• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
วิทยาศาสตรื
 

วิทยาศาสตรื

on

  • 4,251 views

 

Statistics

Views

Total Views
4,251
Views on SlideShare
4,251
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
12
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    วิทยาศาสตรื วิทยาศาสตรื Presentation Transcript

    • ดร . ปรีชาญ เดชศรี สาขาประเมินมาตรฐาน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การทดสอบเพื่อการประเมินคุณภาพการเรียนการสอน เอกสารชุดที่ 1
      • 1. เพื่อประเมินความก้าวหน้าและพัฒนา การ ของ
      • การเรียนการสอน
      • 2. เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียนการสอน
      เป้าหมายของการวัดผล
      • เป็นการประเมินที่เปรียบเทียบในแต่ละช่วงเวลาของการเรียนรู้ระหว่างก่อนและหลังการเรียนรู้ เป็นการประเมินที่เปรียบเทียบกับตนเอง
      1. การประเมินความก้าวหน้าและพัฒนาการของการเรียนรู้ ช่วงเวลาของการเรียนรู้ ความก้าวหน้าและพัฒนาการ 2. การประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ เป็นการประเมินเปรียบเทียบกับกลุ่มหรือเกณฑ์ที่กำหนด
    • พฤติกรรมการแสดงออกของผู้เรียน ด้านความรู้ ความคิด ด้านกระบวนการเรียนรู้ ด้านเจตคติ
      • ความรู้ความจำ
      • ความเข้าใจ
      • การนำไปใช้
      • วิเคราะห์
      • สังเคราะห์
      • ประเมินค่า
      • การรับรู้
      • เตรียมความพร้อม
      • การตอบสนอง
      • การฝึกฝน
      • ปฏิบัติจนทำได้
      • การเชื่อมโยงทักษะ
      • การรับรู้
      • ตอบสนอง
      • เห็นคุณค่า
      • จัดระบบ
      • สร้างคุณลักษณะ
    • การประเมินสมรรถภาพของผู้เรียน ประเมินสมรรถภาพ ประเมินแบบเดิม ทักษะการนำไปใช้ การเรียนรู้แบบร่วมมือ ประเมินตนเอง ความรู้ ( รู้และเข้าใจ ) ความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการเรียนรู้ ( ทักษะ ) แก้ปัญหา ( การคิด ) ตรวจสอบผลงาน อุปนิสัยในการปฏิบัติงาน พัฒนาทางร่างกาย การประยุกต์ที่เหมาะสมกับความสามารถ สภาพจริงของชีวิตและสังคม การเลียนแบบที่ยืดหยุ่นและมีความหมาย
      • การประเมินโดยผู้สอน
      • การประเมินโดยผู้เรียน
      • การประเมินโดยผู้สอนและผู้เรียน
      แนวปฏิบัติในการวัดผลประเมินผล การเรียนการสอน
    • วิธีการวัดผลการเรียนการสอน
      • การทดสอบด้วยข้อสอบ
      • การประเมินผลจากการปฏิบัติงาน
      • และผลงานของผู้เรียน
      • ข้อสอบแบบเลือกตอบ
       ข้อสอบแบบถูกผิด  ข้อสอบจับคู่  ข้อสอบแบบเติมคำ  ข้อสอบแบบเขียนตอบ การทดสอบด้วยข้อสอบ
      • ปัญหาหรือคำถาม
      • คำตอบที่มีลักษณะเป็นตัวเลือก
      • ทั้งที่เป็นคำตอบถูกและคำตอบผิด
      ข้อสอบแบบเลือกตอบ ข้อสอบแบบเลือกตอบ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน
    • คำถาม ลักษณะของคำถามและตัวเลือกของข้อสอบแบบเลือกตอบ
      • สั้น ชัดเจน และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
      • เขียนเป็นประโยคบอกเล่า
      • คำถามแต่ละข้อจะต้องเป็นอิสระแก่กัน
      • หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่ชี้นำหรือสื่อความไปถึงคำตอบถูก
      • หรือคำตอบผิด
      • แต่ละคำถามต้องมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว
    • ตัวเลือก
      • ตัวเลือกควรเป็นเรื่องหรือประเด็นเดียวกัน มีความยาวใกล้เคียงกัน
      • ต้องกระจายคำตอบของข้อสอบทั้งฉบับให้มีสัดส่วนของแต่ละตัวเลือก
      • ใกล้เคียงกัน
      • ใช้คำให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้และหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์หรือข้อความ
      • ที่เข้าใจได้ยาก
      • ไม่ควร ใช้ตัวเลือก “ถูกทุกข้อ” หรือ “ไม่มีข้อใดถูก”
    • ตัวอย่างข้อสอบเลือกตอบที่เป็นคำถามเดี่ยว วิชาวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างที่ 1 พืชชนิดใดที่ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ ก . อ้อย ข . กล้วย ค . ฟักทอง * ง . มันเทศ ช่วงชั้นที่ 1
    • พืชชนิดใดที่ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์ ( p = .5 5 r = . 04 ) ก . อ้อย ( 1 7 .8 ) ข . กล้วย ( 12.9 ) ค . ฟักทอง * ( 55.4 ) ง . มันเทศ ( 13.9 )
    • สัตว์กลุ่มใดออกลูกเป็นตัว ก . สุนัข เสือ * ข . งูเหลือม ไก่ ค . ม้าน้ำ จระเข้ ง . ค้างคาว เต่าทะเล ตัวอย่างที่ 2
    • สัตว์กลุ่มใดออกลูกเป็นตัว ( p = . 90 r = . 18 ) ก . สุนัข เสือ * ( 90.0 ) ข . งูเหลือม ไก่ ( 4.2 ) ค . ม้าน้ำ จระเข้ ( 4.2 ) ง . ค้างคาว เต่าทะเล ( 1.7 )
    • การเปลี่ยนแปลงใดจัดเป็นการระเหยของน้ำ ก . น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ข . น้ำกลายเป็นไอน้ำ * ค . น้ำแข็งกลายเป็นน้ำ ง . ไอน้ำกลายเป็นน้ำ ตัวอย่างที่ 3
    • การเปลี่ยนแปลงใดจัดเป็นการระเหยของน้ำ ( p = . 41 r = 0 . 0 ) ก . น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ( 11.7 ) ข . น้ำกลายเป็นไอน้ำ * (41.5 ) ค . น้ำแข็งกลายเป็นน้ำ ( 35.1 ) ง . ไอน้ำกลายเป็นน้ำ ( 11.7 )
    • วิชาวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างที่ 1 การเปลี่ยนแปลงของหินลักษณะใดแตกต่างจากข้ออื่น ก . หินงอกหินย้อย * ข . คลื่นทะเลซัดหน้าผาหิน ค . การเลื่อนไถลของธารน้ำแข็ง ง . การตกของหินจากแรงโน้มถ่วงของโลก ช่วงชั้นที่ 2
    • การเปลี่ยนแปลงของหินลักษณะใดแตกต่างจากข้ออื่น ( p = .27 r = .12) ก . หินงอกหินย้อย * (27.2) ข . คลื่นทะเลซัดหน้าผาหิน (21.1) ค . การเลื่อนไถลของธารน้ำแข็ง (27.2) ง . การตกของหินจากแรงโน้มถ่วงของโลก (21.9)
    • สารทำความสะอาดภาชนะใส่อาหารควรมีสมบัติอย่างไร ก . มีความเป็นกรดสูง ข . เกิดฟองจำนวนมาก ค . ทำให้ไขมันละลายในน้ำได้ * ง . เกิดการหลอมเหลวที่อุณหภูมิต่ำ ตัวอย่างที่ 2
    • สารทำความสะอาดภาชนะใส่อาหารควรมีสมบัติอย่างไร ( p = .46 r = .12) ก . มีความเป็นกรดสูง (14.0) ข . เกิดฟองจำนวนมาก (17.5) ค . ทำให้ไขมันละลายในน้ำได้ * (46.5) ง . เกิดการหลอมเหลวที่อุณหภูมิต่ำ (21.9)
    • ปรากฏการณ์ใดจะมีผลต่อการคมนาคมทุกประเภท ก . การเกิดเมฆ ข . การเกิดหมอก * ค . การเกิดน้ำค้าง ง . การเกิดรุ้งกินน้ำ ตัวอย่างที่ 3
    • ปรากฏการณ์ใดจะมีผลต่อการคมนาคมทุกประเภท ( p = .43 r = .41) ก . การเกิดเมฆ (15.9) ข . การเกิดหมอก * (43.4) ค . การเกิดน้ำค้าง (15.9) ง . การเกิดรุ้งกินน้ำ (24.8)
    • วิชาวิทยาศาสตร์ พื้นที่แบบใดต่อไปนี้ น่าจะมีน้ำใต้ดินอยู่ มากที่สุด ก . มีอากาศหนาวจัด ข . ป่าที่ต้นไม้ขึ้นหนาแน่น * ค . มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มาก ง . มีแร่ธาตุในดินปริมาณมาก ตัวอย่างที่ 1 ช่วงชั้นที่ 3
    • พื้นที่แบบใดต่อไปนี้ น่าจะมีน้ำใต้ดินอยู่ มากที่สุด (p = 0.72 r = 0.35) ก . มีอากาศหนาวจัด ( 11 .5) ข . ป่าที่ต้นไม้ขึ้นหนาแน่น * ( 72.1) ค . มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มาก (3.3) ง . มีแร่ธาตุในดินปริมาณมาก ( 13.1)
        • ข้อมูลแสดงสมบัติบางประการของสาร 2 ชนิด เป็นดังนี้
      • สาร สถานะ การละลายในน้ำ การละลายในเอทานอล จุดเดือด ( o C)
      • A ของแข็ง ไม่ละลาย ไม่ละลาย 650
