ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555

5,783 views
5,522 views

Published on

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
5,783
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
472
Actions
Shares
0
Downloads
96
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555

  1. 1. กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 (ปทุมธานี)
  2. 2. รายงานการประเมินโครงการโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพประจาปี พ.ศ.2555กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 (ปทุมธานี)
  3. 3. คานางานวิจัยเรื่องการติดตามและประเมินโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา เป็นการติดตามและประเมินผลการดาเนินงานกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์ของการประเมินคือ 1. เพื่อศึกษาแนวคิดและประสบการณ์ในการประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในอนาคตของนักเรียน 2. เพื่อประเมินกระบวนการหลักการบริหารจัดการร้านของนักเรียน 3. เพื่อประเมินคุณลักษณะของนักเรียนในด้านการประกอบอาชีพสาหรับผลการประเมินพบว่าการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ สาหรับนักเรียนทุกระดับชั้นในครั้งนี้สาเร็จและเรียบร้อยผ่านไปด้วยดี ก็ด้วยความร่วมมือและความสามัคคีของคณะครูผู้จัดกิจกรรม อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากทางโรงเรียนให้จัดกิจกรรมดังกล่าว และที่สาคัญนักเรียนทุกคนได้ให้ความร่วมมือในการดาเนินกิจกรรม ทาให้กิจกรรมตลาดนัดอาชีพไปด้วยความเรียบร้อย และไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ อันตราย หรือผลลัพธ์ที่ไม่ดีกับนักเรียน ครูและการประเมินผลการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยนักเรียนและครูเป็นผู้ทาการประเมิน ซึ่งมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด คือ นักเรียนและครูมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมนี้และได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพมากที่สุดในส่วนของข้อเสนอแนะนั้น ความเห็นของนักเรียนส่วนใหญ่คืออยากให้มีการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพทุกภาคเรียน เพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่นักเรียนทุกคนในโรงเรียนมีส่วนร่วมและเกิดประโยชน์ต่อนักเรียนอย่างแท้จริง
  4. 4. สารบัญหน้าบทที่ 1 บทนา 1ความสาคัญของปัญหา 1คาถามการประเมิน 2วัตถุประสงค์การประเมิน 3ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3ขอบเขตการประเมิน 4นิยามศัพท์ 5บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6โครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ 7แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการ 13งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 35องค์ความรู้เกี่ยวกับอาชีพ 42บทที่ 3 วิธีดาเนินการวิจัย 56กลุ่มประชากร 56กลุ่มตัวอย่าง 56เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 56การรวบรวมข้อมูล 57การวิเคราะห์ข้อมูล 58บทที่ 4 ผลการวิจัยและข้อวิจารณ์ 59ผลการวิจัย 59บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ 62ภาคผนวก 63ภาคผนวก ก การดาเนินกิจกรรม 64ภาคผนวก ข คาสั่งโรงเรียน 71ภาคผนวก ค ผู้จัดทา 82
  5. 5. 1บทที่ 1บทนาความสาคัญของปัญหาการทามาหากินของคนไทยสมัยโบราณ เลี้ยงตนเองและครอบครัวด้วยการทาไร่ทานา เมื่อว่างจากการทานาจะทอผ้าไว้ใช้ หากมีเหลือจะจาหน่ายในชุมชน นอกจากนี้ยังทาเครื่องจักสานเป็นภาชนะไว้ใช้สอยในครัวเรือนและจาหน่าย เช่น ตะกร้า สุ่มจับปลา กระด้ง เครื่องปั้นดินเผา ตีเหล็ก ทามีดขวาน หรืองานศิลปะต่าง ๆ สถานที่ทางานจะอยู่ชั้นล่างหรือใต้ถุนบ้านของตนเอง ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งมีอาชีพเป็นผู้ดูและผลประโยชน์ของแผ่นดิน มียศถาบรรดาศักดิ์ มีเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนหรือที่เรียกว่าเป็นข้าในแผ่นดิน ในสมัยก่อนมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่น บริษัท บอร์เนียว จากัด บริษัท บี กริม แอนด์ โก จากัด เป็นต้น ทาให้มีการจ้างงานเป็นลูกจ่างในบริษัท ต่อมามีบริษัทและโรงงานเอกชนเปิดดาเนินการเป็นจานวนมาก ตาแหน่งลูกจ้างของรัฐก็มีจานวนเพิ่มขึ้น จึงมีอาชีพมากมายให้คนได้เลือก เช่น การเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเอง หรือเป็นลูกจ้างของเอกชนหรือลูกจ้างรัฐบาล จะเห็นได้ว่าสังคมไทยเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา ผู้ใหญ่มักจะอวยพรให้ลูกหลานได้เป็นเจ้าคนนายคน ย่อมหมายความว่า ผู้ใหญ่สนับสนุนให้ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างของรัฐบาลหรือรับราชการ ซึ่งมีเงินเดือน ตาแหน่งหน้าที่การงานดีเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบันทีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐ จานวนตาแหน่งข้าราชการถูกลดจานวนลงส่วนธุรกิจเอกชนที่อยู่ในยุคเศรษฐกิจถดถอย ทาให้องค์กรธุรกิจมากมายต้องปิดกิจการลง ทาให้คนว่างงาน ส่วนที่เปิดดาเนินธุรกิจต่อไปก็พยายามลดจานวนพนักงานลง เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นจึงทาให้ผู้คนเหล่านั้นหันมาสร้างอาชีพส่วนตัวหรืออาชีพอิสระมากขึ้นโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ เป็นกิจกรรมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ได้ดาเนินการทุกปีการศึกษา เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่นักเรียนทุกคนในโรงเรียนมีส่วนร่วม นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดงานมาโดยตลอด และที่สาคัญเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีรายได้ และพัฒนาทักษะทางอาชีพของตนเอง แต่ทั้งนี้การสอบถามความพึงพอใจต่อโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ยังเป็นการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ครู และผู้ปกครองเท่านั้น ยังไม่มีการประเมินผลและติดตามผลหลังจาก
