แผนที่ [Autosaved]
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

แผนที่ [Autosaved]

on

  • 44,195 views

 

Statistics

Views

Total Views
44,195
Views on SlideShare
44,194
Embed Views
1

Actions

Likes
3
Downloads
23
Comments
0

1 Embed 1

http://www.slideshare.net 1

Accessibility

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

แผนที่ [Autosaved] Presentation Transcript

  • 1. แผนที่
  • 2. ความหมายของแผนที่
    แผนที่ (map) คือ ภาพของสิ่งที่ปรากฏบนพื้นผิวโลก ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยแสดงบนพื้นที่ผิวแบนราบ เปรียบเสมือนการมองภูมิประเทศที่ผิวโลกลงมาจากเบื้องบน โดยย่อขนาดให้เล็กลง และใช้เครื่องหมายกับสัญลักษณ์แทนของจริงในภูมิประเทศเพื่อสะดวกแก่การบันทึก
  • 3. ประโยชน์ของแผนที่
    แผนที่ช่วยให้ทราบสถานที่
    หากมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปในที่ที่ไม่รู้จัก การนำเอาแผนที่มาศึกษาจะทำให้เรารู้จักและเข้าใจสถานที่นั้นดีขึ้น ทั้งนี้เพราะแผนที่ได้จำลองลักษณะสำคัญของพื้นผิวโลกไว้
    แผนที่ช่วยให้ทราบความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศ
    สภาพภูมิประเทศสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งใดก็ตาม ซึ่งหากเรานำแผนที่ในอดีตมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันก็จะพบความแตกต่าง ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศ
  • 4. แผนที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยว
    นักท่องเที่ยวหรือบุคคลที่ต้องไปติดต่อธุระในที่ที่ไม่รู้จัก และไม่ทราบรายละเอียดของสถานที่นั้น ว่าอยู่ที่ไหน มีจุดเด่นอะไร มีที่ไหนน่าสนใจ แผนที่จึงช่วยให้สะดวกขึ้น
    แผนที่ช่วยในการวางแผนและตัดสินใจ
    เมื่อเราต้องการลงทุนทำธุรกิจ หรืองานทางการทหารเมื่อจะลงมือปฏิบัติการจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลจากแผนที่เพื่อประกอบการตัดสินใจ เพราะข้อมูลในแผนที่จะมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
  • 5. แผนที่ช่วยในการเลือกเส้นทางที่เหมาะสม
    การเดินทางไปในที่ที่ไม่รู้จักหรือไม่ได้เดินทางไปเป็นเวลานานๆ การศึกษาแผนที่จะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกเส้นทางที่เหมาะสมได้ ทั้งยังช่วยให้ปลอดภัยและประหยัดเวลาอีกด้วย
  • 6. องค์ประกอบของแผนที่
    ชื่อระวางแผนที่
    ชื่อระวางแผนที่เป็นจุดรวมหรือชื่อของแผนที่ระวางนั้น ซึ่งจะแสดงถนนสายสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว ศาสนสถาน ชุมชนใหญ่ที่เป็นหน่วยปกครองหลักและหน่วยปกครองย่อยของจังหวัด และอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดอื่นๆหรือประเทศเพื่อนบ้าน
