความ ภาคเอกชนและภาครัฐในการ บริการ ตรวจสอบสินคา ออกใบรับรอง เพื่อใชเปนตัวอยางหรือผลิต สะดวกดานกฎ ระเบียบทาง ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบ บทบาทหลัก ตรวจสอบ แหลงกําเนิด ตัวอยาง ใหบริการทดสอบผลิตภัณฑ ราชการ ประสานงานกับสมาชิกในการ n/a ขยายฐานการตลาดและ คณะกรรมการสงออก มี สงเสริมการบริโภค บทบาทดานการแกไขประเด็น ใหการสนับสนุนพัฒนาการ การตลาด ภายในประเทศ ปญหาทางการสงออก n/a ดานการตลาด ดําเนินงานวิจัยอุตสาหกรรม เพื่อใหเปนไปตามนโยบายของ สนับสนุน ประสานงานและสนับสนุนงาน ประสานงานกับหนวยงาน ภาครัฐตามที่ไดรับมอบหมาย งานภาครัฐ ของภาครัฐ n/a ราชการ n/a ใหคาปรึกษาดานธุรกิจ การ ํ แกปญหาใหแกสมาชิก และ เปนที่ปรึกษาดานมาตรฐาน ใหการสนับสนุนและเผยแพร การออกกฎ ระเบียบตาง ๆ การผลิตตามระบบ HACCP ขอมูลงานวิจัย และเทคนิค อื่น ๆ ศูนยรวมขอมูลทางธุรกิจ สําหรับสมาชิกกลุมตาง ๆ และ GMP n/a ตาง ๆ ทางวิทยาศาสตร จํานวนสมาชิก 244 บริษัท n/a 160 บริษัท 15 บริษัทผูผลิตไกชั้นนํา 200 บริษัท อยางไรก็ตามจากการศึกษา พบวา จากจํานวนทั้งสิ้น 7,287 บริษัท มีมากกวารอยละ 97 ของบริษัทหรือโรงงานที่อยูในอุตสาหกรรมอาหารไมไดมีสวนรวมหรือเปนสมาชิกในสมาคมชมรมตางๆ เหลานี้ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กและกลาง (SME) สวนใหญ สมาคมจะมีสมาชิกที่เปนบริษัทโรงงานขนาดใหญ สําหรับสาเหตุที่หลายบริษั ท ยังไม เขา รวมในกิ จกรรมต างๆ ของสมาคมนั้ น มี ห ลายสาเหตุ ซึ่งผลการศึ กษาของสถาบั น วิจั ยเพื่ อ การพั ฒ นาประเทศไทยไดชี้ใหเห็นถึงสาเหตุสําคัญ คือ (1) ผูประกอบการไมเห็นความสําคัญของการฝกอบรม เพราะไมเขาใจถึงประโยชน ที่ จะได รับ ในระยะยาว และกลัว เรื่อ งการเปลี่ ยนงานของพนั กงานทํ าให เสียเงิน และเวลาโดยสู ญ เปลา (2)หลักสูตรการอบรมที่จัดไมนาสนใจ เปนวิชาพื้นฐานเกินไปไมสอดคลองกับความตองการ ดังนั้นสถาบันหรือสมาคมตาง ๆ ควรที่จะมีการพัฒ นาสรางกิจกรรม หลักสูตรการอบรมตางๆ รวมกันกับภาครัฐและเอกชน และมีความจําเปนอยางยิ่งที่จะตองทําการประชาสัมพันธสรางความเขาใจใหเอกชนไดเห็น ถึงประโยชนจากการเป นสมาชิกและเขามามีสวนรวมในกิจกรรมตางๆ เพื่อเปนการพัฒนาอุตสาหกรรมใหยั่งยืนตอไป
    • 322 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 4.2.2.4 สถาบันการศึกษามีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมนอย บทบาทของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีตออุตสาหกรรมอาหาร มีทั้งดานการผลิต บัณฑิตและงานวิจัยและพัฒนา จากตารางที่ 4.11 พบวา ในป 2540 มีสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญดาน เทคโนโลยีอาหารจํานวนมาก และกระจายอยูในทุกภูมิภาคของประเทศ และมีผลงานวิจัยรวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวของ มากมาย ในบางมหาวิทยาลัยไดทํางานรวมกันกับภาครัฐมายาวนานและตอเนื่อง ทั้งในการพัฒนากําลังคน การจัดตั้ง หนวยงานตรวจสอบ การวิจัย เปนตน อีกทั้งยังมีการจัดตั้งหองปฏิบัติการวิจัยและทดสอบอาหารเพื่อวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีที่เกี่ยวของกับอุตสาหกรรม ใหการฝกอบรมและผลิตบุคลากรที่มีความรู การใหบริการในการตรวจวิเคราะห รวมถึงการจัดสัมมนาใหแกผูสนใจโดยเนนเรื่องความปลอดภัยดานอาหาร นอกจากนี้ ทางทบวงมหาวิทยาลัยยังไดรับ มอบหมายจากภาครัฐใหเปนผูรับผิดชอบภารกิจในการสนับสนุนดานวิชาการ เพื่อใหคําแนะนําปรึกษาในเชิงวิชาการ ประกอบการเจรจาการคาระหวางประเทศ การสรางหองปฏิบัติการตรวจสอบสารตกคางและการจัดฝกอบรมอีกดวย ตารางที่ 4.11 ขอมูลงานวิจัยสาขาดานเทคโนโลยีอาหารและจํานวนบุคลากรที่ทํางานดานอาหารของมหาวิทยาลัยตาง ๆ งปม.ดําเนิน ทุนอุดหนุน จํานวนบุคลากรที่ทํางานดานอาหาร ปริมาณ ปริมาณผล งานวิจัยใน จากตาง อาจารย นักวิจัย นักวิเคราะห ผูชวยสาย ลูกจาง ชาง มหาวิทยาลัย คณะ งานวิจัย งานวิจัย ประเทศ ประเทศ บริหาร ประจํา เทคนิค ตอป (เรื่อง) (บาท/ป) (บาท/ป) จุฬาฯ วิทยาศาสตร 20 28 <500,000 <500,000 17 0 0 0 0 0 อุตสาหกรรมเกษตร 7 15 700,000 0 45 6 0 0 0 0 เกษตรศาสตร สถาบันคนควาและ 12 26 5-7,000,000 1,900,000 0 52 8 40 88 9 พัฒนาผลิตภัณฑ สถาบันวิจัย 10 16-17 900,000 1,000,000 12 10 6 4 1 4 มหิดล โภชนาการ วิทยาศาสตร 1-2 2-3 600,000 na 11 6 0 0 0 0 วิทยาศาสตรและ ธรรมศาสตร na na na na na na na na na na เทคโนโลยี เทคโนโลยีอุตสาห ศิลปากร na na na na na na na na na na กรรม เชียงใหม อุตสาหกรรมเกษตร 5 6-8 1,020,000 0 29 6 1 0 9 1 แมโจ อุตสาหกรรมเกษตร 3 5-6 250,000 0 4 2 0 1 1 0 พระจอมเกลาลาด เทคโนโลยีเกษตร 4 13 200,000 500,000 29 4 0 3 5 1 กระบัง วิศวกรรมศาสตร/ พระจอมเกลาธน ทรัพยากรชีวภาพ 15 61 1,600,000 3,000,000 16 0 2 0 0 1 บุรี และเทคโนโลยี/วิทยา ศาสตร นเรศวร เกษตรศาสตร 2 0 na na 19 0 0 0 0 1 สํานักวิชาเทคโนโลยี เทคโนโลยีสุรนารี na na na na 5 3 0 0 0 0 การเกษตร ขอนแกน เทคโนโลยี 5-6 12-15 1,500,000 na 33 7 0 2 7 0 สงขลานครินทร อุตสาหกรรมเกษตร 25 26 4,000,000 1,000,000 27 0 4 15 10 2ที่มา: สถาบันคนควาและพัฒนาผลิตภัณฑอาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, 2540
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 323 ในดานความรวมมือระหวางสถาบันการศึกษากับภาคเอกชนนั้น จะเปนในรูปแบบของการสงนิสิตนักศึกษาไปฝกงานกับบริษัทหรือโรงงานของเอกชน ซึ่งไดรับการตอบรับเปนอยางดีทั้งสองฝายเพราะการฝกงานนี้จะเปนประโยชนกับทั้งนักศึกษาในดานประสบการณจากการไดปฏิบัติจริง และเพิ่มโอกาสในการหางานและกับภาคเอกชนในการไดความชวยเหลือจากนักศึกษาดวย อยางไรก็ตามจากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยและการสัมภาษณทั้งผูประกอบการและนิสิตนักศึกษาแลว พบวายังมีความขาดแคลนของนักศึกษาทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพและไมตรงกับความตองการของเอกชน อีกทั้งงานวิจัยที่มีมากมายก็มีความซ้ําซอนและขาดการตอยอดกัน และโดยมากไมตรงกับความตองการของเอกชน ทําใหไมสามารถนํามาพัฒนาหรือใชงานไดจริงในธุรกิจ นอกจากนี้รูปแบบของการฝกหัดงานสวนใหญน้นจะอยูในระดับปฏิบัติการ เชน ในโรงงาน ในโรงครัว เปนสวนมาก ความรวมมือในการทํางานดานวิจัยและ ัพัฒนา หรือการรวมกันสรางหลักสูตรการเรียนการสอนกับภาคเอกชนยังยังมีอยูนอยมาก 4.2.2.5 การขาดอุตสาหกรรมที่พัฒนาเทคโนโลยีและผลิตเครื่องจักรในการผลิตภายในประเทศ ปจจุบันผูประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปขนาดใหญไดนําเขาเครื่องมือ และเครื่องจักรที่เปนเทคโนโลยีสมัยใหมตนทุนสูงจากตางประเทศ เนื่องจากไทยไมสามารถที่จะผลิตเครื่องจักรเหลานี้เองได โดยผูประกอบการใหทัศนะวา ถึงแมจะตองลงทุนเปนจํานวนเงินที่สูง แตชวยทําใหประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น นับวาคุมคาแกการลงทุนอยางไรก็ตามก็ไดมีขอคิดเห็นเพิ่มเติมดวยวา การที่ตางชาติไดขายเทคโนโลยีใหเราอาจหมายถึงเทคโนโลยีนั้นไมใชเทคโนโลยีใหมแตเปนเทคโนโลยีที่สามารถเผยแพรไดท่ัวไป ซึ่งไทยยังคงขาดการพัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องจักรในการผลิตไวใชภายในประเทศ สงผลใหผูประกอบการขนาดกลางและขนาดยอมยังคงนิยมใชเครื่องมือ และเครื่องจักรเกาหรือเครื่องจักรที่ลาสมัย โดยไมไดสนใจที่จะปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสมัยใหมเพื่อใชในการผลิตทดแทนการใชแรงงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของตนเอง 4.2.2.6 ธุรกิจสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารขาดแคลนวัตถุดิบและปจจัยสนับสนุนบางประการ เนื่องจากความตองการวัตถุดบของอุตสาหกรรมอาหารที่เพิ่มขึ้นและมีปริมาณมาก ทําใหปริมาณ ิวัตถุดิบที่มีอยูในประเทศไมเพียงพอตอความตองการและเกิดการขาดแคลนวัตถุดิบบางอยาง ซึ่งการขาดแคลนดังกลาวสืบเนื่องมาจากขอจํากัดทางทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ทําใหอุตสาหกรรมตองมีการพึ่งพาการนําเขาวัตถุดิบดังกลาวจากตางประเทศ และกอใหเกิดปญหาตางๆ ขึ้นเชน ตนทุนเชิงเปรียบเทียบที่สูงขึ้น ทั้งจากการที่ขนสงเดินทางและภาษีนําเขา หรือการบริหารปริมาณและตนทุนวัตถุดิบที่ยากขึ้น ดังตัวอยางจากหลายอุตสาหกรรมยอยดังตอไปนี้ – ปลาทูนา : ซึ่งเปนวัตถุดิบหลักที่ใชในการผลิตทูนากระปองปจจุบันนําเขาจากตางประเทศเปนหลักโดยคิดเปนสัดสวนถึงรอยละ 80 สวนปลาทูนาที่จบไดจากในประเทศจะมีขนาดเล็กเรียกวา ปลาโอ ัทั้งนี้เพราะไทยมีเรือประมงน้ําลึกเพียงหนึ่งลําเทานั้น ไมสามารถจับปลาทูนาซึ่งเปนปลาน้ําลึกใหเพียงพอตอความตองการใชในอุตสาหกรรมได ประกอบกับการจับตองเปนลักษณะกองเรือ การขาดกองเรือประมงน้ําลึกของไทยซึ่งเปนธุรกิจสนับสนุนสําหรับอุตสาหกรรมอาหารโดยตรงสงผลใหผูผลิตจําเปนตองนําเขาปลาทูนาสดและแชงแข็งจากตางประเทศเปนจํานวนมาก อันเปนผลใหยากตอการบริหารตนทุนอุตสาหกรรม
    • 324 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย – บรรจุภัณฑ : ผูผลิตกระปองตองนําเขาแผนดีบุกจากตางประเทศเพื่อนํามาผลิตกระปองปละจํานวนมาก โดยมีผูผลิตและผูนําเขาแผนดีบุกจํานวนนอยรายทําใหผูผลิตกระปองมีความเสี่ยงในเรื่องตนทุนทําใหสงผลกระทบตอผลิตภัณฑบรรจุกระปองตาง ๆ เชน สับปะกระปอง ปลาทูนากระปอง เปนตน 4.2.2.7 การขาดการบริหารจัดการที่ดีตลอดหวงโซอาหาร การบริหารหวงโซอาหาร (Food Chain Management) เปนการบริหารกระแสการไหลของผลิตภัณฑและขอมูลขาวสาร ตั้งแตผูจัดจําหนายวัตถุดิบ โรงงานแปรรูป ผูกระจายสินคา และผูบริโภค ในหวงโซอาหารจะครอบคลุมผูที่เกี่ยวของมากมาย ตั้งแตผูจําหนายอาหารสัตว ปุย เกษตรกร ชาวประมง โรงงานผลิตอาหาร ผูกระจายสินคาผูขนสง และผูบริโภค เปนตน ซึ่งพบวา ปญหาของอุตสาหกรรมอาหารสวนใหญที่เกิดขึ้นนั้นมักจะเกิดจากการบริหารจัดการหวงโซอาหารที่ไมดีพอ กลาวคือ ไมมีการประสานงาน สื่อสารหรือมีความรวมมือกันระหวางกลุมกิจกรรมตางๆที่เกี่ยวของกับกิจกรรมตนเองทั้งกิจกรรมกอนและหลัง เชน ผูผลิตอาหารไมมีการประสานงานกับเกษตรกรซึ่งเปนกิจกรรมกอน หรือไมสื่อสารถึงความตองการเฉพาะในการขนสงสินคากับผูกระจายสินคาซึ่งเปนกิจกรรมหลัง ทําใหเกิดผลกระทบตออุตสาหกรรมอาหารโดยรวมตางๆ มากมาย เชน ตนทุนการขนสงสินคาตลอดหวงโซอาหารที่มีราคาที่สูงเกินไปคุณภาพของสินคาเกษตรที่ไมไดมาตรฐานหรือไมแนนอน เปนตน ปญหาตางๆ สามารถแบงออกเปนสวนๆ ตามกระบวนการในหวงโซอาหาร ดังตอไปนี้ • ผูจัดจําหนายวัตถุดิบ (Supplier ปญหาที่เกิดขึ้นสามารถแบงไดเปน 3 กรณีใหญๆ คือ : กรณีที่หนึ่ง ปญหาดานคุณภาพของสินคาที่ต่ําและไมสม่ําเสมอ ซึ่งพบวาเมื่อเกิดกรณีพิพาทดานการกีดกันการนําเขาจากตางประเทศ และการสอบยอนกลับมาตลอดกระบวนการ แลวพบวาปญหาสวนใหญเกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ เกษตรกรผูผลิตวัตถุดบในประเทศขาดความรู ความชํานาญในเรื่องมาตรฐานและระบบ ิการผลิตที่ดี ยังมีการใชวิธีการปลูกพืชหรือการเพาะเลี้ยงสัตวไมเหมาะสม ตั้งแตการใชดิน น้ํา สารเคมี การลดสารตกคางการจัดเก็บสินคาคงคลัง การกําจัดและทิ้งของเสียตาง ๆ กรณีที่สอง คือ ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรที่ไมคงที่ บางครั้งมีปริมาณมากเกินความตองการ แตบางครั้งก็ไมเพียงพอ สืบเนื่องจากการขาดการวางแผนดานการตลาดรวมกันกับผูผลิต สงผลใหราคาวัตถุดิบสูงและผันผวนในเกือบทุกผลิตภัณฑ ทําใหเกิดปญหาในการวางแผนและการจัดการ กรณีสุดทาย คือ ปริมาณผลผลิตที่ไมเพียงพอ นอกจากสาเหตุที่เกิดจากการขาดรวมมือกันระหวางกิจกรรมในหวงโซอาหารดังที่ไดกลาวมาแลวนั้น สาเหตุสําคัญอีกประการหนึ่งคือ (จากการที่เกษตรกรสวนใหญเปนเกษตรกรรายยอย) การยังขาดความรูความเขาใจในระบบการบริหารจัดการฟารมที่ดีในทุกขั้นตอน นับตั้งแตการเตรียมที่ดิน การวางแผนการผลิต ขบวนการเก็บเกี่ยวและรักษาผลผลิตเพื่อลดการสูญเสีย การจําหนาย ปจจัยเหลานี้ทําให ผลผลิตตอไรต่ํา ซึ่งเปนผลใหผูผลิตตองมีการนําเขาวัตถุดบทางการเกษตรเหลานี้ และสงผลถึงตนทุนที่สูงอันเนื่องมา ิจากการนําเขา โดยเฉพาะอยางยิ่งอัตราภาษีนําเขาที่สูง ซึ่งจากเกิดจากมาตรการของรัฐในการปกปองสินคาเกษตรนั้นๆตัวอยางเชน อาหารสัตวบางรายการ ขาวโพด และถั่วเหลือง ซึ่งในกรณีการเลี้ยงไกนั้นอาหารสัตวคดเปนสัดสวนถึง ิรอยละ 60 ของตนทุนทั้งหมด
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 325 • ผูผลิต (Processor) โรงงานผูผลิตอาหาร ยังมีการบริหารโรงงาน การวางแผนและควบคุมการผลิต การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย การกําจัดและทิ้งของเสีย และสินคายอนกลับ(Return Goods)ที่ยังไมมีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากสวนใหญเปนการผลิตขนาดกลางถึงเล็ก หรือมีรูปแบบธุรกิจในครอบครัวที่มีการผลิตรับชวงกัน การปรับรูปแบบของโรงงาน เพื่อใหไดมาตรฐานสากล เชน GMP จึงเปนสิ่งที่กอใหเกิดตนทุนสูงและตองใชระยะเวลาในการปรับตัว นอกจากนี้การเลือกซื้อวัตถุดิบของโรงงานเหลานี้จะไมมีสัญญาโดยตรงกับผูผลิต(Contract Farming) แตจะเปนการจัดซื้อตามราคาตลาดที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล และการจัดซื้อเหลานี้ ทําใหผูผลิตตรวจสอบยอนกลับไปถึงแหลงวัตถุดิบไดยาก • ผูกระจายสินคา (Distributors) ขาดการสื่อสารหรือรวมมือกันในความตองการของผูผลิตกับผูกระจายสินคาที่ดีพอ ทําใหระบบการเก็บรักษาสินคา การบรรจุภัณฑ และการจัดสงสินคาของทั้งวัตถุดิบทางการเกษตรและสินคาที่ออกจากผูผลิตไปยังตลาดยังไมมีประสิทธิภาพที่ดี โดยเฉพาะการกระจายสินคาแชเย็นแชแข็งและสินคาเนาเสียงาย ซึ่งผูประกอบการยังมีรถยนตและคลังสินคาที่มีอุณหภูมิไมเย็นพอที่จะรักษาสภาพสินคาใหสมบูรณทําใหคณภาพของสินคามีการเปลี่ยนแปลงที่ลดลงระหวางการจัดสงดังกลาว อีกทั้งยังสงผลถึงตนทุนทางการผลิตดวย ุ นอกจากนี้ยังมีปญหาจากความไมเพียงพอของสิ่งอํานวยความสะดวกดานการขนสงและลําเลียงสินคาที่ตองควบคุมอุณหภูมิ เนื่องจากการขนสงผลิตภัณฑอาหารเกือบทุกชนิดจําเปนที่จะตองมีการควบคุมอุณหภูมิความเย็นใหอยูในระดับที่คงที่ตลอดเสนทางการลําเลียง ซึ่งเปนหัวใจสําคัญของการประกอบธุรกิจจําหนายอาหารสดและอาหารแชเย็นแชแข็งนั้น ยังพบวาระบบการกระจายสินคาแชแข็งมีเพียงพออยูเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและหัวเมืองขนาดใหญเทานั้น ขณะที่ตามตางจังหวัดยังขาดระบบการกระจายสินคาแชแข็งที่มีประสิทธิภาพ เปนผลใหการนําสินคาอาหารสดที่มีจุดตนทางจากตางจังหวัดเพื่อบริโภคที่กรุงเทพฯ หรือสงออกที่ทาอากาศยานดอนเมืองมีอัตราการสูญเสียน้ําหนักและคุณภาพสูงถึงรอยละ 30-40 ทําใหเอกชนมีตนทุนการถนอมอาหารและตนทุนคาบรรจุภัณฑเพิ่มขึ้น นอกจากนี้จุดรอการขนสงและลําเลียงตอ เชน สถานีรถไฟ และทาอากาศยานสากล ยังไมมีคลังกักเก็บที่มีหองควบคุมความเย็นไวรองรับสงผลใหผูประกอบการจําเปนตองใชระบบการขนสงทางรถยนตเปนหลัก นอกจากนี้ ในตลาดคาปลีก โดยเฉพาะตามตลาดสดจะเห็นไดวายังไมมีอุปกรณในการควบคุมอุณหภูมิเลย หรือแมกระทั่งในกิจการคาปลีกสมัยใหมบางแหงก็ยังมีระบบควบคุมเฉพาะความเย็นและไมสามารถควบคุมความชื้นที่เกิดขึ้นได เปนผลใหสินคาอาหารมีคุณภาพดอยกวาที่ควรจะเปน • ผูบริโภค (Consumer) ตองเผชิญปญหาการไดรับสินคาที่ไมตรงตามความตองการสินคามาลาชา ความไมปลอดภัยในอาหารที่บริโภค เปนตน โดยเฉพาะถาเปนผูบริโภคในประเทศที่ขาดความพิถีพิถันในการบริโภค จะเปนชองทางใหผูผลิตนําสินคาที่ไมไดมาตรฐานมาปลอยขายในตลาดสวนที่ไมเขมงวดตอการตรวจสอบได จากการขาดความเชื่อมโยงดานการจัดการตลอดทั้งหวงโซอาหารนี้ ทําใหไมสามารถพัฒนาระบบฐานขอมูลเพื่อการตรวจสอบยอนกลับ (traceability) ซึ่งเปนจุดที่สําคัญอยางยิ่งตอการควบคุมและตรวจสอบคุณภาพของอาหาร เพราะเมื่อเกิดปญหาดานคุณภาพหรือความปลอดภัยของอาหารในกระบวนการใดกระบวนการหนึ่งในหวงโซอาหารการมีระบบตรวจสอบยอนกลับที่ดีจะทําใหสามารถหาสาเหตุของปญหาดังกลาวไดอยางแทจริง สงผลใหการแกไขปญหาเปนไปไดอยางรวดเร็วและตรงจุด
    • 326 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 4.2.3 เงื่อนไขทางดานอุปสงค (Demand Conditions) การวิเคราะหความตองการอาหารของผูบริโภค โดยเฉพาะความตองการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเปนแรงผลักดันพื้นฐานที่สําคัญที่สุดใหอตสาหกรรมพัฒนาการผลิตไดคุณภาพ สะอาด และปลอดภัย ความพิถีพิถันของผูบริโภค ุยอมเปนสิ่งกําหนดใหผูผลิตตองปรับตัวเพื่อใหสอดคลองกับความตองการของตลาดและผูบริโภค 4.2.3.1 การบริโภคภายในประเทศมีความหลากหลายมากขึ้น ตลอดชวงเวลาในอดีต พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนไทยมีความหลากหลาย โดยสวนใหญเปนการบริโภคเนื้อสัตว ไขมัน น้ําตาล และโปรตีน โดยแหลงที่มาของโปรตีนและไขมันที่สําคัญ ไดแก สัตวปก หมู วัว ปลาไข และนม นอกจากนี้ ยังมีความนิยมบริโภคอาหารสําเร็จรูป อาหารของชาวตะวันตก และรับประทานอาหารนอกบานกันมากขึ้น โดยเฉพาะผูที่อาศัยอยูในเขตเมือง เปนผลใหสัดสวนรายจายดานอาหารเมื่อเทียบกับสัดสวนรายจายทั้งหมดเพิ่มขึ้น อยางไรก็ดี พบวา ในชวง 5 ป ที่ผานมา (ดูแผนภาพที่ 4.21 ประกอบ) มีผูบริโภคบางสวน โดยเฉพาะผูที่ใหความสําคัญกับสุขภาพ เริ่มหันมาใหความสําคัญกับการบริโภคธัญพืช ผัก และผลไม และลดปริมาณการบริโภคไขมันและเนื้อสัตว จากผลของการมีพฤติกรรมการบริโภคที่หลากหลายนี้ เปนผลใหธุรกิจสามารถสรางโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑอาหารใหสอดคลองกับตลาดผูบริโภคที่หลากหลายขึ้น = 50,000 ลานบาท 7.0% สัดสวนคาใชจายเพื่อการบริโภคภาคเอกชน ป 2544 Bread & Cereals 6.0% 5.0% Meat Vegetables Non-alcoholic Beverages 4.0% 3.0% Milk, Cheese & Eggs 2.0% Fruit Fish Food Products 1.0% Sugar, Jam, Honey, Oil & Fat Chocolate & Confectionery 0.0% -4.0% -2.0% 0.0% 2.0% 4.0% 6.0% 8.0% 10.0% อัตราเติบโตเฉลี่ยตอป (2540-2544) ที่มา: สํานักงานคณะกรรมพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ แผนภาพที่ 4.21 เปรียบเทียบคาใชจายเพื่อการบริโภคภาคเอกชน ณ. ราคาปจจุบัน
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 327 4.2.3.2 ความพิถีพิถันในการเลือกซื้อและบริโภคผลิตภัณฑอาหาร จากขอมูลการสํารวจของ Agro Food Resources Ltd. ระบุวา ความพิถีพิถันในการเลือกซื้อและบริโภคผลิตภัณฑอาหารของผูบริโภคแตละกลุมจะแตกตางกัน ดังนี้ • ผูบริโภครายไดตั้งแตปานกลางขึ้นไป: การตัดสินใจในการเลือกซื้ออาหารขึ้นอยูกับความสะดวกสบาย คุณคา และคุณภาพ มากกวาใหความสนใจอยูเฉพาะราคา โดยมากผูบริโภคในกลุมนี้จะอาศัยอยูในเขตเมืองใหญ สงผลตอเนื่องใหธุรกิจคาปลีกสมัยใหมและสินคาอาหารมีการพัฒนาใหมีมูลคาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสทางการตลาดของพฤติกรรมผูบริโภคในกลุมนี้ • ผูบริโภครายไดนอย: การตัดสินใจในการเลือกซื้ออาหารขึ้นอยูกับราคาและรสชาติมากกวาใหความสนใจกับคุณภาพ โดยมากผูบริโภคในกลุมนี้มักซื้อสินคาอาหารที่ผลิตภายในประเทศ มีแหลงซื้อหลักจากตลาดดั้งเดิมหรือตลาดสด ขณะที่ผูผลิตสินคาเพื่อปอนตลาดผูบริโภครายไดนอยจะใชระบบการผลิตแบบดั้งเดิม เทคโนโลยีการผลิตไมสูงนัก และไมใหความสําคัญกับการยกระดับคุณภาพมากนัก ทั้งนี้เพราะผูบริโภคไมมีความพิถีพิถันในการเลือกซื้อสินคามากนัก 4.2.3.3 การเพิ่มบทบาทของธุรกิจคาปลีกดานอาหาร เปนปจจัยหนึ่งที่ชวยเสริมสรางพฤติกรรม การเลือกซื้อผลิตภัณฑอาหารของผูบริโภคใหเกิดความพิถีพิถน ั ตลาดคาปลีกสินคาอาหารในประเทศไทยจําแนกเปน 2 ประเภท ไดแก (1) ตลาดสด (WetMarket) ซึ่งเปนแหลงสําคัญในการซื้อขายอาหารสําหรับผูมีรายไดนอย ชาวบานในตางจังหวัด และผูที่อาศัยอยูในเขตเมืองที่ตองการซื้ออาหารสด โดยตลาดสดมีสวนแบงรอยละ 75 ของสินคาอาหารทั้งหมดที่ขายผานตลาดคาปลีก อยางไร ก็ดี พบวา ตามเมืองใหญหรือเมืองธุรกิจ ตลาดสดเริ่มสูญเสียความสามารถทางการแขงขันเมื่อเทียบกับตลาดคาปลีกสมัยใหม เนื่องจากมีขอดอยดานราคา ความสะดวกสบายในการเลือกซื้อ ความสะอาด และความปลอดภัยของอาหาร (2) ตลาดคาปลีกสมัยใหม (Modern Trade) เชน ซูเปอรมารเก็ต ซูเปอรสโตร ไฮเปอรมารเก็ต และรานคาสะดวกซื้อกลุมลูกคาหลักเปนผูมีรายไดปานกลางขึ้นไปที่ตองการความสะดวก ความสะอาด สินคามีคุณภาพ ทั้งนี้เพราะสินคาที่รับมาจําหนายตองผานการตรวจสอบตามมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยของบริษัท สงผลใหผูบริโภคมีพฤติกรรมการเลือกซื้อที่พิถีพิถันมากขึ้น อีกทั้งสรางโอกาสใหทั้งผูผลิตและผูบริโภคเพิ่มชองทางการจําหนายสินคา ตลาดคาปลีกสินคาอาหารในประเทศไทยไดเกิดการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วในชวงทศวรรษที่ผานมาอันเนื่องจากการขยายตัวของธุรกิจขามชาติจากยุโรป จนกลายเปนผูนําตลาดคาปลีกสมัยใหมในกลุมที่เปนซูเปอรมารเก็ตและไฮเปอรมารเก็ต สงผลใหธุรกิจคาปลีกอาหารที่เปนของคนไทยตองมีการปรับตัว เชน ใหความสําคัญกับการสรางพันธมิตรทางธุรกิจกับกลุมคาปลีกดวยกัน การวิจัยตลาดและการพัฒนาระบบการดําเนินงานเพื่อตอบสนองความตองการของลูกคามากขึ้น สภาพการแขงขันที่เพิ่มขึ้นไดสงผลใหผูบริโภคมีชองทางในการซื้อหาสินคาอาหารมากขึ้นราคาสินคาถูกลง และสินคามีความหลากหลายกวาเดิม
    • 328 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย สําหรับกิจการคาปลีกสมัยใหมมีผนําตลาดที่สําคัญ ไดแก Tesco (อังกฤษ) Carrefour (ฝรั่งเศส) ูและ CRCAhold (เนเธอรแลนด) การเขามาของธุรกิจขามชาติสงผลใหผูบริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อจากเดิมที่ซื้อสินคาอาหารจากรานคาดั้งเดิม (รานโชหวย) มาใชบริการของกิจการคาปลีกสมัยใหม เนื่องจากสามารถซื้อหาสินคาที่มีคุณภาพเหมือนเดิมหรือดีขึ้น และไดรับการบริการที่ดีขึ้น โดยในปจจุบัน สัดสวนการขายสินคาอาหารผานกิจการคาปลีกสมัยใหมมีสัดสวนประมาณรอยละ 21 ของสินคาอาหารที่ขายผานตลาดคาปลีกทั้งหมด 4.2.3.4 การแขงขันของธุรกิจแฟรนไชสอาหาร เปนอีกปจจัยที่ชวยเพิ่มความพิถพิถันในการเลือก  ี บริโภคของผูบริโภคภายในประเทศ ธุรกิจแฟรนไชสอาหารกวารอยละ 80 เปนการซื้อแฟรนไชสมาจากประเทศพัฒนาแลว และจําแนกธุรกิจออกไดเปน 2 กลุมใหญ ไดแก • รานอาหารที่เนนการใหบริการรวดเร็ว (Quick Service Restaurant - QSR) ไดแก - รานอาหารจานดวนหนัก (Heavy Fast Food) มีสัดสวนรอยละ 80 ของกลุมตลาด QSR ลูกคามีรายจายในการบริโภคคนละ 180 – 230 บาท ผูนําตลาด ไดแก Pizza Hut, Sizzlers และ MK Sukiเปนตน - รานอาหารจานดวนเบา (Light Fast Food) มีสัดสวนรอยละ 20 ของกลุมตลาด QSR ลูกคามีรายจายในการบริโภคคนละ 40 – 60 บาท ผูนําตลาด ไดแก McDonalds, KFC, Mister Donut,Swensen’s Ice Cream, A&W และ Auntie Anne เปนตน • รานอาหารเต็มรูปแบบ (Full Restaurant) ไดแก - ลูกคามีรายจายในการบริโภคคนละตั้งแต 230 บาท ผูนําตลาด ไดแก Oishi,รานสีฟา, S&P และ Hard Rock Café เปนตน - ปจจัยแหงความสําเร็จในการดําเนินธุรกิจแฟรนไชสมี 7 ประการ ไดแก(1) การบริหารจัดการ (2) บริการ (3) คุณภาพอาหาร (4) ทําเลที่ตั้ง (5) ราคา (6) ภาพพจน และ (7) การยอมรับจากผูบริโภค - การประกอบธุรกิจแฟรนไชสอาหารของไทยยังอยูในขั้นเริ่มตน และมีโอกาสขยายตัวอีกมาก เนื่องจากในปจจุบันมีมูลคาตลาดเพียงรอยละ 4 ของมูลคาอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมด ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบานไดพัฒนาไปมากกวาไทย โดยในมาเลเซีย (รอยละ 9) ฟลิปปนส (รอยละ 20) และสิงคโปร (รอยละ 20)ของมูลคาอุตสาหกรรมอาหารทั้งหมด การแขงขันของธุรกิจแฟรนไชสอาหารทั้งที่เปนของไทยและตางประเทศ สงผลกระทบโดยตรงตอพฤติกรรมการเลือกบริโภคอาหาร และเปนการชวยสรางความพิถีพถันแกผูบริโภคภายในประเทศ ดวยการบริหารงานของ ิธุรกิจแฟรนไชสอาหาร (ดังแผนภาพที่ 4.22) ซึ่งมีลักษณะการดําเนินงานที่คลายคลึงกัน คือ เนนการสรางภาพลักษณดวยการสรางความประทับใจใหแกผูบริโภค ในดานของความสะอาด ปลอดภัย และคํานึงถึงความพึงพอใจของลูกคาตลอดจนการโฆษณาประชาสัมพันธ และการสงเสริมการตลาดอยางตอเนื่อง ทําใหผูบริโภคมีชองทางในการเลือกบริโภคมากขึ้น
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 329ธุรกิจแฟรนไชสจากตางประเทศ สวนแบงตลาดของธุรกิจแฟรนไชส ธุรกิจแฟรนไชสของไทย• Pizza Hut • Baskin Robbins ของไทย • Black Canyon • Santa’s Humberger• McDonalds • Sizzlers • Chester Grill Fried • Café de Laos• KFC • Mister Donut 20% Chicken • Neo Suki Thai• A&W • Au Bon Pain • Bua Barn Restaurant Restaurant• Burger King • Mrs. Fields and ของตางประเทศ • See Fah Restaurant • MK Restaurant• Starbucks Auntie Anne’s 80% • Chai See Mee Kaew • Coca Suki• Swensen’s • Hard Rock Café • Milk Plus • S&P• Dairy’s Queen • Yogen Fruz นโยบายการบริหารจัดการที่กระทบตอการเพิ่มความพิถึพถนแกผูบริโภค ิ ั • แตละบริษัทจะมีขอกําหนดมาตรฐานการจัดการดาน • มีการออกแบบชุดพนักงานที่เหมือนกัน และเนนเรื่องการ ผลิตภัณฑ พนักงาน คุณภาพอาหาร ทั้งในเรื่องความสะอาด และปลอดภัย ใหบริการที่สรางความประทับใจใหแกลูกคา ตลอดหวงโซอุปทาน (Food Supply Chain) • แตละสาขาจะมีการตกแตงรานในลักษณะเหมือนกัน การบริการ • ความพึงพอใจของลูกคาเปนปจจัยหลักที่ผูจัดการสาขา สาขาราน โดยเนนเรื่องความสวยงาม และความสะอาด ทั้งหองครัว ตองคํานึงถึง และพื้นที่รับประทานอาหารที่มา : คณะทํางาน และความคิดเห็นจากผูเชี่ยวชาญ แผนภาพที่ 4.22 ผลกระทบของธุรกิจแฟรนไชสตอการสรางความพิถีพิถันแกผูบริโภค 4.2.3.5 ความเปนที่นิยมของอาหารไทย เปนปจจัยเสริมดานการประชาสัมพันธ และสงเสริม การสงออกอุตสาหกรรมเครื่องเทศและเครื่องปรุง อาหารไทยเปนหนึ่งในอาหารที่ไดรบการยอมรับจากนานาชาติวาเปนอาหารที่มีรสชาติอรอย มีรสชาติ ัที่ผสมผสานกันอยางลงตัวทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด รอน และขม ตองใชศลปะในการปรุงและตกแตงอยางสวยงามดึงดูด ิใจ ตลอดจนมีความหลากหลายของอาหารและเครื่องปรุง นอกจากนี้ วิทยาศาสตรการแพทยตะวันตกยังยกยองวาอาหารไทยมีประโยชนตอสุขภาพ มีคุณคาตอรางกาย ใหพลังงานในสัดสวนที่เหมาะสม ใหเกลือแร วิตามิน และใยอาหาร ซึ่งนอกจากจะประกอบดวยเนื้อสัตวและผักแลว ยังมีเครื่องปรุงหลายอยางที่เปนสมุนไพรชวยในการยอยอาหาร ชวยแกอาการทองอืด ทองเฟอ ชวยขับลมชวยการระบายทอง เปนตน จึงเปนปจจัยอีกประการหนึ่งที่ชวยสงเสริมใหอาหารไทยเปนที่นิยมมากขึ้นสําหรับผูบริโภคในตางประเทศ ตัวอยางของเครื่องปรุงที่เปนสมุนไพรและมีบทบาทในการรักษาโรค แสดงดังนี้ ประเภทเครื่องปรุง คุณสมบัติ กระชาย ชวยยอย ขับลม แกทองอืด กะเพรา ขับน้ําดี ชวยยอยไขมัน แกจุดเสียด ขา ขับลม แกทองอืด ขับเสมหะ แกหลอดลมอักเสบ ขิง ขับลม ขับน้ําดี ลดการบีบตัวของลําไส แกปวดทอง ขี้เหล็ก ระงับประสาท ชวยใหนอนหลับ และเปนยาระบาย ตะไคร ขับลม ขับปสสาวะ พริกไทย กระตุนประสาท มะเขือพวง ลดความดันเลือด ใบยอ แกกระดูกพรุน สะระแหน ขับลม แกทองอืด
