Your SlideShare is downloading. ×
การวิเคราะห์ผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4  โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลำลูกกา โดยใช
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

การวิเคราะห์ผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลำลูกกา โดยใช

6,777
views

Published on

Published in: Education

0 Comments
5 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
6,777
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
870
Comments
0
Likes
5
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. รายงานการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน : การวิเคราะห์ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4เป็นรายบุคคล โดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยครูณัฐพล บัวอุไร ตาแหน่ง ครู คศ.1ครู วราพร อุลหัสสา ตาแหน่ง ครูอัตราจ้างโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาสังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
  • 2. บทคัดย่อเรื่อง การวิเคราะห์ผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาโดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนผู้วิจัย นายณัฐพล บัวอุไร, นางสาววราพร อุลหัสสาการวิเคราะห์ผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาปีการศึกษา2555 โดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวด้านต่าง ๆ ของนักเรียนโดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การศึกษาครั้งนี้ศึกษาจากประชากรคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4จานวน 47 คน โดยใช้เครื่องมือ ระเบียนสะสม สมุดคู่มือครูที่ปรึกษาและ แบบวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคลผลการวิจัยพบว่านักเรียนส่วนใหญ่พักอยู่กับ พ่อแม่ และความสัมพันธ์ของบุคคลในบ้านเป็นลักษณะอบอุ่น นักเรียน ผู้ปกครองของนักเรียนส่วนใหญ่มีเวลาให้พอสมควร ดูแลเอาใจใส่นักเรียน ด้านการให้คาแนะนา ให้คาปรึกษาในการใช้ชีวิต การปรับตัว การแก้ปัญหาต่างๆ หรือมีส่วนร่วมรับฟังความทุกข์จากนักเรียน ผู้ปกครองส่วนใหญ่ทา ให้คาแนะนาสม่าเสมอ ด้านความถี่ของการอ่านหนังสือของบุคคลในบ้านของนักเรียน ส่วนใหญ่ 1-2 ชั่วโมง ด้านการทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันของบุคคลในบ้านส่วนใหญ่ในวันสาคัญทางศาสนา ด้านผู้ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆของนักเรียนที่บ้านส่วนใหญ่มีความรู้เพียงพอและช่วยเหลือได้และบุคคลในบ้านสามารถให้ความช่วยมีความรู้เพียงพอและช่วยเหลือได้ในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษการงานอาชีพและเทคโนโลยี ด้านการใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าทบทวนการเรียน การทาภาระงาน การบ้านต่างๆ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ใช้เวลา1-2ชั่วโมง ด้านการใช้เวลาดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายในแต่ละวันโดยเฉลี่ย นักเรียนใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ซึ่ง (มากเกินไป/น้อยเกินไป/เหมาะสม/ไม่เหมาะสม) เหมาะสม ด้านการใช้เวลาสืบค้นข้อมูล พูดคุยทางอินเตอร์เน็ตและ/หรือคุยโทรศัพท์ในแต่ละวัน โดยเฉลี่ย พบว่า นักเรียนใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ซึ่ง (มากเกินไป/น้อยเกินไปเหมาะสม/ไม่เหมาะสม)เหมาะสมด้านช่วงเวลาที่นักเรียนเข้านอนพบว่านักเรียนส่วนใหญ่เข้านอนเวลา 4-5 ทุ่ม ด้านค่าใช้จ่ายประจาวันในโรงเรียนพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ได้รับเงินค่าอาหาร/ค่าขนม เพียงพอ (เพียงพอ/ไม่เพียงพอ)และนักเรียนส่วนใหญ่ได้เก็บออมบ้าง ด้านอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่บ้านของนักเรียน พบว่าส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์พร้อมเครื่องพิมพ์และสามารถสืบค้นได้ และมีจานวน10 คนที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้านด้านความชอบในการเล่นกีฬาพบว่านักเรียนชอบเล่นแบตมินตัน มีนักเรียนที่ไม่ชอบเล่นกีฬาดังระบุไว้ในข้ออื่นๆ เป็นจานวน 3 คน ด้านวิชาที่นักเรียนเรียนรู้ได้เข้าใจและทาคะแนนได้ดีคือพบว่าส่วนใหญ่เป็นวิชาภาษาไทย และนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจและทาคะแนนได้ไม่ดีในวิชาคณิตศาสตร์ ความต้องการในการประกอบอาชีพในอนาคตพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ ต้องการประกอบอาชีพค้านการบริหารธุรกิจ
  • 3. บัญชี กิจการค้าขาย ด้านลีลาการเรียนรู้พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีลีลาการเรียนรู้แบบพึ่งพา และมีนักเรียนจานวนหนึ่งที่มีลีลาการเรียนรู้แบบหลบหลีก (แบบหลีกเลี่ยง) และแบบพึ่งพา (แบบพึ่งผู้อื่น) ซึ่งเป็นนักเรียนกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
  • 4. กิตติกรรมประกาศวิจัยนี้สาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ก็ด้วยความร่วมมือจากครูที่ปรึกษาร่วม คือครูวราพร อุลหัสสา ที่ได้ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนามาใช้ในการรายงานผลได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังต้องขอขอบคุณนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ปีการศึกษา 2555 ทุกคน ที่ได้ให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามเพื่อการวิจัยในครั้งนี้ขอขอบคุณคุณครูคาเพียร สอนทโชติ ที่ได้อนุเคราะห์ให้คาปรึกษาในการเขียนรายงานการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ขอขอบคุณคุณครูของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ทุกท่านที่ได้ให้ข้อเสนอแนะและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลขอขอบพระคุณคณะผู้บริหาร ครู และนักเรียน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาที่ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือผู้วิจัยในการเก็บรวบรวมข้อมูลณัฐพล บัวอุไร, วราพร อุลหัสสามิถุนายน 2555
  • 5. สารบัญเรื่อง หน้าบทคัดย่อ กกิตติกรรมประกาศ ขแนวคิดและเหตุผล 1คาถามวิจัย 1วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1ขอบเขตของการวิจัย 1นิยามคาศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย 2วิธีการดาเนินการวิจัย 2ประโยชน์ของการวิจัย 2ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3สรุปผลการวิจัย 16อภิปรายผล 21ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 22บทเรียนความคิดใหม่ที่ได้จากการวิจัย 22บรรณานุกรม 23ภาคผนวก 24- ระเบียนสะสม- แบบสรุปข้อมูลจากระเบียนสะสม- แบบวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล- รายชื่อนักเรียนในชั้นเรียนที่ทาวิจัย
  • 6. สารบัญตารางตารางที่ หน้าตารางที่ 1 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลด้านการพักอาศัย 3ตารางที่ 2 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านความสัมพันธ์ของนักเรียนกับบุคคลในบ้าน 3ตารางที่ 3 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านเวลาในการดูแลเอาใจใส่นักเรียนของผู้ปกครอง 4ตารางที่ 4 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านการให้คาแนะนา ให้คาปรึกษาในการใช้ชีวิต การปรับตัว การแก้ปัญหาต่างๆ หรือมีส่วนร่วมรับฟังความทุกข์จากนักเรียน 4ตารางที่ 5 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านผู้ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆของนักเรียนที่บ้าน 5ตารางที่ 6 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านการใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าทบทวนการเรียน การทาภาระงาน การบ้านต่างๆ 5ตารางที่ 7 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านนักเรียนใช้เวลาดูโทรทัศน์ ฟังเพลงอ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายในแต่ละวันโดยเฉลี่ย 6ตารางที่ 8 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านการใช้เวลาสืบค้นข้อมูล พูดคุยทางอินเตอร์เน็ตและ/หรือคุยโทรศัพท์ในแต่ละวันโดยเฉลี่ย 6ตารางที่ 9 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านช่วงเวลาที่นักเรียนเข้านอน 7ตารางที่ 10 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านความพอเพียงของค่าใช้จ่ายประจาวันในโรงเรียนของนักเรียน 7ตารางที่ 11 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านการเก็บออมของนักเรียน 8ตารางที่ 12 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านความถี่ของการอ่านหนังสือของบุคคลในบ้านของนักเรียน 8ตารางที่ 13 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านการทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันของบุคคลในบ้าน 9ตารางที่ 14 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่บ้านของนักเรียน 9