      • B ของแข็ง ไม่ละลาย ละลาย 215
      • วิธีใดใช้แยกของผสมที่ประกอบด้วยสาร A และ B ได้
      • ก . ละลายในน้ำ กลั่น ข . ละลายในน้ำ กรอง
      • ค . ละลายในเอทานอล กรอง * ง . ละลายในเอทานอล ระเหยจนแห้ง
      ตัวอย่างที่ 2
        • ข้อมูลแสดงสมบัติบางประการของสาร 2 ชนิด เป็นดังนี้
      • สาร สถานะ การละลายในน้ำ การละลายในเอทานอล จุดเดือด ( o C)
      • A ของแข็ง ไม่ละลาย ไม่ละลาย 650
      • B ของแข็ง ไม่ละลาย ละลาย 215
      • วิธีใดใช้แยกของผสมที่ประกอบด้วยสาร A และ B ได้ (p = .35 r = .08)
      • ก . ละลายในน้ำ กลั่น (13.1) ข . ละลายในน้ำ กรอง ( 10.2)
      • ค . ละลายในเอทานอล กรอง * (35.0) ง . ละลายในเอทานอล ระเหยจนแห้ง ( 41.6)
        • สารเนื้อเดียวมีลักษณะอย่างไร
      • ก . วางทิ้งไว้จะเกิดตะกอน
      • ข . แยกออกจากกันไม่ได้
      • ค . มีลักษณะเนื้อสารเหมือนกันทุกส่วน *
      • ง . ประกอบด้วยสารที่อยู่ในสถานะเดียวกัน
      ตัวอย่างที่ 3
    • สารเนื้อเดียวมีลักษณะอย่างไร (p = 0. 40 r = 0. 22 ) ก . วางทิ้งไว้จะเกิดตะกอน ( 3.3 ) ข . แยกออกจากกันไม่ได้ ( 32.2 ) ค . มีลักษณะเนื้อสารเหมือนกันทุกส่วน * ( 40.5 ) ง . ประกอบด้วยสารที่อยู่ในสถานะเดียวกัน ( 24.0 )
    • ผสมน้ำ 2 ถังที่มีปริมาณเท่ากันโดยถังที่ 1 มีอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส เมื่อน้ำผสมกันแล้วมีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส น้ำถังที่ 2 มีอุ ณ หภูมิ ประมาณเท่าใด ก . 10 องศาเซลเซียส ข . 20 องศาเซลเซียส * ค . 30 องศาเซลเซียส ง . 40 องศาเซลเซียส ตัวอย่างที่ 4
    • ผสมน้ำ 2 ถังที่มีปริมาณเท่ากันโดยถังที่ 1 มีอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส เมื่อน้ำผสมกันแล้วมีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส น้ำถังที่ 2 มีอุหภูมิประมาณ เท่าใด ( p = 0.29 r = 0.25) ก . 10 องศาเซลเซียส (45.1) ข . 20 องศาเซลเซียส * (29.3) ค . 30 องศาเซลเซียส (15.8) ง . 40 องศาเซลเซียส (9.8)
    • วิชาคณิตศาสตร์ ตัวอย่างที่ 1 ช่วงชั้นที่ 1 สิ่งของใด มีส่วนประกอบเป็นรูปวงกลม ก . พัดลม * ข . หนังสือ ค . กล่องนม ง . แปรงลบกระดาน
    • สิ่งของใด มีส่วนประกอบเป็นรูปวงกลม ( p = .85 r = .45) ก . พัดลม * (85.5) ข . หนังสือ (6.3) ค . กล่องนม (4.7) ง . แปรงลบกระดาน (3.5)
    • “ พี่มีเงินเป็น 3 เท่าของน้อง ถ้าน้อง มีเงินเป็น 250 บาท พี่มีเงินกี่บาท” เขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์ได้อย่างไร ก . 250 + 3 = ข . 250 3 = ค . 250 3 = * ง . 250 + 250 = ตัวอย่างที่ 2
    • “ พี่มีเงินเป็น 3 เท่าของน้อง ถ้าน้อง มีเงินเป็น 250 บาท พี่มีเงินกี่บาท” เขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์ได้อย่างไร (p = .62 r = .48) ก . 250 + 3 = (15.1) ข . 250 3 = (15.3) ค . 250 3 = * (62.3) ง . 250 + 250 = (7.4)
    • เชือกยาว 44 เซนติเมตร จะนำมาขดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาวด้านละ 2 เซนติเมตร ได้ มากที่สุด กี่รูป ก . 5 รูป * ข . 6 รูป ค . 10 รูป ง . 11 รูป ตัวอย่างที่ 1 วิชาคณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 2
    • เชือกยาว 44 เซนติเมตร จะนำมาขดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยาว ด้านละ 2 เซนติเมตร ได้ มากที่สุด กี่รูป (p = .26 r = .14) ก . 5 รูป * (26.3) ข . 6 รูป (21.2) ค . 10 รูป (10.2) ง . 11 รูป (42.4)
    • ถ้านำเลขโดดในหลักสิบและหลักร้อยของจำนวน 4,816 มาสลับที่กัน จำนวนใหม่จะมีค่าแตกต่างจากจำนวนเดิมประมาณเท่าใด ก . มากกว่าประมาณ 600 ข . น้อยกว่าประมาณ 600 * ค . มากกว่าประมาณ 700 ง . น้อยกว่าประมาณ 700 ตัวอย่างที่ 2
    • ถ้านำเลขโดดในหลักสิบและหลักร้อยของจำนวน 4,816 มาสลับที่กัน จำนวนใหม่จะมีค่าแตกต่างจากจำนวนเดิมประมาณเท่าใด ( p = .27 r = .04) ก . มากกว่าประมาณ 600 (31.1) ข . น้อยกว่าประมาณ 600 * (27.2) ค . มากกว่าประมาณ 700 (21.4) ง . น้อยกว่าประมาณ 700 (20.4)
    • มีเงินอยู่ 400 บาท ซื้อรองเท้าเป็นเงิน ของจำนวนเงินที่มี และซื้อถุงเท้าเป็นเงิน ของจำนวนเงินที่เหลือ ถุงเท้าราคากี่บาท ก . 20 บาท * ข . 30 บาท ค . 60 บาท ง . 80 บาท ตัวอย่างที่ 3
    • มีเงินอยู่ 400 บาท ซื้อรองเท้าเป็นเงิน ของจำนวนเงินที่มี และซื้อถุงเท้าเป็นเงิน ของจำนวนเงินที่เหลือ ถุงเท้าราคากี่บาท ( p =.28 r = .07) ก . 20 บาท * (28.3) ข . 30 บาท (19.6) ค . 60 บาท (27.2) ง . 80 บาท (25.0)
    • มีค่าเท่าใด ก . 1 ข . 25 * ค . 30 ง . 40 วิชาคณิตศาสตร์ ตัวอย่างที่ 1 ช่วงชั้นที่ 3
    • มีค่าเท่าใด ( p = .58 r = .36) ก . 1 (7.0) ข . 25* (58.0) ค . 30 (10) ง . 40 (26)
    • ปลูกต้นไม้ 3 ชนิด ในอัตราส่วนมะม่วงต่อส้มเป็น 3 : 2 และ ส้มต่อกล้วยเป็น 3 : 4 ถ้าปลูกต้นไม้รวมกันได้ 1,656 ต้น จะปลูกส้มได้กี่ต้น ก . 276 ต้น ข . 386 ต้น ค . 414 ต้น ง . 432 ต้น * ตัวอย่างที่ 2
    • ปลูกต้นไม้ 3 ชนิด ในอัตราส่วนมะม่วงต่อส้มเป็น 3 : 2 และ ส้มต่อกล้วยเป็น 3 : 4 ถ้าปลูกต้นไม้รวมกันได้ 1,656 ต้น จะปลูกส้มได้กี่ต้น ( p = .20 r = .06) ก . 276 ต้น (23.0) ข . 386 ต้น (30.0) ค . 414 ต้น (28.0) ง . 432 ต้น * (20.0)
    • ขนมชนิดหนึ่ง ใช้แป้งต่อน้ำตาลเป็น 2 : 3 และนมต่อน้ำตาล 3 : 4 อัตราส่วนของ นม : แป้ง : น้ำตาล ในการทำขนมชนิดนี้เป็นเท่าใด ก . 3 : 2 : 4 ข . 2 : 3 : 4 ค . 8 : 9 : 12 ง . 9 : 8 : 12 * ตัวอย่างที่ 3
    • ขนมชนิดหนึ่ง ใช้แป้งต่อน้ำตาลเป็น 2 : 3 และนมต่อน้ำตาล 3 : 4 อัตราส่วนของ นม : แป้ง : น้ำตาล ในการทำขนมชนิดนี้เป็นเท่าใด (p = 0. 19 r = 0.3 7 ) ก . 3 : 2 : 4 (36.6) ข . 2 : 3 : 4 (26.0) ค . 8 : 9 : 12 ( 1 8.3) ง . 9 : 8 : 12 * (19.1 )
    • ถ้า A x 99 = (12 x 23) + (12 x 35) + (12 x 41) แล้ว A มีค่าเท่าใด ก . 12 * ข . 23 ค . 35 ง . 41 ตัวอย่างที่ 4
    • ถ้า A x 99 = (12 x 23) + (12 x 35) + (12 x 41) แล้ว A มีค่าเท่าใด (p = 0. 76 r = 0. 41 ) ก . 12 * ( 76.3 ) ข . 23 ( 10.7 ) ค . 35 ( 7.6 ) ง . 41 ( 5.3 )
    • ข้อสอบเลือกตอบ 2 ตอน 1) ใส่สารละลาย KCl 2 cm 3 ลงในหลอดทดลองแล้วเติมสารละลาย AgNO 3 ลงไป 2 cm 3 มีตะกอนสีขาวเกิดขึ้น 1.1 ตะกอนสีขาวที่เกิดขึ้นคือสารใด ก . AgCl ข . KNO 3 ค . AgCl และ KNO 3 ตอนที่ 1 เป็นคำถามที่มีตัวเลือกให้เลือกตอบ 2 ข้อหรือมากกว่า ตอนที่ 2 เป็นคำถามที่ต้องการให้อธิบายและให้เหตุผลต่อเนื่องจากตอนที่ 1 ตัวอย่าง
    • 1.2 จากคำตอบ 1.1 เพราะเหตุใดจึงตอบเช่นนั้น ก . AgCl เป็นสารประกอบไอออนิก ส่วนสารอื่น ๆ เป็นสารโคเวเลนต์ ข . สารประกอบ KNO 3 และ AgCl เป็นของแข็งสีขาว ค . Ag + (aq ) รวมกับ Cl - ( aq ) ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นของแข็ง นอกจากนี้ ข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตอน อาจเป็น ลักษณะผสมผสานที่มีทั้งการเลือกตอบและการเขียนตอบ
    • ตัวอย่างข้อสอบแบบผสมผสานที่มีทั้งเลือกตอบและเขียนตอบ 1) ทดลองวัดความดันโลหิตของชาย 5 คน และหญิง 5 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 15 - 70 ปี และบันทึกผลการทดลองไว้ 1.1 สมมติฐานของการทดลองนี้ คืออะไร ก. ความดันโลหิตสัมพันธ์กับเพศ ข. ความดันโลหิตสัมพันธ์กับเพศและอายุ ค. ความดันโลหิตของหญิงและชายวัยเดียวกันไม่แตกต่างกัน 1.2 จงแสดงเหตุผลในการเลือกตอบ (1) เหตุผลที่เลือก ข้อ ก คือ (2) เหตุผลที่เลือก ข้อ ข คือ (3) เหตุผลที่เลือก ข้อ ค คือ
