• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต
 

การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต

on

  • 13,936 views

 

Statistics

Views

Total Views
13,936
Views on SlideShare
13,627
Embed Views
309

Actions

Likes
3
Downloads
174
Comments
1

2 Embeds 309

http://japetin.wordpress.com 283
http://thnbiology226933.blogspot.com 26

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel

11 of 1 previous next

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต Presentation Transcript

    • การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต
    • การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต การเคลื่อนไหว เป็นการเคลื่อนย้ายเพียงบางส่วน ของร่างกาย การเคลื่อนที่ เป็นการเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยัง อีกที่หนึ่ง* การเคลื่อนที่จะต้องมีการเคลื่อนไหวด้วยเสมอ แต่การ เคลื่อนไหวไม่จาเป็นต้องมีการเคลื่อนที่ด้วย
    • โครงร่างสัตว์(animal skeleton)แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ1. Hydroskeleton or hydrostatic skeleton2. Hard skeleton 2.1 Exoskeleton 2.2 Endoskeleton
    • การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวการเคลื่อนไหวโดยอาศัยการไหลของไซโทพลาสซึม อมีบา(amoeba)
    • การเคลื่อนไหวของอมีบา การเคลื่อนไหวอาศัยการไหลของไซโทพลาสซึม โดยแบ่งเป็น2 ส่วน คือ ectoplasm(แข็ง) และ endoplasm(เหลว) Actin และ Miosin ประกอบกันเป็น microfilament(เป็นเส้นใยโปรตีนเล็กๆ) หดตัวและคลาย ตัวได้ ทาให้เกิดการไหลของไซโทพลาสซึม ทาให้เกิดเท้าเทียม(pseudopodium) การเคลื่อนที่แบบอะมีบา (amoebiod movement) ได้แก่ อมีบา เม็ดเลือดขาว ราเมือก
    • ในเซลล์อมีบา การยื่น pseudopodium ออกไปเกิดจากการยืดและหดตัวของ actin filaments
    • การเคลื่อนไหวโดยการใช้แฟลกเจลลัม หรือซิเลีย แฟลกเจลลัม(flagellum)
    • Euglena
    • ซิเลีย(cilia)
    • A comparison of the beating of flagella and cilia
    • Microtubules เป็นแกนของ flagellum และ cilia
    • Centrosome containing a pair of centrioles
    • การเคลื่อนที่ของไฮดรา(Hydra)  ตีลังกา  เคลือบคลานเหมือนหนอน  ลอยไปตามน้า
    • planaria
    • การเคลื่อนทีของพลานาเรีย(planaria) ่ Phylum platyhelminthes มีกล้ามเนือ 3 ชนิด คือ circular muscle , longitudinal muscle,oblique muscle เคลื่อนที่ไปโดยการลอยไปตามผิวน้าหรือคลืบคลาน ทางด้านล่างมีซิเลียช่วยในการโบกพัดช่วยให้เคลื่อน ตัวได้ดียิ่งขึน
