โลกและการเปลียนแปลง                                              ่         โลกในยุคแรกเป็ นของเหลวหนืดร้ อน ถูกกระหน่าชนด้...
โครงสร้ างของโลกก่อนทีจะอธิบายให้ เข้ าใจกันอย่างง่ าย เราต้ องมาดูโครงสร้ างของโลกเราก่ อน โลกของเราก็คล้ ายๆไข่         ...
ภาพที่ 1 กาเนิดระบบสุ ริยะปารากฏการณ์ ทางธรณีวิทยาโครงสร้ างภายในของโลก      โลกมีขนาดเส้ นผ่ านศู นย์ กลางยาว 12,756 กิโล...
คลืนปฐมภูมิ (P wave) เป็ นคลืนตามยาวทีเ่ กิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดยอนุภาคของ    ่                          ่ตัวกลาง...
โครงสร้ างภายในของโลกแบ่ งตามองค์ ประกอบทางเคมีนักธรณีวิทยา แบ่ งโครงสร้ างภายในของโลกออกเป็ น 3 ส่ วน โดยพิจารณาจากองค์ ป...
ภาพที่ 6 โครงสร้ างภายในของโลกโครงสร้ างภายในของโลกแบ่ งตามคุณสมบัติทางกายภาพ         นักธรณีวทยา แบ่ งโครงสร้ างภายในของโ...
อุณหภูมิสูง 1,000 – 3,500ฐC เคลือนตัวด้ วยกลไกการพาความร้ อนทาให้ เกิดสนามแม่ เหล็กโลก มี                                ่...
ภาพที่ 8 สนามแม่ เหล็กโลก         สนามแม่ เหล็กโลกก็มิใช่ เป็ นรู ปทรงกลม (ภาพที่ 8) อิทธิพลของลมสุ ริยะทาให้ ด้านทีอยู่ใก...
แผ่นดินไหวการเกิดแผ่ นดินไหวแผ่นดินไหว คือ ปรากฏ การณ์ทแผ่นเปลือกโลกเกิดการสั่ นสะเทือน เนื่องมาจากการเลื่อนตัวของ        ...
การเกิดภูเขาไฟการเกิดภูเขาไฟเกิดจากหินหนืดทีอยู่ใต้ เปลือกโลกถูกแรงดันอัดให้ แทรกรอยแตกขึนสู่ ผวโลก โดยมีแรงปะทุหรือ      ...
3. ภูเขาไฟแบบกรวยกรวด (Ash and cinder cone)   มีลกษณะเป็ นกรวยสู งขึน ฐานแคบ เป็ นภูเขาไฟทีมีการระเบิดรุ นแรงทีสุด       ั...
นอกจากนีภูเขาไฟบางแห่ งที่ได้ สงบแล้ ว พบว่ าลาวาทีไหลออกมาจะเกิดการแข้ งตัวบริเวณ                  ้                     ...
โทษของการเกิดภูเขาไฟ  1.เมื่อภูเขาไฟระเบิดจะมีเขม่ าควันและก๊าซบางชนิดซึ่งอาจเป็ นอันตรายต่ อสิ่ งมีชีวิตได้  2.การปะทุของ...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

โลกและการเปลี่ยนแปลง

538
-1

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
538
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
15
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

โลกและการเปลี่ยนแปลง