    • 330 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย ซึ่งคุณสมบัติดานการมีประโยชนตอสุขภาพ รวมทั้งชวยตกแตงใหอาหารมีสีสันสวยงามนี้จะชวยใหธุรกิจการขายอาหารพื้นบาน โดยเฉพาะธุรกิจรานอาหารไทยในตางประเทศมีการสั่งเครื่องปรุงรสและเครื่องเทศจากประเทศไทยมากขึ้น 4.2.4 บริบทของการแขงขันและกลยุทธทางธุรกิจ (Context for Firm Strategy and Rivalry) อุตสาหกรรมอาหารนั้นจัดไดวาเปนอุตสาหกรรมที่มีพัฒนาการยาวนาน และมีการเติบโตอยางรวดเร็วและตอเนื่อง ในอดีตอุตสาหกรรมอาศัยความไดเปรียบในดานตนทุนแรงงานถูกต่ํากวาประเทศคูแขง และเนนกลยุทธดานราคาเปนจุดหลักในการแขงขันอีกทั้งยังไดรับการชวยเหลือดานการยกเวนภาษีจากประเทศคูคา เชน สหรัฐและสหภาพยุโรปอีกทั้งความสมบูรณทางธรรมชาติไดเอื้อตอการทําธุรกิจ อยางไรก็ตาม ความไดเปรียบดังกลาวกําลังหรืออาจหมดไปแลวในบางระดับ สิทธิพิเศษภาษีตางๆ ไดถูกยกเลิก สภาพทางธรรมชาติเริ่มเกิดความเสื่อมโทรมจากการเกษตรที่ไมถูกตองยั่งยืน ตนทุนคาแรงที่เพิ่มขึ้นและสูงกวาเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคูแขงรายใหม เชน จีน หรือบราซิลจะเห็นไดวาในชวงเวลาไมกี่ปที่ผานมาผูผลิตไดเริ่มเปลี่ยนจากการเนนการผลิตสินคาขั้นปฐมเปนสินคาที่ไมมีความแตกตางกันมากนักมาสนใจการผลิตสินคามูลคาเพิ่ม เพื่อเลี่ยงการแขงขันกับประเทศที่มีตนทุนแรงงานต่ํา และสอดคลองกับกลุมลูกคาที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่พิถีพิถันขึ้น จากผลกระทบทางออกจากการสงออกที่บริษัทคูคาเริ่มออกมาตรการกีดกันทางการคาที่ไมใชภาษีมากมาย ผูประกอบการจึงมีการปรับตัว โดยหันมาปรับปรุงการผลิตใหไดตามมาตรฐานสากล เชน HACCP,GMP จํานวนโรงงานในปจจุบัน= 12,056 โรง 1% ขนาดใหญ ขนาดกลาง 13% 86% ขนาดเล็ก ที่มา: กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม แผนภาพที่ 4.23 สัดสวนขนาดโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวของกับอาหารของไทยในปจจุบัน โครงสรางของผูประกอบการธุรกิจอาหารนั้น สามารถแบงออกไดอยางชัดเจนตามขนาดของธุรกิจ คือ กลุมบริษทขนาดใหญ และกลุมบริษัทขนาดเล็กหรือกลาง (SME) เนื่องจากลักษณะและขอจํากัดการดําเนินธุรกิจซึ่งจะสง ัผลกระทบตอสิ่งตางๆอยางชัดเจน เชน การใชเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต เนื่องจากเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีประสิทธิภาพ
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 331และคุณภาพดีจะตองอาศัยการนําเขาจากตางประเทศ ทําใหเกิดคาใชจายสูงมาก ฉะนั้นจึงมีแตเพียงผูประกอบการรายใหญที่มีกําลังซื้อลงทุนในเครื่องจักรดังกลาว นอกจากนี้บริษัทขนาดใหญมกไมมีปญหาในการเขาถึงแหลงเงินทุน ขณะ ัที่บริษัทขนาดเล็กหรือกลางจะพบปญหาดานแหลงเงินทุน โดยเฉพาะอยางยิ่งปญหาดานวัตถุดิบที่คุณภาพไมสม่ําเสมอที่เกิดจากการขาดการบริหารจัดการหวงโซอาหาร (Food Chain Management) ดังนั้น กลุมบริษัทขนาดใหญที่มการ ีจัดการที่ดีแบบมืออาชีพและมีการทําสัญญาการผลิตกับกลุมเกษตรกรเพื่อควบคุมปริมาณและคุณภาพ ทําใหผลิตผลที่ไดมีคุณภาพและปลอดภัยที่สูง ขณะที่บริษัท SME จะขาดการจัดการดานนี้ อยางไรก็ตาม การเกิดขึ้นของกลุมบริษัทคาปลีกรายใหญจากตางประเทศ กลุมธุรกิจอาหารแฟรนไชส สงผลกระทบตอกลุมบริษัทดังกลาว เนื่องดวยบริษัทเหลานี้มีการตั้งเงื่อนไขกฎเกณฑในการรับซื้อสินคาจากผูผลิตคอนขางมาก และมีการตรวจสอบอยางจริงจัง ซึ่งเปนผลดีทําใหบริษัท SME ไดพยายามพัฒนาดานการผลิตสูคณภาพและความสะอาดตามกฎเกณฑดังกลาว ุ 4.2.4.1 การเนนผลิตสินคาที่สรางมูลคาเพิ่ม การเนนผลิตสินคาที่สรางมูลคาเพิ่ม เนื่องจากสินคาขั้นปฐมเปนสินคาที่ไมแตกตางกันมากนักผูประกอบการไทยจึงหันมาสนใจการผลิตสิน ค ามูลคาเพิ่ม เพื่ อเลี่ยงการแขงขันกับประเทศที่มีตนทุนแรงงานต่ําและเปนการเพิ่มความสามารถการแขงขันใหกับอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเปนการปรับเปลี่ยนการทํางานใหสอดคลองกับกลุมลู ก ค า ที่ มี พ ฤติ ก รรมการบริโภคที่ พิ ถี พิ ถั น ขึ้ น โดยส วนใหญ จ ะเริ่ม ผลิ ต สิ น ค า ทางด า นขนมของวา ง อาหารทานเล นอาหารกึ่งสําเร็จรูป และอาหารสําเร็จรูปพรอมทานไดทันที ยกตัวอยางสินคาอาหารบางประเภทดังตอไปนี้ • ขาว – มีการพัฒนาผลิตเปนอาหารในหลายรูปแบบ เชน อาหารประเภท Cerealทานตอนเชา อาหารขนมทานเลน อาหารเด็ก ขาวกระปองสําเร็จรูป โจกขาวสําเร็จรูปที่พรอมทาน นอกจากนี้ยังมีการนําขาวมาปรุงกับเนื้อสัตวเชน ไก หมู เปนตน โดยสงออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เปนสวนมาก • ปลา – มีการผลิตเปนอุตสาหกรรมอาหารกระปองและใชเทคโนโลยีทันสมัยในการฆาเชื้อทําความสะอาด (Sterilization) เพื่อเพิ่มมูลคาของผลิตภัณฑ เชน ปลาทูนา มีการนํามาแชในน้ําเกลือ น้ํามันพืชน้ําแร หรือมายองเนสตางๆ • ไก – ผูผลิตไกเพื่อการสงออก ไดปรับเปลี่ยนการผลิตจากการผลิตไกสดแชแข็งมาเปนการผลิตไกแปรรูปที่ผานการกระบวนการปรุงอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ โดยดูไดจากสัดสวนของสินคาแปรรูปที่เพิ่มขึ้นในอัตราสวนที่สูงขึ้นอยางตอเนื่อง การผลิตไกแปรรูปสามารถทําไดหลายรูปแบบ เชน การทอด การทําเปนอาหารเฉพาะไกคาราเกะ ไกยางเสียบไม (Yakitori) เบอรเกอรไก ลูกชิ้นไก เปนตน  4.2.4.2 การใชกลยุทธการผลิตที่เนนคุณภาพมีแนวโนมสูงขึ้น จากการที่มีมาตรการกีดกันทางการคา ผูประกอบการผลิตเพื่อสงออกจึงตองปรับตัว โดยหันมาปรับปรุงการผลิตใหไดมาตรฐานสากล สําหรับระบบการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารในขั้นตอนการผลิตและมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารนั้นมีระบบที่สําคัญไดแก Hazard Analysis Critical Control Point (HACCP) และGood Manufacturing Practice (GMP) มาตรการเหลานี้สงผลใหอุตสาหกรรมอาหารไทยมีการปรับตัวในทางที่ดีขึ้น
    • 332 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย มาตรฐานการผลิต Good Manufacturing Practice (GMP) จะเริ่มบังคับใชอยางเปนทางการในเดือนกรกฎาคม 2546 เปนตนไป ทําใหผูประกอบการผลิตอาหารเกิดความตื่นตัว เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตใหไดมาตรฐาน ซึ่งหนวยงานภายใตกระทรวงสาธารณสุขจะดําเนินการออกตรวจจับโรงงานผลิตอาหารทั่วทั้งประเทศ และหากพบวาโรงงานใดยังมิไดการรับรองมาตรฐาน GMP อาจจะถูกสั่งระงับการผลิต หรือปดโรงงาน การดําเนินงานดังกลาวเปนจุดเริ่มตนที่ดีสาหรับอุตสาหกรรมโดยรวม เพื่อสามารถที่จะพัฒนามาตรฐานการผลิตสินคาภายในประเทศใหเทียบเทากับ ํมาตรฐานการผลิตเพื่อสงออก และเพื่อเปนการสนองตอนโยบายของรัฐบาลที่ตองการใหไทยกาวขึ้นสูการเปนครัวของโลกจึงมีความจําเปนที่จะตองผลักดันใหมาตรฐานทั้งภายในและตางประเทศเปนมาตรฐานเดียวกัน อยางไรก็ตาม ในทางปฏิบตินั้น การดําเนินงานตรวจจับโรงงานผลิตอาหารที่ไมไดมาตรฐานให ัหมดไปนั้น อาจตองใชระยะเวลานาน ทั้งนี้เพราะหนวยงานภาครัฐมีขอจํากัดในเรื่องกําลังคนมีจํากัด การประสานงานระหวางหนวยงานมีความลาชา และมีหลายหนวยงานที่เกี่ยวของจํานวนมาก ประกอบกับผูประกอบการเองบางสวนก็ยังคงติดปญหาดานความพรอมในการปรับปรุงโรงงาน การมีปญหาทางการเงิน การขาดเงินทุนสนับสนุน และความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจจับ เปนตน ผลการสํารวจของสถาบันอาหาร ซึ่งมีตัวอยางโรงงาน 1091 โรงพบวา รอยละ 37 ไมมใบรับรอง ีคุณภาพใด ๆ รอยละ 17 ไดรับการรับรองมาตรฐาน ISO 9000 รอยละ 14 ไดรบการรับรองมาตรฐาน GMP รอยละ 19 ัไดรับการรับรองมาตรฐาน HACCP และรอยละ 3 ไดรับการรับรองมาตรฐาน ISO 14000 จากการสัมภาษณกรมวิชาการเกษตรพบวาปจจุบันผูประกอบการอุตสาหกรรมอาหารตื่นตัวตอการพัฒนาไปสูคุณภาพระดับมาตรฐานสากล ซึ่งจะเห็นไดจากอัตราโรงงานที่ขอใบรับรองมาตรฐานเหลานี้มีเพิ่มขึ้นราว รอยละ 80 นอกจากนี้ภาครัฐไดดําเนินการแกไขปญหาโดยใหคาปรึกษาแนะนําฝกอบรมในการจัดทําระบบควบคุมคุณภาพในการผลิต ทั้ง HACCP และ GMP ใหกับโรงงาน ํอุตสาหกรรม รวมถึงการกําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑอาหารตามสากล และใหการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ 4.2.4.3 ระดับมาตรฐานการจัดจําหนายและการบริโภคในประเทศเริ่มมีแนวโนมสูงขึ้น ในหัวขอที่แลว เปนการวิเคราะหถึงแนวโนมของผูประกอบการผลิตเพื่อสงออกตองพัฒนามาตรฐานใหเปนที่ยอมรับจากแรงผลักดันของตลาดตางประเทศ สําหรับผูประกอบการผลิตเพื่อจําหนายในประเทศก็มแรงผลักดัน ีใหเกิดการปรับปรุงมาตรฐานการผลิตเชนเดียวกัน โดยเฉพาะผูประกอบการขนาดกลางและเล็ก ที่ตองการประสบความสําเร็จทางการแขงขัน แรงผลักดันที่สําคัญอยางยิ่งคือ แรงผลักดันที่เกิดจากการแขงขันของผูจัดจําหนายผลิตภัณฑอาหารซึ่งเปนชองทางการกระจายสินคาที่สําคัญของผูผลิต เนื่องจากการแขงขันในธุรกิจคาปลีก และธุรกิจแฟรนไชสอาหารในประเทศไดทวีความรุนแรงขึ้นตลอดชวงเวลาที่ผานมา โดยเฉพาะการเกิดวิกฤตการณทางเศรษฐกิจ และการยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับ 281(ปว.281) เพื่อเปนไปตามขอตกลงการเปดเสรีทางการคาขององคการการคาโลก (WTO) โดยออกพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนตางดาว พ.ศ. 2542 ซึ่งทําใหนักลงทุนชาวตางประเทศประสบโอกาสในการเขาลงทุนในกิจการคาปลีกของไทย พรอมทั้งขยายการลงทุนอยางรวดเร็ว เนื่องจากมีความพรอมทั้งในดานเงินลงทุน การบริหารจัดการ และเทคโนโลยีสารสนเทศ จึงเปนสาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทําใหผูประกอบการผลิตเพื่อจําหนายในประเทศ ตองปรับกลยุทธ
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 333การแขงขัน และปรับปรุงมาตรฐานการผลิตตามขอกําหนดของธุรกิจเหลานี้ เนื่องจากเปนชองทางการกระจายสินคาที่สําคัญ เพื่อใหเขาถึงผูบริโภคขั้นสุดทายอยางทั่วถึง ผูนําตลาดกลุมกิจการคาปลีกสินคาอาหารจําแนกไดดังนี้ – กลุมผูประกอบการซูเปอรมารเก็ต มีผูนําตลาด ไดแก TOPS Siam Jusco The Mall Foodland Sunny’s Villa และ Food Lion สวนใหญตั้งอยูในซูเปอรสโตร เนนจําหนายสินคาแกผูบริโภคที่มีรายไดปานกลาง และมีจํานวนไมกี่แหงที่ตั้งขึ้นบน พื้นที่แยกออกมาเปนของตนเองโดยเฉพาะ – กลุมผูประกอบการซูเปอรสโตร มีผนําตลาด ไดแก Big C, Tesco Lotus, Carrefour ู และ Makro โดยเนนจําหนายสินคาแกผบริโภคที่ตองการซื้อครั้งละมากๆ และหาซื้อ ู สินคาที่มีราคาถูกกวาซูเปอรมารเก็ตประมาณรอยละ 15 – 20 – กลุมผูประกอบการรานสะดวกซื้อ มีผนําตลาด ไดแก CP-7 Eleven ครองสวนแบง ู รอยละ 70 ของตลาดนี้ เนนจําหนายสินคาแกผูบริโภคที่มีอายุระหวาง 18–35 ป มี รายไดตั้งแตปานกลางลงมาโดยปจจัยที่ผูบริโภคใชในการตัดสินใจซื้อ ไดแก ความสะดวก และราคา จากผลการวิจัยของ รศ.ดร.นิพนธ พัวพงศกร ในการศึกษาผลกระทบของการแขงขันจากผูประกอบการคาปลีกขนาดใหญจากตางประเทศ แสดงใหเห็นวา ผูประกอบการธุรกิจคาปลีกมีอํานาจตอรองสูง เพราะสามารถสั่งซื้อสินคาไดเปนจํานวนมากในคราวเดียว และสามารถบังคับผูผลิตใหปรับปรุงมาตรฐานการผลิตใหสอดคลองกับขอกําหนดขั้นต่ําเพื่อการวางจําหนายในทุกสาขาของตน ตลอดจนมีสวนชวยในการพัฒนาและใหคําปรึกษาดานเทคโนโลยีการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผูผลิต และระบบการขนสงลําเลียงสินคาสูศูนยกระจายสินคาของตน (Distribution Center) สําหรับการขยายตัวของธุรกิจแฟรนไชสอาหาร พบวา ใน พ.ศ. 2544 ธุรกิจแฟรนไชสอาหารมีมูลคาตลาดสูงถึง 356 ลานเหรียญสหรัฐ หรือคิดเปนรอยละ 30 ของสัดสวนธุรกิจแฟรนไชสทุกประเภท ธุรกิจสวนใหญเปนการประกอบธุรกิจจําหนายอาหารจานดวน (Fast Food) และรานอาหารสําหรับครอบครัว (Family Restaurant) คาดวามีอัตราการเติบโตตอปรอยละ 15-20 และเชนเดียวกับธุรกิจคาปลีกอาหาร การแขงขันเพื่อครองสวนแบงทางการตลาดของธุรกิจแฟรนไชสสงผลใหมีการขยายสาขากันอยางรวดเร็ว เพื่อใหเขาถึงลูกคาและเพื่อสรางอํานาจตอรองกับผูผลิตและSupplier อาหารสด ดังนั้นผูประกอบการผลิตอาหารสดและอาหารแปรรูป โดยเฉพาะผูประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งจําเปนที่จะตองพึ่งพาชองทางการจําหนายเหลานี้เพื่อใหสินคาของตนสามารถจําหนายและเปนที่ติดตลาดภายในประเทศ
    • 334 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย จํานวนสาขาของธุรกิจแฟรนไชสรานอาหารที่สําคัญ ป 2543 จํานวนสาขาของธุรกิจแฟรนไชสรานเบเกอรี่และเครื่องดื่มที่สําคัญ ป 2543 202 300 122 120 99 95 95 78 76 72 50 31 22 21 19 19 20 18 14 6 Mister Donut Swensens Au Bon Pain Coffee World MK Suki Dunkin Donuts McDonalds Starbucks Baskin Robbins Dairy Queen Black Canyon (local) Burger King Pizza Company KFC Chicken Treat Pizza Hut Chester Grill (local) Narai Pizzaria (local) Sizzler S&P (local) • จํานวนสาขาธุรกิจแฟรนไชสรานอาหารที่สาคัญเพิ่มขึ้นจาก 674 รานในป ํ • จํานวนสาขาธุรกิจแฟรนไชสรานเบเกอรี่และเครื่องดื่มที่สําคัญเพิ่มขึ้นจาก 2541 เปน 931 รานในป 2543 โดยมียอดขายรวมประมาณ 12,000 ลาน 452 รานในป 2541 เปน 548 รานในป 2543 โดยมียอดขายรวมประมาณ บาทตอป 2,500 ลานบาทตอป • KFC เปนผูนําตลาดที่มีสาขามากที่สุด และมียอดขายประมาณ 4,500 • Dunkin Donut เปนผูนําตลาดที่มีสาขามากที่สุด และมียอดขายประมาณ ลานบาท 1,500 ลานบาท ที่มา : Siam Future Development แผนภาพที่ 4.24 จํานวนสาขาของธุรกิจแฟรนไชสประเภทรานอาหาร และรานเบเกอรี่และเครื่องดื่มในไทย 4.2.4.4 ไทยไมมีบทบาทเชิงรุกในดานการกําหนดมาตรฐานคุณภาพอาหารในเวทีการคาโลก การมีเวทีการคา WTO ทําใหประเทศตาง ๆ ไมสามารถใชมาตรการทางภาษีมากีดกันทางการคาจึงไดมีรูปแบบการกีดกันทางการคารูปแบบอื่นๆ เกิดขึ้นอยางมาก นอกจากนี้ประเทศในกลุมพัฒนาแลว เชน สหภาพยุโรปก็ไดใชขออางเรื่องความพิถีพิถันในการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยอางวา ประชากรในประเทศของตนใชรายไดรอยละ 12ในการบริโภค จึงตองเลือกบริโภคในสิ่งที่ดีที่สุด จากการที่ลูกคาในกลุมประเทศผูนําเขาหลักใหความสนใจกับความสะอาด ความปลอดภัยการบรรจุภัณฑ และคุณภาพของสินคาอาหารเพิ่มมากขึ้น เปนผลใหทั้งหนวยงานที่เกี่ยวของกับการนําเขา และการตรวจสอบอาหารกําหนดกฎระเบียบการนําเขาที่เขมงวดมากขึ้น ความเขมงวดของกฎระเบียบจะแตกตางกันไปตามประเทศคูคาทั้งนี้ขึ้นกับความสามารถในการปฏิบัติใหสอดคลองกับกติกาที่ WTO ไดกําหนดไวโดยจะอิงกับหลักฐานทางวิทยาศาสตรเปนสําคัญ การใชมาตรการตรวจสอบสินคานําเขาที่เขมงวดขึ้นของประเทศคูคาที่สําคัญของไทย ความเขาใจในมาตรการสุขอนามัยระหวางประเทศ การที่ผูผลิตวัตถุดิบและผูผลิตสินคาบางสวนขาดความรู และการที่ไทยขาดหลักฐานอางอิงทางวิทยาศาสตรเพื่อโตแยงอยางทันทวงที สงผลกระทบโดยตรงตอผูนําเขาจากตางประเทศและผูสงออกของไทย เพราะสินคาที่สงไปยังประเทศผูนําเขา จะถูกตรวจสอบอยางเขมขนและกักกันทันทีเมื่อพบความผิดปกติ จากการเก็บรวบรวมสถิติ (ดูตาราง 4.12-4.14 ประกอบ) โดยเฉพาะประเทศสหรัฐ จํานวนรายการสินคาของไทยที่ถูกกักกันมิไดมีแนวโนมวาลดลงเลย แตกลับมีจํานวนที่เพิ่มขึ้น นั่นเปนสัญญาณที่แสดงใหเห็นวา ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของไทยรับรูและเขาใจปญหาอยูแลว แตไมสามารถแกไขปญหาไดอยางชัดเจน
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 335 Japan Japan USA USA EU EU Australia Australia Canada Canada • Labelling – GMOs • Low Acid Canned Food • Labelling – GMOs •Labelling - GMOs Canned Canned • Under Food Sanitation standard • Must attach Health Seafood Seafood law, All kinds of antibiotic • HACCP Certificate drugs and chemical are • Automatic Detension • Use "Rapid Alert System". prohibited. if prohibited substance or • Residual antibiotic microbe is found, that • Not allowed sulfites items will be quarantine chemical group immediately. • Labelling – GMOs • Tuna Dolphine Safe label, • HACCP •Labelling - GMOs •Histamine level Canned Canned Marine Mammal • Histamine level Tuna Tuna Protection Act. • Sensory Test • HACCP • Histamine level • Oxolinic acid are not • Pa Chai lane protected • Residual antibiotic Frozen Frozen allowed. act Shrimp Shrimp • GMP •Must boil at 75 degree Chicken Chicken • Prohibited antibiotic in celcius not less than 165 animal food. minutes or 80 degree • Animal welfare celcius not less than 125 minute to eliminate IBD. ที่มา : คณะทํางาน แผนภาพที่ 4.25 ตัวอยางปญหาในอุตสาหกรรมอาหารของไทยตอมาตรการกีดกันทางการคาของประเทศนําเขาที่สําคัญ ตารางที่ 4.12 สถิติสนคาอาหารไทยที่ถูกกักกัน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ชวงป 2541-2544 ิ จํานวนรายการที่ถูกกักกัน 2541 2542 2543 2544จําแนกตามกลุมสินคาผลิตภัณฑประมง 599 417 549 424ผลิตภัณฑผักและผลไม 439 293 321 332ธัญพืช / ผลิตภัณฑจากธัญพืช 129 134 115 168เครื่องเทศ และเครื่องปรุงรส 40 85 85 132ลูกกวาด และขนมหวาน 0 26 23 35เครื่องดื่ม 9 68 38 81นม และผลิตภัณฑ 12 6 0 14ผลิตภัณฑเนื้อสัตว และสัตวปก 16 5 1 5ผลิตภัณฑเสริมอาหาร และอื่น ๆ 0 21 6 3อาหารสัตว 4 14 4 0รวม 1,248 1,069 1,142 1,194จําแนกตามสาเหตุละเมิดกฎ ระเบียบที่เกี่ยวกับอาหารกระปองที่มีความเปนกรดต่ํา 352 362 367 476ปนเปอนสิ่งสกปรก / สิ่งแปลกปลอม 401 338 351 307ปนเปอนสิ่งสกปรก และจุลินทรียชนิดที่ทาใหเกิดโรค ํ 80 41 97 129ใชวัตถุเจือปนอาหารและสีผสมอาหารไมตรงตามมาตรฐานกําหนด 58 126 59 111ปนเปอนจุลินทรียชนิดที่ทําใหเกิดโรค 253 118 134 79ละเมิดขอกําหนดดานฉลาด 37 31 106 61มียาฆาแมลง และสารพิษอื่น ๆ ตกคาง 6 24 14 12อื่น ๆ 61 29 14 19รวม 1,248 1,069 1,142 1,194ที่มา: US. FDA
    • 336 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย ตารางที่ 4.13 สถิติสินคาอาหารไทยที่ถูกกักกัน ณ สหภาพยุโรป ชวงป 2541-2544 จํานวนรายการที่ถูกกักกัน 2541 2542 2543 2544 (ส.ค.-ธ.ค.) (ม.ค.-ก.พ.)จําแนกตามกลุมสินคาผลิตภัณฑประมง 4 18 24 3ผลิตภัณฑผักและผลไม 1 2 5 -ธัญพืช / ผลิตภัณฑจากธัญพืช - 1 - -เครื่องเทศ และเครื่องปรุงรส - - 1 1ผลิตภัณฑเนื้อสัตว และสัตวปก - - 1 2รวม 5 21 31 6จําแนกตามสาเหตุปนเปอนจุลินทรียชนิดที่ทําใหเกิดโรค 3 11 25 5ปนเปอนโลหะหนัก 2 6 1 -มีสารพิษตกคาง - - 1 1ใชวัตถุเจือปนอาหารไมตรงตามมาตรฐานกําหนด - 1 - -ไมมีใบรับรองดานสุขอนามัยพืช / สัตว - - 4 -รวม 5 18 31 6ที่มา: สํานักงานพาณิชยในตางประเทศ ณ. กรุงบรัสเซลส ตารางที่ 4.14 สถิติสาเหตุของสินคาอาหารไทยที่ถูกกักกัน ณ ประเทศออสเตรเลีย จํานวนรายการที่ถูกกักกัน 2538 2539 2540 2541 ต.ค. 43-ม.ค. 44ละเมิดขอกําหนดดานฉลาก เชน แสดงฉลากไม 2 20 38 14 16ครบถวน ไมมีภาษาอังกฤษใชวัตถุเจือปนอาหาร และสีผสมอาหารไมตรงตาม 32 21 43 18 3มาตรฐานกําหนดละเมิดขอกําหนดตามมาตรฐานสินคา 2 11 9 - -พบยาฆาแมลงตกคา / ปนเปอนจุลินทรียที่ทําใหเกิด 9 - 15 - 8โรค / ปนเปอนสิ่งสกปรกรวม 45 52 105 32 27ที่มา: กรมการคาตางประเทศ, กรมวิชาการเกษตร, สํานักงานที่ปรึกษาการเกษตร ประจํากรุงแคนเบอรรา นอกจากนี้ การมีมาตรการรูปแบบใหมๆ ออกมาเสมอ เชน สหภาพยุโรป ปจจุบันไดออกมาตรการอาหารที่กอใหเกิดภูมิแพ (Allergen) ซึ่งผูนําเขาจะเขมงวดมาก โดยหากฉลากระบุวาปราศจากสวนผสมชนิดใดหมายความวา ในโรงงานนั้นจะตองไมมีการผลิตที่เกี่ยวของกับสวนผสมชนิดนั้นเลย ซึ่งมีแนวโนมจะเปนเครื่องมือการกีดกันที่ผูสงออกจะตองเผชิญตอไป
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 337 ถึงแมไทยจะมีสัดสวนการสงออกอาหารในตลาดโลกสูงถึงรอยละ 8 แตไทยกลับไมมีบทบาทใดๆในการกําหนดมาตรฐานอาหารในเวทีการคา นอกจากนี้แมแตการตอบโตมาตรการตางๆเหลานี้ของไทยก็ยังไมอยูในระดับที่นาพอใจสําหรับกลุมผูผลิต เนื่องจากขาดเจาภาพที่ชัดเจนในการแกปญหา มีกระบวนการทํางานที่ลาชา เชน ขาดการวิจยและพัฒนาในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร และขาดความรวมมือในการสรางระบบฐานขอมูล และจัดเก็บหลักฐาน ัทางวิทยาศาสตรของผลิตภัณฑสงออก ทั้งเพื่อใชในการโตแยงกรณีพิพาทและเจรจากับประเทศคูคาที่สําคัญในการผอนปรนมาตรการตรวจสอบผลิตภัณฑ ดังนั้นเมื่อประเทศไดรับขอบังคับที่ไมเปนธรรมจึงไมสามารถตอบโตได นอกจากนี้การรอมติคณะรัฐมนตรีที่ใชเวลา 6-7 เดือน ทําใหการตอบโตปญหาไมทันตอสถานการณ และเกิดความสูญเสียแกผูประกอบการ 4.2.4.5 ขาดการสรางตราผลิตภัณฑไทย ผูประกอบการไมมีประสบการณในการทําการตลาดเชิงรุก เนื่องจากที่ผานมารูปแบบการผลิตเพื่อการสงออกโดยมากจะอยูในรูปของการรับจางผลิตเปนเวลานาน ผูประกอบการจึงขาดความสามารถทางการตลาดในเชิงรุกโดยเฉพาะตลาดตางประเทศ ดังนั้นสินคาสงออกทั่วไป ซึ่งไมมีเอกลักษณของไทยจึงอยูภายใตตราสินคาของผูวาจางทั้งหมด ไมวาจะเปน ไกแปรรูปแชเย็นและแชแข็ง กุงแปรรูปแชเย็นและแชแข็ง สับปะรดกระปอง จากการที่ผูประกอบการไทยไมสามารถสรางตราสินคาเปนของตนเองทําใหสูญเสียคา premium ของสินคาไป สวนในกรณีของปลาทูนากระปองนั้น บริษัทไทยยูเนียนโฟรเซนไดซื้อตรา Chicken of the Sea จึงไดเปนแบรนดเจาของคนไทยที่มีที่มาจากตางประเทศและมีสวนแบงตลาดเปนอันดับสามในตลาดสหรัฐอเมริกา กลุมผลิตภัณฑท่สวนใหญรับจางผลิต ี กลุมผลิตภัณฑที่มีตราผลิตภัณฑไทย (เปนการสงออกมากกวารอยละ 80) อาหารทะเลแชแข็ง อาหารทะเลกระปอง ผักและผลไม เสนกวยเตียว ขาวและผลิตภัณฑ ผลิตภัณฑแปง กระปอง จากขาว ผักและผลไมอบแหง ผักและผลไมแชแข็ง เนื้อสัตวแชแข็ง น้ําตาล ซอสและเครื่องปรุงรส ขนมคบเคี้ยว ที่มา : คณะทํางานและความคิดเห็นจากผูเชี่ยวชาญ แผนภาพที่ 4.26 กลุมผลิตภัณฑอาหารที่มักรับจางผลิตและที่มีการสรางตราผลิตภัณฑ สวนในกรณีของสินคาที่เปนอาหารไทย ไดมีการสรางตราสัญลักษณไทยขึ้นและสงออกไปขายไดในตลาดโดยเนนลูกคาเฉพาะกลุม เชน คนเอเชีย ในกรณีของภัตตาคารไทย ก็มีผประกอบการไทยออกไปตั้งสาขายังตางประเทศ เชน Patara ูในเครือของ S&P โดยเนนลูกคาระดับบน ซึ่งไดรับความนิยมมาก ทั้งนี้จะตองวิจัยตลาดในแตละแหงเพื่อศึกษารสนิยม
    • 338 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทยการเลือกใชวัตถุดิบ เพื่อปรับใหเหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถสงออกพอครัวแมครัวที่มีฝมือไปทํางานที่รานเหลานี้ดวยแตก็มีอุปสรรคในเรื่องของระเบียบการขอใบอนุญาตทํางานและการตรวจคนเขาเมือง (immigration) ปจจุบันมีรานอาหารไทยในตางประเทศอยูกวา 2,500 แหงทั่วโลก 4.2.4.6 ความยุงยากซับซอนในกระบวนการและขั้นตอนของหนวยงานราชการ การผลิตอาหารในประเทศไทยปจจุบันอยูภายใตการควบคุมของกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งกฎหมายเหลานี้มีขอกําหนดครอบคลุมในเรื่องที่ตางกันออกไป โดยกฎหมายหลักของอุตสาหกรรมนี้ คือ พระราชบัญญัติอาหารพ.ศ. 2522 มีบทบาทในการคุมครองผูบริโภคดานอาหาร มีวัตถุประสงคควบคุมคุณภาพอาหารเพื่อใหผูบริโภคภายในประเทศไดรับสินคาอาหารที่มีคุณภาพดี ปริมาณครบถวน และปลอดภัย การควบคุมอาหารเริ่มตั้งแตจัดตั้งโรงงานกระบวนการผลิต ตลอดจนการนําเขาและการสงออกสินคาของประเทศไทย มาตรการทางกฎหมายในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 • การใชกลไกการควบคุมการผลิต การนําเขาอาหาร: แบงการควบคุมเปนสี่ระดับ ไดแกอาหารควบคุมเฉพาะ อาหารกําหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน อาหารที่ตองมีฉลาก และอาหารทั่วไป ซึ่งตองไมมีคุณลักษณะตองหามตามกฎหมาย แตอยางไรก็ตาม การควบคุมอาหารทุกชนิดทุกประเภทนั้นเปนไปไมได เนื่องจากรูปแบบการบริโภคและรูปแบบอาหารนั้นเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ทําใหไมสามารถกําหนดลวงหนาได ฉะนั้นจึงตองกําหนดใหมีการประกาศกําหนดเปนครั้งคราวตามเหตุผลและความจําเปน ซึ่งในปจจุบัน (เมษายน 2546) มีการประกาศเปนพระราชกําหนดอยูประมาณ 264 ฉบับ • การประกาศกําหนดประเภทอาหาร: – อาหารควบคุมเฉพาะ คือ อาหารที่ตองมีใบอนุญาตผลิต มีใบสําคัญการขึ้นทะเบียนตํารับอาหารถาเปนการผลิตในโรงงาน ถาเปนการผลิตเปนอุตสาหกรรมอาหารในครัวเรือน ตองมีใบอนุญาตใชฉลากถาเปนการนําเขาไมตองขออนุญาต แตตองขออนุญาตนําเขาและขึ้นทะเบียนตํารับอาหาร – อาหารควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน คือ อาหารที่ตองมีใบอนุญาตผลิตและขออนุญาตใชฉลาก แตไมตองขึ้นทะเบียนตํารับอาหาร ถาการนําเขา ตองขออนุญาตนําเขาและขออนุญาตใชฉลาก – อาหารที่กําหนดใหมีฉลาก คือ อาหารตองขออนุญาตผลิต และขออนุญาตใชฉลากถาเปนการนําเขาและขออนุญาตใชฉลาก – อาหารทั่วไป ที่ผลิตในโรงงาน ตองมีใบอนุญาตผลิต แตไมตองขึ้นทะเบียนตํารับที่นําเขาตองขออนุญาตใชฉลาก กฎหมายฉบับนี้มีการควบคุมที่ตนทางการผลิต การนําเขา นอกจากนี้ยังมีการกําหนดการติดตามภายหลังการออกสูตลาด เพื่อควบคุมที่ปลายทางดวย แตอยางไรก็ตามระบบการควบคุมตนทางนั้น จะควบคุมเฉพาะผลิตภัณฑอาหารที่ผลิตเปนอุตสาหกรรม จึงทําใหวัตถุดิบที่เปนพืชผลทางเกษตรและปศุสัตว เกี่ยวของกับการบริโภคอาหารโดยตรงนั้นมิไดอยูในการควบคุมของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะมีหนวยงานที่เกี่ยวของโดยตรงกับเรื่องพืช ปศุสัตว และ
