Your SlideShare is downloading. ×
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

ประเมินโครงการตลาดนัดอาชีพ ปี 2555

4,096

Published on

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
4,096
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
72
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  1. กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 (ปทุมธานี)
  2. รายงานการประเมินโครงการโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพประจาปี พ.ศ.2555กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 (ปทุมธานี)
  3. คานางานวิจัยเรื่องการติดตามและประเมินโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา เป็นการติดตามและประเมินผลการดาเนินงานกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์ของการประเมินคือ 1. เพื่อศึกษาแนวคิดและประสบการณ์ในการประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในอนาคตของนักเรียน 2. เพื่อประเมินกระบวนการหลักการบริหารจัดการร้านของนักเรียน 3. เพื่อประเมินคุณลักษณะของนักเรียนในด้านการประกอบอาชีพสาหรับผลการประเมินพบว่าการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ สาหรับนักเรียนทุกระดับชั้นในครั้งนี้สาเร็จและเรียบร้อยผ่านไปด้วยดี ก็ด้วยความร่วมมือและความสามัคคีของคณะครูผู้จัดกิจกรรม อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากทางโรงเรียนให้จัดกิจกรรมดังกล่าว และที่สาคัญนักเรียนทุกคนได้ให้ความร่วมมือในการดาเนินกิจกรรม ทาให้กิจกรรมตลาดนัดอาชีพไปด้วยความเรียบร้อย และไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ อันตราย หรือผลลัพธ์ที่ไม่ดีกับนักเรียน ครูและการประเมินผลการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยนักเรียนและครูเป็นผู้ทาการประเมิน ซึ่งมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด คือ นักเรียนและครูมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมนี้และได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพมากที่สุดในส่วนของข้อเสนอแนะนั้น ความเห็นของนักเรียนส่วนใหญ่คืออยากให้มีการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพทุกภาคเรียน เพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่นักเรียนทุกคนในโรงเรียนมีส่วนร่วมและเกิดประโยชน์ต่อนักเรียนอย่างแท้จริง
  4. สารบัญหน้าบทที่ 1 บทนา 1ความสาคัญของปัญหา 1คาถามการประเมิน 2วัตถุประสงค์การประเมิน 3ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3ขอบเขตการประเมิน 4นิยามศัพท์ 5บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6โครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ 7แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการ 13งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 35องค์ความรู้เกี่ยวกับอาชีพ 42บทที่ 3 วิธีดาเนินการวิจัย 56กลุ่มประชากร 56กลุ่มตัวอย่าง 56เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 56การรวบรวมข้อมูล 57การวิเคราะห์ข้อมูล 58บทที่ 4 ผลการวิจัยและข้อวิจารณ์ 59ผลการวิจัย 59บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ 62ภาคผนวก 63ภาคผนวก ก การดาเนินกิจกรรม 64ภาคผนวก ข คาสั่งโรงเรียน 71ภาคผนวก ค ผู้จัดทา 82
  5. 1บทที่ 1บทนาความสาคัญของปัญหาการทามาหากินของคนไทยสมัยโบราณ เลี้ยงตนเองและครอบครัวด้วยการทาไร่ทานา เมื่อว่างจากการทานาจะทอผ้าไว้ใช้ หากมีเหลือจะจาหน่ายในชุมชน นอกจากนี้ยังทาเครื่องจักสานเป็นภาชนะไว้ใช้สอยในครัวเรือนและจาหน่าย เช่น ตะกร้า สุ่มจับปลา กระด้ง เครื่องปั้นดินเผา ตีเหล็ก ทามีดขวาน หรืองานศิลปะต่าง ๆ สถานที่ทางานจะอยู่ชั้นล่างหรือใต้ถุนบ้านของตนเอง ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งมีอาชีพเป็นผู้ดูและผลประโยชน์ของแผ่นดิน มียศถาบรรดาศักดิ์ มีเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนหรือที่เรียกว่าเป็นข้าในแผ่นดิน ในสมัยก่อนมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่น บริษัท บอร์เนียว จากัด บริษัท บี กริม แอนด์ โก จากัด เป็นต้น ทาให้มีการจ้างงานเป็นลูกจ่างในบริษัท ต่อมามีบริษัทและโรงงานเอกชนเปิดดาเนินการเป็นจานวนมาก ตาแหน่งลูกจ้างของรัฐก็มีจานวนเพิ่มขึ้น จึงมีอาชีพมากมายให้คนได้เลือก เช่น การเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเอง หรือเป็นลูกจ้างของเอกชนหรือลูกจ้างรัฐบาล จะเห็นได้ว่าสังคมไทยเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา ผู้ใหญ่มักจะอวยพรให้ลูกหลานได้เป็นเจ้าคนนายคน ย่อมหมายความว่า ผู้ใหญ่สนับสนุนให้ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างของรัฐบาลหรือรับราชการ ซึ่งมีเงินเดือน ตาแหน่งหน้าที่การงานดีเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบันทีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐ จานวนตาแหน่งข้าราชการถูกลดจานวนลงส่วนธุรกิจเอกชนที่อยู่ในยุคเศรษฐกิจถดถอย ทาให้องค์กรธุรกิจมากมายต้องปิดกิจการลง ทาให้คนว่างงาน ส่วนที่เปิดดาเนินธุรกิจต่อไปก็พยายามลดจานวนพนักงานลง เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นจึงทาให้ผู้คนเหล่านั้นหันมาสร้างอาชีพส่วนตัวหรืออาชีพอิสระมากขึ้นโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ เป็นกิจกรรมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ได้ดาเนินการทุกปีการศึกษา เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่นักเรียนทุกคนในโรงเรียนมีส่วนร่วม นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดงานมาโดยตลอด และที่สาคัญเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีรายได้ และพัฒนาทักษะทางอาชีพของตนเอง แต่ทั้งนี้การสอบถามความพึงพอใจต่อโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ยังเป็นการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ครู และผู้ปกครองเท่านั้น ยังไม่มีการประเมินผลและติดตามผลหลังจาก
  6. 2กิจกรรมดาเนินเสร็จสิ้นแล้ว ทาให้ยังไม่มีข้อมูลและสารสนเทศเพื่อหาข้อสรุปว่านักเรียนส่วนใหญ่สามารถนาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้จากกิจกรรมตลาดนัดอาชีพนี้ไปใช้ในการประกอบอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ระหว่างเรียนได้หรือไม่ ดังนั้นคณะผู้จัดทาโครงการจึงไม่สามารถขยายงานได้ในภาพรวม และไม่มีข้อมูลที่เป็นสิ่งยืนยันจากการจัดโครงการว่าควรจะดาเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไปในภายภาคหน้าหรือไม่ รวมทั้งการจัดโครงการนี้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ครบทุกประเด็นหรือไม่จากความสาคัญของการประเมินโครงการ ที่จะช่วยทาให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าหรือเกิดประโยชน์เต็มที่ เพราะการประเมินโครงการจะต้องวิเคราะห์ทุกส่วนของโครงการ ข้อมูลใดหรือปัจจัยใดที่เป็นปัญหาจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมคุ้มค่าช่วยให้แผนงานบรรลุวัตถุประสงค์ ช่วยแก้ปัญหาอันเกิดจากผลกระทบของโครงการ และทาให้โครงการมีข้อที่ทาให้เกิดความเสียหายลดน้อยลง ช่วยในการควบคุมคุณภาพของงาน มีส่วนในการสร้างขวัญและกาลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานตามโครงการ และที่สาคัญคือช่วยในการตัดสินใจในการบริหารโครงการ เพราะการประเมินโครงการทาให้ผู้บริหารได้ทราบถึงอุปสรรค ปัญหา ข้อดี ข้อเสีย ความเป็นไปได้ และแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการดาเนินการโครงการ ทาให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจไดว่าจะดาเนินโครงการนั้นต่อไปอย่างไร นอกจากนั้นผลของการประเมินโครงการยังอาจะเป็นข้อมูลสาคัญในการวางแผนหรือกาหนดนโยบายของผู้บริหารอีกด้วยจากปัญหาและความสาคัญของการประเมินโครงการข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทาการติดตามผลโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา เพื่อศึกษาในด้านผลที่เกิดจากการจัดทาโครงการว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้หรือไม่ และเป็นสารสนเทศสาหรับผู้จัดทาโครงการ กลุ่มบริหารวิชาการ ในการจัดโครงการเพื่อส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียนที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการต่อไปคาถามการประเมิน1. โครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะในการประกอบอาชีพมากขึ้นหรือไม่
  7. 32. โครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ส่งเสริมให้นักเรียนมีหลักการและการบวนการในการบริหารจัดการธุรกิจของตนเองหรือไม่ อย่างไร3. โครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ส่งผลให้นักเรียนมีคุณลักษณ์ของผู้ประกอบอาชีพที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ อย่างไร4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ หรือไม่ อย่างไรวัตถุประสงค์การประเมิน1. เพื่อศึกษาทักษะในการประกอบอาชีพของนักเรียน2. เพื่อประเมินหลักการและการบวนการในการบริหารจัดการธุรกิจของนักเรียน3. เพื่อประเมินคุณลักษณ์ของนักเรียนในการประกอบอาชีพหรือทาธุรกิจ4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคณะผู้จัดทาโครงการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี และฝ่ายวิชาการของโรงเรียน ได้สารสนเทศสาหรับใช้ในการวางแผนการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพในครั้งต่อไป โดยหากโครงการนี้ประสบความสาเร็จ ก็จะดาเนินการต่อ โดยปรับปรุงในส่วนที่ต้องแก้ไขตามคาแนะนาและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากโครงการนี้ประสบความล้มเหลว ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้หาแนวทางหรือเครื่องมืออื่นๆ มาใช้ในการอบรมและพัฒนาบุคลากรต่อไป เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด
  8. 4ขอบเขตการประเมินการประเมินครั้งนี้กาหนดขอบเขตไว้ดังนี้1. แหล่งข้อมูลในการประเมิน ได้แก่1.1 บุคลากรภายในโรงเรียนจานวน 40 คน ได้แก่ ครูที่เข้าร่วมโครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยจาแนกเป็นครูในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จานวนกลุ่มสาระการเรียนรู้ละ 5 คน1.2 นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา โดยเป็นนักเรียนที่เรียนที่เข้าร่วมโครงการหารายได้ระหว่างเรียนทุกห้องเรียน ห้องเรียนละ 5 คน2. ตัวแปรสาคัญในการติดตามผลโครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพตัวแปรสาคัญในการติดตามผลตามโครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ แบ่งตามคาถามการประเมินเป็น 1 ด้าน ดังนี้1. ด้านนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการตัวบ่งชี้ คือ1. ร้อยละของนักเรียนที่มีทักษะในการประกอบอาชีพอยู่ในระดับดี2. ร้อยละของนักเรียนที่มีหลักการและการบวนการในการบริหารจัดการธุรกิจ
  9. 53. ร้อยละของนักเรียนที่มีคุณลักษณะของนักเรียนในการประกอบอาชีพหรือทาธุรกิจ4. ร้อยละของนักเรียนที่มีความพึงพอใจต่อการจัดโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพนิยามศัพท์โครงการหารายได้ระหว่างเรียน หมายถึง โครงการที่ส่งเสริมให้นักเรียนรู้และเข้าใจกระบวนการในการบริหารจัดการ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อนาไปจาหน่ายและหารายได้ระหว่างเรียนเพื่อนาเงินที่ได้มาใช้จ่ายในการเรียนรู้ของตนเอง โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมตลาดนัดอาชีพกิจกรรมเรียนรู้กับวิทยากรท้องถิ่น เป็นต้นกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ หมายถึง กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนทุกคนในโรงเรียนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ทั้งที่จัดหามาหรือผลิตขึ้นได้ด้วยตนเองมาจัดจาหน่ายในงานวันตลาดนัดอาชีพ เพื่อเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของตนเองและหารายได้เพื่อนามาใช้ในการเรียนของตนเอง
  10. 6บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตามลําดับดังนี้1. โครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ2. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการ3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง4. องค์ความรู้เกี่ยวกับอาชีพ
  11. 7โครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพชื่อโครงการ โครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (Mini Company)สนองนโยบาย กลยุทธ์ สพฐ. ข้อที่ ๑ พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับตามหลักสูตร และส่งเสริมความสามารถด้านเทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่๒. ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์๓. ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง๔. ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างมีสติสมเหตุผล๕. ผู้เรียน มีความรู้และทักษะที่จําเป็นตามหลักสูตร๖. ผู้เรียนมีทักษะในการทํางาน รักการทํางาน สามารถทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ลักษณะกิกรรมตาม OUCP กิจกรรมรอง รหัสกิจกรรม ๒๑ลักษณะโครงการ ต่อเนื่องกลุ่มบริหารที่รับผิดชอบ กลุ่มบริหารงานวิชาการผู้รับผิดชอบ นางอนงค์ มีปัญญาระยะเวลา ๑ ก.ย. ๒๕๕๕ ถึง ๓๐ มี.ค. ๒๕๕๖๑. หลักการและเหตุผลกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียน มีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะพื้นฐานที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิต และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงสามารถนําความรู้เกี่ยวกับการดํารงชีวิต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในการทํางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ และแข่งขันในสังคมไทย และสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทํางาน และมีเจตคติที่ดีต่อการทํางาน สามารถดํารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างพอเพียง และมีความสุข โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการทํางาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ และการศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ(กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๕๑ : ๒๐๔-๒๑๘)แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๕๙) ยังได้กล่าวถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยึดทางสายกลางอยู่บนพื้นฐานของความสมดุลพอดี รู้จักพอประมาณ อย่างมีเหตุผล มีความรอบรู้เท่าทันโลก เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและความอยู่ดีมีสุขของคนไทย เกิดการบูรณาการแบบองค์รวมที่ยึด “คน”เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมี “ดุลยภาพ” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เป็นแผนที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งเชื่อมโยงการพัฒนาการศึกษากับการพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และ
  12. 8เทคโนโลยี เป็นต้น โดยคํานึงถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อให้บรรลุตามปรัชญาหลักและเจตนารมณ์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง จึงกําหนดวัตถุประสงค์ของแผนที่สําคัญ ๓ ประการ คือ๑) เพื่อพัฒนาคนอย่างรอบด้านและสมดุลเพื่อเป็นฐานหลักของการพัฒนา๒) เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้๓) เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคนและสร้างสังคม คุณธรรม ภูมิปัญญา การเรียนรู้(สภาการศึกษา,สํานักงาน:๒๕๕๓)จากการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ของครูที่ปรึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการลําลูกกา พบว่าผู้เรียนมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ประมาณ ร้อยละ ๑๐ ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนมีปัญหาด้านต่าง ๆ เช่นไม่มีเงินมาโรงเรียน หรือซื้ออุปกรณ์การเรียน ดังนั้น นั้นทางกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี จึงได้จัดทําโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (Mini Company) เพื่อเป็นการแสดง หรือจัดการสาธิต ในเรื่องการฝึกอาชีพต่าง ๆ ให้ผู้เรียนได้รู้จัก ได้ศึกษา เกิดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติจริง มีทักษะงานอาชีพตามความสนใจ มีความรู้ในการบริหารจัดการอย่างครบวงจรในลักษณะบริษัทจําลอง (Mini Company) มีรายได้จากการทํางานเรียนรู้การทํางานกับผู้อื่น เกิดความเอื้ออาทร มีคุณธรรม จริยธรรม ในการดําเนินชีวิต สามารถนําความรู้ทักษะที่ได้จากการปฏิบัติงานอาชีพ มาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพสุจริตต่อไปในอนาคต ส่งผลให้ผู้ปกครองและชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในตัวบุตรหลานเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดเน้นของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คือมีความมุ่งมั่นในการทํางาน บรรลุตามวัตถุประสงค์ของแผนการศึกษาแห่งชาติ และบรรลุมาตรฐานการศึกษาที่ ๒ ๓ ๔ ๕ และ ๖ ตามที่โรงเรียนคาดหวัง กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา จึงได้จัดทําโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (Mini Company) ปีการศึกษา ๒๕๕๕ ขึ้น๒. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียน๒.๑ ผลลัพธ์ (Outcomes)เชิงปริมาณ- กลุ่มที่ ๑ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เรียนรายวิชาพื้นฐาน ร้อยละ ๘๐๑. มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ อย่างน้อย ๑ งาน๒. มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต และรู้วิธีการหารายได้ อย่างเป็นระบบ- กลุ่มที่ ๒ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เรียนรายวิชาเพิ่มเติม ร้อยละ ๘๐๑. มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ อย่างน้อย ๑ งาน๒. มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓. มีรายได้ระหว่างเรียน- กลุ่มที่ ๓ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เลือกกิจกรรมชุมนุมส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (สอร.) ร้อยละ ๘๐
