บทที่ 2วิจัยการอ่าน
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

บทที่ 2วิจัยการอ่าน

on

  • 3,988 views

 

Statistics

Views

Total Views
3,988
Views on SlideShare
3,970
Embed Views
18

Actions

Likes
0
Downloads
32
Comments
0

2 Embeds 18

http://poothina.blogspot.com 17
https://twitter.com 1

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

บทที่ 2วิจัยการอ่าน บทที่ 2วิจัยการอ่าน Document Transcript

  • บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ในการศึกษาคนควาครั้งนี้ ผูศึกษาไดศึกษาคนควาการจัดกิจกรรมการเรียนรู เรอง การอาน ่ืจับใจความ โดยการใชคําถามตามแนวคิดของบลูม (Bloom) กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ผูศึกษาคนควาไดศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ตามลําดับดังนี้ 1. หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย 2. การอาน 3. การอานจับใจความ 4. เทคนิคการใชคําถาม 5. การวัดผลประเมินผล 6. แผนการจดกจกรรมการเรยนรู ั ิ ี 7. ดัชนีประสิทธิผล 8. การคิดวิเคราะห 9. งานวิจัยที่เกี่ยวของหลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกําหนดสาระการเรียนรูและมาตรฐานการเรียนรูเปนเกณฑในการกําหนดคุณภาพของผูเรียนเมื่อเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งกําหนดไวเฉพาะสวนที่จําเปนสําหรับเปนพื้นฐานในการดํารงชีวิตใหมีคุณภาพ สําหรับสาระและมาตรฐานการเรียนรูตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผูเรียน สถานศึกษาสามารถพัฒนาเพิ่มเติมได สําหรับสาระการเรียนรูภาษาไทยมี 5 สาระ ดงน้ี ั 1. สาระการเรยนรู ี สาระที่ 1 : การอาน สาระท่ี 2 : การเขียน สาระที่ 3 : การฟง การดู และการพูด  สาระที่ 4 : หลักการใชภาษา สาระที่ 5 : วรรณคดี และวรรณกรรม ในการศึกษาคนควาครั้งนี้ มุงศึกษาในสวนที่เกี่ยวของกับสาระการอาน โดยมีมาตรฐานการเรียนรูดังนี้ สาระที่ 1 การอาน
  • มาตรฐาน ท 1.1 : ใชกระบวนการอานสรางความรูและความคิดไปใชตัดสินใจแกปญหาและสรางวิสัยทัศนในการดําเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอาน 1. สามารถอานไดคลองและอานไดเร็วขึ้น เขาใจความหมายของคํา สานวน ํโวหาร การบรรยาย การพรรณนา การเปรียบเทียบ การใชบริบท เขาใจความหมายของถอยคําสานวน และเนอเรอง และใชแหลงเรียนรูพัฒนาความสามารถการอาน ํ ้ื ่ื 2. สามารถแยกแยะขอเท็จจริงและขอคิดเห็น วิเคราะหความ ตีความสรุปความหาคําสําคัญในเรื่องที่อานและใชแผนภาพโครงเรื่องหรือแผนภาพความคิดพัฒนาความสามารถการอาน นําความรูความคิดจากการอานไปใชแกปญหา ตัดสิน คาดการณ และใชการอานเปนเครื่องมือในการพัฒนาตน การตรวจสอบความรูและคนหาเพิ่มเติม 