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 339สัตวน้ํา ควบคุมดูแลอยู โดยมีการแยกเปนกฎหมายเฉพาะกรณีๆ ไป ในที่นี้จะแบงกฎระเบียบและมาตรฐานที่เกี่ยวของตามระดับอุตสาหกรรมดังตอไปนี้ • อุตสาหกรรมตนน้ํา – สินคากลุมพืช อุตสาหกรรมตนน้ําในสวนของสินคาและกลุมพืชนั้นประกอบดวย ปจจัยการผลิต เชนพันธุพช ปุย ยาปราบศัตรูพืช ฮอรโมน และการผลิตในไรนาและการเก็บเกี่ยว ไมวาจะเปนผักสด ผลไมสด พืชหัว ืและไมดอก โดยกฎหมายที่เกี่ยวของในสวนของอุตสาหกรรมตนน้ํามีดังตอไปนี้ พระราชบัญญัติพันธุพืช พ.ศ. 2518พระราชบัญญัติปุย พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติคุมครองพันธุพืช พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติท้งหมดนี้อยูภายใตการควบคุมของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร ัและสหกรณ – สินคากลุมปศุสัตว อุตสาหกรรมตนน้ําในสวนของสินคากลุมปศุสตวเริ่มตั้งแต วัตถุดิบอาหารสัตว โรงงาน ัอาหารสัตวผลิตอาหารสัตวสงใหฟารมเลี้ยงสัตวตางๆ รวมถึงฟารมโคนม กฎหมายที่เกี่ยวของในสวนนี้ ไดแก พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว พ.ศ. 2525 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว พ.ศ. 2499 ซึ่งอยูภายใตการควบคุมของกรมปศุสัตว กระทรวงเกษตรและสหกรณ – สินคากลุมสัตวน้ํา อุตสาหกรรมตนน้ําในสวนของสินคากลุมสัตวน้ําและผลิตภัณฑแบงออกเปน การประมงธรรมชาติ การเพาะเลี้ยง และการนําเขา โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวของเพียงฉบับเดียวคือ พระราชบัญญัติการประมงพ.ศ. 2490 ภายใตการควบคุมของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ • อุตสาหกรรมกลางน้ํา – สินคากลุมพืช อุตสาหกรรมกลางน้ําของสินคากลุมพืชจะเนนที่การจัดการหลังเก็บเกี่ยวและการจัดจําหนายสินคาจําพวก ผักสด ผลไมสด ธัญพืช พืชหัว และไมดอก โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวของอยูถึงสี่ฉบับ ไดแก 1. พระราชบัญญัติมาตรฐานสินคาขาออก พ.ศ. 2502 กรมการคาตางประเทศ กระทรวงพาณิชย 2. พระราชบัญญัตอาหาร พ.ศ. 2522 คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวง ิ สาธารณสุข 3. พระราชบัญญัติสงออกไปนอกและนําเขามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2522 กรมการคาตางประเทศ กระทรวงพาณิชย 4. พระราชบัญญัติคมครองผูบริโภค พ.ศ. 2522 สํานักงานคณะกรรมการคุมครอง ุ ผูบริโภค สํานักนายกรัฐมนตรี – สินคากลุมปศุสัตว อุตสาหกรรมกลางน้ําของสินคากลุมนี้ไดแก โรงงานฆาและชําแหละสัตว ภายใตกฎหมายสองฉบับ ไดแกพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และ พระราชบัญญัติควบคุมการฆาและจําหนายเนื้อสัตว พ.ศ. 2535 กระทรวงเกษตรและสหกรณ
    • 340 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย – สินคากลุมสัตวน้ํา อุตสาหกรรมกลางน้ําของสินคากลุมนี้ไดแก สะพานปลา ทาเทียบเรือ และโรงบรรจุโดยอยูภายใตการควบคุมของ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 • อุตสาหกรรมปลายน้ํา – สินคากลุมพืช อุตสาหกรรมปลายน้ําของสินคากลุมนี้ไดแก โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑจากพืช เชน ผักและผลไมกระปอง น้ําผลไมกระปอง ผลไมอบแหง ตากแหง ฯลฯ สินคาเหลานี้ผลิตเพื่อบริโภคทั้งภายในประเทศ และเพื่อเปนสินคาสงออก กฎหมายที่เกี่ยวของในสวนนี้ ไดแก 1. พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 สํานักงาน มาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม 2. พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวง สาธารณสุข 3. พระราชบัญญัติโรงงานอุตสาหกรรม พ.ศ. 2535 กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม 4. พระราชบัญญัตคุมครองผูบริโภค พ.ศ. 2532 คณะกรรมการคุมครองผูบริโภค ิ สํานักนายกรัฐมนตรี – สินคากลุมปศุสัตว อุตสาหกรรมปลายน้ําของสินคากลุมนี้ ไดแก โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑจากสัตว เชนไสกรอก กุนเชียง อาหารกระปอง และโรงงานแปรรูปนม สําหรับผลิตผลิตภัณฑจากนม เพื่อบริโภคภายในประเทศและเพื่อการสงออก กฎหมายที่เกี่ยวของกับอุตสาหกรรมในสวนนี้ ไดแก พระราชบัญญัตมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม ิสํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และพระราชบัญญัตอาหาร พ.ศ.2522 คณะกรรมการ ิอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข – สินคากลุมสัตวน้ํา อุตสาหกรรมปลายน้ําของในสวนสินคากลุมสัตวน้ํา ไดแก โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑตางๆไมวาจะเปนในรูปแบบของผลิตภัณฑ เชน อาหารกระปอง ของสด เชน การแชแข็ง หรือสินคามีชีวิต ทั้งนี้เพื่อการบริโภคภายในประเทศและเพื่อการสงออก เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดในแตละอุตสาหกรรมจะเห็นไดวาการควบคุมการผลิตสินคาในอุตสาหกรรมอาหารนั้นพระราชบัญญัติอาหารมิไดมีกฎ ขอบังคับใด ๆ ที่ครอบคลุมในสวนของอุตสาหกรรมตนน้ํา ซึ่งเนนในดานการผลิตวัตถุดิบกอนผลิตเปนอาหารในทุกกลุมสินคา แตอํานาจการควบคุมวัตถุดิบอยูภายใตกฎหมายหลายฉบับซึ่งออกตามความจําเปนโดยมากจะบัญญัติขึ้นกอนพระราชบัญญัติอาหาร ในที่นี้มีพระราชบัญญัติที่ออกกอนพระราชบัญญัติอาหาร 7 ฉบับจากทั้งหมด 15 ฉบับ นอกจากนี้พระราชบัญญัติที่เกี่ยวของทั้งหมด คณะกรรมการอาหารและยา หรือกระทรวงสาธารณสุขแทบจะไมมีบทบาทในการกําหนดขอบังคับตางๆ สวนพระราชบัญญัติที่เกี่ยวของกับพืช ณ จุดตนทางเนื่องจากไมมีตัวแทนจากสององคกรนี้มาเปนคณะกรรมการของแตละพระราชบัญญัติ ยกเวนพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 341 พ.ศ. 2535 ที่มีตัวแทนจากคณะกรรมการอาหารและยารวมเปนคณะกรรมการดวย ฉะนั้นโดยรวมคณะกรรมการอาหาร และยา จึงไมมีอานาจหนาที่ในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบกอนจะกลายสภาพเปนอาหาร ซึ่งอาจสงผลกระทบตอคุณภาพ ํ และความปลอดภัยของอาหารที่ผลิตขึ้นจากวัตถุดิบเหลานี้ในขั้นตอนตอไป พระราชบัญญัติอาหาร เริ่มเขามามีบทบาทในสวนของอุตสาหกรรมกลางน้ําของทุกกลุมสินคาและ อุตสาหกรรมปลายน้ําในสวนของพืช และปศุสตว ซึ่งเนนการผลิตผลิตภัณฑอาหารที่เปนอุตสาหกรรม อยางไรก็ตาม ั การควบคุมก็ยังกระจายออกไปหลายหนวยงานในหลายกระทรวง ซึ่งอาจสงผลใหเกษตรกรเกิดความสับสน อีกทั้งกระบวนการ ตางๆ นั้นไมชัดเจนและกอใหเกิดความยุงยากในการควบคุม เชน กรมปศุสัตวจะตรวจสอบคุณภาพเนื้อสัตว และผลิตภัณฑ สัตว เพื่อสงออกตามความตองการของประเทศคูคา แตสําหรับการบริโภคภายในประเทศ เนื้อสัตวอยูภายใตพระราช บัญญัตควบคุมการฆาและจําหนายเนื้อสัตว กระทรวงเกษตร ผลิตภัณฑสัตวอยูภายใตพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ิ คณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ในพระราชบัญญัติมาตรฐานสินคาสงออกนั้นมีการกําหนด สินคามาตรฐานเพียงแค 10 ชนิดและเปนสินคาในกลุมพืชทั้งหมดและไมมีการกําหนดสินคามาตรฐานในกลุมอื่นๆ เพื่อควบ คุมคุณภาพสินคาที่จะสงออกภายนอกประเทศ และในกรณีเดียวกัน สําหรับพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม ในสวนของอาหาร ผลิตภัณฑอุตสาหกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากําหนดไดแก สับปะรดกระปอง เพียงอยางเดียวที่กําหนดให การผลิตตองเปนไปตามมาตรฐาน เชน ถาจะผลิตเพื่อสงออก หรือการนําเขา ผลิตภัณฑจะตองเปนไปตามมาตรฐาน ของตางประเทศหรือมาตรฐานระหวางประเทศ ซึ่งสินคาในอุตสาหกรรมอาหารนั้นยังไมมีขอกําหนดที่ชัดเจนในการผลิตเพื่อ ใหเปนไปตามมาตรฐานของตางประเทศ หรือมาตรฐานระหวางประเทศ อีกทั้งขอกําหนดตางๆ ในพระราชบัญญัติอาหารนั้น มุงเนนในดานการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศมากกวาการผลิตเพื่อเปนสินคาสงออก นอกจากนี้กฎหมายที่เกี่ยวของกับ อาหารตางๆ นั้นก็มิไดมีกฎขอบังคับสําหรับการนําเขาสินคาในอุตสาหกรรมอาหารอยางชัดเจนและเขมงวด เมื่อเทียบกับ ตางประเทศแลวกฎระเบียบของประเทศไทยนั้นยังไมเขมงวดและขาดกลไกที่เขมแข็งในการกําหนดมาตรการ ขอบังคับ และการตรวจสอบ จึงสงผลใหอาหารที่ไมไดมาตรฐานผานเขามาในประเทศไดโดยงาย อีกทั้งยังสงผลใหเกิดแยงตลาด ภายในประเทศของผูประกอบการไทย การผลิตสินคาในอุตสาหกรรมอาหาร นอกจากจะมีพระราชบัญญัติควบคุมหลายฉบับจากหลาย หนวยงานหลายกระทรวงที่เกี่ยวของ การจัดตั้งโรงงานสําหรับผลิตสินคาเพื่อการสงออก ก็ตองผานหลายขั้นตอนและ เกี่ยวของกับหลายหนวยงานเชนกัน ซึ่งมีความยุงยากเชนเดียวกับระบบการความคุมโดยพระราชบัญญัติ สามารถแบงเปน ขั้นตอนตางๆ ไดดังตาราง 4.15 ตารางที่ 4.15 สรุปขั้นตอนของหนวยงานราชการที่เกี่ยวของกับอุตสาหกรรมอาหาร ขั้นตอน หนวยงานที่รับผิดชอบ หมายเหตุ1. ขออนุญาตตั้งโรงงาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม – กระทรวง ในกรณีสินคากลุมสัตวน้ํา ตองขอจัดตั้งโรงงานที่กรม อุตสาหกรรม ประมง-กระทรวงเกษตรและสหกรณดวย 2. ขออนุญาตปลูกสรางอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง – กระทรวง มหาดไทย3. ขออนุญาตจัดตั้ง ผลิต และนําเขาวัตถุดบและ ิ คณะกรรมการอาหารและยา – กระทรวงขึ้นทะเบียนอาหาร สาธารณสุข
    • 342 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย ขั้นตอน หนวยงานที่รับผิดชอบ หมายเหตุ4. ขอตรวจสอบและรับหนังสือรับรอง4.1 หนังสือรับรองการวิเคราะห กรมวิทยาศาสตรการแพทย – กระทรวง อาหารกระปอง 15 วัน4.2 หนังสือรับรอง GMO สาธารณสุข อาหารแชแข็งและอื่นๆ 20 วัน4.3 รับรองการใชระบบ HACCP กรมประมง –กระทรวงเกษตรและสหกรณ 15 วัน4.4 หนังสือรับรองสุขลักษณะ (สัตวน้ํา) กรมปศุสัตว – กระทรวงเกษตรและสหกรณ 1 วัน4.5 หนังสือรับรองสุขภาพสัตว (สัตวบก) กรมวิชาการเกษตร –กระทรวงเกษตร 15 วัน4.6 หนังสือรับรองปลอดศัตรูพืช และสหกรณ ระยะเวลา 1 วัน แตถาเปนพืชแหงที่เสี่ยงตอการเกิดการ กัดกินจะตองรมยากอนประมาณ 1-5 วันกอนจะออก หนังสือรับรอง4.7 หนังสือรับรองผลการตรวจกัมมันตรังสี สํานักงานปรมาณูเพื่อสันติ – กระทรวง 10 วัน วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี4.8 รับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐานตางๆ เชน สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม - มากกวา 6 เดือน ISO 9000, ISO 9001, ISO 14001, TSI กระทรวงอุตสาหกรรม 18001, HACCP, GMP5. สงสินคาไปจําหนาย5.1 ยื่นความจํานงขอเปนผูสงออกสินคาทั่วไป 1 กรมการคาตางประเทศกระทรวงพาณิชย5.2 ขอหนังสือรับรองแหลงกําเนิดสินคา กองสิทธิประโยชนทางการคา – กรมการ คาตางประเทศ กระทรวงพาณิชย5.3 ติดตอบริษัทเรือขอเชาตู Container5.4 ผานพิธการศุลกากร ี กรมศุลกากร - กระทรวงการคลัง จากตารางขางตน จะเห็นไดวากระบวนการการจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารเพื่อการสงออก นั้นผูประกอบการตองผานขั้นตอนในการปฏิบัติ และติดตอกับหนวยงานมากมาย ระบบการติดตอประสานงานระหวาง ภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกระบวนการขอหนังสือรับรองแตละประเภท ตามที่ประเทศคูคาตองการยุงยากและซ้ําซอน เนื่องจากจะตองขอใบรับรอง จากแตละหนวยงานซึ่งสวนใหญจะตองผานมากกวาหนึ่งหนวยงานหนึ่งกระทรวง หรือหลาย หนวยงานในหนึ่งกระทรวงแตการประสานงานรวมกันในแตละหนวยงานยังไมเกิดประสิทธิภาพเทาที่ควร ทําใหเกิดการซ้ําซอน ในบางขั้นตอน เชน การจัดเตรียมขอมูล จัดเตรียมตัวอยางสินคาเพื่อการตรวจสอบวิเคราะห และจัดเตรียมเอกสารตางๆ ที่จะตองนําสงหนวยงาน อันสงผลใหผูประกอบการเสียเวลา และตนทุนไปกับการติดตอหนวยงานราชการ นับเปนเวลานานกวาสองทศวรรษที่พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มีบทบาทหลักในการ ควบคุมอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทย นอกเหนือจากพระราชบัญญัติอาหารแลวประเทศไทยยังมีมาตรการ กฎระเบียบ ขอบังคับ สําหรับอุตสาหกรรมอาหารอยูมากพอสมควร แตกฎ ระเบียบเหลานี้ยังไมเครงครัด อีกทั้งยังคอนขางลาสมัย ไมทันตอความกาวหนาทางวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี และการเติบโตของตลาดอาหารทั่วโลก ทําใหบทบัญญัติใน กฎหมายนั้นไมทันตอสถานการณที่เปลี่ยนแปลงไปอยางรวดเร็ว นอกจากนี้กฎหมายที่เกี่ยวของกับอาหารแตละฉบับนั้น ไมมีความเชื่อมโยงกันและไมมีการประสานงานที่ดีระหวางกัน นอกเหนือจากตัวบทกฎหมายที่กระจัดกระจายแลว ขั้นตอน ในแงการบริหารงานดานการขออนุญาตจัดตั้งโรงงานในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อการสงออกก็ตองผานขั้นตอนผานหนวยงาน มากมายเพื่อที่จะใหไดใบรับรองตามความตองการของประเทศคูคา และในบางครั้งก็มความซ้ําซอนกันในแตละขั้นตอน ี
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 343 ซึ่งแตละหนวยงานก็จะมีขั้นตอนวิธีปฏิบัติที่ยึดถือตางกันภายใตกฎหมายและกฎระเบียบตางๆ ที่แตละหนวยงานถือปฏิบัติ จึงทําใหการออกใบอนุญาตหรือใบรับรองนั้นชากวาที่ควรจะเปน ทําใหเสียเวลา และเสียเงินไปกับกระบวนการขออนุญาต 4.2.5 บทสรุปประเด็นสําคัญจากการประเมินอุตสาหกรรมอาหาร Strategy, Structure, Strategy, Structure, &&Rivalry Rivalry (+) การเนนผลิตสินคาที่สรางมูลคาเพิ่ม (+) การใชกลยุทธการผลิตที่เนนคุณภาพมีแนวโนมสูงขึ้น (+) ระดับมาตรฐานการจัดจําหนายและการบริโภคใน ประเทศเริ่มมีแนวโนมสูงขึ้น (-) ไทยไมมีบทบาทเชิงรุกในดานการกําหนดมาตรฐาน Factor (Input) คุณภาพอาหารในเวทีการคาโลก Factor (Input) (-) ขาดการสรางตราผลิตภัณฑไทย Conditions Conditions (-) ความยุงยากซับซอนในกระบวนการและขั้นตอนของ Demand Conditions Demand Conditions หนวยงานราชการ(+) ไทยมีความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศ และ Related and (+) การบริโภคภายในประเทศมีความหลากหลาย การใชวัตถุดิบภายในประเทศเปนหลัก Related and มากขึ้น(+) แรงงานที่อยูในกระบวนการผลิตและบรรจุ Supporting Industries Supporting Industries (+) บทบาทและการแขงขันของธุรกิจคาปลีก และ ภัณฑมีทกษะฝมือดี ั แฟรนไชสอาหารชวยเพิ่มความพิถีพิถันแก(-) แรงงานที่มีทักษะความรูดานการวิจัยและ (+) อุตสาหกรรมและธุรกิจเกื้อหนุนมีการรวมกลุมกันอยาง พัฒนา และดานการตรวจสอบอยูในภาคธุรกิจ ชัดเจน ผูบริโภค นอย (+) มีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกับอุตสาหกรรมทองเที่ยว (+) ความเปนที่นิยมของอาหารไทยชวยสงเสริมดาน(-) ประสิทธิภาพของแรงงานในอุตสาหกรรมลดลง (-) สมาคมและองคกรที่เกี่ยวของดานอาหารมีบทบาทที่เอื้อ ประชาสัมพันธ และการสงออกเครื่องเทศและ(-) คุณภาพของดินและน้ําเลื่อมโทรมลง ตอการพัฒนาอุตสาหกรรม แตผประกอบการขนาดกลาง ู เครื่องปรุง(-) ผลงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑมีมาก แต (-) ผูบริโภคที่มรายไดตําขาดความพิถีพิถันในการ ี ่ ไดรับความสนใจนอย และเล็กยังขาดความเขาใจ (-) สถาบันการศึกษามีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมนอย เลือกซื้อ(-) ขาดแคลนขอมูล และผลการวิจัยดานความ ปลอดภัยอาหาร (-) ขาดอุตสาหกรรมที่พัฒนาเทคโนโลยีและเครื่องจักรใน(-) ยังมีขอจํากัดดานมาตรฐานการตรวจสอบ การผลิตภายในประเทศ คุณภาพอาหาร (-) ธุรกิจสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารยังขาดแคลนวัตถุดิบ และปจจัยสนับสนุนบางประเภท (-) การขาดการบริหารจัดการที่ดีตลอดหวงโซอาหาร
    • 344 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย4.3 ประเด็นที่สําคัญ (Critical Issues) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถการแขงขันของอุตสาหกรรมอาหารของ ประเทศ 4.3.1 ขาดการบริหารจัดการที่ดีตลอดหวงโซอาหาร วัตถุดิบ กระบวน ลอจิสติกส การตลาด ผูบริโภค การผลิต (logistic) การขาดความรวมมือที่ดีระหวางผูผลิตตลอดหวงโซอาหาร ทําใหเกิดปญหาอยางตอเนื่องในทุกขั้นตอนของหวงโซอาหาร • วัตถุดิบ วัตถุดิบมีราคาผันผวน และมีคุณภาพไมสม่ําเสมอ ภาคเกษตรสวนใหญยังพัฒนาไมเทาทันกับภาคการสงออก ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรสวนใหญขาดความรูในการบริหารจัดการฟารมที่ดี กลาวคือ เกษตรกรไมสามารถผลิตผลผลิตไดตรงตามความตองการของผูซื้อทั้งในดานปริมาณ และดานคุณภาพ โดยในดานปริมาณนั้นเนื่องจากขาดการวางแผนที่ดีรวมกันตลอดหวงโซการผลิต ทําใหบางครั้งเกิดสินคาลนตลาดก็จะสงผลเสียกับเกษตรกรเองและเมื่อเกิดภาวะสินคาขาดตลาดก็สงผลตอตนทุนของผูผลิตในลําดับตอไปและความสามารถในการแขงขันในตลาดโลก สวนในดานของคุณภาพนั้น เกษตรกรขาดความรูความเขาใจในความตองการของผูบริโภค ดังนั้นจึงมีการใชสารเคมีในการเพาะปลูก หรือยาปฏิชวนะในการเลี้ยงสัตว ซึ่งเปนผลเสียตอผูบริโภคในประเทศ และสงผลถึง ีคุณภาพของสินคาที่ไมตรงตามขอกําหนดมาตรฐานของประเทศคูคา นอกจากนี้ยังสงผลทําใหเกิดปญหาสิ่งแวดลอมและสารเคมีตกคางในดินและน้ําอีกดวย การขาดการกระจายองคความรูสูคนทุกระดับ เปนสาเหตุหนึ่งที่ทําใหเกิดความเหลื่อมล้ําในการพัฒนาภาคเกษตรกรรม • กระบวนการผลิต มีผูประกอบการรายใหญบางรายที่ผลิต เพื่อการสงออกที่มีความสามารถสรางความเชื่อมโยงอยางเปนระบบกับผูผลิตวัตถุดิบโดยการทํา Contract Farming ทําใหมีการถายทอดความรูใหแกเกษตรกรเพื่อควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ อยางไรก็ตามก็เปนเพียงสวนนอยเทานั้น ผูประกอบการโดยสวนใหญยังคงประสบปญหาเรื่องการพัฒนาระบบฐานขอมูลเพื่อรองรับการสืบคนที่มาของวัตถุดิบ เนื่องจากตองมีการพัฒนารวมกันตลอดหวงโซการผลิตและตองใชตนทุนสูง นอกจากนี้ยังขาดการบริหารจัดการโรงงานที่ดีตามมาตรฐานสากล เชน GMP และการใชHACCP ในกระบวนการผลิตสินคาของผูประกอบการขนาดกลางและขนาดยอมซึ่งเปนผูประกอบการสวนใหญ ยังไมมี
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 345การใชเทคโนโลยีที่ทันสมัยเนื่องจากตองนําเขาจากตางประเทศซึ่งตองอาศัยตนทุนสูงมากจึงอาจไมคุมคากับความเสี่ยงทําใหไมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตได ดานแรงงาน โรงงานอุตสาหกรรมจะเนนการใชแรงงานเปนหลัก โดยแรงงานเปนแรงงานที่ไมตองมีทักษะที่ไดรับการฝกฝนเปนพิเศษ และไดรับคาจางแรงงานขั้นต่ํา ตนทุนจึงขึ้นกับคาจางแรงงาน ซึ่งถูกมองวาเปนปจจัยสําคัญในการไดเปรียบในการแขงขัน ผูประกอบการจึงไดรับผลกระทบอยางมากเมื่อคาจางแรงงานเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังประสบปญหาการเปลี่ยนงานสูงและสงผลตอตนทุนเพิ่มขึ้น จากการวิเคราะหของ Prof.Christian Ketels คิดวาเปนเพราะลักษณะของงานเปนงานที่มีประสิทธิภาพการผลิตต่ําในขณะที่งานอื่นอาจดึงดูดไดมากกวา เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารมีการพัฒนาในสวนนี้ชากวาอุตสาหกรรมอื่น ทําใหเกิดภาวะ Low Productivity Equilibrium • ลอจิสติกส การขนสงอาหารสดและอาหารแชแข็งจะใชการขนสงทางถนนและทางอากาศเปนหลัก เนื่องจากตองการลดระยะเวลาเพื่อถนอมคุณคาและคุณภาพของอาหาร ในบัจจุบัน พบวา ขาดระบบกระจายและการขนสงสินคาแชแข็ง ผักสดและผลไมที่มีประสิทธิภาพ ทําใหเกิดความสูญเสียทั้งน้ําหนักและคุณภาพ ตนทุนสวนใหญจึงตกอยูที่บรรจุภัณฑและการขนสง และดานการบรรจุภัณฑยังขาดการพัฒนาวัสดุบรรจุภัณฑเพื่อการแขงขัน นอกจากนี้ ยังขาดการพัฒนาฐานขอมูล และโครงขายเพื่อการตรวจสอบยอนกลับแหลงที่มาของสินคา ในดานการขนสงทางถนน มีขอจํากัดในชวงเวลาที่สามารถขนสง และการขอใบอนุญาตพิเศษ ซึ่งตองใชเวลานานในการอนุมัตและยังขาดแคลนรถบรรทุกหองเย็น ิทางอากาศ พบวา ยังขาดสิ่งอํานวยความสะดวก (Facility) สําหรับการเก็บสินคาอาหารสดและอาหารแชแข็งระหวางรอลําเลียงขึ้นเครื่องบิน คือ ไมมีการแยกสวนสําหรับสินคาเนาเสียงาย (Perishable Cargo) กับสวนสําหรับสินคาทั่วไป(Yellow Cargo) ทําใหเกิดความเสียหายกับสินคา นอกจากนี้ยังขาดกําลังการขนสงสําหรับสินคาเฉพาะกลุมนี้ ทําใหราคาสูง ดานรถไฟยังไมมีความพรอมและพัฒนาลาชากวาการขนสงทางอื่นทั้งหมด กลาวคือ ไมมหองเย็น มีการกระแทกสูง ีไมมีระบบขนยายที่ดี และหางไกลแหลงเกษตร ซึ่งหากการรถไฟพัฒนาไปรองรับการขนสงอาหารประเภทนี้ไดจะทําใหมีการขนสงเปนจํานวนมากได และชวยลดตนทุน • การตลาด ผูประกอบการเนนการเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันโดยเพิ่มมูลคาสินคาไมไดสรางตลาดหรือตราสินคาใหม เนื่องจากผูประกอบการยังขาดประสบการณในการทําการตลาดตางประเทศ ยังสรางตราสินคาของตนเองและแสวงหาตลาดใหมๆ ไมไดดังนั้นจึงสงผลตอการวางแผนการผลิต และทําใหสูญเสียโอกาสในการได Premiumจากการขายสินคา • ผูบริโภค ผูบริโภคในประเทศยังขาดความพิถีพิถันในการเลือกบริโภค และเผชิญกับความไมปลอดภัยของอาหาร ขณะที่ผูบริโภคตางประเทศกลับสรางกฎเกณฑที่มีความซับซอนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เรายังขาดความสามารถในการติดตามทั้งทางวิทยาศาสตร และการเจรจาตอรอง
    • 346 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย • บุคลากร ขาดบุคลากรที่มีความรูและเขาใจความเชื่อมโยงตลอดหวงโซอาหาร เพื่อทําหนาที่ในการบริหารตั้งแตตนน้ําจนถึงปลายน้ําอยางเปนระบบ ขาดบุคลากรในงานวิจัยและพัฒนาของภาครัฐและเอกชน ทั้งในดานพัฒนาวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ กระบวนการผลิต และดานความปลอดภัยอาหาร 4.3.2 ความปลอดภัยของอาหาร ตลาดในประเทศมีการกระจายตัวของแหลงขายอาหารสูง ทําใหรัฐบาลไมสามารถตรวจตราและลงโทษผูทําผิดกฎหมายไดอยางทั่วถึง ยังขาดการสรางภาพลักษณที่ดีในดานความพิถีพิถันในการบริโภคและการผลิตในประเทศซึ่งควรจะเปนจุดที่สําคัญมากในการสรางความเชื่อมั่นแกผูบริโภคภายนอกในสินคาอาหารของไทย สําหรับตลาดตางประเทศ ยังขาดงานวิจัยและพัฒนาดานความปลอดภัยอาหารทําใหไมมีหลักฐานทางวิทยาศาสตรในการเจรจาการคา ขาดความรวมมือระหวางภาครัฐและภาคเอกชนในการตรวจสอบผลิตภัณฑกอนสงออกความรวมมือในการสรางระบบฐานขอมูลและจัดเก็บหลักฐานทางวิทยาศาสตรของผลิตภัณฑสงออก เพื่อโตแยงกรณีพิพาทไทยจึงไมสามารถแกไขปญหาไดอยางทันทวงทีเมื่อเกิดการกีดกันในขอหามใหมๆ ตลอดจนการเจรจากับประเทศคูคาสําคัญในการผอนปรนมาตรการตางๆ นอกจากนี้ทําใหไทยซึ่งเปนผูสงออกอาหารที่สําคัญกลับไมมีบทบาทใดๆ ในการกําหนดมาตรฐานอาหารเลย อุปสรรคที่สําคัญอีกอยางหนึ่งคือการขาดความรวมมือที่ดีระหวางภาครัฐและเอกชนในการรวมกันเจรจาตอรองในเวทีการคา ทําใหไมสามารถสื่อสารถึงความตองการและประเด็นปญหาที่แทจริงได 4.3.3 ภาครัฐบาล การประสานงานดานนโยบาย และการดําเนินงานของหนวยงานภาครัฐยังขาดความสอดคลอง เปนผลใหการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารเปนไปอยางไมมีประสิทธิภาพ การวางแผนและดําเนินงานดานนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารที่ผานมามีลักษณะตางฝายตางดําเนินการ ไมไดมีการกําหนดหรือวางวิสัยทัศนในอนาคตรวมกันแตละหนวยงานจะดําเนินงานตามบทบาทความรับผิดชอบของตนเอง ซึ่งผลที่ไดรับมักจะไมสอดคลองประสานกันไปในทิศทางเดียวและในบางครั้งมีการซ้ําซอนขัดแยงกันเอง โดยสาเหตุหลักมาจากการขาดหนวยงานที่รับผิดชอบที่ชัดเจนที่สามารถดูแลไดตลอดตนจนจบเรื่อง ดังเชนการประสานงานระหวางหนวยงานภาครัฐที่เกี่ยวของกับการผลิต และจําหนายวัตถุดิบ เพื่อการผลิตอาหารแปรรูป หนวยงานที่สนับสนุนดานการคา กาตรวจสอบ ความปลอดภัย และการจัดสงสินคา อีกทั้งยังไมมีนโยบายอยางเปนรูปธรรมในการจัดตั้งกลุมอุตสาหกรรมที่เกื้อกูลตอเครือขายวิสาหกิจอุตสาหกรรมอาหาร (Food Cluster) เปนผลใหไมสามารถเพิ่มขีดความสามารถทางการแขงขันของอุตสาหกรรมไดอยางเต็มที่ อีกทั้งกฎระเบียบราชการบางเรื่องทําใหเกิดความไมสะดวกลาชาในการดําเนินธุรกิจ เชน การจัดตั้งโรงงาน การขอรับใบอนุญาตการผลิต การตรวจรับรองคุณภาพอาหารในการสงออก สงผลทําใหเกิดภาระปญหาทั้งทางดานการเงิน เวลาและประสิทธิภาพแกผูประกอบการ นอกจากนี้ดานการคาระหวางประเทศของผลิตภัณฑอาหารนั้นหนวยงานภาครัฐควรดําเนินกิจกรรมเชิงรุกในการเจรจาการคาระหวางประเทศ และการสรางความรวมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 3474.4 ขอเสนอแนะเกี่ยวกับตําแหนงเชิงยุทธศาสตร (Strategic Positions) ในการแขงขันของอุตสาหกรรมอาหาร ของประเทศ วิสัยทัศนของอุตสาหกรรมอาหารไทย ไทยจะเปนครัวของโลก โดยเปนผูนําในการผลิตอาหารที่ไดรับความไววางใจ เพื่อปอนใหกับประเทศตางๆ ทั่วโลกไมวาจะอยูในรูปสินคาขั้นปฐม สินคากึ่งสําเร็จรูป หรือสินคาสําเร็จรูป ขอเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร เพื่อปรับวิสัยทัศนขางตนมาสูการปฏิบัติ คณะทํางานไดกําหนดยุทธศาสตรเพื่อเปนกรอบในการกําหนดแผนปฏิบัติงานที่นําไปสูความสําเร็จตามที่ตองการไว 4 ยุทธศาสตร คือ ยุทธศาสตรที่ 1: การพัฒนาศักยภาพทางการแขงขันของหวงโซอาหาร กลยุทธน้มุงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแขงขันของหวงโซอาหาร ซึ่งประกอบไปดวยวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ีลอจิสติกส การตลาด ผูบริโภค อันจะเปนการสนับสนุนการเตรียมพรอมดานการผลิตที่ครบวงจร (From Farm to Table)การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารที่มีมาอยางยาวนาน โดยมากจะจํากัดอยูแตเฉพาะอุตสาหกรรมการสงออก ในขณะที่โรงงานอุตสาหกรรมอาหารโดยรวมแลวเกือบทั้งหมดจะมีขนาดเล็ก และมีจุดออนคือ การพัฒนาตลอดหวงโซอุปทานทั้งนี้เนื่องจากในปจจุบันพบวา การทํางานขององคกรตางๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ยังไมมีการประสานสอดคลองกันทําใหเกิดปญหาที่สําคัญๆ เชน ความผันผวนของราคาและคุณภาพวัตถุดบ ความไมไดมาตรฐานของโรงงานผลิต ความไม ิเพียงพอของสิ่งอํานวยความสะดวกดานการเก็บรักษาและกระจายสินคา และการละเลยดานสุขอนามัยของผูบริโภคหากไมเรงทําการพัฒนาจะทําใหประเทศไทยสูญเสียศักยภาพในการแขงขันไปกับตางชาติในที่สุด ดังนั้นคณะทํางานจึงขอเสนอแนะแนวทางสูการปฏิบัติ ดังนี้ (1.1) การพัฒนาศักยภาพทางการแขงขันของวัตถุดิบ (1.1.1) ภาครัฐ ควรมีการผลักดันใหเกิดมาตรฐานวัตถุดิบของไทยใหเกิดขึ้น โดยเนนการพัฒนาภาคการเกษตรเปนจุดเริ่มตน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ และกระทรวงสาธารณสุข เปนผูรับผิดชอบ – สงเสริมใหเกษตรกรตระหนักถึงบทบาทที่สําคัญของภาคการเกษตรที่มีตออุตสาหกรรม อาหาร โดยจัดใหมีหนวยงานรองรับในดานการเผยแพรขอมูล และการอบรมกับเกษตรกร เพื่อใหเกษตรกรมีความรูความเขาใจในมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร ปญหาที่ประเทศเผชิญอยู นอกจากนี้การสงเสริมใหมีการเผยแพรความรูความเขาใจเรื่องเกษตรดีที่เหมาะสม (Good Agricultural Practice - GAP) มาตรฐานสุขอนามัยสัตวและสุขอนามัยพืช(SPS) รวมถึงโรคระบาดสัตวและพืชตาง ๆ ดานการเผยแพรขอมูลการอบรมและการใหรางวัล อาจเริ่มตนไดจากโครงการหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑที่มีเกษตรกรรวมตัวกัน และจัดทําโครงการนํารองเพื่อเปนตัวอยางและประชาสัมพันธเพื่อใหเกษตรกรมีความตื่นตัวสนใจ โดยเนนใหเกษตรกรเกิดการพัฒนากระบวนการเรียนรู และตระหนักถึงผลประโยชนตอเนื่องสูการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารและประสิทธิภาพในการผลิต ตลอดจนผลกระทบยอนกลับสูเกษตรกรเองหากมิไดใสใจในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย
    • 348 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย – ควบคุมการนําเขาวัตถุดิบที่สงผลเสียตอการผลิตในประเทศ ซึ่งแบงออกไดเปน 2 กลุมคือ (1) กลุมสารเคมีและวัตถุมีพิษในการเกษตร ซึ่งประกอบดวยสารเคมีตองหามตามมาตรฐานอาหารโลก (2) การนําเขาที่อาจสงผลตอโรคระบาดสัตวและพืชภายในประเทศ โดยทําการปรับปรุงดานตรวจพืช ประมง และปศุสัตว พรอมทั้งปรับกฎหมายและใหมีมาตรการเขมงวดในการลงโทษ – มีการตรวจสอบแหลงวัตถุดิบสินคาโดยการควบคุมการใชปจจัยการผลิต เคมีภัณฑ ยาและพันธุพืชพันธุสัตว พรอมทั้งใหการสนับสนุน โดยการขึ้นทะเบียนฟารมและออกใบรับรองการผลิตในฟารมสําหรับผูผลิตที่ไดมาตรฐาน พรอมทั้งกําหนดมาตรการลงโทษที่เขมงวดเมื่อมีการฝาฝนกฎหมายเกิดขึ้น ทั้งนี้มาตรฐานสินคาที่ภาครัฐกําหนดตองทัดเทียมกับมาตรฐานการสงออกและนําเขาสินคาอาหารของไทย เพื่อเปนรากฐานในการนําไปเจรจาตอรองในเวทีการคาโลก และยกระดับการบริโภคในประเทศ (ยุทธศาสตรที่ 2) รวมทั้งใหมีการรับรองระบบการผลิตในฟารม โดยเปดโอกาสใหภาคเอกชนเขามามีสวนรวมดวย – เพิ่มงบประมาณเพื่อใหหนวยงานที่เกี่ยวของ เชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ กระทรวงสาธารณสุข เปนตน มีศักยภาพในการพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบวัตถุดิบไดทั่วถึงมากขึ้น และประชาสัมพันธผลการดําเนินการเพื่อสรางความตื่นตัวใหกับผูผลิตและผูบริโภค แมในปจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณจะมีหนาที่หลักในการสงเสริมการผลิตวัตถุดบให ิมีคุณภาพ เชน – กรมวิชาการเกษตร ไดจัดทําคูมือเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ขึ้นแลว โดยเริ่มรณรงคตั้งแตป 2542 แตหากไดมีการสนับสนุนโครงการดังกลาวใหแพรหลายมากยิ่งขึ้น พรอมทั้งสงเสริมผูที่ปฏิบัติตามหลักGAP โดยการออกใบรับรองก็จะเปนการเพิ่มคุณภาพวัตถุดิบการเกษตรได และลดภาระของเอกชนใหการจัดหาวัตถุดิบที่มีความปลอดภัยได – กรมปศุสัตวและกรมประมงก็มีหนาที่ในการสงเสริม กําหนดหลักเกณฑ และตรวจสอบรับรองคุณภาพวัตถุดิบเนื้อสัตว และผลิตภัณฑสัตวน้ํา หากแตยังมีปญหาการขาดแคลนเครื่องมือตรวจสอบโดยเฉพาะกรมประมง – นอกจากนี้ ควรรวมมือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จัดทําโครงการAgricultural Information Network ในทุกขั้นตอนของหวงโซอาหาร เพื่อสรางระบบฐานขอมูลรองรับการจัดทําtraceability (1.1.2) ภาคเอกชน – ควรมีการพัฒนาฐานขอมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อใหสืบคนแหลงที่มาของวัตถุดิบอยางชัดเจน โดยอาจเริ่มใชกับกิจการที่มีความเชื่อมโยงกับผูผลิตวัตถุดิบ เชน ในรูปของ Contract Farmingหรือหากมีการสงสินคาผาน Distribution Chain ก็จะตองสรางระบบฐานขอมูลที่สามารถตรวจสอบยอนกลับไปยังแหลงวัตถุดบได ิ
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 349 (1.2) การพัฒนาศักยภาพทางการแขงขันของการแปรรูป (1.2.1) ภาครัฐ – พัฒนาระบบตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารที่ไมไดมาตรฐาน GMP และสนับสนุนดานการเงินในการพัฒนาและปรับปรุงโรงงานแกภาคเอกชน อยางไรก็ตาม ในการตรวจจับโรงงานผลิตอาหารที่ไมไดมาตรฐานอยางทั่วถึงนั้น จําเปนตองพัฒนากําลังคนและงบประมาณใหเพียงพอการบังคับใชจึงจะสัมฤทธิ์ผล นอกจากนี้ ผูประกอบการยังคงประสบปญหาในการปรับตัว เนื่องจากโรงงานสวนใหญมีการกอสรางมานาน ดังนั้นการจะปฏิบัติใหสอดคลองกับหลัก GMP จึงกอใหเกิดตนทุนในการปรับปรุงสูงจึงทําใหมีการชะลอการปรับปรุง ดังนั้นหากภาครัฐจะสนับสนุนโรงงานขนาดกลางและยอมเหลานี้ใหปรับตัวไดรวดเร็วขึ้น ก็อาจใหการสนับสนุนดานเงินทุนดอกเบี้ยต่ําเพิ่มขึ้นสําหรับกรณีการพัฒนาโรงงาน – ควรลดภาษีนําเขาเครื่องจักรและอุปกรณที่ใชในการผลิต และสงเสริมการผลิตเครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงาน เนื่องจากในภาวะปจจุบันคาจางแรงงานของไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การแขงขันที่ตนทุนโดยมองเนนที่คาจางแรงงานจึงไมสามารถทําได (1.2.2) ภาคเอกชน ควรปรับการผลิตใหสามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานใหสูงขึ้นเร็วกวาคาจางแรงงานโดยการใชเครื่องมือ เครื่องจักรเขามาทดแทนในสวนของแรงงานใหมากขึ้น ทั้งนี้ภาครัฐอาจใหการสนับสนุนดานเงินทุน (1.3) การพัฒนาศักยภาพทางการแขงขันของลอจิสติกส (1.3.1) ภาครัฐ ควรดําเนินการดังตอไปนี้ – สนับสนุนการพัฒนาและการลงทุนดานระบบขนสง การเก็บรักษาสินคา การกระจายสินคา และบริการบรรจุภัณฑสําหรับสินคาเนาเสียงาย ทั้งในทางบก ทางอากาศ และทางรถไฟ โดยทางอากาศ ควรมีการสราง Perishable Center รองรับสินคาเนาเสียงายและสนับสนุนการขนสงสินคาเฉพาะประเภทนี้เพิ่มขึ้น สวนทางรถไฟ ควรพิจารณาปรับปรุงการลําเลียงในชวงการเปลี่ยนรูปแบบการขนสง และการลงทุนตูรถไฟที่เปนตูคอนเทนเนอรรักษาความเย็น เพื่อสงเสริมการขนสงจํานวนมากเปนการลดตนทุนไดสูง (1.3.2) ภาคเอกชน ควรใหความสนใจในดานตาง ๆ ดังนี้ – เพิ่มการพัฒนาและการลงทุนดานระบบขนสง กระจายสินคา และบริการบรรจุภัณฑที่เหมาะสมกับการขนสงสินคาเนาเสียงาย เชน ผักและผลไมสด ผักและผลไมแชเย็นแชแข็ง และอาหารทะเลแชเย็นแชแข็ง เปนตน ซึ่งตองมีการจัดสงอยางรวดเร็ว ไมกระทบกระเทือนมาก และมีระบบทําความเย็นรักษาอุณหภูมเหมาะสม ิทั้งในตลาดการขนสงภายในประเทศและระหวางประเทศ – พัฒนาเทคโนโลยีการติดตามสินคา (Cargo Traceability) เพื่อใหทราบวาเสนทางการเดินทางและสถานะของสินคา เพื่อใหสามารถติดตามและสืบทราบผูที่มีสวนรับผิดชอบในแตละจุดที่สินคามีการเคลื่อนไหวตั้งแตผูผลิตวัตถุดิบจนกระทั่งสินคามีการจัดสงไปจนถึงผูบริโภค
    • 350 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย (1.3.3) สถาบันการศึกษา ผลิตหลักสูตรและผลงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการบริหารลอจิสติกสสําหรับสินคาเกษตรและสินคาอาหาร (1.4) การพัฒนาศักยภาพทางดานการตลาด (1.4.1) การสรางตราผลิตภัณฑอาหารแหงชาติ อุตสาหกรรมอาหารเพื่อการสงออก โดยมากจะอยูในรูปของการรับจางผลิต โดยผูผลิตไมมีตราผลิตภัณฑเปนของตนเอง ทําใหสูญเสียโอกาสในการทํากําไรใหมากขึ้นอีกทั้งยังประสบกับความไมแนนอน เนื่องจากผูวาจางอาจทําการยายฐานการผลิตออกไป ภาครัฐควรผลักดันการสรางตรา ผลิตภัณฑอาหารแหงชาติขึ้น โดยจุดเดนของตราสัญลักษณ คือ คุณภาพของอาหาร ประกอบดวย รสชาติ ความสดและความสะอาดปลอดภัยเปนหลัก ทั้งนี้ ภาครัฐจะออกตราสัญลักษณใหกับผูผลิตที่สามารถทําไดตามเกณฑมาตรฐานที่ทางรัฐกําหนด และผานการตรวจสอบผลิตภัณฑ ประเทศไทยเคยมีการรณรงคเรื่อง Thailand’s Brand เพื่อสนับสนุนสินคาที่ผลิตในประเทศไทย อยางไรก็ตาม สําหรับผลิตภัณฑอาหาร ตราสัญลักษณใหมนี้ ควรเปนการชูภาพลักษณที่โดดเดน เรื่องความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑเปนสําคัญ มิใชเปนการประชาสัมพันธผลิตภัณฑจากประเทศไทยเทานั้น (1.4.2) ภาคเอกชน “ควรหันมาสนใจทําการตลาดเชิงรุก” ซึ่งสามารถทําไดโดย – ใหความสนใจกับการทําวิจัยดานการตลาดมากขึ้น ทั้งนี้ภาครัฐสามารถใหการสนับสนุนในฐานะเปนแหลงรวบรวมขอมูล (จะใหรายละเอียดใน ยุทธศาสตรที่ 4) เพื่อเปนการชวยลดตนทุนการจัดเก็บขอมูลของภาคเอกชนไดบางสวน นอกจากนี้ เอกชนยังควรเปดตลาดใหม ๆ เชน การใหความสนใจกับประเทศกลุมมุสลิม โดยผลิตสินคาตามมาตรฐาน HALAL โดยตั้งเครือขายวิสาหกิจบริเวณภาคใต เพื่อเปนการสรางงานแกคนมุสลิม และเปนการสรางความเชื่อมั่นแกผูบริโภคสินคาประเภทนี้ไดดวย – เนนการสรางผลิตภัณฑอาหาร ใหมีความแตกตางและมีคุณลักษณะเฉพาะใหมากขึ้นโดยผลิตภัณฑที่มีศักยภาพในการแขงขันสูง คือ – เครื่องปรุงรสและเครื่องเทศ ที่มีเอกลักษณของไทย หากพัฒนาใหอยูในรูปแบบที่เก็บไวไดนานที่เหมาะกับผูบริโภคตางประเทศ ก็จะเปนชองทางสินคาใหม – กลุมสินคาเกษตรอินทรีย ที่เปนที่นิยมในการบริโภคเพิ่มขึ้นทั้งในและตางประเทศอยางไรก็ตาม การผลักดันอาหารในหมวดนี้จําเปนอยางยิ่งที่จะตองมีมาตรการรักษาสิ่งแวดลอมอยางเขมงวด มีการตรวจสอบพื้นที่มีภัย (สารตกคาง) และมีระบบการตรวจสอบกอนสงออกเพื่อสรางความมั่นใจในมาตรฐานสินคา – อาหารไทยยังมีเอกลักษณและคุณคาในทางโภชนาการ ปจจุบันสินคาอาหารไทยสําเร็จรูปจะมีลูกคาหลัก คือ กลุมเอเชีย ซึ่งหากมีการสงเสริมรานอาหารไทยในการทําธุรกิจในตางประเทศอาจเปนชองทางหนึ่งในการประชาสัมพันธผลิตภัณฑอาหารไทยประเภทกึ่งสําเร็จรูปและสําเร็จรูปได
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 351 (1.4.3) การใชคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร เพื่อเปนกลยุทธนาในการหลีกเลี่ยง ํการแขงขันทางดานราคา โดยเนนการเจาะตลาดระดับบนที่ตองการสินคาที่เนนคุณภาพและความปลอดภัยเปนสําคัญและไทยเริ่มมีศักยภาพในการพัฒนาบางแลว เชน ในอุตสาหกรรมไก และกุง ซึ่งสามารถใชกระบวนการ traceability ไดแลว และเปนอุตสาหกรรมกรรมที่ประสบความสําเร็จ ทั้งนี้จะตองแยกสภาวะการแขงขันออกจากตลาดในระดับอื่น โดยการจัดกลุมสินคา ผูผลิตและผูเกี่ยวของที่มีศักยภาพสูง เพื่อปอนตลาดในสวนนี้โดยเฉพาะ ซึ่งภาครัฐสามารถสนับสนุนไดโดยการสรางกลไกเพื่อรับรอง เชน การขึ้นทะเบียนฟารม (ตามกลยุทธ 1.1.1) เปนตน (1.5) การปรับปรุงทัศนคติที่มีตอการบริโภคในประเทศไทย เพื่อเพิ่มภาพลักษณที่ดีในการคาอาหาร ในการตั้งเปาหมายการเปนครัวของโลก ตองแสดงใหชาวโลกเห็นวาครัวไทยเปนครัวที่สะอาด ดังนั้น (1.5.1) ภาครัฐ สามารถทําไดโดย – มีการรณรงค และเผยแพรความรูใหกับประชาชนเกี่ยวกับสุขอนามัยในการบริโภค และคุณคาทางโภชนาการ เพื่อสรางทัศนคติที่ถูกตองในการบริโภค – เพิ่มกําลังคนในการตรวจสอบความสะอาดของอาหาร สารปนเปอน และความปลอดภัยของอาหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากลักษณะการขายอาหารในไทยมีการกระจายตัวสูงทําใหยากตอการปฏิบัติ – ตองมีบทลงโทษผูประกอบการทําผิดกฎหมายอยางเขมงวด – บังคับใหมีการติดฉลากแสดงคุณคาทางโภชนาการและสวนประกอบ ในปจจุบัน กระทรวงสาธารณสุข ไดประชาสัมพันธโครงการทางสื่อตางๆ และมีโครงการ “ตลาดสดนาซื้อ” เกิดขึ้น ซึ่งเปนการเริ่มตนที่ทําใหประชาชน และผูผลิตหันมาตื่นตัวมากขึ้น หากโครงการนี้ไดรับการสนับสนุนอยางตอเนื่อง และขยายผลกระทบกวางออกไปมากขึ้นก็จะมีสวนสําคัญในการสรางภาพลักษณที่ดีตอสินคาอาหารในประเทศไทย (1.6) การพัฒนาใหเกิดบูรณาการดานการวางแผนและการดําเนินงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพของโซอุปทานโดยจัดใหมีกลไกในการประสานความรวมมือระหวางผูที่เกี่ยวของ ตั้งแตอุตสาหกรรมปลายน้ําไปจนถึงอุตสาหกรรมตนน้ําโดยลักษณะความรวมมือกันประกอบดวย การประเมินศักยภาพและแนวทางการทํางานรวมกัน นอกจากนี้ ยังรวมถึงการพยากรณความตองการของตลาด ทั้งในแงปริมาณ คุณภาพ และเวลา ทายที่สด คือ ใหมีการประสานงานและติดตามผล ุรวมทั้งสรางกลไกในการแลกเปลี่ยนขอมูลระหวางกัน
    • 352 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย ยุทธศาสตรที่ 2: การเพิ่มความปลอดภัยของอาหาร กลยุทธนี้มุงสงเสริมและพัฒนาองคกรที่เกี่ยวของและสนับสนุนดานความปลอดภัยและสุขอนามัยอาหาร เพื่อสรางความแข็งแกรงในการตอบโตดานการตอรองในเวทีการคาโลก รวมถึงการพัฒนาความปลอดภัยของผลิตภัณฑ เพื่อใชจุดเดนดานความปลอดภัยและสุขอนามัยเปนจุดขายในตลาดตางประเทศ ความปลอดภัยเปนความตองการของลูกคาในตางประเทศโดยตรง และเห็นไดอยางชัดเจนวาประเทศผูนําเขาสินคาอาหารรายใหญของไทย ไดแก สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย มีการพัฒนาปรับปรุงแกไข กฎ ระเบียบขอกําหนดหรือมาตรการตาง ๆ ของสินคาอาหารอยางตอเนื่อง สินคาอาหารไทยมักถูกกีดกันและถูกปฏิเสธการนําเขา ทั้งนี้เนื่องจากความไมไดมาตรฐานของผลิตภัณฑเอง และจากความไมเปนธรรมของมาตรการ โดยที่ไทยจะประสบปญหาในการเจรจาตอรองทางการคา ทั้งนี้เนื่องจากการขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร การขาดความสัมพันธที่เหนียวแนนระหวางภาครัฐดวยกัน และระหวางภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงความขาดแคลนของเครื่องมือตรวจสอบและบุคลากรดานการวิจัยและพัฒนาความปลอดภัยดานอาหาร เหตุการณดังกลาวทําใหไทยตองสูญเสียรายไดจากตางประเทศเปนจํานวนมากและยังทําใหเสื่อมเสียภาพพจนตอสินคาอาหารจากประเทศไทยอีกดวย (2.1) ภาครัฐควรมีบทบาทเชิงรุกดานมาตรฐานอาหารในตลาดโลก ทั้งนี้จะตองมีการพัฒนาองคประกอบตางๆ ดังนี้ (2.1.1) การพัฒนางานวิจัยและฐานขอมูลในการสนับสนุนการตอรองทางการคา อันไดแกหลักฐานทางวิทยาศาสตรที่เกี่ยวของกับความปลอดภัยทางดานอาหาร จะตองมีการพัฒนาหนวยงานวิจัยและพัฒนาที่รับผิดชอบงานวิจัยดานความปลอดภัยของอาหารโดยตรง โดยมีการวิจัยอยางตอเนื่องมิใชเปนการวิจัยเฉพาะกิจเมื่อมีปญหาเกิดขึ้นเทานั้น และหนวยวิจยในสวนนี้จะตองมีการประสานระหวางภาคเอกชน เพื่อรับทราบปญหา และทัศนะของ ัเอกชน และประมวลใหกับภาครัฐเพื่อใหการเจรจาเปนที่ยอมรับกับทุกฝาย และภาครัฐจะตองจัดสรรงบประมาณใหเพียงพอ รวมทั้งมีการสํารองงบประมาณฉุกเฉินตอบรับกับขอพิพาทที่ไมไดคาดหมาย ในปจจุบันไดมีตัวอยางของเครือขายแกไขปญหาการสงออกผลิตภัณฑกุงแหงชาติ โดยมีหนวยงานตางๆ ใหความรวมมือกัน คือ – ทบวงมหาวิทยาลัย รับผิดชอบในการใหการสนับสนุนดานวิชาการในการใหคําแนะนําปรึกษา และรวมใหขอมูลเชิงวิชาการประกอบการเจรจาการคาระหวางประเทศ รวมถึงสรางหองปฏิบัติการอางอิงที่เปนที่ยอมรับ และจัดฝกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรสายตางๆ ในการสนับสนุนการตรวจสอบสารตกคางประเภทตางๆ – กระทรวงเกษตรและสหกรณ โดยสํานักงานมาตรฐานและตรวจสอบสินคาเกษตรกรมปศุสัตวและกรมประมง จะเปนผูรับผิดชอบดานการติดตามตรวจสอบสารตกคางในผลิตภัณฑกุงเพื่อสงออก การเสนอแนะปญหาและขอจํากัดที่จะนําไปสูการวิจัยและพัฒนา และติดตามความเปลี่ยนแปลงในการกําหนดเงื่อนไขกีดกันทางการคา – สํานักงานคณะกรรมการการวิจัยแหงชาติ รับผิดชอบศึกษาวิจัยสถานภาพปญหาสารตกคางในพื้นที่เลี้ยงกุงเพื่อสงออก
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 353 – ผูประกอบการ ทําหนาที่ใหความรวมมือตามมาตรฐานที่กําหนดรวมกัน รวมถึงเสนอแนะปญหาและขอจํากัด เพื่อนําไปสูการแกไขปญหาที่รวดเร็ว จะเห็นไดวา เครือขายความรวมมือทางวิชาการที่ดีเชนนี้ไดเริ่มขึ้นแลว หากแตเพียงจํากัดอยูในอุตสาหกรรมเดียว หากจะมีการขยายออกมาในวงกวางในลักษณะที่รับผิดชอบอุตสาหกรรมอาหารโดยรวมในดานตางๆควรตองมีองคกรกลาง หรือหนวยงานกลาง เพื่อทําใหระบบงานมีความประสานสอดคลองไดดีขึ้น (ดูรายละเอียดในยุทธศาสตรท่ี 4) (2.1.2) การพัฒ นามาตรฐานของไทยเพื่อ รองรับกับ การเจรจาตอ รองในเวที ก ารคาโลกประเทศไทยควรมีการตั้งระบบงานดานมาตรฐานและความปลอดภัยของสินคาเกษตรและอาหาร เพื่อการผลิตอาหารที่ทัดเทียมกับตางประเทศ (From Farm to Table) เพื่อใหเกิดความเปนธรรมในระบบการคาระหวางประเทศและผูบริโภคในประเทศ กลาวคือ – ควรมีการกําหนดมาตรฐานดานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ของตนเองโดยตั้งอยูบนพื้นฐานดานวิทยาศาสตร – กําหนดมาตรฐานการควบคุมการนําเขาสินคาเกษตร ยา และเคมีภัณฑการเกษตร – เริ่มการกําหนดใชมาตรฐานของไทยในการเจรจาตอรองแบบทวิภาคี ซึ่งมาตรฐานของCODEX ยังพัฒนาไมทันกับภาคการคา ปจจุบันรัฐบาลมีนโยบายเจรจาทําความตกลงทวิภาคีเขตการคาเสรี (Bilateral Free TradeAgreement) กับประเทศที่มีศักยภาพ อาทิ ออสเตรเลีย จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย และญี่ปุน ซึ่งในกรอบของการเจรจาดานมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหารนั้น ประเทศคูเจรจายังไมไดองตามมาตรฐานที่กําหนดโดยคณะกรรมการอาหาร ิระหวางประเทศ (CODEX) ทั้งหมด ซึ่งในทางปฏิบัติตางประเทศโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแลวจะเปนผูกดดันใหไทยปฏิบัตตามมาตรฐานของประเทศคูเจรจา ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเปนผูนําของโลกดานการผลิตและสงออกสินคาเกษตรและ ิอาหารของโลก (2.1.3) การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับกับการเจรจาในเวทีการคาโลก จะตองมีการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะในการตอรอง (Negotiation Skill) และดานกฎหมายระหวางประเทศ เพื่อใหสามารถตามสถานการณและความซับซอนของการกีดกันทางการคาไดทันทวงที (2.1.4) การพัฒนาศักยภาพในการตรวจสอบและวิเคราะหคุณภาพอาหาร โดยดําเนินการดังตอไปนี้ – พัฒนาบุคลากรใหมีความรูความสามารถในการพิจารณาตรวจสอบ และการวิเคราะหคุณภาพอาหาร เพื่อทันตามสถานการณการกีดกันทางการคา ทั้งนี้สามารถทําไดโดยการเสริมสรางความรวมมือทางหนวยวิจัยและปฏิบัติการกับประเทศคูคาหลัก เชน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย เพื่อที่ไทยจะไดรับทราบขอมูลใหม ๆ และสงเสริมใหบุคลากรไปอบรม หรือฝกปฏิบติงานเพื่อนํามาปรับใชกับอุตสาหกรรมอาหารไทยตอไป ั – การพัฒนาศักยภาพ ในดานคุณภาพหองปฏิบัติการ และความรวดเร็วในการตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ทั้งสําหรับการบริโภคในประเทศและการสงออก และพัฒนาระบบการออกใบรับรองมาตรฐานหองปฏิบัติการ โดยหนวยงานตัวแทนของภาครัฐ คือ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณเปนผูรับผิดชอบควบคุมดูแล เพื่อเปดโอกาสใหเอกชนเปดหองปฏิบัติการในการบริการดานการตรวจสอบ
    • 354 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย (2.2) การประสานกันระหวางภาครัฐและภาคเอกชน (2.2.1) ภาครัฐ โดยดําเนินการเพื่อใหเกิดการประสานความรวมมือกับภาคเอกชนดังตอไปนี้ – ควรมีการหารือรวมกับภาคเอกชนอยางใกลชิดเพื่อรับทราบถึงผลกระทบและทาทีในการเจรจาตอรอง – สรางความตระหนักในบทบาทของภาคเอกชนในการเจรจาทางการคา โดยกระจายในทุกระดับการผลิต – เผยแพรผลการเจรจาตอรองทางการคา รวมทั้งขอกีดกันหรือแนวโนมการกีดกันทางการคาที่คาดวาจะเกิดขึ้น เพื่อใหเอกชนตระหนักและเตรียมพรอมในการตั้งรับ – กระตุนการรวมตัวของภาคเอกชนในลักษณะของสมาคมใหมีความเขมแข็งมากขึ้น – ผลักดันใหสมาคมตางๆ มีบทบาทในการเผยแพรขอมูลและความคืบหนาของการเจรจาทางการคา และชวยรวบรวมขอมูลการตอบรับจากภาคเอกชน ยุทธศาสตรที่ 3: การผลักดันการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจอาหาร ยุทธศาสตรนี้มุงผลักดันการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจอาหาร (Food Cluster) ซึ่งประกอบดวยกลุมธุรกิจที่ตองมีการซื้อขายสินคาระหวางกัน มีฐานลูกคารวมกัน ใชโครงสรางพื้นฐานและบริการของผูใหบริการลอจิสติกสและสถาบันการศึกษา สถาบันทดสอบ และสถาบันวิจยและพัฒนาเดียวกัน โดยผลักดันใหเครือขายวิสาหกิจดังกลาวมาตั้งอยูในกลุมพื้นที่ ัเดียวกันเพื่อใชประโยชนจากโครงสรางพื้นฐาน บริการทางวิชาการและการวิจัยพัฒนา และสรางบรรยากาศในการแขงขันและเรียนรูระหวางกันอันจะกอใหเกิดนวัตกรรมดานการผลิต การตลาด และการจัดการ อันมีสวนผลักดันใหประเทศไทยกาวขึ้นเปนผูนําดานการเปนครัวของโลกอยางยั่งยืน ซึ่งในปจจุบันประเทศไทยยังไมมการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจอาหาร ีที่สมบูรณ ที่ผานมาเปนเพียงการตั้งโรงงานอยูใกลกับแหลงวัตถุดบ เชน ธุรกิจผลิตสับปะรดแปรรูปจะตั้งอยูแถบจังหวัด ิภาคตะวันตก ซึ่งเปนพื้นที่หลักในการปลูกสับปะรดของประเทศ ธุรกิจผลิตอาหารแชเย็นแชแข็ง และอาหารทะเลกระปองจะตั้งอยูแถบจังหวัดชายทะเล เปนตน ซึ่งยังขาดองคประกอบอื่นๆ ของการพัฒนาไปสูเครือขายวิสาหกิจอาหารที่สมบูรณอาทิ โครงสรางพื้นฐาน และสถาบันวิจยพัฒนา เปนตน ดังนั้น ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันตางๆ ที่เกี่ยวของควร ัรวมกันผลักดันการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจอาหาร คณะทํางานไดเสนอมาตรการเพื่อบรรลุยุทธศาสตรการผลักดันการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจอาหารไวดังนี้ (3.1) สนับสนุนใหกลุมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมีการรวมตัวกันจัดตั้งเครือขายวิสาหกิจอาหารโดย (3.1.1) ภาครัฐ – ชี้นําและสรางกระแสใหสังคมตระหนักถึงประโยชน และความจําเปนในการจัดตั้งเครือขายวิสาหกิจ ซึ่งประกอบดวย กลุมเกษตรกร กลุมผูผลิตวัตถุดิบอื่น กลุมผูแปรรูป และองคกรที่เกี่ยวของอื่นโดยใหผูเกี่ยวของตระหนักถึงบทบาทและความสําคัญในการรวมมือกันเพื่อการพัฒนาสินคาอาหารไทย
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 355 – รวมกับภาคเอกชนในการกําหนดอุตสาหกรรมรายสาขาและกลุมพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจ รวมทั้งโครงสรางพื้นฐานและสิ่งอํานวยความสะดวกที่จําเปน – ควรผลักดันใหเกิดโครงการนํารอง โดยรัฐเปนผูนําในพัฒนาโครงสรางพื้นฐาน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัยและพัฒนา และสิ่งอํานวยความสะดวกตางๆ รวมทั้งใหสิทธิประโยชนทางการลงทุนและมาตรการสงเสริมทางการเงินแกผูที่เกี่ยวของ รวมทั้งสรางความเขาใจแกชมชนในพื้นที่ ุ (3.1.2) ภาคเอกชน – ควรใหความรวมมือกับภาครัฐในการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจ – ชักชวนและชี้ใหคคาและลูกคาไดเห็นถึงผลประโยชนในการรวมเขามาลงทุนในพื้นที่ที่มี ูการสงเสริมการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจ – ใหความรวมมือกับสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน ในการกําหนดทิศทางการพัฒนาหลักสูตร โครงการวิจัย และการอํานวยความสะดวกในการดูงานและรับนักศึกษาเขาฝกงาน (3.1.3) สถาบันการศึกษา – ใหความรวมมือกับภาครัฐในการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจ และเนนการผลิตหลักสูตรและผลงานวิจัยพัฒนาเพื่อรองรับการประกอบการของธุรกิจในเขตพื้นที่เครือขายวิสาหกิจ – สงเสริมใหนักศึกษาไปฝกปฏิบัติงานในธุรกิจของภาคเอกชน และสรางความรวมมือกับภาคเอกชน – จัดตั้งคณะกรรมการบริหารหลักสูตรการศึกษา หรือสถาบันวิจัยพัฒนาที่มตัวแทนของ ีภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกําหนดทิศทางของการใหบริการทางวิชาการที่สอดคลองกับความตองการของภาครัฐและภาคเอกชน – กําหนดขอบเขตงานวิจัยที่เปนที่ตองการ ไดแก การวิจัยและพัฒนาดานพันธุสัตว พันธุพืชรวมถึงกระบวนการเลี้ยงและการเพาะปลูก งานวิจัยพื้นฐานเพื่อเปนรากฐานในการพัฒนาไปยังงานวิจัยเชิงประยุกต เชนการพัฒนาผลิตภัณฑใหม หรือกระบวนการผลิต ยุทธศาสตรที่ 4: การเสริมสรางความเขมแข็งของการประสานนโยบายดานการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร ยุทธศาสตรนี้ มุงเนนเพื่อปรับปรุงบทบาทและนโยบายของภาครัฐในการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารใหเปนแนวทางเดียวกันนับตั้งแตผูจัดจําหนายวัตถุดิบ เพื่อการผลิตสินคาเกษตรและอาหาร ผูผลิตอาหารแปรรูปผูจัดจําหนายและกระจายสินคา จนถึงผูบริโภคทั้งภายในและตางประเทศ ซึ่งแมในปจจุบันจะมีองคกรที่รับผิดชอบตอการสงเสริมและกํากับการดําเนินงานของผูที่เกี่ยวของในอุตสาหกรรมอยูมาก และกระจายอยูตามกระทรวงตางๆ ไดแกกระทรวงเกษตรและสหกรณ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลังและกระทรวงวิทยาศาสตรฯ เปนตน โดยการแกไขปญหาสวนใหญเปนการแกไขปญหาเฉพาะกิจ ตางฝายตางทําโดยขาดการบูรณาการนโยบายและแนวทางปฏิบติการในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารรวมกัน ั แมในคราวประชุมเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบใหกระทรวงเกษตรและสหกรณ และกระทรวงสาธารณสุข เปนผูรับผิดชอบดานคุณภาพสินคาเกษตรและอาหาร (Food Safety) อีกทั้งเห็นชอบใหสํานักงาน
    • 356 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทยมาตรฐานสินคาเกษตรและอาหารแหงชาติ (มกอช.) เปน Single Agency เปนองคกรหลักในการพัฒนามาตรฐานและความปลอดภัยสินคาเกษตรและอาหาร อยางไรก็ดี ยังขาดหนวยงานที่ดูแลนโยบายการพัฒนาดานตางๆ ในอุตสาหกรรมอาหารใหสอดประสานไปในทิศทางเดียวกัน ไมเฉพาะเพียงแคการใหความสนใจดานความปลอดภัย แตรวมทั้งการพัฒนาศักยภาพดานการผลิตและการกระจายสินคาดวย โดยครอบคลุมผูที่เกี่ยวของทั้งหมดในอุตสาหกรรมอาหารเริ่มตั้งแตธุรกิจจําหนายวัตถุดิบใหเกษตรกร (Farmer’sSuppliers) เกษตรกร (Farmer) ธุรกิจแปรรูปอาหาร (Food Processor) ธุรกิจลอจิสติกส (Logistics) ธุรกิจกระจายสินคาอาหาร (Food Distributors) และผูบริโภคสินคาอาหาร (Food Consumer) ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเสริมสรางความเขมแข็งของการประสานนโยบายดานการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้น คณะทํางานไดนําเสนอมาตรการเพื่อบรรลุยุทธศาสตรการเสริมสรางความเขมแข็งของการประสานนโยบายดานการพัฒนาอุตสาหกรรม ไวดังนี้ (4.1) สนับสนุนใหมการจัดตั้งคณะกรรมการประสานนโยบายอาหารแหงชาติ โดย ี (4.1.1) ภาครัฐ – ระดมความเห็นจากหนวยงานที่เกี่ยวของ ไดแก กระทรวงเกษตรและสหกรณ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย กระทรวงวิทยาศาสตร สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ และอื่นๆ เพื่อชี้แจงใหเห็นถึงความจําเปนที่ตองมีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานนโยบายอาหารแหงชาติ ซึ่งเปนคณะกรรมการประจําที่ทําหนาที่ที่เปนเจาภาพในการประสานนโยบายอาหารแหงชาติซึ่งดูแลนโยบายตางๆ ที่เกี่ยวของ ตั้งแตผูจําหนายวัตถุดิบใหเกษตรกรจนกระทั่งถึงผูบริโภคสินคาอาหาร เพื่อใหมีการกําหนดทิศทางการพัฒนาอยางเปนระบบ และกําหนดนโยบายเฉพาะของอุตสาหกรรมอาหารที่ชัดเจน เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารเปนหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยตองกาวไปสูการเปนครัวของโลก และการปรับแกไขใหเกิดความสอดคลองระหวางหนวยงาน – ระบุความรับผิดชอบของงานที่ดานนโยบายที่เกี่ยวของ โดยงานหลักที่เกี่ยวของ คือนโยบายดานการอํานวยความสะดวกในการบริหารโซอุปทาน (Supply Chain) ของผูที่เกี่ยวของในอุตสาหกรรมอาหารนโยบายดานการจําหนายวัตถุดิบและอุปกรณอํานวยความสะดวกแกเกษตรกร นโยบายดานการสงเสริมเกษตรกรนโยบายดานความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) นโยบายดานการผลิตและการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารนโยบายประกันคุณภาพและมาตรฐานของผูผลิตอาหาร (Quality Assurance) นโยบายดานโภชนาการ นโยบายดานการขนสงและกระจายสินคาอาหาร นโยบายดานการจําหนายสินคาอาหารทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดระหวางประเทศนโยบายดานการกําจัดขยะและของเสียที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมอาหาร นโยบายดานการบริหารขอมูลสารสนเทศ และนโยบายดานการวิจัยและพัฒนา – ผลักดันใหมีการจัดตั้งคณะกรรมการฯ อยางเปนรูปธรรม และสรางกลไกในการติดตามประเมินผล