  13. 9๑. ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๓ ที่เลือกกิจกรรมชุมนุมส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (สอร.) ร้อยละ ๘๐๑). มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ อย่างน้อย ๑ งาน๒). มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓) รู้วิธีการหารายได้ระหว่างเรียนอย่างเป็นระบบ- ๒. ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖ ที่เลือกกิจกรรมชุมนุมส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (สอร.) ร้อยละ ๘๐๑). มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ อย่างน้อย ๑ งาน๒). มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓) มีรายได้ระหว่างเรียนเชิงคุณภาพกลุ่มที่ ๑ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เรียนรายวิชาพื้นฐาน๑. มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ๒. มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓. รู้วิธีการหารายได้ ระหว่างเรียน- กลุ่มที่ ๒ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เรียนรายวิชาเพิ่มเติม๑. มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ๒. มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓. รู้วิธีการหารายได้ ระหว่างเรียน- กลุ่มที่ ๓ ผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑-๖ ที่เลือกกิจกรรมชุมนุมส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (สอร.)๑. มีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ๒. มีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓. รู้วิธีการหารายได้ ระหว่างเรียน๓. เป้าหมาย๓.๑ ผลลัพธ์ (Outcomes)๑. ผู้เรียนมีทักษะในการปฏิบัติงานอาชีพที่ตนเองสนใจ๒. ผู้เรียนมีจิตสํานึกในการประกอบอาชีพสุจริต๓. ผู้เรียนมีรายได้ ระหว่างเรียน๔. กิจกรรม และขั้นตอนการดาเนินงานที่ กิจกรรมระยะเวลาดาเนินงานผู้รับผิดชอบ๑ กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ บูรณาการ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้นักเรียนจํานวน ๒,๓๐๐ คน ระยะเวลา กันยายน ๒๕๕๕กันยายน ๒๕๕๕ถึงนางอนงค์
  14. 10ที่ กิจกรรมระยะเวลาดาเนินงานผู้รับผิดชอบและ มีนาคม ๒๕๕๖ผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คน ระยะเวลา ตลอดปีการศึกษา๑.ตู้ไม้จําหน่ายสินค้า จํานวน ๓ หลัง ๆ ละ ๕,๐๐๐๒.แผ่นปูายไวนิล จํานวน ๑๐ ปูาย ๆ ละ ๕๐๐ (๕๐๐X๑๐)๓.กรอบรูปขนาด A๔ ใส่เกียรติบัตร บริษัทจําลองที่ประสบผลสําเร็จประมาณ ๑๐ บริษัท (๒๐๐X๑๐)๔.ค่าเช่าเวทีจัดงาน จํานวน ๒ ครั้ง ๆ ละ ๕,๐๐๐๕.ค่าแผ่นปูายไวนิล จํานวน ๑ ปูาย ๆ ละ ๑,๐๐๐มีนาคม ๒๕๕๖๒ หนึ่งคนหนึ่งชิ้นงาน ผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คนระยะเวลา ตลอดปีการศึกษาผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คน ระยะเวลา ตลอดปีการศึกษา๑.ประกวดผลงาน ภายในโรงเรียน และจัดทําปูายนิเทศ การนําเสนองาน สําหรับกลุ่มที่บรรลุผลสําเร็จ ๕ ปูาย๒.กระดาษการ์ดขาว จัดทําเกียรติบัตร๓.แผ่นปูายไวนิลแสดงขั้นตอนการปฏิบัติชิ้นงานจํานวน ๑๐ ปูาย ๆ ละ ๕๐๐ (๕๐๐X๑๐)๔.ตู้โชว์ผลงาน จํานวน ๑ หลัง ๆ ละ ๘,๐๐๐ตุลาคม๒๕๕๕ถึงมีนาคม ๒๕๕๖นางอนงค์๓ เรียนรู้กับวิทยากรท้องถิ่น (สาระท้องถิ่น) ผู้เรียนจํานวน ๒,๓๐๐ คน ระยะเวลาตุลาคม ๒๕๕๕ และ มีนาคม ๒๕๕๖๑. ค่าวิทยากร ๓ งาน๑.๑ งานอาหาร๑.๒. งานประดิษฐ์๑.๓ งานเกษตรชั่วโมงละ ๒๐๐ จํานวน ๑๒ : วิชา จํานวน ๑๐๐ ชั่วโมงตุลาคม๒๕๕๕ถึงมีนาคม ๒๕๕๖นางอนงค์๕.งบประมาณที่ใช้เงินงบประมาณ (ระดมทรัพย์) บาทเงินนอกงบประมาณ - บาทรวมงบประมาณทั้งสิ้น ๖๗,๘๐๐ บาทรายการ/ กิจกรรม/คาชี้แจง/ในการใช้เงินงบประมาณงบประมาณนอกงบประมาณรวมไตรมาศที่ใช้งบ
  15. 11๑. กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ บูรณาการ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้นักเรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คนระยะเวลา กันยายน ๒๕๕๕ และ มีนาคม ๒๕๕๖๑.ตู้ไม้จําหน่ายสินค้า จํานวน ๓ หลัง ๆ ละ ๕,๐๐๐๒.แผ่นปูายไวนิล จํานวน ๑๐ ปูาย ๆ ละ ๕๐๐ (๕๐๐X๑๐)๓.กรอบรูปขนาด A๔ ใส่เกียรติบัตร บริษัทจําลอง ที่ประสบผลสําเร็จ ประมาณ ๑๐ บริษัท (๒๐๐X๑๐)๔.ค่าเช่าเวทีจัดงาน จํานวน ๒ ครั้ง ๆ ละ ๕,๐๐๐๕.ค่าแผ่นปูายไวนิล จํานวน ๑ ปูาย ๆ ละ ๑,๐๐๐๑๕,๐๐๐๕,๐๐๐๒,๐๐๐๑๐,๐๐๐๑,๐๐๐๑๕,๐๐๐๕,๐๐๐๒,๐๐๐๑๐,๐๐๐๑,๐๐๐๒. หนึ่งคนหนึ่งชิ้นงาน ผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คนระยะเวลา ตลอดปีการศึกษาผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คน ระยะเวลา ตลอดปีการศึกษา๑.ประกวดผลงาน ภายในโรงเรียน และจัดทําปูายนิเทศ การนําเสนองาน สําหรับกลุ่มที่บรรลุผลสําเร็จ ๓ ปูาย๒.กระดาษการ์ดขาว จัดทําเกียรติบัตร๓.แผ่นปูายไวนิลแสดงขั้นตอนการปฏิบัติชิ้นงานจํานวน ๑๐ ปูาย ๆ ละ ๕๐๐ (๕๐๐X๑๐)๔.ตู้โชว์ผลงาน จํานวน ๑ หลัง ๆ ละ ๘,๐๐๐๑,๕๐๐๓๐๐๕,๐๐๐๘,๐๐๐๑,๕๐๐๓๐๐๕,๐๐๐๘,๐๐๐๓.เรียนรู้กับวิทยากรท้องถิ่น (สาระท้องถิ่น)ผู้เรียน จํานวน ๒,๓๐๐ คนระยะเวลา ตุลาคม ๒๕๕๕ และ มีนาคม ๒๕๕๖๑. ค่าวิทยากร ๓ งาน๑.๑ งานอาหาร๑.๒. งานประดิษฐ์๑.๓ งานเกษตรชั่วโมงละ ๒๐๐ จํานวน ๑๒ : วิชา จํานวน ๑๐๐ชั่วโมง ๒๐,๐๐๐ ๒๐,๐๐๐๔. กิจกรรมถนนอาชีพ - -
  16. 12(ลงชื่อ) ผู้เสนอโครงการ(นางอนงค์ มีปัญญา)หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี(ลงชื่อ) ผู้ตรวจสอบโครงการ(นายณัฐพล บัวอุไร)หัวหน้าแผนงาน(ลงชื่อ) ผู้ตรวจสอบโครงการ(นางอรวรรณ วุฒิเวช)รองผู้อํานวยการกลุ่มบริหารวิชาการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา(ลงชื่อ) ผู้อนุมัติโครงการ(นายประสงค์ สุบรรณพงษ์)ผู้อํานวยการ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา
  17. 13แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการการประเมินโครงการเป็น “ศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science)” หรือเป็น “วิทยาการประยุกต์ที่เกิดจากการผสมผสานของศาสตร์หลายแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแนวคิดและวิธีการที่ผูกพันกับวิชาการสาขาเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดีถ้าพิจารณาเฉพาะคําว่า “การประเมินโครงการ”แล้ว อาจบอกได้ว่าเป็นคําผสมของคําสองคําคือคําว่า “การประเมิน” กับคําว่า “โครงการ” ซึ่งทั้งสองคําต่างก็มีความหมายหรือคําจํากัดความเฉพาะของตนเองความหมายของการประเมินโครงการนักวิชาการการศึกษาหลายท่าน ให้ความหมายของคําว่า “การประเมิน” ไว้ดังนี้Stake (1973) ได้ให้ความหมายของการประเมินว่า เป็นการบรรยายและตัดสินคุณค่าโครงการศึกษา ซึ่งเน้นเรื่องการบรรยายสิ่งที่จะถูกประเมินโดยอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินคุณค่าStufflebeam (1971) ได้กล่าวไว้ว่า การประเมินผลเป็นกระบวนการของการกําจัดข้อมูลการได้รับและการให้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ เพื่อตัดสินทางเลือกที่แน่นอนRossi and Freeman (1985) ให้ความหมายของคําว่าประเมินผล ว่าหมายถึงแบบแผนในการกํากับควบคุมการดําเนินการใช้โครงการ และการประเมินค่าคุณประโยชน์ของโครงการCronbach (1980) ให้ความหมายของคําว่าประเมินผลว่าหมายถึงการตรวจสอบหรือสอบวัดอย่างเป็นระบบของสิ่งที่เกิดขึ้นอันเนื่องมากจากโครงการ เพื่อที่จะรวบรวมสิ่งที่ได้จากการตรวจสอบนี้ไปปรับปรุงโครงการสมหวัง, พิริยานุวัฒน์ (2544) การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการที่ก่อให้เกิดสารนิเทศในการปรับปรุงโครงการ และสารนิเทศในการตัดสินผลสัมฤทธิ์ของโครงการเยาวดี รางชัยกุล (2546) การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อสรุปผลว่าโครงการนั้นๆ ได้บรรลุวัตถุประสงค์/เปูาหมาย และมีประสิทธิภาพเพียงใด
  18. 14จากความหมายดังกล่าวแล้วอาจสรุปได้ว่า การประเมินโครงการหมายถึง กระบวนการในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของการดําเนินโครงการ และพิจารณาบ่งชี้ให้ทราบถึงจุดเด่นหรือจุดด้อยของโครงการนั้นอย่างมีระบบแล้วตัดสินใจว่าจะปรับปรุงแก้ไขโครงการนั้นเพื่อการดําเนินงานต่อไปหรือจะยุติการดําเนินงานโครงการนั้นทาไมต้องประเมินโครงการในการประเมินโครงการมีเปูาประสงค์หลักคือ ต้องการข้อมูลที่บ่งชี้ว่าโครงการที่ดําเนินการนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่หรือเป็นโครงการที่คุ้มค่าต่อการตัดสินใจในการดําเนินการหรือไม่ รวมถึงการศึกษาว่าในการดําเนินการโครงการมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขในเรื่องอะไรบ้าง และเป็นโครงการที่มีคุณค่ามากน้อยเพียงใดประเภทของการประเมินโครงการการแบ่งประเภทการประเมินโครงการคงมิใช่เป็นการกําหนดเกณฑ์เด็ดขาด แต่จําเป็นต้องอาศัยเกณฑ์หลายชนิดมาจําแนกประเภท เช่น ใช้เวลา วัตถุประสงค์ วิธีการ และรูปแบบการประเมินมาบ่งบอกถึงประเภทของการประเมิน ซึ่งในที่นี้อาจจําแนกการประเมินโครงการออกเป็น4 ประเภท ดังนี้1. การประเมินโครงการก่อนดาเนินการ (Preliminary Evaluation) เป็นการศึกษาประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ก่อนที่เริ่มโครงการใดๆ โดยอาจทําการศึกษาถึงประสิทธิภาพของปัจจัยปูอน ความเหมาะสมของกระบวนการที่คาดว่าจะนํามาใช้ในการบริหารจัดการโครงการ ปัญหา อุปสรรค ความเสี่ยงของโครงการ ตลอดจนผลลัพธ์ หรือประสิทธิผลที่คาดว่าจะได้รับ ในขณะเดียวกันก็อาจจะศึกษาปลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ เช่น- การประเมินผลกระทบด้านสังคม Social Impact Assessment-SIA)- การประเมินผลกระทบด้านนิเวศ (Ecological Impact Assessment-EIA)- การประเมินผลกระทบด้านการเมือง (Political Impact Assessment-PIA)
  19. 15- การประเมินผลกระทบด้านเทคโนโลยี (Technological ImpactAssessment-TIA)- การประเมินผลกระทบด้านประชากร (Population ImpactAssessment-PIA)- การประเมินผลกระทบด้านนโยบาย (Policy Impact Assessment-POIA)- การประเมินผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ (Economic ImpactAssessment)การประเมินโครงการก่อนการดําเนินการนี้มีประโยชน์สําหรับนักลงทุน เพื่อศึกษาดูว่าก่อนลงมือโครงการใดๆ นั้น จะเกิดความคุ้มค่าแก่การลงทุน (Cost effectiveness) หรือจะเกิดผลกระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อมทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ประชากร เทคโนโลยี และระดับนโยบายหรือไม่ หากได้ทําการศึกษารอบคอบแล้วอาจจะได้ผลการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า จะได้เกิดประโยชน์หรือโทษอย่างไร ปัญหา อุปสรรค เป็นอย่างไร เพื่อผู้เป็นเจ้าของโครงการจะได้ตัดสินล่วงหน้าว่าจะเลิกล้มโครงการหรือปรับปรุงองค์ประกอบ และกระบวนการบริหารจัดการโครงการเพียงใดเพื่อให้เกิดผลดี2. การประเมินระหว่างดาเนินการโครงการ (Formative evaluation) เป็นการประเมินผลเพื่อการปรับปรุงเป็นสําคัญซึ่งมักจะใช้ประเมินผลระหว่างแผนหรือระหว่างพัฒนาโครงการผลที่ได้จาก Formative evaluation นั้น จะช่วยตั้งวัตถุประสงค์ของโครงการให้เป็นไปตามเปูาหมายที่แท้จริง นอกจากนั้น Formative evaluation อาจใช้ในระหว่างดําเนินโครงการ จะช่วยตรวจสอบว่า โครงการได้ดําเนินไปตามแผนของโครงการอย่างไร อาจเรียกชื่อเฉพาะว่าImplementation evaluation หรือ Formative evaluation อาจตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการว่าดําเนินได้ผลเพียงไร เรียกว่า Progress evaluationโดยทั่วไปแล้ว Formative evaluation อาจใช้ประเมินสิ่งต่อไปนี้1. ทบทวนแผนของโครงการ2. การสร้างแผนของโครงการ
  20. 163. การพัฒนาแบบสอบถาม (Questionnaire) หรือรายการ (Check list)สําหรับรวบรวมข้อมูลตามเรื่องที่ต้องการ4. การคัดเลือกวิธีการวัดผลที่เหมาะสม5. การกําหนดตารางเวลาการประเมินผลให้สอดคล้องกับการดําเนินโครงการ6. การเตรียมข้อมูลที่จะเป็นข่าวสารสําหรับการรายงานและเสนอแนะสําหรับการตัดสินเกี่ยวกับการดําเนินโครงการ7. การแนะนําแนวทางปรับปรุง การแก้ปัญหา และการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติของโครงการ3. การประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการหรือประเมินผลผลิต (SummativeEvaluation) เป็นการประเมินผลรวมสรุป มักจะใช้ประเมินหลังสิ้นสุดโครงการ สําหรับโครงการที่มีการดําเนินระยะยาวก็อาจใช้ Summative Evaluation ในการสรุปย่อความระยะยาวต่างๆ ข้อมูลที่ได้จากระยะต่างๆ จะช่วยให้มีการประเมินสรุปรวมนั้น ส่วนใหญ่จะรวบรวมจากผลของ Formativeevaluationเป็น Summative Evaluation ซึ่งผลสรุปที่ได้จะนําสู่การรายงายว่า โครงการได้บรรลุเปูาหมาย (Goals) หรือไม่อย่างไร ตลอดจนการรายงานถึงสถานภาพของโครงการว่าประสบความสําเร็จหรือล้มเหลวเพียงไร มีปัญหาหรืออุปสรรคใดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารโครงการสามารถนําไปสู่การตัดสินว่า โครงการนั้นควรดําเนินการต่อหรือยกเลิก4. การประเมินประสิทธิภาพ การประเมินโครงการโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่ผ่านมา ยังจํากัดอยู่ตาเพียงการประเมินผลผลิต โดยมุ่งที่จะทราบความสําเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ให้บริการหรือผู้ให้ทุนในการยุติหรือขยายโครงการ แต่ในปัจจุบันนักประเมินและผู้บริหารโครงการ ได้ตระหนักถึงความสําคัญของการประเมินประสิทธิภาพของโครงการด้วย โดยถือว่าเป็นประเภทของการประเมินที่จําเป็นสําหรับโครงการบริการทั่วไป เพราะจะช่วยเสริมให้โครงการเหล่านั้น สามารถดําเนินการอย่างสอดคล้องกับสภาวการณ์ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการที่เอื้ออํานวยต่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือโครงการที่เป็นตัวกําหนดเกณฑ์สําคัญสําหรับประกันโครงการขนาดใหญ่ระดับชาติ ที่จะไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัดโดยไม่จําเป็น การดําเนินโครงการบริการสังคมนั้น จะไม่มุ่งแต่เพียงความสําเร็จของโครงการเท่านั้น แต่จะต้องให้คุ้มค่าในเชิงของประสิทธิภาพด้วย
  21. 17โดยปกติการประเมินประสิทธิภาพของโครงการมักจะเริ่มจากคําถามต่างๆ กัน เช่น1. ความสําเร็จของโครงการนั้นๆ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายแล้วมีความเหมาะสมหรือไม่2. ผลผลิตของโครงการเกิดจากปัจจัยที่ลงทุนไปใช่หรือไม่3. โครงการนี้มีผลผลิตสูงกว่าโครงการอื่นๆ เมื่อลงทุนเท่ากันหรือไม่ และเพราะเหตุใดการประเมินโครงการบางครั้งอาจจะไม่จําเป็นต้องประเมินแยกเป็นประเภทที่ได้กล่าวมาข้างต้น แต่สามารถทําการประเมินตลอดช่วงของโครงการก็ได้ โดยทําการประเมินก่อนดําเนินการจนถึงดําเนินโครงการเสร็จสิ้น แต่หากผู้ประเมินต้องการศึกษาและต้องการสารสนเทศสําหรับพัฒนาโครงการในช่วงใด ก็อาจจะทําการประเมินในช่วงนั้นเพียงอย่างเดียวก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความต้องการของเจ้าของโครงการรูปแบบการประเมินโครงการ1. แนวคิดและโมเดิลซิปในการประเมินของสตัฟเฟิลบีม (Srufflebeam’s CIPPModel)ในปี ค.ศ. 1971 สตัฟเฟิลบีมและคณะได้เขียนหนังสือทางการประเมินออกมาหนึ่งเล่ม ชื่อ“Educational Evaluation and decision Making” หนังสือเล่มนี้ได้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในวงการศึกษาของไทยเพราะได้ให้แนวคิดและวิธีการทางการวัดและประเมินผลการศึกษาได้อย่างน่าสนใจและทันสมัยด้วย นอกจากนั้น สตัฟเฟิลบีมก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการประเมินและรูปแบบของการประเมินอีกหลายเล่มอย่างต่อเนื่อง จึงกล่าวได้ว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีบทบาทสําคัญในการพัฒนาทฤษฎีการประเมิน จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน เรียกว่า CIPP Model
