ผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน เพื่อพัฒนาทักษะด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

35,847 views
35,793 views

Published on

Published in: Education
7 Comments
10 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
35,847
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
5
Actions
Shares
0
Downloads
814
Comments
7
Likes
10
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน เพื่อพัฒนาทักษะด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

  1. 1. รายงานการวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง ผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน เพื่อพัฒนาทักษะด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาผู้วิจัยนายณัฐพล บัวอุไรตาแหน่งครู คศ.1โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกากลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4
  2. 2. รายงานการวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง ผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน เพื่อพัฒนาทักษะด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาผู้วิจัยนายณัฐพล บัวอุไรตาแหน่งครู คศ.1โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกากลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4
  3. 3. (1)สารบัญหน้าบทที่ 1 บทนา 1ความสาคัญของปัญหา 1วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2ขอบเขตของการวิจัย 2นิยามศัพท์ 4บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 61. ความหมายของโครงงาน (Project) 62. ความหมายของโครงงานคอมพิวเตอร์ (Computer Project) 63. ความหมายของการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน 64. ปรัชญาการศึกษาของการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน 65. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดทาโครงงาน 76. ประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์ 87. รายละเอียดของโครงงานแต่ละประเภท 88. ประเภทโครงงานแบ่งตามระดับการให้คาปรึกษาของครู 129. ขั้นตอนการทาโครงงาน 1410. การประเมินผลโครงงาน 1711. ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน 1812. แนวทางการประเมินผล 1913. วิธีการประเมินผล 2014. ลักษณะของแฟ้มผลงานดีเด่นสาหรับโครงงาน 2115. ประโยชน์ของโครงงาน 21
  4. 4. (2)สารบัญ (ต่อ)หน้า16. ตัวอย่างเค้าโครงของโครงงาน 2117. ตัวอย่างโครงงาน 2218 กรอบแนวคิดการวิจัย 24บทที่ 3 วิธีการวิจัย 25การกาหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง 25เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 26การดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล 29การจัดกระทาและวิเคราะห์ข้อมูล 30บทที่ 4 ผลการวิจัยและข้อวิจารณ์ 31ผลการวิจัย 31บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ 37สรุปผลการวิจัย 37ข้อเสนอแนะ 38เอกสารและสิ่งอ้างอิง 39ภาคผนวก 40ภาคผนวก ก ตัวอย่างผลงานนักเรียน 41ภาคผนวก ข โครงสร้างการสอน 53ภาคผนวก ค หน่วยการเรียนรู้ 56ประวัติการศึกษาและการทางาน
  5. 5. บทที่ 1บทนาความสาคัญของปัญหามาตรา 22 และ 23 ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้กาหนดแนวทางการจัดการศึกษาที่ให้ความสาคัญแก่ผู้เรียน การจัดการศึกษาต้องคานึงถึงคุณภาพทั้งด้านความรู้กระบวนการเรียนรู้ และการเชื่อมโยงความรู้ที่ผู้เรียนสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดการปฏิบัติจริงเพื่อส่งเสริมและพัฒนาการคิดเป็น ทาเป็น และแก้ปัญหาได้อย่างฉลาดและพอเพียง ตามความสนใจ ความถนัด และความสามารถของผู้เรียนการสอนแบบโครงงานเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบหนึ่งที่สอดคล้องกับแนวทางการจัดการศึกษาตามมาตรา 22 และ มาตรา 23 และใช้พัฒนาวิธีการเรียนรู้ทางปัญญา (Intellectual strat-egy) เพื่อเอื้อหนุนผู้เรียนให้เข้าถึงตัวความรู้ (Body of Knowledge) และความชานาญทางด้านทักษะในสิ่งที่เรียน (Body of Process) เพราะเป็นการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล มีกระบวนการทางานและทางานร่วมกับผู้อื่นได้โดยมีครูเป็นที่ปรึกษาให้คาแนะนา และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เต็มศักยภาพทั้งนี้โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ได้ส่งเสริมให้ครูได้จัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการในการปฏิบัติ และทักษะทางการคิดในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาและเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับชาติให้สูงขึ้น ประกอบกับรายวิชาที่ผู้วิจัยจัดการเรียนการสอนคือวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานสาคัญที่จะช่วยส่งเสริมกระบวนการคิด ทั้งการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นวิชาพื้นฐานที่นักเรียนจะสามารถนาไปใช้ในการศึกษาต่อในอนาคต ซึ่งเป็นสาชาวิชาที่เป็นที่ต้องการของตลาดในปัจจุบันด้วยเหตุที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานเพื่อพัฒนาทักษะด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ซึ่งหากการวิจัยสาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้ว ผู้วิจัยจะสามารถ