    • ข้อสอบแบบถูกผิด การสร้างข้อสอบแบบถูกผิด มีหลักเกณฑ์ดังนี้ (1) ข้อความที่ต้องการให้พิจารณาว่าถูกหรือผิดต้องเป็นแนวความคิดเดียว (2) ศัพท์และคำทางวิทยาศาสตร์ที่นำมาใช้ต้องเหมาะสมกับระดับผู้เรียน (3) ใช้ภาษาถูกต้อง เข้าใจง่าย และไม่ทำให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิด (4) ไม่ใช้ คำหรือข้อความที่เป็นการชี้นำคำตอบทั้งที่อยู่ในข้อเดียวกันหรืออยู่ในข้ออื่น (5) ไม่ใช้ คำปฏิเสธหรือใช้คำปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ
    • ตัวอย่าง จงพิจารณาข้อความต่อไปนี้และทำเครื่องหมาย / หน้าข้อความที่ถูก หรือ x หน้าข้อความที่ผิด การย่อยอาหารของระบบย่อยอาหารในร่างกายคน มีลักษณะอย่างไร …… 1. การย่อยทางเคมีของแป้งเริ่มต้นในกระเพาะอาหาร …… 2. โปรตีนจะถูกย่อยในกระเพาะอาหารโดยเอนไซม์เพปซิน ...….3. น้ำดีมีสมบัติเป็นเบส จึงช่วยลดความเป็นกรดของอาหารได้ …… 4. เอนไซม์ลิเพสจากตับอ่อนจะย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล
    • ข้อสอบแบบจับคู่ ข้อสอบแบบจับคู่ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน
      • ปัญหาที่เขียนเป็นคำหรือข้อความ
      • ซึ่งเป็นแนวคิดหลัก
      • คำตอบซึ่งเป็นคำหรือข้อความ
      • สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับปัญหา
    • ตัวอย่าง นำตัวอักษรของข้อความทางขวามือเขียนลงในช่องว่างทางซ้ายมือให้สัมพันธ์กัน สิ่งมีชีวิตและไฟลัมของอาณาจักรสัตว์มีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องอย่างไร (………) 1. ไฟลัมพอริเฟอรา ก . ไส้เดือนดิน (………) 2. ไฟลัมนีมาโทดา ข . หอยกาบ (………) 3. ไฟลัมมอลลัสกา ค . ปลาช่อน (………) 4. ไฟลัมแอนนีลิดา ง . กุ้งก้ามกราม (………) 5. ไฟลัมคอร์ดาตา จ . พยาธิเส้นด้าย ฉ . ฟองน้ำ
    • ลากเส้นตรงเชื่อมโยงระหว่างภาพหมายเลข 1, 2, 3, 4 และ 5 กับข้อความ ก ข ค ง และ จ ส่วนต่าง ๆ ของพืช หน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของพืช 1 ดอก 2 ใบ 5 ราก 3 ผล 4 ลำต้น ก. ยึดลำต้น ข. ขยายพันธุ์พืช ค. สร้างผลและเมล็ด ง. ชูกิ่งก้าน ใบ และดอก จ. รับแสงและสร้างอาหาร
      • ไม่ควรสร้างคำถามโดยลอกสถานการณ์ตามที่มีอยู่ในหนังสือเรียน
      • คำหรือข้อความที่ขาดหายไปหรือเว้นว่างไว้ให้เติม
      • - ต้องมีความเฉพาะเจาะจง
      • - สั้นและมีความชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจตรงกัน
      • - ไม่ควรให้เติมหลายคำตอบในข้อเดียวกัน
      • - ควรมีความหมายหรือมีความสำคัญและควรอยู่ท้ายประโยค แต่ถ้า
      • ต้องการให้เติมในประโยคก็ต้องเว้นช่องว่างให้มีความกว้างใกล้เคียงกัน
      • และเพียงพอที่จะตอบได้อย่างครบถ้วน
      ข้อสอบแบบเติมคำ การสร้างข้อสอบแบบเติมคำ มีหลักเกณฑ์ดังนี้
    • ตัวอย่าง จงเติมคำหรือข้อความลงในช่องว่างเพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์ ระบบสุริยะประกอบด้วยดาวฤกษ์และมีบริวารคือดาวเคราะห์ ดังรูป ดวงอาทิตย์
    • 1. ดาวฤกษ์ในระบบสุริยะ คือ 2. โลกมีบริวารเพียงดวงเดียว คือ 3. ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก เรียกว่า 4. ดาวที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุดและมีขนาดเล็กที่สุด คือ 5. ดาวที่มีอุณหภูมิสูงสุด มีความสว่างที่สุด ชั้นบรรยากาศเป็นแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ จึงทำให้เกิดการสะสมความร้อนไว้เหมือน ปรากฏการณ์เรือนกระจก คือ
    • ข้อสอบแบบเขียนตอบ 2. ข้อสอบเขียนตอบแบบบรรยาย 1. ข้อสอบแบบเขียนตอบอย่างสั้น 3. ข้อสอบแบบเขียนตอบโดยการสร้างผังมโนทัศน์ 4. ข้อสอบเขียนตอบโดยการสร้างผังแนวคิดรูปตัววี
    • 1. ข้อสอบแบบเขียนตอบอย่างสั้น (1) ผู้เรียนมีโอกาสแสดงความรู้ความสามารถมากกว่าการทำข้อสอบ แบบเลือกตอบ ถูกผิด จับคู่ และเติมคำ (2) เหมาะกับการวัดความรู้ความเข้าใจมากกว่าความสามารถด้านการ ประยุกต์ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และประเมินค่า
    • ตัวอย่าง จงใช้สถานการณ์ที่กำหนดให้ตอบคำถามข้อ 1 - 3 สภาพแวดล้อมแห่งหนึ่งมีสิ่งมีชีวิต ประกอบด้วย ต้นข้าว หนอน นก งู ตั๊กแตน ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันได้ดี 1) โซ่อาหารของสิ่งมีชีวิตที่กำหนดให้เป็นอย่างไร 2) สายใยอาหารของสิ่งมีชีวิตที่กำหนดให้เป็นอย่างไร 3) สิ่งมีชีวิตชนิดใดในสภาพแวดล้อมแห่งนี้จัดเป็นผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ล่า เหยื่อ และเป็นทั้งผู้ล่าและเหยื่อ
    • 2. ข้อสอบเขียนตอบแบบบรรยาย มีลักษณะที่สำคัญ คือ
      • เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้ความสามารถและความคิดระดับสูง
      • พัฒนาความสามารถด้านการเขียน การจัดระเบียบความรู้
      • การเชื่อมโยงความคิด การแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์
      • การจัดลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน และการแก้ปัญหา
    • ขั้นตอนการสร้างข้อสอบเขียนตอบแบบบรรยา ย การกำหนดเนื้อหาสาระเพื่อใช้เป็นปัญหาหรือคำถาม การตั้งปัญหาหรือคำถามควรหลีกเลี่ยงคำถามที่ให้เขียนสิ่งที่จดจำได้ การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน ข้อสอบแบบเขียนตอบทุกข้อควรมีแนวการตอบ เพื่อนำไปใช้ในการกำหนดเกณฑ์การประเมิน
    • ตัวอย่าง จงตอบคำถามตามสถานการณ์ที่กำหนดให้ต่อไปนี้ ถ้าประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกชุมชนแออัดแห่งหนึ่ง เทน้ำมันเหลือใช้ จากการทำอาหารในครัวเรือนลงในท่อน้ำทิ้ง ซึ่งไหลสู่แหล่งน้ำหลังบ้านเป็น ระยะเวลานาน ๆ จะเกิดผลต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างไร เพราะเหตุใด
    • แนวการตอบ
      • ผลที่เกิดขึ้นต่อ สิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ
      สิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้และตายลงในที่สุด เหตุผล คือ พืชและสัตว์ไม่มีก๊าซออกซิเจนใช้ในการหายใจ รวมทั้งพืชไม่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ ทั้งนี้เพราะน้ำมันหรือไขมันที่ทิ้งจากครัวเรือนสะสมมากขึ้นจนปกคลุมผิวหน้าแหล่งน้ำทำให้ไม่มีก๊าซออกซิเจนและแสงแดดผ่านลงไปในน้ำ
      • ผลที่เกิดขึ้นต่อ สิ่งแวดล้อม
      สิ่งแวดล้อม เกิดภาวะน้ำเสียและอากาศเสีย เหตุผล คือสิ่งมีชีวิตตายลงปริมาณมากในเวลารวดเร็ว แบคทีเรียตามธรรมชาติไม่สามารถย่อยสลายให้หมดไปได้ จึงเกิดการทับถมเน่าเสียและมีกลิ่นเหม็น เป็นมลพิษทางน้ำและอากาศ
      • อธิบายผลที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อมได้ถูกต้อง สามารถบอกเหตุผลได้ถูกต้องเป็นบางส่วน
      เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การให้คะแนนอาจกำหนดในลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ
      • อธิบายผลที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อมได้บางส่วนเท่านั้นและไม่สามารถบอกเหตุผล
      ต้องปรับปรุง หรือ 1 ดี หรือ 3 พอใช้ หรือ 2 ดีมาก หรือ 4