  • 7. ตารางที่ หน้าตารางที่ 15 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน 10ตารางที่ 16 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านคณิตศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาคณิตศาสตร์ให้แก่นักเรียน 10ตารางที่ 17 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียน 11ตารางที่ 18 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการทาอาหาร งานฝีมือ งานเกษตร งานช่าง งานคอมพิวเตอร์ ในการช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาภาระงานวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีให้แก่นักเรียน 12ตารางที่ 19 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านความชอบในการเล่นกีฬา 12ตารางที่ 20 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านวิชาที่นักเรียนเรียนรู้ได้เข้าใจและทาคะแนนได้ดี 13ตารางที่ 21 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านวิชาที่นักเรียนไม่ค่อยเข้าใจและทาคะแนนได้ไม่ดี 14ตารางที่ 22 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านความต้องการในการประกอบอาชีพในอนาคต 15ตารางที่ 23 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูล ด้านลีลาการเรียนรู้ของนักเรียน 16
  • 8. 1แนวคิดและเหตุผลตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2545 มาตราที่ 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ มาตราที่ 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ สถานศึกษาต้องดาเนินการจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังนั้นในการจัดการเรียนรู้และการดูแลช่วยเหลือพัฒนาผู้เรียนที่เหมาะสมกับสภาพปัญหา ความต้องการ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียน จาเป็นที่ครูต้องมีเทคนิควิธีการในการรวบรวมข้อมูล และสามารถเลือกใช้เครื่องมือได้เหมาะสมเพื่อการรู้จักและเข้าใจผู้เรียน ตลอดจนสามารถนาข้อมูลที่ได้จากการใช้เครื่องมือต่างๆมาวิเคราะห์เพื่อนาไปใช้ในการวางแผนช่วยเหลือและพัฒนาผู้เรียนต่อไปผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูจึงทาการศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ผู้เรียนที่รับผิดชอบเพื่อนาข้อมูลที่ได้ไปวางแผนการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมสอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคลคาถามวิจัย1. นักเรียนแต่ละคนมีลักษณะสาคัญอย่างไร2. นักเรียนแต่ละคนมีจุดน่าสนใจที่ควรได้รับการปรับปรุงและพัฒนาในเรื่องอะไรบ้าง3. ลักษณะสภาพแวดล้อมที่บ้านของนักเรียนมีส่วนส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างไรบ้างวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวด้านต่าง ๆ ของนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการลาลูกกาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ขอบเขตของการวิจัยการวิจัยครั้งนี้ศึกษาเฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4/4 ที่อยู่ในความดูแลของผู้วิจัยจานวน 47 คน
  • 9. 2นิยามคาศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย1. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ที่เรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ปีการศึกษา 25552. สถานภาพส่วนตัว หมายถึง ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับนักเรียน สภาพการใช้ชีวิตประจาวันในบ้าน ตลอดจนความสัมพันธ์ของบุคคลในบ้านวิธีการดาเนินการวิจัย1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ปีการศึกษา 2555 จานวน 47 คน2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล2.1 ระเบียนสะสม2.2 แบบวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล3. การสร้างเครื่องมือวิจัยผู้รายงานใช้เครื่องมือในการวิจัยซึ่งสร้าง โดยงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา4. การเก็บรวบรวมข้อมูล4.1 ผู้รายงานให้นักเรียนกรอกข้อมูลสถานภาพส่วนตัวในระเบียนสะสม4.2 แจกแบบวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคลให้นักเรียนทา4.3 ศึกษาข้อมูลอื่น ๆ ประกอบ5. การวิเคราะห์ข้อมูลผู้รายงานดาเนินการดังนี้นาระเบียนสะสม และแบบวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคลมาวิเคราะห์รายด้าน โดยใช้ค่าความถี่และร้อยละประโยชน์ของการวิจัย1. ทาให้ครูประจาวิชารู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล2. นักเรียนได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
  • 10. 3ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน โดยใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผู้รายงานได้นาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน โดยการแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ เสนอเป็นตารางประกอบคาบรรยาย แสดงดังตารางที่ 1 –ตารางที่ 23ตารางที่ 1 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียนด้านการพักอาศัยรายการ : ปัจจุบันนักเรียนอาศัยอยู่กับ ความถี่ ร้อยละ อันดับ พ่อ/แม่ (และพี่น้อง) 35 74.46 1 ลุง/ป้า/น้า/อา - - 6 ปู่/ย่า/ตา/ยาย 2 4.25 3 พ่อ/แม่(และพี่น้อง)และญาติๆ 8 17.02 2 อยู่หอพัก/บ้านพักกับเพื่อน 1 2.12 4 อื่นๆ 1 2.12 5จากตารางที่ 1 การศึกษาข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียนด้านการพักอาศัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4/4 ส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่กับพ่อ แม่ และพี่น้องจานวน35คน คิดเป็นร้อยละ74.46 ตามด้วยการพักอาศัยอยู่กับพ่อ/แม่(และพี่น้อง)และญาติๆจานวน8 คน คิดเป็นร้อยละ17.02 และพักอาศัยอยู่กับปู่/ย่า/ตา/ยายจานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 4.25ตามลาดับตารางที่ 2 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านความสัมพันธ์ของนักเรียนกับบุคคลในบ้านรายการ : ความสัมพันธ์ของนักเรียนกับบุคคลในบ้าน ความถี่ ร้อยละ อันดับ อบอุ่น พูดคุยกันเสมอ 36 76.59 1 เฉยๆ พูดคุยกันบ้าง 9 19.14 2 ขัดแย้ง/ทะเลาะกันบ้างในเรื่องเล็กๆน้อยๆ 2 4.25 3 ขัดแย้ง/ทะเลาะกันบ่อยครั้ง 1 2.12 4จากตารางที่ 2 พบว่าความสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 กับบุคคลในบ้านส่วนใหญ่อบอุ่น พูดคุยกันเสมอ จานวน 36 คน คิดเป็นร้อยละ76.59 ตามด้วยเฉยๆ พูดคุยกันบ้าง
  • 11. 4จานวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ19.14 และขัดแย้ง/ทะเลาะกันบ้างในเรื่องเล็กๆน้อยๆ จานวน 2 คนคิดเป็นร้อยละ 4.25 ตามลาดับตารางที่ 3 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านเวลาในการดูแลเอาใจใส่นักเรียนของผู้ปกครองรายการ : ผู้ปกครองมีเวลาในการดูแลเอาใจใส่นักเรียน ความถี่ ร้อยละ อันดับ มีเวลามาก 20 42.55 1 มีเวลาให้พอสมควร 20 42.55 2 ไม่ค่อยมีเวลา 6 12.76 3 ไม่มีเวลาเลย 1 2.12 4จากตารางที่ 3 พบว่าด้านเวลาในการดูแลเอาใจใส่นักเรียนของผู้ปกครอง ส่วนใหญ่มีเวลาลามาก จานวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 42.55 ตามด้วยมีเวลาให้พอสมควร จานวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 42.55 และไม่ค่อยมีเวลา จานวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 12.76 ตามลาดับตารางที่ 4 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านการให้คาแนะนา ให้คาปรึกษาในการใช้ชีวิต การปรับตัว การแก้ปัญหาต่างๆ หรือมีส่วนร่วมรับฟังความทุกข์จากนักเรียนรายการ : ผู้ปกครองให้คาแนะนา ให้คาปรึกษาในการใช้ชีวิต การปรับตัว การแก้ปัญหาต่างๆ หรือมีส่วนร่วมรับฟังความทุกข์จากนักเรียนความถี่ ร้อยละ อันดับ ให้คาแนะนาฯเสมอๆ 19 40.42 1 ให้คาแนะนาฯค่อนข้างบ่อย 12 25.53 3 ให้คาแนะ นาฯ บางครั้ง 15 31.91 2 ไม่ค่อยให้คาแนะ นาฯ 7 14.89 4 ไม่เคยเลย - -จากตารางที่ 4 พบว่าด้านการให้คาแนะนา ให้คาปรึกษาในการใช้ชีวิต การปรับตัว การแก้ปัญหาต่างๆ หรือมีส่วนร่วมรับฟังความทุกข์จากนักเรียน ส่วนใหญ่ผู้ปกครองได้ให้คาแนะนาฯเสมอๆจานวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 40.42 ตามด้วยผู้ปกครองได้ให้คาแนะนาฯบางครั้งจานวน