  1. 1. โลกและการเปลียนแปลง ่ โลกในยุคแรกเป็ นของเหลวหนืดร้ อน ถูกกระหน่าชนด้ วยอุกกาบาตตลอดเวลา องค์ ประกอบซึ่งเป็ นธาตุหนัก เช่ น เหล็ก และนิเกิล จมตัวลงสู่ แก่ นกลางของโลก ขณะทีองค์ ประกอบซึ่งเป็ นธาตุ ่เบา เช่ น ซิลกอน ลอยตัวขึนสู่ เปลือกนอก ก๊ าซต่ างๆ เช่ น ไฮโดรเจนและคาร์ บอนไดออกไซด์ ิ ้พยายามแทรกตัวออกจากพืนผิว ก๊ าซไฮโดรเจนถูกลมสุ ริยะจากดวงอาทิตย์ ทาลายให้ แตกเป็ นประจุ ้ส่ วนหนึ่งหลุดหนีออกสู่ อวกาศ อีกส่ วนหนึ่งรวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็ นไอนา เมื่อโลกเย็นลง ้เปลือกนอกตกผลึกเป็ นของแข็ง ไอนาในอากาศควบแน่ นเกิดฝน นาฝนได้ ละลาย ้ ้คาร์ บอนไดออกไซด์ ลงมาสะสมบนพืนผิว เกิดทะเลและมหาสมุทร สองพันล้านปี ต่ อมาการ ้วิวฒนาการของสิ่ งมีชีวต ได้นาคาร์ บอนไดออกไซด์ มาผ่านการสั งเคราะห์ แสง เพือสร้ างพลังงาน ั ิ ่และให้ ผลผลิตเป็ นก๊ าซออกซิเจน ก๊ าซออกซิเจนทีลอยขึนสู่ ช้ ั นบรรยากาศชั้ นบน แตกตัวและ ่ ้รวมตัวเป็ นก๊ าซโอโซน ซึ่งช่ วยปองกันอันตรายจากรั งสี อุลตราไวโอเล็ต ทาให้ สิ่งมีชีวตมากขึน และ ้ ิ ้ปริมาณของออกซิเจนมากขึนอีก ออกซิเจนจึงมีบทบาทสาคัญต่ อการเปลี่ยนแปลงบนพืนผิวโลกใน ้ ้เวลาต่ อมา (ภาพที่ 2)
  2. 2. โครงสร้ างของโลกก่อนทีจะอธิบายให้ เข้ าใจกันอย่างง่ าย เราต้ องมาดูโครงสร้ างของโลกเราก่ อน โลกของเราก็คล้ ายๆไข่ ่ไก่ คือเมื่อผ่าออกมาจะเป็ นเป็ นชั้นๆ โลกของเราก็แบ่ งออกเป็ นชั้นๆ เช่ นกัน โดยมนุษย์ เราอาศัยอยู่บนเปลือกโลก (crust) แต่ เปลือกโลกทีว่านี่มีความหนาเฉลี่ยประมาณ 10 กิโลเมตรถ้ าเป็ นเปลือกโลกแบบภาคพืนสมุทร (เช่ นเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก) และประมาณ 40 กิโลเมตรถ้ าเป็ นเปลือกโลกแบบ ้ภาคพืนทวีป (เช่ นเหนือทวีปเอเชีย) ใต้ เปลือกโลกลงไปเป็ นสสารทีไม่ ใช่ ของแข็ง และของเหลวเลย ้ ่ทีเดียว แต่ คล้ ายๆกับยากมะตอยหรือยาสี ฟันแต่ อยู่ทอุณหภูมิสูงมากทีเ่ รี ยกว่าแมนเทิล (mantle) ี่ ทีนีให้ เรานึกว่าเปลือกโลกของเราไม่ ได้ เป็ นแผ่ นเดียวกันตลอด แต่ แตกแยกออกเป็ นแผ่ นๆ ้คล้ายๆ กับเกมจิกซอ ซึ่งเราเรียกว่าแผ่นเปลือกโลกหรือแผ่ นธรณีภาค หรือเพลท (plate) ซึ่งรวมเอาเปลือกโลกและแมนเทิลชั้นบนเข้ าไว้ด้วยกัน เนื่องจากเปลือกโลกของเราไม่ ได้ เป็ นแผ่นเดียวกันและวางตัวอยู่บนสสารคล้ ายของเหลว มันจึงสามารถเคลือนตัวไปมาได้ แต่ ด้วยอันตราทีช้ามาก เช่ น ่ ่ประมาณ 1-6 เซนติเมตรต่ อปี ดังนั้นเมื่อมันมีการเคลือนทีกจะทาให้ แต่ ละแผ่นสามารถเกิดการชน ่ ่็กัน การเสี ยดสี กัน การแยกห่ างออกจากกันท่บริเวณขอบของแผ่นเปลือกโลกได้ ซึ่งถือว่าเป็ นบริเวณทีเ่ กิดแผ่ นดินไหวและมีภูเขาไฟมากทีสุด และมีอยู่หลายบริเวณบนโลก เช่ นบริเวณรอบๆมหาสมุทร ่แปซิฟิก ทีเ่ รียกกันว่า Ring of Fire ซึ่งรวมญีปุ่น อินโดนีเซีย และฟิ ลิปปิ นส์ เข้ าไว้ด้วย ่ภายในโลกแบ่ งเป็ น 3 ส่ วน ได้ แก่1. เปลือกโลก คือผิวชั้ นนอกทีประกอบด้ วยหินแข็งใต้ สมุทรมีความหนาราว 7 กม. ส่ วนใต้ พนทวีป ่ ื้มีความหนา 34-40 กม.2. เนือโลก มีความหนา 2,900 กม. และคิดเป็ นเนือในของโลกมากกว่าร้ อยละ 82 ประกอบด้ วยหิน ้ ้เหลวทีเ่ รียกว่า แมกมา3.แก่นโลก แบ่ งออกเป็ นสองชั้น คือชั้นนอกทีเ่ ติมไปด้ วยเหล็กร้ อน หลอมเหลว และแกนแข็งภายในเปลือกโลกและชั้ นบนสุ ดของโลกก่ อตัวเป็ นชั้ นทีเ่ ย็นและแข็งแน่ น เรียกว่า ส่ วนธรณีภาคชั้นนอกหรือแผ่นเปลือกโลก ใต้ ธรณีภาคชั้นนอกเป็ นฐานธรณีภาค คือเนือโลกส่ วนบนๆทีอ่อนตัว หยุ่น และ ้ ่ร้ อน/
  3. 3. ภาพที่ 1 กาเนิดระบบสุ ริยะปารากฏการณ์ ทางธรณีวิทยาโครงสร้ างภายในของโลก โลกมีขนาดเส้ นผ่ านศู นย์ กลางยาว 12,756 กิโลเมตร (รัศมี 6,378 กิโลเมตร) มีมวลสาร 6 x1024 กิโลกรัม และมีความหนาแน่ นเฉลีย 5.5 กิโลกรัมต่ อลูกบาศก์ เมตร (หนาแน่ นกว่านา 5.5 เท่า) ่ ้นักธรณีวิทยาทาการศึกษาโครงสร้ างภายในของโลก โดยศึกษาการเดินทางของ “คลืนซิสมิค” ่(Seismic waves) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือภาพที่ 3 คลืนปฐมภูมิ (P wave) และคลืนทุติยภูมิ (S wave) ่ ่
  4. 4. คลืนปฐมภูมิ (P wave) เป็ นคลืนตามยาวทีเ่ กิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลาง โดยอนุภาคของ ่ ่ตัวกลางนั้นเกิดการเคลือนไหวแบบอัดขยายในแนวเดียวกับทีคลืนส่ งผ่านไป คลืนนีสามารถ ่ ่ ่ ่ ้เคลือนทีผ่านตัวกลางทีเ่ ป็ นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เป็ นคลืนทีสถานีวดแรงสั่ นสะเทือนสามารถ ่ ่ ่ ่ ัรับได้ ก่อนชนิดอืน โดยมีความเร็วประมาณ 6 – 8 กิโลเมตร/วินาที คลืนปฐมภูมิทาให้ เกิดการอัด ่ ่หรือขยายตัวของชั้นหิน ดังภาพที่ 3 คลืนทุติยภูมิ (S wave) เป็ นคลืนตามขวางทีเ่ กิดจากความไหวสะเทือนในตัวกลางโดยอนุภาคของ ่ ่ตัวกลางเคลือนไหวตั้งฉากกับทิศทางทีคลื่นผ่าน มีท้งแนวตั้งและแนวนอน คลืนชนิดนีผ่านได้ ่ ่ ั ่ ้เฉพาะตัวกลางทีเ่ ป็ นของแข็งเท่ านั้น ไม่ สามารถเดินทางผ่ านของเหลว คลืนทุตยภูมิมีความเร็ว ่ ิประมาณ 3 – 4 กิโลเมตร/วินาที คลืนทุติยภูมิทาให้ ช้ ั นหินเกิดการคดโค้ ง ่ภาพที่ 4 การเดินทางของ P wave และ S wave ขณะเกิดแผ่นดินไหว ขณะทีเ่ กิดแผ่นดินไหว (Earthquake) จะเกิดแรงสั่ นสะเทือนหรือคลื่นซิสมิคขยายแผ่จากศูนย์ เกิดแผ่ นดินไหวออกไปโดยรอบทุกทิศทุกทาง เนื่องจากวัสดุภายในของโลกมีความหนาแน่ นไม่เท่ากัน และมีสถานะต่ างกัน คลืนทั้งสองจึงมีความเร็วและทิศทางทีเ่ ปลียนแปลงไปดังภาพที่ 4 คลืน ่ ่ ่ปฐมภูมิหรือ P wave สามารถเดินทางผ่ านศูนย์ กลางของโลกไปยังซีกโลกตรงข้ ามโดยมีเขตอับ(Shadow zone) อยู่ระหว่ างมุม 100 – 140 องศา แต่ คลืนทุติยภูมิ หรือ S wave ไม่ สามารถเดิน ่ทางผ่ านชั้ นของเหลวได้ จึงปรากฏแต่ บนซีกโลกเดียวกับจุดเกิดแผ่ นดินไหว โดยมีเขตอับอยู่ทมุมี่120 องศาเป็ นต้ นไป
  5. 5. โครงสร้ างภายในของโลกแบ่ งตามองค์ ประกอบทางเคมีนักธรณีวิทยา แบ่ งโครงสร้ างภายในของโลกออกเป็ น 3 ส่ วน โดยพิจารณาจากองค์ ประกอบทางเคมีดังนี้ (ภาพที่ 5)เปลือกโลก (Crust) เป็ นผิวโลกชั้นนอก มีองค์ ประกอบส่ วนใหญ่เป็ นซิลกอนออกไซด์ และ ิอะลูมิเนียมออกไซด์แมนเทิล (Mantle) คือส่ วนซึ่งอยู่อยู่ใต้ เปลือกโลกลงไปจนถึงระดับความลึก 2,900 กิโลเมตร มีองค์ ประกอบหลักเป็ นซิลคอนออกไซด์ แมกนีเซียมออกไซด์ และเหล็กออกไซด์ ิแก่นโลก (Core) คือส่ วนทีอยู่ใจกลางของโลก มีองค์ ประกอบหลักเป็ นเหล็ก และนิเกิล ่ภาพที่ 5 องค์ ประกอบทางเคมีของโครงสร้ างภายในของโลก
  6. 6. ภาพที่ 6 โครงสร้ างภายในของโลกโครงสร้ างภายในของโลกแบ่ งตามคุณสมบัติทางกายภาพ นักธรณีวทยา แบ่ งโครงสร้ างภายในของโลกออกเป็ น 5 ส่ วน โดยพิจารณาจากคุณสมบัติทาง ิกายภาพ ดังนี้ (ภาพที่ 6) ลิโทสเฟี ยร์ (Lithosphere) คือ ส่ วนชั้ นนอกสุ ดของโลก ประกอบด้ วย เปลือกโลกและแมนเทิลชั้ นบนสุ ด ดังนี้ o เปลือกทวีป (Continental crust) ส่ วนใหญ่เป็ นหินแกรนิตมีความหนาเฉลีย 35 ่กิโลเมตร ความหนาแน่ น 2.7 กรัม/ลูกบาศก์ เซนติเมตร o เปลือกสมุทร (Oceanic crust) เป็ นหินบะซอลต์ ความหนาเฉลีย 5 กิโลเมตร ความ ่หนาแน่ น 3 กรัม/ลูกบาศก์ เซนติเมตร (มากกว่าเปลือกทวีป) o แมนเทิลชั้ นบนสุ ด (Uppermost mantle) เป็ นวัตถุแข็งซึ่งรองรับเปลือกทวีปและเปลือกสมุทรอยู่ลกลงมาถึงระดับลึก 100 กิโลเมตร ึ แอสทีโนสเฟี ยร์ (Asthenosphere) เป็ นแมนเทิลชั้ นบนซึ่งอยู่ใต้ ลโทสเฟี ยร์ ลงมาจนถึงระดับ ิ700 กิโลเมตร เป็ นวัสดุเนืออ่ อนอุณหภูมิประมาณ 600 – 1,000ฐC เคลือนทีด้วยกลไกการพาความ ้ ่ ่ร้ อน (Convection) มีความหนาแน่ นประมาณ 3.3 กรัม/เซนติเมตร เมโซสเฟี ยร์ (Mesosphere) เป็ นแมนเทิลชั้ นล่ างซึ่งอยู่ลกลงไปจนถึงระดับ 2,900 กิโลเมตร ึมีสถานะเป็ นของแข็งอุณหภูมิประมาณ 1,000 – 3,500ฐC มีความหนาแน่ นประมาณ 5.5 กรัม/เซนติเมตร แก่นชั้นนอก (Outer core) อยู่ลกลงไปถึงระดับ 5,150 กิโลเมตร เป็ นเหล็กหลอมละลายมี ึ
  7. 7. อุณหภูมิสูง 1,000 – 3,500ฐC เคลือนตัวด้ วยกลไกการพาความร้ อนทาให้ เกิดสนามแม่ เหล็กโลก มี ่ความหนาแน่ น 10 กรัม/ลูกบาศก์ เซนติเมตร แก่นชั้นใน (Inner core) เป็ นเหล็กและนิเกิลในสถานะของแข็งซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 5,000 ?Cความหนาแน่ น 12 กรัมต่ อลูกบาศก์ เซนติเมตร จุดศูนย์ กลางของโลกอยู่ที่ระดับลึก 6,370 กิโลเมตรสนามแม่ เหล็กโลก แก่นโลกมีองค์ ประกอบหลักเป็ นเหล็ก แก่นโลกชั้นใน (Inner core) มีความกดดันสู งจึงมีสถานะเป็ นของแข็ง ส่ วนแก่ นชั้นนอก (Outer core) มีความกดดันน้ อยกว่าจึงมีสถานะเป็ นของเหลวหนืด แก่ นชั้ นในมีอุณหภูมิสูงกว่ าแก่ นชั้ นนอก พลังงานความร้ อนจากแก่ นชั้ นใน จึงถ่ ายเทขึนสู่ แก่ นชั้ นนอกด้ วยการพาความร้ อน (Convection) เหล็กหลอมละลายเคลือนที่หมุนวนอย่ างช้ าๆ ้ ่ทาให้ เกิดการเคลือนทีของกระแสไฟฟ้ า และเหนี่ยวนาให้ เกิดสนามแม่ เหล็กโลก (The Earth’s ่ ่magnetic field)ภาพที่ 7 แกนแม่ เหล็กโลก อย่ างไรก็ตามแกนแม่ เหล็กโลกและแกนหมุนของโลกมิใช่ แกนเดียวกัน แกนแม่ เหล็กโลกมีข้ว ัเหนืออยู่ทางด้ านใต้ และมีแกนใต้ อยู่ทางด้ านเหนือ แกนแม่ เหล็กโลกเอียงทามุมกับแกนเหนือ-ใต้ ทางภูมิศาสตร์ (แกนหมุนของโลก) 12 องศา ดังภาพที่ 7
  8. 8. ภาพที่ 8 สนามแม่ เหล็กโลก สนามแม่ เหล็กโลกก็มิใช่ เป็ นรู ปทรงกลม (ภาพที่ 8) อิทธิพลของลมสุ ริยะทาให้ ด้านทีอยู่ใกล้ ่ดวงอาทิตย์มีความกว้างน้ อยกว่าด้ านตรงข้ ามดวงอาทิตย์ สนามแม่ เหล็กโลกไม่ ใช่ สิ่งคงที่ แต่ มีการเปลียนแปลงความเข้ มและสลับขั้วเหนือ-ใต้ ทุกๆ หนึ่งหมื่นปี ในปัจจุบันสนามแม่ เหล็กโลกอยู่ ่ในช่ วงทีมีกาลังอ่อน สนามแม่ เหล็กโลกเป็ นสิ่ งทีจาเป็ นทีเ่ อืออานวยในการดารงชีวต หากปราศจาก ่ ่ ้ ิสนามแม่ เหล็กโลกแล้ ว อนุภาคพลังงานสู งจากดวงอาทิตย์ และอวกาศ จะพุ่งชนพืนผิวโลก ทาให้ ้สิ่ งมีชีวตไม่ สามารถดารงอยู่ได้ (ดูรายละเอียดเพิมเติมในบทที่ 3 พลังงานจากดวงอาทิตย์ ) ิ ่