      • อธิบายผลที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อมได้ถูกต้อง แต่ยังไม่สามราถบอกเหตุผล
      • อธิบายผลที่เกิดขึ้นต่อสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อมได้ถูกต้อง สามารถบอกเหตุผลได้ถูกต้องครบถ้วนและสมบูรณ์
    • 3. ข้อสอบแบบเขียนตอบโดยการสร้างผังมโนทัศน์ มีลักษณะที่สำคัญ คือ
      • ให้โอกาสผู้เรียนได้ใช้กระบวนการคิด การสร้างความรู้ การสรุปและการ
      • นำเสนอแนวคิดหลักได้ด้วยตนเอง
      • โครงสร้างผังมโนทัศน์เป็นการรวมความรู้ต่าง ๆ มาจัดการอย่างมีระบบ
      • ผู้เรียนที่สามารถจัดมโนทัศน์ต่าง ๆ ให้เป็นหมวดหมู่และสร้างความ
      • สัมพันธ์ระหว่างกันได้ จะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมีความคิดระดับสูง
      • ด้านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ แก้ปัญหาและตัดสินใจ รวมทั้งต้องสามารถ
      • สืบค้นความรู้เพิ่มเติมและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
    • การสร้างผังมโนทัศน์มีขั้นตอนที่สำคัญ ดังนี้
      • กำหนดปัญหาหรือหัวข้อเรื่องที่ต้องการเรียนรู้ เพื่อสร้างเป็น
      • มโนทัศน์หลัก
      • จัดลำดับมโนทัศน์ต่าง ๆ ให้สัมพันธ์กันอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจาก
      • มโนทัศน์หลักไปสู่มโนทัศน์รอง
      • แสดงความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ด้วยเส้นหรือ
      • สัญลักษณ์ที่เหมาะสม พร้อมทั้งอาจมีคำที่บอกความสัมพันธ์กำกับไว้ด้วย
    • แนวทางการให้คะแนนผังมโนทัศน์ 1. มโนทัศน์ที่เชื่อมโยงกันในผังมโนทัศน์ซึ่งสร้างได้ถูกต้อง ควรกำหนดให้ คะแนน 1 มโนทัศน์ ต่อ 1 คะแนน ถ้ามีการยกตัวอย่างหรือเหตุการณ์ประกอบก็ควรให้คะแนนเพิ่มขึ้นด้วย 2. การจัดลำดับขั้นตอนของการเชื่อมโยงระหว่างมโนทัศน์ได้ถูกต้อง ควรกำหนด คะแนนแต่ละขั้นอยู่ในช่วง 3 - 5 คะแนน 3. การเชื่อมโยงมโนทัศน์ระหว่างกลุ่มหรือใช้คำที่กำกับการเชื่อมโยงได้ถูกต้อง แสดงว่าผู้เรียนสามารถคิดได้อย่างซับซ้อน จึงควรกำหนด คะแนนการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มมโนทัศน์เป็น 5 - 10 คะแนน
    • ตัวอย่าง จงเติมคำที่เหมาะสมลงในช่องว่างที่กำหนดหมายเลขในผังมโนทัศน์เรื่อง วัฏจักรของน้ำ พลังงานความร้อน แหล่งน้ำตามธรรมชาติ 5 1 2 3 4 ฝนตกลงมา รวมตัวเป็น ระเหย ทำให้น้ำเป็น เมฆ
    • แนวการตอบ คำที่เติมในผังมโนทัศน์ตามหมายเลขต่าง ๆ มีดังนี้ (1) มหาสมุทร (2) แม่น้ำ (3) ทะเลสาบ (4) คลอง (5) ไอน้ำ เกณฑ์การให้คะแนน คะแนนมโนทัศน์ 5 คะแนน กำหนดการให้คะแนน ดังนี้ มโนทัศน์ละ 1 คะแนน โดยมโนทัศน์ที่ 1, 2, 3 และ 4 สลับที่กันได้ ส่วนมโนทัศน์ที่ 5 ต้องจำเพาะกับหมายเลข
    • 3. ข้อสอบเขียนตอบโดยการสร้างผังแนวคิดรูปตัววี มีลักษณะที่สำคัญ คือ
      • ให้โอกาสผู้เรียนได้เขียนสรุป เพื่อนำเสนอความรู้ กระบวนการเรียนรู้
      • และ ผลการเรียนรู้
      • ผังแนวคิดรูปตัววี มีองค์ประกอบ 4 ส่วน คือ
        • หัวข้อปัญหาหรือคำถามนำ
        • ความรู้ความคิด
        • กระบวนการเรียนรู้
        • ผลการเรียนรู้
    • แนวทางการประเมินการสร้างผังแนวคิดรูปตัววี รายการประเมิน ระดับคุณภาพ ต้องปรับปรุง หรือ 1
      • หัวข้อปัญหา เขียนหัวข้อปัญหาไม่น่าสนใจ และไม่สอดคล้องกับเนื้อหาตามสาระการเรียนรู้ของหลักสูตร
      • ความรู้ความคิด เขียนสาระสำคัญ หลักการ และมโนทัศน์
      • ไม่ชัดเจน
      • กระบวนการเรียนรู้ กำหนดกิจกรรมฝึกปฏิบัติไม่สอดคล้องกับหัวข้อปัญหาหรือเรื่องที่ศึกษา
      • ผลการเรียนรู้ สรุปไม่ตรงกับหัวข้อปัญหา หรือไม่มีการ สรุปผลไว้ในผังแนวคิดรูปตัววี
    • รายการประเมิน ระดับคุณภาพ พอใช้ หรือ 2
      • หัวข้อปัญหา เขียนหัวข้อปัญหาได้สอดคล้องกับเนื้อหาตามสาระการเรียนรู้ของหลักสูตร แต่หัวข้อปัญหายังไม่น่าสนใจ
      • ความรู้ความคิด เขียนสาระสำคัญ หลักการ หรือทฤษฎี ที่บางส่วนไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและแสดงมโนทัศน์ที่เป็นส่วนประกอบของสาระสำคัญได้ไม่ครบถ้วน
      • กระบวนการเรียนรู้ จัดกิจกรรมฝึกปฏิบัติได้สอดคล้องกับสาระสำคัญเป็นบางส่วน บันทึกผลการทำกิจกรรมถูกต้อง แต่ไม่ครบถ้วน และสรุปผลไม่ตรงตามข้อมูลที่ได้จากการทำกิจกรรม
      • ผลการเรียนรู้ สรุปผลการเรียนรู้ได้ตรงตามหัวข้อปัญหาหรือคำถามนำเป็นบางส่วน
    • รายการประเมิน ระดับคุณภาพ ดี หรือ 3
      • หัวข้อปัญหา เขียนหัวข้อปัญหาน่าสนใจ สอดคล้องกับเนื้อหาตามสาระการเรียนรู้ของหลักสูตร แต่ยังไม่ชัดเจน
      • ความรู้ความคิด เขียนสาระสำคัญ หลักการ ทฤษฎีหรือข้อเท็จจริงได้ถูกต้อง เสนอมโนทัศน์ที่มีอยู่ในสาระสำคัญได้ถูกต้อง แต่ยัง ไม่ครบถ้วน
      • กระบวนการเรียนรู้ จัดกิจกรรมฝึกปฏิบัติที่สอดคล้องกับ สาระสำคัญ บันทึกผลการทำกิจกรรมถูกต้องครบถ้วน แต่สรุปผลบางส่วนยังไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากการทำกิจกรรม
      • ผลการเรียนรู้ สรุปได้ตรงตามหัวข้อปัญหาหรือคำถามนำได้ครบทุกประเด็น แต่ยังมีบางประเด็นที่ยังไม่สมบูรณ์
    • รายการประเมิน ระดับคุณภาพ ดีมาก หรือ 4
      • หัวข้อปัญหา เขียนหัวข้อปัญหาน่าสนใจ สอดคล้องกับเนื้อหาตามสาระการเรียนรู้ของหลักสูตร และมีความชัดเจน
      • ความรู้ความคิด เขียนสาระสำคัญ หลักการ หรือทฤษฎีหรือ ข้อเท็จจริงได้ถูกต้องสมบูรณ์ บอกมโนทัศน์ที่มีอยู่ในสาระสำคัญได้ถูกต้องและครบถ้วน
      • กระบวนการเรียนรู้ จัดกิจกรรมฝึกปฏิบัติที่สอดคล้องกับสาระสำคัญ บันทึกผลการทำกิจกรรมถูกต้องครบถ้วน สรุปผลตรงตามข้อมูลที่ได้จากการทำกิจรรม
      • ผลการเรียนรู้ สรุปได้ตรงตามหัวข้อปัญหาหรือคำถามนำได้ครบถ้วนแ ละมีความชัดเจน
    • ตัวอย่าง หัวข้อปัญหา ความรู้ ความคิด กระบวนการเรียนรู้ สาระสำคัญ ส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์พืช และเซลล์สัตว์ ได้แก่ นิวเคลียส ไซโทพลาสซึม เยื่อหุ้มเซลล์ ผนังเซลล์ และคลอโรพลาสต์ หลักการ 1. สิ่งมีชีวิตทุกชนิดประกอบด้วยหลายเซลล์ 2. เซลล์ประกอบกันเป็นโครงสร้างที่สามารถทำ กิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิต 3. กล้องจุลทรรศน์เป็นเครื่องมือสำหรับใช้ขยายวัตถุที่มีขนาดเล็ก 4. เทคนิคการย้อมสีช่วยให้มองเห็นส่วนประกอบของเซลล์ได้ง่าย มโนทัศน์ เซลล์ ผนังเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาสซึม นิวเคลียส คลอโรพลาสต์ แวคิวโอล กล้องจุลทรรศน์ การย้อมด้วยไอโอดีน ใช้กล้องจุลทรรศน์ดูส่วนประกอบและโครงสร้างของเซลล์ที่ย้อมสี และวาดรูปเซลล์และชี้ส่วนประกอบของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ ผลการเรียนรู้ บอกวิธีสังเกตความแตกต่างของ รูปร่างและส่วนประกอบระหว่าง เซลล์สาหร่ายยหางกระรอกและ เซลล์เยื่อบุข้างแก้มโดยใช้ กล้องจุลทรรศน์ กิจกรรมฝึกปฏิบัติ การสำรวจและสังเกตส่วนประกอบของเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. เซลล์สาหร่ายหางกระรอกและเซลล์เยื่อบุข้างแก้มมีรูปร่างต่างกัน 2. ส่วนประกอบภายในเซลล์ทั้ง 2 ชนิดแตกต่างกัน 3. เซลล์สาหร่ายหางกระรอกมีส่วนประกอบด้านโครงสร้างของเซลล์ต่างจากเซลล์เยื่อบุข้างแก้ม การบันทึกผล วาดรูปประกอบการอธิบายความแตกต่างของเซลล์สาหร่ายหางกระรอกและเซลล์เยื่อบุข้างแก้มที่เห็นจากกล้องจุลทรรศน์
      • การทำโครงงานวิทยาศาสตร์
      • การทำแฟ้มสะสมงาน
