Your SlideShare is downloading. ×
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Article t2
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

Article t2

68

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
68
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
2
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. 2 การบอกกลาวและการขอออกจากการเปนสมาชิกกลุมซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกามีขอกําหนดใหการฟอง คดีตาม Rule 23 (b)(3) ซึ่งมีลักษณะเปนคดีเพื่อเรียกคาเสียหาย สมาชิกกลุมมีสิทธิไดรับคําบอกกลาว และมีสิทธิขอออกจากกลุมไดเสมอภายในระยะเวลาที่ศาลกําหนด หรือที่เรียกวา “Opt Out Classes” สวนการฟองคดีตาม Rule 23 (b)(1) และ (b)(2) สมาชิกกลุมไมมีสิทธิไดรับคําบอกกลาวหรือขอออก จากกลุมหรือที่เรียกวา “Mandatory Classes” เนื่องจากเปนการฟองคดีในกรณีที่สมาชิกกลุมมี ผลประโยชนที่เหมือนกัน (Identity Interest) ซึ่งหากใหขอออกจากกลุมไดจะทําใหเกิดความยุงยากใน การบังคับตามคําพิพากษาที่แตกตางกัน แตรางกฎหมายของประเทศไทยตามรางแกไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา 222/12 และมาตรา 222/13 กําหนดใหสมาชิกกลุมมีสิทธิไดรับคํา บอกกลาวและมีสิทธิขอออกจากกลุมไดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดทุกกรณีโดยไมมีบทบัญญัติ หามขอออกจากกลุมเชนเดียวกับประเทศสหรัฐอเมริกา อยางไรก็ตาม การดําเนินคดีแบบกลุมในประเทศ สหรัฐอเมริกาที่ผานมายังไมถือวาบรรลุผลสําเร็จตรงตามเจตนารมณของการดําเนินคดีอยางแทจริง จํานวนคดีกลุมที่มีการดําเนินการในศาลเกินกวารอยละ 90 เสร็จลงดวยการทําสัญญาประนีประนอมยอม ความในลักษณะที่เรียกวา “Sweetheart Settlement” ซึ่งทนายความ (Class Attorney) จะไดรับเงิน รางวัล (Fee Award) เปนเงินจํานวนมหาศาล ในขณะที่สมาชิกกลุม (Class Members) แตละคนไดรับ เงินจํานวนเพียงเล็กนอยไมเพียงพอที่จะเยียวยาความเสียหายของสมาชิกกลุม ปญหาที่เกิดขึ้นดังกลาว สภาคองเกรส (Congress) ของสหรัฐอเมริกา ไดแกไขโดยการตราพระราชบัญญัติ “The Class Action Fairness Act of 2005” หรือที่เรียกวา “CAFA” ขึ้นเพื่อปองกันมิใหการปฏิบัติหนาที่ของทนายความ เปนไปอยางไมถูกตอง (Abuse of Duty) และกําหนดใหศาลเขามามีบทบาทในเชิงลึกในการพิจารณา รายละเอียดของสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อใหเกิดความเปนธรรมแกสมาชิกกลุมอยางแทจริง โดยได กํ า หนดสั ด ส ว นในเรื่ อ งเงิ น รางวั ล ทนายให เ หมาะสมยิ่ ง ขึ้ น โดยเฉพาะกรณี ที่ มี ก ารทํ า สั ญ ญา ประนีประนอมยอมความโดยวิธีการจายคูปองแทนเงินสดหรือที่เรียกวา “Coupon Settlement” ซึ่งจะได กลาวถึงรายละเอียดในเรื่องนี้ตอไป การศึกษาและทําความเขาใจวิธีการดําเนินคดีแบบกลุมของประเทศสหรัฐอเมริกา นับวา จะเปนประโยชนอยางมากตอการพัฒนากฎหมายและวิธีการดําเนินคดีแบบกลุมของประเทศไทย การไดรู ขอบกพรองและปญหาของการดําเนินคดีแบบกลุมในประเทศสหรัฐอเมริกายิ่งชวยทําใหประเทศไทยไดมี โอกาสเตรียมตัวและหาหนทางแกไขปญหาที่อาจเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันนี้หากเกิดมีขึ้นในการดําเนิน แบบกลุมในประเทศไทยในอนาคต 2. หลักการดําเนินคดีแบบกลุมในประเทศสหรัฐอเมริกา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพงของประเทศสหรัฐอเมริกาไดรับรองใหมีการดําเนินคดี แบบกลุมไวทั้งในระบบศาลรัฐบาลกลาง (Federal Court System) และศาลมลรัฐ (State Court System) แตหลักการที่มีการยอมรับและใชกันอยางแพรหลาย คือ หลักกฎหมาย Class Actions ซึ่ง บัญญัติไวใน Rule 23 of The Federal Rule of Civil Procedure (FRCP) ซึ่งเปนกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพงของรัฐบาลกลางหรือที่เรียกวา “Rule 23” วิธีการดําเนินคดีแบบกลุมนี้สามารถนําไปใชกับคดีที่
  • 2. 3 เกิดขึ้นไดทุกประเภท แตคดีที่มักนิยมนําวิธีการนี้ไปใช เชน คดีเกี่ยวกับสิ่งแวดลอม (Toxic Exposure Litigation) คดีผูบริโภค (Consumes Clams) คดีเกี่ยวกับสินคาไมปลอดภัย (Product Liability) คดี เกี่ยวกับหุน (Security Fraud) คดีลมละลาย (Bankruptcy) คดีละเมิดซึ่งมีผูเสียหายพรอมกันจํานวน มาก (Mass Torts) คดีเกี่ยวกับสัญญาจางแรงงาน (Employment Class Action) หรือแมกระทั่งคดีที่ เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ (Discriminations) ซึ่งผูเสียหายฟองคดีโดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกวาคดี “Civil Rights” การฟองคดีแบบกลุมสามารถดําเนินการไดทั้งในฐานะที่เปนโจทกและ จําเลย แตในประเทศสหรัฐอเมริกาจะถูกนําไปใชสําหรับการฟองคดีโดยโจทก (Plaintiff Class Action) เปนสวนใหญ ในขณะที่การดําเนินคดีแบบกลุมก็อาจนําไปใชในกรณีที่มีจําเลยถูกฟองเปนจํานวนมาก เชน ในคดีฟองสมาชิกของสหภาพแรงงาน (Union) ซึ่งสมาชิกของสหภาพซึ่งถูกฟองเปนจําเลยก็อาจรอง ขอใหมีการดําเนินคดีแบบกลุมได แตสําหรับรางกฎหมายการดําเนินคดีแบบกลุมของไทยมิไดบัญญัติให สิทธิแกจําเลยในการที่จะขอใหมีการตอสูแบบคดีกลุมไดเหมือนดังเชนที่ Rule 23 ของประเทศ สหรัฐอเมริกาไดบัญญัติใหสิทธิรับรองไว 2.1. หลักเกณฑในการดําเนินคดีแบบกลุม (Rule 23 Class Actions) กรณีที่ศาลจะพิจารณาอนุญาตใหมีการดําเนินคดีแบบกลุมไดจะตองปรากฏขอเท็จจริงใน คํารองเพื่อขอใหมีการดําเนินคดีแบบกลุมวา เขาเงื่อนไขเบื้องตนตามที่กําหนดไวใน Rule 23 (a) หรือที่ เรียกวา “Prerequisites to a Class Action” หรือไม และจะตองเปนที่พอใจศาลวาคดีมีความเหมาะสมที่ ศาลจะอนุญาตใหดําเนินคดีแบบกลุมตามหลักเกณฑใน Rule 23 (b) หรือที่เรียกวา “Class Action Maintainable” หรือไม โดยเงื่อนไขเบื้องตนในการดําเนินคดีแบบกลุมตามหลักเกณฑใน Rule 23 (a) และความเหมาะสมในการดําเนินคดีแบบกลุมตามหลักเกณฑใน Rule 23 (b) ดังกลาวจะตองปรากฏ ครบถวนแลวเทานั้น ศาลจึงจะอนุญาตใหมีการดําเนินคดีแบบกลุมได (The Standards for Certification) 2.1.1. เงื่อนไขเบื้องตนในการดําเนินคดีแบบกลุมตาม Rule 23 (a) 1 หลักเกณฑตาม Rule 23 (a) กําหนดวา สมาชิกของกลุมคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนอาจ ฟองหรือถูกฟองในฐานะคูความซึ่งเปนผูแทนกลุม (Representative Party) ในนามของสมาชิกในกลุม ไดตอเมื่อ 1 “Prerequisites to a Class Action: One or more members of a class may sue or be sues as representative parties on behalf of all only if (1) the class is so numerous that joinder of all member is impracticable, (2) there are questions of law or fact common to the class, (3) the claims or defenses of the representative parties are typical of the claims and defenses of the class, and (4) the representative parties will fairly and adequately protect the interest of the class.”
