การวิจัยเชิงสำรวจ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

การวิจัยเชิงสำรวจ

on

  • 34,727 views

 

Statistics

Views

Total Views
34,727
Views on SlideShare
34,727
Embed Views
0

Actions

Likes
7
Downloads
277
Comments
1

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft Word

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยเชิงสำรวจ Document Transcript

  • การวิจ ัย เชิง สำา รวจ (Survey Research) “การวิจ ัย ” หมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้เพื่อตอบคำาถาม หรือ ปัญหาที่มีอยู่อย่างเป็นระบบ และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนโดยมีการกำาหนดคำาถามวิจัย ซึ่งอาจได้มาจากการศึกษาเอกสารและ/หรือประสบการณ์ตรง มีการวางแผนการวิจัย หรือเขียนโครงการวิจัยสร้างเครื่องมือเพื่อรวบรวมข้อมูลในการวิจัย รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และเขียนรายงานการวิจัยประเภทของการวิจ ัย การวิจัยที่ใช้ในวงการศึกษามีอยู่หลายประเภทสำาหรับการวิจัยที่เหมาะสมกับการเรียนการสอนในรายวิชาโครงการ ผู้เขียนขอเสนอแนะไว้เพียง 3 ประเภท คือ การวิจัยเชิงสำารวจ การวิจัยเชิงทดลอง และการวิจัยและพัฒนาการวิจ ัย เชิง สำา รวจ การวิจัยเชิงสำารวจ เป็นการวิจัยที่เน้นการศึกษารวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันการดำาเนินการวิจัยไม่มีการสร้างสถานการณ์เพื่อศึกษาผลที่ตามมาแต่เป็นการค้นหาข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว นักวิจัยไม่สามารถกำาหนดค่าของตัวแปรต้นได้ตามใจชอบ เช่น ผู้วิจัย ต้องการสำารวจความคิดเห็นของนักเรียน/นักศึกษาต่อการให้บริการทางด้านการเรียนการสอนของวิทยาลัย และต้องการศึกษาว่าเพศชายและเพศหญิงจะมีความคิดเห็นต่างกันหรือไม่ ในกรณีนี้ตัวแปรต้นคือเพศ และค่าของตัวแปรต้นคือ ชายและหญิง จะเห็นได้ว่าค่าของตัวแปรต้นเป็นสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว นักวิจัยไม่สามารถกำาหนดได้เองว่าต้องการให้ค่าของตัวแปรเพศเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่เพศชายหรือเพศหญิงความหมายของการสำา รวจ (Definition of the Survey) เป็นเทคนิคทางด้านระเบียบวิธี (methodological technique)อย่างหนึ่งของการวิจัย ที่ใช้เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบจากประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้การสัมภาษณ์หรือใช้แบบสอบถามชนิดself-administered questionnaire Survey มีความคล้ายคลึงกับการออกแบบวิจัยเชิงเตรียมทดลอง (preexperimental design)ที่Campbell และ Stanley ให้ความหมายว่าเป็น “one-shot casestudy” คือ เป็นการเก็บข้อมูลในเวลาขณะใดขณะหนึ่ง (at onepoint in time) - ไม่มีการเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นอยู่ก่อน(no “before”observations are made)รายละเอีย ดของรูป แบบการวิจ ัย เชิง สำา รวจ 3