  • 12. 515 คน คิดเป็นร้อยละ 31.91 และผู้ปกครองได้ให้คาแนะนาฯค่อนข้างบ่อย จานวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 25.53 ตามลาดับตารางที่ 5 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านผู้ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆของนักเรียนที่บ้านรายการ : ผู้ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆของนักเรียนที่บ้านคือความถี่ ร้อยละ อันดับ พ่อ/แม่และพี่น้อง 33 70.21 1 ลุง/ป้า/น้า/อา - - 6 ปู่/ย่า/ตา/ยาย 1 2.12 4 พ่อ/แม่และญาติๆ 1 2.12 5 ไม่มีใครเลย 7 14.89 2 อื่นๆ 5 10.63 3จากตารางที่ 5 พบว่า ผู้ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆของนักเรียนที่บ้านส่วนใหญ่เป็นพ่อ/แม่และพี่น้อง จานวน33 คน คิดเป็นร้อยละ70.21 ตามด้วยไม่มีใครเลยจานวน7คน คิดเป็นร้อยละ 14.89 และอื่นๆ จานวน5คน คิดเป็นร้อยละ 10.63 ตามลาดับ (และเป็นที่น่าสนใจคือมีจานวนนักเรียน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 14.89 ไม่มีผู้ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆ ของนักเรียนที่บ้านเลย)ตารางที่ 6 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านการใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าทบทวนการเรียน การทาภาระงาน การบ้านต่างๆรายการ : นักเรียนใช้เวลาอ่านหนังสือเรียน/ทาการบ้าน/รายงาน/ภาระงาน/ชิ้นงาน ในแต่ละวันโดยเฉลี่ยความถี่ ร้อยละ อันดับ น้อยกว่า 1 ชั่วโมง 7 14.89 2 1 -2 ชั่วโมง 29 61.70 1 2-3 ชั่วโมง 7 14.89 3 มากกว่า 3 ชั่วโมง 4 4.25 4จากตารางที่ 6 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ใช้เวลาอ่านหนังสือเรียน/ทาการบ้าน/รายงาน/ภาระงาน/ชิ้นงาน ในแต่ละวันโดยเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมงเป็นส่วนใหญ่.จานวน 29 คน คิดเป็น
  • 13. 6ร้อยละ 61.70 ตามด้วยจานวนนักเรียน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 14.89 ที่ใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงในการอ่านหนังสือเรียน/ทาการบ้าน/รายงาน/ภาระงาน/ชิ้นงาน มีนักเรียนเพียง7คน คิดเป็นร้อยละ14.89 ที่ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงในการอ่านหนังสือเรียน/ทาการบ้าน/รายงาน/ภาระงาน/ชิ้นงานตารางที่ 7 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านนักเรียนใช้เวลาดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายในแต่ละวันโดยเฉลี่ยรายการ : นักเรียนใช้เวลาดูโทรทัศน์ ฟังเพลงอ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายในแต่ละวันโดยเฉลี่ยความถี่ ร้อยละ อันดับ น้อยกว่า 1 ชั่วโมง 2 4.25 4 1 -2 ชั่วโมง 20 42.55 1 2-3 ชั่วโมง 6 12.76 3 มากกว่า 3 ชั่วโมง 14 29.78 2จากตารางที่ 7 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายในแต่ละวันโดยเฉลี่ย1-2ชั่วโมงเป็นส่วนใหญ่จานวน20คน คิดเป็นร้อยละ42.55 ตามด้วยจานวนนักเรียน14คน คิดเป็นร้อยละ29.78ที่ใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงในการดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลาย และมีนักเรียนเพียง2คน คิดเป็นร้อยละ4.25ที่ใช้เวลาน้อยกว่า 2 ชั่วโมงในการดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายในแต่ละวันตารางที่ 8 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านการใช้เวลาสืบค้นข้อมูล พูดคุยทางอินเตอร์เน็ตและ/หรือคุยโทรศัพท์ในแต่ละวันโดยเฉลี่ยรายการ : นักเรียนใช้เวลาสืบค้นข้อมูล พูดคุยทางอินเตอร์เน็ตและ/หรือคุยโทรศัพท์ในแต่ละวันโดยเฉลี่ยความถี่ ร้อยละ อันดับ น้อยกว่า 1 ชั่วโมง 7 14.89 4 1 -2 ชั่วโมง 23 48.93 1 2-3 ชั่วโมง 9 19.14 2 มากกว่า 3 ชั่วโมง 8 17.02 3
  • 14. 7จากตารางที่ 8 พบว่าการใช้เวลาสืบค้นข้อมูล พูดคุยทางอินเตอร์เน็ตและ/หรือคุยโทรศัพท์ในแต่ละวันโดยเฉลี่ยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงเป็นจานวน 23 คน คิดเป็นร้อยละ 48.93 ตามด้วยใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงเป็นจานวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 19.14 และใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงเป็นจานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 17.02 ตามลาดับตารางที่ 9 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านช่วงเวลาที่นักเรียนเข้านอนรายการ : ช่วงเวลาที่นักเรียนเข้านอน ความถี่ ร้อยละ อันดับ 2-3 ทุ่ม 1 2.12 5 3 - 4 ทุ่ม 20 42.55 1 4 - 5 ทุ่ม 16 34.04 2 5 ทุ่ม- เที่ยงคืน 7 14.89 3 หลังเที่ยงคืนไปแล้ว 3 6.38 4จากตารางที่ 9 พบว่าช่วงเวลาที่เข้านอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 อยู่ที่เวลา3-4 ทุ่ม เป็นจานวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 42.55 ตามด้วยช่วงเวลา 4-5 เป็นจานวน 16 คน คิดเป็นร้อยละ 34.04 และช่วงเวลา 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืนเป็นจานวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 14.89ตามลาดับตารางที่ 10 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านความพอเพียงของค่าใช้จ่ายประจาวันในโรงเรียนของนักเรียนรายการ : ความพอเพียงของค่าใช้จ่ายประจาวันในโรงเรียนของนักเรียนความถี่ ร้อยละ อันดับ เพียงพอ 44 39.61 1 ไม่เพียงพอ 3 6.38 2จากตารางที่ 10 พบว่านักเรียนได้รับเงินจากผู้ปกครองเป็นค่าอาหาร/ค่าขนม เพียงพอจานวน 44 คน คิดเป็นร้อยละ39.61ไม่เพียงพอเป็นจานวน3คน คิดเป็นร้อยละ6.38
  • 15. 8ตารางที่ 11 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านการเก็บออมของนักเรียนรายการ : การเก็บออมเงินจากค่าอาหาร/ค่าขนมประจาวันความถี่ ร้อยละ อันดับ เก็บออมเสมอ 15 31.91 2 เก็บออมบ้าง 31 65.95 1 ไม่เคยเก็บออมเลย 1 2.12 3จากตารางที่ 11 พบว่านักเรียนได้เก็บออมเงินจากค่าอาหาร/ค่าขนมประจาวันเก็บออมบ้างเป็นจานวน 31คน คิดเป็นร้อยละ 65.95 ได้ เก็บออมเสมอ เป็นจานวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 31.91 และเป็นที่น่าสนใจว่ามีนักเรียนที่ไม่เคยเก็บออมเลย เป็นจานวน1คน คิดเป็นร้อยละ2.12ตารางที่ 12 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านความถี่ของการอ่านหนังสือของบุคคลในบ้านของนักเรียนรายการ : ความถี่ของการอ่านหนังสือของบุคคลในบ้านของนักเรียนความถี่ ร้อยละ อันดับ เสมอๆ 6 12.76 4 ค่อนข้างบ่อย 13 27.65 2 บางครั้ง 19 40.42 1 นานๆครั้ง 9 19.14 3 ไม่เคยเลย - - 5จากตารางที่ 12 พบว่าบุคคลในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่อ่านหนังสือ บางครั้งเป็นจานวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 40.42 ตามด้วยอ่านหนังสือค่อนข้างบ่อย เป็นจานวน 13 คน คิดเป็นร้อย 27.65 และที่อ่านหนังสือนานๆครั้ง เป็นจานวน 9 คนคิดเป็นร้อยละ19.14 ตามลาดับ
