Your SlideShare is downloading. ×
×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

บทที่ 5

493
views

Published on


0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
493
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
0
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. บทที ่ 5 หนั ง สื อ อ้ า งอิ ง หนังสืออ้างอิง เป็นทรัพยากรสารนิเทศที่มีความเชื่อถือสูงช่วยค้นคว้าอ้างอิงสารนิเทศในสาขาวิชาต่างๆ จัดเป็นหัวใจของการศึกษาค้นคว้าความหมายของหนั ง สื อ อ้ า งอิ ง หนังสืออ้างอิง หมายถึง หนังสือที่ใช้ข้อเท็จจริงใช้ในการค้นคว้าหาคำาตอบหรือ ข้อความเฉพาะบางตอนสำาหรับอ้างอิง ห้องสมุดจะจัดแยกจากหนังสือทั่วไป เพราะหนังสืออ้างอิงไม่อนุญาตให้ยืมออกนอกห้องสมุด ใช้ค้นคว้าศึกษาเฉพาะในห้องสมุดมีสัญลักษณ์ต่างจากหนังสือทั่วไป สำาหรับภาษาไทยใช้ “อ”มาจากคำาว่า ”อ้างอิง” ไว้เหมือนเลขหมูหนังสือ ส่วนภาษาอังกฤษ ่ใช้ “R” มาจากคำาว่า Reference ตัวอย่างเช่น อ R 423 612 จ 19 พ A45P หนังสืออ้างอิงใช้เพียงบางตอนของเล่มและใช้สำาหรับการศึกษาค้นคว้าอ้างอิงในการทำาวิจัยต่างๆ ไม่ใช้หนังสือที่ต้องอ่านทั้งเล่ม ลักษณะเฉพาะอาจมีดังนี้ 1. เขียนโดยผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะบางวิชา บางเล่มอาจมีคน เขียนจำานวนมาก เช่น สารานุกรม 2. เรียบเรียงอย่างมีระเบียบ สะดวกในการค้นคว้า 3. รูปเล่มแข็งแรง การเย็บเล่มคงทนถาวร ขนาดใหญ่หรือ เป็นหนังสือชุด 4. มีลักษณะพิเศษในการค้นคว้าได้รวดเร็ว เช่น ดรรชนีหัว แม่มือ สัญลักษณ์ ประจำาเล่ม ในแต่ละหน้าจะมีอักษรนำา ดรรชนีสารานุกรมชุดใหญ่จะมีดรรชนีต่างหากหนึ่งเล่ม 5. บางเล่มอาจมีภาพพิเศษหรือเป็นภาพสี ทำาให้หนังสือมี ราคาสูงลั ก ษณะหนั ง สื อ อ้ า งอิ ง
  • 2. การจะใช้หนังสือในการศึกษาค้นคว้า ก็ควรรู้ลักษณะที่ดีของหนังสืออ้างอิง ดังนี้ 1. มีความเชื่อสูง พิจารณาความรู้ ความชำานาญของผู้เขียน เรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นหนังสืออ้างอิงเฉพาะวิชา ผู้ เขียนต้องมีคุณวุฒิทางการศึกษาในวิชานั้นๆ หรือมี ประสบการที่ยอมรับของคนทั่วไป 2. ขอบเขตหนังสือควรมีขอบเขตที่เหมาะสมอย่าให้กว้าง มากเกินไปหรือแคบมากและเนื้อหาวิชาการกระชับไม่ คลุมหลายวิชา 3. วิธีเขียน ข้อเท็จจริง เนื้อหาวิชาถูกต้อง ภาษาที่ใช้อ่าน เข้าใจง่าย และสำานวนภาษาสละสลวย 4. การเรียงลำาดับ มีการเรียงลำาดับเรื่องอย่างมีระเบียบ หนังสืออ้างอิงที่ดีจะต้องมีลักษณะพิเศษสำาหรับการค้นหา เช่นดรรชนีหัวแม่มือ อักษรนำาแต่ละหน้าหรือมีดรรชนีเพื่อ สะดวกในการค้นหาอย่างรวดเร็ว 5. รูปเล่ม เป็นลักษณะเฉพาะภายนอกของหนังสือรวมทั้งการ เช้าเล่ม การใช้วัสดุ คุณภาพของกระดาษ การวางรูป การ ใช้ภาพประกอบที่เหมาะสมกับเนื้อหา และขนาดของ หนังสือ การเรียงพิมพ์ตัวสะกด ตัวการันต์ถูกต้อง และชัดเจน 6. บรรณานุกรม หนังสืออ้างอิงเป็นเออกสารที่ผู้ใช้ต้องการ ค้นหาความถูกต้องฉะนั้น ข้อความในหนังสือต้องเชื่อถือ ได้ เอกสารอ้างอิงในหนังสือเป็นสิ่งที่สำาคัญเป็นหลักใน การพิจารณาตัดสินว่าหนังสือที่เหมาะสมเพียงใด 7. ลักษณะพิเศษอื่นๆที่อำานวยความสะดวกในการค้นเรื่อง เช่น 7.1 การแสดงเล่มที่ (Volume guide) คือตัวเลข อักษร หรือ ส่วนของคำาที่สันหนังสือของหนังสือมีหลายเล่มจบ ช่วย ให้ผู้ใช้ทราบว่าเรื่องที่ตนต้องการนั้นมีอยู่ในหนังสือ เล่มใดในชุด 7.2 ดรรชนีหัวแม่มือ (Thumb index) บางสิ่งที่เรียกว่า ดรรชนีที่ริมหน้ากระดาศพิมพ์ตัวอักษรกำากับหน้าที่ริม
  • 3. กระดาษมีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลมช่วยให้เปิดค้นเรื่อง ในลำาดับอักษรที่ต้องการได้เร็วขึ้นโดยเฉพาะหนังสือ พจนานุกรมฉบับหนาๆควรมีดรรชนีหัวแม่มือด้วย 7.3 อักษรนำาทาง (Running head or guide word) คือคำา ที่ปรากฎอยุ่ที่มุมบนกระดาษทุกหน้าโดยเฉพาะหนังสือ ประเภทพจนานุกรม หรือสารานุกรมทำาให้เราทราบ โดยเร็วว่าเรื่องที่ต้องการอยู่หน้านั้นๆหรือไม่ 7.4 โยง (Reference) คือการแนะให้ดูจากเรื่องหนึ่งไปยัง อีกเรื่องหนึ่ง จพต้องเป็นส่วนโยงที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ สะดวกและหาสิ่งที่ต้องการพบได้โดยไม่ทำาให้ผู้ใช้เกิด สับสน 7.5 ดรรชนี (Index) คือลำาดับคำาหรือความเรียงตามลำาดับ ตัวอักษรบอกเลขที่เล่ม เลขทีหน้า เป็นเครื่องทุนเวลา ่ การค้นคว้าในเรื่ออที่ต้องการการเรี ย งลำ า ดั บ เนื ้ อ หาของหนั ง สื อ อ้ า งอิ ง การเรียบเรียงเนื้อหาของหนังสืออ้างอิง แต่ละประเภทย่อมแตกต่างกันแล้วแต่ความเหมาะสม โดยทั่วไปมีการเรียบเรียงแบบต่างๆดังนี้ 1. การเรียงแบบจนานุกรม เป็นการเรียงตามตัวอักษร โดย ไม่คำานึงว่าเรื่องนั้น ๆ จะเป็นชื่อคน สถานที่ วิชาการ การ เรียงแบบนี้ไม่จำาเป็นต้องมีดรรชนี เช่น หนังสือ สารานุกรมไทยฉบับบัณฑิตสถาน เป็นต้น 2. การเรียงลำาดับตัวอักษรเฉพาะประเภท เช่น เฉพาะชื่อคน เฉพาะวิชา ตัวอย่าง เช่น ใครเป็นใครในประเทศไทย เป็นต้น 3. เรียงลำาดับตามเวลา หรือเหตุการณ์ เป็นการเรียงเนื้อหา ในหนังสือตามลำาดับก่อนหลังของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมากเป็นหนังสือรายปี ประวัติศาสตร์การเรียงแบบนี้ จำาเป็นต้องมีดรรชนีท้ายเล่มจึงจะใช้ได้ผลดี
  • 4. 