  • ตามเกณฑ์ของ Denzin ซึ่งได้แบ่งประเภทของ SurveyDesign โดยใช้เกณฑ์ของ Experimental Design เป็นเกณฑ์ โดยอ้างว่ายุทธวิธีทางระเบียบวิธี (methodological strategy) ของการสำารวจจะต้องเกี่ยวข้องกับการสุ่มตัวอย่างเป็นอย่างมาก โดยอ้างถึงตัวแบบของการทดลอง (classical experimental model) มี 4 องค์ประกอบ คือ1. นักวิจัยควบคุมเงื่อนไขของการกระทำา (control by theinvestigator over the treatment conditions)2. การศึกษาซำ้า (repeated observations)3. การสร้างกลุ่มเปรียบเทียบ (construction of two or morecomparison group experimental and control)4. การใช้กระบวนการสุ่มตัวอย่างเป็นเทคนิคในการกำาหนดกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (the use of randomization as a techniquefor assignment of objects to experimental and controlgroups)ขั้น ตอนการวิจ ัย เชิง สำา รวจ การวิจัยเชิงสำารวจ หรือ การวิจัยโดยการสำารวจ เป็นวิธีการวิจัยที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการวิจัยสาขาสังคมศาสตร์ ปัจจุบันการวิจัยทางสังคมวิทยา รัฐประศาสนศาสตร์จิตวิทยา การบริหารธุรกิจ สาธารณสุขศาสตร์ ภูมิศาสตร์ประชากรศาสตร์ ฯลฯ ในประเทศไทยอาศัยการสำารวจเป็นเครื่องมือที่สำาคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยทำาการสุ่มตัวอย่างจำานวนหนึ่งมาจากประชากรเป้าหมายที่ต้องการศึกษาแล้วนำาผลที่ได้จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างนี้อ้างอิงหรือประมาณค่าไปยังประชากรทั้งหมดอีกครั้งหนึ่งดังนั้น ในการวิจัยเชิงสำารวจจึงมีรายละเอียดปลีกย่อยในขั้นตอนของการวิจัยแตกต่างจากการวิจัยในแบบอื่นๆ อยู่บ้างDenzin ได้เสนอขั้นตอนของการวิจัยเชิงสำารวจไว้ 9 ขั้นตอน คือ1. การกำา หนดรูป แบบของปัญ หาที่จ ะศึก ษาเป็น การกำา หนดปัญ หาที่จ ะศึก ษา ศึกษาจากใครลักษณะการศึกษาเป็นแบบพรรณนาหรือเป็นการอธิบายและทำานายรวมไปถึงสมมติฐานที่ต้องการจะทดสอบด้วย เป็นการกล่าวถึงลักษณะทั่วไปของปัญหา2. กำา หนดปัญ หาเฉพาะการวิจ ัย แปลความหมายของแนวความคิดในปัญหาที่จะศึกษาให้เป็นตัวแปรที่สามารถวัดได้และระบุถึงกลุ่มตัวอย่างที่จะใช้เป็นหน่วยในการศึกษา3. การเลือ กรูป แบบของการสำา รวจ เลือ กให้ต รงกับ จุด มุ่ง หมายของการวิจ ัย 3
  • 4. สร้า งเครื่อ งมือ ในการวิจ ัย5. กำา หนดรูป แบบในการวิเ คราะห์ข ้อ มูล เลือกตัวแปรอิสระตัวแปรตาม และตัวแปรคุมขึ้นมาพร้อมทั้งระบุมาตราหรือดัชนีของแต่ละตัวแปรไว้ให้พร้อม6. กำา หนดการเข้า ตารางข้อ มูล การจัดเตรียมรูปแบบการวิเคราะห์ในตอนนี้เป็นการเตรียมลงรหัสให้กับประเด็นปัญหาและข้อคำาถามในแบบสอบถามเพื่อให้ง่ายต่อการแปลงข้อมูลไปสู่การวิเคราะห์ซึ่งอาจจะใช้บัตรคอมพิวเตอร์หรือใช้รูปแบบการวิเคราะห์ตาราง7. การเตรีย มการสำา หรับ ผู้ส ัม ภาษณ์แ ละผู้ถ ูก สัม ภาษณ์ ก่อนที่นักวิจัยจะลงไปปฏิบัติงานในสนาม ผู้สัมภาษณ์ซึ่งเป็นนักวิจัยผู้ช่วยจะต้องได้รับการฝึกอบรมและชี้แนะถึงที่ตั้งของพื้นที่การวิจัยและมีการกำาหนดผู้ถูกสัมภาษณ์ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างจากประชากรโดยชี้แนะให้เห็นถึงถิ่นที่อยู่ของกลุ่มคนเหล่านี้ซึ่งอาจจะใช้แผนที่เป็นเครื่องช่วยอำานวยความสะดวก8. การวิเ คราะห์ผ ลของข้อ มูล ที่อ อกมาในกระบวนการวิเ คราะห์ข ้อ มูล นัก วิจ ัย ต้อ งมุ่ง ค้น หาคำา ตอบประเด็น ปัญ หาที่จ ะเกิด ขึ้น คือ - กลุ่มตัวอย่างที่ได้ศึกษาจริงนั้นมีลักษณะรายละเอียดต่างๆ เหมือนกับกลุ่มตัวอย่างที่ได้มุ่งหวังไว้หรือไม่ ถ้านักวิจัยได้ใช้ตัวแบบการสุ่มตัวอย่างทางสถิติจะต้องมีการประเมินว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้มามีความเป็นตัวแทนได้มากน้อยแค่ไหน โดยเปรียบเทียบกับแบบแผนตอนต้นที่ได้วางไว้และกับลักษณะของประชากรส่วนใหญ่ - อัตราการปฏิเสธ (Refusals