• Save
Motivation (แรงจูงใจ) ch.7 สำหรับนิสิตวิชาพฤติกรรมผู้บริโภค
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Motivation (แรงจูงใจ) ch.7 สำหรับนิสิตวิชาพฤติกรรมผู้บริโภค

on

  • 6,416 views

Motivation (แรงจูงใจ) ch.7 สำหรับนิสิตวิชาพฤติกรรมผู้บริโภค, Aj. Watjana Poopanee, Mahasarakham University

Motivation (แรงจูงใจ) ch.7 สำหรับนิสิตวิชาพฤติกรรมผู้บริโภค, Aj. Watjana Poopanee, Mahasarakham University

Statistics

Views

Total Views
6,416
Views on SlideShare
6,416
Embed Views
0

Actions

Likes
4
Downloads
0
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

Motivation (แรงจูงใจ) ch.7 สำหรับนิสิตวิชาพฤติกรรมผู้บริโภค Motivation (แรงจูงใจ) ch.7 สำหรับนิสิตวิชาพฤติกรรมผู้บริโภค Presentation Transcript

  • Motivation and Consumer Behavior แรงจูงใจกับพฤติกรรมผู้บริโภค Watjana Poopanee Mahasarakham Business School Mahasarakham University E-mail : watjana.p@acc.msu.ac.th 1
  • เนือหา ้• ความหมาย และคาจากัดความของการจูงใจ (Motivation)• รูปแบบจาลองของกระบวนการจูงใจ• Need (ความจาเป็ น)• Goal (เปาหมาย) ้• ทฤษฎีแรงจูงใจ (Motivation Theory)• การประยุกต์ใช้ ทฤษฎีการจูงใจกับกลยุทธ์ทางการตลาด 2
  • 3
  • Motivation VS Motive Motivation (แรงจูงใจ) คือ สภาวะที่ถกกระตุ้น (Activated State) ภายในแต่ ูละคน ซึงนาไปสูพฤติกรรมที่มีจดมุ่งหมาย หรื อเป็ นเหตุผลของพฤติกรรมแต่ละครัง ่ ่ ุ ้ Motive (แรงกระตุ้น) คือ ลักษณะทางจิตวิทยาชนิดหนึ่ง ซึงเป็ นตัวแทนของพลัง ่ภายในที่มองไม่เห็น (Unobservable) ทาหน้ าที่กระตุ้น (Stimulate) และออกแรงบังคับ(Compel) ให้ มีปฏิ กิริยาตอบสนอง (Response) ตลอดจนให้ ทิศทางที่ ชดเจนสาหรั บการ ัตอบสนองนัน ๆ (คาว่าแรงจูงใจและแรงกระตุ้นนามาใช้ แทนที่กนได้ ) ้ ั 4
  • รูปแบบจาลองของกระบวนการจูงใจ การเรี ยนรู้ความต้ องการที่ยัง เปาหมายหรื อการ ้ ไม่ ได้ รับการ การยอมรั บว่ ามี สภาวะของแรง พฤติกรรม ตอบสนองความ ตอบสนอง ความจาเป็ น ขับเคลื่อน ต้ องการ (Latent Need) กระบวนการทาง ความคิด การลดความตึง เครี ยด 5
  • ตัวอย่ างรูปแบบจาลองของกระบวนการจูงใจ การเรี ยนรู้ความต้ องการที่ยัง เห็นโฆษณาพิซซ่ า - พิซซ่ า มาส่ ง ไม่ ได้ รับการ รู้ สึกหิว โทรศัพท์ ส่ งพิซซ่ า ั น่ ากินมาก - กินพิซซ่ า ตอบสนอง (Delivery) (ได้ รับการตอบสนอง) (Latent Need) กระบวนการทาง ความคิด หายหิว 6