4. การเรียงลำาดับตามลักษณะภูมิศาสตร์ อาจเรียงตามลำาดับ อักษรของแต่ละประเทศในโลกหรืออาจเรียงตามลักษณะ ภูมิศาสตร์เช่น แถบร้อน แถบขั้วโลก เป็นต้น 5. การเรียงตามวิธีแบ่งหมวดหมู โดยมากเป็นหนังสือ ประเภทบรรณานุกรมการเรียงแบบนี้ทำาให้ผู้ใช้ทราบว่า ในหมวดวิชาหนึ่งๆมีผู้ใดแต่งหนังสืออะไรบ้าง เช่นบรรณ พิภพประโยชน์ ข องหนั ง สื อ อ้ า งอิ ง 1. ช่วยการศึกษาค้นหว้าโดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพ 2. เป็นการส่งเสริมการค้นหว้าด้วยตนเอง 3. การตอบคำาถามได้รวดเร็ว จากลักษณะเฉพาะของหนังสือ อ้างอิง 4. ให้ข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องเพราะผู้เขียนมีคุณวุฒิเชื่อถือ ได้ 5. ช่วยให้ผู้ใช้มีความรู้กว้าง และทันสมัย จากการใช้ หนังสืออ้างอิงหลายประเภทประเภทของหนั ง สื อ อ้ า งอิ ง หนังสืออ้างอิงแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภท คือ 1. หนังสืออ้างอิงประเภทที่ให้สารสนเทศที่ต้องการโดยตรงคือเมื่อผู้ใช้อ่านหนังสืออ้างอิงประเภทนี้ก็จะได้สารสนเทศที่ต้องการโดยตรงทันทีที่ควรรู้จักได้แก่ 1.1 พจนานุกรม (Dictionary) 1.2 สารานุกรม (Encyclopedia) 1.3 หนังสือรายปี (Yearbooks) 1.4 อักขรานุกรมชีวประวัติ (BiographicalDictionary) 1.5 นามานุกรม (Directory) 1.6 หนังสืออ้างอิงทางภูมิศาสตร์ (GeographicalSources) 1.7 หนังสือคู่มือ (Handbook) 1.8 สิ่งพิมพ์รัฐบาล (Government Publication)
  • 5. 1.9 บรรณานุกรมและดรรชนี (Bibliographies) 1.10 ดรรชนี (Indexes) 2. หนังสืออ้างอิงประเภทที่บอกให้ทราบว่าจะหาสารสนเทศที่ต้องการได้จากแหล่งใดหนังสืออ้างอิงประเภทนี้จะไม่ให้สารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการโดยตรงแต่จะบอกแหล่งสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการ 2.1 หนังสือบรรณานุกรม 2.2 หนังสือดรรชนีวารสาร 3. หนังสือธรรมดาที่จัดเป็นหนังสืออ้างอิง (BorderlineBook) คือ หนังสือวิชาการทั่วไปที่มีคุณค่าและเนื้อหาเหมาะที่จะทำาเป็นหนังสืออ้างอิง เช่น สาส์นสมเด็จ ประชุมพงศาวดาร ลัทธิธรรมเนียมต่างๆ พระราชประวัติ และราชกิจจานุเบกษา เป็นต้น 1.1พจนานุ ก รม (Dictionary) พจนานุกรมเป็นหนังสืออ้างอิงที่รู้จักและใช้กันมากที่สุดพจนานุกรมจะให้ความหมายของคำา การสะกดการันต์ การออกเสียงและการใช้คำา พจนานุกรมมีลักษณะเฉพาะดังนี้ 1. รวบรวมคำาทั้งหมดในภาษานั้น ๆ ออย่างสมบูรณ์ที่สุด 2. ให้คำาจำากัดความหรือความหมายของแต่ละคำา 3. ให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวสะกด ตัวการันต์ 4. อธิบายการออกเสียงของแต่ละตำาพร้อมการอ่าน 5. ถ้ามีคำาพ้องหรือคำาตรงข้ามจะบอกไว้เพื่อศึกษา 6. อาจมีประวัติของคำาบางคำา 7. มีภาพประกอบสำาหรับคำาอธิบายให้เข้าใจยาก เช่น ลักษณะของสัตว์โบราณ 8. เรียงตามลำาดับตัวอักษรอย่างเป็นระเบียบ 9. ให้ทราบชนิดของคำา 10.แจ้งแหล่งที่มาของคำา ประเภทของพจนานุกรมแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ 1. แบ่งตามเนื้อหา 2. แบ่งตามจำานวนคำาฉบับย่อ และฉบับสมบูรณ์ 3. แบ่งตามจำานวนภาษา วิ ธ ี ใ ช้ พ จนานุ ก รม 1. ก่อนใช้ต้องพิจารณาว่าความรู้ของคำาอย่างไร ละเอียด หรือไม่จะเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของ
  • 6. พจนานุกรม เช่น ฉบับสมบูรณ์หรือฉบับย่อ เป็นคำาทั่วไป หรือเฉพาะวิชา 2. เมื่อใช้แต่ละเล่มต้องอ่านคำาชี้แจงวิธีใช้ให้เข้าใจก่อน เพื่อ ความสะดวกและรวดเร็วในการค้นหาและเข้าใจความ หมายของศัพท์ในกรณีมีอักษรย่อละสัญลักษณ์ต่าง ๆ 3. ศึกษาเครื่องช่วยการค้นคำาที่มีเฉพาะหนังสือแต่ละเล่มเช่น 3.1อักษรนำาแต่ละหน้า 3.2ดัชนีหัวแม่มือ 3.3ดรรชนีค้นคำา 1.2สารานุ ก รม (Encyclopedias) สารานุกรมเป็นหนังสือที่อธิบายเรื่องราวต่างๆทุกสาขาวิชาที่เกี่ยวกับสถานที่เหตุการณ์สำาคัญ ๆ ของโลกเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชา อาจเป็นหมู่คณะหรือรายบุคคลสารานุกรม จึงเป็นแหล่งค้นหว้าความรู้เบื้องต้นทุกวิชา มีรายละเอียดพอสมควรส่วนมากมีรูปภาพ แผนที่ และอื่น ๆ ประกอบให้เข้าใจยิ่งขึ้นสารานุกรมมีทั้งเล่มเดียวจบและเป็นชุดหลายเล่ม การเรียบเรียงมีทั้งตามลำาดับและเรียงเป็นหมวดวิชา ประเภทของสารานุกรม แบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้ 1. แหล่งสารานุกรมทั่วไปเป็นสารานุกรมที่รวบรวมวิชาต่าง ๆ ไว้ด้วยกันส่วนมากจะเป็นหลายเล่มชุด 2. สารานุกรมเฉพาะวิชาเป็นเฉพาะวิชาใดวิชาหนึ่งให้ความ รู้ค่อนข้างละเอียด ส่วนมากจะเป็นเล่มเดียวจบ วิ ธ ี ใ ช้ ส ารานุ ก รม 1. พิจารณาสารานุกรมให้ตรงกับเรื่องที่ต้องค้นว่าเป็นเรื่อง เฉพาะวิชาหรือเป็นความรู้ทั่วไป 2. ค้นจากดรรชนี หรือเรื่องที่ต้องการว่าอยู่ส่วนใดหรือเล่ม ใด 3. ให้อักษรนำาแต่ละเล่มเป็นประโยชน์เพื่อความรวดเร็ว 4. อ่านวิธีใช้แต่ละชุด เพราะลักษณะการเรียบเรียงจะแตก ต่างกันตามลักษณะเนื้อหาผู้ผลิต สำาหรับสารานุกรมชุดนี้นิยมกันจะมีการปรับปรุงกันทุกปี เพื่อให้เป็นสารานุกรมที่ทันสมัยอยู่เสมอบริษัทผู้ผลิตจึงจัดทำาขึ้นเป็นหนังสือรายปีของสารานุกรมออกเพิ่มเติมทุกปี 1.3หนั ง สื อ รายปี (Yearbooks)
  • 7. หนังสือรายปี คือ หนังสือที่มักมีกำาหนดออกเป็นประจำาทุกปีและสรุปเรื่องราวเหตุการณ์สถิติต่าง ๆ ในรอบปีหนึ่ง ๆ เป็นสำาคัญหนังสือภาษาไทยของเราเรียกว่า รายงานประจำาปี ประเภทของหนังสือรายปี อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 1. หนังสือรายปีฉบับเพิ่มเติมจากสารานุกรมเป็นหนังสือที บริษัทผลิตสารานุกรมชุดต่าง ๆ พิมพ์เพิ่มเติมปรับปรุง 2. สมพัตรสร เป็นรายงานสถิติเรื่องราวต่าง ๆ ทั่วไปของโลก ในรอบปีที่ผ่านไป 3. หนังสือสรุปผลงานประจำาปีของหน่วยงานราชการ ส่วน มากจะเป็นกระทรวง ใหญ่ ๆ ที่ต้องแถลงกิจการในรอบปี ให้คนทั่วไปรับทราบ เช่น สำานักสถิติแห่งชาติหรือ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น 1.4อั ก ขรานุ ก รมชี ว ประวั ต ิ (Biographical Dictionary) อักขรานึกรมชีวประวัติ เป็นหนังสือรวมชีวประวัติบุคลสำาคัญกล่าวคือ ปีเกิดปีตาม ภูมิลำาเนาส่วนตัว