rate) ที่จะตอบคำาถามที่เกิดขึ้นจะต้องนำามาคิดคำานวณด้วยเพราะถือเป็นประเด็นสำาคัญของการวิจัยซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบว่าเกิดจากอคติของกลุ่มตัวอย่าง(sample bias) หรือไม่9. การทดสอบสมมติฐ าน ในขั้นนี้นักวิจัยจะต้องสร้างรูปแบบการวิเคราะห์หลายตัวแปรขึ้นมาเพื่อดูลักษณะความแปรผันร่วมระหว่างตัวแปร จัดลำาดับก่อนหลัง ความสัมพันธ์ของตัวแปรและเมื่อกระบวนการวิเคราะห์สิ้นสุดลง นักวิจัยจะต้องกลับไปพิจารณาดูว่าข้อมูลที่ได้เหล่านี้สามารถอย่างเพียงพอหรือไม่ ที่จะทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้และผลที่ได้ออกมาสนับสนุนหรือคัดค้านสมมติฐานอย่างไรบ้าง Denzin ได้กล่าวว่า ขั้นตอนเหล่านี้เป็นลักษณะความคิดเพื่อให้ข้อเสนอแนะว่าการวิจัยเชิงสำารวจจะแก้ปัญหา 4 ประการ ที่นักวิจัยทางด้านนี้ต้องเผชิญหน้าอยู่ตลอดเวลา คือ 3
  • 1. การปฏิสัมพันธ์ 2. เวลา 3. ตัวแบบการสุ่มตัวอย่าง 4. หน่วยของการวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างการสุ่มตัวอย่างกับการวิจัยเชิงสำารวจเนื่องจากการสำารวจเป็นการเลือกตัวแทนของประชากรที่เราต้องการศึกษาขึ้นมาจำานวนหนึ่งเพื่อทำาการศึกษาโดยมีเป้าหมายเพื่อนำาเอาลักษณะข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างอ้างอิงไปถึงลักษณะของประชากรที่เป็นหน่วยของการศึกษาและเนื่องจากจุดเริ่มต้นของการสำารวจเกี่ยวข้องกับข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมาจากประชากรที่ทำาการศึกษา ดังนั้นการคัดเลือกตัวแบบการสุ่มตัวอย่างจึงเป็นสิ่งจำาเป็นที่จะต้องกระทำาก่อนการออกแบบการศึกษาว่าจะศึกษาประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างแบบไหนและด้วยเหตุนี้จึงทำาให้การสำารวจข้อมูลต้องอาศัยทฤษฏีทางคณิตศาสตร์สถิติ เกี่ยวกับความน่าจะเป็นและการแจกแจงของตัวแปรสุ่มประกอบในการวางแผนการสำารวจและการประมาณผลการเก็บ รวบรวมข้อ มูลการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มีเทคนิคแตกต่างกัน ซึ่งมี 2 วิธีคือ 1. การรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Data) 2. การรวบรวมข้อมูลจากสนาม (Field Data) ในการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร เป็นการรวบรวมข้อมูลที่มีความสำาคัญเป็นอันดับแรกของการวิจัย โดยเฉพาะการใช้เอกสารและสิ่งพิมพ์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาการวิจัยนั้น ย่อมทำาให้ได้รับประโยชน์อย่างน้อยถึง3 ประการ ประการแรก ผู้วิจัยย่อมมองเห็นภาพของปัญหาที่จะวิจัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากที่ได้อ่านเอกสารและสิ่งพิมพ์ที่มีประเด็นสัมพันธ์กับปัญหาที่จะวิจัยอย่างถี่ถ้วน ประการที่สองผู้วิจัยจะได้ทราบว่าปัญหาที่จะวิจัยนั้น ได้มีผหนึ่งผู้ใดทำาไวก่อนแล้วหรือยัง หรือมีผู้ใดได้วิจัย ู้ประเด็นบางส่วนของปัญหาที่จะวิจัยไว้บ้างแล้วหรือเปล่า และประการสุดท้าย ผู้วิจัยจะได้มีความเข้าใจอย่างกว้างขวางที่จะเลือกใช้วิธีวิจัยที่เหมาะสมและตั้งแนววิเคราะห์ที่ถูกต้อง เพื่อการวิจัยปัญหาของตนส่วนการรวบรวมข้อมูลสนามนั้น ในการวิจัยถือว่าข้อมูลสนาม (FieldData) เป็นข้อมูลที่มีคุณค่ามากและเป็นข้อมูลปฐมภูมิ เพราะผู้วิจัยจะต้องใช้วิธีการรวบรวมจากแหล่งต้นตอของข้อมูล และยังอาจจะมีโอกาสได้พบปะซักถามข้อเท็จจริงจากผู้ให้ข้อมูลโดยตรงอีกด้วย การรวบรวมข้อมูลสนามที่สำาคัญและใช้กันทั่วไปมี 3 วิธี คือ การสังเกต(Observation) การส่งแบบสอบถาม (Questionnaire) และการสัมภาษณ์(Interview) 3