    • การเคลื่อนที่ของหนอนตัวกลม(round worm) Phylum nematoda ได้แก่ พยาธิไส้เดือน พยาธิปากขอ พยาธิเส้นด้าย หนอนน้าส้มสายชู มีเฉพาะกล้ามเนือตามยาวของล้าตัว (longitudinal muscle) การเคลื่อนที่ท้าให้เกิดลักษณะส่ายไปส่ายมา
    • การเคลื่อนที่ของไส้เดือน(earth worm)
    •  การเคลื่อนที่ของไส้เดือน(earth worm) Phylum annelida -กล้ามเนือ 2 ชุดคือ กล้ามเนือวงกลม (circular muscle) อยู่ทางด้านนอก และกล้ามเนือตามยาว(longitudinal muscle) ตลอดล้าตัวอยู่ทางด้านใน -เดือย(setae) -มีการท้างานในสภาวะตรงข้าม เรียก Antagonism
    • การเคลื่อนที่ของแมงกะพรุน(jelly fish)
    •  Phylum coelenterata เคลื่อนที่โดยการหดตัวของ เนือเยื่อที่อยู่บริเวณของร่มและ ผนังล้าตัวท้าให้น้าพ่นออกมา ทางด้านล่าง
    • การเคลื่อนที่ของหมึก(squid)
    • การเคลื่อนที่ของดาวทะเล(sea star)
    • Exoskeleton- พบในพวก mollusk และแมลง- เป็นโครงร่างเปลือกแข็งหุ้มอยู่ภายนอกร่างกาย โดยส่วนประกอบของเปลือกเป็นพวก crystallized mineralsalt และไม่มีเซลล์ (acellular) เช่น แคลเซียมคาร์บอเนตในmollusk, chitin ในแมลง- exoskeleton นอกจากจะทาหน้าที่คาจุนร่างกายแล้ว ยังช่วยป้องกันการสูญเสียนา-การเคลื่อนไหวเกิดขึนโดยการหด-คลายตัวของกล้ามเนือที่ยึดติดกับ exoskeleton
    • กล้ามเนือที่ทาให้เกิดการเคลื่อนไหวมี 2 ชุด คือ1. Flexors ทาให้เกิดการโค้งงอของข้อต่อเมื่อหดตัว2. Extensors ทาให้เกิดการยืดตัวของข้อต่อเมื่อคลายตัวกล้ามเนือทังสองชุดนีจะทางานตรงข้ามกัน เมื่อกล้ามเนือชนิดหนึ่งหดตัว อีกชนิดหนึ่งจะคลายตัว(antagonism)
    • การเคลื่อนที่ของแมลง
    • insect Exoskeleton เป็นสารพวกไคติน ข้อต่อข้อแรกของขากับล้าตัว แบบ ball and socket ส่วนข้อต่ออื่นๆเป็นแบบบานพับ การเคลื่อนไหวเกิดจาการท้างานสลับกันของ กล้ามเนือ flexer กับ extensor เป็นแบบ antagonism
    • Moving the exoskeleton: Joints and muscle attachments
    • การเคลื่อนที่ของปลา
    •  มีรูปร่างแบนเพรียวบาง และเมือก มีเกล็ดช่วยลดแรงเสียดทาน เมื่อกล้ามเนือที่ยึดติดกับกระดูกสันหลังด้านใดด้านหนึ่งหดตัว (เริ่มจากส่วนหัวมาทางหาง)ท้าให้เกิดการโบกพัดของครีบหาง (cadal fin) ดันให้ตัวพุ่งไปข้างหน้าโดยมีครีบหลัง (drosal fin) ช่วยในการทรงตัวไม่ให้เสียทิศทาง ครีบอก(pectoral fin) และครีบตะโพก (pelvic fin) ซึ่งเทียบได้กับขาหน้าและขาหลังของสัตว์บก จะท้าหน้าที่ช่วย พยุงล้าตัวปลา และช่วยให้เกิดการเคลื่อนที่ในแนวดิง ่
    • การเคลื่อนที่ของเต่าทะเล แมวนา และสิงโตทะเล มีขาคู่หน้าที่เปลี่ยนแปลงไปมีลักษณะเป็นพาย ที่เรียกว่า ฟลิบเปอร์(flipper)
    • การเคลื่อนที่ของสัตว์ปีก
    • การเคลื่อนที่ของนก  มีกระดูกที่กลวง ท้าให้เบา  มีกล้ามเนือที่ใช้ในการขยับปีกที่ แข็งแรง - กล้ามเนือ pectoralis major - กล้ามเนือ pectoralis minor  มีถุงลม (air sac)  มีขน (feather)
