อารยธรรมอินเดีย

681 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
681
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
9
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

อารยธรรมอินเดีย

  1. 1. อารยธรรมอิน เดียอิน เดีย สมัย โบราณ อารยธรรมลุ่ม แม่น ำ้า สิน ธุ เริ่ม ประมาณ 2,500 B.C.- 1,500 B.C. โดยชาวดราวิเดียน ต่อมา 1,500 B.C. –คริสต์ศักราชที่ 6 เป็นอารยธรรมที่ชาวอารยันสร้างขึ้น จนกลายเป็นแบบแผนของอินเดียต่อมา แผนที่ อารยธรรมลุ่มแม่นำ้าสินธุ อนุทวีปอินเดียมีเทือกเขาฮินดูกูชอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือและเทือกเขาหิมาลัยอยู่ทางทิศเหนือ ทางตะวันตกและออก ตอนใต้ ติดทะเล ทำาให้อินเดียโบราณติดต่อกับภายนอกได้ยาก ทางที่จะเข้าสู่อินเดียได้คือทางช่องเขาตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นทางที่พ่อค้า และผู้รุกรานจากเอเชียกลางเข้าสู่อนุทวีป อารยธรรมลุ่มนำ้าสินธุ ถูกสร้างขึ้นโดยชาวดราวิเดียน (มิลักขะหรือ ทมิฬ) ชนพื้นเมืองเดิมของอินเดียผิวดำา ร่างเล็ก จมูกแบนพูดภาษาตระกูลดราวิเดียน (ทมิฬ ) มีการค้นพบหลักฐานเมื่อค.ศ. 1856 เมื่อมีการก่อสร้างทางรถไฟบริเวณลุ่มนำ้าสินธุค้นพบซากสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ค.ศ.1920 ปรากฏเป็นรูปเมือง บริเวณเมือง ฮารัปปา(Harappa) และเมืองโมเฮนโจ ดา
  2. 2. โร(Mohenjo Daro) อายุประมาณ 2500 ปีก่อนค.ศ.หลักฐานที่ค้นพบจัดเป็นอารยธรรมยุคโลหะมีสังคมเมือง ป้อมปราการขนาดใหญ่ มีสระอาบนำ้าสาธารณะนักโบราณคดีสันนิฐานว่าอาจเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีการวางผังเมืองตัดถนน มีกำาแพงอิฐ บ้านเรือนสร้างด้วยอิฐ มีระบบระบายนำ้าสองท่อดินเผาอยู่ข้างถนน เพื่อรับนำ้าที่ระบายจากบ้าน มีอักษรภาพใช้ พบโบราณวัตถุรูปแกะสลักหินชายมีเครามีแถบผ้าคาดมีตราประทับตรงหน้าผาก รูปสำาริดหญิงสาว รูปแกะสลักบนหินเนื้ออ่อน เครื่องประดับ สร้อยทองคำา สร้อยลูกปัด มีการเพาะปลูกพืชเกษตรเช่นฝ้าย ข้าวสาลี ถั่ง งา ข้าวโพด พบหลักฐานการค้ากับต่างแดนทั้งทางบกและทางทะเล เช่นเปอร์เชีย แอฟกานิสถาน เมโสโปเตเมีย ธิเบต โดยพบโบราณวัตถุหอยสังข์จากอินเดีย หินสี เงิน อัญมณีจากเปอร์เชีย แอฟกานิสถาน หยกจากธิเบต และมีการขุดค้นพบอารยธรรมนี้กว่า 100 แห่งบริเวณแม่นำ้าสินธุ ส่วนใหญ่อยู่ในปากีสถาน
