• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
แนวทางแก้ไขปัญหาความรับผิดของ อปท.
 

แนวทางแก้ไขปัญหาความรับผิดของ อปท.

on

  • 1,127 views

 

Statistics

Views

Total Views
1,127
Views on SlideShare
1,127
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
15
Comments
1

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel

11 of 1 previous next

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    แนวทางแก้ไขปัญหาความรับผิดของ อปท. แนวทางแก้ไขปัญหาความรับผิดของ อปท. Presentation Transcript

    • รัฐธรรมนูญแห่ง • แนวนโยบายแหงรัฐ ่ ราชอาณาจักร ไทย ่ • การปกครองสวนท ้องถน ิ่ พ.ร.บ.ระเบียบบริ หาร • ปั จจัยพืนฐานหลัก ๓ ประการ ้ • ระเบยบบรหารราชการ ี ิ ราชการแผ่นดน ิ • การกํากบดแลของผู ้วาฯ ั ู ่พ.ร.บ.วธีปฏิบัตราชการทาง ิ ิ • หลักการและเหตผล ุ ปกครอง • การพจารณาทางปกครอง ิ พ.ร.บ. จัดตังศาลปกครอง ้ • การกระทําไมชอบด ้วยกฎหมาย ่ ่ ้ • การละเว ้น ลาชา ในการปฏบัตฯ ิ ิและวธีพจารณาคดีปกครอง ิ ิ • ความรับผิดละเมิด ฯ
    • กฎหมายว่าด้วย กฎหมายว่าด้วย กฎหมายว่าด้วยการการจัดตัง ปรับปรุ ง ้ การกาหนด ํ บริหารผู้ปฏิบตงาน ั ิและกาหนดอานาจ ํ ํหน้ าที่ของหน่ วยงาน วิธีปฏิบตงาน ั ิ PersonnelOrganization Administrative Administration
    • ตรวจสอบ การปฏิบัติหน้ าที่ ปฏิบัติหน้ าที่ไม่ ถูกต้ อง ไม่ ชอบด้ วยกฎหมายทุจริต ทําให้ เกิด เข้ าเหตุความผิดวินัย ผู้บริหารท้ องถินถูกสั่ง ่กลันแกล้ งให้ เสี ยหาย ่ ความเสียหาย พ้ นจากตําแหน่ ง
    • เตรียมการ ดําเนินการ เพื่อจัดใหมี
    • มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตนี้ ิ ฯลฯ………………………………… ฯลฯ “คําสั่ งทางปกครอง” หมายความว่ า (๑) การใช้อํานาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอนทจะก่อเปลยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของ ั ี่ ี่สิ ทธิหรือหน้ าทีของบุคคล ไม่ ว่าจะเป็ นการถาวรหรือชั่วคราว เช่ น การสั่ งการ การอนุญาต การ ่อนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ (๒) การอืนทีกาหนดในกฎกระทรวง ่ ่ํ
    • พิจารณาบุคคล การเตรียมการและ การออกคําสั่ง การทบทวนคําสั่ง การบังคับการใหเปนไป ที่เขาสูกระบวนการ ดําเนินการ ทางปกครอง ทางปกครอง ตามคําสั่งทางปกครอง แบบของคําสั่งทางปกครองฝายคูกรณี ฝายรัฐ การแจงหรือการประกาศ สั่งใหชําระเงิน คําสั่งทางปกครอง หลักการพิจารณา หลักการพิจารณาโดย ทบทวน โดย การขอใหพิจารณา อุทธรณ จนท. ใหม ตองมีประสิทธิภาพ เปดเผย
    • เจ้ าหน้ าทีผู้ ่ดํารงตําแหน่ ง หรือคณะกรรมการ
    • มาตรา ๑๓ คณะกรรมการข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอํานาจหน้าที่กําหนดหลักเกณฑ์และดําเนินการเกียวกับการบริหารงานบุคคลในองค์ การบริหารส่ วนจังหวัดนั้น ในเรื่องดังต่ อไปนี้ ่ (๑) กําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้ องห้ ามทีมีความจําเป็ นเฉพาะสํ าหรับข้ าราชการองค์ การบริหารส่ วนจังหวัดนั้น ่ (๒) กําหนดจํานวนและอัตราตําแหน่ง อัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือน และประโยชน์ตอบแทนอื่น สําหรับข้ าราชการองค์ การบริหารส่ วนจังหวัด (๓) กําหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุ และแต่ งตั้ง การย้ าย การโอน การรั บโอน การเลื่อนระดับ การเลือนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้ องทุกข์ ่ (๔) กําหนดระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการปฏิบติงานของข้ าราชการองค์ การบริหารส่ วนจังหวัด ั และชี้แจง ส่ งเสริ มและพัฒนาความรู้ แก่ ข้าราชการองค์ การบริ หารส่ วนจังหวัด การดําเนินการตาม (๑) ถึง (๕) ต้ องได้ รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกลางข้ าราชการองค์ การบริ หารส่ วนจังหวัด
    • มาตรา ๑๕ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการข้ าราชการองค์ การบริหารส่ วนจังหวัดกําหนด แต่สําหรับการออกคําสั่ งแต่งต้ังและการให้ ข้าราชการองค์ การบริหารส่ วนจังหวัดพ้ นจากตําแหน่ ง ต้ องได้ รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้ าราชการองค์ การบริหารส่ วนจังหวัดก่ อน อานาจในการดําเนินการเกี่ยวกบการบริหารงานบุคคลตามวรรคหนึ่ง นายกองค์การ ํ ับริหารส่วนจังหวัดอาจมอบหมายให้ผ้ ูบังคับบัญชาข้าราชการในตําแหน่งใดขององค์การบริหารส่วนจังหวดแห่งน้ันเป็นผู้ใช้อานาจแทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ ท้ังนี้ ั ํตามหลักเกณฑ์ ทคณะกรรมการข้ าราชการองค์ การบริหารส่ วนจังหวัดกําหนด ี่
    • มาตรา ๒๓ เทศบาลที่ อ ยู ใ นเขตจั ง หวั ด หนึ่ ง ให มี ค ณะกรรมการพนั ก งานเทศบาลร ว มกั น คณะหนึ่ ง ทํ า หน า ที่บริหารงานบุคคลสําหรับเทศบาลทุกแหงที่อยูในเขตจังหวัดนั้น ประกอบดวย (๑) ผูวาราชการจังหวัดเปนประธาน มาตรา ๒๕ องคการบริหารสวนตําบลที่อยูในเขตจังหวัดหนึ่ง ใหมีคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลรวมกันคณะหนึ่ง ทําหนาที่บริหารงานบุคคลสําหรับองคการบริหารสวนตําบลทุกแหงที่อยูในเขตจังหวัดนั้น ประกอบดวย มาตรา ๑๐ การประชุมของคณะกรรมการขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัดตองมีกรรมการมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเปนองคประชุม
    • มาตรา ๖๔ นายกองคการบริหารสวนตําบลพนจากตําแหนงเมื่อ (๑).... (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๕๘/๑ (๕) กระทําการฝาฝนมาตรา ๖๔/๒ (๖) ผูวาราชการจังหวัดสั่งใหพนจากตําแหนงตามมาตรา ๘๗/๑ วรรคหา หรือ มาตรา ๙๒ (๗) ถูกจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุก (๘) ราษฎรผูมีสิทธิเลือกตั้งในเขตองคการบริหารสวนตําบลมีจํานวนไมนอยกวาสามในสี่ของจํานวนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงเห็นวานายกองคการบริหารสวนตําบลไมสมควรดํารงตําแหนงตอไปตามกฎหมายวาดวยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น เมื่อมีขอสงสัยเกี่ยวกับความเปนนายกองคการบริหารสวนตําบลสิ้นสุดลงตาม(๔) หรือ (๕) ใหนายอําเภอสอบสวนและวินิจฉัยโดยเร็ว คําวินิจฉัยของนายอําเภอใหเปนที่สุด
    • มาตรา ๘๗/๑ ในกรณี ที่ ส ภาองค์ ก ารบริ ห ารส่ วนตํ า บลไม่ รั บ หลั ก การแห่ ง ร่ างข้ อ บั ญ ญั ติงบประมาณรายจ่ ายประจําปี ................ ให้ นายอําเภอส่ งร่ างข้ อบัญญัติให้ นายกฯ โดยเร็ ว แล้ วให้ นายกฯ เสนอร่ างข้ อบัญญัติดังกล่ าวต่ อสภาฯ ภายในเจ็ดวัน หากนายกฯไม่ เสนอร่ างข้ อบัญญัติน้ันต่ อสภาฯภายในเวลาที่กําหนด ให้ นายอําเภอรายงานต่ อผู้ว่าฯ เพือสั่ งให้ นายกฯ พ้ นจากตําแหน่ ง ่ มาตรา ๙๒ หากปรากฏว่ า นายกฯ รองนายกฯ ประธานสภาฯ หรือรองประธานสภาฯกระทําการฝ่ าฝื นต่ อความสงบเรียบร้ อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือละเลยไม่ ปฏิบัติตามหรื อปฏิบัติการไม่ชอบด้ วยอํานาจหน้ าที่ ให้ นายอําเภอดําเนินการสอบสวนโดยเร็ว ในกรณีทผลการสอบสวนปรากฏว่ า นายกฯ รองนายกฯ ประธานสภาฯ หรือรองประธานสภาฯ มี ี่พฤติการณ์ ตามวรรคหนึ่งจริ ง ให้ นายอําเภอเสนอให้ ผ้ ูว่าราชการจังหวัดสั่ งให้ บุคคลดังกล่ าวพ้ นจากตําแหน่ง ท้ังนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจดําเนินการสอบสวนเพิ่มเติมด้วยก็ได้ คําสั่งของผ้ ูว่าราชการจังหวัดให้ เป็ นทีสุด ่
    • มาตรา 12 ในกรณีทเี่ จ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ใ ห้ แ ก่ผู้ เ สีย หายตามมาตรา 8 หรื อในกรณีที่เ จ้ าหน้ าที่ต้อ งใช้ ค่า สิน ไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผ้ ูน้ันได้กระทําละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 เรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้น้ันชําระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กาหนดํ มาตรา 13 ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีระเบียบเพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดตามมาตรา 8 และมาตรา 10 สามารถผ่อนชําระเงินที่จะต้องรับผดน้ันได้โดยคํานึงถึงรายได้ ิฐานะ ครอบครัวและความรับผิดชอบ และพฤติการณ์ แห่ งกรณีประกอบด้ วย
    • ข้อ 8 เมื่อเกิดความเสี ยหายแก่ หน่ วยงานของรัฐแห่ งใด และหัวหน้ าหน่ วยงานของรัฐแห่ งนั้นมีเหตุอันควรเชื่ อว่ าเกิดจากการกระทําของเจ้ าหน้ าที่ของหน่ วยงานของรั ฐแห่ งนั้น ให้ หัวหน้ าหน่ วยงานของรัฐดังกล่ าวแต่ง ต้ังคณะกรรมการสอบข้อ เท็จจริ งความรั บผิดทางละเมิดขึ้นคณะหนึ่ง โดยไม่ชั กช้า เพื่อพิจารณาเสนอความเห็นเกียวกับผู้ต้องรับผิดและจํานวนค่ าสิ นไหมทดแทนทีผู้น้ ันต้ องชดใช้ ่ ่ ข้ อ 12 ถ้ า ผู้ มี อํ า นาจแต่ ง ต้ั ง คณะกรรมการตามข้ อ 8 ข้ อ 10 หรื อ ข้ อ 11 ไม่ ดํ า เนิ น การแต่ ง ต้ั งคณะกรรมการภายในเวลาอันควร หรื อแต่ งตั้งกรรมการโดยไม่ เหมาะสม ซึ่งเป็ นผู้บังคับบัญชา หรื อกํากับดูแล หรื อควบคุมการปฏิบัติงานของบุคคลดังกล่ าวมีอํานาจแต่ งตั้งคณะกรรมการ หรือเปลียนแปลงกรรมการแทนผู้มอานาจแต่ งตั้งนั้นได้ ตามทีเ่ ห็นสมควร ่ ีํ ข้อ 30 ในหมวดนี้ หน่ วยงานของรั ฐ หมายความว่ า กระทรวง ทบวง กรม หรื อ ส่ วนราชการที่เรี ยกชื่ ออย่ างอื่นและมีฐานะเป็ นกรม และราชการส่ วนภู มิภาค แต่ ไม่ รวมถึงราชการส่ วนท้ องถิ่น รั ฐวิสาหกิจ หรื อหน่ วยงานอืนของรัฐ ่
    • คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๘๑/๒๕๕๐ การที่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งรับรองราคาประเมินที่ดินที่เทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีประสงค์จะจัดซื้อในราคาสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งเทศบาลเมืองสุ ราษฎร์ ธานีอนเป็ นหน่ วยงานของรัฐที่เสี ยหาย ย่ อมเป็ นผู้มีอานาจออก ั ํคาสั่งเรียกให้เจ้าพนักงานที่ดินชําระค่าสินไหมทดแทน การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีคําสั่งเรียก ํให้เจ้าพนักงานทดนชําระค่าสินไหมทดแทนแก่เทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานีในมูลกรณีดังกล่าว ี่ ิจึงเป็ นการออกคําสั่ งโดยไม่ มอานาจ ีํ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๘๘/๒๕๔๙ การออกคําสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทําละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐต้องออกคําสั่งภายในกําหนดอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องการออกคําสั่งเมื่อพ้นกําหนดอายุความการใช้ สิทธิเรียกร้ องย่ อมเป็ นการออกคําสั่ งโดยไม่ มีอานาจ ํ
    • มาตรา 13 เจ้ าหน้ าทีดงต่ อไปนีจะทําการพิจารณาทางปกครองไม่ ได้ ่ ั ้ (1) เป็ นคู่กรณีเอง (2) เป็ นคู่หมันหรือคู่สมรสของคู่กรณี ่ (3) เป็ นญาติของคู่กรณี คือ เป็ นบุพการีหรือผู้สืบสั นดานไม่ ว่าชั้นใด ๆ หรือเป็ นพีน้องหรือลูกพีลูกน้ อง ่ ่นับได้ เพียงภายในสามชั้น หรือเป็ นญาติเกียวพันทางแต่ งงานนับได้ เพียงสองชั้น ่ (4) เป็ นหรือเคยเป็ นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พทกษ์ หรือผู้แทนหรือตัวแทนของคู่กรณี ิ ั (5) เป็นเจ้าหนีหรือลูกหนี้ หรือเป็ นนายจ้ างของคู่กรณี ้ (6) กรณีอนตามทีกาหนดในกฎกระทรวง ื่ ่ํ มาตรา ๑๖ ในกรณีมเี หตุอนใดนอกจากทีบญญัติไว้ ในมาตรา ๑๓ เกียวกับเจ้ าหน้ าทีหรือกรรมการใน ื่ ่ ั ่ ่คณะกรรมการทีมอานาจพิจารณาทางปกครอง ซึ่งมีสภาพร้ ายแรงอันอาจทําให้ การพิจารณาทางปกครองไม่ ่ ีํเป็ นกลาง เจ้ าหน้ าทีหรือกรรมการผู้น้ันจะทําการพิจารณาทางปกครองในเรื่องนั้นไม่ ได้ ่
    • - ประธาน ปปช. แจ้ง นายกฯ ว่า การกระทําของผู้ฟ้องคดีขณะเป็นปลัด ทต.บ้านค่ายเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการและฐานประพฤติชั่วอย่างร้ ายแรงตามาตรา ๘๒ วรรสาม มาตรา ๙๘ วรรคสองฯ ให้ นายกฯพิจารณาโทษทางวินัยตามมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่งฯ - นายกฯ เสนอเรื่ อ งต่ อ กทจ.ให้ ล งโทษปลดผู้ ฟ้ องคดี อ อกจากราชการ กทจ.มี ม ติเห็นชอบ นายกฯ จึงออกคําสั่ งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการผู้ฟ้องคดียื่นอุทธรณ์ กทจ. มีมติยกอุทธรณ์เพราะเห็นว่า ไม่ได้อุทธรณ์ดุลพินิจในการสั่งลงโทษของ กทจ. ว่าไม่เหมาะสมอย่ างไร แต่ อุทธรณ์ การวินิจฉัยข้ อเท็จจริงของ ปปช. ซึ่งขัดมาตรา ๙๖ พรบ.ปปช.ฯ - จึงนําคดีมาฟ้ องศาลขอให้ เพิกถอนคําสั่ งลงโทษ
    • - ประเดนย่อย ๑ การไต่ สวนของอนุกรรมการไต่ สวนฯ ชอบด้ วยกฎหมายหรือไม่ ็ - ทีอ้างว่ า การแต่ งตั้ง พสส. คดีที่นาย ม. กล่ าวโทษผู้ฟองคดีเป็ นอนุกรรมการไต่ สวน ่ ้ไม่ชอบด้วยมาตรา ๔๖ (๑)(๒)(๔) [รู้ เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหามาก่อน มีส่ วนได้ เสี ยในเรื่ องที่กล่ าวหา และเป็ นผู้กล่ าวหา] และทั้งสองก็ไม่ ได้ รายงานประธานปปช. ตามมาตรา ๔๖ [กรณีอนุกรรมการฯ มีลักษณะดังกล่าว ให้ผู้น้ันแจ้งต่อประธานปปช.โดยเร็ว ระหว่ างนั้นห้ ามยุ่งเกียวกับการดําเนินการของอนุกรรมการ] จึงไม่อาจรับ ่ฟังรายงานและความเห็นของ คกก.ปปช. มาพจารณาโทษทางวินัยผู้ฟองคดีได้ เห็นว่า ิ ้ผู้ฟองคดีได้ รับแจ้ งคําสั่ งแต่ งตั้งอนุ กก. และให้แจ้งคัดค้านภายใน ๗ วันต่อประธาน ้ปปช. ถ้ าไม่ ยนคัดค้ านถือว่ าไม่ ประสงค์ คดค้ าน ื่ ั - อย่ างไรกตาม ปัญหาคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่เป็นปัญหาความสงบฯ ศาลหยบยกขึน ็ ิ ้พิจารณาได้
    • การตระเตรียม ดําเนินการจัดทําคําสั่งทางปกครอง ประสิทธิภาพ เปดเผย สืบสวน 1.ทราบขอเท็จจริงอยาง เพียงพอ สอบสวน 2.ใหสิทธิโตแยง ไตสวน ตรวจสอบเอกสารได 36
    • มาตรา ๒๙ เจ้ าหน้ าทีต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ตนเห็นว่ า จําเป็ นแก่ การพิสูจน์ ข้อเท็จจริง ใน ่การนี้ ให้ รวมถึงการดําเนินการดังต่ อไปนี้ (๑) แสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่ างทีเ่ กียวข้ อง ่ (๒) รับฟังพยานหลักฐาน คําชี้แจง หรื อความเห็นของคู่กรณี หรื อของพยานบุคคลหรื อพยานผู้เชี่ ยวชาญที่คู่กรณีกล่ าวอ้ าง เว้ นแต่ เจ้ าหน้ าที่เห็นว่ าเป็ นการกล่ าวอ้ างที่ไม่ จําเป็ นฟุ่ มเฟื อยหรื อเพื่อประวิงเวลา (๓) ขอข้ อเท็จจริงหรือความเห็นจากคู่กรณี พยานบุคคล หรือพยานผู้เชี่ยวชาญ (๔) ขอให้ ผู้ครอบครองเอกสารส่ งเอกสารทีเ่ กียวข้ อง ่ (๕) ออกไปตรวจสถานที่ คู่กรณีต้องให้ ความร่ วมมือกับเจ้ าหน้ าที่ในการพิสูจน์ ข้อเท็จจริง และมีหน้ าที่แจ้ งพยานหลักฐานที่ตนทราบแก่ เจ้ าหน้ าที่ พยานหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่เจ้ าหน้ าที่เรียกมาให้ ถ้อยคําหรือทําความเห็นมีสิทธิได้ รับค่ าป่ วยการตามหลักเกณฑ์ และวิธีการทีกาหนดในกฎกระทรวง ่ํ 37
    • มาตรา ๓๐ ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคูกรณี เจาหนาที่ตองใหคูกรณีมีโอกาสที่จะไดทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอ และมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน ความในวรรคหนึ่ ง มิ ใ ห นํ า มาใช บั ง คั บ ในกรณี ดั ง ต อ ไปนี้ เว น แต เ จ า หน า ที่ จ ะเห็นสมควรปฏิบัติเปนอยางอื่น (๑) เมื่อมีความจําเปนรีบดวนหากปลอยใหเนิ่นชาไปจะกอใหเกิดความเสียหายอยางรายแรงแกผูหนึ่งผูใดหรือจะกระทบตอประโยชนสาธารณะ (๒) เมื่อจะมีผลทําใหระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกําหนดไวในการทําคําสั่งทางปกครองตองลาชาออกไป (๓) เมื่อเปนขอเท็จจริงที่คูกรณีนั้นเองไดใหไวในคําขอ คําใหการหรือคําแถลง (๔) เมื่อโดยสภาพเห็นไดชัดในตัววาการใหโอกาสดังกลาวไมอาจกระทําได (๕) เมื่อเปนมาตรการบังคับทางปกครอง (6) 38 กรณีอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
    • กรณี ปลดรองนายก? 39
    • คําพิพากษาศาลปกครองคดีไมตองใหโอกาสชี้แจงขอเท็จจริง คําพิพากษาศาลปกครองขอนแกนที่ ๑๔๒/๒๕๔๘ นายกองคการบริหารสวนตําบลมีคําสั่งถอดถอนรองนายกฯ ใหพนจากตําแหนงตามมาตรา ๕๙ (๓) แหง พรบ.สภาตําบลและองคการบริหารสวนตําบล การที่ผูไดการแตงตั้งเปนรองนายกฯ จะอยูปฏิบัติหนาที่ในตําแหนงรองนายกฯ ในระยะเวลาเทาใดหรือจะถูกถอดถอนเมื่อใด จึงเปนอํานาจของนายกฯ เมื่อนายกฯ เห็นวา การปฏิบัติหนาที่ของรองนายกฯไมบรรลุวัตถุประสงคและเปาหมายที่นายกฯ ไดใหไวกับประชาชน นายกฯ จึงไดออกคําสั่งถอดถอนรองนายกฯ จึงเปนการใชอํานาจที่กฎหมายกําหนดไว แตโดยที่คําสั่งถอดถอนรองนายกฯ เปนคําสั่งทางปกครอง ซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิของรองนายกฯต อ งเป น ไปตาม มาตรา ๓๐ วรรคแรก ที่ บั ญญั ติ ใ ห เ จ า หน า ที่ ค วรให คู ก รณี มี โ อกาสที่ จ ะได รั บ ทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอ และมีโอกาสแสดงพยานหลักฐานของตน แตความในวรรคแรกไดรับการยกเวนมิตองนํามาใชบังคับ หากเปนกรณีที่กําหนดไวตามวรรคสอง รวม ๖ ประการ โดยมีกรณีที่ (๖) เปนกรณีที่กําหนดไวในกฎกระทรวง การใหพนจากตําแหนง จึงเปนคําสั่งที่ไดรับการยกเวนที่ไมตองแจงใหคูกรณีไดมีโอกาสทราบขอเท็จจริงและโตแยงหรือแสดงพยานหลักฐานกอน (และคําพิพากษาศาลปกครองสงขลาที่ ๒๐๕/๒๕๕๑ วินิจฉัยทํานองเดียวกัน) 40
    • • คําพิพากษาศาลปกครองสงขลาที่ ๒๐๕/๒๕๕๑ นายกเทศมนตรีมีคําส่ ังให้พ้นจากตําแหน่งตาม มาตรา 48 โสฬส วรรคหนึ่ ง (2) แห่ ง พระราชบัญญั ติเทศบาล พ.ศ.2496 นั น กฎหมายมิไ ด้ ้ กําหนดหลั กเกณฑ์ หรื อเงื่อนไขว่ า นายกเทศมนตรี จะมีคําสั่ง ให้ ร องนายกเทศมนตรี พ้ นจาก ตําแหน่ งในกรณีใดบ้ าง จึงเป็ นกรณีท่ ีกฎหมายมีเจตนารมณ์ ท่ ีจะให้ อํานาจนายกเทศมนตรี ใช้ ดุ ล พินิ จ ในการออกคําสั่ งให้ ร องนายกเทศมนตรี พ้น จากตํา แหน่ ง ตามความเหมาะสม ทัง นี ้ ้ เพ่ ือให้การบริหารงานของเทศบาลรวมทังของนายกเทศมนตรีบรรลุผลตามนโยบายท่ ีได้แถลงไว้ต่อสภา ้ เทศบาล ดังนัน เมื่อใดก็ตามที่นายกเทศมนตรี เห็นว่ า ไม่ จาเป็ นที่จะต้ องมีรองนายกเทศมนตรี ้ ํ ต่อไป หรือรองนายกเทศมนตรีท่ ีแต่งตังไว้ไม่เหมาะสมหรือไม่อาจปฏิบัติงานร่วมกันต่อไปได้ ้ นายกเทศมนตรี ย่ อ มมี อํา นาจสั่ ง ให้ ร องนายกเทศมนตรี พ้ น จากตํ า แหน่ ง ได้ ดั ง นั น การที่ ้ นายกเทศมนตรี ออกคําสั่งที่ 234/2547 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2547 ให้ผ้ ูฟองคดีพ้นจากตําแหน่ง ้ รองนายกเทศมนตรี จึงเป็นการกระทาท่ ีชอบด้วยกฎหมายแล้ว (และคําพิพากษาศาลปกครอง ํ ขอนแก่ นที่ 142/2548 วินิจฉัยทํานองเดียวกัน) 41
    • ให้ตรวจดเอกสาร มาตรา 31 32 ู• คู ก รณีมี สิ ท ธิ ข อตรวจดู เ อกสารที่ จํ า เป นตอ งรู เ พื่อ การ โตแยงหรือชี้แจงหรือปองกันสิทธิของตนได แตถายังไมได ทําคําสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น คูกรณีไมมีสิทธิขอตรวจดู เอกสารอันเปนตนรางคําวินิจฉัย • เจ า หน า ที่ อ าจไม อ นุ ญ าตให ต รวจดู เ อกสารหรื อ พยานหลักฐานได ถาเปนกรณีที่ตองรักษาไวเปนความลับ 42
    • การออกคําสังทางปกครอง ่ แบบของคําสัง ่ การแจ้งคาสงทางปกครอง ํ ั่รปแบบคาสง ู ํ ั่ การให้เหตผล ุ คําสังทางปกครอง ่ เงื่อนไขการแจ้ง มีผลเมื่อได้แจ้ง แจ้งอย่างไร แจ้งแก่ใคร แจ้งอะไร วาจา หนังสือ รปแบบอื่น ู เจาะจงตัว ผูรบคําสัง ้ ั ่ สาระสําคัญ ปิดประกาศ ผแทน ู้ ของคําสัง ่ ระบุรายการต่าง ๆ ประกาศ นสพ. 43 FAX
    • มาตรา ๓๗ คาสงทางปกครองท่ทาเป็นหนังสอและการยนยนคาสง่ั ทางปกครองเป็นหนังสอตองจด ํ ั่ ีํ ื ื ั ํ ื ้ ัใหมีเหตผลไวดวย และเหตผลน้นอย่างนอยตองประกอบดวย ้ ุ ้้ ุ ั ้ ้ ้ ก ร ณี ป ล ด (๑) ข้อเท็จจริงอันเป็ นสาระสําคัญ รองนายก (๒) ขอกฎหมายท่อา้ งอง ้ ี ิ (๓) ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุ นในการใช้ดลพินิจ ุ นายกรัฐมนตรีหรือผูซ่ึงนายกรัฐมนตรีมอบหมายอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนดให้คาสัง่ ้ ํทางปกครองกรณีหน่ึ งกรณีใดตองระบเุ หตผลไวในคาสง่ั น้นเองหรอในเอกสารแนบทายคาสง่ั น้นกได ้ ้ ุ ้ ํ ั ื ้ ํ ั ็ บทบญญตตามวรรคหน่ึ งไม่ใชบงคบกบกรณีดงต่อไปน้ ี ั ัิ ้ั ั ั ั (๑) เป็นกรณีท่มีผลตรงตามคาขอและไม่กระทบสทธและหนาท่ของบคคลอน ี ํ ิ ิ ้ ี ุ ่ื (๒) เหตผลน้นเป็นท่รูกนอยู่แลวโดยไม่จาตองระบอก ุ ั ี้ั ้ ํ ้ ุี (๓) เป็นกรณีท่ตองรกษาไวเ้ ป็นความลบตามมาตรา ๓๒ ี ้ ั ั (๔) เป็นการออกคาสงทางปกครองดวยวาจาหรอเป็นกรณีเรงด่วน แต่ตองใหเ้ หตผลเป็นลายลกษณ์ ํ ั่ ้ ื ่ ้ ุ ั 44อกษรในเวลาอนควรหากผูอยู่ในบงคบของคาสง่ั น้นรองขอ ั ั ้ ั ั ํ ั ้
    • รูปแบบของคําสังทางปกครองที่ เป็ นหนังสือ ่1. วัน เดือน ปี ที่ออกคําสัง ่2. ชื่อ/ตาแหน่ง/ลายมือชื่อเจ้าหน้ าทีผออกคําสัง ํ ู้ ่3. เหตุผล โดย - ต้องมีข้อเทจจริง ็ - ข้อกฎหมาย. - ข้อพิจารณา 45 - ข้อสนับสนุนในการใช้ดลพินิจ ุ
