• Save
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นมัธยม
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นมัธยม

on

  • 23,360 views

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน

Statistics

Views

Total Views
23,360
Views on SlideShare
23,167
Embed Views
193

Actions

Likes
100
Downloads
341
Comments
25

4 Embeds 193

http://www.banmiang.ac.th 128
http://www.nattapon.com 42
http://www.tupl.ac.th 20
https://www.facebook.com 3

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel

15 of 25 Post a comment

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นมัธยม Document Transcript

  • 1. รายงานการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปัญญา ั นายณัฐพล บัวอุไร กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา สํานักงานเขตพืนทีการศึกษาปทุมธานี เขต 2 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
  • 2. รายงานการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปัญญา ั นายณัฐพล บัวอุไร กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา สํานักงานเขตพืนทีการศึกษาปทุมธานี เขต 2 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
  • 3. บทคัดย่ อคําสําคัญ : แผนทีความคิดณัฐพล บัวอุไร : การพัฒนาผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปั ญญา ัโรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา อ.ลําลูกกา จ.ปทุมธานี การวิจยครังนีเป็ นการวิจยเชิ งทดลอง มีแผนการวิจยแบบ One Group Pretest – Posttest Design โดย ั ั ัมีวตถุประสงค์ของการวิจย คือ 1) เปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ ก่อนเรี ยนและหลังเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ั ัและคอมพิวเตอร์ ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping)2) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรี ยนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping) กลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการวิจยเป็ นนักเรี ยนชัน ัมัธยมศึกษาปี ที 4/4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึ กษาพัฒนาการ ลําลู กกา ปี การศึ กษา 2553 โดยใช้วิธีการสุ่ มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) และจัดการเรี ยนการสอนโดยวิธีการแผนทีความคิด เครื องมือทีใช้ในการวิจยประกอบด้วย 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยี ัสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ขอมูลใช้การหาค่าเฉลี ย ส่ วน ้เบียงเบนมาตรฐาน และ t – test ผลการวิจยพบว่า ั 1. ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนหลังเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เรื องการติ ดต่ อสื อสาร ค้น หาข้อมู ล ผ่า นเครื อข่ า ยอิ นเตอร์ เ น็ ต และเรื องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองาน สู งกว่าก่อนเรี ยนอย่างมีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05 ั 2. ความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ทีเรี ยน ่โดยใช้แผนทีความคิด นักเรี ยนส่ วนใหญ่มีความพึงพอใจอยูในระดับมาก ( =3.54, S.D. = 0.84)
  • 4. สารบัญ หน้าบทคัดย่ อ กสารบัญ ขสารบัญตาราง คบทที 1 บทนํา 1 ทีมาและความสําคัญของปั ญหา 1 วัตถุประสงค์การวิจย ั 2 ขอบเขตการวิจย ั 2 นิยามศัพท์ 4บทที 2 การตรวจเอกสาร 6 หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน 6 วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 14 แผนทีความคิด (mind mapping) 18 งานวิจยทีเกียวข้อง ั 21บทที 3 วิธีดําเนินการวิจัย 22 ขันเตรี ยมการ 22 เครื องมือทีใช้ในการวิจย ั 23 การสร้างเครื องมือทีใช้ในการวิจย ั 23 ขันดําเนิ นการทดลอง 25 ขันวิเคราะห์ขอมูลและอภิปรายผล ้ 26บทที 4 ผลการวิเคราะห์ ข้อมูล 27บทที 5 สรุ ปผล และข้ อเสนอแนะ 30 สรุ ปผลการวิจย ั 30 ข้อเสนอแนะ 31บรรณานุกรม 32ภาคผนวก 33 คะแนนนักเรี ยน 34 แบบสอบถามความพึงพอใจ 37 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิทางการเรี ยน 39 ผลงานนักเรี ยน 46
  • 5. สารบัญตาราง หน้าตารางที 1 เกณฑ์การกําหนดค่าระดับความคิดเห็น 24ตารางที 2 เกณฑ์การแปลความหมายของค่าความคิดเห็น 25ตารางที 3 ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนในภาพรวม ก่อนเรี ยน (pretest) หลังเรี ยน (posttest) ของกลุ่มตัวอย่างทีสอนโดยวิธีการแผนทีความคิด 27ตารางที 4 การเปรี ย บเที ย บคะแนนผลสั ม ฤทธิ ทางการเรี ย นที เพิ มขึ นของวิ ช าเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยวิธีการแผนทีความคิด 28ตารางที 5 ระดับความพึงพอใจของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/4 ทีมีต่อการเรี ยนการสอนวิชา 28เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ โดยวิธีการแผนทีความคิด
  • 6. 1 บทที 1 บทนําทีมาและความสํ าคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิมเติม พ.ศ. 2545) หมวดที 4 แนวทางการจัดการศึกษา มาตรา 22 ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผูเ้ รี ยนทุกคนมีความสามารถเรี ยนรู ้และพัฒนาตนเองได้ และถื อว่าผูเ้ รี ยนมี ความสําคัญที สุ ด กระบวนการจัดการศึ ก ษา ต้องส่ งเสริ มให้ผูเ้ รี ยนสามารถ ่พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ และมาตรา 24 ระบุวา การจัดกระบวนการเรี ยนรู ้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานทีเกียวข้องดําเนินการจัดเนือหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผูเ้ รี ยน โดยคํานึ งถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล จัดให้มีการฝึ กทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู ้มาใช้เพือป้ องกันและแก้ไขปั ญหา จัดกิจกรรมให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้จากประสบการณ์จริ ง ฝึ กการปฏิบติให้ทาได้ คิดเป็ น ทําเป็ น รักการอ่านและเกิดการใฝ่ รู ้อย่างต่อเนื อง มีการ ั ํเรี ยนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู ้ต่างๆ อย่างได้สัดส่ วนสมดุลกัน รวมทังปลูกฝังคุณธรรม ค่านิ ยมทีดีงาม และคุ ณลักษณะอันพึงประสงค์ จัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื อการเรี ยน และอํานวยความสะดวกเพือให้ผเู ้ รี ยนเกิดการเรี ยนรู ้ เพือนําไปสู่ เป้ าหมายของการเป็ นคนเก่ง ดี และมีความสุ ข ํ หลัก สู ต รแกนกลางการศึ ก ษาขันพื นฐาน 2551 ได้ก า หนดสมรรถนะสํ า คัญของผูเ้ รี ย นในด้า นความสามารถในการคิด ว่า เป็ นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็ นระบบ เพือนําไปสู่ การสร้ างองค์ความรู ้ หรื อสารสนเทศเพือการตัดสิ นใจเกียวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เป็ นรายวิชาทีมีเนื อหาเกี ยวกับข้อมูลและสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์ ประวัติ วิวฒนาการ อุปกรณ์ หน้าทีของอุปกรณ์ต่างๆ รวมทังระบบของคอมพิวเตอร์ ซึ งจะ ั ่เห็นได้วาเนือหาวิชาทีกล่าวมาทังหมดนัน ส่ วนใหญ่จะเป็ นเนื อหาในด้านทฤษฎี ไม่มีการปฏิบติหรื อใช้งาน ัคอมพิวเตอร์ ทําให้ประสบปั ญหาในการจัดการเรี ยนการสอนหลายประการได้แก่ นักเรี ยนไม่สามารถสรุ ปความรู ้ในแต่ละเรื องหรื อแต่ละทฤษฎี ได้ ไม่เข้าใจองค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบของบทเรี ยนว่ามีความ ัเกี ยวเนื องหรื อมี ความสัมพันธ์กนอย่างไร ทําให้ไม่สามารถอธิ บายถึ งบทบาท หน้าที ความสัมพันธ์ ของเนือหาบทเรี ยนนันๆ ได้ อีกทังการเรี ยนเนือหามากเกินไปทําให้นกเรี ยนเกิดความเบือหน่าย ไม่มีความสนใจ ัหรื อตืนตัวในการเรี ยน เพราะนักเรี ยนมักจะมุ่งความสนใจไปทีคอมพิวเตอร์ การใช้งานโปรแกรมหรื อการปฏิบติมากกว่าการเรี ยนทฤษฎี ั