  • 16. 9ตารางที่ 13 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านการทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันของบุคคลในบ้านรายการ : นักเรียนและบุคคลในบ้านไปร่วมกิจกรรมทางศาสนามากน้อยเพียงใดความถี่ ร้อยละ อันดับ ทุกวันสาคัญทางศาสนาและโอกาสพิเศษ 11 23.4 3 ส่วนใหญ่ไปในวันสาคัญทางศาสนา 18 38.29 1 ไปในวันสาคัญทางศาสนาเป็นบางครั้ง 14 29.78 2นานๆครั้งจะได้ไป 3 6.38 4 ไม่เคยเลย - - 5จากตารางที่ 13 พบว่าการทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันของบุคคลในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่ทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันส่วนใหญ่ไปในวันสาคัญทางศาสนาจานวน18คน คิดเป็นร้อยละ 38.29 ตามด้วยทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันไปในวันสาคัญทางศาสนาเป็นบางครั้ง จานวน14 คน คิดเป็นร้อยละ 29.78 และทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน ทุกวันสาคัญทางศาสนาและโอกาสพิเศษจานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 23.40 ตามลาดับตารางที่ 14 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่บ้านของนักเรียนรายการ : ด้านอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่บ้านของนักเรียนความถี่ ร้อยละ อันดับ มีคอมพิวเตอร์ พร้อมเครื่องพิมพ์และสามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้32 68.08 1 มีคอมพิวเตอร์ พร้อมเครื่องพิมพ์แต่ไม่สามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้2 4.25 3 มีคอมพิวเตอร์ สามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้แต่ไม่มีเครื่องพิมพ์9 19.14 2 มีเฉพาะคอมพิวเตอร์ 2 4.25 4 ไม่มีคอมพิวเตอร์ 2 4.25 5จากตารางที่ 14 พบว่าที่บ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4จานวน32คน คิดเป็นร้อยละ68.08 ส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์พร้อมเครื่องพิมพ์และสามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้ ตามด้วย
  • 17. 10จานวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 19.14 มีคอมพิวเตอร์สามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้แต่ไม่มีเครื่องพิมพ์และจานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 4.25 มีคอมพิวเตอร์พร้อมเครื่องพิมพ์แต่ไม่สามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้ตารางที่ 15 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนรายการ : บุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนความถี่ ร้อยละ อันดับมีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี 8 17.02 3 มีความรู้พอช่วยเหลือได้ 9 40.42 2 พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย 17 36.17 1 ไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย 4 8.51 4จากตารางที่ 15 พบว่าบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย เป็นจานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 36.17 รองลงมาคือมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้พอช่วยเหลือได้เป็นจานวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 40.42 และมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี เป็นจานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 17.02 ตามลาดับ และเป็นที่น่าสนใจว่ามีนักเรียน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 8.51 ที่ตอบว่าไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลยตารางที่ 16 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านคณิตศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาคณิตศาสตร์ให้แก่นักเรียนรายการ : บุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านคณิตศาสตร์ในการสอน/ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาคณิตศาสตร์ให้แก่นักเรียนความถี่ ร้อยละ อันดับมีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี 8 17.02 3
  • 18. 11 มีความรู้พอช่วยเหลือได้ 27 57.44 1 พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย 12 25.53 2 ไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย 1 2.12 4จากตารางที่ 16 พบว่าบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านคณิตศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่มีความรู้พอช่วยเหลือได้เป็นจานวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 57.44 ตามด้วยมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้พอช่วยเหลือได้เล็กน้อยเป็นจานวน .12 คน คิดเป็นร้อยละ 25.53 และมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี เป็นจานวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 17.02 ตามลาดับและเป็นที่น่าสนใจว่ามีนักเรียน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 2.12 ที่ตอบว่าไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลยตารางที่ 17 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียนรายการ : บุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในการสอน/ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียนความถี่ร้อยละ อันดับมีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี 21 44.68 1 มีความรู้พอช่วยเหลือได้ 20 42.55 2 พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย - - 4 ไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย 6 12.76 3จากตารางที่ 17 พบว่าบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี เป็นจานวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 44.68รองลงมาคือมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้พอช่วยเหลือได้ เป็นจานวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 42.55 และมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่ไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลยเป็นจานวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 12.76 ตามลาดับ และเป็นที่น่าสนใจว่ามีนักเรียน 0 คน คิดเป็นร้อยละ 0.0 ที่ตอบว่าไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย
  • 19. 12ตารางที่ 18 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการทาอาหาร งานฝีมือ งานเกษตร งานช่าง งานคอมพิวเตอร์ ในการช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาภาระงานวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีให้แก่นักเรียนรายการ : บุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการทาอาหาร งานฝีมือ งานเกษตร งานช่าง งานคอมพิวเตอร์ ในการช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาภาระงานวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีให้แก่นักเรียนความถี่ ร้อยละ อันดับมีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี 21 44.68 2 มีความรู้พอช่วยเหลือได้ 22 46.80 1 พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย 4 8.51 3 ไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย - - 4จากตารางที่ 18 พบว่าบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการทาอาหาร งานฝีมือ งานเกษตร งานช่าง งานคอมพิวเตอร์ ในการช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาภาระงานวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4/4 ส่วนใหญ่มีความรู้พอช่วยเหลือได้ เป็นจานวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 46.80 รองลงมาคือมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี เป็นจานวน 21 คนคิดเป็นร้อยละ 44.68 และมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่พอช่วยเหลือได้เล็กน้อยเป็นจานวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 8.51ตามลาดับตารางที่ 19 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านความชอบในการเล่นกีฬารายการ : ความชอบในการเล่นกีฬา ความถี่ ร้อยละ อันดับ ฟุตบอล 12 25.53 2 บาสเกตบอล 3 6.38 5 วอลเล่ย์บอล 6 12.76 3 เทเบิลเทนนิส 4 8.51 4 เทนนิส - - มวย - -
  • 20. 13 เปตอง - - แบตมินตัน 18 38.29 1 ตะกร้อ 1 2.12 7 อื่นๆ ระบุ............................ 3 6.38 6จากตารางที่ 19 พบว่า ความชอบในการเล่นกีฬาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ส่วนใหญ่ชอบเล่นแบตมินตันเป็นจานวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 38.29 ตามด้วยชอบเล่นฟุตบอลเป็นจานวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 25.53 และชอบเล่นวอลเล่ย์บอลเป็นจานวน6คน คิดเป็นร้อยละ 12.76ตามลาดับตารางที่ 20 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านวิชาที่นักเรียนเรียนรู้ได้เข้าใจและทาคะแนนได้ดีจากตารางที่ 20 พบว่าวิชาที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่เรียนรู้ได้เข้าใจและทาคะแนนได้ดีคือวิชาภาษาไทย เป็นจานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 27.65 ตามด้วยวิชาภาษาอังกฤษเป็นจานวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 19.14 และวิชาคณิตศาสตร์ เป็นจานวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 12.76 ตามลาดับรายการ : วิชาที่นักเรียนเรียนรู้ได้เข้าใจและทาคะแนนได้ดีความถี่ ร้อยละ อันดับ คณิตศาสตร์ 6 12.76 3 วิทยาศาสตร์ 4 8.51 6 ภาษาไทย 13 27.65 1 ภาษาอังกฤษ 9 19.14 2 สังคม 6 12.76 4 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 3 6.38 7พละ สุขศึกษา 6 12.76 5