  • Need (ความจาเป็ น) ความจาเป็ น (Need) คือ ความต้ องการในปั จจัยแห่งการดารงชีวิตที่มนุษย์ ขาดไม่ได้ หากพิจารณาจากแหล่งกาเนิดแบ่งได้ 2 กลุ่มคือ (1) เกิดขึ ้นตามธรรมชาติ (InnateNeeds) เช่น ความจาเป็ นเรื่ องอาหาร นา อากาศ (2) ความจาเป็ นที่ เกิ ดจากการเรี ยนรู้ ้(Learned Needs) โดยกระบวนการกลุมเกลาทางสังคม ่ เมื่ อ การแบ่ง ความจ าเป็ นตามแหล่ง ก าเนิ ด และล าดับ การเกิ ด (Source andSequence) พบว่ามีประโยชน์ทางด้ านการตลาดมากกว่าการแบ่งตามวิธีข้างต้ น แต่สาหรับวิธีนี ้มี 2 ชนิด คือ (1) ความจาเป็ นที่เกี่ยวกับสรี ระและเกิดขึนตามธรรมชาติ เรี ยกว่า “ความ ้จาเป็ นเบื ้องต้ น (Primary Needs or Primary Motives) หรื อ “ความจาเป็ นทางกายภาพ(Physiological Needs) เช่น ความจาเป็ นด้ านอาหาร น ้า อากาศ เสื ้อผ้ า ยารักษาโรค เป็ นต้ น (2) ความจาเป็ นที่เกิดขึนจากการเรี ยนรู้ และเกิดขึนภายหลัง เรี ยกว่า “ความ ้ ้จาเป็ นทางจิตวิทยา (Psychological Needs) เช่น ความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-EsteemNeed) ความมีชื่อเสียง (Prestige Need) เป็ นต้ น 7
  • Goal (เปาหมาย) ้ เปาหมาย (Goal) ทุกพฤติกรรมของผู้บริ โภคล้ วนมีเปาหมายซึงอาจเรี ยกว่า “วัตถุ ้ ้ ่เร่ งเร้ า (Incentive Object) สาหรับเปาหมายที่เกี่ ยวข้ องกับการตลาดมี 2 ชนิด คือ ้(1) เปาหมายทัวไป (Generic Goals) และ (2) เปาหมายที่เจาะจงผลิตภัณฑ์ (Product- ้ ่ ้specific Goals) (1) เปาหมายทั่วไป (Generic Goal) คือ กลุ่มของเปาหมายซึ่งผู้บริ โภคเห็นว่า ้ ้สามารถตอบสนองความต้ องการ (Want) และความจาเป็ น (Needs) ต่าง ๆ ของตนได้ เช่น ถ้ าผู้บริ โภครายหนึงบอกว่าตนเองกาลังหิว หมายความว่าเขามีความจาเป็ นต้ องรับประทานอาหาร ่การรับประทานอาหาร (ชนิดใดก็ได้ ) เป็ นเปาหมายทัวไป ้ ่ (2) เปาหมายที่เจาะจงผลิตภัณฑ์ (Product-specific Goal) คือ สินค้ าที่มีปาย ้ ้ฉลากหรื อ ตรายี่ ห้อ ที่ ผ้ ูบ ริ โ ภคเลื อ กมาตอบสนองความต้ อ งการของตนโดยเฉพาะ เช่ น ถ้ าผู้บริ โภครายหนึ่งบอกว่าตนเองกาลังหิว และระบุว่าต้ องการรับประทานพิซซ่าให้ หายหิวนัน ้ความต้ องการในการรับประทานพิซซ่าคือเปาหมายที่เจาะจงผลิตภัณฑ์นนเอง ้ ั่ 8
  • ตัวอย่ างลาดับชันของเปาหมาย ้ ้ ดีดู มีเสน่ห์ต่อเพศ เปาหมายสูงสุด ้ เพิ่มความมันใจใน ่ สุขภาพดี ตรงข้ าม หรื อเพศ(Super Ordinate Goals) ตัวเอง เดียวกัน เปาหมายหลัก ้ (Focal Goal) ลดน ้าหนัก เปาหมายรอง ้ ออกกาลังกาย ควบคุมอาหาร (Subordinate Goals) 9