3. สามารถอานในใจและอานออกเสียงบทรอยแกวและบทรอยกรองไดคลองและรวดเร็วถูกตองตามลักษณะคําประพันธและอักขรวิธีและจําบทรอยกรองที่มีคุณคาทางความคิดและความงดงามทางภาษา สามารถอธิบายความหมายและคุณคา นําไปใชอางอิง เลือกอานหนังสือสารสนเทศทั้งสื่อสิ่งพิมพและสื่ออิเล็กทรอนิกสตามจุดประสงคอยางกวางขวาง มีมารยาทการอานและนิสัยรักการอาน 2. คุณภาพผูเรียนชวงชั้นที่ 2 ผูเรียนชวงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 – 6 ผูเรียนตองมีความรู ความสามารถและคณธรรม จรยธรรม และคานิยมในสาระการเรียนรูภาษาไทยดังนี้ (กรมวิชาการ. 2545 ข : ุ ิ10-11) 1. อานไดคลองและอานไดเร็วขึ้น 2. เขาใจความหมายของคํา สานวน โวหาร การเปรียบเทียบ อานจับประเด็น ํสําคัญ แยกขอเท็จจริงและขอคิดเห็น วิเคราะหความ ตีความ สรุปความ 3. นําความรูที่ไดจากการอานไปใชแกปญหา ตดสนใจ คาดการณ และการอาน ั ิเปนเครื่องมือในการพัฒนาตน 4. เลือกอานหนังสือและสื่อสารสนเทศจากแหลงเรียนรูไดตามจุดประสงค 5. เขียนเรียงความ ยอความ จดหมาย เขียนอธิบาย เขียนชี้แจงการปฏิบัติงานและรายงาน เขียนเรื่องราวจากจินตนาการและเรื่องราวที่สัมพันธกับชีวิตจริง จดบันทึกความรูประสบการณ เหตุการณ และการสังเกตอยางเปนระบบ 6. สรุปความ วิเคราะหเรื่องที่ฟงที่ดู และเปรียบเทียบกับประสบการณในชีวิตจรง ิ 7. สนทนา โตตอบ พดแสดงความรู ความคิด ความตองการ พดวเิ คราะห  ู ูเรองราว พูดตอหนาชุมชน และพูดรายงาน ่ื 8. ใชทักษะภาษาเปนเครื่องมือการเรียน การดํารงชีวต และการอยูรวมกัน ิ
  • ในสังคม รวมทั้งใชไดถูกตองเหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ 9. เขาใจลักษณะของคําไทย คําภาษาถิ่น และคําภาษาตางประเทศที่ปรากฏในภาษาไทย 10. ใชทักษะทางภาษาเพื่อประโยชนไดตามจุดประสงค 11. ใชหลักการพิจารณาหนังสือ พิจารณาวรรณคดีและวรรณกรรมใหเห็นคุณคาและนําประโยชนไปใชในชีวิต 12. ทองจําบทรอยกรองที่ไพเราะและมีคุณคาทางความคิด และนําไปใชในการพูดและการเขียน 13. แตงกาพยและกลอนงาย ๆ 14. เลานิทานพื้นบานและตํานานพื้นบานในทองถิ่น 15. มีมารยาทในการอาน การเขียน การฟง การดู และการพูด  16. มีนิสัยรักการอานและการเขียนการอาน 1. ความหมายของการอาน การอาน หมายถึง กระบวนการที่ผูอานแปลความ คํา สัญลักษณที่เปนตัวอักษร พิมพหรือเขียนออกมาใหเขาใจ ซึ่งเปนผลของกระบวนการสรางความหมายโดยผสมผสานกนระหวาง ความมุงหมายของผูเขียนและประสบการณเดิมของผูอาน ั  2. จุดมุงหมายการอาน จุดมุงหมายของการอาน ยอมแตกตางกันไปในทุกครั้งที่อาน ซึ่งการอานครั้งหนึ่ง ๆอาจมีจุดมุงหมายอยางใดอยางหนึ่งหรือหลายอยางดังนี้ 1. อานเพื่อตองการศึกษาหาความรู 2. อานเพื่อหาคําตอบในสิ่งที่ตองการ 3. อานเพื่อทดสอบความเขาใจ 4. อานเพอแสดงความคดเหน  ่ื ิ ็ 5. อานเพื่อปฏิบัติตามคําแนะนํา 6. อานเพื่อวิจารณ 7. อานเพื่อความบันเทิงการอานจับใจความ 1. ความหมายการอานจับใจความ การอานจับใจความหมายถึง การที่ผูอานแปลความ ตีความ ขยายความ ทําความเขาใจเนื้อเรื่องที่อาน จุดมุงหมายของผูเขียน จบใจความสาคญและแนวคดดวยกระบวนการคด ั ํ ั ิ  ิวเิ คราะห และนําความรูความคิดที่ไดจากการอานไปประยุกตใชใหเกิดประโยชนสูงสุด