  • ในการวิจัยเชิงสำารวจ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีความสัมพันธ์กับข้อมูลสนาม(field data) มากที่สุดนั้น มีวิธีการเก็บข้อมูลที่นิยมใช้กันอยู่ 4 วิธี คือ 1. ใช้แบบสอบถาม ที่ผู้สัมภาษณ์ดำาเนินการสอบถามเอง 2. การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ 3. การส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ 4. แบบสอบถามที่ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ตอบเองจากวิธีการทั้ง 4 ข้างต้นนี้ เมื่อจำาแนกตามลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างผู้เก็บข้อมูลและผู้ให้ข้อมูลสามารถแยกออกได้เป็น 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ1. สัม ภาษณ์จ ากบุค คลโดยตรง โดยผู้วิจัยหรือพนักงานสัมภาษณ์อ่านปัญหาจากแบบสอบถามที่ได้จัดเตรียมไว้แล้วให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ฟังบางครั้งอาจจะใช้วิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์แต่ก็มีข้อจำากัดมากคือ ไม่สามารถสอบถามข้อมูลได้มาก โดยทั่วๆ ไป ไม่ควรเกิน 20 นาที2. ส่ง แบบสอบถามไปให้ผ ู้ถ ูก วิจ ัย ตอบ ซึ่งถือว่าเป็นการประหยัดมาก แต่มีข้อจำากัดตรงที่ไม่สามารถใช้กับกลุ่มบุคคลบางประเภทได้ เช่น คนที่มีการศึกษาในระดับตำ่า หรือไม่มีการศึกษา ซึ่งแม้ว่าสามารถจะอ่านแบบสอบถามได้ ก็อาจจะทำาให้มีการตีความผิดพลาดได้การใช้แ บบสอบถาม แบบสอบถาม หมายถึง คำาถามหรือชุดของคำาถามที่เราคิดขึ้นเพื่อเตรียมไว้ไปถามผู้ที่ทราบข้อมูลตามที่เราต้องการทราบ อาจจะถามเอง ให้คนอื่นไปถาม หรือส่งแบบสอบถามไปให้กรอกตามแบบฟอร์มคำาถามที่กำาหนดให้ แล้วนำาคำาตอบที่ได้มาวิเคราะห์แปลความหมายต่อไปแบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้รวบรวมข้อมูลซึ่งตามปกติใช้กันมากในการวิจัยภาคสนาม เช่น การสำารวจหรือสำามะโน และการวิจัยอย่างอื่นๆ ที่ผู้วิจัยจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมที่จะทำาการวิจัย แบบสอบถามนับว่าเป็นเครื่องมือที่มีความสำาคัญอย่างยิ่ง ในการวิจัยทางสังคมศาสตร์เพราะใช้บันทึกข่าวสาร ความรู้สึกนึกคิดและทัศนคติ (attitude) ของประชากรโดยตรงข้อ ดีข องแบบสอบถาม1. ค่าลงทุนน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการสัมภาษณ์ เพราะแบบสอบถามลงทุนด้วยค่าพิมพ์และส่งไปยังผู้รับ ส่วนการสัมภาษณ์ต้องออกไปสัมภาษณ์ทีละคน ย่อมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากกว่า2. การส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ จะไปถึงผู้รับแน่นอนกว่า การออกไปสัมภาษณ์ซึ่งผู้ตอบอาจไม่อยู่บ้าน ไม่ว่าง หรือไม่ยินดีพบผู้สัมภาษณ์ 3
  • 3. การส่งแบบสอบถามไปให้คนจำานวนมาก ย่อมสะดวกกว่าการสัมภาษณ์มากนัก4. แบบสอบถามจะไปถึงมือผู้รับได้ทุกแห่งในโลกที่มีการไปรษณีย์5. แบบสอบถามที่ดี ผู้ตอบจะตอบอย่างสะดวกใจมากกว่าการสัมภาษณ์6. ถ้าสร้างแบบสอบถามให้ดีแล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลทำาได้ง่ายกว่าการสัมภาษณ์7. สามารถควบคุมให้แบบสอบถามถึงมือผู้รับได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน จึงทำาให้การตอบ (ถ้าตอบทันที) ได้แสดงถึงความคิดเห็นของสภาวการณ์ในเวลาที่ใกล้เคียงกันได้ เป็นการควบคุมการตอบได้แบบหนึ่ง8. ผูตอบต้องตอบข้อความที่เหมือนกัน และแบบฟอร์มเดียวกัน เป็นการ ้ควบคุมสภาวะที่คล้ายกัน ทำาให้สรุปผลได้ดีกว่าการสัมภาษณ์ข้อ เสีย