  6. 6. 2กิจกรรมดาเนินเสร็จสิ้นแล้ว ทาให้ยังไม่มีข้อมูลและสารสนเทศเพื่อหาข้อสรุปว่านักเรียนส่วนใหญ่สามารถนาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้จากกิจกรรมตลาดนัดอาชีพนี้ไปใช้ในการประกอบอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ระหว่างเรียนได้หรือไม่ ดังนั้นคณะผู้จัดทาโครงการจึงไม่สามารถขยายงานได้ในภาพรวม และไม่มีข้อมูลที่เป็นสิ่งยืนยันจากการจัดโครงการว่าควรจะดาเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไปในภายภาคหน้าหรือไม่ รวมทั้งการจัดโครงการนี้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ครบทุกประเด็นหรือไม่จากความสาคัญของการประเมินโครงการ ที่จะช่วยทาให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าหรือเกิดประโยชน์เต็มที่ เพราะการประเมินโครงการจะต้องวิเคราะห์ทุกส่วนของโครงการ ข้อมูลใดหรือปัจจัยใดที่เป็นปัญหาจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมคุ้มค่าช่วยให้แผนงานบรรลุวัตถุประสงค์ ช่วยแก้ปัญหาอันเกิดจากผลกระทบของโครงการ และทาให้โครงการมีข้อที่ทาให้เกิดความเสียหายลดน้อยลง ช่วยในการควบคุมคุณภาพของงาน มีส่วนในการสร้างขวัญและกาลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานตามโครงการ และที่สาคัญคือช่วยในการตัดสินใจในการบริหารโครงการ เพราะการประเมินโครงการทาให้ผู้บริหารได้ทราบถึงอุปสรรค ปัญหา ข้อดี ข้อเสีย ความเป็นไปได้ และแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการดาเนินการโครงการ ทาให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจไดว่าจะดาเนินโครงการนั้นต่อไปอย่างไร นอกจากนั้นผลของการประเมินโครงการยังอาจะเป็นข้อมูลสาคัญในการวางแผนหรือกาหนดนโยบายของผู้บริหารอีกด้วยจากปัญหาและความสาคัญของการประเมินโครงการข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทาการติดตามผลโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา เพื่อศึกษาในด้านผลที่เกิดจากการจัดทาโครงการว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้หรือไม่ และเป็นสารสนเทศสาหรับผู้จัดทาโครงการ กลุ่มบริหารวิชาการ ในการจัดโครงการเพื่อส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียนที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการต่อไปคาถามการประเมิน1. โครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะในการประกอบอาชีพมากขึ้นหรือไม่
  7. 7. 32. โครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ส่งเสริมให้นักเรียนมีหลักการและการบวนการในการบริหารจัดการธุรกิจของตนเองหรือไม่ อย่างไร3. โครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ส่งผลให้นักเรียนมีคุณลักษณ์ของผู้ประกอบอาชีพที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ อย่างไร4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ หรือไม่ อย่างไรวัตถุประสงค์การประเมิน1. เพื่อศึกษาทักษะในการประกอบอาชีพของนักเรียน2. เพื่อประเมินหลักการและการบวนการในการบริหารจัดการธุรกิจของนักเรียน3. เพื่อประเมินคุณลักษณ์ของนักเรียนในการประกอบอาชีพหรือทาธุรกิจ4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคณะผู้จัดทาโครงการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี และฝ่ายวิชาการของโรงเรียน ได้สารสนเทศสาหรับใช้ในการวางแผนการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพในครั้งต่อไป โดยหากโครงการนี้ประสบความสาเร็จ ก็จะดาเนินการต่อ โดยปรับปรุงในส่วนที่ต้องแก้ไขตามคาแนะนาและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากโครงการนี้ประสบความล้มเหลว ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้หาแนวทางหรือเครื่องมืออื่นๆ มาใช้ในการอบรมและพัฒนาบุคลากรต่อไป เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด
  8. 8. 4ขอบเขตการประเมินการประเมินครั้งนี้กาหนดขอบเขตไว้ดังนี้1. แหล่งข้อมูลในการประเมิน ได้แก่1.1 บุคลากรภายในโรงเรียนจานวน 40 คน ได้แก่ ครูที่เข้าร่วมโครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยจาแนกเป็นครูในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จานวนกลุ่มสาระการเรียนรู้ละ 5 คน1.2 นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา โดยเป็นนักเรียนที่เรียนที่เข้าร่วมโครงการหารายได้ระหว่างเรียนทุกห้องเรียน ห้องเรียนละ 5 คน2. ตัวแปรสาคัญในการติดตามผลโครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพตัวแปรสาคัญในการติดตามผลตามโครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ แบ่งตามคาถามการประเมินเป็น 1 ด้าน ดังนี้1. ด้านนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการตัวบ่งชี้ คือ1. ร้อยละของนักเรียนที่มีทักษะในการประกอบอาชีพอยู่ในระดับดี2. ร้อยละของนักเรียนที่มีหลักการและการบวนการในการบริหารจัดการธุรกิจ
  9. 9. 53. ร้อยละของนักเรียนที่มีคุณลักษณะของนักเรียนในการประกอบอาชีพหรือทาธุรกิจ4. ร้อยละของนักเรียนที่มีความพึงพอใจต่อการจัดโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพนิยามศัพท์โครงการหารายได้ระหว่างเรียน หมายถึง โครงการที่ส่งเสริมให้นักเรียนรู้และเข้าใจกระบวนการในการบริหารจัดการ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อนาไปจาหน่ายและหารายได้ระหว่างเรียนเพื่อนาเงินที่ได้มาใช้จ่ายในการเรียนรู้ของตนเอง โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมตลาดนัดอาชีพกิจกรรมเรียนรู้กับวิทยากรท้องถิ่น เป็นต้นกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ หมายถึง กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนทุกคนในโรงเรียนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ทั้งที่จัดหามาหรือผลิตขึ้นได้ด้วยตนเองมาจัดจาหน่ายในงานวันตลาดนัดอาชีพ เพื่อเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของตนเองและหารายได้เพื่อนามาใช้ในการเรียนของตนเอง
