Legal eng
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

 

Statistics

Views

Total Views
307
Views on SlideShare
307
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
1
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft Word

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

Legal eng Legal eng Document Transcript

  • Overkill Dec 5th 2002 From The Economist print edition A controversial law is put to the test 1. WHEN Dmitry Sklyarov, a young Russian computer scientist, got up to deliver a technical paper at a conference in Las Vegas last year, he little suspected that he was about to become something of a global celebrity. But soon after delivering the paper he was arrested by the FBI for breaching the Digital Millennium Copyright Act (DMCA), a 1998 American law that bans any efforts to bypass software that protects copyrighted digital files. The arrest sparked a rash of protests in both America and Europe. The Internet hummed with indignation. Charges against Mr Sklyarov have since been dropped, in exchange for a promise to testify. But the case against his employer, Moscow-based ElcomSoft, went ahead this week in San Jose, California. 2. The closely-watched trial is the first criminal prosecution brought under the DMCA, a law loathed by Internet enthusiasts. The trial will mark a crucial stage in the growing struggle between industries supplying content and those arguing that overly strict enforcement of copyright may crush the creativity of cyberspace. 3. ElcomSoft is being prosecuted for selling in America, over the Internet, a program developed by Mr Sklyarov, which allowed purchasers to bypass the copy-protection features of Adobe's popular e-book software. ElcomSoft, which sells various software utilities, says that it never intended to breach the law. It seems eager to fight the case. Mr Sklyarov is, in effect, testifying for both sides, and proceedings were delayed until special visas were obtained both for him and for Alex Katalov, ElcomSoft's chief executive, to attend the trial. The firm's lawyers have echoed the arguments of long-standing opponents of the DMCA. They claim that the law is so vague as to be unconstitutional, that it breaches the first-amendment free-speech rights of programmers, and that it brushes aside “fair use” rights of consumers protected by mainstream copyright law. 4. The DMCA makes it a criminal offence to circumvent in any way technology used by copyright holders to limit access to their work. It also outlaws the manufacture or distribution of any tools or technologies that make getting around such controls easier. Critics complain that this is overkill, criminalising much perfectly innocent research by computer programmers. Moreover, they say, even legitimate efforts to copy protected material, such as for quotation, criticism, or purely private use, are turned into crimes by the DMCA's sweeping provisions. 5. As a matter of fact, Adobe's software allows e-book publishers to set their own level of protection. Many publishers have chosen to allow users to make copies for private use on different computers, or for lending copies to friends. But if publishers opt for maximum protection, then e-book purchasers cannot do many of the things that are perfectly legal with printed books, such as copying sections. 6. So far, the federal judge conducting the trial has dismissed ElcomSoft's constitutional arguments as irrelevant to the criminal case. But these are likely to become the key issues if the case, or another DMCA test case like it, goes all the way to the Supreme Court. Given the vehement arguments made on both sides of the issue, it is not clear how the Supreme Court would rule. Meanwhile, content industries, led by the mighty American movie and music businesses, are squaring off against critics not just in the courts, but also in America's Congress, where bills both to soften the DMCA's provisions and to make them even more draconian have been introduced this year.
  • (คำำแปล) ลิขสิทธิ์ยุคดิจิตอล ทำำ เกิน ไปหรือ เปล่ำ วันที่ 5 ธันวำคม 2545 จำกนิตยสำรดิอีโคโนมิสต์ กฎหมำยที่เ ต็ม ไปด้ว ยปัญ หำกำำ ลัง ถูก ทดสอบครั้ง สำำ คัญ 1. เมื่อนำยดิมีทรี สกำยยำลอฟ นักวิทยำศำสตร์คอมพิวเตอร์หนุ่ม ชำวรัสเซีย ตื่นขึ้นมำเพื่อนำำเสนอรำยงำนทำงเทคนิคที่กำรประชุม ในลำสเวกัสปีที่แล้ว เขำแทบจะไม่สงสัยเลยว่ำเขำกำำลังจะกลำย เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ภำยหลังจำกนำำเสนอรำยงำนดัง กล่ำวเพียงไม่นำน เขำก็ถูกจับกุมโดยเจ้ำหน้ำที่เอฟบีไอในข้อหำ ฝ่ำฝืนพระรำชบัญญัติลิขสิทธิ์สหัสวรรษดิจิตอล (ดีเอ็มซีเอ) ซึงเป็น ่ กฎหมำยที่อเมริกำประกำศใช้เมื่อ ค.ศ.1998 เพื่อที่จะห้ำมกำรกระ ทำำใดๆที่จะหลบเลี่ยงโปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อคุ้มครองไฟล์ดิจิตอลที่ มีลิขสิทธิ์ กำรจับกุมดังกล่ำวจุดประกำยกำรประท้วงทั้งใน สหรัฐอเมริกำและยุโรป อินเตอร์เน็ตเต็มไปด้วยเสียงก่นร้องติเตียน ด้วยควำมโกรธและไม่พอใจ ต่อมำข้อหำที่ถูกยัดเยียดให้นำยสกำย ยำลอฟถูกถอนไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับคำำสัญญำที่จะเบิกควำมต่อศำล แต่สัปดำห์นี้คดีที่นำยจ้ำงของนำยสกำยยำลอฟซึ่งคือบริษัทเอลคอม ซอฟท์ที่อยู่นกรุงมอสโควถูกกล่ำวหำเดินหน้ำต่อไปในเมืองซำนโฮ เซ่ รัฐแคลิฟอร์เนีย 2. กำรพิจำรณำคดีที่กำำลังถูกกับตำมองอย่ำงใกล้ชิดเป็นกำร ดำำเนินคดีอำญำครั้งแรกภำยใต้กฎหมำยดีเอ็มซีเอซึงเป็นกฎหมำยที่ ่ ชำวอินเตอร์เน็ตเกลียดชัง กำรพิจำรณำคดีจะเป็นจุดเปลี่ยนแปลง ครั้งสำำคัญในควำมขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ระหว่ำงอุตสำหกรรมที่ จัดหำเนื้อหำกับผู้ที่โต้แย้งว่ำกำรบังคับกฎหมำยลิขสิทธ์อย่ำงเข้ม งวดเกินไปอำจจะกดดันไม่ให้เกิดควำมคิดสร้ำงสรรค์ในโลก อินเตอร์เน็ต
  • 3. เอลคอมซอฟท์กำำลังถูกดำำเนินคดีจำกกรณีที่ขำยโปรแกรมที่ พัฒนำโดยนำยสกำยยำลอฟผ่ำนทำงอินเตอร์เน็ตเข้ำไปใน สหรัฐอเมริกำ โปรแกรมดังกล่ำวสำมำรถทำำให้ผู้ใช้หลีกเลี่ยงกำร ปกป้องเนื้อหำที่มีลิขสิทธิ์ในโปรแกรมสำำหรับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ของบริษัทอโดบีที่กำำลังได้รับควำมนิยมอย่ำงมำก เอลคอม ซอฟท์ซึ่งจำำหน่ำยผลิตภัณฑ์โปรแกรมหลำยชนิดกล่ำวว่ำบริษัทตน ไม่ได้มีเจตนำที่จะฝ่ำฝืนกฎหมำย และมุ่งมั่นที่จะต่อสู้คดีอย่ำงเต็มที่ ควำมจริงแล้วนำยสกำยยำลอฟกำำลังจะเบิกควำมให้แก่คู่ควำมทั้ง สองฝ่ำย กำรพิจำรณำคดีล่ำช้ำออกไปเนื่องจำกกำำลังมีกำรดำำเนิน กำรขอวีซ่ำพิเศษให้แก่ทั้งนำยสกำยยำลอฟและนำยอเล็กซ์ คำ ตำลอฟซึ่งเป็นหัวหน้ำคณะผู้บริหำรของเอลคอมซอฟท์ให้สำมำรถ เข้ำร่วมกำรพิจำรณำคดีได้ ทนำยควำมของบริษัทได้พยำยำม สะท้อนข้อต่อสู้ของฝ่ำยต่อต้ำนกฎหมำยดีเอ็มซีเอที่มีมำอย่ำง ยำวนำน พวกเขำโต้แย้งว่ำกฎหมำยดังกล่ำวคลุมเครือเสียจน กระทั่งถือได้ว่ำขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมำยดังกล่ำวฝ่ำฝืนสิทธิที่จะ พูดและแสดงควำมคิดเห็นโดยเสรีที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่หนึ่งคุ้มครองนักพัฒนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่ และกฎหมำย ดังกล่ำวปัดทิ้ง “สิทธิที่จะใช้งำนอันมีลิขสิทธิ์โดยชอบธรรม” ของผู้ บริโภคที่ได้รับควำมคุ้มครองโดยกฎหมำยลิขสิทธิ์กระแสหลัก 4. กฎหมำยดีเอ็มซีเอทำำให้เกิดควำมผิดทำงอำญำจำกกำรหลีก เลี่ยงเทคโนโลยีที่ใช้โดยเจ้ำของลิขสิทธิ์เพื่อจะจำำกัดกำรเข้ำถึงงำน อันมีลิขสิทธิ์ไม่ว่ำโดยทำงใดๆ กฎหมำยดังกล่ำวยังห้ำมกำรผลิต หรือกำรจำำหน่ำยจ่ำยแจกเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่มีผลทำำให้กำร หลีกเลี่ยงกำรควบคุมดังกล่ำวง่ำยเข้ำ ผู้ไม่เห็นด้วยโต้แย้งว่ำ กฎหมำยดังกล่ำวใช้มำตรกำรที่เกินเลยไป ทำำให้กำรค้นคว้ำวิจัยอัน บริสุทธิ์โดยนักพัฒนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์กลำยเป็นควำมผิด อำญำ นอกจำกนั้น แม้แต่ควำมพยำยำมที่ชอบด้วยกฎหมำยที่จะทำำ สำำเนำวัสดุที่มีกำรป้องกันกำรทำำสำำเนำเช่นกำรทำำสำำเนำคำำกล่ำว คำำ ตำำหนิติเตียนหรือเป็นกำรใช้ส่วนบุคคลอย่ำงแท้จริงก็กลำยเป็น ควำมผิดอำญำโดยผลของบทบัญญัติอันกว้ำงขวำงของกฎหมำยดี เอ็มซีเอ