  9. 9. แผ่นดินไหวการเกิดแผ่ นดินไหวแผ่นดินไหว คือ ปรากฏ การณ์ทแผ่นเปลือกโลกเกิดการสั่ นสะเทือน เนื่องมาจากการเลื่อนตัวของ ี่แผ่ นเปลือกโลก ซึ่งมีสาเหตุดังต่ อไปนี้1.ชนกัน (convergent plates)2.แยกหรือปริออกจากกัน (divergent plates)3.เคลือนทีในลักษณะเสี ยดสี กน (transform plates) ่ ่ ั4. การขยายตัวและหดตัวของเปลือกโลกไม่ เท่ากัน ก่ อให้ เกิดแรงดันซึ่งส่ งผลกระทบต่ อรอยแยกในชั้นหิน และรอยต่ อระหว่างแผ่นเปลือกโลกทาให้ แผ่ นเปลือกโลกสั่ นสะเทือน ซึ่งบางครั้งอาจเคลือนทีชนกัน บางครั้งอาจทรุ ดตัวหรือยุบตัวลง แรงกระทบกระแทกนีส่งอิทธิพลไปยังบริเวณ ่ ่ ้รอบๆ ซึ่งคือแผ่นดินไหว5. การเคลือนทีของหินหนืดหรือแมกมา ก่อนและหลังการระเบิดของภูเขาไฟ แมกมาจะเคลือนที่ ่ ่ ่อย่ างรุ นแรงจึงเกิดแผ่ นดินไหว เมื่อเกิดแผ่ นดินไหวจะเกิดคลืนแผ่ นดินไหวออกไปรอบบริเวณจุด ่กาเนิดแผ่นดินไหว คลืนนีจะเคลือนทีผ่านหินพืนดินได้ ดี การวัดความสั่ นสะเทือนของแผ่นดินไหว ่ ้ ่ ่ ้ใช้ เครื่องมือที่เรียกว่า ไซส์ โมกราฟ (seismographs) การวัดความสั่ นสะเทือนมีมาตราวัดอยู่ 2มาตรา คือ ริคเตอร์ และ เมอแคลลี่ผลกระทบของการเกิดแผ่ นดินไหวอย่ างรุ นแรง คือ เปลือกโลกโค้ งงอ แผ่ นดินถล่ ม เกิดคลืนขนาด ่ใหญ่ ในทะเล เขื่อน ถนน รางรถไฟ ท่ อประปา สายไฟฟา โทรศัพท์ สายเคเบิลถูกทาลายหมด รู ปปั้ น ้ตึกสู งๆ อาคารบ้ านเรือนพังเสี ยหาย คน สั ตว์ ตายเป็ นจานวนมากแผ่ นดินไหวอาจเกิดระดับทีไม่ รุนแรงหรือรุ นแรง และพบว่ าบริเวณรอยต่ อระหว่ างแผ่ นเปลือกโลก ่มีโอกาสได้ รับผลกระทบจากการเกิดแผ่ นดินไหวมากกว่าบริเวณอื่นๆ
  10. 10. การเกิดภูเขาไฟการเกิดภูเขาไฟเกิดจากหินหนืดทีอยู่ใต้ เปลือกโลกถูกแรงดันอัดให้ แทรกรอยแตกขึนสู่ ผวโลก โดยมีแรงปะทุหรือ ่ ้ ิแรงระเบิดเกิดขึน ้สิ่ งทีพ่ ุงออกมาจากภูเขาไฟเมื่อภูเขาไฟระเบิดก็คือ หินหนืด ไอนา ฝุ่ นละออง เศษหินและแก๊ สต่ างๆ ่ ้โดยจะพุ่งออกมาจากปล่ องภูเขาไฟ (หินหนืดถ้ าถูกพุ่งออกมาจากบนพืนผิวโลกเรียกว่า ลาวา แต่ ถ้า ้ยังอยู่ใต้ ผวโลกเรี ยกว่ า แมกมา) ิบริเวณทีมีโอกาสเกิดภูเขาไฟ แนวรอยต่ อระหว่ างเพลตจะเป็ นบริเวณทีมีโอกาสเกิดภูเขาไฟได้ มาก ่ ่ทีสุด โดยเฉพาะบริเวณทีมีการมุดตัวของแผ่ นเปลือกโลก ใต้ พนมหาสมุทรลงไปสู่ บริ เวณใต้ เปลือก ่ ่ ื้โลกทีเ่ ป็ นส่ วนของทวีป เพราะเปลือกโลกแผ่ นเปลือกโลกที่มุดตัวลงไปจะถูกหลอมกลายเป็ นหินหนืด