  10. 10. 6บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตามลําดับดังนี้1. โครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ2. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการ3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง4. องค์ความรู้เกี่ยวกับอาชีพ
  11. 11. 7โครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพชื่อโครงการ โครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (Mini Company)สนองนโยบาย กลยุทธ์ สพฐ. ข้อที่ ๑ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับตามหลักสูตร และส่งเสริมความสามารถด้านเทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่๒. ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์๓. ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง๔. ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างมีสติสมเหตุผล๕. ผู้เรียน มีความรู้และทักษะที่จําเป็นตามหลักสูตร๖. ผู้เรียนมีทักษะในการทํางาน รักการทํางาน สามารถทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ลักษณะกิกรรมตาม OUCP กิจกรรมรอง รหัสกิจกรรม ๒๑ลักษณะโครงการ ต่อเนื่องกลุ่มบริหารที่รับผิดชอบ กลุ่มบริหารงานวิชาการผู้รับผิดชอบ นางอนงค์ มีปัญญาระยะเวลา ๑ ก.ย. ๒๕๕๕ ถึง ๓๐ มี.ค. ๒๕๕๖๑. หลักการและเหตุผลกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียน มีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะพื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิต และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสามารถนําความรู้เกี่ยวกับการดํารงชีวิต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในการทํางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ และแข่งขันในสังคมไทย และสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทํางาน และมีเจตคติที่ดีต่อการทํางาน สามารถดํารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างพอเพียง และมีความสุข โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการทํางาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ และการศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ(กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๑ : ๒๐๔-๒๑๘)แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๙) ยังได้กล่าวถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยึดทางสายกลางอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลพอดี รู้จักพอประมาณ อย่างมีเหตุผล มีความรอบรู้เท่าทันโลก เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย เกิดการบูรณาการแบบองค์รวมที่ยึด “คน”เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมี “ดุลยภาพ” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เป็นแผนที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาการศึกษากับการพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และ
  12. 12. 8เทคโนโลยี เป็นต้น โดยคํานึงถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อให้บรรลุตามปรัชญาหลักและเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง จึงกําหนดวัตถุประสงค์ของแผนที่สําคัญ ๓ ประการ คือ๑) เพื่อพัฒนาคนอย่างรอบด้านและสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนา๒) เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้๓) เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคนและสร้างสังคม คุณธรรม ภูมิปัญญา การเรียนรู้(สภาการศึกษา,สํานักงาน:๒๕๕๓)จากการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ของครูที่ปรึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการลําลูกกา พบว่าผู้เรียนมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ประมาณ ร้อยละ ๑๐ ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนมีปัญหาด้านต่าง ๆ เช่นไม่มีเงินมาโรงเรียน หรือซื้ออุปกรณ์การเรียน ดังนั้น นั้นทางกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จึงได้จัดทําโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (Mini Company) เพื่อเป็นการแสดง หรือจัดการสาธิต ในเรื่องการฝึกอาชีพต่าง ๆ ให้ผู้เรียนได้รู้จัก ได้ศึกษา เกิดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง มีทักษะงานอาชีพตามความสนใจ มีความรู้ในการบริหารจัดการอย่างครบวงจรในลักษณะบริษัทจําลอง (Mini Company) มีรายได้จากการทํางานเรียนรู้การทํางานกับผู้อื่น เกิดความเอื้ออาทร มีคุณธรรม จริยธรรม ในการดําเนินชีวิต สามารถนําความรู้ทักษะที่ได้จากการปฏิบัติงานอาชีพ มาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพสุจริตต่อไปในอนาคต ส่งผลให้ผู้ปกครองและชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในตัวบุตรหลานเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดเน้นของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คือมีความมุ่งมั่นในการทํางาน บรรลุตามวัตถุประสงค์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ และบรรลุมาตรฐานการศึกษาที่ ๒ ๓ ๔ ๕ และ ๖ ตามที่โรงเรียนคาดหวัง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา จึงได้จัดทําโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (Mini Company) ปีการศึกษา ๒๕๕๕ ขึ้น๒. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียน๒.๑ ผลลัพธ์ (Outcomes)เชิงปริมาณ- กลุ่มที่ ๑ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เรียนรายวิชาพื้นฐาน ร้อยละ ๘๐๑. มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ อย่างน้อย ๑ งาน๒. มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต และรู้วิธีการหารายได้ อย่างเป็นระบบ- กลุ่มที่ ๒ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เรียนรายวิชาเพิ่มเติม ร้อยละ ๘๐๑. มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ อย่างน้อย ๑ งาน๒. มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓. มีรายได้ระหว่างเรียน- กลุ่มที่ ๓ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เลือกกิจกรรมชุมนุมส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (สอร.) ร้อยละ ๘๐