  22. 18รูปแบบการประเมินแบบซิป (CIPP Model) เป็นการประเมนภาพรวมของโครงการ ตั้งแต่บริบท ปัจจัยปูอน กระบวนการ และผลผลิต (Context, Input, Process andproduct) โดยจะใช้วิธีการสร้างเกณฑ์และประสิทธิภาพของโครงการ ทั้งภาพรวมหรือรายปัจจัยเป็นสําคัญ ซึ่งพออธิบายได้ดังนี้การประเมินด้านบริบท หรือประเมินเนื้อความ (context Evaluation ) เป็นการศึกษาปัจจัยพื้นฐานที่นําไปสู่การพัฒนาเปูาหมายของโครงการ ได้แก่ บริบทของสภาพแวดล้อมนโยบาย วิสัยทัศน์ ปัญหา แหล่งทุน สภาพความผันผวนทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองตลอดจนแนวโน้มการก่อตัวของปัญหาที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินโครงการ เป็นต้นการประเมินปัจจัยป้อน (Input Evaluation) เพื่อต้นหาประสิทธิภาพขององค์ประกอบที่นํามาเป็นปัจจัยปูอน ซึ่งในด้านการท่องเที่ยวอาจจะจําแนกเป็นบุคคล สิ่งอํานวยความสะดวก เครื่องมือ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ศักยภาพการบริหารงาน ซึ่งแต่ละปัจจัยก็ยังจําแนกย่อยออกไปอีก เช่น บุคคล อาจพิจารณาเป็น เพศ อายุ มีสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ ความพึงพอใจความคาดหวัง ทัศนคติ ศักยภาพ ความสามารถ ประสบการณ์ ความรู้ คุณวุฒิทางการศึกษา ถิ่นที่อยู่และลักษณะกระบวนการกลุ่ม เป็นต้นการประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการศึกษาต่อจากการประเมินบริบทและปัจจัยปูอนว่า กระบวนการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เป็นการศึกษาค้นหาข้อบกพร่อง จุดอ่อน หรือจุดแข็งของกระบวนการบริหารจัดการโครงการที่จะนําโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดการประเมินสภาวะแวดล้อม(Context Evaluation)การประเมินปัจจัยเบื้องต้น/ตัวป้อน(Input Evaluation)การประเมินกระบวนการ(Process Evaluation)การประเมินผลผลิต(Product Evaluation)
  23. 19การประเมินผลิตผล (Product Evaluation) เป็นการตรวจสอบประสิทธิผลของโครงการ โดยเฉพาะความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับผลลัพธ์ที่ได้แล้วนําเกณฑ์ที่กําหนดไว้ไปตัดสิน เกณฑ์มาตรฐานนั้นอาจจะกําหนดขึ้นเองหรืออาศัยเกณฑ์ที่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นกําหนดไว้ก็ได้ ซึ่งในที่นี้ผู้วิจัยจะกล่าวในตอนต่อไป2. แนวความคิดและแบบจาลองของ R.W. TylerR.W. Tyler เป็นนักประเมินรุ่นแรกๆ ในปี ค.ศ. 1930 และเป็นผู้ที่เริ่มต้นบุกเบิกแนวความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินโครงการ เขามีความเห็นว่า “การประเมินคือการเปรียบเทียบพฤติกรรมเฉพาะอย่าง (performance) กับจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมที่วางไว้” โดยมีความเชื่อว่าจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน รัดกุมและจําเพาะเจาะจงแล้ว จะเป็นแนวทางช่วยในการประเมินได้เป็นอย่างดีในภายหลัง จากคําจํากัดความของการประเมินดังกล่าวแล้วนี้จะเห็นได้ว่า มีแนวความคิดเห็นว่า โครงการจะประสบผลสําเร็จหรือไม่ ดูได้จากผลผลิตของโครงการว่าตรงตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้แต่แรกหรือไม่เท่านั้น แนวความคิดในลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า “แบบจําลองที่ยึดความสําเร็จของจุดมุ่งหมายเป็นหลัก (Goal Attainment Model or Objective) เรียกว่า Tyler’s GoalAttainment Modelซึ่งต่อมาปี 1950 ได้มีรูปแบบ มาใช้เป็นกระบวนการตัดสินการบรรลุวัตถุประสงค์ของสิ่งที่ทําการประเมิน (R.W. Tyler.1950) เรียกว่า “Triple Ps Model” ดังนี้P-Philosophy & Purpose -ปรัชญา/จุดมุ่งหมายP-Process -กระบวนการP-Product -ผลผลิตในการประยุกต์ใช้ในการประเมินโครงการทางการศึกษาได้โดยการประเมินความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ว่า ปรัชญา/จุดมุ่งหมายของโครงการมีความสัมพันธ์กับกระบวนการและผลผลิตหรือไม่ ถ้าประเมินเป็นส่วนๆ ก็จะประเมินในด้านประสิทธิภาพของปรัชญา/จุดมุ่งหมายและกระบวนการประเมินประสิทธิผลของผลผลิตว่าตรงกับปรัชญา/จุดมุ่งหมายหรือไม่ มีประสิทธิภาพเพียงใด เป็นต้น
  24. 203. แนวความคิดของ Stake ในการประเมินแนวความคิดของ Robert E. Stake นั้น คํานึงถึงความต้องการสารสนเทศที่แตกต่างกันของบุคคลหลายๆ ฝุาย ที่เกี่ยวข้องกับโครงการในการประเมินโครงการ ผู้เกี่ยวข้องคนหนึ่งอาจต้องการทราบเกี่ยวกับความแน่นอนและสอดคล้องในการวัด เพื่อการประเมินนั้นๆในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องคนอื่นอาจต้องการทราบทิศทางการดําเนินงานของโครงการหรือผู้ใช้ผลผลิตของโครงการอาจมีความต้องการอีกรูปหนึ่ง สําหรับนักวิจัยอาจต้องการสารสนเทศที่แตกต่างไปจากผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพราะการประเมินนั้นเพื่อที่จะรู้เรื่องราวต่างๆ ของโครงการอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อนํามาประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการดังนั้นการประเมินโครงการจึงต้องมีการบรรยายเกี่ยวกับโครงการอย่างละเอียดเพื่อให้ครอบคลุมถึงสารสนเทศที่จะตองสนองความต้องการของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อจะนําไปสู่การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการนั้น จึงเสนอรูปแบบของการประเมินโครงการอย่างมีระบบ โดยการบรรยายและตัดสินคุณค่าเกี่ยวกับโครงการตามหลักการของโครงการนั้นๆStake ได้ตั้งชื่อแบบจําลองในการประเมินผลของเขาว่า แบบจําลองการสนับสนุน(Countenance Model) โดย Stake ได้เน้นว่า การประเมินโครงการจะต้องมี 2 ส่วน คือ การบรรยาย (Descriptive) และการตัดสินคุณค่า (Judgment)ในภาคการบรรยายนั้น ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ประเมินจะต้องหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการให้ได้มากที่สุด ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ1. เป้าหมายหรือความคาดหวัง (Goals or Intents) เปูาหมายที่ครอบคลุมนโยบายทั้งหมด สําหรับการประเมินการศึกษาไม่ควรจะสนใจเปูาหมายเฉพาะในแง่พฤติกรรมของผู้เรียนเพียงอย่างเดียว ต้องคํานึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย ความคาดหวังนี้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ1.1 สิ่งนํา (Antecedence) เป็นสภาพที่มีอยู่ก่อน ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันกับผลของการเรียนการสอน1.2 ปฏิบัติการ (Transactions) เป็นผลสําเร็จของการจัดกระทํางานเป็นองค์ประกอบของขบวนการเรียนการสอน1.3 ผลลัพธ์ (Outcomes) เป็นผลของโปรแกรมทางการศึกษา
  25. 212. สิ่งที่เป็นจริงหรือสังเกตได้ (Observations) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสภาพความเป็นจริง มีส่วนประกอบ 3 ส่วนเช่นกัน คือ สิ่งนํา ปฏิบัติการ และผลลัพธ์ความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เป็นจริง มิได้เป็นตัวชี้บ่งว่าข้อมูลที่เราได้มีความเที่ยงหรือความตรง แต่เป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ตั้งใจไว้ได้เกิดขึ้นจริงเท่านั้นในภาคการตัดสินคุณค่า เป็นส่วนที่จะตัดสินว่า โครงการประสบความสําเร็จหรือไม่เพียงใด นักประเมินต้องพยายามศึกษาดูว่า มาตรฐานอะไรบ้างที่เหมาะสมในการที่จะนํามาเปรียบเทียบเพื่อช่วยในการตัดสินใจโดยทั่วๆ ไป เกณฑ์ที่ใช้มี 2 ชนิด คือ1. เกณฑ์สัมบูรณ์ (Absolute Criterion) เป็นเกณฑ์ที่เราตั้งไว้ อาจจะเกิดขึ้นก่อนโดยมีความเป็นอิสระจากพฤติกรรมของกลุ่ม2. เกณฑ์สัมพัทธ์ (Relative Criterion) เป็นเกณฑ์ที่ได้มาจากพฤติกรรมของกลุ่มถ้าผู้ประเมินไม่สามารถหามาตรฐานที่จะนํามาเปรียบเทียบได้ ก็ต้องพยายามหาโครงการอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาเปรียบเทียบเพื่อช่วยในการตัดสินใจ แบบจําลองนี้มุ่งเน้นความสอดคล้อง และความสมเหตุสมผลของเมตริกบรรยาย และเมตริกตัดสินคุณค่า สําหรับความสอดคล้องนั้น มี 2 ลักษณะ คือ1. Contingence เป็นความสอดคล้องเชิงเหตุผล จะพิจารณาความสัมพันธ์ในแนวตั้งตาม ของ Stake2. Congruence เป็นความสอดคล้องที่ปรากฏขึ้นจริง หรือเป็นความสอดคล้องในเชิงประจักษ์ (empirical) พิจารณาความสัมพันธ์ในแนวนอนตามของ Stakeข้อดีสําหรับรูปแบบของการประเมินของ Stake คือ เสนอวิธีการประเมินเป็นระบบ เพื่อจัดเตรียมข้อมูลเชิงบรรยาย และตัดสินคุณค่า มีมาตรฐานในการประเมินปรากฏชัดเจน แต่มีข้อจํากัดคือ เซลล์บางเซลล์ของเมตริกมีความคาบเกี่ยวกัน และความแตกต่างระหว่างเซลล์ไม่ชัดเจน ซึ่งอาจจะทําให้เกิดความขัดแย้งภายในโครงการได้การเลือกใช้แนวคิดและโมเดลการประเมิน ผู้ประเมินควรเลือกให้เหมาะสมและเป็นโมเดลที่สามารถตอบคําถามการประเมินได้ตรงประเด็น เพราะโมเดลการประเมินแต่ละแบบมีลักษณะและ
  26. 22สถานการณ์ที่เหมาะสมต่างๆ กัน เช่น โมเดลการประเมินของสตัฟเฟิลบีม ที่เรียกกว่า CIPP Modelเป็นโมเดลที่มีลักษณะเป็นการประเมินตลอดช่วง ตั้งแต่การประเมินบริบท ไปจนถึงการประเมินผลิตดังนั้นหากโครงการที่ต้องการประเมินดําเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว การใช้โมเดลนี้ก็จะไม่เหมาะสมดังนั้นผู้ประเมินจึงควรเลือกโมเดลการประเมินที่เหมาะสมก่อนทําการประเมินทุกครั้งประโยชน์ของการประเมินโครงการ1. การประเมินจะช่วยทําให้การกําหนดวัตถุประสงค์และมาตรฐานของการดําเนินงานมีความชัดเจนขึ้นกล่าวคือก่อนที่โครงการจะได้รับการสนับสนุนให้นําไปใช้ย่อมจะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากผู้บริหารและผู้ประเมิน ส่วนใดที่ไม่ชัดเจนเช่นวัตถุประสงค์หรือมาตรฐานในการดําเนินงานหากขาดความแน่นอนแจ่มชัดจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความถูกต้องชัดเจนเสียก่อน ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าการประเมินโครงการมีส่วนช่วยทําให้โครงการมีความชัดเจนและสามารถที่จะนําไปปฏิบัติได้อย่างได้ผล มากกว่าโครงการที่ไม่ได้รับการประเมิน2. การประเมินโครงการช่วยให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าหรือเกิดประโยชน์เต็มที่ทั้งนี้เพราะการประเมินโครงการจะต้องวิเคราะห์ทุกส่วนของโครงการ ข้อมูลใดหรือปัจจัยใดที่เป็นปัญหาจะได้รับการจัดสรรให้อยู่ในจํานวนหรือปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอแก่การดําเนินงานทรัพยากรที่ไม่จําเป็นหรือมีมากเกินไปจะได้รับการตัดทอน และทรัพยากรใดที่ขาดก็จะได้รับการจัดหาเพิ่มเติม ฉะนั้นการประเมินโครงการจึงมีส่วนที่ทําให้การใช้ทรัพยากรของโครงการเป็นไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ3. การประเมินโครงการช่วยให้แผนงานบรรลุวัตถุประสงค์ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าโครงการเป็นส่วนหนึ่งของแผน ดังนั้นเมื่อโครงการได้รับการตรวจสอบวิเคราะห์ปรับปรุงแก้ไขให้ดําเนินการไปด้วยดี ย่อมจะทําให้แผนงานดําเนินไปด้วยดีและบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่ได้กําหนดไว้ หากโครงการใดโครงการหนึ่งมีปัญหาในการนําไปปฏิบัติย่อมกระทบกระเทือนต่อแผนงานทั้งหมดโดยส่วนรวม ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าหากการประเมินโครงการมีส่วนช่วยให้โครงการดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมหมายถึงการประเมินโครงการมีส่วนช่วยให้แผนงานบรรลุถึงวัตถุประสงค์และดําเนินงานไปด้วยดีเช่นเดียวกัน4. การประเมินโครงการมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาอันเกิดจากผลกระทบ (Impact) ของโครงการและทําให้โครงการมีข้อที่ทําให้เกิดความเสียหายลดน้อยลง ดังตัวอย่างโครงการเขื่อนน้ําโจนซึ่งในการสร้างถนนเพื่อไปสู่สถานที่สร้างเขื่อนนั้นต้องผ่านปุาไม้ธรรมชาติ ทําให้เกิดการลักลอบตัดไม้ทําลายปุาและสัตว์ปุาหลายชนิดอาจต้องสูญพันธ์การประเมินโครงการจะช่วยให้เกิดโครงการปูองกัน
  27. 23รักษาปุา และโครงการอนุรักษ์และอพยพสัตว์ปุาขึ้นเพื่อการแก้ปัญหาเป็นต้น ด้วยตัวอย่างและเหตุผลดังกล่าวจึงถือได้ว่าการประเมินโครงการมีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาได้5. การประเมินโครงการมีส่วนช่วยอย่างสําคัญในการควบคุมคุณภาพของงาน ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าการประเมินโครงการเป็นการตรวจสอบและควบคุมชนิดหนึ่งซึ่งดําเนินงานอย่างมีระบบและมีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างมาก ทุกอย่างของโครงการและปัจจัยทุกชนิดที่ใช้ในการดําเนินงานจะได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียดกล่าวคือทั้งข้อมูลนําเข้า(Inputs) กระบวนการ(Process) และผลงาน(Outputs) จะได้รับการตรวจสอบประเมินผลทุกขั้นตอนส่วนใดที่เป็นปัญหาหรือไม่มีคุณภาพจะได้รับการพิจารณาย้อนกลับ (feedback) เพื่อให้มีการดําเนินงานใหม่จนกว่าจะเป็นไปมาตรฐานหรือเปูาหมายที่ต้องการ ดังนั้นจึงถือได้ว่าการประเมินผลเป็นการควบคุมคุณภาพของโครงการ6. การประเมินโครงการมีส่วนในการสร้างขวัญและกําลังใจให้ผู้ปฏิบัติตามโครงการ เพราะการประเมินโครงการมิใช่เป็นการควบคุมบังคับบัญชาหรือสั่งการ แต่เป็นการศึกษาวิเคราะห์เพื่อการปรับปรุงแก้ไขและเสนอแนะวิธีการใหม่ ๆ เพื่อใช้ในการปฏิบัติโครงการ อันย่อมจะนํามาซึ่งผลงานที่ดีเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้องทั้งปวง โดยลักษณะเช่นนี้ย่อมทําให้ผู้ปฏิบัติมีกําลังใจ มีความพึงพอใจและมีความตั้งใจกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติงานต่อไปและมากขึ้น ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าการประเมินโครงการมีส่วนอย่างสําคัญในการสร้างขวัญ กําลังใจและความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน7. การประเมินโครงการช่วยในการตัดสินใจในการบริหารโครงการกล่าวคือ การประเมินโครงการจะทําให้ผู้บริหารได้ทราบถึงอุปสรรคปัญหาข้อดี ข้อเสีย ความเป็นไปได้ และแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการดําเนินการโครงการ โดยข้อมูลดังกล่าวแล้วจะช่วยทําให้ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะดําเนินโครงการนั้นต่อไป หรือจะยุติโครงการนั้นเสีย นอกจากนั้นผลของการประเมินโครงการอาจเป็นข้อมูลอย่างสําคัญในการวางแผนหรือการกําหนดนโยบายของผู้บริหารและฝุายการเมืองสรุปได้ว่าการประเมินโครงการมีประโยชน์สําหรับเจ้าของโครงการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อโครงการเป็นอย่างมาก ซึ่งจะช่วยให้ได้สารสนเทศที่เจ้าของโครงการจะนําไปใช้ในการปรับปรุง พัฒนาโครงการ หรือหาแนวทางในการจัดทําโครงการที่ดีต่อไปกระบวนการของการประเมินโครงการการประเมินโครงการเป็นกระบวนการของการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ของโครงการอย่างมีระบบโดยมีวัตถุประสงค์หรือเปูาหมายเพื่อการปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้น กระบวนการในการประเมินผลโครงการอาจมีขั้นตอนและรายละเอียดของขั้นตอนแตกต่างกันไปตามแนวคิดของ
  28. 24นักวิชาการทางการประเมินผลโครงการแต่ละบุคคลหรืออาจมีรายละเอียดที่แตกต่างเพราะรูปแบบหรือประเภทของการประเมินผล หรือประเมินไปตามแต่ละประเภทของโครงการ อย่างไรก็ดีการประเมินผลโครงการนอกจากจะประเมินโครงการทั้งหมดโดยส่วนรวมแล้ว แต่ละส่วนของโครงการจะต้องได้รับการประเมินควบคู่กันไปด้วยเสมอ คือ การประเมินข้อมูลนําเข้า (Inputs) การประเมินตัวกระบวนการ (Processor) และการประเมินผลงาน (Outputs) ซึ่งแต่ละส่วนและโดยทั้งหมดของโครงการจะประกอบด้วยขั้นตอนที่สําคัญ ดังนี้1. การศึกษาและพิจารณาถึงรายละเอียดของวัตถุประสงค์โครงการ ซึ่งเป็นการประเมินเพื่อให้ทราบว่าโครงการที่กําหนดขึ้นนั้นมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่สามารถดําเนินการได้หรือไม่จะมีการปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้มีความเฉพาะเจาะจงและปฏิบัติได้โดยลักษณะใด การประเมินผลโครงการในขั้นตอนนี้ถือได้ว่าเป็นการประเมินก่อนที่จะลงมือปฏิบัติงานจริง เป็นการตรวจสอบและทบทวนความเรียบร้อยวัตถุประสงค์โครงการเป็นสําคัญ2. การศึกษาความเป็นไปได้ของข้อมูลซึ่งเป็นการประเมินข้อมูลและทรัพยากรต่างๆ ที่จะต้องใช้ดําเนินการว่ายังมีความเหมาะสมเพียงพอที่จะใช้ปฏิบัติงานหรือไม่ข้อมูลและทรัพยากรที่มีอยู่สามารถที่จะสนองตอบวัตถุประสงค์ได้มากน้อยเพียงใด และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้หรือไม่ การประเมินในขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบทบทวนความเหมาะสมของทรัพยากรที่จะต้องใช้เพื่อการบริหารโครงการนั่นเอง3. การเก็บรวบรวมและการกระทํากับข้อมูลและทรัพยากร ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ถึงกระบวนการในการดําเนินโครงการในลักษณะเป็นการเก็บรวบรวมและจําแนกข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่เป็นสัดส่วน และให้มีความเป็นจริงมากที่สุด เพราะหากการดําเนินงานในขั้นตอนนี้มีปัญหาย่อมทําให้ผลงานที่เกิดขึ้นมีปัญหาตามไปด้วย กล่าวคือ แม้ว่าผู้บริหารโครงการจะทราบถึงทรัพยากรที่จะต้องใช้ทั้งปริมาณและคุณภาพเป็นอย่างดีแล้ว แต่ในขั้นตอนของการรวบรวมและจัดดําเนินการกับข้อมูลไม่ดีพอ ผลที่เกิดขึ้นย่อมไม่มีคุณภาพหรือด้อยคุณภาพ ตัวอย่าง เนื้อย่าง ดีย่างกับเตาที่ไฟแรงเกินไปย่อมได้เนื้อย่างที่ไหม้เกรียม เป็นต้น การประเมินในขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบกระบวนการว่าเหมาะสมกับข้อมูลหรือทรัพยากรที่นําเข้าหรือไม่4. การวิเคราะห์ การแปลความหมาย และการสรุปผลซึ่งเป็นขั้นตอนที่ข้อมูลได้ผ่านกระบวนการเรียบร้อยแล้ว และผู้ประเมินจะต้องทําการวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นว่าเป็นเช่นใด ตรงตามวัตถุประสงค์หรือมาตรฐานที่กําหนดไว้หรือไม่ จะมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ดียิ่งขึ้นในลักษณะใด และผลที่เกิดขึ้นจะมีแนวโน้มไปในลักษณะใด การประเมินในขั้นตอนนี้เป็นการประเมินผลงานของโครงการที่เกิดขึ้น และรวมไปถึงการประเมินโครงการโดยทั้งหมดด้วยว่าทรัพยากรหรือข้อมูลนําเข้าที่