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 357 (4.1.2) ภาคเอกชน มีบทบาทในการสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมการประสานนโยบายแหงชาติในการมีสวนรวมกําหนดนโยบาย การดําเนินการ และการวิจัยและพัฒนาตลอดสายการผลิต ตลอดจนรวมแสดงความคิดเห็นตอการจัดตั้งคณะกรรมการดานการประสานนโยบายอาหารแหงชาติ (4.1.3) สถาบันการศึกษา มีบทบาทในการสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมการประสานนโยบายแหงชาติ ในการมีสวนรวมกําหนดนโยบาย การดําเนินการ และการวิจัยและพัฒนาตลอดสายการผลิต ตลอดจนรวมแสดงความคิดเห็นตอการจัดตั้งคณะกรรมการดานการประสานนโยบายอาหารแหงชาติ สําหรับความเชื่อมโยงระหวางประเด็นที่สําคัญเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรมอาหารและขอเสนอแนะเชิงยุทธศาสตรไดนาเสนอเปนบทสรุปไวในตาราง 4.16 และความสัมพันธของการนําไปปฏิบัติกับผลกระทบ ํตอการพัฒนาขีดความสามารถไดสรุปไวดงแผนภาพที่ 4.27 ั ตารางที่ 4.16 ความเชื่อมโยงระหวางขอเสนอแนะกับประเด็นสําคัญในอุตสาหกรรมอาหาร ขอเสนอแนะ* ประเด็นสําคัญ ยุทธศาสตรที่ 1 ยุทธศาสตรที่ 2 ยุทธศาสตรที่ 3 ยุทธศาสตรที่ 4ประเด็นการจัดการที่ดีตลอดหวงโซอาหาร (1.1) - (1.6) (3.1) (4.1)ประเด็นความปลอดภัยของอาหาร (1.1) (2.1) - (2.2) (4.1)ประเด็นภาครัฐบาล (2.2) (4.1)*รายละเอียดของขอเสนอแนะยุทธศาสตรที่ 1: การพัฒนาศักยภาพทางการแขงขันของหวงโซอาหาร (1.1) การพัฒนาศักยภาพทางการแขงขันของวัตถุดิบ (1.1.1) ผลักดันใหเกิดมาตรฐานวัตถุดิบ (1.1.2) พัฒนาฐานขอมูลเพื่อสืบคนแหลงที่มาวัตถุดิบ (1.2) การพัฒนาศักยภาพทางการแขงขันของโรงงานและการแปรรูป (1.2.1) พัฒนาระบบตรวจสอบโรงงานและลดภาษีนําเขาเครื่องจักร (1.2.2) เพิ่มผลิตภาพแรงงาน (1.3) การพัฒนาศักยภาพทางการแขงขันของลอจิสติกส (1.4) การพัฒนาศักยภาพทางดานการตลาด (1.4.1) สรางตราผลิตภัณฑอาหารแหงชาติ (1.4.2) การแสวงหาตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑใหม (1.4.3) การใชคณภาพและความปลอดภัยของอาหาร เพื่อเปนกลยุทธนํา ุ (1.5) การปรับปรุงทัศนคติที่มีตอการบริโภคในไทย (1.6) การพัฒนาใหเกิดบูรณาการดานการวางแผนและการดําเนินงานยุทธศาสตรที่ 2: การเพิ่มความปลอดภัยของอาหาร (2.1) ภาครัฐควรมีบทบาทเชิงรุกดานมาตรฐานอาหารในตลาดโลก
    • 358 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย (2.1.1) พัฒนางานวิจัยและฐานขอมูลในการสนับสนุนการตอรองทางการคา (2.1.2) พัฒนามาตรฐานของไทยเพื่อรองรับการเจรจาตอรองในเวทีการคาโลก (2.1.3) พัฒนาบุคลากรที่มีทักษะในการตอรองและกฎหมายระหวางประเทศเพิ่มขึ้น (2.1.4) พัฒนาศักยภาพในการตรวจสอบและวิเคราะหคุณภาพอาหาร (2.2) การประสานกันระหวางภาครัฐและเอกชนเรื่องการเจรจาตอรอง ยุทธศาสตรที่ 3: การผลักดันการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจอาหาร (3.1) การจัดตั้งเครือขายวิสาหกิจอาหาร ยุทธศาสตรที่ 4: การเสริมสรางความเขมแข็งของการประสานนโยบายดานการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร (4.1) การจัดตั้งคณะกรรมการประสานนโยบายอาหารแหงชาติ สูง Project ระยะยาว Quick Wins (1.1.1) ผลักดันใหเกิดมาตรฐานวัตถุดิบ (1.2.1) พัฒนาระบบตรวจสอบโรงงานและลดภาษีนําเขา (1.1.2) พัฒนางานวิจัยและฐานขอมูลเพื่อสืบคนแหลงที่มา เครื่องจักร (1.3) เพิ่มศักยภาพทางการแขงขันของลอจิสติกส วัตถุดิบ (2.1.1) พัฒนางานวิจัยและฐานขอมูลในการสนับสนุนการ (1.2.2) เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ตอรองทางการคา (1.4.1) การสรางตราผลิตภัณฑอาหารแหงชาติ (2.1.2) พัฒนามาตรฐานของไทยเพื่อรองรับการเจรจาผลกระทบตอการพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขัน (1.4.2) การแสวงหาตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑใหม ตอรองในเวทีการคาโลก (1.4.3) การใชคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารเปน (2.1.3) พัฒนาบุคลากรที่มทักษะในการตอรองและ ี กลยุทธนํา กฏหมายระหวางประเทศ (1.5) ปรับปรุงทัศนคติตอการบริโภค (2.1.4) พัฒนาศักยภาพในการตรวจสอบและวิเคราะห คุณภาพอาหาร (1.6) การพัฒนาใหเกิดบูรณาการดานการวางแผนและการ (2.2) การประสานกันระหวางภาครัฐและเอกชนเรื่องการ ดําเนินงาน เจรจาตอรอง (3.1) จัดตั้งเครือขายวิสาหกิจอาหาร (4.1) จัดตั้งคณะกรรมการประสานนโยบายอาหารแหงชาติ ต่ํา ยาก งาย ระดับของความยากในการนําไปปฏิบติ ั แผนภาพที่ 4.27 ความสัมพันธของขอเสนอแนะระดับความยากในการนําไปปฏิบัติและผลกระทบตอการพัฒนาขีด ความสามารถในการแขงขัน
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 3594.5 กรณีศึกษา : การวิเคราะหอตสาหกรรมยอย ุ เปนที่ทราบกันดีอยูแลววา ประเทศไทยนั้นมีความอุดมสมบูรณ และมีผลผลิตทางการเกษตร ปศุสัตว และการประมงที่หลากหลาย อุตสาหกรรมอาหารจึงเปนอุตสาหกรรมที่มีองคประกอบของอุตสาหกรรมยอยตางๆ มากมาย โดยในบางอุตสาหกรรมยอยจะมีคุณลักษณะ ปจจัยสงเสริม และปจจัยขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมที่แตกตางจากภาพรวมอุตสาหกรรมอาหาร ดวยเหตุนี้ คณะทํางานจึงไดดําเนินการวิเคราะหอุตสาหกรรมยอยที่สําคัญบางสาขาโดยใช DiamondModel เปนเครื่องมือสําคัญในการวิเคราะหเชนเดียวกับการวิเคราะหอุตสาหกรรมอาหารในภาพรวม หากแตการวิเคราะหอุตสาหกรรมยอยนี้ จะมุงเนนเพื่อใหเห็นถึงประเด็นที่มีความแตกตางจากประเด็นในภาพรวม ทั้งนี้เพราะคณะทํางานเห็นวาประเด็นที่มีความซ้ําซอนนั้นไดกลาวไวแลวในการวิเคราะหอุตสาหกรรมอาหารในภาพรวม 4.5.1 อุตสาหกรรมทูนากระปอง อุตสาหกรรมทูนากระปองของไทยเปนอุตสาหกรรมที่เนนผลิตเพื่อการสงออกเปนหลัก และไทยเปนประเทศผูสงออกปลาทูนากระปองรายใหญที่สุดของโลก สามารถสรางรายไดเขาสูประเทศปละไมต่ํากวา 2 หมื่นลานบาทโดยเปนสินคาที่มีมูลคาการสงออกสูงเปนอันดับ 1 ในกลุมสินคาสงออกประเภทอาหารทะเลกระปอง ซึ่งพันธุปลาทูนาที่ใชเปนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมมีอยูหลายพันธุแตกตางกันตามขนาดและแหลงที่อยูอาศัย อันไดแก Skipjack (ปลาทูนาทองแถบ) – เปนสายพันธุที่มอยูอยางมากมายและจําหนายมากเปนอันดับแรก ีโดยลักษณะของปลาทูนาพันธุนี้จะมีขนาดเล็ก ลําตัวยาว 18-32 นิ้ว และน้ําหนัก 3-7 กก. อาศัยอยูในแหลงน้ําที่มอุณหภูมิ ีอยูระหวาง 15-25 องศาเซลเซียส ลักษณะโดยทั่วไปจะเปนปลาที่มีเนื้อนอยและมีสีเขม จัดเปนพันธุที่มคุณภาพต่ํากวา ีพันธุ Yellow-fin และ Albacore Yellow-fin (ปลาทูนาครีบเหลือง) – เปนสายพันธุที่ผูประกอบการไทยใชเปนวัตถุดิบในการผลิตปลา ทูนากระปองและจําหนายมากเปนอันดับสอง โดยลักษณะของปลาทูนาพันธุนี้จะมีขนาดลําตัวยาว 27-60 นิ้ว และน้ําหนักตั้งแต 7-25 กก. อาศัยอยูในแหลงน้ําที่มีอุณหภูมิอยูระหวาง 18-30 องศาเซลเซียส ลักษณะโดยทั่วไปจะเปนปลาที่มีสีเขมนอยและมีปริมาณเนื้อปลามากกวาสายพันธุอื่นๆ จึงเปนที่นิยมนําปลาทูนาสายพันธุนี้มาผลิตเปนปลาทูนากระปอง Albacore (ปลาทูนาครีบยาว) – เปนสายพันธุที่ผูประกอบการไทยใชเปนวัตถุดิบในการผลิตปลาทูนากระปองและจําหนายมากเปนอันดับสาม โดยลักษณะของปลาทูนาพันธุนี้จะมีขนาดลําตัวยาว 15-36 นิ้ว และน้ําหนักตั้งแต 4-15 กก. เปนปลาที่สามารถอยูไดทั้งผิวน้ําที่มีอุณหภูมิ 15-19 องศาเซลเซียส และในน้ําลึกที่มีอุณหภูมิอยูระหวาง13-25 องศาเซลเซียส Albacore เปนสายพันธุเดียวที่นํามาเปนวัตถุดิบในการผลิตปลาทูนาเนื้อขาวบรรจุกระปอง และเปนสายพันธุที่จัดวาเปนวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงที่สุดเพื่อใชในการผลิตปลาทูนากระปอง Big-eye – เปนสายพันธุที่ไดรับความนิยมบริโภคสดมากกวานํามาบรรจุกระปอง โดยสวนใหญจะสงออกไปยังตลาดญี่ปน เพื่อนําไปจําหนายในตลาดสดเปนปลาที่มขนาดลําตัวยาวตั้งแต 35-72 นิ้ว และมีน้ําหนักระหวาง ุ ี4-16 กก. พบไดในแหลงน้ําที่มีอุณหภูมิตั้งแต 13-29 องศาเซลเซียส
    • 360 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย Blue-fin – เปนสายพันธุที่มีความสําคัญนอยสําหรับอุตสาหกรรมในประเทศไทย และเปนปลาที่มีขนาดใหญที่สุด โดยปลาทูนา Southern blue-fin มีขนาดลําตัวยาวตั้งแต 60-80 นิ้ว และมีน้ําหนัก 40-130 กก. ขณะที่Northern blue-fin จะมีขนาดใหญกวามากโดยอาจจะมีน้ําหนักสูงถึง 750 กก. Blue-fin เปนสายพันธุที่ไมนิยมบรรจุกระปองเพราะมีสีเขมเกินไป สวนใหญจะสงออกไปยังตลาดสดประเทศญี่ปุน Tongol – เปนสายพันธุที่สามารถพบไดตามชายฝงทะเลของประเทศไทย และเปนปลาที่มขนาดเล็ก ีโดยมีลําตัวยาวเพียง 70-130 เซนติเมตร และน้ําหนัก 1-5 กก. จัดอยูในประเภทปลาเนื้อขาวที่มรสชาติดี แตมขนาด ี ีอุตสาหกรรมบรรจุกระปองเล็ก ประชากรชาวอเมริกันทางตอนเหนือบางคนนิยมบริโภคปลาสายพันธุนี้เนื่องจากรสชาติและสีของเนื้อปลา Bonito – เชนเดียวกับ Tongol คือ สามรถพบไดตามชายฝงทะเลของประเทศไทย และมีขนาดเล็กเชนเดียวกัน คือ ยาว 18-32 นิ้ว และหนัก 1-4 กก. สวนใหญจะนํามาแชเย็นและแชแข็งโดยตัดหัวและควานไสออกเพื่อจําหนาย 4.5.1.1 ความสําคัญของอุตสาหกรรมทูนากระปอง  สหรัฐ 304 ไทย 244 สเปน 217 ญี่ปุน 69 โกตดิวัวร 57 เม็กซิโก 49 ฝรั่งเศส 44 อินโดนีเซีย 42 ฟลิปปนส 36 ไตหวัน 1 ที่มา: FAO แผนภาพที่ 4.28 10 อันดับประเทศผูผลิตทูนากระปองที่สําคัญของโลก (หนวย : พันตัน) อุตสาหกรรมปลาทูนากระปองของไทย เปนอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสําคัญอยางมากในตลาดการคาระหวางประเทศ โดยในประเทศไทยเปนประเทศผูผลิตปลาทูนากระปองมากเปนอันดับ 2 ของโลก ซึ่งในป 2543 มีการผลิตปลาทูนากระปอง 244,000 ตัน หรือประมาณรอยละ 17.5 ของปริมาณการผลิตของโลก ซึ่งต่ํากวาอันดับ 1 คือ ประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีปริมาณการผลิต 304,206 ตัน หรือประมาณรอยละ 21.8 และสูงกวาอันดับ 3 เล็กนอย คือ ประเทศสเปนที่มีปริมาณการผลิต 216,766 ตัน หรือประมาณรอยละ 15.5 นับวาสเปนเปนประเทศคูแขงทางการผลิตที่สําคัญที่สุดของไทย เนื่องจากมีอัตราการผลิตเติบโตเฉลี่ย ชวงป 2539-2543 (รายละเอียดดูตารางที่ 4.17 ประกอบ) สูงถึงรอยละ 9ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการผลิตเติบโตเฉลี่ยเพียงรอยละ 6.7 ตอป
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 361 สัดสวนมูลคาการสงออกสินคาอาหารทะเลกระปองและแปรรูปของไทย ป 2544 ทูนากระปอง อาหารทะเลกระปอง 29% และแปรรูปอื่น ๆ 71% สัดสวนการสงออกทูนากระปองตอผลิตภัณฑมวลรวมของประเทศ ลานบาท % of GDP 30,000 สงออก % GDP 0.6% 25,000 0.5% 20,000 0.4% 15,000 0.3% 10,000 0.2% 5,000 0.1% 0 0.0% 2540 2541 2542 2543 2544 ที่มา: กรมเจรจาการคาระหวางประเทศ กระทรวงพาณิชย แผนภาพที่ 4.29 ความสําคัญของอุตสาหกรรมทูนากระปองตอเศรษฐกิจของประทศ สําหรับความสําคัญของอุตสาหกรรมปลาทูนากระปองที่มีตอเศรษฐกิจของประเทศไทย พบวาปลาทูนากระปองเปนสินคาสงออกที่มีความสําคัญอยางมาก โดยสามารถสรางรายไดใหประเทศในป 2544 คิดเปนมูลคา ประมาณ 25,000 ลานบาท หรือเปนสัดสวนประมาณรอยละ 29 ของสินคาสงออกกลุมสินคาอาหารทะเลกระปอง และแปรรูป ทั้งนี้จากสถิติของกรมเจรจาการคาระหวางประเทศ กระทรวงพาณิชย ในชวงป 2540-2544 มูลคาการสงออกปลาทูนากระปอง แมจะดูวามีลักษณะผันผวนก็ตาม แตเมื่อพิจารณาถึงสัดสวนตอผลิตภัณฑมวลรวมของประเทศแลวปลาทูนากระปองยังคงสามารถสรางมูลคาเพิ่มคิดเปนสัดสวนระหวางรอยละ 0.4-0.5 ของผลิตภัณฑมวลรวมตอป 4.5.1.2 การประเมินปจจัยแวดลอมทางธุรกิจ (Accessing Business Environment) • เงื่อนไขของปจจัยการผลิต (Factor Conditions) อุตสาหกรรมทูนากระปองของไทยตลอดระยะเวลาที่ผานมา ยังจําเปนที่จะตองพึ่งพิงการนําเขาปลาทูนาสดจากตางประเทศเกือบทั้งหมด ทั้งนี้เนื่องจากพันธุปลาทูนาที่อาศัยอยูบริเวณชายฝงทะเลไทยเปนพันธุที่ไมไดรับความนิยมนํามาใชเปนวัตถุดิบสําหรับการผลิตทูนากระปอง อีกทั้งปจจุบันประเทศไทยยังไมมีศกยภาพในการจับ ัปลาทูนาไดอยางเพียงพอตอความตองการในอุตสาหกรรม โดยมีเรือประมงน้ําลึกเพียง 1 ลํา คือ เรือมุกมณี ของสหกรณ ประมงทูนาน้ําลึกไทยที่จับปลาทูนาในมหาสมุทรอินเดีย ประกอบกับในอนาคต การจับปลาทูนาในมหาสมุทรอินเดียจะมีการกําหนดโควตาการจับ โดยคณะกรรมาธิการการจัดการประมงทูนาในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะใชปริมาณกองเรือที่แตละ
    • 362 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทยประเทศมีอยูในปจจุบันเปนเกณฑ ทําใหประเทศไทยจะตองสูญเสียโอกาสในการขยายกองเรือประมงน้ําลึกอีก และจะสงผลทําใหไทยไมสามารถลดปริมาณการนําเขาปลาทูนาได ตารางที่ 4.17 ปริมาณการจับปลาทูนาและการผลิตทูนากระปองของประเทศผูผลิตที่สําคัญ (หนวย : ตัน) ประเทศ 2539 2540 2541 2542 2543 สัดสวน เติบโต ปริมาณการจับ ญี่ปุน 556,833 644,338 671,303 610,611 643,819 16.9% 3.7% ไตหวัน 386,987 359,388 463,646 407,301 436,478 11.4% 3.1% อินโดนีเซีย 297,696 303,420 395,190 381,321 420,958 11.0% 9.0% เกาหลี 201,680 219,841 263,802 188,424 225,158 5.9% 2.8% ฟลิปปนส 175,286 182,993 204,766 208,154 209,798 5.5% 4.6% สเปน 241,798 240,158 229,961 310,043 206,214 5.4% -3.9% สหรัฐอเมริกา 206,734 206,570 216,891 217,253 152,433 4.0% -7.3% ฝรั่งเศส 163,488 136,966 125,787 153,198 152,131 4.0% -1.8% เม็กซิโก 149,579 165,819 135,520 143,172 119,149 3.1% -5.5% โกตดิวัวร 3,543 3,000 2,980 3,876 4,550 0.1% 6.5% ไทย - - - - 1,880 0.0% 0.0% ทั่วโลก 3,374,463 3,567,662 3,934,427 4,004,888 3,819,101 100.0% 3.1% ปริมาณการผลิต สหรัฐอเมริกา 306,551 284,430 308,849 303,504 304,206 21.8% -0.2% ไทย 188,440 203,760 227,120 259,055 244,000 17.5% 6.7% สเปน 153,476 160,455 203,211 208,864 216,766 15.5% 9.0% ญี่ปุน 71,385 68,048 65,967 65,506 69,469 5.0% -0.7% โกตดิวัวร 61,861 49,066 58,057 46,200 57,099 4.1% -2.0% เม็กซิโก 51,104 66,543 55,105 57,229 48,921 3.5% -1.1% ฝรั่งเศส 39,243 37,291 37,521 41,539 44,421 3.2% 3.1% อินโดนีเซีย 31,074 23,922 39,940 36,265 41,921 3.0% 7.8% ฟลิปปนส 58,375 56,164 53,120 36,858 36,458 2.6% -11.1% ไตหวัน 8 3,104 1,157 1,843 1,359 0.1% 261.0% ทั่วโลก 1,250,856 1,251,096 1,395,733 1,399,739 1,394,041 100.0% 2.7%ที่มา : Fishstat, Food and Agriculture Organization of the United Nations
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 363 เหรียญสหรัฐ / ตัน 1,000 -9% 30% 800 -5% 600 400 200 0 2542 2543 2544 2545 ที่มา : กรมเจรจาการคาระหวางประเทศ กระทรวงพาณิชย แผนภาพที่ 4.30 ตนทุนเฉลี่ยการนําเขาปลาทูนาสดแชเย็นและแชแข็งของไทย จากขอมูลสถิติของ FAO (Food and Agriculture Organization of the United State) พบวาประเทศที่มการจับปลาทูนาไดมากที่สุด คือ ประเทศญี่ปุน สามารถจับปลาทูนาเฉลี่ยปละไมต่ํากวา 6 แสนตัน โดยในป ี2543 จับได 643,819 ตัน หรือคิดเปนสัดสวนรอยละ 16.9 ของปริมาณการจับทั่วโลก รองลงมา คือ ประเทศไตหวัน จับได436,478 ตัน หรือคิดเปนสัดสวนรอยละ 11.4 และประเทศอินโดนีเซีย จับได 420,958 ตัน หรือคิดเปนสัดสวนรอยละ 11.0สําหรับประเทศไทย จับไดเพียง 1,880 ตันเทานั้น การที่ไทยจะตองพึ่งพิงการนําเขาปลาทูนาเพื่อใชเปนวัตถุดิบในการผลิตนั้น สงผลใหผูประกอบการไทยจําตองรับภาระความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดบปลาทูนาอยางหลีกเลี่ยงไมได ิซึ่งจากสถิติการนําเขาปลาทูนาสดแชเย็นและแชแข็งป 2542-2545 พบวา ตนทุนเฉลี่ยตอตันมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะลดลงเพียงเล็กนอย นั่นคือ ในป 2543 ตนทุนเฉลี่ยตอตันอยูที่ระดับ 730 เหรียญสหรัฐ ลดลงเพียงรอยละ 5 ขณะที่ในป2544 ตนทุนเฉลี่ยตอตันเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วอยูที่ระดับ 948 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึงรอยละ 30 จากปกอน และในป2545 ตนทุนเฉลี่ยตอตันอยูที่ระดับ 862 เหรียญสหรัฐ หรือลดลงรอยละ 9 สภาวะความผันผวนของราคาปลาทูนาสดในตลาดโลก ยอมสงผลใหผูประกอบการไทยตองติดตามสถานการณราคาอยางใกลชิด ทั้งนี้เพราะราคาปลาทูนาสดจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งปขึ้นอยูกับฤดูกาล และปริมาณการจับในแตละชวงเวลา
    • 364 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย ตารางที่ 4.18 ปริมาณและมูลคานําเขาปลาทูนาแชเย็นและแชเข็ง หนวย : ปริมาณ = ตัน , มูลคา = ลานเหรียญสหรัฐ, ราคาเฉลี่ย = บาท/ตัน 2543 2544 เปลี่ยนแปลง (%) สัดสวน ป 2544 ประเทศ ปริมาณ มูลคาราคาเฉลี่ย ปริมาณ มูลคาราคาเฉลี่ย ปริมาณ มูลคา ราคาเฉลี่ย ปริมาณ มูลคา ไตหวัน 93,946 72 767 127,433 136 1,063 35.6% 88.2% 38.7% 29.2% 32.6% ไมโครเนเซีย 58,676 35 588 67,950 57 840 15.8% 65.3% 42.7% 15.6% 13.7% ญี่ปน ุ 28,563 31 1,081 35,810 37 1,044 25.4% 21.1% -3.4% 8.2% 9.0% ปาปวนิวกีนี 34,879 26 734 39,254 33 836 12.5% 28.1% 13.8% 9.0% 7.9% เกาหลี 14,939 9 586 15,326 15 997 2.6% 74.5% 70.1% 3.5% 3.7% เชเซลล 14,979 10 648 8,685 13 1,448 -42.0% 29.5% 123.3% 2.0% 3.0% อินโดนีเซีย 5,387 4 655 7,716 6 841 43.2% 83.7% 28.2% 1.8% 1.6% สหรัฐอเมริกา 1,928 2 1,091 4,129 5 1,290 114.2% 153.1% 18.2% 0.9% 1.3% นิวซีแลนด 8,522 7 785 4,287 5 1,237 -49.7% -20.7% 57.6% 1.0% 1.3% อินเดีย 10,685 6 593 385 2 4,289 -96.4% -73.9% 623.7% 0.1% 0.4% อื่น ๆ 94,616 65 684 124,728 107 855 31.8% 64.7% 24.9% 28.6% 25.6% รวม 367,119 265 722 435,704 416 955 18.7% 57.0% 32.3% 100.0% 100.0% ที่มา : รายงานการศึกษาภาวะอุตสาหกรรมปลาทูนากระปอง (ต.ค. 2545) สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประเทศไทยนําเขาปลาทูนาสดจากประเทศไตหวันเปนสวนใหญ โดยป 2544 นําเขาในปริมาณสูงถึง 127,433 ตัน คิดเปนมูลคารวม 136 ลานเหรียญสหรัฐ และราคาเฉลี่ยอยูในระดับ 1,063 เหรียญตอตัน รองลงมา คือ ประเทศไมโครเนเซีย มีการนําเขา 67,950 ตัน คิดเปนมูลคา 57 ลานเหรียญสหรัฐ และมีราคาเฉลี่ย 840 เหรียญตอตัน อื่น ๆ 19% คาแรง 6% วัตถุดิบ 55% 20% บรรจุภัณฑ ที่มา : รายงานศึกษาอุตสาหกรรมปลาทูนากระปอง (ต.ค. 2545) สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แผนภาพที่ 4.31 โครงสรางตนทุนการผลิตทูนากระปอง  นอกจากนี้ การมีวิธีการบริหารตนทุนที่ดีและเหมาะสม เพื่อที่จะปองกันและควบคุมตนทุนการผลิตรวมของกิจการมิใหสงขึ้นจนเกิดภาวะขาดทุนจากการดําเนินกิจการเปนสิ่งที่จําเปนอยางยิ่งสําหรับผูประกอบการไทย ูเพราะโครงสรางตนทุนการผลิตปลาทูนากระปองสวนใหญกวารอยละ 55 เปนตนทุนคาวัตถุดิบซึ่งกระทบโดยตรง
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 365สวนตนทุนคาบรรจุภัณฑและการบรรจุหีบหอซึ่งมีสัดสวนประมาณรอยละ 20 ก็เปนอีกปจจัยหนึ่งที่ผูประกอบการไทยตองควบคุมเชนกัน เพราะวัตถุดิบในการผลิตกระปองสวนหนึ่งไทยยังตองนําเขาจากตางประเทศเชนกัน นับเปนอีกสถานการณหนึ่งที่ควรแกการติดตามเพื่อนํามาประกอบการวางแผนการสั่งซื้อและเก็บรักษาวัตถุดิบที่ใชในการผลิต อยางไรก็ดี แมวาประเทศไทยจะไมสามารถจับปลาทูนาไดเอง แตเปนประเทศที่ผลิตปลาทูนากระปองไดในปริมาณที่มากเปนอันดับ 2 ของโลกซึ่งวิเคราะหไดวาผลิตภัณฑปลาทูนากระปองที่ผลิตโดยผูประกอบการไทยนั้นเปนที่ยอมรับอยางกวางขวางจากนานาชาติซึ่งผูประกอบการธุรกิจการผลิตทูนากระปองของไทยสวนใหญมีสถานที่ตั้งอยูตามจังหวัดที่ติดกับอาวไทย เพื่อความสะดวกในการลําเลียงวัตถุดิบและการขนสง อีกทั้งยังเปนการสงเสริมใหเกิดการจางงานในพื้นที่ทองถิ่น สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร เงินลงทุนโดยประมาณ: 4,435 ลานบาท เงินลงทุนโดยประมาณ: 243 ลานบาท การจางงาน: 4,076 การจางงาน: 1,251 กําลังผลิต: 196,550 ตัน กําลังผลิต: 39,000 ตัน สุราษฎรธานี สมุทรปราการ เงินลงทุนโดยประมาณ: 663 ลานบาท เงินลงทุนโดยประมาณ: 141 ลานบาท การจางงาน: 704 การจางงาน: 1,875 กําลังผลิต: 13,080 ตัน กําลังผลิต: 85,600 ตัน สงขลา ปตตานี เงินลงทุนโดยประมาณ: 1,089 ลานบาท เงินลงทุนโดยประมาณ: 102 ลานบาท การจางงาน: 7,771 การจางงาน: 650 กําลังผลิต: 130,000 ตัน กําลังผลิต: 54,250 ตัน ที่มา : รายงานศึกษาอุตสาหกรรมปลาทูนากระปอง (ต.ค. 2545) สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แผนภาพที่ 4.32 พื้นที่ต้งสําคัญในการผลิตและประกอบกิจการทูนากระปอง ั • เงื่อนไขทางดานอุปสงค (Demand Conditions) – ตลาดภายในประเทศ: อุตสาหกรรมทูนากระปองภายในประเทศมีแนวโนมที่ดี เนื่องจากผูประกอบการหันมาทําตลาดในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยพยายามเนนประเด็นหลักของการเปนอาหารเพื่อสุขภาพ เจาะตลาดผูบริโภคที่มีความตองการอาหารเพื่อการลดหรือควบคุมน้ําหนัก แตยังคงประโยชนในดานการโภชนาการ เพราะปลาทูนามิใชเปนอาหารหลักของคนไทย ดังจะเห็นไดจากการทําโฆษณาประชาสัมพันธเพื่อเปนการแนะนําตัวสินคา และใหความรูเกี่ยวกับคุณประโยชนตอสุขภาพของปลาทูนา อีกทั้งพยายามที่สรางตราผลิตภัณฑเพื่อใหติดอยูในความทรงจําของผูบริโภค เชน ซีเล็กส นอติลุส ซาฟโคล โรซา ซีฮอรส และทีซีบี นอกจากนี้ผูประกอบการบางรายยังขยายชองทางการจําหนายโดยใชวิธีรับจางผลิตใหแกหางสรรพสินคาดวยตราผลิตภัณฑของหาง เชน เทสโกโลตัส และคารฟู เปนตนจากการสํารวจสถิติอุตสาหกรรมของสํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แสดงใหเห็นถึงแนวโนมที่เพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วของการตลาดทูนากระปองภายในประเทศอยางชัดเจน โดยในป 2544 ผูประกอบการสามารถจําหนายภายในประเทศได 
    • 366 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทยประมาณ 12,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากป 2543 ถึงรอยละ 62 และในป 2545 สามารถจําหนายไดประมาณ 14,000 ตัน เพิ่มขึ้นรอยละ 12 ถึงแมยอดการจําหนายในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น แตเมื่อเทียบเปนสัดสวนของการผลิตรวมแลวยังอยูในระดับเพียงรอยละ 5 เทานั้น และนั่นแสดงใหเห็นถึงโอกาสที่ผูประกอบการไทยจะปรับกลยุทธเพื่อขยายฐานการตลาดภายในประเทศไดอีกมาก ตัน 16,000 เติบโต 12% 14,000 เติบโต 12,000 62% 10,000 8,000 6,000 4,000 2,000 0 2000 2001 2002 สัดสวนยอดขาย 5% 5% 5% ตอการผลิตรวม หมายเหตุ : ขอมูลสํารวจจากโรงงาน 14 แหง ที่มา : สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม แผนภาพที่ 4.33 ยอดจําหนายทูนากระปองภายในประเทศ – ตลาดตางประเทศ: อุตสาหกรรมทูนากระปองของไทยเนนที่การผลิตเพื่อการสงออกเปนหลัก หรือมากกวารอยละ 90 ของการผลิตจะถูกสงออกไปยังตลาดตางประเทศซึ่งประเทศหลักที่สําคัญในการสงออกคือ สหรัฐอเมริกา เปนตลาดสงออกที่สําคัญที่สุดของไทย โดยในป 2545 มีการสงออกในปริมาณ 59,756 ตัน ลดลงเล็กนอยเพียงรอยละ 1.8 แตคิดเปนมูลคาการสงออก 5,929 ลานบาท ลดลงในสัดสวนถึงรอยละ 15.49 ตลาดที่สําคัญอันดับ 2 คือ แคนาดา มีปริมาณการสงออกรวม 23,910 ตัน ลดลงจากป 2544 ประมาณรอยละ 0.65 คิดเปนมูลคา 2,454ลานบาท หรือลดลงรอยละ 8.33 ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้เปนตลาดมีสัดสวนการสงออกทั้งในแงของปริมาณและมูลคารวมกันแลวสูงถึงกวารอยละ 30 ของการสงออกทั้งหมดของประเทศ ขณะที่ออสเตรเลียและญี่ปุนซึ่งเปนตลาดที่ไทยสงออกสูงเปนอันดับที่ 3 และ 4 มีสัดสวนปริมาณการสงออกเพียงรอยละ 7.8 และ 6.0 หรือคิดเปนสัดสวนมูลคาเทากับรอยละ 8.5และ 8.4 ตามลําดับ นอกจากนี้ตลาดใหมที่ผูประกอบการไทยควรใหความสนใจเพิ่มมากขึ้น คือ ตลาดในกลุมประเทศอาหรับหรือมุสลิม เนื่องจากทูนากระปองเปนอาหารที่รับประทานไดทกเพศและทุกศาสนา แนวโนมของตลาดจึงมีโอกาส ุความเปนไปไดสูงประกอบกับภาครัฐกําลังดําเนินการสนับสนุนและพยายามที่จะใหภาคใตของไทยเปนศูนยรวมอาหารฮาลาล โดยปจจุบันนี้ผูประกอบการไทยหลายรายที่ไดรับการรับรองเครื่องหมายฮาลาลเปนที่เรียบรอยแลว ซึ่งเปนโอกาสที่ดีในการที่จะสรางตราผลิตภัณฑไทยใหเปนที่ติดตลาดในกลุมประเทศเหลานี้
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 367 ตารางที่ 4.19 การสงออกทูนากระปองของไทย ปริมาณ : ตัน, มูลคา : ลานบาท 2544 2545 %การเปลี่ยนแปลง สัดสวน ป 2544 สัดสวน ป 2545อันดับ ประเทศ ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา 1 U.S.A. 60,850.34 7,016.03 59,757.78 5,929.21 -1.8 -15.49 22.6% 27.3% 22.3% 24.6% 2 CANADA 24,066.32 2,677.08 23,910.74 2,454.09 -0.65 -8.33 8.9% 10.4% 8.9% 10.2% 3 AUSTRALIA 17,581.99 1,851.26 20,981.09 2,047.13 19.33 10.58 6.5% 7.2% 7.8% 8.5% 4 JAPAN 13,689.03 1,738.27 16,113.68 2,033.69 17.71 16.99 5.1% 6.8% 6.0% 8.4% 5 EGYPT 29,686.82 1,928.84 21,201.50 1,410.70 -28.58 -26.86 11.0% 7.5% 7.9% 5.9% 6 SAUDI ARABIA 12,417.68 1,267.77 12,340.97 1,238.12 -0.62 -2.34 4.6% 4.9% 4.6% 5.1% 7 LIBYAN ARAB JAMAHRIYA 1,697.59 104.02 9,540.23 609 461.99 485.47 0.6% 0.4% 3.6% 2.5% 8 U_ARAB EMIRATES 4,143.65 381.15 3,981.67 337.34 -3.91 -11.49 1.5% 1.5% 1.5% 1.4% 9 SYRIAN ARAB REPUBLIC 3,858.94 226.97 5,638.89 337.18 46.13 48.56 1.4% 0.9% 2.1% 1.4% 10 SWITZERLAND 3,192.36 390.37 2,946.04 317.55 -7.72 -18.65 1.2% 1.5% 1.1% 1.3% 11 POLAND 5,099.10 329.14 5,026.15 298.21 -1.43 -9.4 1.9% 1.3% 1.9% 1.2% 12 NEW ZEALAND 2,450.71 257.98 2,878.80 289.05 17.47 12.04 0.9% 1.0% 1.1% 1.2% 13 HONG KONG 2,612.40 256.72 2,847.70 279.42 9.01 8.84 1.0% 1.0% 1.1% 1.2% 14 LEBANON 3,672.37 401.16 2,498.79 271.64 -31.96 -32.29 1.4% 1.6% 0.9% 1.1% 15 EU 41,853.20 3,502.67 39,056.77 3,211.95 -6.68 -8.3 15.5% 13.6% 14.6% 13.3% 16 อื่นๆ 42,702.70 3,381.16 39,541.12 3,024.93 -7.4 -10.54 15.8% 13.2% 14.7% 12.6% รวมทั้งหมด 269,575.19 25,710.60 268,261.92 24,089.23 -0.49 -6.31 100.0% 100.0% 100.0% 100.0%ที่มา : ฝายบริการขอมูลและสารสนเทศ สถาบันอาหาร โดยความรวมมือจากกรมศุลกากร อยางไรก็ตาม มาตรการกีดกันทางการคาในรูปของภาษี และมาตรการที่มใชภาษี ิ โดยเฉพาะในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) ยังคงเปนปญหาสําคัญสําหรับผูผลิตและผูสงออกทูนา กระปองของไทย ซึ่งประเทศผูนําเขาอาหารที่สําคัญของโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และกลุมประเทศสหภาพยุโรป มักนํามาใชกับกลุมประเทศผูสงออกอาหาร ตัวอยางเชน ตลาดสหรัฐอเมริกา พิจารณาใหสิทธิพิเศษทางภาษี GSP แกกลุม ประเทศ Andean (โบลิเวีย โคลัมเบีย เอควาดอรและเปรู) ดวยเหตุผลดานการปราบปรามยาเสพติด สําหรับไทยเสียใน อัตรารอยละ 5-35 และมาตรการที่มิใชภาษี คือ ทูนากระปองที่นําเขาจะตองไดรับการรับรองมาตรฐานการผลิต HACCP การกําหนดระดับ Histamine ตองไมเกิน 50 ppm. การติดฉลาก Tuna Dolphin Safe และอาจจะตองทํา Sensory test เพื่อทดสอบและตรวจหาสิ่งปนเปอนในอาหาร อันจะกอใหเกิดอันตรายตอผูบริโภค สหภาพยุโรป พิจารณาใหสิทธิพิเศษทางภาษี GSP กับประเทศในเครือ อาณานิคมกลุมประเทศ ACP (Africa Carribean and Pacific) สําหรับมาตรการที่มิใชภาษี คือ ทูนากระปองที่นําเขาจะ ตองไดรบการรับรองมาตรฐานการผลิต HACCP การกําหนดระดับ Histamine ตองไมเกิน 100 ppm. และหามวาง ั จําหนายหากไมตดฉลาก GMOs โดยเฉพาะในประเทศเนเธอรแลนด ิ ญี่ปุน บังคับใหติดฉลากสินคา GMOs ของญี่ปุน แคนาดา ใชมาตรการกําหนดระดับ Histamine ตองไมเกิน 100 ppm.