  • ตัวอย่ างลาดับชันของเปาหมาย ้ ้ 10
  • ทฤษฎีแรงจูงใจ (Motivation Theory)1. ทฤษฎีลลาดับขันความต้ องการของมาสโลว์(Maslow) 1. ทฤษฎี าดับขัน้ ความต้ องการของมาสโลว์ (Maslow) ้2. ทฤษฎี ERG ของอัลเดอร์ เฟอร์ (Alderfer)3. ทฤษฎีความต้ องการของแม็คเคลแลนด์ (McClelland)4. ทฤษฎีแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาของแม็คไควร์ (McGuire) 11
  • 1. ทฤษฎีลาดับขั้นความต้ องการของมาสโลว์ (Maslow) Abraham Maslow (อับบราฮัม มาสโลว์) ได้นาเสนอเรื่ องความต้ องการของมนุษย์ในองค์การเป็ นเรื่ องที่ผู้บริ หารต้ องเอาใจใส่ เพราะความต้ องการมีผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมในการทางานของพนักงาน สมมุติ ฐ านที่ ใ ช้ อ ธิ บ ายทฤษฏี แ รงจูง ใจของมาสโลว์ Abraham Maslowประกอบด้ วย 1. มนุษย์มีความต้ องการที่ไม่สิ ้นสุด 2. ความต้ องการในระดับล่างต้ องได้ รับการตอบสนองก่อนจึงจะเริ่ มมีความต้ องการในขันต่อไป ้ 3. ความต้ องการของมนุษย์มีความสลับซับซ้ อน 12
  • ความต้ องการ 5 ขั้นของ Abraham Maslow 13
  • ความต้ องการ 5 ขั้นของ Abraham Maslow Physiological needs คือ ความต้ องการทางกายภาพที่สามารถดารงชีพ อยู่ได้ ได้ แก่ อาหาร นา ที่อยู่อาศัย ้ 14
  • ความต้ องการ 5 ขั้นของ Abraham Maslow Safety คือ ความต้ องการถึงความปลอดภัย ทังจากโรคภัยไข้ เจ็บและความ ้ ปลอดภัยในชีวตและทรัพย์ สน ิ ิ 15
  • ความต้ องการ 5 ขั้นของ Abraham Maslow Love/Social คือ ความต้ องการการเข้ าสังคมและการยอมรั บจากสังคม ภายนอกร่ วมถึงต้ องการความรั ก 16
  • ความต้ องการ 5 ขั้นของ Abraham Maslow Esteem คือ ความต้ องการที่จะได้ รับการยกย่ องเชิดชู อาจจะต้ องการการ เลื่อนตาแหน่ งในองค์ การ หรื อรั บรางวัลจากการทางาน 17
  • ความต้ องการ 5 ขั้นของ Abraham Maslow Self-Actualization คือ ความต้ องการขันสูงสุดของมนุษย์ ซ่ งหมายถึงการ ้ ึ เข้ าใจตัวเอง เข้ าใจโลก เข้ าใจธรรมชาติ หรื อความสาเร็จในสิ่งที่ตนเองต้ องการ จะเป็ น หรื อต้ องการจะทา 18
  • ทฤษฎีแรงจูงใจ (Motivation Theory) 1. ทฤษฎีลาดับขันความต้ องการของมาสโลว์ (Maslow) ้2. ทฤษฎี ERG ของอัลลเดอร์ เฟอร์ (Alderfer) 2. ทฤษฎี ERG ของอั เดอร์ เฟอร์ (Alderfer) 3. ทฤษฎีความต้ องการของแม็คเคลแลนด์ (McClelland) 4. ทฤษฎีแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาของแม็คไควร์ (McGuire) 19