  • 5. ในควำมเป็นจริง โปรแกรมของอโดบีทำำให้ผู้พิมพ์หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์สำมำรถกำำหนดระดับของกำรคุ้มครองได้เอง ผู้พิมพ์ หลำยรำยได้เลือกที่จะอนุญำตให้ผู้ใช้สำมำรถทำำสำำเนำเพื่อกำรใช้ ส่วนตัวบนเครื่องคอมพิวเตอร์หลำยเครื่องได้ หรืออำจจะให้เพื่อนยืม สำำเนำก็ได้ แต่ถ้ำหำกผู้พิมพ์เลือกที่จะใช้กำรคุ้มครองขั้นสูงสุด ผู้ ซื้อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะไม่สำมำรถทำำหลำยๆสิ่งที่ตำมปกติเป็น กรณีที่ชอบด้วยกฎหมำยหำกเป็นหนังสือธรรมดำ เช่นกำรทำำสำำเนำ บำงส่วนของหนังสือ 6. จนถึงบัดนี้ ผู้พิพำกษำของศำลสหพันธรัฐที่ดำำเนินกระบวน พิจำรณำในคดีได้ยกข้อต่อสู้ของเอลคอมซอฟท์เกี่ยวกับควำมชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญเนื่องจำกเห็นว่ำไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดีอำญำ แต่ขอต่อสู้นี้มีโอกำสสูงที่จะกลำยเป็นประเด็นสำำคัญหำกคดีนี้หรือ ้ คดีอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมำยดีเอ็มซีเอเช่นคดีนี้ขึ้นไปจนถึงศำลฎีกำ เมื่อพิจำรณำถึงข้อต่อสู้อันหนักแน่นของทั้งสองฝ่ำยในประเด็นนี้ มัน ไม่แน่นอนว่ำศำลฎีกำจะพิพำกษำว่ำอย่ำงไร ในช่วงเวลำนี้ อุตสำหกรรมในกำรจัดหำเนื้อหำซึ่งนำำโดยธุรกิจภำพยนตร์และ ดนตรีอันทรงพลังของสหรัฐอเมริกำกำำลังเผชิญหน้ำอย่ำงตรงๆกับผู้ ต่อต้ำนไม่เพียงแต่ในศำล แต่รวมถึงในสภำคองเกรสของ สหรัฐอเมริกำที่ซึ่งร่ำงกฎหมำยที่ต้องกำรจะลดควำมเข้มงวดของ บทบัญญัติในกฎหมำยดีเอ็มซีเอและที่ต้องกำรจะเพิ่มควำมเข้มงวด ของกฎหมำยเข้ำสู่กำรพิจำรณำในปีนี้ Vocab. in the News (in order of appearance) Arrest To deprive a person of his liberty by legal authority. กำรจับกุมโดยผู้มีอำำนำจตำม กฎหมำย Copyright The right of literary property as recognized and sanctioned by positive law. ลิขสิทธิ์
  • Act A bill which has been enacted by legislature into law. พระรำชบัญญัติ Charge The specific crime the defendant is accused of committing. ข้อหำว่ำกระทำำผิด กฎหมำยอำญำ Testify To give evidence as witness. เบิก ควำมเป็นพยำน Prosecution A criminal action. กำรดำำเนินคดี อำญำ Unconstitutional That which is contrary to or in conflict with a constitution. ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ Fair Use A privilege in others than the owner of a copyright to use the copyrighted material in a reasonable manner without the owner’s consent, notwithstanding the monopoly granted to the owner. กำรที่กฎหมำยอนุญำตให้ผู้ที่ไม่ใช่ เจ้ำของลิขสิทธิ์สำมำรถใช้งำนอันมีลิขสิทธิ์ได้โดยไม่ ผิดกฎหมำย Offence A breach of the criminal laws. กำรก ระทำำผิดกฎหมำยอำญำ ฐำนควำมผิด Legitimate That which is lawful, legal, recognized by law, or according to law. ชอบด้วยกฎหมำย Provision A condition which formally included in law. บทบัญญัติของกฎหมำย Asbestos claims No way to right a wrong Oct 24th 2002 From The Economist print edition Cancerous product, cancerous litigation 1. WHAT should America do about mass torts? The toll from asbestos litigation continues to mount. ABB, a European engineering firm, is the latest company to face ruin because of work done
  • by a subsidiary that was not only legal at the time, but carried out in the interest of safety. And asbestos is only one cause of such litigation. Tobacco, lead paint and pharmaceutical products are all ripe business opportunities for lawyers, who routinely earn 30-50% of settlements. 2. A paper published earlier this year by the Council of Economic Advisers estimates that America's tort system soaks up 1.8% of GDP, or $180 billion a year. And for little purpose: only 20% of the money goes to claimants for economic damages. In a number of mass tort cases, courts have begged Congress to intervene. But politicians hesitate. Reform would reduce payments to a constituency that recycles settlement money into political contributions: the trial lawyers. 3. Certainly, companies must take responsibility for disclosing the known potential hazards of the products they produce, and for shouldering the consequences when they do not. But asbestos does harm in a particularly insidious way. Its horrible cancers and respiratory problems may emerge only long after the statute of limitations has expired, meaning that there may be no redress even for medical costs. This lag has encouraged lawyers to seek huge settlements for people who are not harmed and will never be harmed. The result is not only to wreak havoc upon companies forced to pay the bill, but in effect to limit the compensation for real victims. 4. Two remedies that are being widely discussed for asbestos could be used elsewhere. The more modest is to create a registry of people who might eventually be able to file a tort claim for exposure to a toxic substance, to preserve their right to litigate beyond any normal statute of limitation. Courts in Pennsylvania and Massachusetts have already begun to do this. But it can only be a partial solution. No one would want to be at the end of the line in cases with huge potential financial settlements, because there may be nothing left when their turn comes. The registry also leaves a huge liability hanging over existing businesses. 5. A second idea is to address mass torts by creating a giant administrative compensation system, along the lines of the fund for victims of the September 11th attacks. The fund could compensate for economic damage—lost wages and medical costs—rather than for the more abstract “pain and suffering” that largely feeds the plaintiff bar. But cutting out the plaintiff bar would undoubtedly jeopardise passage through Congress. Think modest 6. The best approach would be twofold. First, as suggested by Victor Schwartz of the Campaign for Asbestos Justice, limit litigation to where plaintiffs live, or were exposed, or where the defendant has its principal place of business. That would control the rush to tort havens in Mississippi, West Virginia, Texas and Illinois, where verdicts are most irresponsibly open-handed. Defendants complain that, in a handful of jurisdictions, judges allow the introduction of poor scientific evidence and block depositions by plaintiffs, with devastating consequences. Second, end the consolidation of claims that have little to do with one another. In a recent case in West Virginia, more than 8,000 plaintiffs took 250 companies to court. After pre-trial settlements, there were still 5,000 plaintiffs when the trial began. Supreme Court rulings may also help. 7. Solutions exist. But all have one dire weakness: less money for lawyers. Could Congress ever swallow that—even to benefit true victims of corporate carelessness? (คำำ แปล ) กำรเรีย กร้อ งค่ำ เสีย หำยกรณีแ ร่ใ ยหิน
  • ไม่ม ีท ำงทำำ ให้ค วำมผิด พลำดกลับ คืน ดีไ ด้ วัน ที่ 24 ตุล ำคม 2545 จำกนิต ยสำรดิ อีโ คโนมิส ต์ ผลิต ภัณ ฑ์ท ี่ก ่อ ให้เ กิด มะเร็ง , กำรดำำ เนิน คดีท ี่ก ่อ ให้เ กิด มะเร็ง อเมริก ำควรจะทำำ อย่ำ งไรกับ คดีล ะเมิด มวลชน ? จำำ นวนคดีท ี่ฟ ้อ งร้อ ง เรีย กค่ำ เสีย หำยกรณีใ ยหิน ยัง คงเพิ่ม จำำ นวนขึ้น เรื่อ ยๆ เอบีบ ีซ ง เป็น ึ่ บริษ ท วิศ วกรรมของยุโ รปเป็น บริษ ท ล่ำ สุด ที่เ ผชิญ หน้ำ กับ ควำมพิน ำศเพรำะ ั ั เหตุอ ัน เกิด จำกกำรกระทำำ ของบริษ ัท ลูก แม้ว ่ำ กำรกระทำำ นั้น จะชอบด้ว ย กฎหมำยในขณะที่เ กิด ขึน และเป็น กรณีท ี่ท ำำ ขึน เพื่อ ประโยชน์ข องกำรรัก ษำ ้ ้ ควำมปลอดภัย ก็ต ำม และแร่ใ ยหิน เป็น เพีย งหนึง ในบรรดำสำเหตุข องกำร ่ ฟ้อ งร้อ งในลัก ษณะดัง กล่ำ ว ยำสูบ , สีต ะกัว และผลิต ภัณ ฑ์ย ำกลำยเป็น ่ โอกำสทำงธุร กิจ ที่ส ุก งอมสำำ หรับ ทนำยควำมซึ่ง สำมำรถได้ร ับ ค่ำ ตอบแทน 30 – 50% ของจำำ นวนเงิน ที่ส ำมำรถตกลงกัน ได้ 1. รำยงำนฉบับ หนึ่ง ที่พ ิม พ์เ ผยแพร่เ มือ ต้น ปีน ี้โ ดยสภำทีป รึก ษำทำง ่ ่ เศรษฐกิจ ประมำณกำรว่ำ ระบบกำรดำำ เนิน คดีล ะเมิด ของ สหรัฐ อเมริก ำได้ ดูด ซับ เงิน ไปถึง ร้อ ยละ 1.8 ของอัต รำกำรเจริญ เติบ โตของผลิต ภัณ ฑ์ม วลรวม ในประเทศ หรือ คิด เป็น 180 พัน ล้ำ นเหรีย ญสหรัฐ อเมริก ำต่อ ปี และเพือ วัต ถุ ่ ประสงค์เ ล็ก ๆน้อ ยๆ มีเ พีย งร้อ ยละ 20 ของเงิน จำำ นวนดัง กล่ำ วถึง มือ ของผู้ เรีย กร้อ งเพื่อ เยีย วยำควำมเสีย หำยทำงเศรษฐกิจ ในคดีล ะเมิด มวลชน จำำ นวนมำก ศำลได้ร ้อ งของให้ส ภำคองเกรสช่ว ยเข้ำ ไปแทรกแซง แต่น ัก กำร เมือ งลัง เล กำรปฎิร ูป จะลดกำรจ่ำ ยให้เ งิน ให้ก ลุม ผู้ม ีส ิท ธิเ ลือ กตั้ง ที่จ ะผัน เงิน ่ ค่ำ เสีย หำยไปเป็น เงิน บริจ ำคสำำ หรับ งำนกำรเมือ ง กลุ่ม ผู้ม ีส ิท ธิด ัง กล่ำ ว ได้แ ก่ก ลุม ทนำยว่ำ ควำม ่ 2. แน่น อนที่บ ริษ ท จะต้อ งรับ ผิด ชอบในกำรเปิด เผยอัน ตรำยที่บ ริษ ท รู้ว ำ อำจ ั ั ่ จะเกิด ขึน จำกผลิต ภัณ ฑ์ท ี่ต นผลิต ขึน และจะต้อ งแบกรับ ผลกระทบที่จ ะเกิด ้ ้ จำกกำรที่ต นไม่เ ปิด เผยนั้น แต่แ ร่ใ ยหิน ก่อ ให้เ กิด อัน ตรำยในลัก ษณะทีค ่อ ย ่ เป็น ค่อ ยไปซึ่ง ยำกจะสัง เกตเห็น มะเร็ง อัน แสนร้ำ ยกำจและปัญ หำกับ ระบบ ทำงเดิน หำยใจอำจจะปรำกฏให้เ ห็น ภำยหลัง จำกอำยุค วำมได้ส ิ้น สุด ไปแล้ว ซึ่ง หมำยควำมว่ำ อำจจะไม่ม ีก ำรเยีย วยำแม้แ ต่ส ำำ หรับ ค่ำ รัก ษำพยำบำล ควำมล่ำ ช้ำ นีเ ป็น แรงจูง ใจให้ท นำยควำมพยำยำมเรีย กร้อ งเงิน ค่ำ เสีย หำย ้ จำำ นวนมหำศำลเพื่อ ผูท ี่ไ ม่ไ ด้ร ับ อัน ตรำยและอำจจะไม่ไ ด้ร บ อัน ตรำยเลย ้ ั ก็ไ ด้ ผลที่เ กิด ขึ้น ไม่เ พีย งแต่ส ร้ำ งควำมสับ สนวุ่น วำยแก่บ ริษ ัท ที่ถ ูก บัง คับ ให้ ชดใช้เ งิน แต่ย ัง มีผ ลเป็น กำรจำำ กัด ค่ำ สิน ไหมทดแทนที่จ ะได้แ ก่ผ ู้เ สีย หำย ที่แ ท้จ ริง 3. หนทำงเยีย วยำสองประกำรที่ม ีก ำรพูด ถึง อย่ำ งกว้ำ งขวำงสำำ หรับ กรณี แร่ใ ยหิน อำจจะถูก นำำ ไปใช้ท ี่อ ื่น ได้ หนทำงที่ไ ม่พ ิส ดำรนัก คือ กำรสร้ำ ง 4.