      • การทำภาระงาน
      • การนำเสนอผลงาน
      การประเมินผลจากการปฏิบัติงานและผลงาน
      • การสำรวจตรวจสอบและการปฏิบัติการทดลอง
    • การประเมินผลการสำรวจตรวจสอบและการปฏิบัติการทดลอง การสำรวจตรวจสอบ เป็นการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้วยการสังเกตเพื่อให้ได้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยใช้ทักษะต่าง ๆ การวัด การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ การจำแนกประเภท การสร้างความสัมพันธ์ การเรียงลำดับ การคำนวณ การนำเสนอผลงาน การสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้
    • การปฏิบัติการทดลอง เป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อหาคำตอบหรือตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ ด้วยการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การออกแบบวิธีการทดลอง การกำหนดตัวแปร การตั้งสมมติฐาน การเลือกและใช้เครื่องมือการทดลอง การปฏิบัติการทดลอง การบันทึกผลการทดลอง การสรุปผลการทดลอง
    • เกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติการทดลอง แบบภาพรวม ระดับคุณภาพ รายการประเมิน
      • ไม่สามารถ วางแผน วิธีการทดลองและ ปฏิบัติการ ทดลองได้เอง
      • วางแผน วิธีการทดลองและ ปฏิบัติการ ทดลองได้บ้าง แต่ไม่คล่องแคล่ว ต้องการความช่วยเหลือแนะนำใน การใช้อุปกรณ์ ให้ถูกต้องและปลอดภัย
      ต้องปรับปรุง หรือ 1 พอใช้ หรือ 2
    • เกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติการทดลอง แบบภาพรวม ระดับคุณภาพ รายการประเมิน
      • วางแผน วิธีการทดลองและ ปฏิบัติการ ทดลองได้คล่องแคล่ว ใช้อุปกรณ์ ได้เหมาะสมและถูกต้อง ผลการทดลองที่ได้ถูกต้องแต่ยังไม่ครบถ้วน
      • วางแผน วิธีการทดลองและ ปฏิบัติการ ทดลองได้คล่องแคล่ว ใช้อุปกรณ์ ได้เหมาะสมและปลอดภัย ผลการทดลองที่ได้ถูกต้องสมบูรณ์
      ดี หรือ 3 ดีมาก หรือ 4
    • เกณฑ์การประเมินผลแบบแยกตามองค์ประกอบย่อย ( ด้านที่ 1 การวางแผนวิธีการดำเนินการทดลอง ) ระดับคุณภาพ รายการประเมิน ไม่สามารถวางแผนและออกแบบการทดลอง ได้เอง ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างมากใน การวางแผนและการออกแบบการทดลอง การเลือกใช้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ วางแผนและออกแบบการทดลองได้ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมกับเวลา ต้องให้ความช่วยเหลือในการเลือกใช้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ 1 2
    • เกณฑ์การประเมินผลแบบแยกตามองค์ประกอบย่อย ( ด้านที่ 1 การวางแผนวิธีการดำเนินการทดลอง ) ระดับคุณภาพ รายการประเมิน วางแผนและออกแบบการทดลองได้ถูกต้องและเหมาะสมกับเวลา แต่การเลือกใช้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ยังไม่เหมาะสมหรือไม่ครบถ้วน วางแผนและออกแบบการทดลองได้ถูกต้อง เหมาะสมกับเวลา สามารถเลือกใช้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ในการทดลองได้ถูกต้อง เหมาะสม ครบถ้วน 3 4
    • เกณฑ์การประเมินผลแบบแยกตามองค์ประกอบย่อย ( ด้านที่ 2 การปฏิบัติการทดลอง ) ระดับคุณภาพ รายการประเมิน ต้องให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาในการดำเนินการทดลองและการใช้อุปกรณ์ ต้องให้ความช่วยเหลือเป็นบางครั้งในการดำเนินการทดลองและการใช้อุปกรณ์ ดำเนินการทดลองได้เอง แต่ต้องการคำแนะนำ การใช้อุปกรณ์เป็นบางครั้ง 1 2 3
    • เกณฑ์การประเมินผลแบบแยกตามองค์ประกอบย่อย ( ด้านที่ 2 การปฏิบัติการทดลอง ) ระดับคุณภาพ รายการประเมิน ดำเนินการทดลองเป็นขั้นตอน และใช้อุปกรณ์ ต่าง ๆ ได้เองอย่างถูกต้อง 4
    • เกณฑ์การประเมินผลแบบแยกตามองค์ประกอบย่อย ( ด้านที่ 3 ความคล่องแคล่วในการทำการทดลอง ) ระดับคุณภาพ รายการประเมิน ทำการทดลองไม่ทันเวลาที่กำหนด และทำอุปกรณ์เครื่องใช้บางชิ้นชำรุดเสียหาย ทำการทดลองไม่ทันเวลาที่กำหนด แต่ใช้อุปกรณ์ได้ถูกต้องและไม่มีการเสียหาย ทำการทดลองและใช้อุปกรณ์ได้ทันเวลาที่กำหนด แต่ยังต้องการคำแนะนำการใช้อุปกรณ์บ้างเป็นครั้งคราว 1 2 3
    • เกณฑ์การประเมินผลแบบแยกตามองค์ประกอบย่อย ( ด้านที่ 3 ความคล่องแคล่วในการทำการทดลอง ) ระดับคุณภาพ รายการประเมิน ดำเนินการทดลอง และใช้อุปกรณ์ทำการทดลองได้เหมาะสมและทำได้เสร็จทันเวลา 4
    • เกณฑ์การประเมินผลแบบแยกตามองค์ประกอบย่อย ( ด้านที่ 4 การนำเสนอ ) ระดับคุณภาพ รายการประเมิน ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างมากในการบันทึกผลการทดลอง การสรุปผลการทดลอง รวมทั้งเขียนรายงานการทดลอง ต้องให้คำแนะนำเป็นบางครั้งในการบันทึกผล การทดลอง การสรุปผลการทดลอง รวมทั้งเขียนรายงานการทดลอง 1 2
    • เกณฑ์การประเมินผลแบบแยกตามองค์ประกอบย่อย ( ด้านที่ 4 การนำเสนอ ) ระดับคุณภาพ รายการประเมิน บันทึกผลการทดลองและสรุปผลการทดลอง ได้เอง เขียนรายงานการทดลองยังไม่เป็นขั้นตอนที่สมบูรณ์ บันทึกผลการทดลองและสรุปผลการทดลอง ถูกต้อง รัดกุม เขียนรายงานการทดลองได้อย่างสมบูรณ์เป็นขั้นตอนที่ชัดเจน 3 4
    • ตัวอย่าง การประเมินผลการออกแบบวิธีการทดลอง กำหนดวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ทดลองมาให้ ดังนี้ (1) ต้นไม้ปลูกในกระถาง 2 กระถาง (3) ปุ๋ย (2) น้ำ (4) ช้อนตักสาร จะ ออกแบบวิธีการทดลองอย่างไร เพื่อแสดงให้เห็นว่า น้ำ แสง และธาตุอาหารมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช กระถางที่ 1 กระถางที่ 2
    • แนวการตอบ 1) ออกแบบวิธีทดลองที่แสดงว่า น้ำ มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำได้ดังนี้
      • ต้นไม้กระถางที่ 1 ไม่ต้องรดน้ำ
      • ต้นไม้กระถางที่ 2 รดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง คือเวลาเช้าและเย็น
      • สังเกตและบันทึกการเจริญเติบโตของต้นไม้ทั้ง 2 กระถางเป็นเวลา 1 สัปดาห์
      2) ออกแบบวิธีทดลองที่แสดงว่า แสง มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำได้ดังนี้
      • ต้นไม้กระถางที่ 1 วางไว้ในที่มืด และรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง
      • ต้นไม้กระถางที่ 2 วางไว้ในที่มีแสง และรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เหมือนกัน
      • สังเกตและบันทึกการเจริญเติบโตของต้นไม้ทั้ง 2 กระถางเป็นเวลา 1 สัปดาห์
      3) ออกแบบวิธีทดลองที่แสดงว่า ธาตุอาหาร มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ทำได้ดังนี้
      • ต้นไม้กระถางที่ 1 วางไว้ในที่มีแสง และรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง คือเวลาเช้าและเย็น
      • ต้นไม้กระถางที่ 2 วางไว้ในที่มีแสง ใส่ปุ๋ย และรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง คือเวลา
      • สังเกตและบันทึกการเจริญเติบโตของต้นไม้ทั้ง 2 กระถางเป็นเวลา 1 สัปดาห์
      เช้าและเย็นเหมือนกัน
      • ออกแบบการทดลองได้ถูกต้อง 2 ปัจจัย ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช และเขียนอธิบายได้
      เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การให้คะแนนอาจกำหนดในลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ
      • ออกแบบการทดลองไม่ถูกต้อง ทั้ง 3 ปัจจัย คือ น้ำ แสง และธาตุอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช
      ต้องปรับปรุง หรือ 1 ดี หรือ 3 พอใช้ หรือ 2 ดีมาก หรือ 4
      • ออกแบบการทดลองได้ถูกต้องเพียง 1 ปัจจัย ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช และเขียนอธิบายได้
      • ออกแบบการทดลองได้ถูกต้องทั้ง 3 ปัจจัย คือ น้ำ แสง และธาตุอาหาร ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช และเขียนอธิบายได้อย่างชัดเจน
    • การประเมินผลการตั้งสมมติฐาน (1) ตั้งสมมติฐานการทดลองได้อย่างไรบ้าง (2) ตัวแปรของการทดลองนี้คืออะไร มีภาชนะลักษณะเดียวกัน ก ข ค และ ง ซึ่งบรรจุน้ำปริมาตรเท่ากัน หย่อนวัตถุตันที่มีมวลเท่ากันลงในภาชนะทั้ง 4 ใบ ดังรูป ก ค ง ข
    • แนวการตอบ 1) สมมติฐานในการทดลอง การตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้อาจเขียนเป็นข้อความที่มี 2 ลักษณะ คือ (1) เขียนข้อความ “เหตุ” และตามด้วย “ผล” ดังนี้ “รูปร่างของวัตถุมีผลต่อการจมของวัตถุในของเหลว” หรือ (2) เขียนข้อความ “ผล” ก่อน แล้วตามด้วย “เหตุ” ที่ทำให้เกิดผลนั้น ดังนี้ “การจมของวัตถุในของเหลวขึ้นอยู่กับรูปร่างของวัตถุ” 2) ตัวแปร ตัวแปรต้น ( เหตุ ) คือ รูปร่างของวัตถุ ตัวแปรตาม ( ผล ) คือ การจมของวัตถุ ( ระยะเวลาในการจม , ลักษณะการจม ) ตัวแปรควบคุม คือ ชนิดของของเหลว ปริมาตรของของเหลวในภาชนะ ภาชนะที่บรรจุของเหลว ชนิดและมวลของวัตถุ และวิธีการปล่อยวัตถุ
      • ตั้งสมมติฐานสอดคล้องกับปัญหา ระบุตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมได้ แต่ยังไม่สมบูรณ์
      เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การให้คะแนนอาจกำหนดในลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ
      • ตั้งสมมติฐานไม่สอดคล้องกับปัญหา ไม่สามารถระบุตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมได้
      ต้องปรับปรุง หรือ 1 ดี หรือ 3 พอใช้ หรือ 2 ดีมาก หรือ 4
      • ตั้งสมมติฐานไม่สอดคล้องกับปัญหา ระบุตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมได้ไม่ครบถ้วน
      • ตั้งสมมติฐานสอดคล้องกับปัญหา ระบุตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมได้สมบูรณ์ รวมทั้งดำเนินงานด้วยขั้นตอนที่ถูกต้องทั้งหมด
    • การประเมินผลการออกแบบการทดลอง จากผลการสังเกตข้างต้น ถ้าตั้งสมมติฐานว่า “ การ ให้อาหารแก่ไฮดราเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ไฮดราจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในเวลา 5 วัน” จะออกแบบการทดลองได้เป็นอย่างไร จงศึกษาการเจริญเติบโตของไฮดรา โดยสังเกตไฮดราทุกวันเป็นเวลา 10 วัน ในแต่ละวันมีการบันทึกจำนวนไฮดราทั้งหมดไว้ ผลที่สังเกตได้เป็นดังนี้ 20 ตัว 20 ตัว 20 ตัว 40 ตัว
    • แนวการตอบ ผู้เรียนสามารถออกแบบการทดลองได้หลายแนวทาง ดังนี้ 1) จัดให้มีการเลี้ยงไฮดรา 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ให้อาหารตามปกติ และกลุ่มที่ 2 ให้อาหารเพิ่มเป็น 2 เท่า เปรียบเทียบผลการทดลองเมื่อใช้เวลาทดลอง 5 วัน 2) จัดให้มีการเลี้ยงไฮดรา 2 กลุ่ม ให้อาหารแตกต่างกัน โดยให้กลุ่มที่ 1 มากกว่า กลุ่มที่ 2 เป็น 2 เท่า สังเกตผลภายในเวลา 5 วัน 3) จัดให้มีการเลี้ยงไฮดรา โดยให้อาหารมากกว่าเดิม และนำออกมาสังเกตผลหลังจาก 5 วัน 4) จัดให้มีการเลี้ยงไฮดราและให้อาหารน้อยกว่าเดิมในเวลา 5 วัน บันทึกปริมาณ อาหารที่ให้แก่ไฮดราขนาดเล็กและขนาดใหญ่
      • สามารถออกแบบการทดลองหรืออธิบายเกี่ยวกับการทดลองเป็น 2 กลุ่ม โดยทำการทดลองให้อาหารไม่เท่ากัน
      เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การให้คะแนนอาจกำหนดในลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 4 ระดับ รายการประเมิน ระดับคุณภาพ
      • ไม่สามารถออกแบบการทดลอง หรืออธิบายเกี่ยวกับกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง จะใช้วิธีให้อาหารน้อยกว่าปกติและสังเกตผล หลังการให้อาหาร 5 วัน
      ต้องปรับปรุง หรือ 1 ดี หรือ 3 พอใช้ หรือ 2 ดีมาก หรือ 4
      • ไม่สามารถออกแบบการทดลอง หรืออธิบายกลุ่มควบคุมและการให้อาหารเป็น 2 เท่า แก่กลุ่มทดลอง
      • สามารถออกแบบการทดลองหรืออธิบายเกี่ยวกับกลุ่มควบคุม และกลุ่มทดลองที่ให้อาหารเป็น 2 เท่าได้ และเปรียบเทียบผลเมื่อเวลาผ่านไป 5 น โดยนับจำนวนประชากรของไฮดราได้
    • การประเมินผลการทำโครงงาน ประเภทของโครงงาน 1) โครงงานประเภทสำรวจ 2) โครงงานประเภททดลอง 3) โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ 4) โครงงานประเภททฤษฎี
    • ขั้นตอนสำคัญในการทำโครงงาน 1) การกำหนดปัญหาและการทำความเข้าใจกับปัญหา 2) การวางแผนการทำโครงงาน 3) การลงมือทำโครงงาน 4) การเขียนรายงาน 5) การแสดงผลงาน
    • ตัวอย่างการบันทึกการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษา 1. ประเภทและชื่อโครงงาน 1.1 ประเภทโครงงาน โครงงานประเภททดลอง 1.2 ชื่อโครงงาน การแยกสีจากดอกกระเจี๊ยบเพื่อใช้ทำเป็นเครื่องดื่ม 2. สาระความรู้ (1) ดอกกระเจี๊ยบที่มีสีแดงนำมาสกัดสีได้ (2) น้ำที่อุณหภูมิต่างกันสกัดสีจากดอกกระเจี๊ยบได้ต่างกัน 3. ปัญหา สกัดสีจากดอกกระเจี๊ยบเพื่อนำมาทำเครื่องดื่มได้อย่างไร 3.1 จุดประสงค์ สามารถทำเครื่องดื่มจากดอกกระเจี๊ยบได้ 3.2 สมมติฐาน น้ำร้อนสามารถสกัดสีแดงจากดอกกระเจี๊ยบได้ดีกว่าน้ำเย็น
    • 4. วิธีทดลอง 4.1 อุปกรณ์ที่ใช้ ดอกกระเจี๊ยบ บีกเกอร์ ที่จับภาชนะ ตะเกียงแอลกอฮอล์ ที่กั้นลม แท่งแก้วคน น้ำสะอาด เครื่องชั่ง ผ้าขาวบาง โกร่งบดหรือครกบด 4.2 ขั้นตอบการทดลอง (1) นำดอกกระเจี๊ยบมาตำในโกร่งบดหรือครกบดให้ละเอียด (2) ชั่งดอกกระเจี๊ยบที่บดละเอียด 20 กรัม ใส่ลงในบีกเกอร์ 3 ใบ ที่บรรจุน้ำ 50 มิลลิลิตร ซึ่งมีอุณหภูมิแตกต่างกัน ดังนี้ บีกเกอร์ใบที่ 1 วางไว้ในบรรยากาศปกติหรืออุณหภูมิห้อง บีกเกอร์ใบที่ 2 เติมน้ำแข็งลงไป 2 - 3 ก้อน บีกเกอร์ใบที่ 3 นำไปตั้งไฟให้เดือดประมาณ 5 นาที
    • (3) คนดอกกระเจี๊ยบในน้ำทั้ง 3 บีกเกอร์ ประมาณ 5 นาที แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง (4) นำสารละลายที่กรองได้มาเปรียบเทียบความแตกต่างของสี 5. บันทึกผลการทดลอง สารละลายของดอกกระเจี๊ยบในน้ำ การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ 1. น้ำที่มีอุณหภูมิปกติ ( อุณหภูมิห้อง ) น้ำในบีกเกอร์มีสีแดง 2. น้ำที่มีน้ำแข็งอยู่ด้วย น้ำในบีกเกอร์มีสีส้ม 3. น้ำที่ต้มเดือด น้ำในบีกเกอร์มีสีแดงเข้ม
    • 6. สรุปผลการทดลอง น้ำที่มีอุณหภูมิสูงสามารถสกัดสีแดงจากดอกกระเจี๊ยบได้ดีกว่าน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำ 7. ประโยชน์ที่ได้รับ ได้เรียนรู้ถึงวิธีการที่เหมาะสมในการสกัดสีแดงจากดอกกระเจี๊ยบ 8. ข้อเสนอแนะ ควรศึกษาเพิ่มเติมถึงวิธีการสกัดสีจากพืชชนิดอื่น โดยนำส่วนประกอบต่าง ๆ ของพืชมาใช้สกัดสี เช่น ใบ ดอก ราก ลำต้น ผล 9. เอกสารอ้างอิง ( แหล่งค้นคว้าความรู้ ) หนังสือเกี่ยวกับการสกัดสีจากส่วนประกอบต่าง ๆ ของพืช
    • แนวทางการให้คะแนน การให้คะแนนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์มีเกณฑ์การประเมิน 2 แบบ 1. การให้คะแนนแบบภาพรวม เป็นการให้คะแนนในลักษณะของการสรุปผลการเรียนรู้ในส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญ โดยไม่พิจารณาถึงองค์ประกอบย่อย 2. การให้คะแนนแบบแยกองค์ประกอบย่อย การให้คะแนนแบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินพัฒนาการเรียนรู้ของ ผู้เรียนในระหว่างการทำกิจกรรม จึงให้คะแนนแยกออกเป็นองค์ประกอบย่อยครอบคลุมทุกจุดประสงค์