    • ถุงลม (air sac)
    • Endoskeleton-พบในสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด-เป็นโครงร่างแข็งที่แทรกตัวอยู่ในเนื้อเยื่อ (soft tissues) หรือภายในร่างกาย-endoskeleton ประกอบด้วย living and metabolizing cells (ต่างจาก exoskeleton) แบ่งเป็น 1. cartilage เป็นส่วนประกอบของ protein collagen และ complex polysaccharide 2. bone ประกอบด้วย collagen ปนอยู่กับ apatite (calcium and phosphate salt)-นักกายวิภาคศาสตร์แบ่งกระดูกออกเป็น 2 ส่วน 1. Axial skeleton:กระดูกแกนได้แก่ กระดูกกะโหลก (skull), กระดูกสันหลัง (vertebralcolumn), กระดูกซี่โครง (rib) 2. Appendicular skeleton:กระดูกรยางค์ เป็นกระดูกที่ต่อออกมาจากกระดูกแกนแบ่งเป็น 2.1 Fore-limb bone :กระดูกแขน 2.2 Hind-limb bone :กระดูกขา
    • โครงสร้างของกระดูกชนิดของกระดูกแบ่งออกตามลักษณะรูปร่างของกระดูกคือ1. กระดูกท่อนยาว (long bone) ได้แก่ ต้นแขน ปลายแขน ต้น ขา หน้าแข้ง กระดูกน่อง ไหปลาร้า2. กระดูกท่อนสัน (short bone) ได้แก่ ข้อมือ ข้อเท้า กระดูกนิว มือ กระดูกนิวเท้า3. กระดูกแบน (flat bone) ได้แก่ กะโหลกศีรษะ เชิงกรานสะบัก อก ซี่โครง4. กระดูกรูปร่างไม่แน่นอน (irregular bone) ได้แก่ กระดูกสัน หลัง ขากรรไกร กระดูกคอ ก้นกบ กระดูกฝ่าเท้า
    • (pectoral girdle)สีน้าเงิน คือ กระดูกแกน 80 ชิน ilium sacrumสีเหลือง คือ กระดูกรยางค์ 126 ชิน pubis ischium
    • แผนภาพแสดงกระดูกรยางค์ (ซ้าย) ส่วนหน้า (ขวา) ส่วนหลัง 50
    • กระดูกแกนประกอบด้วย 1. กะโหลกศีรษะ (skull)รวมทังกระดูกชินเล็ก ๆ อีกหลาย ๆชินเชื่อมติดต่อกัน ภายในลักษณะคล้ายกล่องบรรจุเนือสมองไว้ กะโหลกศีรษะจึงทาหน้าที่ทังห่อหุ้มและป้องกันมันสมองที่อยู่ภายในนอกจากบริเวณกะโหลกศีรษะแล้ว ยังมีกระดูกแก้มกระดูกขากรรไกรซึ่งมีฟันอยู่ภายในซอกการเคียวอาหารเกิดจากการเคลื่อนไหวของขากรรไกรล่าง แผนภาพแสดงกระดูกแกน (ก) กระดูกรยางค์ (ข) ซึ่งแสดงด้วยสีดา 51
    • 2.กระดูกสันหลัง (vertebra) เป็นกระดูกชินเล็ก ๆ มีลักษณะเป็นข้อ ๆ ต่อกันยาวตลอดความยาว ของหลังจนจรดส่วนสะโพก กระดูกสันหลังแต่ละข้อเชื่อมติดต่อ กันด้วยเอ็นและกล้ามเนือ และมีหมอนรองกระดูก (intervertebral disc) เป็นแผ่นกระดูกอ่อนรองอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ในขณะที่เคลื่อนไหว หากหมอนรองกระดูกเสื่อมจะท้าให้ไม่ สามารถเอียวตัว หรือบิดตัวได้ หมอนรองกระดูกมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันการเสียดสีระหว่าง กระดูกสันหลังแต่ละข้อในขณะที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหว ถ้า หมอนรองกระดูกเสื่อมอาจท้าให้ร่างกายเคลื่อนไหวไม่สะดวก เพราะเกิดความเจ็บปวดตรงระหว่างข้อต่อของกระดูกสันหลัง ในขณะเคลื่อนไหวและท้าให้กระดูกสันหลังโค้งงอผิดปกติได้ 52