  • 21. 14ตารางที่ 21 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านวิชาที่นักเรียนไม่ค่อยเข้าใจและทาคะแนนได้ไม่ดีจากตารางที่ 21 พบว่าวิชาที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่เรียนรู้ไม่ค่อยเข้าใจและทาคะแนนได้ไม่ดีคือวิชาคณิตศาสตร์ เป็นจานวน 28 คน คิดเป็นร้อยละ 59.57 ตามด้วยวิชาภาษาอังกฤษ เป็นจานวน15คน คิดเป็นร้อยละ 31.91 และวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นจานวน 3 คนคิดเป็นร้อยละ 6.38 ตามลาดับรายการ : วิชาที่นักเรียนไม่ค่อยเข้าใจและทาคะแนนได้ไม่ดีความถี่ ร้อยละ อันดับ คณิตศาสตร์ 28 59.57 1 วิทยาศาสตร์ 3 6.38 3 ภาษาไทย 2 4.25 4 ภาษาอังกฤษ 15 31.91 2 สังคม - - - การงานอาชีพและเทคโนโลยี - - -พละ สุขศึกษา - - -
  • 22. 15ตารางที่ 22 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านความต้องการในการประกอบอาชีพในอนาคตจากตารางที่ 22 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่ต้องการประกอบอาชีพบุคลากรด้านการบริหาร / ธุรกิจ/ บัญชี / กิจการค้าขาย เป็นต้น เป็นจานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 27.65 ตามด้วยอาชีพเกี่ยวกับบุคลากรด้านสังคมเช่นครู พนักงานในสานักงานราชการต่างๆเป็นจานวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 19.14 และอาชีพเกี่ยวกับบุคลากรด้านกฎหมาย/การเมือง/การปกครอง ทหาร ตารวจ เป็นต้นเป็นจานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 10.63 ตามลาดับรายการ : ความต้องการในการประกอบอาชีพในอนาคตความถี่ ร้อยละ อันดับ แพทย์ / เภสัช / ทันตแพทย์ / พยาบาล /จิตแพทย์4 8.51 5 วิศวกร / มัณฑนากร / สถาปนิก / ดีไซเนอร์ 4 8.51 6 บุคลากรด้านกฎหมาย/การเมือง/การปกครองทหาร ตารวจ เป็นต้น5 10.634 บุคลากรด้านสังคมเช่นครู พนักงานในสานักงานราชการต่างๆ เป็นต้น9 19.142 บุคลากรด้านการบริหาร / ธุรกิจ/ บัญชี / กิจการค้าขาย เป็นต้น13 27.651 บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ การเขียน/ออกแบบโปรแกรม เป็นต้น3 6.38 7 บุคลากรด้านบันเทิง /สื่อสารมวลชน /สานักพิมพ์ นักแปล นักเขียน เป็นต้น2 4.25 8 บุคลากรด้านการบริการ เช่น พนักงานต้อนรับโอเปอเรเตอร์ ไกด์ เป็นต้น2 4.25 9 อื่นๆ ระบุ 6 12.763
  • 23. 16ตารางที่ 23 แสดงความถี่และร้อยละของข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านลีลาการเรียนรู้ของนักเรียนรายการ : ลีลาการเรียนรู้ของนักเรียน ความถี่ ร้อยละ อันดับแบบที่ 1 แบบอิสระ (พึ่งตนเอง) 9 19 3แบบที่ 2 แบบหลบหลีก (แบบหลีกเลี่ยง) 5 11 4.5แบบที่ 3 แบบร่วมมือ (แบบพึ่งกลุ่ม) 11 23 1แบบที่ 4 แบบพึ่งพา (แบบพึ่งผู้อื่น) 10 21 2แบบที่ 5 แบบแข่งขัน 5 11 4.5แบบที่ 6 แบบมีส่วนร่วม 7 15 6จากตารางที่ 23 พบว่าลีลาการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่เป็นแบบร่วมมือจานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 23 ตามด้วยแบบพึ่งพา จานวน 10 คน คิดเป็นร้อยละ21 และแบบอิสระ 9 คน คิดเป็นร้อยละ 19 ตามลาดับสรุปผลการวิจัย1. จากการศึกษาข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียนด้านการพักอาศัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4/4 ส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่กับพ่อแม่และพี่น้อง จานวน35คน คิดเป็นร้อยละ74.46ตามด้วยการพักอาศัยอยู่กับพ่อแม่ พี่น้องและญาติๆ จานวน8คน คิดเป็นร้อยละ17.02และพักอาศัยอยู่กับปู่ ย่าตา ยายจานวน2คน คิดเป็นร้อยละ4.25ตามลาดับ2. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านความสัมพันธ์ของนักเรียนกับบุคคลในบ้าน พบว่าความสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4กับบุคคลในบ้าน ส่วนใหญ่อบอุ่น พูดคุยกันเสมอจานวน36 คน คิดเป็นร้อยละ76.59 ตามด้วยเฉยๆ พูดคุยกันบ้าง จานวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ19.14 และขัดแย้ง/ทะเลาะกันบ้างในเรื่องเล็กๆน้อยๆ จานวน 2 คน คิดเป็นร้อยละ 4.25ตามลาดับ3. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านเวลาในการดูแลเอาใจใส่นักเรียนของผู้ปกครองพบว่าด้านเวลาในการดูแลเอาใจใส่นักเรียนของผู้ปกครอง ส่วนใหญ่มีเวลาลามาก จานวน 20 คนคิดเป็นร้อยละ42.55 ตามด้วยมีเวลาให้พอสมควร จานวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ42.55 และไม่ค่อยมีเวลา จานวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ12.76 ตามลาดับ
  • 24. 174. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านการให้คาแนะนา ให้คาปรึกษาในการใช้ชีวิต การปรับตัว การแก้ปัญหาต่างๆ หรือมีส่วนร่วมรับฟังความทุกข์จากนักเรียน ส่วนใหญ่ผู้ปกครองได้ให้คาแนะนาฯ เสมอๆจานวน19คน คิดเป็นร้อยละ40.42 ตามด้วยผู้ปกครองได้ให้คาแนะนาฯบางครั้ง5 . ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านผู้ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆของนักเรียนที่บ้านพบว่า ผู้ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆของนักเรียนที่บ้าน ส่วนใหญ่เป็นพ่อ/แม่และพี่น้อง จานวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 70.21 ตามด้วยไม่มีใครเลย จานวน 7 คนคิดเป็นร้อยละ14.89 และอื่นๆจานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 10.63 ตามลาดับ (และเป็นที่น่าสนใจคือมีจานวนนักเรียน7คน คิดเป็นร้อยละ 14.89 ไม่มีผู้ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆของนักเรียนที่บ้านเลย)6. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านการใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าทบทวนการเรียน การทาภาระงาน การบ้านต่างๆ พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ใช้เวลาอ่านหนังสือเรียน/ทาการบ้าน/รายงาน/ภาระงาน/ชิ้นงาน ในแต่ละวันโดยเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมงเป็นส่วนใหญ่.จานวน29 คนคิดเป็นร้อยละ61.70 ตามด้วยจานวนนักเรียน7 คน คิดเป็นร้อยละ14.89 ที่ใช้เวลาน้อยกว่า 1ชั่วโมงในการอ่านหนังสือเรียน/ทาการบ้าน/รายงาน/ภาระงาน/ชิ้นงาน มีนักเรียนเพียง7คน คิดเป็นร้อยละ14.89 ที่ใช้เวลา2-3ชั่วโมงในการอ่านหนังสือเรียน/ทาการบ้าน/รายงาน/ภาระงาน/ชิ้นงาน7. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านนักเรียนใช้เวลาดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายโดยเฉลี่ยในแต่ละวัน พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายในแต่ละวันโดยเฉลี่ย1-2ชั่วโมงเป็นส่วนใหญ่จานวน20คน คิดเป็นร้อยละ42.55 ตามด้วยจานวนนักเรียน14คน คิดเป็นร้อยละ29.78ที่ใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงในการดูโทรทัศน์ ฟังเพลงอ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลาย และมีนักเรียนเพียง2คน คิดเป็นร้อยละ4.25ที่ใช้เวลาน้อยกว่า 2 ชั่วโมงในการดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน นิยายหรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายในแต่ละวัน8. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านการใช้เวลาสืบค้นข้อมูล พูดคุยทางอินเตอร์เน็ตและ/หรือคุยโทรศัพท์ในแต่ละวันพบว่าการใช้เวลาสืบค้นข้อมูล พูดคุยทางอินเตอร์เน็ตและ/หรือคุยโทรศัพท์ในแต่ละวันโดยเฉลี่ยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4/4ส่วนใหญ่ใช้เวลา1-2 ชั่วโมงเป็น