  • 7. 2 นอกจากปั ญญาข้างต้น กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ยังประสบปั ญหาผลการเรี ยนในรายวิชาคอมพิวเตอร์ ตากว่าเกณฑ์ และมีผลคะแนนการ ํ ่สอบระดับชาติอยูในเกณฑ์ปานกลาง ซึ งถือว่ายังไม่ดีเท่าทีควร จากปั ญหาทีกล่าวมาข้างตน ผูวจยเห็นว่าทักษะการวิเคราะห์ และการสรุ ปความคิดจากการวิเคราะห์ ้ิัให้แสดงออกมาเป็ นรู ปธรรมเป็ นสิ งทีจําเป็ น และจะมีประโยชน์ต่อผูเ้ รี ยน ทําให้ผูเ้ รี ยนสามารถวิเคราะห์เนื อหา บทเรี ยน ทําความเข้าใจบทเรี ยนได้มีประสิ ทธิ ภาพ ซึ งผูวิจยได้ทาการศึกษาวิธีการจัดการเรี ยนการ ้ ั ํ ่สอนหลายวิธี และสรุ ปได้วาการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้วิธีการแผนทีความคิด (mind mapping) นัน จะเป็ นวิธีการทีเหมาะสมทีจะช่วยในการแก้ปัญหาผลการเรี ยนตกตํา และส่ งเสริ มให้นกเรี ยนรู ้จกการวิเคราะห์ ั ัและสรุ ปความรู ้ได้เป็ นอย่างดี การสอนโดยใช้วิธีแผนที ความคิ ด (mind mapping) เป็ นวิธีการที ช่ วยให้นักเรี ยนฝึ กฝนทักษะทางด้านกระบวนการคิดได้เป็ นอย่างดี เพราะการคิดโดยใช้แผนทีความคิดนัน เป็ นวิธีการกระตุนความคิด้ของผูเ้ รี ยนให้คิดจากคําถาม หรื อข้อความเพียงหนึ งสิ ง ซึ งกระบวนการคิดเกิ ดขึนอย่างอิ สระ โดยไม่ตอง ้กังวลถึงความผิดถูก และเป็ นเทคนิ คทีมีการเลียนแบบจากโครงสร้างการทํางานของเซลล์ประสาทในสมองของมนุษย์ ทีแตกกิงก้านสาขาได้มากมายอย่างมหาศาลออกไปทุกทิศทาง เพือไปเชื อมโยงกับเซลล์ประสาทสมองเซลล์อืนๆ จํานวนมาก ทําให้เกิ ดรู ปแบบของความคิดทีมี ลกษณะเหมือนแผนทีหรื อแผนผังจํานวน ัมาก ซึ งเราสามารถจําลองโครงสร้างและการทํางานดังกล่าวบนแผ่นกระดาษ ซึ งจะเรี ยกว่า แผนทีความคิด(mind mapping) สมเกียรติ ตังนโม (2544: 2) กล่าวว่า แผนทีความคิดเป็ นเครื องมือทีจะช่วยให้เราคิดและเรี ยนรู ้ได้อย่า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ สามารถช่ ว ยให้ เข้า ใจและจดจํา ประเด็ นสํ า คัญ ของการอ่ า นหนัง สื อได้ และเป็ นเครื องมือสนับสนุ นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และธัญญา ผลอนันต์ (2544: 8) กล่าวว่า ปั ญหาทีสําคัญทีสุ ดของมนุษย์ คือ การเห็นแบบแยกส่ วน คิดแบบแยกส่ วนและทําแบบแยกส่ วน การทําแผนทีความคิดเป็ นการฝึ กคิดให้ละเอียดถี ถ้วนและเชื อมโยง จะทําให้สมองแตกกิ งก้านงอกงาม ทําให้เกิ ดพลังสมอง เป็ นวิธีการหนึ งในหลายวิธี ทีช่วยให้นกเรี ยนคิดอย่างเป็ นระบบ ช่วยให้เห็นภาพรวม และรู ้จกใช้ช่องว่าง ประกอบกับ ั ัส่ วนอืนๆ ทีเป็ นความถนัดของสมองซึ กกว่า คือ จินตนาการ สี สัน จังหวะ และภาพ การเรี ยนการสอนโดยใช้แผนทีความคิดจึงเป็ นการนํานวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ประกอบการเรี ยนการสอนเพือให้บรรลุผลสําเร็ จตามสาระการเรี ยนรู ้ของหลักสู ตรได้ จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพิมเติม พ.ศ. 2545) ทีมุ่งเน้นในการจัดการเรี ยนการสอนโดยเน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสําคัญ และหลักสู ตรแกนกลางทีกําหนดสมรรถนะสําคัญของผูเ้ รี ยนในด้านทัก ษะกระบวนการคิ ด ที มี ค วามสอดคล้อ งกับ การจัด การเรี ย นการสอนโดยใช้แ ผนที ความคิ ด (mind
  • 8. 3mapping) ทีมีงานวิจยหลายงานสรุ ปไว้อย่างชัดเจนว่าสามารถนํามาใช้ในการพัฒนากระบวนการคิดเคราะห์ ัการสรุ ป แยกแยะประเด็นสําคัญของบทเรี ยนต่างๆ ได้เป็ นอย่างดี ทําให้ผวิจยมีความสนใจทีจะนํานวัตกรรม ู้ ัการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping) มาใช้ในการจัดการเรี ยนการสอน เพือพัฒนาผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน รวมทังพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การอธิ บาย และการสรุ ปความเป็ นประเด็นทีสําคัญวัตถุประสงค์ การวิจัย 1. เปรี ยบเที ยบผลสัมฤทธิ ก่อนเรี ยนและหลังเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping) 2. ศึ กษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรี ยนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping)ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่ าง ประชากรคือนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 จํานวน 6 ห้องเรี ยน รวมนักเรี ยนทังหมด 267 คน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 ทีได้จากการสุ่ มห้องเรี ยนอย่างง่าย (Simple Random Sampling) มา 1 ห้องเรี ยน 2. ตัวแปรทีศึกษา ตัวแปรทีศึกษาสําหรับการวิจยในครังนีประกอบด้วย ั 2.1 ตัวแปรจัดกระทํา คือ การจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนผังความคิด (mind mapping) 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่
  • 9. 4 2.2.1 ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 2.2.2 ความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนผังความคิด 3. เนือหาทีใช้ ทดลอง เนื อหาทีนํามาทดลอง คือ เนื อหาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องระบบสารสนเทศ 4. ระยะเวลาทีใช้ ในการทดลอง ํ การทดลองครังนี ผูวิจยได้กาหนดเวลาทดลองทังสิ น 8 คาบ คาบละ 50 นาที โดยใช้เวลา ้ ัสอน 4 สัปดาห์ ภาคเรี ยนที 1 ปี การศึกษา 2553นิยามศัพท์ เพือให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผูวจยจึงกําหนดความหมายคําศัพท์เฉพาะสําหรับการวิจยดังต่อไปนี ้ิั ั การสอนโดยวิธีแผนทีความคิด (mind mapping) หมายถึง การจัดการเรี ยนรู ้ทีให้ผเู ้ รี ยนแสดงความคิดเห็นโดยถ่ายทอดออกมาเป็ นภาพหรื อแผนภูมิ สัญลักษณ์ ทีเกียวข้องกันอย่างมีลาดับขัน ด้วยลักษณะของ ํเส้ น ลู กศรแบบต่างๆ หรื อใช้รหัสเชื อมโยงระหว่างคําหรื อมโนทัศน์ เพือให้คาหรื อมโนทัศน์เหล่ านันมี ํความหมาย โดยคํา หรื อ มโนทัศ น์ ที สํ า คัญ มาก หรื อ อยู่ใ นลํา ดับ แรกจะใช้ข นาดของตัว อัก ษร สี และตัวหนังสื อทีมีมิติแตกต่างกัน ผลสั มฤทธิทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง คะแนนทีได้จากการวัดผลการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เรื องการติดต่อสื อสาร ค้นหาข้อมูลผ่านเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต และเรื องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองาน ทีสอนโดยใช้แผนทีความคิด(mind mapping) ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ความรู ้สึกของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 หลังจากเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องเรื องฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เรื องการติ ดต่อสื อสาร ค้นหา
  • 10. 5ข้อมูลผ่านเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต และเรื องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองาน ทีสอนโดยใช้แผนทีความคิด (mind mapping)
  • 11. 6 บทที 2 การตรวจเอกสาร การวิจยเรื อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของ ันักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปั ญญา ัผูวจยได้ศึกษาเอกสารทีเกียวข้อง เพือเป็ นพืนฐานสําหรับการดําเนินการวิจย ดังนี ้ิั ั 1. หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน 2551 2. วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 3. แผนทีความคิด (mind mapping) 4. งานวิจยทีเกียวข้อง ั หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน พ.ศ. 2551วิสัยทัศน์ หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน มุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนทุกคน ซึ งเป็ นกําลังของชาติให้เป็ นมนุษย์ทีมีความสมดุลทังด้านร่ างกาย ความรู ้ คุณธรรม มีจิตสํานึ กในความเป็ นพลเมืองไทยและเป็ นพลโลก ยึดมันในการปกครองตามระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเป็ นประมุข มีความรู ้และทักษะพืนฐาน รวมทัง ์เจตคติ ทีจําเป็ นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสําคัญบนพืนฐานความเชือว่า ทุกคนสามารถเรี ยนรู ้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพหลักการ หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน มีหลักการทีสําคัญ ดังนี
  • 12. 7 1. เป็ นหลักสู ตรการศึ กษาเพือความเป็ นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรี ยนรู ้เป็ นเป้ าหมายสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู ้ ทักษะ เจตคติ และคุ ณธรรมบนพืนฐาน ของความเป็ นไทยควบคู่กบความเป็ นสากล ั 2. เป็ นหลักสู ตรการศึกษาเพือปวงชน ทีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 3. เป็ นหลักสู ตรการศึ กษาทีสนองการกระจายอํานาจ ให้สังคมมี ส่วนร่ วมในการจัดการศึ กษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิน ่ 4. เป็ นหลักสู ตรการศึกษาทีมีโครงสร้างยืดหยุนทังด้านสาระการเรี ยนรู ้ เวลาและการจัด การเรี ยนรู ้ 5. เป็ นหลักสู ตรการศึกษาทีเน้นผูเ้ รี ยนเป็ นสําคัญ 6. เป็ นหลักสู ตรการศึกษาสําหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้ าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรี ยนรู ้ และประสบการณ์จุดหมาย หลัก สู ต รแกนกลางการศึ ก ษาขันพื นฐาน มุ่ ง พัฒ นาผู ้เ รี ย นให้ เ ป็ นคนดี มี ปั ญ ญา มี ค วามสุ ขมีศกยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชี พ จึ งกําหนดเป็ นจุดหมายเพือให้เกิ ดกับผูเ้ รี ยน ั เมื อจบการศึกษาขันพืนฐาน ดังนี 1. มีคุณธรรม จริ ยธรรม และค่านิยมทีพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินยและปฏิบติตนตาม ั ัหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรื อศาสนาทีตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู ้ ความสามารถในการสื อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทกษะชีวต ั ิ 3. มีสุขภาพกายและสุ ขภาพจิตทีดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย 4. มี ค วามรั ก ชาติ มี จิ ตสํ า นึ ก ในความเป็ นพลเมื อ งไทยและพลโลก ยึ ดมันในวิถี ชี วิ ต และการปกครองตามระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเป็ นประมุข ์ 5. มีจิตสํานึ กในการอนุ รักษ์วฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุ รักษ์และพัฒนาสิ งแวดล้อม มี ัจิตสาธารณะทีมุ่งทําประโยชน์และสร้างสิ งทีดีงามในสังคม และอยูร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุ ข ่