  6. 6. 2สรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน ในรายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้ จะเป็นการจัดการเรียนการสอนอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาทักษะกระบวนการ และทักษะการคิดของนักเรียน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมนักเรียนให้สามารถพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และมีความรู้พื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งทักษะพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อนาไปใช้ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพในอนาคตวัตถุประสงค์ของการวิจัย1. เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน รายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับได้ข้อมูลเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับการเรียน วิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และเป็นแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ที่สามารถพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างง่ายได้ด้วยตนเองขอบเขตของการวิจัย1. ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยนี้ ประกอบด้วย1.1 ตัวจัดกระทา คือ วิธีสอนแบบโครงงาน1.2 ตัวแปรตาม มี 2 ตัวแปร คือ1.2.1 ผลการประเมินโครงงานคอมพิวเตอร์1.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยวิธีสอนแบบโครงงาน
  7. 7. 32. ประชากรในการวิจัยนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จานวน 6 ห้องเรียน ซึ่งเป็นนักเรียนที่เรียนในแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ จานวน 3 ห้องเรียน แผนการเรียนคณิตศาสตร์ –ภาษาอังกฤษ จานวน 1 ห้องเรียน และแผนการเรียนภาษาอังกฤษ – ภาษาจีน จานวน 2 ห้องเรียนรวมนักเรียนทั้งสิ้น 258 คน3. เนื้อหาวิชาที่นามาใช้ในการวิจัยนี้ เป็นวิชาการเขียนโปรแกรมขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี4. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้วิจัยได้ประยุกต์แนวคิดในการใช้กิจกรรมของนักการศึกษาหลายท่านแล้วสรุปเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของผู้วิจัยเอง ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้4.1 การนาเข้าสู่การเรียนรู้ ครูเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน โดยให้โอกาสนักเรียนสร้างจุดมุ่งหมายและแรงจูงใจในการเรียนรู้ในเนื้อหาที่กาหนด เช่น การเล่นเกม การตอบคาถามและดูวีดีทัศน์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาและองค์ความรู้ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน เป็นต้น4.2 ทบทวนความรู้เดิม ครูตรวจสอบพื้นฐานความรู้เดิมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะเรียน เพื่อให้ทราบว่านักเรียนมีพื้นฐานในเนื้อหาสาระที่จะเรียนอย่างไร โดยให้นักเรียนอธิบายหรือเขียนเป็นแผนภาพ แล้วนาความรู้เดิมมาเชื่อมต่อกับความรู้ใหม่ เป็นการทาความเข้าใจเพื่อให้นักเรียนปรับแนวคิดปัจจุบัน ในหัวข้อของเนื้อหาสาระการเรียนให้ชัดเจน ซึ่งสามารถทาได้โดยให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การอภิปรายกลุ่มย่อย การเขียนรายงาน การเขียนผังความคิด เป็นต้น4.3 กระบวนการเรียนรู้ เป็นขั้นจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ขั้นตอนที่ 1 การคิดและเลือกหัวข้อเรื่องการตั้งชื่อโครงงานขั้นตอนที่ 2 การออกแบบการทาโครงงาน การวางแผนรูปแบบโครงงานที่ทาประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้1. การตั้งชื่อโครงงาน2. การเขียนความเป็นมาของโครงงาน3. การเขียนวัตถุประสงค์ของโครงงาน
  8. 8. 44. การเขียนแผนผังความคิดของโครงงานแบบWeb5. การเขียนแผนผังโครงงานแบบตาราง6. การเขียนขั้นตอนการดาเนินการ7. การเขียนผลการศึกษา8. การเขียนประโยชน์ที่ได้รับ9. วิธีการนาเสนอผลการศึกษา10. การเขียนแหล่งอ้างอิง11. การเขียนความรู้สึกที่มีต่อการทาโครงงานชิ้นนี้ขั้นตอนที่ 3 การลงมือทาโครงงาน ลงมือปฏิบัติงานตามที่วางแผนไว้ในขั้นตอนที่ 2ขั้นตอนที่ 4 การเขียนรายงานโครงงาน เขียนรายงานโครงงานจากข้อมูลที่ไปศึกษาค้นคว้ามาตรวจสอบกับสมมุติฐานลงในแบบบันทึกขั้นตอนที่ 5 การนาเสนอผลงาน เขียนบรรยายวิธีการนาเสนอผลงานขั้นตอนที่ 6 การวัดผลประเมินผล เขียนความรู้สึกที่มีต่อการทาโครงงานแลกเปลี่ยนตรวจสอบกับเพื่อนผู้ปกครอง ครู5. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยดาเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554โดยผู้วิจัยทาการสอนด้วยตนเอง และประเมินผลงานหรือโครงงานนักเรียนตามแบบประเมินที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และสอบถามความพึงพอใจโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนิยามศัพท์การเรียนการสอนแบบโครงงาน หมายถึง การจัดการเรียนการสอนตามกระบวนการสอบแบบโครงงาน ได้แก่ขั้นตอนที่ 1 การคิดและเลือกหัวข้อเรื่องการตั้งชื่อโครงงานขั้นตอนที่ 2 การออกแบบการทาโครงงาน การวางแผนรูปแบบโครงงานที่ทาประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้1. การตั้งชื่อโครงงาน2. การเขียนความเป็นมาของโครงงาน3. การเขียนวัตถุประสงค์ของโครงงาน4. การเขียนแผนผังความคิดของโครงงานแบบ Web5. การเขียนแผนผังโครงงานแบบตาราง6. การเขียนขั้นตอนการดาเนินการ
  9. 9. 57. การเขียนผลการศึกษา8. การเขียนประโยชน์ที่ได้รับ9. วิธีการนาเสนอผลการศึกษา10. การเขียนแหล่งอ้างอิง11. การเขียนความรู้สึกที่มีต่อการทาโครงงานชิ้นนี้ขั้นตอนที่ 3 การลงมือทาโครงงาน ลงมือปฏิบัติงานตามที่วางแผนไว้ในขั้นตอนที่ 2ขั้นตอนที่ 4 การเขียนรายงานโครงงาน เขียนรายงานโครงงานจากข้อมูลที่ไปศึกษาค้นคว้ามาตรวจสอบกับสมมุติฐานลงในแบบบันทึกขั้นตอนที่ 5 การนาเสนอผลงาน เขียนบรรยายวิธีการนาเสนอผลงานขั้นตอนที่ 6 การวัดผลประเมินผล เขียนความรู้สึกที่มีต่อการทาโครงงานแลกเปลี่ยนตรวจสอบกับเพื่อนผู้ปกครอง ครูความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานหมายถึง ความรู้สึกหรือความคิดของนักเรียนหลังจากที่ครูใช้กระบวนการสอนแบบโครงงาน โดยพิจารณาจากระดับความคิดเห็นของนักเรียนที่ตอบลงในแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