  3. 3. ต่อมาชาวอินโด-อารยัน ผิวขาว ร่างสูง จมูกโด่งพูดภาษาตระกูลอินโด- ยูโรเปียน(ภาษาสันสกฤต) อพยพมาจากแถบทะเลสาบแคสเปียน บุกรุกเข้ามาทางเทือกเขาฮินดูกูช มายังลุ่มนำ้าสินธุขยายความเจริญมาทางลุ่มแม่นำ้าคงคา ชาวดราวิเดียแพ้สงครามต้องเคลื่อนย้ายลงไปทางใต้ สู่ภาคกลางและภาคใต้ของอินเดีย ต่อมาถูกชาวมุสลิมเตอร์กรุกรานทำาให้ศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ในอินเดีย อิน เดีย สมัย โบราณแบ่ง เป็น 5 สมัย 1. สมัย อิน โด - อารยัน รุก ราน (2,500- 2,000 B.C.)เป็นสมัยที่มีการรุกรานระยะแรกและเกิดการสู้รบระหว่างชาวดราวิดียนและอารยันมีการขยายตัวไปทางตะวันออก 2. สมัย พระเวท (2,000 -1,000 B.C.)สมัยที่อารยันได้รับชัยชนะ มีการตั้งถิ่นฐานและสถาปนาเป็นอาณาจักรเล็กๆ มีราชา
  4. 4. เป็นผู้นำาทางการปกครอง พวกมิลักขะหรือดราวิเดียนถอยลงไปอยู่ทางตอนใต้ อารยันรับเอาขนบธรรมเนียมประเพณีของดราวิเดียนมาใช้ ต่อมาพวกอารยันได้กำาเนิดระบบวรรณะขึ้น เพื่อแบ่งแยกและรักษาความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติ มีคัมภีร์พระเวทเป็นคัมภีร์ทางศาสนาและวิถีชีวิต วัฒนธรรมของอารยัน 3. สมัย มหากาพย์(1,000 – 500 B.C.) เกิดอาณาจักรใหม่บริเวณลุ่มนำ้าคงคามีลักษณะเป็นนครรัฐอิสระ “ ราชา” เป็นผู้ปกครอง แบบราชาธิปไตย (monarchy) มีฐานะเป็นสมมุติเทพเช่น อาณาจักรมคธ วัชชั อวันตี วิเทหะ ฯลฯ มีการแบ่งวรรณะชัดเจน 4 วรรณะ พราหมณ์ กษัตริย์(นักรบ) แพศย์ ศูทร(ทาส)มีการติดต่อค้าขายทางเรือ กับอาณาจักรเมโสโปเตเมีย อียิปต์อาราเบีย สมัยนี้จะมีวรรณกรรมที่สำาคัญ คือ มหากาพย์มหาภารตยุทธ เป็นสงครามกลางเมืองที่ทุ่งกุรุเกษตรระหว่างตระกูลปาณฑพและเการพต้นตระกูลเป็นเชื้อสาย อินโด-อารยัน มีการสอดแทรกบทบาทหน้าที่ของคนที่อยู่ในสังคม ดังปรากฎใน “ภควัทตีคา” สอนในคนทำาหน้าที่ของตนในสังคมให้ครบถ้วย และมหากาพย์รามายณะ ที่สะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งชั้นวรรณะ การขยายอาณาเขตของอารยันไปทางตอนใต้ทำาสงคราม ปราบชาวดราวิเดียน 4. สมัย จัก รวรรดิ ( 321 B.C. – 220 A.D.) ช่วง6 B.C. มีอาณาจักรทางเหนือที่เข้มแข็ง 2 อาณาจักรคือ มคธนำาโดย (พระเจ้าพิมพิสาร) และแค้วนโกศล ทีขยายอำานาจ ่ปกครองดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ต่อมาถูกเปอร์เชียรุกราน ต้นศตวรรษที่ 3 ก่อนค.ศ. พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย (กรีก) ยกทัพมารุกรานครองตอนเหนือของอินเดีย ทำาให้อินเดียได้รับอิทธิพลการเขียนอักษรแบบอารบิคจากเปอร์เชีย (ต่อมาพัฒนาเป็นอักษร ขโรษติ โดยพระเจ้าอโศกมหาราชใช้เขียนจารึก) การทำาเหรียญเงิน ช่วง 4 B.C. เกิดจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่คือ โมริยะ หรือเมารยะ ยึดแค้วนมคธ แล้วขยายอาณาจักรไปทางตะวันตกฉียงเหนือตะวันตก ภาคเหนือ ใต้ มีการติดต่อค้าขายกับเอเชียไมเนอร์ กรีกเมโสโปเตเมีย มีกษัตริย์องค์แรกคือพระเจ้าจันทรคุปต์ กษัตริย์ที่มีชื่อเสียงคือพระเจ้าอโศกมหาราช( 273-236 B.C.) มีอำานาจหลักการปกครองที่สำาคัญใช้จากคัมภีร์อรรถศาสตร์ (เกาฏิลยะ)แสดงให้เห็นว่ากษัตริย์ทรงมีอำานาจสูงสุด ในการบริหารราชการตรากฏหมาย การศาล การทหาร สมัยนี้มีการสร้างถนนเชื่อมภาคตะวันตกเฉียงเหนือ กับกรุงปาฏลีบุตร ทำาสำามะโนประชากร