    • คาพพากษาศาลปกครองคดีไม่แจงเหตผลในการออกคาสง่ั ํ ิ ้ ุ ํ• คาพพากษาศาลปกครองขอนแก่นท่ี ๓๒๑/๒๕๕๒ แม้ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติเทศบาลจะ ํ ิ ้ กําหนดให้การแต่งตังและถอดถอนรองนายกเทศมนตรีเป็ นอํานาจและดุลยพินิจของผูถูกฟ้ องคดีท่ี 1 ้ ้ ้ ั ้ และการได้มาซึ่งผูดํารงตําแหน่ งผูถูกฟ้ องคดีท่ี 1 ในปัจจุบนมาจากการเลือกตังโดยตรงของประชาชน แต่โดยการใชอานาจของผูถกฟ้องคดีท่ี 1 ตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของประชาชนหรือผู ้ ้ํ ู้ ท่ีอยู่ภายใตอานาจ จึงย่อมตองอยู่ภายใตหลกการของการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย ้ํ ้ ้ ั ้ ้ ้ ้ั การท่ีกฎหมายกําหนดใหการแต่งตงและถอดถอนรองนายกเทศมนตรีเป็นอานาจและดุลยพินิจของ ํ นายกเทศมนตรี(ผูถูกฟ้ องคดีท่ี 1) จึงมีความหมายแต่เพียงให้อานาจนายกเทศมนตรีในลักษณะเป็ น ้ ํ ้ อํานาจดุลยพินิจที่จะเลือกและตัดสินใจในการแต่งตังและถอดถอนรองนายกได้ดวยตนเอง แต่ตอง ้ ้ ้ ้ ้ั ดําเนินการใหถูกตองตามรูปแบบขนตอนหรือภายในขอบเขตของกฎหมาย หาไดหมายความว่าเป็น ้ การให้อานาจแก่นายกเทศมนตรีในการออกคําสัง่ ให้รองนายกเทศมนตรีพนจากตําแหน่ งได้โดยอิสระ ํ ้ ตามอําเภอใจ โดยไร้ขอบเขตหรือโดยปราศจากหลักเกณฑ์แต่อย่างใด คําสัง่ ของผูถูกฟ้ องคดีท่ี 1 จึง ้ 46 เป็นคาสงทางปกครองท่ไม่ชอบดวยกฎหมาย ํ ั่ ี ้
    • 4. ชั้นทบทวนคําสั่งทางปกครอง การทบทวนโดยเจาหนาที่ การอุทธรณ การขอใหพิจารณาใหม การเพิกถอนคําสั่งคูกรณีตองอุทธรณเปน การอุทธรณไมเปนการ 1. มีพยานหลักฐานใหมหนังสือภายใน 15 วัน ทุเลาการบังคับ 2. คูกรณีที่แทจริงไมไดเขามาใน นับแตไดรับแจง ตามคําสั่ง กระบวนการ 3. จนท. ไมมีอํานาจทําคําสั่ง 4. ขอเท็จจริงหรือกฎหมายเปลี่ยนแปลง 47
    • มาตรา ๔๔ ภายใตบังคับมาตรา ๔๘ ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองใดไมไดออกโดยรัฐมนตรี และไมมีกฎหมายกําหนดขั้นตอนอุทธรณภายในฝายปกครองไวเปนการเฉพาะ ใหคูกรณีอุทธรณคําสั่งทางปกครองนั้นโดยยื่นตอเจาหนาที่ผูทําคําสั่งทางปกครองภายในสิบหาวัน นับแตวันที่ตนไดรับแจงคําสั่งดังกลาว คําอุทธรณตองทําเปนหนังสือโดยระบุขอโตแยงและขอเท็จจริงหรือขอกฎหมายที่อางอิง ประกอบดวย การอุทธรณไมเปนเหตุใหทุเลาการบังคับตามคําสั่งทางปกครองเวนแตจะมีการสั่งใหทุเลาการบังคับตามมาตรา ๕๖ วรรคหนึ่ง 48
    • กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง1. ต้ องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่กฎหมายเฉพาะนั้นกําหนดไว้ เป็ นหลัก แต่ มีมาตรฐาน ไม่ ตํ่ากว่ า กม.วิ.ปกครองฯ และวิธีปฏิบัติราชการให้ เป็ นตาม กม.วิ.ปกครองฯ (มาตรา ๓ และ มาตรา ๕)2. เตรียมการและดําเนินการโดยเจ้ าหน้ าที่ผู้มีอานาจ (มาตรา ๑๒) ํ3. ซึ่งไม่มส่วนได้เสีย (มาตรา ๑๓ - ๑๖) ี4. คู่กรณีต้องมีความสามารถ (ม.๒๑ – ๒๒)5. ต้ องแจ้ งสิ ทธิหน้ าทีในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง (มาตรา ๒๗) ่6. ต้ องพิจารณาพยานหลักฐานทีเ่ กียวข้ องทุกอย่ าง (มาตรา ๒๙) ่ 49
    • กฎหมายวิธีปฏิบตราชการทางปกครอง ั ิ8. ต้ องให้ ผู้ถูกออกคําสั่ งได้ ทราบข้ อเท็จจริ งอย่ างเพียงพอและมีโอกาสได้ โต้ แย้ งและแสดงพยานหลักฐาน ของตน (มาตรา ๓๐)9. ได้ ตรวจดูเอกสารของเจ้ าหน้ าที่ (มาตรา 31,32)10. คําสั่ งทางปกครองเป็ นหนังสื อ จะต้ องสรุ ปข้ อเท็จจริงและเหตุผล และอ้ างตัวบทกฎหมายรับรองอํานาจใน การออกคําสั่ ง (มาตรา ๓๗)11. หากออกคําสั่ งแล้ วไปกระทบสิ ทธิของผู้ใด ผู้ที่ถูกกระทบสิ ทธิจากการออกคําสั่ งสามารถอุทธรณ์ คําสั่ งทาง ปกครองนั้นได้ (มาตรา ๔๔)12. รวมทั้งหากมีข้อเท็จจริงเกิดขึนใหม่ ทจะทําให้ การพิจารณามีคาสั่ งของเจ้ าหน้ าที่เปลี่ยนไป ก็สามารถขอให้ ้ ี่ ํ มีการพิจารณาใหม่ ได้ (มาตรา ๕๔)13. หากออกคําสั่ งทางปกครองไปแล้ ว แต่ ผู้รับคําสั่ งฝ่ าฝื น เจ้ าหน้ าที่อาจนํามาตรการบังคับทางปกครองมา ใช้ กบผู้ฝ่าฝื นได้ อก (มาตรา ๕๘) ั ี 50
    • • อํานาจเจ้ าหน้ าที่ • ความเปนกลาง • ประสิทธิภาพ ไตสวนวิธีการ • เปดเผย ใหโอกาสคูกรณี • ใหแจงขอมูล ใหสิทธิ์โตแยงขันตอน ้ • ผานการใหความเหนชอบ  ็ • สรุปขอเท็จจริง รู ปแบบ • อางขอกฎหมาย • ขอสนับสนนในการใชดลพนจ ุ ุ ิ ิ 51
    • การดําเนินการเพื่อออกคําสั่งทางปกครอง แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน รวบรวมหลักฐานฝายกลาวหาแจงขอเท็จจริงที่เปนเหตุผลในการออกคําสั่ง ใหโอกาสชี้แจงแสดงพยานหลักฐาน การพิจารณาความผิด การพิจารณาโทษ คณะกรรมการเสนอความเห็นไปยังผูแตงตั้ง ขอความเห็นชอบตามขั้นตอน ออกคําสั่งทางปกครอง 52
    • คาถาม ํ 1. เป็นการใชอานาจ ้ํ 1. สตง.ช้ ีมูล ตามกฎหมายใด 2. ปปช.ช้ ีมูล 2. กระทบต่อสิทธิหน้าที่ อย่างไร 3. เป็นคาสง่ั ํทางปกครองหรอไม่ อย่างไร ื 53
    • ศาลปกครองมีอานาจพิจารณาพิพากษาหรอมีคาสงในเรองดงต่อไปนี้ ํ ื ํ ั่ ื่ ั คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐกระทําการ โดยไมชอบดวยกฎหมาย ไมวาจะเปน การออกกฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใด เนื่องจาก กระทําโดยไมมีอํานาจ หรือนอกเหนืออํานาจหนาที่ หรือไมถูกตอง ตามกฎหมาย หรื อโดยไม ถู กต องตามรู ปแบบขั้ นตอน หรื อวิ ธี การอั นเป น สาระสําคัญที่กําหนดไวสําหรับการกระทํานั้น หรือโดยไมสุจริต หรือมีลักษณะ เปนการเลือกปฏิบัติที่ไมเปนธรรม หรือมีลักษณะเปนการสรางขั้นตอนโดยไม จําเปน หรือสรางภาระใหเกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเปนการใชดุลพินิจ โดยมิชอบ
    • รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๒๘๒ การกํากับดูแลองคกรปกครองสวนทองถิ่น ตองทําเทาที่จําเปนและมีหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจนสอดคลองและเหมาะสมกับรูปแบบขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยตองเปนไปเพื่อการคุมครองประโยชนของประชาชนในทองถิ่นหรือประโยชนของประเทศเปนสวนรวม และจะกระทบถึงสาระสําคัญแหงหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณของประชาชนในทองถิ่น หรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไวมิได ในการกํากับดูแลตามวรรคหนึ่ง ใหมีการกําหนดมาตรฐานกลางเพื่อเปนแนวทางใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นเลือกไปปฏิบัติไดเอง โดยคํานึงถึงความเหมาะสมและความแตกตางในระดับของการพัฒนาและประสิทธิภาพในการบริหารขององคกรปกครองสวนทอ งถิ่นในแตละรูปแบบโดยไมกระทบตอความสามารถในการตัดสินใจดําเนินงานตามความตองการขององคกรปกครองสวนทองถิ่น 55รวมทั้งจัดใหมีกลไกการตรวจสอบการดําเนินงานโดยประชาชนเปนหลัก
    • เหตุที่ทําใหการกระทําทางปกครองไมชอบดวยกฎหมาย 1. โดยไมมีอํานาจ 2. นอกเหนืออํานาจหนาที่ 3. โดยไมถูกตองตามกฎหมาย 4. โดยไมถูกตองตามรูปแบบขั้นตอน 5. โดยไมถูกตองตามวิธีการอันเปนสาระสําคัญ 6. โดยไมสุจริต 7. โดยเลือกปฏิบัติไมเปนธรรม 8. โดยสรางขั้นตอนโดยไมจําเปน 9. โดยมีลักษณะเปนการสรางภาระใหเกิดกับประชาชนเกินสมควร 56 10. โดยใชดุลพินิจไมชอบ
    • 1.กรณีกระทําโดยไมมีอํานาจหนวยงานของรัฐหรือเจาหนาที่ของรัฐจะดําเนินการใดๆ ที่กระทบตอสิทธิ เสรีภาพ หรือประโยชนโดยชอบธรรมของประชาชนได ตอเมื่อมีกฎหมายบัญญัติใหอํานาจไวชัดแจง การกระทําที่ไมมีอํานาจคือ 1. ไมมีกฎหมายใหอํานาจไว 2. กระทําโดยเจาหนาที่ไมมีอํานาจตามกฎหมายในเรื่องนั้น 3. เจาหนาที่ ไมไดรับมอบอํานาจ 4. กฎหมายนั้นไมไดระบุใหมอบอํานาจ 5. การมอบอํานาจไมชอบดวยกฎหมาย 6. ออกคําสั่งฯ เมื่อพนระยะเวลา (คําสั่งตามมาตรา 12) 57 หน้าท่ ี 39
    • 2.กรณีกระทํานอกอํานาจหนาที่เป น กรณี ที่ ห น ว ยงานทางปกครองหรื อ เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ มี อํ า นาจกระทํ า ได ต ามกฎหมายอยูแลว และมีอํานาจหนาที่ที่จะดําเนินการอยางใดอยางหนึ่ง เพียงแตไดกระทําเกินกวาที่กฎหมายใหอํานาจอํานาจหนาที่ที่ตนมีอยูคดี ห มายเลขแดงที่ อ. ๒๔๗/๒๕๕๒ เครื่ อ งอุ ป กรณ เ ด็ ก เล น ที่ ผู ถู ก ฟ อ งคดี ติ ด ตั้ ง ในสวนสาธารณะประกอบไปดวยบันไดลื่น จํานวน ๔ ตัว อุโมงคสไลเดอร จํานวน ๔ ตัวสะพานเชื่อมระหวางบันไดลื่น จํานวน ๒ ชุด โดยอุปกรณทั้งหมดเชื่อมติดตอกัน โดยสภาพจึงเปนเครื่องอุปกรณเด็กเลนที่มีขนาดใหญที่กอใหเกิดเสียงดังรบกวนความเปนอยูของผูฟองคดีที่จะไดอยูดวยความสงบ อีกทั้งมีความสูงอันทําใหผูฟองคดีเสียความเปนสวนตัวการดําเนินการของผูถูกฟองคดี จึงเปนการใชอํานาจนอกเหนืออํานาจหนาที่ตามที่ 58กฎหมายกําหนดอันเปนการไมชอบดวยกฎหมาย
    • 3.กรณีกระทําโดยไมถูกตองตามกฎหมายกรณีที่หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐจะพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคําสั่งหรือดําเนินการในเรื่องหนึ่งเรื่องใดตามอํานาจหนาที่ที่กฎหมายบัญญัติไว อันมีผลกระทบตอสิทธิของบุคคล หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรั ฐ จะต อ งพิ จ ารณาองค ป ระกอบของข อ เท็ จ จริ ง และข อ กฎหมายที่เกี่ยวของใหครบถวนวาสอดคลองตองกันกอนออกคําสั่งหรือดําเนินการในเรื่องนั้นๆ การกระทําโดยไมถูกตองตามกฎหมายเปนกรณีที่หนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐออกกฎ หรือคําสั่งทางปกครอง หรือกระทําการใดๆ ที่มีขอเท็จจริงขัดหรือแยงกับตัวบทกฎหมายแมบท หรือกฎหมายลําดับรอง หรือขัดรัฐธรรมนูญก็ได  เนื้อหาของคําสังฯขัดหรือแยงตอกฎหมาย ่ 59  ออกกฎหรือคําสังฯ ไมเปนไปตามเงื่อนไขทีกฎหมายกําหนด ่ ่
    •  คําพิพากษาศาลปกครองสูง สุดที่ อ.๓๑๐/๒๕๕๐ การยายผูฟอ งคดีซึ่ง เปนพนักงานเทศบาลจาก ตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียน ระดับ ๘ ไปดํารงตําแหนงรักษาการในตําแหนงอาจารยใหญ ระดับ ๗ โดยผูฟองคดีไมไดสมัครใจนั้น ผลของคําสั่งทําใหผูฟองคดีตองยายจากตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียน ซึ่งเปนตําแหนงที่มีเงินประจําตําแหนงไปดํารงตําแหนงรักษาการอาจารยใหญซึ่งเปนตําแหนงที่ไมมี เงินประจําตําแหนง ซึ่งขัดตอประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล เรื่อง มาตรฐานทั่วไป เกี่ยวกับหลักเกณฑและเงื่อนไขการคัดเลือก การบรรจุ แตงตั้ง การยาย การโอน การเลื่อนระดับ และ การเลื่อนขั้นเงินเดือน ขอ ๒๒ การยายพนักงานเทศบาลตําแหนงใดไปแตงตั้งใหดํารงตําแหนงในสาย งานที่ต่ํากวาตําแหนงสายงานเดิมหรือระดับต่ํากวาเดิมหรือยายพนักงางานเทศบาลในตําแหนงสาย งานผูบริหารและผูบริหารสถานศึกษาไปแตงตั้งใหดํารงตําแหนงสายผูปฏิบัติงานใหกระทําไดตอเมื่อ พนักงานเทศบาลผูนั้นสมัครใจและไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการพนักงานเทศบาล ยอมทําให ผู ฟ อ งคดี ไ ด รั บ ความเสี ย หาย จึ ง เป น การกระทํ า ละเมิ ดจากการปฏิ บัติ ห น า ที่ เทศบาลในฐานะ หนวยงานของรัฐในสังกัดจึงตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายใหแกผูฟองคดี
    • 4. กรณีกระทําไมถูกตองตามรูปแบบ ขั้นตอน เปนกรณีที่กฎหมายกําหนดรูปแบบ ขั้นตอนไวใหในกรณีที่เจาหนาที่หรือหนวยงาน ของรัฐจะทําการออกกฎ คําสั่งทางปกครอง หรือปฏิบัติการทางปกครองในเรื่องใดเรื่อง หนึ่ง จําตองทําตามรูปแบบ ขั้นตอนที่กฎหมายกําหนด มิฉะนั้นแลวจะเปนการไมชอบ ดวยรูปแบบ หรือมิชอบดวยขั้นตอน ซึ่งแยกพิจารณาออกได 2 กรณี คือ ผิดรูปแบบ และผิดขั้นตอน 1. รูปแบบตามที่กฎหมายกําหนด (ม.34-37 วิ.ปกครอง กรณีคําสั่งทางปกครอง, เหตุผลประกอบ คําสั่งฯ,หากเปนหนังสือ ตองมีรายการครบ ฯลฯ) 2. ขั้นตอนตามที่กฎหมายกําหนด (ม.29-30 วิ.ปกครอง ใหแจงขอมูล ใหสิทธิ์โตแยง ,หรือกรณีที่ กฎหมายใหคณะกรรมการพิจารณา ใหองคกรพิจารณากอน เพื่อขอคําปรึกษาหารือ หรือขอ ความเห็น)
    • คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๑๒/๒๕๔๘ การที่นายอําเภอซึ่งเปนผูกํากับดูแล องค การบริห ารสวนตําบลจะใชอํานาจตามพระราชบัญญัติสภาตําบลและองคการ บริหารสวนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ วินิจฉัยใหสมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบลสิ้นสุด สมาชิ กภาพนั้น จะตอ งใหโ อกาสแกสมาชิกสภา ดังกลาวไดทราบขอ เท็จ จริงอยาง เพียงพอ และมีโอกาสโตแยงแสดงพยานหลักฐานของตน รวมทั้งตองวินิจฉัยโดยมี ขอเท็จจริงสนับสนุนอยางเพียงพอ ไมเชนนั้นยอมเปนการกระทําที่ไมชอบดวยกฎหมาย คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๐/๒๕๕๐ กรณีที่นายกเทศมนตรีออกคําสั่งไม เลื่อนขั้นเงินเดือนใหแกผูฟองคดีตามความเห็นของปลัดเทศบาล โดยมิไดแจงผลการ ประเมิ น ใหผู ฟอ งคดีท ราบกอ นออกคํา สั่งดังกลาวตามมาตรา ๗๒ วรรคสาม แห ง พระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบหนังสือสํานักงาน ก.พ. และหนังสือสํานักงาน ก.ท. จึงเปนกรณีที่ปฏิบัติไมถูกตองตามขั้นตอนและวิธีการ ที่กฎหมายกําหนด 62
    • คําพิพากษาศาลปกครองพิษณุโลกที่ ๑๕๑/๒๕๕๐ ผูฟองคดีเปนประธานกรรมการกําหนดราคากลางใชวัสดุและราคาที่ผูประมาณราคากอสรางจัดทําไวมา กําหนดเปนราคากลางโดยไมไดตรวจสอบหรือคํานวณปริมาณวัสดุโดยการถอดแบบ ราคาคากอสรางที่ทํา ไวผิดพลาด ราคากลางจึงผิดพลาดไปดวย เปนความผิดฐานไมเอาใจใสระมัดระวังรักษาผลประโยชนของ ทางราชการ และตรวจรับงานทั้งที่ไมครบแบบรูปรายการ บกพรองตอหนาที่ไมตรวจรับงานใหเปนไปตาม แบบแปลนและรายละเอียดในสัญญา อันเปนความผิดฐานไมเอาใจใสรักษาผลประโยชนของทางราชการ ทั้งสองกรณีเปนความผิดวินัยไมรายแรง เห็นควรตัดเงินเดือน 5% 3 เดือน แตคณะกรรมการสอบสวน ทางวินัยมิไดเรียกผูฟองคดีมาพบเพื่อแจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหา และ ไมจัดทําบันทึกตามแบบ สว. 3 จึงเปนการกระทําที่ไมเปนไปตามหลักเกณฑตามประกาศ ก.ทจ. การสอบปากคําผูถูกกลาวหาและพยานตองมีกรรมการสอบสวนไมนอยกวากึ่งหนึ่งจึงจะสอบสวนได การที่ นําเอกสารรายงานการสอบสวนกรณีถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัยมูลกรณีเดียวกันของ ทน.เชียงใหม อีก ทั้งผูถูกกลาวหาทั้ง 6 คน ไมใชพยานบุคคลในสํานวนการสอบสวนของผูฟองคดี และผูสอบปากคําก็ไมใช กรรมการสอบสวนในสํ านวนสอบสวนผู ฟอ งคดี จึ ง ไม อ าจถือ ว าข อ เท็ จ จริ ง ในรายงานการสอบสวน ดังกลาวเปนคําใหการพยานที่จะนํามาประกอบการสอบสวนลงโทษผูฟองคดีได
    • 5. กรณีกระทําโดยไมถูกตองวิธีการอันเปนสาระสําคัญ โดยทั่วไป เจาหนาที่ของรัฐจะดําเนินการทางปกครองตามวิธีการตางๆ ซึ่งมีรายละเอี ย ดและลั ก ษณะวิ ธี ก ารที่ ห ลากหลายแตกต า งกั น ตามสภาพของงานใหบรรลุผ ลตามวั ต ถุป ระสงค และเพื่ อให บ รรลุ ผลอย างมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ บางครั้ งเจาหนาที่ของรัฐจะตองปรับวิธีการตาง ๆ ใหเหมาะสมกับสถานการณที่เปลี่ยนไปดวย โดยบางกรณีอาจใชวิธีการหนึ่ง แตอาจใชวิธีการอีกอยางหนึ่งในกรณีเดียวกันดวยเหตุที่ฝายนิตบัญญัตเห็นวา การกระทําทางปกครองในกรณีใดๆ กรณีหนึ่งจําตอง  ิ ิใชวิธีการเดียวเทานั้นเพราะอาจเกิดผลกระทบตอประโยชนสาธารณะมากกวาที่จะไดรับประโยชนจากการกระทําโดยวิธีอื่นใด จึงไดกําหนดวิธีการทางปกครองวิธีเดียวเทานั้นที่เปนสาระสําคัญแหงการกระทํา หากเจาหนาที่ของรัฐไมปฏิบัติตามวิธีการดังกลาว ถือวาเปนการกระทําไมชอบดวยกฎหมาย 64
    •  คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๙๐/๒๕๔๙ ประธานสภามีหนาที่ แจงใหสมาชิกสภาฯที่ถูกยื่นญัตติใหพนจากสมาชิกภาพไดทราบญัตติ กอนการประชุมสภาฯ เพื่อเตรียมหลักฐานชี้แจงแกขอกลาวหาตาม ระยะเวลาที่ กํ า หนดไว ใ นข อ บั ง คั บ กระทรวงมหาดไทยว า ด ว ยการ ประชุมสภาองคการบริหารสวนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งตองดําเนินการ ใหเปนไปตามหลักเกณฑของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยงาน สารบรรณ พ.ศ. ๒๕๒๖ เมื่อไมปรากฏวาสมาชิกสภาฯ ที่ถูกยื่นญัตติ ไดรับการแจงญัตติตามที่กฎหมายกําหนด การที่สภาฯ มีมติใหสมาชิก สภาฯ ดังกลาวพนจากสมาชิกภาพ จึงเปนการออกคําสั่งโดยไมถูกตอง ตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเปนสาระสําคัญที่กฎหมายกําหนด ไวสําหรับการกระทํานั้น 65
    • 6.กระทําโดยไมสุจริต(การใชอํานาจเพื่อประโยชนสวนตัว)เจาหนาที่ของรัฐใชกฎหมายที่ใหอํานาจไวสําหรับการกระทํานั้น มาปรับใชอํานาจบิดเบือนใหสอดคลองกับขอเท็จจริงการกระทําโดยมีเจตนา หรือวัตถุประสงคนอกเหนือไปจากวัตถุประสงคที่กฎหมายใหอํานาจไว เพื่อแสวงหาประโยชน ส ว นตั ว หรื อ ของผู อื่ น ไม ไ ด ก ระทํ า การเพื่ อ คุ ม ครองประโยชน ส าธารณะ โดยหลั ก จะพิ จ ารณาจากมู ล เหตุ (motif) ของเจาหนาที่ผูกระทําทางปกครองนั้น ๆ วา ไดดําเนินการทางปกครองไปเพื่อบรรลุเจตนารมณของกฎหมายนั้นหรือไม โดยใชเหตุผลสวนตัวแอบแฝง 66หรือโดยกลั่นแกลงผูรับคําสั่งทางปกครองหรือไม
    • • คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๙๐/๒๕๔๗ ผูฟองคดีเปนขาราชการในสังกัดอบจ. ตําแหนง เจาหนาที่บริหารงานทั่วไป ๖ สวนอํานวยการ มีหนาที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานบริหารทั่วไป หรืองานเลขานุการที่ยากมาก โดยตองประยุกตใชความรูและประสบการณกับงานที่ปฏิบัติเพื่อ กําหนดและปรับเปลี่ยนแผนงานเพื่อใหการดําเนินงานเปนไปตามเปาหมายที่กําหนด โดยไมตองมี การกํากับตรวจสอบแนะนํา โดยสามารถวางแผนการปฏิบัติงานเองและตัดสินใจแกไขปรับเปลี่ยน แผนหรือแกไขปญหาในงานที่รับผิดชอบโดยอิสระ แตอบจ. ไดมีคําสั่งใหผูฟองคดีไปปฏิบัติงาน ประจํา ณ ทาเทียบเรือรัษฎา ซึ่งเปนทาเทียบเรือที่ใหเอกชนเชาดําเนินการ โดยมีหนาที่รับผิดชอบ ดูแลการใชทาเทียบเรือรัษฎาใหเปนไปโดยความเรียบรอยและประสานงานระหวางผูเชาทาเทียบ เรือรัษฎากับอบจ. และหนวยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับการดําเนินการทาเทียบเรือรัษฎา ในขณะที่ อบจ. ไดมีคําสั่งใหผูฟองคดีไปปฏิบัติงานประจํา ณ ทาเทียบเรือ สวนอํานวยการของอบจ. มี กรอบอัตรากําลังขาราชการจํานวน ๙ อัตรา และมีขาราชการตามกรอบอัตรากําลังจริงจํานวน ๖ อัตรา ผูฟองคดีเห็นวาการออกคําสั่งดังกลาวเปนการกลั่นแกลงจนไดรับความเดือดรอนเปนการ กระทําที่ไมชอบดวยกฎหมาย 67
    • 7.กรณีความเสมอภาค)โดยเลือกปฏิบัติที่ไมเปนธรรม (ขัดตอหลัก กระทํา  การกระทําของหนวยงานทางปกครองหรือเจาหนาที่ของรัฐที่มีลักษณะเปนการเลือก ปฏิ บั ติ ที่ ไ ม เ ป น ธรรมนั้ น ถื อ เป น การกระทํ า ที่ ขั ด ตอ หลั ก ความเสมอภาคอั น เป น หลั ก รัฐธรรมนูญทั่วไป  หลักความเสมอภาคเปนหลักกฎหมายที่รองรับสิทธิของราษฎรที่จะไดรับการปฏิบัติ จากรัฐอยางเทาเทียมกัน ซึ่งมีความหมายวาองคกรตางๆ ของรัฐรวมทั้งฝายปกครองตอง ปฏิบัติตอบุคคลที่เหมือนกันในสาระสําคัญอยางเดียวกัน และปฏิบัติตอบุคคลที่แตกตางกัน ในสาระสําคัญแตกตางกันออกไปตามลักษณะเฉพาะของแตละคน  การปฏิบัติตอบุคคลที่เหมือนกันในสาระสําคัญแตกตางกันก็ดี การปฏิบัติตอบุคคลที68 ่ แตกตางกันในสาระสําคัญอยางเดียวกันก็ดี ยอมขัดตอหลักความเสมอภาค
    • ขอคยกเวหมายที่ชอบธรรม กลาวคือ มีความมุงหมายเพื่อมี วามมุ ง น รั ก ษาหรื อ ก อ ให เ กิ ด ประโยชน ส าธารณะตามที่ ก ฎหมายที่ ใ ห อํานาจไว เพื่อจะใหความคุมครอง หรือจะใหเกิดขึ้นเปนมาตรการที่สามารถดําเนินการใหบรรลุวัตถุประสงคที่ชอบ ธรรมนั้นไดจริงในทางปฏิบัติเปนมาตรการที่จําเปนแกการดําเนินการใหบรรลุวัตถุประสงคที่ 69 ชอบธรรมนั้น
    •  คํ า พิ พากษาศาลปกครองสูง สุ ดที่ อ.๔๑/๒๕๕๒ กทจ.กํ าหนดให ร องปลั ดเทศบาล (นั กบริ ห ารงาน เทศบาล ๖) ขอเลื่อนและโอนไปดํารงตําแหนงปลัดเทศบาล (นักบริหารงานเทศบาล ๖) ที่วาง ตอง จัดทําวิสัยทัศนเสนอให กทจ.พิจารณาถึงความรูความสามารถเพื่อประกอบการพิจารณากอนใหความ เห็นชอบ ซึ่งในรายอื่นๆ ลักษณะเดียวกันไมตองจัดทําวิสัยทัศนในการเขาสูตําแหนง อันเปนการเลือก ปฏิบัติ ไมไดพิจารณาตามระเบียบหลักเกณฑที่กําหนดไว ในประกาศเรื่องหลักเกณฑเกี่ยวกับการเลื่อน ระดับและแตงตั้งขัดกับรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๙ อันเปนการขัดตอหลักแหงความ เสมอภาค คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๕๑/๒๕๕๑ ผูฟองคดี อางวาในจังหวัดมีสุสานที่มิไดขออนุญาต จัดตั้งเหมือนของผูฟองคดีเปนจํานวนมาก แตเจาพนักงานทองถิ่นมิไดดําเนินคดีและมีคําสั่งใหรื้อถอน อันเปนการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมตอผูฟองคดี การจะกลาวอางวาเปนการเลือกปฏิบัติที่ไมเปน ธรรมไดนั้น ตองเปนกรณีที่ผูกลาวอางมีสิทธิตามกฎหมายที่จะไดรับสิทธินั้นๆ แตไมไดรับสิทธินั้นเพราะ การเลื อ กปฏิ บัติไ ม เ ป นธรรม หาใช เ ป น กรณีที่ ผู ก ระทํา ผิ ดด ว ยกั น แต ผู ก ระทํ า ผิ ดบางคนยั ง มิ ไ ด ถู ก ดําเนินคดีเปนการเลือกปฏิบัติที่ไมเปนธรรมไม