  10. 10. บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการวิจัยเพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน รายวิชาคอมพิวเตอร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้1. ความหมายของโครงงาน (Project)โครงงาน คือ งานที่มอบหมายให้นักเรียนหรือกลุ่มนักเรียนทาตามรายวิชาต่างๆ ในหลักสูตรมีลักษณะงานเหมือนที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ภายใต้การดูแลและให้คาปรึกษาของครู ตั้งแต่การคิดสร้างโครงงาน การวางแผนการดาเนินการ การออกแบบลงมือปฏิบัติรวมทั้งร่วมกาหนดแนวทางในการวัดผลและประเมิน2. ความหมายของโครงงานคอมพิวเตอร์ (Computer Project)โครงงานวิทยาศาสตร์ คือ กระบวนการศึกษาค้นคว้าตามความถนัด ความสนใจ ความสามารถของผู้เรียนเองภายใต้กระบวนการต่างๆ โดยนาคอมพิวเตอร์เข้าไปประยุกต์หรือช่วยในการทางาน เพื่อให้ได้มาซึ่งคาตอบหรือผลงานที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง โดยนักเรียนเป็นผู้วางแผนการศึกษาค้นคว้าดาเนินการด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้มีเจตคติที่ดีต่อกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ครูเป็นเพียงผู้ให้คาปรึกษาเท่านั้น3. ความหมายของการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน คือ การจัดการสอนที่จัดประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียนเหมือนกับการทางานในชีวิตจริงอย่างมีระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรงได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ได้ทาการทดลอง ได้พิสูจน์สิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง รู้จักการวางแผนการทางาน ฝึกการเป็นผู้นา ผู้ตาม ตลอดจนได้พัฒนากระบวนการคิดโดยเฉพาะการคิดขั้นสูง(Higher Order Thinking) และการประเมินตนเอง4. ปรัชญาการศึกษาของการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานได้อาศัยพื้นฐานแนวคิดที่ว่ามนุษย์จะสร้างความรู้ใหม่ขึ้นจากการกระทาและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การสอนในลักษณะดังกล่าวยังตั้งอยู่บนข้อสนับสนุน
  11. 11. 7ที่ว่าความรู้ใหม่ได้มาจากสิ่งที่สัมพันธ์กับความรู้ที่มีมาก่อน การสร้างความคิดริเริ่มใหม่และประสบการณ์เดิมที่ไม่เป็นทางการและยังสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าการเรียนรู้แบบโครงงานจะมีพลังมากยิ่งขึ้นถ้าได้รับการส่งเสริมจากสมาชิกในกลุ่มมากกว่าให้นักเรียนคนใดคนหนึ่งคิดคนเดียว การเรียนรู้แบบโครงงานถูกสร้างขึ้นจากความต้องการของผู้เรียนที่ต้องการขยายแหล่งเรียนรู้ของตนให้กว้างขวางขึ้น จากข้อมูลที่มีอยู่ในตาราเล่มหนึ่งไปสู่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันกว้างขวางยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอินเตอร์เน็ต ซึ่งการเรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการทางานร่วมกัน และนาความรู้ที่แต่ละคนมีอยู่มารวมกัน แนวคิดดังกล่าวพอสรุปได้ดังนี้1. เพื่อให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง2. เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพด้านการคิดสร้างสรรค์ การคิดแก้ปัญหา และการคิดขั้นสูง3. เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนและทางานร่วมกัน ได้ฝึกภาวะผู้นาและผู้ตาม4. เพื่อจัดประสบการณ์ตรงให้ผู้เรียนได้นาไปใช้ในการดารงชีวิต5. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดทาโครงงานบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงงาน5.1 อาจารย์ผู้สอนวิชาโครงงาน(1) ให้คาปรึกษา แนะนา กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดหัวข้อโครงงานและวิธีการเขียนโครงงาน(2) จัดงบประมาณ อุปกรณ์สนับสนุนแต่ละโครงงาน(3) ติดตามความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานของผู้เรียนแต่ละสัปดาห์(4) เป็นกรรมการตรวจสอบโครงงาน(5) รวบรวมผลการประเมินเพื่อตัดสินความสาเร็จในวิชาโครงงานของนักเรียน(6) ประชาสัมพันธ์หรือจัดนิทรรศการเผยแพร่ผลงานโครงงานไปสู่สาธารณชน และสถานประกอบการ5.2 อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน(1) ให้ความรู้ด้านทฤษฎี หลักการ กระบวนการ วิธีการคิด และยุทธศาสตร์การคิด(2) ให้คาแนะนา ชี้แนะแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ และวิธีการดาเนินงานที่ถูกต้อง(3) ให้ความรู้ ทักษะ และเทคนิคในการทาโครงงาน(4) เป็นที่ปรึกษาโครงงาน(5) เป็นกรรมการสอนโครงงานทั้งหมด ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
  12. 12. 8(6) ประสานงานกับอาจารย์ผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้อง(7) ติดตามผลและประเมินผลวิชาโครงงาน6. ประเภทของโครงงานคอมพิวเตอร์ประเภทของโครงงาน แบ่งตามลักษณะของกิจกรรมได้ 4 ประเภท คือ1. โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา2. โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน3. โครงงานพัฒนาเกม4. โครงงานพัฒนาเครื่องมือ5. โครงงานประเภทการทดลองทฤษฎี7. รายละเอียดของโครงงานแต่ละประเภท7.1 โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษาลักษณะเด่นของโครงงานประเภทนี้ คือ เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียนหรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคาถามคาตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่มการสอน โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ ถือว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบออนไลน์ ให้ผู้เรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้ โครงงาน ประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่างๆ โดยผู้เรียนอาจคัดเลือกเนื้อหาที่เข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา ตัวอย่างโครงงาน เช่น การเคลื่อนที่แบบโปรเจ็กไตล์ ระบบสุริยจักรวาล ตัวแปรต่างๆ ที่มีผลต่อการชากิ่งกุหลาบ หลักภาษาไทย และสถานที่สาคัญของประเทศไทย เป็นต้นภาพที่ 1 ตัวอย่างโครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