  • เทคนิคการใชคําถาม (Questioning Method) 1. ความสําคัญของการใชคําถาม การใชคําถามในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีความสําคัญและจําเปนตอการพัฒนาความคิดของผูเรียนอยางยิ่ง และเปนสวนสําคัญที่ทําใหผูเรียนคิดเปน ทําเปนและแกปญหาเปนตามเจตนารมณของหลักสูตร การใชคําถามเปนเทคนิคการสอนที่มีประสิทธิภาพในการเรียนการสอนที่มุงใหผูเรียนสามารถหาความรู แกปญหา และสรปแนวคดหลกไดดวยตนเอง และไมวาครจะสอนดวยวธใด   ุ ิ ั   ู  ิีการใชคําถามก็ยังมีบทบาทสําคัญในการเรียนทุกครั้ง ทิศนา แขมมณี (2548 : 407) ใหขอเสนอแนะเกยวกับขอควรคํานึงและพึงระวัง  ่ีในการใชคําถามดังนี้ 1. ถามคําถามทีละคําถาม ไมควรถามหลายคําถามติดตอกัน 2. คําถามแตละคําถาม ไมควรมีประเด็นมากเกินไป 3. คําถามควรชัดเจน ถาคําถามกวางเกินไป ผูเรียนตอบไมตรงประเด็น ควรปรับคําถามใหเฉพาะเจาะจงมากขึ้น 4. คําถามไมควรยาวเกินไป ผูเรียนหรือผูตอบจะจําประเด็นไมได หรออาจจะ ืหลงประเดนไปได ็ 5. ควรใชน้ําเสียงและทาทางที่เหมาะสมประกอบการถาม 6. เมื่อถามคําถามแลวควรใหเวลาผูเรียนคิด (Wait Time) พอสมควร จากการวิจัยของ Cruickshank (ทิศนา แขมมณี. 2548 : 407 ; อางอิงมาจาก Cruickshank. 1995 :346) พบวา ถาผูสอนใหเวลาแกผูเรียนคิดประมาณ 3- 5 นาที ผูเรียนจะสามารถตอบคําถามไดยาว ขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น 7. ไมควรทวนคําถาม และไมควรทวนคําตอบของผูเรียนบอย ๆ 8. ผูสอนควรใหคําชมแกผูเรียนบาง แตไมบอยเกนไป ควรเปนไปตามความ ิตองการของผูเรียนแตละคน และควรพยายามคอย ๆ เปลี่ยนการเสริมแรงจากภายนอกไปสูการเสริมแรงภายใน 9. หลีกเลี่ยงการชมประเภท ดี ........แต........ 10. การชมตองมีฐานจากความเปนจริง และความจริงใจ 11. ถามผูเรียนและใหโอกาสผูเรียนในการตอบอยางทั่วถึงใหความเสมอภาคแกผูเรียนทั้งชายและหญิง ทั้งเกงและออน ทั้งที่สนใจและไมสนใจ 12. เมื่อถามคําถามแลว ผูสอนควรเรียกใหผูเรียนตอบเปนรายบุคคล ไมควรให ผูเรียนตอบพรอมกัน 13. เมื่อถามแลวไมมีผูใดตอบได ควรตั้งคําถามใหม โดยใชคําถามที่งายขึ้นหรืออธิบายขยายความ หรือใหแนวทางในการตอบการใชคําถามเปนเทคนิคอยางหนึ่งที่ชวยใหนักเรียนคนหาแนวคิดได