    • 8.กรณีกระทําโดยสรางขั้นตอนโดยไมจําเปน(เกินขอบเขตแหงความจําเปนที่กม.กําหนด)คดีหมายเลขแดงที่ อ.๔๑/๒๕๕๒ การที่ผูถูกฟองคดีไดกําหนดใหผูฟองคดีปฏิบัติงานฐานะรองปลัดเทศบาล (นักบริหารงานเทศบาล ๖) ขอเลื่อนและโอนไปดํารงตําแหนงปลัดเทศบาล (นักบริหารงานเทศบาล ๖) ที่วาง ตองจัดทําวิสัยทัศนเสนอใหผูถูกฟองคดีพิจารณาถึงความรูความสามารถเพื่อประกอบการพิจารณากอนใหความเห็นชอบ ไมเปนไปตามประกาศของผูถูกฟองคดีเรื่องหลัก เกณฑเกี่ยวกับ การเลื่อนระดับ และแตงตั้งนัก บริห ารงานเทศบาล อั น เป น การสร า งขั้ น ตอนโดยไม จํ า เป น และเป น การขั ด ต อหลักการกระทําทางปกครองตองชอบดวยกฎหมาย ดังนั้น มติของผูถูกฟองคดีที่ใ หผูฟองคดีจัดทํ าวิสัยทัศ นป ระกอบการพิจารณากอนเขา สูตําแหนงปลัดเทศบาล นั้น จึงไมชอบดวยกฎหมาย
    • 9.กรณีกระทําโดยสร้ างภาระให้ เกิดกับประชาชนเกินสมควร (เป็ นการกระทําที่ขดตอหลกความได้สดสวน) ั ่ ั ั ่ มีลักษณะใกล้ เคียงกับการสร้ างขันตอนโดยไม่ จาเป็ น ้ ํ เพียงแต่ เหตุในกรณีนีจะพิจารณาในแง่ ท่ ีว่าเป็ นภาระ ้ ท่ เกดกับประชาชน และเป็นภาระท่ เกินสมควรหรือไม่ ี ิ ี ภาระในท่ ี นี อ าจเป็ นภาระอย่ า งใดก็ ไ ด้ เช่ น ภาระ ้ ทางด้ านค่ าใช้ จ่าย หรื อภาระที่ต้องกระทําการหรื องด เว้ นกระทําการอย่ างใดอย่ างหนึ่งหรื อหลายอย่ าง
    •  คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๙๔/๒๕๕๐ อบจ.กอสรางสะพานทางเดินเทา เลียบคลอง เพื่อให ประชาชนใชเ ปนทางสัญจรนั้น เมื่ อ ปรากฏว าผู ฟอ งคดี ซึ่ง มี ที่ดินอยู ติดกั บคลอง ได ล งทุ นเป นเงิ น ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อกอสรางอาคารและปรับปรุงที่ดินใหเปนบานพักตากอากาศ และมีบริการเรือ ใหนักทองเที่ยวไดทัศนศึกษาชมทิวทัศนและภาพแวดลอมสองฝงคลอง อันมีความจําเปนตองอาศัยการ เดินทางที่สะดวกปลอดภัยและสภาพแวดลอมที่เปนธรรมชาติเปนจุดขาย แตการกอสรางสะพาน ดังกลาวไดกอสรางหางจากฝงคลองออกมา เปนผลใหลําคลองแคบลงและทองน้ําตลอดแนวที่กอสราง สะพาน ขาย ในขณะที่ปรากฏขอเท็จจริงวา การใชประโยชนจากสะพานทางเดินเทาที่จะกอสรางเปน เพียงเพิ่มเสนทางสัญจรใหประชาชนขึ้นอี กเส นทางหนึ่ง โดยที่ เดิ มก็ มีเ ส นทางอื่นเชื่ อมต อ กับทาง สาธารณะซึ่ง ประชาชนไดอาศัยใชเสนทางดัง กลาวเขาออกสูถนนไดโดยไมมีปญหา ประกอบกับมี ประชาชนเพียงจํานวนนอยที่จะไดใชประโยชนจากการกอสรางสะพานทางเดินเทาดังกลาว จึงเห็นได วา ประโยชนที่ประชาชนจะไดรับจากการกอสรางสะพานดังกลาวเมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบที่ผู ฟองคดีจะไดรับ เห็นไดชัดวาจะทําใหผูฟองคดีไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายมากกวา 73
    • 10. กรณี กระทําโดยใช้ดลพินิจโดยมิชอบ ุ• การใช้ อํ า นาจตั ด สิ น ใจอย่ างอิ ส ระที่ จ ะเลื อ กดํ า เนิ น การหรื อ ไม่ ดํา เนิ นการ และหากเลือกท่ ีจะดํา เนินการ จะตัดสิน ใจดํา เนิ นการ อย่ างไร โดยมี เ หตุ ผ ลอั น สมควรภายในขอบเขตวั ต ถุ ป ระสงค์ เจตนารมณ์ ของกฎหมาย – วินิจฉัยข้อเทจจริงจากพยานหลักฐาน ็ – ปรั บตัวบทกฎหมาย – จะดาเนินการ หรือไม่ ํ – หากดําเนินการแล้ วต้ องเป็ นไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย
    • ความหมายของอํานาจดุลพินจ กับ อํานาจผูกพัน ิ“อํานาจผูกพัน” หมายความวา กฎหมายบังคับใหแกองคกรของรัฐจะตองดํา เนิ น การตาม เมื่อปรากฏข อ เท็ จ จริ ง อย า งใดอย า งหนึ่ง ตามที่ก ฎหมายกําหนดไวเกิดขึ้น องคกรของรัฐนั้นจะตองดําเนินการ หากออกคําสั่งจะตองออกคําสั่งที่มีเนื้อความตามที่ไดกําหนดไว“อํานาจดุลพินิจ” หมายความวา อํานาจที่กฎหมายใหแกองคกรของรัฐตัดสินใจไดอยางอิสระวา เมื่อปรากฏขอเท็จจริงอยางใดอยางหนึ่งตามที่กฎหมายกํ า หนดไว เ กิ ด ขึ้ น องค ก รของรั ฐ จะดํ า เนิ น การหรื อ ไม หากดําเนินการสมควรจะดําเนินการอยางไร 75
    • ขั้นตอนการใชดุลพินิจ1. วินิจฉัยขอเท็จจริงจากพยานหลักฐาน2. ปรับขอเท็จจริงเขากับตัวบทกฎหมาย เชน คําวา “การกระทําที่เปนภัยตอความมั่นคงของรัฐ” “มี พฤติการณเปนภัยตอสังคม” “การกระทําอันนารังเกียจ”  กฎหมายนั้น ใหดุลพินิจตัดสินใจวาจะใชอํานาจ หรือไม มักใชคําวา “มีอํานาจ” “มีสิทธิ” “อาจ...ก็ได” “เสียได” “สามารถ” หรือ “ควรจะ” เปนตน  กฎหมายนั้น ใหดุลพินิจเลือกกระทําการ  เลือกดําเนินการอยางใดอยางหนึ่ง ผูใดกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ใหผูบังคับบัญชาสั่งลงโทษ ปลดออก หรือไลออก ตาม ความรายแรงแหงกรณี  ดุลพินิจเลือกกระทําไดเอง ภายในขอบเขตที่กฎหมายกําหนด การกอสรางหรือดัดแปลงนั้นไมสามารถแกไขเปลี่ยนแปลง ใหถูกตองได เจาพนักงานทองถิ่นยอมมีอํานาจในการสั่งรื้อถอนอาคารนั้นหรือไมก็ได ตามพระราช บัญญัติควบคุม อาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 423. คํ านึ งถึ งวั ตถุ ประสงค ของกฎหมายดั งกล าว รวมทั้ งผลกระทบที่ จะเกิ ดขึ้ นต อประโยชน สาธารณะ เมื่ อ 76 เปรียบเทียบกับประโยชนที่เอกชนจะไดรับเปนสําคัญดวย
    • ลักษณะของกฎหมายที่ใหอํานาจฝายปกครองออกคําสั่ง ขอเท็จจริง ตองใชอํานาจ ผูกพัน ขอเท็จจริง ตองใชอํานาจ ดุลพินิจในการเลือกกระทํา ขอเท็จจริง ดุลพินิจจะใชอํานาจ เพื่อใหผกพัน ู ขอเท็จจริง ดุลพินิจจะใชอํานาจ ดุลพินิจในการเลือกกระทํา 77
    • การควบคุมการใช้ดุลพนิจของฝ่ายปกครอง ิหล ัก การที่ ศ าลอ้ า งเป็ นมาตรฐานในการตรวจสอบความเหมาะสมแก่กรณี เฉพาะเรื่องของคําสังทางปกครอง ได้แก่ หลัก ่แห่งความได้สดส่วนซึ่งประกอบด้วยหลักการย่อยๆ ดังนี้ ั (1) หลกแห่งความเหมาะสม ั (2) หลกแห่งความจาเป็น ั ํ (3) หลกแห่งการได้สดส่วน ั ั 78
    •  คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๔๓/๒๕๔๖ การดําเนินการของคณะกรรมการเปดซองสอบราคา ชอบดวยระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดวยการพัสดุแลว แมผูบริหารทองถิ่นจะมีอํานาจในการจัดซื้อ จัดจางก็ตาม แตการที่ไมเห็นชอบดวยกับความเห็นของคณะกรรมการเปดซองสอบราคา และมีคําสั่ง ยกเลิกการสอบราคาตองมีเหตุผลเพียงพอที่แสดงใหเห็นไดวา เปนการใชดุลพินิจโดยชอบ และตอง ชี้แจงไดวา ความเห็นของคณะกรรมการเปดซองสอบราคาไมชอบอยางไร เพื่อใหเกิดความโปรงใสใน การจัดซื้อจัดจางและสามารถตรวจสอบได คําสั่งยกเลิกการสอบราคาขางตนจึงเปนคําสั่งที่ไมชอบดวย กฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๙๐/๒๕๔๗แมนายกฯ จะมีอํานาจดุลพินิจตามกฎหมายในการสั่งใหขาราชการ ในสังกัดไปปฏิบัติหนาที่ในหนวยงานที่ไมใชสวนราชการได แตการออกคําสั่งตองเปนการใชดุลพินิจโดย ชอบดว ยกฎหมาย กลา วคื อ คํ าสั่ ง นั้ นต อ งสามารถดํ าเนิ นการให เ จตนารมณ ห รื อ วั ตถุ ประสงค ของ กฎหมายลุ ล ว งไปได และต อ งมี ค วามจํ า เป น ในการออกคํ า สั่ ง นั้ น รวมทั้ ง มหาชนจะต อ งได รั บ ประโยชนจากคําสั่งมากกวาความเสียหายที่ผูรับคําสั่งไดรับ 79
    • ขนตอนการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย ั้  ๓ . เ นื้ อ ห า ข อ ง ก า ร ก ร ะ ทํ า ช อ บ หรอไม่ ื • ไมถกตองตามกฎหมาย ่ ู ้ • ไมสจริต ่ ุ เลือกปฏิบ ัติโดยไม่เปนธรรม ็  • • สร้างขนตอนโดยไม่จําเปน ั้ ็ • สรางภาระเกนสมควร ้ ิ • ้ ุ ใชดลพินจโดยไม่ชอบ ิ  ๒. ไมถกตองตามหล ักเกณฑ ์ ขนตอนวธการ เงอนไข อ ันเปนสาระสําค ัญ ่ ู ้ ั้ ิ ี ื่ ็๑. มีอํานาจตามกฎหมายหรือไม่ - ไมมอานาจตามกฎหมาย ่ ี ํ 80 - นอกเหนืออํานาจ
    • คณะกรรมการ ปองกันและปราบปรามการทจริตแหงชาติ ุ  (ป.ป.ช.) คณะกรรมการ ปองกันและปราบปรามการทจริตภาครัฐ ุ (ป.ป.ท.)81พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริตพรบ.มาตรการของฝายบริหารในการปองกันและปราบปรามการทุจริต
    • มีการกล่าวหา สอบสวนตาม ไม่รายแรง ้ ่ สังลงโทษ สืบสวน วิธีเหมาะสมผูบงคับบัญชา ้ ั รายแรง ้ รายงานก.จังหวัดดําเนินคดีอาญา การสอบสวน แต่งตงกรรมการ ั้ ์ ํ ั่อทธรณคาสง ุ • แจ้งข้อกล่าวหา สอบสวนวินยรายแรง ั ้ ใน 30 วัน ยุติเรื่อง • สรปพยาน ุ • ให้ผูถูกกล่าวหาชี้แจง ้ • สรุปความผิด ่ ออกคําสัง • เสนอนายกฯสงการ ั่ ไม่ผด ิ ่ * สังพักราชการปลดออก ไล่ออก ่ * สังให้ออกไว้ก่อน ขอความเห็นชอบ ผดรายแรง ิ ้ ผิด ไม่รายแรง ้ ่ สังลงโทษ ก.จังหวัด กรณี ปปช. 82
    • นิยามความหมาย“เจาหนาที่ของรัฐ” หมายความวา ผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ขาราชการหรือพนักงานสวนทองถิ่นซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจํา พนักงานผูปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจ ผูบริหารทองถิ่น สมาชิกสภาทองถิ่นซึ่งมิใชผูดํารงตําแหนงทางการเมือง เจาพนักงานตามกฎหมายวาดวยลักษณะปกครองทองที่ กรรมการ อนุกรรมการ ลูกจางสวนราชการ หนวยงานของรัฐบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใชอํานาจทางปกครองของรัฐ“ผูดํารงตําแหนงทางการเมือง” หมายความวา นายกรัฐมนตรี รมต. สส. สว. ขาราชการการเมืองอื่น ขาราชการรัฐสภาฝายการเมือง ผูวาราชการ กทม. รองผูวาราชการ กทม.ผูบริหาร สมาชิกสภาเทศบาลนคร ผูบริหารทองถิ่น สมาชิกสภาทองถิ่นขององคกรปกครอง 83สวนทองถิ่น ที่มีรายไดหรืองบประมาณไมต่ํากวาเกณฑที่คณะกรรมการป.ป.ช. กําหนด
    • อํานาจหนาที่ (มาตรา 19) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเพื่อสงไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟองคดีตอศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ไตสวนและวินิจฉัยวา เจาหนาที่ของรัฐร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทุจริตตอหนาที่ กระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ กําหนดหลักเกณฑและวิธีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพยสินและหนี้สินของเจาหนาที่ของรัฐ สงเรื่องใหหนวยงานที่เกี่ยวของเพื่อขอใหศาลมีคําสั่งหรือคําพิพากษาใหยกเลิกหรือ เพิกถอนสิทธิหรือ เอกสารสิทธิที่เจาหนาที่ของรัฐไดอนุมัติหรืออนุญาตใหสิทธิประโยชนหรือออกเอกสารสิทธิแก บุคคลใดไป 84 โดยมิชอบดวยกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการอันเปนเหตุใหเสียหายแกทางราชการ