  • 3. 4 (1) “Numerosity” กลาวคือ จํานวนสมาชิกของกลุมมีจํานวนมาก (numerous) และ การที่สมาชิกของกลุมเขารวมกันในคดีจะไมสะดวกในทางปฏิบัติ (impracticable) ในประเด็นนี้กฎหมาย มิไดกําหนดไวชัดแจง แตไดใหอํานาจศาลใชดุลพินิจอยางกวางขวาง โดยศาลไดวินิจฉัยเปนแนวทางใน การพิจารณาวา กลุมมีสมาชิกจํานวนมากเทาใดขึ้นอยูกับขอเท็จจริงแลวแตกรณี ไมสามารถระบุจํานวน บุคคลที่ถือวามีจํานวนมากไวเปนการแนนอนได ในคดีระหวาง Block v. First Blood Associates 2 ศาล ของสหรัฐอเมริกาไดวินิจฉัยปฏิเสธที่จะใหการรับรอง (denied class certification) ใหมีการดําเนินคดี แบบกลุมไดเนื่องจากคดีขาดจํานวนสมาชิกของกลุมที่มากเพียงพอ (lack of numerosity) ที่มี ผลประโยชนสวนไดเสียในทางเศรษฐกิจ “identity of interest” รวมกัน ซึ่งในคดีดังกลาวมีผูเสียหายซึ่ง เปนนักลงทุนสรางภาพยนตรเรื่อง Rambo - First Blood จํานวนถึง 57 ราย แตไมสามารถพิสูจนใหศาล เห็นถึงผลประโยชนหรือสวนไดเสียที่มีรวมกันในคดี อยางไรก็ตาม มีบางกรณีสมาชิกกลุมมีจํานวนเพียง 29 คน 3 ก็ถือวามีจํานวนมากจนเปนที่พอใจศาลในการรองขอดําเนินคดีแบบกลุม หรือบางกรณีแมมี จํานวนสมาชิกถึง 350 คน 4 ศาลก็อาจไมอนุญาตใหดําเนินคดีแบบกลุมก็ได (2) “Commonality” กลาวคือ มีปญหาขอกฎหมายหรือขอเท็จจริงอยางเดียวกันในกลุม (questions of law or fact common to the class) การกําหนดเงื่อนไขใหคดีมีปญหาขอกฎหมายหรือ ขอเท็จจริงอยางเดียวกันในกลุมกอนการอนุญาตใหมีการดําเนินคดีแบบกลุม มีความมุงหมายเพื่อใหเปน หลักประกันชวยใหบุคคลซึ่งมิไดเขาเปนสมาชิกกลุม (absentee members) ยังคงไดรับการปกปอง ผลประโยชนอยางเปนธรรมและเพียงพอ และเพื่อใหเปนหลักประกันชวยใหการดําเนินคดีประเภทนี้ ดําเนินไปไดอยางมีประสิทธิภาพ อยางไรก็ตาม สมาชิกกลุมแตละคนไมจําเปนตองมีปญหารวมกันในทุก ประเด็น อาจมีปญหารวมกันเพียงปญหาเดียวก็ได เชน สมาชิกกลุมอาจมีปญหารวมกันในเรื่องความรับ ผิดของจําเลย แตอาจมีประเด็นเรื่องความเสียหายที่แตกตางกันก็ได (3) “Typicality” กลาวคือ ขอเรียกรองหรือขอตอสูของคูความซึ่งเปนผูแทนกลุมจะตอง เปนขอเรียกรองหรือขอตอสูประเภทเดียวกันกับของกลุม (typical of the claims or defenses) หลักเกณฑนี้มีความมุงหมายเพื่อใหเกิดความเปนเอกภาพในการดําเนินคดี และเพื่อมิใหผลประโยชนของ สมาชิกกลุมตองอยูในภาวะที่เสี่ยงเนื่องจากขอเรียกรองของผูแทนของกลุมกับของสมาชิกกลุมแตกตางกัน ศาลไดเคยวินิจฉัยเปนแนวทาง(Precedent)วา หากขอเรียกรองของโจทกซึ่งเปนตัวแทนตั้งอยูบนขอ กฎหมายเดียวกันกับของกลุม ลักษณะเชนนี้ก็จะทําใหการฟองคดีของโจทกเปนการฟองเพื่อประโยชนของ กลุมดวย 5 2 “Block V. First Blood Associates, 743 F.Supp.194 (S.D.N.Y.1990), 763 F.Supp.746 (S.D.N.Y.1991), aff’d, 988 F.2d 344 (2d Cir.1993)” 3 Riordan v. Smith Barney, 113 F.R.D. 60, 62 (N.D.III 1986) 4 Utah v. American Pipe & Const. Co., 49 F.R.D. 17, 21 (C.D.Cal. 1969) 5 Jenkin v. Raymark Indus., 782 F. 2d 468, 472 (5 th Cir.1986)
  • 4. 5 (4) “Adequacy of Representation” กลาวคือ คูความซึ่งเปนผูแทนกลุมสามารถ ปกปองผลประโยชนของกลุมไดอยางเปนธรรมและเพียงพอ (fairly and adequately protects the interests of the class) หลักเกณฑในขอนี้เปนสิ่งสําคัญมากเพราะคําพิพากษาในคดีแบบกลุมจะกระทบ ถึงสิทธิและมีผลผูกพันกับสมาชิกของกลุมที่มิไดมาศาลดวย โดยคูความซึ่งเปนผูแทนกลุมจะตองพิสจนให ู ศาลเห็นวา ตนสามารถที่จะคุมครองผลประโยชนของกลุมบุคคลไดอยางเปนธรรมและเพียงพอ ในคดี Hans berry v. Lee 6 ศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาไดเคยวินิจฉัยเปนแนวทางไววา หากผลประโยชนของ คู ค วามซึ่ ง เป น ผู แ ทนกลุ ม ขั ด แย ง กั บ สมาชิ ก ของกลุ ม ย อ มเป น การละเมิ ด สิ ท ธิ อั น ชอบธรรมตาม รัฐธรรมนูญของบุคคล (Deprivation of Due Process of Law Guaranteed by the Fourteenth Amendment) บุคคลดังกลาวจึงไมจําตองถูกผูกพันตามคําพิพากษา เนื่องจากผูแทนกลุมมิไดปกปอง ผลประโยชนของกลุมอยางเปนธรรมและเพียงพอ 2.1.2. ความเหมาะสมในการดําเนินคดีแบบกลุมตาม Rule 23 (b) นอกจากผูขอดําเนินคดีแบบกลุมจะแสดงใหเปนที่พอใจศาลวามีขอเท็จจริงครบถวนตาม เงื่อนไขเบื้องตนทั้ง 4 ประการ ตาม Rule 23 (a) แลว ผูขอยังตองแสดงใหเปนที่พอใจศาลอีกวาคดีมี ความเหมาะสมที่ศาลจะอนุญาตใหมีการดําเนินคดีแบบกลุมตามหลักเกณฑขอใดขอหนึ่งของ Rule 23 (b) หรือที่เรียกวา “Class Actions Maintainable” ดังตอไปนี้ (1) การดําเนินคดีแยกโดยหรือตอสมาชิกของกลุมอาจกอใหเกิดความเสียหายกรณีใด กรณีหนึ่งดังตอไปนี้ (Rule 23 (b) (1)) 1.1. ตาม Rule 23 (b) (1) (a) การพิจารณาและพิพากษาคดีที่แตกตางกัน หรือที่ไม เปนไปในทํานองเดียวกันที่มีตอสมาชิกคนใดคนหนึ่งในกลุม จะกอใหเกิดความไมเทาเทียมในทางปฏิบัติ สําหรับคูความฝายอื่น กลาวคือ อาจทําใหคําพิพากษาของศาลในแตละคดีแตกตางกันหรือไมสอดคลอง กัน (risk of inconsistent or varying adjudications) หรือไม ซึ่งอาจทําใหจําเลยอยูภายใตบังคับของคํา พิพากษาที่แตกตางกัน และไมอาจปฏิบัติตามคําพิพากษาได เชน คดีที่โจทกฟองจําเลยวากระทําละเมิด สิทธิบัตรของโจทก โดยจําเลยตอสูวาสิทธิบัตรของโจทกยังไมไดรับอนุญาต และจําเลยไมไดกระทําการ ละเมิดสิทธิบัตรของโจทก กรณีนี้หากมีการฟองรอง ศาลหนึ่งอาจพิพากษาวา สิทธิบัตรมีผลจริงในขณะที่ อีกศาลหนึ่งอาจจะพิพากษาวาไมมีผลจริง ซึ่งจะทําใหเกิดมาตรฐานที่ไมเทาเทียมกันในการปฏิบัติตามคํา พิพากษา เปนตน 1.2 ตาม Rule 23 (b) (1) (B) การพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับสมาชิกคนใดคน หนึ่งในทางปฏิบัติจะกระทบกระเทือนถึงประโยชนของสมาชิกกลุมที่ไมใชคูความในคดี หรือจะทําใหเกิด ความเสียหายหรือขัดขวางความสมารถในการปกปองผลประโยชนของสมาชิกกลุมที่ไมใชคูความในคดี เปนอยางมาก กลาวคือ คําพิพากษาของศาลในแตละคดี อาจทําใหผลประโยชนของสมาชิกของกลุมที่ยัง ไมไดฟองคดีลดลง หรือเปนอุปสรรคตอสมาชิกที่ยังไมไดฟองคดีที่จะคุมครองประโยชนของตน หรืออาจ ทําใหทรัพยสินของจําเลยลดนอยลงเรื่อยๆ ไมเพียงพอชดใชคาเสียหายใหกับผูเสียหายที่ฟองคดีในภาย 6 Hans berry v. Lee, 311 U.S. 32, 61 S. ct. 115, 85 L.ED.22.