  • 25. 18จานวน23คน คิดเป็นร้อยละ48.93ตามด้วยใช้เวลา2-3ชั่วโมงเป็นจานวน9 คน คิดเป็นร้อยละ19.14 และใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงเป็นจานวน8คน คิดเป็นร้อยละ17.02ตามลาดับ9. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านช่วงเวลาที่นักเรียนเข้านอน พบว่าช่วงเวลาที่เข้านอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4อยู่ที่เวลา3-4 ทุ่ม เป็นจานวน20 คน คิดเป็นร้อยละ42.55ตามด้วยช่วงเวลา4-5 เป็นจานวน16คน คิดเป็นร้อยละ34.04และช่วงเวลา5ทุ่มถึงเที่ยงคืนเป็นจานวน7คน คิดเป็นร้อยละ14.89ตามลาดับ10. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านความพอเพียงของค่าใช้จ่ายประจาวันในโรงเรียนของนักเรียน พบว่า นักเรียนได้รับเงินจากผู้ปกครองเป็นค่าอาหาร/ค่าขนม เพียงพอ จานวน44คน คิดเป็นร้อยละ39.61ไม่เพียงพอเป็นจานวน3คน คิดเป็นร้อยละ6.3811. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านการเก็บออมของนักเรียน พบว่านักเรียนได้เก็บออมเงินจากค่าอาหาร/ค่าขนมประจาวันเก็บออมบ้างเป็นจานวน 31คน คิดเป็นร้อยละ65.95ได้ เก็บออมเสมอ เป็นจานวน15คน คิดเป็นร้อยละ31.91และ เป็นที่น่าสนใจว่ามีนักเรียนที่ไม่เคยเก็บออมเลย เป็นจานวน1คน คิดเป็นร้อยละ2.1212. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านความถี่ของการอ่านหนังสือของบุคคลในบ้านของนักเรียน พบว่าบุคคลในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่อ่านหนังสือ บางครั้งเป็นจานวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 40.42ตามด้วยอ่านหนังสือค่อนข้างบ่อย เป็นจานวน13 คน คิดเป็นร้อย27.65 และที่อ่านหนังสือนานๆครั้ง เป็นจานวน 9 คนคิดเป็นร้อยละ 19.14 ตามลาดับ13. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านการทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันของบุคคลในบ้านพบว่าการทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันของบุคคลในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ส่วนใหญ่ทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันส่วนใหญ่ไปในวันสาคัญทางศาสนาจานวน18คน คิดเป็นร้อยละ38.29 ตามด้วยทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันไปในวันสาคัญทางศาสนาเป็นบางครั้ง จานวน14คนคิดเป็นร้อยละ29.78และทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน ทุกวันสาคัญทางศาสนาและโอกาสพิเศษจานวน11คน คิดเป็นร้อยละ23.40ตามลาดับ14. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่บ้านของนักเรียนพบว่าที่บ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4จานวน32คน คิดเป็นร้อยละ68.08 ส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์พร้อมเครื่องพิมพ์และสามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้ ตามด้วยจานวน9คน คิดเป็นร้อย
  • 26. 19ละ19.14 มีคอมพิวเตอร์สามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้แต่ไม่มีเครื่องพิมพ์และจานวน2คน คิดเป็นร้อยละ4.25มีคอมพิวเตอร์พร้อมเครื่องพิมพ์แต่ไม่สามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้15. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ส่วนใหญ่พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย เป็นจานวน17คน คิดเป็นร้อยละ36.17 รองลงมาคือมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้พอช่วยเหลือได้ เป็นจานวน9คน คิดเป็นร้อยละ40.42 และมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี เป็นจานวน8คน คิดเป็นร้อยละ17.02ตามลาดับ และเป็นที่น่าสนใจว่ามีนักเรียน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 8.51 ที่ตอบว่าไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย16. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านคณิตศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาคณิตศาสตร์ให้แก่นักเรียนพบว่าบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านคณิตศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ส่วนใหญ่มีความรู้พอช่วยเหลือได้เป็นจานวน27คน คิดเป็นร้อยละ57.44 ตามด้วยมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้พอช่วยเหลือได้เล็กน้อยเป็นจานวน 12คน คิดเป็นร้อยละ 25.53และมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี เป็นจานวน8คน คิดเป็นร้อยละ17.02 ตามลาดับและเป็นที่น่าสนใจว่ามีนักเรียน1 คน คิดเป็นร้อยละ 2.12 ที่ตอบว่าไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย17. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียนพบว่าพบว่าบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ส่วนใหญ่มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี เป็นจานวน21คน คิดเป็นร้อยละ44.68 รองลงมาคือมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้พอช่วยเหลือได้เป็นจานวน20คน คิดเป็นร้อยละ42.55 และมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่ไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลยเป็นจานวน6คน คิดเป็นร้อยละ12.76 ตามลาดับ และเป็นที่น่าสนใจว่ามีนักเรียน0 คน คิดเป็นร้อยละ 0.0 ที่ตอบว่าไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย18. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการทาอาหาร งานฝีมือ งานเกษตร งานช่าง งานคอมพิวเตอร์ ในการ
  • 27. 20ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาภาระงานวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีให้แก่นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่มีความรู้พอช่วยเหลือได้ เป็นจานวน22คน คิดเป็นร้อยละ46. 80รองลงมาคือมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี เป็นจานวน21คน คิดเป็นร้อยละ44.68 และมีบุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย เป็นจานวน4คน คิดเป็นร้อยละ8.51ตามลาดับ19. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านความชอบในการเล่นกีฬาพบว่า ความชอบในการเล่นกีฬาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่ชอบเล่นแบตมินตันเป็นจานวน18คน คิดเป็นร้อยละ38.29 ตามด้วยชอบเล่นฟุตบอล เป็นจานวน12คน คิดเป็นร้อยละ25.53 และชอบเล่นวอลเล่ย์บอลเป็นจานวน6คน คิดเป็นร้อยละ12.76ตามลาดับ20 . ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านวิชาที่นักเรียนเรียนรู้ได้เข้าใจและทาคะแนนได้ดีพบว่าวิชาที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่เรียนรู้ได้เข้าใจและทาคะแนนได้ดีคือวิชาภาษาไทย เป็นจานวน13 คน คิดเป็นร้อยละ27.65ตามด้วยวิชาภาษาอังกฤษเป็นจานวน9คน คิดเป็นร้อยละ19.14และวิชาคณิตศาสตร์ เป็นจานวน6คน คิดเป็นร้อยละ12.76ตามลาดับ21. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านวิชาที่นักเรียนไม่ค่อยเข้าใจและทาคะแนนได้ไม่ดีพบว่าวิชาที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่4/4 ส่วนใหญ่เรียนรู้ไม่ค่อยเข้าใจและทาคะแนนได้ไม่ดีคือวิชาคณิตศาสตร์ เป็นจานวน28คน คิดเป็นร้อยละ59.57ตามด้วยวิชาภาษาอังกฤษ เป็นจานวน15คน คิดเป็นร้อยละ31.91 และวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นจานวน3คน คิดเป็นร้อยละ6.38ตามลาดับ22. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านความต้องการในการประกอบอาชีพในอนาคตพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 ส่วนใหญ่ต้องการประกอบอาชีพบุคลากรด้านการบริหาร /ธุรกิจ/ บัญชี / กิจการค้าขาย เป็นต้น เป็นจานวน13คน คิดเป็นร้อยละ27.65 ตามด้วยอาชีพเกี่ยวกับบุคลากรด้านสังคมเช่นครู พนักงานในสานักงานราชการต่างๆ เป็นจานวน9คน คิดเป็นร้อยละ19.14และอาชีพเกี่ยวกับบุคลากรด้านกฎหมาย/การเมือง/การปกครอง ทหาร ตารวจ เป็นต้นเป็นจานวน5คน คิดเป็นร้อยละ10.63 ตามลาดับ23. ข้อมูลสถานภาพส่วนตัวของนักเรียน ด้านลีลาการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4ส่วนใหญ่เป็นแบบร่วมมือจานวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 23 ตามด้วยแบบพึ่งพา จานวน 10 คนคิดเป็นร้อยละ 21 และแบบอิสระ 9 คน คิดเป็นร้อยละ 19 ตามลาดับ