  • 7. 2. เส้นกริด
    เส้นกริด คือ เป็นเส้นตารางในแผนที่ ซึ่งมีความแตกต่าง 2 ลักษณะ ได้แก่ เส้นตั้ง เส้นนอน
    เส้นตั้ง คือ เส้นที่ลากในแนวทิศเหนือและทิศใต้ เส้นกริดที่เป็นเส้นตั้ง เรียกว่า ระยะกำหนดนับตะวันตก(easting) เป็นระยะนับจากจุดเริ่มต้นของเส้นกริดไปทางทิศตะวันออก ลักษณะคล้ายกับลองจิจูด แต่ลองจิจูดอาจลากเป็นเส้นโค้งได้ตามรูปแบบของเส้นโค้งพื้นที่(projection) ส่วนเส้นกริดระยะกำหนดนับตะวันออกต้องเป็นเส้นตรงเท่านั้น
    เส้นนอน คือ เส้นตรงในแผนที่ที่ลากในแนวทิศตะวันออกและทิศตะวันตก เส้นกริดที่เป็นเส้นนอนเรียกว่า ระยะกำหนดนับเหนือ(northing) เป็นระยะนับจากจุดเริ่มต้นของเส้นกริดไปทางเหนือ เช่นเดียวกับละติจูด แต่ละติจูดลากเป็นเส้นโค้งได้ตามรูปแบบของเส้นโครงแผนที่ แต่เส้นกริดระยะกำหนดนับเหนือต้องเป็นเส้นตรงเท่านั้น
  • 8. 3. ลูกศรชี้ทิศเหนือ
    แผนที่ที่ดีและถูกต้องจะแสดงเครื่องหมายบอกทิศไว้เช่นเดียวกับมาตราส่วน หลักการทางแผนที่โดยทั่วไปกำหนดให้ส่วนบนของแผนที่ระวางนั้นเป็นทิศเหนือเสมอ ส่วนล่างของแผนที่เป็นทิศใต้ ด้านขวามือของแผนที่เป็นทิศตะวันตก และด้านซ้ายมือของแผนที่เป็นทิศตะวันออก หากแผนที่ระวางใดมีทิศทางที่แตกต่างออกไป ก็ต้องแสดงทิศเหนือไว้ในแผนที่ระวางด้านนั้นๆด้วย
  • 9. 4. ตัวอักษร
    แผนที่จำเป็นต้องใช้ตัวอักษรขนาดต่างกัน เช่น ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ตัวหนา ตัวบาง ตัวธรรมดา และรูปแบบการเขียนก็จำเป็นต้องใช้ให้แตกต่างกัน เช่น ตัวปกติ ตัวเอน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อจำแนกความสำคัญของสถานที่ ภูมิประเทศ และรายละเอียดอื่นๆ เช่น ทวีป ประเทศ มหาสมุทร และภูเขาสูง นิยมใช้ตัวหนา หรือตัวอักษรนำในภาษาอังกฤษ (Capital letter) ทุกตัว เช่น ทวีปเอเชีย (ASIA) ประเทศไทย (THAILAND) มหาสมุทรแปซิฟิก (PACIFIC) เทือกเขาหิมาลัย (HIMALAYA MOUNTAINS) เป็นต้น ส่วนสถานที่และภูมิประเทศที่มีความสำคัญรองลงไปนิยมใช้อักษรขนาดเล็กลง หรือใช้อักษรตัวตาม เช่น กรุงเทพมหานคร (Bangkok) แม่น้ำโขง (Mekhong River) เป็นต้น
  • 10. 5. มาตราส่วนแผนที่มาตราส่วน คือ สิ่งที่แสดงในแผนที่เพื่อเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางในแผนที่กับระยะทางจริงที่ปรากฏบนพื้นผิวโลก ทั้งนี้เพราะ แผนที่คือการแสดงพื้นผิวโลกโดยการย่อส่วนอย่างมีระบบจึงจำเป็นต้องบอกอัตราส่วนที่ย่อไว้ในแผนที่ เพื่อให้ผู้ใช้แผนที่สามารถเปรียบเทียบระยะทางในแผนที่กับระยะทางจริงในภูมิประเทศบนพื้นโลกได้ มาตราส่วนในแผนที่ ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปมี 2 ลักษณะ คือ มาตราส่วนแบบกราฟิก และมาตราส่วนตัวเลข