  13. 13. 9โครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งานโครงงานประยุกต์ใช้งานเป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการ สร้างผลงานเพื่อประยุกต์ใช้งานจริงในชีวิตประจาวัน อาทิเช่น ซอฟต์แวร์สาหรับการออกแบบและตกแต่งภายในอาคาร ซอฟต์แวร์สาหรับการผสมสี และซอฟต์แวร์สาหรับการระบุคนร้าย เป็นต้น โครงงานประเภทนี้จะมีการประดิษฐ์ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ ซึ่งอาจเป็นการคิดสร้างสิ่งของขึ้นใหม่ หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเดิมที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โครงงานลักษณะนี้จะต้องศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ก่อน แล้วนาข้อมูลที่ได้มาใช้ในการออกแบบ และพัฒนาสิ่งของนั้นๆ ต่อจากนั้นต้องมีการทดสอบการทางานหรือทดสอบคุณภาพของสิ่งประดิษฐ์แล้วปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ โครงงานประเภทนี้ผู้เรียนต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ภาษาโปรแกรม และเครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภาพที่ 2 ตัวอย่างโครงงานประเภทการประยุกต์ใช้งาน7.3 โครงงานพัฒนาเกมโครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานพัฒนาซอฟต์แวร์เกมเพื่อความรู้หรือเพื่อความเพลิดเพลิน เกมที่พัฒนาควรจะเป็นเกมที่ไม่รุนแรง เน้นการใช้สมองเพื่อฝึกคิดอย่างมีหลักการโครงงานประเภทนี้จะมีการออกแบบลักษณะและกฎเกณฑ์การเล่น เพื่อให้น่าสนใจแก่ผู้เล่น พร้อมทั้งให้ความรู้สอดแทรกไปด้วย ผู้พัฒนาควรจะได้ทาการสารวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเกมต่างๆที่มีอยู่ทั่วไป และนามาปรับปรุงหรือพัฒนาขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นเกมที่แปลกใหม่ และน่าสนใจแก่ผู้เล่นกลุ่มต่างๆ
  14. 14. 10ภาพที่ 3 ตัวอย่างโครงงานพัฒนาเกม7.4 โครงงานพัฒนาเครื่องมือโครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานเพื่อพัฒนาเครื่องมือช่วย สร้างงานประยุกต์ต่างๆโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปซอฟต์แวร์ เช่น ซอฟต์แวร์วาดรูป ซอฟต์แวร์พิมพ์งาน และซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่างๆ เป็นต้น สาหรับซอฟต์แวร์เพื่อการพิมพ์งานนั้นสร้างขึ้นเป็นโปรแกรมประมวลคา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือให้เราใช้ในการพิมพ์งานต่างๆบนเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนซอฟต์แวร์การวาดรูป พัฒนาขึ้นเพื่ออานวยความสะดวกให้การวาดรูปบนเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นไปได้โดยง่าย สาหรับซอฟต์แวร์ช่วยการมองวัตถุในมุมต่างๆ ใช้สาหรับช่วยการออกแบบสิ่งของ อาทิเช่นผู้ใช้วาดแจกันด้านหน้า และต้องการจะดูว่าด้านบนและด้านข้างเป็นอย่างไร ก็ให้ซอฟต์แวร์คานวณค่าและภาพที่ควรจะเป็นมาให้ เพื่อพิจารณาและแก้ไขภาพแจกันที่ออกแบบไว้ได้อย่างสะดวกภาพที่ 4 ตัวอย่างโครงงานพัฒนาเครื่องมือ
  15. 15. 117.5 โครงงานประเภทการทดลองทฤษฎีโครงงานประเภทนี้เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการ จาลองการทดลองของสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่ไม่สามารถทดลองด้วยสถานการณ์จริงได้ เช่น การจุดระเบิด เป็นต้น และเป็นโครงงานที่ผู้ทาต้องศึกษารวบรวมความรู้ หลักการ ข้อเท็จจริง และแนวคิดต่างๆ อย่างลึกซึ้งในเรื่องที่ต้องการศึกษาแล้วเสนอเป็นแนวคิด แบบจาลอง หลักการ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของสูตร สมการ หรือคาอธิบาย พร้อมทั้งการจาลองทฤษฏีด้วยคอมพิวเตอร์ให้ออกมาเป็นภาพ ภาพที่ได้ก็จะเปลี่ยนไปตามสูตรหรือสมการนั้น ซึ่งจะทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น การทาโครงงานประเภทนี้มีจุดสาคัญอยู่ที่ผู้ทาต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี ตัวอย่างโครงงานจาลองทฤษฎี เช่น การทดลองเรื่องการไหลของของเหลว การทดลองเรื่องพฤติกรรมของปลาปิรันย่า และการทดลองเรื่องการมองเห็นวัตถุแบบสามมิติ เป็นต้นภาพที่ 5 ตัวอย่างโครงงานประเภทการทดลองทฤษฎี
  16. 16. 128. ประเภทโครงงานแบ่งตามระดับการให้คาปรึกษาของครูหรือระดับความคิดเห็นของนักเรียนได้3 ประเภท คือ8.1 โครงงานประเภท Guided projectครูกาหนดปัญหาให้ครูออกแบบการรวบรวมข้อมูลกาหนดวิธีทากิจกรรมนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามวิธีที่กาหนดทักษะการสังเกต ทักษะการวัด ทักษะการบันทึกผลทักษะการตีความหมายข้อมูลทักษะการสรุปผลภาพที่ 6 โครงงานประเภท Guided project
  17. 17. 138.2 โครงงานประเภท Less – guided projectครูและนักเรียนร่วมกันระบุปัญหาครูและนักเรียนร่วมกันออกแบบการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาคาตอบนักเรียนใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลทักษะการสังเกต ทักษะการวัด ทักษะการบันทึกผลทักษะการตีความหมายข้อมูลทักษะการสรุปผลภาพที่ 7 โครงงานประเภท Less – guided project
  18. 18. 148.3 โครงงานประเภท Unguided projectนักเรียนระบุปัญหาตามความสนใจนักเรียนออกแบบการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาคาตอบด้วยตนเองนักเรียนใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลทักษะการสังเกต ทักษะการวัด ทักษะการบันทึกผลทักษะการตีความหมายข้อมูลทักษะการสรุปผลภาพที่ 8 โครงงานประเภท Unguided project9. ขั้นตอนการทาโครงงานการทาโครงงานเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องและมีการดาเนินงานหลายขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสุดท้าย อาจสรุปลาดับได้ดังนี้9.1 การคิดและเลือกหัวเรื่อง9.2 การวางแผน9.3 การดาเนินงาน9.4 การเขียนรายงาน
  19. 19. 159.5 การนาเสนอผลงาน9.1 การคิดและเลือกหัวเรื่องผู้เรียนจะต้องคิดและเลือกหัวเรื่องของโครงงานด้วยตนเองว่าอยากจะศึกษาอะไร ทาไมจึงอยากศึกษา หัวเรื่องของโครงงานมักจะได้มาจากปัญหา คาถาม หรือความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ของผู้เรียนเอง หัวเรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชัดเจนเมื่อใครได้อ่านชื่อเรื่องแล้ว ควรเข้าใจและรู้เรื่องว่า โครงงานนี้ทาอะไร การกาหนดหัวเรื่องของโครงงานนั้น มีแหล่งที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดและสนใจ จากหลายแหล่งด้วยกัน เช่น จากการอ่านหนังสือ เอกสาร บทความ การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ การฟังบรรยายทางวิชาการ การเข้าชมนิทรรศการ หรืองานประกวดโครงงานทางวิทยาศาสตร์ การสนทนากับบุคลต่างๆ หรือจากการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัว เป็นต้น นอกจากนี้ควรคานึงถึงในเรื่องต่อไปนี้ ความเหมาะสมของระดับความรู้ ความสามารถของผู้เรียน วัสดุ อุปกรณ์ ที่ใช้ งบประมาณ ระยะเวลา ความปลอดภัย แหล่งความรู้9.2 การวางแผนการวางแผนการทาโครงงาน จะรวมถึงการเขียนเค้าโครงของโครงงาน ซึ่งต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การดาเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ไม่สับสน แล้วนาเสนอต่อผู้สอน หรือครูที่ปรึกษา เพื่อขอความเห็นชอบก่อนดาเนินการขั้นต่อไปการเขียนเค้าโครงของโครงงาน โดยทั่วไปเขียนเพื่อแสดงแนวคิดแผนงานและขั้นตอนการทาโครงงาน ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียด ดังนี้(1) ชื่อโครงงาน ควรเป็นข้อความที่กะทัดรัด ชัดเจน สื่อความหมายได้ตรง(2) ชื่อผู้ทาโครงงาน/ชั้น/ปีการศึกษา(3) ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน(4) หลักการและเหตุผลของโครงงาน เป็นการอธิบายว่าเหตุใดจึงเลือกทาโครงงานเรื่องนี้ มีความสาคัญอย่างไร มีหลักการหรือทฤษฎีอะไรที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ทาเป็นเรื่องใหม่หรือมีผู้อื่นได้ศึกษา ค้นคว้าเรื่องนี้ไว้
  20. 20. 16บ้างแล้ว ถ้ามีได้ผลเป็นอย่างไร เรื่องที่ทาได้ขยายเพิ่มเติมปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทาไว้อย่างไร หรือเป็นการทาซ้าเพื่อตรวจสอบผล(5) จุดมุ่งหมาย/วัตถุประสงค์ ควรมีความเฉพาะเจาะจงและสามารถวัดได้เป็นการบอกขอบเขตของงานที่จะทาได้ชัดเจนขึ้น(6) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี) สมมติฐานเป็นคาตอบ หรือคาอธิบายที่คาดไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้ การเขียนสมมติฐานควรมีเหตุมีผลมีทฤษฎี หรือหลักการรองรับ และที่สาคัญคือเป็นข้อความที่มองเห็นแนวทางในการดาเนินการทดสอบได้ นอกจากนี้ควรมีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตามด้วย(7) วิธีดาเนินงาน/ขั้นตอนการดาเนินงาน จะต้องอธิบายว่าจะออกแบบการทดลองอะไร อย่างไร จะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง รวมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่จาเป็นต้องใช้มีอะไรบ้าง(8) แผนปฏิบัติงาน อธิบายเกี่ยวกับกาหนดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นการดาเนินงานในแต่ละขั้นตอน(9) ผลที่คาดว่าจะได้รับ(10) เอกสารอ้างอิง9.3 การดาเนินงานเมื่อที่ปรึกษาโครงงานให้ความเห็นชอบเค้าโครงของโครงงานแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นลงมือปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่ได้ระบุไว้ ผู้เรียนต้องพยายามทาตามแผนงานที่วางไว้ เตรียมวัสดุอุปกรณ์และสถานที่ให้พร้อม ปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ คานึงถึงความประหยัดและปลอดภัยในการทางาน ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่างๆ ว่าได้ทาอะไรไปบ้าง ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและข้อคิดเห็นอย่างไร พยายามบันทึกให้เป็นระเบียบและครบถ้วน9.4 การเขียนรายงานการเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงงาน เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวคิด วิธีการดาเนินงาน ผลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น การเขียนโครงงานควรใช้ภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นสาคัญๆ ทั้งหมดของโครงงาน
  21. 21. 179.5 การนาเสนอผลงานการนาเสนอผลงานเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทาโครงงาน เป็นวิธีการที่จะทาให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจถึงผลงานนั้น การนาเสนอผลงานอาจทาได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับประเภทของโครงงาน เนื้อหา เวลา ระดับของผู้เรียน เช่น การแสดงบทบาทสมมติการเล่าเรื่อง การเขียนรายงาน สถานการณ์จาลอง การสาธิต การจัดนิทรรศการ ซึ่งอาจจะมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายด้วยคาพูด หรือการรายงานปากเปล่า การบรรยาย การใช้ CAI (ComputerAssisted Instruction) การใช้ Multimedia Computer/ Homepage แต่สิ่งที่สาคัญคือ ผลงานที่จัดแสดงต้องดึงดูดความสนใจของผู้ชม มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และมีความถูกต้องของเนื้อหา10. การประเมินผลโครงงานการประเมินผลเป็นหัวใจของการเรียนการสอน ที่สะท้อนสภาพความสาเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันประเมินผลว่ากิจกรรมที่ทาไปนั้นบรรลุตามจุดประสงค์ที่กาหนดไว้หรือไม่ อย่างไร ปัญหาและอุปสรรคที่พบคืออะไรบ้าง ได้ใช้วิธีการแก้ไขอย่างไร ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการทาโครงงานนี้10.1 ผู้ประเมินโครงงานอาจดาเนินการด้วยบุคคล ต่อไปนี้(1) ผู้เรียนประเมินตนเอง(2) เพื่อนช่วยประเมิน(3) ผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาประเมิน(4) ผู้ปกครองประเมิน(5) บุคคลอื่น ๆ ที่สนใจและมีส่วนเกี่ยวข้อง(1) ผู้เรียนประเมินตนเอง จะแสดงออกให้เห็นว่า ผู้เรียนเจ้าของโครงงาน ซึ่งอาจเป็นรายบุคคล หรือกลุ่มทางาน มีความพึงพอใจต่อขั้นตอนของกิจกรรมแต่ละขั้นตอนที่ได้กาหนดหรือร่วมกันกาหนดขึ้นเองเพียงใด มีหัวข้อกิจกรรมใดที่ยังขาดตกบกพร่อง จะต้องเพิ่มเติมในส่วนใดบ้าง ความละเอียด รัดกุม ในแต่ละขั้นเป็นอย่างไร(2) ผู้ประเมินซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้น อาจให้ข้อคิดเห็นสะท้อนภาพเพิ่มเติม เช่น ในระดับชั้นประถมศึกษา เพื่อนอาจให้ความเห็นไปในเรื่องของการเรียน การใช้ตัวสะกด การันต์ วรรคตอน ซึ่งเน้นไปในด้านภาษา ระดับชั้นมัธยมศึกษา การประเมินโครงงาน อาจเริ่มขยายขอบเขตจากด้านการใช้ภาษา ออกไปถึงการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการตั้งชื่อโครงงานกับ