ของแบบสอบถาม1. มักจะได้แบบสอบถามกลับคืนจำานวนน้อย2. ความเที่ยง (reliability) และความตรง (validity) ของแบบสอบถามได้รับการตรวจสอบลำาบากจึงมักจะไม่นิยมหา3. โดยปกติแบบสอบถามควรมีขนาดสั้นกะทัดรัด ดังนั้นจึงมีข้อคำาถามได้จำานวนจำากัด4. คนบางคนมีความลำาเอียงต่อการตอบแบบสอบถาม เนื่องจากได้รับบ่อยเหลือเกิน หรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับแบบสอบถามที่ไม่ดีมาก่อนจึงทำาให้ไม่อยากตอบ5. เป็นการเก็บข้อมูลที่ไม่ต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเหมือนกับการสัมภาษณ์ซึ่งผู้ถามและผู้ตอบมีปฏิกิริยาโต้ตอบกัน แบบสอบถามให้ปฏิกิริยาโต้ตอบทางเดียว6. แบบสอบถามใช้ได้เฉพาะบุคคลที่อ่านหนังสืออกเท่านั้น7. แบบสอบถามที่ได้รับคืนมานั้น ผู้วิเคราะห์ไม่สามารถทราบได้ว่าใครเป็นผู้ตอบแบบสอบถามนั้น8. ผูตอบบางคนไม่เห็นความสำาคัญก็อาจโยนแบบสอบถามทิ้ง โดยไม่ ้พิจารณาให้รอบคอบข้อ พิจ ารณาในการเขีย นแบบสอบถามในการเขียนแบบสอบถามมีองค์ประกอบที่จะต้องพิจารณา 4 ประเด็นคือ 1. ชนิดของคำาถาม 2. รูปแบบของคำาถาม 3. เนื้อหาของคำาถาม 4. การจัดลำาดับของคำาถาม คำาถามในแบบสอบถามในลักษณะทั่วไป ส่วนใหญ่อาจแบ่งออกได้เป็น 2 อย่าง คือ คำาถามปิดกับคำาถามเปิด (Open and closed end 3
  • question) คำาถามปิด คือ คำาถามที่ผู้ร่างได้ร่างคำาถามไว้ก่อนแล้วและให้ตอบตามที่กำาหนดไว้เป็นส่วนใหญ่เท่านั้น โดยให้โอกาสผู้ตอบมีโอกาสมีอิสระเลือกตอบได้น้อยส่วนคำาถามเปิด คือ คำาถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบๆ ได้อย่างอิสรเสรีเต็มที่ คำาถามทั้งสองชนิดใช้ควบคู่กันไปส่วนใหญ่ใช้คำาถามปิดก่อนแล้วตามเก็บประเด็นความรูสึกด้วยคำาถามเปิด ไว้ท้ายข้อของคำาถามปิดหรือของท้ายเรื่องข้อ ดีข องแบบสอบถาม คือ 1. ผู้วิจัยต้องการทราบ ความคิดเห็นของผู้ตอบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องที่ซับซ้อน ไม่สามารถร่างคำาถามให้ตอบเป็นข้อย่อยๆ ได้ 2. ช่วยผู้วิจัย เมื่อความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ของผู้วิจัยมีจำากัด 3. ยังมีข้อความอะไรที่เหลือตกค้าง ยังไม่ได้ตอบ ผูตอบจะได้ตอบมา ้ได้ ไม่ตกค้างหรือไม่ได้รับการบรรจุอยู่ในบบสอบถาม 4. ช่วยให้ได้คำาตอบในรายละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกความจูงใจที่ซ่อนอยู่ 5. ถ้าคำาถามกำาหนดไว้ตายตัวมาก ผูตอบไม่มีโอกาสได้แสดงความ ้คิดเห็นตัวเองเพิ่มเติม จะได้เพิ่มเติมตามที่ต้องการ ทำาให้ได้ข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้นข้อ เสีย ของคำา ถามเปิด1. การเปิดโอกาสให้ผู้ตอบ ตอบได้โดยเสรี อาจทำาให้ได้คำาตอบไม่ตรงกับความต้องการ ของเรื่องที่ต้องการวิจัยได้ หรือมีส่วนตรงจุดหมายน้อย เพราะผู้ตอบไม่เข้าใจเรื่องหรือตอบนอกเรื่องที่ต้องการจะวิจัย2. อาจจะทำาให้ได้คำาตอบออกนอกลู่นอกทาง ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเลย3. ลำาบากในการรวบรวมและวิเคราะห์ เพราะจะต้องนำามาลงรหัสแยกประเภทซึ่งทำาให้ลำาบากมากและเสียเวลา เพราะแต่ละคนตอบตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ไม่มีกรอบหรือขอบเขตที่กำาหนดให้4. ผู้ลงรหัสจะต้องมีความชำานาญ จะต้องมีการอบรมมาก่อน มิฉะนั้นอาจจะจับกลุ่มของคำาตอบไม่ถูก จะทำาให้ความหมายเปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนคุณค่า หรืออาจทำาให้เปลี่ยนความมุ่งหมายไปข้อ ดีข องคำา ถามปิด 1. โดยที่ได้กำาหนดคำาถามไว้แบบเดียวกัน เป็นมาตรฐาน จึงทำาให้ได้คำาตอบที่มีลักษณะเป็นมาตรฐานเดียวกัน 2. สะดวกหรือง่ายต่อการปฏิบัติในการรวบรวมเก็บข้อมูล 3. รวดเร็ว ประหยัด 4. สะดวกในการวิเคราะห์ ลงรหัส และใช้กับเครื่องจักรกลในการคำานวณ 3