  • 2. ทฤษฎี ERG ของอัลเดอร์ เฟอร์ (Alderfer) ความคิดของมาสโลว์ถกทักท้ วงโดยเคลย์ตน ู ัอัลเดอร์ เฟอร์ (Clayton Alderfer, 1972) แห่งมหาวิทยาลัยเยล ซึ่งไม่เห็นด้ วยกับการก้ าวอย่างเป็ นล าดั บ ขั น บนปิ รามิ ด ของความต้ องการ จึ ง ได้ น า ้ทฤษฎี ล าดั บ ขั น ความต้ องการของมาส โลว์ ม า ้ปรั บ ปรุ ง และจั ด กลุ่ ม ความต้ องการของมนุ ษ ย์ออกเป็ น 3 กลุมและเกิดเป็ นทฤษฎีที่เรี ยกว่า ERG ซึง ่ ่ Clayton Alderferย่อมาจาก Existence (ความต้ องการที่จะดารงอยู่)Relatedness (ความสัมพันธ์ กับบุคคลอื่ น ) และGrowth (ความเจริ ญก้ าวหน้ า การเติบโต) ทังนี ้ ้ความต้ องการทัง้ 3 กลุมนี ้อาจเกิดขึ ้นพร้ อมกันได้ ่ 20
  • 2. ทฤษฎี ERG ของอัลเดอร์ เฟอร์ (Alderfer) G : Growth R : Relatedness E : Existence 21
  • 2. ทฤษฎี ERG ของอัลเดอร์ เฟอร์ (Alderfer) 22
  • ทฤษฎีแรงจูงใจ (Motivation Theory)1. ทฤษฎีลาดับขันความต้ องการของมาสโลว์ (Maslow) ้2. ทฤษฎี ERG ของอัลเดอร์ เฟอร์ (Alderfer) 3. ทฤษฎีความต้ องการของแม็คเคลแลนด์ (McClelland)3. ทฤษฎีความต้ องการของแม็คเคลแลนด์ (McClelland)4. ทฤษฎีแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาของแม็คไควร์ (McGuire) 23
  • 3. ทฤษฎีความต้ องการของแม็คเคลแลนด์ (McClelland) David McClelland (1961) เป็ นอีกผู้หนึ่ง ซึงศึกษาเรื่ อง ่ ของแรงจูงใจและแนวคิดของแม็คเคลแลนด์คล้ ายกับอันเดอร์ เฟอร์ ตรงที่แบ่งกลุ่มความต้ องการออกเป็ น 3 กลุ่ม และเห็นว่าการ เกิดขึ ้นของความต้ องการในแต่ละกลุ่มไม่จาเป็ นต้ องเป็ นอิสระจาก กัน กล่าวคือ สามารถเกิดขึ ้นได้ พร้ อมกัน และหากเกิดขึ ้นหรื อมีขึ ้น พร้ อมกันได้ ก็จะทาให้ บคคลนันมีแรงจูงใจในระดับที่สงมาก ความ ุ ้ ู ต้ องการของมนุษย์ในทัศนะของแม็คเคลแลนด์ประกอบด้ วย David McClelland 1. ความต้ องการที่จะเข้ ากลุ่ม (Need for Affiliation : nAff) 2. ความต้ องการอานาจ (Need for Power: nPower) 3. ความต้ องการประสบความสาเร็ จ (Need for Achievement : nAch) 24
  • 3. ทฤษฎีความต้ องการของแม็คเคลแลนด์ (McClelland) 1. ความต้ องการที่จะเข้ ากลุ่ม (Need for Affiliation : nAff) เป็ นส่วนหนึงของกลุม หรื อมีการดารงความสัมพันธ์ที่ดีกบบุคคลอื่น ซึงคล้ ายกับความ ่ ่ ั ่ต้ องการทางสังคมของมาสโลว์ และความต้ องการที่มีความสัมพันธ์กบบุคคลอื่นของอัลเดอร์ เฟอร์ ั 2. ความต้ องการอานาจ (Need for Power: nPower) ปรารถนาจะเป็ นผู้นา พยายามที่จะสร้ างอิทธิพล และอานาจจากการควบคุมเหนือบุคคลอื่นทาให้ ผ้ อื่นทาตามสิ่งที่ตนต้ องการทัง้ ๆ ที่ผ้ อื่นอาจไม่ตงใจจะทาเช่นนัน ู ู ั้ ้ 3. ความต้ องการประสบความสาเร็ จ (Need for Achievement : nAch) เป็ นความต้ องการอย่างแรงกล้ าที่จะได้ รับการยอมรับในความสาเร็จที่บางครังอาจเกิดควบคู่ ้กันกับความกลัวที่จะล้ มเหลว 25