    • รูปแสดงส่วนต่าง ๆ ของกระดูกสันหลัง 53
    • 3.กระดูกซี่โครง (Ribs) มีจ้านวน 12 คู่ โดย กระดูกซี่โครงทุกชินจะ เชื่อมต่อกับด้านข้างของ กระดูกสันหลังช่วงอก โดยตอนปลายของกระดูก ซี่โครง (sternum) ยกเว้น กระดูกซี่โครงคู่ที่ 11 และ คู่ที่ 12 เป็นกระดูกสัน ไม่เชื่อมติดกับกระดูกอก รูปที่ ซี่โครงและกระดูกอก ก. ด้านหน้าข. ด้านหลัง เรียกว่า ซี่โครงลอย (floating ribs) 54
    • กระดูกรยางค์ (Appendicular skeleton) กระดูกรยางค์ มี 126 ชิน ได้แก่ กระดูกแขนและกระดูก ขา ซึ่งต่อยื่นออกมาจากกระดูก แกนในลักษณะเป็นคู่ ๆ กระดูก สะบัก (scapula) กระดูกไห ปลาร้า (clavicle) รวมเป็น กระดูกหัวไหล่ (pectoral girdle) และกระดูกเชิงกราน (pelvic girdle ) รูปแสดงแผนภาพแสดงกระดูกแขนและกระดูกขาคน ก. กระดูกแขน ข. กระดูกขา 55
    • ข้อต่อ (articulation หรือ Joint)-ข้อต่อ: เป็นบริเวณที่กระดูกมาต่อกับ กระดูก มี synovial memebranes มาหุ้มบริเวณข้อต่อ เพื่อป้องกันการ เสียดสีระหว่างกระดูก จะมีกระดูก อ่อนมาทาหน้าที่เป็นหมอนรอง และ มี synovial fluid ทาหน้าที่เป็นสาร หล่อลื่น-Ligament: เป็นเอ็นที่ยึดระหว่าง กระดูกกับกระดูก-Tendon: เป็นเอ็นที่ยึดระหว่าง กล้ามเนือกับกระดูก
    • ชนิดข้อต่อ1.ข้อต่อไฟบรัส (fibrous joint) เป็นข้อต่อที่เคลื่อนไหวไม่ได้และมีเนือเยื่อเกี่ยวพันบางๆ ยึดกระดูกสองชินไว้ หรืออาจหุ้มภายนอกไว้ เช่น กระดูกกะโหลกศรีษะ2.ข้อต่อกระดูกอ่อน (cartilagenous joint) เป็นข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้เล็กน้อย เช่นข้อต่อระหว่างกระดูกซี่โครงกับกระดูกอก ข้อต่อระหว่างท่อนกระดูกสันหลัง ข้อต่อระหว่างกระดูกเชิงกรานซีกซ้ายกับซีกขวาทางด้านหัวหน่าว3.ข้อต่อซิลโนเวียล (sylnovial joint) เป็นข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้มาก ประกอบด้วยกระดูกอย่างน้อย 2 ชิน
    • ข้อต่อซิลโนเวียล1 (sylnovial joint)  แบบที่ 1 พบที่ใดของร่างกาย..........  แบบที่ 2 พบที่ใดของร่างกาย..........2  แบบที่ 3 พบที่ใดของร่างกาย..........3
    • The skeleton-muscle connection-การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกายเกิดจากการทางานร่วมกัน ของ nerves, bones, muscles-การหด-คลายตัวของกล้ามเนื้อ เป็นการทางานร่วมกันของ กล้ามเนื้อ 2 ชุด ที่ทางานตรงข้าม กัน เช่น การงอแขน :กล้ามเนื้อ biceps (flexor) หดตัว (เป็น agonist) :กล้ามเนื้อ triceps(extensor) คลาย ตัว (เป็น antagonist)