    • 368 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย อิยิปต ใชมาตรการตรวจสอบคุณภาพสินคา กรณีวิธีการตรวจวิเคราะหสารประกอบไนโตรเจนในปลาทูนากระปองที่แตกตางกัน  • บริบทของการแขงขันและกลยุทธทางธุรกิจ (Context for Firm Strategy and Rivalry) = 100,000 ตัน (ปริมาณการสงออก) 3,500 มูลคาสงออกเฉลี่ยตอตัน (เหรียญสหรัฐฯ) 3,000 Italy Seychelles Spain France 2,500 Ghana 2,000 Cote d’l voire Ecuador Thailand 1,500 Indonesia Philippines 1,000 500 0 0 100 200 300 400 500 600 มูลคาสงออกรวม ป 2543 (ลานเหรียญสหรัฐฯ) ที่มา : Food and Agriculture Organization of the United Nations แผนภาพที่ 4.34 ประเทศผูสงออกทูนากระปองที่สําคัญ ป 2543 ประเทศไทยนับไดวาเปนผูนําดานการสงออกทูนากระปองของโลกทั้งในแงของปริมาณ และมูลคาการสงออกรวมในแตละป ทั้งนี้สวนหนึ่งอาจจะเปนเพราะวาการกําหนดกลยุทธดานราคาของผูประกอบการไทยนั้นอยูในระดับที่พอใจสําหรับลูกคาเมื่อเทียบกับคุณภาพของสินคา ซึ่งจากขอมูลของ FAO ในป 2543 ระดับราคาสงออกเฉลี่ยตอตันของไทยอยูในระดับ 1,912 เหรียญตอตัน ต่ํากวาราคาเฉลี่ยของโลกที่ระดับ 2,143 เหรียญตอตัน ขณะที่คูแขงสําคัญของไทย เชน สเปน โดยมีระดับราคาเฉลี่ย 2,816 เหรียญตอตันสูงกวาไทย ความไดเปรียบดานราคานี้สงผลใหขายทูนากระปองไดในปริมาณที่มาก และเพิ่มขึ้นทุกป อยางไรก็ตาม แมวาประเทศไทยจะเปนผูนําของโลกที่ทิ้งหางคูแขงอยูมาก แตกไมควรที่จะมองขามซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสเปนแลว พบวา สเปน สงออกทูนากระปองในป 2539 ไดใน ็ปริมาณ 39,321 ตัน แตหลังจากนั้นเพียง 4 ป คือ ในป 2543 สเปนสามารถสงออกทูนาไดถึง 80,240 ตัน หรือเพิ่มขึ้นถึงรอยละ 104 เมื่อพิจารณาในระดับราคาเฉลี่ยการสงออกแลว พบวา ในป 2539 สเปนมีระดับราคาเฉลี่ยการสงออกที่ระดับ4,269 เหรียญตอตัน และในป 2543 มีระดับราคาเฉลี่ยที่ 2,816 เหรียญตอตัน หรือระดับราคาลดลงถึงรอยละ 34 ขณะที่ประเทศไทยนั้นสามารถสงออกในป 2539 ไดในปริมาณ 188,434 ตัน และในป 2543 สงออกไดในปริมาณ 244,138 ตันหรือเพิ่มขึ้นเพียงรอยละ 29 เทานั้น และเมื่อพิจารณาถึงระดับราคาเฉลี่ยการสงออกแลว ในป 2539 ประเทศไทยสงออกไดในระดับราคาเฉลี่ย 2,593 เหรียญตอตัน และลดลงอยูในระดับ 1,912 เหรียญตอตัน ในป 2543 หรือลดลงรอยละ 26อันเปนสัญญาณที่บงบอกใหเห็นวาสเปนมีความพยายามที่จะขยายตลาดในระดับลางเพิ่มมากขึ้น
    • 369 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย ตารางที่ 4.20 World Canned Tuna Export Quantity (Tons) Value (Thousand US dollars) Value / Ton (US dollar) Country 1996 1997 1998 1999 2000 1996 1997 1998 1999 2000 1996 1997 1998 1999 2000Thailand 188,434 203,762 227,120 259,053 244,138 488,628 574,670 608,208 578,754 466,705 2,593 2,820 2,678 2,234 1,912Spain 39,321 49,996 60,988 59,042 80,240 167,846 196,199 254,566 200,907 225,994 4,269 3,924 4,174 3,403 2,816France 29,047 35,412 24,525 43,050 64,697 89,561 118,155 78,429 118,466 161,262 3,083 3,337 3,198 2,752 2,493Côte dIvoire 61,861 49,066 58,057 49,517 57,719 237,992 186,532 220,901 141,157 120,014 3,847 3,802 3,805 2,851 2,079Ecuador 26,453 27,236 36,335 45,555 53,643 69,239 77,800 107,212 106,180 99,576 2,617 2,857 2,951 2,331 1,856Indonesia 31,074 23,922 39,940 36,265 44,733 79,615 70,261 104,168 82,500 87,833 2,562 2,937 2,608 2,275 1,963Philippines 69,114 56,164 63,701 36,858 44,204 130,832 134,332 130,117 78,113 64,493 1,893 2,392 2,043 2,119 1,459Seychelles 13,016 21,940 21,626 34,605 41,491 34,125 57,240 78,527 99,572 106,281 2,622 2,609 3,631 2,877 2,562Ghana 12,800 22,800 17,038 21,343 25,052 38,198 67,343 51,191 54,281 59,115 2,984 2,954 3,005 2,543 2,360Mauritius 13,082 15,136 12,625 14,921 17,561 39,365 42,734 41,122 37,564 35,578 3,009 2,823 3,257 2,518 2,026Others 131,850 125,498 148,812 127,872 110,660 406,290 383,334 500,528 359,306 253,482 3,081 3,055 3,363 2,810 2,291World Export 616,052 630,932 710,767 728,081 784,138 1,781,691 1,908,600 2,174,969 1,856,800 1,680,333 2,892 3,025 3,060 2,550 2,143ที่มา : Fishstat, Food and Agriculture Organization of the United Nations
    • 370 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย ปจจุบันผูประกอบการธุรกิจทูนากระปอง จําเปนตองมีการปรับกลยุทธการดําเนินงานทางธุรกิจของตนเองทั้งนี้ เนื่องจาก ผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ผานมา การเขามาสูเวทีการคาโลกของคูแขงใหมๆการเปดเสรีทางการคา การทําขอตกลงทางการคาระหวางประเทศ ตลอดจนการกําหนดมาตรการตางๆ ที่เขมงวดมากขึ้นลวนแลวแตเปนปจจัยใหดําเนินธุรกิจยากลําบากยิ่งขึ้น สําหรับประเทศไทยมีจํานวนผูผลิตทูนากระปอง 19 แหง มีเพียง 2-3 บริษัทเทานั้นที่มีความเขมแข็ง และครองสวนแบงทางการตลาดไดจํานวนมาก ในที่นี้จะขอยกตัวอยางเพียง 1 บริษัทเพื่อวิเคราะหกลยุทธการดําเนินธุรกิจ ดังนี้ – บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซน โปรดักส จํากัด (มหาชน) เปนบริษัทขนาดใหญ กอตั้งขึ้นเมื่อป 2533 ปจจุบันจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพยแหงประเทศไทย และมีพนักงานทั้งสิ้น 4,000 คน สํานักงานใหญอยูในพื้นที่อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครซึ่งจากแบบแสดงรายการขอมูลประจําป 2545 แสดงใหเห็นวา บริษัทไดใหความสําคัญกับมาตรฐานการผลิตสินคา โดยโรงงานของบริษัทไดรับการรับรองมาตรฐานมากมาย ไดแก IS09002, HACCP,EU(No. 1025), HALAL, GMP, US Food and Drug Administration (FDA) และ Canadian Food Inspection Agency(CFIA) ทําใหสินคาของบริษัทเปนที่ยอมรับของตลาดโลก นอกจากนี้บริษัทมีการทําธุรกิจอยางครบวงจร โดยจัดแบงกลุมธุรกิจออกเปน 5 กลุมหลัก ไดแก 1. กลุมธุรกิจผลิตและสงออกอาหารสําเร็จรูปแชแข็งและบรรจุกระปอง เปนธุรกิจหลักของบริษัทที่ดําเนินงานภายใตบริษัทยอยและบริษัทรวม 5 บริษัท คือ บจ.ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม บมจ.สงขลาแคนนิ่ง บจ.ไทยยูเนี่ยน ซีฟูด บจ.ไทยยูเนี่ยน นําฮง และบจ.ไทร-ยูเนี่ยน ซีฟูดส สินคาที่สําคัญของธุรกิจ คือ ทูนากระปองซึ่งเปนสินคาหลักของบริษทที่มีกําลังการผลิตปละ 280,000 ตัน/ป ทูนาสุกแชแข็ง มีกําลังการผลิตปละ 31,000 ตัน/ป ัอาหารแมว มีกําลังการผลิตปละ 75,000 ตัน/ป กุงแชแข็ง มีกําลังการผลิตปละ 16,000 ตัน/ป และปลาหมึกแชแข็ง มีกําลังการผลิตปละ 6,500 ตัน/ป 2. กลุมธุรกิจผลิตและจําหนายบรรจุภัณฑ เปนกลุมธุรกิจสนับสนุนที่ดําเนินงานภายใตบริษัทยอย 2 บริษัท ไดแก บริษัท เอเชียนแปซิฟคแคน จํากัด ดําเนินธุรกิจผลิตและจําหนายภาชนะบรรจุอาหารทั้งประเภทกระปองเหล็กและกระปองอลูมิเนียมสําหรับบรรจุอาหาร ซึ่ง บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซน โปรดักสลงทุนในบริษัทเอเชียนแปซิฟคแคน จํากัด ผานทางบริษัท สงขลาแคนนิ่ง จํากัด (มหาชน) ปจจุบันผลิตภัณฑของบริษัทเอเชียนแปซิฟคแคน จํากัด ไดจาหนายใหกับบริษัทในกลุมไทยยูเนี่ยนประมาณรอยละ 90 ํ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กราฟฟกส จํากัด ดําเนินธุรกิจผลิตสิ่งพิมพทั่วไปรวมถึงฉลากสินคา ลูกคาของบริษัทโดยสวนใหญ ไดแก บมจ. ไทยยูเนี่ยน โฟรเซน โปรดักส และบริษัทในเครือ 3. กลุมธุรกิจผลิตและจําหนายอาหารสัตว ดําเนินการโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยนฟดมิลล จํากัด ไดเริ่มลงทุนในป 2543 จากการผลิตอาหารกุง ภายใตเครื่องหมายการคา "โปรฟด" "เอฟซีอาร" "นานามิ"และ "แอควาฟด" เพื่อจําหนายทั้งภายในประเทศและสงออก 4. กลุมดําเนินธุรกิจตลาดภายในประเทศ ดําเนินธุรกิจเปนตัวแทนจําหนายผลิตภัณฑอาหารสําเร็จรูปตางๆ ที่จําหนายภายในประเทศ โดยดําเนินงานภายใตบริษัทยอย 2 บริษท ไดแก ั บริษัท ธีร โฮลดิ้ง จํากัด ดําเนินธุรกิจเปนตัวแทนจําหนายปลาเสนและปลาแผน ภายใตเครื่องหมายการคา "ฟชโช" และ"โอโทโร" เยลลี่คาราจีแนนผสมผงบุก ภายใตเครื่องหมายการคา "ทรีโอไลท" ปลาทูนาปรุงรส ทูนาแซนดวิชสเปรด และแซลมอนแซนดวิชสเปรด ภายใตเครื่องหมายการคา "ซีเล็ค" ทั้งนี้ จะเนน 
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 371 วัตถุดิบที่บริษัทในเครือใชอยูแลว เชน อาหารทะเล และผลไม เพื่อสามารถสนับสนุนและสอดคลองกับการดําเนินธุรกิจ ในเครือซึ่งสวนใหญจะเปนอาหารทะเล บริษัท ไอเอฟซี อินเตอรฟูด จํากัด ดําเนินธุรกิจผลิตและจําหนายอาหาร วางสําเร็จรูป เพื่อจําหนายใหกับรานสะดวกซื้อ (Convenience Store) และตามสถานีบริการน้ํามันทั่วประเทศ ในปจจุบัน บริษัทมีผลิตภัณฑที่วางจําหนาย และเปนที่รูจัก ไดแก พายไสตางๆ ภายใตเครื่องหมายการคา "พัฟฟพาย" ขนมปงสอดไส ตางๆ ภายใตเครื่องหมายการคา "เอ็กซเพรสโรลล" และแซนดวิช ภายใตเครื่องหมายการคา "เดลี่ดีไลท" 5. กลุมธุรกิจการลงทุนในตางประเทศ เปนการจัดตั้งบริษัทในตางประเทศ ไดแก บริษัท ไทยยูเนี่ยน อินเตอรเนชั่นแนล จํากัด เพื่อเขาไปลงทุนในบริษัท ซึ่งประกอบธุรกิจที่นาสนใจในตางประเทศ ปจจุบัน บริษัทไทยยูเนี่ยน อินเตอรเนชั่นแนล จํากัด ไดเขาไปลงทุนใน บริษัท ไทร-ยูเนี่ยน ซีฟูดส จํากัด ซึ่งเปนบริษัทที่เปนเจาของ เครื่องหมายการคา “ชิคเกนออฟเดอะซี” ตราผลิตภัณฑอันดับที่ 3 ในตลาดสหรัฐอเมริกา ในสัดสวนรอยละ 100 ทําให บริษัท ไทร-ยูเนี่ยน ซีฟูดส จํากัด ถือเปนบริษัทยอยอีกแหงหนึ่งดวย บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซน โปรดักส จํากัด เปนบริษัทที่มียอดการสงออกทูนากระปองใน สัดสวนประมาณรอยละ 40 ของการสงออกรวมของประเทศซึ่งสูงที่สุดในประเทศไทย 4.5.1.3 สรุปประเด็นสําคัญที่ไดจากการวิเคราะหอุตสาหกรรมทูนากระปอง บริบบทของการแขขัขัน บริ ทของการแขงง น และกลยุททธทางธรกิจ และกลยุ ธทางธรกิจ (+) ผูประกอบการใหความสนใจกับคุณภาพของผลิตภัณฑ (+) ผูประกอบการพยายามสรางตราผลิตภัณฑของตนเอง เงื่อ่อนไขของปจจัย เงื นไขของปจจัย (-) ความไมแนนอนและยากในการวางแผนการผลิต เงื่อ่อนไขทาง การผลิตต เนื่องจากความผันผวนของราคา และวัตถุดิบ เงื นไขทาง การผลิ ดดานอุปสงค านอุปสงค(+) การกอตัวของอุตสาหกรรมในลักษณะ (+) การเพิ่มขึ้นของผูบริโภคภายในประเทศ Cluster ไดพัฒนาขึ้นตามแนวชายฝง (-) การเนนตลาดสงออกเพียงไมกี่ประเทศ ทะเลของไทย อุอุตสาหกรรมทีกีกี่ยว ตสาหกรรมที่เ ่เ ่ยว(-) วัตถุดิบสําคัญเพื่อการผลิตมีความ จําเปนที่ตองพึ่งพาการนําเขาอยางมาก โยงและสนับบสนุนกัน โยงและสนั สนุนกัน และราคาวัตถุดิบมีความผันผวนมาก เชนกัน (-) เรือประมงน้ําลึกมีไมเพียงพอตอการสนับสนุนวัตถุดิบ เพื่อการผลิต
    • 372 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 4.5.2 อุตสาหกรรมไก อุตสาหกรรมการผลิตไกเนื้อเปนอุตสาหกรรมที่มีความสําคัญ ตอทั้งภายในประเทศและตอการสรางรายไดใหกับประเทศในการสงออกเปนเวลาชานาน เปนอุตสาหกรรมที่มีการกอตั้งดําเนินงานมานานกวา 30 ป (เริ่มมีการสงออกครั้งแรกในป 2516) และมีอัตราการเติบโตที่ดีอยางตอเนื่อง โรงงานผลิตอาหารสัตว โรงงานเลี้ยงไก โรงงานแปรรูปมี ก ารพั ฒ นากระบวนการทํ า งานอย า งต อ เนื่ อ งจนได รับ การรับ รองจากหน ว ยงานมาตรฐานระดั บ โลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อไกเพื่อการสงออกที่สามารถสงออกสินคาไกแปรรูปไปยังตลาดตางประเทศที่มีความเขมงวดดานมาตรฐานความปลอดภัยอาหารที่สูงมาก เชน ตลาดยุโรปหรืออียู และญี่ปุน ปจจุบันผูผลิตไดหันมาใหความสําคัญกับการผลิตไกแปรรูปมากกวาการผลิตไกสดแชแข็ง เนื่องจากเปนการเพิ่มมูลคาสินคาใหสูงขึ้น และเปนใชความสามารถหรือจุดเดนในดานแรงงานฝมือและการผลิตที่ทันสมัยใหเปนประโยชน อีกทั้ง ยังเป นการสรางความแตกตางของจุดแข็งและตลาดใหมใหกับ อุตสาหกรรม เนื่องดวยอุตสาหกรรมการผลิตไกสดแชแข็งนั้นมีการแขงขันดานราคาสูงที่สูงขึ้น ผูบริโภคไมเห็นความแตกตางของสินคา และมีการเกิดของคูแขงรายใหมๆ มากมายที่มีความไดเปรียบดานราคาทั้งแรงงานและวัตถุดิบ เชน จีนหรือบราซิล เปนตน เพื่อเปนการสรางขีดความสามารถในการแขงขันของอุตสาหกรรม การใหความสําคัญในการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนในการวิจัยและพั ฒ นาผลิตภั ณ ฑ กระบวนการผลิต มาตรฐานความปลอดภั ยในอาหารเป น สิ่งที่ จํ าเป น อย า งยิ่ง และโดยเฉพาะกั บ ผลิ ต ภั ณ ฑ แ ปรรูป ที่ เน น การสรางมู ล ค า เพิ่ ม จะเป น สิ่ งที่ ส ง เสริม อุ ต สาหกรรมในระยะยาว 4.5.2.1 ความสําคัญของอุตสาหกรรมการผลิตไกเนื้อ อุต สาหกรรมการผลิ ต ไก เนื้ อ เป น หนึ่ งในอุ ต สาหกรรมปศุ สั ต ว (Livestock industry) ที่ มี ค วามสําคัญมากที่สุด โดยเฉพาะในดานสัดสวนและปริมาณรายไดที่สรางขึ้นจากทั้งภายในและตางประเทศ แมวาการสงออกเนื้อไกจะมีปริมาณเพียงรอยละ 1.2 เมื่อเทียบกับปริมาณการสงออกทั้งหมด แตอุตสาหกรรมไกเนื้อก็มีอัตราสวนการสงออกสูงถึงรอยละ 11 ตอการสงออกสินคาเกษตรทั้งหมดโดยมีรายไดจากสงออกมากกวา 35,481.5 ลานบาทในป 2544
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 373 สัดสวนมูลคาการสงออกสินคาเกษตรของไทยป 2544 สินคาเกษตรอื่น ๆ เนื้อไก 11% 89% สัดสวนการสงออกไกตอผลิภัณฑมวลรวมของประเทศ ลานบาท % 70,000 1.4% 60,000 สงออก % of GDP 1.2% 50,000 1.0% 40,000 0.8% 30,000 0.6% 20,000 0.4% 10,000 0.2% 0 0.0% 2540 2541 2542 2543 2544 ที่มา: กรมเจรจาการคาระหวางประเทศ กระทรวงพาณิชย แผนภาพที่ 4.35 ความสําคัญของอุตสาหกรรมไกตอเศรษฐกิจของประเทศ  สาเหตุสําคัญของการเติบโตเพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมไกเนื้อ เกิดจากความตองการบริโภคเนื้อไกที่เพิ่มขึ้นอยางมากตอเนื่องทั้งภายในและตางประเทศ โดยในป 2544 การบริโภคและสงออกเนื้อไกมีอัตราสวนตอ GDPถึงรอยละ 2 และเติบโตเฉลี่ยรอยละ 11 ตอเนื่องจากป 2541 ถึง 2544 ปริมาณและสัดสวนการผลิตเนื้อไกของประเทศผูผลิตที่สําคัญของโลกป 2545 (พันตัน) สหรัฐ 14,519 บราซิล 7,040 สหภาพ 6,750 จีน 5,400 เม็กซิโก 2,188 อินเดีย 1,400 ไทย 1,344 ญี่ปุน 1,090 แคนาดา 945 มาเลเซีย 832 ที่มา: : United States Department of Agriculture (USDA) แผนภาพที่ 4.36 ปริมาณและสัดสวนการผลิตเนื้อไกของประเทศผูผลิตที่สําคัญของโลกป 2545 (พันตัน)
    • 374 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย ประเทศไทยเปนประเทศผูผลิตและสงออกเนื้อไกที่สําคัญรายหนึ่งของโลก โดยมีปริมาณการผลิตเนื้อไกเปนอันดับที่ 6 ของโลกและอันดับที่ 4 ในการสงออก โดยตลาดสงออกสวนใหญมากกวาครึ่งหนึ่งคือ ประเทศญี่ปุนและตามดวยประเทศในกลุมสหภาพยุโรป อุตสาหกรรมไกเนื้อมีการรวมตัวกันเปนเครือขายวิสาหกิจ ในระดับขั้นตน กลาวคือ จุดประสงคหลักของการเกิดรวมตัวคื อความสะดวกและประหยัดในการขนสง โดยที่อุตสาหกรรมตนน้ําเชน การเพาะเลี้ยงลูกไกการเลี้ยงไก มีการเลือกจัดตั้งโรงงานหรือฟารมเลี้ยงใกลกับผูผลิตแปรรูปไก อยางไรก็ตาม การกระจุกรวมตัวกันนี้ โดยมากมั ก จะเป น ผูผ ลิ ต เพื่ อ การส งออก ส ว นอุ ต สาหกรรมอื่ น หรือ หน วยงานอื่น ที่ ส งเสริม การพั ฒ นาเครือ ขา ยวิส าหกิจ เช นสถาบันวิจัย หนวยงานการศึกษา องคกรภาครัฐ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ยังไมไดจัดตั้งขึ้นในบริเวณเดียวกัน พื้นที่หลักสําหรับการผลิต ภาคเหนือ Chiang Rai เพื่อสงออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10,000 9.0 Phayao 10,000 15.0 จํานวนฟารม จํานวนไก Mae Chiang Hong Mai Nan จํานวนฟารม จํานวนไก Lam Lampang 7,500 Sorn poon Phrae Nong Khai 7,500 12.5 8.5 Utharadit Nakorn Sukho Loei Udorn Thani Sakon Phanom 5,000 Tak thai nakorn Mukdha 5,000 10.0 Phitsanulok Khon Kalasin harn 8.0 Kampang Pichit Phetcha Kaen Maha 2,500 phetch Nakorn Sawan boon Chaiyaphum Sara Roi-et Yasothorn kham 2,500 7.5 Ubon N/A Singburi Uthai thani Chainat Lopburi N/A 0 2541 2542 2543 7.5 Ang Thong Suphanburi Korat Buriram Surin Ratchathani 0 2541 2542 2543 5.0 Saraburi Srisaket Kanchanaburi Ayuthaya Patumthani Prachinburi Nakorn Nayok Nakorn Pathom Chachoengsao Samut Songkram Ratcha Cholburi buri Phetcha Samut Sakorn buri Chantaburi Rayong Trad Prachuab Central Kirikhan ภาคใต 10,000 80.0 ปริมาณไกมีชีวิตป 2543 10,000 9.0 จํานวนฟารม จํานวนไก Chumporn (ลานตัว) จํานวนฟารม จํานวนไก 7,500 75.0 Ranong > 5.0 7,500 1.0 – 5.0 8.5 5,000 70.0 Phang Surat 0.5 – 0.9 5,000 Nga Thani Nakorn Sri 0.1 – 0.5 Krabi Thammarat < 0.1 8.0 2,500 65.0 Phuket Patta-lung 2,500 Trang N/A Song N/A 0 2541 2542 2543 60.0 Satun khla Pattani 0 2541 2542 2543 7.5 Narathiwat Yala ที่มา: กรมปศุสัตว กระทรวงเกษตรและสหกรณ แผนภาพที่ 4.37 ปริมาณผลผลิตไกของประเทศและพื้นที่อุตสาหกรรมการผลิตเนื้อไกเพื่อสงออก 4.5.2.2 การประเมินปจจัยแวดลอมทางธุรกิจ (Accessing Business Environment) • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงและสนับสนุนกัน (Related and Supporting Industries) มากกวา รอ ยละ 90 ของเนื้ อ ไก ที่ เข า สู ก ระบวนการแปรรูป ในอุ ต สาหกรรมไก เนื้ อ แปรรูปนั้นมาจากผลิตผลภายในประเทศ โดยการเลี้ยงไกจะมีอยูสองรูป แบบ คือ การเลี้ยงแบบมีสัญ ญากับ ผูผลิตไกแปรรูปซึ่งเปนสัดสวนที่ใหญที่สุดมากกวารอยละ 60 และการเลี้ยงแบบไมมีสัญญาหรืออิสระ ประมาณรอยละ 40 อุปสรรคสําคัญของอุตสาหกรรม คือ ราคาตนทุนของเนื้อไกสูงมากโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ทั้งนี้สาเหตุมาจากตนทุนของอาหารสัตวเปนสําคัญซึ่งคิดเปนสัดสวนตนทุนในการเลี้ยงไกถึงรอยละ 60 เนื่องจากตองนําเขาวัตถุดิบอาหารสัตวจํานวนมากและมีการคิดภาษีที่สูง
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 375 หนวย : พันตัน นําเขา ผลิตในประเทศ กากถั่วเหลือง เมล็ดถั่วเหลือง 1,320 1,363 1,560 1,331 1,299 1,008 638 803 573 321 319 326 2542 2543 2544 2542 2543 2544 เนื้อปลาปน ขาวโพด 576 572 580 4,617 4,440 4,579 89 101 92 122 341 8 2542 2543 2544 2542 2543 2544 ที่มา: แผนแมบทอุตสาหกรรมอาหาร สถาบันอาหาร แผนภาพที่ 4.38 การผลิตและการนําเขาอาหารไกที่สําคัญ สาเหตุ สํ า คั ญ คื อ เกิ ด จากรัฐ บาลมี น โยบายที่ จ ะปกป อ งอุ ต สาหกรรมการเกษตรภายในประเทศ (ถั่วเหลือง ขาวโพด) ทําใหมีมาตรการทั้งการตั้งภาษีที่สูง การจํากัดโควตาการนําเขาสินคา เปนตน ปญหาตนทุนของวัตถุดิบเพื่อใชเปนอาหารสัตวมีมูลคาสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลในการปกปองชวยเหลืออุตสาหกรรมผลิตวัตถุดิบอาหารสัตวภายในประเทศ ตัวอยางเชน อุตสาหกรรมการเลี้ยงไกเนื้อ ที่มีความจําเปนในการนําเขาวัตถุดิบเพื่อนํามาใชเปนอาหารสัตว คือ ขาวโพด ถั่วเหลือง และปลาปนเนื่องจากการผลิตในประเทศไมเพียงพอ ขณะที่ภาครัฐมีนโยบายกีดกันทั้งทางดานภาษีและไมใชภาษี เชน การจัดเก็บอัตราภาษีนําเขาที่สูง การจํากัดโควตา กระบวนการตรวจสอบสินคานําเขาที่ยุงยากและใชเวลานานของรัฐ เปนตนทําใหตนทุนของวัตถุดิบอาหารไกมีมูลคาสูง และมีผลกระทบตอราคาไกเนื้อโดยตรงเนื่องจากวัตถุดิบอาหารไกเปนสัดสวน ถึงรอยละ 60 ตอตนทุนในการเลี้ยงไกทั้งหมด
    • 376 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย ปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตวป 2543 มาตรการขอบังคับทางการคาและ (ภายในประเทศและนําเขา) ผูผลิตรายใหญ กําแพงภาษีนําเขา 100% = 4,949 ลานตัน • ชิลี • ภาษีนําเขา 15 เปอรเซ็นต ปลาปนและอื่นๆ 13 • เปรู • สหรัฐฯ • ภาษีนําเขา 5 เปอรเซ็นต, และ ถั่วเหลือง 22 • บราซิล บังคับซื้อถั่วเหลืองจากผูผลิตใน • อารเจนตินา • จีน ประเทศที่ราคาซื้อขายในประเทศ • สหรัฐฯ • ประเทศไทยสามารถนําเขา ได~53,000 ขาวโพด • บราซิล ตัน ภายใตขอตกลงกับองคการคา  65 ระหวางประเทศ ที่ภาษี 20 เปอรเซ็นต • อารเจนตินา • แตในความเปนจริงปริมาณนําเขา • จีน มากกวาโควตาและถูกคิดภาษีนําเขาที่ 76 เปอรเซ็นต ที่มา: ธนาคารแหงประเทศไทย, McKinsey Report – Chicken Processing แผนภาพที่ 4.39 มาตรการทางภาษีนําเขาวัตถุดิบอาหารสัตวของไทย ที่สงผลตอตนทุนในอุตสาหกรรมอาหาร ภายใตขอตกลงการองคการคาโลก WTO ประเทศไทยสามารถที่จะนําเขาขาวโพดไดปละ53,000 ตันที่อัตราภาษีนําเขารอยละ 20 อยางไรก็ตาม ในความเปนจริงมีการนําเขาขาวโพดในปริมาณมากเกินกวาโควตาที่อัตราภาษีสูงถึงรอยละ 76 แมวาภาษีนําเขาถั่วเหลืองคอนขางต่ํา (รอยละ 5) ทําใหมการนําเขาถั่วเหลืองเปน  ีปริมาณมาก แตก็ถูกมาตรการกีดกันที่ไมใชภาษีคือ ระบบโควตาและการบังคับซื้อพวง กลาวคือ ผูนําเขาถั่วเหลืองจะถูกบังคับใหซื้อถั่วเหลืองจากผูผลิตในประเทศและราคาในประเทศดวย (ราคาขายถั่วเหลืองในประเทศสูงกวาราคากลางขายสินคาเกษตรลวงหนาที่ชคาโก ประเทศสหรัฐฯ ถึง 40 เปอรเซ็นต). ิ อุตสาหกรรมไกเนื้อ ถือไดวาเปนอุตสาหกรรมพิเศษที่แตกตางจากอุตสาหกรรม Feed mill Feed mill อาหารผลิ ต ภั ณ ฑ อื่ น ๆ คื อ มี ก ารบริ ห ารจั ด การแบบครบห ว งโซ คุ ณ ค า (Value Chain Management) ตั้งแตการผลิตอาหารสัตว การเลี้ยงไก การฆาชําแหละไก จนถึงการแปรรูป ไกไดอ ยางมีป ระสิ ท ธิภ าพที่ สามารถเปน แบบอยางใหกั บ อุต สาหกรรมผลิ ตภั ณ ฑ อาหาร Farm & Farm & อื่นๆ ได Hatchery Hatchery การที่อุตสาหกรรมไกเนื้อดําเนินการบริหารควบคุมแบบครบวงจรดังกลาว ทําให Slaughter Slaughter House ควบคุม ดูแลและตรวจสอบคุณ ภาพของผลิตภัณ ฑ ไดอยางมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเมื่อเกิด House ปญ หาขึ้น สามารถที่จ ะตรวจสอบติด ตามยอ นกลั บ ไปในห วงโซ คุณ ค าได วาเกิด จากที่ ใด (Traceability) ทําใหแกไขปญ หาที่เกิดขึ้น ไดตรงจุดและรวดเร็วเปนการลดผลกระทบของ Processing Processing Plant Plant ปญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการถัดไป สิ่งตางๆ เหลานี้ทําใหผูผลิตไทยสามารถที่จะผลิตสินคา ที่มีคณภาพสูงและนาเชื่อถือจากสายตาผูบริโภคไดและนับไปจุดแข็งของอุตสาหกรรมนี้ ุ
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 377 • เงื่อนไขทางดานอุปสงค (Demand Conditions) ตารางที่ 4.21 เปรียบเทียบการผลิตเนื้อไก การบริโภค และการสงออก หนวย 2542 2543 2544 2545 2546 (f) ปริมาณการผลิตเนื้อไก พันตัน 968 1,070 1,205 1,290 1,380 ปริมาณการบริโภค พันตัน 694 737 785 840 915 การบริโภคตอคนตอป กก. 11.5 11.8 12.6 13.2 14.5 ปริมาณการสงออก พันตัน 274 333 420 450 460 ที่มา : สมาคมผูผลิตไกเพื่อสงออกไทย อัตราและปริมาณการบริโภคเนื้อไกของคนไทยมีการเติบโตที่แมจะไมสูงนักแตมีความคงที่และตอเนื่องตลอดชวงเวลา 10 ปที่ผานมา และไทยยังจัดเปนประเทศที่มีการบริโภคเนื้อไกตอหัวที่สูงกวาคาเฉลี่ยทั่วโลกแตยังจัดวาไมสูงนักเมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศ เชน ฮองกง สหรัฐอเมริกา ดังนั้นทั้งอัตราและปริมาณการบริโภคที่จัดไดวาดีและสูงตอเนื่องนี้เปนแรงผลักดัน โอกาส และจูงใจที่สําคัญทําใหอุตสาหกรรมไกเนื้อมีการเติบโตและพัฒนาอยางตอเนื่อง นอกจากนี้การบริโภคของคนภายในประเทศยังไดมีสวนชวยสงเสริมอุตสาหกรรม เนื่องจากคนไทยมักนิยมบริโภคเครื่องในไก และสวนอื่นๆ ของไกที่ผูบริโภคตางประเทศไมนิยม ทําใหผูประกอบการสามารถทํารายไดและกําไรจากการขายสวนของไกดังกลาวเปนอยางดี ในขณะที่สวนอื่นๆ ของไกก็ยังสามารถนําไปจําหนายใหกับตางประเทศไดตามแตความตองการสวนตางๆ ของไกที่แตกตางกันไป Market Segmentation ภายในประเทศ และจีน ยุโรป ภายในประเทศ เอเชีย และญี่ปุน ภายในประเทศ และเอเชีย ภายในประเทศ และจีน ภายในประเทศ (เครื่องในและโครงไก) ที่มา: สมาคมผูผลิตไกเพื่อสงออก แผนภาพที่ 4.40 แผนภาพชิ้นสวนไกและตลาดหลักในการบริโภค
    • 378 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย • บริบทของการแขงขันและกลยุทธทางธุรกิจ (Context for Firm Strategy and Rivalry) เนื่องจากสภาพการแขงขันการสงออกเนื้อไกสดแชแข็งนั้นมีความเขมขนสูงขึ้น ประเทศไทยเสี ย เปรี ย บความสามารถในการแข ง ขั น ในตลาดนี้ ไปให กั บ ประเทศคู แ ข ง ใหม ๆ เช น จี น บราซิ ล เป น ต น เนื่ อ งจากอุตสาหกรรมประเภทนี้เปนอุตสาหกรรมที่เกือบเขาสูสินคาประเภท Commodity คือ ผูบริโภคใหความสําคัญกับราคาเปนหลั ก ในการตั ด สิ น ใจซื้ อ สิ น ค า โดยไม เห็ น ถึ ง ความแตกต า งของผลิ ต ภั ณ ฑ ในด า นอื่ น ๆ เช น คุ ณ ภาพเป น ต น ดั ง นั้ นผูประกอบการในเมืองไทยจึงตื่นตัวและตระหนักถึงปญหานี้ดีและไดพยายามหลีกเลี่ยงปญ หาคลาสสิคที่มักจะเกิดกับสินคาเกษตรอุตสาหกรรมอื่นๆ คือ ปญหา Nutcracker ที่วา ตลาดลางเนนราคาก็แขงสูประเทศใหมที่คาจางแรงงานถูกไมได ขณะเดียวกับตลาดบนที่เนนคุณภาพก็ไมสามารถทําสินคาใหมีคุณภาพแขงขันกับเจาตลาดได จะเห็นไดจากขอมูลกราฟวา ผูประกอบการไดเริ่มหันมาผลิตสินคาเนื้อไกแปรรูปซึ่งเปนสินคาที่มีมูลคาเพิ่มสูงกันมากขึ้น ตัน % 400,000 เนื้อไกสด 40% 350,000 แปรรูป 35% 300,000 สัดสวนเนื้อไกแปรรูป 30% 250,000 25% 200,000 20% 150,000 15% 100,000 10% 50,000 5% - 0% 2534 2535 2536 2537 2538 2539 2540 2541 2542 2543 2544 2545 2546(f) ที่มา: สมาคมผูผลิตไกเพื่อสงออก แผนภาพที่ 4.41 ปริมาณการสงออกเนื้อไกสดและแปรรูป นอกจากนี้การหันมาผลิตสินคาที่มีมูลคาสูงก็ยังเปนโอกาสและแรงผลักดันใหผูประกอบการหันมาสนใจสรางความแตกตางในผลิตภัณ ฑและบริการ โดยอาศัยจุดแข็งจุดและดานจุดเดนตางๆ ที่มีอยูหรือพัฒ นาขึ้ น มาเอง เช น การพั ฒ นากระบวนการผลิ ต ไม ว า จะเป น ที่ มี ฝ มื อ แรงงานที่ มี ค วามประณี ต ความละเอี ย ดอ อ นในการทํางาน การวิจัยพัฒนา และการใชเครื่องจักรเทคโนโลยีที่ทันสมัย สิ่งตางๆ เหลานี้ทําใหประเทศไทยแมจะเริ่มผลิตไกแปรรูปสงออกในป 2534 แตก็มีอัตราการเติบโตทั้งในแงของปริมาณการสงออกและมูลคา โดยคาดการณวาในป 2546จะมี รายไดจากการสงออกไกแปรรูปมูลคาสูงเทียบเทากับ ไกสดแชแข็งเลยทีเดียว (ขณะที่ น้ําหนักตันของการสงออกนอยกวาไกสดเกือบรอยละ 50)
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 379 ตารางที่ 4.22 การสงออกเนื้อไกสดและแปรรูป % เปลี่ยน 2544 2545 2546 (คาดการณ) แปลง 45-46 ผลิตภัณฑ น้ําหนัก รายได น้ํา รายได น้ําหนัก รายได น้ําหนัก (ตัน) (ลาน หนัก (ลาน (ตัน) (ลาน (ตัน) บาท) (ตัน) บาท) บาท) ไกสดแชแข็ง 320,779 23,994 336,837 24,589 300,000 21,900 -10.94 ไกแปรรูป 117,018 15,212 127,406 16,244 160,000 20,400 25.50 รวม 437,797 39,207 464,243 40,833 460,000 42,300 -0.91 ที่มา: สมาคมผูผลิตไกเพื่อสงออก 4.5.2.3 สรุปประเด็นสําคัญที่ไดจากการวิเคราะหอุตสาหกรรมไกเนื้อ Strategy, Structure, && Strategy, Structure, Rivalry Rivalry (+) มีความคลองตัวในการสรางมูลคาเพิ่มใหแกผลิตภัณฑ ดวยการแปรรูปที่หลาก ซึ่งมีกําไรตอหนวยสูงFactor (Input) Factor (Input) (+) มีภาพลักษณที่ดีในดานของผลิตภัณฑที่มีคุณภาพสูง Conditions Conditions Demand Conditions Demand Conditions (+) ตลาดภายในประเทศมีการบริโภคชิ้นสวนของไก ที่ใหกําไรสูง เชน เครื่องใน และโครงไก Related and Related and Supporting Industries Supporting Industries (+) มีผลผลิตสูงดวยวิธีการจัดการระบบ อยางมี ประสิทธิภาพ (+) ฟ ความรวมมือกันอยางดีในหมูผูสงออกไกดวยกัน มี 