  • 5. 6 หลัง ซึ่งจะทําใหผูเสียหายที่ฟองคดีในภายหลังไมไดรับชําระหนี้ (2) คูความฝายตรงขามไดกระทําการ หรือปฏิเสธที่จะกระทําการใดๆ ในเรื่องที่ใชบังคับ ตอกลุม อันเปนผลใหศาลจะมีคําสั่งหาม หรือคําบังคับในลักษณะเดียวกันตอกลุมทั้งหมด (Rule 23 (b) (2)) กรณีนี้เปนการฟองคดีเพื่อใหศาลมีคําสั่งหามจําเลยกระทําการ (injunctive relief) หรือเพื่อขอให ศาลมีคําสั่งแสดงสิทธิของโจทก (declaratory relief) เนื่องจากคําสั่งหรือการกระทําของจําเลยมีผลบังคับ กับสมาชิกของกลุมทุกราย หรือจําเลยไดอางเหตุผลเดียวกันในการออกคําสั่งหรือในการกระทําดังกลาว เชน กรณีที่โจทกฟองจําเลยกระทําการละเมิดสิทธิบัตร หากศาลพิพากษารับรองวาสิทธิบัตรมีผลบังคับ จริง โจทกอาจขอใหศาลมีคําสั่งหามจําเลยกระทําการอันเปนการละเมิดสิทธิบัตรตอไปได (3) ศาลเห็นวาปญหาขอกฎหมาย หรือขอเท็จจริงของกลุมมีความสําคัญมากกวาปญหาที่ กระทบตอสมาชิกแตละคน และการดําเนินคดีแบบกลุมจะเปนวิธีการที่ดีกวาวิธีอื่นๆ ในการพิจารณา พิพากษาขอพิพาทไดอยางเปนธรรมและมีประสิทธิภาพ (Rule 23 (b) (3)) กรณีนี้ ศาลจะตองพิจารณา ถึงปญหาขอกฎหมาย หรือปญหาขอเท็จจริงของกลุมบุคคลวา มีความสําคัญกวาปญหาขอกฎหมาย หรือ ปญหาขอเท็จจริงที่กระทบตอสมาชิกแตละราย ศาลอาจอนุญาตใหดําเนินคดีแบบกลุมได นอกจากนี้ใน การฟองคดีแบบกลุมจะเปนวิธีการยุติขอพิพาทที่เปนธรรมและมีประสิทธิภาพมากกวาวิธีการยุติขอพิพาท อื่น (เปนธรรมและมีประสิทธิภาพกวาการที่ผูเสียหายรวมกันฟอง (joinder) หรือขอเขารวมฟองคดีใน ภายหลัง (intervention) เปนตน) โดยในการพิจารณาประเด็นดังกลาวใหคํานึงถึง (ก) ผลประโยชนของ สมาชิกของกลุมในการควบคุมการแยกฟองรองคดีหรือแยกตอสูคดีเปนรายบุคคล (ข) ขอบเขตและ สภาพแหงคดีที่เกี่ยวกับขอโตแยงที่สมาชิกกลุมไดฟองหรือถูกฟองไปแลววามีลักษณะอยางไรและได ดําเนินคดีไปแลวเพียงใด (ค) ความประสงคหรือไมประสงคในการดําเนินคดีในเขตศาลหนึ่งศาลใดวา สมาชิกกลุมตองการหรือไมตองการใหรวมการพิจารณาคดีไวที่ศาลเดียวกัน (ง) ปญหาที่อาจพบในการ ดําเนินคดีแบบกลุม หรือความยุงยากในการดําเนินคดีแบบกลุม 2.1.3. การอนุญาตใหฟองคดีแบบกลุม (Class Certification) เมื่อผูรองขอใหดําเนินคดีแบบกลุมสามารถพิสูจนไดวา องคประกอบซึ่งเปนเงื่อนไข เบื้องตน (Prerequisites) ครบถวนตาม Rule 23 (a) และมีความเหมาะสมในการดําเนินคดีแบบกลุม (maintainable) แลว ศาลจะตองมีคําสั่งโดยเร็วที่สุดในทันทีที่สามารถมีคําสั่งได “at an early practicable time” วาจะใหดําเนินคดีแบบกลุมหรือไม โดยคําสั่งของศาลอาจมีขอกําหนดหรือเงื่อนไข หรือไมก็ได ในเบื้องตนศาลอาจมีคําสั่งใหความเห็นชอบในเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของกลุม และกําหนดวา บุคคลลักษณะใดจะอยูในกลุมบาง ตลอดจนกําหนดประเด็นแหงคดีที่จะพิจารณาและตั้งผูแทนกลุม นอกจากนี้ในระหวางการดําเนินกระบวนพิจารณา ศาลอาจมีคําสั่งดังตอไปนี้ (1) กําหนดมาตรการเสนอพยานหลักฐานและแนวทางวาจะดําเนินกระบวนพิจารณา ตอไปอยางไร (Rule 23 (d) (1) (2) กําหนดใหสงหนังสือบอกกลาวแกสมาชิกบางคนหรือทั้งหมด หรือกําหนดระยะเวลา ในการมีคําพิพากษาเพื่อใหโอกาสสมาชิกที่จะแสดงความเห็นวา คูความซึ่งเปนผูแทนกลุมยังสามารถ รักษาผลประโยชนของสมาชิกกลุมไดอยางเปนธรรมและเพียงพอหรือไมตาม Rule 23 (d) (2)
  • 6. 7 (3) กําหนดเงื่อนไขของการเปนคูความซึ่งเปนผูแทน หรือผูเขารวมในคดีในภายหลัง (Interveners) ตาม Rule 23 (d) (3) (4) กําหนดใหมีการแกไขคําฟองหรือคําใหการ เพื่อขจัดขอโตเถียงเกี่ยวกับประเด็นของ คูความซึ่งไมมีผูแทน ตาม Rule 23 (d) (4) (5) มีคําสั่งใหมีการดําเนินกระบวนวิธีพิจารณาแบบเดียวกันตาม Rule 23 (d) (5) การขอใหศาลอนุญาตใหฟองคดีแบบกลุม จะตองกําหนดลักษณะของกลุมบุคคลไวในคํา ขอดวย ถาศาลมีคําสั่งอนุญาตใหดําเนินคดีแบบกลุมและเห็นวาลักษณะของกลุมนั้นชัดเจนแลว ศาลก็จะ ใหความเห็นชอบลักษณะกลุม แตถาศาลเห็นวาลักษณะของกลุมที่โจทกเสนอนั้นไมชัดเจน ศาลสามารถ กําหนดลักษณะของกลุมใหชัดเจนขึ้น โดยลดขนาดของกลุม หรือแบงกลุมออกเปนกลุมยอย (sub class) เพื่อใหแตละกลุมมีลักษณะที่ชัดเจนขึ้นก็ได การพิจารณาวาจะอนุญาตดําเนินคดีแบบกลุมได หรือไมเปนคําสั่งที่มีความสําคัญเทาๆ กับการที่ศาลจะมีคําพิพากษาในเนื้อหาของคดี ดังนั้นกอนที่ศาลจะ มีคําสั่งจะตองพิจารณาพยานหลักฐานที่เกี่ยวของทั้งหมดโดยรอบคอบ ทั้งจะตองรับฟงขอโตแยงของ คูความทุกฝายอยางละเอียด การพิจารณาวาจะมีคําสั่งอนุญาตหรือปฏิเสธใหมีการดําเนินคดีแบบกลุมเสีย แตเนิ่นๆ จึงถือวาเปนเรื่องที่มีความสําคัญ เพราะหากศาลมีคําสั่งปฏิเสธไมใหมีการดําเนินคดีแบบกลุม ก็ จะมีผลใหอายุความฟองรอง (Statute of Limitations) ของบุคคลในกลุมเริ่มนับตอไปทันที แตสําหรับ บุคคลซึ่งไมเขาเปนสมาชิกของกลุมนั้น อายุความฟองรองของบุคคลเหลานี้จะเริ่มนับตอไปทันทีเมื่อไดมี การยื่นขอออกจากการเปนสมาชิกกลุม 7 2.1.4. การสื่อสารกับสมาชิกของกลุม (Communication with Class Members) การติดตอสื่อสารและการสงคําบอกกลาวใหสมาชิกกลุมทราบเปนเรื่องที่เปนหัวใจสําคัญ ของการดําเนินคดีแบบกลุม ไมวาจะเปนศาลหรือทนายความจะตองพัฒนาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อสงขอมูล ไปยังสมาชิกของกลุม หรือรับขอมูลตางๆ จากสมาชิกของกลุม ตลอดจนการประสานงานตอบขอซักถาม ของสมาชิกของกลุม ขณะเดียวกันจะตองพยายามหลีกเลี่ยงการติดตอสื่อสารใดๆ ที่มีลักษณะอันจะเปน อุปสรรคขัดขวางมิใหการดําเนินคดีแบบกลุมเปนไปอยางราบรื่น สําหรับวิธีสงคําบอกกลาวนั้น ตาม Rule 23 (c) (2) ไดกําหนดใหโจทกสงหนังสือบอกกลาวซึ่งลงนามโดยศาลหรือเจาหนาที่ศาลไปยังสมาชิกทุก คนที่ทราบที่อยู “who can be identified through reasonable effort” ในกรณีที่ไมทราบชื่อและที่อยูที่ แนนอนของสมาชิก อาจสงโดยการประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพก็ได บางกรณีอาจใชวิธีที่เหมาะสม อื่นๆ ก็สามารถกระทําได เชน โฆษณาในเวปไซต ซึ่งกฎหมายใชถอยคําวา “the best notice practicable under the circumstances” ซึ่งการสงคําบอกกลาวโดยวิธีการลงโฆษณานี้ ไมถือวาเปนการดําเนินการที่ ขัดกับกระบวนการอันชอบธรรมตามกฎหมาย (due process of law) Rule 23 มิไดกําหนดแนวทางใน เรื่องนี้ไวอยางชัดเจน แตลักษณะของการติดตอสื่อสารกันในการดําเนินคดีแบบกลุมนี้อาจแบงได 4 ลักษณะดังนี้ 7 Chardon v. Fumero Soto, 462 U.S. 650 (1983)