  • คําถามมีหลายประเภท คําถามบางประเภทกระตุนใหนักเรียนคิด บางคําถามปลุกใหตื่น หรือเราใหนักเรียนเกิดความสนใจเพื่ออานสารตามที่ครูไดแนะนาหรอมอบหมาย ํ ื 2. ประเภทของคําถาม การใชคําถามสามารถแบงออกไดหลายประเภท ขึ้นอยูกับหลักเกณฑที่ใชในการแบงประเภท ซึ่งมีผูแบงประเภทการใชคําถามแตกตางกันไว นักการศึกษาไดแบงคําถามออกเปน 3ประเภท ดงน้ีั 1. คําถามเพื่อหาคําตอบพื้นฐาน คําตอบนั้นเปนขอมูลที่ไดจากการอาน ดังนั้นคําถามประเภทนี้มักจะถามเกี่ยวกับความจํา ความเขาใจ การนําไปใช คําตอบจึงมักจะเกี่ยวกับความจริงที่ปรากฏในสารที่อาน 2. คําถามเพื่อคิดวิจารณญาณ คําถามประเภทนี้มักตองการคําตอบ โดยใชเ นอหา้ืจากการอาน 3. คําถามเพื่อคิดสรางสรรค คําถามประเภทนี้ตองการคําตอบที่เปนไปในทางการพัฒนาเพื่อสรางสรรคในสิ่งที่ดีงาม ทําใหจิตใจมีความสุข คําถามจึงมักเปดกวางใหผูตอบสามารถตอบไดอยางเสรี ไมกาหนดตายตว   ํ ัการวัดผลประเมินผล 1. การวัดและประเมินผลการเรียนภาษาไทย 1. หลักการของการประเมินผลในชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพดังนี้ ประการแรก : การประเมินผลในชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพจะตองสงเสริมการเรียนรูของผูเรียน หมายความวา ผูสอนตองประเมินการเรียนรูของผูเรียนตั้งแตเริ่มบทเรียน และประเมินอยางสม่ําเสมอตลอดการสอนแตละหนวย เพื่อใหไดขอมูลมาปรับปรุงการสอน ผูสอนตอง ตั้งเกณฑไวลวงหนาเพื่อรองรับการสอนและการประเมิน และตองอธิบายเกณฑที่ตองการใหนักเรียนทราบ แจงผลการประเมินใหผูเรียนทราบอยางสม่ําเสมอ เพื่อผูเรียนจะไดพัฒนาตนเองไปสูเปาหมายตามเกณฑในการประเมินตนเอง ประการที่สอง : การประเมินจะตองใชขอมูลจากแหลงขอมูลที่หลากหลายหมายความวา การประเมินผลในชั้นเรียนที่ดีตองไดจากการสังเคราะหขอมูลจากแหลงตาง ๆ ประการที่สาม : การประเมินจะตองมีความเที่ยงตรง เชอถอได และยตธรรม ่ื ื ุิหมายความวา ความเที่ยงตรง และความเชื่อมั่นหรือความคงเสนคงวาในการประเมิน เปนคุณสมบัติสําคัญของเครื่องมือที่ใชในการวัดผลการเรียนรูของผูเรียน สิ่งที่ผูสอน เชน กจกรรมการเรยนรท่ี  ิ ี ูสอนดวยวธการอานในใจ จะประเมินผลการตอบคําถามจากเรื่องที่อาน การสรปสาระสําคัญจากเรื่องที่อาน  ิี  ุการประเมินการเรียนรูที่สอน
  • 2 การประเมินผลการสอนอานจับใจความ การอานจับใจความมีวิธีการสอนหลากหลายวิธี การประเมินจึงประเมินผลตามลักษณะของกิจกรรมการเรียนรู ครูควรเนนการประเมินผลตามสภาพจริงที่มีประสิทธิภาพประกอบดวยการประเมินดานภาษาใหครบสามประการที่กลาวมาขางตนไดแก 1) การประเมินผลอยางสม่ําเสมอในขณะที่ทําการสอนแตละหนวย 2) การประเมินจากแหลงขอมูลที่หลากหลายหรือไดจากการสังเคราะหขอมูล 3) การประเมินจากแบบทดสอบที่มีความเที่ยงตรง และความเชื่อมั่นสิ่งที่พึงระวังก็คือ ความรูสึกสวนตนของผูสอนที่มีตอผูเรียนควรประเมินดวยความยุติธรรม กลาวโดยสรป การประเมินผลการสอนอานจับใจความเปนกระบวนการ  