    • 380 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 4.5.3 อุตสาหกรรมสับปะรดกระปอง อุตสาหกรรมสับปะรดกระปอง เปนอุตสาหกรรมหนึ่งที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแขงขันสูงเนื่องจากสภาพภูมิประเทศตั้งอยูในบริเวณที่เปนปาเขตรอน จึงทําใหสามารถปลูกสับปะรดที่มีรสชาติโดดเดนและเปนที่ตองการของตลาดโลก โดยประเทศไทยสงออกสับปะรดเปนอันดับหนึ่งของโลกมากวา 10 ป และปจจุบันก็ยังเปนอยู โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยปละ 2 ลานตัน หรือประมาณรอยละ 20 ของผลผลิตรวมจากทั่วโลก มีพ้นที่ปลูก 5–6 แสนไร ืประเทศไทยสงออกสับปะรดและผลิตภัณฑสับปะรดประมาณรอยละ 40 ของตลาดทั่วโลก ทําใหรายไดเขาประเทศปละประมาณ 8 – 10 พันลาน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมสับปะรดกระปองยังเปนอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงภาคการผลิตดานการเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมที่กอใหเกิดมูลคาเพิ่มแกวัตถุดิบจากภาคเกษตร ผลิตภัณฑสับปะรดกระปองแบงเปน 7 ชนิด เพื่อใหผลิตภัณฑสับปะรดมีความหลากหลายตอบสนองความตองการของผูบริโภคในตลาดโลก ไดแก (1) สับปะรดแวน (Slices) เปนสับปะรดที่ตัดตามแนวตั้งฉากกับแกนเปนแกนวงแหวนจากสับปะรดทั้งผล (2) สับปะรดชิ้นใหญ (Chunk) ไดแก สับปะรดชิ้นสันหนาที่ตัดจากสับปะรดแวนหนาหรือสับปะรดทั้งผล หนาและกวาง 12 มิลลิเมตรขึ้นไป และยาวไมเกิน 38 มิลลิเมตร (3) สับปะรดชิ้นยาว (Spears or Fingers) ไดแก สับปะรดที่ตดเปนเสี้ยวตามแนวยาวของสับปะรด ัทั้งผล แตละชิ้นยาว 65 มิลลิเมตร หรือยาวกวานั้น (4) สับปะรดลิ่ม (Tidbits) ไดแก สับปะรดที่ตัดเปนเสี้ยวจากสับปะรดแวนรูปรางคลายลิ่ม มีสัดสวนสม่ําเสมอ หนาประมาณ 8-13 มิลลิเมตร (5) สับปะรดลูกเตา (Diced or Cubed) ไดแก สับปะรดที่มีลักษณะคลายลูกบาศก ขอบดานที่ยาวที่สุดตองไมมากกวา 14 มิลลิเมตร (6) สับปะรดชิ้นยอย (Crushed) ไดแก สับปะรดลูกเตาเล็กๆ หรือฝานเปนชิ้นยาวๆ ขูดหรือซอยเปนชิ้นเล็ก ๆ (7) น้ําสับปะรด (Juice) ซึ่งผลิตออกมาในรูปของน้ําผลไมเขมขนแบบแชแข็ง แบบปลอดเชื้อ ฯลฯ ในภาพรวมของอุตสาหกรรมสับปะรดสงออกของไทยยังมีปญหาหลายดาน ทั้งในสวนของเกษตรกรผูปลูกสับปะรดยังขาดความรูความเขาใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทําใหมีตนทุนการผลิตสูง ผลผลิตตอไรต่ําและคุณภาพผลผลิตไมสอดคลองกับความตองการของตลาด รวมทั้งในสวนของผูจําหนายยังขาดการจัดการตลาดอยางมีประสิทธิภาพ ดังนั้น หากเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันในตลาดโลกใหมากขึ้น และพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิตและการแปรรูปสับปะรดอยางครบวงจร จะกอใหเกิดประโยชนตอการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอยางมาก
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 381 4.5.3.1 ความสําคัญของอุตสาหกรรมสับปะรดกระปอง จีนสหรัฐฯ ไนจีเรีย พื้นที่เก็บเกี่ยว – 236,000 ไรพื้นที่เก็บเกี่ยว – 53,000 ไร พื้นที่เก็บเกี่ยว – 719,000 ไร ผลิตผลรวม – 1,365 เมตริกตัน ฟลิปปนสผลิตผลรวม – 319 เมตริกตัน ผลิตผลรวม – 881 เมตริกตัน ผลิตผลตอไร – 5,784 กก./ไร พื้นที่เก็บเกี่ยว – 250,000 ไรผลิตผลตอไร – 6,019 กก./ไร ผลิตผลตอไร – 1225 กก./ไร ผลิตผลรวม – 1,500 เมตริกตัน ผลิตผลตอไร – 6,000 กก./ไร อินโดนีเซีย พื้นที่เก็บเกี่ยว – 262,500 ไร ผลิตผลรวม – 300 เมตริกตัน ผลิตผลตอไร – 1,143 กก./ไร เม็กซิโก พื้นที่เก็บเกี่ยว – 78,000 ไร ผลิตผลรวม – 535 เมตริกตัน ผลิตผลตอไร – 6,859 กก./ไร อินเดีย ประเทศไทย พื้นที่เก็บเกี่ยว – 464,000 ไร พื้นที่เก็บเกี่ยว – 552,000 ไร บราซิล ผลิตผลรวม – 1,006 เมตริกตัน พื้นที่เก็บเกี่ยว – 371,000 ไร ผลิตผลรวม – 1,979 เมตริกตัน ผลิตผลตอไร – 2,168 กก./ไร ผลิตผลตอไร – 3,582 กก./ไร ผลิตผลรวม – 1,442 เมตริกตัน ผลิตผลตอไร – 3,887 กก./ไรที่มา: Office of Agricultural Economics & Food and Agriculture Organization of the United Nations แผนภาพที่ 4.42 ประเทศผูผลิตสับปะรดที่สําคัญของโลก ป 2543 ประเทศไทยเปนหนึ่งในประเทศผูผลิตสับปะรดที่สําคัญที่สุดของโลก โดยในภูมิภาคเอเชีย ดวยกันเองแลว พบวา ไทยมีพื้นที่เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวมากที่สุดซึ่งใหผลิตผลสับปะรดสดสูงถึงปละประมาณ 2 ลานตัน อยางไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการผลิตสับปะรดสดของไทยยังไมอยูในจุดที่ไดเปรียบคูแขงขัน โดยมีผลิตผลตอไร 3,582 กก./ไร ซึ่งเมื่อเทียบกับคูแขงที่สําคัญในภูมิภาคเดียวกัน คือ ฟลิปปนส จะเห็นไดวา ประสิทธิภาพในการผลิตสูงกวาไทย คอนขางมาก คือ มีผลิตผลตอไรสูงถึง 6,000 กก./ไร
    • 382 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย สัดสวนมูลคาการสงออกสินคาผลไมกระปองและแปรรูปของไทย ป 2544 ผลไมกระปอง สับปะรดกระปอง และแปรรูปอื่น 39% 61% สัดสวนการสงออกสับปะรดกระปองตอผลิตภัณฑมวลรวมของประเทศ ลานบาท % of GDP 15,000 สงออก % GDP 0.3% 10,000 0.2% 5,000 0.1% 0 0.0% 2540 2541 2542 2543 2544 ที่มา: กรมเจรจาการคาระหวางประเทศ กระทรวงพาณิชย แผนภาพที่ 4.43 ความสําคัญของอุตสาหกรรมสับปะรดกระปองตอเศรษฐกิจของประเทศ อุตสาหกรรมสับปะรดกระปองเปนอุตสาหกรรมแปรรูปสินคาเกษตรที่มีบทบาทสําคัญตอเศรษฐกิจของประเทศเปนอยางมาก โดยเฉพาะเปนอุตสาหกรรมเพื่อการสงออกซึ่งทํารายไดเขาประเทศประมาณปละ8-10 พันลานบาท โดยเริ่มมีการแปรรูปสับปะรดกระปองในประเทศไทยมาเปนเวลากวา 30 ปแลว ซึ่งเปนอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวของกับเกษตรผูเพาะปลูกสับปะรดทั่วประเทศประมาณ 30,000 ครัวเรือน หรือเกษตรกรประมาณ 130,000 คน โครงสรางตนทุนการผลิตสับปะรดกระปองประกอบดวยคาวัตถุดิบ คาบรรจุภัณฑ หีบหอและฉลาก คาพลังงาน คาแรงงาน คาดอกเบี้ยเงินกู คาเสื่อมราคาเครื่องจักร และคาใชจายอื่นๆ โดยตนทุนการผลิตสวนใหญเปนคาใชจายเรื่องวัตถุดิบซึ่งคิดเปนรอยละ 40 ของตนทุนทั้งหมด (สับปะรดสดรอยละ 36 และน้ําตาลรอยละ 4)คาใชจายในการผลิตรอยละ 50 ของตนทุนทั้งหมด (แรงงานรอยละ 8 พลังงานรอยละ 3 ภาชนะบรรจุรอยละ 39) และคาใชจายในการจัดจําหนายรอยละ 10 ซึ่งตนทุนการผลิตสับปะรดกระปองของโรงงานจะแปรผันตามราคาของสับปะรดในขณะนั้น โดยมีสัดสวนการแปรรูปสับปะรดกระปอง 1 หีบ น้ําหนัก 13.38 กิโลกรัม ใชสับปะรดที่ยังไมปอกเปลือกประมาณ 44 กิโลกรัม ความตองการบริโภคสับปะรดแบงออกไดเปน 2 ลักษณะ คือ (1) การบริโภคในรูปของสับปะรดสด ซึ่งผูบริโภคสวนใหญเปนผูบริโภคในประเทศไทย ซึ่งสับปะรดที่ปลูกไดไมเกินรอยละ 20 ของผลผลิตทั้งหมดจะนําไปจําหนายในตลาดภายในประเทศ (2) การบริโภคในรูปสับปะรดกระปอง โดยนําสับปะรดที่ปลูกไดกวารอยละ 80
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 383 สงเขาโรงงานผลิตสับปะรดกระปองและผลิตภัณฑสับปะรดอื่นๆ ซึ่งผลิตภัณฑสวนใหญกวารอยละ 90 สงออกไปจําหนาย ตลาดตางประเทศ ซึ่งประเทศไทยเปนผูสงออกรายใหญท่สุดของโลกมากวา 10 ป โดยมีคูแขงที่สําคัญ คือ ฟลปปนส ี ิ และอินโดนีเซีย ตารางที่ 4.23 ตลาดสงออกสับปะรดกระปองที่สําคัญของไทย มูลคา : ลานบาท อัตราการขยายตัว : รอยละ สัดสวน : รอยละ รายการ 2541 2542 2543 2544 2545 2542 2543 2544 2545 2541 2542 2543 2544 2545 1 สหรัฐอเมริกา 735.1 2,669.2 1,746.3 1,818.0 2,116.3 263.1 -34.6 4.1 16.4 10.6 23.4 22.2 21.7 24.3 2 เยอรมนี 1,321.4 1,579.9 938.9 978.7 899.3 19.6 -40.6 4.2 -8.1 19.1 13.8 11.9 11.7 10.3 3 ญี่ปุน 588.1 871.5 746.7 813.5 759.9 48.2 -14.3 9.0 -6.6 8.5 7.6 9.5 9.7 8.7 4 แคนาดา 326.1 413.8 352.7 431.1 497.4 26.9 -14.8 22.2 15.4 4.7 3.6 4.5 5.2 5.7 5 เนเธอรแลนด 568.3 991.3 628.3 500.8 381.5 74.4 -36.6 -20.3 -23.8 8.2 8.7 8.0 6.0 4.4 6 สหราชอาณาจักร 528.8 662.8 369.5 353.2 356.3 25.3 -44.3 -4.4 0.9 7.6 5.8 4.7 4.2 4.1 7 ฝรั่งเศส 348.8 363.0 317.6 325.9 305.3 4.1 -12.5 2.6 -6.3 5.0 3.2 4.0 3.9 3.5 8 เอสโตเนีย - 0.8 1.0 34.9 234.9 - 25.0 3390.0 573.1 0.0 0.0 0.0 0.4 2.7 9 สเปน 250.2 502.6 231.3 206.4 217.3 100.9 -54.0 -10.8 5.3 3.6 4.4 2.9 2.5 2.5 10 ไตหวัน 181.0 344.3 223.0 190.5 198.4 90.2 -35.2 -14.6 4.2 2.6 3.0 2.8 2.3 2.3 11 รัสเซีย 18.1 7.6 15.7 148.0 179.3 -58.0 106.6 842.7 21.2 0.3 0.1 0.2 1.8 2.1 12 โปแลนด 18.8 32.9 42.8 140.2 177.1 75.0 30.1 227.6 26.3 0.3 0.3 0.5 1.7 2.0 13 อิตาลี 188.4 260.5 215.1 151.3 176.1 38.3 -17.4 -29.7 16.4 2.7 2.3 2.7 1.8 2.0 14 ซาอุดีอาระเบีย 124.5 145.6 97.9 157.3 156.6 17.0 -32.8 60.7 -0.5 1.8 1.3 1.2 1.9 1.8 15 เบลเยียม 201.9 279.3 165.9 155.7 131.4 38.3 -40.6 -6.2 -15.6 2.9 2.4 2.1 1.9 1.5 16 ฟนแลนด 156.9 218.6 174.6 204.0 120.2 39.3 -20.1 16.8 -41.1 2.3 1.9 2.2 2.4 1.4 17 สวีเดน 118.4 139.5 116.3 122.3 101.4 17.8 -16.6 5.2 -17.1 1.7 1.2 1.5 1.5 1.2 18 เดนมารก 73.9 85.5 64.4 82.9 97.3 15.7 -24.7 28.7 17.4 1.1 0.8 0.8 1.0 1.1 19 เม็กซิโก - 3.7 93.8 47.5 96.2 - 2435.1 -49.4 102.5 0.0 0.0 1.2 0.6 1.1 20 เกาหลีใต 35.7 95.8 46.7 45.7 95.4 168.4 -51.3 -2.1 108.8 0.5 0.8 0.6 0.6 1.1รวม 20 รายการ 5,784.4 9,668.1 6,588.4 6,908.0 7,297.5 67.1 -31.9 4.9 5.6 83.6 84.6 83.7 82.6 83.8อื่นๆ 1,138.9 1,764.6 1,288.1 1,456.9 1,410.3 54.9 -27.0 13.1 -3.2 16.5 15.4 16.4 17.4 16.2มูลคารวม 6,923.4 11,432.8 7,876.5 8,364.9 8,707.8 65.1 -31.1 6.2 4.1 100.0 100.0 100.0 100.0 100.0 ที่มา: กรมเจรจาการคาระหวางประเทศ กระทรวงพาณิชย สําหรับตลาดสงออกของไทยแบงเปน 5 กลุมใหญ ไดแก (1) กลุมประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา นําเขาสับปะรดจากไทยประมาณรอยละ 42 ตลาดสหรัฐอเมริกาเปนตลาดใหญ มีความตองการสินคาทั้งที่เนนและไมเนนคุณภาพในราคาถูก สวนใหญนิยมบริโภค สับปะรดกระปองที่มีคุณภาพสูง โดยสับปะรดที่มีคุณภาพดีจะนําเขาจากประเทศไทยและฟลิปปนส และชนิดราคาถูกจะ นําเขาจากประเทศไตหวันและมาเลเซีย (2) กลุมสหภาพยุโรป นําเขาสับปะรดกระปองจากไทยประมาณรอยละ 37 ของปริมาณ การสงออกทั้งหมด ประเทศนําเขาสําคัญ คือ เยอรมัน เนเธอรแลนด ฝรั่งเศส และอังกฤษ เปนตน
    • 384 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย (3) กลุมประเทศในเอเชีย ไดแก ญี่ปุน เกาหลี ไตหวัน ฮองกง และสิงคโปร นําเขาสับปะรดกระปองจากไทยประมาณรอยละ 10 ของปริมาณการสงออกทั้งหมด (4) กลุมประเทศตะวันออกกลาง ไดแก ซาอุดิอาระเบีย อิสราเอล สหรัฐอาหรับอิมิเรตและเยเมน นําเขาสับปะรดกระปองจากไทยประมาณรอยละ 3 ของปริมาณการสงออกทั้งหมด (5) กลุมประเทศอื่น ๆ เชน ออสเตรเลีย แอฟริกา กลุมสแกนดิเนเวีย และอื่นๆ อีกประมาณรอยละ 8 ของปริมาณการสงออกทั้งหมด ในป 2544 ประเทศไทยมีปริมาณการสงออกผลิตภัณฑสับปะรดแปรรูปรวม 522.9 พันตันคิดเปนมูลคา 13.17 พันลานบาท โดยสับปะรดกระปองมีมูลคาการสงออกคิดเปนสัดสวนรอยละ 63.5 ของปริมาณผลิตภัณฑสับปะรดแปรรูปทั้งหมด รองลงมา คือ น้ําสับปะรด ซึ่งมีสัดสวนคิดเปนรอยละ 22.5 ของปริมาณผลิตภัณฑสับปะรดแปรรูปทั้งหมด อยางไรก็ดี พบวา มูลคาการสงออกเฉลี่ยของการสงออกผลิตภัณฑสับปะรดแปรรูปตั้งแตป 2542–2544ลดลง โดยมีอัตราหดตัวเฉลี่ยรอยละ 8.9 โดยการสงออกสับปะรดกระปองและน้ําสับปะรดมีอัตราหดตัวเฉลี่ยรอยละ 13.4และ 11.7 ตามลําดับ ทั้งนี้เพราะตลาดสหรัฐฯ มีสัดสวนการนําเขาลดลงนับตั้งแตสหรัฐฯ ไดใชมาตรการตอบโตการทุมตลาดจากไทยดวยการประกาศเรียกเก็บภาษีตามอัตราสวนตางการทุมตลาดสําหรับแตละบริษัทผูสงออกตั้งแตรอยละ 24-51ภายใตการตัดสินขั้นสุดทายวาการสงออกสับปะรดกระปองของไทยกอใหเกิดความเสียหายตออุตสาหกรรทสับปะรดของสหรัฐฯ 4.5.3.2 การประเมินปจจัยแวดลอมทางธุรกิจ (Assessing Business Environment) • เงื่อนไขดานปจจัยการผลิต (Factor Conditions) – ปริมาณและคุณภาพวัตถุดบไมแนนอน: ิ อุตสาหกรรมสับปะรดกระปองตองพึ่งพาวัตถุดิบที่เปนสับปะรดสดภายในประเทศอยางไรก็ดี ยังมีปญหาดานการผลิตเนื่องจากวัตถุดิบสําหรับปอนโรงงานมีไมสม่ําเสมอ เนื่องจากปริมาณผลผลิตขึ้นอยูกับ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงจากโรคสับปะรด อุปสงคอุปทานของสินคา ในขณะเดียวกัน ผลผลิตสับปะรดสดที่ไดยงมีคณภาพไมสอดคลองกับมาตรฐานของโรงงาน เชน ผลิตสับปะรดที่มีขนาด น้ําหนัก และความสุก ั ุไมเหมาะสมกับความตองการโรงงาน ทําใหโรงงานไมสามารถวางแผนการผลิตได ภาวะการผลิ ต โดยทั่ ว ไปของอุ ต สาหกรรมสับปะรดกระปองมีลักษณะคลายอุตสาหกรรมการเกษตรอื่นๆ เชน อุตสาหกรรมน้ําตาล อุตสาหกรรมมันสําปะหลัง ฯลฯ ซึ่งจําเปนตองดําเนินการผลิตใหสอดคลองกับฤดูที่วัตถุดิบใหผลผลิตแกโรงงานอุตสาหกรรมสับปะรดกระปอง จึงทําใหการผลิตในชวงที่สับปะรดออกผลคือ ชวงเมษายน – กรกฎาคม และชวงพฤศจิกายน – มกราคม ซึ่งเทากับวาโรงงานทํางานไดเพียง 7-8 เดือน หลังจากนั้นโรงงานจะหาผลไมชนิดอื่น เชน เงาะ ลิ้นจี่ ลําไย ฝรั่ง และมะละกอ เปนตน มาทดแทนเพื่อปอนโรงงานเพื่อมิใหหยุดชะงักในการผลิต สําหรับโรงงานขนาดใหญบางโรงซึ่งปลูกสับปะรดปอนโรงงานของตนเองและควบคุมการออกผลสับปะรดในชวงที่สบปะรดขาดแคลนได ทําใหสามารถปอนวัตถุดิบเขาสูโรงงานได ซึ่งทําใหโรงงานดําเนินงานได 10–11 เดือนตอป ั
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 385โดยพันธุที่นิยมปลูกในประเทศมี 3 พันธุ คือ (1) พันธุพื้นเมือง ซึ่งเปนพันธุที่ปลูกเพื่อขายผลสดหรือบริโภคในครัวเรือนลักษณะผลกลมปอมหรือยาว เนื้อสีเหลืองทองหรือเหลืองจัด มีความฉ่ําดี (2) พันธุภูเก็ต ซึ่งปลูกเพื่อขายผลสดหรือบริโภคในครัวเรือน ขนาดของผลเล็กกวาพันธุพ้นเมือง ผลมีรูปรางทรงกระบอก เนื้อมีกลิ่นหอมและรสชาติดีมาก และ (3) ืพันธุปตตาเวียหรือพันธุศรีราชาซึ่งเปนพันธุที่ปลูกเพื่อใชในอุตสาหกรรมสับปะรดกระปองและเพื่อขายสด ผลมีขนาดใหญหนักประมาณ 2-6 กิโลกรัม กานผลสั้น เปลือกมีสีเหลืองอมแดงหรือเขียวคล้ํา เนื้อสีเหลืองออน รสหวานฉ่ํา มีน้ํามากโดยประมาณรอยละ 90 ของเนื้อที่เพาะปลูกสับปะรดในประเทศไทยจะปลูกพันธุปตตาเวีย  – ผลผลิตตอไรต่ํา: เนื่องจากเกษตรกรใชหลักวิชาการและเทคโนโลยีในการผลิตไมเหมาะสม มีการพัฒนาประสิทธิภาพของผลผลิตตอไรต่ํา โดยเกษตรกรบางสวนปลอยใหตนสับปะรดติดผลตามธรรมชาติ ไมมีการหยอดแกสและใชสารเรง ทําใหผลผลิตที่ไดหัวจะเล็กลงและไมคอยสมบูรณ อีกทั้งทําใหตนทุนการปลูกตอไรสูงในขณะที่ผลผลิตที่ไดนอย พื้นที่เก็บเกี่ยว (1,000 ไร) 561 624 621 566 521 529 512 607 611 552 ผลิตผลรวม (ลานตัน) 2.2 2.6 2.4 2.1 2.1 2.4 2.2 2.0 1.8 2.0 ผลิตผลตอไร (กก.) 4,500 4,000 3,500 3,000 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 ที่มา : สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ แผนภาพที่ 4.44 สถิติการเพาะปลูกและผลผลิตสับปะรดของไทย – เริ่มมีการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจ (Cluster): ลักษณะทําเลที่ตั้งของแหลงปลูกสับปะรด พอคาคนกลาง และโรงงานแปรรูปมีการกระจุกตัวอยูบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ ซึ่งมีแนวโนมเพิ่มการกระจุกตัวมากขึ้น โดยในสวนของโรงงานแปรรูปสวนใหญตั้งอยูในบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธอันเปนผลจากมาตรการสงเสริมการลงทุนของภาครัฐ สวนแหลงปลูกสับปะรดพบวา ในป 2538 จังหวัดประจวบคีรขันธมีพ้นที่เพาะปลูกสับปะรดประมาณรอยละ 47 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ ี ืและในป 2544 ไดขยายตัว ไดขยายเปนรอยละ 60 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ
    • 386 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย แหลงเพาะปลูกหลัก ลําปาง หนองคาย อุดรธานี นครพนม อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ราชบุรี ชลบุรี จันทบุรี เพชรบุรี ระยอง ตราด ประจวบคีรีขันธ ชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ เปน พื้นที่สําคัญในการผลิต สับปะรดกระปอง โดยมี โรงงานมากกวา 20 โรง ที่มา: สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ แผนภาพที่ 4.45 พื้นที่เพาะปลูกและแหลงผลิตสับปะรดกระปองที่สําคัญของประเทศ แหล ง เพาะปลู ก สํา คั ญ และพื้ น ที่ ป ลู ก สั บ ปะรดทั้ ง หมดของประเทศประมาณ600,000 ไร มีพื้นที่เพาะปลูกสําคัญ คือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ เพชรบุรี และชุมพร ซึ่งเปนบริเวณที่มีพื้นที่เพาะปลูกสับปะรดมากที่สุด โดยมีสัดสวนมากกวารอยละ 60 ของพื้นที่ที่ใหผลผลิตทั้งประเทศ นอกจากนี้ พื้นที่เพาะปลูกในแหลงอื่น ไดแก จังหวัดระยอง ชลบุรี ตราด หนองคาย นครพนม ลําปาง และกาญจนบุรี ปจจุบัน มีโรงงานผลิตสับปะรดกระปองรวม 27 โรง เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 7,967ลานบาท โดยโรงงานขนาดเล็กมีขนาดการลงทุนเฉลี่ยประมาณ 36 ลานบาท และโรงงานขนาดใหญมีขนาดการลงทุนเฉลี่ย 871.5 ลานบาท กอใหเกิดการจางงานในทองถิ่นไมต่ํากวา 20,000 คน จึงจัดเปนอุตสาหกรรมการเกษตรที่ใชแรงงานมากประเภทหนึ่ง ซึ่งโรงงานขนาดใหญมีการใชแรงงานเฉลี่ย 2,180 คนตอโรงาน สวนโรงงานขนาดเล็กใชคนงานเฉลี่ย 490 คนตอโรงงาน โรงงานผลิตสับปะรดกระปองตั้งอยูในจังหวัดประจวบคีรีขันธมากที่สด คือ 15 โรง นอกจากนี้ ุโรงงานที่กระจายอยูตามจังหวัดตาง ๆ ไดแก จังหวัดเพชรบุรี นครปฐม สมุทรสาคร กาญจนบุรี ชลบุรี ระยอง หนองคายนครพนม และชุมพร
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 387 • เงื่อนไขดานอุปสงค (Demand Conditions) – อุปสงคภายในประเทศต่ํา: ผลผลิตสับปะรดสดนํามาใชบริโภคเพียงรอยละ 20 และอีกรอยละ 80 นํามาใชเปนวัตถุดบในการแปรรูปเปนผลิตภัณฑตาง ๆ ไดแก สับปะรดกระปอง น้ําสับปะรด สับปะรดแชแข็ง และอื่นๆ โดยรอยละ 90 ิของสับปะรดแปรรูปจะสงออกไปจําหนายยังตางประเทศ และมีการบริโภคสับปะรดกระปองภายในประเทศนอย เนื่องจากสับปะรดสดภายในประเทศมีคุณภาพดีกวาและสามารถหาซื้อไดงาย แหลงบริโภคสับปะรดกระปองที่สําคัญ ไดแก โรงงานภัตตาคาร และรานอาหาร โดยมีสัดสวนประมาณรอยละ 5-10 ของผลผลิตสับปะรดกระปองทั้งหมดที่ผลิตไดในประเทศ – อุปสงคระหวางประเทศมีสูงแตตองเผชิญกับขอจํากัดทางการตลาด:  ความต อ งการของตลาดต า งประเทศยั ง คงมี แ นวโน ม สู ง เนื่ อ งจากผู ผ ลิ ต ในตางประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ลดปริมาณการผลิตลงเพราะประสบปญหาขาดแคลนวัตถุดิบสับปะรด ทําใหประเทศไทยยังมีโอกาสจําหนายสับปะรดกระปองในปริมาณมากขึ้น อยางไรก็ดี การสงออกสับปะรดกระปองไปตลาดตางประเทศตองเผชิญกับขอจํากัดทางการตลาดมากขึ้น ไดแก มาตรการสินคาและมาตรการสุขอนามัย มาตรการตอบโตการทุมตลาด(Anti Dumping) และระบบการใหสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเปนการทั่วไปแบบใหม (GSP) • อุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงและสนับสนุน (Related and Supporting Industry) – ขาดอุตสาหกรรมผลิตกระปอง: ตนทุนการผลิตสับปะรดกระปองที่สําคัญ ไดแก คาวัตถุดิบสับปะรด และคากระปอง ซึ่งมีสัดสวนคิดประมาณรอยละ 30–40 ของตนทุนการผลิต ซึ่งจําเปนตองใชกระปองที่มีคุณภาพทนกรดไดจึงตองใชแผนเหล็กเคลือบดีบุก (Tinplate) ทํากระปอง ราคากระปองจึงคอนขางสูง ประกอบกับในประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมผลิตกระปองอยูนอย ทําใหอุตสาหกรรมผูใชกระปองขาดอํานาจการตอรอง อีกทั้งทําใหโรงงานสับปะรดกระปองมีตนทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปดวย • บริบทของการแขงขันและกลยุทธธุรกิจ (Context from Firm Strategy and Rivalry) – การขายสับปะรดเขาโรงงานยังใชระบบโควตา: โดยทั่วไปโรงงานจะกําหนดโควตาการรับซื้อสับปะรดจากพอคาคนกลาง ในชวงที่มีสับปะรดมากคือชวงเดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ และเดือนเมษายน-พฤษภาคมซึ่งโควตาดังกลาวจะกําหนดจากปริมาณการสงสับปะรดเขาโรงงานในชวงที่ไมมีสับปะรด หากผูจัดหาวัตถุดิบ (Supplyer) รายใดมีสับปะรดสงโรงงานในชวงดังกลาวไดมาก ก็จะใหโควตารับซื้อสับปะรดชวงสับปะรดลนตลาดมาก นอกจากนี้ หลายโรงงานมีการรับสินบนจากพอคาคนกลางเพื่อใหสับปะรดของตนไดเขาโรงงานกอน เปนตน
    • 388 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย – การผลิตแบบกระจายความเสี่ยง: โรงงานสับปะรดกระปองมีการผลิตเต็มที่ในชวงที่สับปะรดใหผลผลิตมาก คือระหวางเดือนเมษายน-พฤษภาคม และพฤศจิกายน –กุมภาพันธ ซึ่งในปหนึ่งๆ โรงงานผลิตสับปะรดกระปองจะทําการผลิตไดประมาณ 7-8 เดือน ดังนั้นเพื่อเปนการลดตนทุนและเพื่อใหมีงานปอนเขาโรงงานอยูตลอด จึงนําวัตถุดบอื่นๆ เชน ิพืช ผัก และผลไม ไดแก เงาะ ลิ้นจี่ ลําไย ฝรั่ง มะละกอ เปนตนมาแปรรูป ซึ่งสวนใหญจะแปรรูปเปนผลไมกระปองและน้ําผลไม ทําใหโรงงานสามารถทําการผลิตไดตลอดป และกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ – มีการพัฒนาตราสินคาของตนเองและการรับจางผลิต: โรงงานผลิตและจําหนายผลิตภัณฑสับปะรดกระปองที่จําหนายภายในสวนใหญมีการผลิตภายใตเครื่องหมายการคาของกิจการเองและโดยมากจะเปนบริษัทไทยที่มีขนาดใหญและกลาง สําหรับการผลิตเพื่อจําหนายไปยังตางประเทศสวนใหญมักจะใชตราสินคาของผูสั่งซื้อ หรือผูวาจางผลิต โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กจะไมมีความสนใจในการสรางตราสินคาของตนเอง อยางไรก็ดี การจําหนายสินคาในตางประเทศยังคงขายผานตัวแทนจําหนาย(Agent) และนายหนา (Broker) เปนสวนใหญ สําหรับตราสินคาที่ครองสวนแบงการสงออกกวารอย 40 คือ Dole และ DelMonte ซึ่งเปนตราสินคาจากบริษัทแมในสหรัฐอเมริกา – การผลิตที่มุงเนนพัฒนาคุณภาพเขาสูมาตรฐานสากล: โดยโรงงานแปรรูปสับปะรดกระปองมีการพัฒนากิจการใหไดรับมาตรฐานคุณภาพที่เกี่ยวกับกับการประกอบการ ไดแก ISO 9002, HACCP และ GMP เปนตน เพื่อประกันความมั่นใจแกลูกคา รวมทั้งปรับเพิ่มผลผลิตโดยใชหลักวิศวกรรมอุตสาหการ การควบคุมคุณภาพ และการใหความสําคัญตอการฝกอบรมพัฒนาพนักงานใหมีคุณภาพ – ขาดความรวมมือระหวางผูที่เกี่ยวของในโซอุปทาน (Supply Chain Collaboration): เริ่มตั้งแต (1) ความรวมมือระหวางผูผลิตสับปะรดสดกับโรงงานแปรรูป กลาวคือยังไมมีการวางแผนการผลิตและความตองการรวมกัน มีการทําสัญญาขอตกลง (Contract Farming) ยังนอยและไมประสบความสําเร็จ ทําใหโรงงานไมมีวัตถุดิบที่ตรงตามคุณภาพและปริมาณที่กําหนด ขณะที่ผูผลิตก็ขาดความมั่นใจดานราคาจําหนายรวมทั้งปริมาณรับซื้อที่แนนอน เปนผลใหบางปอุตสาหกรรมสับปะรดประสบปญหาวัตถุดิบลนตลาดและขาดตลาด และ (2) การสรางฐานขอมูลสนับสนุน โดยขอมูลการผลิตและการตลาดจากสวนราชการและเอกชนขาดความเปนเอกภาพ ทําใหการกําหนดนโยบายสับปะรดปริมาณการผลิตและการจัดจําหนายทําไดลําบาก
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 389 4.5.3.3 สรุปประเด็นสําคัญที่ไดจากการวิเคราะหอุตสาหกรรมสับปะรดกระปอง Strategy, Structure, && Strategy, Structure, Rivalry Rivalry (+) มีการผลิตแบบกระจายความเสี่ยง (+) มีการผลิตมุงพัฒนาคุณภาพ Factor (Input) Factor (Input) (-) การขายวัตถุดิบเขาโรงงานยังใชระบบโควตา Conditions (-) มีทั้งการพัฒนาตราสินคาของตนและรับจางผลิต Demand Conditions Demand Conditions Conditions (-) ขาดความรวมมือระหวางผูที่เกี่ยวของในหวงโซอุปทาน(+) เริ่มมีการพัฒนาเครือขายวิสาหกิจ (-) อุปสงคภายในประเทศต่ํา(-) ปริมาณและคุณภาพวัตถุดิบไมแนนอน Related and Related and(-) ผลิตผลตอไรต่ํา Supporting Industries Supporting Industries (-) ขาดอุตสาหกรรมผลิตกระปอง
    • 390 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทยเอกสารอางอิงกรมการคาตางประเทศ กระทรวงพาณิชย. เอกสารประกอบการประชุมคณะทํางานพิจารณาแกไขปญหาดานมาตรการ ทางการคาที่มิใชภาษีตอการสงออกสินคาอาหารไทย ครั้งที่ 3/2543. 11 เมษายน 2543.กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ. จดหมายขาวศูนยผลักดันสินคาเกษตรเพื่อการสงออก.กรรณิการ จั่นบุญมี, สมศักดิ์ ศรีสมบุญ และธนต โสภโชนคร, ถั่วเหลืองไทยพืชที่ตองแขงกับประเทศมหาอํานาจ. หนังสือพิมพกสิกร. ปที่ 75 ฉบับที่ 4 (หนา 39-52). กรกฎาคม-สิงหาคม 2545.การปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพการแขงขันในอุตสาหกรรมอาหารไทย. 2542.กองนโยบายและวางแผนการวิจย สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร เทคโนโลยีและ ั สิ่งแวดลอม. การสํารวจคาใชจายและบุคลากรทางการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ป 2542.ไกรสีห ศิริรังษี, บริษัท เชียงใหมฟูดแคนนิ่ง จํากัด. กลยุทธการเพิ่มศักยภาพการแขงขันของไทยในตลาดโลก (เอกสารวิจัย สวนบุคคล ตามหลักสูตรการปองกันราชอาณาจักรภาครัฐรวมเอกชน รุนที่ 12 ประจําปการศึกษา พุทธศักราช 2542-2543).ขอมูลเศรษฐกิจการคา: สินคาสงออกสําคัญของประเทศไทย ป 2540-2545. จากเวปไซด กรมเจรจาการคาระหวาง ประเทศ: http://www.dtn.moc.go.th. มีนาคม-เมษายน 2546 .ขั้นตอนการสงออก: อาหารสําเร็จรูปกระปอง, สับปะรด และน้ําสับปะรดกระปอง, ปลาทูนากระปอง และไกและเปด. จาก เวปไซด กรมสงเสริมการสงออก: http://depthai.go.th. มีนาคม-เมษายน 2546.คณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. รายงานฉบับสมบูรณ ความตองการแรงงานและการขาดแคลนแรงงาน. 2540.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. แนวทางการสรางอาหารไทยเปนอาหารโลกในสิบปขางหนา เอกสารวิจยสวนบุคคล ตามหลักสูตรการปองกันราชอาณาจักร รุนที่ 42 ประจําปการศึกษา พุทธศักราช 2542- ั 2543).บริษัท อินฟอรมีเดีย อินเตอรเนชั่นแนล จํากัด. รางรายงานโครงการศึกษาความสามารถและความตองการของประเทศใน การทดสอบอาหาร. 19 กรกฎาคม 2545.แบบจําลองตลาดแรงงานอุตสาหกรรม. จากเวปไซด สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม: http://www.oie.go.th. มีนาคม- เมษายน 2546.เปรมปรี ณ สงขลา, เปดโลกพืชสวนไทย...รวมหรือรุง. เคหการเกษตร. ป 25 ฉบับที่ 6 (หนา 168-174). ตุลาคม 2544.ฝายบริการขอมูล สถาบันอาหาร. Thailand Food Export Status 2543 (2000). 31 มีนาคม 2544.ฝายวิจย คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. Strategic to Control Veterinary Drug Residue: Asia ั Experience. (เอกสารประกอบการบรรยาย งานสัมมนา New Trends in Global Food Safety). 12-13 มีนาคม 2546.