  13. 13. 9๑. ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๓ ที่เลือกกิจกรรมชุมนุมส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (สอร.) ร้อยละ ๘๐๑). มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ อย่างน้อย ๑ งาน๒). มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓) รู้วิธีการหารายได้ระหว่างเรียนอย่างเป็นระบบ- ๒. ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖ ที่เลือกกิจกรรมชุมนุมส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (สอร.) ร้อยละ ๘๐๑). มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ อย่างน้อย ๑ งาน๒). มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓) มีรายได้ระหว่างเรียนเชิงคุณภาพกลุ่มที่ ๑ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เรียนรายวิชาพื้นฐาน๑. มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ๒. มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓. รู้วิธีการหารายได้ ระหว่างเรียน- กลุ่มที่ ๒ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เรียนรายวิชาเพิ่มเติม๑. มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ๒. มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓. รู้วิธีการหารายได้ ระหว่างเรียน- กลุ่มที่ ๓ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เลือกกิจกรรมชุมนุมส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (สอร.)๑. มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ๒. มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓. รู้วิธีการหารายได้ ระหว่างเรียน๓. เป้าหมาย๓.๑ ผลลัพธ์ (Outcomes)๑. ผู้เรียนมีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ๒. ผู้เรียนมีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓. ผู้เรียนมีรายได้ ระหว่างเรียน๔. กิจกรรม และขั้นตอนการดาเนินงานที่ กิจกรรมระยะเวลาดาเนินงานผู้รับผิดชอบ๑ กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ บูรณาการ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้นักเรียนจํานวน ๒,๓๐๐ คน ระยะเวลา กันยายน ๒๕๕๕กันยายน ๒๕๕๕ถึงนางอนงค์
  14. 14. 10ที่ กิจกรรมระยะเวลาดาเนินงานผู้รับผิดชอบและ มีนาคม ๒๕๕๖ผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คน ระยะเวลา ตลอดปีการศึกษา๑.ตู้ไม้จําหน่ายสินค้า จํานวน ๓ หลัง ๆ ละ ๕,๐๐๐๒.แผ่นปูายไวนิล จํานวน ๑๐ ปูาย ๆ ละ ๕๐๐ (๕๐๐X๑๐)๓.กรอบรูปขนาด A๔ ใส่เกียรติบัตร บริษัทจําลองที่ประสบผลสําเร็จประมาณ ๑๐ บริษัท (๒๐๐X๑๐)๔.ค่าเช่าเวทีจัดงาน จํานวน ๒ ครั้ง ๆ ละ ๕,๐๐๐๕.ค่าแผ่นปูายไวนิล จํานวน ๑ ปูาย ๆ ละ ๑,๐๐๐มีนาคม ๒๕๕๖๒ หนึ่งคนหนึ่งชิ้นงาน ผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คนระยะเวลา ตลอดปีการศึกษาผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คน ระยะเวลา ตลอดปีการศึกษา๑.ประกวดผลงาน ภายในโรงเรียน และจัดทําปูายนิเทศ การนําเสนองาน สําหรับกลุ่มที่บรรลุผลสําเร็จ ๕ ปูาย๒.กระดาษการ์ดขาว จัดทําเกียรติบัตร๓.แผ่นปูายไวนิลแสดงขั้นตอนการปฏิบัติชิ้นงานจํานวน ๑๐ ปูาย ๆ ละ ๕๐๐ (๕๐๐X๑๐)๔.ตู้โชว์ผลงาน จํานวน ๑ หลัง ๆ ละ ๘,๐๐๐ตุลาคม๒๕๕๕ถึงมีนาคม ๒๕๕๖นางอนงค์๓ เรียนรู้กับวิทยากรท้องถิ่น (สาระท้องถิ่น) ผู้เรียนจํานวน ๒,๓๐๐ คน ระยะเวลาตุลาคม ๒๕๕๕ และ มีนาคม ๒๕๕๖๑. ค่าวิทยากร ๓ งาน๑.๑ งานอาหาร๑.๒. งานประดิษฐ์๑.๓ งานเกษตรชั่วโมงละ ๒๐๐ จํานวน ๑๒ : วิชา จํานวน ๑๐๐ ชั่วโมงตุลาคม๒๕๕๕ถึงมีนาคม ๒๕๕๖นางอนงค์๕.งบประมาณที่ใช้เงินงบประมาณ (ระดมทรัพย์) บาทเงินนอกงบประมาณ - บาทรวมงบประมาณทั้งสิ้น ๖๗,๘๐๐ บาทรายการ/ กิจกรรม/คาชี้แจง/ในการใช้เงินงบประมาณงบประมาณนอกงบประมาณรวมไตรมาศที่ใช้งบ
  15. 15. 11๑. กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ บูรณาการ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้นักเรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คนระยะเวลา กันยายน ๒๕๕๕ และ มีนาคม ๒๕๕๖๑.ตู้ไม้จําหน่ายสินค้า จํานวน ๓ หลัง ๆ ละ ๕,๐๐๐๒.แผ่นปูายไวนิล จํานวน ๑๐ ปูาย ๆ ละ ๕๐๐ (๕๐๐X๑๐)๓.กรอบรูปขนาด A๔ ใส่เกียรติบัตร บริษัทจําลอง ที่ประสบผลสําเร็จ ประมาณ ๑๐ บริษัท (๒๐๐X๑๐)๔.ค่าเช่าเวทีจัดงาน จํานวน ๒ ครั้ง ๆ ละ ๕,๐๐๐๕.ค่าแผ่นปูายไวนิล จํานวน ๑ ปูาย ๆ ละ ๑,๐๐๐๑๕,๐๐๐๕,๐๐๐๒,๐๐๐๑๐,๐๐๐๑,๐๐๐๑๕,๐๐๐๕,๐๐๐๒,๐๐๐๑๐,๐๐๐๑,๐๐๐๒. หนึ่งคนหนึ่งชิ้นงาน ผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คนระยะเวลา ตลอดปีการศึกษาผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คน ระยะเวลา ตลอดปีการศึกษา๑.ประกวดผลงาน ภายในโรงเรียน และจัดทําปูายนิเทศ การนําเสนองาน สําหรับกลุ่มที่บรรลุผลสําเร็จ ๓ ปูาย๒.กระดาษการ์ดขาว จัดทําเกียรติบัตร๓.แผ่นปูายไวนิลแสดงขั้นตอนการปฏิบัติชิ้นงานจํานวน ๑๐ ปูาย ๆ ละ ๕๐๐ (๕๐๐X๑๐)๔.ตู้โชว์ผลงาน จํานวน ๑ หลัง ๆ ละ ๘,๐๐๐๑,๕๐๐๓๐๐๕,๐๐๐๘,๐๐๐๑,๕๐๐๓๐๐๕,๐๐๐๘,๐๐๐๓.เรียนรู้กับวิทยากรท้องถิ่น (สาระท้องถิ่น)ผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คนระยะเวลา ตุลาคม ๒๕๕๕ และ มีนาคม ๒๕๕๖๑. ค่าวิทยากร ๓ งาน๑.๑ งานอาหาร๑.๒. งานประดิษฐ์๑.๓ งานเกษตรชั่วโมงละ ๒๐๐ จํานวน ๑๒ : วิชา จํานวน ๑๐๐ชั่วโมง ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐๔. กิจกรรมถนนอาชีพ - -
  16. 16. 12(ลงชื่อ) ผู้เสนอโครงการ(นางอนงค์ มีปัญญา)หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(ลงชื่อ) ผู้ตรวจสอบโครงการ(นายณัฐพล บัวอุไร)หัวหน้าแผนงาน(ลงชื่อ) ผู้ตรวจสอบโครงการ(นางอรวรรณ วุฒิเวช)รองผู้อํานวยการกลุ่มบริหารวิชาการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา(ลงชื่อ) ผู้อนุมัติโครงการ(นายประสงค์ สุบรรณพงษ์)ผู้อํานวยการ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา
  17. 17. 13แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการการประเมินโครงการเป็น “ศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science)” หรือเป็น “วิทยาการประยุกต์ที่เกิดจากการผสมผสานของศาสตร์หลายแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแนวคิดและวิธีการที่ผูกพันกับวิชาการสาขาเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดีถ้าพิจารณาเฉพาะคําว่า “การประเมินโครงการ”แล้ว อาจบอกได้ว่าเป็นคําผสมของคําสองคําคือคําว่า “การประเมิน” กับคําว่า “โครงการ” ซึ่งทั้งสองคําต่างก็มีความหมายหรือคําจํากัดความเฉพาะของตนเองความหมายของการประเมินโครงการนักวิชาการการศึกษาหลายท่าน ให้ความหมายของคําว่า “การประเมิน” ไว้ดังนี้Stake (1973) ได้ให้ความหมายของการประเมินว่า เป็นการบรรยายและตัดสินคุณค่าโครงการศึกษา ซึ่งเน้นเรื่องการบรรยายสิ่งที่จะถูกประเมินโดยอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินคุณค่าStufflebeam (1971) ได้กล่าวไว้ว่า การประเมินผลเป็นกระบวนการของการกําจัดข้อมูลการได้รับและการให้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ เพื่อตัดสินทางเลือกที่แน่นอนRossi and Freeman (1985) ให้ความหมายของคําว่าประเมินผล ว่าหมายถึงแบบแผนในการกํากับควบคุมการดําเนินการใช้โครงการ และการประเมินค่าคุณประโยชน์ของโครงการCronbach (1980) ให้ความหมายของคําว่าประเมินผลว่าหมายถึงการตรวจสอบหรือสอบวัดอย่างเป็นระบบของสิ่งที่เกิดขึ้นอันเนื่องมากจากโครงการ เพื่อที่จะรวบรวมสิ่งที่ได้จากการตรวจสอบนี้ไปปรับปรุงโครงการสมหวัง, พิริยานุวัฒน์ (2544) การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการที่ก่อให้เกิดสารนิเทศในการปรับปรุงโครงการ และสารนิเทศในการตัดสินผลสัมฤทธิ์ของโครงการเยาวดี รางชัยกุล (2546) การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อสรุปผลว่าโครงการนั้นๆ ได้บรรลุวัตถุประสงค์/เปูาหมาย และมีประสิทธิภาพเพียงใด
  18. 18. 14จากความหมายดังกล่าวแล้วอาจสรุปได้ว่า การประเมินโครงการหมายถึง กระบวนการในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของการดําเนินโครงการ และพิจารณาบ่งชี้ให้ทราบถึงจุดเด่นหรือจุดด้อยของโครงการนั้นอย่างมีระบบแล้วตัดสินใจว่าจะปรับปรุงแก้ไขโครงการนั้นเพื่อการดําเนินงานต่อไปหรือจะยุติการดําเนินงานโครงการนั้นทาไมต้องประเมินโครงการในการประเมินโครงการมีเปูาประสงค์หลักคือ ต้องการข้อมูลที่บ่งชี้ว่าโครงการที่ดําเนินการนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่หรือเป็นโครงการที่คุ้มค่าต่อการตัดสินใจในการดําเนินการหรือไม่ รวมถึงการศึกษาว่าในการดําเนินการโครงการมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขในเรื่องอะไรบ้าง และเป็นโครงการที่มีคุณค่ามากน้อยเพียงใดประเภทของการประเมินโครงการการแบ่งประเภทการประเมินโครงการคงมิใช่เป็นการกําหนดเกณฑ์เด็ดขาด แต่จําเป็นต้องอาศัยเกณฑ์หลายชนิดมาจําแนกประเภท เช่น ใช้เวลา วัตถุประสงค์ วิธีการ และรูปแบบการประเมินมาบ่งบอกถึงประเภทของการประเมิน ซึ่งในที่นี้อาจจําแนกการประเมินโครงการออกเป็น4 ประเภท ดังนี้1. การประเมินโครงการก่อนดาเนินการ (Preliminary Evaluation) เป็นการศึกษาประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ก่อนที่เริ่มโครงการใดๆ โดยอาจทําการศึกษาถึงประสิทธิภาพของปัจจัยปูอน ความเหมาะสมของกระบวนการที่คาดว่าจะนํามาใช้ในการบริหารจัดการโครงการ ปัญหา อุปสรรค ความเสี่ยงของโครงการ ตลอดจนผลลัพธ์ หรือประสิทธิผลที่คาดว่าจะได้รับ ในขณะเดียวกันก็อาจจะศึกษาปลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ เช่น- การประเมินผลกระทบด้านสังคม Social Impact Assessment-SIA)- การประเมินผลกระทบด้านนิเวศ (Ecological Impact Assessment-EIA)- การประเมินผลกระทบด้านการเมือง (Political Impact Assessment-PIA)
  19. 19. 15- การประเมินผลกระทบด้านเทคโนโลยี (Technological ImpactAssessment-TIA)- การประเมินผลกระทบด้านประชากร (Population ImpactAssessment-PIA)- การประเมินผลกระทบด้านนโยบาย (Policy Impact Assessment-POIA)- การประเมินผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ (Economic ImpactAssessment)การประเมินโครงการก่อนการดําเนินการนี้มีประโยชน์สําหรับนักลงทุน เพื่อศึกษาดูว่าก่อนลงมือโครงการใดๆ นั้น จะเกิดความคุ้มค่าแก่การลงทุน (Cost effectiveness) หรือจะเกิดผลกระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อมทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ประชากร เทคโนโลยี และระดับนโยบายหรือไม่ หากได้ทําการศึกษารอบคอบแล้วอาจจะได้ผลการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า จะได้เกิดประโยชน์หรือโทษอย่างไร ปัญหา อุปสรรค เป็นอย่างไร เพื่อผู้เป็นเจ้าของโครงการจะได้ตัดสินล่วงหน้าว่าจะเลิกล้มโครงการหรือปรับปรุงองค์ประกอบ และกระบวนการบริหารจัดการโครงการเพียงใดเพื่อให้เกิดผลดี2. การประเมินระหว่างดาเนินการโครงการ (Formative evaluation) เป็นการประเมินผลเพื่อการปรับปรุงเป็นสําคัญซึ่งมักจะใช้ประเมินผลระหว่างแผนหรือระหว่างพัฒนาโครงการผลที่ได้จาก Formative evaluation นั้น จะช่วยตั้งวัตถุประสงค์ของโครงการให้เป็นไปตามเปูาหมายที่แท้จริง นอกจากนั้น Formative evaluation อาจใช้ในระหว่างดําเนินโครงการ จะช่วยตรวจสอบว่า โครงการได้ดําเนินไปตามแผนของโครงการอย่างไร อาจเรียกชื่อเฉพาะว่าImplementation evaluation หรือ Formative evaluation อาจตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการว่าดําเนินได้ผลเพียงไร เรียกว่า Progress evaluationโดยทั่วไปแล้ว Formative evaluation อาจใช้ประเมินสิ่งต่อไปนี้1. ทบทวนแผนของโครงการ2. การสร้างแผนของโครงการ