  22. 22. 18จุดประสงค์ของโครงงาน และตามความเข้าใจของผู้ประเมิน เสนอแนะวิธีการศึกษาของผู้ประเมินเพื่อการพิจารณาการจัดรูปเล่มเพื่อการนาเสนอโครงงาน ฯลฯ(3) ผู้ประเมินซึ่งเป็นผู้สอน หรือครูที่ปรึกษา อาจให้คาแนะนาเพิ่มเติมได้ในเรื่องวิธีการอื่นที่ใช้ในการศึกษาหาคาตอบ ความสัมพันธ์ของวิชาตามหัวเรื่องที่ศึกษากับวิชาอื่น ข้อค้นพบที่ผู้เรียนได้จากโครงงาน การนาคาตอบของการศึกษาที่ได้ไปใช้ประโยชน์ การนาข้อค้นพบที่ต่างไปจากเป้าหมายของการศึกษาไปใช้ประโยชน์หรือขยายผลการศึกษาเป็นโครงงานใหม่ ฯลฯ(4) ผู้ประเมินที่เป็นพ่อ แม่ ผู้ปกครอง จะได้รับทราบถึงความสามารถ ความถนัดทางการเรียนของลูกหรือเด็กในความปกครอง ความรู้สึก ความต้องการของเด็กผู้ทาโครงงาน ทาให้สามารถปรับตัวปรับใจเพื่อการสนับสนุนทั้งด้านการเงิน กาลังใจ ให้โอกาส ให้เวลาร่วมกิจกรรมตามความสนใจของเด็ก ชี้แนะอุปสรรค ปัญหาเบื้องต้นที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติกิจกรรมขั้นต่างๆของโครงงาน ข้อเสนอแนะสาหรับการทาโครงงานครั้งต่อไป11. ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเพื่อความสะดวก ผู้ประเมินอาจจะสร้างแบบประเมินเป็น 2 ตอน ดังนี้ตอนที่ 1 ความสาคัญของการจัดทาโครงงานเป็นแบบตรวจคาตอบ (Check – list)ตอนที่ 2 เนื้อหาของโครงงานและการนาเสนอโครงงาน เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า(Rating scale)แบบประเมินโครงงานตอนที่ 1 ความสาคัญของการจัดทาโครงงานจงทาเครื่องหมาย  ลงใน  ตามความคิดเห็นของท่าน1. โครงงานที่จัดทาเป็น  งานเดี่ยว  งานกลุ่ม2. การริเริ่มโครงงาน  ผู้เรียนริเริ่มเอง ผู้สอนช่วยแนะแนวทาง3. การพัฒนาตนเอง  มี  ไม่มี4. การพัฒนางาน  มี  ไม่มี5. ความเกี่ยวพันกับเนื้อหาในบทเรียน  สอดคล้อง  ไม่สอดคล้อง6. ประโยชน์ในชีวิตจริง  มี  ไม่มี
  23. 23. 19ตอนที่ 2 เนื้อหาของโครงงาน และการนาเสนอโครงงานจงทาเครื่องหมาย  ลงในช่องตรงข้อความที่ท่านเห็นด้วยที่สุดข้อความระดับความคิดเห็นมากที่สุดมาก ปานกลางน้อย น้อยที่สุดเนื้อหาของโครงงาน1. ความถูกต้อง2. ความเหมาะสมในการใช้แนวคิด3. เลือกใช้ข้อมูลข่าวสารเหมาะสมตรงประเด็น4. มีการสรุปที่ชัดเจน5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์กระบวนการทางาน6. มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ7. มีการดาเนินงานตามแผน8. มีการประเมินและปรับปรุงการดาเนินงานการนาเสนอโครงงาน9. การรายงานสามารถสื่อความหมาย ได้ชัดเจน10. ความสมบูรณ์ของข้อมูล11. ความเหมาะสมของรูปแบบ12. ข้อสรุปของโครงงานบรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้12. แนวทางการประเมินผลการประเมินผลโครงงานควรใช้การประเมินผลตามสภาพที่แท้จริง (AuthenticAssessment) ซึ่งมีลักษณะดังนี้(1) ทาไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ของผู้เรียน
  24. 24. 20(2) ยึดพฤติกรรมของผู้เรียนที่แสดงออกเป็นสาคัญ(3) เน้นการพัฒนาตนและการประเมินตนเอง(4) ให้ความสาคัญในการพัฒนาจุดเด่นของผู้เรียน(5) มีการเก็บข้อมูลระหว่างปฏิบัติได้ทุกบริบท (Context) ทั้งที่บ้าน โรงเรียนและชุมชน(6) อยู่บนพื้นฐานของเหตุการณ์ในชีวิตจริง เอื้อต่อการเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่ชีวิตจริง(7) เน้นคุณภาพของผลงาน ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการความรู้สู่ความสามารถของผู้เรียน(8) เน้นการวัดความสามารถในการคิดระดับสูง เช่น ใช้ข้อมูลในการสังเคราะห์ อธิบายสรุปเป็นกฎทั่วไป ตั้งสมมติฐาน สรุปและแปลผล เป็นต้น(9) วัดปฏิสัมพันธ์เชิงบวก มีการชื่นชม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสุข สนุกสนาน ไม่เครียด(10) สนับสนุนการมีส่วนร่วม และรับผิดชอบร่วมกัน13. วิธีการประเมินผล1. การสังเกต เป็นวิธีประเมินพฤติกรรมที่สามารถทาได้ทุกเวลาและสถานการณ์ ทั้งแบบมีและไม่มีเครื่องมือในการสังเกต2. การสัมภาษณ์ การสอบถาม อาจมีลักษณะเป็นทางการ หรือสัมภาษณ์ สอบถาม ขณะปฏิบัติโครงงานก็ได้3. วัดความรู้ ความสามารถ (Authentic Test) ควรเป็นแบบสอบถามแบบปลายเปิดเพื่อดูความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ความเข้าใจเดิมกับสิ่งที่ได้เพิ่มเติมจากประสบการณ์ในการปฏิบัติโครงงานลักษณะสาคัญของแบบทดสอบ(1) ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการวัด(2) เป็นคาถามที่เกี่ยวข้องกับการทาโครงงาน(3) เชื่อมโยง บูรณาการความรู้ ความสามารถ ได้หลายด้าน และใช้ความคิดที่ลึกซึ้งขึ้นตามวัย(4) มีเกณฑ์การให้คะแนนตามความสมบูรณ์ของพฤติกรรม(5) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดและเขียนคาตอบเอง4. การรายงาน เป็นการเขียนรายงาน หรือบอกขั้น หรือประสบการณ์ในการทาโครงงานเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินตนเองจากการที่ได้พูด หรือเขียนบรรยายสะท้อนความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกนึกคิดตามแนวทางการเรียนรู้ที่ผ่านประสบการณ์ขณะปฏิบัติกิจกรรมตามโครงงาน5. แฟ้มผลงาน (Portfolio) เป็นการเก็บรวบรวมผลงานที่มีความโดดเด่น ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่เลือกรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อแสดงถึงความรู้ ความเข้าใจ ความสนใจ
  25. 25. 21ความถนัด ทักษะ ความสามารถ อันแสดงออกถึงพัฒนาการความก้าวหน้า ความสาเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือในหลายๆ เรื่อง หรือจะเป็นการเก็บผลการประเมินการปฏิบัติโครงงานในวิธีที่ 1 – 4 ด้วยก็ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการติดตามพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง14. ลักษณะของแฟ้มผลงานดีเด่นสาหรับโครงงานแฟ้มโครงงานควรมีลักษณะเป็นบทความที่แสดงออกถึงการมีขั้นตอนในการทางานโครงงานความพยายามในการแก้ปัญหา หรือการศึกษาส่วนบุคคล ภายในแฟ้มโครงงานอาจประกอบด้วยเป้าหมาย วัตถุประสงค์ ยุทธวิธีในการปฏิบัติโครงงาน ภาพถ่ายของกระบวนการทางานขั้นตอนต่างๆการแก้ปัญหาในการดาเนินงาน การผลิตตามโครงงาน บันทึกผลการทางาน บันทึกความคิดเห็นความรู้สึกส่วนตัวหรือของกลุ่ม ต่อโครงงานและบันทึกผลการประเมินผลโครงงาน15. ประโยชน์ของโครงงาน1. กิจกรรมโครงงานเหมาะกับการศึกษาในยุคข้อมูลข่าวสาร2. เป็นกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้เต็มที่3. เกิดความรู้จริง ซึ่งได้จากการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยการทดลอง ปฏิบัติค้นคว้า4. สามารถใช้ความรู้ได้หลายด้าน (หลายมิติ)5. เกิดปัญญาเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกัน6. ฝึกให้ผู้เรียนเป็นคนคิดเป็น ทาเป็น แก้ปัญหาเป็น7. ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และเกิดความภูมิใจที่ทางานสาเร็จ8. ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานจากการเรียนรู้9. ช่วยสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นนักค้นคว้า16. ตัวอย่างเค้าโครงของโครงงาน- ชื่อโครงงาน.................................................................................- ชื่อผู้จัดทาโครงงาน/คณะทางาน.................................................- ระดับการศึกษา.............................ชั้น.........................................- อาจารย์ที่ปรึกษา.........................................................................- ปีการศึกษา..................................................................................1) แนวคิด ที่มา และความสาคัญที่ต้องการศึกษา....................................................................................................2) หลักการ ทฤษฎี หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง (ว่ามีใครทาอะไรไว้บ้าง)
  26. 26. 22...................................................................................................3) จุดมุ่งหมายของการทดลอง..................................................................................................4) สมมติฐานที่กาหนด...................................................................................................5) วิธีดาเนินการทดลอง...................................................................................................6) งบประมาณที่ใช้ในการทดลอง (ถ้ามี)...................................................................................................7) ประโยชน์ที่จะได้รับ...................................................................................................8) ชื่อเอกสารอ้างอิง...................................................................................................17. ตัวอย่างโครงงานชื่อโครงงาน : การแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศด้วยมือเราชื่อผู้ทาโครงงาน :ด.ช.ภูสิทธิ์ ใจดีด.ญ.พิมพ์ชนก มาลารัตน์ด.ญ.มาศินี ด้วงขจายระดับชั้น : มัธยมศึกษาตอนต้นชื่อครูที่ปรึกษา :ดร.จิต นวนแก้วอาจารย์นิตยา ทวีกิจการอาจารย์ณรัตน์ อรชรโรงเรียนกัลยาณี ศรีธรรมราช อาเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชปี พ.ศ.2551ที่มาของโครงงานไขมันอุดตันตามท่อระบายน้า ก็มีส่วนก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน เราจึงนาการเรียนรู้ที่ได้มาแก้ปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับไขมันตามท่อระบายน้า
  27. 27. 23จุดมุ่งหมาย เพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนสมมติฐาน การแก้ปัญหาไขมันตามท่อระบายน้า จะมีผลดีที่สุดสาหรับภาวะโลกร้อนวิธีดาเนินงาน- ปรึกษาวางแผนการแก้ปัญหาไขมันตามท่อ- เริ่มการรณรงค์กับบุคลในสังคม- จัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆ- ลงมือร่วมกันขัดถูท่อระบายน้าในครัวเรือนและที่ชุมชน- ทาแบบนี้ทุกอาทิตย์- สังเกตผลโครงงาน- รายงาน- สรุปประโยชน์โครงงาน- ลดภาวะโลกร้อนได้- สร้างความมีระเบียบในครัวเรือน- เพิ่มความสามัคคีเอกสารอ้างอิงwww.ipst.ac.th
  28. 28. 24กรอบแนวคิดในการวิจัยการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน รายวิชาคอมพิวเตอร์ขั้นตอนที่ 1 การคิดและเลือกหัวข้อเรื่องการตั้งชื่อโครงงานขั้นตอนที่ 2 การออกแบบการทาโครงงานขั้นตอนที่ 3 การลงมือทาโครงงานขั้นตอนที่ 4 การเขียนรายงานโครงงานขั้นตอนที่ 5 การนาเสนอผลงานขั้นตอนที่ 6 การวัดผลประเมินผลคุณภาพของโครงงานคอมพิวเตอร์ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนการสอนแบบโครงงาน
  29. 29. บทที่ 3วิธีการวิจัยในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน วิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาโดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดาเนินการวิจัยซึ่งแสดงไว้ในหัวข้อต่อไปนี้1. การกาหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย3. การดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล4. การจัดกระทาและวิเคราะห์ข้อมูลการกาหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่างประชากรประชากรเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการลาลูกกา อาเภอลาลูกกา จังหวัดปทุมธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จานวน 6 ห้องเรียนได้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1, 5/2, 5/3, 5/4, 5/5 และ 5/6 รวมนักเรียนทั้งหมด 258คน โดยทั้ง 6 ห้องเรียนมีลักษณะหรือระดับของความรู้ความสามารถในรายวิชาคอมพิวเตอร์ใกล้เคียงกันกลุ่มตัวอย่างกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการลาลูกกา อาเภอลาลูกกา จังหวัดปทุมธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 จานวน 1 ห้องเรียน ซึ่งประชากรทั้ง 6 ห้องเรียนที่กาหนดไว้มีลักษณะหรือระดับของความรู้ความสามารถในรายวิชา
  30. 30. 26คอมพิวเตอร์ใกล้เคียงกัน ผู้วิจัยจึงใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ได้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 จานวน 43 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีดังนี้1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาการเขียนโปรแกรมขั้นสูง จานวน 40 ชั่วโมง2. แบบประเมินโครงงานคอมพิวเตอร์3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย1. การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิชาการเขียนโปรแกรมขั้นสูง จานวน 40 ชั่วโมงการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้วิชาการสร้างงานสื่อผสม เรื่องคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต จานวน 8 ชั่วโมง ในการกาหนดวัตถุประสงค์การเรียนการสอนแต่ละชั่วโมง เป็นไปตามตัวชี้วัดของหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา และสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 โดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนแบบโครงงานซึ่งมีขั้นตอนการสร้างดังนี้1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และหลักสูตรสถานศึกษา2. ศึกษาแนวคิดและกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน ตามขั้นตอนดังนี้2.1 การคิดและเลือกหัวเรื่อง2.2 การวางแผน2.3 การดาเนินงาน2.4 การเขียนรายงาน2.5 การนาเสนอผลงาน