  • ทะเบีย นของผู้ท ี่ท ้ำ ยที่ส ุด อำจจะฟ้อ งคดีล ะเมิด กรณีท ี่ส ัม ผัส กับ วัส ดุท ี่เ ป็น พิษ เพื่อ ทีจ ะรัก ษำสิท ธิท จ ะดำำ เนิน คดีภ ำยหลัง อำยุค วำมปกติ ศำลในรัฐ เพนิซ ล ่ ี่ ิ วำเนีย และแมสซำชูเ ซทส์ไ ด้เ ริ่ม วิธ ีก ำรนี้แ ล้ว แต่ห นทำงนี้เ ป็น เพีย งวิธ ีแ ก้ไ ข ปัญ หำบำงส่ว นเท่ำ นั้น ไม่ม ีใ ครต้อ งกำรจะอยูท ้ำ ยแถวในกรณีท ี่ม ีโ อกำสได้ ่ รับ เงิน ค่ำ เสีย หำยจำำ นวนมหำศำล เพรำะอำจจะไม่ม ีอ ะไรหลงเหลือ อยู่เ มื่อ โอกำสมำถึง ระบบกำรจดทะเบีย นยัง ทำำ ให้เ กิด ควำมรับ ผิด จำำ นวนมหำศำลที่ แขวนอยู่เ หนือ กิจ กำรที่ย ัง ดำำ เนิน อยู่ แนวคิด ที่ส องคือ กำรจัด กำรปัญ หำคดีล ะเมิด มวลชนด้ว ยกำรสร้ำ งระบบ กำรบริห ำรค่ำ เสีย หำยขนำดยัก ษ์ไ ปตำมแนวทำงกำรจัด ตั้ง กองทุน สำำ หรับ เหยื่อ กำรโจมตีเ มือ วัน ที่ 11 กัน ยำยน กองทุน จะชดใช้ค ่ำ เสีย หำยทำง ่ เศรษฐกิจ – กำรสูญ เสีย ค่ำ จ้ำ ง และค่ำ รัก ษำพยำบำล – มำกกว่ำ ทีจ ะชดใช้ค ่ำ ่ เสีย หำยสำำ หรับ “กำรเจ็บ ปวดและทนทุก ข์ท รมำน ” ทีด ูเ ป็น นำมธรรมซึ่ง ส่ว น ่ ใหญ่แ ล้ว จะเป็น ตัว หล่อ เลีย งทนำยควำมโจทก์ โดยกำรตัด ทนำยควำมโจทก์ ้ จะลดโอกำสที่ก ฎหมำยจะผ่ำ นสภำคองเกรสอย่ำ งไม่ต อ งสงสัย ้ 5. กำรคิด อย่ำ งเจีย มตน วิธ ีก ำรแก้ไ ขปัญ หำทีด ีท ี่ส ุด จะแบ่ง เป็น สองส่ว น ส่ว นแรก ตำมที่แ นะนำำ ่ โดยวิค เตอร์ ชวำร์ซ จำกโครงกำรรณรงค์เ พื่อ ควำมยุต ธ รรมกรณีแ ร่ใ ยหิน ิ จะจำำ กัด กำรฟ้อ งร้อ งคดีเ ฉพำะท้อ งทีท ี่โ จทก์ม ีช ว ต อยู่ หรือ ถูก ทำำ ให้ส ัม ผัส ่ ี ิ หรือ ท้อ งที่ท จ ำำ เลยมีส ถำนประกอบธุร กิจ อัน เป็น แหล่ง สำำ คัญ อยู่ วิธ ีก ำรนีจ ะ ี่ ้ ควบคุม กำรเร่ง รีบ ไปสวรรค์ข องคดีล ะเมิด ที่ม ิส ซิส ซิป ปี , เวอร์จ ิเ นีย ตะวัน ตก , เทกซัส และอิล ลิน อยส์ ซึ่ง คำำ ตัด สิน จะถูก แจกจ่ำ ยออกไปอย่ำ งกว้ำ งขวำง โดยไม่ม ีค วำมรับ ผิด ชอบ จำำ เลยบ่น ว่ำ มีเ ขตอำำ นำจศำลจำำ นวนหนึง ที่ผ ู้ ่ พิพ ำกษำอนุญ ำตให้ม ีก ำรนำำ สืบ หลัก ฐำนทำงวิท ยำศำสตร์ท ี่อ อ นแอและห้ำ ม ่ คำำ เบิก ควำมเป็น หนัง สือ โดยโจทก์ ที่ท ำำ ให้เ กิด ผลกระทบอย่ำ งร้ำ ยแรง วิธ ี กำรที่ส อง ยุต ิก ำรรวมคดีท ี่เ กี่ย วข้อ งกัน เพีย งเล็ก น้อ ย ในสองสำมคดีล ่ำ สุด ที่ รัฐ เวอร์จ ิเ นีย ตะวัน ตก มีโ จทก์ม ำกกว่ำ 8,000 คนฟ้อ ง 250 บริษ ท ต่อ ศำล ภำย ั หลัง จำกมีก ำรประนีป ระนอมก่อ นเริ่ม สืบ พยำน ยัง มีโ จทก์อ ีก 5,000 คนที่ด ำำ เนิน คดีต ่อ เมื่อ กำรสืบ พยำนเริ่ม ขึ้น คำำ วิน ิจ ฉัย ของศำลฎีก ำอำจจะมีส ่ว นช่ว ยใน กรณีน ี้ 6. วิธ ีก ำรแก้ไ ขปัญ หำนั้น มีอ ยู่ แต่ท ุก วิธ ีม จ ุด อ่อ นที่ร ้ำ ยแรงอยู่ นั้น คือ ี ทนำยควำมจะได้เ งิน น้อ ยลง จะมีท ำงหรือ ที่ส ภำคองเกรสจะกลืน กิน วิธ ีก ำร แก้ไ ขเหล่ำ นั้น ลง แม้ว ่ำ จะเป็น ประโยชน์ต อ เหยื่อ ที่แ ท้จ ริง ควำมสะเพร่ำ ของ ่ บริษ ท ต่ำ งๆ ั 7. VOCAB. IN THE NEWS LITIGATION (N) TORT (N) The process of fighting or defending a case in a civil court of law. กระบวนกำรต่อ สู้ค ดีแ พ่ง A violation of a duty imposed by general law or otherwise upon all persons occupying the relation to each other which is
  • กำรฝ่ำ ฝืน ต่อ หน้ำ ที่ ซึ่ง กำำ หนดโดยกฎหมำยหรือ โดยประกำรอื่น สำำ หรับ บุค คลทุก คนในส่ว นที่เ กี่ย วกับ ควำม สัม พัน ธ์ท ี่ม ีต ่อ กัน ในกิจ กำรอย่ำ งหนึ่ง อย่ำ งใด . กำรละเมิด involved in a given transaction. STATUTE OF LIMITATIONS (N) Statutes of the federal government and various states setting maximum time periods during which certain actions can be brought or rights enforced. After the time period set out in the applicable statute of limitations has run, no legal action can be brought regardless of whether any cause of action ever existed. กฎหมำยของ LIABILITY(N) สหพัน ธรัฐ หรือ มลรัฐ ที่ก ำำ หนดระยะเวลำหรือ อำยุค วำมสำำ หรับ กำรฟ้อ งร้อ งคดี An obligation one is bound in law or justice to perform. หนี้ หรือ ควำมรับ ผิด ที่ผ ูก พัน ตำมกฎหมำย DEFENDANT (N) The person defending or denying; the party against whom relief or recovery is sought in an action or suit or the accused in a criminal case. จำำ เลยในคดีแ พ่ง และคดีอ ำญำ DEPOSITION (N) The testimony of a witness, taken in writing, under oath or affirmation, before some judicial officer in answer to questions or interrogatories. The deposition is conducted under oath outside of the courtroom, usually in one of lawyer’s offices. คำำ เบิก ควำมของพยำนเป็น หนัง สือ PLAINTIFF (N) TRIAL (N) ตำมที่ไ ด้เ บิก ควำมภำยใต้ค ำำ สำบำนนอกศำล ตำมปกติม ัก จะทำำ ในสำำ นัก งำนทนำยควำม A person who brings an action. โจทก์ A judicial examination and determination of issues between parties to action, whether by they be issues of law or fact, before court that has jurisdiction. กำรพิจ ำรณำ พิพ ำกษำคดี (ตำมปกติจ ะทำำ โดยมีก ำรสืบ พยำน ด้ว ย ) Just don't say it Dec 12th 2002 From The Economist print edition To what extent do companies have the right to free speech?
  • AP 1. IN THE next few days the Supreme Court will decide whether to review the case of Nike v Kasky. America's top judges reject 99% of the briefs that thud into their in-tray, but can they dare to ignore this one? At stake is the basic principle of the first amendment to the American constitution: free speech. To what extent should companies have the same rights as individuals when they make public statements? Specifically, are their public pronouncements—in debates, on websites, or in published letters or articles—normal speech, or are they advertising that could expose them to million-dollar lawsuits? Nike would like to say it doesn't 2. More than 40 bodies, from Microsoft, Pfizer and the US Chamber of Commerce, to CNN, Bloomberg and the New York Times, have joined Nike in pressing the Supreme Court to take the case. They hope it will overturn a Californian judgment. 3. The original suit was brought by an anti-corporate activist named Marc Kasky. His private action claimed that Nike had violated California's unfair trade practice and advertising law when it issued press releases, newspaper ads and letters to editors to rebut claims that workers in its South-East Asian factories laboured in “sweatshop” conditions. Although two lower courts found for the sports-goods maker, last spring California's supreme court ruled by a 4-3 majority that Nike's public defences constituted “commercial speech”. Thus they were aimed at consumers of their products and so, like other advertisements, not protected under the first amendment. 4. Admittedly, this is not wholly illogical. A reputation for running sweatshops may damage a brand, and thus hit sales. So defending the brand from that taint is arguably aimed at boosting sales. 5. Unless the ruling is reversed, companies fear they could face lawsuits for anything they say in good faith on matters relating to their business, from globalisation to the environment to race relations, if it later turns out to be untrue or misleading. According to Floyd Abrams, a constitutional lawyer: “the California ruling is extraordinarily dangerous. It puts corporations at terrible risk if they speak out on public issues that involve their business.” 6. Mr Abrams says that the effect would be to muzzle companies, stifle debate and reverse a welcome trend towards greater transparency. According to Thomas Goldstein, a lawyer acting for Nike, if the ruling holds, “companies will be much more reluctant to speak. Even the truth will not be a defence, since any statement deemed misleading could be actionable.” Nike has already decided not to release its annual “corporate social responsibility” report. Talking to the press could also be risky, as firms cannot control how quotes are used. 7. If the ruling stays, firms everywhere may be hit, including in Europe. As Mr Abrams points out “California's supreme court is rightly taken as a serious court whose rulings could well be adopted elsewhere.” Since European firms have stricter requirements than American ones about publishing social responsibility reports, they could less easily withdraw from public debate. (On the other hand, they already have to operate without a constitutional right of free speech.) That web content produced in one country may be subject to the laws of a country where it is read was made clear on December 10th when Australia's High Court ruled that an article on Dow Jones's American website could be grounds for a defamation lawsuit in Victoria, where the article was downloaded. With companies already under fire for not communicating
  • honestly and openly enough, how odd to stifle their ability to take part in public-policy debates in the name of consumer protection.
  • (คำำแปล) คำำ พูด ทำงกำรค้ำ เพีย งแต่ค ุณ อย่ำ พูด วันที่ 12 ธันวำคม 2545 บริษัทควรจะมีสิทธิในกำรพูดอย่ำงเสรีเพียงใด? 1. ในอีกสองหรือสำมสัปดำห์ข้ำงหน้ำ ศำลฎีกำ(ของ สหรัฐอเมริกำ)จะตัดสินว่ำจะทบทวนคดีระหว่ำง ไนกี้ กับคำร์สกี้หรือ ไม่ ผู้พิพำกษำชั้นสูงสุดของอเมริกำไม่รับคำำแถลงกำรณ์ย่อถึงร้อย ละ 90 จำกทั้งหมดที่ทับถมลงในถำดเอกสำรเข้ำ แต่ท่ำนเหล่ำนั้นจะ กล้ำปฏิเสธคำำแถลงกำรณ์ย่อฉบับนี้หรือ? สิ่งที่มีส่วนได้เสียในที่นี้คือ หลักกำรพื้นฐำนของรัฐธรรมนูญของประเทศสหรัฐอเมริกำฉบับ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่หนึ่ง: ได้แก่หลักว่ำด้วยสิทธิในกำรพูดอย่ำงเสรี ปัญหำทิ่เกิดขึ้นคือบริษัทควรจะมีสิทธิเช่นเดียวกับปัจเจกชนทั่วไป ในกำรแสดงควำมคิดเห็นต่อสำธำรณชนเพียงใด โดยเฉพำะอย่ำง ยิ่งปัญหำที่ว่ำคำำประกำศต่อสำธำรณชนไม่ว่ำจะเป็นบนเว็บไซด์หรือ ในจดหมำยที่พิมพ์เผยแพร่หรือในบทควำมจะถือว่ำเป็นคำำพูด ธรรมดำ หรือจะถือว่ำเป็นกำรโฆษณำที่อำจจะทำำให้บริษัทเหล่ำนั้น ต้องถูกฟ้องเรียกร้องเงินหลำยล้ำนเหรียญ 2. องค์กรมำกกว่ำ 40 แห่ง ตั้งแต่ไมโครซอฟท์ ไฟเซอร์ และหอกำรค้ำแห่งสหรัฐอเมริกำ สถำนีโทรทัศนซีเอ็นเอ็น สำำนักข่ำว บลูมเบิร์ก และหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ ได้ร่วมกับไนกี้ในกำร กดดันศำลฎีกำของสหรัฐอเมริกำให้รับพิจำรณำคดีนี้ พวกเขำหวัง ว่ำศำลฎีกำจะกลับคำำพิพำกษำของศำลรัฐแคลิฟอร์เนีย 3. คดีนี้เดิมทีมีกำรฟ้องร้องโดยนักรณรงค์ต่อต้ำนบริษัทที่ มีชื่อว่ำนำยมำร์ค คำร์สกี้ โดยนำยคำร์สกี้อ้ำงในคดีดังกล่ำวว่ำไน กี้ได้ละเมิดกฎหมำยว่ำด้วยกำรโฆษณำและกำรปฏิบัติทำงกำรค้ำที่ ไม่เป็นธรรมของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อไนกี้ได้ออกใบแถลงข่ำว โฆษณำในหนังสือพิมพ์ และจดหมำยถึงบรรณำธิกำรเพื่อที่จะปฏิเสธ