  • 5. ทำาให้ได้รายละเอียดไม่หลงลืม 6. ได้คำาตอบตรงกับวัตถุประสงค์ 7. ใช้ได้ดีกับคำาถามที่ไม่ซับซ้อน หรือที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงข้อ เสีย ของคำา ถามปิด 1. ผูตอบไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ้ 2. อาจจะทำาให้การวิจัยไม่ได้ข้อเท็จจริงครบเพราะผู้วิจัยตั้งคำาถามไว้ครอบคลุมไม่หมด 3. ถ้าคำาถามไม่ชัด ผูตอบอาจตีความหมายต่างกัน และคำาตอบผิด ้พลาดได้การสัม ภาษณ์ การสัม ภาษณ์ (Interview) เป็นวิธีการเก็บข้อมูลอย่างหนึ่งของนักสังคมศาสตร์เป็นการสนทนาระหว่างนักวิจัยกับผู้ให้ข้อมูล(information) เพื่อวัตถุประสงค์ของการเก็บข้อมูลวิธีการสัมภาษณ์ที่นำามาใช้กันมากที่สุด ในการวิจัยเชิงสำารวจ คือ รูปแบบการสัมภาษณ์หรือตารางการสัมภาษณ์ (Interview schedule)ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้างโดยใช้รูปแบบของแบบสอบถาม(Questionnaire) ที่นักวิจัยได้กำาหนดหัวข้อปัญหาไว้เรียบร้อยแล้ว นักวิจัยหรือพนักงานสัมภาษณ์ ถามนำาในปัญหา แล้วบันทึกคำาตอบที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบออกมา ลงในตารางการสัมภาษณ์การวางแผนวิธ ีก ารสำา รวจ การวางแผนการสำารวจแบบย้อนกลับเป็นการวางแผนที่ท้าทายนักวิจัยมากกว่าในความเป็นจริงการวางแผนควรจะเริ่มจากผลสุดท้ายที่ต้องการแล้วย้อนไปจนถึงจุดตั้งต้นทำาให้ทราบว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้างและจะนำาไปใช้อะไรได้บ้าง การวางแผนสามารถโยงไปถึงการวิเคราะห์และตารางวิเคราะห์ที่ตรงตามความต้องการ ชนิดของตัวแปรกลุ่มตัวอย่าง รวมทั้งการให้รหัสแก่ตัวแปรแต่ละตัว กลุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุมประชากรที่เกี่ยวข้องและรวมถึงพนักงานสัมภาษณ์และผู้นิเทศงานสนามความสำาคัญและขั้นตอนหลักของการวางแผน 2ประเภทในวิธีการสำารวจสุ่มตัวอย่าง คือ1. การวางแผนด้า นวิช าการ ได้แก่ ขอบเขตของการสำารวจ เลือกแบบแผนการสำารวจรวมถึงเนื้อหาของการศึกษาทั้งหมด2. การวางแผนขั้น ตอนการปฏิบ ัต ิ เพื่อ ให้ง านสำา รวจบรรลุเ ป้าหมายที่ต ้อ งการการเตรียมการวางแผน ขอบเขต แบบแผน และเนื้อหาของการศึกษา 3
  • 1. ให้จดประสงค์ที่จัดเจนของการศึกษา จุดสำาคัญอย่างที่ควรพิจารณา ุในขณะเริ่มการศึกษาด้วยการสำารวจสุ่มตัวอย่าง1.1 ปัญหาเบื้องต้นของการศึกษา ขั้นตอนในการวางแผนเพื่อการศึกษาจำาเป็นต้องเริ่มด้วยการระบุปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอย่างชัดเจน บ่อยครั้งทีเดียวที่ปัญหาซึ่งเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ทำาการศึกษาได้ถูกดัดแปลงไปหรือมีคำาถามอื่นที่เข้ามาเพิ่ม ด้วยเหตุนี้เรื่องเวลาในการทำาวิจัยจึงเข้ามามีส่วนในการวางแผนการศึกษา1.2 ลักษณะทั่วไปของข้อมูลที่ต้องการ1.3 คำาถามเฉพาะบางอย่างซึ่งจะตอบโต้โดยวิธีการสำารวจสุ่มตัวอย่างเท่านั้นทั้งสามประการนี้เป็นขั้นตอนหลักของการกำาหนดวัตถุประสงค์ของการสำารวจสุ่มตัวอย่างและจะต้องพิจารณาไปพร้อม ๆ กัน2. การตีความหมายแนวความคิดหรือคำาต่างๆเมื่อกำาหนดจุดมุ่งหมายทั่วไปและจุดมุ่งหมายเฉพาะของการสำารวจแล้วผู้ศึกษาจะพบว่ายังมีคำาต่างๆ ที่จะต้องกำาหนดความหมายคำานิยามอีกมาก