  29. 25มีอยู่ ด้านกระบวนการที่ใช้ และด้วยผลงานที่ปรากฏนั้นโครงการโดยรวมเป็นเช่นใด เป็นโครงการที่ให้ผลประโยชน์คุ้มค่ากับการดําเนินงานหรือไม่ ควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นแล้วดําเนินงานต่อไปหรือจะล้มเลิกยุติโครงการนี้เสียโดยกระบวนการที่กล่าวแล้วเป็นกระบวนการทั่วไปของการประเมินโครงการหรือประเมินการปฏิบัติงานทุกชนิด และในการประเมินโครงการแต่ละโครงการนั้นปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งที่จะต้องเกี่ยวข้องและมีส่วนสําคัญในการพิจารณาเพื่อการประเมินผลโครงการด้วย คือ ระยะเวลา (Timingperiods) ของการดําเนินงานโครงการ นอกจากนี้ในการประเมินผลโครงการจะต้องอาศัยสิ่งสําคัญหรือข้อคิดที่สําคัญอีกหลายชนิด เช่น ข้อเท็จจริง ผลประโยชน์ ข้อผูกพัน ความเป็นไปได้มาตรฐาน และอื่น ๆ เพื่อประกอบในการพิจารณาด้วยการดาเนินงานของคณะกรรมการประเมินโครงการเมื่อคณะกรรมการประเมินโครงการไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชุดเดียว หรือจําแนกเป็นอนุกรรมการย่อยหลายคณะ หรือเป็นคณะกรรมการถาวร หรือคณะกรรมการชั่วคราว ได้รับการแต่งตั้งแล้วการวางแผนเพื่อการดําเนินงานเป็นหน้าที่และภารกิจที่คณะกรรมการจะต้องจัดทํา การวางแผนเพื่อการประเมินโครงการสามารถกระทําได้ด้วยหลายวิธีการทั้งนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการเช่นนี้อยู่กับความรู้ความสามารถของคณะกรรมการ ลักษณะของโครงการ และองค์ประกอบอื่นๆ อย่างไรก็ตามการประเมินโครงการมีขั้นตอนและแผนงานที่คณะกรรมการจะต้องจัดทําดังต่อไปนี้ขั้นที่ 1 : กาหนดความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการประเมินคณะกรรมการประเมินโครงการจะต้องกําหนดความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์การประเมินเป็นลําดับแรกเพราะวัตถุประสงค์เป็นทิศทางในการดําเนินงาน วัตถุประสงค์จะต้องเขียนอย่างชัดเจนและมีความเฉพาะเจาะจงมากที่สุด โดยจะต้องมีทั้งวัตถุประสงค์ระยะสั้น และวัตถุประสงค์ระยะยาวในการดําเนินงาน การดําเนินงานขั้นตอนแรกนี้คณะกรรมการจะต้องสามารถตอบคําถามดังต่อไปนี้- อะไร คือ ความมุ่งหมายของการประเมินโครงการนี้- วัตถุประสงค์ในการประเมินมีอะไรบ้าง
  30. 26- ทําไม จึงต้องประเมินโครงการนี้ขั้นที่ 2 : การหาความต้องการในการประเมินหลังจากตอบคําถามในขั้นตอนแรกแล้ว คณะผู้ประเมินจะต้องทําความจําเป็นในการประเมิน และสามารถลําดับความจําเป็นก่อนหลังในการประเมิน อย่างไรก็ดีในการหาความจําเป็นลําดับแรกๆ นั้น คณะผู้ประเมินไม่ควรพิจารณาเฉพาะลําดับแรกๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นโดยทันที แต่ควรพิจารณาย้อนหลังไปบ้างว่าในระยะหนึ่งหรือสองปีที่ผ่านมาว่ามีความจําเป็นอื่นใดหรือไม่ ถ้ามีควรจะได้พิจารณาถึงความจําเป็นเหล่านั้นเสียก่อนอย่างละเอียดและรอบคอบ การหาความต้องการจําเป็นในการประเมิน และการจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังของสิ่งที่ต้องประเมินเป็นการประหยัดทั้งเวลา เงิน วัสดุอุปกรณ์ และแรงงานในขั้นตอนนี้นอกจากคณะกรรมการต้องหาความจําเป็นในการประเมินผลโครงการแล้วโดยส่วนตัวของคณะกรรมการทุกคนจะต้องเตรียมตนให้พร้อม กล่าวคือมีความเข้าใจในจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการประเมินอย่างแจ่มชัดและที่สําคัญ คือจะต้องมีทัศนคติหรือเจตนคติที่ดีต่อสิ่งที่ต้องประเมิน จึงจะสามารถทําให้การประเมินและผลของการประเมินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพขั้นที่ 3 : การหาเครื่องมือและการรวบรวมข้อมูลเครื่องมือ (Instruments) เป็นสิ่งที่สําคัญในการประเมินโครงการ เมื่อคณะกรรมการทราบความมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการประเมินแล้ว คณะกรรมการจะต้องสร้างหรือเลือกหาเครื่องมือที่สอดคล้องมาที่สุดกับวัตถุประสงค์หรือสิ่งที่ต้องการประเมิน ในการสร้างหรือเลือกเครื่องมือนั้นคณะกรรมการควรให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝุายได้รับรู้และถ้าเป็นไปได้จะต้องยอมรับเครื่องมือที่จะนําไปใช้นั้น หรือเปิดโอกาสให้ทุกฝุายได้แสดงความคิดเห็นและสร้างเครื่องมือร่วมกันเมื่อได้เครื่องมือที่ต้องการแล้วคณะผู้ประเมินจะต้องกําหนดเวลา (schedule) ในการนําเครื่องมือไปรวบรวมข้อมูลกําหนดเวลาควรต้องประกอบด้วย เวลาการปฐมนิเทศชี้แจงผู้เก็บข้อมูลการจัดเตรียมข้อมูล และการรวบรวมข้อมูล เป็นต้นการรวบรวมข้อมูลเป็นขั้นตอนที่สําคัญยิ่ง เพราะหากรวบรวมข้อมูลเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพแล้วย่อมมีผลกระทบอย่างสําคัญต่อผลการประเมิน ฉะนั้นในการวางแผนเพื่อการรวบรวมข้อมูลคณะผู้ประเมินควร- กําหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน
  31. 27- ข้อมูลใดที่ต้องการเก็บรวบรวม- จะเก็บข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร- จะเก็บข้อมูลเหล่านั้นเมื่อใด- ใครจะเป็นผู้เก็บข้อมูลเหล่านั้นขั้นที่ 4 : การวิเคราะห์ข้อมูลเมื่อข้อมูลได้รับการรวบรวมเป็นไปตามวิธีการและได้จํานวนที่ต้องการแล้วคณะกรรมการประเมินโครงการจะต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และจําแนกข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจะต้องสอดคล้องและเป็นไปตามวัตถุประสงค์และรูปแบบ ของการประเมินที่ได้กําหนดไว้การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นขั้นตอนที่สําคัญอีกขั้นตอนหนึ่งของการประเมินโครงการ ข้อมูลที่ได้รับอาจประกอบด้วยข้อมูลหลายประเภท รวมถึงความสมบูรณ์ของข้อมูลที่ได้ หากการวิเคราะห์เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ขาดหลักการในการวิเคราะห์ย่อมมีผลเสียหายต่อผลการประเมินฉะนั้นในการวิเคราะห์ข้อมูลคณะผู้ประเมินจะต้องคํานึงถึง- ประเภทและชนิดของข้อมูลที่จะรวบรวมต้องเป็นที่ตกลงและเห็นพ้องต้องกัน- เครื่องมือที่จะใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดและรอบคอบ- ข้อมูลที่ได้รับจะต้องจําแนกเป็นหมวดหมู่ และระบุได้ว่าเป็นข้อมูลที่เสริม หรือเป็นข้อมูลที่เป็นอุปสรรคต่อการดําเนินงาน- วิธีการในการวิเคราะห์ข้อมูลจะต้องถูกกําหนดขึ้นไว้ล่วงหน้า
  32. 28ขั้นที่ 5 : การรายงานข้อมูลและการรายงานผลเมื่อข้อมูลได้รับการวิเคราะห์แล้ว คณะกรรมการจะนําเสนอข้อมูลนั้นซึ่งถือว่าเป็นผลการประเมินโครงการนั่นเอง การกระทําเช่นนี้คณะผู้ประเมินจะต้องจะต้องวางแผนในการนําเสนอข้อมูลซึ่งมีเนื้อหาที่สําคัญจะต้องรายงาน คือ วัตถุประสงค์ (objectives) ในการประเมินวิธีการ (Procedures) ในการประเมินผล ผล(Results) ของการประเมินและการนําผลการประเมินไปใช้ (Implications) ให้เกิดประโยชน์ การนําผลการประเมินไปใช้นั้นจะต้องชี้ให้เห็นถึงจุดเด่น(Strength) และจุดด้อย(Weakness) ของผลเหล่านั้นและจะต้องชี้ให้เห็นด้วยว่าจะแก้ไขจุดด้อยได้อย่างไร และทําอย่างไรจึงจะทําให้จุดเด่นนั้น คงสภาพที่เป็นจุดเด่นอยู่เสมอ นอกจากนั้นการรายงานผลการดําเนินงานโครงการควรต้องแสดงถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุงโครงการ บุคลากรและทรัพยากรที่ต้องใช้ ตลอดจนข้อมูลเพิ่มเติมที่ต้องการรวบรวมทั้งความผูกพันด้านการงบประมาณและการเงินการรายงานผลการประเมินโครงการมีเปูาหมายที่สําคัญอย่างหนึ่งคือจะต้องให้ผู้ประเมินระดับสูงของหน่วยงานมีความเข้าใจและทราบโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจอย่างทันท่วงที การรายงานผลต่อผู้บริหารควรเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและกะทัดรัด ควรหลีกเลี่ยงภาษาสถิติหรือภาษาทางวิชาการที่ไม่จําเป็นขั้นที่ 6 : การติดตามผลเมื่อผลการประเมินได้นําไปใช้ จุดเด่นและจุดด้อยของผลงานได้รับการส่งเสริมและปรับปรุงเพื่อการดําเนินงานโครงการแล้ว โครงการอาจะได้รับการพิจารณาให้ดําเนินงานต่อไป และการดําเนินงานควรปฏิบัติในรูปแบบเดิมโดยการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องที่เป็นอยู่และเปลี่ยนแปลงตามความจําเป็น แล้วทําการประเมินซ้ําอีกครั้งหนึ่งหากผลการประเมินเป็นที่พอใจและเป็นไปตามวัตถุประสงค์แล้ว โครงการนั้นย่อมถือได้ว่าเป็นโครงการที่ประสบกับความสําเร็จจากขั้นตอนที่ 6 ในการประเมินโครงการของคณะกรรมการประเมินโครงการดังที่กล่าวแล้ว อาจสรุปได้ว่าเป็นแผนการประเมินที่ผู้ประเมินใช้เป็นทิศทางในการดําเนินงานโดยจะต้องตอบคําถามเป็นลําดับขั้นดังต่อไปนี้- ประเมินอะไร- ประเมินไปทําไม- ประเมินอย่างไร
  33. 29- ประเมินเมื่อใด- ประเมินโดยใคร- เก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร- วิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร- นําเสนอข้อมูลอย่างไร- รายงานผลการประเมินโดยใคร- ผลการประเมินจะใช้ประโยชน์หรือมีประโยชน์อะไรสรุปได้ว่าการประเมินโครงการมีความสําคัญต่อการกําหนดแผนงานหรือโครงการต่อเนื่องของหน่วยงาน ถ้าโครงการได้รับการประเมินผลอย่างมีระบบและเป็นไปตามขั้นตอนย่อมมีส่วนอันสําคัญต่อความถูกต้องและความเที่ยงตรงของผลการดําเนินงานโครงการซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริหารหน่วยงานว่าภารกิจหรือการดําเนินงานของหน่วยงานควรจะได้รับการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาไปในทิศทางใด อาจกล่าวได้ว่าปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อความอยู่รอดขององค์การคือการประเมินผลโครงการอย่างเป็นระบบและผลของการประเมินโครงการมีความถูกต้องสิ่งสาคัญที่ต้องคานึงถึงในการประเมินโครงการการประเมินโครงการเป็นกระบวนการในการตรวจสอบ และวิเคราะห์ส่วนสําคัญของโครงการซึ่งได้แก่ ข้อมูลนําเข้า (Inputs) กระบวนการ (Process หรือ Transactions) และผลงาน(Outputs หรือ Outcomes) ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงการดําเนินงานของโครงการทั้งหมดโดยส่วนรวมให้ดําเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ดีการประเมินโครงการเป็นกระบวนการที่อาจมีความสลับซับซ้อนแล้วแต่ลักษณะของโครงการที่ต้องประเมิน และมีความละเอียดอ่อนที่ต้องใช้การพินิจพิจารณาและความละเอียดรอบคอบในการดําเนินการ และการตัดสินใจ ฉะนั้นจึงมีสิ่งสําคัญหรือแนวคิดที่สําคัญซึ่งผู้ประเมินโครงการจะต้องคํานึงถึง จึงจะทําให้การประเมินโครงการบรรลุถึงเปูาหมายที่ต้องการอย่างแท้จริง สิ่งสําคัญดังกล่าวได้แก่ ข้อเท็จจริงคุณประโยชน์ ความถี่ ข้อมูลย้อนกลับ ความผูกพัน ความน่าเชื่อถือ วัตถุประสงค์ มาตรฐาน ความจําเป็น และคุณค่า ซึ่งสามารถอธิบายพอสังเขปได้ดังนี้ข้อเท็จจริง (Evidence) หมายความว่ารายละเอียด และข้อเท็จจริงต่างๆที่ได้จากการประเมินโครงการทุกชนิดต้องใช้เวลา แรงงาน และทุนทรัพย์เป็นจํานวนมากในการจัดตั้งและดําเนินงาน ความผิดพลาดในการวิเคราะห์รายละเอียดและข้อเท็จจริงที่จําเป็น อาจนําไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือขาดประสิทธิภาพ และทําให้โครงการที่กําหนดขึ้นหรือกําลังดําเนินงานอยู่นั้น
  34. 30ขาดประสิทธิผลและประสิทธิภาพ หรืออาจล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นการประเมินโครงการจะต้องได้รายละเอียดที่เป็นจริง และมีเหตุผลอย่างเพียงพอคุณประโยชน์ (Benefit) หมายความว่าในการประเมินโครงการนั้นจะต้องคํานึงด้วยว่าการลงทุนกับผลประโยชน์ที่จะได้รับคุ้มกันหรือไม่ ถ้าเป็นการประเมินโครงการที่ไม่ให้ประโยชน์กับสังคมโดยส่วนรวมก็ไม่ควรจะลงทุน เพราะการประเมินผลโครงการนั้นมักจะต้องเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ถ้าประเมินแล้วผลที่ได้ไม่เกิดประโยชน์ หรือเป็นผลที่ไม่อาจเชื่อถือได้การประเมินโครงการนั้นจะเป็นการสูญเปล่า ฉะนั้นการประเมินโครงการทุกโครงการ และทุกครั้งที่จะต้องประเมินผู้ประเมินจะต้องคํานึงถึงความคุ้มทุน หรือผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นสําคัญ จึงจะทําให้คุณภาพของการประเมินเป็นไปตามความมุ่งหวังที่ต้องการ และเป็นวิธีการประเมินโครงการที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพความถี่ (Frequency) ความหมายว่าในการประเมินโครงการควรจะมีความถี่ในการรวบรวมข้อมูลบ่อยครั้งเพียงใด ย่อมต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงการเป็นสําคัญ หากเป็นโครงการระยะยาว การเก็บข้อมูลจะต้องได้รับการกําหนดไว้เป็นระยะอาจเป็นทุก 6 เดือน ทุกรอบปี หรือแล้วแต่ความเหมาะสม แต่จะต้องมีการเก็บรวบรวม และการวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นจริงทันสมัย จึงจะทําให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความถูกต้อง ฉะนั้นจึงอาจจะกล่าวได้ว่าความถี่ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นสิ่งสําคัญประการหนึ่งที่ผู้มีหน้าที่ในการประเมินโครงการจะต้องคํานึงถึงข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) หมายความว่าในการประเมินโครงการนั้นผู้ประเมินจะต้องพิจารณาข้อมูลย้อนกลับต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อจะได้ปรับปรุงโครงการได้ทันท่วงทีข้อมูลย้อนกลับอาจเป็นอุปสรรค ปัญหา ผลดีหรือผลเสียต่างๆอันเกิดจากการดําเนินงานโครงการ ถ้าเปนข้อมูลย้อนกลับที่ไม่ดีผู้ประเมินโครงการก็จะวิเคราะห์และนําเสนอต่อผุ้มีอํานาจตัดสินใจ เพื่อการปรับปรุงแก้ไขหรืออาจตัดสินใจเลิกล้มโครงการนั้น ถ้าเป็นข้อมูลย้อนกลับที่ดีผู้ประเมินโครงการก็จะวิเคราะห์ข้อมูลแล้วนําเสนอต่อผู้มีอํานาจตัดสินใจเพื่อการปรับปรุงโครงการให้ดียิ่งขึ้น ฉะนั้นข้อมูลย้อนกลับจึงเป็นสิ่งสําคัญที่ผู้ประเมินโครงการและผู้บริหารโครงการจะต้องคํานึงถึงอย่างมากอย่างหนึ่งข้อผูกมัด (Commitment) หมายความว่าการประเมินผลโครงการจะต้องมีบุคคลที่ได้รับผลกระทบและบุคคลที่จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องดําเนินงาน รวมทั้งบุคคลที่จะต้องนําผลการประเมินโครงการไปใช้ จะต้องเป็นผู้ที่มีพันธะหรือผูกพันกับการประเมินโครงการโดยตลอด ทั้งนี้เพื่อให้ผลของการประเมินโครงการทีความเชื่อมั่นหรือไม่ลําเอียง และผลของการประเมินโครงการ