  • 13. 8สมรรถนะสํ าคัญของผู้เรี ยน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผูเ้ รี ยนตามหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผูเ้ รี ยนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานทีกําหนด ซึ งจะช่วยให้ผเู ้ รี ยนเกิดสมรรถนะสําคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนีสมรรถนะสํ าคัญของผู้เรี ยน หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน มุ่งให้ผเู ้ รี ยนเกิดสมรรถนะสําคัญ ๕ ประการ ดังนี 1. ความสามารถในการสื อสาร เป็ นความสามารถในการรับและส่ งสาร มีวฒนธรรมในการใช้ภาษา ัถ่ายทอดความคิด ความรู ้ความเข้าใจ ความรู ้สึก และทัศนะของตนเองเพือแลกเปลียนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อนจะเป็ นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทังการเจรจาต่อรองเพือขจัดและลด ัปั ญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรื อไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วธีการสื อสาร ทีมีประสิ ทธิ ภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบทีมีต่อตนเองและสังคม ิ 2. ความสามารถในการคิด เป็ นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้ า งสรรค์ การคิ ด อย่ า งมี วิ จ ารณญาณ และการคิ ด เป็ นระบบ เพื อนํา ไปสู่ ก ารสร้ า งองค์ค วามรู ้ ห รื อสารสนเทศเพือการตัดสิ นใจเกียวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ ปัญหา เป็ นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ทีเผชิ ญ ได้อ ย่ า งถู ก ต้อ งเหมาะสมบนพื นฐานของหลัก เหตุ ผ ล คุ ณ ธรรมและข้อ มู ล สารสนเทศ เข้า ใจความสัมพันธ์และการเปลียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู ้ ประยุกต์ความรู ้มาใช้ในการป้ องกันและแก้ไขปั ญหา และมีการตัดสิ นใจทีมีประสิ ทธิ ภาพโดยคํานึ งถึงผลกระทบทีเกิดขึน ต่อตนเอง สังคมและสิ งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ ทกษะชี วต ั ิ เป็ นความสามารถในการนํากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดําเนิ นชีวตประจําวัน การเรี ยนรู ้ดวยตนเอง การเรี ยนรู ้อย่างต่อเนือง การทํางาน และการอยูร่วมกันใน ิ ้ ่สังคมด้วยการสร้างเสริ มความสัมพันธ์อนดีระหว่างบุคคล การจัดการปั ญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่าง ัเหมาะสม การปรับตัวให้ทนกับการเปลียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม ั และการรู ้จกหลีกเลียง ัพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทีส่ งผลกระทบต่อตนเองและผูอืน ้
  • 14. 9 5. ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยี เป็ นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีดานต่าง ๆ และ ้มี ท ัก ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื อการพัฒ นาตนเองและสั ง คม ในด้า นการเรี ยนรู ้ การสื อสารการทํางาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรมคุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน มุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพือให้สามารถอยูร่วมกับผูอืนในสังคมได้อย่างมีความสุ ข ในฐานะเป็ นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี ่ ้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริ ย ์ 2. ซื อสัตย์สุจริ ต 3. มีวนย ิ ั 4. ใฝ่ เรี ยนรู ้ ่ 5. อยูอย่างพอเพียง 6. มุ่งมันในการทํางาน 7. รักความเป็ นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี สถานศึกษาสามารถกําหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิมเติมให้สอดคล้องตามบริ บทและจุดเน้นของตนเองสาระและมาตรฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้ การงานอาชี พและเทคโนโลยีสาระที 1 การดํารงชี วตและครอบครัว ิมาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทํางาน มี ค วามคิ ดสร้ า งสรรค์ มี ท กษะกระบวนการทํา งาน ั ทัก ษะ การจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปั ญหา ทักษะการทํางานร่ วมกัน และทัก ษะ การแสวงหาความรู ้ มี คุณธรรม และลักษณะนิ สัยในการทํางาน มี จิตสํานึ ก ในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และสิ งแวดล้อม เพือการดํารงชีวตและครอบครัว ิ
  • 15. 10สาระที 2 การออกแบบและเทคโนโลยีมาตรฐาน ง 2.1 เข้าใจเทคโนโลยีและกระบวนการเทคโนโลยีออกแบบและสร้ างสิ งของเครื องใช้ หรื อ วิ ธี ก าร ตามกระบวนการเทคโนโลยี อ ย่ า งมี ค วามคิ ด สร้ า งสรรค์ เลื อ กใช้ เทคโนโลยีใ นทางสร้ างสรรค์ต่อชี วิต สั งคม สิ งแวดล้อม และมี ส่วนร่ วมในการ จัดการเทคโนโลยีทียังยืนสาระที 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื อสารมาตรฐาน ง 3.1 เข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสื บค้นข้อมูล การเรี ยนรู ้ การสื อสาร การแก้ปัญหา การทํางาน และอาชีพอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ประสิ ทธิ ผล และมีคุณธรรมสาระที 4 การอาชี พมาตรฐาน ง 4.1 เ ข้ า ใ จ มี ทั ก ษ ะ ที จํ า เ ป็ น มี ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ เ ห็ น แ น ว ท า ง ใ น ง า น อ า ชี พ ใช้เทคโนโลยีเพือพัฒนาอาชีพ มีคุณธรรม และมีเจตคติทีดีต่ออาชีพคุณภาพผู้เรียนจบชั นมัธยมศึกษาปี ที 6 • เข้าใจวิธีการทํางานเพือการดํารงชี วิต สร้ างผลงานอย่างมีความคิดสร้ างสรรค์ มีทกษะ การ ัทํางานร่ วมกัน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา และทักษะการแสวงหาความรู ้ ทํางานอย่างมีคุณธรรม และมีจิตสํานึกในการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างคุมค่าและยังยืน ้ ั • เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกบศาสตร์ อืนๆ วิเคราะห์ระบบเทคโนโลยี มีความคิดสร้ างสรรค์ในการแก้ปัญหาหรื อสนองความต้องการ สร้ างและพัฒนา สิ งของเครื องใช้หรื อวิธีการ ตามกระบวนการเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยโดยใช้ซอฟท์แวร์ ช่วยในการออกแบบหรื อนําเสนอผลงาน วิเคราะห์และเลื อกใช้เทคโนโลยีทีเหมาะสมกับชี วิตประจําวันอย่างสร้ างสรรค์ต่อชี วิต สังคม สิ งแวดล้อม และมีการจัดการเทคโนโลยีดวยวิธีการของเทคโนโลยีสะอาด ้
  • 16. 11 • เข้าใจองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ องค์ประกอบและหลักการทํางานของคอมพิวเตอร์ระบบสื อสารข้อมูลสําหรับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง และมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ แก้ปัญหา เขียนโปรแกรมภาษา พัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ใช้ฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ติดต่อสื อสารและค้นหาข้อมูลผ่านอินเทอร์ เน็ต ใช้คอมพิวเตอร์ ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็ นสารสนเทศเพือการตัดสิ นใจ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองาน และใช้คอมพิวเตอร์ สร้ างชิ นงานหรื อโครงงาน • เข้าใจแนวทางสู่ อาชี พ การเลื อก และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมกับอาชี พ มีประสบการณ์ในอาชีพทีถนัดและสนใจ และมีคุณลักษณะทีดีต่ออาชีพสาระที 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื อสารมาตรฐาน ง 3.1 เข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสื บค้นข้อมูลการเรี ยนรู ้การสื อสาร การแก้ปัญหา การทํางาน และอาชีพอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ประสิ ทธิ ผล และมีคุณธรรม ตัวชี วัด สาระการเรี ยนรู้ แกนกลางและสาระการเรียนรู้ ท้องถิน1. อธิ บายองค์ประกอบของระบบ องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ ได้แก่ ฮาร์ ดแวร์ ซอฟต์แวร์สารสนเทศ ข้อมูล บุคลากร และขันตอนการปฏิบติงาน ั2. อธิ บายองค์ประกอบและ การทํางานของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยหน่วยสําคัญ 5 หน่วย ได้แก่ หน่วยหลักการทํางานของคอมพิวเตอร์ รับเข้า หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจําหลัก หน่วยความจําสํารอง และ หน่วยส่ งออก3. อธิ บายระบบสื อสารข้อมูล ระบบสื อสารข้อมูล ประกอบด้วย ข่าวสาร ผูส่ง ผูรับ สื อกลาง ้ ้สําหรับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ โพรโตคอล เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ จะสื อสารและรับส่ งข้อมูลกันได้ตองใช้โพรโท ้ คอลชนิดเดียวกัน วิธีการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนานและแบบอนุกรม4. บอกคุณลักษณะของ คุณลักษณะ(specification) ของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่อพ่วง ต่อพ่วง เช่น ความเร็ วและความจุของฮาร์ ดดิสก์