คำาเหล่านี้มักจะเป็นที่เข้าใจในความหมายทั่วๆ ไป แต่มักจะไม่ชัดเจนและไม่มีรายละเอียดพอสำาหรับการวิจัย ในบางคำาเป็นคำาที่ใช้อยู่เสมอ เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา แต่ในทุกการสำารวจจะต้องให้นิยามของคำาเหล่านี้ไว้ด้วย3. คำานิยามที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริง มีความหมายในการเก็บข้อมูลและวัดได้ เช่น นิยามของคำาว่าว่างงาน4. การเลือกหัวข้อทีต้องการเก็บข้อมูล เพื่อให้ได้แนวทางว่าข้อมูลใด ่บ้างที่ควรเก็บรวบรวมมา5. การเตรียมแผนแบบของการสำารวจ เมื่อมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่ชัดเจนและมีเหตุผลสมควรและ ได้กำาหนดแบบของข้อมูลที่ต้องการ ผู้วิจัยต้องมุ่งความสนใจไปยังแผนแบบของการศึกษาแผนแบบของการศึกษาที่ดีจะได้มาจากวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของการศึกษาหรือเป็นการประนีประนอมของวัตถุประสงค์ทั้งหมดกับข้อกำาหนดต่าง ๆเช่น เวลา ค่าใช้จ่ายแบบแผนการสำา รวจ วัต ถุป ระสงค์ข องการวิจ ัย แผนแบบที่ใช้ในการสำารวจในแต่ละวัตถุประสงค์อาจจะเหมือนกันหรือต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลที่ต้องการจากการสำารวจนั้นๆ1. การค้นคว้าสำารวจ (Exporation)2. การศึกษาแบบพรรณา (Description) จุดมุ่งหมายของการศึกษาแบบนี้ก็เพื่อให้ได้ผลการวัดที่เป็นบรรทัดฐานของปรากฏการณ์ที่ต้องการ เช่น ความนิยมต่อพรรคการเมือง การสำารวจค้นหากับการศึกษาแบบพรรณนาจะเหมือนกันมากในทางปฏิบัติ แตกต่างกันที่ความ 3
  • ตั้งใจและการนำาข้อมูลที่ได้มาใช้ การวิจัยพรรณนาโดยสรุปจะสามารถนำาไปสู่การวิจัยเพื่อวัตถุประสงค์อื่นได้3. การวิจัยเพื่อค้นหาสาเหตุ (Causal Explanation)4. การทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis testing) เป็นจุดมุ่งหมายที่ใช้มากเพื่ออธิบายสาเหตุดังกล่าว สมมติฐานคือสิ่งที่ต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลที่รวบรวมมาได้ สมมติฐานส่วนมากจะตั้งใจในลักษณะของตัวแปรสองตัวหรือมากกว่าที่จะเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน ข้อความของสมมติฐานจะมีคุณค่ามากในการวางแผนการวิจัยและการร่างแผนแบบของการสำารวจ ข้อดีคือจะเป็นกรอบบังคับให้นักวิจัยเข้าใจชัดเจนขึ้นถึงสิ่งที่ต้องการจะศึกษา5. การประเมินผล (Evaluation) การสำารวจสุ่มตัวอย่างได้ถูกนำามาใช้มากขึ้นหรือนำาไปใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆ ในการประเมินผลโครงการต่างๆ6. การคาดการณ์หรือพยากรณ์เหตุการณ์ (Prediction) วัตถุประสงค์ทั่วไปของการวิจัยสำารวจแบบนี้ก็คือ การหาข้อมูลเบื้องต้นเพื่อคาดการณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคต วิธีคาดการณ์ที่ใช้มากอีกวิธีคือ การสำารวจข้อมูลปัจจุบันแล้วพยากรณ์ข้อมูลเหล่านั้นสำาหรับปีต่อๆ ไป **************ตัว อย่า ง งานวิจัยเชิงสำารวจเรื่อ ง การสำารวจทัศนคติของนักศึกษาเกี่ยวกับการสวมใส่กางเกงเอวตำ่าของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้วิจัย สมหญิง ไวยศิลาความเป็นมาหรือความสำาคัญของปัญหา ในปัจจุบันนี้แฟชั่นการแต่งตัวเป็นที่นิยมของประชาชนและวัยรุ่นทั่วไปโดยไม่คำานึงถึงวัฒนธรรมประเพณีของไทยมุ่งเน้นแต่ค่านิยมที่ผิด ๆ แต่งตัวตามแฟชั่นไม่ดูฐานะของตัวเองขอให้สวยก่อนเป็นพอ และมักแต่งตัวตามแฟชั่นของต่างประเทศทำาให้เกิดปัญหาขึ้นหลายอย่างตามมา เช่น จะทำาให้เกิดปัญหาข่มขืนขึ้นเยอะมากในสังคมไทยเพราะในการแต่งตัวในสมัยนี้มักแต่งตัวโป้ล้อตาผู้ชาย และประชาชนทั่วไปชอบแต่งตัวล่อแหลมเกินไปหรือการสวมใส่กางเกงเอวตำ่าก็ล่อแหลมแล้วยังทำาให้เป็นโรคตามมาด้วย 3
  • ปัจจุบันในต่างประเทศเขาต้องออกกฎหมายห้ามสวมใส่กางเกงเอวตำ่าเพราะว่าการใส่กางเกงเองตำ่านั้นมองดูแล้วมันไม่ได้เท่ห์หรือสวยงามที่เราคิดเลยสักนิดเดียวมีแต่ทำาให้คนอื่นมองเราในแง่ที่ไม่มดีตามไปด้วย ผิดกับในสมัยก่อนใส่สั้นก็ไม่ได้พ่อแม่ด่าว่าให้ แถมด่าในที่เสียๆหายๆอีกต่างหาก ฉะนั้นการศึกษาทัศนคติของประชาชนเกี่ยวกับการสวมใส่กางเกงเอวตำ่าสามารถนำาข้อมูลไปปรับใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาเกี่ยวกับการสวมใส่กางเกงเอวตำ่าเพื่อสร้างจิตสำานึกให้กับผู้สวมใส่กางเกงเอวตำ่าเพื่อความปลอดภัยกับตัวของประชาชนเองและไม่เป็นปัญหาให้กับสังคมอีกต่อไปวัต ถุป ระสงค์1. เพื่อศึกษาทัศนคติความต้องการของนักศึกษาเกี่ยวกับการใส่กางเกงเอวตำ่า2. เพื่อศึกษาทัศนคติความเชื่อของนักศึกษาเกี่ยวกับการใส่กางเกงเอวตำ่า3. เพื่อศึกษาทัศนคติการยอมรับของสังคมของนักศึกษาเกี่ยวกับการใส่กางเกงเอวตำ่า4. เพื่อศึกษาทัศนคติความนิยมของนักศึกษาเกี่ยวกับการใส่กางเกงเอวตำ่าสมมติฐ านการวิจ ัย 1. เพศ อายุ ระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อการสวมใส่ กางเกงเอวตำ่าแตกต่างกัน 2. อาชีพและรายได้มีผลกระทบต่อการเลือกสวมใส่กางเกงเอวตำ่า แตกต่างกัน 3. ความนิยมและความต้องการมีผลกระทบต่อการสวมใส่กางเกงเอว ตำ่าแตกต่างกัน 4. ราคาและความหลากหลายในการให้บริการในการสวมใส่กางเกง เอวตำ่าแตกต่างกันระเบีย บวิธ ีก ารวิจ ัย - วิจัยเชิงสำารวจประชากร/กลุ่ม ตัว อย่า ง 3
  • ประชากร นักศึกษาที่กำาลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลย อลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์กลุ่มตัวอย่าง โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นตัวแทนของนักศึกษาทั้งหมดในขอบเขตการวิจัยจำานวน50 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 แบบสอบถามที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวบุคคล ได้แก่ เพศอายุ ระดับการศึกษา คณะที่ศึกษาอยู่ รายได้ส่วนบุคคลต่อเดือน และสถานภาพ ซึ่งแบบสอบถามเป็นลักษณะเลือกตอบจำานวน 6 ข้อ ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับทัศนคติของผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งแบบสอบถามเป็นลักษณะเลือกตอบ จำานวน 7 ข้อ ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการสวมใส่กางเกงเอวตำ่าซึ่งแบบสอบถามเป็นลักษณะมาตราส่วนประเมินค่า จำานวน 7 ข้อการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน บรรณานุก รมบุญเรียง ขจรศิลป์. วิธ ีก ารวิจ ัย ทางการศึก ษา . (พิมพ์ครั้งที่ 4).กรุงเทพฯ : หจก.พีเ.อ็น.การพิมพ์,2543. 3
  • มานพ จิตต์ภูษา. การวิจ ัย เชิง สำา รวจเบื้อ งต้น . มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์,2525.เยาวรัตน์ ปรปักขามและคณะ. วิธ ีว ิจ ัย สำา รวจ . กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำากัดพิทักษ์,2523.สมหญิง ไวยศิลา. การสำา รวจทัศ นคติข องนัก ศึก ษาเกี่ย วกับ การสวมใส่ก างเกงเอวตำ่า ของนัก ศึก ษา มหาวิท ยาลัย ราชภัฏ . ภาคนิพ นธ์. มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลย อลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์,2548. 3