  35. 31สามารถนําไปใช้ได้เป็นอย่างดีมีประสิทธิภาพ เพราะทุกคนมีส่วนรับผิดชอบและยอมรับร่วมกัน ดังนั้นการผูกมัดบุคคลหลาบฝุายให้มีส่วนร่วมย่อมเป็นสิ่งสําคัญของกระบวนการประเมินผลโครงการความเป็นปรนัย (Objectivity) หมายความว่าการประเมินผลโครงการที่ดีนั้นจะต้องมีความเป็นปรนัยหรือความตรงไปตรงมาสูง และความเป็นปรนัยจะเกิดขึ้นได้ย่อมต้องอาศัยบุคคลภายนอก หรือผู้เชี่ยวชาญในการประเมินเป็นผู้เข้ามีส่วนร่วมและช่วยเหลือในการประเมินผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยหรือจากสถาบันที่ทีความชํานาญด้านการประเมินโครงการโดยเฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นบุคคลภายนอกองค์การนอกจากจะช่วยขจัดการประเมินด้วยการคิดและนึกฝันเอาเอง หรือความลําเอียงของผู้ประเมินภายในองค์การแล้ว ยังจะให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ฉะนั้นผู้ประเมินโครงการพึงระลึกเสมอว่าความเป็นปรนัยหรือความตรงไปตรงมาของการประเมินโครงการนั้นเกิดจากการประเมินของผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญอีกประการหนึ่งวัตถุประสงค์ (Objective) หมายความว่า การประเมินโครงการจะต้องมีวัตถุประสงค์และรายละเอียดในการดําเนินงานอย่างชัดเจน อาจกล่าวได้ว่าการประเมินโครงการที่มีวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจนเป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้การพิจารณาตัดสินใจในการดําเนินงานโครงการผิดพลาด ความชัดเจนของวัตถุประสงค์ไม่เพียงแต่จะช่วยให้การประเมินโครงการเป็นไปด้วยดีมีประสิทธิภาพเท่านั้นยังจะช่วยการดําเนินงานโครงการหรือการพัฒนาโครงการในลักษณะต่างๆเป็นไปด้วยดี พึงระลึกเสมอว่า โครงการเป็นจํานวนมากเมื่อดําเนินการแล้วก่อให้เกิดคุณประโยชน์อย่างมาก เพราะความชัดเจนในวัตถุประสงค์ของโครงการเหล่านั้นมาตรฐาน (Standards) หมายความว่าในการประเมินโครงการจะต้องมีมาตรฐานที่สามารถนําเอาผลงานที่เกิดขึ้นไปเปรียบเทียบได้ มาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบมี 2 ลักษณะ คือมาตรฐานที่เป็นเกณฑ์แน่นอนหรือเป็นเกณฑ์ตายตัว (Absolute standard) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่กําหนดขึ้นแล้วเปลี่ยนแปลงยาก บางทีเรียกมาตรฐานชนิดนี้ว่า มาตรฐานแห่งความเป็นเลิศ(Standard of Excellence) ส่วนมาตรฐานอีกลักษณะหนึ่งเรียกว่า มาตรฐานทั้งสองลักษณะนี้จะต้องกําหนดโดยบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในการประเมินผลโครงการ บุคคลทั่วไปไม่สามารถกําหนดเกณฑ์มาตรฐานได้ความสอดคล้องสัมพันธ์ (Relevance) หมายความว่า ข้อมูลที่เก็บรวบรวมและได้รับการคัดเลือกจะต้องสอดคล้องหรือเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ได้กําหนดไว้ และจะต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับโครงการที่ต้องการประเมินด้วย นั้นคือการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลจะต้องเป็นไปตามความเป็นจริงของข้อมูลนําเข้า (Inputs) ที่จะต้องใช้ จะต้องเหมาะสมกับ
  36. 32กระบวนการ (Transactions) ในการดําเนินงาน และเกิดผลงาน (outcomes) ตามที่ได้คาดหวังไว้ของโครงการ ฉะนั้นข้อมูลที่จําเป็นและสอดคล้องกับโครงการจึงเป็นปัจจัยที่ผู้ประเมินโครงการจะต้องคํานึงถึงในการประเมินโครงการค่านิยม (Values) หมายความว่าในการพิจารณาตัดสินโครงการนั้นควรจะต้องเป็นไปตามคุณค่าอันเหมาะสมของข้อมูลข้อตกลง และข้อผูกมัดที่ต่อเนื่องกัน การเก็บรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นองค์ประกอบอันสําคัญของกระบวนการประเมินโครงการ และส่วนประกอบที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งของกระบวนการประเมินผลโครงการคือ “ค่านิยม” ของผู้ประเมินโครงการ ผู้ประเมินโครงการบางคนเน้นการวิพากษ์วิจารณ์โครงการเป็นหลัก แต่ผู้ประเมินบางคนเน้นทักษะในการกระทําเป็นหลัก การเน้นการกระทําเป็นหลักเป็นการพิจารณาถึงคุณค่าและความเหมาะสมของข้อมูล พิจารณาถึงข้อตกลงและข้อผูกมัดในการกระทําที่ยอมรับร่วมกัน การพิจารณาตัดสินโครงการด้วยวิธีนี้ย่อมจะเป็นวิธีที่สามารถปรับปรุงแก้ไขโครงการได้ดีกว่าการพิจารณาจากการวิจารณ์โครงการแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งจะไม่ให้แนวทางในการแก้ไขปรับปรุงโครงการที่แน่นอนและชัดเจนสิ่งสําคัญดังที่กล่าวแล้ว ล้วนเป็นปัจจัยที่จําเป็นอันมีผลต่อคุณภาพของการประเมินโครงการ และมีผลต่อคุณภาพในการตัดสินใจการดําเนินโครงการ เพราะการประเมินโครงการเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคน สภาพแวดล้อมต่างๆ รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดของคนในหลายรูปแบบและหลายลักษณะ ซึ่งอาจเป็นทั้งความเชื่อ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของกลุ่มคนเหล่านั้น ฉะนั้นผู้ประเมินโครงการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องคํานึงถึงและวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆอย่างพินิจพิจารณาเป็นที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้การดําเนินโครงการ และการประเมินผลโครงการมีความเป็นไปได้ และผลงานที่เกิดขึ้นมีความถูกต้องน่าเชื่อถือ สมดังความต้องการและเจตนารมณ์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายที่เห็นว่า การประเมินผลโครงการมีวัตถุประสงค์ที่สําคัญ 3 ประการ คือ เพื่อการบริหารและการจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพขึ้น เพื่อการวางแผนและการกําหนดนโยบายที่ถูกต้อง และวัตถุประสงค์สุดท้ายคือ เพื่อการทดสอบสมมติฐานทางสังคมศาสตร์อันจะนําไปสู่การแก้ปัญหาเฉพาะอย่างหรือบางอย่างได้ ซึ่งวัตถุประสงค์ทั้งสามจะบรรลุได้ย่อมต้องใช้ปัจจัยที่สําคัญดังที่กล่าวแล้ว และจะต้องใช้ปัจจัยเหล่านั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ โดยเลือกใช้ตามความจําเป็น และเท่าที่สามารถจะใช้ได้เท่านั้น จึงจะทําให้ผลของการประเมินโครงการมีคุณประโยชน์ต่อการตัดสินใจอย่างแท้จริงปัญหาของการประเมินโครงการการประเมินโครงการมีลักษณะคล้ายกับการทําการวิจัย กล่าวคือประกอบด้วยกระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและการนําข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตามที่ต้องการดังนั้นปัญหาของการประเมินโครงการกับปัญหาการวิจัยจึงอาจมีส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่บ้าง อย่างไรก็
  37. 33ดีหากจะพิจารณาในส่วนประกอบของการประเมินโครงการว่าจะประกอบไปด้วยข้อมูลนําเข้า(Inputs) กระบวนการ (Process) และผลงาน (Outputs) แล้วอาจกล่าวได้ว่าแต่ละส่วนประกอบมีส่วนที่ทําให้เกิดปัญหาได้ และปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมีผลทําให้โครงการที่ดําเนินอยู่หยุดชะงัก ล้มเหลวหรือมีผลทําให้โครงการที่สําเร็จแล้วนั้นได้ผลโดยไม่เป็นที่ยอมรับได้ปัญหาอันเกิดจากข้อมูลนาเข้า ข้อมูลนําเข้าในการประเมินโครงการมีมากมายทั้งนี้แล้วแต่ลักษณะของโครงการ และลักษณะหรือความซับซ้อนของการประเมิน ข้อมูลนําเข้าที่มีส่วนทําให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการประเมินอาจแจกแจงได้ดังนี้1. การขาดแคลนงบประมาณที่จะต้องใช้เพื่อการประเมินโครงการ2. ความไม่เพียงพอ และความไม่เหมาะสมของผู้ที่จะทําหน้าที่ในการประเมินโครงการ3. การขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ที่จําเป็นต้องใช้ในการประเมินโครงการ4. การขาดหลักการในการบริหารและการประเมินโครงการปัญหาอันเกิดจากกระบวนการ กระบวนการประเมินโครงการเป็นปัจจัยที่สําคัญประการหนึ่ง เพราะเปรียบเสมือนกับเครื่องมือหรือเครื่องจักรที่จะต้องทําหน้าที่กลั่นกรองข้อมูลนําเข้าซึ่งเป็นวัตถุดิบให้เป็นผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคมและบุคคลทั่วไปกระบวนการมีส่วนทําให้เกิดปัญหาและอุปสรรคในการประเมินโครงการได้หลายลักษณะดังเช่น1. ความไม่ชัดเจนและเหมาะสมในวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ2. การใช้รูปแบบการประเมินที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะของโครงการ3. ประเมินเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งของโครงการเท่านั้น หรือประเมินผลสุดท้าย หรือผลสําเร็จของโครงการเพียงอย่างเดียว จึงทําให้การสรุปผลการปะเมินขาดความชัดเจน หรือขาดความถูกต้องเท่าที่ควรจะเป็น4. ขาดการประสานงานที่ดีระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และการประเมินโครงการหรือระหว่างผู้ประเมินกับผู้ดําเนินงานโครงการ
  38. 34ปัญหาอันเกิดจากผลงาน การกระทําสิ่งหนึ่งสิ่งใด หากได้รับการดําเนินงานจนบรรลุถึงความสําเร็จแล้วแต่ผลของการกระทํานั้นมิได้ถูกนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ย่อมถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า หรือเป็นการกระทําที่เกิดการสูญเปล่าอย่างสิ้นเชิง ผลของการประเมินโครงการมีลักษณะเช่นเดียวกันหากไม่ได้รับการนําไปใช้ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใดที่จะต้องมีการประเมินโครงการ ปัญหาอันเกิดจากผลงานอาจจําแนกได้ดังนี้1. ผลงานการประเมินโครงการขาดความน่าเชื่อถือต่อการที่จะต้องนําไปใช้หรือเพื่อการตัดสินใจ2. ผลการประเมินได้รับการบิดเบือนจากความเป็นจริงครั้นนําไปใช้จึงไม่เกิดผลดีต่อการบริหารโครงการและก่อให้เกิดปัญหาต่อองค์การโดยส่วนรวม3. ผลของการประเมินมักถูกละเลยจากผู้บริหารที่จะต้องนําไปใช้เพื่อการปรับปรุงงานของตนให้ดีขึ้นคิดเพียงว่าการประเมินเป็นผลงานอย่างหนึ่งที่หน่วยงานของตนน่าจะทําไว้เพื่อเป็นผลงานของหน่วยงาน มากกว่าจะคิดว่าการประเมินเป็นการกระทําเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาหน่วยงานโดยส่วนรวมให้ดีขึ้น4. ผลของการประเมินไม่สอดคล้อง หรือเบี่ยงเบนไปจากวัตถุประสงค์หรือมาตรฐานที่กําหนดไว้มากเกินไป ทําให้การประเมินนั้นสูญเสียค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานเป็นจํานวนมาก และการที่จะปรับผลการประเมินให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในภายหลังเป็นเรื่องที่ทําได้ยากปัญหาและอุปสรรคในการประเมินโครงการดังที่กล่าวแล้วเป็นเพียงตัวอย่างที่ผู้ประเมินโครงการจะต้องคาดการณ์ พิจารณาอย่างรอบคอบ และจะต้องคํานึงถึงทุกครั้งในการวางแผนประเมินโครงการ การที่ผู้ประเมินโครงการสามารถทราบและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเสียก่อนเป็นการล่วงหน้า ย่อมทําให้ผลของการประเมินโครงการมีความน่าเชื่อถือ และนําไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องในที่สุด
  39. 35งานวิจัยที่เกี่ยวข้องผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรในด้านต่างๆ ซึ่งสรุปได้ดังนี้พรทิพย์ ไชยโส (2538) ทําการศึกษาติดตามการดําเนินงานโครงการฝึกอบรมคอมพิวเตอร์แก่ข้าราชการตามมติของคณะรัฐมนตรี ซึ่งจัดโดยศูนย์คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสอดคล้องของการดําเนินงานกับแผนงานของศูนย์ฯ ที่กําหนดไว้ และเพื่อศึกษาผลการจัดดําเนินงานตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ตลอดจนปัญหาในการดําเนินงาน รวบรวมข้อมูลจากการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์คณะกรรมการดําเนินงาน และการออกแบบสอบข้าราชการที่เข้ารับการอบรม ผลการวิจัยพบว่า 1) การดําเนินงานโครงการสอดคล้องกับแผนงานที่กําหนดในระยะเวลา 6 เดือน จัดการอบรมให้ข้าราชการ 15 ครั้งครั้งละ 15 – 25 คน จํานวนทั้งสิ้น 350 คน โดยมีข้าราชการในระดับ 5 เข้ารับการอบรมมากที่สุด 2)หลักสูตรการอบรม กิจกรรมที่จัด สื่อ อุปกรณ์ เอกสาร มีความเหมาะสม 3) ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจถึงการนําคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงาน ระบบคอมพิวเตอร์และการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในระดับปานกลางถึงมาก ยังต้องการเวลาในการฝึกทักษะการใช้งานสเปรตชีตและวิธีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ให้ใช้ปฏิบัติงานได้โดยตรง 4) มีความต้องการในการให้ข้าราชการทุกระดับได้รับการอบรมความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะๆ และมีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้ในหน่วยงานอย่างพอเพียงกมล วาจ่าง (2539) ทําการวิจัยเรื่อง การประเมินโครงการฝึกอบรมข้าราชการครู สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเลื่อนระดับให้สูงขึ้น โดยใช้รูปแบบ CIPP Model ในการประเมิน กลุ่มตัวอย่างได้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับโครงการฝึกอบรมข้าราชการครู สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดนครราชสีมา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นต่อโครงการอบรม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้1. บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับโครงการฝึกอบรมข้าราชการครู เห็นด้วยกับโครงการในระดับมากโดยเรียงค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ํา คือ ด้านบริบทหรือสภาวะแวดล้อม ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต และปัจจัยสนับสนุนหรือปัจจัยเบื้องต้น2. ครู อาจารย์ที่เข้ารับการฝึกอบรม วิทยากรประจํากลุ่ม และคณะกรรมการดําเนินโครงการมีความคิดเห็นด้วยกับโครงการในระดับมาก โดยเรียงลําดับค่าเฉลี่ยสูงไปต่ํา คือ ด้านบริบทหรือสภาวะแวดล้อม ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต และปัจจัยสนับสนุน
  40. 36นิตยารัตน์ รัตนพันธุ์ (2539) ทําการศึกษาติดตามการดําเนินงานตามโครงการสนับสนุนกิจกรรมประชาธิปไตยในสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ในโรงเรียนประถมศึกษาจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบ 6 โรงเรียน และโรงเรียนประถมศึกษาที่ไม่ใช่ต้นแบบ 94 โรงเรียน เก็บข้อมูลในโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบโดยการสัมภาษณ์และศึกษาเอกสารและใช้แบบสอบถามในโรงเรียนประถมศึกษาที่ไม่ใช่ต้นแบบ ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านการเตรียมการดําเนินงาน โรงเรียนส่วนใหญ่มีการเตรียมการดําเนินงานในทุกๆ ด้าน ทั้งการแต่งตั้งวิทยากรศึกษาคู่มือ การประชุมชี้แจงแนวทางการดําเนินงาน การแต่งตั้งคณะกรรมการดําเนินงานและการจัดทําโครงการซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่กําหนดไว้ 2) ด้านการดําเนินการจัดกิจกรรม โรงเรียนส่วนใหญ่ได้ดําเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยเป็นไปตามนโยบายที่กําหนด โดยจัดให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการดําเนินงาน แต่วิธีการดําเนินงานของโรงเรียนค้นแบบมีหลากหลายมากกว่าในโรงเรียนที่ไม่ใช่ต้นแบบ 3) ด้านการนิเทศติดตามและประเมินผลการดําเนินงาน โรงเรียนส่วนใหญ่มีการนิเทศติดตามและประเมินการดําเนินงาน โดยผู้บริหารและผู้รับผิดชอบโครงการ ผลการดําเนินงานในโรงเรียนต้นแบบส่วนใหญ่ประสบความสําเร็จตามเปูาหมายในโรงเรียนที่ไม่ใช่ต้นแบบส่วนใหญ่ยังมีบางส่วนที่ต้องปรับปรุง 4) ปัญหาการดําเนินงานที่พบส่วนใหญ่ ขาดเอกสารที่ใช้ในการศึกษาดําเนินงาน ครูมีภาระมากทําให้การดําเนินงานโครงการขาดประสิทธิภาพ ครูขาดความรู้ในการจัดกิจกรรมประชาธิปไตย งบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ไม่เพียงพอและขาดเครื่องมือที่ใช้ในการนิเทศ ติดตามและประเมินผลการดําเนินงานศุภลักษณ์ ไตรคุ้มดัน (2541) ได้ทําการวิจัยเพื่อประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรทางด้านคอมพิวเตอร์ สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เขตการศึกษา 9 ประจําปีงบประมาณ 2539ตลอดจนความคิดเห็นของกลุ่มผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ใน 4 ด้าน คือ ด้านบริบท ปัจจัยนําเข้ากระบวนการ และด้านผลผลิต โดยผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นของกลุ่มผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ต่อโครงการอยู่ในระดับเห็นด้วย และผลการศึกษาแสดงว่าโครงการพัฒนาบุคลากรทางคอมพิวเตอร์เป็นกระบวนการที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องควรนําไปปรับปรุงแก้ไข คือ สิ่งอํานวยความสะดวก สื่อ วัสดุ งบประมาณ วิทยากร และเนื้อหาโครงการกมล อรุณโชคสมศักดิ์ (2542) ทําการประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ สู่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ของสํานักงานการประถมศึกษาอําเภอเมืองอุตรดิตถ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านบริบทด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต รวมทั้งเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนกับครูผู้สอนในการดําเนินการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ เมื่อสิ้นสุดการอบรมตามโครงการและเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนกับครูผู้สอนในโรงเรียนเกี่ยวกับสภาพที่คาดหวังและสภาพที่เป็นจริงเมื่อสิ้นสุดโครงการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ศึกษานิเทศก์ คณะกรรมการพัฒนา