  • ตารางเปรียบเทียบแนวคิดเรื่องแรงจูงใจ ของ มาสโลว์ อัลเดอร์ เฟอร์ แม็คเคลแลนด์ มาสโลว์ อัลเดอร์ เฟอร์ แม็คเคลแลนด์ (Maslow) (Alderfer) (McClelland)Self-Actualization Growth AchievementEsteemSocial Relatedness AffiliationSecurity Physiological Existence - 26
  • ตัวอย่ างโฆษณาทีสร้ างแรงจูงใจ ่ VDO Example- โฆษณา Land & House : Your Signature (Achievement)- โฆษณา MK : Friends (Social, Relatedness)- โฆษณา ไทยประกันชีวิต : คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ (Security, Existence) 27
  • ทฤษฎีแรงจูงใจ (Motivation Theory)1. ทฤษฎีลาดับขันความต้ องการของมาสโลว์ (Maslow) ้2. ทฤษฎี ERG ของอัลเดอร์ เฟอร์ (Alderfer)3. ทฤษฎีความต้ องการของแม็คเคลแลนด์ (McClelland)4. ทฤษฎีแรงกระตุ้น้ ทางจิตวิทยาของแม็คไควร์ (McGuire) 4. ทฤษฎีแรงกระตุนทางจิตวิทยาของแม็คไควร์ (McGuire) 28
  • 4. ทฤษฎีแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาของแม็คไควร์ (McGuire) ได้ เสนอทฤษฎีของแรงกระตุ้น ซึงแบ่งเป็ น 16 ประเภท โดยเริ่ มจากการแบ่งเป็ น McGuire ่2 กลุ่มหลักด้ วยข้ อพิจารณา 2 ข้ อ คือ (1) เป็ นแรงจูงใจที่ เกี่ ยวกับการขบคิดหรื ออารมณ์(Cognitive or Affective Mode of Motivation) และ (2) เป็ นแรงจูงใจที่เพ่งไปที่การรักษาสภาพเดิมหรื อการเติบโต (Status Quo or Growth Focused Motives) โดยแบ่งแรงจูงใจออกเป็ น 4ชนิด ดังนี ้ แรงกระตุ้นที่เกี่ยวข้ องกับการขบคิด แรงกระตุ้นที่เกี่ยวข้ องกับอารมณ์ การเติบโต รั กษาสภาพเดิม กลุ่มแรงกระตุ้นเพื่อคงสภาพความขบคิด กลุ่มแรงกระตุ้นเพื่อคงสภาพความรู้ สึก (Cognitive Preservation Motives) (Affective Preservation Motives) กลุ่มแรงกระตุ้นเพื่อการเติบโตด้ านความขบคิด กลุ่มแรงกระตุ้นเพื่อการเติบโตด้ านความรู้ สึก (Cognitive Growth Motives) (Affective Growth Motives) 29