ุที่จะตรวจสอบคุณภาพของการเรียนการสอนวา ไดชวยใหนักเรียนบรรลุผลตามจุดประสงคที่วางไวหรอไม ถาการวัดผลพบวา ยังไมเปนไปตามที่วางไว ครูก็ตองหันมาพิจารณาวา กระบวนการใน ืขั้นตอนใดที่ยังบกพรองจะแกไขปรับปรุงอยางไร จะเหนไดวา การวัดผลประเมินผลการอานจับ ็ ใจความเปนสิ่งที่จะตองทําตลอดเวลาควบคูไปกับการเรียนการสอน ไมใชเปนกระบวนการขั้นสุดทายของการเรียนการสอนแผนการจัดกิจกรรมการเรยนรู ี 1. ความหมายของแผนการจัดกิจกรมการเรียนรู แผนการจดกจกรรมการเรยนรู หมายถึง การเตรียมการสอนอยางมี ั ิ ีระบบเปนลายลักษณอักษรลวงหนา และเปนเครื่องมืออันสําคัญที่จะชวยใหผูเรียนไปสูจุดหมายปลายทางที่หลักสูตรกําหนดไดอยางมีประสิทธิภาพดัชนีประสิทธิผล บุญชม ศรีสะอาด (2546 : 157-159) กลาวถึงการวิเคราะหหาประสิทธิผลของสื่อวิธีสอน หรอนวตกรรมไววา เพื่อที่จะทราบวาสื่อการเรียนการสอน วิธีสอน หรือนวัตกรรมที่ผู ื ั ศึกษาคนควาพัฒนาขึ้นมามีประสิทธิผล (Effectiveness) เพียงใด ก็จะนําสื่อที่พัฒนาขนนนไปทดลอง ้ึ ้ัใชกับผูเรียนที่อยูในระดับที่เหมาะสมกับที่ไดออกแบบมา แลวนําผลการทดลองมาวิเคราะหหาประสิทธิผล หมายถึง ความสามารถในการใหผลอยางชัดเจน แนนอน ซึ่งนิยมวิเคราะหและแปลผล 2 วธี ิ วิธีที่ 1 จากการพิจารณาผลของการพัฒนา วิธีนี้เปนการเปรียบเทียบระหวางจุดเริ่มตนกับจุดสุดทาย เชน ระหวางกอนเรยนกบ    ี ัหลังเรียน เพื่อเห็นพัฒนาการหรือความงอกงาม ผูศึกษาคนควาจะตองสรางเครื่องมือวัดในตัวแปรที่สนใจศึกษา เชน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เปนเครื่องมือที่สรางเพื่อวัดผลการเรยนรู  ี
  • หลังจากเรียนเรื่องนั้น หรือหลังการทดลองเรื่องนั้น ซึ่งจะตองสรางใหครอบคลุมจุดประสงค เนอหา ้ืสาระที่เรียน หรือคุณลักษณะที่มุงวัด สรางไวลวงหนาเมื่อกอนจะเริ่มสอนหรือทดลอง ก็จะนําแบบทดสอบหรือเครื่องมือดังกลาวมาวัดกับผูเรียน เรียกวาการทดสอบกอนเรยนหรอกอนทดลอง  ี ื (Pre-test) และหลังจากเรียนจบเรื่องนั้นแลว ก็นําแบบทดสอบชุดเดิมมาทดสอบกับผูเรียนกลุมเดิม(Post-test) นําผลการทดสอบทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกัน โดยเขยนคะแนนหลงเรยนไวกอนเรยน ี ั ี  ีจาแนกเปน 2 กลุม 1) การพิจารณารายบุคคล 2) การพจารณารายกลุม ํ  ิ วิธีที่ 2 จากการหาดัชนีประสิทธิผลการหาดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) กรณีรายบุคคลตามแนวคิดของHofland จะใหสารสนเทศที่ชัดเจนโดยใชสูตร ดงน้ี ั ดัชนีประสิทธิผล = คะแนนหลงเรยน – คะแนนกอนเรยน ั ี  ี คะแนนเตม – คะแนนกอนเรยน ็  ี โดยทั่วไปการหาดัชนีประสิทธิผลมักหาโดยใชคะแนนของกลุม ซึ่งทําใหมีสูตรเปลี่ยนไป ดงน้ี ัดัชนีประสิทธิผล = ผลรวมของคะแนนหลังเรียนของทุกคน–ผลรวมของคะแนนกอนเรียนของทุกคน (จานวนนกเรยน