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 391พรทิพย ภูวโรดม, คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ศักยภาพการแขงขันสินคาเกษตรสําคัญของไทย ภายใต กฎเกณฑการคาโลก. 2542.พรศิลป พัชรินทรตนะกุล. การคาโลก หมู ไก และกุง สูอยางไรจึงจะอยูรอด?. (เอกสารประกอบการบรรยาย งานสัมมนา VIV Asia 2003 ณ. ศูนยการประชุมแหงชาติสิริกิต). 7 มีนาคม 2546.พูลทรัพย วิรุฬหกุล, ฝายวิจัย คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. Food Testing Laboratory Services. (เอกสารประกอบการบรรยายงาน Panel Discussion 2 in New Trends in Global Food Safety). 12-13 มีนาคม 2546.พิศักดิ์วลี เศวตนันทน, คนการคา: หัวใจการตลาดของมาลี. โลกการคา. ปที่ 9 ฉบับที่ 83 (หนา 40-46). กุมภาพันธ 2546.มลศิริ วีโรไทย, สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ. เทคโนโลยีของผลิตภัณฑอาหารเพื่อสุขภาพ. 2545.มัทนา แสงดาวงษ. ผลิตภัณฑประมงของไทย. สํานักพิมพมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. 2545.รพีพร สุทาธรรม, สถานการณผลิตทูนาโลก ผูผลิตไทยตองจับตา. วารสารผลิตภัณฑประมง. ธันวาคม 2543.ศูนยบริการวิชาการเศรษฐศาสตร คณะเศรษฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. กลยุทธการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 (เอกสารประกอบการประชุมระดมสมอง, 31 ตุลาคม 2541).ศูนยประสานการปรับโครงสรางอุตสาหกรรม สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม. โอกาสของอุตสาหกรรมอาหารไทยใน ตลาดโลก. มิถุนายน 2545.ศูนยพันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ. รายงานสถานภาพ GMOs ในประเทศไทย. มกราคม 2544.ศูนยวิจัยเศรษฐศาสตร คณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. โครงการการศึกษาวิเคราะหแนวทางการเพิ่มขีด ความสามารถในการแขงขันเพื่อรองรับการที่จีนเขาเปนสมาชิกองคการการคาโลกและการจัดทําเขตการคาเสรีอา เซียน-จีน ฉบับที่ 2 อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป.กันยายน 2545.ศูนยวิจยเศรษฐศาสตร คณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. รายงานฉบับสมบูรณ โครงการศึกษาตลาดสินคา ั เกษตรตางประเทศและพัฒนาสินคาเกษตรเพื่อการสงออก กรณีของอาเซียน. พฤศจิกายน 2543.ศูนยวิจัยเศรษฐศาสตร คณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณโครงการศึกษาเศรษฐกิจ สินคาอุตสาหกรรมสําคัญของไทย 5 รายการ: กรณีศกษาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป. กรกฎาคม 2542. ึศูนยวิจยเศรษฐศาสตร คณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. การเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันของ ั อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร. 30 มิถุนายน 2540.ศูนยวจัยเศรษฐศาสตร คณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. การเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันของ ิ อุตสาหกรรมไทยในเศรษฐกิจโลก. 5 มิถุนายน 2540.ศูนยวิจัยเศรษฐศาสตร คณะเศรษฐศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. โครงการการศึกษาวิจัยเศรษฐกิจและการคา ระหวางประเทศ เพื่อรองรับการเจรจาเปดเสรีทางการคา. 2544.ศูนยสารสนเทศการเกษตร สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ. สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปเพาะปลูก 2543/44.
    • 392 การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. กรอบแผนปฏิบัติการดานการพัฒนากําลังคนเพื่ออุตสาหกรรม. เมษายน 2545.สถาบันวิจยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. การศึกษาสภาวะและแนวโนมการจางงานในโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร. ั ธันวาคม 2539.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. การศึกษาสภาวะและแนวโนมการจางงานในโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร. 2539.สถาบันอาหาร. แผนแมบทการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ. กรกฎาคม 2545.สถาบันอาหาร. เอกสารประกอบการสัมมนาพิจารณารางแผนแมบทอุตสาหกรรมอาหาร. 26 มิถุนายน 2545.สถาบันอาหาร. รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ โครงการจัดทําแผนแมบทอุตสาหกรรมรายสาขา (สาขาอาหาร). กันยายน 2545.สถาบันอาหาร. รายงานฉบับสมบูรณโครงการศึกษาเรื่องการดําเนินการตามกฎระเบียบการคาโลกใหมสําหรับ อุตสาหกรรมอาหารไทย. กันยายน 2543.สถาบันอาหาร. รายงานวิจัยเรื่อง การศึกษาวิเคราะหกฎหมายอาหาร. 30 เมษายน 2541.สมชาย ชาญณรงคกุล, ระบบกักกันพืช อาวุธสําคัญของการกีดกันทางการคา. หนังสือพิมพกสิกร. ปที่ 75 ฉบับที่ 6 (หนา 6-12). พฤศจิกายน-ธันวาคม 2545.สุมาลัย ศรีกาไลทอง และปาริชาติ หลานชูไทย, ศักยภาพของอาหารพรอมบริโภคของไทยในตลาดตางประเทศ. วารสาร ํ เพื่อการวิจัยและการพัฒนา. ปที่ 17 ฉบับที่ 2 (หนา 37-40). เมษายา-มิถุนายน 2545.สมาคมผูผลิตไกเพื่อสงออกไทย, สมาคมผูเลี้ยงเปดเพื่อการคาและการสงออก, สมาคมผูเลี้ยงไกพันธุ, สมาคมผูผลิตผูคา และสงออกไขไก และสมาคมผูผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการสงออก. สถิติสนคาปศุสัตว 2544. มกราคม 2544. ิสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี. รายไดประชาชาติของประเทศไทย ฉบับ พ.ศ. 2544.สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี. รายไดประชาชาติของประเทศไทย ฉบับ พ.ศ. 2543.สํานักงานคณะกรรมการสงเสริมการลงทุน. สถิติประเภทกิจการที่เปดดําเนินการ มกราคม 2535 – ธันวาคม 2545.สํานักนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 2 สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม. รายงานการศึกษาภาวะ อุตสาหกรรมปลาทูนากระปอง. ตุลาคม 2545.สํานักนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 2 สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม. รายงานภาวะอุตสาห กรรมแปรรูปสับปะรด. ตุลาคม 2545.สํานักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม. สรุปภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมป 2545 และแนวโนมป 2546. มกราคม 2546.อรสา ดิสถาพร, ผักไทยในรอบปและทิศทางอนาคต. เคหการเกษตร. ปที่ 26 ฉบับที่ 1 (หนา 75-80). มกราคม 2545.
    • การพัฒนาขีดความสามารถในการแขงขันของไทย 393อุดมพร สุพคุตร, GAP เกษตรดีท่เหมาะสมคืออะไร. หนังสือพิมพกสิกร. ปที่ 74 ฉบับที่ 6 (หนา 92-98). พฤศจิกายน- ี ธันวาคม 2544.เอกสารในการสัมมนาเรื่อง โครงการศึกษาการประเมินประสิทธิภาพและขีดความสามารถของวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดยอม (SMEs) ของไทยในภาคการผลิต, 16 สิงหาคม 2544 (เอกสารไมตีพิมพเผยแพร).เอมอร คํานุช. โครงการวิจัยการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตเพื่อเพิ่มศักยภาพการแขงขันในอุตสาหกรรมอาหารของไทย. 2542Asian Productivity Organization. Growth of the food processing industry in Asia and the Pacific (Report of an APO Symposium 28th September – 5th October 1993, Tokyo, Japan). 1995.Canned Tuna. Available from: http://www.agrofoodasia.com. April, 2003.Industrial Capacity Utilization. Available from: http://www.bot.or.th. April, 2003.Institute for Management Education for Thailand Foundation. Competitiveness of Thailand’s Black Tiger Shrimp Industry. August 28, 2002.Institute for Strategy and Competitiveness, Harvard Business School. Global Competitiveness Report 2002: Snapshot of Thailand’s Competitiveness. February 17, 2003.International Trade Statistics, 2001. Available from: http://www.wto.org. April, 2003.Manufacturer Directory. http://www.thaifoodmanufacturer.com. April, 2003.National Food Institute. Dealing with the international food trade regulations and practices in Thai context. June, 2000.Statistical Databases. Available from: http://www.fao.org. March-April, 2003.Traill, B. and Pitts, E. Competitiveness in the food industry. Blackie Academic & Professional, New York. 1998.World Economic Forum. The Global Competitiveness Report 2001-2002.WS Atkins . Cost Structure of Major Thai Industries. October 2000.
    • ภาคผนวก 1 มาตรการสําคัญตาง ๆ ที่ใชเปนขอกําหนดของอุตสาหกรรมอาหารระหวางประเทศ ในปจจุบันการคาระหวางประเทศทวีความซับซอนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการเปดเสรีทางการคาของประเทศตางๆ แตในขณะเดียวกันประเทศเหลานั้นก็ตองการที่จะคงความไดเปรียบทางการคา หรือลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการ เปดเสรีทางการคาแกผูประกอบธุรกิจภายในประเทศของตน ดังนั้นมาตรการตางๆ หลากหลายรูปแบบจึงถูกกําหนดขึ้นเพื่อเปนอุปสรรค (Barriers) ทางการคา 1. WTO (World Trade Organization) 2. Codex Alimentarius Commission (Codex) 3. Nation Standards 4. Other Barriers 5. Other Regulations 1.1 WTO (World Trade Organization) WTO หรือ องคการการคาโลก จัดตั้งขึ้นหลังจากการเจรจาในรอบอุรุกวัยในวันที่ 1 มกราคม 2538โดยมีสมาชิก 136 ประเทศ มีสํานักงานอยูที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอรแลนด มีหนาที่ในการบริหารความตกลงพหุภาคีตางๆซึ่งครอบคลุมทั้งการคาบริการ การลงทุน และทรัพยสินทางปญญาเปนเวทีการเจรจาระหวางสมาชิกในเรื่องความสัมพันธทางการคาที่เกี่ยวของกับความตกลงฉบับตางๆ ตลอดจนการปฏิบัติตามผลของการเจรจา ประสานความเขาใจวาดวยกระบวนการระงับขอพิพาทและกลไกทบทวนนโยบายการคา รวมมือกับกองทุนการเงินระหวางประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (IBRD) เพื่อวางนโยบายทางเศรษฐกิจที่สอดคลองกัน ความตกลงภายใต WTO ที่สําคัญที่เกี่ยวกับการคาอาหารระหวางประเทศ ไดแก ความตกลงเรื่องการคาสินคาและการบริการ ความตกลงดังกลาวนี้มีสวนที่เกี่ยวกับกฎระเบียบในการสงออกและนําเขา ซึ่งมีผลกระทบตอการคาโดยเฉพาะการคาอาหารระหวางประเทศ ความตกลงในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎระเบียบในการสงออกและนําเขาสินคา ไดแก ความตกลงพหุภาคีขององคการการคาโลก 6 ความตกลงคือ 1. ความตกลงวาดวยกฎเกี่ยวกับแหลงกําเนิดสินคา (Rules of Origin) 2. ความตกลงวาดวยการตรวจสอบกอนสงออก (Preshipment Inspection) 3. ความตกลงวาดวยการประเมินราคาเพื่อการศุลกากร (Valuation For Customs Purposes) 4. ความตกลงวาดวยวิธีดําเนินการออกใบอนุญาตนําเขา (Import Licensing Procedures) 5. ความตกลงวาดวยการใชบังคับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) 6. ความตกลงวาดวยอุปสรรคทางเทคนิคตอการคา (TBT) • ความตกลงวาดวยกฎเกี่ยวกับแหลงกําเนิดสินคา (Rules of Origin) เปนความตกลงที่กําหนดหลักเกณฑเกี่ยวกับกฎแหลงกําเนิดสินคาเพื่อนํามาใชกับวัตถุดิบหรือสินคาสําเร็จรูปจากตางประเทศ โดยจะตองแสดงใบรับรองแหลงกําเนิดสินคา (Certificate of Origin) ในพิธีนําเขาสินคาที่ดานศุลกากร
    • เพื่อสงเสริมใหระบบการคาโลกมีความเปนเสรีและขยายตัวยิ่งขึ้น การใชกฎแหงแหลงกําเนิดสินคาที่ชัดเจนและคาดหมายได จะชวยใหการหมุนเวียนของการคาระหวางประเทศดีขึ้น วัตถุประสงคของความตกลงนี้สามารถสรุปไดดังตอไปนี้ 1. เพื่อใหมีกฎแหงแหลงกําเนิดสินคาที่จะไมเปนอุปสรรคตอการคาระหวาง ประเทศ 2. ประกันวากฎแหงแหลงกําเนิดสินคาจะไมลบลาง หรือทําใหเสื่อมเสียสิทธิ ตาง ๆ ของสมาชิกภายใตแกตต 1994 3. ประกันวาการเตรียมการและการใชกฎแหงแหลงกําเนิดสินคา จะเปนไปใน ลักษณะที่ไมลําเอียง แตโปรงใส สามารถคาดหมายลวงหนาได สอดคลอง และเปนกลาง 4. จัดทํากฎแหงแหลงกําเนิดสินคาที่เปนเอกภาพและชัดเจน 5. มีกลไกและกระบวนการในการแกไขขอขัดแยงที่เกิดจากความตกลงนี้อยาง รวดเร็ว มีประสิทธิผลและมีความเปนธรรม • ความตกลงวาดวยการตรวจสอบกอนสงออก ความตกลงนี้มีวัตถุประสงคเพื่อสรางกรอบในการตรวจสอบการสงออก เพื่อใหเกิดความโปรงใสทั้งในการดําเนินการตรวจสอบและกฎระเบียบที่เกี่ยวของกับการสงออก รวมทั้งเพื่อใหเกิดความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและยุติธรรมในการแกปญหาขอขัดแยงระหวางผูสงออกกับหนวยงานตรวจสอบ เพื่อสนับสนุนมาตรการที่จะกอใหเกิดการคาเสรีและการขยายตัวของการคาโลก ไมกระทบตอการตรวจกอนการสงออกที่จะทําใหลาชาในการสงออกหรือมีการปฏิบัติไมเทาเทียมกัน สาระสําคัญหลักในความตกลงนีครอบคลุมหลักในเรื่องการไมเลือกปฏิบัติ สถานทีตรวจสอบ ้ ่มาตรฐานความโปรงใส ความลับทางธุรกิจ และความขัดแยงทางผลประโยชน • ความตกลงวาดวยการประเมินราคาเพื่อศุลกากร ในการเก็บอากรตามราคานั้น แตละประเทศมีวิธีประเมินราคาที่แตกตางกันไป จึงเป็นอุปสรรคในการขยายตัวทางการคา ความตกลงนี้จงเกิดขึ้นมาเพื่อสรางวิธีการประเมินราคาศุลกากรขึ้นมาเปนรูปแบบเดียว ึกันใหมความแนนอน และสามารถคาดการณลวงหนาได ี วัตถุประสงคของความตกลงนี้เพื่อสรางระบบการประเมินที่เปนธรรม มีความเปนเอกภาพและมีความเปนกลางเพื่อปองกันมิใหมีการประเมินราคาตามอําเภอใจ หรือตามที่สมมุติขึ้น โดยหลักการพื้นฐานในการประเมินราคาทางศุลกากรนี้ควรจะตองเปนราคาซื้อขายใหมากที่สุด รวมทั้งควรยึดหลักความเรียบงาย มีความเสมอภาค สอดคลองกับวิธีปฏิบัติทางการคา และวิธีการประเมินราคานั้นควรจะใชเปนการทั่วไปโดยไมมีการแยกความแตกตางในเรื่องแหลงที่มาของสินคาแตอยางใด
    • • ความตกลงวาดวยวิธีดําเนินการออกใบอนุญาตนําเขา การดําเนินการทางการคาระหวางประเทศอาจถูกกีดกันโดยการใชวิธีการดําเนินการออกใบอนุญาตที่ไมเหมาะสมได ความตกลงนี้จึงมีขึ้นเพื่อสรางความเรียบงาย และนํามาซึ่งความโปรงใสในการกําหนดวิธีการดําเนินการออกใบอนุญาตนําเขาเพื่อความเปนธรรม และความเทาเทียมกัน • ความตกลงวาดวยสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ตามกฎระเบียบการคาระหวางประเทศ ภายใตความตกลงของแกตต (GATT) เมื่อปพ.ศ. 2491 ความตกลงระบุไววาประเทศภาคีสมาชิกสามารถออกมาตรการที่จําเปนเพื่อปกปองชีวิต หรือ สุขอนามัยของมนุษย สัตว และพืช ตราบเทาที่มาตรการนั้นไมเปนการเลือกปฏิบัติระหวางประเทศตางๆ และมาตรการนั้นมีการบังคับใชและไมเปนมาตรการแฝงที่ใชเพื่อการกีดกันทางการคา ตอมาในการเจรจารอบโตเกียว พ.ศ. 2522 ไดมีการเจรจาเกี่ยวกับความตกลงวาดวยอุปสรรคทางเทคนิคตอการคา (TBT) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับใชขอบังคับหรือกฎระเบียบเพื่อใหแนใจในเรื่องคุณภาพสินคาและการปกปองชีวิตหรือสุขภาพของคน สัตว พืช และสิ่งแวดลอมวาจะตองไมเปนการสรางอุปสรรคทางการคาโดยไมจําเปนและจากความสําคัญในเรื่องการปกปองชีวิตหรือสุขอนามัย การเจรจาในรอบอุรุกวัยเมื่อป พ.ศ. 2533 จึงมีความเห็นพองกันวาควรแยกเรื่องนี้ออกเปนความตกลงวาดวยการใชบังคับมาตรฐานอนามัยและสุขอนามัยพืชตางหาก ซึ่งมีผลบังคับใชเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 บทบัญญัติเกี่ยวกับสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) 1. สิทธิและหนาที่ของรัฐบาล: ภายใตบทบัญญัติของความตกลงระบุวา ประเทศภาคีสมาชิกสามารถกําหนดขอจํากัดการคาระหวางประเทศไดตามความจําเปนเพื่อปองกันชีวิตมนุษย สัตว และพืชจากความเสี่ยงตอเชื้อโรคตางๆที่อาจมีตออาหาร รวมถึงความเสี่ยงของเชื้ออาจจะกอใหเกิดโรค โดยมีพืช หรือสัตวเปนพาหะ หรือตัว ผลิตภัณฑนั้นเองเปนพาหะหรือความเสี่ยงจากการใสสิ่งเจือปน การปนเปอน หรือวัตถุมีพิษในอาหาร โดยขอจํากัดหรือมาตรการเหลานี้จะตองตั้งอยูบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร การบังคับใชจะตองไมเลือกปฏิบัติและมีความเทาเทียมกัน 2. มาตรฐานระหวางประเทศ: ความตกลง SPS สนับสนุนใหรัฐบาลของแตละประเทศตั้งมาตรฐานใหสอดคลองกับมาตรฐานสากลเชน Codex, IOE, IPPC เปนตน โดยปกติแลวมาตรฐานสากลมันจะสูงกวามาตรฐานในประเทศของหลายๆประเทศ แตมีบางกรณีที่มาตรฐานในประเทศสูงกวามาตรฐานสากล ซึ่งมีผลใหกลายเปนขอจํากัดทางการคา ในกรณีเชนนี้คณะกรรมการ SPS จะรองขอใหประเทศนั้นๆแสดงหลักฐานทางวิทยาศาสตรเพื่อพิสูจนความเหมาะสม 3. มาตรฐานการยอมรับการเทียบเคียง: ระบุไววามาตรการการปองกันความเสี่ยงที่อยูในระดับเดียวกันควรไดรับการยอมรับใหมีการเทียบเคียงได 4. การปรับใหเขากับสถานการณ: เนื่องจากแตละประเทศมีความแตกตางกันในหลายๆดาน เชน สภาพทางภูมศาสตร, ภูมิอากาศ การมีอยูของแมลงและเชื้อตางๆ เปนตน การกําหนดระดับการปองกันของ ิแตละประเทศซึ่งมีความเหมาะสมแตกตางกันได 5. การประเมินความเสี่ยง: การประเมินความเสี่ยงภายใตความตกลง SPS จะตองใชวิธีการที่เปนระบบ และใชเหตุผลทางวิทยาศาสตรใหมากที่สุดเทาที่จะเปนไปได เพื่อปองกันการประเมินผลโดยอําเภอใจและจะตองเปนที่ยอมรับของประเทศคูคา
    • 6. ความโปรงใส: การที่ประเทศสมาชิกมีการกําหนดกฎระเบียบใหมที่เกี่ยวกับสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชขึ้นมา หรือมีการทบทวนกฎระเบียบเดิม ซึ่งอาจมีผลตอการคาระหวางประเทศ จะตองมีการจัดพิมพเจตจํานงและแจงใหประเทศสมาชิกทราบลวงหนาในระยะเวลาอันสมควรกอนมีการบังคับใชและประเทศนั้นๆอาจถูกตรวจสอบกลับไดในเรื่องความเหมาะสมของกฎระเบียบนั้นๆ 7. ขบวนการควบคุมการตรวจสอบและอนุมัติ: ในกรณีที่ยังไมมีมาตรฐานหรือขอกําหนดแหงชาติในการกําหนดระดับชั้นสูงของการตกคางจากสารปรุงแตงอาหาร สารพิษ หรือสารปนเปอน ประเทศภาคีสมาชิกควรนํามาตรฐานสากลมาใชเปนขอกําหนด 8. การใหความชวยเหลือทางเทคนิคและขอบัญญัติอื่นของ SPS: บทบัญญัตินี้มีขึ้นเพื่อชวยเหลือประเทศภาคีที่เปนประเทศดอยพัฒนา และกําลังพัฒนา เพื่อขยายโอกาสในการเขาถึงตลาดโดยมีการขยายเวลาอยางจํากัดการปฏิบัตตามขอตกลงตาง ๆ ของ SPS เปนพิเศษ ซึ่งการเลื่อนระยะเวลานี้ทําตามที่รองขอ โดยพิจารณาถึง ิสถานภาพดานตาง ๆ ของประเทศนั้นๆ เปนสําคัญ ในขอตกลง SPS นี้จะเห็นวามีการเนนหลักการสวนใหญใหอยูบนเหตุผลและหลักฐานทางวิทยาศาสตรซึ่งเมื่อพิจารณาโดยคราวแลวมีความเปนธรรมและเหมาะสม แตในความเปนจริงประเทศดอยพัฒนาและกําลังพัฒนาหลายๆประเทศมีความเสียเปรียบในขอตกลงนี้เปนอยางมาก รวมถึงประเทศไทยดวย เนื่องจากการใชหลักฐานทางวิทยาศาสตรเกี่ยวกับอาหารสวนมากตองใชผลงานวิจัยมาสนับสนุน ซึ่งงานวิจัยสวนมากใชระยะเวลานาน บางชิ้นอาจนานถึง 10 ป จึงจะสามารถยืนยันผลได ดังนั้นการกําหนดมาตรฐานตางๆ ที่มากกวามาตรฐานสากลหรือการโตแยงการใชมาตรฐานที่สูงกวาสากลของประเทศอื่นๆ จึงไมสามารถทําไดโดยงาย ประเทศไทยจึงตกอยูในฐานะผูตามเทานั้นและไมสามารถดําเนินการเชิงรุกได ประเด็นเรื่องการสนับสนุนดานการคนควาวิจัยจึงเปนสิ่งจําเปนที่สําคัญยิ่งในการคาระหวางประเทศในอนาคต • มาตรการวาดวยอุปสรรคทางเทคนิคตอการคา (TBT) การที่แตละประเทศมีความแตกตางกันในเรื่องของขอบังคับทางเทคนิคและมาตรฐานอุตสาหกรรม จึงทําใหเกิดความยุงยากในการนําเขาและสงออกสินคาระหวางประเทศตางๆ โดยเฉพาะการใชขอบังคับทางเทคนิคเพื่อการกีดกันทางการคา ความตกลงนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อใหขอบังคับทางเทคนิค มาตรฐาน และกระบวนการประเมินความสอดคลองไมเปนอุปสรรคตอการคาระหวางประเทศ โดยมุงที่จะสนับสนุนและพัฒนามาตรฐานระหวางประเทศและระบบการประเมินที่สอดคลองกัน เพื่อปองกันมิใหเกิดการใชมาตรการหรือขอกําหนดที่มีเจตนาแอบแฝงเพื่อการกีดกันทางการคา นอกจากนี้ ความตกลงนี้ยังครอบคลุมถึงสิทธิ์ในการออกมาตรการหรือขอกําหนดใดๆ เพื่อการปกปองชีวิตหรือสุขอนามัยของมนุษย สัตว และพืชดวย โดยมาตรการเหลานี้จะตองไมเปนการใชตามอําเภอใจและเลือกปฏิบัติ ขอบเขตของขอตกลงครอบคลุมตั้งแตขอบังคับของสินคาอุตสาหกรรมถึงสินคาเกษตร
    • เนื่องจากขอตกลง TBT และ SPS มีความคลายคลึงกัน จึงอาจแยกความแตกตางของสองมาตรการนี้ตามวัตถุประสงคไดดังนี้ มาตรการ SPS มาตราการ TBT 1. สารปรุงแตงอาหารในอาหารหรือเครื่องดื่ม 1. การปดฉลากผลิตภัณฑอาหารและเครื่องดื่ม 2. การปนเปอนในอาหารและเครื่องดื่ม 2. ขอกําหนดเกี่ยวกับคุณภาพอาหารสด 3. สารพิษในอาหารและเครื่องดื่ม 3. ขอกําหนดเกี่ยวกับการบรรจุหีบหอสําหรับผลไม 4. สารตกคางจากยาสําหรับสัตวและยาฆาแมลงใน สด อาหาร 4. ขอกําหนดเกี่ยวกับขนาดและโครงสรางของ 5. การออกใบรับรองความปลอดภัยของอาหาร/ใบ บรรจุภัณฑ รับรองสุขอนามัยของสัตวหรือพืช 5. การปดฉลากที่เกี่ยวกับสุขอนามัยในบรรจุภัณฑ 6. วิธีการผลิตที่มีผลตอความปลอดภัยของอาหาร ที่ไมใชอาหาร 7. ขอกําหนดการปดฉลากที่มีผลโดยตรงตอความ ปลอดภัยของอาหาร 8. การตรวจสอบกักกันพืช/สัตว 9. ขอกําหนดในการประกาศเขตปลอดแมลงและ โรค 10. กระบวนการปองกันและควบคุมหรือกําจัดการ แพรขยายของโรคในประเทศ 11. ขอกําหนดทางสุขอนามัยสําหรับผลิตภัณฑนํา เขา
    • 1.2 Codex Alimentarius Commission (Codex) Codex หรือ คณะกรรมการอาหารระหวางประเทศ ถูกกอตั้งขึ้นเมื่อป ค.ศ. 1963 โดยองคกร FAO(Food and Agriculture Organization) และ WHO (The United Nations World Health Organization) มีจุดประสงคเพื่อคุมครองสุขอนามัยของผูบริโภค และประกันการปฏิบัติที่เปนธรรมในการคาระหวางประเทศ และสงเสริมความรวมมือของหนวยงานที่เกี่ยวของกับมาตรฐานสินคาอาหารทั้งในภาครัฐและเอกชน Codex มีหนาที่จัดตั้งมาตรฐานอาหารสากล โดยมีคณะกรรมาธิการกลางเปนผูประสานงานกับหนวยงานมาตรฐานสินคาในประเทศตางๆ ที่เปนสมาชิกของ FAO และ WHO เกณฑมาตรฐานสินคาของ Codex นั้นครอบคลุมเรื่องตางๆ ดังตอไปนี้ 1. สารเจือปนในอาหาร 2. สารปนเปื้อนในอาหาร 3. สุขลักษณะ การแสดงน้ําหนัก และการเทียบวัดคาตางๆ 4. การปดฉลาก 5. วิธีการวิเคราะห และสุมเก็บตัวอยาง 6. รายละเอียด สวนประกอบ และปจจัยคุณภาพที่สําคัญ รายละเอียดของเกณฑดังกลาวจะคลายคลึงกับมาตรฐาน มอก. ที่ประเทศไทยใชอยูในปจจุบันประเทศที่เปนสมาชิกของ Codex สามารถเสนอเกณฑมาตรฐานใดๆ ก็ไดในขอบขายดังกลาว เพื่อกําหนดเปนมาตรฐานในCodex โดยจะตองผานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของ Codex ตัวอยางมาตรฐานที่สําคัญ ไดแก ระบบ HACCP(The Hazard Analysis Critical Control Point System) และ ระบบ GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเปนมาตรฐานที่พบไดใน Codex ในปจจุบันเกณฑมาตรฐานอาหารของไทยสวนใหญ จะอิงตามเกณฑของ Codex เปนหลัก และเปนเชนนี้ในอีกหลายประเทศ เชน สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป เปนตน แตเนื่องจากหลักเกณฑใน Codex มาจากมาตรฐานของหลากหลายประเทศถึงทําใหเกณฑดังกลาวมีลักษณะเปนมาตรฐานกลาง ดังนั้น แตละประเทศจึงเลือกใชเกณฑดังกลาวตามความเหมาะสมของประเทศตนเอง กลาวคือ เกณฑมาตรฐานของสินคาบางประเภทอาจตองสูงกวาหรือต่ํากวาเกณฑมาตรฐานของ Codex แมวาจะมีการกําหนดไววา จะตองมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร เพื่อยืนยันการกําหนดมาตรฐานที่แตกตาง แตในทางปฏิบัติยงคงมีการกําหนดเกณฑมาตรฐานที่แตกตาง โดยใชหลักฐานทางวิทยาศาสตร ที่ ัคลุมเครือเพื่อการกีดกันทางการคา จึงเปนเรื่องที่ทางประเทศไทยควรติดตามตอไป • ระบบ HACCP HACCP ยอมาจาก “Hazard Analysis and Critical Control Point” หรือ “ระบบวิเคราะหและควบคุมจุดวิกฤติอันตราย” ระบบนี้เริ่มใชครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยใชเปนระบบตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารของนักบินอวกาศ ในปจจุบันระบบนี้ไดรับการยอมรับจากนานาประเทศถึงประสิทธิภาพ การประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑอาหาร เนื่องจากระบบ HACCP เนนการควบคุมขั้นตอนการผลิต ณ จุดอันตราย ตลอดกระบวนการผลิต
    • ดังนั้น จึงมีความปลอดภัยกวาการตรวจสอบแบบดั้งเดิม ซึ่งใชการสุมตัวอยางผลิตภัณฑ ณ ขั้นสุดทาย (ผลิตภัณฑสําเร็จรูป) และมีความจํากัดในเรื่องจํานวนการสุม นอกจากนี้ระบบ HACCP ยังถูกกําหนดเปนมาตรฐานหนึ่งใน Codexอีกดวย ระบบนี้จึงมีความสําคัญอยางยิ่งในเวทีการคาโลก HACCP คือ อะไร? HACCP คือ ระบบวิเคราะหอันตราย และจุดวิกฤติที่ตองควบคุมใชเปนเครื่องมือในการระบุ,ประเมิน และควบคุมอันตราย ที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต โดยระบบ HACCP นี้มีหลักการที่สําคัญ 7 ประการ คือ 1. การวิเคราะหจุดอันตราย 2. คนหาจุดวิกฤติ 3. กําหนดมาตรฐาน หรือ ขอบเขตของจุดวิกฤติแตละจุด 4. กําหนดขั้นตอนในการเฝาติดตาม และประเมินผลของจุดควบคุม 5. กําหนดวิธีการแกไข เมื่อการประเมินผลพบวาไมเปนไปตามจุดวิกฤติ 6. กําหนดขั้นตอนการตรวจสอบ การทํางานของระบบ เพื่อใหมั่นใจวาระบบทํางาน ไดถูกตอง 7. กําหนดขั้นตอนการเก็บเอกสารอยางมีประสิทธิภาพของระ