  • 17. 12 ตัวชี วัด สาระการเรี ยนรู้ แกนกลางและสาระการเรียนรู้ ท้องถิน5. แก้ปัญหาด้วยกระบวนการ แก้ปัญหาโดยใช้ขนตอนดังนี ัเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมี • การวิเคราะห์และกําหนดรายละเอียดของปั ญหาประสิ ทธิ ภาพ • การเลือกเครื องมือ และออกแบบขันตอนวิธี • การดําเนิ นการแก้ปัญหา • การตรวจสอบและการปรับปรุ ง การถ่ายทอดความคิดในการแก้ปัญหาอย่างมีขนตอน ั6. เขียนโปรแกรมภาษา ขันตอนการพัฒนาโปรแกรม มี 5 ขันตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ ปั ญหา การออกแบบโปรแกรม การเขียนโปรแกรม การทดสอบ โปรแกรม และการจัดทําเอกสารประกอบ การเขียนโปรแกรม เช่น ซี จาวา ปาสคาล วิชวลเบสิ ก ซี ชาร์ ป การเขียนโปรแกรมในงานด้านต่างๆ เช่น การจัดการข้อมูล การ วิเคราะห์ขอมูล การแก้ปัญหาในวิชาคณิ ตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ้ การสร้างชินงาน7. พัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ โครงงานคอมพิวเตอร์ แบ่งตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานดังนี • การพัฒนาสื อเพือการศึกษา • การพัฒนาเครื องมือ • การทดลองทฤษฎี • การประยุกต์ใช้งาน • การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ พัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ตามขันตอนต่อไปนี • คัดเลือกหัวข้อทีสนใจ • ศึกษาค้นคว้าเอกสาร • จัดทําข้อเสนอโครงงาน • พัฒนาโครงงาน • จัดทํารายงาน • นําเสนอและเผยแพร่
  • 18. 13 ตัวชี วัด สาระการเรี ยนรู้ แกนกลางและสาระการเรียนรู้ ท้องถิน8. ใช้ฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ให้ การเลือกคุณลักษณะของฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ให้เหมาะสมกับเหมาะสมกับงาน งาน เช่น คอมพิวเตอร์ ทีใช้ในงานสื อผสม ควรเป็ นเครื องทีมี สมรรถนะสู ง และใช้ซอฟต์แวร์ ทีเหมาะสม9. ติดต่อสื อสาร ค้นหาข้อมูลผ่าน ปฏิบติการติดต่อสื อสาร ค้นหาข้อมูลผ่านอินเทอร์ เน็ต ัอินเตอร์ เน็ต คุณธรรมและจริ ยธรรมในการใช้อินเตอร์ เน็ต10. ใช้คอมพิวเตอร์ ในการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการตัดสิ นใจของบุคคล กลุ่มประมวลผลข้อมูลให้เป็ น องค์กรในงานต่างๆสารสนเทศ เพือประกอบการตัดสิ นใจ11. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองานในรู ปแบบโดยพิจารณานําเสนองานในรู ปแบบทีเหมาะสม วัตถุประสงค์ของงาน12. ใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยสร้าง ใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยสร้างชินงานหรื อโครงงาน ตามหลักการทําชินงานหรื อโครงงานอย่างมี โครงงานจิตสํานึกและความรับผิดชอบ ศึกษาผลกระทบด้านสังคมและสิ งแวดล้อมทีเกิดจากงานทีสร้าง ขึน เพือหาแนวทางปรับปรุ งและพัฒนา13. บอกข้อควรปฏิบติสาหรับผูใช้ ั ํ ้ ข้อปฏิบติสาหรับผูใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น สื อสารและ ั ํ ้เทคโนโลยีสารสนเทศ ปฏิบติต่อผูอืนอย่างสุ ภาพ ปฏิบติตามระเบียบข้อบังคับของระบบ ั ้ ั ทีใช้งาน ไม่ทาผิดกฎหมายและศีลธรรม แบ่งปั นความสุ ขให้กบ ํ ั ผูอืน ้
  • 19. 14 วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ (ง31101) คําอธิบายรายวิชาพืนฐานรหัสวิชา ง31101 ชือรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยีชันมัธยมศึกษาปี ที 4 เวลาเรี ยน 40 ชัวโมง จํานวนหน่วยกิต 1.0 หน่วยกิต ศึกษาองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ องค์ประกอบและหลักการทํางานของคอมพิวเตอร์ ระบบการสื อสารข้อมูลสําหรับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ คุณลักษณะและอุปกรณ์ต่อพ่วง การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิ ทธิภาพ การเขียนโปรแกรมภาษา การพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ โดยใช้การสื อสารและการค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต รวมทังใช้ซอฟต์แวร์ และฮาร์ ดแวร์ ให้เหมาะสมกับงาน การนําคอมพิวเตอร์ ไปใช้ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็ นสารสนเทศ เพือประกอบการตัดสิ นใจและนําเสนอในรู ปแบบทีเหมาะสมอย่างมีจิตสํานึกและความรับผิดชอบ โดยกระบวนการอธิบายองค์ความรู ้ทีได้รับ การสื บค้นข้อมูล การแก้ปัญหา เขียนโปรแกรม พัฒนาโครงงาน โดยการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพือให้เกิดความรู ้ความเข้าใจ ความซือสัตย์สุจริ ต มีวนย ใฝ่ เรี ยนรู ้ มุ่งมันในการทํางานตามทีได้รับมอบหมาย และ ิ ัมีเจตคติทีดีต่อเทคโนโลยีสารสนเทศรหัสตัวชีวัดง 3.1 ม.4-6/1, ม.4-6/2, ม.4-6/3, ม.4-6/4, ม.4-6/5, ม.4-6/6, ม.4-6/7, ม.4-6/8, ม.4-6/9, ม.4-6/10, ม.4-6/11, ม.4-6/12, ม.4-6/13รวมทังหมด 13 ตัวชีวัด
  • 20. 15 โครงสร้ างรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง31101 ชันมัธยมศึกษาปี ที 4 (ภาคเรี ยนที 1) เวลา 40 ชัวโมง คะแนนเต็ม 100 คะแนน อัตราส่วนคะแนนระหว่างภาคเรี ยนกับปลายภาค 80 : 20 มาตรฐานการเรียนรู้ / เวลา นําหนักคะแนนลําดับที ชือหน่ วยการเรียนรู้ สาระสําคัญ ตัวชีวัด (ชัวโมง) (100 คะแนน) 1 ระบบสารสนเทศ ง 3.1 ม.4-6/1, 10 - ความหมายของระบบ 4 5 สารสนเทศ - องค์ประกอบของระบบ สารสนเทศ - การใช้คอมพิวเตอร์ใน การประมวลผลข้อมูลให้ เป็ นสารสนเทศเพือ ประกอบการตัดสิ นใจ - ระบบเลขฐาน 2 หลักการทํางานของ ง 3.1 ม.4-6/2, 4 - องค์ประกอบของ 4 5 คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ - หลักการทํางานของ คอมพิวเตอร์ - คุณลักษณะของ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ต่อพ่วง 3 ระบบสื อสารข้อมูล ง 3.1 ม.4-6/3 - เครื อข่ายคอมพิวเตอร์ 4 5 สําหรับเครื อข่าย - ความหมายของ คอมพิวเตอร์ ระบบสื อสารข้อมูล สําหรับเครื อข่าย คอมพิวเตอร์ - องค์ประกอบของ ระบบสื อสารข้อมูล - สื อหรื อตัวกลางของ ระบบสื อสารข้อมูล - โพรโตคอล - วิธีการส่งข้อมูลใน ระบบสื อสารข้อมูล - อุปกรณ์เครื อข่าย
  • 21. 16 มาตรฐานการเรียนรู้ / เวลา นําหนักคะแนนลําดับที ชือหน่ วยการเรียนรู้ สาระสําคัญ ตัวชีวัด (ชัวโมง) (100 คะแนน) 4 การแก้ปัญหาด้วย ง 3.1 ม.4-6/5, 6 - การแก้ปัญหาด้วย 6 10 กระบวนการเทคโนโลยี กระบวนการเทคโนโลยี สารสนเทศ สารสนเทศ - การถ่ายทอดความคิดใน การแก้ปัญหาอย่างมี ขันตอน - การเขียนโปรแกรม ภาษา สรุปทบทวนภาพรวม (สอบกลางภาค) 1 20 5 ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ง 3.1 ม.4-6/8 - การใช้ฮาร์ดแวร์และ 4 5 ซอฟต์แวร์ - การเลือกซือ คอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม กับลักษณะงาน - คอมพิวเตอร์ทีใช้ในงาน สื อประสม 6 การติดต่อสื อสาร ค้นหา ง 3.1 ม.4-6/9, 13 - ระบบอินเตอร์เน็ต 4 5 ข้อมูลผ่านเครื อข่าย - การค้นหาข้อมูลผ่าน อินเตอร์เน็ต เครื อข่ายอินเตอร์เน็ต - การติดต่อสื อสารผ่าน เครื อข่ายอินเตอร์เน็ต - คุณธรรมและจริ ยธรรม ในการใช้อินเตอร์เน็ต 7 การใช้เทคโนโลยี ง 3.1 ม.4-6/11 - ความหมายของการใช้ 6 15 สารสนเทศนําเสนองาน เทคโนโลยีนาเสนองาน ํ - ความสําคัญของการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ นําเสนองาน - องค์ประกอบของการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ นําเสนองาน - การนําเสนองานด้วย ซอฟต์แวร์
  • 22. 17 มาตรฐานการเรียนรู้ / เวลา นําหนักคะแนนลําดับที ชือหน่ วยการเรียนรู้ สาระสําคัญ ตัวชีวัด (ชัวโมง) (100 คะแนน) 8 การพัฒนาโครงงาน ง 3.1 ม.4-6/7, 12 - ความหมายของ 6 10 คอมพิวเตอร์ โครงงานคอมพิวเตอร์ - ความสําคัญของ โครงงานคอมพิวเตอร์ - ประเภทของโครงงาน คอมพิวเตอร์ - ขันตอนการพัฒนา โครงงานคอมพิวเตอร์ - การใช้คอมพิวเตอร์ สร้างชินงานหรื อ โครงงานอย่างมีจิตสํานึก และความรับผิดชอบ สรุปทบทวนภาพรวม (สอบปลายภาค) 1 20 รวม 40 100
  • 23. 18 แผนทีความคิด (mind mapping)Mind Map คือ อะไร Mind Map หรื อ แผนทีความคิด เป็ นวิธีการบันทึ ก ความคิดเพือให้เห็นภาพของความคิดทีหลากหลายมุมมอง ทีกว้าง และ ทีชัดเจน โดยยังไม่จดระบบระเบียบความคิดใดๆทังสิ น เป็ นการเขียน ั ตามความคิด ทีเกิ ดขึนขณะนัน การเขียนมีลกษณะเหมือนต้นไม้แตก ั กิงก้าน สาขาออกไปเรื อยๆ ทําให้สมองได้คิดได้ทางานตามธรรมชาติ ํ อย่างและมีการจินตนาการกว้างไกล แผนทีความคิด ยังเป็ นวิธีการหนึ งทีใช้ในการบันทึกความคิดของการ อภิปรายกลุ่ม หรื อการระดมความคิด โดยให้สมาชิ กทุกคนเสนอความ คิดเห็น และวิทยากรจะทําการ จดบันทึกด้วยคําสันๆ คําโตๆ ให้ทุกคนมองเห็น พร้อมทังโยงเข้าหากิ ง ก้านทีเกียวข้องกัน เพือรวบรวมความคิดทีหลากหลายของทุกคน ไว้ในแผ่นกระดาษแผ่นเดียว ทําให้ทุก คนได้เห็นภาพความคิดของผูอืนได้ชดเจน และเกิดความคิดใหม่ต่อไปได้ ้ ั ความเป็ นมาของ Mind Map แผนที ความคิ ด เป็ นการนําเอาทฤษฎี ที เกี ยวกับ สมองไปใช้ให้เกิ ดประโยชน์ อย่า งสู งสุ ด นาย ธัญญา ผลอนันต์ เป็ นผูนาความคิดและวิธีการเขียนแผนทีความคิดเข้ามาใช้ และเผยแพร่ ในประเทศไทย ้ ํ ผูคิดริ เริ มคือโทนี บูซาน (Tony Buzan) เป็ นชาวอังกฤษ เป็ นผูนาเอาความรู ้เรื องสมองมาปรับใช้เพือการ ้ ้ ํ เรี ยนรู ้ของเขา โดยพัฒนาการจากการจดบันทึกแบบเดิมที เป็ นตัวอักษร เป็ นบรรทัด ๆ เป็ นแถว ๆ ใช้ ปากกาหรื อดินสอในการจดบันทึก เปลียนมาเป็ นบันทึกด้วยคํา ภาพ สัญลักษณ์ แบบแผ่รัศมี ออกรอบ ๆ ศูนย์กลางเหมือนการแตกแขนงของ กิงไม้ โดยใช้สีสัน การเขียนแผนทีความคิดของโทนี บูซาน เป็ น การบันทึกในทุกๆเรื อง ทัง ชี วิตจริ งส่ วนตัวและการงาน เช่น การวางแผน การตัดสิ นใจ การช่วยจํา การ แก้ปัญหา การ นําเสนอ และการเขี ยนหนังสื อ เป็ นต้น การบันทึ กแบบนี เป็ นการใช้ทกษะการทํางาน ั ร่ วมกัน ของสมองทังสองซี ก คือ ซี กซ้าย วิเคราะห์ คํา ภาษา สัญลักษณ์ ระบบ ลําดับ ความเป็ นเหตุ เป็ นผล ส่ วนสมองซี กขวา จะทําหน้าทีสังเคราะห์คิด สร้ างสรรค์ จินตนาการ ความงาม ศิลปะ จังหวะ โดยมีแถบเส้นประสาทคอร์ ปัสคอโลซัมเป็ นเสมือนสะพานเชือม