  • 4. ทฤษฎีแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาของแม็คไควร์ (McGuire)1. กลุ่มแรงกระตุ้นเพื่อคงสภาพความขบคิด (Cognitive Preservation Motives) 1. ความจาเป็ นต้ องมีความเสมอต้ นเสมอปลาย (Need for Consistency, Active or Internal) 2. ความจาเป็ นต้ องมีการอ้ างต้ นเหตุ (Need for Attribution, Active or External) 3. ความจาเป็ นต้ องมีการจัดประเภท (Need for Categorize, Passive or Internal) 4. ความจาเป็ นต้ องมีการแสดงออกเป็ นรูปร่ าง (Need for Objectification, Passive or External)2. กลุ่มแรงกระตุ้นเพื่อการเติบโตด้ านความขบคิด (Cognitive Growth Motives) 5. ความจาเป็ นต้ องปกครองตนเอง (Need for Autonomy, Active or Internal) 6. ความจาเป็ นต้ องมีการกระตุ้น (Need for Activation, Active or External) 7. ความจาเป็ นต้ องมีความมุ่งหมาย (Teleological Need, Active or Internal) 8. ความจาเป็ นต้ องมีประโยชน์ใช้ สอย (Utilitarian Need, Passive or External) 30
  • 4. ทฤษฎีแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาของแม็คไควร์ (McGuire)3. กลุ่มแรงกระตุ้นเพื่อคงสภาพความรู้ สึก (Affective Preservation Motives) 9. ความจาเป็ นต้ องลดความตึงเครี ยด (Need for Tension Reduction, Active or Internal) 10. ความจาเป็ นต้ องแสดงออก (Need for Expression, Active or External) 11. ความจาเป็ นต้ องปกปองความภาคภูมิใจตนเอง (Need for Ego Defense, Passive or Internal) ้ 12. ความจาเป็ นต้ องตอกย ้า (Need for Reinforcement, Passive or External)4. กลุ่มแรงกระตุ้นเพื่อการเติบโตด้ านความรู้ สึก (Affective Growth Motives) 13. ความจาเป็ นต้ องอ้ างสิทธิ์ (Need for Assertion, Active or Internal) 14. ความจาเป็ นต้ องมีความรัก (Need for Affiliation, Active or External) 15. ความจาเป็ นต้ องต้ องทาให้ เหมือน (Need for Identification, Passive or Internal) 16. ความจาเป็ นต้ องมีต้นแบบ (Need for Modeling, Passive or External) 31
  • การประยุกต์ ใช้ ทฤษฎีการจูงใจกับกลยุทธ์ ทางการตลาด (Motivation Theory and Marketing Theory) 32
  • การประยุกต์ ใช้ ทฤษฎีการจูงใจกับกลยุทธ์ ทางการตลาด กลยุ ทธ์ การตลาดที่มีรากฐานบนสิ่งจูงใจจานวนมาก (Marketing StrategyBased on Multiple Motives) ถ้ ามีนกการตลาดถามท่านว่าทาไมจึงใส่กางเกงยีนส์ ที่น่าแปลก ัก็คือท่านอาจมีเหตุผลมากมาก เช่น กาลังฮิต เพื่อน ๆ ใช้ กน ชอบที่มนฟิ ตพอดี ดูแล้ วไม่เบื่อ เป็ น ั ัต้ น อย่างไรก็ดียงมีเหตุผลอีกหลายอย่างที่ท่านลังเลที่จะยอมรับ หรื อไม่ตวเองก็ยงนึกไม่ออก เช่น ั ั ัแสดงถึง ความมี ฐานะ ต้ องตาเพศตรงข้ าม หรื อใส่แล้ วดูเด็กลง ซึ่งทังหมดเป็ นสิ่งจูง ใจและมี ้อิทธิพลต่อการซื ้อกางเกงยีนส์ดงกล่าวนันเอง ั ้ 33