  • 7. 8 (1) คําบอกกลาวของศาล (Notices from the Court) คําบอกกลาวที่กําหนดใหศาล เปนผูสงใหแกสมาชิกของกลุมนั้นมี 3 กรณี ไดแก (ก) คําบอกกลาวเมื่อศาลมีคําสั่งอนุญาตใหดําเนินคดี แบบกลุมตาม Rule 23 (b) (3) (ข) คําบอกกลาวเมื่อคูความขอใหยกเลิกการดําเนินคดีแบบกลุมหรือ ขอใหมีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันตาม Rule 23 (e) และ (ค) คําบอกกลาวซึ่งเปนคําสั่ง ศาลในกรณีเมื่อมีความจําเปนเพื่อรักษาผลประโยชนของสมาชิกกลุมหรือเพื่อความเปนธรรมแกสมาชิก กลุมตาม Rule 23 (d) (2) สําหรับคําบอกกลาวอนุญาตใหดําเนินคดีแบบกลุมตาม Rule 23 (c) (2) นั้น ไดกําหนดรายการที่จะตองระบุไวในคําบอกกลาวคําสั่งอนุญาตใหดําเนินคดีแบบกลุม ซึ่งหลักการนี้ก็ ไดมีการนํามาบัญญัติไวในรางกฎหมายเกี่ยวกับการดําเนินคดีแบบกลุมของไทยเชนกัน เชนในมาตรา 222/12 ไดระบุวา ประกาศและคําบอกกลาวอยางนอยตองมีรายการขอความที่กําหนดวันเพื่อใหสมาชิก กลุมแจงความประสงคออกจากการเปนสมาชิกกลุม ผลของคําพิพากษาที่จะผูกพันสมาชิกกลุม และสิทธิ ตางๆ ของสมาชิกกลุมเปนตน สําหรับคําบอกกลาวเมื่อคูความขอใหมีการตกลงกันหรือประนีประนอม ยอมความกันตาม Rule 23 (e) นั้น ศาลจะเปนผูพิจารณาสั่งวาจะใหมีการสงคําบอกกลาวนี้ไปยังสมาชิก ของกลุมแตละคนโดยวิธีใด สวนคําบอกกลาวในกรณีที่ศาลเห็นวาจําเปนตองสงเพื่อผลประโยชนและ ความเปนธรรมแกสมาชิกกลุมตาม Rule 23 (d) (2) นั้น เปนกรณีที่ศาลอาจสงคําบอกกลาวใหสมาชิก กลุมทราบเกี่ยวกับคําสั่งศาลในหลายๆ กรณี เชน กรณีศาลมีคําสั่งไมอนุญาตใหดําเนินคดีแบบกลุม คําสัง ่ อนุญาตใหดําเนินคดีแบบกลุมยอย หรือคําสั่งถอนคําสั่งอนุญาตใหมีการดําเนินคดีแบบกลุมตอไป ทั้งนี้ เพื่ อรัก ษาสิทธิ และประโยชนของสมาชิกกลุมเพราะหากศาลไม อนุญ าตใหดํ าเนินคดีแบบกลุมตอ ไป สมาชิกกลุมซึ่งไมมีความรูในเรื่องกฎหมายก็อาจไมทราบถึงผลในทางกฎหมายในเรื่องอายุความซึ่งจะตอง เริ่มนับตอ โดยใหสมาชิกกลุมที่ประสงคจะฟองคดีเองสามารถยื่นฟองคดีไดทันภายในกําหนดอายุความ หากศาลมีคําสั่งไมอนุญาตใหดําเนินคดีแบบกลุมตอไปแลว สําหรับคาใชจายในการสงคําบอกกลาวนั้น โดยภาพรวมแลว คูความฝายที่ขอใหศาลมีคําสั่งอนุญาตใหมีการดําเนินคดีแบบกลุม จะเปนฝายออก คาใชจายในการสงคําบอกกลาวนี้ (Certification Notice) อยางไรก็ตามผูแทนกลุมอาจไมจําตองเสีย คาใชจายในการสงคําบอกกลาวในกรณีที่ขออนุญาตดําเนินคดีแบบกลุมตาม Rule 23 (b) (1) และ (b) (2) ศาลอาจกําหนดใหจําเลยเปนผูออกคาใชจายนี้ก็ได โดยเฉพาะหากเปนกรณีที่จําเลยเปนฝายรอง ขอใหสงคําบอกกลาวแกสมาชิกกลุมเพื่อเปนการยืนยันวา คําพิพากษาจะมีผลผูกพันสมาชิกกลุมทุกคน สํ า หรั บ ค า ใช จ า ยในการส ง คํ า บอกกล า วกรณี ที่ ข อให มี ก ารตกลงหรื อ ประนี ป ระนอมยอมความกั น โดยทั่วไปจะกําหนดใหจําเลยเปนฝายรับผิดโดยจะมักจะระบุไวในสัญญาประนีประนอมยอมความ สวน คาใชจายในการสงคําบอกกลาวในกรณีที่ศาลเห็นวาจําเปนเพื่อรักษาประโยชนและความเปนธรรมของ สมาชิกกลุมนั้น ใครจะเปนผูออกคาใชจายนี้จะตองพิจารณาเปนกรณีๆ ไป เชน หากจําเปนตองสงคําบอก กลาวเพื่อแจงใหสมาชิกกลุมทราบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหรือแกไขใหถูกตองโดยฝายจําเลยเปนผูขอ แกไข ฝายจําเลยก็จะตองรับภาระคาใชจายในสวนนี้ หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนตัวผูแทนกลุมคนใหม ทนายความฝายโจทก (Named Plaintiff) ก็จะตองออกคาใชจายในการสงคําบอกกลาวใหสมาชิกทราบ แตในบางกรณีศาลอาจกําหนดใหคูความทั้งสองฝายรับผิดชอบออกคาใชจายคนละครึ่งก็ได (2) การสงขอมูลของสมาชิกกลุมตอศาล (Communications from Class Members to the Court) เปนกรณีที่ศาลอาจมีคําสั่งใหมีการกําหนดวันนั่งพิจารณาเพื่อสอบถามขอเท็จจริงจาก
  • 8. 9 สมาชิกกลุมเมื่อมีการรองตอศาลวา ทนายความซึ่งทําหนาที่เปนผูแทนกลุมปฏิเสธที่จะตอบขอซักถามของ สมาชิกกลุม และสมาชิกกลุมรองขอตอศาลใหมีการเปลี่ยนตัวทนายความผูแทนดังกลาว (3) การรวบรวมขอมูลจากสมาชิกกลุม(Gathering Information from Class) เปน การสื่อสารของสมาชิกกลุมเพื่อใหขอเท็จจริงตอศาลในระหวางการดําเนินคดีแบบกลุม ซึ่งมีอยูดวยกัน 2 ลักษณะ กลาวคือ (1) เปนกรณีที่สมาชิกแจงใหศาลทราบการตัดสินใจของสมาชิกกลุมวาจะตัดสินใจออก (option to exclude) จากการเปนสมาชิกกลุมตามที่ศาลไดสงคําบอกกลาวไปหรือไม และ (2) เปนกรณี ที่สมาชิกกลุมแตละคนอาจถูกเรียกใหมาเปนพยานตอศาล หรือใหถอยคําและขอเท็จจริงในชั้นพิจารณา กอนวันนัด (Discovery Stage) เพื่อทราบขอมูลรายละเอียดเกี่ยวกับขอเรียกรองของสมาชิกกลุมแตละ คน (4) การสื่อสารกับสมาชิกกลุมในกรณีอื่นๆ (Other Communications) ตาม Rule 23 (d) ไดใหอํานาจศาลอยางกวางขวางที่อาจมีคําสั่งใดๆ ตามที่เห็นสมควรเพื่อกําหนดลักษณะการ ติด ตอสื่ อสารกั นในระหว างสมาชิ กของกลุมเดี ยวกั น ระหวา งคูความทุกฝาย หรือระหวางคูความกับ ทนายความ แตการกําหนดลักษณะของการติดตอสื่อสารกันดังกลาว จะตองไมเปนการขัดตอสิทธิตาม รัฐธรรมนูญของบุคคลตามที่บัญญัติไวใน First Amendment โดยเฉพาะจะตองไมเปนการหามหรือจํากัด สิทธิของบุคคลในเรื่องความสัมพันธของทนายความกับลูกความตามที่กฎหมายไดรับรองไว นอกจากนี้ หากจําเลยประสงคที่จะตกลงหรือทําสัญญาประนีประนอมยอมความกับสมาชิกกลุมแตละคนกอนที่ศาล  จะอนุญาตใหดําเนินคดีแบบกลุม จําเลยจะตองไมถูกจํากัดหรือหามการติดตอสื่อสารกับสมาชิกกลุมแตละ คนในเรื่องที่สมาชิกกลุมเหลานั้นจะตัดสินใจวาจะคงอยูเปนสมาชิกในกลุมอีกตอไปหรือไม 2.2. การตกลงหรือประนีประนอมยอมความ (Class Action Settlements) ตาม Rule 23 (e) ไดกําหนดเปนเงื่อนไขมิใหมีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความ กันโดยปราศจากหรือโดยมิไดรับความยินยอมจากศาล “shall not be compromised without the approval of the court” โดยหลักแลว ศาลจะตองพิจารณาวา การอนุญาตใหมีการตกลงหรือ ประนีประนอมยอมความกันจะเปนธรรม มีเหตุผล และเพียงพอที่จะคุมครองผลประโยชนของคูความ และสมาชิกกลุมมากกวา หากตองใหดําเนินคดีตอไปจนศาลมีคําพิพากษาหรือไม รูปแบบการพิจารณา และอนุญาตของศาลนั้นอาจแบงออกได 2 รูปแบบ กลาวคือ รูปแบบแรกเปนกรณีที่ศาลพิจารณาอนุญาต ใหมีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันตามขอตกลงหรือเงื่อนไขตามที่ทนายความเปนผูเสนอ หรือที่เรียกวา “Preliminary Fairness Evaluation Step” ในการพิจารณาอนุญาตของศาลในขั้นตอนนี้ เป น กรณีที่ ศ าลไดพิ จ ารณาประเมิ น ข อเท็ จ จริ งทั้ ง หมดที่ ป รากฏตอศาลว า การอนุญ าตให ต กลงหรื อ ประนี ประนอมยอมความกั น ยอ มเป นธรรมและเปนประโยชนแ ก ทุ กฝา ย เพื่อประกอบการพิ จ ารณา อนุญาต ศาลอาจจําตองฟ งขอเท็จจริงจากทนายความทุกฝา ย ผูแทนโจทก จากคูความอื่ น หรือ จาก ทนายความซึ่งมิไดเขารวมเจรจาขอตกลง บางกรณีศาลอาจฟงความเห็นของพยานผูเชี่ยวชาญที่ศาล แตงตั้งเพื่อประกอบดุลพินิจดวยเชนกัน อยางไรก็ตามหากขอเท็จจริงปรากฏวา ยังมีความไมชัดเจนหรือ ความคลุมเครือและขอสงสัยบางประการเกี่ยวกับขอตกลงหรือขอกําหนดในสัญญาประนีประนอมยอม ความ เชน เงื่อนไขหรือขอตกลงที่ใหสิทธิพิเศษบางอยางแกผูแทนกลุมหรือกลุมยอยบางกลุม หรือเงิน
  • 9. 10 รางวัลตอบแทนทนายความที่สูงเกินไปเปนตน ศาลอาจมีคําสั่งตาม Rule 23 (e) เพื่อใหมีการสงคําบอก กลาวแกสมาชิกกลุมเพื่อนัดพิจารณารับฟงพยานหลักฐานที่เกี่ยวของซึ่งเราเรียกขั้นตอนนี้วา “Formal Fairness Hearing Step” ซึ่งเปนรูปแบบที่สองของการพิจารณาอนุญาตของศาล ในรูปแบบนี้ ศาลจะตอง เปดโอกาสใหทุกฝายมีสิทธิยื่นคําคัดคานการตกลงหรือการประนีประนอมยอมความได ซึ่งโดยสวนมากคํา คัดคานที่มักหยิบยกขึ้นอางก็จะเปนกรณีที่อางวา ทนายความหรือผูแทนกลุมมิไดปกปองผลประโยชนของ ตนอยางเปนธรรมและเพียงพอ กลาวโดยสรุป ในการพิจารณาอนุญาตใหมีการตกลงหรือประนีประนอม ยอมความกันไดนั้น ศาลจะตองพิจารณาขอเท็จจริงที่เกี่ยวของหลายประการ ทั้งนี้ เพื่อใหเกิดความเปน ธรรมแกทุกฝายมากที่สุด ขอเท็จจริงตางๆ ที่ศาลนํามาพิจารณาประกอบการอนุญาต เชน ศาลจะพิจารณา วาผูแทนโจทกเปนสมาชิกกลุมที่จะไดรับเงินคาเสียหายแตเพียงผูเดียวหรือไม หรือคาเสียหายดังกลาว นําไปเยียวยาสมาชิกกลุมทั้งหมดเพียงใด จํานวนเงินที่จะไดรับจากการประนีประนอมยอมความกันนอย กวาที่จะไดรับตามฟองเพียงใด คําขอหลักหรือประเภทของขอเรียกรองในคําฟองแตกตางไปจากขอตกลง อยางไร สมาชิกกลุมยอยไดรับการปฏิบัติที่แตกตางจากสมาชิกกลุมคนอื่นๆ อยางไร ผูฟองคดีคนอื่นๆ ซึ่งมิไดเขาเปนสมาชิกของกลุมไดรับการปฏิบัติที่แตกตางไปจากสมาชิกกลุมอยางไร มีสมาชิกกลุมคัดคาน ขอตกลงหรือการประนีประนอมยอมความมากนอยเทาใด และคําคัดคานมีเหตุผลและน้ําหนักรับฟง ไดมากนอยเพียงใด สําหรับบทบาทของทนายความเกี่ยวกับการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันนั้น ก็ ถื อ ว า มี ค วามสํ า คั ญ มากเช น กั น เพราะทนายความซึ่ ง เป น ผู แ ทนกลุ ม จะต อ งรั บ ผิ ด ชอบในการ ติดตอสื่อสารหรือแจงขอเสนอใหผูแทนกลุมและสมาชิกกลุมทั้งหมดทราบ นอกจากนี้ทนายความมีหนาที่ จะตองปกปองผลประโยชนของสมาชิกกลุมในขณะเดียวกันจะตองดูแลผลประโยชนของผูแทนกลุมไปใน คราวเดียวกัน โดยปกติทนายความจะตองประชุมรวมกับศาลเพื่อปรับปรุงหรือแกไขเงื่อนไขหรือขอตกลง ในสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อใหไดขอตกลงที่เหมาะสมและเปนธรรมแกทุกฝายมากยิ่งขึ้น 3. Coupon Settlements การตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันโดยวิธีการจายคูปองแทนเงินสดหรือที่เรียกวา “Coupon Settlements” ใหแกสมาชิกกลุมถือเปนจุดบอดของกระบวนวิธีพิจารณาในเรื่องนี้ กรณีที่มัก หยิบยกขึ้นกลาวอางในคดีของสหรัฐอเมริกา ไดแก กรณีของบริษัทโตโยตา มอเตอร เซลล ตกลงยอมจาย คาเสียหายโดยการออกคูปองชนิดโอนเปลี่ยนมือได (Transferable Coupons) ใหแกกลุมสมาชิกรวม มูลคาคูปองทั้งสิ้น 2.8 ลานเหรียญสหรัฐฯ โดยสมาชิกกลุมแตละคนที่ไดรับคูปองมีสิทธิใชคูปองในการ ตอรองราคาซื้อหรือเชารถยนตใหมหรือรถยนตมือสองของบริษัทโตโยตาไดในราคาสวนลดไมเกินคนละ 150 เหรียญสหรัฐฯ โดยบริษัทตัวแทนจําหนายรถยนตโตโยตาจะตองตอรองราคากับผูซื้อเองหากผูซื้อนํา คูปองมาแสดงเพื่อขอสวนลดราคาดังกลาว คูปองสวนลดโตโยตาดังกลาวสรางความสับสนและความ ยุงยากในการโอนเปลี่ยนมือ โดยเฉพาะการนําคูปองมาเจรจาขอสวนลดก็เปนเรื่องที่ยากที่จะตกลงกันได บริษัทโตโยตา (CCC) ไดรับการรองเรียนจํานวนมากจากผูบริโภคซึ่งนําคูปองมาเจรจาขอสวนลดและ ไดรับการปฏิเสธจากบริษัทตัวแทนจําหนาย เนื่องจากราคาที่บริษัทตัวแทนเสนอใหเมื่อผูบริโภคนําคูปอง มาแสดงเปนราคาที่ต่ํามาก และบางกรณีบริษัทตัวแทนจําหนายก็ไมยอมรับคูปองสวนลดที่ผูบริโภคนํามา แสดง ทํ า ให ผู รั บ โอนคู ป องหลายรายนํ า คู ป องที่ ไ ด รั บ มาแลกคื น เงิ น (Refund) จากบริ ษั ท โตโยต า