  • 24. 19หลักการเขียน Mind Map การเขี ยน Mind Map ใช้กระดาษแผ่นเดี ยว การเขี ย นใช้สีสันหลากหลาย ใช้โครงสร้ างตามธรรมชาติทีแผ่กระจายออกมาจุดศูนย์กลาง ใช้เส้ นโยง มีเครื องหมาย สัญลักษณ์ และรู ปภาพทีผสมผสานร่ วมกันอย่างเรี ยบง่าย สอดคล้องกับการทํางานตามธรรมชาติของสมองวิธีการเขียน Mind Map 1. เตรี ยมกระดาษเปล่าทีไม่มีเส้นบรรทัดและวางกระดาษภาพแนวนอน 2. วาดภาพสี หรื อเขียนคําหรื อข้อความทีสื อหรื อแสดงถึงเรื องจะทํา Mind Map กลางหน้ากระดาษ โดยใช้สีอย่างน้อย 3 สี และต้องไม่ตีกรอบด้วยรู ปทรงเรขาคณิ ต 3. คิดถึ งหัวเรื องสําคัญทีเป็ นส่ วนประกอบของเรื องที ทํา Mind Map โดยให้เขี ยนเป็ นคํา ที มี ลักษณะเป็ นหน่วย หรื อเป็ นคําสําคัญ (Key Word) สัน ๆ ทีมีความหมาย บนเส้น ซึ งเส้นแต่ละ เส้นจะต้องแตกออกมาจากศูนย์กลางไม่ควรเกิน 8 กิง 4. แตกความคิดของหัวเรื องสําคัญแต่ละเรื องในข้อ 3 ออกเป็ นกิง ๆ หลายกิง โดยเขียนคําหรื อวลี บนเส้นทีแตกออกไป ลักษณะของกิงควรเอนไม่เกิน 60 องศา 5. แตกความคิดรองลงไปทีเป็ นส่ วนประกอบของแต่ละกิง ในข้อ 4 โดยเขียนคําหรื อวลีเส้นทีแตก ออกไป ซึ งสามารถแตกความคิดออกไปเรื อยๆ 6. การเขียนคํา ควรเขียนด้วยคําทีเป็ นคําสําคัญ (Key Word) หรื อคําหลัก หรื อเป็ นวลีทีมี ความหมายชัดเจน 7. คํา วลี สัญลักษณ์ หรื อรู ปภาพใดทีต้องการเน้น อาจใช้วธีการทําให้เด่น เช่น การล้อม ิ กรอบ หรื อใส่ กล่อง เป็ นต้น 8. ตกแต่ง Mind Map ทีเขียนด้วยความสนุกสนานทังภาพและแนวคิดทีเชือมโยงต่อกันข้ อดีของการทําแผนทีความคิด 1. ทํา ให้ เ ห็ น ภาพรวมกว้า ง ๆ ของหั ว ข้ อ ใหญ่ หรื อ ขอบเขตของเรื อง 2. ทําให้ส ามารถวางแผนเส้ นทางหรื อตัดสิ นใจได้อย่า ง
  • 25. 20 ่ ถูกต้อง เพราะรู ้วาตรงไหนกําลังจะไปไหนหรื อผ่านอะไรบ้าง 3. สามารถรวบรวมข้อมูลจํานวนมากลงไว้ในกระดาษแผ่นเดียวกัน 4. กระตุนให้คิดแก้ไขปั ญหา โดยเปิ ดโอกาสให้มองเห็นวิธีใหม่ ๆ ทีสร้างสรรค์ ้ 5. สร้างความเพลิดเพลินในการอ่านและง่ายต่อการจดจํา สรุ ป Mind Map เป็ นแผนทีความคิดทีอัจฉริ ยะ เปรี ยบเสมือนลายแทงทีนําไปสู่ การจดจําการเรี ยบเรี ยง การจัดระเบียบข้อมูลตามธรรมชาติ การทํางานของสมองตังแต่ตน ้ นันหมายความว่าการจําและฟื นความจํา หรื อการเรี ยกข้อมูลเหล่านันกลับมาใช้ในภายหลัง จะทําได้ง่าย และมีความถูกต้องแม่นยํากว่าการใช้เทคนิคการจดบันทึกแบบเดิม
  • 26. 21 งานวิจัยทีเกียวข้ องงานวิจัยในประเทศ สมาน ถาวรรัตนวณิ ช (2541: บทคัดย่อ) ได้ศึกษา ผลการฝึ กใช้เทคนิ คแผนผังทางปั ญญาที มีต่อความคิดสร้ างสรรค์ ของนักเรี ยนชันประถมศึกษาปี ที 5 กลุ่มตัวอย่างคื อนักเรี ยนชันประถมศึกษาปี ที 5จํานวน 42 คน นักเรี ยนกลุ่มทดลองได้รับการฝึ กใช้เทคนิ คแผนผังทางปั ญญาจํานวน 12 ครัง ส่ วนกลุ่ มควบคุมทํากิจกรรมตามปกติ ผลการวิจยพบว่าคะแนนความคิดสร้างสรรค์ หลังการทดลองของนักเรี ยนกลุ่ม ัทดลอง สู ง กว่า กลุ่ มควบคุ ม และสู ง กว่าก่ อนการทดลองในแต่ ล ะระดับ ของลัก ษณะบุ คคลที มี ความคิ ดสร้างสรรค์ อย่างมีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ 0.01 แต่คะแนนความคิดสร้างสรรค์จากงานประดิษฐ์หลังการ ัทดลองของนักเรี ยนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน สุ พรรณี สุ วรรณจรัส (2543: 58) ได้ศึกษาผลของการฝึ ก โดยใช้แผนทีความคิดทีมีต่อการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 2 โรงเรี ยนบดิ นเดชา (สิ งห์ สิ งหเสนี ) จํานวน 116 คน กลุ่มทดลองได้รับการฝึ กโดยใช้แผนทีความคิด จํานวน 10 กิจกรรม ส่ วนกลุ่มควบคุมสอนตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมู ล 3 ระยะ ก่ อนทดลอง หลัง ทดลอง และติ ดตามผล โดยใช้แบบสอบการคิ ดอย่า งมี วิจารณญาณผลการวิจยพบว่าค่าเฉลียของการคิดอย่างมีวจารณญาณของนักเรี ยนกลุ่มทดลองสู งกว่านักเรี ยนกลุ่มควบคุม ั ิอย่างมีนัยสําคัญทางสถิ ติทีระดับ 0.01 ค่าเฉลี ยของคะแนนการคิ ดอย่างมี วิจารณญาณของนักเรี ยนกลุ่ มทดลองหลังการทดลองสู งกว่าก่อนทดลองอย่างมีนยสําคัญทางสถิ ติทีระดับ 0.01 และไม่พบความแตกต่าง ัระหว่า งค่าเฉลี ยคะแนนการคิ ดอย่า งมี วิจารณญาณหลัง การทดลองกับระยะติ ดตามผลของนักเรี ยนกลุ่ มทดลอง จากการศึกษาตรวจเอกสารและศึกษาเอกสารทีเกียวข้องตามทีได้กล่าวมาข้างต้น พบว่า การจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนผังความคิด (mind mapping) สามารถช่วยให้นกเรี ยนเกิดแนวคิดทีเป็ นรู ปธรรม ัสามารถแยกแยะเนื อหา และลําดับความคิ ดได้ดียิงขึน และยังสอดคล้องกับการจัดการจัดการเรี ยนรู ้ ตามหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐานทีต้องจัดการเรี ยนรู ้ให้ผเู ้ รี ยนเกิดสมรรถนะสําคัญด้านกระบวนการคิด การแก้ปัญหา โดยยึดผูเ้ รี ยนเป็ นสําคัญ
  • 27. 22 บทที 3 วิธีดําเนินการวิจัย การวิจยเรื องการพัฒนาผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของ ันักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปั ญญา ัเป็ นการวิจยเชิ งทดลอง (Experimental Research) โดยมีแบบแผนการวิจยแบบ One Group Pretest – Posttest ั ัDesign โดยมีนกเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/4 ปี การศึกษา 2553 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ัสังกัดสํานักงานเขตพืนทีการศึกษาปทุมธานี เขต 2 เป็ นกลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการทดลอง ซึ งมีรายละเอียดและขันตอนในการดําเนินการวิจยดังนี ัขันเตรียมการ 1. ประชากร ประชากรทีใช้ในการวิจยครังนี คือนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษา ัพัฒนาการ ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 จํานวน 6 ห้องเรี ยน รวมนักเรี ยนทังหมด 267 คน 2. กลุ่มตัวอย่ าง กลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการวิจยครังนี คือนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษา ัพัฒนาการ ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 ทีได้จากการสุ่ มห้องเรี ยนอย่างง่าย (Simple Random Sampling) มา 1ห้องเรี ยน ได้หองเรี ยน 4/4 เป็ นกลุ่มทดลอง ้ 3. ตัวแปรทีศึกษา ตัวแปรทีศึกษาสําหรับการวิจยครังนีประกอบด้วย ั ตัวแปรจัดกระทํา คือ การจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนผังความคิด (mind mapping) ตัวแปรตาม ได้แก่ 1. ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์
  • 28. 23 2. ความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้แผนผังความคิด 4. การศึกษาค้ นคว้ าข้ อมูล 4.1 ศึกษาเอกสาร ตํารา และงานวิจยทีเกียวข้องกับแผนทีความคิด เพือเป็ นแนวทางในการ ักําหนดเนื อหาในแผนการจัดการเรี ยนรู ้ การจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้ และการสร้างเกณฑ์การตรวจให้คะแนนในการวัดผลและประเมินผลการเรี ยนรู ้ 4.2 ศึกษาหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน พ.ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เพือเป็ นแนวทางในการกําหนดจุดประสงค์การเรี ยนรู ้ การสร้างแผนการจัดการเรี ยนรู ้และการประเมินผลการเรี ยนรู ้ ให้สอดคล้องกับหลักสู ตรและสาระการเรี ยนรู ้ 4.3 ศึกษาเอกสารและตําราเกียวกับการเขียนแผนการจัดการเรี ยนรู ้ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนและแบบสอบถามความคิดเห็นเครืองมือทีใช้ ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิทางการเรี ยน วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 2. แบบสอบถามความพึงพอใจทีมีต่อการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์การสร้ างเครืองมือทีใช้ ในการวิจัย 1. การสร้ างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ก่ อนเรี ยนและหลังเรี ยนเป็ นข้อสอบชุ ดเดี ยวกัน จํา นวน 40 ข้อ ลักษณะข้อสอบเป็ นแบบปรนัยชนิ ด 4ตัวเลือก ตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน มีขนตอนการสร้างดังนี ั 1.1 ศึกษาหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน พ.ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มาตรฐานที ง 3.1 และตัวชีวัดทีเกียวข้อง 1.2 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน
  • 29. 24 1.3 ศึกษาเนือหา วิเคราะห์เนือหา บทเรี ยน 1.4 สร้างตารางวิเคราะห์ขอสอบ ้ 1.5 สร้ า งแบบทดสอบวัด ผลสั ม ฤทธิ ทางการเรี ย น วิช าเทคโนโลยี ส ารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องระบบสารสนเทศ เป็ นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จํานวน 40 ข้อ และทดสอบทีสร้างขึ นยึดตัวชี วัดที กําหนดในหลัก สู ตรแกนกลางการศึ กษาขันพืนฐานเป็ นหลัก ครอบคลุ มจุ ดประสงค์การเรี ยนรู ้ในทัง 3 เรื องใช้ในการวิจย ั 1.6 นําแบบทดสอบไปใช้กลับกลุ่มตัวอย่าง 2. การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจทีมีต่อการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ขันตอนในการสร้างมีดงนี ั 2.1 ศึ ก ษาวิธี ก ารสร้ า งแบบสอบถามความพึ ง พอใจของนัก เรี ย นที มี ต่อการเรี ย นวิช าเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ 2.2 สร้ า งแบบสอบถามความพึ ง พอใจของนัก เรี ย นที มี ต่อ การเรี ย นวิช าเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ งเป็ นแบบสอบถามแบบมาตราส่ วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอร์ ท (Likert)คื อ มากที สุ ด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที สุ ด จํา นวน 10 ข้อ โดยคํา ถามที ใช้จะเป็ นคํา ถามเชิ ง นิ ม าน(positive)ตารางที 1 เกณฑ์การกําหนดค่าระดับความคิดเห็น ระดับความพึงพอใจ เชิงนิมาน (positive) (คะแนน) มากทีสุ ด 5 มาก 4 ปานกลาง 3 น้อย 2 น้อยทีสุ ด 1
  • 30. 25 ํ สําหรับการให้ความหมายค่าทีวัดได้ ผูวิจยได้กาหนดเกณฑ์ทีใช้ในการให้ความหมายซึ ง ้ ัพัฒนามาจากแนวคิดของเบส (Best) ดังตารางต่อไปนีตารางที 2 เกณฑ์การแปลความหมายของค่าความคิดเห็น ค่าเฉลีย ระดับความพึงพอใจ 1.0 – 1.49 น้อยทีสุ ด 1.50 – 2.49 น้อย 2.50 – 3.49 ปานกลาง 3.50 – 4.49 มาก 4.50 – 5.00 มากทีสุ ด 2.3 นําแบบสอบถามไปใช้กบกลุ่มตัวอย่าง ัขันดําเนินการทดลอง การดําเนินการทดลองผูวจยได้แบ่งเป็ นขันตอนดังนี ้ิั 1. ขันก่ อนทดลอง เลื อกรู ปแบบของการวิจย การวิจยครังนี เป็ นการวิจยเชิ งทดลอง (Experimental Research) แบบ ั ั ัแผนการวิจยแบบ One Group Pretest – Posttest Design ซึ งมีรูปแบบดังรู ป ั T1 X T2 เมือ X คือ การจัดกระทํา (Treatment) T1 คือ การทดสอบก่อนเรี ยน (pretest) T2 คือ การทดสอบหลังเรี ยน (posttest) 2. ขันทดลอง การสอนตามแบบกาวิจยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวธีการดังนี ั ิ
  • 31. 26 2.1 สุ่ มกลุ่มตัวอย่างมา 1 กลุ่มตัวอย่าง หรับการทดลองครังนี ได้หอง ม.4/4 ้ 2.2 ทดสอบก่อนเรี ยน 2.3 ทดลองสอนโดยจัดการเรี ยนการสอนตามแผนการสอนตามปกติ แต่สําหรั บกลุ่ มทดลองจะให้นกเรี ยนได้เขียน mind map สรุ ปความรู ้ของตนเองในแต่ละเรื องทีได้เรี ยน ั 2.4 ทดสอบหลังเรี ยน 2.5 ให้นกเรี ยนกลุ่มทดลองทําแบบสอบถามความพึงพอใจ ั 3. ขันหลังสอน ตรวจสอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์แล้วนําคะแนนทดสอบหลังเรี ยน (posttest) และคะแนนทดสอบก่อนเรี ยน (pretest) เปรี ยบเทียบคะแนนของนักเรี ยนว่ามีการพัฒนาขึนหรื อไม่ อย่างไร โดยใช้ สถิติ t-test แบบ One - Sampleขันตอนการวิเคราะห์ ข้อมูลและการอภิปรายผล การวิเคราะห์ขอมูลสําหรับการวิจยครังนี ประกอบด้วย ้ ั 1. เปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื องระบบสารสนเทศ ทีสอนโดยใช้วิธีการแผนที ความคิ ด โดยนําคะแนนทดสอบหลังเรี ยน (posttest) ลบด้วยคะแนนทดสอบก่ อนเรี ยน(pretest) แล้วเปรี ยบเทียบคะแนน (gain score) ของนักเรี ยนทัง 2 กลุ่ม โดยใช้ สถิ ติ t – test แบบ One -Sample 2. การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมี ต่อวิธีสอนโดยใช้วิธีการแผนทีความคิด โดยการวิเคราะห์ค่าเฉลีย และค่าเบียงเบนมาตรฐาน
  • 32. 27 บทที 4 ผลการวิเคราะห์ ข้อมูล การวิ จ ัย ครั งนี เป็ นการเปรี ย บเที ย บผลสั ม ฤทธิ ทางการเรี ย นวิ ช าเทคโนโลยี ส ารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องระบบสารสนเทศ ที สอนโดยใช้วิธีการแผนทีความคิด ผูวิจยเก็บรวมรวมข้อมูลโดยนํา ้ ัเครื องมือที ใช้ในการวิจยได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน และแบบสอบถามความคิ ดเห็ น ันําไปทดลองสอนกับนักเรี ยนทีเป็ นกลุ่มตัวอย่าง ซึ งได้ดาเนิ นตามขันตอนและสอบถามความพึงพอใจของ ํนักเรี ยนกลุ่มทดลอง โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจ เพือเป็ นการตอบจุดประสงค์ของการวิจย ผูวิจยขอ ั ้ ัเสนอผลการวิเคราะห์ขอมูล โดยแบ่งเป็ น 2 ตอน ดังนี ้ ตอนที 1 ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เรื องการติ ดต่ อสื อสาร ค้น หาข้อมู ล ผ่า นเครื อข่ า ยอิ นเตอร์ เ น็ ต และเรื องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองานทีสอนโดยใช้วธีการแผนทีความคิด ิ ตอนที 2 ผลการศึ กษาความพึงพอใจของนักเรี ยนชันมัธยมศึ กษาปี ที 4/4 ที มี ต่อการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ โดยวิธีการแผนทีความคิดตอนที 1 ผลสั มฤทธิทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์ แวร์เรืองการติดต่ อสื อสาร ค้ นหาข้ อมูลผ่ านเครื อข่ ายอินเตอร์ เน็ต และเรื องการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองานทีสอนโดยใช้ วธีการแผนทีความคิด ิตารางที 3 ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนในภาพรวม ก่อนเรี ยน (pretest) หลังเรี ยน (posttest) ของกลุ่มตัวอย่างทีสอนโดยวิธีการแผนทีความคิด ขนาดตัวอย่าง ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ผลต่างของค่าเฉลีย (43 คน) S.D. S.D. หลังเรี ยน – ก่อนเรี ยนวิธีการแผนทีความคิด 14.49 1.61 29.60 2.43 15.11
  • 33. 28 จากตารางพบว่าผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนก่อนเรี ยน (pretest) ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/4 ทีเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เรื องระบบสารสนเทศ ทีสอนโดยใช้วิธีการแผนทีความคิด มีค่าเฉลีย 14.49 ค่าส่ วนเบียงเบนมาตรฐาน 1.61 หลังเรี ยน (posttest) มีค่าเฉลีย 29.60 ค่าส่ วนเบียงเบนมาตรฐาน 2.43 ค่าเฉลียเพิมขึน 15.11 คะแนนตารางที 4 การเปรี ยบเที ยบคะแนนผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนที เพิมขึ นของวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยวิธีการแผนทีความคิด วิธีสอน จํานวน คะแนนเฉลียผลสัมฤทธิทีเพิมขึน t df Sig X S.D. วิธีการแผนทีความคิด 43 15.11 2.36 41.96 42 .000*มีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05 ั จากตาราง พบว่า ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนของกลุ่มทดลองทีสอนโดยวิธีการแผนทีความคิดเพิมขึนเฉลียเท่ากับ 15.11 คะแนน ค่าเบียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.36 คะแนน ค่า t เท่ากับ 41.96 ซึ งมีนยสําคัญทาง ัสถิ ติทีระดับ .05 จึงสรุ ปได้ว่า ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนของกลุ่มทีสอนโดยวิธีการแผนทีความคิดช่ วยให้ ่ ่นักเรี ยนมีผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนทีสู งขึน และมีผลสัมฤทธิทางการเรี ยนอยูในเกณฑ์ทีอยูในระดับดีตอนที 2 ผลการศึ กษาความพึงพอใจของนักเรี ยนชั นมัธยมศึ กษาปี ที 4/4 ทีมีต่อการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ โดยวิธีการแผนทีความคิดตารางที 5 ระดับความพึงพอใจของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/4 ทีมีต่อการเรี ยนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ โดยวิธีการแผนทีความคิดข้อ รายการ ความพึงพอใจของนักเรี ยน ลําดับที S.D. ระดับความคิดเห็น ที 1 วิธีสอนนีช่วยให้บรรยากาศในชันเรี ยนเป็ นกันเอง 3.49 0.66 ปานกลาง 7 2 วิธีสอนนีช่วยให้นกเรี ยนเรี ยนด้วยความสนุกสนาน 3.51 0.90 ั มาก 6 3 วิธีสอนนีทําให้นกเรี ยนเรี ยนอย่างมีความสุ ข ั 3.53 0.96 มาก 5 4 วิธี ส อนนี ทํา ให้นัก เรี ย นมี โอกาสแลกเปลี ยนความ 3.82 0.77 มาก 1 คิดเห็นร่ วมกันกับเพือน
  • 34. 29 5 วิธีสอนนีทําให้นกเรี ยนเข้าใจบทเรี ยนได้ดี จําได้นาน 3.40 0.76 ั ปานกลาง 9 6 นักเรี ยนต้องการเรี ยนด้วยวิธีสอนแบบนีอีกในโอกาส 3.75 0.80 มาก 2 ต่อไป 7 วิ ธี ส อ น นี ช่ ว ย ใ ห้ นั ก เ รี ย นนํ า ค ว า มรู ้ ที ไ ด้ ไ ป 3.33 0.86 ปานกลาง 10 ประยุกต์ใช้ในชีวตประจําวัน ิ 8 วิ ธี ส อนนี น่ า สนใจทํา ให้ นั ก เรี ยนอยากเข้ า ร่ วม 3.42 0.94 ปานกลาง 8 กิจกรรม 9 นัก เรี ย นมี ค วามรู ้ สึ ก ว่า วิ ธี ส อนนี ช่ ว ยให้ท า งานได้ 3.60 0.82 ํ มาก 3 อย่างมีระบบและรอบคอบ10 ความพึงพอใจโดยรวมต่อการเรี ยนด้วยวิธีการสอน 3.55 0.95 มาก 4 แบบแผนทีความคิด รวม 3.54 0.84 มาก จากตาราง พบว่า นักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/4 ทีเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์เรื องฮาร์ ดแวร์ และซอฟต์แวร์ เรื องการติดต่อสื อสาร ค้นหาข้อมูลผ่านเครื อข่ายอินเตอร์ เน็ต และเรื องการใช้ ่เทคโนโลยีสารสนเทศนําเสนองานทีสอนโดยใช้วิธีการแผนทีความคิด มีระดับความพอพอใจอยูในระดับมาก ( =3.54, S.D. = 0.84) เพือพิจารณาเป็ นรายข้อ พบว่า ข้อความในเชิ งบวกนักเรี ยนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 6 ประเด็น เรี ยงลําดับจากมากไปน้อย ดังนี วิธีสอนนี ทําให้นกเรี ยนมีโอกาสแลกเปลียนความ ัคิดเห็นร่ วมกันกับเพือน ( =3.82, S.D. = 0.77) นักเรี ยนต้องการเรี ยนด้วยวิธีสอนแบบนี อีกในโอกาสต่อไป( =3.75, S.D. = 0.80) นักเรี ยนมี ความรู ้ สึกว่าวิธีสอนนี ช่ วยให้ทางานได้อย่างมี ระบบและรอบคอบ ํ( =3.60, S.D. = 0.82) ความพึงพอใจโดยรวมต่อการเรี ยนด้วยวิธีการสอนแบบแผนทีความคิด ( =3.55,S.D. = 0.95) วิธีสอนนี ทําให้นกเรี ยนเรี ยนอย่างมีความสุ ข ( =3.53, S.D. = 0.96) วิธีสอนนี ช่วยให้นกเรี ยน ั ัเรี ยนด้วยความสนุ กสนาน ( =3.51, S.D. = 0.90) ส่ วนความพึงพอใจระดับปานกลางมี 4 ประเด็น คือ วิธีสอนนี ช่วยให้บรรยากาศในชันเรี ยนเป็ นกันเอง ( =3.49, S.D. = 0.66) วิธีสอนนี น่าสนใจทําให้นกเรี ยน ัอยากเข้าร่ วมกิ จกรรม ( =3.42, S.D. = 0.94) วิธีสอนนี ทําให้นกเรี ยนเข้าใจบทเรี ยนได้ดี จําได้นาน ั( =3.40, S.D. = 0.76) วิธีสอนนี ช่วยให้นกเรี ยนนําความรู ้ทีได้ไปประยุกต์ใช้ในชี วิตประจําวัน ( =3.33, ัS.D. = 0.86)