  • 28. 21อภิปรายผล (ข้อมูลเด่น/สาคัญที่พบ)จากการศึกษาข้อมูลทั่วไปและสถานภาพส่วนตัวด้านต่าง ๆ ของนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 จึงพบว่านักเรียนส่วนใหญ่พักอยู่กับพ่อ แม่และพี่น้อง และความสัมพันธ์ของบุคคลในบ้านเป็นลักษณะอบอุ่น โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่ มีเวลามาก ดูแลเอาใจใส่นักเรียน และในการดูแลเอาใจใส่นักเรียนนั้นผู้ปกครองได้ให้คาแนะนา ให้คาปรึกษาในการใช้ชีวิต การปรับตัว การแก้ปัญหาต่างๆ หรือมีส่วนร่วมรับฟังความทุกข์จากนักเรียน เสมอๆ ด้านค่าใช้จ่ายประจาวัน นักเรียนส่วนใหญ่ได้รับเงินจากผู้ปกครองเป็นค่าอาหาร/ค่าขนม เพียงพอ และนักเรียนส่วนใหญ่ได้เก็บออมเงิน บ้าง ครูควรทาอย่างไรหากนักเรียนส่วนใหญ่ไม่เก็บออมเลย ครูต้องปลูกจิตสานึกที่ดีต่อการออมเงินและบอกถึงประโยชน์ของการออกให้นักเรียนตระหนักถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ ด้านความถี่ของการอ่านหนังสือของบุคคลในบ้านของนักเรียน ส่วนใหญ่ 1-2 ชั่วโมง ครูควรส่งเสริมการรักการอ่านให้มากเพื่อเพิ่มความรู้มากๆ ด้านการทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันของบุคคลในบ้าน ส่วนใหญ่ทากิจกรรมทางศาสนาร่วมกันส่วนใหญ่ไปในวันสาคัญทางศาสนาจานวน18คน คิดเป็นร้อยละ38.29 ด้านผู้ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆของนักเรียนที่บ้านส่วนใหญ่พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย เป็นจานวน 17คน คิดเป็นร้อยละ 36.17 และบุคคลในบ้านสามารถให้ความช่วยเหลือมีความรู้พอช่วยเหลือได้เป็นจานวน 27 คนคิดเป็นร้อยละ 57.44 ในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ การงานอาชีพและเทคโนโลยี(ครูควรแจ้งครูประจาวิชาหรือไม่ อย่างไร) ด้านการใช้เวลาในการศึกษาค้นคว้าทบทวนการเรียนการทาภาระงาน การบ้านต่างๆ พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ด้านการใช้เวลาดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายในแต่ละวันโดยเฉลี่ย นักเรียนใช้เวลา3-5 ชั่วโมง ซึ่งมากเกินไป ครูควรให้คาแนะนาในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ด้านการใช้เวลาสืบค้นข้อมูล พูดคุยทางอินเตอร์เน็ตและ/หรือคุยโทรศัพท์ในแต่ละวันโดยเฉลี่ย พบว่า นักเรียนใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ซึ่ง มากเกินไป ในวันและเวลาปกติควรใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อเป็นการลดปัญหาด้านสายตา และใช้เวลาในการทางานด้านอื่น ด้านช่วงเวลาที่นักเรียนเข้านอนพบว่านักเรียนส่วนใหญ่เข้านอนเวลา 22.00 น. ซึ่งถือว่าเหมาะสมดีแล้วด้านอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่บ้านของนักเรียน พบว่าส่วนใหญ่มีอุปกรณ์ด้านคอมพิวเตอร์จานวน 35 คน และมีจานวน 22 คน ที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน ด้านความชอบในการเล่นกีฬาพบว่าส่วนใหญ่ชอบเล่นกีฬา และไม่มีนักเรียนที่ไม่ชอบเล่นกีฬา ด้านวิชาที่นักเรียนเรียนรู้ได้เข้าใจและทาคะแนนได้ดีคือพบว่าส่วนใหญ่เป็นวิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจและทาคะแนนได้ไม่ดีในวิชาคณิตศาสตร์ ด้านความต้องการในการประกอบอาชีพในอนาคตพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ต้องการประกอบอาชีพเกี่ยวกับการบริหาร / ธุรกิจ/ บัญชี / กิจการค้าขาย ด้านลีลาการเรียนรู้พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีลีลาการเรียนรู้แบบร่วมมือและมีนักเรียนจานวน 5 คนที่มีลีลาการเรียนรู้แบบหลบหลีก (แบบหลีกเลี่ยง) และแบบพึ่งพา (แบบพึ่งผู้อื่น) ซึ่งเป็นนักเรียนกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
  • 29. 22ข้อเสนอแนะจากการวิจัย1. ควรมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอีกในด้านปัจจัยสนับสนุนในการเรียน และฐานะทางบ้านของนักเรียน2. ควรวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอื่นๆอีกคือข้อมูลจากครูที่ปรึกษา และผู้ปกครองนักเรียนบทเรียนความคิดใหม่ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้1. บทเรียนสาหรับตนเองในการพัฒนานักเรียน- ด้านการใช้เวลาในการทบทวนความรู้ ครูควรส่งเสริมและแนะนานักเรียนให้ใช้เวลาในการทบทวนความรู้ บทเรียนมากยิ่งขึ้น และใช้เวลาในการดูทีวี หรือใช้อินเทอร์เน็ตให้น้อยลง โดยนาอินเทอร์เน็ตมาใช้เพื่อการเรียนรู้มากขึ้น ซึ่งครูควรจัดกิจกรรมในชั้นเรียนให้กับนักเรียนเพื่อเป็นตัวอย่างที่นักเรียนจะได้นาไปปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้อง2. บทเรียนของตนเองในเรื่องหลักในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ควรจัดให้กับนักเรียน- การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ควรออกแบบให้เหมาะสมกับระดับการเรียนรู้ของนักเรียน เหมาะสมกับบริบท ลักษณะของโรงเรียน ชุมชน และนักเรียน3. บทเรียนในการประสานงานกับครูประจาวิชาเพื่อร่วมมือช่วยเหลือนักเรียนในความดูแล- ครูที่ปรึกษาทาการประสานงานกับครูผู้สอนแต่ละรายวิชาเพื่อสอบถามความก้าวหน้าในการเรียนรู้และปัญหาในการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อที่จะหาวิธีการแก้ไขและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น
  • 30. 23บรรณานุกรมสุขภาพจิต,กรม, 2543. ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน.ประคอง กรรณสูตร, 2535.สถิติเพื่อการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์. กทม: สานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1, 2551.การบริการจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM)สาหรับสถานศึกษาประเภทที่หนึ่ง สู่ห้องเรียนคุณภาพ. อัดสาเนา.วิชาการ,กรม. ครูสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกับการแนะแนว. กทม., 2546.สวัสดิ์ สุวรรณอักษรและ ประหยัด ทองมาก. สมุดปฏิบัติการกิจกรรมแนะแนวสมบูรณ์แบบ. กรุงเทพฯ.สานักพิมพ์วัฒนาพานิช จากัด: 2539
  • 31. 24ภาคผนวกเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย-แบบวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล- ระเบียนสะสม-คู่มือครูที่ปรึกษาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน- ข้อมูลที่นักเรียนตอบรายข้อ
  • 32. 25แบบสอบถามเพื่อสารวจนักเรียนเป็นรายบุคคลชื่อ….........................................................................ชั้น.............เลขที่.........~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~1. ปัจจุบันนักเรียนอาศัยอยู่กับ พ่อ/แม่ (และพี่น้อง)  ลุง/ป้า/น้า/อา  ปู่/ย่า/ตา/ยาย พ่อ/แม่(และพี่น้อง)และญาติๆ  อยู่หอพัก/บ้านพักกับเพื่อน  อื่นๆ ................2. ความสัมพันธ์ของนักเรียนกับบุคคลในบ้าน อบอุ่น พูดคุยกันเสมอ  เฉยๆ พูดคุยกันบ้าง  ขัดแย้ง/ทะเลาะกันบ้างในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ขัดแย้ง/ทะเลาะกันบ่อยครั้ง3. ผู้ปกครองของนักเรียนมีเวลาดูแลเอาใจใส่นักเรียนมากน้อยเพียงใด มีเวลามาก  มีเวลาให้พอสมควร  ไม่ค่อยมีเวลา  ไม่มีเวลาเลย4. ผู้ปกครองของนักเรียนได้ให้คาแนะนา ให้คาปรึกษาในการใช้ชีวิต การปรับตัว การแก้ปัญหาต่างๆ หรือมีส่วนร่วมรับฟังความทุกข์จากนักเรียนมากน้อยเพียงใด ให้คาแนะนาฯ เสมอๆ  ให้คาแนะนาฯ ค่อนข้างบ่อย ให้คาแนะนาฯ บางครั้ง  ไม่ค่อยให้คาแนะนาฯ  ไม่เคยเลย5. คนที่ให้คาปรึกษาในการทาการบ้าน/ภาระงานต่างๆของนักเรียนที่บ้านคือ พ่อ/แม่และพี่น้อง  ลุง/ป้า/น้า/อา  ปู่/ย่า/ตา/ยาย พ่อ/แม่และญาติๆ  ไม่มีใครเลย  อื่นๆ ....................................6. นักเรียนใช้เวลาอ่านหนังสือเรียน/ทาการบ้าน/รายงาน/ภาระงาน/ชิ้นงาน ในแต่ละวันโดยเฉลี่ย น้อยกว่า 1 ชั่วโมง  1 -2 ชั่วโมง  2-3 ชั่วโมง  มากกว่า 3 ชั่วโมง7. นักเรียนใช้เวลาดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน นิยาย หรือหนังสืออื่นเพื่อความบันเทิงผ่อนคลายในแต่ละวันโดยเฉลี่ย น้อยกว่า 1 ชั่วโมง  1 -2 ชั่วโมง  2-3 ชั่วโมง  มากกว่า 3 ชั่วโมง8. นักเรียนใช้เวลาสืบค้นข้อมูล พูดคุยทางอินเตอร์เน็ตและ/หรือคุยโทรศัพท์ในแต่ละวันโดยเฉลี่ย น้อยกว่า 1 ชั่วโมง  1 -2 ชั่วโมง  2-3 ชั่วโมง  มากกว่า 3 ชั่วโมง9. นักเรียนมักเข้านอนช่วงเวลาใด 2-3 ทุ่ม  3 - 4 ทุ่ม  4 - 5 ทุ่ม  5 ทุ่ม- เที่ยงคืน  หลังเที่ยงคืนไปแล้ว10. นักเรียนได้รับเงินจากผู้ปกครองเป็นค่าอาหาร/ค่าขนม เพียงพอหรือไม่ เพียงพอ  ไม่เพียงพอ11. นักเรียนได้เก็บออมเงินจากค่าอาหาร/ค่าขนมบ้างหรือไม่ เก็บออมเสมอ  เก็บออมบ้าง  ไม่เคยเก็บออมเลย