      • มีหลักฐาน ร่องรอยที่แสดงถึงความ เข้าใจปัญหา การวางแผน วิธีการทำโครงงาน ได้ถูกต้อง ลงมือปฏิบัติ จนเสร็จและประสบความ สำเร็จ และเ ขียนรายงาน ได้ชัดเจน
      รายการประเมิน ระดับคุณภาพ
      • ใช้เวลานานมากในการทำความ เข้าใจปัญหา ต้องอาศัยการแนะนำ เกี่ยวกับการวางแผน วิธีการทำโครงงาน มีความยากลำบากในการ ลงมือปฏิบัติ และ เขียนรายงาน ที่สับสนไม่ชัดเจน
      ต้องปรับปรุง หรือ 1 ดี หรือ 3 พอใช้ หรือ 2 ดีมาก หรือ 4
      • มีหลักฐาน ร่องรอยที่แสดงถึงความ เข้าใจปัญหา การวางแผน วิธีการทำโครงงาน ถูกต้องบางส่วน ลงมือปฏิบัติ ประสบความสำเร็จ บางส่วน และ เขียนรายงาน ยังไม่ชัดเจน
      • มีการแสดงออกถึงความ เข้าใจปัญหา การวางแผน วิธีการทำโครงงาน โดยออกแบบหรือคิดค้นขึ้นเอง ลงมือปฏิบัต ิจนทำโครงงานได้เสร็จและประสบความสำเร็จ เขียนรายงาน เป็นลำดับได้ชัดเจนและครบถ้วน
      ตัวอย่าง เกณฑ์รวม ที่ใช้ประเมินโครงงานวิทยาศาสตร์
    • รายการประเมิน ระดับคุณภาพ 1. การกำหนดปัญหาและการตั้งสมมติฐาน ตัวอย่าง เกณฑ์ย่อย ที่ใช้ประเมินโครงงานวิทยาศาสตร์ - สมมติฐานไม่สอดคล้องกับปัญหา 1 - สมมติฐานสอดคล้องกับปัญหา แต่ไม่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง เหตุและผล 2 - สมมติฐานสอดคล้องกับปัญหาและแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล แต่ยังไม่ชัดเจน 3 - สมมติฐานสอดคล้องกับปัญหาและแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล อย่างชัดเจน 4 2. ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงประกอบการทำโครงงาน 3. การออกแบบการทดลอง
    • 4. อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 5. การดำเนินการทดลอง 6. การบันทึกข้อมูล 7. การจัดกระทำข้อมูล 8. การแปลความหมายข้อมูลและการสรุปผลของข้อมูล 9. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 10. การเขียนรายงานหรือการแสดงผลงาน
    • การประเมินผลการทำแฟ้มสะสมงาน วัตถุประสงค์ของการจัดทำแฟ้มสะสมงาน 1. เพื่อจัดเก็บข้อมูลและสะสมงานของผู้เรียน 2. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน 3. เพื่อให้ผู้เรียนและผู้สอนได้เรียนรู้ร่วมกัน 4. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ประเมินตนเองและรู้จักตนเอง 5. เพื่อส่งเสริมให้มีการบูรณาการหลักสูตร กระบวนการ เรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล
    • ประเภทของแฟ้ม สะสมงาน 1. แฟ้มสะสมงานทั่วไป 2. แฟ้มสะสมงานเฉพาะ
    • 1. แฟ้มสะสมงานทั่วไป เป็นแฟ้มสะสมงานที่เก็บรวบรวมผลงานที่ได้ทุกภาระงาน มีขั้นตอนในการจัดทำที่สำคัญ ดังนี้ 1) การรวบรวมผลงาน ( collection ) 2) การคัดเลือกผลงานเพื่อจัดประเภท ( selection ) 3) การประเมินผลงานที่สะท้อนให้เห็นสมรรถภาพตามมาตรฐาน ( reflection ) 4) การวางแผนการทำงานต่อไป ( projection )
    • 2. แฟ้มสะสมงานเฉพาะ เป็นแฟ้มสะสมงานที่ประกอบด้วยผลงานที่มีลักษณะเฉพาะเรื่องใด เรื่องหนึ่งหรือเป็นพิเศษ มีขั้นตอนในการจัดทำที่สำคัญ ดังนี้ 1) การวางแผนดำเนินงาน ( investigation ) 2) การปฏิบัติการ ( research ) 3) การนำไปใช้ ( application ) 4) การขยายผลต่อเนื่อง ( open choice )
    • ตัวอย่างแบบบันทึกการปฏิบัติงานที่จัดเก็บในแฟ้มสะสมงาน ชื่อผู้เรียน วันที่ ชื่อผลงานจากแฟ้มสะสมงาน คำชี้แจง (1) ใส่เครื่องหมาย / ใน เพื่อระบุประเภทของแฟ้มสะสมงานและ ประเภทของผลงาน (2) ศึกษาทบทวนการปฏิบัติงานและผลงานที่จัดไว้ในแฟ้มสะสมงานแล้ว ตอบคำถาม ประเภทของแฟ้มสะสมงาน แฟ้มสะสมงานทั่วไป แฟ้มสะสมงานเฉพาะ
    • ประเภทของผลงาน ( กรณีเป็นแฟ้มสะสมงานเฉพาะ )
      • ผลงานจากการศึกษาโดยสำรวจตรวจสอบ
      • ผลงานจากการศึกษาและแก้ปัญหาหรือวิจัย
      • ผลงานจากการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
      • ผลงานที่ปฏิบัติอย่างอิสระ
      1. ลักษณะของงาน : ให้อธิบายลักษณะของงาน อธิบาย 2. การมีส่วนร่วม : ผลงานสำเร็จได้โดยมีการร่วมมือจากบุคลากรหรือหน่วยงานใด และถ้าทำงานเป็นกลุ่มได้กำหนดบทบาทหน้าที่หรือความรับผิดชอบของสมาชิก อย่างไร อธิบาย
    • 3. แหล่งความรู้ : แหล่งข้อมูลความรู้ที่นำมาใช้เพื่อทำผลงานมีอะไรบ้างและนำมาใช้ อย่างไร อธิบาย 4. ผลการเรียนรู้ด้านความรู้ความเข้าใจ : ความรู้หรือประสบการณ์จากการทำงาน คืออะไร อธิบาย 5. ผลการเรียนรู้ด้านกระบวนการ : กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหาที่ได้ นำไปใช้มีอะไรบ้าง ให้อธิบายโดยการบอกปัญหาแต่ละปัญหาพร้อมขั้นตอนการ แก้ปัญหา อธิบาย
    • 6. ทักษะการสื่อสาร : ให้สรุปผลเพื่อบอกให้ผู้อื่นรู้ว่าได้เรียนรู้อะไร และเรียนรู้อย่างไร อธิบาย 7. ความสามารถทางการเชื่อมโยงกับสังคม : ผลงานนี้เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันหรือ สาขาวิชาอื่นด้วยหรือไม่ อย่างไร อธิบาย 8. ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม
    • แนวทางการให้คะแนน การประเมินแฟ้มสะสมงาน
      • ประเมินพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน
      • ประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
    • การให้คะแนนการทำแฟ้มสะสมงานทำได้ 2 รูปแบบ
      • การให้คะแนนแบบภาพรวม
      • การให้คะแนนแบบแยกองค์ประกอบย่อย
      เป็นการให้คะแนนในลักษณะสรุปผลของงานในแฟ้มสะสมงานที่มีลักษณะเดียวกัน และให้คะแนนในช่วงเวลาของการจัดเก็บเป็นระยะ ๆ อย่างสม่ำเสมอ เช่น สรุปผลงานในเวลา 1 เดือน หรือ 1 ภาคเรียน หรือ 1 ปีการศึกษา การประเมินลักษณะนี้จะประเมินผลงานทีละชิ้นหรือทีละส่วนอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถกระทำได้อย่างครอบคลุมสมรรถภาพของผู้ทำผลงาน จึงต้องมีการสร้างเกณฑ์การประเมินให้ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ที่ต้องการประเมินและกำหนด คุณภาพของงานแตกต่างกัน
      • ผลงานมีรายละเอียดอย่างเพียงพอและไม่มีข้อผิดพลาดหรือแสดงว่า ไม่เข้าใจ แต่ข้อมูลเหล่านั้นเป็นลักษณะของการเสนอที่ไม่ได้แสดงถึงการบูรณาการระหว่างข้อมูลหรือแนวคิดหลักในเรื่องที่ศึกษา
      รายการประเมิน ระดับคุณภาพ
      • ผลงานมีข้อมูลน้อย ไม่มีรายละเอียดแสดงไว้ในบันทึก
      ต้องปรับปรุง หรือ 1 ดี หรือ 3 พอใช้ หรือ 2 ดีมาก หรือ 4
      • ผลงานมีรายละเอียดแสดงไว้ในบันทึก แต่พบว่าบางส่วนมีความ ผิดพลาดหรือไม่ชัดเจน หรือแสดงถึงความไม่เข้าใจในเรื่องที่ศึกษา
      • ผลงานมีรายละเอียดอย่างเพียงพอ ไม่มีข้อผิดพลาดหรือแสดงถึงความไม่เข้าใจ และแสดงถึงความเข้าใจในเรื่องที่ศึกษาโดยมีการ บูรณาการหรือเชื่อมโยงแนวคิดหลักต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
      ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินแฟ้มสะสมงาน แบบภาพรวม
    • รายการประเมิน ระดับคุณภาพ ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินแฟ้มสะสมงาน แบบแยกองค์ประกอบย่อย 1. โครงสร้างและองค์ประกอบ - ผลงานขาดองค์ประกอบที่สำคัญและการจัดเก็บไม่มีระบบ 1 - ผลงานมีองค์ประกอบที่สำคัญเป็นส่วนน้อย แต่บางชิ้นงานมีการจัดเก็บ เป็นระบบ 2 - ผลงานมีองค์ประกอบที่สำคัญเกือบครบถ้วน และส่วนใหญ่จัดเก็บอย่าง เป็นระบบ 3 - ผลงานมีองค์ประกอบที่สำคัญครบถ้วน และจัดเก็บได้อย่างเป็นระบบ 4 2. แนวคิดหลัก 3. การประเมินผล 4. การนำเสนอ