  • 35. 30 บทที 5 สรุ ปผล และข้ อเสนอแนะ การวิจยเรื องการพัฒนาผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของ ันักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปั ญญา ัเรื องระบบสารสนเทศ ที สอนโดยใช้วิธี ก ารแผนที ความคิ ด และศึ ก ษาความพึ ง พอใจของนัก เรี ย นชันมัธยมศึ กษาปี ที 4/4 ที ได้รับการสอนด้วยวิธี การดังกล่ า ว ประชากรที ใช้ในการศึ กษาวิจย ครั งนี ได้แก่ ันักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 จํานวน 6ห้องเรี ยน ซึ งเป็ นนักเรี ยนทีผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนคละ รวมทังสิ น 267 คน ตัวอย่างทีใช้ในการวิจยครังนี ัคือ นักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/4 ทีได้จากการสุ่ มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) การวิจยครังนี เป็ นการวิจยเชิ งทดลอง (Experimental Research) แบบแผนการวิจยเป็ นแบบ One ั ั ัGroup Pretest – Posttest Design เครื องมือทีใช้ในการวิจย ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน ัวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ เรื องระบบสารสนเทศ เป็ นแบบทดสอบชนิ ดปรนัย จํานวน 40ข้อ ชนิ ดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้คาถามแบบมาตราส่ วนประมาณค่า ํ(Rating Scale) การวิเคราะห์ขอมูลและสถิติทีใช้ การเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนระหว่างการสอนโดยใช้ ้วิธีการแผนทีความคิด ในสู ตร t-test แบบ One – Sample และความพึงพอใจทีมีต่อการจัดการเรี ยนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศใช้วธีการหาค่าเฉลีย และส่ วนเบียงเบนมาตรฐาน ิสรุ ปผลการวิจัย การวิจยเรื องการพัฒนาผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของ ันักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา โดยใช้ผงความคิดทางปั ญญา ัสรุ ปผลการวิจยดังนี ั
  • 36. 31 1. ผลสัม ฤทธิ ทางการเรี ยนหลังเรี ย นวิชาเทคโนโลยีส ารสนเทศและคอมพิ วเตอร์ เรื องระบบสารสนเทศ สู งกว่าก่อนเรี ยนอย่างมีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05 ั 2. ความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ทีเรี ยน ่โดยใช้แผนทีความคิด นักเรี ยนส่ วนใหญ่มีความพึงพอใจอยูในระดับมาก ( =3.54, S.D. = 0.84)ข้ อเสนอแนะ 1. การฝึ กเขียนแผนทีความคิด (mind mapping) ควรให้ผเู ้ รี ยนฝึ กเขียนแผนทีความคิดอย่างง่ายก่อนเพือให้ผเู ้ รี ยนมีความรู ้สึกทีดีต่อการเรี ยนโดยวิธีนี 2. ควรมีการสร้างบรรยากาศในการฝึ กทีกระตุน ส่ งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนใช้ความคิดอย่างเต็มที และมี ้อิสระในการคิด 3. เวลาในการเขียนแผนทีความคิด ควรมีเวลาทีเพียงพอ ไม่นอยจนเกินไปจนทําให้นกเรี ยนต้องรี บ ้ ัทํางานให้เสร็ จ เพราะจะทําให้นกเรี ยนไม่สามารถคิด วิเคราะห์ ได้อย่างเต็มที ั
  • 37. บรรณานุกรมสํานักทดสอบทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิ การ. (2539). คู่มือการสร้ างเครืองมือวัดคุณลักษณะด้ านจิต พิสัย. กรุ งเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.____________. (2543). Mind Mapping กับคุณภาพการศึกษา. กรุ งเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.ชาตรี เกิดธรรม. (2545). เทคนิคการสอนทีเน้ นผู้เรียนเป็ นสํ าคัญ. กรุ งเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.กรมวิชาการ. (2551). หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน 2551. กรุ งเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิ การ.สุ รางค์ โค้วตระกูล. (2552). จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครังที 8. กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย.ทิศนา แขมณี . (2553). ศาสตร์ การสอน : องค์ ความรู้ เพือการจัดกระบวนการเรียนรู้ ทีมี ประสิ ทธิภาพ. พิมพ์ครังที 12. กรุ งเทพมหานคร: บริ ษทด่านสุ ทธาการพิมพ์ จํากัด. ั
  • 38. 34คะแนนนักเรียน
  • 39. 35เลขที คะแนนทดสอบก่ อนเรี ยน คะแนนทดสอบหลังเรียน 1 14 29 2 13 27 3 15 30 4 15 32 5 14 31 6 14 31 7 16 33 8 13 27 9 18 34 10 16 32 11 15 31 12 13 30 13 18 32 14 18 31 15 15 31 16 14 29 17 15 33 18 11 30 19 11 28 20 11 29 21 14 27 22 14 26 23 15 29 24 15 29 25 16 32 26 16 31 27 16 30 28 13 28 29 15 29 30 15 28
  • 40. 36เลขที คะแนนทดสอบก่ อนเรี ยน คะแนนทดสอบหลังเรียน 31 14 27 32 15 29 33 15 30 34 13 25 35 15 24 36 14 27 37 14 26 38 16 26 39 14 33 40 13 30 41 15 32 42 13 32 43 14 33
  • 41. 37แบบสอบถามความพึงพอใจ
  • 42. 38 แบบสอบถามความพึงพอใจ ทีมีต่อการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ (ง31101) ----------------------------------------------------คําชี แจง : แบบทดสอบนีมีทงหมด 2 ตอน จงตอบคําถามทีกําหนดทุกข้อ ัตอนที 1 : ข้อมูลทัวไป เพศ ชาย หญิงตอนที 2 : ความพึงพอใจ ระดับความพึงพอใจข้อ รายการ มาก มาก ปาน น้อย น้ อ ยที ทีสุ ด กลาง ทีสุ ด 1 วิธีสอนนีช่วยให้บรรยากาศในชันเรี ยนเป็ นกันเอง 2 วิธีสอนนีช่วยให้นกเรี ยนเรี ยนด้วยความสนุกสนาน ั 3 วิธีสอนนีทําให้นกเรี ยนเรี ยนอย่างมีความสุ ข ั 4 วิธีสอนนี ทําให้นักเรี ยนมีโอกาสแลกเปลี ยนความคิดเห็ นร่ วมกัน กับเพือน 5 วิธีสอนนีทําให้นกเรี ยนเข้าใจบทเรี ยนได้ดี จําได้นาน ั 6 นักเรี ยนต้องการเรี ยนด้วยวิธีสอนแบบนีอีกในโอกาสต่อไป 7 วิ ธี ส อนนี ช่ ว ยให้ นั ก เรี ยนนํ า ความรู ้ ที ได้ ไ ปประยุ ก ต์ ใ ช้ ใ น ชีวตประจําวัน ิ 8 วิธีสอนนีน่าสนใจทําให้นกเรี ยนอยากเข้าร่ วมกิจกรรม ั 9 นักเรี ยนมีความรู ้สึกว่าวิธีสอนนี ช่วยให้ทางานได้อย่างมีระบบและ ํ รอบคอบ10 ความพึ ง พอใจโดยรวมต่ อการเรี ย นด้ว ยวิธี ก ารสอนแบบแผนที ความคิด
  • 43. 39แบบทดสอบวัดผลสั มฤทธิทางการเรียน
  • 44. 40 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกาแบบทดสอบ ภาคเรี ยนที 1 ปี การศึกษา 2553รหัสวิชา ง31101 ชือวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ ชันมัธยมศึกษาปี ที 4 เวลา 50 นาทีคําชีแจง แบบทดสอบมีทงหมด 1 ตอน ตอนที 1 เป็ นแบบปรนัยให้เลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จํานวนทังหมด 40 ข้อ และ ัจํานวนหน้าทังหมดมี 6 หน้า โปรดตรวจสอบจํานวนหน้าของแบบทดสอบให้ครบก่อนลงมือทําข้อสอบ (เก็บคะแนนทังหมด 20 คะแนน)ตอนที 1 ให้นกเรี ยนพิจารณาเลือกคําตอบทีถูกต้องทีสุดเพียงคําตอบเดียวแล้วกากบาท ั ลงในกระดาษคําตอบ ตัวชีวัด 1. อธิบายองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ 2. อธิบายองค์ประกอบและหลักการทํางานของคอมพิวเตอร์ 3. อธิบายระบบสื อสารข้อมูลสําหรับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ 4. บอกคุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง1. ระบบสารสนเทศ หมายถึงอะไร ก. การเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็ นระเบียบ 3. ข้อใด ไม่ ใช่ ลักษณะของสารสนเทศและจัดเรี ยงเป็ นแฟ้ ม หรื อโฟล์เดอร์ ก. การจัดการข้อมูลตามขันตอนการปฏิบติงานั ข. การจัดการข้อมูลตามขันตอนการปฏิบติงาน ั ข. สามารถนําไปใช้ตดสิ นใจและวางแผนการ ัโดยมีบุคลากรเป็ นผูใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ้ ปฏิบติงานได้ ั ค. กระบวนการทํางานทีใช้คอมพิวเตอร์ในการ ค. เป็ นผลทีได้จากการจัดการข้อมูลตามเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็ นระบบ กระบวนการ ง. ถูกทุกข้อ ง. เป็ นข้อมูลทีรวบรวมและจัดเก็บไว้อย่างเป็ น ระเบียบ2. ระบบสารสนเทศมีความสําคัญอย่างไร ก. ช่วยในการตัดสิ นใจและวางแผนการ 4. ระบบสารสนเทศมีกีองค์ประกอบบริ หารงาน ก. 3 องค์ประกอบ ข. ช่วยให้ขอมูลทีรวบรวมมีประสิ ทธิภาพ ้ ข. 4 องค์ประกอบถูกต้อง ครบถ้วน ค. 5 องค์ประกอบ ค. ทําให้บุคลากรทําการประมวลผลข้อมูลได้ ง. 6 องค์ประกอบง่ายขึน ง. ทําให้องค์กรมีความเข้มแข็ง และ คุณภาพ และมี