  • 10. 11 มอเตอร เซลล ในขณะที่ทนายความในคดีนี้ไดรับเงินคารางวัลทนายความสูงถึง 4.2 ลานเหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับคาเสียหายที่สมาชิกกลุมไดรับเพียงคนละเล็กนอย และไมตรงตามความประสงคของสมาชิก กลุมแตละคนที่ไมตองการใชประโยชนจากคูปองที่ไดรับมาดังกลาว ดังนั้นจึงเห็นไดวา การตกลงหรือ ประนีประนอมยอมความกันในลักษณะนี้ ไมอาจใชเปนเครื่องมือที่จะชวยเยียวยาความเสียหายของสมาชิก กลุมไดอยางมีประสิทธิภาพ ตรงกันขาม วิธีการนี้ไดสรางแรงจูงใจใหแกทนายความที่ขวนขวายอยากใหมี การตกลงกันโดยคํานึงถึงแตเพียงผลประโยชนของตนเองอาจไดรับจากเงินคารางวัลทนายความ โดยขาด ความจริงใจในการดูแลรักษาผลประโยชนใหกับสมาชิกกลุมอยางแทจริง ปญหาที่เกิดขึ้นดังกลาวนี้ สภา คองเกรส (Congress) ของสหรัฐอเมริกาไดพยายามแกไขโดยการตราพระราชบัญญัติชื่อวา “The Class Action Fairness Act of 2005” โดยมีวัตถุประสงคเพื่อปองกันการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบของทนายความ โดยไดกําหนดหลักเกณฑสําคัญเกี่ยวกับเงินคารางวัลทนายความในกรณีที่กําหนดใหจายโดยคํานวณจาก เปอรเซ็นตของมูลคาคูปองที่ไดตกลงกันวา เงินรางวัลทนายความดังกลาว จะตองจายหรือคํานวณจาก มูลคาของคูปองทั้งหมดเฉพาะเทาที่สมาชิกกลุมไดนํามาไถถอนหรือถือเอาประโยชนจากคูปองดังกลาว แลวเทานั้น หลักการใหมนี้ไดเปลี่ยนแปลงการคิดคํานวณเงินรางวัลทนายความที่จะไดรับจากการตกลง กันหรือประนีประนอมยอมความกันโดยวิธีการจายคูปองแทนเงินสด (Coupon Settlements) แตสําหรับ รางกฎหมายเกี่ยวกับการดําเนินคดีแบบกลุมของประเทศไทย มิไดกําหนดหลักเกณฑเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว โดยเฉพาะ โดยในมาตรา 222/37 วรรคสอง กําหนดแตเพียงวา ถาคําพิพากษากําหนดใหจําเลยใชเงิน นอกจากศาลตองคํานึงถึงหลักเกณฑเรื่องความยากงายของคดีประกอบกับระยะเวลาและการทํางานของ ทนายความฝายโจทกแลว ใหศาลคํานึงถึงจํานวนเงินที่โจทกและสมาชิกกลุมมีสิทธิไดรับประกอบดวย โดยกําหนดเปนจํานวนรอยละของจํานวนเงินดังกลาว แตจํานวนเงินรางวัลดังกลาวตองไมเกินรอยละ สามสิบของจํานวนเงินนั้น อยางไรก็ตามโดยนัยของมาตรานี้ในการตกลงหรือทําสัญญาประนีประนอมยอม ความกันในคดีแบบกลุม ศาลไทยก็มีอํานาจเขาไปตรวจสอบสัญญาประนีประนอมยอมความหรือขอตกลง ในสัญญาเกี่ยวกับเงินรางวัลทนายความ เพื่อใหเกิดความเปนธรรมแกทุกฝายมากที่สุด 4. The Class Action Fairness Act of 2005 (CAFA) The Class Action Fairness Act of 2005 (CAFA) หรือที่อาจแปลความเปนภาษาไทย ไดวา พระราชบัญญัติเพื่อความเปนธรรมในการดําเนินคดีแบบกลุม ไดผานความเห็นชอบของสภานิติ บัญญัติ (Senate) ของสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ 2548 และสภาผูแทนราษฎร (House) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ 2548 และมีผลใชบังคับเปนกฎหมายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ 2548 จึงถือเปน กฎหมายฉบับแรกของสภาคองเกรส (Congress) ในชวงที่ประธานาธิบดี จอรช ดับเบิ้ลยู บุช ดํารง ตําแหนงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเปนสมัยที่ 2 โดยกอนหนานี้ไดมีการพยายามเสนอกฎหมายฉบับนี้ เขาสูสภาเปนเวลายาวนานติดตอกันถึง 6 ป แตเพิ่งมาประสบความสําเร็จเมื่อป 2548 นี้เอง วัตถุประสงคในการตรา CAFA ก็เพื่อปองกันและจํากัดการบิดเบือนการปฏิบัติผิดหนาที่ ตลอดจนความไมเปนธรรมทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้นในการดําเนินคดีแบบกลุม โดยเฉพาะอยางยิ่งเพื่อชวย อํานวยความสะดวกและลดอุปสรรคของการโอนคดีจากศาลมลรัฐไปยังศาลรัฐบาลกลาง ในกรณีที่สมาชิก
  • 11. 12 กลุมมีเปนจํานวนมากซึ่งไดยื่นฟองคดีตอศาลในระดับมลรัฐ ทั้งนี้เพื่อเปนการปองกันการพิจารณาคดีโดย ศาลในระดับทองถิ่นซึ่งอาจมีอคติหรือผลประโยชนรวมกันกับนายทุนหรือผูประกอบการซึ่งมีบทบาท สําคัญในมลรัฐนั้นๆ ซึ่งถูกผูเสียหายในมลรัฐนั้นๆ ฟองคดี โดยไดกําหนดหลักเกณฑการโอนการพิจารณา คดีไปยังศาลรัฐบาลกลางใหเปนผูพิจารณาคดีในลักษณะนี้ไดงายขึ้นยิ่งกวาการโอนคดีทั่วๆ ไปซึ่งถือ หลักเกณฑในเรื่องการเปนพลเมืองในมลรัฐของคูความ (Diversity Jurisdiction) ไวเครงครัดมาก นอกจากนี้ CAFA ยังไดวางหลักเกณฑโดยเพิ่มขอจํากัดและเงื่อนไขตางๆ ไวเพื่อใหการอนุญาตใหมีการ ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในศาลรัฐบาลกลางนั้น เปนไปอยางเครงครัดและมีขอจํากัดมาก ยิ่งขึ้น จากสถิ ติ ที่ ผา นมาปรากฏว า ในช วงก อ นที่จ ะมี CAFA ศาลในระดับมลรั ฐ ไดพิ จารณาอนุญ าต (Certified) ใหมีการดําเนินคดีแบบกลุมจํานวนมาก บรรดาทนายความจึงพยายามหลีกเลี่ยงการที่จะตอง ฟองคดีประเภทนี้ในศาลรัฐบาลกลางซึ่งมีขอจํากัดที่มากกวา ทําใหผูเสียหายไมไดรับความคุมครองอยาง ทั่วถึง ยุทธวิธีที่มักใชในการยื่นฟองคดีที่ศาลในระดับมลรัฐไดเปนผลสําเร็จ แมวาตามขอเท็จจริงแลว หาก มีการฟองคดีเพื่อสมาชิกกลุมอยางทั่วถึงแลว คดีดังกลาวจะไมสามารถฟองที่ศาลในระดับมลรัฐไดเลย แต จะตองโอนคดีไปยังศาลรัฐบาลกลางตามหลักเกณฑในเรื่อง Diversity Jurisdiction ยุทธวิธีดังกลาวก็คือ การที่ทนายความฝายโจทกปองกันมิใหฝายจําเลยรองขอใหมีการโอนคดีไปยังศาลในระดับรัฐบาลกลาง โดยใชวิธี เชน (1) เลือกที่จะฟองคดีในประเด็นหรือขอเรียกรองที่อยูในเขตอํานาจของศาลมลรัฐเทานั้น (Only State Claims) (2) ในกรณีที่สมาชิกกลุมแตละคนไดรับความเสียหายเพียงจํานวนเล็กนอย ก็อาจ เลือกที่ จ ะฟ อ งร องโดยเรี ย กคา เสี ย หายไมเกิ น คนละ 75,000 เหรีย ญสหรัฐฯ ต อ คนเพื่อ ใหค ดีอยูใ น หลักเกณฑที่จะยื่นฟองตอศาลมลรัฐได และ (3) ถาในกรณีที่สมาชิกกลุมแตละคนไดรับความเสียหาย มากและเรียกคาเสียหายที่สูง ทนายความผูแทนก็จะเลือกใชยุทธวิธีการปองกันการโอนคดีไปยังศาลอื่น หรือที่เรียกวา (Block Removal) โดยการใหบุคคลซึ่งเปนพลเมืองและมีถิ่นที่อยูในรัฐเดียวกันกับจําเลย (a citizen of the same state) ทําหนาที่เปนผูแทนกลุม (Class Representative) เพื่อปองกันมิให ครบเงื่อนไขหรือหลักเกณฑในการที่จะขอโอนคดี เพราะจะขอโอนคดีไดจะตองเปนกรณีที่ความเปน พลเมืองของรัฐแตกตางกันโดยสิ้นเชิง (Complete Diversity) ทั้งนี้ CAFA เองไดถูกบัญญัติขึ้นเพื่อ ปองกันและจํากัดการใชยุทธวิธีเชนวานี้ โดยใหการฟองคดีและโอนคดีไปยังศาลรัฐบาลกลางเปนไปได โดยงายกวาในคดีทั่วๆ ไป เรื่องที่มักหยิบยกขึ้นเปนตัวอยางเสมอเกี่ยวกับการบิดเบือนหรือปฏิบตอยางไม ั ิ เปนธรรมในการดําเนินคดีแบบกลุม ไดแก การที่ทนายความผูแทนโจทกและจําเลยรวมมือกันทําขอตกลง หรือทําสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลมลรัฐโดยที่ฝายจําเลยไมมีความประสงคที่จะขอใหมีการ โอนคดีไปยังศาลรัฐบาลกลาง แมวาจะเขาหลักเกณฑการขอโอนคดีไดก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากทั้งทนายความ ผูแทนโจทกกับจําเลยตางมีผลประโยชนหากจะไดมีการตกลงทําสัญญาประนีประนอมยอมความกันใน ศาลมลรัฐ หรือที่เรียกการตกลงกันในลักษณะนี้วา “Sweetheart Settlement” ดังที่ไดกลาวมากอนหนานี้ แลว