สภาพการแต่งงาน พื้นฐานการศึกษา แลละหน้าที่การงานปัจจุบันในกรณีเจ้าของ ชีวประวัติยังมีชีวิตอยู่ อักขรานุกรมชีวประวัติให้รายละเอียดอย่างย่อถ้าต้องการลึกซึ้ง ต้องค้นจากแหล่งอื่น ๆ เช่น หนังสือชีวประวัติบุคคลที่จัดทำาด้วนตนเองหรือผู้อื่น ประเภทของอักขรานุกรมชีวประวัติ แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ชีวประวัติบุคคลทั่วไป ไม่จำากัดชาติ ศาสนา หรืออาชีพ 2. ชีวประวัติบุคคลเฉพาะในชาติ จะเป็นชาติใดชาติหนึ่ง โดยเฉพาะ 3. ชีวประวัติบุคคลเฉพาะอาชีพ หรือสาชาวิชานอกจากนี้อักขรานุกรมชีวประวัติของต่างประเทศอาจแบ่งเป็น 2ประเภทดังนี้ 1. ชีวประวัติของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ 2. ชีวประวัติของบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว 1.5 นามานุ ก รม (Directory) นามานุกรม คือ หนังสืออ้างอิงที่ให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชื่อต่าง ๆ ได้แก่ชื่อบุคคล ชื่อสถานศึกษา สโมสร องค์การ บริษัท ห้างร้าน ชื่อสถานที่ เป็นต้น ซึงต่างกับหนังสือชีวประวัติตรงที่
  • 8. นามานุกรมไม่กล่าวถึงประวัติ แต่เน้นเรื่อที่อยู่ ตำาแหน่งหน้าที่ของบุคคล หรือวัตถุประสงค์ขององค์กรเป็นต้น 1.6หนั ง สื อ อ้ า งอิ ง ทางภู ม ิ ศ าสตร์ (Geographical Sources) หนังสืออ้างอิงทางภูมิศาสตร์เป็นหนังสืออ้างอิงที่ให้ความรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ เช่น ประเทศ ที่ตั้ง ระยะทาง พร้อมทั้งภาพและแผนที่ประกอบ ประเภทของหนังสืออ้างอิงภูมิศาสตร์ แบ่งเป็น 3 ประเภทดังนี้ 1. อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ให้ความรู้ภูมิศาสตร์เมืองต่าง ๆ ตามลำาดับอักษรบอกคำาอ่านชื่อที่ถูกต้องอธิบายสั้น ๆ เกี่ยวกับ เมือง ภูเขา แม่นำ้า พร้อมประวัติ 2. หนังสือนำาเที่ยว เป็นคู่คือนำาเที่ยวแนะนำาสถานที่ในแต่ละ ประเทศที่น่าสนใจอธิบายประวัติเกี่ยวกับสถานที่ค่าใช้ จ่ายที่พักแรม พร้อมแผนผังประกอบ ส่วนมากจะเป็นของ องค์กรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศต่าง ๆ เป็น หนังสืออ้างอิงชนิดเดียวที่จำาเป็นต้องอ่านเกือบทั้งเล่ม 3. หนังสือแผนที่ แผนที่และลูกโลก ใช้ประกอบการศึกษา เรื่องที่ตั้งประเทศต่าง ๆ แสดงอาณาเขต แม่นำ้า ภูเขา ภูมิ อากาศ และอื่นๆ 1.7หนั ง สื อ คู ่ ม ื อ (Handbook) หนังสือคู่มือ คือหนังสืออ้างอิงที่จัดทำาขึ้นเพื่อใช้เป็นคู่มือศึกษาค้นคว้าหรือปฏิบัติงานหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งเฉพาะเรื่อง ในหนังสือจะให้รายละเอียดตั้งแต่ ตัวเลข ข้อมูล สถิติ สูตร คำาจำากัดความ ความหมาย ตลอดจนแนวทางและเนื้อหาวิชาเฉพาะเรื่องนั้นๆ เช่น คู่มือนักศึกษา ประเภทของหนังสือคู่มือ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ 1. คู่มือสำาหรับปฏิบัติงาน เช่น คู่มือซ่อมโทรทัศน์ 2. คู่มือที่ให้ความรู้ต่าง ๆ เฉพาะด้าน เช่น คู่มือเลขานุการ คู่มือทางการแพทย์ 1.8สิ ่ ง พิ ม พ์ ร ั ฐ บาล (Government Publication) สิ่งพิมพ์รัฐบาล หมายถึง หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ที่ทางราชการเป็นผู้รับผิดชอบในการพิมพ์เพื่อจำาหน่ายหรือแจกแก่หน่วยงานหรือประชาชนผู้ที่สนใจ เพื่อประโยชน์ในการเผยแพร่ผลงานหรือ
  • 9. วามเคลื่อนไหวใหม่ ๆ ทางวิชาการแก่ประชาชน สิ่งพิมพ์รัฐบาลมีลักษณะหลายแบบเช่น หนังสือวารสาร จุลสาร เอกสาร และรายงานประจำาปี 1.9บรรณานุ ก รมและดรรชนี (Bibliographies) บรรณานุกรม หมายถึง หนังสือที่รวบรวมรายชื่อหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ทุกประเภท จะเป็นวิชาเดียวหรือเฉพาะของสถานบันใดก็ได้ โดยจัดทำาอย่างมีระเบียบสะดวกในการค้นหาอาจเป็นรายเดือน รายสามเดือน หรือรายปี ส่วนมากใช้เป็นคู่มือในการจัดหา ลักษณะการเรียบเรียงบรรณานุกรม การเรียบเรียงบรรณานุกรมมี 3 แบบ ดังนี้ 1. เรียบเรียงรายชื่อธรรมดา โดยบอกชื่อผู้แต่ง ชื่อหนังสือ สถานที่พิมพ์ สำานักพิมพ์ จำานวนหน้า 2. เรียบเรียงรายชื่อหนังสือโดยมีบรรณนิทัศน์สังเขป 3. เรียบเรียงรายชื่อหนังสือและมีคำาวิจารณ์ประกอบเพิ่มเติม 1.10 ดรรชนี (Indexes) ดรรชนี คือ หนังสือที่รวบรวมชื่อบทความจากวารสารต่าง ๆบอกให้ทราบว่าบทความที่ต้องการนั้นอยู่ในวารสารชื่ออะไร ฉบับที่เท่าไร่ สะดวกต่อการค้นหา โดยไม่ต้องสำารวจวารสารทุกเล่มดรรชนีวารสารมีผู้รวบรวมไว้หลายเล่มอาจเป็นวารสารทั่วๆ ไปหรือเฉพาะวิชาใดวิชาหนึ่ง วิ ธ ี ใ ช้ ห นั ง สื อ อ้ า งอิ ง การใช้หนังสืออ้างอิงเพื่อการศึกษาค้นคว้า เพื่อให้ได้คำาตอบรวดเร็วและตรงจุดมุ้งหมาย ผู้ใช้ต้องเลือกหนังสือให้ตรงกับปัญหาดังนี้ 1. ความรู้ทางภาษา เกี่ยวกับคำาศัพท์ อักษรย่อ หรือ สัญลักษณ์ต่าง ๆ ควรค้นจากพจนานุกรมตามประเภทต่าง ๆ 2. ความรู้ทั่วไป ทุกสาขาวิชา ค้นหาคำาตอบได้จาก สารานุกรม โดยใช้ดรรชนีแต่ละเล่มเป็นคู่มือถ้ามีหนังสือ รายปีฉบับเพิ่มเติม ควรใช้หนังสือรายปีประกอบด้วยเพื่อ คำาตอบที่ทันสมัยและสมบูรณ์ 3. ความรู้เกี่ยวกับบุคคล จะค้นหลายแหล่ง เช่น 3.1อักขรานุกรมชีวประวัติ 3.2สารานุกรม
  • 10. 3.3พจนานุกรมบางฉบับ (โดยเฉพาะภาษาอังกฤษฉบับ สมบูรณ์) 3.4ดรรชนีวารสาร 3.5หนังสือรายปี ฉบับเพิ่มเติมสารานุกรม4. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเหตุการณ์แต่ละช่วงเวลา ควรค้น จาก 4.1หนังสือรายปี 4.2ดรรชนีวารสาร 4.3หนังสือแผนที่5. ความรู้ทางภูมิศาสตร์ จะค้นได้จาก 5.1อักขรานุกรมทางภูมิศาสตร์ 5.2สารานุกรม6. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับหนังสือและสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ คำาตอบจะ ได้จาก 6.1บรรณานุกรม 6.2ดรรชนีวาร 6.3สิ่งพิมพ์รัฐบาล

×