  20. 20. 163. การพัฒนาแบบสอบถาม (Questionnaire) หรือรายการ (Check list)สําหรับรวบรวมข้อมูลตามเรื่องที่ต้องการ4. การคัดเลือกวิธีการวัดผลที่เหมาะสม5. การกําหนดตารางเวลาการประเมินผลให้สอดคล้องกับการดําเนินโครงการ6. การเตรียมข้อมูลที่จะเป็นข่าวสารสําหรับการรายงานและเสนอแนะสําหรับการตัดสินเกี่ยวกับการดําเนินโครงการ7. การแนะนําแนวทางปรับปรุง การแก้ปัญหา และการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติของโครงการ3. การประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการหรือประเมินผลผลิต (SummativeEvaluation) เป็นการประเมินผลรวมสรุป มักจะใช้ประเมินหลังสิ้นสุดโครงการ สําหรับโครงการที่มีการดําเนินระยะยาวก็อาจใช้ Summative Evaluation ในการสรุปย่อความระยะยาวต่างๆ ข้อมูลที่ได้จากระยะต่างๆ จะช่วยให้มีการประเมินสรุปรวมนั้น ส่วนใหญ่จะรวบรวมจากผลของ Formativeevaluationเป็น Summative Evaluation ซึ่งผลสรุปที่ได้จะนําสู่การรายงายว่า โครงการได้บรรลุเปูาหมาย (Goals) หรือไม่อย่างไร ตลอดจนการรายงานถึงสถานภาพของโครงการว่าประสบความสําเร็จหรือล้มเหลวเพียงไร มีปัญหาหรืออุปสรรคใดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารโครงการสามารถนําไปสู่การตัดสินว่า โครงการนั้นควรดําเนินการต่อหรือยกเลิก4. การประเมินประสิทธิภาพ การประเมินโครงการโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่ผ่านมา ยังจํากัดอยู่ตาเพียงการประเมินผลผลิต โดยมุ่งที่จะทราบความสําเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ให้บริการหรือผู้ให้ทุนในการยุติหรือขยายโครงการ แต่ในปัจจุบันนักประเมินและผู้บริหารโครงการ ได้ตระหนักถึงความสําคัญของการประเมินประสิทธิภาพของโครงการด้วย โดยถือว่าเป็นประเภทของการประเมินที่จําเป็นสําหรับโครงการบริการทั่วไป เพราะจะช่วยเสริมให้โครงการเหล่านั้น สามารถดําเนินการอย่างสอดคล้องกับสภาวการณ์ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการที่เอื้ออํานวยต่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือโครงการที่เป็นตัวกําหนดเกณฑ์สําคัญสําหรับประกันโครงการขนาดใหญ่ระดับชาติ ที่จะไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดโดยไม่จําเป็น การดําเนินโครงการบริการสังคมนั้น จะไม่มุ่งแต่เพียงความสําเร็จของโครงการเท่านั้น แต่จะต้องให้คุ้มค่าในเชิงของประสิทธิภาพด้วย
  21. 21. 17โดยปกติการประเมินประสิทธิภาพของโครงการมักจะเริ่มจากคําถามต่างๆ กัน เช่น1. ความสําเร็จของโครงการนั้นๆ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายแล้วมีความเหมาะสมหรือไม่2. ผลผลิตของโครงการเกิดจากปัจจัยที่ลงทุนไปใช่หรือไม่3. โครงการนี้มีผลผลิตสูงกว่าโครงการอื่นๆ เมื่อลงทุนเท่ากันหรือไม่ และเพราะเหตุใดการประเมินโครงการบางครั้งอาจจะไม่จําเป็นต้องประเมินแยกเป็นประเภทที่ได้กล่าวมาข้างต้น แต่สามารถทําการประเมินตลอดช่วงของโครงการก็ได้ โดยทําการประเมินก่อนดําเนินการจนถึงดําเนินโครงการเสร็จสิ้น แต่หากผู้ประเมินต้องการศึกษาและต้องการสารสนเทศสําหรับพัฒนาโครงการในช่วงใด ก็อาจจะทําการประเมินในช่วงนั้นเพียงอย่างเดียวก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความต้องการของเจ้าของโครงการรูปแบบการประเมินโครงการ1. แนวคิดและโมเดิลซิปในการประเมินของสตัฟเฟิลบีม (Srufflebeam’s CIPPModel)ในปี ค.ศ. 1971 สตัฟเฟิลบีมและคณะได้เขียนหนังสือทางการประเมินออกมาหนึ่งเล่ม ชื่อ“Educational Evaluation and decision Making” หนังสือเล่มนี้ได้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในวงการศึกษาของไทยเพราะได้ให้แนวคิดและวิธีการทางการวัดและประเมินผลการศึกษาได้อย่างน่าสนใจและทันสมัยด้วย นอกจากนั้น สตัฟเฟิลบีมก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการประเมินและรูปแบบของการประเมินอีกหลายเล่มอย่างต่อเนื่อง จึงกล่าวได้ว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีบทบาทสําคัญในการพัฒนาทฤษฎีการประเมิน จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน เรียกว่า CIPP Model
  22. 22. 18รูปแบบการประเมินแบบซิป (CIPP Model) เป็นการประเมนภาพรวมของโครงการ ตั้งแต่บริบท ปัจจัยปูอน กระบวนการ และผลผลิต (Context, Input, Process andproduct) โดยจะใช้วิธีการสร้างเกณฑ์และประสิทธิภาพของโครงการ ทั้งภาพรวมหรือรายปัจจัยเป็นสําคัญ ซึ่งพออธิบายได้ดังนี้การประเมินด้านบริบท หรือประเมินเนื้อความ (context Evaluation ) เป็นการศึกษาปัจจัยพื้นฐานที่นําไปสู่การพัฒนาเปูาหมายของโครงการ ได้แก่ บริบทของสภาพแวดล้อมนโยบาย วิสัยทัศน์ ปัญหา แหล่งทุน สภาพความผันผวนทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองตลอดจนแนวโน้มการก่อตัวของปัญหาที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินโครงการ เป็นต้นการประเมินปัจจัยป้อน (Input Evaluation) เพื่อต้นหาประสิทธิภาพขององค์ประกอบที่นํามาเป็นปัจจัยปูอน ซึ่งในด้านการท่องเที่ยวอาจจะจําแนกเป็นบุคคล สิ่งอํานวยความสะดวก เครื่องมือ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ศักยภาพการบริหารงาน ซึ่งแต่ละปัจจัยก็ยังจําแนกย่อยออกไปอีก เช่น บุคคล อาจพิจารณาเป็น เพศ อายุ มีสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ ความพึงพอใจความคาดหวัง ทัศนคติ ศักยภาพ ความสามารถ ประสบการณ์ ความรู้ คุณวุฒิทางการศึกษา ถิ่นที่อยู่และลักษณะกระบวนการกลุ่ม เป็นต้นการประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการศึกษาต่อจากการประเมินบริบทและปัจจัยปูอนว่า กระบวนการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เป็นการศึกษาค้นหาข้อบกพร่อง จุดอ่อน หรือจุดแข็งของกระบวนการบริหารจัดการโครงการที่จะนําโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดการประเมินสภาวะแวดล้อม(Context Evaluation)การประเมินปัจจัยเบื้องต้น/ตัวป้อน(Input Evaluation)การประเมินกระบวนการ(Process Evaluation)การประเมินผลผลิต(Product Evaluation)