  • 12. 13 หลักการโดยสรุปของ CAFA มีดังตอไปนี้ (1) กรณีการโอนคดีตามมาตรา 4 และมาตรา 5 ของ CAFA การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑในเรื่องการโอนคดีตามพระราชบัญญัติ CAFA ทั้งสองมาตรา ดังกลาวนี้ มีวัตถุประสงคหลักเพื่อชวยใหจําเลยมีสิทธิเพิ่มมากขึ้นในการขอโอนคดีแบบกลุมที่ตนถูกฟอง ในศาลมลรัฐ (State Court) ไปยังศาลรัฐบาลกลาง (Federal Court) ทั้งนี้ CAFA ไดเปลี่ยนแปลง หลักเกณฑในเรื่องการโอนคดีโดยขจัดขอยกเวนที่หามมิใหมีการโอนคดีตามหลักเกณฑในเรื่องการเปน พลเมืองของรัฐเดียวกัน (Original Diversity Jurisdiction) ตามที่บัญญัติไวในมาตรา 1441 ของ The Federal Rule of Civil Procedure (FRCP) และไดเพิ่มสิทธิหรืออํานาจใหแกจําเลยซึ่งถูกฟองในคดีแบบ กลุมที่จะขอโอนคดีไปยังศาลรัฐบาลกลางไดงายมากยิ่งขึ้น การขอโอนคดี ต ามมาตรา 4 ของ CAFA ดั ง กล า วได ข ยายหลั ก เกณฑ ใ นเรื่ อ งความ แตกตางของพลเมือง (Diversity) ตามที่บัญญัติไวเดิมในมาตรา 1332 แหง 28 U.S.C. ซึ่งหามมิให คูความซึ่งมิใชพลเมืองตางรัฐกันอยางแทจริง (Complete Diversity) ขอโอนคดีไปยังศาลอื่น แตตาม มาตรา 4 นี้ ไดอนุญาตใหมีการโอนคดีไปยังศาลอื่นได โดยขอเพียงใหเขาหลักเกณฑวาหากฝายโจทกและ จําเลยมีบุคคลซึ่งเปนพลเมืองของรัฐที่แตกตางกันอยูในกลุม แมมีเพียงรายเดียวที่แตกตางกัน หรือที่ เรียกวา Minimal Diversity 8 จําเลยก็มีสิทธิขอใหมีการโอนคดีกลุมไปยังศาลรัฐบาลกลางได (ซึ่งในเรื่อง หลักเกณฑการโอนคดีและเรื่อง Diversity Jurisdiction นี้เปนเรื่องที่มีความสลับซับซอน ผูเขียนคงจะไดมี โอกาสนําเสนอบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไวโดยเฉพาะตอไป) อยางไรก็ตาม มาตรา 4 ก็มีขอจํากัดวา ในการ ขอโอนคดีดังกลาวศาลจะตองพิจารณาถึงลักษณะและขนาดของกลุมตลอดจนบุคคลซึ่งมีผลประโยชน เกี่ยวของทั้งหมดประกอบดวย สํ า หรั บ การขอโอนคดี ต ามมาตรา 5 ของ CAFA นั้ น ตามมาตรา 5 (b) ได ย กเลิ ก ขอยกเวน ที่หา มมิใ หฝา ยจําเลยขอโอนคดีไปยังศาลที่จํา เลยเปน พลเมืองซึ่งไดมีการฟองจํา เลยในรัฐ ดังกลาว โดยใหจําเลยมีสิทธิโอนคดีไปยังศาลดังกลาวได นอกจากนี้ตามมาตรา 5 (b) ไดยกเลิกขอจํากัด ในเรื่องการโอนคดีที่จะตองไดรับความยินยอมจากจําเลยอื่นกอน และขอยกเวนที่จะตองขอโอนคดีภายใน 1 ป นับแตวันฟองโดยใหจําเลยขอโอนคดีไปไดโดยไมตองไดรับความยินยอมจากจําเลยรวมและขอโอน คดีไดแมเกิน 1 ป นับแตวันฟองแลวก็ตาม นอกจากนี้ตาม 5 (c) ของ CAFA ดังกลาว ไดบัญญัติเพิ่ม อํานาจใหศาลอุทธรณมีอํานาจพิจารณารับอุทธรณจากศาลชั้นตนซึ่งไดมีคําสั่งรับหรือปฏิเสธคํารองที่ขอให มีการโอนคดีกลับไปพิจารณายังศาลเดิม (a motion to remand) แตอยางไรก็ตาม ศาลอุทธรณจะตอง พิจารณาอุทธรณและทําคําวินิจฉัยใหแลวเสร็จภายใน 60 วัน (แตอาจขยายระยะเวลาออกไปอีกไมเกิน 10 8 ในคดีแบบกลุมนั้น หลักเกณฑในเรื่อง Complete Diversity จะพิจารณาเปรียบเทียบโดยดูจากการ เปนพลเมืองของผูแทนกลุม (Citizenship of Class Representative) กับการเปนพลเมืองของจําเลย (Citizenship of Defendant) เทานั้น อยางไรก็ตามจะตองเปนที่พอใจศาลดวยวา คดีที่ขอโอนไปยังศาลรัฐบาลกลางนั้น ทุนทรัพยที่ ผูแทนโจทกและสมาชิกกลุมแตละคนเรียกรองจะตองเปนจํานวนเงินตั้งแต 75,000 เหรียญสหรัฐฯ ในแตละคนดวย
  • 13. 14 วัน หากมีเหตุผลสมควร หรือหากคูความตกลงรวมกัน อาจขยายระยะเวลาไดอีกนานกวา 10 วัน) (2) การเพิ่มมาตรการควบคุมในกรณีที่มีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกัน ในคดีแบบกลุม ตามมาตรา 3 ของ CAFA มาตรา 3 (a) ของ CAFA ไดเพิ่มบทบัญญัติมาตรา 1711 ถึง 1715 ไวใน Title 28 ของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งไดวางหลักเกณฑซึ่งเปนขอจํากัดของคดีแบบกลุมที่ไดมีการยื่นฟองคดีไวที่ศาลรัฐบาล กลางไวแ ตแรก หรื อ คดี ที่ โ อนมายั ง ศาลรั ฐ บาลกลางในเวลาตอมา บทบัญ ญัติใ นมาตรา 3 นี้ ไดวาง หลักเกณฑเกี่ยวกับการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในคดีแบบกลุม โดยเฉพาะปญหาของการ ตกลงกันในลักษณะ Sweetheart Settlements ซึ่งผลประโยชนตกแกทนายความผูแทน และผูแทนกลุม เทานั้น ในขณะที่บุคคลซึ่งมิไดเขาเปนสมาชิกกลุมจะไมไดรับประโยชนจากการตกลงกันในครั้งนี้ หรือที่ เรียกวาการ “selling out absent class member” มาตรา 1712 (Coupon Settlement) ไดบัญญัติหลักเกณฑเพื่อแกปญหาในเรื่องการตก ลงหรือประนีประนอมยอมความกันโดยวิธีการจายคูปองแทนเงินสดดังไดกลาวมากอนหนานี้ โดยเฉพาะ การที่สมาชิกกลุมซึ่งไดรับคูปองแทนเงินสดไมมีความกระตือรือรนที่จะนําคูปองดังกลาวไปไถถอนหรือใช ประโยชน แตในขณะเดียวกัน เงินรางวัลทนายความก็มักกําหนดจากมูลคาทั้งหมดของคูปองโดยไมตอง พิจารณาวาสมาชิกกลุมจะนําคูปองที่ไดรับไปไถถอนจริงหรือไม ดังนั้น มาตรานี้จึงกําหนดวา เงินรางวัล ทนายความใดๆ ที่จะตองจายนั้น จะตองจายโดยคิดคํานวณจากมูลคาของคูปองที่ไดนําไปไถถอนหรือใช ประโยชนจริงๆ แลวเทานั้น นอกจากนี้ในมาตรา 1712 (b) ยังไดวางหลักเกณฑจํากัดเงินคารางวัลทนาย โดยใหคิดคํานวณตามระยะเวลาการทํางานอยางแทจริงของทนายความในคดีนั้นๆ (amount of time class counsel reasonably expended working on the action) และตามมาตรา 1712 (e) ยังได กํา หนดใหศาลพิจารณาอนุ ญาตใหมีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได ก็ตอเมื่อไดรับ ฟ ง พยานหลักฐานจนเปนที่พอใจแลววา การตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันนั้น มีความเปนธรรมและ มีเหตุผลเพื่อรักษาผลประโยชนของสมาชิกกลุมอยางเพียงพอแลวเทานั้น มาตรา 1712 (Net - Loss Settlement) ไดบัญญัติเพื่อหาทางปองกันและหลีกเลี่ยง กรณีที่มีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันแลวปรากฏวา เงินหรือผลประโยชนที่สมาชิกกลุมจะ ได รับ นั้น คุ มค า กั บ เงินรางวัลที่ จ ะต องจา ยใหแ กทนายความหรือ ไม ซึ่งถ า หากศาลพบว า เงินรางวั ล ทนายความที่จะตองจายใหแกทนายความเมื่อคิดคํานวณแลว เปนจํานวนที่สูงกวาเงินหรือผลประโยชนอัน เปนตัวเงินทั้งหมดที่สมาชิกกลุมอาจจะไดรับหากมีการตกลงกัน ศาลก็จะไมอนุญาตใหมีการตกลงหรือ ประนีประนอมยอมความกัน ซึ่งคดีที่เปนที่นาสนใจหรือที่มักหยิบยกขึ้นอธิบายเรื่องนี้ก็คือ กรณีคดีของ ธนาคารแหงบอสตัน และเปนที่มาของการเรียกบทบัญญัติแหงมาตรา 1713 นี้วา บทบัญญัติแหงธนาคาร บอสตัน (Bank of Boston Provision) มาตรา 1714 (Protecting against Geographic Discrimination) ไดบัญญัติหามมิใหมี การตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในลักษณะที่การตกลงกันนั้นจะเอื้อประโยชนแกสมาชิกกลุมคน  ใดหรือกลุมใดเปนการเฉพาะ ซึ่งมีถิ่นที่อยูหรือภูมิลําเนาอยูใกลกับที่ตั้งของศาล ทั้งนี้ ทั้งนี้เพื่อปองกัน
  • 14. 15 การที่ผูพิพากษาในทองถิ่นนั้นเกิดความลําเอียง หรือมีอคติในการพิจารณาคดีโดยเห็นแกผลประโยชน ของทองถิ่นของตนเองมากกวา มาตรา 1715 (Notice of A Proposed Settlement) ไดวางหลักเกณฑไววา ภายใน ระยะเวลา 10 ป นับแตที่ไดยื่นขอเสนอใหมีการตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในคดีแบบกลุม จําเลยแตละคนจะตองสงคําบอกกลาวแจงไปยังเจาพนักงานศาลแหงรัฐบาลกลางและศาลมลรัฐที่สมาชิก ทุกคนมีที่อยู โดยคําบอกกลาวที่สงไปจะตองระบุรายละเอียดและขอมูลของการตกลงหรือประนีประนอม ยอมความกัน รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวของ ที่สําคัญคําบอกกลาวจะตองมีรายละเอียดเกี่ยวกับขอตกลงที่ ทนายความผูแทนโจทกและทนายความจําเลยไดตกลงตอกันไวในขณะเดียวกันดวย 5. บทสรุป การนํารูปแบบวิธีการดําเนินคดีแบบกลุมตาม Rule 23 of the Federal Rule of Civil Procedure ของประเทศสหรัฐ อเมริ ก าซึ่ ง เปน กฏหมายในระบบคอมมอนลอว มาใชเ ปน แนวทางใน บัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการดําเนินคดีแบบกลุมของประเทศไทย โดยใหมีเนื้อหาสอดคลองเหมาะสมกับ ระบบกฎหมายวีพิจารณาความแพงของไทยนั้น จําเปนจะตองมีการแกไขเพิ่มเติมหลักเกณฑอื่นๆใน กฏหมายวิธีพิจารณาความของไทยดวย เชน ในเรื่องคําพิพากษา การบังคับคดีแบบกลุม คําขอรับชําระหนี้ และคําขอเฉลี่ยทรัพย เปนตน แมวารางกฎหมายเกี่ยวกับการดําเนินคดีแบบกลุมของไทย จะยังมิไดมีการ นําเขาสูการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ และประกาศใชบังคับเปนกฎหมายก็ตาม แตผูเขียนเองเชื่อวา บทความที่ผูขียนนําเสนอนี้ จะชวยใหการพัฒนากฎหมายและวิธีการดําเนินคดีแบบกลุมของประเทศไทย มีความสมบูรณ และเหมาะสมกับระบบกฏหมายของเรามากยิ่งขึ้น เนื่องจากกระบวนการดําเนินคดีแบบกลุม เปนเรื่องที่มีความยุงยากซับซอน (Complex Litigation) และเปนเรื่องใหมในวงการกฏหมายไทย การศึกษาเพื่อใหเขาใจถึงระบบวิธีพิจารณาในเรื่องนี้ จึงเปนสิ่งที่จําเปนเพื่อใหการใชกฏหมายเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและถูกตองตรงตามเจตนารมณ ความ ยุงยากซับซอนของการดําเนินคดีแบบกลุม อาจเปนสาเหตุหนึ่งที่ทําใหการดําเนินคดีประเภทนี้ในประเทศ สหรัฐอเมริกายังไมประสบความสําเร็จเทาที่ควร แมตามสถิติของคดีประเภทนี้จํานวนเกินกวารอยละ 90 จบลงดวยการตกลงหรือทําสัญญาประนีประนอมยอมความกัน (Class Action Settlements) ก็ตาม หาก พิจารณาดูอยางผิวเผินอาจเขาใจวานาจะเปนสิ่งที่ดีที่คดีเสร็จลงดวยวิธีการดังกลาว แตผูเขียนกลับพบวา การตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันที่เกิดขึ้น สวนใหญ เกิ ดจากการที่บุคคลที่เกี่ยวของกับ กระบวนวิธีการนี้มิไดตระหนักถึงภาระทําหนาที่ของตนอยางแทจริง แมกระทั่งตัวผูพิพากษาของศาล สหรัฐอเมริกาเองก็มักจะมองวา การดําเนินคดีประเภทนี้เปนเรื่องทียุงยากและมีภาระหนาที่มาก จึง พยายามหาทางใหคูความตกลงกันโดยไมคํ านึงวาความเปนธรรมจะเกิดขึ้นแกทุกฝายอยางที่แทจริง หรือไม นอกจากนี้ การปฏิบัติผิดหนาที่ของทนายความซึ่งมุงแตจะไดรับคารางวัลทนายความเพียงอยาง เดียวโดยไมสนใจวา สมาชิกกลุมจะไดรับการเยียวยาอยางแทจริงหรือไม ก็เปนปญหาใหญของการดําเนิน แบบกลุมในประเทศสหรัฐอเมริกาเชนกัน ดังนั้น หากในอนาคตประเทศไทยนํากฎหมายเกี่ยวกับการ ดําเนินคดีแบบกลุมมาใชบังคับ ประสบการณที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงนาจะเปนกรณีศึกษาที่
  • 15. 16 เปนประโยชน ทั้งนิ้เพื่อนําขอมูลเหลานั้นมาใชเปนแนวทางในการพัฒนาระบบกฏหมายของไทยใหดีมาก ยิ่งขั้น เอกสารอางอิง Federal Judicial Center, Manual for Complex Litigation, (3rd, ed., West Publishing 1995) Jay Tidmarsh, Roger H. Trangsrud, Complex Litigation Problems in Advanced Civil Procedure, (Foundation Press 2002) Kathleen M. Sullivan, Gerald Gunther, Constitutional Law (15th, ed., Thomson/West 2007) (1937) Kevin M. Clermont, Federal Rule of Civil Procedure and Selected Other Procedural Provisions, (Thomson/West 2006) (1986) Pranee Saro, Class Action: The Admissibility of Class Members: Limitation and Benefits, (Dissertation presented to Faculty of Law, Thammasat University 2004) Richard L. Marcus, Edward F. Sherman, Complex Litigation Cases and Materials on Advanced Civil Procedure, (4th. ed., Thomson/West 2004) (1985) Richard L. Marcus, Martin H. Redish, Edward F. Sherman, Civil Procedure A Modern Approach (4th. ed., Thomson/West 2005) (1989) ธานิศ เกศวพิทักษ, คําอธิบายและรางพระราชบัญญัติแกไขเพิ่มเติมประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความ แพง (ฉบับที่...) พ.ศ ... (การดําเนินคดีแบบกลุม) กันยายน 2548 สํานักวิชาการศาลยุติธรรม สํานักงานศาลยุติธรรม, รางกฏหมายที่อยูระหวางการดําเนินการประกาศใช บังคับ, (การดําเนินคดีแบบกลุม หนา 41- 58)

×