  • การประยุกต์ ใช้ ทฤษฎีการจูงใจกับกลยุทธ์ ทางการตลาด สิ่งจูงใจกลุ่มแรกนี ้ผู้บริ โภครับรู้อยู่แล้ วและยอมรับกับนักการตลาดด้ วย เรี ยกว่า สิ่งจูงใจที่แสดงออก (Manifest Motives) เป็ นสิ่งจูงใจที่สอดคล้ องกับระบบค่านิยมที่ครอบงาสังคมซึงมีแนวโน้ มที่จะแสดงออกมากกว่าสิ่งจูงใจที่ขดแย้ งกับค่านิยม ่ ั สิ่งจูงใจกลุ่มที่สองนันผู้บริ โภคไม่ร้ ู หรื อผู้บริ โภครู้แต่ลงเลที่จะยอมรับมัน นันคือ สิ่งจูงใจ ้ ั ่ที่ซ่อนเร้ น (Latent Motives) สิ่งจูงใจทังสองอย่าง หรื ออย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวจะมี ้อิทธิพลต่อการซื ้อได้ 34
  • การประยุกต์ ใช้ ทฤษฎีการจูงใจกับกลยุทธ์ ทางการตลาด สิ่งจูงใจที่แสดงออก พฤติกรรมการซือ ้ สิ่งจูงใจซ่ อนเร้ น รถใหญ่สะดวกสบาย แสดงให้ เห็นว่ามีฐานะ และประสบความสาเร็จ รถคุณภาพสูง ซื ้อรถยี่ห้อเบนซ์ เพื่อน ๆ ก็ขบเบนซ์ ั เป็ นรถที่ดงดูดเพศตรงข้ าม ึ การเชื่อมระหว่างพฤติกรรมกับสิ่งจูงใจที่เป็ นที่ร้ ูจกกันและเป็ นที่ยอมรับ ั การเชื่อมระหว่างพฤติกรรมกับสิ่งจูงใจที่ผ้ บริ โภคลังเลที่จะยอมรับหรื อเปิ ดเผยมัน ู 35
  • การประยุกต์ ใช้ ทฤษฎีการจูงใจกับกลยุทธ์ ทางการตลาดความจาเป็ นทางสรีระผลิตภัณฑ์ : อาหารสุขภาพ ยารักษาโรค เครื่ องดื่ม อาหารไขมันต่า เครื่ องออกกาลังกายความจาเป็ นทางด้ านความมั่นคง ปลอดภัยผลิตภัณฑ์ : ประกันภัย บริ การเจ้ าหน้ าที่รักษาความปลอดภัย สัญญาณกันขโมยความจาเป็ นทางด้ านสังคมผลิตภัณฑ์ : เครื่ องสาอาง ผลิตภัณฑ์บารุงผิว อาหาร ความบันเทิง เสื ้อผ้ าความภาคภูมใจในตนเอง ิผลิตภัณฑ์ : เสื ้อผ้ า เครื่ องตกแต่งบ้ าน สุรา ไวน์ งานอดิเรก ร้ านค้ า รถยนต์ความสาเร็จส่ วนตัวผลิตภัณฑ์ : การศึกษา งานอดิเรก กีฬา การพักผ่อนวันหยุด พิพิธภัณฑ์ 36
  • การประยุกต์ ใช้ ทฤษฎีการจูงใจกับกลยุทธ์ ทางการตลาดความจาเป็ นทางสรีระผลิตภัณฑ์ : อาหารสุขภาพ ยารักษาโรค เครื่ องดื่ม อาหารไขมันต่า เครื่ องออกกาลังกายความจาเป็ นทางด้ านความมั่นคง ปลอดภัยผลิตภัณฑ์ : ประกันภัย บริ การเจ้ าหน้ าที่รักษาความปลอดภัย สัญญาณกันขโมยความจาเป็ นทางด้ านสังคมผลิตภัณฑ์ : เครื่ องสาอาง ผลิตภัณฑ์บารุงผิว อาหาร ความบันเทิง เสื ้อผ้ าความภาคภูมใจในตนเอง ิผลิตภัณฑ์ : เสื ้อผ้ า เครื่ องตกแต่งบ้ าน สุรา ไวน์ งานอดิเรก ร้ านค้ า รถยนต์ความสาเร็จส่ วนตัวผลิตภัณฑ์ : การศึกษา งานอดิเรก กีฬา การพักผ่อนวันหยุด พิพิธภัณฑ์ 37
  • SUMMARY &QUESTION 38