  • คำำกล่ำวอ้ำงที่ว่ำคนงำนในโรงงำนที่ประเทศแถบเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ถูกใช้แรงงำนในสภำพที่ยำ่ำแย่ แม้ว่ำศำลล่ำงทั้งสองศำลจะ ตัดสินในทำงที่เป็นคุณแก่บริษัทผลิตรองเท้ำ แต่เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ ผ่ำนมำศำลสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนียได้ตัดสินด้วยคะแนนเสียงข้ำง มำก 4-3 ว่ำ ข้อต่อสู้ของไนกี้ที่เสนอต่อสำธำรณชนถือเป็น “คำำพูด ทำงกำรค้ำ” ดังนั้น คำำพูดเหล่ำนั้นย่อมมุ่งไปที่ลูกค้ำที่จะซื้อ ผลิตภัณฑ์ของไนกี้ และดังเช่นกรณีของกำรโฆษณำอื่นๆ จะไม่ได้ รับควำมคุ้มครองภำยใต้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่หนึ่ง 4. เป็นที่ยอมรับกันว่ำเหตุผลดังกล่ำวไม่ถึงกับขัดต่อตรรกะ อย่ำงสิ้นเชิง ชื่อเสียงที่ว่ำดำำเนินกำรผลิตในโรงงำนที่มีสภำพยำ่ำแย่ ย่อมจะทำำลำยตรำผลิตภัณฑ์และย่อมกระทบต่อยอดขำยสินค้ำ ดัง นั้นกำรปกป้องตรำผลิตภัณฑ์จำกกำรถูกป้ำยสีจึงอำจถูกมองได้ว่ำ มุ่งที่จะเพิ่มพูนยอดขำย 5. หำกคำำตัดสินดังกล่ำวไม่ถูกกลับ บริษัททั้งหลำยต่ำงเกรง ว่ำตนเองอำจต้องเผชิญหน้ำกับคดีที่เกี่ยวกับอะไรก็ตำมที่ตนพูดไป โดยสุจริตในเรื่องต่ำงๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจของตน ตั้งแต่เรื่อง โลกำภิวัฒน์ ถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือควำมสัมพันธ์ระหว่ำงชนต่ำงสี ผิว หำกปรำกฏภำยหลังว่ำคำำพูดเหล่ำนั้นไม่เป็นจริงหรือชักจูงใจ ในทำงที่ผิด ในเรื่องนี้นำยฟรอยด์ อับบรัม นักกฎหมำย รัฐธรรมนูญได้ให้ควำมเห็นว่ำ “คำำตัดสินของศำลแคลิฟอร์เนียมี อันตรำยมำกเป็นพิเศษ เพรำะมันทำำให้บริษัททั้งหลำยตกอยู่ในควำม เสี่ยงอย่ำงร้ำยแรงหำกบริษัทพูดอะไรเกี่ยวกับประเด็นสำธำรณะที่ เกี่ยวพันกับธุรกิจของตน” 6. นำยอับบรัมได้พูดต่อไปว่ำ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะทำำให้ บริษัทต่ำงๆเหมือนถูกปิดปำก ทำำให้ขัดขวำงกำรโต้แย้งอภิปรำย ประเด็นต่ำงๆ และเป็นกำรทวนกระแสของกำรมุ่งก่อเกิดควำม โปร่งใสอันน่ำชื่นชม ในควำมเห็นของนำยโธมัส โกลด์สไตน์ ทนำยควำมของไนกี้ หำกคำำตัดสินนั้นยังคงอยู่ “บริษัทต่ำงๆจะลังเล มำกขึ้นที่จะพูดอะไรออกไป แม้ว่ำสิ่งที่พูดออกไปจะเป็นควำมจริงก็ ไม่เป็นข้อต่อสู้ที่ทำำให้พ้นผิดไปได้ เนื่องจำกคำำพูดอะไรก็ตำมที่ ถือว่ำเป็นกำรชักจูงให้เข้ำใจผิดอำจถูกฟ้องร้องได้ทั้งสิ้น” ไนกี้ได้
  • ตัดสินใจที่จะไม่เผยแพร่รำยงำนประจำำปีว่ำด้วยควำมรับผิดชอบของ บริษัทต่อสังคม กำรพูดต่อนักข่ำวก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงเช่นเดียวกัน เนื่องจำกบริษัทไม่สำมำรถควบคุมได้ว่ำคำำพูดของตนจะถูกนำำไป กล่ำวอ้ำงในลักษณะใด 7. หำกคำำตัดสินนั้นยังคงอยู่ บริษัททุกหนแห่งอำจได้รับผลก ระทบรวมถึงบริษัทที่อยู่ในทวีปยุโรป ดังที่นำยอับบรัมชี้ให้เห็น “ศำลสูงสุดของแคลิฟอร์เนียถูกมองอย่ำงถูกต้องว่ำเป็นศำลที่ เคร่งครัด ซึ่งคำำตัดสินของศำลดังกล่ำวอำจถูกนำำไปใช้ในรัฐอื่น ก็ได้” เนื่องจำกบริษัทในทวีปยุโรปมีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดกว่ำบริษัท อเมริกำเกี่ยวกับกำรเผยแพร่รำยงำนควำมรับผิดชอบต่อสังคม บริษัทเหล่ำนั้นจึงยำกที่จะหลีกเลี่ยงจำกกำรโต้แย้งในประเด็น สำธำรณะต่ำงๆ (ในทำงตรงกันข้ำม บริษัทยุโรปต้องปฎิบัติงำนโดย ปรำศจำกสิทธิในกำรพูดอย่ำงอิสระตำมรัฐธรรมนูญ) ข้อเท็จจริงที่ ว่ำเนื้อหำในเว็บไซด์ที่ทำำขึ้นในประเทศหนึ่งอำจตกอยู่ภำยใต้ กฎหมำยของประเทศที่มีกำรเปิดเข้ำไปดูเนื้อหำเหล่ำนั้นได้ปรำกฏ ชัดเมื่อวันที่ 10 ธันวำคม เมื่อศำลสูงของประเทศออสเตรเลียตัดสิน ว่ำบทควำมบนเว็บไซด์ในอเมริกำของดำวน์โจนส์อำจเป็นมูลให้ฟ้อง ร้องคดีหมิ่นประมำทในรัฐวิคตอร์เรียที่ซึ่งมีกำรดึงเอำเนื้อหำเหล่ำนั้น มำดู เมื่อพิจำรณำประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่ำบริษัทต่ำงๆ ตกอยู่ภำย ใต้กำรตำำหนิที่ไม่สื่อสำรข้อมูลอย่ำงซื่อสัตย์และเปิดเผยเพียงพอ มันดูเป็นเรื่องแปลกที่กลับมีกำรพยำยำมขัดขวำงไม่ให้บริษัทเหล่ำ นั้นสำมำรถมีส่วนร่วมในกำรโต้แย้งในประเด็นที่เกี่ยวพันกับ นโยบำยสำธำรณะภำยใต้ข้ออ้ำงว่ำเป็นกำรคุ้มครองผู้บริโภค. VOCAB. IN THE NEWS Review To re-examine judicially; A reconsideration กำรตรวจสอบทบทวนคำำ พิพำกษำของศำลล่ำงโดยศำลสูง Free Speech Right guaranteed by First Amendment of U.S. Constitution to express one’s thoughts and views without
  • governmental restrictions. เสรีภำพในกำรพูด และแสดงควำมคิดเห็นที่ได้รับกำรรับรองตำม รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกำฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้ง ที่หนึ่ง Lawsuit An action or proceeding in a civil court กำรฟ้องร้องดำำเนินคดีแพ่ง Judgment The official and authentic decision of a court of justice upon the respective rights and claims of the parties to an action or suit therein litigated and submitted to its determination. คำำพิพำกษำ วินิจฉัยประเด็นข้อพิพำทที่คู่ควำมกล่ำวอ้ำง Majority Vote by more than half of voters. เสียงข้ำงมำก Ruling A judicial or administrative interpretation of a provision of a statute, order, regulation, or ordinance. คำำวินิจฉัย ตีควำมบทบัญญัติของกฎหมำยหรือระเบียบต่ำงๆ Reverse To overthrow, vacate, set aside or revoke. กำรกลับคำำพิพำกษำของศำลล่ำง Good Faith Honesty of intention, and freedom from knowledge of circumstances which ought to put the holder upon inquiry. โดย สุจริต Actionable That for which an action will lie, furnishing legal ground for an action. กรณีที่อำจถูกฟ้องร้องดำำเนินคดีได้ Ground A foundation or basis for bringing civil action. มูลคดีที่อำจนำำไปฟ้องเป็นคดีแพ่งได้ Defamation An intentional false communication, either published or publicly spoken, that injures another’s reputation or good name. กำรหมิ่นประมำท อันเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง
  • CRIMINAL LAW 101 Chapter 1 (1) (excerpt from Criminal Law in a Nutshell, Prof. Arnold H. Loewy (1975)) PUNISHMENT The Distinguishing Feature of the Criminal Law 1 Before an intelligent study of criminal law can be undertaken, it is necessary to focus on the si ngle characteristic that differentiates it from civil law. This characteristic is punishment. 2 Generally, in a civil suit, the basic questions are (1) how much, if at all, has defendant injured plaintiff, and (2) what remedy or remedies, if any, are appropriate to compensate plaintiff for his loss. In a criminal case, on the other hand, the questions are (1) to what extent, if at all, has defendant injured society, and (2) what sentence, if any, is necessary to punish defendant for his transgressions. 3 Since the criminal law seeks to punish rather than compensate, there should be something about each course of conduct defined as criminal that renders mere compensation to the victim inadequate. This follows from the truism that no human being should be made to suffer if such suffering cannot be justified by a concomitant gain to society. 4 No rational assessment of the kinds of activity that should be punished can be undertaken without some analysis of the purposes of punishment. Those purposes most frequently mentioned are reformation, restraint, retribution, and deterrence (perhaps more easily remembered as three “R”s and a “D” of punishment). Purpose of Punishment A. REFORMATION 5 There is little, if any, dispute to the principle that punishment ought to reform. Certainly, society
  • gains and nobody loses if any individual who has transgressed against society’s standards is reformed. 6 There is, however, some difference of opinion as to the relative importance of reformation. Some believe that since criminals represent the worst in society, it is unjust to take tax dollars from those they consider more worthy to finance the rehabilitation of those they deem less worthy. Others believe that reformationis a valid purpose, but should be subordinated to other purposes, such as deterrence. …. 7 Generally speaking, however, reformationis regarded by criminologist as the most worthwhile goal of punishment. The real objection to reformationis simply that it doesn’t work. This observation can be supported by the high degree of recidivism among those who have been imprisoned. Moreover, it can be persuasively argued that the very nature of the prison system runs counter to the goal of reformation. ... One might also compare imprisoning a criminal to requiring one who has engaged in some Communistic activity to associate only with Communists. Just as the Communist would likely increase his Communistic tendencies by such as association, it can be argued that prison increases rather than decreases the criminal propensities of its inmates. 8 Notwithstanding the above analysis, it would be unfair to dismiss the noble concept of reformation as a total failure. All of us are familiar with instances in which unskilled, uneducated and apparently incorrigible criminals have developed skills in prison which have transformed them into highly useful citizens. Perhaps the real tragedy of the penal system is that this happen so infrequently that when it does occur, we hear about it. (To be continued) * Paragraph numbers are added. ** Numbering of titles and topics have been changed from the original to simplify the text. References to other parts in the original book have also been removed.
  • วิช ำกฎหมำยอำญำ 101 บทที่ 1 (1) (คัดย่อจำกหนังสือ Criminal Law in A Nutshell โดย ศำสตรำจำรย์ Arnold H. Loewy (1975)) กำรลงโทษ ลัก ษณะเด่น ของกฎหมำยอำญำ ๑ ก่อนที่กำรศึกษำอย่ำงมีปัญญำเกี่ยวกับกฎหมำยอำญำจะ สำมำรถกระทำำได้ มัน เป็นสิ่งจำำเป็นที่จะต้องมุ่งไปยังลักษณะประกำรหนึ่งที่ทำำให้กฎหมำย อำญำแตกต่ำงจำก กฎหมำยกฎหมำยแพ่ง ๒ โดยทั่วไป ในกำรฟ้องร้องคดีแพ่ง ปัญหำพื้นฐำนคือ (1) จำำนวนเท่ำใด ถ้ำหำกมี ที่จำำเลยได้ทำำให้โจทก์ได้รับควำมเสียหำย และ (2) กำรเยียวยำ ควำมเสียหำยใดบ้ำง ถ้ำ หำกมี ซึ่งเหมำะสมที่จะชดเชยควำมเสียหำยให้แก่โจทก์ แต่ในทำง กลับกันในคดีอำญำ ปัญหำมีว่ำ (1) จำำเลยได้ทำำอันตรำยต่อสังคมหรือไม่ และในขอบเขต มำกน้อยเพียงใด และ (2) คำำพิพำกษำจำำเป็นจะต้องสั่งลงโทษจำำเลยสำำหรับกำรฝ่ำฝืน กฎหมำยของจำำเลย หรือไม่ เพียงใด ๓ เนื่องจำกกฎหมำยอำญำมุ่งที่จะลงโทษมำกกว่ำที่จะชดเชย ควำมเสียหำย มันควร จะมีบำงสิ่งบำงอย่ำงเกี่ยวกับกำรกระทำำที่ถือว่ำเป็นควำมผิดอำญำที่ ทำำให้เพียงแต่กำร ชดเชยควำมเสียหำยให้แก่ผู้เสียหำยเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอ กรณีนี้เป็น ผลสืบเนื่องมำจำก ควำมสัตย์ข้อหนึ่งว่ำไม่ควรมีมนุษย์ปุถุชนคนใดที่ควรได้รับควำม ทุกข์ทรมำนหำก ควำมทุกข์ทรมำนนั้นไม่มีเหตุผลสนับสนุนที่ทำำให้สังคมได้รับ
  • ประโยชน์จำกกรณีดัง กล่ำวไปพร้อมๆกันด้วย ๔ ไม่มีกำรประเมินคุณค่ำด้วยเหตุด้วยผลใดเกี่ยวกับประเภทของ กิจกรรมที่ควรถูก ลงโทษจะสำมำรถทำำได้โดยปรำศจำกกำรวิเครำะห์ถึงวัตถุประสงค์ ของกำรลงโทษเสีย ก่อน วัตถุประสงค์ของกำรลงโทษที่ถูกกล่ำวถึงบ่อยครั้งที่สุด ประกอบด้วยกำรแก้ไข ฟื้นฟู (reformation) กำรจำำกัด(อันตรำยต่อสังคม) (restraint) กำรแก้แค้น(retribution) และกำรป้องปรำม (deterrence) (บำงครั้งอำจจะจดจำำได้ง่ำยว่ำ เป็นหลักสำมอำร์และ หนึ่งดีของกำรลงโทษ) วัต ถุป ระสงค์ข องกำรลงโทษ ก. กำรแก้ไ ขฟื้น ฟู ๕ มันมีข้อโต้แย้งเพียงน้อยนิด (ถ้ำหำกจะมีข้อโต้แย้งอย่ำงหนึ่ง อย่ำงใด) เกี่ยวกับ หลักกำรลงโทษเพื่อที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงผู้ที่ถูกลงโทษ แน่นอนว่ำ สังคมจะได้รับ ประโยชน์และไม่มีใครสูญเสียถ้ำหำกปัจเจกชนผู้ฝ่ำฝืนมำตรฐำน ของสังคมได้รับกำร แก้ไขเปลี่ยนแปลง ๖ อย่ำงไรก็ตำม มีควำมแตกต่ำงทำงควำมคิดบำงประกำรเกี่ยวกับ ระดับควำม สำำคัญของกำรแก้ไขฟื้นฟู บำงคนเชื่อว่ำเนื่องจำกอำชญำกรเป็น ตัวแทนของควำมเลว ร้ำยที่สุดของสังคม มันจึงไม่เป็นธรรมที่จะนำำเอำเงินภำษีไปจำกผู้ที่ ถือว่ำมีคุณค่ำ มำกกว่ำเพื่อที่จะไปใช้จ่ำยในกำรแก้ไขฟื้นฟูผู้ที่ถือว่ำมีคุณค่ำด้อย กว่ำ คนอื่นบำงคนเชื่อ ว่ำกำรแก้ไขฟื้นฟูเป็นวัตถุประสงค์อันชอบธรรมแต่ควรจะมีควำม สำำคัญด้อยกว่ำวัตถุ ประสงค์อื่นๆ เช่นกำรป้องปรำม ....