    • กระทําการหรือพฤติการณที่จะถูกไตสวนฯ “ทุจริตในภาครัฐ” หมายความวา ทุจริตตอหนาที่หรือประพฤติมิชอบในภาครัฐ “ทุจริตตอหนาที่” หมายความวา ปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติอยางใดในตําแหนงหรือหนาที่ หรื อปฏิบัติหรือ ละเวน การปฏิบัติอ ยางใดในพฤติการณที่อาจทําใหผูอื่นเชื่อ วามีตําแหนงหรือหนาที่ทั้งที่ตนมิไดมีตําแหนงหรือหนาที่นั้น หรือใชอํานาจในตําแหนงหรือหนาที่นั้น ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชนที่มิควรไดโดยชอบสําหรับตนเองหรือผูอื่น หรือกระทําการอันเปนความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ หรือความผิดตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรมตาม ป.อาญา หรือตามกฎหมายอื่น“ประพฤติ มิ ช อบ” หมายความว า ใช อํ า นาจในตํ า แหน ง หรื อ หน า ที่ อั น เป น การฝ า ฝ นกฎหมาย ระเบียบ คําสั่ง หรือมติ ครม. ที่มุงหมายจะควบคุม ดูแลการรับ การเก็บรักษาหรือการใชเงินหรือทรัพยสินของแผนดิน
    • อํานาจไตสวน มาตรา 43 ภายใตบังคับมาตรา 44 ใหคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดําเนินการไตสวนขอเท็จจริงตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ในกรณีดังตอไปนี้ (1) ประธานวุฒิสภาสงเรื่องใหคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดําเนินการไตสวนขอเท็จจริง เนื่องจากไดมีการเขาชื่อรองขอเพื่อใหวุฒิสภามีมติใหถอดถอนผูถูกกลาว หาออกจากตําแหนงตามมาตรา 59 (2) ผูเสียหายยื่นคํารองตอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อใหดําเนินคดีกับผูถูกกลาวหาตามมาตรา 66 (3) มีการกลาวหาตอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อใหทรัพยสินตกเปนของแผนดินตามมาตรา 75 (4) มีเหตุอันควรสงสัยวาเจาหนาที่ข องรั ฐร่ํารวยผิดปกติตามมาตรา 77 หรือ กระทําความผิดตามมาตรา 88 (5) มีการกลาวหาเจาหนาที่ของรัฐตอคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 84มาตรา 44 ในการไตสวนขอเท็จจริงตามมาตรา 43 คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะแตงตั้งคณะอนุกรรมการไตสวนเพื่อดําเนินการแทนก็ได ............................................................................................................................................ 86 การปฏิบัติหนาที่ของคณะอนุกรรมการไตสวน ใหเปนไปตามระเบียบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กําหนด
    • มาตรา 66 ในกรณีที่มีผูเสียหายกลาวหาวาผูดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือขาราชการการเมืองอื่นร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่หรือทุจริตตอหนาที่ตามกฎหมายอื่น ใหผูเสียหายยื่นคํารองเปนหนังสือตอคณะกรรมการ ป.ป.ช. บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งใหใชบังคับกับกรณีที่ผูถูกกลาวหาหรือบุคคลอื่น เปนตัวการ ผูใชหรือผูสนับสนุนดวย มาตรา 84 การกลาวหาเจาหนาที่ของรัฐซึ่งมิใชบุคคลตาม มาตรา 66 วากระทําความผิดฐานทุจริตตอหนาที่ กระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการหรือกระทําความผิดตอตําแหนง หนาที่ในการยุติธรรม ใหผูกลาวหายื่นคํากลาวหาเปนหนังสือลงลายมือชื่อของตนตอคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผูถูกกลาวหาเปนเจาหนาที่ของรัฐหรือพนจากการเปนเจาหนาที่ของรัฐไมเกินสองป มาตรา 88 เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไดรับคํากลาวหา เจาหนาที่ของรัฐตามมาตรา 84 หรือมีเหตุอันควรสงสัยวา เจาหนาที่ของรัฐผูใดกระทําความผิดฐานทุจริตตอหนาที่ กระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรมใหคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดําเนินการตามหมวด 4 การไตสวน 87ขอเท็จจริง
    • การไตสวนขอเท็จจริง มาตรา 47 ในการดําเนินการไตสวนขอเท็จจริงใหแจงขอกลาวหาใหผูถูกกลาวหาทราบและ กําหนดระยะเวลาตามสมควรที่ผูถูกกลาวหาจะมาชี้แจงขอกลาวหาแสดงพยานหลักฐาน หรือนําพยานบุคคลมาใหปากคําประกอบการชี้แจง ในการชี้แจงขอกลาวหาและการใหปากคําของผูถูกกลาวหา ใหมีสิทธินําทนายความหรือบุคคลซึ่งผูถูกกลาวหาไววางใจเขาฟงในการชี้แจง หรือใหปากคําของตนไดระเบียบป.ป.ช. วาดวย การปฏิบัติหนาที่ของ อนุกรรมการไตสวน ขอ 4 ในระเบียบนี้ “การไตสวนขอเท็จจริง” คือ การแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อจะทราบขอเท็จจริงและมูลความผิด.... ขอ 10 .... กรณีมีการไตสวนขอเท็จจริงเบื้องตน การสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนหรือการไตสวนตามกฎหมายหรือระเบียบหรือขอบังคับวาดวยการบริหารบุคคลหรือการสอบสวนหรือการไตสวนตามกฎหมายอื่น แลวแตกรณี ใหถือวา การสอบสวนหรือไตสวนดังกลาว เปนสวนหนึ่งของการไตสวนขอเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไตสวนตามระเบียบนี้ 88
    • ระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช.วาดวยการปฏิบัติหนาที่ของคณะอนุกรรมการไตสวน พ.ศ.๒๕๔๗ ขอ ๒๐. เมื่อคณะอนุกรรมการไตสวนเห็นวา มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนขอกลาวหา ใหคณะอนุกรรมการไตสวน เรียกผูถูกกลาวหามาพบและแจงขอกลาวหาใหผูถูกกลาวหาทราบ โดยใหโอกาสผูถูกกลาวหาที่จะชี้แจงขอกลาวหา และนําสืบแกขอกลาวหาภายในเวลาอันสมควร แตอยางชาไมเกินสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับทราบขอกลาวหา ในการแจงขอกลาวหาในวรรคหนึ่ง ใหคณะอนุกรรมการไตสวนจัดทําเปนบันทึกตามแบบที่คณะกรรมการกําหนด ระบุขอเท็จจริงและพฤติการณในการกระทําความผิดเทาที่จะทําใหผูถูกกลาวหาเขาใจขอกลาวหาไดดี โดยทําเปนสองฉบับเพื่อมอบใหผูถูกกลาวหาหนึ่งฉบับเก็บไวในสํานวนการไตสวนขอเท็จจริงหนึ่งฉบับ และใหผูถูกกลาวหาลงลายมือชื่อรับทราบไวเปนหลักฐานดวย 89
    • ระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช.วาดวยหลักเกณฑและวิธีการไตสวนขอเท็จจริงของพนักงานไตสวน พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอ ๒๐. เมื่อพนักงานไตสวนเห็นวา มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนขอกลาวหา ใหพนักงานไตสวนเรียกผูถูกกลาวหามาพบ และแจงขอกลาวหาใหผูถูกกลาวหาทราบ โดยใหโอกาสผูถูกกลาวหาที่จะชี้แจงขอกลาวหา และนําสืบแกขอกลาวหาภายในเวลาอันสมควร แตอยางชา ไมเกินสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับทราบขอกลาวหา ในการแจ งข อกล าวหาตามวรรคหนึ่ ง ให พนั กงานไต สวนจั ดทํ าเป นบั นทึ กตามแบบที่คณะกรรมการกําหนด ระบุขอเท็จจริงและพฤติการณในการกระทําความผิดเทาที่จะทําใหผูถูกกลาวหาเขาใจขอกลาวหาไดดี โดยทําเปนสองฉบับเพื่อมอบใหผูถูกกลาวหาหนึ่งฉบับเก็บไวในสํานวนการไตสวนขอเท็จจริงหนึ่งฉบับ และใหผูถูกกลาวหาลงลายมือชื่อรับทราบไวเปนหลักฐานดวย 90
    • วิธีการ มาตรา 56 ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติวาขอกลาวหาใดมีมูล ใหประธานกรรมการสงรายงานตามมาตรา 54 วรรคสอง และเอกสารที่มีอยูพรอมทั้งความเห็นไปยัง (1)....... (2)...... (4) ผูบังคับบัญชาหรือผูมีอํานาจแตงตั้งถอดถอนผูถูกกลาวหา ถาผลการไตสวนขอเท็จจริงปรากฏวามีมูลความผิดทางวินัย หรือมีมูลความผิดตองให พ น จากตํ า แหน ง และผู ถู ก กล า วหาเป น เจ า หน า ที่ ข องรั ฐ ซึ่ ง มิ ใ ช ผู ดํ า รง 91ตําแหนงทางการเมือง
    • ขอสังเกตุ1. พนจากตําแหนงไปกอนไตสวนแลวเสร็จ สั่งลงโทษยอนหลังได (คํา วินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จ ที่ 547/46)2. ตนสังกัดสั่งลงโทษไปแลว แตคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไตสวนแลวเสร็จ ภายหลั ง ส ง ไปให ผู บั ง คั บ บั ญ ชาลงโทษได อี ก ไม เ ป น การลงโทษ ซ้ําซอน (คําวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จ ที่ 32/47)3. มติ ค ณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม เ ป น คํ า สั่ ง ทางปกครอง (คํ า สั่ ง ศาล ปกครองกลาง เลขดําที่ 423/2546) 92
    • มาตรา 92 ในกรณี มี มู ลความผิ ดทางวิ นั ย เมื่ อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได พิ จารณาพฤติการณแหงการกระทําความผิดแลวมีมติวาผูถูกกลาวหาผูใดไดกระทําความผิดวินัย ใหประธานกรรมการ สงรายงานและเอกสารที่มีอยู พรอมทั้งความเห็นไปยังผูบังคับบัญชาหรือผูมีอํานาจแตงตั้งถอดถอนผูถูกกลาวหาผูนั้น เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไดมีมติโดยไมตองแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในการพิจารณาโทษทางวินัยแกผูถูกกลาวหาใหถือวารายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปนสํานวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย ตามกฎหมายหรือระเบียบหรือขอบังคับวาดวยการ บริหารงานบุคคลของผูถูกกลาวหานั้น ๆ แลวแตกรณี มาตรา 93 เมื่ อได รั บรายงานตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ งและวรรคสามแล ว ใหผูบังคับบัญชาหรือผูมีอํานาจแตงตั้งถอดถอนพิจารณาลงโทษภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับเรื่อง และใหผูบังคับบัญชาหรือผูมีอํานาจแตงตั้งถอดถอนสงสําเนาคําสั่งลงโทษไปใหคณะกรรมการป.ป.ช.ทราบภายในสิบหาวันนับแตวันที่ไดออกคําสั่ง 93
    • มาตรา 96 ผูถูกกลาวหาที่ถูกลงโทษตามมาตรา 93 จะใชสิทธิอุทธรณดุลพินิจในการสั่งลงโทษของผูบังคับบัญชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรือขอบังคับวาดวยการบริหารงานบุคคลสําหรับผูถูกกลาวหานั้น ๆ ก็ได ทั้งนี้ ตองใชสิทธิดังกลาวภายในสามสิบวันนับแตวันที่ผูบังคับบัญชาหรือผูมีอํานาจแตงตั้งถอดถอนมีคําสั่งลงโทษ ปญหา หากอุทธรณ 1. การไตสวนไมชอบดวยกฎหมาย 2. ไมไดกระทําผิด ตามขอกลาวหา 94
    • แผนผังแสดงกระบวนการสอบสวน ข้อเท็จจริงโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายกรฐมนตรี รฐมนตรี ั ั ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผูดารง ้ ํ ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมืองอื่น ตาแหน่ง ํ ทางการเมือง ป.ป.ช.พบการทําผิด ผิดอาญา อัยการสูงสุด ป.ป.ช. ไต่สวนมีการกล่าวหา ข้อเท็จจริง ร้องเรียน เจ้าหน้ าที่ของรัฐอื่น อัยการจังหวัดลงโทษทางวินัย ผบงคบบญชา ู้ ั ั ั ผิดวินัย ศาลจังหวัด 95
    • ความรับผิดทางแพ่งจากการปฏิบติหน้ าที่ ั ของ องคกรปกครองส่วนท้องถิ่น ์วิเคราะห์ปัญหา กรณี สตง.ชี้มล ู 96 โดย อ.ภัฏ พงศ์ธามัน