  41. 37บุคลากรเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ ผู้บริหารโรงเรียน ครูวิชาการและครูผู้สอน สังกัด สํานักงานการประถมศึกษาอําเภอเมืองอุตรดิตถ์ จํานวน 284 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง รวม 2 ฉบับ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าเฉลี่ยกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า ด้านบริบท ผลการประเมินโครงการภาพรวมของศึกษานิเทศก์ คณะกรรมการพัฒนาบุคลากรเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ ผู้บริหารโรงเรียน ครูวิชาการโรงเรียนและครูผู้สอน ผลการประเมินอยู่ในระดับมาก ด้านปัจจัยเบื้องต้น ผลการประเมินโครงการโดยภาพรวมของศึกษานิเทศก์ คณะกรรมการพัฒนาบุคลากรเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ ผู้บริหารโรงเรียน ครูวิชาการโรงเรียนและครูผู้สอน ผลการประเมินโครงการอยู่ในระดับปานกลาง ด้านกระบวนการ ผลการประเมินโดยภาพรวมของผู้บริหารโรงเรียนและครูวิชาการโรงเรียน ผลการประเมินอยู่ในระดับมาก ส่วนศึกษานิเทศก์ คณะกรรมการพัฒนาบุคลากรเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้และครูผู้สอน ผลการประเมินอยู่ในระดับปานกลาง ด้านผลผลิต ผลการประเมินเกี่ยวกับความรู้ความสามารถของผู้เข้ารับการอบรมเมื่อสิ้นสุดการอบรม พบว่า ผลการประเมินโดยภาพรวมของศึกษานิเทศก์ คณะกรรมการพัฒนาบุคลากรเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ ผู้บริหารโรงเรียนและครูวิชาการโรงเรียน ผลการประเมินผู้ในระดับปานกลาง ผลการประเมินด้านผลผลิตเกี่ยวกับผลงานของผู้ผ่านการอบรมเมื่อสิ้นสุดโครงการ พบว่า ผลการประเมินโดยภาพรวมของศึกษานิเทศก์คณะกรรมการพัฒนาบุคลากรเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ ผู้บริหารโรงเรียน ครูวิชาการโรงเรียน และครูผู้สอน ผลการประเมินอยู่ในระดับปานกลาง ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินโครงการ เปรียบเทียบผลการประเมินระหว่างผู้บริหารโรงเรียนกับครูผู้สอนเกี่ยวกับคุณภาพของครูผู้สอนตามสภาพที่คาดหวัง พบว่า ผลการประเมินระหว่างผู้บริหารโรงเรียนกับครูผู้สอนเกี่ยวกับคุณภาพของครูผู้สอนตามสภาพที่คาดหวังไม่แตกต่างกัน เปรียบเทียบผลการประเมินระหว่างผู้บริหารโรงเรียนกับครูผู้สอนเกี่ยวกับคุณภาพของครูผู้สอนตามสภาพที่เป็นจริง พบว่า ผลการประเมินระหว่างผู้บริหารโรงเรียนกับครูผู้สอนเกี่ยวกับคุณภาพของครูผู้สอนตามสภาพที่เป็นจริง ไม่แตกต่างกัน การเปรียบเทียบผลการประเมินของผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับคุณภาพของครูผู้สอนตามสภาพที่คาดหวังกับสภาพที่เป็นจริง แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เปรียบเทียบผลการประเมินของครูผู้สอนในโรงเรียนเกี่ยวกับคุณภาพของครูผู้สอนตามสภาพที่คาดหวังกับสภาพที่เป็นจริง พบว่า ผลการประเมินของครูผู้สอนในโรงเรียนเกี่ยวกับคุณภาพของครูผู้สอนตามสภาพที่คาดหวังกับสภาพที่เป็นจริงแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05ทินกร บรรพรหม (2543) ได้ทําการประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรทางด้านคอมพิวเตอร์สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนภูมิภาพ ในจังหวัดขอนแก่น ประจําปีงบประมาณ2543 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนภูมิภาพ ในจังหวัดขอนแก่น ประจําปีงบประมาณ 2543 ตามรูปแบบCIPP โดยทําการศึกษาจากบุคลากรจํานวน 150 คน ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหาร 52 คน นักวิชาการ
  42. 38ศึกษา 44 คน และเจ้าหน้าที่ 54 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จํานวน 1 ฉบับ รวม 51 ข้อ มีค่าอํานาจจําแนกรายข้อตั้งแต่0.32 ถึง 0.89 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.77 สถิติที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า บุคลากรโดยรวม ประกอบด้วย ผู้บริหาร นักวิชาการศึกษา และเจ้าหน้าที่ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการพัฒนาบุคลากรทางด้านคอมพิวเตอร์สังกัดสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนภูมิภาพ ในจังหวัดขอนแก่น ประจําปีงบประมาณ 2543 โดยรวม และรายด้าน อยู่ในระดับเห็นด้วย โดยเรียงตามลําดับรายด้านจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือ ด้านผลผลิต ด้านกระบวนการ ด้านปัจจัยนําเข้า และด้านบริบท โดยมีหัวข้อที่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง และมีค่าเฉลี่ยมาที่สุดเรียนตามลําดับดังนี้1. ด้านผลผลิต เรียงตามลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมชอบทํางานกับคอมพิวเตอร์มากขึ้น ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมมีการนําแนวความคิดจากการฝึกอบรมไปพัฒนาตนเองด้านคอมพิวเตอร์ และมีการประเมินผลก่อนเข้ารับการฝึกอบรมและหลังการฝึกอบรม2. ด้านกระบวนการ เรียงตามลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ ผู้จัดการฝึกอบรมดําเนินรายการอบรมได้ตามกําหนดการ ผู้จัดการฝึกอบรมจัดให้มีบรรยากาศที่ดี เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมตั้งใจฝึก และการจัดให้ทํางานหรือฝึกปฏิบัติเป็นรายบุคคลทําให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น3. ด้านปัจจัยนําเข้า เรียงตามลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ อุปกรณ์ประกอบการฝึกอบรมมีความเหมาะสมกับการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถเสนอความคิดเห็นปรับปรุงหลักสูตรคอมพิวเตอร์ และสถานที่ในการจัดฝึกอบรมมีความเหมาะสม4. ด้านบริบท เรียงตามลําดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ สอดคล้องกับความต้องการ การกําหนดวัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป และโครงการนี้มีคุณค่าและประโยชน์ต่อบุคลากรต่องานในหน้าที่ดรุณี บ่อจักรพันธ์ (2545) ทําการศึกษาเรื่องการประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรแกนนําปฏิรูปการเรียนรู้ (ห้องเรียนครูมืออาชีพ) โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปโมเดล (CIPP Model)โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการบุคลากรแกนนําปฏิรูปการเรียนรู้ (ห้องเรียนครูมืออาชีพ) ในด้านนโยบายและเปูาหมายทางการศึกษา แผนการดําเนินโครงการ องค์ประกอบต่างๆ การดําเนินการตามแผนปฏิบัติของโครงการ การวัดและประเมินผลตลอดจนผลการดําเนินงานตามวัตถุประสงค์การวิจัยกับประชากรที่ผ่านการอบรมโดยสุ่มจํานวน 190 คน ได้แก่ หัวหน้าการประถมศึกษาอําเภอศึกษานิเทศก์อําเภอ ผู้บริหารโรงเรียนและครู การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่า
  43. 39เบี่ยงเบนมาตรฐาน สําหรับผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านบริบทหรือสภาพแวดล้อมของโครงการก่อนเข้ารับการอบรมของหัวหน้าการประถมศึกษาอําเภอ ศึกษานิเทศก์อําเภอ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนที่ผ่านการอบรม มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรแกนนําปฏิรูปการเรียนรู้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 อยู่ในระดับมากที่สุด เนื้อหาสาระในการฝึกอบรมมีความสอดคล้องกับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตลอดจนมีการพัฒนา รูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวทางปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ก่อนเข้าร่วมโครงการอยู่ในระดับมาก 2) ด้านปัจจัยเบื้องต้น พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากคือผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรในโรงเรียนให้ความสําคัญกับห้องเรียนครูมืออาชีพ วิทยากรมีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิดและทักษะ บุคลากรที่เข้ารับการอบรมมีความสนใจพัฒนาตนเอง และมีการวางแผนการจัดกิจกรรมไว้อย่างเหมาะสมอยู่ในระดับมาก 3) ด้านกระบวนการ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก คือ การจัดกิจกรรมของโครงการเป็นไปตามแผนที่วางไว้วิธีการนําเสนอของวิทยากรมีขั้นตอนอย่างเป็นระบบ การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีความเหมาะสม และมีการประสานงานเตรียมการระหว่าง ผู้เข้ารับการอบรม วิทยากรประจําห้องเรียน กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ ตลอดจนมีการประสานงานระหว่างเข้าร่วมโครงการ และมีแผนกํากับติดตาม ประเมินผล เพื่อการปรับปรุงแก้ไขอยู่ในระดับมาก 4) ด้านผลผลิต พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก คือ ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการจัดกาเรียนการสอนที่รับผิดชอบอยู่สม่ําเสมอ รูปแบบการพัฒนาบุคลากรสอดคล้องกับความต้องการของครู ทําการสอนตามแนวปฏิรูปการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพตลอดจนนําความรู้ความเข้าใจไปใช้ในการปฏิบัติงานและให้ดําเนินการตามโครงการต่อไปในปีการศึกษาหน้าอยู่ในระดับมากวิจิตร ลูกบัว (2546) ได้ประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรโรงเรียนแกนนําปฏิรูปการเรียนรู้ของสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี โดยการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการพัฒนาบุคลากรโรงเรียนแกนนําปฏิรูปการเรียนรู้ ของสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี ในด้านปัจจัยพื้นฐานด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการ ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างดําเนินการ และด้านผลผลิตของโครงการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ข้าราชาการครูโรงเรียนสังกัดสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี จํานวน 240 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแบบมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความน่าเชื่อถือ .83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป SPSS for Windows ผลการวิจัยพบว่า ด้านปัจจัยพื้นฐานด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการ ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมิน ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่างดําเนินการของโครงการ ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมิน และด้านผลผลิตของโครงการ ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งผ่านเกณฑ์การประเมิน
  44. 40ธีริศรา จําปาวัน (2547) ได้ศึกษาและติดตามผลโครงการอบรมครูวิทยาศาสตร์โดยคณะศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อประเมินโครงการอบรมครูวิทยาศาสตร์ โดยคณะศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน ซึ่งทําการประเมินผลผลิต กระบวนการดําเนินงาน และผลกระทบ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สสวท. เพื่อดําเนินการจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์ 3 หลักสูตร ได้แก่หลักสูตรการอบรมครูวิทยาศาสตร์ด้านการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรการผลิตสื่ออุปกรณ์การสอน และหลักสูตรการทําวิจัยในชั้นเรียน ประชาการในการวิจัย ได้แก่ ผู้รับผิดชอบโครงการ บุคลากรในโรงเรียนแกนนํา 20 โรงเรียน ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียนแกนนํา หัวหน้าหมวดวิทยาศาสตร์ครูวิทยาศาสตร์ที่เข้ารับการอบรม 61 คน และนักเรียนโรงเรียนแกนนํา 305 คน ผลการศึกษาพบว่า1) ด้านผลผลิต ครูทําแผนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพในระดับดี สื่ออุปกรณ์การสอนที่ครูผลิตขึ้นตามแนวคิดจากการฝึกอบรมมีคุณภาพดี และครูสามารถทําวิจัยในชั้นเรียนที่มีคุณภาพดีจํานวน10 เรื่อง และกําลังดําเนินการวิจัยอยู่อีก 3 เรื่อง 2) ด้านกระบวนการดําเนินงานของโครงการมีความเหมาะสมทั้งการจัดการบริหารโครงการ และกระบวนการถ่ายทอดความรู้ทั้ง 3 หลักสูตร 3) ผู้เข้ารับการอบรมทั้ง 3 หลักสูตร ได้นําความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานสอนอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนส่งเสริมกิจกรรมวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนมากขึ้นกิติยาพรรณ โพธิ์ล่าม (2548) ทําการศึกษาติดตามประเมินผลโครงการหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์: กรณีศึกษาผ้าไทย โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานของเจ้าหน้าที่ของรัฐและประธานกลุ่มทอผ้า 2) ศึกษาสภาพการผลิตผ้าไทยในโครงการหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ 3)บทบาทของเจ้าหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในโครงการฯ 4) ทัศนะของเจ้าหน้าที่ของรัฐและประธานกลุ่มทอผ้าด้านสภาพแวดล้อม ปัจจัยเบื้องต้น กระบวนการดําเนินงาน และผลลัพธ์ของโครงการฯด้านผ้าไทย 5) เปรียบเทียบทัศนะของเจ้าหน้าที่ของรัฐและประธานกลุ่มทอผ้าด้านสภาพแวดล้อมปัจจัยเบื้องต้น กระบวนการดําเนินงาน และผลลัพธ์ของโครงการฯ ด้านผ้าไทย โดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จํานวน 95 คน และประธานกลุ่มทอผ้าที่เข้าร่วมโครงการฯ จํานวน 95 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) เจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่าครึ่งเล็กน้อยเป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 44.5 ปี สถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีประสบการทํางานที่เกี่ยวกับผ้าไทยโดยเฉลี่ย 7.7 ปี ส่วนประธานกลุ่มทอผ้าเกือบทั้งหมดเป็นเพศหญิง มีอายุโดยเฉลี่ย47.4 ปี สถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับประถมศึกษาและมีการสบการณ์การทํางานเกี่ยวกับผ้าไทยโดยเฉลี่ย 15 ปี 2) สภาพการผลิตผ้าไทยในโครงการฯ พบว่า กลุ่มทอผ้าส่วนใหญ่เข้าร่วมโครงการมาแล้วมากกว่า 2 ปี มีจํานวนสมาชิกกลุ่มระหว่าง 21 – 40 คน โดยเฉลี่ยสมาชิกสามารถทอผ้าได้คนละ 10 ผืนหรือเมตรต่อเดือน 3) บทบาทของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีต่อโครงการฯ พบว่า ส่วนใหญ่มีส่วนร่วมคัดเลือกและจัดลําดับผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตําบล จัดประชุม อบรม ให้ข้อมูล
  45. 41ข่าวสารและให้คําปรึกษาด้านการวางแผน การดําเนินงานแก่กลุ่มทอผ้า 4) ทัศนะของเจ้าหน้าที่ของรัฐและประธานกลุ่มทอผ้ามีความเห็นด้วยอยู่ในระดับปานกลางจากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานนั้นเป็นสิ่งสําคัญและจําเป็นจะต้องส่งเสริม เพราะบุคลากรเป็นองค์ประกอบที่สําคัญในการที่จะส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของหน่วยงาน โครงการพัฒนาบุคลากรทางคอมพิวเตอร์เป็นกระบวนการที่ส่งเสริมการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องควรนําไปปรับปรุงแก้ไข คือสิ่งอํานวยความสะดวก สื่อ วัสดุ งบประมาณ วิทยากร และเนื้อหาโครงการ (ศุภลักษณ์ ไตรคุ้มดัน,2541) ดังนั้นการฝึกอบรมนับเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมและนิยมใช้กันมากในกระบวนการพัฒนาบุคลากร เพราะการฝึกอบรมได้เสนอความประหยัด สะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่าในการพัฒนาบุคลากรและจากปัจจุบันการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรนั้น เป็นสิ่งที่ทุกหน่วยงานดําเนินงานอยู่เป็นประจําโดยเฉพาะการอบรมบุคลากรในด้านการใช้เทคโนโลยี แต่การดําเนินการอบรมหลายๆ โครงการ ขาดการติดตาม ประเมินผล รวมทั้งการประเมินโครงการในด้านต่างๆ ทั้งก่อนดําเนินโครงการ ระหว่างดําเนินการ และหลังดําเนินการ ทําให้ผู้ดําเนินโครงการไม่มีข้อมูลที่เป็นสิ่งยืนยันว่าโครงการนั้นๆประสบความสําเร็จมากน้อยเพียงใด ด้วยเหตุนี้คณะผู้ประเมินจึงสนใจติดตามผลโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและส่งเสริมการใช้ Social Media ในการจัดการเรียนรู้ ขึ้นโดยมุ่งศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครูผู้สอนและนักเรียน เพื่อที่จะนําสารสนเทศที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาโครงการให้มีประสิทธิภาพต่อไป
  46. 42องค์ความรู้เกี่ยวกับอาชีพความหมายของอาชีพอาชีพ คือ การทํามาหากินของมนุษย์ เป็นการแบ่งหน้าที่การทํางานของแต่ละคนในสังคมเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองในด้านต่างๆ1. การประกอบอาชีพของไทยการทํามาหากินของคนไทยสมัยโบราณ เลี้ยงตนเองและครอบครัวด้วยการทําไร่ทํานา เมื่อว่างจากการทํานาจะทอผ้าไว้ใช้ หากมีเหลือจะจําหน่ายในชุมชน นอกจากนี้ยังทําเครื่องจักสานเป็นภาชนะไว้ใช้สอยในครัวเรือนและจําหน่าย เช่น ตะกร้า สุ่มจับปลา กระด้ง เครื่องปั้นดินเผา ตีเหล็ก ทํามีดขวาน หรืองานศิลปะต่าง ๆ สถานที่ทํางานจะอยู่ชั้นล่างหรือใต้ถุนบ้านของตนเองส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งมีอาชีพเป็นผู้ดูและผลประโยชน์ของแผ่นดิน มียศถาบรรดาศักดิ์ มีเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนหรือที่เรียกว่าเป็นข้าในแผ่นดิน ในสมัยก่อนมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่น บริษัท บอร์เนียว จํากัด บริษัท บี กริม แอนด์ โก จํากัด เป็นต้น ทําให้มีการจ้างงานเป็นลูกจ่างในบริษัท ต่อมามีบริษัทและโรงงานเอกชนเปิดดําเนินการเป็นจํานวนมาก ตําแหน่งลูกจ้างของรัฐก็มีจํานวนเพิ่มขึ้น จึงมีอาชีพมากมายให้คนได้เลือก เช่น การเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเอง หรือเป็นลูกจ้างของเอกชนหรือลูกจ้างรัฐบาล จะเห็นได้ว่าสังคมไทยเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา ผู้ใหญ่มักจะอวยพรให้ลูกหลานได้เป็นเจ้าคนนายคน ย่อมหมายความว่า ผู้ใหญ่สนับสนุนให้ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างของรัฐบาลหรือรับราชการ ซึ่งมีเงินเดือน ตําแหน่งหน้าที่การงานดีเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบันทีการเปลี่ยนแปลงบทบาท