  23. 23. 19การประเมินผลิตผล (Product Evaluation) เป็นการตรวจสอบประสิทธิผลของโครงการ โดยเฉพาะความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับผลลัพธ์ที่ได้แล้วนําเกณฑ์ที่กําหนดไว้ไปตัดสิน เกณฑ์มาตรฐานนั้นอาจจะกําหนดขึ้นเองหรืออาศัยเกณฑ์ที่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นกําหนดไว้ก็ได้ ซึ่งในที่นี้ผู้วิจัยจะกล่าวในตอนต่อไป2. แนวความคิดและแบบจาลองของ R.W. TylerR.W. Tyler เป็นนักประเมินรุ่นแรกๆ ในปี ค.ศ. 1930 และเป็นผู้ที่เริ่มต้นบุกเบิกแนวความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินโครงการ เขามีความเห็นว่า “การประเมินคือการเปรียบเทียบพฤติกรรมเฉพาะอย่าง (performance) กับจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมที่วางไว้” โดยมีความเชื่อว่าจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน รัดกุมและจําเพาะเจาะจงแล้ว จะเป็นแนวทางช่วยในการประเมินได้เป็นอย่างดีในภายหลัง จากคําจํากัดความของการประเมินดังกล่าวแล้วนี้จะเห็นได้ว่า มีแนวความคิดเห็นว่า โครงการจะประสบผลสําเร็จหรือไม่ ดูได้จากผลผลิตของโครงการว่าตรงตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้แต่แรกหรือไม่เท่านั้น แนวความคิดในลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า “แบบจําลองที่ยึดความสําเร็จของจุดมุ่งหมายเป็นหลัก (Goal Attainment Model or Objective) เรียกว่า Tyler’s GoalAttainment Modelซึ่งต่อมาปี 1950 ได้มีรูปแบบ มาใช้เป็นกระบวนการตัดสินการบรรลุวัตถุประสงค์ของสิ่งที่ทําการประเมิน (R.W. Tyler.1950) เรียกว่า “Triple Ps Model” ดังนี้P-Philosophy & Purpose -ปรัชญา/จุดมุ่งหมายP-Process -กระบวนการP-Product -ผลผลิตในการประยุกต์ใช้ในการประเมินโครงการทางการศึกษาได้โดยการประเมินความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ว่า ปรัชญา/จุดมุ่งหมายของโครงการมีความสัมพันธ์กับกระบวนการและผลผลิตหรือไม่ ถ้าประเมินเป็นส่วนๆ ก็จะประเมินในด้านประสิทธิภาพของปรัชญา/จุดมุ่งหมายและกระบวนการประเมินประสิทธิผลของผลผลิตว่าตรงกับปรัชญา/จุดมุ่งหมายหรือไม่ มีประสิทธิภาพเพียงใด เป็นต้น
  24. 24. 203. แนวความคิดของ Stake ในการประเมินแนวความคิดของ Robert E. Stake นั้น คํานึงถึงความต้องการสารสนเทศที่แตกต่างกันของบุคคลหลายๆ ฝุาย ที่เกี่ยวข้องกับโครงการในการประเมินโครงการ ผู้เกี่ยวข้องคนหนึ่งอาจต้องการทราบเกี่ยวกับความแน่นอนและสอดคล้องในการวัด เพื่อการประเมินนั้นๆในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องคนอื่นอาจต้องการทราบทิศทางการดําเนินงานของโครงการหรือผู้ใช้ผลผลิตของโครงการอาจมีความต้องการอีกรูปหนึ่ง สําหรับนักวิจัยอาจต้องการสารสนเทศที่แตกต่างไปจากผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพราะการประเมินนั้นเพื่อที่จะรู้เรื่องราวต่างๆ ของโครงการอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อนํามาประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการดังนั้นการประเมินโครงการจึงต้องมีการบรรยายเกี่ยวกับโครงการอย่างละเอียดเพื่อให้ครอบคลุมถึงสารสนเทศที่จะตองสนองความต้องการของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อจะนําไปสู่การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการนั้น จึงเสนอรูปแบบของการประเมินโครงการอย่างมีระบบ โดยการบรรยายและตัดสินคุณค่าเกี่ยวกับโครงการตามหลักการของโครงการนั้นๆStake ได้ตั้งชื่อแบบจําลองในการประเมินผลของเขาว่า แบบจําลองการสนับสนุน(Countenance Model) โดย Stake ได้เน้นว่า การประเมินโครงการจะต้องมี 2 ส่วน คือ การบรรยาย (Descriptive) และการตัดสินคุณค่า (Judgment)ในภาคการบรรยายนั้น ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ประเมินจะต้องหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการให้ได้มากที่สุด ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ1. เป้าหมายหรือความคาดหวัง (Goals or Intents) เปูาหมายที่ครอบคลุมนโยบายทั้งหมด สําหรับการประเมินการศึกษาไม่ควรจะสนใจเปูาหมายเฉพาะในแง่พฤติกรรมของผู้เรียนเพียงอย่างเดียว ต้องคํานึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย ความคาดหวังนี้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ1.1 สิ่งนํา (Antecedence) เป็นสภาพที่มีอยู่ก่อน ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันกับผลของการเรียนการสอน1.2 ปฏิบัติการ (Transactions) เป็นผลสําเร็จของการจัดกระทํางานเป็นองค์ประกอบของขบวนการเรียนการสอน1.3 ผลลัพธ์ (Outcomes) เป็นผลของโปรแกรมทางการศึกษา
  25. 25. 212. สิ่งที่เป็นจริงหรือสังเกตได้ (Observations) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสภาพความเป็นจริง มีส่วนประกอบ 3 ส่วนเช่นกัน คือ สิ่งนํา ปฏิบัติการ และผลลัพธ์ความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เป็นจริง มิได้เป็นตัวชี้บ่งว่าข้อมูลที่เราได้มีความเที่ยงหรือความตรง แต่เป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ตั้งใจไว้ได้เกิดขึ้นจริงเท่านั้นในภาคการตัดสินคุณค่า เป็นส่วนที่จะตัดสินว่า โครงการประสบความสําเร็จหรือไม่เพียงใด นักประเมินต้องพยายามศึกษาดูว่า มาตรฐานอะไรบ้างที่เหมาะสมในการที่จะนํามาเปรียบเทียบเพื่อช่วยในการตัดสินใจโดยทั่วๆ ไป เกณฑ์ที่ใช้มี 2 ชนิด คือ1. เกณฑ์สัมบูรณ์ (Absolute Criterion) เป็นเกณฑ์ที่เราตั้งไว้ อาจจะเกิดขึ้นก่อนโดยมีความเป็นอิสระจากพฤติกรรมของกลุ่ม2. เกณฑ์สัมพัทธ์ (Relative Criterion) เป็นเกณฑ์ที่ได้มาจากพฤติกรรมของกลุ่มถ้าผู้ประเมินไม่สามารถหามาตรฐานที่จะนํามาเปรียบเทียบได้ ก็ต้องพยายามหาโครงการอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาเปรียบเทียบเพื่อช่วยในการตัดสินใจ แบบจําลองนี้มุ่งเน้นความสอดคล้อง และความสมเหตุสมผลของเมตริกบรรยาย และเมตริกตัดสินคุณค่า สําหรับความสอดคล้องนั้น มี 2 ลักษณะ คือ1. Contingence เป็นความสอดคล้องเชิงเหตุผล จะพิจารณาความสัมพันธ์ในแนวตั้งตาม ของ Stake2. Congruence เป็นความสอดคล้องที่ปรากฏขึ้นจริง หรือเป็นความสอดคล้องในเชิงประจักษ์ (empirical) พิจารณาความสัมพันธ์ในแนวนอนตามของ Stakeข้อดีสําหรับรูปแบบของการประเมินของ Stake คือ เสนอวิธีการประเมินเป็นระบบ เพื่อจัดเตรียมข้อมูลเชิงบรรยาย และตัดสินคุณค่า มีมาตรฐานในการประเมินปรากฏชัดเจน แต่มีข้อจํากัดคือ เซลล์บางเซลล์ของเมตริกมีความคาบเกี่ยวกัน และความแตกต่างระหว่างเซลล์ไม่ชัดเจน ซึ่งอาจจะทําให้เกิดความขัดแย้งภายในโครงการได้การเลือกใช้แนวคิดและโมเดลการประเมิน ผู้ประเมินควรเลือกให้เหมาะสมและเป็นโมเดลที่สามารถตอบคําถามการประเมินได้ตรงประเด็น เพราะโมเดลการประเมินแต่ละแบบมีลักษณะและ