    • ระเบียบกระทรวงมหาดไทยวาดวยการรับเงิน การเบิกจายเงิน การฝากเงิน ขอ 6๗ องคกรปกครองสวนทองถิ่นจะจายเงินหรือกอหนี้ผูกพันไดแตเฉพาะที่กฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับหรือหนังสือสั่งการที่กระทรวงมหาดไทยกําหนดไว ขอ 102 ในการตรวจสอบบัญชีและหลักฐานการรับจายเงิน ใหหัวหนาหนวยงานผูเบิกหรือรับเงิน และหรือหัวหนาหนวงยานคลัง มีหนาที่ใหคําชี้แจงและอํานวยความสะดวกแกเจาหนาที่ของสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน และหากไดรับขอทักทวงจากสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน ใหหัวหนาหนวยงานผูเบิกและหรือหัวหนาหนวยงานคลังปฏิบัติตามคําทักทวงโดยเร็ว อยางชาไมเกินสี่สิบหาวันนับจากวันที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นไดรับแจงขอความนั้น ขอ 103 ในกรณีที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นชี้แจงขอทักทวงไปยังสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน แตสํานักงานการตรวจเงินแผนดินยืนยันวายังไมมีเหตุผลที่จะลางขอทักทวง ใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นชี้แจงเหตุผลและรายงานใหผูวาราชการจังหวัดวินิจฉัยภายในสิบหาวันนับจากไดรับคํายืนยันจากสํานักงานตรวจการเงินแผนดิน และใหผูวาราชการจังหวัดแจงผลการวินิจฉัยภายในสามสิบวันนับจากวันที่ไดรับรายงานจากองคกรปกครองสวนทองถิ่น ในกรณีที่องคกรปกครองสวนทองถิ่นจะตองปฏิบัติตามคําวินิจฉัยของผูวาราชการจังหวัดใหปฏิบัติใหเสร็จสิ้นภายในสี่สิบหาวันนับจากวันที่ไดรับทราบผลการวินิจฉัย 97
    • ขั้นตอนการตรวจสอบของ สตง.แจงขอบกพรอง แจงพบกระทําความผิดทุจริต/ปฏิบัติหนาที่มิชอบ - ชี้แจง สตง. - ชี้มูลไมชัดเจน ใหผูบริหารสอบขอเท็จจริงกอน - แกไขใหถูกตอง - ชี้มูลชัดเจนใหตั้ง กก.สอบสวนความผิดวินัย - ปฏิบัติใหถูกตอง - ความผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ - ดําเนินการตามกฎหมาย - ดําเนินคดีอาญา กรณีละเลย ผูบริหารถูกดําเนินการ ตามกฎหมาย ผูบริหารทองถิ่นตองดําเนนการ และ ิ พนักงานถือวาผิดวินัย แจงสตง. ภายใน 60 วัน 98
    • การพิจารณาผลการตรวจสอบและแจงผลดังนี้1. กรณีบกพรองเนื่องจากไมปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ มติครม. - แจงใหหนวยรับตรวจชี้แจง แกไข (ม. 44 ว.2) - หนวยรับตรวจแจงผลตอกรรมการภายใน 60 วัน - หากหนวยรับตรวจไมดําเนินการโดยไมมีเหตุอันควร - แจงกระทรวงเจาสังกัด หรือผูควบคุมกํากับหรือรับผิดชอบ2. กรณี บ กพร อ งเนื่ อ งจากกฎหมาย ระเบี ย บ ข อ บั ง คั บ หรื อ มติ ครม.ไม เ หมาะสมกั บ สภาพการณปจจุบัน หรือไมอาจปฏิบัติได - คตง.แจงตอผูมีอํานาจเพื่อแกไขปรับปรุง3. กรณีบกพรองเนื่องจากไมมีขอกําหนด (มาตรา 45) - คตง.แจง กระทรวงเจาสังกัดหรือผูบังคับบัญชาฯ เพื่อกําหนดที่จําเปนมาตรการใหหนวยรับตรวจ ปฏิบัติ - กระทรวงเจาสังกัดฯ แจงตอคณะกรรมการภายในระยะเวลาที่ คตง.กําหนด 99 99
    • 4. พฤติการณนาเชื่อวาทุจริต หรือใชอํานาจหนาที่โดยมิชอบ - แจ ง พนักงานสอบสวนดําเนินคดี และใหนํารายงานของ สตง. มาใชเปนหลักของ สํานวนดวย - แจงผูรับตรวจ/กระทรวงเจาสังกัด หรือผูบังคับบัญชา เพื่อดําเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ขอบังคับ และมติ ครม.แก เจาหนาที่ที่รับผิดชอบ - ดําเนินการไปประการใดใหแจงผลตอคณะกรรมการภายในทุก 90 วัน - กรณีพนักงานสอบสวน/ผูรับตรวจกระทรวงเจาสังกัด/ผูบังคับบัญชาฯไมดําเนินการ - คตง.แจง สส. สว.และ ครม. - ผูรับตรวจ /ผูบังคับบัญชา /ผูควบคุม /ผูกํากับ ละเลยไมปฏิบัติตามมาตรา 44 , 45 หรือ 46 ใหถือวาผูนั้นกระทําผิดวินัย5. ผลการตรวจปรากฏวา เงิน ทรัพยสิน ประโยชนของหนวยรับตรวจเสียหาย - สตง.ประเมินความเสียหาย เพื่อรายงาน สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา และครม. ทราบ 100 100
    • ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เรื่องเสร็จที่ 411/2543 เรื่อง การแตงตั้งคณะกรรมการสอบขอเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ในกรณีสํานักงานการตรวจเงินแผนดินชี้มูลความผิด (หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0313.6/ว 2717 ลว. 21 ก.ย. 2543) สรุปไดวา เมื่อสํานักงานการตรวจเงินแผนดินไดตรวจพบวา มีเงินขาดบัญชีในหนวยงานของรัฐ หรือเจาหนาที่ทุจริต หนวยงานของรัฐที่เสียหายจะตองดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2539 ซึ่งไดกําหนดใหกระทรวงทบวง กรม เทศบาล สุขาภิบาล และรัฐวิสาหกิจเรงรัดการดําเนินคดีอาญา คดีแพง และวินัยแกเจาหนาที่ที่สํานักงานการตรวจเงินแผนดินไดตรวจสอบชี้มูล ความผิดโดยไมตอ งแตง ตั้ง คณะกรรมการสอบหาขอเท็จจริงอีก เพื่อปองกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการขาดอายุความและอื่น ๆ เวนแตความรับผิดจากการกระทําละเมิดของเจาหนาที่ที่ตองเปนไปตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยหลักเกณฑการปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ. 2539 ไดกําหนดหลักเกณฑ ขั้นตอน การพิจารณาวา เจาหนาที่ผูก ระทํ า ละเมิ ดจะต อ งรั บผิ ดหรื อ ไม ถ า ต อ งรั บผิ ดจะรั บผิ ดอยา งไร และนอกจากนี้ ยั ง ได กํ า หนดหลักเกณฑการเรงรัดการดําเนินคดีกับผูกระทําละเมิดมิใหเกิดความเสียหาย เนื่องจากคดีขาดอายุความไวแลว 101
    • คํ า สั่ ง ศาลปกครองสู ง สุ ด ที่ 111/2544 สรุ ปได ว า คณะกรรมการตรวจเงิ น แผ น ดิ น และสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน มีอํานาจหนาที่ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการตรวจเงินแผนดิน พ.ศ. 2542 หลายประการ กลาวโดยเฉพาะที่เกี่ยวของกับคําฟองคดีนี้ เชน มาตรา 42มาตรา 43 มาตรา 44 มาตรา 45 และมาตรา 46 แตอํานาจหนาที่ของผูถูกฟองคดีทั้งสองก็เพียงแตทําการตรวจสอบขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นแลวแจงผลการตรวจสอบใหหนวยงานของรัฐผูรับการตรวจสอบทราบ เพื่อดําเนินการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนตอไปเทานั้น มิไดมีผลบังคับเด็ดขาดใหผูรับการตรวจตองปฏิบัติ ตามผลการตรวจสอบที่ไดรับแจงจากผูถูกฟองคดีที่ 1 หรือที่ 2แตอยางใด ดังนั้น มติของผูถูกฟองคดีที่ 1 ตามที่กลาวมาในคําฟอง ถึงหากจะมีขึ้นจริงก็ไมมีผลบังคับใหบริษัทการบินไทย จํากัด (มหาชน) ตองดําเนินการกับผูฟองคดีตามมตินั้น การจะดําเนินการกับผูฟองคดีหรือไม เปนเรื่องที่บริษัทการบินไทยจํากัด (มหาชน) จะพิจารณาอีกชั้นหนึ่งกรณีจึงไมอาจถือไดวามติของผูถูกฟองคดีที่ 1 ตามคําฟอง เปนเหตุใหผูฟองคดีไดรับความเดือดรอนเสียหายหรืออาจจะเดือดรอ นเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ ยงได ตามที่บัญญัติไวในมาตรา 42 แห ง 102พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2539
    • พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่ พ.ศ.2539 1. เมื่อเกิดความเสียหายแกหนวยงานของรัฐ/บุคคลภายนอก2. โดยเกิดจากการกระทําละเมิดของ จนท. ในการปฏิบัติหนาที่3. จะตองรับผิดชดใชคาสินไหมทดแทน คือ (1) จนท. ตองรับผิดตอหนวยงานงานของรัฐ - กรณีกระทําโดย จงใจ/ประมาทเลินเลออยางรายแรง (2) หนวยงานของรัฐ ตองรับผิดตอบุคคลภายนอก - บุคคลภายนอก อาจฟองหนวยงานฯได แตฟอง จนท.ไมได - จนท. จะถูกไลเบี้ย เฉพาะกรณีที่ จนท.กระทําโดย 103 จงใจ/ประมาทเลินเลออยางรายแรง
    • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์1. กระทําโดยจงใจ หรือประมาทเลินเลอ2. ตอบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย3. ทําใหเขาเสียหายถึงแก ชีวิต รางกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพยสิน หรือสิทธิ4. ..............................................
    • ประมาทเลินเล่อ1. การกระทํา ที่มิไดกระทําโดยเจตนา2. แตกระทําโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเชนนั้นจะตองมีตามวิสัยและ พฤติการณ3. และผูกระทําอาจใชความระมัดระวัง เชนวานั้นได แตหาไดใชใหเพียงพอไมประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง1. เปนกระทําไปโดยขาดความระมัดระวังที่เบี่ยงเบนไปจากเกณฑมาตรฐานอยางมาก เชน พึงคาดเห็นไดวาความเสียหายอาจเกิดขึ้นได หรือ หากระมัดระวังสักเล็กนอย ก็คงคาด เห็นการอันอาจเกิดความเสียหายเชนนั้น (ที่ นร 0601/87 ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ 2540) 2. เปนกรณีที่ฝาฝนระเบียบที่กําหนดวิธีการปฏิบัติราชการไวชัดแจงแลว
    • คําพิพากษาเกี่ยวกับผลโดยตรงจากการกระทํา • คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 284/2550 การที่อําเภอไดชําระราคาคาเต็นทใหแกนาย พ. ผูรับมอบอํานาจ จากผูฟองคดี และนาย พ. ไดออกใบเสร็จรับเงินใหไว ถือวาอําเภอไดชําระหนี้ใหแกผูฟองคดีครบถวนตามสัญญา ซื้อขายเต็นทแลว ตามมาตรา 315 แหงประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย สวนการที่อําเภอไดออกเช็คสั่งจายเงิน ใหแกผูฟองคดีโดยมิไดขีดฆาคําวา “หรือผูถือ” ออก อันเปนการไมปฏิบัติตามขอ 38(1) ของระเบียบการเก็บรักษา เงินและการนําเงินสงคลังในหนาที่ของอําเภอและกิ่งอําเภอ พ.ศ. 2520 นั้น แมจะฟงไดวาผูฟองคดีไดรับความ เสียหาย แตความเสียหายดังกลาวก็มิใชผลโดยตรงจากการไมปฏิบัติตามระเบียบของอําเภอ อําเภอจึงไมตองรับผิด ชดใชคาเสียหายใหแกผูฟองคดีในฐานละเมิดที่ตัวแทนของผูฟองคดีไดยักยอกเงินตามเช็คดังกลาวไป คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 32/2544 การที่กรมฯ มีคําสั่งบรรจุแตงตั้งผูฟองคดีใหไปปฏิบัติหนาที่ในพื้นที่จังหวัด ประจวบคีรีขันธไมชอบดวยกฎหมาย เพราะไมใหผูฟองคดีเลือกสถานที่ปฏิบัติงานตามลําดับกอนหลังที่สอบได เปน เหตุใหประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหนาที่บาดเจ็บเสียโฉม ศาลวินิจฉัยวา การเกิดอุบัติเหตุไมไดเกิดจากคําสั่งบรรจุ แตงตั้งใหไปปฏิบัติหนาที่ดังกลาว ความเสียหายไมไดเปนผลโดยตรง 106
    •  คําพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ ๙๕๓/๒๕๔๕ ขับรถของทางราชการดวยความเร็วในขณะฝนตก ถนนลื่นและเปนทางโคง โดยไมหามลอและไมชะลอความเร็ว จนรถแฉลบออกไปนอกทางโคงชนเสาหลักขางทาง เปนเหตุใหรถยนตไดรับความเสียหาย เปนการกระทําดวยความประมาทเลินเลออยางรายแรงในการปฏิบัติหนาที่ แมพนักงานสอบสวน จะเห็นวานาเชื่อวาไมไดเกิดจากการประมาทของผูฟองคดีก็ตาม ตองรับผิดชดใชคาเสียหาย อันเกิดแกรถยนตของทางราชการตามมาตรา ๑๐ ประกอบมาตรา ๘ จํานวนเงินที่ตองชดใชตองพิจารณาระดับ ความรายแรงแหงการกระทําและความเปนธรรมในแตละกรณีเปนเกณฑ คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.358-360/2549 การลงลายมือชื่อในใบถอนเงินโดยปลอยใหมีชองวาง มิไดขีด เสนหนาหรือวงเล็บลอมกรอบจํานวนเงินและตัวอักษร อันเปนการไมปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลัง ทําให สามารถแกไขเพิ่มเติมใบถอนเงินได เมื่อพิจารณาการปฏิบัติหนาที่ราชการของผูฟองคดีทั้งสองจะเห็นไดวา หนาที่ที่ไดรับมอบหมายในโครงการฯ เปนหนาที่ในกิจการเฉพาะมิใชงานประจําดั่งเจาหนาที่ดานการเงิน ก็สามารถ คาดหมายไดวาอาจจะกอใหเกิดการทุจริตได ฉะนั้นเมื่อผูฟองคดีทั้งสองมิใชผูมีวิชาชีพดั่งเจาหนาที่การเงิน การลง ลายมือชื่ออนุมัติโดยมิไดทวงติงการกรอกจํานวนเงินแบบดังกลาว จึงมิใชการกระทําโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเชนนั้นจักตองมีตามวิสัยและพฤติการณ และผูฟองคดีทั้งสองไมอาจคาดเห็นหรือคาดหมายไดว107 าจะ เกิดการทุจริต จึงไมอาจใชความระมัดระวังโดยการปองกันเชนวานั้นได