    • Origin and insertion-ที่ปลายทั้งสองข้างของกล้ามเนื้อ แต่ละมัดจะยึดติดกับกระดูก โดย ด้านที่ยึดติดกับกระดูกเฉย ๆ (ติดกับกระดูกที่ไม่เคลื่อนที่) เรียก origin ส่วนปลายที่ยึดกับ กระดูกที่มีการเคลื่อนไหว เรียก insertion-Tendon ที่ origin มักจะกว้าง ที่ insertion มักจะแคบ เพื่อจากัด ความแรงในการหดตัวของ กล้ามเนื้อเกิดขึ้นเฉพาะจุด
    • กล้ามเนือ (Muscular tissue กล้ามเนือทาหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะยาว อาจเรียกเซลล์กล้ามเนือได้ว่าเส้นใยกล้ามเนือ (muscle fiber)ในไซโตพลาสซึมของเส้นใยกล้ามเนือมีโปรตีนที่เป็นองค์ประกอบที่สาคัญ 2 ชนิด คือ actin และ myosin
    • กล้ามเนือแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด
    • กล้ามเนือแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ขึนอยู่กับตาแหน่งทีพบโครงสร้าง และหน้าที่ ได้แก่ 1. กล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) 2. กล้ามเนื้อสเกเลทัล (skeletal muscle) 3. กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac muscle)
    • ส่วนประกอบของเซลล์กล้ามเนื้อจะมีชอเฉพาะแตกต่างไป ื่จากเซลล์ชนิดอื่นๆ ได้แก่Cell membrane ของเซลล์กล้ามเนื้อ = SarcolemmaCytoplasm = SarcoplasmEndoplasmic reticulum = Sarcoplasmic reticulum
    • กล้ามเนือลายหรือกล้ามเนือสเกเลทัล (Skeletal muscle) กล้ามเนือในร่างกายส่วนใหญ่เป็นกล้ามเนือสเกเลทัลกล้ามเนือนีเกาะยึดติดกับกระดูก สามารถหดตัวได้เมื่อถูกกระตุ้นและอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง( voluntory muscle ) หรือระบบประสาทโซมาติก ( somaticnervous system) จึงสามารถควบคุมการทางานของกล้ามเนือได้
    • Skeletal muscle Nucleus ของ muscle fiber Muscle fiberลักษณะของเซลล์กล้ามเนื้อเป็นรูปทรงกระบอก ซึ่งมีความยาวมาก เซลล์มีขนาดใหญ่มีหลายนิวเคลียสเรียงชิดอยู่กับเยื่อหุ้มเซลล์ มีลายตามขวางคือ มีแถบสีจางสลับกับแถบสีเข้ม ดังนั้นอาจเรียกกล้ามเนื้อชนิดนี้ได้ว่า กล้ามเนื้อลาย(striated muscle)
    • ภาพตัดตามขวางของ skeletal muscle Sarcolemma (เยื่อหุ้มเซลล์) Nucleus เรียงชิดอยู่กับ sarcolemma
    • การเรียงตัวประกอบกันเป็นมัดกล้ามเนื้อskeleton มีเยื่อเกี่ยวพันหุ้มเป็นขั้นตอน และทั้งมัดกล้ามเนื้อจะติดต่อกับเอ็นซึ่งไปยึดติดกับกระดูก
    • การที่มองเห็นเซลล์กล้ามเนื้อมีลายตามขวางเนื่องจาก ภายใน sarcoplasm มีเส้นใยฝอยซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สาคัญทาให้กล้ามเนื้อหดตัวได้เรียกว่า myofibril เป็นจานวนมาก ในmyofibril มีโปรตีน actin และ myosinเรียงอย่างเป็นระเบียบ มองเห็นมีแถบ (band)หรือเส้น (line) ที่ชัดและทึบสลับกันไปตลอด
    •  Sarcoplasm นอกจากมีโปรตีนสาคัญที่เกี่ยวข้องกับกลไกการ ในหดตัวของกล้ามเนื้อแล้ว ยังมี Organelles ที่สาคัญได้แก่Sarcoplamic reticulum ซึ่งคือ SER ที่เปลี่ยนไปเป็นท่อที่ต่อเนื่องกัน ล้อมรอบกลุ่มเส้นใยของกล้ามเนื้อ ทาหน้าที่เป็นแหล่งเก็บสะสม Ca2+Sarcolemma มีโครงสร้างที่พับซ้อนกันเป็นหลอดบางและยาวตามแนวขวาง เรียกว่า Transverse tubule เป็นทางติดต่อจากผิวภายนอกของเซลล์เข้าไปติดต่อกับ Sarcoplamic reticulum านประกอบอื่นๆภายใน Sarcoplasm ได้แก่ RER , ส่ribosome และ Golgi complex มีอยู่เป็นจานวนน้อย เพราะเซลล์กล้ามเนื้อไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างโปรตีน
    • กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle)กล้ามเนือหัวใจพบแห่งเดียวคือกล้ามเนือที่หัวใจ และผนังของเส้นเลือดใหญ่ที่ต่อกับหัวใจ เป็นกล้ามเนือที่มีลายเช่นเดียวกับ skeletal muscle ต่างกันที่กล้ามเนือหัวใจอยู่นอกการควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง (Involuntory muscle) และการทางานเกิดขึนติดต่อกันตลอดเวลา
    • เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจประกอบด้วย หนึ่งหรือสองนิวเคลียสอยู่ตรงกลางเซลล์ เซลล์มีขนาดสั้นกว่าเซลล์กล้ามเนื้อ skeleton และปลายแยกเป็นสองแฉก (bifurcate) ซึ่งจะไปต่อกับเซลล์อื่นๆในลักษณะเป็นร่างแห ที่รอยต่อของเซลล์ด้านขวางจะยึดติดกันแน่น มีลักษณะการเชื่อมโยงอย่างซับซ้อน เรียกว่าintercalated disc มองเห็นได้ชัดเจนด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา
    • Cardiac muscleNucleusอยู่กลางเซลล์ Intercalated disc
    • กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle) ในเซลล์กล้ามเนื้อเรียบไม่เห็นลาย ถึงแม้ว่าภายในเซลล์จะมีแอก ทิน และ ไมโอซิน แต่การเรียงตัวไม่เป็นระเบียบเหมือนอย่างใน skeletal muscle และ Cardiac muscle ลักษณะเซลล์ ของกล้ามเนื้อเรียบเป็นรูปกระสวย หัวท้ายแหลม และมีหนึ่ง นิวเคลียสอยู่กลางเซลล์ กล้ามเนื้อเรียบอยู่นอกการ ควบคุมของระบบประสาท ส่วนกลาง(involuntory muscle) พบได้ที่ผนังของ อวัยวะภายในระบบต่างๆของ ร่างกาย และเส้นเลือดnucleus
    • Smooth muscle กล้ามเนือเรียบอยู่นอกการ ควบคุมของระบบประสาท ส่วนกล(involuntory muscle) พบได้ที่ผนัง ของอวัยวะภายในระบบ ต่างๆของร่างกาย และเส้น เลือด
    • Smooth muscle ที่ผนังเส้นเลือดแดง
    • The structure of skeleton muscle -skeleton muscle เกิดจากมัดของ muscle fiber (cell) มารวมกัน -muscle fiberแต่ละอันคือ 1 เซลล์ที่มีหลาย นิวเคลียส ที่เกิดจากหลาย ๆ เซลล์ในระยะ แรกมารวมกัน -แต่ละ muscle fiber เกิดจากมัดของ myofibrils มารวมกัน -myofibrilsประกอบด้วย myofilaments 2 ชนิด คือ 1.Thin filamentเกิดจากactin 2 สายและ regulatory protein (tropomyosin) 1 สาย มาพันกัน 2.Thick filament เกิดจากmyosin มารวมกันเป็นมัด -การจัดเรียงตัวของ myofilaments ทาให้เกิด light-dark band ซ้าๆ กัน เรียกแต่ละหน่วยที่ซ้า กันนี้ว่า sarcomere (ดังรูป)