  • 11. 5.1 มาตราส่วนแบบกราฟิก กำหนดเป็นเส้นตรงและมีตัวเลขกำกับระยะทางไว้ ความยาวที่กำหนดไว้นั้น แทนความยาวระยะทางจริงบนพื้นโลก ซึ่งอาจมีหน่วยความยาวเป็น กิโลเมตร หรือ ไมล์ ก็ได้ หากผู้ใช้ต้องการทราบระยะทางจริงบนพื้นโลกจากแผนที่ ก็อาจใช้ไม้บรรทัดวัดระยะระหว่างจุดที่ต้องการทราบในแผนที่ แล้วนำความยาวที่วัดได้ไปเปรียบเทียบกับเส้นตรงที่กำหนดไว้เป็นมาตราส่วนในแผนที่
    รูปภาพแสดงมาตราส่วนแบบกราฟิก
  • 12. 5.2 มาตราส่วนตัวเลข แผนที่บางระวางไม่ใช้มาตราส่วนแบบกราฟิก แต่อาจเขียนเป็นอัตราส่วนแทน เช่น 1: 50,000 หรือ 1/50,000 มีความหมายว่า 1 หน่วยในแผนที่เท่ากับระยะทางจริงบนพื้นโลก 50,000 หน่วย ซึ่งนั้นอาจเป็น เซนติเมตร นิ้ว หรือ ฟุตก็ได้ แต่ต้องอ่านและเทียบค่าเป็นหน่วยเดียวกันเสมอ แผนที่แต่ละระวางอาจใช้มาตราส่วนต่างกัน เช่น 1: 50,000 1: 100,000 1: 250,000 1:500,000 1: 1,000,000 1: 15,000,000 เป็นต้น จึงมีการแบ่งประเภทแผนที่ตามเกณฑ์การใช้มาตราส่วนได้ 3 ประเภท ได้แก่ แผนที่มาตราส่วนใหญ่ และแผนที่มาตราส่วนปานกลาง และแผนที่มาตราส่วนเล็ก
    รูปภาพแสดงมาตราส่วนแบบตัวเลข
  • 13. 1. แผนที่มาตราส่วนใหญ่ (large-scale map) ได้แก่ แผนที่ที่ใช้มาตราส่วนใหญ่กว่า 1:250,000 มาตราส่วนใหญ่ใช้เขียนแผนที่ของพื้นที่ขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถบรรจุรายละเอียดที่ปรากฏในภูมิประเทศลงในแผนที่ได้มากตาม
    2. แผนที่มาตราส่วนปานกลาง (medium-scale map) ได้แก่ แผนที่ที่ใช้มาตราส่วนใหญ่กว่า 1:250,000 ถึง 1:1,000,000 ใช้เขียนแผนที่ของบริเวณที่กว้างใหญ่ขึ้น เพื่อแสดงเฉพาะรายละเอียดที่สำคัญ
    3. แผนที่มาตราส่วนเล็ก (small-scale map) ได้แก่ แผนที่ที่มีมาตราส่วนเล็กกว่า 1: 1,000,000 มาตราส่วนเล็กใช้เขียนแผนที่ของบริเวณที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ รายละเอียดปลีกย่อยที่ปรากฏในภูมิประเทศ จึงไม่สามารถเขียนลงในแผนที่ชนิดนี้ได้หมด
  • 14. 6. สัญลักษณ์ในแผนที่
    แผนที่ทุกระวางหรือทุกแผ่นจะต้องมีสัญลักษณ์เพื่อบอกชี้สิ่งต่างๆ ที่แผนที่ระวางนั้นใช้แทนของจริงที่ปรากฏอยู่ในภูมิประเทศ สัญลักษณ์ของแผนที่ที่สำคัญ ได้แก่ สัญลักษณ์เครื่องหมายและสัญลักษณ์บอกระดับความสูงต่ำของภูมิประเทศ
  • 15. 6.1 คำอธิบายเครื่องหมาย(legend) เครื่องหมายที่นิยมใช้เป็นสัญลักษณ์ในแผนที่
  • 16. 6.2 การบอกระดับภูมิประเทศ (topography) พื้นที่ผิวโลกมีความสูงและต่ำของภูมิประเทศแตกต่างกัน การเขียนแผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศ(relief map) จึงต้องแสดงระดับชั้นความสูงต่ำของภูมิประเทศเพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างกัน โดยใช้ระดับทะเลปานกลาง (mean sea level-msl) เป็นเกณฑ์กำหนดระดับความสูง แผนที่แสดงภูมิประเทศความสูงนิยมแสดงแตกต่าง 3 รูปแบบ ได้แก่ เส้นชั้นความสูง เส้นลายขวานสับ และสี
  • 17. 1. เส้นชั้นความสูง (contour line) เป็นเส้นสมมุติที่ลากผ่านจุดต่างๆ ที่มีความสูงเท่ากันในแผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศ โดยมีตัวเลขกำกับเส้นชั้นความสูงนั้นๆ และแต่ละเส้นจะต้องลากมาบรรจบกันเป็นเส้นปิดเสมอ
    รูปภาพแสดงแผนที่ภูมิประเทศแบบเส้นชั้นความสูง
  • 18. 2. เส้นลายขวานสับ หรือ เส้นขอบเขา (hachure) เป็นเส้นขีดสั้นๆ เรียงกันตามทิศทางลาดของพื้นดิน เพื่อแสดงรูปทรงของภูมิประเทศนั้น หากเป็นภูมิประเทศพื้นที่ชัน สัญลักษณ์ในแผนที่ภูมิประเทศจะแสดงด้วยเส้นขีดที่สั้น หนาและชิดกัน หากเป็นพื้นที่ลาดเท จะแสดงด้วยเส้นขีดยาว บาง และห่างกัน
    เส้นลายขวานสับนี้ แสดงให้ทราบได้เพียงแค่รูปทรงเฉพาะความสูงของภูมิประเทศส่วนความสูงที่แผนที่กำหนดขึ้นเป็นตัวเลข ไม่นิยมแสดงไว้ในแผนที่ที่ใช้เครื่องหมายเส้นลายขวานสับ
  • 19. รูปภาพแสดงแผนที่ภูมิประเทศแบบเส้นลายขวานสับ
  • 20. 3. การใช้สี (color) แผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศ นิยมใช้สีกำหนดระดับความสูง-ต่ำของพื้นดินและพื้นน้ำ สีที่นิยมใช้ในแผนที่มีความแตกต่างกัน ดังนี้
  • 21. พื้นดิน กำหนดสีแสดงลักษณะภูมิประเทศไว้ ดังนี้
    สีเขียว แสดง ที่ราบ ที่ต่ำ หรือป่าไม้
    สีเหลือง แสดง เนินเขา หรือที่สูง
    สีเหลืองแก่ แสดง ภูเขาสูง
    สีน้ำตาล แสดง ภูเขาสูงมาก
    สีขาว แสดง ภูเขาที่มีหิมะปกคลุม ปรากฏในเขตภูเขาใน บริเวณที่แสดงด้วยสีน้ำตาล
  • 22. พื้นน้ำ สีที่นิยมใช้เพื่อแสดงความลึกของแหล่งน้ำในแผนที่ มีดังนี้
    สีฟ้าอ่อน แสดง ไหล่ทวีป หรือเขตทะเลตื้น
    สีฟ้าแก่ แสดง ทะเลลึก
    สีน้ำเงิน แสดง ทะเล หรือมหาสมุทรลึก
    สีน้ำเงินแก่ แสดง ความลึก หรือน่านน้ำที่มีความลึกมาก
  • 23. ชนิดของแผนที่
    1. แผนที่ภูมิประเทศ (Topographic Map หรือ Relief Map)
    แผนที่ภูมิประเทศ คือ แผนที่แสดงความสูงต่ำของภูมิประเทศทั้งบนบกและในน้ำโดยใช้ระดับทะเลปานกลางเป็นเกณฑ์ ซึ่งอาจใช้สัญลักษณ์แสดงลักษณะภูมิประเทศที่ต่างกัน เช่น เส้นชั้นความสูง เส้นลายขวานสับ แรเงาสี เป็นต้น แผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศอาจเขียนขึ้นบนกระดาษแผ่นเรียบธรรมดา หรือสร้างหุ่นจำลอง โดยใช้พลาสติกแสดงความนูนสูงหรือยุบต่ำของพื้นผิวโลกก็ได้
  • 24. 2. แผนที่รัฐกิจ
    แผนที่รัฐกิจ คือ แผนที่แสดงอาณาเขตทางการปกครอง เช่น เขตของจังหวัด หรือประเทศ แผนที่ชนิดนี้จะต้องแสดงอาณาเขตติดต่อกับดินแดนของประเทศหรือรัฐอื่นโดยแสดงความแตกต่างของดินแดนนั้นๆ ด้วยเส้นหรือสี พร้อมทั้งต้องแสดงที่ตั้งและชื่อของเมืองหลวงเมืองท่าหรือเมืองสำคัญอื่นๆ และอาจแสดงลักษณะภูมิประเทศที่สำคัญและจำเป็นประกอบด้วยก็ได้
  • 25. รูปภาพแสดงแผนที่รัฐกิจ
  • 26. 3. แผนที่เฉพาะกรณี
    แผนที่เฉพาะกรณี คือ แผนที่ที่เขียนขึ้นสำหรับแสดงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะนอกเหนือจากภูมิประเทศและรัฐกิจเพื่อแสดงเรื่องนั้นๆโดยเฉพาะ เช่น แผนที่ภูมิอากาศ แผนที่ธรณีวิทยา แผนที่พืชพรรณธรรมชาติ แผนที่การถือครองที่ดิน แผนที่การท่องเที่ยว เป็นต้น
    แผนที่ภูมิอากาศ (Climatic Map)
    แผนที่ธรณีวิทยา (Geologic Map)
    แผนที่พืชพรรณธรรมชาติ (Natural Vegetation Map)
    แผนที่การครองที่ดิน (Cadastral Map)
    แผนที่ท่องเที่ยว(Tourist Map)
  • 27. รูปภาพแสดงแผนที่ภูมิอากาศ
  • 28. 4 . แผนที่เล่ม(Atlas)
    แผนที่เป็นหนังสือที่รวบรวมแผนที่หลายฉบับไว้ในเล่มเดียวกัน ซึ่งอาจมีแผนภูมิ สถิติและตาราง ที่เกี่ยวกับแผนที่เล่มนั้นประกอบด้วยก็ได้
    แผนที่เล่มอาจประกอบด้วยแผนที่หลายชนิดอยู่ในเล่มเดียวกัน เช่น แผนที่แสดงลักษณะภูมิประเทศ แผนที่รัฐกิจ แผนที่ภูมิอากาศ แผนที่ธรณีวิทยา แผนที่เศรษฐกิจ รวมทั้งรายชื่อภูมิศาสตร์ที่สำคัญ น้ำตก เกาะ แก่ง สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โรงพยาบาล สถานีตำรวจ เป็นต้น
  • 29. เส้นโครงแผนที่
    เส้นโครงแผนที่(map projection) เป็นระบบของเส้นที่สร้างขึ้นบนพื้นที่แบนราบ เพื่อแสดงลักษณะของเส้นขนานและเส้นเมริเดียน อันเป็นผลจากแบบและวิธีการต่างๆ ของการเขียนแผนที่
    ระบบของเส้นโครงแผนที่สร้างขึ้นนี้ อาจทำด้วยวิธีสร้างรูปทรงเรขาคณิตหรือการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์
    การสร้างเส้นโครงแผนที่ คือ การจำลองเส้นขนานและเส้นเมริเดียนจากผิวโลกลงบนพื้นที่แบนราบโดยการสมมุติให้มีจุดกำเนิดแสงอยู่ภายในโลก และฉายผ่านผิวโลกออกมากระทบลงบนจอ ที่วางสัมผัสผิวโลกในรูปแบบต่างๆ ที่นิยมใช้มี 3 รูปแบบ ได้แก่ จอแบน (จอระนาบ) จอรูปกรวย และจอทรงกระบอก เส้นโครงแผนที่ที่สร้างจึงแตกต่างกันไปตามลักษณะของจอที่สมมุติให้มาสัมผัสผิวโลก เส้นโครงแผนที่ซึ่งได้จากจอจึงมี 3 รูปแบบ ได้แก่ เส้นโครงแผนที่แบบระนาบ เส้นโครงแผนที่แบบกรวย และเส้นโครงแผนที่แบบทรงกระบอก
  • 30. เส้นโครงแผนที่แบบระนาบ(Planar Projection)
    เส้นโครงแผนที่ระนาบหรือแบน เป็นเส้นโครงแผนที่ซึ่งสร้างขึ้นโดยการสมมติให้ฉายแสงออกมาจากภายในโลก ให้เส้นเมริเดียนและเส้นขนานไปแตะลงบนผิวพื้นแบนราบที่สัมผัสผิวโลก ณ จุดใดจุดหนึ่ง เส้นโครงแผนที่แบบระนาบจะรักษาทิศทางได้ดี จึงเรียกเส้นโครงแผนที่ชนิดนี้อีกชื่อหนึ่งว่า เส้นโครงแผนที่แบบทิศทาง (Azimuthalหรือ Zenithal Projection)
  • 31. เส้นโครงแผนที่แบบกรวย (Conic Projection)
    เส้นโครงแผนที่แบบกรวย เป็นเส้นโครงแผนที่ที่สร้างขึ้นโดยสมมุติให้ฉายแสงออกมาจากภายในโลกทำให้เงาของเส้นเมริเดียนและเส้นขนานตกลงบนกรวยที่ครอบผิวโลกอยู่ เมื่อคลี่กรวยออกเป็นแผ่นแบนราบ จะปรากฏเส้นขนานเป็นเส้นโค้งของวงกลมที่มีจุดศูนย์กลางร่วมกันจึงขนานกันทุกเส้น ส่วนเมริเดียนจะเป็นเส้นตรงลักษณะคล้ายรัศมีแยกออกไปจากยอดกรวยซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของวงกลม
  • 32. เส้นโครงแผนที่แบบทรงกระบอก(Cylindrical Projection)
    เส้นโครงแผนที่แบบทรงกระบอก เป็นเส้นโครงแผนที่ซึ่งสร้างขึ้นโดยสมมุติให้ฉายเงาของเส้นเมริเดียนและเส้นขนานลงบนวัตถุรูปทรงกระบอกซึ่งโอบล้อมผิวโลกอยู่ เมื่อคลี่วัตถุรูปทรงกระบอกออกเป็นแผ่นราบ เส้นขนานจะเป็นเส้นตรงและขนานกันทุกเส้น ส่วนเส้นเมริเดียนก็จะเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับเส้นขนาน
  • 33. รูปภาพแสดงเส้นโครงแผนที่แบบต่างๆ
  • 34. การใช้แผนที่
    การหาระยะทางโดยใช้มาตราส่วน เมื่อต้องการทราบระยะทางจริงในภูมิประเทศระหว่างจุด 2 จุดจากแผนที่ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางตรงหรือเส้นทางโค้งไปตามถนนหรือแม่น้ำ ย่อมหาได้ง่ายโดยใช้มาตราส่วนดังนี้
     เส้นทางตรง กรณีจุด 2 จุดในแผนที่ เช่น จุด ก และ จุด ข อาจใช้ไม้บรรทัดวัดความยาวระหว่างจุด 2 จุดนี้ได้เลย แล้วนำผลที่ได้มาวัดกับมาตราส่วนในแผนที่นั้นก็สามารถเทียบมาตราส่วนเป็นระยะทางจริงในภูมิประเทศได้ง่าย
     เส้นทางโค้ง กรณีจุด ก และจุด ข ในแผนที่ซึ่งเป็นเส้นโค้ง ต้องใช้เส้นด้ายหรือเชือกขนาดเล็ก โดยทำเครื่องหมายไว้ที่ปลายเชือกข้างหนึ่ง ใช้จุดที่หมายไว้นั้นจดลงที่จุด ก แล้วค่อยๆ วางเชือกทาบไปตามเส้นทางที่โค้งหรือคดเคี้ยวในแผนที่จนไปถึงจุด ข จึงทำเครื่องหมายไว้ แล้วนำเชือกนั้นมาวัดกับมาตราส่วนที่แสดงไว้ในแผนที่แล้วเทียบตามมาตราส่วนนั้น ก็สามารถทราบระยะทางจริงในภูมิประเทศได้
  • 35. 2. การหาทิศด้วยเข็มทิศ
    เข็มทิศจะชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ เมื่อต้องการหาทิศโดยการใช้เข็มทิศจะต้องปรับอักษร N ในเข็มทิศให้ตรงกับแนวศรชี้ทิศเหนือ แล้วทิศหลักอื่นๆ อีก 3 ทิศ ก็ย่อมปรับตามไปด้วย แล้วหาทิศอื่นโดยใช้วิธีง่ายๆ คือ ให้ยืนหันหน้าไปทางทิศเหนือ (N) แล้วกางแขนออกด้านขวามือจะเป็นทิศตะวันออก (E) ด้านซ้ายมือจะเป็นทิศตะวันตก (W) และด้านหลังจะเป็นทิศใต้ (S) นักสำรวจหรือนักเดินทางที่หลงทางในป่า เมื่อศึกษาแผนที่แล้วพบว่า น่าจะมีชุมชนที่ใกล้ที่สุดอยู่ทางทิศเหนือ ก็ให้เดินทางไปตามเข็มทิศที่ชี้อักษร N หรือหากหลงทางในทะเล เมื่อศึกษาจากแผนที่แล้วพบว่าน่าจะมีเกาะหรือชายฝั่งที่ใกล้ที่สุดอยู่ทางทิศตะวันออก ก็ให้แล่นเรือไปตามเข็มทิศที่ชี้อักษร E เป็นต้น