  • 33. 2612. คนในครอบครัว/ในบ้านของนักเรียนอ่านหนังสือเช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร นวนิยาย มากน้อยเพียงใด เสมอๆ  ค่อนข้างบ่อยๆ  บางครั้ง  นานๆครั้ง  ไม่เคยเลย13. นักเรียนและบุคคลในบ้านไปร่วมกิจกรรมทางศาสนามากน้อยเพียงใด ทุกวันสาคัญทางศาสนาและโอกาสพิเศษ ส่วนใหญ่ไปในวันสาคัญทางศาสนา ไปในวันสาคัญทางศาสนาเป็นบางครั้ง นานๆครั้งจะได้ไป ไม่เคยเลย14. ที่บ้านของนักเรียน มีคอมพิวเตอร์ พร้อมเครื่องพิมพ์และสามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้ มีคอมพิวเตอร์ พร้อมเครื่องพิมพ์แต่ไม่สามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้ มีคอมพิวเตอร์ สามารถสืบค้นอินเตอร์เน็ตได้แต่ไม่มีเครื่องพิมพ์ มีเฉพาะคอมพิวเตอร์ ไม่มีคอมพิวเตอร์15. บุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนมากน้อยเพียงใด มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี มีความรู้พอและช่วยเหลือได้ พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย ไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย16. บุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านคณิตศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาคณิตศาสตร์ให้แก่นักเรียนมากน้อยเพียงใด มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี มีความรู้พอและช่วยเหลือได้ พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย ไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย17. บุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในการสอน/ ช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาการบ้าน/ภาระงานวิชาวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียนมากน้อยเพียงใด มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี  มีความรู้พอและช่วยเหลือได้
  • 34. 27 พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย  ไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย18. บุคคลในครอบครัว/ในบ้านที่นักเรียนอาศัยอยู่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการทาอาหารงานฝีมือ งานเกษตร งานช่าง งานคอมพิวเตอร์ ในการช่วยเหลือ/ให้คาแนะนาในการทาภาระงานวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยีให้แก่นักเรียนมากน้อยเพียงใด มีความรู้มากและช่วยเหลือได้ดี มีความรู้พอและช่วยเหลือได้ พอช่วยเหลือได้เล็กน้อย ไม่มีใครพอจะช่วยเหลือได้เลย19. นักเรียนชอบเล่นกีฬาชนิดใด ฟุตบอล  บาสเกตบอล  วอลเล่ย์บอล  เทเบิลเทนนิส  เทนนิส  มวย เปตอง  แบตมินตัน  ตะกร้อ  อื่นๆ ระบุ............................20. วิชาที่นักเรียนเรียนรู้ได้เข้าใจและทาคะแนนได้ดีคือ คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  ภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ  สังคม ฯ การงานอาชีพและเทคโนโลยี พละ สุขศึกษา21. วิชาที่นักเรียนเรียนไม่ค่อยเข้าใจและทาคะแนนได้ไม่ดีคือ คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  ภาษาไทย  ภาษาอังกฤษ  สังคม ฯ การงานอาชีพและเทคโนโลยี พละ สุขศึกษา22. นักเรียนต้องการประกอบอาชีพด้านใดในอนาคต แพทย์ / เภสัช / ทันตแพทย์ / พยาบาล / จิตแพทย์ วิศวกร / มัณฑนากร / สถาปนิก / ดีไซเนอร์ บุคลากรด้านกฎหมาย/การเมือง/การปกครอง ทหาร ตารวจ เป็นต้น บุคลากรด้านสังคมเช่นครู พนักงานในสานักงานราชการต่างๆ เป็นต้น บุคลากรด้านการบริหาร / ธุรกิจ/ บัญชี / กิจการค้าขาย เป็นต้น บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ การเขียน/ออกแบบโปรแกรม เป็นต้น บุคลากรด้านบันเทิง /สื่อสารมวลชน / สานักพิมพ์ นักแปล นักเขียน เป็นต้น บุคลากรด้านการบริการ เช่น พนักงานต้อนรับ โอเปอเรเตอร์ ไกด์ เป็นต้น อื่นๆ ระบุ....................................................................
  • 35. 2823. ทาเครื่องหมาย  ลงในช่องใช่/ไม่ใช่ แล้วนับข้อที่ตอบใช่มากที่สุดลงในช่องสรุปที่ ข้อ ลีลาการเรียนรู้ ใช่ ไม่ใช่ สรุปคะแนน1 1 ชอบค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง2 ชอบเรียนเนื้อหาที่มีลักษณะเป็นปัญหาซึ่งผู้เรียนมีโอกาสคิดคาตอบเอง3 สนใจทากิจกรรมที่ตนคิดว่าสาคัญเท่านั้น4 มีความเชื่อมั่นในความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง5 สรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง2 6 เมื่อทากิจกรรมในห้องเรียนมักรู้สึกอึดอัดไม่ค่อยอยากทา7 ชอบให้มีการประเมินตนเองมากกว่าการสอบ8 รู้สึกอึดอัดเมื่อครูตั้งใจสอนและเดินดูแลเอาใจใส่นักเรียนในชั้นทุกคน9 ไม่ชอบกฎข้อบังคับของห้อง10 ไม่ชอบให้ครูมอบหมายงานให้อ่านหรือค้นคว้าเอง3 11 ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น12 ชอบช่วยเหลือเพื่อนขณะทากิจกรรม13 ชอบให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมกาหนดเนื้อหาและช่วยประเมินเพื่อนๆ14 ชอบช่วยแก้ปัญหากิจกรรมในการเรียน15 มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นในการทากิจกรรม4 16 จะทางานได้ดีมากถ้าครูมีตัวอย่าง โครงร่าง ให้ดู17 เรียนรู้ได้ดีถ้ามีการจดบนกระดาน18 ต้องมีครูและเพื่อนคอยช่วยเหลือ อธิบายเพิ่มเติม19 ชอบเรียนเฉพาะในชั่วโมงเรียนเท่านั้น20 ไม่ชอบค้นคว้าเรียนรู้เพิ่มเติมเองนอกห้องเรียน5 21 เรียนเพื่อสอบให้ได้คะแนนสูงกว่าใครๆ22 ชอบเป็นผู้นากลุ่มในการอภิปราย23 ชอบถามในชั้นเรียนเพื่อหาคาตอบ24 ชอบทากิจกรรมการเรียนที่ท้าทาย25 ชอบการค้นหาคาตอบโดยการกาหนดเงื่อนไขเวลา6 26 ชอบเรียนมากถ้าครูให้ทากิจกรรมในห้องเรียน27 ชอบค้นคว้าความรู้นอกชั้นเรียนเพื่อให้ได้งานที่ดีที่สุด28 ชอบครูที่วิเคราะห์ สังเคราะห์ อธิบายเนื้อหาละเอียดได้ดี29 ชอบเรียนแบบแบ่งกลุ่มแล้วอภิปราย30 ให้ความร่วมมือในกลุ่มทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายงาน
  • 36. 29ชื่อ….................................................................ชั้น.............เลขที่.........~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~การให้คะแนน ตอบใช่ให้ 1 คะแนน ตอบไม่ใช่ได้ 0 คะแนน รวมคะแนนแต่ละแบบ แบบใดได้คะแนนมากที่สุดแสดงว่ามีรูปแบบการเรียนแบบนั้น บางคนอาจมีรูปแบบการเรียนแบบผสมผสานแบบที่ 1 แบบอิสระ (พึ่งตนเอง)แบบที่ 2 แบบหลบหลีก (แบบหลีกเลี่ยง)แบบที่ 3 แบบร่วมมือ (แบบพึ่งกลุ่ม)แบบที่ 4 แบบพึ่งพา (แบบพึ่งผู้อื่น)แบบที่ 5 แบบแข่งขันแบบที่ 6 แบบมีส่วนร่วม23. สรุปลีลาการเรียนของฉันคือมากที่สุด แบบที่..........แบบ.................................น้อยที่สุด แบบที่..........แบบ...........................................หรือได้ทั้งแบบที่..........แบบ..................................และ แบบที่..........แบบ ....................................***************************
  • 37. 30ประวัติผู้วิจัยประวัติการศึกษา และการทางานชื่อ–นามสกุล นายณัฐพล บัวอุไรวัน เดือน ปี ที่เกิด วันที่ 8 เดือนมกราคม พุทธศักราช 2529สถานที่เกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยาประวัติการรับราชการ บรรจุเข้ารับราชการครู ตาแหน่งครูผู้ช่วย เมื่อวันที่18 พ.ค. 2552 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการลาลูกกาประวัติการศึกษา 2551 สาเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต(สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์) คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร2555 สาเร็จการศึกษาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต(สาขาวิชาการวิจัยและประเมินทางการศึกษา) คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผลงานดีเด่นและ/ หรือรางวัลทางวิชาการ2552 ผ่านการคัดเลือกเป็นครู Master Teacher วิชาคอมพิวเตอร์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน2554 ได้รับรางวัลหนึ่งแสนครูดีของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน2554 ได้รับรางวัลพัฒนาเว็บไซต์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทุนการศึกษาที่ได้รับ ทุนส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (สควค.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)