    • การประเมินผลการทำภาระงาน
      • ภาระงานเป็นกิจกรรมหนึ่งของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เปิด
      • โอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติงานและสร้างผลงานหรือชิ้นงาน ซึ่งใช้
      • เป็นหลักฐานแสดงผลการเรียนรู้และความก้าวหน้าในการเรียนรู้
    • ภาระงานที่ผู้เรียนปฏิบัติโดยทั่วไปประกอบด้วยกิจกรรม ต่อไปนี้
      • การเขียน
      • การนำเสนอด้วยคำพูด
      • การสร้างหรือประดิษฐ์
      • การจัดทำรูปภาพหรือแผนภูมิ
      • การจัดทำงานที่ผสมผสานงานด้านต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
    • ตัวอย่าง กิจกรรมสืบค้นความรู้ บอกลักษณะ ประโยชน์ และโทษของพันธ์ไม้บริเวณสถานศึกษา โดยการสำรวจ ศึกษาค้นคว้า สืบค้นข้อมูลและเขียนรายงานผลการสืบค้น เรื่อง การสำรวจพันธุ์ไม้ในสถานศึกษา 1. แผนผังบริเวณโรงเรียน 2. ใบบันทึกกิจกรรม 3. เอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้า 4. แว่นขยายหรืออื่น ๆ ภาระงาน 1. สำรวจ ศึกษาค้นคว้า สืบค้นข้อมูลเรื่องพันธุ์ไม้บริเวณสถานศึกษา 2. ให้เลือกพันธุ์ไม้ที่สำรวจมา 1 ชนิด และศึกษาค้นคว้า สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม จากเอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้า 3. เขียนรายงานหรือบันทึกผลการสำรวจ ศึกษาค้นคว้าหรือสืบค้นข้อมูล สื่อและอุปกรณ์ ปัญหา
      • การให้คะแนนแบบภาพรวม
      • การให้คะแนนแบบแยกองค์ประกอบย่อย
      เป็นการให้คะแนนภาระงานชิ้นเดียวหรือหลายชิ้นก็ได้ที่ต้องการสรุปผลการประเมินเฉพาะจุดประสงค์หลักหรือประเด็นสำคัญของงานเท่านั้น เกณฑ์การให้คะแนนจึงกำหนดรายการประเมินส่วนที่สำคัญ ๆ ของภาระงาน การประเมินเช่นนี้เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาภาระงานที่ผู้เรียนปฏิบัติให้ดำเนินไปจนบรรลุตามจุดประสงค์ โดยการให้คะแนนภาระงานแต่ละชิ้นด้วยเกณฑ์การประเมินตามองค์ประกอบของชิ้นงานนั้น แนวทางการให้คะแนน ภาระงานทุกอย่างมีการให้คะแนน 2 ทาง
    • รายการประเมิน ระดับคุณภาพ - ไม่แสดงจุดประสงค์การเรียนรู้ ต้องปรับปรุง หรือ 1 ดี หรือ 3 พอใช้ หรือ 2 - แสดงจุดประสงค์การเรียนรู้ได้ไม่ครบถ้วน ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินภาระงาน แบบภาพรวม - แนวคิดหลักมีน้อย วิธีการปฏิบัติงานยังไม่ถูกต้อง - ไม่มีการประเมินผลภาระงาน - ไม่สามารถรายงานผลให้ผู้อื่นเข้าใจได้ - แนวคิดหลักไม่ครบถ้วน วิธีการปฏิบัติงานถูกต้องเพียงบางส่วน - มีการประเมินผลภาระงานบางส่วน ไม่มีแนวทางแก้ไขงานส่วนที่ยัง มีความบกพร่อง - รายงานผลได้ แต่ยังไม่สมบูรณ์และไม่ชัดเจน - แสดงจุดประสงค์การเรียนรู้ได้สมบูรณ์ - แนวคิดหลักมีครบถ้วน วิธีการปฏิบัติงานถูกต้องและสมบูรณ์ - มีการประเมินผลภาระงาน มีแนวทางแก้ไขงานส่วนที่ยังมีความบกพร่อง อยู่บ้างแต่ยังไม่ครบถ้วน - รายงานผลได้ แต่ยังไม่สมบูรณ์และไม่ชัดเจน
    • รายการประเมิน ระดับคุณภาพ - แสดงจุดประสงค์การเรียนรู้ได้สมบูรณ์ ดีมาก หรือ 4 - แนวคิดหลักมีครบถ้วน วิธีการปฏิบัติงานถูกต้องและสมบูรณ์ - ประเมินผลภาระงานพร้อมทั้งให้แนวทางการแก้ไขได้สมบูรณ์และเสนอ - รายงานผลได้สมบูรณ์และมีความชัดเจนเข้าใจง่าย ความคิดเห็นเพิ่มเติมเพื่อพัฒนางาน
    • รายการประเมิน ระดับคุณภาพ ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินภาระงาน แบบแยกองค์ประกอบย่อย - เนื้อหาถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ ต้องปรับปรุง หรือ 1 ตามองค์ประกอบด้านเนื้อหาในบทความ พอใช้ หรือ 2 ดี หรือ 3 ดีมาก หรือ 4 - เนื้อหาถูกต้อง แต่สาระสำคัญมีน้อยมาก และไม่มีการ อ้างอิงแหล่งความรู้ - เนื้อหาถูกต้อง มีสาระสำคัญเหมาะสมกับปัญหาและ จุดประสงค์มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันของเนื้อหา ไม่มีการอ้างอิงแหล่งความรู้ - เนื้อหาถูกต้อง มีสาระสำคัญครบถ้วนและเหมาะสมกับ ปัญหาและจุดประสงค์ มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ของเนื้อหา อ้างอิงแหล่งความรู้
    • การประเมินผลการนำเสนอผลงาน การนำเสนอผลงานเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้โอกาสผู้เรียน ได้แสดงความรู้ ความคิด และกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสื่อสารและ สื่อความหมายให้ผู้อื่นได้รับรู้ด้วยการพูด การเขียนหรือการจัดแสดง
    • การนำเสนอผลงานแบ่งตามลักษณะของงาน ดังนี้ การเขียนรายงาน การบันทึกผลงาน การนำเสนอผลงานด้วยการจัดแสดง การนำเสนอผลงานด้วยการสาธิต
    • ตัวอย่าง การจัดแสดงโครงงานวิทยาศาสตร์ บทคัดย่อ บันทึกต่างๆ เอกสาร รายงาน แบบจำลอง ( ถ้ามี ) บันทึกข้อมูล สาระของปัญหา สมมติฐาน วิธีดำเนินงาน ผลการศึกษา ข้อเสนอแนะ สรุปผล ชื่อโครงงาน
    • รายการประเมิน ระดับคุณภาพ - กำหนดชื่อเรื่องหรือหัวข้อปัญหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ได้ไม่สอดคล้องกัน ต้องปรับปรุง หรือ 1 พอใช้ หรือ 2 - กำหนดชื่อเรื่องหรือหัวข้อปัญหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ได้สอดคล้องกัน ตัวอย่างเกณฑ์การประเมินการจัดแสดงผลงาน แบบภาพรวม - ไม่สามารถจัดแสดงผลงานได้ตามจุดประสงค์ - ไม่มีการสรุปผลการเรียนรู้ในผลงานที่นำเสนอ - ไม่มีการใช้สื่อหรือใช้สื่อประกอบการจัดแสดงผลงานอย่างไม่เหมาะสม - จัดแสดงผลงานได้ตามจุดประสงค์ แต่ยังไม่สมบูรณ์หรือมีบางส่วนไม่ถูกต้อง - การสรุปผลการเรียนรู้เป็นไปตามข้อมูลที่จัดแสดงไว้ - ใช้สื่อประกอบการจัดแสดงผลงานที่ไม่ช่วยสื่อสารหรือสื่อความหมายให้เข้าใจ ดีขึ้น
    • รายการประเมิน ระดับคุณภาพ ดี หรือ 3 ดีมาก หรือ 4 - กำหนดชื่อเรื่องหรือหัวข้อปัญหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ได้สอดคล้องกัน - จัดแสดงผลงานได้ดี แต่ผลงานบางส่วนยังไม่ชัดเจน - การสรุปผลการเรียนรู้เป็นไปตามข้อมูลที่จัดแสดง และมีสาระสำคัญครบถ้วน - ใช้สื่อประกอบการจัดแสดงผลงานอย่างเหมาะสม สื่อที่ใช้ส่วนใหญ่มีความ ชัดเจนและช่วยการสื่อความหมายได้ดี - กำหนดชื่อเรื่องหรือหัวข้อปัญหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ได้อย่างชัดเจน และมีความสอดคล้องกันที่ช่วยให้มองเห็นแนวทางการออกแบบการดำเนินงาน จัดแสดงผลงาน - จัดแสดงผลงานได้ดี การนำเสนอมีระบบโดยแสดงขั้นตอนการปฏิบัติงานชัดเจน และบันทึกผลถูกต้องครบถ้วน - การสรุปผลการเรียนรู้เป็นไปตามข้อมูลที่จัดแสดงได้อย่างชัดเจน และมี สาระสำคัญครบถ้วน - ใช้สื่อประกอบการจัดแสดงผลงานได้เหมาะสมและตรงประเด็น มีความชัดเจน และมีสาระสำคัญครบถ้วนที่ช่วยให้สื่อสารและสื่อความหมายได้เข้าใจง่าย
      • ใช้คะแนนที่ได้จากการวัดผลการเรียนรู้ 2 ส่วนรวมกัน คือ
      แนวทางการประเมินผลการเรียนรู้ 1. คะแนนความก้าวหน้าและพัฒนาการเรียนรู้ 2. คะแนนผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้
      • 1. ภาคปฏิบัติ
      การให้น้ำหนักคะแนนพัฒนาการและคะแนนผลสัมฤทธิ์ ให้น้ำหนักคะแนนพัฒนาการมากกว่าผลสัมฤทธิ์ สัดส่วนของคะแนน 60 : 40 2. ภาคทฤษฎี ให้น้ำหนักคะแนนผลสัมฤทธิ์มากกว่าหรือเท่ากับ พัฒนาการ สัดส่วนของคะแนน 50 - 60 : 50 - 40