  26. 26. 22สถานการณ์ที่เหมาะสมต่างๆ กัน เช่น โมเดลการประเมินของสตัฟเฟิลบีม ที่เรียกกว่า CIPP Modelเป็นโมเดลที่มีลักษณะเป็นการประเมินตลอดช่วง ตั้งแต่การประเมินบริบท ไปจนถึงการประเมินผลิตดังนั้นหากโครงการที่ต้องการประเมินดําเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว การใช้โมเดลนี้ก็จะไม่เหมาะสมดังนั้นผู้ประเมินจึงควรเลือกโมเดลการประเมินที่เหมาะสมก่อนทําการประเมินทุกครั้งประโยชน์ของการประเมินโครงการ1. การประเมินจะช่วยทําให้การกําหนดวัตถุประสงค์และมาตรฐานของการดําเนินงานมีความชัดเจนขึ้นกล่าวคือก่อนที่โครงการจะได้รับการสนับสนุนให้นําไปใช้ย่อมจะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากผู้บริหารและผู้ประเมิน ส่วนใดที่ไม่ชัดเจนเช่นวัตถุประสงค์หรือมาตรฐานในการดําเนินงานหากขาดความแน่นอนแจ่มชัดจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความถูกต้องชัดเจนเสียก่อน ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าการประเมินโครงการมีส่วนช่วยทําให้โครงการมีความชัดเจนและสามารถที่จะนําไปปฏิบัติได้อย่างได้ผล มากกว่าโครงการที่ไม่ได้รับการประเมิน2. การประเมินโครงการช่วยให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าหรือเกิดประโยชน์เต็มที่ทั้งนี้เพราะการประเมินโครงการจะต้องวิเคราะห์ทุกส่วนของโครงการ ข้อมูลใดหรือปัจจัยใดที่เป็นปัญหาจะได้รับการจัดสรรให้อยู่ในจํานวนหรือปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอแก่การดําเนินงานทรัพยากรที่ไม่จําเป็นหรือมีมากเกินไปจะได้รับการตัดทอน และทรัพยากรใดที่ขาดก็จะได้รับการจัดหาเพิ่มเติม ฉะนั้นการประเมินโครงการจึงมีส่วนที่ทําให้การใช้ทรัพยากรของโครงการเป็นไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ3. การประเมินโครงการช่วยให้แผนงานบรรลุวัตถุประสงค์ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าโครงการเป็นส่วนหนึ่งของแผน ดังนั้นเมื่อโครงการได้รับการตรวจสอบวิเคราะห์ปรับปรุงแก้ไขให้ดําเนินการไปด้วยดี ย่อมจะทําให้แผนงานดําเนินไปด้วยดีและบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่ได้กําหนดไว้ หากโครงการใดโครงการหนึ่งมีปัญหาในการนําไปปฏิบัติย่อมกระทบกระเทือนต่อแผนงานทั้งหมดโดยส่วนรวม ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าหากการประเมินโครงการมีส่วนช่วยให้โครงการดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมหมายถึงการประเมินโครงการมีส่วนช่วยให้แผนงานบรรลุถึงวัตถุประสงค์และดําเนินงานไปด้วยดีเช่นเดียวกัน4. การประเมินโครงการมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาอันเกิดจากผลกระทบ (Impact) ของโครงการและทําให้โครงการมีข้อที่ทําให้เกิดความเสียหายลดน้อยลง ดังตัวอย่างโครงการเขื่อนน้ําโจนซึ่งในการสร้างถนนเพื่อไปสู่สถานที่สร้างเขื่อนนั้นต้องผ่านปุาไม้ธรรมชาติ ทําให้เกิดการลักลอบตัดไม้ทําลายปุาและสัตว์ปุาหลายชนิดอาจต้องสูญพันธ์การประเมินโครงการจะช่วยให้เกิดโครงการปูองกัน
  27. 27. 23รักษาปุา และโครงการอนุรักษ์และอพยพสัตว์ปุาขึ้นเพื่อการแก้ปัญหาเป็นต้น ด้วยตัวอย่างและเหตุผลดังกล่าวจึงถือได้ว่าการประเมินโครงการมีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาได้5. การประเมินโครงการมีส่วนช่วยอย่างสําคัญในการควบคุมคุณภาพของงาน ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าการประเมินโครงการเป็นการตรวจสอบและควบคุมชนิดหนึ่งซึ่งดําเนินงานอย่างมีระบบและมีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างมาก ทุกอย่างของโครงการและปัจจัยทุกชนิดที่ใช้ในการดําเนินงานจะได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียดกล่าวคือทั้งข้อมูลนําเข้า(Inputs) กระบวนการ(Process) และผลงาน(Outputs) จะได้รับการตรวจสอบประเมินผลทุกขั้นตอนส่วนใดที่เป็นปัญหาหรือไม่มีคุณภาพจะได้รับการพิจารณาย้อนกลับ (feedback) เพื่อให้มีการดําเนินงานใหม่จนกว่าจะเป็นไปมาตรฐานหรือเปูาหมายที่ต้องการ ดังนั้นจึงถือได้ว่าการประเมินผลเป็นการควบคุมคุณภาพของโครงการ6. การประเมินโครงการมีส่วนในการสร้างขวัญและกําลังใจให้ผู้ปฏิบัติตามโครงการ เพราะการประเมินโครงการมิใช่เป็นการควบคุมบังคับบัญชาหรือสั่งการ แต่เป็นการศึกษาวิเคราะห์เพื่อการปรับปรุงแก้ไขและเสนอแนะวิธีการใหม่ ๆ เพื่อใช้ในการปฏิบัติโครงการ อันย่อมจะนํามาซึ่งผลงานที่ดีเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้องทั้งปวง โดยลักษณะเช่นนี้ย่อมทําให้ผู้ปฏิบัติมีกําลังใจ มีความพึงพอใจและมีความตั้งใจกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติงานต่อไปและมากขึ้น ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าการประเมินโครงการมีส่วนอย่างสําคัญในการสร้างขวัญ กําลังใจและความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน7. การประเมินโครงการช่วยในการตัดสินใจในการบริหารโครงการกล่าวคือ การประเมินโครงการจะทําให้ผู้บริหารได้ทราบถึงอุปสรรคปัญหาข้อดี ข้อเสีย ความเป็นไปได้ และแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการดําเนินการโครงการ โดยข้อมูลดังกล่าวแล้วจะช่วยทําให้ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะดําเนินโครงการนั้นต่อไป หรือจะยุติโครงการนั้นเสีย นอกจากนั้นผลของการประเมินโครงการอาจเป็นข้อมูลอย่างสําคัญในการวางแผนหรือการกําหนดนโยบายของผู้บริหารและฝุายการเมืองสรุปได้ว่าการประเมินโครงการมีประโยชน์สําหรับเจ้าของโครงการเ 9

×