  47. 43ของรัฐ จํานวนตําแหน่งข้าราชการถูกลดจํานวนลงส่วนธุรกิจเอกชนที่อยู่ในยุคเศรษฐกิจถดถอย ทําให้องค์กรธุรกิจมากมายต้องปิดกิจการลง ทําให้คนว่างงาน ส่วนที่เปิดดําเนินธุรกิจต่อไปก็พยายามลดจํานวนพนักงานลง เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นจึงทําให้ผู้คนเหล่านั้นหันมาสร้างอาชีพส่วนตัวหรืออาชีพอิสระมากขึ้น2 งานและกลุ่มอาชีพงานงานและกลุ่มอาชีพเกิดจากความจําเป็นที่จะต้องมีการแบ่งงานกันทํา เนื่องจากมนุษย์เราไม่สามารถจะผลิตสิ่งของต่าง ๆ มาตอบสนองความต้องการของตนเองได้ทั้งหมด การแบ่งงานกันทํา ก่อให้เกิดความชํานาญเฉพาะอย่างและเกิดกลุ่มอาชีพแต่ละกลุ่มขึ้น อาชีพหนึ่งก็จัดเป็นธุรกิจรูปแบบหนึ่ง เช่น อาชีพพนักงานขาย อาชีพช่างไม้ อาชีพเลขานุการ อาชีพวิศวกร อาชีพแพทย์ อาชีพเกษตรกร ฯลฯ หรือในธุรกิจรูปแบบหนึ่งอาจแบ่งงานออกเป็นส่วน ๆ ต่างกันทําให้เกิดงานหรืออาชีพแต่ละอย่างแตกต่างกันไป3. สาเหตุของการแบ่งงานและอาชีพ1.ความรู้ความสามารถของแต่ละคนแตกต่างกัน2.ลักษณะทางภูมิศาสตร์และภูมิประเทศของแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน3.ได้รับมอบหมายให้กระทําหน้าที่แตกต่างกัน4. ประโยชน์ของการแบ่งงานและอาชีพ1.สามารถตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันได้2.ได้ทํางานในสิ่งที่ตนถนัด3.ก่อให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจในด้านต่าง ๆลักษณะของอาชีพงานที่ประชาชนทั่วไปนิยมทําเป็นอาชีพนั้น จะต้องใช้ความรู้ความสามารถ ความอุตสาหะอดทน ความรักในงานอาชีพ ความซื่อสัตย์สุจริต และความภาคภูมิใจ ฯลฯ ลักษณะของงานอาชีพ มีดังนี้
  48. 441. งานเกษตรกรรมเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ บุคคลที่เลือกประกอบงานอาชีพเกษตรกรรมต้องชอบและรักการปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ มีความเอาใจใส่ ไม่รังเกียจความสกปรกต้องอดทนต่อสภาพดินฟูาอากาศ งานที่เกี่ยวข้อง คือ การปลูกพืชสวน พืชไร่ การปศุสัตว์ และการประมง เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมต่อการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์และการทําประมงน้ําจืดและน้ําเค็ม เพื่อประโยชน์ต่อการบริโภค และเป็นงานอาชีพได้สมกับคํากล่าวที่ว่า เมืองไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ําของดินแดนแหลมทอง2. งานธุรกิจเป็นงานที่เกี่ยวกับธุรกิจและการค้า อาชีพธุรกิจ คือ การทํางานด้านการค้าขาย การทําบัญชี การจัดการธุรกิจ การเก็บเอกสาร การติดต่อสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ3. งานอุตสาหกรรมเป็นงานเกี่ยวกับความถนัดด้านช่าง และเครื่องมือเครื่องจักรอุตสาหกรรม เพื่อผลิตสินค้าชนิดต่าง ๆ รายได้ที่ได้รับ คือ ค่าแรงงานที่เหมาะสมกับระดับความรู้ความสามารถ และประสบการณ์4. งานคหกรรมเป็นงานที่เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือน การตกแต่งบ้าน การประกอบอาหาร การเย็บปักถักร้อย เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีและประสิทธิภาพในการประกอบอาชีพต่อไป5. งานศิลปกรรมเป็นงานอาชีพที่มุ่งหวังเพื่อเป็นช่างฝีมือที่มีความละเอียดอ่อน ความคิดสร้างสรรค์ทั้งด้านศิลปกรรมไทย และศิลปกรรมร่วมสมัย สามารถนําความรู้ไปประกอบอาชีพการจัดทําศิลปะประยุกต์ การตกแต่ง การออกแบบในด้านต่างๆการเลือกอาชีพ
  49. 45การเลือกอาชีพ (Choosing a Vocation) การตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพเป็นเรื่องสําคัญที่สุดสําหรับทุกคน บุคคลที่กําลังศึกษา และกําลังมองหางาน จะก้าวเดินไปในทิศทางใดจึงประสบความสําเร็จในการศึกษา และประกอบอาชีพได้ ควรปฏิบัติดังนี้1. วิเคราะห์ตนเองก่อนที่จะตัดสินใจเลือกอาชีพ จะต้องมีความเข้าใจในตนเองอย่างลึกซึ้งโดยวิเคราะห์ตนเองว่ามีความถนัดเกี่ยวกับงานลักษณะใด ซึ่งดูได้จากผลงานที่ทํา ความสนใจและความสามารถในการทํางาน ความกระตือรือร้นที่จะประกอบอาชีพ เงินทุน อุปนิสัย ใจคอ บุคลิกภาพและสุขภาพอนามัย ด้วยการวิเคราะห์จุดด้อยจุดเด่นของตนเองได้ เพื่อให้รู้ว่าอาชีพใดมีความเหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ซึ่งจะเป็นแนวทางในการเลือกอาชีพในอนาคตได้เป็นอย่างดี2. วิเคราะห์อาชีพหลังจากการวิเคราะห์ตนเองทําให้รู้จักตนเองดีแล้ว ขั้นต่อไปจะต้องมีความรู้อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับงานอาชีพ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ ลักษณะของอาชีพและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่อาชีพ เวลาและค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวก่อนประกอบอาชีพโอกาสของงานอาชีพ ความก้าวหน้า และความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะส่งเสริมให้เกิดความสําเร็จใจอาชีพ ความก้าวหน้าของงานอาชีพพิจารณาได้จาก1 ประสบการณ์ในงานอาชีพ2 โอกาสเกี่ยวกับงานอาชีพ3 การเลือกประกอบอาชีพ4 การเตรียมตัวเพื่อประกอบอาชีพ5 การเข้าทํางาน6 การปรับตัวให้เข้ากับงานการวิเคราะห์อาชีพเพื่อต้องการแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบในการทํางาน และประโยชน์ในการบริหารงาน กําหนดขอบข่ายการทํางานเป็นการแบ่งงานกันทําตามความรู้ความสามารถ ราได้
  50. 46หรือค่าตอบแทน เช่น ช่างอุตสาหกรรม แบ่งเป็นตําแหน่งวิศวกร ช่างเทคนิค ช่างกึ่งฝีมือและช่างไร้ฝีมือ3. การตัดสินใจเลือกอาชีพเมื่อวิเคราะห์ตนเองและวิเคราะห์อาชีพจะได้ข้อมูลเพียงพอที่จะนําไปสู่การตัดสินใจเลือกอาชีพที่เหมาะสม ซึ่งจะต้องพิจารณาประเภทของงานอาชีพให้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ตนเองและวิเคราะห์อาชีพประเภทของอาชีพในปัจจุบันอาชีพมีอยู่มากมายให้ประชาชนได้เลือกประกอบอาชีพสุจริต มีรายได้สําหรับตนเองและครอบครัว มีความก้าวหน้าในงานอาชีพ เป็นที่ยอมรับของสังคม สําหรับประเทศไทย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้จัดแบ่งประเภทมาตรฐานอาชีพตามหลักการจัดประเภทมาตรฐานสากล เช่น ข้าราชการ ผู้ประกอบอาชีพด้านต่าง ๆ ช่างเทคนิค และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง เสมียน เจ้าหน้าที่ ฯลฯ1. อาชีพข้าราชการข้าราชการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ให้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกสบายในด้านต่าง ๆ เช่น งานปกครองของปลัดอําเภอ นายอําเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ให้การดูแลเอาใจใส่ประชาชน ครูอาจารย์ให้ความรู้แก่เยาวชนของชาติ แพทย์ พยาบาล ให้การดูแลเกี่ยวกับสุขอนามัยของประชาชน ตํารวจดูแลทุกข์สุขของประชาชน ทหารมีหน้าที่รักษาปูองกันการรุกรานจากศัตรูของประเทศ ดังนั้นอาชีพข้าราชการมีหน้าที่พัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง เป็นต้นการทํางานของข้าราชการมีระยะเวลาที่แน่นอนมีวันหยุดราชการ รายได้หรือค่าตอบแทนที่ได้รับคือเงินเดือน ซึ่งกําหนดแต่ละระดับขั้นไว้อย่างชัดเจน โอกาสและความก้าวหน้าของงานอาชีพเลื่อนระดับขั้นได้อยู่ที่ความสามารถของแต่ละบุคคลแต่ละหน่วยงานจะมีระบบการบริหารงาน
  51. 47แตกต่างกันไป เพื่อความสะดวกในการบริหารแลtประสิทธิภาพในการทํางาน โดยมุ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก2. อาชีพลูกจ้างลูกจ้างหรือพนักงานเป็นการประกอบอาชีพที่ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการ แต่เป็นลูกจ้างหรือพนักงานขององค์กรธุรกิจหรือหน่วยงานต่าง ๆ โดยปฏิบัติงานตามคําสั่งหรือตามที่ได้รับมอบหมาย ค่าตอบแทนที่ได้รับคือเงินเดือน หรือรายได้ประจําวัน การประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างของคนไทยมีจํานวนมากที่สุด เนื่องจากขาดความรู้ ประสบการณ์ ขาดเงินทุน ไม่กล้าเสี่ยงกับการลงทุนอาชีพลูกจ้างที่พบเห็นทั่วไปมีอยู่ในงานเกษตรกรรม เช่น เป็นลูกจ้างทํานา ทําสวน ทําไร่ ลูกจ้างเลี้ยงสัตว์ และทําประมง นอกจากนี้ยังมีลูกจ้างชั่วคราว เจ้าหน้าที่นักการ เจ้าหน้าที่ธุรการ หรือในองค์กรภาคธุรกิจ เช่น พนักงานตามห้างร้าน หรือบริษัทต่าง ๆ เช่น พนักงานขาย พนักงานบัญชี พนักงานทําความสะอาด ฯลฯ3. อาชีพส่วนตัวการประกอบอาชีพส่วนตัวหรือาชีพอิสระ หมายถึง การประกอบธุรกิจเป็นของตนเอง หรือเป็นการลงทุนร่วมกับบุคคลอื่น ลักษณะการทํางานมีความเป็นอิสระ เป็นนายจ้างตนเอง แต่จะต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ ทุ่มเทกําลังใจ กําลังกาย มานะและอดทนในการทํางาน และพร้อมที่จะฟันฝุาอุปสรรค การดําเนินงานในระยะแรกจําเป็นต้องใช้ความพยายามสูง เพื่อให้บรรลุเปูาหมายที่กําหนดไว้ รายได้ของการประกอบอาชีพส่วนตัวไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความขยันหมั่นเพียร ความอดทน และความพยายามปัจจุบันปัญหาการว่างงานมีอัตราสูงในกลุ่มผู้สําเร็จการศึกษา ทุกระดับ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลจึงสนับสนุนให้ประชาชนประกอบอาชีพส่วนตัวหรือาชีพอิสระมากขึ้น เช่น สนับสนุนด้านเงินทุน มีกองทุนหมู่บ้าน โครงการหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โครงการSMEs (Small and Medium Enterprises) โครงการธนาคารประชาชน นอกจากนี้ได้ให้ความรู้
  52. 48และสนับสนุนด้านการวิจัยและเทคโนโลยี เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจประกอบอาชีพส่วนตัวมากขึ้น เช่น การเปิดร้านขายอาหาร ขายของชํา เปิดร้านซ่อมโทรทัศน์ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เปิดร้านขายของที่ระลึก รับพิมพ์เอกสาร อัดสําเนาและถ่ายสําเนา ปลูกผักอนามัย ปลูกข้าวโพด ฯลฯการประกอบอาชีพส่วนตัวหรืออาชีพอิสระที่พบเห็นในชีวิตประจําวันมีมากมายหลายประเภท มีผู้จําแนกประเภทของอาชีพตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้หลายวิธี ตามความหมายของวิสาหกิจ(Enterprises) แบ่งอาชีพตามลักษณะของการประกอบการ คือ3.1 อาชีพการผลิต (Production Sector)อาชีพการผลิต เป็นอาชีพที่ดําเนินการเพื่อให้เกิดผลผลิตสําหรับจําหน่ายให้แก่ผู้บริโภค อาชีพการผลิตแบ่งได้ 2 ประเภท คือ1. ธุรกิจการเกษตร (Agricultural Processing)อาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของคนไทยส่วนใหญ่มาช้านาน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในสังคม ชนบททุกครอบครัวจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมทั้งสิ้น ผลผลิตที่ได้จึงเป็นผลผลิตขั้นพื้นฐานที่จะนําไปประกอบอาชีพในรูปแบบอื่นต่อไปกิจกรรมการประกอบอาชีพธุรกิจการเกษตรมีการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และการประมง การเพาะปลูก ที่พบเห็นทั่วไป ได้แก่ การทํานา การทําไร่ การทําสวนผัก การทําสวนผลไม้ การทําสวนกล้วยไม้ ฯลฯการเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ การเลี้ยงวัวนม การเลี้ยงวัวเนื้อ การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงเป็ด การเลี้ยงสุกร การเลี้ยงนกกระทา การเลี้ยงนกกระจอกเทศ การเลี้ยงกวาง ฯลฯการประมง ได้แก่ การเลี้ยงปลาในกระชัง เช่น ปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ปลาช่อน การเลี้ยงปลากะพง การเลี้ยงหอยแมลงภู่ การเลี้ยงหอยแครง นอกจากนี้ยังหมายถึง การจับสัตว์น้ําในทะเล แม่น้ําลําคลอง เป็นต้น
  53. 492. ธุรกิจอุตสาหกรรม (Industrial Business)เป็นการประกอบอาชีพที่นําวัตถุดิบทางการเกษตรมาแปรรูป โดยผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมให้เป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของตลาดในท้องถิ่น หรือความต้องการของตลาดทั่วประเทศ หรือต่างประเทศได้การประกอบอาชีพธุรกิจอุตสาหกรรมสามารถทําได้ในลักษณะอุตสาหกรรมในครอบครัว เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กใช้แรงงานภายในครอบครัวเป็นหลัก ใช้เงินทุนน้อยลักษณะของอุตสาหกรรมจะทําตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของบุคคลในครอบครัวหรือชุมชน ปัจจุบันให้การสนับสนุนการดําเนินธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) ก่อให้เกิดรายได้และเกิดการจ้างงานในชุมชนได้เป็นอย่างดี เช่น โครงการหนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ที่มีจําหน่าย ได้แก่ อุตสาหกรรมดอกไม้ประดิษฐ์ อุตสาหกรรมทอผ้าไทย อุตสาหกรรมทอผ้าฝูาย อุตสาหกรรมทําตุ๊กตา อุตสาหกรรมทําร่ม อุตสาหกรรมทําเครื่องจักสาน ฯลฯ3.2 อาชีพการค้า (Trading Sector)เป็นการประกอบอาชีพที่ผู้ประกอบทําหน้าที่ผลิตสินค้า หรือซื้อสินค้าจากผู้ผลิต แล้วนําไปขายต่อ เป็นอาชีพที่มีลักษณะซื้อมาขายไป โดยมีกําไรจากการขายสินค้าเหล่านั้น อาชีพการค้าแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ1. ธุรกิจค้าส่ง (Wholesale)เป็นช่องทางการซื้อขายที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้าส่งกับผู้ค้าปลีก โดยผู้ค้าส่งจะซื้อสินค้าจากผู้ผลิตจํานวนมาก แล้วนําไปขายให้กับผู้ค้าปลีกอีกทอดหนึ่ง เช่น ห้างสรรพสินค้าแม็คโคร พ่อค้าส่งในตลาดไทยจําหน่ายผลไม้ พ่อค้าส่งตลาดสี่มุมเมืองฯลฯ2. ธุรกิจค้าปลีก (Retail)
  54. 50ผู้ประกอบการค้าพ่อค้าปลีก ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่ง แล้วนําไปขายต่อให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย ผู้ค้าปลีกจึงมีความใกล้ชิดกับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เช่น ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ห้างคาร์ฟูร์ ห้างเทสโก้โลตัส ร้านขายของชําใกล้บ้าน ร้านขายก๋วยเตี๋ยว ร้านขายยา ฯลฯ3.3 อาชีพการให้บริการ (Service Sector)เป็นอาชีพที่ผู้ประกอบการทําหน้าที่ขายบริการหรือให้บริการ เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ผู้รับบริการหรือลูกค้า ซึ่งจะก่อให้เกิดความพึงพอจากการให้บริการนั้น ๆ ผู้ให้บริการจะได้รับค่าตอบแทนจากผู้รับบริการการประกอบอาชีพประเภทนี้ลงทุนน้อย ดําเนินการได้ง่าย แต่ผู้ประกอบการจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอาชีพ เช่น การเปิดอู่ซ่อมรถ เจ้าของอู่จะต้องมีความเชี่ยวชาญในการซ่อมรถหรือเปิดกิจการร้านตัดผม เจ้าของร้านจะต้องมีประสบการณ์ และมีฝีมือในการตัดผม ร้านตัดเสื้อผ้า ร้านซักรีด โรงพยาบาล นวดแผนไทย เป็นต้น อาชีพการให้บริการจําเป็นต้องดูแลและเอาใจใส่ลูกค้าหรือผู้รับบริการอย่างใกล้ชิดปัจจุบันประชาชนได้ให้ความสําคัญและหันมาประกอบอาชีพส่วนตัวหรืออาชีพอิสระมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ธุรกิจบางแห่งปิดกิจการ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจลดจํานวนพนักงานลง แต่มีผู้สําเร็จการศึกษาที่จะเข้าสู่งานอาชีพเพิ่มขึ้น อัตราการจ้างงานลดลง ทําให้คนจํานวนหนึ่งไม่สามารถหางานทําได้ ตลอดจนรัฐบาลให้การสนับสนุนการประกอบอาชีพส่วนตัว จึงเป็นอาชีพที่เลือกดําเนินการได้ตามความรู้ความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และการสนับสนุนของบุคคลในครอบครัว ย่อมทําให้เกิดความภาคภูมิใจ เกิดรายได้ และดํารงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขความจาเป็นของการประกอบอาชีพการประกอบอาชีพเป็นที่มาของรายได้ เพื่อนําไปใช้จ่ายในการดํารงชีวิต ซึ่งจําเป็นต้องอาศัยปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ในอดีตสิ่งของต่าง ๆเหล่านี้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่เป็นผู้จัดหาให้แก่สมาชิก ด้วยการผลิตขึ้นใช้เองในครอบครัว โดยไม่
  55. 51จําเป็นต้องใช้เงินซื้อหา ปัจจุบันการดํารงชีวิตในสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป ประชาชนมีการศึกษามกขึ้น ความรู้ที่ได้รับจะเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ เพื่อให้มีรายได้มาซื้อปัจจัยสี่และสิ่งของอื่น ๆในการดํารงชีวิตและสร้างมาตรฐานที่ดีให้แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคม อาชีพมีอยู่มากมาย ควรพิจารณาเลือกประกอบอาชีพที่มีความถนัดและความสนใจ สุจริต มีความมั่นคงในชีวิตและมีรายได้เพียงพอความจําเป็นของการประกอบอาชีพมีดังนี้1. เพื่อตนเองเป็นการประกอบอาชีพเพื่อให้ได้เงินหรือรายได้มาจับจ่ายใช้สอยสําหรับการดําเนินชีวิต และตอบสนองความต้องการของตนเอง เช่น ซื้อเครื่องซักผ้า เครื่องตัดหญ้า เตาไมโครเวฟ รถยนต์ ฯลฯ ซื้อสิ่งสร้างความบันเทิงและการพักผ่อน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ตลอดจนซื้อสินค้าฟุุมเฟือย เช่น เครื่องประดับราคาแพง น้ําหอม เครื่องสําอาง เป็นต้น2. เพี่อครอบครัวครอบครัวเป็นหน่วยสังคมที่เล็กที่สุด สมาชิกของครอบครัวประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก ซึ่งมีภาระหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน เช่น พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูลูกและให้การศึกษา เพื่อประกอบอาชีพในอนาคต ลูกมีหน้าที่ศึกษาเล่าเรียนจนสําเร็จการศึกษา แล้วแสวงหาอาชีพ เพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูตนเอง พ่อแม่ และทุกคนในครอบครัว ให้มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น3. เพื่อชุมชนครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนหรือสังคม หากสมาชิกแต่ละครอบครัวประกอบอาชีพที่สุดจริตถูกต้องตามกฎหมาย และมีอาชีพที่มั่นคง รายได้ดี และมีโอกาสก้าวหน้าภายในชุมชน ทําให้ชุมชนเข้มแข็ง เศรษฐกิจของชุมชนเจริญรุ่งเรืองสามารถพึ่งพาตนเองได้4. เพื่อประเทศชาติเมื่อประชาชนในชาติมีการประกอบอาชีพ มีรายได้มาเลี้ยงตนเองและครอบครัว ทําให้อัตราการว่างงานลดน้อยลง ย่อมเป็นการแก้ไขปัญหาสังคมให้กับรัฐบาล สภาพสังคมมีความเป็นอยู่ที่ดี มีการใช้ทรัพยากรภายในชุมชน รายได้เกิดการหมุนเวียน ทําให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศก้าวหน้า ผลจากการที่ประชาชนประกอบอาชีพ มีงานทํา มีรายได้ ชุมชนมีความเข้าแข็งและชําระภาษีให้แก่รัฐ เพื่อรัฐจะได้นําไปพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น การสร้าง
  56. 52ถนน สะพาน เขื่อน โรงไฟฟูา เป็นต้น การประกอบอาชีพของประชาชน ในชุมชนและในประเทศ จึงเป็นการช่วยพัฒนาประเทศชาติได้อีกทางหนึ่งจากความจําเป็นดังกล่าว ทําให้ทุกคนในชาติต้องประกอบอาชีพ เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งจะนําพาความสุขมาสู่ชุมชนหรือสังคมโดยรวม และก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติในด้านการสร้างความเจริญและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาทางสังคมและการพัฒนาประเทศให้ก้าวไกล สามารถแข่งขันในระดับมาตรฐานสากลได้คุณลักษณะของผู้ประกอบการ1. กล้าเสี่ยงบุคคลที่ตัดสินใจประกอบธุรกิจจะต้องมีความกล้าที่จะเสี่ยงในระดับปานกลาง เพื่อความสําเร็จของการดําเนินงาน ความสําเร็จหรือความล้มเหลวของการดําเนินกิจการ ผู้ประกอบการต้องชอบทํางานท้าทายความคิด ความรู้ ความสามารถ ที่จะทําให้ธุรกิจบรรลุผลสําเร็จ โดยหาระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม แล้วตัดสินใจเลือกทางเลือก เช่น การลงทุน การขยายตลาด การระงับคําสั่งซื้อ ฯลฯ และควรผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับภายใต้ภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ด้วยการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วตัดสินใจและพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาต่าง ๆหากธุรกิจประสบความสําเร็จย่อมนํามาสู่ความภาคภูมิใจ หากประสบความล้มเหลวก็ไม่ย่อท้อแต่จะนําเอาประสบการณ์มาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น2. มีความคิดสร้างสรรค์ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องเป็นผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่แปลกใหม่มาใช้ในธุรกิจ เช่น แสวงหาแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงการผลิต และนําผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด เป็นต้น3. มีความเชื่อมั่นในตนเอง
  57. 53ผู้ที่ประสบความสําเร็จจะเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ชอบอิสระและพึ่งพาตนเอง มีลักษณะผู้นํา มีความเชื่อมั่นที่จะเอาชนะปัญหาหรืออุปสรรคต่าง ๆ ให้สําเร็จได้4. มีความอดทนผู้ประกอบการจะต้องมีความมานะอดทน ทํางานหนักอย่างเต็มความสามารถไม่ท้อแท้ แม้ว่าจะเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ5. มีวิสัยทัศน์กว้างไกลสามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างแม่นยํา และพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น6. มีความรับผิดชอบคุณลักษณะสําคัญของผู้ที่ประสบความสําเร็จในงานอาชีพ คือ ต้องมีความรับผิดชอบในงานที่ทํา โดยเป็นผู้นําในการทําสิ่งต่างๆ ต้องมีความคิดริเริ่มและลงมือทําเองหรือมอบหมายให้ผู้อื่นทํา ซึ่งจะดูและงานจนสําเร็จตามเปูาหมายและจะรับผิดชอบในผลงาน ไม่ว่าผลงานนั้นจะออกมาดีหรือไม่ก็ตาม7. มีความสามารถในการบริหารรู้หลักการบริหารงาน มีภาวะผู้นํา มีมนุษย์สัมพันธ์ มีความสามารถในการทํางานร่วมกับผู้อื่นทุกระดับในภาวะที่แตกต่างกัน มีการมอบหมายงานและรู้จักการปรับเปลี่ยนการบริหารงานให้ธุรกิจประสบความสําเร็จได้8. ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม
  58. 54ต้องเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในความสามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมากกว่าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปโดยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การอนุรักษ์ธรรมชาติ การประหยัดพลังงาน การขึ้นค่าแรงงานตามกฎหมาย การประกันสังคมให้กับพนักงาน ตลอดจนการขายสินค้าในราคาควบคุมฯลฯ9. มีความซื่อสัตย์ผู้ประกอบการต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าในการกําหนดราคาสินค้าและคุณภาพของสินค้า ต้องสร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอก เช่น ผู้ผลิต เจ้าหนี้ ลูกค้า และผู้ร่วมงาน โดยปฏิบัติตนตามสัญญา มีความจริงใจ นอกจากนี้ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อผู้ร่วมทุน ต่อครอบครัวและตนเอง สิ่งสําคัญคือจะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ โดยการเสียภาษีอากรให้กับรัฐบาลอย่างถูกต้อง10. ความขยันผู้ประกอบการที่ประสบความสําเร็จต้องเป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียร ไม่หยุดนิ่งมีความกระตือรือร้นทํางานอย่างรวดเร็ว ทํางานมากกว่าวันละ 18 ชั่วโมง เกินกว่าการทํางานของคนทั่วไป พยายามเร่งรัดตัวเองไม่ให้หยุดนิ่ง11. ความประหยัดการดําเนินธุรกิจจะต้องใช้ระยะเวลายาวนาน จึงจะบรรลุเปูาหมาย การดําเนินงานในระยะสั้นจะยังไม่เห็นผลงาน ผู้ประกอบการที่ดีต้องประหยัด อดออมเพื่อนําไปเป็นเงินทุนขายายกิจการในอนาคต12. มุ่งมั่นความสําเร็จผู้ประกอบการเมื่อมองเห็นโอกาสของความเป็นไปได้และพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว จะมุ่งมั่นใช้พลังความคิด สติปัญญา และความสามารถ ทั้งหมดทุ่มเทให้กับการทํางาน เพื่อให้บรรลุ
  59. 55ความสําเร็จตามแผนที่วางไว้ โดยไม่คํานึงถึงความยากลําบาก พร้อมที่จะทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการทํางาน เรียนรู้ถึงความคิดผิดพลาดเพื่อแก้ไขไปสู่ความสําเร็จ13. รู้คุณค่าของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างคุ้มค่าและถูกวิธีผู้ประกอบการที่ทันสมัยจะต้องตระหนักถึงความสําคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือ เครื่องจักรใหม่ ๆ มาใช้ในการผลิต ประหยัดพลังงาน ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นให้เกิดคุณค่ามากที่สุดในการผลิต พร้อมกับแสวงหาวัตถุดิบใหม่มาทดแทน นําเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดคุณสมบัติของผู้ประกอบการดังกล่าวข้างต้นเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องนําไปพิจารณาว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างไร ส่วนที่บกพร่องหรือขาดหาย ให้เรียนรู้และฝึกฝนตนเอง หากต้องการให้ธุรกิจประสบความสําเร็จ การฝึกฝนคุณลักษณะที่เหมาะสมย่อมนํามาซึ่งประโยชน์ของการดําเนินธุรกิจนั่นเอง
  60. 56บทที่ 3วิธีดาเนินการวิจัยในการวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อติดตามผลโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา เพื่อตอบคาถามการวิจัยว่าโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ทาให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการประกอบอาชีพจากกิจกรรมตลาดนัดอาชีพมีแนวคิดหรือแนวทางในการประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในอนาคตและมีคุณลักษณะที่ดีในการประกอบอาชีพหรือไม่ รวมทั้งนักเรียนมีหลักการบริหารจัดการร้านอย่างเป็นระบบหรือไม่ โดยมีวิธีดาเนินการวิจัยดังนี้กลุ่มประชากรประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียน โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน จานวน 2,270 คนกลุ่มตัวอย่างกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยติดตามผลโครงการครั้งนี้ เป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ห้องเรียนละ 5 คน รวม 255 คน โดยมีวิธีการสุ่ม ดังนี้2. สุ่มนักเรียน แต่ละห้องเรียน ซึ่งมีทั้งสิ้นจานวน 51 ห้องเรียน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายห้องเรียนละ 5 คน ได้กลุ่มตัวอย่างนักเรียนทั้งสิ้น 255 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น จากการศึกษาแนวคิดจากตารา การประเมินโครงการ เอกสารโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเรื่องที่ศึกษาในครั้งนี้ โดยเครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม จานวน 1 ฉบับ เป็นแบบสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวนักเรียน ที่เกิดจากการโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ตอน ได้แก่
  61. 57ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ นักเรียนผู้ตอบแบบสอบถาม โดยทาการเก็บข้อมูลครูในด้านเพศ ระดับชั้นตอนที่ 2 ระดับความคิดเห็นของนักเรียนในประเด็นต่างๆ ที่เกิดจากการจัดทาโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ซึ่งประกอบด้วยประเด็นต่างๆ ดังนี้ด้านความรู้ความเข้าใจ แนวคิดและประสบการณ์ที่ได้รับ การบริหารจัดการร้าน คุณลักษณะที่เกิดกับตนเอง และความพึงพอใจต่อกิจกรรมขั้นตอนการสร้างเครื่องมือการสร้างแบบสอบถามนักเรียน ผู้วิจัยดาเนินการดังนี้1. ศึกษารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างแบบสอบถาม การศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับนักเรียนเมื่อได้รับการกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ออกแบบกรอบแนวคิด และประเด็นคาถามหลัก2. สร้างแบบสอบถาม จานวน 1 ฉบับ สาหรับสอบสอบถามนักเรียน ที่ร่วมโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ตามโครงสร้างของกรอบแนวคิดและรายละเอียดที่กาหนดไว้ โดยเขียนข้อคาถามให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย3. จัดทาแบบสอบถามเพื่อใช้สาหรับเก็บข้อมูลการเก็บรวบรวมข้อมูลการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูล โดยการให้นักเรียนและครูตอบแบบสอบถาม โดยมีขั้นตอนดังนี้1 เก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามนักเรียนและครู ในระหว่างวันที่ 17 - 21กันยายน พ.ศ. 2555 เป็นเวลา 5 วัน โดยมีขั้นตอนการดาเนินการดังนี้1.1 ผู้วิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามนักเรียนตามวันเวลาที่นัดหมายไว้1.2 ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม
  62. 58การวิเคราะห์ข้อมูล1. ข้อมูลจากแบบสอบถาม ที่มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ แล้วนาเสนอในรูปตารางประกอบคาบรรยาย ส่วนข้อมูลจากแบบสอบถามที่เป็นคาถามปลายเปิด วิเคราะห์โดยเรียบเรียงเนื้อหาจัดเป็นหมวดหมู่ แล้วนาเสนอในลักษณะความเรียงประกอบคาบรรยาย
  63. 59บทที่ 4ผลการวิจัยและข้อวิจารณ์ผลการวิจัยงานวิจัยนี้มุ่งศึกษาติดตามผลการดาเนินโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ1. เพื่อศึกษาทักษะในการประกอบอาชีพของนักเรียน2. เพื่อประเมินหลักการและการบวนการในการบริหารจัดการธุรกิจของนักเรียน3. เพื่อประเมินคุณลักษณ์ของนักเรียนในการประกอบอาชีพหรือทาธุรกิจ4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพผู้วิจัยขอนาเสนอผลการวิจัยตามลาดับ ดังนี้ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถามตารางที่ 1 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับนักเรียนเพศ ชาย 76 คนหญิง 179 คนระดับชั้น ม.1 40 คนม.2 45 คนม.3 51 คนม.4 49 คนม.5 45 คนม.6 25 คน
  64. 60ตอนที่ 2 ระดับความคิดเห็นข้อที่ รายการความคิดเห็น (จานวนคน)มากที่สุดมาก ปานกลางน้อย น้อยที่สุด1 ได้รับความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ 45 5 - - -2มีความสุข สนุกกับการเรียนรู้ของทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้42 7 1 - -3 กิจกรรมนี้ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี 37 11 2 - -4กิจกรรมนี้ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ ความเข้าใจ ระหว่างกัน38 9 3 - -5 ความเหมาะสมของสถานที่ 44 6 - - -6 ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ 31 15 5 - -7 ความเหมาะสมในการจัดกิจกรรม 35 13 2 - -8ได้รับความรู้ ความเข้าใจหารายได้ระหว่างเรียน45 5 - - -9ความพึงพอใจโดยรวมต่อกิจกรรมตลาดนัดอาชีพนี้42 8 - - -รวม 358 79 13 0 0สรุปความพึงพอใจโดยรวมมากที่สุดมากปานกลางน้อยน้อยที่สุด
  65. 61คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับความพึงพอใจอยู่ในระดับข้อเสนอแนะ ขอให้จัดกิจกรรมทุกปี มีหลักสูตรที่หลากหลายไม่ซ้ากับที่อื่นๆ หรือปีที่ผ่านมา มีหลักสูตรการอบรมที่ทันสมัยเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินมากที่สุด มากกว่าร้อยละ ๘๐มาก ร้อยละ ๗๐ – ๗๙ปานกลาง ร้อยละ ๖๐ – ๖๙น้อย ร้อยละ ๕๐ – ๕๙น้อยที่สุด น้อยกว่าร้อยละ ๕๐การคิดคะแนนเพื่อนามาประกอบการประเมินผลมากที่สุด คิดเป็น ๕ คะแนนมาก คิดเป็น ๔ คะแนนปานกลาง คิดเป็น ๓ คะแนนน้อย คิดเป็น ๒ คะแนนน้อยที่สุด คิดเป็น ๑ คะแนนนาค่าคะแนนของแต่ละระดับคูณด้วยจานวนผู้ตอบแบบประเมินในข้อนั้นๆ แล้วหาผลรวมและนามาหาค่าเฉลี่ยผลการประเมิน96.10มากที่สุด
  66. 62บทที่ 5สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ สาหรับนักเรียนทุกระดับชั้นในครั้งนี้ สาเร็จและเรียบร้อยผ่านไปด้วยดีก็ด้วยความร่วมมือและความสามัคคีของคณะครูผู้จัดกิจกรรม อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากทางโรงเรียนให้จัดกิจกรรมดังกล่าว และที่สาคัญนักเรียนทุกคนได้ให้ความร่วมมือในการดาเนินกิจกรรมทาให้กิจกรรมตลาดนัดอาชีพไปด้วยความเรียบร้อย และไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ อันตราย หรือผลลัพธ์ที่ไม่ดีกับนักเรียน ครูสาหรับการประเมินผลการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยนักเรียนและครูเป็นผู้ทาการประเมิน ซึ่งมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด คือ นักเรียนและครูมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมนี้และได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพมากที่สุดสาหรับข้อเสนอแนะหรือข้อที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอื่นๆ มีดังนี้- อยากให้มีการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพทุกภาคเรียนการศึกษา- อยากให้มีการจัดกิจกรรมทุกสัปดาห์ในลักษณะตลาดถนนคนเดิน
  67. 63ภาคผนวก
  68. 64ภาคผนวก กการดาเนินกิจกรรม
  69. 65จากการที่โรงเรียนได้ดาเนินการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ สู่อาเซียน บูรณาการ ๘กลุ่มสาระการเรียนรู้ ของนักเรียนทุกระดับชั้นมัธยมศึกษา โดยได้วางแผนการดาเนินงานในการจัดกิจกรรม และได้ดาเนินการตามแผนที่กาหนดไว้ ดังนี้1. นัดหมายนักเรียนเพื่อเตรียมพร้อมในการจัดกิจกรรม
  70. 662. เปิดงานกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ สู่อาเซียน บูรณาการ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้
  71. 673. นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ สู่อาเซียน บูรณาการ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้
  72. 68
  73. 694. กิจกรรมนักเรียนแสดงบนเวที
  74. 70
  75. 71ภาคผนวก ขคาสั่งโรงเรียน
  76. 72
  77. 73
  78. 74
  79. 75
  80. 76
  81. 77
  82. 78
  83. 79
  84. 80
  85. 81
  86. 82ภาคผนวก คผู้จัดทา
  87. 83ประวัติผู้วิจัยประวัติการศึกษา และการทางานชื่อ–นามสกุล นายณัฐพล บัวอุไรวัน เดือน ปี ที่เกิด วันที่ 8 เดือนมกราคม พุทธศักราช 2529สถานที่เกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยาประวัติการรับราชการ บรรจุเข้ารับราชการครู ตาแหน่งครูผู้ช่วย เมื่อวันที่18 พ.ค. 2552 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการลาลูกกาประวัติการศึกษา 2551 สาเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต(สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์) คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร2555 สาเร็จการศึกษาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต(สาขาวิชาการวิจัยและประเมินทางการศึกษา) คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผลงานดีเด่นและ/ หรือรางวัลทางวิชาการ2552 ผ่านการคัดเลือกเป็นครู Master Teacher วิชาคอมพิวเตอร์ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน2554 ได้รับรางวัลหนึ่งแสนครูดีของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน2554 ได้รับรางวัลพัฒนาเว็บไซต์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทุนการศึกษาที่ได้รับ ทุนส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (สควค.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

×