  5. 5. ต่อมาพระเจ้าอโศกมหาราชได้หันมานับถือศาสนาพุทธ ทรงให้มีการจารึกบนเสาหินที่ตั้งอยู่ตามดินแดนต่างๆเป็นหลักของศีลธรรมที่สอดคล้องกับทุกศาสนา (เรียก หัวเสาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช) หัว เสาในสมัย พระเจ้า อโศกมหาราช ราชวงศ์โมริยะได้สิ้นสุดลงราว 186 ปีก่อน ต่อมา ค.ศ. ที่1 พวกกุษาณะผู้เร่ร่อนปกครองตอนเหนืออินเดียมีกษัตริย์ที่สำาคัญคือ พระเจ้ากนิษกะปกครองดินแดนที่เรียกว่าแคว้นคันธาระ ทรงนับถือพุทธให้กำาเนิดนิกายมหายาน โปรดให้จารึกคำาสอนของพระพุทธองค์ลงบน แผ่นทองแดง5. สมัย คุป ตะ (320-550 A.D.) ถือว่าเป็นยุคทองของฮินดูทางตอนเหนือ ต้นคริสต์ ศตวรรษทที่ 4 พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1ตั้งราชวงศ์คุปตะที่เมืองปัตลีบุตร โอรสของพระองค์ ชื่อ พระเจ้าสมุทรคุปต์ ทรงขยายดินแดนออกไปกว้างไกล ทรงทำาเหรียญทองสลักเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ แล้วนำาไปไว้ที่เสาหินของพระเจ้าอโศก ราชวงศ์คุปตะรุ่งเรืองมากในสมัยของพระเจ้าจันทรคุปต์ ที่2 (ค.ศ.376-415) เพราะนอกจากจะชนะพวกสากะแล้ว ทรงรวมดินแดนตะวันออกและทางเหนือไว้ในอำานาจ ทรงสนับสนุนศิลปะวิทยาศาสตร์ วรรณคดี กวีที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ คือ กลิท ัษ การปกครองสมัยคุปตะเป็นแบบกระจายอำานาจไปตามท้องถิ่น การค้าเจริญขึ้นมาก มีการค้าขายมากขึ้นกับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา และประเทศไทยพ่อค้าที่รำ่ารวยนิยมบริจาคเงินเพื่อสร้างงานสำาคัญทางศาสนา เช่นสถูปที่สัญจี อมาราวาตี ฯลฯ วัดพุทธกลายเป็นเจ้าของที่ดินมากมาย ภาษาสันสกฤตกลายเป็นภาษาของผู้รู้หนังสือและเป็นภาษาที่ใช้ในราชการ มีหนังสือกามสูตรเกิดขึ้น เป็นหนังสือที่ชี้ถึงความสำาคัญของชีวิตคู่และเพศสัมพันธ์
  6. 6. ที่มา :คณะกรรมการบริหารวิชาบูรณาการ หมวดวิชาศึกษาทั่วไป. มรดกอารยธรรมโลก. พิมพ์ครั้งที่ 2,กรุงเทพมหานคร : สำานักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2545. คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อารยธรรมสมัยโบราณ-สมัยกลาง.พิมพ์ครั้งทที่ 7,กรุงเทพมหานคร: สำานักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2540.

×