    • การหดตัวของกล้ามเนื้อ skeleton -การหดตัวของกล้ามเนื้อ skeleton เกิดจากการเลื่อนเข้ามาซ้อนกันของ thin filament เรียก sliding-filament model -การหดตัวของกล้ามเนื้อเกิดโดยความ กว้างของ sarcomere ลดลง, ระยะทาง ระหว่าง Z line สั้นลง, A band คงที,่ I band แคบเข้า, H zone หายไป -พลังงานที่ใช้ในการหดตัวของ กล้ามเนื้อหลัก ๆ อยู่ในรูปของ creatine phosphate
    • 1.ส่วนหัวของ myosin จับกับ ATP, อยู่ในรูป low-energy configuration 2.myosin head(ATPase) สลาย5.ATPโมเลกุลใหม่เข้ามา ATP ได้ ADP+Pi, อยู่ในรูปจับกับ myosin head ทา high-energy configurationให้ myosinหลุดจาก actin,เริ่มวงจรใหม่ 3.myosin head เกิด4.ปล่อย ADP+Pi, myosin cross-bridge กับสายกลับสู่ low-energy actinconfiguration ทาให้เกิดแรงดึง thin filament เข้ามา
    • 1.Ach หลั่งจาก neuron จับ receptor 2.Action potential เคลื่อนไป T tubule สรุปการหดตัวของกล้ามเนื้อ 3.SR หลั่ง Ca2+7.tropomyosinปิด binding 4.Ca2+จับtroponin,site, หยุดการหดตัวของ binding silt เปิดกล้ามเนื้อ 6.ปั๊มCa2+ กลับสู่ SR 5.กล้ามเนื้อหดตัว
    • Motor unit -ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง muscle cell 1 เซลล์จะถูกควบคุมโดย motor neuron 1 เซลล์เท่านั้น -แต่ 1 motor neuron อาจควบคุม การทางาน >1 muscle cell -Motor unit ประกอบด้วย 1 motor neuron และmuscle fiber ทั้งหมดที่ neuron ควบคุม -กล้ามเนื้อที่ต้องการการเคลื่อนไหว ที่ละเอียดอ่อน จะมีอัตราส่วน ระหว่าง motor neuron/muscle cell ต่า เช่นกล้ามเนื้อลูกตา (1/3-4)
    • การหดตัวของ smooth muscle -smooth muscle cell พบที่ อวัยวะที่มีลักษณะเป็นท่อกลวง เช่น ทางเดินอาหาร, หลอด เลือด, อวัยวะสืบพันธุ,์ iris ของ ลูกตา และท่อของต่อม -มีรูปร่างคล้ายกระสวย มี 1 nucleus/1 cell การหดตัวเป็น involuntary-ไม่มีการจัดเรียงตัวของactin-myosin ทาให้ไม่เห็นเป็นลาย,ปลาย actin มักยึดติดกับเยื่อเซลล์, ไม่มี SR ดังนั้น Ca2+ แพร่ผ่านเข้ามาทางเยื่อเซลล์-การหดตัวจะช้ากว่า striated muscle แต่การหดตัวนั้นจะอยู่ได้นานกว่า
    • การหดตัวของ cardiac muscle-มี 1 nucleus/1 cell เซลล์มีการแตกแขนง(bifurcate)และเชื่อมกับเซลล์ข้างเคียงด้วย gap junction เรียก intercalated disk-มีการจัดเรียงตัวของ actin-myosin ทาให้เห็นเป็นลาย, มี SR-cardiac muscle สามารถหดตัวได้เองอย่างเป็นจังหวะ-หัวใจสัตว์มีกระดูกสันหลังหดตัวได้เองเรียก myogenic heart (muscle-generated)-หัวใจของกุ้ง, ปู, แมงมุม ต้องได้รับการกระตุ้นจาก nerve เรียก neurogenic heart (nerve-driven)
    • จบเนือหา