  31. 31. 273. กาหนดเนื้อหา ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานปี พ.ศ. 2551 หลักสูตรสถานศึกษา ตัวชี้วัด แบบเรียน คู่มือครู และอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนวิชาการเขียนโปรแกรมขั้นสูง ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ดังนี้หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การใช้งานโปรแกรม Microsoft Visual Studio เบื้องต้นหน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การพัฒนาโปรแกรมโดยใช้ฟังก์ชันพื้นฐานหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การพัฒนาโปรแกรมที่มีการคานวณทางคณิตศาสตร์หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เทคนิคและฟังก์ชันเพิ่มเติมในการพัฒนาโปรแกรมหน่วยการเรียนรู้ที่ 5 โครงงานคอมพิวเตอร์4. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีความสอดคล้องกับแนวทางของการเรียนรู้แบบโครงงาน เหมาะกับลักษณะและสภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีโครงสร้างของแผนการจัดการเรียนรู้ดังนี้5. นาแผนการจัดการเรียนรู้เสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียน รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารวิชาการ และผู้อานวยการ ในการตรวจสอบความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียน และขออนุมัติการใช้แผนการจัดการเรียนรู้2. การสร้างแบบประเมินโครงงานคอมพิวเตอร์มีขั้นตอนในการสร้าง ดังต่อไปนี้1. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการประเมิน และการประเมินโครงงานคอมพิวเตอร์ การสร้างแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) และเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค2. กาหนดคาชี้แจง จุดประสงค์ และกาหนดประเด็นในการประเมินให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ และทักษะ ความสามารถในการพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์
  32. 32. 283. สร้างแบบประเมินโครงงานคอมพิวเตอร์ โดยเป็นเกณฑ์ที่มี 5 ระดับ ดังนี้ระดับ 1 หมายถึง ต้องปรับปรุงระดับ 2 หมายถึง พอใช้ระดับ 3 หมายถึง ปานกลางระดับ 4 หมายถึง ดีระดับ 5 หมายถึง ดีมาก4. นาแบบประเมินไปจัดพิมพ์ และนาไปใช้ในการประเมินโครงงานคอมพิวเตอร์3. การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานมีขั้นตอนในการสร้างและพัฒนา ดังต่อไปนี้1. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับการสร้างแบบสอบถามในด้านทฤษฎีและวิธีการสร้าง2. กาหนดคาชี้แจง จุดประสงค์ และกาหนดหัวข้อที่จะถามให้สอดคล้องกับจุดประสงค์3. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ โดยกาหนดระดับความพึงพอใจ ดังนี้ระดับ 5 หมายถึง มีความพึงพอใจมากที่สุดระดับ 4 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก
  33. 33. 29ระดับ 3 หมายถึง มีความพึงพอใจปานกลางระดับ 2 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยระดับ 1 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยที่สุด4. นาแบบสอบถามมาจัดพิมพ์และนามาใช้ในการสอบถามความพึงพอใจการดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งดาเนินการทดลองตามแบบการทดลองPosttest – Only - Design ซึ่งมีรูปแบบการวิจัยดังนี้แบบแผนการวิจัยก่อนเรียน ทดลอง หลังเรียนO X1 T1สัญลักษณ์ที่ใช้ในการทดลองT1 แทน การประเมินหลังการทดลองX1 แทน การสอนแบบโครงงานผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลตามลาดับขั้นตอนดังนี้1. ชี้แจงให้นักเรียนทราบถึงรายละเอียด ขั้นตอน พร้อมทั้งข้อตกลงในการดาเนินการทดลองในครั้งนี้2. ดาเนินการทดลองโดยผู้วิจัยเป็นผู้สอนด้วยตนเอง โดยทาการสอนตามกระบวนการสอนแบบโครงงาน วิชาการเขียนโปรแกรมขั้นสูง ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น
  34. 34. 303. ระหว่างดาเนินการทดลอง ผู้วิจัยทาการแนะนาการจัดทาโครงการ การให้นักเรียนศึกษาความสนใจของตนเองในการพัฒนาโปรแกรม และเรียนรู้วิธีการพัฒนาโปรแกรมจากง่ายไประดับยาก4. หลังจากเสร็จสิ้นการเรียนการสอน ได้มอบหมายให้นักเรียนแบ่งกลุ่มและจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์ ตามกรอบที่ผู้วิจัยเป็นผู้กาหนด5. ให้นักเรียนทาแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนการสอนแบบโครงงาน6. นาข้อมูลที่ได้ไปทาการวิเคราะห์ สรุปการจัดกระทาและวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการดาเนินการทดลองดังนี้1. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินโครงงาน นามาหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทาไปเทียบกับเกณฑ์ที่กาหนด เพื่อหาคุณภาพของโครงงานคอมพิวเตอร์2. ข้อมูลที่ได้จากการสอบถามความพึงพอใจ ผู้วิจัยทาการตรวจสอบข้อมูล ในด้านความสมบูรณ์ ความเป็นไปได้ของข้อมูล จากนั้นนามาหาค่าความถี่ ร้อยละและแปลความหมาย
  35. 35. บทที่ 4ผลการวิจัยและข้อวิจารณ์ผลการวิจัยงานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน วิชาการเขียนโปรแกรมขั้นสูงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ1. เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน รายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานผู้วิจัยขอนาเสนอผลการวิจัยตามลาดับ ดังนี้ตอนที่ 1 ผลการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน รายวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษà

×