จึงแทรกตัวขึนมาบริเวณผิวโลกได้ ง่ายกว่ าบริเวณอื่น บริเวณทีอยู่ห่างจากรอยต่ อระหว่ าง ้ ่เปลือกโลก ก็อาจเกิดภูเขาไฟได้ เช่ นกัน ซึ่งเกิดขึนโดยกระบวนการที่หินหนืดถูกดันขึนมาตามรอย ้ ้แยกในชั้นหินประเภทของภูเขาไฟ1. ภูเขาไฟแบบกรวยสู ง (Steep cone) • เกิดจากลาวาทีมีความเป็ นกรด หรือ Acid lava cone ่ • รู ปกรวยควาของภูเขาไฟเกิดจากการทับถมของลาวาทีเ่ ป็ นกรด เพราะประกอบด้ วยธาตุ ่ซิลกอนมากกว่ าธาตุอนๆ ิ ่ื • ลาวามีความข้ นและเหนียว จึงไหลและเคลื่อนตัวไปอย่างช้ าๆ แต่ จะแข็งตัวเร็ว ทาให้ ไหล่เขาชันมาก • ภูเขาไฟแบบนีจะเกิดการระเบิดอย่ างรุ นแรง ้2. ภูเขาไฟแบบโล่ (Shield Volcano) • เกิดจากลาวาทีมีความเป็ นเบส (Basic lava volcano) เพราะประกอบด้ วยแร่ เหล็กและ ่แมกนีเซียม • ลาวามีลกษณะเหลว ไหลได้ เร็วและแข็งตัวช้ า ั • การระเบิดไม่ รุนแรง จะมีเถ้ าถ่ านและเศษหินก้ อนเล็ก และควันพ่ นออกมาบริเวณปากปล่ อง
  11. 11. 3. ภูเขาไฟแบบกรวยกรวด (Ash and cinder cone) มีลกษณะเป็ นกรวยสู งขึน ฐานแคบ เป็ นภูเขาไฟทีมีการระเบิดรุ นแรงทีสุด ั ้ ่ ่4. แบบสลับชั้น (Composite cone) - เป็ นภูเขาทีมีรูปร่ างสมมาตร (Symmetry) ่ - กรวยของภูเขาไฟมีหลายชั้ น บางชั้ นประกอบด้ วยลาวา และเถ้ าถ่ านสลับกันไป - ถ้ ามีการระเบิดรุ นแรงจะมีลาวาไหลออกมาจากด้ สนข้ างของไหล่ เขา - เป็ นภูเขาไฟทีมีปล่ องขนาดใหญ่ และมีแอ่ งปากปล่ อง (Crater) ขนาดใหญ่ด้วย ่สาเหตุการระเบิดของภูเขาไฟ การระเบิดของภูเขาไฟเกิดจากมีรอยแตกหรือโพรงใต้ ช้ ั นหิน (ภาพ ก) ซึ่งมักจะพบตามรอยต่ อของแผ่ นเปลือกโลกมาบรรจบกันซึ่งเป็ นจุดทีเ่ ปราะบาง หินหลอมละลายภายในโลกทีมี ่แรงดันมหาศาล จะสามารถดันออกมาตามช่ องหรื อรอยแตกจนกระทังปะทุออกมานอกผิวโลกและ ่เกิดการระเบิดของภูเขาไฟขึน ซึ่งอาจจะรุ นแรงหรือไม่ รุนแรงขึนอยู่กบแรงอัดและความร้ อนของ ้ ้ ัหินหลอมละลายถ้ ามีแรงอัดและอุณหภูมิสูงจะทาให้ เกิดการระเบิดอย่ างรุ นแรง นอกจากนียงขึนอยู่ ้ั ้กับปล่ องภูเขาไฟว่ ามีขนาดแคบหรือกว้ าง เมื่อหินหลอมละลายออกมาสู่ พนผิวโลกแล้ วนั้น เรี ยกว่ า ื้ลาวาขณะทีลาวาเคลือนทีออกจากปล่ องภูเขาไฟจะมีอุณหภูมิสูงมาก และจะค่ อยๆ มีอุณหภูมิลดลง ่ ่ ่จากนั้นจะแข็งตัวและทับถมกันเป็ นชั้ นๆ จนเป็ นเนินเขาหรือภูเขารู ปกรวย ซึ่งเรี ยกว่ า กรวยภูเขาไฟ (Cone) ภูเขาไฟทีเ่ กิดมานานอาจจะมีช่องปะทุเกิดขึนใหม่ บริเวณด้ านข้ างของภูเขาไฟก็นได้ ้(ภาพ ข) ทียอดบนสุ ดของภูเขาไฟจะมีแอ่ งลึกปรากฏอยู่ เรียกว่ า ปากปล่ องภูเขาไฟ (Crater) ่(ภาพ ค) ซึ่งจะกลายเป็ นแอ่ งลึกทีเ่ กิดจากการระเบิดของภูเขาไฟหลายๆ ครั้ ง ทาให้ บริเวณด้ านข้ างภูเดขาไฟยุบตัวลง เมื่อมีฝนตกลงมานาฝนจะไหลไปขังในแอ่งนั้นจนเต็ม เรียกว่า ทะเลสาบบนปาก ้ปล่ องภูเขาไฟ (Crater Lake) เช่ น ทะเลสาบบนปากปล่ องภูเขาไฟแทมโบลา (Tambola) ในประเทศอินโดนีเซีย มีความกว้าง 6 กิโลเมตร ลึกประมาณ 1,100 เมตร เป็ นต้ น
  12. 12. นอกจากนีภูเขาไฟบางแห่ งที่ได้ สงบแล้ ว พบว่ าลาวาทีไหลออกมาจะเกิดการแข้ งตัวบริเวณ ้ ่ปากปล่ องภูเขาไฟ แล้ วค่ อยๆ สะสมกันจนปิ ดปากปล่ องภูเขาไฟไว้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากกระบวนการกัดเซาะพังทลาย ทั้งนี้ทาให้ ช้ ั นลาวาตอนบนทีประกอบกันเป็ นไหล่ ภูเขาไฟ พังทลายไปเหลือแต่ ่ส่ วนของลาวาที่แข็งตัว จึงดูเหมือนมีจุกปิ ดปล่ องภูเขาไฟไว้ นั่นเอง เช่ น ภูเขาไฟเดวิลทาวเวอร์ ในประเทศสหรัฐอเมริกาภูเขาไฟระเบิด ภูเขาไฟระเบิด เป็ นปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติทเี่ กิดจากการเปลียนแปลงของเปลือกโลก ่เนื่องจากหินหลอมละลายใต้ เปลือกโลกทีถูกอัดตัวอยู่ใต้ แผ่ นเปลือกโลกจะปะทุขึนและแทรกขึนมา ่ ้ ้ตามรอยแยกหรือช่ องของเปลือกโลก หินหลอมละลายทีออกมา เรียกชื่อใหม่ ว่า ลาวา (Lava) ซึ่งจะ ่ประกอบด้ วย ฝุ่ นละออง ไอนา เศษหิน และแก๊ สต่ างๆ เช่ น คาร์ บอนไดออกไซด์ (CO2) ไนโตรเจนได ้ออกไซด์ (NO2) และซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ (SO2) โดยจะกระจายอยู่ทวไปในอากาศ และตกตามพืน ั่ ้โลกประโยชน์ ของการเกิดภูเขาไฟ 1.แผ่ นดินขยายกว้ างขึนหรือสู งขึน ้ ้ 2.เกิดเกาะใหม่ ภายหลังทีเ่ กิดการปะทุใต้ ทะเล 3.ดินทีเ่ กิดจากภูเขาไฟระเบิดจะอุดมสมบูรณ์ ด้วยแร่ ธาตุต่างๆ 4.เป็ นแหล่ งเกิดนาพุร้อน ้
  13. 13. โทษของการเกิดภูเขาไฟ 1.เมื่อภูเขาไฟระเบิดจะมีเขม่ าควันและก๊าซบางชนิดซึ่งอาจเป็ นอันตรายต่ อสิ่ งมีชีวิตได้ 2.การปะทุของภูเขาไฟอาจทาให้ เกิดแผ่ นดินไหวขึนได้้ 3.ชี วตและทรัพย์ สินทีอยู่ใกล้ เคียงเป็ นอันตราย ิ ่ 4.สภาพภูมิอากาศเกิดการเปลียนอย่ างเห็นได้ ชัด ่ภูเขาไฟในประเทศไทย - ภูเขาไฟดอยผาคอกจาป่ าแดด และปล่ องภูเขาไฟดอยผาคอกหินฟู จังหวัดลาปาง - ภูพระอังคาร ตาบลเจริญสุ ข อาเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัด

×