    • คํานิยาม (มาตรา 4)1. เจ้าหน้าท่ ี หมายถง ึ - ข้าราชการ/พนักงาน/ลูกจ้ าง - ผ้ ูปฏบัตงานประเภทอ่ ืน ไม่ว่าจะแต่ งตังใน ิ ิ ้ ฐานะกรรมการ หรือฐานะอ่ ืนใด2. หน่ วยงานของรั ฐ หมายถึง - กระทรวง/ทบวง/กรม/ส่ วนราชการอื่น - ราชการภมิภาค/ราชการท้องถ่ น/รั ฐวสาหกจ ู ิ ิ ิ - หน่วยงานอ่ ืนของรัฐท่ พระกฤษฎีกากาหนดไว้ ี ํ
    • สาระสําคัญ1. จนท.กระทาละเมิดในการปฏบัตหน้าท่ ี (ม.10 ว.1+ม.8) ํ ิ ิ 1.1 กรณีทาให้หน่วยงานของรัฐเสียหาย ํ (1) ประมาทเลินเล่อไม่ร้ายแรง - จนท.ไม่ ต้องรั บผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน (2) จงใจ/ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง - จนท. ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
    • อายุความ1. ผูเสียหายฟองหนวยงานของรัฐ/จนท.ใหรับ ผิด แตศาล พิพ ากษายกฟอง เพราะเหตุวาผูถูกฟองดังกลาวไมใช ผู ตองรับผิด ใหขยายอายุความฟองผูตองรับผิดที่ไมไดถูก เรียกเขามาในคดี ออกไป 6 เดือน นับแตวันที่คําพิพากษา ถึงที่สุด (ม.7)2. หน ว ยงานของรั ฐ /จนท. ได ใ ช ค า สิ น ไหมทดแทนให แ ก ผู เ สี ย หาย สิ ท ธิ ไ ล เ บี้ ย ในการเรี ย กให ช ดใช ค า สิ น ไหมฯ อายุความ 1 ป นับแตใชคาสินไหมฯใหแกผูเสียหาย (ม.9)
    • อายุความ1. จนท. ละเมิดตอหนวยงานของรัฐ ซึ่งกระทําในในหนาที่/ มิใชกระทําในการปฏิบัติหนาที่ สิทธิเรียกรองคาสินไหมฯ มีอ ายุ ค วาม 2 ป นั บ แต วั น ที่ ห น วยงานของรั ฐ รู ถึง การ ละเมิดและรูตั ว จนท. ผูพึ ง ต องชดใชคา สินไหมฯ(ม.10 ว.2)2. กรณี ห น ว ยงานของรั ฐ เห็ น ว า จนท.ไม ต อ งรั บ ผิ ด แต กระทรวงการคลั ง เห็ น ว า ต อ งรั บ ผิ ด สิ ท ธิ เ รี ย กร อ ง คา สิน ไหมฯ อายุ ค วาม 1 ป นั บ แตวัน หนวยงานของรัฐ มีคําสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง (ม.10 ว.2)
    • 112
    • 1. การรายงานความเสียหาย (จากการทําละเมิดใดๆ ไมรวมออกคําสั่ง/กฎ (ขอ 4) ) 1.1 เมื่อเกิดความเสียหายแกทรัพยสินของหนวยงานฯ ให จนท. ที่เกี่ยวของรายงาน ผบ. จนถึง หน.หนวยงานฯ (ขอ 7) 1.2 กรณี จนท. ทําใหเกิดความเสียหายแกบุคคลภายนอก ถาเห็นวาเกิดขึ้นเนื่องจากตนไดกระทําในการปฏิบัติหนาที่ ให จนท.ผูนั้นแจงตอ ผบ.โดยไมชักชา และใหรายงาน113 ตามลําดับชั้นจนถึงหัวหนาหนวยงานฯ(ขอ 31) หมายเหตุ ขอ 30 "หนว ยงานของรัฐ " หมายความวา กระทรวง ทบวง กรม หรื อ ส ว นราชการที่ เรี ย กชื่ อ อย า งอื่ น และมี ฐ านะเป น กรมและราชการส ว นภู มิ ภ าค แต ไ ม ร วมถึ ง ราชการส ว นท อ งถิ่ น รัฐวิสาหกิจ หรือหนวยงานอื่นของรัฐ
    • การต่อสู้ แก้ข้อกล่าวหา ต่ อ คณะกรรมการสอบสวนวินัย พนักงานสอบสวนคดีอาญาคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริต ้ 114
    • ขอพิจารณากฎหมายวิธีปฏิบัติราชการฯ1. เจาหนาทีมีอํานาจ หรือไม ่2. เจาหนาทีมีความเปนกลาง หรือไม ่3. เจาหนาทีทาตามขั้นตอน วิธีการที่กฎหมายกําหนด หรือไม ่ ํ มาตรา 29 เจาหนาที่ตองพิจารณาพยานหลักฐานที่ตนเห็นวาจําเปนแกการพิสูจนขอเท็จจริง มาตรา 30 เจาหนาที่ตองใหคูกรณีมีโอกาสที่จะไดทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอและมีโอกาสได โตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน และ ขอ 22 ของประกาศ4. คําสั่งเปนไปตามรูปแบบ หรือไม  ขอเท็จจริงอันเปนสาระสําคัญ ขอกฎหมายที่อางอิง ขอพิจารณาและขอสนับสนุนในการใชดุลพินิจ 115
    • ขอพิจารณากฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง ฯ1. ออกคําสั่งโดยสุจริต หรือไม2. เลือกปฏิบตไมเปนธรรม หรือไม ั ิ3. สรางขั้นตอนโดยไมจําเปน หรือไม4. เปนการสรางภาระใหเกดกบประชาชนเกนสมควร หรอไม  ิ ั ิ ื5. ใชดุลพินิจไมชอบ หรือไม 116
    • ขอเทจจริง ้ ็
    • การทราบและเขาใจในขอกลาวหา1. รายละเอียดของขอเท็จจริงทีตองเขาใจ ่  ใคร ทําอะไร อยางไร กับใคร วันเวลาใด ที่ใด  (Who, What, When, Where, Whom, How)  เปนขอเท็จจริงที่เจาหนาที่จะใชเปนเหตุผลในการออกคําสั่งทางปกครอง  .อย่าเข้าใจผิด2. พยานหลกฐานสนบสนนขอเทจจริง ั ั ุ  ็3. องคประกอบของความรับผิด  วินัย  ความรับผิดทางละเมิดของเจาหนาที่รัฐ  อาญา 118
    • การแจงขอกลาวหา ตามกฎหมาย ตางๆ มาตรา 30 ในกรณีที่คําสั่งทางปกครองอาจกระทบถึงสิทธิของคูกรณี เจาหนาที่ตองใหคูกรณีมีโอกาสที่จะไดทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอและมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตน ความในวรรคหนึ่งมิใหนํามาใชบังคับในกรณีดังตอไปนี้ เวนแตเจาหนาที่จะเห็นสมควรปฏิบัติเปนอยางอื่น (1)เมื่อมีความจําเปนรีบดวนหากปลอยใหเนิ่นชาไปจะกอใหเกิดความเสียหายอยางรายแรงแกผูหนึ่งผูใด หรือจะกระทบตอประโยชนสาธารณะ (2)เมื่อจะมีผลทําใหระยะเวลาที่กฎหมายหรือกฎกําหนดไวในการทําคําสั่งทางปกครองตองลาชาออกไป (3)เมื่อเปนขอเท็จจริงที่คูกรณีนั้นเองไดใหไวในคําขอ คําใหการหรือคําแถลง (4)เมื่อโดยสภาพเห็นไดชัดในตัววาการใหโอกาสดังกลาวไมอาจกระทําได (5)เมื่อเปนมาตรการบังคับทางปกครอง (6)กรณีอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง 119 หามมิใหเจาหนาที่ใหโอกาสตามวรรคหนึ่ง ถาจะกอใหเกิดผลเสียหายอยางรายแรงตอประโยชนสาธารณะ
    • ขอ ๔๓ ใหคณะกรรมการสอบสวนเรียกผูถูกกลาวหามาพบเพื่อแจงขอกลาวหาโดยระบุขอกลาวหาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานวาเปนความผิดวินัยกรณีใด ตามขอใด และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนขอกลาวหาเทาที่มีใหทราบโดยระบุวัน เวลา สถานที่ และการกระทําที่มีลักษณะเปนการสนับสนุนขอกลาวหา สําหรับพยานบุคคลจะระบุหรือไมระบุชื่อพยานก็ได ข อ ๑๔ ให ค ณะกรรมการสอบสวนแจ ง ข อ กล า วหาให ผู ถู ก กล า วหาทราบอย า งเพียงพอและใหผูกลาวหาไดมีโอกาสโตแยงและนําพยานหลักฐานของตนมาแกขอกลาวหาไดตามควรแกกรณี ในเวลาอันควร ถาผูถูกกลาวหาไมมาหรือไมแกขอกลาวหาภายในเวลาที่ 120กําหนด ใหคณะกรรมการสอบสวนบันทึกไวแลวใหดําเนินการสอบสวนตอไป
    • มาตรา ๔๗ ในการดําเนินการไตสวนขอเท็จจริง ใหแจงขอกลาวหาใหผูถูกกลาวหาทราบและกําหนดระยะเวลาตามสมควรที่ผูถูกกลาวหาจะมาชี้แจงขอกลาวหา แสดงพยานหลักฐานหรือนําพยานบุคคลมาใหปากคําประกอบการชี้แจง ขอ ๒๐ เมื่อคณะอนุกรรมการไตสวนเห็นวา มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนขอกลาวหาใหคณะอนุกรรมการไตสวนเรียกผูถูกกลาวหามาพบและแจงขอกลาวหาใหผูถูกกลาวหาทราบ โดยใหโอกาสผูกลาวหาที่จะชี้แจงขอกลาวหา และนําสืบแกขอกลาวหาภายในเวลาอันสมควร แตอยางชาไมเกินหาสิบวันนับแตวันที่ไดรับทราบขอกลาวหา ในการแจงขอกลาวหาตามวรรคหนึ่ง ใหคณะอนุกรรมการไตสวนจัดทําเปนบันทึกตามแบบที่คณะกรรมการกําหนด ระบุขอเท็จจริงและพฤติการณในการกระทําความผิดเทาที่จะทําผูถูกกลาวหาเขาใจขอกลาวหาไดดี โดยทําเปนสองฉบับเพื่อมอบใหผูถูกกลาวหาหนึ่งฉบับเก็บไวสํานวนการไตสวนขอเท็จจริงหนึ่งฉบับ และผูกลาวหาลงลายมือชื่อรับทราบไวเปนหลักฐานดวย มาตรา ๑๓๔ เมื่อผูตองหาถูกเรียก หรือสงตัวมา หรือเขาหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏวาผูใดซึ่งมาอยูตอหนาเจาพนักงานเปนผูตองหา ใหถามชื่อตัว นามสกุล ชาติ บังคับ บิดา มารดา อายุ อาชีพ ที่อยู ที่เกิด และแจงใหทราบถึงขอเท็จจริง 121เกี่ยวกับการกระทําที่กลาวหาวา ผูตองหาไดกระทําผิด แลวจึงแจงขอหาใหทราบ
    • ขอพิจารณาในการชี้แจงแกขอกลาวหา 1. ประเด็น ขออางขอเท็จจริง ขออางกฎหมาย2. ประเด็นขอพิพาท ขอปฏิเสธของขออางอีกฝาย3. ประเด็นแหงคดี ประเด็นท่ีทําใหคดีแพชนะ 122
    • ขั้นตอนการดําเนินคดีอาญา1. กรณีไดรับหมายเรียกจากพนักงานสอบสวน2. กรณีพนักงานสอบสวนแจงขอหา3. การใหการตอพนักงานสอบสวน4. กรณีมีหมายจับกอน5. พิจารณาขอกลาวหา  ประเด็นปญหาขอเท็จจริง  ประเด็นปญหาขอกฎหมาย 123  การนําเสนอขอเท็จจริงและขอกฎหมาย
    • ขอพิจารณาแนวทางแกขอกลาวหาตอสูคดี ขอเท็จจริงหลักสําคัญ กับ ขอเท็จจริงสนับสนุน1. มีการกระทําตามที่ถูกกลาวหาหรือไม2. มีพยานหลักฐานที่พิสูจนขอเท็จจริงที่กลาวหา หรือไม3. ขอเท็จจริงที่กลาวหาเปนความผิดอาญาตามที่ถูกกลาวหา หรือไม4. อาจมีขอเท็จจริงที่จะถูกกลาวหาเพิ่มเติมอีกได หรือไม5. มีขอเท็จจริงใดที่ทําใหการกระทํานั้นไมเปนความผิด หรือไม6. มีขอเท็จจริงใดทําใหการกระทํานั้นไดรับการยกเวนโทษ หรือไม7. มีขอเท็จจริงใดทําใหการกระทํานั้นไดรับการลดโทษ หรือไม8. มีขอเท็จจริงใดทําใหการกระทํานั้นไดรับการรอการลงโทษ 124
    • ขอพิจารณาในการชั่งน้ําหนักพยานขอกลาวหาตองหักลาง ขอเท็จจริงอางสนับสนุน 1. ไมเปนความจริง 1. ความจริงแลวคือ อะไร 2. ไมสามารถเกิดขอเท็จจริง 2. อางฐานที่อยู 3. สาเหตุโกรธเคือง 3. ปรากฏตามพยานหลักฐานใด 4. ขัดกัน 4. สอดคลองตองกัน  ขัดในตัวเอง  ตรรกวิทยา ถาขัด ตองอธิบายได  ขัดตอเหตุผล  สอดคลองกับพยานหลักฐาน  ขัดตอพยานอื่น  เจือสมกับฝายอาง 125
    • พยานหลักฐาน1. พยานหลัก พยานสนับสนุน 1. พยานบุคคล 2. พยานเอกสาร2. พยานรับฟงไดหรือไม 3. พยานวัตถุ  ถูกตองตามกฎหมาย 4. พยานโดยตรง  ถามพยานกอน ม.89 5. พยานพฤติเหตุแวดลอมกรณี  ไมถูกลอลวง ขมขู จูงใจ 6. ประจักษพยาน  หามโจทกอางจําเลยเปนพยาน 7. พยานเดี่ยว 8. พยานคู  ยื่นบัญชีตามกฎหมาย 9. พยานบอกเลา4. ความนาเชื่อถือของพยาน 10. พยานเบิกความลอยๆ 126 11. พยานซัดทอดหรือคําซัดทอด
    • 1. ขอเท็จจริงทีเกิดขึ้นทําใหเปนปญหา ่ 2. ขอโตแยง 2.1 ขอกฎหมาย • เจาหนาที่ = อํานาจ + ความเปนกลาง • วิธีการ = ไตสวน • ขั้นตอน = เปดเผย + ขอความเห็นชอบ • รูปแบบ = เหตุผลการใชดุลพินิจ • อื่น ๆ เหตุตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง 2.2 ขอเท็จจริง = ความเท็จ + ความจริง • ไมเปนความจริงเพราะอะไร • ความจริงคืออะไร 3. บทสรป และคําขอ ุ127
    • จบงานนํ า เสนอขอบคุณครับ 128