X คะแนนเตม) – ผลรวมของคะแนนกอนเรยนของทุกคน ํ ั ี ็  ี เผชิญ กิจระการ และสมนก ภัททิยธนี (2545 : 31) ไดกลาววาการหาพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น ึของผูเรียนโดยอาศัยคาดัชนีประสิทธิผล โดยใช (Effectiveness Index : E.I.) มีสูตร ดงน้ี ัดัชนีประสิทธิผล = ผลรวมของคะแนนหลังเรียนของทุกคน–ผลรวมของคะแนนกอนเรียนของทุกคน (จานวนนกเรยน X คะแนนเตม) – ผลรวมของคะแนนกอนเรียนของทุกคน ํ ั ี ็หรอื E.I. = P2 –P1 Total -P1 เมื่อ P1 แทน ผลรวมของคะแนนกอนเรยนทกคน  ี ุ P2 แทน ผลรวมของคะแนนหลงเรยนทกคน ั ี ุ Total แทน ผลคณของจานวนนกเรยนกบคะแนนเตม ู ํ ั ี ั ็ การหาคา E.I. เปนการพิจารณาพัฒนาการในลักษณะที่วาเพิ่มขึ้นเทาไร ไมไดทดสอบ  
  • วาเพิ่มขึ้นอยางเชื่อถือไดหรือไม ซึ่งคาที่แสดงคะแนนที่เพิ่มขึ้นนั้น เรียกวา หาคาดัชนีประสิทธิผล(E.I.) และเพื่อใหสื่อความหมายกันงายขึ้นจึงแปลงคะแนนใหอยูในรูปของรอยละ เชน จากคาดัชนี ประสิทธิผล (E.I.) 0.6240 คิดเปนรอยละ 62.40ดัชนีประสิทธิผล = รอยละของผลรวมของคะแนนหลังเรียน–รอยละของผลรวมของคะแนนกอนเรียน 100 – รอยละของผลรวมของคะแนนกอนเรียน หรอ E.I. = P2 % - P1% ื 100 - P1%งานวิจัยที่เกี่ยวของ 1. งานวิจัยในประเทศ เนาวรตน แตงยิ้ม (2541 : 60) ไดศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการอานจับใจความ ัของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 จงหวดเพชรบรี ปการศึกษา 2540 พบวา นักเรียนที่เรียนโดยใช ั ั ุ แบบฝกจากแผนการสอน “เทคนิค 9 คําถาม” มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและหลังเรียน แตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมคะแนนหลงเรยนสงกวากอนเรยน ี ั ี ู   ีและนักเรียนที่เปนกลุมทดลองมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวากลุมควบคุม ยภาวดี ขันธุลา (2546 : บทคัดยอ) ไดทําการวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และเจตคติ ุตอการอานจับใจความภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ปการศึกษา 2546 อาเภอ ํหนองกุงศรี จงหวดกาฬสนธุ ผลการวิจัยพบวา หลังการทดลองนักเรียนที่เรียนแบบรวมมือกัน ั ั ิเรยนรโดยใชโปรแกรม CIRC มีผลสัมฤทธิ์การอานจับใจความภาษาไทยสูงกวานักเรียนที่เรียน ี ู ตามคูมือครู อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ศุภิสรา วงศคําจันทร (2547 : 78) ไดศึกษาการพัฒนาแผนการเรียนรูและบทเรียนสําเรจรปประกอบการตน เพื่อฝกทักษะการอานจับใจความ วิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปที่ 4 ็ ู ูผลการศึกษาพบวา แผนการเรียนรูและบทเรียนสําเร็จรูปประกอบการอานเพื่อจับใจความ วชา ิภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปที่ 