  • ๗ อย่ำงไรก็ตำม หำกกล่ำวโดยทั่วไปแล้ว กำรแก้ไขฟื้นฟูได้รับ กำรยอมรับจำก นักอำชญวิทยำว่ำเป็นวัตถุประสงค์ของกำรลงโทษที่มีคุณค่ำมำก ที่สุด ข้อคัดค้ำนที่แท้ จริงต่อกำรแก้ไขฟื้นฟูมีเพียงแค่ว่ำมันทำำงำนไม่ได้ผล ข้อสังเกตนี้ สำมำรถสนับสนุนได้ โดยอัตรำส่วนของจำำนวนอำชญำกรที่ทำำควำมผิดซำ้ำแล้วซำ้ำเล่ำใน หมูของผู้ที่เคยต้อง ่ โทษจำำคุกมำก่อนมีสูงมำก ยิ่งไปกว่ำนั้น ยังสำมำรถโต้แย้งได้อย่ำง น่ำฟังอีกว่ำลักษณะ โดยธรรมชำติของระบบเรือนจำำขัดแย้งอย่ำงมำกต่อจุดมุงหมำยใน ่ กำรแก้ไขฟื้นฟู ... บำงคนอำจจะเปรียบเทียบได้ว่ำกำรจำำคุกอำชญำกรเหมือนกับกำร กำำหนดให้ผู้ที่ได้เข้ำ ร่วมในกิจกรรมของพรรคคอมมิวนิสต์ให้คบหำสมำคมได้เฉพำะ สมำชิกพรรค คอมมิวนิสต์เท่ำนั้น เหมือนกับที่ผู้ที่เชื่อในระบอบคอมมิวนิสต์มี โอกำสที่จะเพิ่มควำม โน้มเอียงเข้ำหำระบอบคอมมิวนิสต์มำกขึ้นด้วยกำรคบหำสมำคมใน ลักษณะดังกล่ำว มันก็อำจกล่ำวได้ว่ำคุกเพิ่มมำกกว่ำลดควำมโน้มเอียงเข้ำหำ อำชญำกรรมให้แก่บรรดำ ผู้ต้องขัง ๘ แม้นว่ำจะมีบทวิเครำะห์ข้ำงต้น มันดูเหมือนจะไม่ยุติธรรมถ้ำ หำกเรำจะปัดแนว ควำมคิดที่ดีของกำรแก้ไขฟื้นฟูให้เป็นควำมล้มเหลวโดยสิ้นเชิง พวกเรำทุกคนคงจะ คุ้นเคยเป็นอย่ำงดีกับตัวอย่ำงที่อำชญำกรที่ไม่มีควำมรู้ควำมชำำนำญ ไม่มีกำรศึกษำ และเห็นได้ชัดว่ำเป็นโดยสันดำนได้พัฒนำควำมรู้ควำมชำำนำญเพิ่ม ขึ้นในคุกจนเปลี่ยน คนเหล่ำนี้ให้กลำยเป็นประชำกรที่มีประโยชน์สูงมำก บำงทีควำม เศร้ำที่แท้จริง ของกระบวนกำรยุติธรรมทำงอำญำคือสิ่งเหล่ำนี้เกิดขึ้นน้อยครั้งมำก
  • จนเมื่อใดก็ตำมที่ มันเกิดขึ้นเรำได้ยินเกี่ยวกับมัน (โปรดติดตำมตอนต่อไป) เรียบเรียงโดย สรวิศ ลิม ปรัง ษี ผู้พิพำกษำศำลชั้นต้นประจำำสำำนักประธำนศำลฎีกำ Law Vocabulary Punishment A deprivation of life, liberty, property or right inflicted upon a person by judgment of the court, for some criminal offense committed by the person, e.g., fine, imprisonment, exection. กำร ลงโทษซึ่งในที่นี้หมำยถึงกำรลงโทษทำงอำญำโดย คำำพิพำกษำ ของศำลด้วยกำรทำำให้บุคคลที่กระทำำควำมผิดต้อง ปรำศจำก เสรีภำพ ทรัพย์สิน หรือชีวิตอันเป็นผลเนื่องมำจำก กำรที่บุคคลดัง กล่ำวได้กระทำำควำมผิดกฎหมำยอำญำ เช่น กำร ปรับ จำำคุก ประหำรชีวิต Compensate To indemnify, or pay damages, to an injured party in order to restore him to his position as existed at the time of the incidence. กำรให้ค่ำสินไหมทดแทนควำมเสียหำยแก่ผู้เสียหำย เพื่อที่จะทำำให้
  • ผู้เสียหำยกลับคืนสู่สถำนะเดิมขณะที่เกิดเหตุขึ้น Reformation A process aimed to bring about a better result, or to rectify a defendant’s behavior. แนวคิดทฤษฎีทำง กฎหมำยอำญำที่ ประสงค์จะลงโทษผู้กระทำำควำมผิดเพื่อแก้ไขฟื้นฟูผู้ กระทำำ ควำมผิดอำญำให้กลำยเป็นคนดี Retribution A purpose of criminal punishment aimed to make a wrongdoer suffer as a consequence of his crime. แนวคิดทฤษฎีทำงกฎหมำย อำญำที่ประสงค์จะลงโทษผู้กระทำำควำมผิดเพื่อ เป็นกำรแก้แค้น ที่ผู้นั้นได้กระทำำควำมผิดอำญำจนทำำให้ประชำชน และสังคมได้ รับควำมเสียหำย Deterrence A purpose of criminal punishment aimed to discourage others from committing a crime by showing consequences that they may incur if they commit similar crime. แนวคิดทฤษฎีทำง กฎหมำยอำญำที่ประสงค์จะลงโทษผู้กระทำำควำมผิด เพื่อป้อง ปรำมบุคคลอื่นมิให้กระทำำควำมผิดเช่นเดียวกันอีก Rehabilitation A process aimed to restore a wrongdoer to be a good citizen and dignified member of a society. แนวคิดทฤษฎี ทำงกฎหมำยอำญำ ที่ประสงค์จะลงโทษผู้กระทำำควำมผิดเพื่อแก้ไขฟื้นฟู
  • ผู้กระทำำ ควำมผิดให้กลำยเป็นสมำชิกที่ดีและมีคุณค่ำของ สังคมเช่นเดียว กับแนวคิด Reformation Criminologist A person who perform a scientific study of crime and criminals. นักอำชญำวิทยำ Engage To do or involve in doing some activity. ลงมือหรือเกี่ยวข้องกับ กิจกรรมอันใดอันหนึ่ง Propensity A natural tendency, inclination, or character to behave in a particular way. แนวโน้มหรือบุคลิกลักษณะตำม ธรรมชำติของ บุคคลที่จะประพฤติตนในแนวทำงใดแนวทำงหนึ่ง Inmate A person who is punished by means of imprisonment. นักโทษที่ ถูกจำำคุก CONSTITUTION 101 Chapter 1 (1) ์์ LIBERTY AGAINST GOVERNMENT : THE BASIC ANALYSIS
  • (excerpt from Constitutional Analysis, Prof. Jerre S. Williams (1995)) 1 To aid in understanding the nature of the distinction between liberty and the exercise of governmental power and to give us the foundation for the constitutional analysis, let us develop a simple imaginary concept …. 2 Imagine, if you will, that we took all of the power that any government could have and placed it in a huge oblong box. Included in this box would be the most autocratic and despotic powers of government. Along with other generally acceptable governmental powers in our box, then would be the power to execute someone without trial or without charges. So also would be included the power to throw a person in jail for criticizing the government, or the power to take a person’s home and his or her other property without any excuse and without compensating for it. Other despotic powers would include forcing all citizens to wear a uniform, to attend a state church, to listen to a governmental leader [s speech. So assume, if you will, in the box are all possible governmental powers, including the most despicable and the ugliest exercises of power, such as occurred in Nazi Germany. 3 In the United States under our Constitution, we saw this long oblong box into tow parts. We shall represent this by drawing a vertical line through the box as shown: 4 The reason for cutting the box apart is to take away from the government those powers which we do not want our government to have. We take away the powers of the despot. We protect the individual citizen against intrusions upon freedom of speech and freedom of religion. We require fair court procedures. We insist that the citizen can be fined or imprisoned
  • only on fair charges involving a valid offense and after a fair and complete trial. So we set aside a large part of this box of potential governmental powers. We insist that our government cannot have the powers which would infringe upon our liberty. 5 After we have severed these excessive and undesirable governmental powers out of our total aggregation of powers, we set them aside. We call governmental attempts to control in these protected areas invasions of “freedom” or “individual liberty” or, as we shall see later, we often just call them the protections of “due process of law” as a shorthand expression. We accomplish this withdrawal of possible governmental powers by writing into the Constitution a Bill of Rights and other protections of individual liberty. 6 So now our box of governmental power looks like this: Freedom or Individual Liberty Governmental Power 7 On the left side, within the dotted lines, we have that part of the original box of governmental powers where power has been taken away from our government under our system. We call that area: liberty. On the right side are the remaining governmental powers. Those are the powers which are not taken away by our constitutional requirement for liberty. It is the Constitution which has severed our box by drawing the line which protects our liberties from government powers. 8 A word of caution here; although our schematic line is drawn down the middle of our diagram, it was carefully said that the box was sawed into two parts, not sawed in half. There is not attempt by the placement of the line to show how much governmental power has been taken out of the total potential amount. At the moment, we are not interested in the quantity of
  • governmental power. We are interested in the nature of the qualities of the powers involved. 9 To understand the application of this boxlike configuration, which will more often now be called a diagram, consider a simple, although very important, constitutional issue. A person makes a speech advocating revolutionary overthrow of the government. As most readers probably already know, this revolutionary advocacy is not automatically subject to criminal penalties by the government. If this advocacy of revolution is advocacy in the abstract, philosophical sense, we have adequate constitutional holdings establishing that it is protected free speech. Only when the advocacy becomes advocacy for immediate, significantly revolutionary or antigovernmental action may the speaker be punished for such statements. 10 In terms of our diagram, the issue in such a case is simply whether this case falls on the left side of the dividing line, in the area of individual freedom (the government may not prohibit the speech) (1), or falls on the right side in the area of government power (the government does have the power to control the speech) (2): Liberty Governmental Power (1) (2) 11 To make this analysis clearer, consider some other examples. A book is charged with being obscene. Is it protected free speech, or is it a book which is not protected free speech and therefore, can be prohibited from circulation by the government? The issue in terms of our diagram is whether the result of the case falls in the area of individual liberty on the left side – (1), or in the area of governmental power on the right – (2). The vertical line which cuts apart our boxdiagram is the dividing line between personal liberty on one side and governmental power to control the
  • activities and conduct of persons on the other. (To be continued) วิช ำกฎหมำยรัฐ ธรรมนูญ 101 บทที่ 1 (1) อิส รภำพจำกรัฐ บำล : กำรวิเ ครำะห์ข ั้น พื้น ฐำน (คัดย่อจำกหนังสือ Constitutional Analysis โดย ศำสตรำจำรย์ Jerre S. Williams (1995)) 1 เพื่อช่วยในกำรทำำควำมเข้ำใจธรรมชำติของควำมแตกต่ำง ระหว่ำงอิสรภำพกับกำร ใช้อำำนำจรัฐ และวำงรำกฐำนให้แก่พวกเรำเกี่ยวกับกำรวิเครำะห์ กฎหมำยรัฐธรรมนูญ ขอ ให้เริ่มพัฒนำจำกแนวคิดพื้นฐำนโดยใช้จินตนำกำร …. 2 ขอให้จินตนำกำรว่ำเรำนำำอำำนำจทั้งหมดที่รัฐสำมำรถมีได้ นำำไปใส่ไว้ในกล่อง สี่เหลี่ยมผืนผ้ำขนำดใหญ่ กล่องใบนี้จะรวมไว้ด้วยอำำนำจรัฐที่ เป็นเผด็จกำรและโหดร้ำยที่ สุด พร้อมๆกับอำำนำจรัฐอื่นๆที่ได้รับกำรยอมรับเป็นกำรทั่วไปใน กล่องใบนี้จะมีอำำนำจรัฐ ที่จะประหำรใครก็ได้โดยปรำศจำกกำรดำำเนินคดีหรือกำรตั้งข้อ กล่ำวหำ นอกจำกนั้น ยังมี อำำนำจที่จะจับใครสักคนโยนเข้ำคุกเนื่องจำกวิพำกษ์วิจำรณ์ รัฐบำลหรืออำำนำจที่จะยึดบ้ำน ของใครสักคนและทรัพย์สินของเขำหรือเธอโดยปรำศจำกเหตุผล และปรำศจำกกำรให้ค่ำ ทดแทน อำำนำจอันโหดร้ำยอื่นรวมถึงกำรบังคับประชำชน ทั้งหมดให้แต่งเครื่องแบบ ให้
  • เข้ำโบสถ์ของรัฐ ให้ฟังคำำปรำศรัยของผู้นำำรัฐบำล ดังนั้น ให้ สมมติ หำกคุณทำำได้ ให้ใน กล่องคืออำำนำจรัฐทั้งหมดทั้งปวงที่อำจเป็นไปได้รวมทั้งกำรใช้ อำำนำจที่ชั่วร้ำยและน่ำชังที่ สุดดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในประเทศเยอรมันสมัยนำซีเรืองอำำนำจ 3 ในประเทศสหรัฐอเมริกำ ภำยใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เรำมองกล่องสี่เหลี่ยม ผืนผ้ำยำวๆนี้ในลักษณะที่แบ่งเป็นสองส่วน เรำจะแสดงให้เห็น โดยกำรวำดเส้นแนวตั้ง ผ่ำนทะลุกล่องดังต่อไปนี้ 4 เหตุที่ต้องตัดแบ่งกล่องออกจำกกันก็เพื่อที่จะนำำเอำอำำนำจ บำงอย่ำงที่เรำไม่ต้อง กำรจะให้รัฐบำลของเรำมีออกจำกเงื้อมมือของรัฐบำล เรำนำำเอำ อำำนำจแห่งควำมชั่ว ร้ำยออกมำ เรำคุ้มครองปัจเจกชนจำกกำรคุกคำมต่อเสรีภำพใน กำรพูด(แสดงควำมคิดเห็น –ผู้แปล)และเสรีภำพในกำรนับถือศำสนำ เรำต้องกำรให้มี กระบวนพิจำรณำของศำลที่เป็น ธรรม เรำเน้นยำ้ำว่ำประชำชนจะถูกปรับหรือจำำคุกเฉพำะแต่เมื่อมี กำรตั้งข้อกล่ำวหำที่เป็น ธรรมเกี่ยวกับข้อหำที่ชอบด้วยกฎหมำยและภำยหลังจำกกำรกำร พิจำรณำคดีที่สมบูรณ์และ เป็นธรรม ดังนั้นเรำจึงแยกส่วนที่มีขนำดค่อนข้ำงใหญ่ของกล่อง นี้ออกจำกอำำนำจที่รัฐอำจ มีได้ เรำเน้นยำ้ำว่ำรัฐบำลของเรำไม่สำมำรถมีอำำนำจที่จะก้ำวล่วง เข้ำไปในอิสรภำพของเรำ 5 ภำยหลังจำกที่เรำแยกอำำนำจรัฐที่เกินเลยไปและไม่พึงปรำถ นำออกจำกอำำนำจโดย
  • รวมทั้งหมด เรำก็ตัดมันทิ้ง เรำเรียกควำมพยำยำมของรัฐที่จะ ควบคุมพื้นที่ที่ได้รับควำมคุ้ม ครองเหล่ำนี้ว่ำเป็นกำรรุกรำน “เสรีภำพ” หรือ “อิสรภำพของ ปัจเจกชน” หรือ ดังที่เรำจะ ได้เห็นต่อไป เรำมักจะเรียกสิ่งเหล่ำนี้ว่ำเป็นกำรคุ้มครองของ “กระบวนกำรอันชอบธรรม ของกฎหมำย” ในฐำนะที่เป็นกำรแสดงควำมคิดแบบย่อ เรำ ประสบควำมสำำเร็จในกำรเพิก ถอนอำำนำจรัฐที่อำจเป็นไปได้นี้ด้วยกำรเขียนลงในรัฐธรรมนูญ ให้มี “บทบัญญัติแห่งสิทธิ” และกำรคุ้มครองอิสรภำพของปัจเจกชนวิธีอื่น 6 ดังนั้น ในปัจจุบันนี้กล่องแห่งอำำนำจรัฐของเรำจึงมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ Freedom or Individual Liberty Governmental Power 7 ทำงด้ำนซ้ำยมือ ภำยในเส้นประ เรำมีส่วนของกล่องซึ่งเดิม เป็นส่วนหนึ่งของกล่อง แห่งอำำนำจรัฐและเป็นที่ซึ่งอำำนำจได้ถูกแยกออกจำกรัฐบำลของ เรำภำยใต้ระบบของเรำ เรำเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่ำ : อิสรภำพ ทำงด้ำนขวำมือคืออำำนำจรัฐ ส่วนที่เหลืออยู่ ส่วนนี้คือ อำำนำจที่ไม่ได้ถูกแยกออกมำโดยผลของข้อกำำหนดที่รับประกัน อิสรภำพแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญนี้เองที่แบ่งแยกกล่องด้วยกำรขีดเส้นที่คุ้มครอง อิสรภำพของเรำจำกอำำนำจรัฐ 8 ข้อควรระวังประกำรหนึ่งคือ แม้เส้นที่เรำลำกจะอยู่ตรงกลำง แผนภูมิของเรำ แต่เรำ จะพูดด้วยควำมระมัดระวังว่ำกล่องใบนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็น สองครึ่ง ในกำรนี้เรำไม่ได้พยำยำมแสดงด้วยกำรขีดเส้นให้เห็น
  • ถึงอำำนำจรัฐมำกน้อยเพียง ใดที่ถูกนำำออกจำกอำำนำจที่อำจเป็นไปได้ทั้งหมด ในขณะนี้ เรำ ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับ ปริมำณของอำำนำจรัฐ เรำสนใจแต่เพียงธรรมชำติของคุณภำพ แห่งอำำนำจที่เกี่ยวข้อง 9 เพื่อที่จะทำำควำมเข้ำใจกำรใช้งำนกำรจัดวำงในลักษณะที่ คล้ำยกล่องนี้ซึ่งบ่อยครั้ง จะถูกเรียกว่ำ “แผนภูมิ” ขอให้พิจำรณำประเด็นเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญง่ำยๆ แต่ว่ำสำำคัญ บุคคลคนหนึ่งกล่ำวถ้อยคำำเรียกร้องให้มีกำรปฎิวัติเปลี่ยนแปลง รัฐบำล ดังที่ผู้อ่ำนส่วน ใหญ่อำจจะทรำบอยู่แล้วว่ำ กำรเรียกร้องให้มีกำรปฏิวัตินี้ไม่ ถือว่ำเป็นเป็นกรณีที่อำจถูกลง โทษทำงอำญำโดยอัติโนมัติจำกรัฐบำล หำกกำรเรียกร้องให้ ปฏิวัตินี้เป็นกำรเรียกร้องใน ลักษณะนำมธรรม เชิงปรัชญำ เรำมีคำำพิพำกษำเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญที่มำกเพียงพอที่จะวำง หลักได้ว่ำกำรเรียกร้องนี้เป็นเสรีภำพในกำรแสดงควำมคิดเห็นที่ ได้รับกำรคุ้มครอง เฉพำะ แต่เมื่อกำรเรียกร้องกลำยเป็นกำรเรียกร้องให้มีกำรดำำเนินกำรใน ทันทีและมีลักษณะที่ต่อ ต้ำนรัฐบำลหรือเป็นกำรปฏิวัติอย่ำงมีนัยสำำคัญ ผู้พูดจึงจะถูก ลงโทษจำกกำรกล่ำวถ้อยคำำ เช่นนั้น 10 ในส่วนที่เกี่ยวกับแผนภูมิของเรำ ประเด็นในคดีลักษณะเช่น นี้มีง่ำยๆว่ำคดีควรจะ ตกอยู่ทำงด้ำนซ้ำยมือของเส้นแบ่งในบริเวณของเสรีภำพของ ปัจเจกชน (รัฐบำลไม่อำจห้ำม กำรกล่ำวถ้อยคำำนั้นได้) (1) หรือตกอยู่ทำงด้ำนขวำมือของพื้นที่ ที่เป็นอำำนำจรัฐ (รัฐบำลมี อำำนำจควบคุมกำรกล่ำวถ้อยคำำได้) (2)
  • Liberty Governmental Power (1) (2) 11 เพื่อให้กำรวิเครำะห์นี้ชัดเจนมำกขึ้น ขอให้พิจำรณำ ตัวอย่ำงอื่นบำงประกำร หนังสือเล่มหนึ่งถูกกล่ำวหำว่ำเป็นหนังสือลำมก หนังสือเล่มนี้จะ ถือว่ำเป็นเสรีภำพในกำร แสดงควำมคิดเห็นที่ได้รับควำมคุ้มครอง หรือเป็นหนังสือที่ไม่ได้ รับควำมคุ้มครองโดย เสรีภำพในกำรแสดงควำมคิดเห็น และอำจถูกรัฐบำลห้ำมเผยแพร่ ต่อประชำชนได้? ประเด็นนี้หำกกล่ำวในเชิงของแผนภูมิของเรำก็คือกำรถำมว่ำผล ของคดีนี้ควรจะตกอยู่ใน พื้นที่ของอิสรภำพของปัจเจกชนทำงด้ำนซ้ำยมือ – (1) หรือใน พื้นที่ของอำำนำจรัฐทำงด้ำน ขวำมือ – (2) เส้นแนวตั้งที่ตัดแยกแผนภูมิกล่องของเรำคือเส้น แบ่งระหว่ำงอิสรภำพส่วน บุคคลในด้ำนหนึ่งและอำำนำจรัฐที่จะควบคุมกิจกรรมและกำรกระ ทำำของบุคคลในอีกด้ำน หนึ่ง (โปรดติดตำมตอนต่อไป) เรียบเรียงโดย สรวิศ ลิม ปรัง ษี ผู้พิพำกษำศำลชั้นต้นประจำำสำำนักประธำนศำลฎีกำ Law Vocabulary Liberty Freedom from restraints except such as those that are justly imposed by law and indispensable for the equal enjoyment of the same right by others. อิสรภำพจำกกำรถูกจำำกัดต่ำงๆ เว้น
  • แต่เป็นข้อจำำกัดที่ถูก กำำหนดโดยชอบด้วยกฎหมำยและเป็นกรณีที่ จำำเป็นเพื่อคุ้มครอง สิทธิเสรีภำพของบุคคลอื่น Execute To kill someone as a punishment for committing a criminal offense. กำรประหำรชีวิต Compensate To indemnify, or pay damages, to an injured party in order to restore him to his position as existed at the time of the incidence. กำรให้ค่ำสินไหมทดแทนควำมเสียหำยแก่ผู้เสีย หำยเพื่อที่จะทำำให้ ผู้เสียหำยกลับคืนสู่สถำนะเดิมขณะที่เกิดเหตุขึ้น Exercise Use of right or authority. กำรใช้ สิทธิ Freedom of religion The freedom of an individual to believe or practice his or her belief, which is protected by the Constitution. เสรีภำพของบุคคลที่จะเชื่อ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตำมควำมเชื่อของตนซึ่งได้รับ ควำมคุ้มครอง ตำมรัฐธรรมนูญ Fine To punish someone for committing an offense by ordering him to pay a specific sum of money. กำรลงโทษ บุคคลที่กระทำำควำมผิด อำญำด้วยกำรสั่งให้จ่ำยเงินตำมจำำนวนที่กำำหนด Imprison To restrict one’s freedom by putting him into prison. กำรจำำ
  • คุก Valid Having the authority of law and the binding force as permitting by law. มีอำำนำจกระทำำได้โดยชอบด้วย กฎหมำย Infringe To violate a law, regulation or right, to break into, or to trespass upon. กำรละเมิดสิทธิหรือบทบัญญัติแห่ง กฎหมำย Due process of law a course of legal proceedings as prescribed by law or regulation aimed at protecting individual rights. กระบวนกำรตำมที่กฎหมำย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภำพของ ประชำชน ภำยใต้ หลักกำรนี้ รัฐจะทำำให้ประชำชนสูญเสียหรือเสีย หำยในสิทธิในชีวิต ร่ำงกำย เสรีภำพ และทรัพย์สินไม่ได้ เว้นแต่ใน กรณีที่ได้ดำำเนิน กระบวนกำรตำมที่กฎหมำยกำำหนดครบถ้วนแล้ว นอกจำกนั้น ใน กำรพิจำรณำพิพำกษำคดี ศำลจะต้องให้โอกำสคู่ ควำมในกำรนำำ เสนอข้ออ้ำงข้อเถียงและพยำนหลักฐำนอย่ำง เพียงพอจึงจะถือว่ำได้ ดำำเนินกระบวนกำรโดยชอบแล้ว Advocacy Penalty Holding The act of supporting in public. กำรเรียก ร้องให้สนับสนุนต่อ สำธำรณะ A legal punishment. กำรลงโทษตำม กฎหมำย A legal principle that can be drawn from the judgment of the court,
  • Holding Obscene กฎหมาย A legal principle that can be drawn from the judgment of the court, and that is directly relating to the issue in dispute in that particular case. หลักกฎหมายทีได้จากคำาพิพากษาของศาล ่ ในประเด็นที่พิพาท โดยตรงในคดีที่ตัดสินนั้น Being offensive, especially when relating to naked people. มี ลักษณะลามกอนาจาร สำา นวนของภาษาอัง กฤษ นพพร โพธิร ัง สิย ากร ผู้ช ่ว ยผู้พ ิพ ากษาศาลฎีก าแผนกคดีภ าษีอ ากร ผมขออนุญาตมารายงานตัวเพื่อเป็นสื่อในการชวนท่าน พูดคุยกันเรื่องอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับความรู้ทางภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ก็ เพื่อหวังจะได้กระตุ้นให้ท่านผู้รู้ทางภาษาอังกฤษ ได้มีสื่อกลางใน การเผยแพร่ความรู้ทางภาษาอังกฤษของท่านอันเป็นประโยชน์แก่ เหล่าตุลาการและข้าราชการของศาลยุติธรรมไม่มากก็น้อย การใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ผลนั้น คงจะต้องการความรู้ ทั้งในการอ่าน เขียน การฟัง และการพูดสื่อสารกับชาวต่างประเทศ ได้นั้น น่าจะรวมลงมาเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ได้ 2 ประการ คือ การ รอบรู้ สำานวนภาษาอังกฤษกับการรู้สำาเนียงของภาษาอังกฤษผมจึง ขอแยกบทความออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนว่าด้วยสำานวนและว่าด้วย สำาเนียงภาษาอังกฤษ ในส่วนของสำานวนภาษาอังกฤษนี้ นักศึกษาภาษา อังกฤษส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาคล้ายๆ กันคือ ไม่รู้ว่าจะควรศึกษา สำานวนภาษาอังกฤษจากที่ใดจึงจะเหมาะ เพราะภาษาอังกฤษที่ได้ จากสื่อต่างๆ อาจไม่เหมาะที่จะนำาไปใช้ในชีวิตประจำาวัน เช่นภาษา
  • อังกฤษจากหนังสือพิมพ์ จะเป็นภาษาอังกฤษที่มีลักษณะพิเศษผู้ เขียนข่าวต้องการใช้ถ้อยคำาที่ประหยัดเนื้อที่ และต้องการเรียกร้อง ความในใจของผู้อ่านเป็นสำาคัญ จึงอาจไม่ใช่ตัวอย่างภาษาที่ดี สำาหรับผู้ศึกษาภาษาอังกฤษ เช่น เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2543 ศาลสูงสุดของรัฐฟลอริด้า ตัดสินเป็นคุณแก่รองประธานาธิบดี อัล กอร์ โดยมีการนับคะแนนเสียงในบางเค้าตี้ใหม่ ด้วยการนับมือ (hand count) และเชื่อกันว่าหากมีการนับคะแนนด้วยมือจริง กอร์ น่าจะมีคะแนนชนะผู้ว่าการรัฐเท็กซัส คือ นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ก็ได้ หนังสือพิมพ์ Washington Post ฉบับวันที่ 9 ธันวาคม 2543 พาดหัวข่าวดังกล่าวว่า Gore gored Bush ! คำาว่า Gore ในประโยคดังกล่าวเป็น Verb แปลว่า การขวิด หรือการที่สัตว์มีเขาทำาร้ายด้วยเขาของมัน ตัวอย่างเช่น The bullfighter was badly gored. (วัวชนถูก ขวิดจนบาดเจ็บหนัก) He was gored to death by an angry bull. (เขา ถูกวัวบ้าขวิดตาย หรือท่านใดจะแปลว่า วัวโกรธแทนคำาว่าวัวบ้า ก็ได้ตามอัธยาศัยครับ) จากรูปคำาปกติ นาย Albert Gore หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า อัล กอร์ ไม่มีเขาที่จะขวิดใครได้แต่เมือชื่อสกุลของนายกอร์ ไป ่ สะกดตรงกับคำาว่า gore เข้า หนังสือพิมพ์จึงเอาชื่อนายกอร์มาพาด หัวเพื่อเรียกความสนใจ นี่เป็นเพียงบางตัวอย่างว่า การจะจำาสำานวน จากหนังสือพิมพ์ไปใช้ในชีวิตประจำาวันนั้นน่าจะต้องมีข้อควรระวัง ให้มาก คำาว่า gore หากเป็นคำานามจะแปลว่าโชกเลือด เช่น ภาพยนต์ที่บู๊ดุเดือดเลือดท่วมจอ ก็จะเรียกว่า a movie with too much gore. หรือ a movie with too much blood and gore. อย่างเช่นภาพยนตร์เรื่อง ”บางระจัน” ซึงเป็นภาพยนต์ที่ดีแต่ ่ ออกจะมีบทบู๊เลือดสาดท่วมจอไปหน่อย (“Bang Rajan” is a great film,but there’s a lot of blood and gore in it.) ในการใช้ถ้อยคำาที่อยากจะให้มีสีสัน บางคราวจะใช้คำา ว่า gore แทนคำาว่า blood ที่แปลว่าเลือด เช่น The bodies lay in a pool of blood. (ผู้คนนอนจมกองเลือดอยู่) ก็อาจกล่าวได้ว่า The bodies lay in a pool of gore.
  • คำานามที่แปลว่าโชกเลือด ก็มีทมาจากคำากริยา ที่แปล ี่ ว่าขวิด นั่นเอง เมื่อขวิดก็ต้องมีเลือดคำานามและคำากริยาที่แปลว่า ขวิด และเลือดดังกล่าวจึงเป็นที่มาของคำาว่า gory ซึงเป็น ่ adjective แปลว่าชุ่มโชกไปด้วยเลือด เช่น a gory film (ภาพยนตร์ที่ฆ่ากันเลือดสาดท่วมจอ) a gory battle /fight (การ ต่อสู้ที่ชมไปด้วยเลือด) ุ่ The newspaper account of the accident gave all the gory details.(หนังสือพิมพ์เกี่ยวกับอุบัติเหตุ ได้ให้ราย ละเอียดชนิดได้กลิ่นคาวเลือด) หรือ He told us all the gory details of the accident he’d seen. (เขาเล่าเรื่องอุบัติเหตุที่ เขาเห็นให้เราฟังอย่างละเอียดเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์เชียว) คำาว่า the gory details ยังมีความหมายต่อไปว่า เรื่องเลวๆ เรื่องไม่น่ารับฟัง เช่น ถ้าใครมาพูดว่านี่คุณ ได้ข่าวนา ยฮอนกฮูกถูกบัตรสนเท่ห์เรื่องมีแม่ยายมากไหม ถ้าเราไม่อยากฟัง ก็จะยอกคนพูดว่า spare me the gory details, please. (อย่า เล่าเรื่องชั่วๆ นี้ ให้ผมฟังเลยครับ ได้โปรด) หรืออาจพูดว่า Please spare me the gruesome details. ซึงมีความหมาย ่ อย่างเดียวกัน ในทางกลับกัน ถ้าเราอยากฟังก็บอกเขาเลยว่า Come on,I want to know all the gory details. ( เอาเลยผม อยากฟังรายละเอียดทั้งหมด ) คำาว่า gory อย่าไปสับสนกับคำาว่า glory นะครับ คำา ว่า glory เป็นทั้ง verb และ noun แปลว่ารุ่งโรจน์โชติช่วง เหมือนอย่างเพลงประจำาทีมแมนเชนเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ว่า “Glory, glory Man United… ” คำาว่า gory ยังมีความหมายว่า ผ้าที่บานส่วนปลาย มักใช้ในรูป adjective โดยเติม ed เช่น a gored skirt (กระโปรงบาน) ภาษาอังกฤษอาจมีทมาจากตำาราเรียน ซึงสำานวนใน ี่ ่ ตำาราเรียนนั้น ใช้ในชีวิตประจำาวันได้ไม่ถนัดนัก ไม่เชื่อท่านก็ลอง เปิดตำาราสอนภาษาไทยให้ฝรั่งเรียนรู้ดูเองเถอะครับ ฉันใดก็ฉัน นั้น ตำาราเรียนภาษาอังกฤษจะยกตัวอย่างภาษาที่สละสลวยควร จำาเป็น ภาษาเขียน แต่ไม่ใช่ภาษาพูดในชีวิตประจำาวัน ส่วนภาษา อังกฤษด้วยการอ่านจากนิตยสาร หรือหนังสือจะได้สาระในด้าน ภาษาเขียน ซึ่งก็ไม่ตรงกับการสนทนาในชีวิตประจำาวันเช่นกัน
  • สำาหรับภาพยนตร์หรือโทรทัศน์นั้น อาจารย์ฝรั่งในทุกสำานักเขา ห้ามจำามาใช้ในชีวิตประจำาวันอย่างเด็ดขาด เพราะจะมีภาษาที่ หยาบคายหรือดูถูกผู้ฟังอย่างที่เรานึกไม่ถึงรวมอยู่ด้วย ทางที่ดีที่สุดในการเรียนให้ได้สำานวนที่สามารถใช้ใน ชีวิตประจำาวัน จะได้จากการเรียนสนทนากับอาจารย์ฝรั่งเจ้าของ ภาษา หรือจากการฟังข่าวจากสำานักข่าวมาตรฐาน เช่น VoA (Voice of America) ซึงรับฟังได้ทางวิทยุ เอ.เอ็ม. 1575 เวลา 7 ่ นาฬิกา และ 22.30 นาฬิกา BBC (British Broadcasting Corporation) ซึงสามารถรับฟังได้ทางวิทยุ เอ.เอ็ม 837 เวลา 6 ่ นาฬิกา หรือทางคลื่นสั้นจากสถานี ABC (Australia Broadcasting Corporation) ส่วนท่านที่เป็นสมาชิกเคเบิ้ลทีวี ก็ คงจะรับชมข่าวจาก CNN และ BBC อยู่แล้ว สำาหรับท่านที่ไม่มีเวลา ฟังข่าวจากเคเบิ้ลทีวี หรือวิทยุดังกล่าว ผมจะได้นำาข่าวที่มีเนื้อข่าว และสำานวนที่น่าสนใจมาสนทนากับท่านในบทความนี้เป็นระยะ สำาหรับสำานวนที่จะนำามาสนทนากับท่านในครั้งนี้ ขอ ถือเป็นเรื่องเก็บตกจากข่าวการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของ สหรัฐอเมริกา เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรสนใจ โดยเฉพาะ ในนโยบายบางข้อในรอบ 20 ปีมานี้ ถ้ามีการเลือกตั้ง เขาก็จะมา พูดกันในเรื่องนี้ การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านไปนี้ก็เช่นกัน ผู้สมัครชิง ประธานาธิบดีกว่า 30 คน จาก 20 กว่าพรรคต่างก็นำาเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มาพูดหาเสียงว่าจุดยืนของตนอยู่ที่ใด คำาว่า จุดยืนของพรรค เขาเรียกว่า platform เช่น ถ้าฝรั่งมองว่า ดร.ทักษัณ ชนะการเลือก ตั้งได้ เพราะนโยบายปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ก็จะพูดว่า Dr.Taksin has come to power on a platform of economic reform. คำาว่า platform โดยทั่ว ๆ ไป แปลว่า ชานชาลาใน สถานีรถไฟก็ได้ แปลว่า เวทีก็ได้ครับ หัวข้อหาเสียงที่สำาคัญที่ผู้สมัครทุกรายจะต้องมี platform ในเรื่องดังกล่าวก็คือ 1. ปัญ หาการทำา แท้ง (abortion) การทำาแท้งกลาย มาเป็นหัวข้อการหาเสียงประธานาธิบดีในทุกครั้งที่มีการรณรงค์ เลือกตั้งประธานาธิบดี ก็เนื่องมาจากการที่ศาลสูงสุดของสหรัฐ (The U.S. Supreme Court) ได้ตดสินคดี Roe v. Wade (1973) ว่า ั มลรัฐจะห้ามหญิงทำาแท้ไม่ได้ ซึ่งหมายความว่า หญิงมีสิทธิทำาแท้ง ได้ โดยรัฐไม่มีสิทธิที่จะห้ามนั้นเอง เมื่อศาลสูงสุดของสหรัฐตัดสิน
  • เช่นนี้ คนอเมริกันก็แตกออกเป็น 2 ฝ่ายทันที ฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้เคร่ง ศาสนาเห็นว่า ศาลสูงสุดตัดสินไม่ถูก เพราะชีวิตเป็นเรื่องที่พระเจ้า ประทานมา ทารกในครรภ์มารดาจึงมีสิทธิที่จะมีชีวิตด้วย ฝ่ายนี้รู้จัก ในนามของ Pro-Life พวกนี้จะรณรงค์ว่า จะเลือกผู้สมัคร ประธานาธิบดีคนที่ต่อต้านการทำาแท้ง ทำาไมต้องเกี่ยวกับ ประธานาธิบดี คำาตอบก็คือ ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลเข้า เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุด ถ้ามีตำาแหน่งว่างลง เพื่อให้รัฐสภาเห็น ชอบ พวกนี้จึงหวังว่า ถ้ามีการตั้งผู้พิพากษาที่ต่อต้านการทำาแท้ง มากขึ้น ก็จะกลับคำาพิพากษาเดิมลงได้ (Many Pro-Life supporters would like another abortion case to go to the U.S. Supreme Court because they believe a different decision might be made now.) ผู้ว่าการบุช จาก พรรค Republican หรือ GOP (Grand Old Party) สนับสนุนฝ่าย นี้อยู่ครับ ในขณะเดียวกันแนวความคิดฝ่ายตรงข้าม คือ พวกที่ สนับสนุนให้มีการทำาแท้งได้ พวกนี้เห็นว่า การจะทำาแท้งหรือไม่ น่า จะเป็นทางเลือกของหญิงผู้อุ้มท้องและจะต้องเป็นผู้เลี้ยงดูทารกต่อ ไปว่าจะพอใจตั้งครรภ์หรือไม่ พวกนี้รู้จักในนาม Pro-Choice ซึ่ง ท่าทีของพรรค Democrat ที่รองประธานาธิบดีอัล กอร์ สังกัดอยู่ สนับสนุนความคิดนี้ แต่เมื่ออัล กอร์ เป็นรองประธานาธิบดีของนาย บิล คลินตัน ซึงมีเรื่องอื้อฉาวทางเพศกับนางสาวลูวินสกี้ ฝ่ายอัล ่ กอร์ เกรงว่าภาพพจน์จะเสียเลยมาถึงกอร์ เมื่อจะเลือกคนมาเป็นรอง ประธานาธิบดีคู่กับนายอัล กอร์ ผู้สมัครชิงประธานาธิบดี เขาจึง เลือกคนที่เคร่งศาสนา และเป็นผู้ที่ด่าคลินตันในขณะที่เกิดเหตุเรื่อง นางสาวลูวินสกี้ คือ นายโจเซฟ ลีเบอร์แมน ขณะที่เลือกก็คงไม่ทัน คิดว่าเมื่อมาถึงหัวข้อการทำาแท้งจะทำาอย่างไร พอมาถึงหัวข้อการ สนับสนุนการทำาแท้ง ด้วยความที่ภาพของนายลีเบร์แมนเป็นคนเคร่ง ศาสนา เสียงทางฝ่ายอัล กอร์ ในเรื่องการสนับสนุนการทำาแท้งจึง พูดได้ไม่เต็มปากนัก นายอัล กอร์ เป็นรองประธานาธิบดี มาสมัครเป็น ประธานาธิบดี โดยมีวุฒิสมาชิก โจ ลีเบอร์ แมน เป็นผู้สมัครรอง ประธานาธิบดี เพื่อกันความสับสนฝรั่งจึงเรียกนายอัล กอร์ รอง ประธานาธิบดีในขณะนั้นว่า The incumbent vice President (incumbent เป็น adjective แปลว่าผู้ดำารงตำาแหน่งอยู่ในขณะ
  • นั้น) หรืออาจเรียกว่า the presidential candidate ซึ่งแปลว่า ผู้สมัครชิงประธานาธิบดี คราวนี้จะได้ไม่สับสนกับการเรียกขาน นายโจ ลีเบอร์แมนอีก 2.Affirmative Action คำานี้เป็นคำาเทคนิคเฉพาะ คำาว่า Affirmative Action แปลตามตัวว่า การกระทำาในทาง บวก แปลแล้วก็ยังไม่เข้าใจจึงต้องอธิบายกันก่อนดังนี้ เดิมสังคม อเมริกัน มีการกีดกันทางผิวเรียกว่า racial discrimination หรือ discrimination according to race ถ้าเป็นการกีดกัน ทางเพศก็จะเรียกว่า sex discrimination การเหยียดผิวนี้สำาคัญมากครับ ทำาให้คนผิวดำามีความ รู้สึกต่อต้านการดูถูกเช่นนี้อย่างรุนแรง แรงชนิดที่ใครไปเรียกเขา ว่านิโกร ให้ได้ยินละก็ถ้าคนพูดไม่ตายก็คางเหลืองครับ เพราะคำา ว่านิโกร เป็นคำาที่หยาบที่สุดที่คนผิวดำาไม่ต้องการได้ยิน เคยมีคน ต่างชาติไปพูดคำาว่านิโกร ที่บริเวณ Dupont Circle ในกรุง วอชิงตัน ดี.ซี. มีคนผิวดำาคนหนึ่งได้ยินเข้า จึงชักมีดฉับเข้าให้ เกือบตาย ศาลสหรัฐไม่ลงโทษเพราะเห็นว่า มีเหตุบันดาลโทสะ เพราะถูกเหยียดหยามทางวาจา ซี่งในทางกลับกัน คนถูกแทงที่พูด ไปว่า นิโกร นั่นแหละเป็นฝ่ายผิดกฎหมาย เพราะคำาว่านิโกร เป็นการทำาผิดข้อหาใช้วาจาส่อเสียดทางเชื้อชาติ หรือเรียกว่า racial slur ข้อต้องจำาอย่างที่สุดถ้าจะเดินทางไปสหรัฐก็คือ ให้ เรียกคนผิวดำาว่า black หรือจะให้เป็นทางการขึ้นมาก็เรียกว่า African American ( หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Afo American) และห้ามคำาว่านิโกรเด็ดขาด ถ้าพบอินเดียแดง หรืออเมริกันอินเดียน ก็ห้ามเรียก ว่า Red Indian หรือ American Indian คำาทั้งสองถูกเลิกใช้ ไปนานแล้ว เพราะกลายเป็นคำาผิดกฎหมาย คือเป็น racial slur เช่นกัน จะต้องเรียกว่า Native American หรือหากจะเรียกให้ เป็นทางการก็เรียกว่า Native American หรืออาจจะเรียกให้เป็น ทางการก็เรียกว่า Indiganous people พวกลาตินอเมริกา เช่น แม็กซิกัน ฝรั่งเขาก็ให้เรียก ว่า Latino ท้ายที่สุดพวกเอเซีย เขาก็เรียก Asian ชนเหล่านี้ แต่เดิมเป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคมมีฐานะยากจน จะเรียนก็มีโอกาส
  • น้อยกว่าคนผิวขาวจะทำางานก็มีโอกาสน้อยกว่าเขา เพราะเรียนมา น้อยกว่า ดังนั้น จึงมีกฎหมายพิเศษขึ้นมา เรียกว่า Affirmative Action คือให้สถานศึกษาต้องรับนักเรียนคละเชื้อชาติกัน เรียกว่า an integrated school ในที่ทำางานก็จะถูกบังคับให้รับ คนงานคละเชื้อชาติกัน เมื่อกฎหมายบังคับเช่นนี้จึงเกิดปัญหาตาม มา คือ ในโรงเรียนหรือโรงงานแห่งหนึ่งมีที่ว่าง 5 ที่ ต้องเฉลี่ย รับคนขาว ปนคนดำาปนละติโน เป็นต้น ปรากฏว่ามีผู้สมัคร 10 คน เป็นคนผิวขาวซึ่งเก่งมาก 6 คน ที่เหลือเป็นดำาที่เก่งน้อยกว่า คนขาวคนที่ 6 จากนั้นเป็นละติโน หรือ หรือ Native American ที่เก่งน้อยลงไปอีก ผลโรงเรียนโรงงานดังกล่าวจะรับคนเก่งผิวขาว ได้ประมาณ 3-4 คน แล้วต้องเว้นที่ว่างให้คนเชื้อชาติอื่น ไม่ว่า คนผิวขาวที่เหลืออยู่จะดีกว่า หรือเก่งกว่าหรือไม่ อย่างนี้เรียกว่า ผลร้ายของ Affirmative Action ทำาให้หลายครั้งที่เขาเปลี่ยน มาเรียกว่า reverse discrimination (reverse แปลว่า กลับ ข้าง, discrimination แปลว่ากีดกัน รวมแล้วแปลว่า การกีดกันที่ กลับด้าน คือเดิมคนดำาถูกกีดกัน ปัจจุบันกลายเป็นขาวถูกกีดกัน ) เช่น Bakke claimed that he was a victim of reverse discrimination because he,a white man,was denied entry to medical school so that the school could admit more black people. (เบคกล่าวว่าเพราะเขาเป็นคนผิว ขาวจึงถูกกีดกันไม่ให้เข้าเรียนในคณะแพทย์เพราะคณะต้องการรับ นักเรียนผิวดำามากขึ้น) ในทำานองเดียวกัน ในอังกฤษจึงเรียก เหตุการณ์เช่นนี้ว่า positive discrimination หรือการกีดกันใน ทางบวกคือ เมื่อจะให้สิทธิคนหนึ่ง แต่ผลไปตัดสิทธิคนอื่นเข้า ในการสมัครชิงประธานาธิบดีที่ผ่านมาผู้ว่าการรัฐ เท็กซัส คือ นายบุช ถูกโจมตีว่า มองข้ามสิทธิของคนกลุ่มน้อย (minorities) ในขณะที่นายอัลกอร์ ได้รับความไว้ใจจากกลุ่มคน ผิวดำาและชนกลุ่มน้อยนี้มากกว่า ดังนั้น เมื่อบุช ได้รับเลือกเป็น ประธานาธิบดี เขาจึงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความหลากหลายทาง เชื้อชาติมากที่สุด คือ ตั้งทั้งคนขาว คนดำา คนละติโน คนเอเซีย และรวมทั้งตั้งคนจากพรรคเดโมแครตมาเป็นรัฐมนตรี เรียกว่า ต้องการล้างภาพการไม่สนับสนุน Affirmative Action ให้สิ้น ซากไปเลย
  • 3.Medicaid, Medicare คำา 2 คำานี้ หมายถึงการ ช่วยเหลือทางการแพทย์ที่เป็นประเด็นการหาเสียงกันมานาน ใน ขณะที่บางประเทศมองเห็นเรื่องนี้เป็นของแปลกใหม่ ในเมืองไทย การที่มีพรรคการเมืองหาเสียงว่ารักษาโรค 30 บาท เช่นนี้ ก็มี ลักษณะอย่างเดียวกัน ในอังกฤษจะมีโครงการเรียกว่า a National Health Service หรือ the NHS ซึงโครงการนี้จะทำาให้ประชาชนได้รับ ่ ประโยชน์จากการไม่เสียค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น แต่อาจเสียค่า ยาที่แพงบางอย่างส่วนในสหรัฐอเมริกาจะมีโครงการ เรียกว่า Medicaid ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือการรักษาพยาบาลแก่ผู้มีราย ได้น้อย กับ Medicare ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือการรักษา พยาบาลแก่ผู้สูงอายุ ทั้งสองโครงการต่างมีข้อด้อยที่ผู้สมัคร ประธานาธิบดีในทุกสมัยพยายามเสนอว่าถ้าตนได้เป็นประธานาธิบดี จะปรับปรุงโครงการทั้งสองให้ดีขึ้น ในการรณรงค์เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา รองประธานาธิบดี อัล กอร์ พยายามและใช้ภาษีที่เก็บได้มากมาช่วยสนับสนุนโครงการ Medicaid, Medicare ในขณะที่ผู้ว่าการบุชจะลดภาษี แต่ สนับสนุนให้ประชาชนทำาประกันสุขภาพเพื่อช่วยจ่ายค่ารักษา พยาบาลแทน 4.นโยบายการศึกษา การศึกษาน่าจะเป็นหัวข้อหา เสียงหลักของผู้สมัครประธานาธิบดีทุกคน แต่ที่น่าสนใจก็คือ รอง ประธานาธิบดี อัล กอร์ ผู้ต้องการภาษีมาช่วยสนับสนุนการศึกษา เป็นผู้พ่ายแพ้การเลือกตั้ง เราจึงควรหันไปดูวิธีการของผู้ชนะ ซึ่ง จะเป็นผู้นำาเอานโยบายการศึกษามาใช้ นั่นคือ ผู้ว่าการบุช บุช สนับสนุนให้มีการลดภาษี เมื่อลดภาษีรัฐก็มีเงิน น้อยลง การช่วยเหลือการศึกษาจึงต้องมาจากวิธีการอื่น และวิธี การของบุชเรียกว่า voucher คำาว่า voucher แปลว่า คูปอง คำานี้ถ้าอยู่ในประเทศ อังกฤษจะหมายถึงการที่บริษัทได้ให้คูปองแก่พนักงานไปให้ซื้อ อาหารกิน (Some firms give their workers luncheon vouchers.) ในสหรัฐอเมริกาเรียกคูปองที่ให้คนจนใช้ซื้ออาหาร ว่า food stamp ฉะนั้นเวลาไปยังชุมชนของคนที่มีรายได้ตำ่า จะ พบร้านขายของชำาหรือร้านอาหารซอมซ่อ มีป้ายเขียนว่า This store accepts food stamps. (ร้านนี้ยินดีรับบัตรอาหาร) หรือ
  • เวลาฝรั่งไปพบคนไทยซึ่งหน้าตาคงเหมือนแม้วอพยพ (Hmong) เขาก็จะถามด้วยความเวทนาว่า “Are you eligible for food stamp ?” (คุณมีสิทธิได้รับอาหารคูปองหรือเปล่า) คำาว่า voucher ยังมีความหมายทางกฎหมายว่า ต้น ขั้วที่เก็บไว้เป็นหลักฐานทางบัญชี แต่คำาว่า voucher ของบุช ไม่เกี่ยวกับคูปองอาหาร หรือต้นขั้วเอกสารครับ ความหมายในที่นี้ก็คือ voucher System หรือ voucher plan ซึงเป็นการช่วยเหลือทางการศึกษา ่ โดยให้คูปอง โ รงเรียนรัฐบางแห่งอาจรับคูปองโดยไม่เรียกเงินเพิ่ม ส่วนโรงเรียน เอกชนทุกแห่งที่รับคูปองจะมีเงินส่วนที่จะเรียกเพิ่มมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่โรงเรียน ขอส่งท้ายด้วยชัยชนะของผู้ว่าการรัฐเท็กซัส นาย จอร์จ ดัลเบิลยู บุช ซึ่งเมือรองประธานาธิบดี อัล กอร์ กล่าว ่ ยอมรับความพ่ายแพ้ (a concession speech) ในตอนหนึ่งเขา กล่าวว่า I say to President-elect Bush that what remains of partisan rancor must now be put aside,and may God bless his stewardship of this country. (ข้าพเจ้าได้พูด ต่อบุช ผู้ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีว่า สิ่งที่หลงเหลืออยูของ ่ ความขัดแย้งที่แบ่งพรรคแบ่งพวกจะถูกขจัดออกไป และขอพระผู้ เป็นเจ้าจงช่วยให้เขาบรรลุหน้าที่ในการดูแลชาติบ้านเมืองด้วย) คำากล่าวของรองประธานาธิบดีกอร์ มีข้อน่าสนใจ หลายคำา เช่น คำาว่า say to ซึงเป็นรูปการใช้คำาที่ต้องใช้เวลาคุย ่ กันเป็นพิเศษในโอกาสอื่น คำาว่า partisan rancor หมายความว่า ความรู้สึกแบ่งฝักฝ่ายพรรคพวก คำาว่า steward หมายถึงผู้มหน้า ี ที่ดูแล เช่น ดูแลผู้โดยสารในเรือหรือเครื่องบิน ในที่นี้คือผู้มีหน้าที่ ดูแลประเทศ และคำาว่า president-elect คำาว่า elect ในที่นี้ เป็น คำา adjective พิเศษที่มีไม่กี่คำา ปกติ adjective จะอยู่หน้าคำาที่มัน ขยายครับ และบุชจะเป็น president-elect Bush ไปจนถึงวันที่ 20 มกราคม 2544 วันที่เขาจะสาบานตัวรับตำาแหน่ง (swearing in) วันดังกล่าวเรียกว่า the lnauguration day (the presidential lnauguration is the ceremony in which a president is sworn into office.)
  • ในวันที่ 20 มกราคม 2544 ผู้ได้รับเลือกเป็น ประธานาธิบดี นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช จะสาบานตัวเข้ารับ ตำาแหน่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 43 ของสหรัฐอเมริกา (on January 20,2001, president-elect George W. Bush will be sworn in as the 43rd president of the United States. ) ในพิธีรับตำาแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่จะกล่าวคำา สาบาน (At the inaugural ceremony, the new president recites an oath:) ดังนี้ “ I do solemnly swear that I will faithfully execute the office of the President of the United States, and will do the best of my ability, preserve,protect and defend the Constitution of the United States. So help me God.”