  • 45. 415. ข้อใด ไม่ ใช่ องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ 10. ฮาร์ดแวร์มีความสําคัญต่อระบบสารสนเทศอย่างไร ก. บุคลากร ก. เป็ นอุปกรณ์ทีช่วยประมวลผลข้อมูลให้เป็ น ข. คอมพิวเตอร์ สารสนเทศ ค. การเก็บรวบรวมข้อมูล ข. เป็ นส่วนทีชีวัดความสําเร็ จหรื อล้มเหลวของ ง. ขันตอนการปฏิบติงาน ั ระบบสารสนเทศ6. ตัวชีวัดความสําเร็ จหรื อล้มเหลวของระบบสารสนเทศ ค. เป็ นระเบียบวิธีในการปฏิบติงาน ัหมายถึงข้อใด ง. ผิดทุกข้อ ก. ฮาร์ดแวร์ ข. ข้อมูล 11. องค์ประกอบของระบบสารสนเทศประเภทใดทีสัง ค. บุคลากร ให้คอมพิวเตอร์ทางานได้ ํ ง. ขันตอนการปฏิบติงาน ั ก. ฮาร์ดแวร์ ข. ซอฟต์แวร์7. ข้อใด ไม่ ใช่ ซอฟต์แวร์ระบบ ค. ข้อมูล ก. Linux ง. บุคลากร ข. Microsoft ค. Macintosh 12. ถ้าข้อมูลไม่เพียงพอทีจะประมวลผลเพือตัดสิ นใจ เรา ง. Chrome OS ควรทําอย่างไร ก. ประมวลผลต่อได้ เพราะค่าทีได้จะมีค่า8. ขันตอนการปฏิบติงานเพือให้ได้สารสนเทศมีกี ั ใกล้เคียงกันขันตอน ข. ประมวลผลต่อได้ โดยทําเฉพาะส่วนที ก. 4 ขันตอน ข. 5 ขันตอน ข้อมูลครบถ้วนเท่านัน ค. 6 ขันตอน ง. 7 ขันตอน ค. หยุดประมวลผล และเก็บข้อมูลให้เพียงพอ ก่อนจึงจะเริ มประมวลผลได้9. ข้อใดเรี ยงลําดับขันตอนการปฏิบติงานเพือให้ได้ ั ง. ผิดทุกข้อสารสนเทศได้ถูกต้อง ก. รวบรวมข้อมูล -> ตรวจสอบข้อมูล -> 13. ตัวเลข 145สิบ มีค่าเท่าใดในระบบเลขฐานสองประมวลผลข้อมูล -> จัดเก็บและดูแลรักษา ก. 10011101สอง ข. รวบรวมข้อมูล -> ประมวลผลข้อมูล -> ข. 10010001สองตรวจสอบข้อมูล -> จัดเก็บและดูแลรักษา ค. 11011001สอง ค. รวบรวมข้อมูล -> ตรวจสอบข้อมูล -> ง. 10001001สองจัดเก็บและดูแลรักษา -> ประมวลผลข้อมูล ง. ตรวจสอบข้อมูล -> รวบรวมข้อมูล -> 14. ตัวเลข 128สิบ มีค่าเท่าใดในระบบเลขฐานแปดประมวลผลข้อมูล -> จัดเก็บและดูแลรักษา ก. 200แปด ข. 201แปด ค. 300แปด ง. 301แปด
  • 46. 42 20. กิจการโรงแรมควรเลือกใช้คอมพิวเตอร์ประเภทใด15. ตัวเลข 1011สอง มีค่าเท่าใดในระบบเลขฐานสิ บ ก. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ก. 11 ข. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ข. 12 ค. มินิคอมพิวเตอร์ ค. 13 ง. ไมโครคอมพิวเตอร์ ง. 14 21. ถ้านักเรี ยนต้องการเลือกซือคอมพิวเตอร์มาใช้งานที16. ตัวเลข 11Aสิบหก มีค่าเท่าใดในระบบเลขฐานสิ บ บ้าน จะเลือกซือคอมพิวเตอร์ประเภทใด ก. 280 ก. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ข. 281 ข. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ค. 282 ค. มินิคอมพิวเตอร์ ง. 283 ง. ไมโครคอมพิวเตอร์17. ส่วนใดของคอมพิวเตอร์ทีทําหน้าทีคล้ายสมองของ 22. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์มีกีองค์ประกอบมนุษย์ ก. 4 องค์ประกอบ ก. หน่วยประมวลผลกลาง ข. 5 องค์ประกอบ ข. หน่วยความจําหลัก ค. 6 องค์ประกอบ ค. หน่วยความจําสํารอง ง. 7 องค์ประกอบ ง. หน่วยรับเข้า 23. ข้อใด ไม่ ใช่ หน่วยรับเข้า18. อุปกรณ์ใดทีทําหน้าทีเป็ นทังอุปกรณ์รับเข้าและ ก. แป้ นพิมพ์อุปกรณ์ส่งออก ข. เครื องพิมพ์ ก. จอภาพ ค. ไมโครโฟน ข. แป้ นพิมพ์ ง. ทุกข้อเป็ นหน่วยรับเข้า ค. กล้องวีดีโอ ง. เครื องพิมพ์ 24. หน่วยคํานวณและตรรกะ หรื อ ALU ในหน่วย ประมวลผลกลาง มีหน้าทีสําคัญอย่างไร19. เมนบอร์ดมีความสําคัญต่อคอมพิวเตอร์อย่างไร ก. อ่านคําสังทีรับเข้ามาทีละคําสัง ก. เป็ นศูนย์กลางของการเชือมต่อระหว่าง ข. บันทึกข้อมูลทีทําการประมวลผลเรี ยบร้อยหน่วยต่างๆ ให้ทางานร่ วมกัน ํ แล้ว ข. เป็ นอุปกรณ์ทีทําหน้าทีควบคุมการส่งข้อมูล ค. ประมวลคําสังด้วยวิธีการทางคณิ ตศาสตร์ระหว่างหน่วยต่างๆ ง. รับข้อมูลคําสังจากภายนอก ค. ช่วยเก็บหรื อบันทึกข้อมูลทีจําเป็ นต้องใช้งานบ่อยๆ ง. ถูกทุกข้อ
  • 47. 4325. ข้อใดกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง แรม (RAM) 29. ข้อใดอธิบายความหมายของระบบสื อสารข้อมูลและ รอม (ROM) ได้ถูกต้อง สําหรับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ได้ถูกต้องทีสุด ก. เมือไฟดับข้อมูลในแรมจะไม่ศูนย์หาย แต่ ก. การแลกเปลียนข้อมูลระหว่างเครื องข้อมูลในรอมจะหายไป คอมพิวเตอร์ตนทางและปลายทางโดยใช้อุปกรณ์ ้ ข. เมือไฟดับข้อมูลในแรมจะศูนย์หาย แต่ อิเล็กทรอนิกส์ข้อมูลในรอมจะไม่ศูนย์หาย ข. การสื อสารข้อมูลผ่านสื อกลางประเภทมี ค. แรมเป็ นหน่วยความจําทีอ่านได้อย่างเดียว สายและไร้สายของเครื องคอมพิวเตอร์ตนทางและ ้ไม่สามารเขียนได้ ปลายทาง ง. รอมเป็ นหน่วยความจําทีสามารถเขียนและ ค. การแลกเปลียนข้อมูลเพือใช้ประโยชน์อ่านได้ ร่ วมกันในระบบเครื อข่ายของคอมพิวเตอร์ทุกๆ เครื องที26. ข้อใดไม่ใช่หน่วยความจําสํารอง เชือมต่อกัน ก. ฮาร์ดดิสก์ ง. การเชือมต่อคอมพิวเตอร์แต่ละเครื องเข้า ข. แผ่น CD/DVD ด้วยกันโดยใช้รูปแบบเครื อข่ายแบบผสม ค. แฟรชไดร์ฟ 30. ข้อใด ไม่ ใช่ องค์ประกอบของระบบสื อสารข้อมูล ง. แรม สําหรับเครื อข่ายคอมพิวเตอร์ ก. ผูส่ง ้27. ข้อใดใช้งานซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ไม่ ถกต้ อง ู ข. สื อกลาง ก. ใช้ในการพยากรณ์อากาศ ค. ข้อมูล ข. ใช้ในการรบหรื อควบคุมขีปนาวุธ ง. ซอฟต์แวร์ ค. ในในงานธนาคาร ง. ใช้ในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และทาง 31. สื อหรื อตัวกลางของการสื อสารข้อมูลในข้อใดทีต่างวิศวกรรมศาสตร์ จากพวก ก. สายโทรศัพท์28. ข้อใดเรี ยงลําดับคุณภาพของเครื องพิมพ์ได้ถูกต้อง ข. ใยแก้วนําแสง ก. เครื องพิมพ์แบบจุด > เครื องพิมพ์แบบ ค. คลืนไมโครเวฟเลเซอร์ > เครื องพิมพ์แบบ Inkjet ง. สายเคเบิล ข. เครื องพิมพ์แบบจุด > เครื องพิมพ์แบบInkjet > เครื องพิมพ์แบบเลเซอร์ 32. องค์ประกอบใดสําคัญทีสุดของระบบสื อสารข้อมูล ค. เครื องพิมพ์แบบ Inkjet > เครื องพิมพ์แบบ ในระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์เลเซอร์ > เครื องพิมพ์แบบจุด ก. ข่าวสาร/ข้อมูล ง. เครื องพิมพ์แบบเลเซอร์ > เครื องพิมพ์แบบ ข. โพรโตคอลจุด > เครื องพิมพ์แบบ Inkjet ค. ผูรับ ้ ง. สื อกลาง
  • 48. 4433. การสื อสารข้อมูลในระบบเครื อข่ายคอมพิวเตอร์จะ 38. ข้อใดอธิบายความหมายของโพรโตคอลได้ถูกต้องถือว่าประสบความสําเร็ จได้นนต้องพิจารณาจากสิ งใด ั ก. การสื อสารข้อมูลผ่านเครื อข่ายแบบไร้สาย ก. สามารถส่งข้อมูลได้ทนเวลาทีกําหนด ั ข. ข้อกําหนดหรื อข้อตกลงทีใช้ควบคุมการ ข. ส่งข้อมูลได้ถูกต้องและครบถ้วน สื อสารข้อมูลในเครื อข่าย ค. สามารถแสดงข้อผิดพลาดเมือส่งข้อมูล ค. ผิดทังข้อ ก และ ขไม่ได้ ง. ถูกทังข้อ ก และ ข ง. สามารถส่งข้อมูลได้ทุกประเภท 39. ชันของการตรวจสอบและควบคุมการส่งข้อมูล34. สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุมฉนวนต่างจากชนิดหุม ้ ้ ระหว่างเครื องต้นทางและเครื องปลายทางให้ถูกต้องฉนวนอย่างไร หมายถึงชันใดใน OSI Model ก. ราคาแพง ก. ชันขนส่ง (Transport Layer) ข. เป็ นทีนิยมมากทีสุด ข. ชันเครื อข่าย (Network Layer) ค. ถูกรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้ง่าย ค. ชันเชือมโยงข้อมูล (Data Link Layer) ง. ถูกทุกข้อ ง. ชันกายภาพ (Physical Layer) 40. การส่งผ่านข้อมูลระหว่างต้นทางและปลายทางโดย35. สายโคแอกเชียลนิยมใช้ในการสื อสารแบบใด ผ่านจุดต่าง ๆ บนเครื อข่ายให้เป็ นไปตามเส้นทางที ก. การเชือมโยงใต้ทะเลหรื อใต้ดิน กําหนด เป็ นหน้าทีของ OSI Model ชันใด ข. สายสัญญาณโทรศัพท์ ก. ชันขนส่ง (Transport Layer) ค. การสื อสารทีต้องการความเร็ วสูง ข. ชันเครื อข่าย (Network Layer) ง. ถูกทุกข้อ ค. ชันเชือมโยงข้อมูล (Data Link Layer) ง. ชันกายภาพ (Physical Layer)36. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะของคลืนไมโครเวฟได้ถูกต้อง ก. ความถีตํากว่าคลืนวิทยุ ข. สัญญาณไม่สามารถถูกรบกวนจากคลืนแม่เหล็กไฟฟ้ าได้ ค. สัญญาณเดินทางเป็ นเส้นตรงและไม่สามารถอ้อมผ่านสิ งกีดขวางได้ ง. ถูกทุกข้อ37. ข้อใดกล่าวถึงลักษณะของสายใยแก้วนําแสงได้ไม่ถูกต้อง ก. ใช้สญญาณไฟฟ้ าในการส่ง ั ข. ไม่มีการรบกวนจากคลืนแม่เหล็กไฟฟ้ า ค. ส่งข้อมูลได้ชากว่าสายชนิดอืนๆ ้ ง. ไม่สามารถหักงอตามมุมตึกได้
  • 49. 45 ชือ...............................นามสกุล.............................. ชัน...............................เลขที................................... กระดาษคําตอบตอนที 1 ข้อ ข้อ ก ข ค ง ก ข ค ง ที ที 1 21 2 22 3 23 4 24 5 25 6 26 7 27 8 28 9 29 10 30 11 31 12 32 13 33 14 34 15 35 16 36 17 37 18 38 19 39 20 40
  • 50. 46ตัวอย่ างผลงานนักเรียน
  • 51. 47
  • 52. 48
  • 53. 49
  • 54. 50
  • 55. 51
  • 56. 52
  • 57. ผู้วจัย ิ ครู ณฐพล บัวอุไร ั ตําแหน่งครู ผช่วย โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ู้ อําเภอลําลูกกา จังหวัดปทุมธานี สํานักงานเขตพืนทีการศึกษาปทุมธานี เขต 2 สํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 4ประวัติทางการศึกษา ลําดับ ปี ทีจบ ระดับการศึกษา ชือสถานศึกษา หมายเหตุ ที การศึกษา 1. ประถมศึกษาปี ที 6 โรงเรี ยนวัดอินทอารี พ.ศ. พ 2540 2. มัธยมศึกษาปี ที 3 โรงเรี ยนมัธยมผดุงวิทยา พ.ศ. พ 2543 3. มัธยมศึกษาปี ที 6 โรงเรี ยนปทุมวิไล พ.ศ. พ 2546 4. ปริ ญญาตรี (วิทยาการ วิ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. พ 2550 คอมพิวเตอร์) 5. ประกาศนียบัตรวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. พ 2551 วิทยาศาสตร์ติดต่ อ Website : www.nattapon.com E-mail : krunattapon@gmail.com mail