4 มีประสิทธิภาพเทากับ 81.44/87.80 ซึ่งเปนไปตามเกณฑ 80/80ที่ตั้งไว และแผนการเรียนรูภาษาไทย การอานจับใจความชั้นประถมศึกษาปที่ 4 มีดัชนีประสิทธิผลเทากับ 0.7010 หมายถึงนักเรียนมีความรูเพิ่มขึ้นรอยละ 70.10 วารุณี พิมพวงศทอง (2547 : 72) ไดศึกษาผลการสอนแบบสืบเสาะหาความรูโดยการใชคําถามตามรูปแบบของบลูม ที่มีตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและผลสัมฤทธิ์ดานทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 กลุมตัวอยางไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3โรงเรยนบานศรไกรลาส สํานักงานการประถมศึกษาอําเภอลาดยาว จงหวดนครสวรรค จานวน 304 ี  ี ั ั ํคน เครื่องมือที่ใช แผนการสอนวิทยาศาสตร (ว305) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบทดสอบวักผลสัมฤทธิ์ดานกระบวนการทางวิทยาศาสตร สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูลไดแก
  • คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คาไค-สแคร ผลการวิวิจัยพบวา นักเรียนที่เรียนโดยวิธีสืบเสาะหาความรูโดยการใชคําถามตามแนวคิดของบลูมหลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. งานวิจัยตางประเทศ ดาหลเกรน (Dahlgren. 2003 : 1954-A) ไดศึกษาการแกไขความผิดพลาดทาง อักขรวิธีในการเขียนชั้นมัธยมศึกษาตอนตน มีความมุงหมายเพื่ออธิบายประสิทธิภาพของโปรแกรมการแทรกแซงคือ การอานและการเขียนจากความรูสึกสัมผัสหลายทาง การมุงเนนอยูที่ขั้นตอนของการสะกดคําเชิงพัฒนา และการเพิ่มความสามารถในการสะกดคําในบทเรียงความที่เขียนขึ้น การประเมินการเขียนของนักเรียนกระทําเพื่อคุณภาพและปริมาณ การแสดงออกทางการเขียนเปนการมุงเนนรองลงของการศึกษาครั้งนี้ กลุมตัวอยางเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนตนจํานวน 16 คนที่เขาเรียนโปรแกรมโรงเรียนภาคฤดูรอนในกลุมในเมืองชั้นในกลุมหนึ่ง การศึกษาเปนการออกแบบเชิงคุณภาพที่ใชวิธีการเชิงเปรียบเทียบอยางสม่ําเสมอเพื่อสรางทฤษฎีเบื้องตน ทฤษฎีเบื้องตนนี้ซึ่งรูจักกันวาเปนวิธีการเปรียบเทียบกับขอมูลที่เก็บรวบรวมมาและตีความขอมูลวาเปนการลําเอียงเขาขางการเกิดขึ้นของทฤษฎี วิธีการนี้มาทางโตเหตุผลพิสูจนสมมุติฐานที่เกิดขึ้นตลอดการศึกษาครั้งนี้ผลการศึกษาพบวา การวิเคราะหเชิงคุณภาพเกี่ยวกับการสะกดคําชี้ใหเห็นการเติบโตในขั้นตอนการสะกดคํา จําแนกประเภทที่ไดจากขั้นตอนการสะกดความเชิงพัฒนาในการเขียนของนักเรียน ผูใหคะแนน 2 คน ใหคะแนนการประเมินการเขียนเปนรายบุคคลแลวประชุมปรึกษากันเรื่องการเขียนไมมีการเปลี่ยนแปลงในดานคุณภาพและปริมาณการเขียน นาคะแนนของผใหคะแนนมาวเิ คราะห ํ ู โดยใชสัมประสิทธิสหสัมพันธของ Spearman Rho พบวามีสหสัมพันธภายในผูใหคะแนนระหวางคะแนนทใหอสระ (r) เทากับ .83 , p เทากับ .01 สําหรับคะแนนคุณภาพ ความแตกตางใด ๆ ่ี  ิระหวางผใหคะแนนไดนามาอภปรายและประนประนอมกนใหไดความเหนสอดคลองกน 100%  ู   ํ ิ ี ั   ็  ัในการวิเคราะหสุดทาย ขอคนพบทางทฤษฎีในการศึกษาชี้แนะวา ความตองการของนักเรียนที่จะเพิ่มการยืนมาตรฐานทางวิชาการมีความสําคัญ เมอใหโอกาสมสวนรวมในการแทรกแซง ซึ่งใหการ ่ื  ี  สอนทเ่ี ปนแบบมีโครงสรางและมีความรูสึกสัมผัสไดหลายทาง นักเรียนก็เพิ่มระดับการปฏิบัติขึ้นเวลา 6 สัปดาหไมเพียงพอที่จะไดเห็นการเพิ่มขึ้นอยางมีนัยสําคัญ คิม (Kim. 2004 : 2753-A) ไดศึกษาหนาที่ของภาษาเขียนในการพัฒนาภาษาพูดสําหรับนักเรียนชั้นอนุบาลถึงประถมปที่ 2 ที่เรียนภาษาอังกฤษเปนภาษาที่สอง ผูวิจัยการรูหนังสือหลายคนสนับสนุนการปฏิบัติการสอนทักษะทั้ง 4 ทักษะ และโตแยงวานักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเปนภาษาที่สอง สามารถเรียนอานไดกอน สามารถแสดงใหเ หนขนตอนความกาวหนาในความ ็ ้ั  คลองแคลวทางภาษาพูดภาษาอังกฤษ อยางไรก็ตามทัศนะที่นิยมเกี่ยวกับการอานภาษาอังกฤษเปนภาษาที่สอง ในกจกรรมการอานและการเขยนนนควรจะเลอนออกไปจนกวาภาษาพดของนกเรยน ิ  ี ้ั ่ื  ู ั ีเขาที่ดีแลวเสียกอน
  • เนื่องจากมีทัศนะที่โตแยงกันมาก การศึกษาครั้งนี้จึงมีความมุงหมาย เพอหาคาตอบ ่ื ํของคําถามที่วาการอานและการเขียนที่อาศัยโรงเรียนเปนฐานนั้นสามารถจะนําไปใชอยางมีประสิทธิผล เพื่อพัฒนาทักษะภาษาพูดภาษาอังกฤษกับเด็กที่อายุยังนอย ที่เรียนภาษาอังกฤษเปนภาษาที่สองไดอยางไร เมื่อนําเอากรณีศึกษา 7 กรณี และการศึกษาแบบเขาแทรกแซง 1 กรณีโดยใชการศึกษาเชิงทดลองกับเด็กเพียงคนเดียว พบวา สามารถอธิบายหนาที่ของการอานและการ เขียนภาษาอังกฤษในการพัฒนาทักษะภาษาพูดของนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเปนภาษาที่สองได จากงานวิจัยและการศึกษาคนควาอิสระทั้งภายในประเทศและตางประเทศ สรุปไดวาการจดกจกรรมการเรยนเรยนรู โดยการใชคําถาม เปนกิจกรรมการเรียนรูที่สามารถสงผลใหผูเรียนมี ั ิ ี ีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น มีเจตคติที่ดีตอการเรียนและยังทําใหผูเรียนเกิดการคิดวิเคราะหอีกดวย ดังนั้น ผูศึกษาคนควาจึงมีความสนใจที่จะศึกษาคนควาการจัดกิจกรรมการเรียนรู เรอง การ  ่ือานจับใจความ โดยการใชคําถามตามแนวคิดดานพุทธิพิสัยของบลูม (Bloom) มาใชในการจัดกจกรรมการเรยนรู เพื่อฝกทักษะการตอบคําถามจากเรื่องที่อาน สามารถประเมินผลไดครอบคลุม ิ ีผลการเรียนรูที่คาดหวังของหลักสูตรและเปนประโยชนในการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรูในกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทยใหมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชนสูงสุดตอผูเรียนตอไป