Your SlideShare is downloading. ×
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
james
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

james

2,077

Published on

0 Comments
4 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
2,077
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
135
Comments
0
Likes
4
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. การพัฒนาผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่จัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC โดย นางธิดา ทิพยสุข วิทยานิพนธนี้เปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปการศึกษา 2552 ลิขสิทธิ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
  • 2. การพัฒนาผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่จัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC โดย นางธิดา ทิพยสุข วิทยานิพนธนี้เปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปการศึกษา 2552 ลิขสิทธิ์ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร
  • 3. THE DEVELOPMENT OF LEARNING OUTCOMES ON ENGLISH READING AND WRITING COMMUNICATION OF THE NINTH GRADE STUDENTS                      USING THE CIRC TECHNIQUE By Thida Tipsuk A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree MASTER OF EDUCATION Department of Curriculum and Instruction Graduate School SILPAKORN UNIVERSITY 2009
  • 4. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร อนุมัติใหวิทยานิพนธเรื่อง “ การพัฒนาผลการ เรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่จัดการ เรียนรูดวยเทคนิค CIRC ” เสนอโดย นางธิดา ทิพยสุข เปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ ……........................................................... (รองศาสตราจารย ดร.ศิริชัย ชินะตังกูร) คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย วันที่..........เดือน....................... พ.ศ............ อาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ 1. ผูชวยศาสตราจารย ดร.สุเทพ อวมเจริญ 2. ผูชวยศาสตราจารย ดร.วัชรา เลาเรียนดี 3. อาจารย ดร.ประเสริฐ มงคล คณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ .................................................... ประธานกรรมการ (ผูชวยศาสตราจารย ดร.มาเรียม นิลพันธุ) ............/......................../.............. .................................................... กรรมการ .................................................... กรรมการ (รองศาสตราจารย ดร.วิสาข จัติวัตร)                        (ผูชวยศาสตราจารย ดร.สุเทพ อวมเจริญ)   ............/......................../..............                               ............/......................../............. .................................................... กรรมการ ...................................................... กรรมการ (ผูชวยศาสตราจารย ดร.วัชรา เลาเรียนดี)                       (อาจารย ดร.ประเสริฐ มงคล) ............/......................../.............. ............/......................../..............
  • 5. ง 49253302 : สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ คําสําคัญ : การอาน / การเขียน / ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร / การจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC ธิดา ทิพยสุข : การพัฒนาผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่จัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC. อาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ : ผศ.ดร.สุเทพ อวมเจริญ, ผศ.ดร.วัชรา เลาเรียนดี และ อ.ดร.ประเสริฐ มงคล. 275 หนา. การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) เปรียบเทียบผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 กอนและหลังการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC 2) ศึกษา พฤติกรรมการทํางานกลุมของนักเรียน และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC กลุมตัวอยาง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3/2 โรงเรียนหนองโพวิทยา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ราชบุรี เขต 2 จํานวน 24 คน ที่ไดมาจากการสุมตัวอยางโดยวิธีจับสลาก เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ไดแก แผนการจัดการเรียนรูวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ33101) ดานการอานและการเขียนดวยการจัดการเรียนรูดวย เทคนิค CIRC จํานวน 5 แผน รวม 15 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลการเรียนรูวิชาภาษาอังกฤษดานการอานและ การเขียนเพื่อการสื่อสาร แบบประเมินพฤติกรรมการทํางานกลุมของนักเรียน และแบบสอบถามความคิดเห็นของ นักเรียนที่มีตอการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC การวิเคราะหขอมูลและสถิติ ใชสถิติคาเฉลี่ย (Χ ) คาเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) และคา t-test แบบ dependent ผลการวิจัยพบวา 1. ผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปที่ 3 ที่จัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC กอนและหลังการจัดการเรียนรูแตกตางกัน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 โดยมีคาเฉลี่ยผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษหลังการจัดการเรียนรูสูงกวากอน การจัดการเรียนรู 2. พฤติกรรมการทํางานกลุมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่จัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC จากการประเมินโดยครูผูสอนโดยภาพรวมพฤติกรรมในการทํางานกลุมของนักเรียนมีคาเฉลี่ยการปฏิบัติอยูใน ระดับมาก เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการทํางานรายดาน พบวาพฤติกรรมที่ปฏิบัติในระดับมากเปนลําดับที่ 1 คือ การสรางความคุนเคยไววางใจยอมรับซึ่งกันและกัน 3. ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC โดยภาพรวมเห็นดวยมาก ที่สุด เมื่อพิจารณาเปนรายดาน พบวานักเรียนมีความคิดเห็นดานประโยชนที่ไดรับจากการจัดการเรียนรูดวย เทคนิค CIRC อยูในระดับมากที่สุดเปนลําดับที่ 1 โดยวิธีสอนแบบรวมมือกันเทคนิค CIRC เหมาะสําหรับ การสอนอานและเขียนภาษาอังกฤษ ชวยพัฒนาผลการเรียนรูและทักษะการทํางานกลุมไดดี นักเรียนไดพัฒนา ทักษะการอานและการเขียนและนําไปใชในชีวิตประจําวันได ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปการศึกษา 2552 ลายมือชื่อนักศึกษา................................................................ ลายมือชื่ออาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ 1. ........................... 2. .......................... 3. .......................
  • 6. จ 49253302 : MAJOR : CURRICULUM AND SUPERVISION KEY WORD : ENGLISH READING AND WRITING / ENGLISH FOR COMMUNICATION / CIRC TECHNIQUE THIDA TIPSUK : THE DEVELOPMENT OF LEARNING OUTCOMES ON ENGLISH READING AND WRITING COMMUNICATION OF THE NINTH GRADE STUDENTS USING THE CIRC TECHNIQUE. THESIS ADVISORS : ASST.PROF.SUTEP UAMCHAROEN, Ed.D., ASST.PROF. WATCHARA LOWRIENDEE, Ph.D., AND PRASERT MONGKOL, Ed.D. 275 pp. The purposes of this experimental research were 1) to compare reading and writing learning outcomes of the ninth grade students before and after using the CIRC Technique 2) to study the students’ group working behaviors and 3) to study the students’ opinions toward the CIRC Technique after using the technique. The sample consisted of one randomly selected class of 24 students in the ninth grade during the academic year 2009 of Nongphowittaya School, Photaram District, the Office of Ratchaburi Educational Region 2. The research design was one group pretest posttest design. The research instruments were the lesson plans based on the CIRC Technique which was composed of 5 units for 15 hours, the learning outcomes test, students’ group working behaviors evaluation form, and questionnaire used for asking the students’ opinions toward the CIRC Technique. The percentage, mean (Χ ), standard deviation (S.D.) and t-test dependent were employed to analyze the collected data. The results of this research were as follow : 1. The students’ learning outcomes in reading and writing English for communication of the ninth grade students before and after using the instruction with the CIRC Technique was statistically significant different at the .01 level. The mean score of learning outcomes in reading and writing English communication of the students after the instruction were higher than before the instruction. 2. The group working behaviors of the ninth grade students using the CIRC Technique as evaluated by the teacher and the students themselves were at a high performance level, the students cooperated, helped each other and accepted the others’ opinions. 3. The students’ opinions toward the CIRC Technique were at the highest level of agreement with the CIRC Technique. They agreed with the usefulness of the CIRC Technique because it could help them develop reading and writing skills and also could be applied for their daily life. Department of Curriculum and Instruction Graduate School, Silpakorn University Academic Year 2009 Student's signature ......................................................................... Thesis Advisors' signature 1. ......................................... 2. ........................................ 3. .....................................
  • 7. ฉ กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธฉบับนี้สําเร็จลุลวงไปดวยดี เพราะผูวิจัยไดรับความกรุณาอยางสูงจาก ผูชวยศาสตราจารย ดร.สุเทพ อวมเจริญ อาจารยที่ปรึกษา ผูใหคําแนะนํา คําปรึกษา ตลอดจนดูแล อยางใกลชิดจนวิทยานิพนธเสร็จสมบูรณ ผูชวยศาสตราจารย ดร.วัชรา เลาเรียนดี และอาจารย ดร.ประเสริฐ มงคล ซึ่งเปนอาจารยที่ปรึกษาวิทยานิพนธ ผูคอยชวยเหลือและใหคําแนะนําที่เปน ประโยชนอยางยิ่งตอผูวิจัย ผูชวยศาสตราจารย ดร.มาเรียม นิลพันธุ ประธานกรรมการตรวจสอบ วิทยานิพนธ และรองศาสตราจารย ดร.วิสาข จัติวัตร ผูทรงคุณวุฒิ ที่กรุณาใหคําปรึกษา คําแนะนํา ตรวจสอบแกไขขอบกพรอง จนทําใหวิทยานิพนธฉบับนี้ถูกตองและสมบูรณยิ่งขึ้น รวมทั้งคณาจารยทุกทานที่ประสิทธิ์ประสาทวิชา ผูวิจัยรูสึกซาบซึ้งในความกรุณาของอาจารย ทุกทาน ผูวิจัยขอกราบขอบพระคุณเปนอยางสูงไว ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทาน ที่ชวยตรวจสอบเครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ ไดแก นางสุพิศ รัตนเสถียร ครูชํานาญการพิเศษ โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี จังหวัดราชบุรี นางวันเพ็ญ สุคนธรัตน ครูชํานาญการพิเศษ โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี จังหวัดราชบุรี และนางธัญญพัทธ พิชิตยศวัฒน ครูชํานาญการพิเศษ โรงเรียนกุนนทีรุทธารามวิทยาคมกรุงเทพมหานคร ที่ไดกรุณา เปนผูเชี่ยวชาญในการพิจารณาตรวจแกไขเครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ใหมีความสมบูรณ มากยิ่งขึ้น ขอขอบคุณ นางสาวจุฑามาศ เกิดแกวฟา ผูอํานวยการโรงเรียนหนองโพวิทยา และ คณะครูโรงเรียนหนองโพวิทยาทุกทานที่ใหความอนุเคราะหชวยเหลือ สนับสนุน และอํานวย ความสะดวกในการเก็บขอมูลรวมทั้งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ปการศึกษา 2552 ที่ให ความรวมมือในการทดลองอยางดียิ่ง ขอขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ นอง ๆ สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศทุกทาน รวมทั้ง สมาชิกในครอบครัวทุกคนที่ใหความชวยเหลือ และเปนกําลังใจในการทําวิทยานิพนธตลอดมา ผูวิจัยหวังเปนอยางยิ่งวา วิทยานิพนธฉบับนี้จะเปนประโยชนตอครูผูสอน ตลอดจน ผูที่สนใจโดยทั่วไป
  • 8. ช สารบัญ หนา บทคัดยอภาษาไทย.................................................................................................................. ง บทคัดยอภาษาอังกฤษ ............................................................................................................. จ กิตติกรรมประกาศ................................................................................................................... ฉ สารบัญตาราง .......................................................................................................................... ญ สารบัญแผนภาพ...................................................................................................................... ฐ บทที่ 1 บทนํา.............................................................................................................................. 1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา.......................................................... 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย.................................................................................. 12 วัตถุประสงคของการวิจัย ................................................................................ 18 คําถามของการวิจัย........................................................................................... 18 สมมติฐานของการวิจัย.................................................................................... 18 ขอบเขตของการวิจัย........................................................................................ 18 นิยามศัพทเฉพาะ............................................................................................. 19 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวของ.................................................................................................... 22 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544................................................... 22 หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ..................................................... 27 หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนหนองโพวิทยา อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี...... 35 การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร..................................................................... 40 การสอนอานภาษาอังกฤษ...................................................................................... 50 ทักษะการอานภาษาอังกฤษ............................................................................. 50 ความเขาใจในการอาน..................................................................................... 53 ระดับความเขาใจในการอาน............................................................................ 55 จุดมุงหมายในการอาน..................................................................................... 57 ประเภทของการอาน........................................................................................ 59 หลักการและขั้นตอนในการสอนอานจับใจความ............................................ 61
  • 9. ซ บทที่ หนา กิจกรรมการสอนอาน...................................................................................... 68 ทฤษฎีที่เกี่ยวของกับการอาน........................................................................... 69 ทฤษฎีการสอนอานเชิงจิตวิทยา....................................................................... 69 การวัดและการประเมินผลการอานเพื่อความเขาใจ ......................................... 72 แบบทดสอบที่ใชในการประเมินผลการอานเพื่อความเขาใจ........................... 72 การสอนเขียนภาษาอังกฤษ..................................................................................... 75 ความหมายของการเขียน ................................................................................. 75 ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ............................................................................ 78 กระบวนการเขียนภาษาอังกฤษ ....................................................................... 80 การวัดและการประเมินผลการเขียน................................................................ 81 วิธีสอนแบบรวมมือกันเรียนรูและเทคนิค CIRC.................................................... 83 เทคนิคการเรียนรูแบบรวมมือกันแบบ CIRC.................................................. 83 องคประกอบที่สําคัญของเทคนิค CIRC.......................................................... 84 การสอนอานและวิธีจัดกลุมอานโดยใชเทคนิค CIRC..................................... 86 ทักษะการอานเพื่อความเขาใจและทักษะการเขียน.......................................... 86 พฤติกรรมการทํางานกลุม................................................................................ 88 วิธีการคิดคะแนนกลุมและคะแนนพัฒนา........................................................ 89 ระดับการพัฒนาของกลุม................................................................................. 91 ทักษะที่จําเปนในการทํางานกลุม..................................................................... 91 การประเมินผลทักษะในการทํางานกลุม......................................................... 93 งานวิจัยที่เกี่ยวของ.................................................................................................. 94 งานวิจัยในประเทศ.......................................................................................... 94 งานวิจัยตางประเทศ......................................................................................... 98 3 วิธีดําเนินการวิจัย............................................................................................................ 100 วิธีดําเนินการวิจัย.................................................................................................... 100 ประชากรและกลุมตัวอยาง..................................................................................... 100 รูปแบบการทดลอง................................................................................................. 100 เครื่องมือที่ใชในการวิจัย......................................................................................... 101
  • 10. ฌ บทที่ หนา การสรางและหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใชในการวิจัย........................................... 102 การเก็บรวบรวมขอมูล............................................................................................ 123 การวิเคราะหขอมูล................................................................................................. 126 4 การวิเคราะหขอมูล.......................................................................................................... 128 การนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูล......................................................................... 128 ผลการวิเคราะหขอมูล ............................................................................................ 128 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และขอเสนอแนะ............................................................. 142 สรุปผลการวิจัย....................................................................................................... 143 อภิปรายผล............................................................................................................. 144 ขอเสนอแนะ........................................................................................................... 150 ขอเสนอแนะจากการวิจัย................................................................................. 150 ขอเสนอแนะในการวิจัยครั้งตอไป................................................................... 151 บรรณานุกรม........................................................................................................................... 152 ภาคผนวก ภาคผนวก ก การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ................................................ 162 ภาคผนวก ข การตรวจสอบสมมติฐาน........................................................... 174 ภาคผนวก ค รายการปรับปรุงแกไขเครื่องมือ................................................ 179 ภาคผนวก ง เครื่องมือที่ใชในการวิจัย............................................................ 181 ภาคผนวก จ รายชื่อผูเชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือ............................................... 267 ภาคผนวก ฉ หนังสือขอเชิญเปนผูตรวจเครื่องมือวิจัย.................................... 270 หนังสือขอทดลองเครื่องมือวิจัย................................................ 273 หนังสือขอความอนุเคราะหในการเก็บรวบรวมขอมูล .............. 274 ประวัติผูวิจัย............................................................................................................................ 275
  • 11. ญ สารบัญตาราง ตารางที่ หนา 1 การวิเคราะหมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้นและสาระการเรียนรูชวงชั้น มาตรฐาน ต1.1.................................................................................................. 30 2 3 4 5 6 7 8 การวิเคราะหมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้นและสาระการเรียนรูชวงชั้น มาตรฐาน ต1.2................................................................................................ การวิเคราะหมาตรฐานการเรียนรูชวงชั้นและสาระการเรียนรูชวงชั้น มาตรฐาน ต1.3................................................................................................ การวิเคราะหผลการเรียนรูที่คาดหวังและสาระการเรียนรูรายป มาตรฐาน ต1.1… การวิเคราะหผลการเรียนรูที่คาดหวังและสาระการเรียนรูรายป มาตรฐาน ต1.2… การวิเคราะหผลการเรียนรูที่คาดหวังและสาระการเรียนรูรายป มาตรฐาน ต1.3… การวิเคราะหสาระและมาตรฐานการเรียนรู ผลการเรียนรูที่คาดหวังและสาระ การเรียนรูที่ใชในการวิจัย............................................................................... โครงสรางหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนหนองโพวิทยา 31 32 32 33 33 34 ชวงชั้นที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1-3 ) ................................................................ 38 9 หนวยการเรียนรูวิชาภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3............................................ 39 10 ประเภทของบทอานที่ใชในการวิจัย......................................................................... 40 11 เกณฑการใหคะแนนพัฒนา...................................................................................... 89 12 เกณฑการประเมินระดับคะแนนพัฒนา.................................................................... 91 13 การกําหนดเนื้อหา.................................................................................................... 103 14 การวิเคราะหคุณลักษณะขอสอบ.............................................................................. 109 15 เกณฑการตรวจใหคะแนนการเขียนสรุปเรื่อง.......................................................... 111 16 การใหคะแนนการเขียน........................................................................................... 113 17 พฤติกรรมบงชี้พฤติกรรมการทํางานกลุมที่ประเมินโดยครูผูสอน........................... 118 18 สรุปวิธีดําเนินการวิจัย.............................................................................................. 127
  • 12. ฎ ตารางที่ 19 ผลการเปรียบเทียบผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนเพื่อการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่จัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC กอนและหลังการทดลอง................................................................................ หนา 129 20 ผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปที่ 3ที่จัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC กอนและหลัง การทดลอง..................................................................................................... 130 21 คะแนนพัฒนาหลังเรียนแตละแผนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่จัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC....................................................................... 132 22 พฤติกรรมการทํางานกลุมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่ไดรับการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC ประเมินโดยครูผูสอน ................... 135 23 ผลการสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่มีตอการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC......................................................... 138 24 คาดัชนีความสอดคลองของแผนการจัดการเรียนรูทั้ง 5 แผนการจัดการเรียนรู........ 163 25 คาดัชนีความสอดคลองของแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม (ประเมินโดยครู) .............................................................................................. 168 26 คาดัชนีความสอดคลองของแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ที่มีตอการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC......................................................... 169 27 คาดัชนีความสอดคลองของเกณฑการตรวจใหคะแนนการเขียนสรุปความ............. 170 28 คาดัชนีความสอดคลองของแบบทดสอบการพัฒนาผลการเรียนรูดานการอาน และการเขียนเพื่อการสื่อสาร............................................................................. 172 29 คาความยากงาย (p) และคาอํานาจจําแนก (r) ของแบบทดสอบการพัฒนา ผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนเพื่อการสื่อสาร.................................... 173 30 ผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนเพื่อการสื่อสารของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 กอนและหลังการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC............ 175
  • 13. ฏ ตารางที่ 31 ผลการเรียนรูดานการอานเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 หนา กอนและหลังการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC………………………....... 176 32 ผลการเรียนรูดานการเขียนเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 กอนและหลังการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC.............................................. 177 33 ผลการเปรียบเทียบความสามารถดานการอานและการเขียนเพื่อการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 กอนและหลังการจัดการเรียนรู ดวยเทคนิค CIRC โดยการทดสอบคาที (t-test) แบบ dependent....................... 178 34 รายการปรับปรุงแกไขเครื่องมือ............................................................................... 180
  • 14. ฐ สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่ หนา 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย..................................................................................... 17 2 ขั้นตอนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร................................................................. 48 3 แบบจําลองของแนวการสอนอานเพื่อการสื่อสาร............................................... 62 4 ปจจัยของการอานเชิงจิตวิทยา............................................................................. 71 5 องคประกอบของการเขียน.................................................................................. 77 6 ขั้นตอนการสรางแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูดานการอานและการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร....................................................................... 109 7 ขั้นตอนการสรางแบบทดสอบวัดผลการเรียนรูดานการอานและการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร....................................................................... 117 8 สรุปขั้นตอนการสรางแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอการจัด การเรียนรูดวยเทคนิค CIRC....................................................................... 119 9 สรุปขั้นตอนการสรางแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุม.............................. 122 10 ขั้นตอนการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC........................................................ 125
  • 15. บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและความสําคัญของปญหา การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติมุงเนนความสําคัญทั้งดาน ความรู ความคิด ความสามารถ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู และความรับผิดชอบตอสังคม เพื่อพัฒนาคนใหมีความสมดุล โดยยึดหลักผูเรียนสําคัญที่สุด ทุกคนมีความสามารถเรียนรูและ พัฒนาตนเองได สงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ใหความสําคัญตอ ความรูเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธของตนเองกับสังคม และมุงพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษย ที่สมบูรณเปนคนดี มีปญญา มีความสุข และมีความเปนไทย มีความรูอันเปนสากล รูเทาทัน การเปลี่ยนแปลงและความเจริญกาวหนาทางวิทยาการ มีทักษะและศักยภาพในการจัดการ การสื่อสารและการใชเทคโนโลยี ปรับวิธีการคิด วิธีการทํางานไดเหมาะสมกับสถานการณ (คณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ 2542 : 1) กระแสพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสที่ ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิราชประชานุเคราะหในพระบรมราชูปถัมภ นําคณะกรรมการ พรอมดวยคณะเขาเฝาฯ ทูลเกลาฯ ถวายเงินเพื่อสมทบทุน มูลนิธิราชประชานุเคราะหใน พระบรมราชูปถัมภ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันจันทรที่ 27 พฤศจิกายน 2543 ความตอนหนึ่งวา “...การศึกษานี้สําคัญมากเพราะวาถาหากวาไมมีความรู แมจะมีความรูในขั้นพื้นฐาน คือ ความรู ในดานวิทยาการที่เรียกวาไมใชชั้นสูงมากนัก ก็ทําอะไรไมได เชน ในดานภาษาแมแตเพียง ภาษาไทย ถาไมเขาใจภาษาไทยก็จะสื่อกันไมได จะพูดกันไมได และจะทําอะไรไมได ยิ่งใน สมัยปจจุบัน จะตองทราบภาษาตางประเทศ ภาษาตางประเทศแรก ๆ ก็คือภาษาอังกฤษ แลวก็ ตองสอนภาษาฝรั่งเศสดวย ภาษาเยอรมันดวย ภาษาญี่ปุนดวย. ฉะนั้น จะตองพัฒนาการศึกษา ใหดี. ถาพัฒนาการศึกษาใหดีแลว นักเรียน และผูที่จะเปนผูใหญในอนาคตก็จะสามารถใชวิชา ความรูที่มีอยูในโลกมาปฏิบัติสําหรับประเทศ...” (กองทุนเงินใหกูยืมเพื่อการศึกษา 2550 : 181) การจัดการเรียนการสอนภาษาตางประเทศ นอกจากผูเรียนจะเรียนภาษาเพื่อความรู เกี่ยวกับภาษาแลว การเรียนภาษาตองสามารถใชภาษาเปนเครื่องมือในการติดตอสื่อสารกับผูอื่นได ตามความตองการในสถานการณตาง ๆ ทั้งในชีวิตประจําวันและการงานอาชีพ การที่ผูเรียนจะใช ภาษาไดถูกตองคลองแคลวและเหมาะสมนั้นขึ้นอยูกับทักษะการใชภาษา ดังนั้นการเรียนภาษาที่ดี ผูเรียนจะตองมีโอกาสไดฝกทักษะการใชภาษาใหมากที่สุด ทั้งในหองเรียนและนอกหองเรียน 1
  • 16. 2 การจัดกระบวนการเรียนการสอนใหสอดคลองกับธรรมชาติและลักษณะเฉพาะของการเรียนภาษา จึงควรประกอบไปดวยกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งกิจกรรมการฝกทักษะทางภาษาและกิจกรรม การฝกผูเรียนใหรูวิธีการเรียนภาษาดวยตนเองควบคูไปดวยกันจะนําไปสูการเปนผูเรียนที่พึ่งตนเอง ได (Learner-independence) และสามารถเรียนรูไดตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ทั้งดาน ภาษาตางประเทศและใชภาษาตางประเทศเปนเครื่องมือในการคนควาหาความรูในการเรียนวิชา อื่น ๆ ในการศึกษาตอ รวมทั้งในการประกอบอาชีพ ซึ่งเปนจุดหมายสําคัญอีกประการหนึ่งของ การปฏิรูปการเรียนรู (กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ 2544 : 1-2) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ไดกําหนดใหสาระภาษา ตางประเทศเปนสาระการเรียนรูพื้นฐานหนึ่งใน 8 กลุมสาระ และไดกําหนดสาระการเรียนรูไว 4 สาระ ประกอบดวย สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร หมายถึง การใชภาษาตางประเทศเพื่อทํา ความเขาใจแลกเปลี่ยน นําเสนอขอมูลขาวสาร แสดงความคิดเห็น เจตคติ อารมณและความรูสึก ในเรื่องตาง ๆ ทั้งที่เปนภาษาพูดและภาษาเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม หมายถึง ความรู ความเขาใจเกี่ยวกับชีวิตความเปนอยู พฤติกรรมทางสังคม คานิยม ความเชื่อที่แสดงออกทางภาษา สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธกับกลุมสาระการเรียนรูอื่น หมายถึง ความสามารถในการใช ภาษาตางประเทศในการแสวงหาความรูที่สัมพันธกับกลุมสาระการเรียนรูอื่น และสาระที่ 4 ภาษา กับความสัมพันธกับชุมชนโลก หมายถึง ความสามารถในการใชภาษาตางประเทศภายในชุมชน และเปนพื้นฐานในการประกอบอาชีพและการเรียนรูตลอดชีวิต สาระการเรียนรูกลุมวิชา ภาษาตางประเทศเปนสาระการเรียนรูที่เสริมสรางพื้นฐานความเปนมนุษยและสรางศักยภาพใน การคิดและการทํางานอยางสรางสรรค เพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะอันพึงประสงคตาม จุดหมายของหลักสูตรการเรียนภาษาตางประเทศ ชวยใหผูเรียนมีวิสัยทัศนกวางไกลและเกิดความ มั่นใจในการที่จะสื่อสารกับชาวตางประเทศ รวมทั้งเกิดเจตคติที่ดีตอภาษาและวัฒนธรรม ตางประเทศ โดยยังคงความภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย การที่จะทําใหผูเรียนเกิดคุณภาพ และคุณธรรมจริยธรรมคานิยมที่ผูเรียนพึงมีถาจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปแลว ไวเปนกรอบ สําหรับแตละชวงชั้น โดยเฉพาะชวงชั้นที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1-3) ไดกําหนดไวดังนี้ 1) เขาใจ และใชภาษาตางประเทศในการแลกเปลี่ยนนําเสนอขอมูลขาวสาร สรางความสัมพันธระหวาง บุคคล แสดงความรูสึกนึกคิด และความคิดรวบยอดโดยใชน้ําเสียง ทาทาง ในรูปแบบที่เหมาะสม กับบุคคลและกาลเทศะ 2) มีทักษะในการใชภาษาตางประเทศในการพัง-พูด-อาน-เขียน ในหัวขอ เรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดลอม อาหาร เครื่องดื่ม ความสัมพันธกับบุคคล เวลาวางและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟาอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทางทองเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ภายในวงศัพทประมาณ 2,100-2,250
  • 17. 3 (คําศัพทที่เปนนามธรรมมากขึ้น) 3) ใชประโยคผสม (Compound Sentence) และประโยคซับซอน (Complex Sentence) ที่ใชสื่อความหมายตามบริบทตาง ๆ ในการสนทนาทั้งที่เปนทางการและ ไมเปนทางการ 4) อาน เขียนขอความที่เปนความเรียงและไมเปนความเรียง ทั้งที่เปนทางการและ ไมเปนทางการ ที่มีตัวเชื่อมขอความ (Discourse Markers) 5) มีความรู ความเขาใจ เกี่ยวกับ วัฒนธรรม ทางภาษาและชีวิตความเปนอยูของเจาของภาษาตามบริบทของขอความที่พบในแตละ ระดับชั้น 6) มีความรู ความสามารถในการใชภาษาตางประเทศ สืบคนขอมูลความรูในวิชาอื่น ๆ ที่เรียนตามความสนใจและระดับชั้น และ 7) ฝกฝนการใชภาษาอังกฤษทั้งในและนอกโรงเรียน เพื่อการแสวงหาความรูเพิ่มเติมอยางตอเนื่อง หาความเพลิดเพลินและเปนพื้นฐานในการทํางาน และประกอบอาชีพ ในสังคมโลกปจจุบันการเรียนรูภาษาตางประเทศเปนสิ่งที่จําเปนที่เลี่ยงไมไดเพราะ ภาษามิใชเปนเพียงเครื่องมือในการศึกษาคนควาหาขอมูลที่ตองการและเพื่อการประกอบอาชีพ เทานั้น ยังสามารถใชเปนเครื่องมือในการติดตอสื่อสาร การเจรจาตอรองเพื่อการแขงขันและความ รวมมือทั้งทางดานเศรษฐกิจและการเมืองไดอยางมีประสิทธิภาพ การรูภาษาตางประเทศยังชวย สรางสัมพันธภาพที่ดีระหวางคน เพราะมีความเขาใจวัฒนธรรมที่แตกตางกันของแตละเชื้อชาติ ทําใหสามารถปฏิบัติตนตอกันไดอยางถูกตองและเหมาะสม ซึ่งมีการกําหนดองคความรูและ กระบวนการเรียนรูที่จะเสริมสรางพื้นฐานความเปนมนุษย สรางศักยภาพในการคิดและการทํางาน อยางสรางสรรค จากกระแสการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยในปจจุบันไดใหความสําคัญกับ ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น เนื่องจากความเจริญกาวหนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศขอมูลขาวสาร ตาง ๆ จากนานาประเทศ ประกอบกับ ประชาชนสวนใหญของโลกใชภาษาอังกฤษใน การติดตอสื่อสาร ดังนั้น จึงจําเปนอยางยิ่งที่ประเทศไทยจะตองพัฒนาบุคลากรใหมีความรู ความสามารถในการสื่อสาร ภาษาอังกฤษเพื่อใหเขาใจและสามารถเลือกรับสารสนเทศที่มี ประโยชน สามารถนําไปใชในการพัฒนาการเรียนรูดานตาง ๆ ใหเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคลอง กับกระทรวงศึกษาธิการที่มุงเนนใหมีการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอยางมีคุณภาพ สามารถ นําไปใชไดจริงในยุคขอมูลขาวสาร ดังนั้น การศึกษาตั้งแตระดับประถมศึกษาขึ้นไปจึงมุงเนน เพื่อใหผูเรียนเรียนรูภาษาอังกฤษทั้งดานทักษะการฟง พูด อาน เขียน รวมทั้งสามารถ ติดตอสื่อสาร คนหาขาวสารและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการติดตอสื่อสารได อยางมีคุณภาพ จากความสําคัญของภาษาอังกฤษตามกําหนดของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 จึงทําใหทุกโรงเรียนเนนการเรียนการสอนดานภาษาอังกฤษเปนอยางมาก บางโรงเรียน
  • 18. 4 เปดสอนภาษาอังกฤษตั้งแตอนุบาลจนถึงอุดมศึกษา และมีการจางครูสอนภาษาอังกฤษที่เปน เจาของภาษามาสอนนักเรียน ซึ่งไดรับความนิยมจากนักเรียนและผูปกครองเปนอยางมาก โดย มุงเนนการเรียนทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟง พูด อาน และเขียน เพื่อเปนการสรางพื้นฐานที่ดีและ สรางทักษะในการใชภาษาใหกับนักเรียนไทย สามารถนําไปใชในชีวิตประจําวันไดอยางแทจริง (อารีย วาศนอํานวย 2545 : 4) และเพื่อใหสอดคลองกับความตองการและความจําเปนตอการพัฒนา ประเทศสังคมโลก ซึ่งรับรูวาภาษาอังกฤษมีประโยชนและเปนเครื่องมือที่ใชในการติดตอสื่อสาร กับนานาประเทศ หลักสูตรภาษาอังกฤษจึงมีการเปลี่ยนแปลงในดานวัตถุประสงคการเรียน การสอนไปจากแนวการสอนเดิมที่เนนรูปแบบและหลักไวยากรณที่ถูกตอง ซึ่งจากการวัดผล ประเมินผลพบวาผูเรียนไมสามารถนําเอาความรูที่เรียนมาในโรงเรียน ตลอดจนมหาวิทยาลัย ไปใชไดจริง กอใหเกิดความสูญเปลาทางการเรียนการสอน จึงไดมีการเปลี่ยนแปลงจุดประสงค การเรียนรูเพื่อนําไปปฏิบัติไดในชีวิตจริง ใหผูเรียนสามารถใชภาษาอังกฤษในการติดตอสื่อสาร รับขอมูลขาวสารที่เปนภาษาอังกฤษไดเปนอยางดี และมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่เพียงพอในการที่จะ นําไปใชเปนเครื่องมือในการแสดงหาความรูทุกแขนง หรือสามารถนําไปเปนสวนประกอบใน การประกอบอาชีพ ดังนั้นจุดมุงหมายของหลักสูตรภาษาอังกฤษ จึงมีจุดมุงหมายเพื่อการสื่อสาร ทั้งในดานการอานฟง พูด อาน เขียน ดังที่ สุมิตรา อังวัฒนกุล (2535 : 106) กลาววาวิธีการสอน ตามแนวการสอนเพื่อการสื่อสารนี้มีพื้นฐานมาจากความคิดที่วาภาษาคือเครื่องมือในการสื่อสาร และเปาหมายของการสอนภาษา คือพัฒนาผูเรียนใหมีความสามารถในการสื่อสาร นอกจากนี้ กุลยา เบญจกาญจน (2531 : 22) ยังกลาวไววาการเรียนการสอนเพื่อการสื่อสารนั้น คือ การที่ นักเรียนไดมีโอกาสใชภาษาในชั้นเรียนมากกวาการสอนจากกฎเกณฑ ไวยากรณ ซึ่งจากจุดหมาย ดังกลาว ครูผูสอนตองจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใหผูเรียนไดแสดงการใชภาษา โดยใช สถานการณตาง ๆ เขาชวยใหมาก โดยครูจะตองคํานึงถึงความสามารถในการสื่อความหมายให เขาใจมากกวา เนนที่รูปแบบแตจะตองเหมาะสมและเปนที่ยอมรับในสังคมดวย (Johnson and Morrow 1981) และที่สําคัญในการจัดการเรียนรูตองจัดใหครบทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟง การพูด การอาน และการเขียน ซึ่งการฟง การอาน จัดเปนทักษะในการรับสาร การพูด และการเขียน จัดเปนทักษะการสงสาร การรับสงสารจะตองเกี่ยวของกับบุคคลอยางนอย 2 ฝาย คือ ฝายรับสาร และฝายสงสาร ซึ่งถาทั้งสองฝายหรือฝายหนึ่งฝายใดขาดทักษะอยางใดอยางหนึ่งหรือขาดทั้ง 4 ทักษะ จะไมสามารถสื่อสารกันไดเขาใจ ดังนั้นการเรียนรูภาษาเพื่อใหใชไดจริงใน ชีวิตประจําวัน จึงตองมีการพัฒนาทักษะทั้ง 4 ไปพรอม ๆ กัน ในการเรียนภาษาอังกฤษนั้น ทักษะที่จําเปนและสําคัญในยุคขอมูลขาวสารมากที่สุดคือ ทักษะการอาน เพราะการอานเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรูไดดวยตนเองจากสิ่งสื่อพิมพ
  • 19. 5 หรือสื่อเทคโนโลยี เชน อินเตอรเน็ต การที่จะไดรับสารจากแหลงสื่อสารเหลานี้ไดตองอาศัย ทักษะการอานทั้งสิ้น ผูที่มีความสามารถในการอานดียิ่งมีโอกาสหาความรูจากแหลงสื่อตาง ๆ ได มากกวาผูที่มีความสามารถในการอานนอย ดังนั้น การอานจึงเปนเครื่องมือสําคัญในการเรียนรู ไปประยุกตใชในชีวิตประจําวัน (สุรศักดิ์ กาญจนการรุณ 2531 : 1, อางถึงใน ปยวรรณ ศิริรัตน 2543 : 2) และสุมิตรา อังวัฒนกุล (2535) ยังไดกลาวไววา การเรียนการสอนภาษาอังกฤษนั้น ทักษะการอานเปนทักษะที่ควรไดรับการสงเสริมเปนอยางมาก เพราะเปนทักษะที่คงอยูในตัว ผูเรียนไดนานที่สุด ผูเรียนมีโอกาสไดใชนานที่สุด และใชไดอยางตอเนื่องตลอดชีวิต เพราะเปน ทักษะที่ชวยใหผูเรียนสามารถศึกษาหาความรูเพิ่มเติมไดดวยตนเองตลอดเวลา และการอานยังเปน ทักษะที่ตองใชมากที่สุดในชีวิตประจําวัน ทั้งใชในการศึกษา การทํางาน เพราะการอานทําใหชีวิต เกิดการพัฒนา กูดแมน (Goodman 1970 : 27) กลาววา การอานชวยใหนักเรียนไดพัฒนาสมอง ความคิดเพราะการอานเปนกระบวนการในการหาความหมาย และการทําความเขาใจกับ บทอาน เปนกระบวนการที่ตองคิดตลอดเวลา การสอนอานภาษาอังกฤษใหแกนักเรียนที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษต่ํานั้น ครูควรเลือกใชบทอานหรือสื่อการเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการอานภาษาอังกฤษที่ประกอบดวยการใช โครงสรางทางภาษาและการหาความหมายของคําศัพทดวย เพราะความรูในเรื่องดังกลาว เปน องคประกอบสําคัญที่จะชวยใหผูอานประสบความสําเร็จในการอานเพื่อความเขาใจได (Wiseman 1922 : 2) แตปญหาที่พบเสมอ คือ นักเรียนกลุมออนจะไมสามารถชวยเหลือตนเองไดในเรื่อง เหลานี้ ดังที่ ฮาดเลย (Hadley 1996 : 195-200) ไดกลาวไววา การฝกหัดทักษะการอานยังเปนเรื่อง จําเปนสําหรับนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเปนภาษาที่สองหรือภาษาตางประเทศ แตการสอนทักษะ การอานควรสอนหลังจากที่นักเรียนไดอานเนื้อหาทั้งหมดไปแลว และสอนเฉพาะทักษะหรือ โครงสรางทางภาษาและการหาความหมายของคําศัพทที่จําเปนตอการอานเนื้อหาในแตละที่เรียน เทานั้น นอกจากทักษะการอานแลวทักษะที่จําเปนและสําคัญอีกทักษะหนึ่ง คือ ทักษะเขียน เพราะทักษะเขียนเปนทักษะที่จําเปนในการศึกษาที่สูงขึ้น ซึ่งผูเรียนจะตองฝกฝนเพื่อใชประโยชน ในการจดบันทึก หรือเขียนรายงานตาง ๆ ซึ่งเปนสิ่งที่ตองนําไปประยุกตใชในการดําเนิน ชีวิตประจําวันตลอดจนการประกอบอาชีพ (Paulston 1976 : 204, อางถึงใน ปยวรรณ ศิริรัตน 2543 : 2) เนื่องจากผูเรียนตองใชทักษะการเขียนควบคูไปกับการฝกฟงจากคําบรรยายหรือเขียนยอขอมูล ตาง ๆ จากการอาน การศึกษาวิชาตาง ๆ เพื่อความเขาใจ ดังนั้นทักษะการอานจึงเปนทักษะที่มี ความสัมพันธกับทักษะเขียน ดังที่ เสาวลักษณ รัตนวิชช (2531 : 84, อางถึงใน ปยวรรณ ศิริรัตน 2543 : 2) ไดกลาวไววา ผูที่อานไดดียอมจะเปนผูที่เขียนไดดี เพราะประสบการณในการตีความ
  • 20. 6 และไดขอมูลจากสัญลักษณหรือตัวอักษรมากเพียงพอ ซึ่งถือวาเปนปจจัยที่สําคัญ ทักษะการเขียน จึงควรนํามาพัฒนาคูกับทักษะการอาน เพราะการไดมองเห็นขอความประโยคดวยการเขียน ของตนเองยอมชวยใหจําไดดีกวาอานผานตาเพียงอยางเดียว และถาผูอานไดรับประสบการณใน การอานอยางถูกตองเหมาะสมควบคูกับการฝกเขียน และยังพบวาทักษะการอานและการเขียน มีความสัมพันธกันในทางบวก เพราะคุณภาพของงานเขียนมีความสัมพันธกับประสบการณใน การอานของผูเขียน คือคนที่มีความสามารถในการอาน ดีก็สามารถเขียนไดดีดวย (Stotsky 1983 : 627-628, อางถึงใน อมรรัตน วิศวแสวงสุข 2543 : 3) การใหขอมูลทางภาษาดานการอานจะมีผล ตอการพัฒนาความสามารถของผูเรียนทั้งดานการอานและ การเขียน เชนเดียวกับการใหขอมูลทาง ทักษะดานการเขียนจะมีผลตอการพัฒนาความสามารถของผูเรียน ทั้งดานการอานและการเขียน (อมรรัตน วิศวแสวงสุข 2543 : 3) ปญหาทางดานการสอนเขียนนั้น พบวา ครูใหนักเรียนฝกทักษะการเขียนนอยมาก เพราะกลัวชา สอนไมทันเวลา และจํานวนนักเรียนในชั้นเรียนที่มากเกินไปก็เปนอุปสรรค เมื่อ นักเรียนไมไดฝกเขียนโดยตรงและใชเวลาฝกเขียนนอยมากทําใหเกิดปญหา ซึ่งสอดคลองกับ งานวิจัยของ ธนาลัย ตปนีย (2535 : บทคัดยอ) ไดทําการวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษและทักษะทางสังคมดวยเทคนิคการเรียนแบบรวมมือกัน กับการเรียนแบบปกติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 พบวา ทักษะการอานและการเขียนเปน ปญหาและอุปสรรคในการเรียนของนักเรียนมากที่สุด การสอนอานและเขียนควรฝกควบคูกันไป เชนเดียวกับการฟงและการพูด ทักษะการเขียนเปนการนําภาษามาใชเชนเดียวกับทักษะการพูด แตการเขียนเปนทักษะ ที่มีขั้นตอนซับซอนกอนที่จะเขียนได เพราะตองใชความคิดในการผลิตภาษานานกวาทักษะการฟง การพูด และการอาน นอกจากนั้นการสงสารโดยการเขียนเปนการกระทําฝายเดียว เพราะผูอาน และผูเขียนไมไดกําลังเผชิญหนากันอยู เมื่อผูอานไมเขาใจหรือเขาใจผิดไปจากจุดประสงคที่ผูเขียน ตองการสื่อ ผูเขียนไมมีโอกาสอธิบายเพื่อทําความเขาใจใหตรงกัน ซึ่งตางจากทักษะการฟง และ การพูด เพราะผูสงสารและผูรับสารเผชิญหนากัน เมื่อผูฟงไมเขาใจ ผูพูดสามารถอธิบายชี้แจงทํา ความเขาใจใหตรงกันได ซึ่ง บอรน (Byrne 1982 : 1, อางถึงใน กันตดนัย วรจิตติพล 2542 : 2 ) กลาววา การเขียนเปนการถายทอดความคิด ทักษะการเขียนเปนทักษะที่มีความซับซอนมาก ซึ่ง ผูเรียนตองอาศัยทักษะทางกายภาพและกระบวนการทางการคิดไปสูภาษา นอกจาก บอรน (Byrne) ยังสรุปวาทักษะการเขียนเปนทักษะที่ยาก เนื่องจากการเขียนปราศจากการปฏิสัมพันธและผล ยอนกลับระหวางผูอานและผูเขียน ในการเขียนผูเขียนตองใชภาษาที่มีความชัดเจนและถูกตองตาม ไวยากรณ เพื่อสื่อสารใหผูอื่นเขาใจไดอยางชัดเจน และการเขียนนั้นผูเขียนไมสามารถใชกริยา
  • 21. 7 ทาทางและน้ําเสียงประกอบได ผูเขียนจึงตองมีความสามารถอยางแทจริงในทุก ๆ เรื่อง จึงจะ สามารถถายทอดความคิด ความรูสึกใหผูอานเขาใจได (พิตรวัลย โกวิทวที 2529 : 30) นอกจากนี้ วิดโดสัน (Widdowson 1978 : 27, อางถึงใน บัญชา อึ้งสกุล ม.ป.ป. : 17) ยังไดกลาวถึงการเขียน ไววา การเขียนคือการเรียบเรียงความคิดอยางมีจุดหมาย เพื่อการติดตอสื่อสารระหวางผูเขียนและ ผูอาน การเขียนไมใชการนําประโยคมาเรียงตอกันเทานั้น ผูเขียนตองเรียบเรียงประโยคใหเปน ขอความที่สามารถสื่อสารและทําใหผูอานเขาใจแนวความคิดทางขอความนั้น ๆ ซึ่งเปน กระบวนการที่ผูเขียนตองถายทอดความคิด ความรูของตนออกมาใหผูอื่นเขาใจเหมือนผูเขียน ซึ่งจะตองอาศัยความรูดานการใชคําศัพท การใชถอยคําสํานวนที่สละสลวย ตลอดจนพื้นฐานดาน วิจารณญาณและจินตนาการดวย ซึ่งสอดคลองกับที่ ลาโด (Lado 1957, อางถึงใน บัญชา อึ๋งสกุล ม.ป.ป. : 17) ไดกลาวถึงองคประกอบการเขียนวาผูเขียนจะตองมีความรูเรื่องโครงสรางไวยากรณ การสะกดคําและเครื่องหมายวรรคตอน ในทํานองเดียวกับ ไบรท (Bright 1970 : 236, อางถึงใน บัญชา อึ้งสกุล ม.ป.ป. : 17) ไดสรุปวา ไวยากรณเปนสิ่งสําคัญมากเชนกันและเปนปจจัยที่ชวยสื่อ ความคิดกับผูอานได ทั้งยังเปนเครื่องแสดงระดับความสามารถในการเขียนของผูเขียนอีกดวย เนื่องจากการอานและการเขียนเปนทักษะที่สงเสริมซึ่งกันและกันดังกลาว ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอนภาษาที่ดีจึงควรเปดโอกาสใหผูเรียนใชทักษะทั้ง 4 ดาน เพื่อใหเกิด ความรอบรูมากขึ้น เพราะถานักเรียนมีทักษะการอานที่ดี ทักษะการเขียนก็จะดีตามไปดวย การจะพัฒนาทักษะทางภาษาใหมีคุณภาพที่ดีตองอาศัยการฝกฝน ดวยเหตุนี้การเรียนการสอนภาษา ควรจะจัดกิจกรรมที่สงเสริมใหมีการฝกฝนทักษะตาง ๆ เพื่อสงเสริมซึ่งกันและกัน โดยชานาฮาน และโลแมกซ (Shanahan and Lomax 1988 : 196) ไดดําเนินการศึกษาเพื่ออธิบายถึงความรู ซึ่งเปน ผลมาจากความสําเร็จของการโยงความสัมพันธระหวางการอานและการเขียน เพื่อนําผลที่ไดมา ประเมินความสัมพันธดังกลาวพบวา การอานและการเขียนมีอิทธิพลในการเรียนรูซึ่งกันและกัน โดยมีความสัมพันธกันในระดับที่สูงมาก จากผลการวิจัยของนักการศึกษาเชนนี้ จึงสรุปไดวา การอานและการเขียนมีความสัมพันธกัน การสอนอานและเขียนจึงควรสอนควบคูกัน โดยครูสอน การอานเพื่อใหนักเรียนสามารถที่จะดึงขอมูลของเรื่องที่อานไปใชเปนขอมูลในการเขียน เพื่อ รายงานใหผูอื่นทราบไดอยางถูกตอง แนวทางการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ใหความสําคัญดานกระบวนการเรียนรูควบคูไปกับการนําวิธีการเรียนรูรวมกันมาใชในการ สอนกระบวนการอานสอดคลองกับแนวทางการสอนอาน การสอนอานใหความสําคัญการอาน 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 กิจกรรมกอนอาน (Pre – Reading Activities) ผูสอนสามารถทํากิจกรรมที่จะ กระตุนผูเรียนใหเกิดความอยากรู และสนใจตอสิ่งที่กําลังจะอานโดยสรางโครงสรางความรูเดิม
  • 22. 8 กระตุนใหผูเรียนระลึกถึงความรูเดิม ประสบการณเดิมเกี่ยวกับเรื่องที่กําลังจะอานและสราง แนวทางในการคิด หาความรูใหมโดยใชสื่อการเรียนการสอนตาง ๆ เชน เกม เพลง การสาธิต การ แสดงใบ ในขั้นที่ 2 เปนการจัดกิจกรรมขณะอาน (While-Reading Activities) เปนการนําเสนอ เรื่องที่จะอานเปนครั้งแรก ซึ่งสามารถอานไดทั้งแบบออกเสียง และอานในใจ ขั้นตอนนี้มีจุดใหญ ตรงสรางกระบวนการคิดดวยวิธีตาง ๆ วิธีที่งายที่สุดก็คือ การตั้งคําถามเพื่อตรวจสอบความเขาใจ ของผูเรียน คําถามนั้นจะตองใชเวลาเพียงพอในการคิดหาคําตอบไดดวยตนเอง และการถาม จะตองใชรูปแบบในการถามถึงขอมูลยอนกลับและความรูเพิ่มขึ้นทีละนิด ใชคําย้ําเพื่อตรวจสอบ ความเขาใจเปนระยะ และขั้นที่ 3 กิจกรรมหลังอาน (Post-Reading Activities) เปนขั้นตอนสุดทาย ของการสอนอาน มีจุดประสงคเพื่อย้ําความเขาใจของเรื่องที่อานใหมากขึ้น และสรางความ ประทับใจดวยกิจกรรมที่สนุกสนาน และเนนเรื่องการแสดงออกถึงความเขาใจในสิ่งที่เรียน และ หลังกิจกรรมการอานแลว นักเรียนควรถายโอนความรูความเขาใจไปสู การเขียน ซึ่งทักษะการ เขียนเปนทักษะที่ซับซอนตองอาศัยความรูหลายดานประกอบกัน การเขียนโดยทั่วไปประกอบดวย เนื้อหาสาระที่จะใชเขียน (Content) รูปแบบ คือ การเรียงลําดับเนื้อหา (Form) ไวยากรณ (Grammar) ไดแก การใชโครงสรางทางไวยากรณที่ถูกตอง สื่อความหมายได ลีลาในการเขียน (Style) คือการเลือกโครงสราง เลือกคํา และสํานวนตาง ๆ ของภาษาที่ใชเขียน และกลไกในการ เขียน (Mechanics) ไดแก การใชสัญลักษณตาง ๆ ของภาษา เชน การใชเครื่องหมายวรรคตอน และการสะกดคําใหถูกตองตามแบบแผนของภาษานั้น ๆ กลาวโดยสรุป จุดมุงหมายของการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ชวงชั้นที่ 3 เนนใหผูเรียนเขาใจและใชภาษาตางประเทศในการแลกเปลี่ยน ขอมูลขาวสาร เปนไปเพื่อการสื่อสาร และทักษะที่ผูเรียนจะตองใชมากคือการอานและการเขียน ขอความ เพื่อนําไปใชในชีวิตประจําวันและเปนพื้นฐานในการทํางานและประกอบอาชีพ อยางไร ก็ตามการเรียนการสอนอานและเขียนภาษาอังกฤษที่ผานมายังไมเปนที่นาพอใจ ไมไดผลเทาที่ควร เพราะนักเรียนไมสามารถนําไปประยุกตใชไดจริงในชีวิตประจําวัน และจากการศึกษาผลสัมฤทธิ์ ในระดับประเทศ ระดับเขตพื้นที่การศึกษาถึงระดับโรงเรียน พบวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษทุกระดับชั้นยังอยูในเกณฑที่ไมนาพอใจ ดังเชน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 (NT) ทั่วประเทศ ปการศึกษา 2549-2550 มีคะแนนเฉลี่ย 30.85 และ 28.68 ตามลําดับ ซึ่งจัดอยูในระดับต่ํากวาเกณฑที่กําหนดไวรอยละ 50.00 จากรายงานการประเมิน คุณภาพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ปการศึกษา 2549-2550 พบวาจํานวนรอยละของนักเรียนที่ อยูในระดับปรับปรุงจํานวนมากที่สุด (สํานักทดสอบทางการศึกษา, กรมวิชาการ 2549-2550) โรงเรียนหนองโพวิทยา อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เปนโรงเรียนมัธยมขนาดเล็ก สังกัด
  • 23. 9 สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 กระทรวงศึกษาธิการ มีการจัดการเรียนการสอนตั้งแต ระดับมัธยมศึกษาปที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 และโรงเรียนไดกําหนดเปาหมายในการเรียน การสอนวิชาภาษาอังกฤษใหผูเรียนมีผลการเรียนรูรวบยอดในระดับโรงเรียนระดับ 2.5 ขึ้นไป รอยละ 70 จากการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 (NT) ปการศึกษา 2549-2550 พบวา มีคะแนนเฉลี่ย 27.50 และ 25.52 ตามลําดับ ซึ่งเปนระดับคะแนนที่ต่ํากวา คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ ระดับเขตการศึกษา และเกณฑที่กําหนดไว รอยละ 50 ซึ่งแสดงให เห็นวาการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษยังไมบรรลุเปาหมาย นับเปนปญหาที่ควรไดรับความ สนใจและหาแนวทางปรับปรุงแกไขเพื่อใหนักเรียนมีความสามารถในดานภาษาอังกฤษและพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษใหสูงขึ้น ปญหาและสาเหตุที่ทําใหการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษไมประสบผลสําเร็จและ การมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ต่ํากวาเกณฑ จากประสบการณดานการสอนและ การสัมภาษณของครูผูสอนวิชาภาษาอังกฤษในโรงเรียนหนองโพวิทยา พบวาสาเหตุหนึ่งนาจะ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน ซึ่งครูสวนใหญจะใชรูปแบบการสอนที่เนนใหนักเรียนอานแลว มีการตอบคําถามจากแบบฝกหัดเปนรายบุคคล และไมไดคํานึงถึงการมีสวนรวมในการรวม กิจกรรมและฝกทักษะทั้งทางการอานและเขียนดวยกัน และใชสื่อประกอบการเรียนการสอนนอย ขาดการติดตามตรวจสอบดูแลการเรียนรู ความรู ความเขาใจ และการฝกทักษะของภาษาอยาง ตอเนื่องของนักเรียน เปนตน ในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ถาครูมีความรูความ เขาใจดานเทคนิควิธีสอนแบบตาง ๆ และนํามาเลือกใชไดอยางเหมาะสมสอดคลองตาม วัตถุประสงคหรือตามธรรมชาติและความสนใจของผูเรียน และใชสื่อในการเรียนการสอนที่ เหมาะสม ก็จะสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไดโดยปรับเปลี่ยนยุทธวิธีใน การจัดการเรียนการสอน การจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษที่มุงเนนการสอนโดยให นักเรียนไดเรียนรูแบบรวมมือกัน พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบตอตนเองและกลุม นักเรียนมีปฏิสัมพันธที่ดี และการสรางสรรคตอกันระหวางบุคคลและกลุมซึ่งจะสามารถชวยให นักเรียนมีการเรียนรูที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการเรียนรูดานภาษาซึ่งตองมีการสื่อความหมายตอกันเปน สวนมากและมีการฝกฟง พูด อานและเขียนอยางสม่ําเสมอและตอเนื่อง ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัย ของ อัจฉรา สุขกระโทก (2543 : บทคัดยอ, อางถึงใน รักษสุดา ทรัพยมาก 2548 : บทคัดยอ) ได ทําการวิจัยเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยประยุกตใชวิธีรวมมือ กันเรียนแบบผสมผสานการอานและการเขียน พบวา นักเรียนที่ไดรับการสอนโดยประยุกตใช วิธีรวมมือกันเรียนรูแบบผสมผสานการอานและการเขียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น เฉลี่ยคิด เปนรอยละ 78.85 โดยมีขั้นตอนการสอนดังนี้ 1) ขั้นนําเสนอบทเรียนตอทั้งชั้นเปนการแจง
  • 24. 10 จุดประสงคการเรียนทบทวนความรูเดิม และนําเสนอเนื้อหาใหม โดยใชกิจกรรมและสื่อการสอน ที่หลากหลาย 2) ขั้นปฏิบัติกิจกรรมกลุม แบงเปน 2 กิจกรรม ไดแก 2.1) กิจกรรมกลุมยอยเปน การปฏิบัติกิจกรรมเนนกิจกรรมผสมผสานระหวางการเรียนและการใชภาษา 2.2) กิจกรรมการอาน เปนกิจกรรมที่เนนกิจกรรมการอานจับใจความ และ 3) ขั้นวัดผล เปนการสังเกตพฤติกรรม การเรียน การตรวจผลงานนักเรียน การซักถามและการทดสอบกลุมยอย และสอดคลองกับ งานวิจัยของ ภาวดี จิตตามัย (2548 : บทคัดยอ) ไดทําการวิจัยเกี่ยวกับการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษดานการอานและการเขียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ที่จัด การเรียนรูดวย วิธีสอนแบบรวมมือกันเทคนิค CIRC และจัดการเรียนรูดวยวิธีสอนเพื่อการสื่อสาร แบบ 3Ps พบวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดานการอานและการเขียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปที่ 4 ที่จัดการเรียนรูดวยวิธีสอนแบบรวมมือกันเทคนิค CIRC และวิธีสอนเพื่อการสื่อสารแบบ 3Ps มีความแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ .01 โดยที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 ที่จัด การเรียนรูดวยวิธีสอนแบบรวมมือกันเทคนิค CIRC มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวานักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปที่ 4 ที่จัดการเรียนรูดวยวิธีสอนเพื่อการสื่อสารแบบ 3Ps ซึ่งสอดคลองกับ ประเวศ วะสี (2542 : 9) ที่กลาววาการเรียนรูที่ผูเรียนเปนตัวตั้งหรือยึดผูเรียนสําคัญที่สุดหมายถึงการเรียนรู ในสถานการณจริง สถานการณจริงของแตละคนไมเหมือนกัน จึงตองเอาผูเรียนแตละคนเปน ตัวตั้ง ครูจัดใหนักเรียนเรียนรูจากประสบการณ กิจกรรม และการทํางานอันนําไปสูการพัฒนา ผูเรียนครบทุกดาน ทั้งทางกาย ทางจิตใจ หรืออารมณ ทางสังคม และทางสติปญญา วิธีการจัดการเรียนการสอนที่สามารถชวยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู ภาษาอังกฤษของผูเรียนไดมีหลายวิธีและวิธีสอนแบบรวมมือกันเรียนรู (Cooperative Learning Methods) เปนวิธีหนึ่งที่เหมาะสมกับการเรียนการสอน ซึ่งเปนวิธีการสอนที่จัดการเรียนรูใหผูเรียน ทุกคนมีสวนรวมและชวยเหลือกันใหเกิดการเรียนรู โดยวิธีสอนแบบรวมมือกันเรียนรู (Cooperative Learning Methods) หรือการเรียนรูแบบรวมมือกัน เปนแนวความคิดในการจัด การเรียนการสอนเพื่อใหผูเรียนไดรวมกันเรียนรูและปฏิบัติกิจกรรมใหบรรลุผลสําเร็จตาม จุดมุงหมาย ซึ่งวิธีสอนดังกลาวจะประกอบดวยเทคนิควิธีสอนอีกหลายวิธี ซึ่งสามารถนําไปปรับ ใชไดกับทุกรายวิชาและทุกระดับชั้น ดังนั้นครูตองศึกษาทําความเขาใจหลักการ แนวคิด และ สาระสําคัญที่เกี่ยวของ ตลอดจนเทคนิควิธีการดําเนินการ เพื่อการนําไปใชที่ประสบผลสําเร็จตาม วัตถุประสงคซึ่ง คือ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผูเรียน พัฒนาทักษะทางสังคม การทํางานรวมกัน การยอมรับซึ่งกันและกัน และลดการแขงขันเปนรายบุคคล เปนตน (วัชรา เลาเรียนดี 2545 : 65) ซึ่งมีนักการศึกษาหลายทานที่นําเสนอลักษณะสําคัญของวิธีการสอนแบบ รวมมือกันเรียนรู (Cooperative Learning Methods) ซึ่งมีลักษณะคลายกัน ดังเชน อาโจส และ
  • 25. 11 จอยเนอร (Ajose and Joyner 1990, อางถึงใน วัชรา เลาเรียนดี 2545 : 166) กลาววาการเรียนรูแบบ รวมมือกันจะตองประกอบดวยลักษณะสําคัญดังนี้ 1) การพึ่งพาอาศัยกัน 2) การมีปฏิสัมพันธที่ดี ตอกันอยางใกลชิด 3) ความรับผิดชอบตอการทํางานกลุมของตนเองและตอสมาชิกกลุม 4) การใช ทักษะทางสังคม (Social Skills) และ 5) การใชทักษะกระบวนการกลุม (Group Process) วิธีสอน แบบรวมมือกันเรียนรูเปนเทคนิคการสอนที่เนนผูเรียนเปนสําคัญวิธีหนึ่ง ซึ่งผูเรียนจะเขากลุม รวมมือกันเรียนรู ชวยเหลือกันและกัน และฝกปฏิบัติรวมกัน โดยมีเปาหมายกลุมรวมกัน กลาวคือ ผลสัมฤทธิ์ของกลุมจะมาจากผลสัมฤทธิ์ของสมาชิกกลุมทุกคนรวมกัน (Slavin, อางถึงใน วัชรา เลาเรียนดี 2545 : 70) วิธีสอนแบบรวมมือกันเรียนรูประกอบดวยเทคนิคการเรียนแบบ รวมมือกันหลายแบบ เชน เทคนิค STAD (Student Team-Achievement Division) หรือที่เรียกวา เทคนิคกลุมผลสัมฤทธิ์เทคนิค TGT (Team-Games Tournament) หรือเทคนิคทีมการแขงขัน เทคนิค TAI (Team Assisted Individualized Instruction) หรือที่เรียกวา เทคนิคกลุมชวยสอนเปน รายบุคคล เทคนิค CIRC (Cooperative Integrated Reading and Composition) หรือเรียกวา เทคนิค กลุมผสมผสานการอานและการเขียนเรียงความ เทคนิคจิ๊กซอร (Jigsaw) และเทคนิคการศึกษา แบบกลุม (Group Investigation) ซึ่งแตละเทคนิคนั้นจะเหมาะสมกับแตละเนื้อหารายวิชา และ วัตถุประสงคการเรียนรู โดยเฉพาะเทคนิค CIRC (Cooperative Integrated Reading and Composition) ซึ่งเปนเทคนิคที่พัฒนาขึ้นโดย ชาแรน และชาแรน (Sharan and Sharan , อางถึงใน วัชรา เลาเรียนดี 2545) ที่ออกแบบขึ้นเพื่อการนําไปใชในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะ การอานและการเขียนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ การเขียนเรียงความและการอาน และที่สําคัญ กิจกรรมการเรียนการสอนและการเรียนรูจะเปนกิจกรรมกลุมที่จัดกลุมผูเรียนประมาณ 4-6 คน โดยคละความสามารถรวมกันเรียนรูทักษะดานตาง ๆ ซึ่งเชื่อวาจะเปนเทคนิควิธีสอนแบบหนึ่ง ที่จะสามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดานการอานและการเขียนภาษาของนักเรียนใน ระดับชั้นมัธยมศึกษาได ซึ่งประกอบดวยขั้นตอนการสอนดังนี้ 1) การสอนของครู 2) การฝกปฏิบัติ เปนกลุม (ใหญ) 3) การฝกโดยอิสระ (กลุมยอย) 4) การประเมินผลงานโดยกลุมเพื่อน 5) การฝก เพิ่มเติม (กลุม) และ 6) การทดสอบผลการเรียนในแตละเรื่องโดยใชหลักการใหคะแนนแบบ การเรียนรูแบบรวมมือกัน ในการจัดการเรียนการสอนใหมีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะมี การผสมผสานกันหลายเทคนิควิธีแลว ครูตองมีความชัดเจนแจมแจงในดานตาง ๆ ดังนี้ 1) การยกตัวอยาง และอธิบายตัวอยางอยางชัดเจนเขาใจงาย 2) ถามคําถามซ้ํา อธิบายซ้ํา 3) ถานักเรียนไมเขาใจ ครูตองสงเสริมใหนักเรียนถามคําถามใหมาก 4) พูดออกเสียงคําตาง ๆ ชัดเจน ใชภาษาอังกฤษถูกตอง 5) เขียนขอความสําคัญแสดงรูปแบบใหเห็นบนกระดานอยางชัดเจน
  • 26. 12 6) เชื่อมโยงเรื่องที่สอนกับชีวิตจริง 7) ถามคําถามเพื่อตรวจสอบความเขาใจของนักเรียนตลอดเวลา อยางสม่ําเสมอ และ 8) สอนและอธิบายเพื่อหาหลักการใหนักเรียนเขาใจอยางชัดเจน เนื่องจากสาเหตุที่ทําใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษต่ํามีหลายสาเหตุ และใน ทํานองเดียวกัน แนวทางการแกไขก็มีหลายวิธีเชนกันในขณะเดียวกันในการจัดการเรียนการสอน ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น ตองมีการปรับปรุงแกไขในทุกองคประกอบ ซึ่งอาจกลาวได วาตองแกไขที่ครูผูสอน แกไขผูเรียนและแกไขที่กระบวนการเรียนการสอนควบคูกัน เชน การเลือกใชสื่อใหเหมาะสม เลือกวิธีสอนใหเหมาะสมกับธรรมชาติและวัตถุประสงคของวิชา เหมาะสมกับระดับของผูเรียน ตลอดจนใชเทคนิควิธีสอนที่หลากหลาย เนนการใหฝกปฏิบัติ รวมกันอยางตอเนื่อง สงเสริมและกระตุนใหเห็นถึงความสําคัญและประโยชนของภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาการอานและการเขียนภาษาอังกฤษของผูเรียนใหดียิ่งขึ้น ผูวิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาผล การเรียนรูวิชาภาษาอังกฤษดานการอานและการเขียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ดวยวิธี สอนแบบรวมมือกันเทคนิค CIRC พรอมทั้งศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอการเรียน การสอนดังกลาว ซึ่งผลของการวิจัยในครั้งนี้จะเปนแนวทางในการจัดการเรียนการสอนวิชา ภาษาอังกฤษในระดับชั้นอื่น ๆ ตอไป กรอบแนวคิดในการวิจัย ในการศึกษาแนวคิดการจัดการเรียนรูแบบรวมมือกัน (Cooperative Learning) ของ นักการศึกษาหลาย ๆ ทาน เชน สลาวิน (Slavin ) จอหนสัน และจอหนสัน (Johnson and Johnson) รวมทั้ง โคแกน (Cogan) ไดมีการคิดและพัฒนารูปแบบของการเรียนรูแบบรวมมือกันหลากหลาย เทคนิค ซึ่งเทคนิควิธีที่รูจักและใชกันอยางแพรหลาย ไดแก เทคนิค STAD ( Student Team- Achievement Division) เทคนิค TGT (Team-Games Tournament) เทคนิค TAI (Team Assisted Individualized Instruction) เทคนิค CIRC (Cooperative Integrated Reading and Composition) เทคนิคจิกซอร (Jigsaw) และเทคนิคการศึกษาแบบกลุม (Group Investigation) เปนตน (วัชรา เลาเรียนดี 2545 : 172 ) วิธีสอนแบบรวมมือกันเรียนรูสามารถนําไปปรับใชไดกับทุกรายวิชาและ ทุกระดับชั้น ดังนั้น ครูตองศึกษาทําความเขาใจในหลักการ แนวคิด และสาระสําคัญที่เกี่ยวของ ตลอดจนเทคนิควิธีดําเนินการเพื่อการนําไปใชที่ประสบผลสําเร็จตามวัตถุประสงค คือ การพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ทักษะทางสังคม การทํางานรวมกัน การยอมรับเพื่อนรวมงาน และลดการแขงขันเปนรายบุคคล เปนตน (วัชรา เลาเรียนดี 2545 : 155) มีนักการศึกษาหลายทาน ที่นําเสนอลักษณะสําคัญของวิธีการสอนแบบรวมมือกัน (Cooperative Learning Methods ) ซึ่ง ลักษณะคลายกันดังเชน อาโจส และจอยเนอร (Ajose and Joyner 1990, อางถึงใน วัชรา เลาเรียนดี 2545 : 166) กลาววาการเรียนรูแบบรวมมือกันจะตองประกอบดวยลักษณะสําคัญดังนี้ 1) การพึ่งพา
  • 27. 13 อาศัยซึ่งกันและกัน 2) การมีปฏิสัมพันธที่ดีตอกันอยางใกลชิด 3) ความรับผิดชอบตอการทํางาน กลุมตอตนเองและตอสมาชิกกลุม 4) การใชทักษะทางสังคม (Social Skills) และ 5) การใชทักษะ กระบวนการกลุม (Group Process Skills) นอกจากนี้ จอหนสัน และคณะ (Johnson, Johnson and Holubec 1987, อางถึงใน วัชรา เลาเรียนดี 2545 : 166) ไดเสนอลักษณะสําคัญของการจัดการ เรียนรูแบบรวมมือกันเรียนรูไวดังนี้ 1) สมาชิกจะรับผิดชอบตอกลุมรวมกัน ชวยกันปฏิบัติงานที่ ไดรับมอบหมายจนสําเร็จ โดยมีเปาหมายรวมกันหรือเปาหมายเดียวกัน มีการแบงปนแลกเปลี่ยน ขอมูลและสื่อวัสดุอุปกรณ 2) สมาชิกกลุมมีปฏิสัมพันธ รวมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 3) สมาชิกกลุมทุกคนมีความรับผิดชอบตอตนเอง ตองาน แตละคนจะตองรวมกันทํางานเต็ม ความสามารถ และ 4) สมาชิกกลุมมีทักษะการทํางานกลุม และมีมนุษยสัมพันธที่ดีตอกัน ดังนั้น ครูตองสอนและฝกทักษะการทํางานกลุมแกนักเรียนและประเมินผลการทํางานกลุมของนักเรียน ดวย การจัดการเรียนการสอนดวยวิธีสอนแบบรวมมือกันไมใชเปนการสอนโดยใหนักเรียน เขากลุมกันเรียนรูแบบปกติที่ครูใชอยูเปนประจํา เชน การจัดกลุมที่มีจํานวนสมาชิกไมแนนอน หรือนักเรียนเลือกสมาชิกกลุมของตนเองหรือเลือกโดยทุกคน การเรียนรูแบบรวมมือกันจะตองเปน การเรียนรูรวมกันอยางจริงจังของสมาชิกกลุมทุกคนที่ครูเปนผูจัดกลุมใหโดยแตละกลุมจะมีสมาชิก 4 - 6 คน มีระดับความสามารถ เกง ปานกลาง ออนอยูในกลุมเดียวกัน (1 : 2 : 1) ครูควรเริ่มตนจาก การฝกใหผูเรียนมีความเคยชินกับยุทธวิธีการเรียนรูแบบรวมมือกันอยางงายๆ กอนที่จะนํารูปแบบ ที่ซับซอนยิ่งขึ้นมาใช โดยครูสามารถจับคูนักเรียนเปนคูๆ และจัดกิจกรรมการเรียนรูรวมกัน เชน 1) การจดบันทึกไดถูกตองและไดสาระ 2) การสรุปเรื่องราวสาระที่เรียนไปแลว 3) การอานเพื่อ จับใจความหรืออานเพื่อใหเกิดความรูความเขาใจอยางถูกตอง 4) การเขียนเรียงความ 5) การแกไข ปญหาและการหาคําตอบของคําถามตาง ๆ และ 6) การฝกทักษะตาง ๆ (วัชรา เลาเรียนดี 2545 : 166-168) เทคนิค CIRC (Cooperative Integrated Reading and Composition) เปนเทคนิค การรวมมือกันเรียนรูแบบหนึ่งของวิธีสอนแบบรวมมือกัน (Cooperative Learning Methods) ของ สลาวินและคณะ ซึ่งใชชื่อเปนภาษาไทยหลายชื่อ เชน วิธีรวมมือกันเรียนรูแบบผสมผสาน CIRC การอานและการเขียน เทคนิค ซี ไอ อาร ซี เทคนิคการสอนแบบบูรณาการการอานและการเขียน เรียงความ และเทคนิคการรวมมือกันเรียนรูแบบ CIRC ซึ่งจะเรียกชื่อในภาษาไทยอยางไรก็ตาม ก็หมายถึงเทคนิคการจัดการเรียนการสอนที่มีวิธีการ หลักการ เปาหมายเดียวกัน คือ เปนวิธีการ จัดการเรียนการสอนซึ่งเนนการสอนอานและเขียนโดยที่ครูจะตองดําเนินการสอนกอน และจัด กลุมนักเรียนกลุมละประมาณ 4-6 คน โดยคละความสามารถ ใหรวมมือกันเรียนรู ฝกปฏิบัติ
  • 28. 14 กิจกรรมเพื่อบรรลุวัตถุประสงคหรือเปาหมายที่กําหนด โดยสมาชิกทุกคนในกลุมจะตองรวมมือกัน ชวยเหลือกัน ฟงความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รับผิดชอบตอผลงานของตนเองและกลุมรวมกัน ดังนั้น กระบวนการเรียนรูจึงตองอาศัยกระบวนการกลุมและทักษะการทํางานกลุมตลอดกิจกรรม ในดานเปาหมายของเทคนิค CIRC นี้มีเปาหมายหลัก คือ การชวยสงเสริมพัฒนาใหนักเรียนมี พัฒนาการดานทักษะการเขียนโดยผสมผสานการอานเพื่อความเขาใจควบคูกับการเขียน ทักษะ การอานเพื่อความเขาใจและทักษะการเขียนมีจุดประสงคหรือเปาหมายอยางไร และระดับใด จะ ขึ้นอยูกับวัตถุประสงคการเรียนรูหรือมาตรฐานการเรียนรูของแตละระดับชั้น รวมทั้งประสบการณ เดิม และศักยภาพในการเรียนรูของผูเรียนแตละกลุมดวย สรุปก็คือ เปาหมายหลักของเทคนิคการ เรียนรูแบบ CIRC คือ การพัฒนาการอานควบคูกันไปกับการเขียน (วัชรา เลาเรียนดี 2545 : 178) การสอนอานเพื่อความเขาใจนั้น ควรจะตองมีการสอนคําศัพทประกอบดวยทุกครั้ง ซึ่ง พาไลนซาร และบราวน (Palinesar and Brown 1984, อางถึงใน วัชรา เลาเรียนดี 2545 : 180) ได เสนอแนะไววาทักษะการอานเพื่อความเขาใจนั้นในการสอนแตละครั้ง ควรฝกทักษะการสรุปให นักเรียน ฝกทักษะการถามคําถาม สอนใหนักเรียนทําความเขาใจในเรื่องที่อานอยางกระจางชัดเจน และฝกทักษะการทํานายหรือการคาดการณลวงหนา สลาวิน (Slavin 1990, อางถึงใน วัชรา เลา เรียนดี 2545 : 180) ไดเสนอขั้นตอนการสอนอานไวดังนี้ 1) บอกจุดประสงค 2) สอนคําศัพทใหม 3) ทบทวนคําศัพทเดิม และ 4) อภิปรายเรื่องที่นักเรียนรวมกันอานในกิจกรรมที่ครูมอบหมายให หลังจากที่สอนฝกการอานใหนักเรียนเขาใจแลว การเขียนซึ่งเปนสวนหนึ่งของเทคนิค CIRC จะตองใหนักเรียนฝกเขียนหลังจาก การฝกอานและ/หรือระหวางการฝกอาน ซึ่งการฝกเขียนควรใหเวลาในการฝกอยางพอเพียง และ ทักษะการเขียนที่นักเรียนจะตองฝก ตองสอดคลองสัมพันธกับบทอาน และกิจกรรมที่ฝกปฏิบัติ จะตองสอดคลองตามวัตถุประสงคการเรียนรูหรือมาตรฐานการเรียนรูแตละรายวิชาและระดับชั้น โดยทั่วไป เทคนิค CIRC หรือ เทคนิคการบูรณาการการอานและการเขียนเรียงความเปนกิจกรรม การจัดการเรียนการสอนที่มีการจัดนักเรียนเขากลุมรวมมือกันเรียนรูชวยเหลือซึ่งกันและกัน ในการสงเสริมและพัฒนาทักษะการอาน และการเขียน รวมทั้งการนําทักษะดังกลาวไปใชใน การเรียนรูทักษะอื่น ๆ ซึ่งองคประกอบยอยในการสอนและฝกการอานและเขียนของ เทคนิค CIRC ที่จะนําไปสูเปาหมายเดียวกัน คือผลสัมฤทธิ์การอานและเขียน ครูตองติดตามดูแลการเรียนรูของ นักเรียนที่จับคูกัน หรือเขากลุมกันเรียนรูโดยที่ในกิจกรรมการอานนั้น นักเรียนจะตองชวยกันระบุ สาระสําคัญของเรื่องที่ใหอาน เชน ศึกษาตัวละคร บริบทของเรื่องและปญหา ความพยายามใน การแกปญหา และการแกปญหาในที่สุด ซึ่งถานักเรียนไดรวมมือกันเรียนรูและปฏิบัติกิจกรรม รวมกัน จะชวยพัฒนาความสามารถและทักษะในการอานได โดยเฉพาะเด็กที่เรียนออนจะเรียนรู
  • 29. 15 ไดผลมากขึ้นเพราะในกลุมจะชวยกันอธิบายและรวมกันคิดโดยตลอดในทุก ๆ กิจกรรมที่ กําหนดใหฝก-ปฏิบัติ (Fitzgerald and Spiegal 1983, อางถึงใน Slavin 1986: 100-103) ที่สําคัญใน การใชเทคนิค CIRC สมาชิกจะตองอธิบายการคาดคะเนแนวทางตาง ๆ ในการแกปญหา สรุป สาระสําคัญของเรื่องใหเพื่อนในกลุมฟง ซึ่งกิจกรรมดังกลาว จะชวยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของกันและ กันได เทคนิคการสอนแบบบูรณาการการอานและการเขียน หรือเทคนิค CIRC ประกอบดวย องคประสําคัญ 3 ประการ คือ 1) กิจกรรมการอานเรื่องราว บทความสั้น ๆ พื้นฐานที่เกี่ยวของ กับเรื่องที่จะฝกเขียน (Basal-related Activities) 2) การสอนอาน (Reading Comprehension) และ 3) การบูรณาการหลักภาษา การใชภาษากับการเขียน นอกจากองคประกอบดังกลาวแลว นักเรียน จะตองรวมมือกันเรียนรูและปฏิบัติงานกลุมที่มีการจัดสมาชิกเขากลุมที่คละความสามารถโดยมี ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ 1) การสอนของครู 2) การฝกปฏิบัติเปนกลุม (ใหญ) 3) การฝกโดยอิสระ (กลุมยอย) 4) การประเมินผลงานโดยกลุมเพื่อน 5) การฝกเพิ่มเติมเปนกลุม และ 6) การทดสอบผลการเรียนรูในแตละเรื่องโดยใชหลักการใหคะแนนแบบการเรียนรูแบบ รวมมือ นอกจากนี้ อัจฉรา สุขกระโทก (2543 : 7, อางถึงใน รักษสุดา ทรัพยมาก 2548 : 28) ไดทําการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที่ 6 โดยประยุกตใชวิธีรวมมือกันเรียนรูแบบผสมผสาน (CIRC) ไดเสนอรูปแบบ การสอนแบบรวมมือกัน เทคนิค CIRC ซึ่งประกอบดวยขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นนําเสนอบทเรียนทั้งชั้น 2) ขั้นปฏิบัติกิจกรรมกลุมยอย และ 3) ขั้นวัดผล ซึ่งสอดคลองกับ รักษสุดา ทรัพยมาก (2548 : บทคัดยอ) และถาวร แกวสีหาบุตร(2549 : บทคัดยอ) ไดเสนอขั้นตอนการจัดการเรียนรูแบบรวมมือ กันเทคนิค CIRC ไวดังนี้ คือ 1) ขั้นนําเสนอบทเรียนตอทั้งชั้น 2) ขั้นปฏิบัติกิจกรรมกลุมยอย/กลุม การอาน และ 3) ขั้นวัดผล สําหรับ พูลศรี กิจเฉลา (2544 : 7) พจนา เขียนสะอาด (2547 : 117) ภาวดี จิตตามัย (2548 : บทคัดยอ) วาสนา สวนสีดา (2548 :บทคัดยอ) และยุพา ทองจีน (2548 : 14-15) ไดนําเสนอขั้นตอนการสอนแบบรวมมือกัน เทคนิค CIRC ไวสอดคลองกัน ซึ่ง ประกอบดวยขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นเตรียม 2) ขั้นสอน 3) ขั้นทํากิจกรรม และ 4) ขั้นสรุปและ ประเมินผล สวน ศรีสุวรรณ วิวิธเทศ (2546 : 12) และรัชนีกรนิภา มีมาก (2548 : บทคัดยอ) ไดเสนอขั้นตอนการสอนของเทคนิค CIRC ไวสอดคลองกัน ซึ่งประกอบดวยขั้นตอนดังนี้ 1) การเตรียมผูเรียน 2) การสอนเนื้อหาสาระ 3) กิจกรรมกลุมยอย/การทดสอบกลุมยอย 4) การแขงขันเกมวิชาการ/การหาคะแนนความกาวหนา และ 5) การประเมินผลและมอบรางวัล และละมัย โคตรโสภา (2547 : บทคัดยอ) ไดนําเสนอขั้นตอนการรูปแบบการสอนวิธีรวมมือกัน
  • 30. 16 เรียนรูแบบผสมผสาน ไวดังนี้ 1) ขั้นนํา 2) ขั้นสอน 3) ขั้นฝก 4) ขั้นประเมินผล และ 5) ขั้นถายโอน กับการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร จากแนวคิดหลักการ และวิธีหรือกระบวนการเรียนการสอนแบบรวมมือกันเรียนรูและ การจัดการเรียนรูแบบรวมมือกันเทคนิค CIRC ผูวิจัยไดนํามาสังเคราะหเปนขั้นตอนการจัด การเรียนการสอนเพื่อการวิจัยครั้งนี้ ไดแก 1. ขั้นเตรียมความพรอม ประกอบดวย 1.1 จัดกลุมนักเรียนโดยคละความสามารถ กําหนดสัดสวน เกง ปานกลาง ออน เปน 1 : 2 : 1 1.2 แนะนําการเรียนรูแบบรวมมือกัน วิธีการวัดและประเมินผล การคิดคะแนน กลุม ฝกทักษะและวิธีการการทํางานกลุม สรางแรงจูงใจในการรวมมือกันเรียนรู 2. ขั้นสอน ประกอบดวย 2.1 ครูเสนอเนื้อหาสาระบทเรียนตอทั้งชั้นโดยทบทวนความรูเดิม คําศัพทเดิม โครงสรางประโยคที่เรียนไปแลว และบอกวัตถุประสงคการเรียนรูและเปาหมายการเรียนรู 2.2 ครูสอนโดยอธิบายโครงสรางของประโยคในบทอาน สอนคําศัพทใหม ฝก เขียนประโยคจากคําศัพทใหมที่ปรากฏในบทอานตามที่กําหนด เขียนประโยคที่มีโครงสราง ไวยากรณเชนเดียวกับประโยคในบทอาน 2.3 ใหนักเรียนอานบทอาน โดยจับคูกันอาน ผลัดกันอาน ผลัดกันฟง แกไขการ อานของเพื่อน ใหตอบคําถาม ทํากิจกรรมตามที่ระบุในทายบทอาน ครูอธิบาย ชวยกันสรุป สาระสําคัญ 3. ขั้นกิจกรรมกลุม ประกอบดวย 3.1 แบงกลุมนักเรียนแจกชุดกิจกรรม ทบทวนกิจกรรมกลุมเปาหมายของกลุม 3.2 นักเรียนรวมกันอานบทอาน ปฏิบัติกิจกรรม ตอบคําถามที่กําหนด จับใจความ สําคัญของเรื่องที่อาน แปลความ ตีความ ขยายความจากเรื่องที่อาน เรียงลําดับความหรือเหตุการณ เดาความหมายของคําศัพทจากบริบท นักเรียนในกลุมชวยเหลือซึ่งกันและกันใหทุกคนไดเรียนรู และเขาใจเรื่องที่อานตรงกัน 3.3 รวมกันฝกการเขียนประโยคที่มีความหมายจากคําศัพทในบทอาน เขียน ประโยคตอบคําถาม เขียนเรียงคําใหเปนประโยค เขียนประโยคที่มีโครงสรางไวยากรณ เชนเดียวกับประโยคที่ปรากฏในบทอาน เขียนอธิบายความหมายของคําศัพทและขอความที่สําคัญ ได และเขียนสรุปเรื่องที่อาน 3.4 ตรวจผลการปฏิบัติงานของเพื่อน
  • 31. 17 4. ขั้นสรุปและประเมินผล ประกอบดัวย 4.1 ครูและนักเรียนชวยกันสรุปสาระสําคัญของบทเรียนและประเมินผล 4.2 นักเรียนทุกคนทําแบบทดสอบโดยลําพัง ไมมีการชวยเหลือกัน 4.3 ตรวจใหคะแนน บันทึกคะแนนของสมาชิกในแตละกลุม จากแนวคิดที่กลาวมาขางตน ผูวิจัยไดกําหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ดังแผนภาพที่ 1 แผนภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย การจัดการเรียนรูแบบรวมมือกัน เทคนิค CIRC ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมความพรอม จัดกลุมนักเรียนโดยคละความสามารถ แนะนําการเรียนรูแบบรวมมือกัน การทํางาน กลุม สรางแรงจูงใจในการรวมมือกันเรียนรู ขั้นที่ 2 ขั้นสอน ครูเสนอเนื้อหาสาระบทเรียนตอทั้งชั้นโดย ทบทวนความรูเดิม ครูอธิบายเนื้อหาสาระใหม ยกตัวอยาง ประกอบการจัดกิจกรรม ฝกการอานและการเขียน นักเรียนฝกปฏิบัติโดยครูคอยแนะนํา ขั้นที่ 3 ขั้นกิจกรรมกลุม แบงกลุมนักเรียนกลุมละ4-6 มีทั้งเกง ปานกลาง ออนทุกกลุม แจกใบงานใหทุกกลุมศึกษาและชวยกันปฏิบัติ ตามคําสั่ง ตรวจผลการปฏิบัติงานของเพื่อนจนมั่นใจวา ถูกตองครบถวนตรงกัน ขั้นที่ 4 ขั้นสรุปและประเมินผล ครูและนักเรียนชวยกันสรุปสาระสําคัญของ บทเรียนและประเมินผล นักเรียนทุกคนทําแบบทดสอบโดยลําพัง ไมมีการ ชวยเหลือกัน ตรวจใหคะแนน บันทึกคะแนนของสมาชิกใน แตละกลุม ผลการเรียนรูดานการอาน และการเขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร พฤติกรรมการทํางานกลุม ความคิดเห็นที่มีตอ การจัดการเรียนรูดวย เทคนิค CIRC
  • 32. 18 วัตถุประสงคของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อ การสื่อสารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 กอนและหลังการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC 2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทํางานกลุมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่จัด การเรียนรูดวยเทคนิค CIRC 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่มีตอการจัดการเรียนรู ดวยเทคนิค CIRC คําถามของการวิจัย 1. ผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3กอนและหลังการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC แตกตางกันหรือไม 2. พฤติกรรมการทํางานกลุมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่จัดการเรียนรูดวย เทคนิค CIRC อยูในระดับใด 3. ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่มีตอการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC อยูในระดับใด สมมติฐานของการวิจัย ผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปที่ 3 กอนและหลังการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC แตกตางกัน ขอบเขตของการวิจัย เพื่อใหการวิจัยครั้งนี้ตรงตามวัตถุประสงคที่วางไว ผูวิจัยไดกําหนดขอบเขตของ การวิจัยไวดังนี้ 1. ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรที่ศึกษาสําหรับการวิจัยครั้งนี้ ประกอบดวยตัวแปร 2 ประเภท คือ 1.1 ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ไดแก การจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC 1.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ไดแก 1.2.1 ผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 1.2.2 พฤติกรรมการทํางานกลุม
  • 33. 19 1.2.3 ความคิดเห็นที่มีตอการจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC 2. ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากรในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 โรงเรียน หนองโพวิทยา จังหวัดราชบุรี ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน (อ33101) ตามหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ปการศึกษา 2552 3 หองเรียน จํานวน 77 คน กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัย ไดแกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3/2 จํานวน 24 คน เปนกลุมตัวอยางที่ไดจากการสุม หองเรียนดวยวิธีการจับสลากหองเรียน โดยวิธีการสุมอยางงาย แบบจับสลาก 3. เนื้อหา เนื้อหาที่ใชในการทดลองเปนเนื้อหาสาระภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ตาม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 โดยผูวิจัยไดศึกษาและวิเคราะหตามสาระ มาตรฐานการเรียนรูดานการอานและเขียน ใหตรงตามผลการเรียนรูที่คาดหวังของสาระที่ 1 ภาษา เพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เขาใจกระบวนการฟงและอาน สามารถตีความเรื่องที่ฟงและอาน จากสื่อประเภทตาง ๆ และนําความรูมาใชอยางมีวิจารณญาณ มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะในการ สื่อสาร ทางภาษา แลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารและแสดงความรูสึกและความคิดเห็น โดยใช เทคโนโลยีและการจัดการที่เหมาะสมเพื่อการเรียนรูตลอดชีวิต และมาตรฐาน ต 1.3 เขาใจ กระบวนการพูด การเขียน และสื่อสารขอมูล ความคิดรวบยอดและความคิดเห็นในเรื่องตาง ๆ ได อยางสรางสรรค มีประสิทธิภาพและมีสุนทรียภาพ ซึ่งไดคัดเลือกเนื้อหาโดยพิจารณาตามความ ยากงายตามลําดับจากบทความสั้น ๆ สื่อ และสิ่งพิมพประเภทตาง ๆ 4. ระยะเวลาที่ใชในการวิจัย ผูวิจัยไดกําหนดระยะเวลาที่ใชในการทดลองตามโครงสรางหลักสูตรสถานศึกษา ในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2552 จํานวน 5 สัปดาห ๆ ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 15 ชั่วโมง ระหวางวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 – 21 ธันวาคม 2552 นิยามศัพทเฉพาะ ผูวิจัยใหความหมายคํานิยามศัพทเฉพาะในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อใหเกิดความเขาใจที่ ตรงกันระหวางผูวิจัยและผูศึกษางานวิจัยนี้ 1. การจัดการเรียนรูดวยเทคนิค CIRC หมายถึง วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ รวมมือกันเพื่อพัฒนาทักษะการอานและการเขียนภาษาอังกฤษ โดยบูรณาการกิจกรรมการอานและ การเขียน และแบงผูเรียนออกเปนกลุมยอย ประกอบดวยสมาชิก 4-6 คน ที่มีระดับความสามารถ แตกตางกัน คือ ผูเรียนที่มีระดับความสามารถสูง ปานกลางและต่ํา โดยสมาชิกในกลุมจะศึกษาและ
  • 34. 20 ทําความเขาใจบทเรียนรวมกันโดยชวยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อความสําเร็จของกลุม ซึ่ง ประกอบดวยขั้นตอนการจัดการเรียนรู 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นเตรียมความพรอม โดยการจัดกลุม นักเรียนคละความสามารถแนะนํา ทบทวน การจัดการเรียนรูแบบรวมมือกันเทคนิค CIRC 2) ขั้น สอน ทบทวนความรูเดิมบอก/แจงวัตถุประสงคการเรียนรู สอนอธิบายเนื้อหาใหม ฝกอาน/เขียน นักเรียนฝกปฏิบัติ โดยครูคอยแนะนํา 3) ขั้นกิจกรรมกลุม แบงกลุมนักเรียนกลุมละ 4-6 คน รวมกัน เรียนรูและปฏิบัติกิจกรรมกลุม ตรวจผลการปฏิบัติของสมาชิกในกลุม และ 4) ขั้นสรุปและ ประเมินผล ครูและนักเรียนชวยกันสรุปสาระสําคัญและประเมินผล ทดสอบนักเรียนรายบุคคล เพื่อนําคะแนนมาประเมินผลสัมฤทธิ์ของกลุม 2. การอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หมายถึง การอานและการเขียน ภาษาอังกฤษจากบทอานประเภทตางๆที่กําหนดใหแลวนักเรียนสามารถปฏิบัติตามจุดประสงคที่ กําหนดไวและสามารถนําความรูทางภาษาอังกฤษไปใชในการสื่อสารไดอยางเหมาะสมกับ สถานการณ มีการประเมินผลโดยใชแบบทดสอบผลการเรียนรูดานการอานและการเขียน ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 3. ผลการเรียนรูดานการอานภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หมายถึง คะแนนการสอบ ที่ไดจากการทดสอบการอานจากแบบทดสอบแบบเลือกตอบ โดยประเมินทักษะดานการอาน ดานจับประเด็นและใจความสําคัญของเรื่องที่อาน แปลความ ตีความ และขยายความจากเรื่องที่อาน เรียงลําดับความหรือเหตุการณจากขอความที่อาน และเดาความหมายของศัพทจากขอความใน บริบทได โดยใชบทอานจาก บทความสั้น ๆ สื่อ และสิ่งพิมพประเภทตาง ๆ 4. ผลการเรียนรูดานการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หมายถึง คะแนนที่ไดจาก การทําแบบทดสอบการเขียนสรุปเรื่องจากการอาน โดยกําหนดเกณฑการใหคะแนนแบบ Scoring Rubrics ประเมินทักษะการเขียนสรุปเรื่องที่อาน 5 ประเด็น ดังนี้ 1) การสื่อความหมาย 2)โครงสราง ไวยากรณและการใชรูปประโยค 3) การเลือกใชคําศัพท 4) เนื้อหา และ 5) การสะกดคําศัพท โดยใชแบบประเมินการเขียนสรุปความ 5. พฤติกรรมการทํางานกลุม หมายถึง การแสดงออกดวยคําพูดและการปฏิบัติของ นักเรียนขณะที่ทํางานรวมกันเปนกลุมเพื่อใหงานกลุมประสบความสําเร็จ ประเมินโดยครูและ นักเรียน ประกอบดวยพฤติกรรม 4 ดานในการทํางานกลุม คือ 1) การสรางความคุนเคย 2) การสื่อ ความหมาย 3) การจูงใจ และ 4) การแกไขปญหาความขัดแยง โดยการใหคะแนนเปนแบบ Scoring Rubrics
  • 35. 21 6. ความคิดเห็นของนักเรียน หมายถึง ระดับความรูสึกนึกคิดของนักเรียนที่มีตอ วิธีการจัดการเรียนรูแบบรวมมือกันเทคนิค CIRC ในดานการจัดกิจกรรมการเรียนรู บรรยากาศ การเรียนรู และประโยชนที่ไดรับจากการจัดการเรียนรู ซึ่งไดจากการทําแบบสอบถามความคิดเห็น 7. นักเรียน หมายถึง ผูเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนหนองโพวิทยา อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2552
  • 36. 22 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวของ การศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวของกับงานวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดศึกษาสาระสําคัญตาง ๆ ที่ เกี่ยวของกับการพัฒนาผลการเรียนรูดานการอานและการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารที่จัด การเรียนรูแบบรวมมือกันเทคนิค CIRC โดยผูวิจัยไดกําหนดสาระสําคัญประกอบดวยหัวขอ ตามลําดับตอไปนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 : กลุมสาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนหนองโพวิทยา อําเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 2. การสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร 2.1 การสอนอานเพื่อการสื่อสาร 2.2 การสอนเขียนเพื่อการสื่อสาร 3. วิธีสอนแบบรวมมือกันและการจัดการเรียนรูเทคนิค CIRC 4. งานวิจัยที่เกี่ยวของ 4.1 งานวิจัยในประเทศ 4.2 งานวิจัยตางประเทศ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 : กลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ ความเจริญกาวหนาทางวิทยาการดานตาง ๆ ของโลกยุคโลกาภิวัตน มีผลตอการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจของทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยดวย จึงมีความจําเปนที่ จะตองปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาของชาติ ซึ่งถือวาเปนกลไกสําคัญในการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของประเทศเพื่อสรางคนไทยใหเปนคนดี มีปญญา มีความสุข มีศักยภาพพรอมที่จะ แขงขันและรวมมืออยางสรางสรรคในเวทีโลก นอกจากนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ ได กําหนดใหจัดทําหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเปนไทย ความเปนพลเมืองที่ดีของชาติ การดํารงชีวิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาตอและใหสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • 37. 23 จัดทําสาระของหลักสูตรในสวนที่เกี่ยวกับสภาพปญหาในชุมชน สังคม ภูมิปญญาทองถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงคเพื่อเปนสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และ ใหมีการศึกษาภาคบังคับจํานวน 9 ป หลักสูตรการศึกษาของประเทศไทยที่ใชอยูคือหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนตน พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง 2533) และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช 2525 (ฉบับปรับปรุง 2533) ซึ่ง กระทรวงศึกษาธิการโดยกรมวิชาการไดติดตามผลและดําเนินการวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักสูตร ตลอดมา ผลการศึกษาพบวาหลักสูตรที่ใชในปจจุบันนานกวา 10 ป มีขอจํากัดอยูหลายประการ ไมสามารถสงเสริมใหสังคมไทยกาวไปสูสังคมความรูไดทันการณในเรื่องที่สําคัญดังตอไปนี้ 1. การกําหนดหลักสูตรจากสวนกลางไมสามารถสะทอนภาพความตองการที่แทจริง ของสถานศึกษาและทองถิ่น 2. การจัดหลักสูตรและการเรียนรูคณิตศาสตร วิทยาศาสตร และเทคโนโลยี ยังไม สามารถผลักดันใหประเทศไทยเปนผูนําดานวิทยาศาสตร คณิตศาสตร และเทคโนโลยีในภูมิภาค จึงจําเปนตองปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนใหคนไทยมีทักษะกระบวนการและเจตนคติที่ดี ทางคณิตศาสตรวิทยาศาสตร เทคโนโลยี มีความคิดสรางสรรค 3. การนําหลักสูตรไปใชยังไมสามารถสรางพื้นฐานในการคิด สรางวิธีการเรียนรูให คนไทยมีทักษะในการจัดการและทักษะในการดําเนินชีวิต สามารถเผชิญปญหาสังคมและ เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วไดอยางมีประสิทธิภาพ 4. การเรียนรูภาษาตางประเทศ ยังไมสามารถที่จะทําใหผูเรียนใชภาษาตางประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษในการติดตอสื่อสารและการคนควาหาความรูจากแหลงการเรียนรูที่มีอยู หลากหลายในยุคสารสนเทศ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กําหนดใหบุคคล มีสิทธิเสมอ กันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไมนอยกวาสิบสองป ที่รัฐจะตองจัดใหอยางทั่วถึง และมี คุณภาพโดยไมเก็บคาใชจาย การจัดการศึกษาอบรมของรัฐ ตองคํานึงถึงการมีสวนรวมขององคกร ปกครองสวนทองถิ่นและชุมชน ประกอบกับพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ได กําหนดใหกระบวนการศึกษาเปนกระบวนการเรียนรู เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถายทอดความรูการฝก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสรางสรรคความกาวหนา ทางวิชาการ การสรางองคความรูอันเกิดจากการจัดสภาพแวดลอม สังคมแหงการเรียนรู และ ปจจัยเกื้อหนุนใหบุคคลเกิดการเรียนรูอยางตอเนื่องตลอดชีวิต การจัดการศึกษาตองเปนไปเพื่อ
  • 38. 24 พัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณทั้งรางการ จิตใจ สติปญญา ความรู และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดํารงชีวิต สามารถอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุข นอกจากนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติไดกําหนดใหมีการจัดทําหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเปนไทย ความเปนพลเมืองดีของชาติ การดํารงชีวิต และ การประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาตอ และใหสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทําสาระของ หลักสูตรในสวนที่เกี่ยวของกับสภาพ ปญหาของชุมชนและสังคม ภูมิปญญาทองถิ่น คุณลักษณะ อันพึงประสงคเพื่อเปนสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศชาติ พระราชบัญญัติ การศึกษาแหงชาติดังกลาวกําหนดใหมีการศึกษาภาคบังคับ 9 ป แนวคิด การจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ในครั้งนี้เพื่อใหเหมาะสม และทันตอการเปลี่ยนแปลงทางดานสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง และความเจริญ กาวหนาทางวิทยาการใหม ๆ โดยยึดหลักการเรียนรูวาผูเรียนทุกคนมีความสําคัญและสามารถ เรียนรูและพัฒนาตนเองได เพื่อพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณทั้งรางกาย จิตใจ สติปญญา ความรู และมีคุณธรรม จริยธรรม อยูรวมกับผูอื่นในสังคมอยางมีความสุข หลักการ เพื่อใหการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเปนไปตามแนวนโยบายการจัดการศึกษาของ ประเทศ เพื่อสงเสริมใหผูเรียนไดพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ กําหนดหลักการของ หลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานไวดังนี้ 1. เปนการศึกษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มุงเนนความเปนไทย ควบคูความ เปนสากล 2. เปนการศึกษาเพื่อปวงชน ประชาชนทุกคนจะไดรับการศึกษาอยางเสมอภาคและ เทาเทียมกัน โดยสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษา 3. สงเสริมใหผูเรียนไดพัฒนาและเรียนรูไดดวยตนเองอยางตอเนื่องตลอดชีวิต โดย ถือวาผูเรียนมีความสําคัญที่สุด สามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มตามศักยภาพ 4. เปนหลักสูตรที่มีโครงสรางยืดหยุนทั้งดานสาระ เวลา และการจัดการเรียนรู สนองตอความตองการของผูเรียน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 5. เปนหลักสูตรที่จัดการศึกษาไดทุกรูปแบบ ครอบคลุมทุกกลุมเปาหมาย สามารถ เทียบโอนผลการเรียนรู และประสบการณ จากการศึกษาทุกรูปแบบ
  • 39. 25 6. เปนหลักสูตรที่สงเสริมใหมีความสอดคลองตอการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจการเมือง การปกครอง และความเจริญทางดานวิทยาศาสตรเทคโนโลยีและสิ่งแวดลอม 7. เปนหลักสูตรที่ใหทุกสวนของสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษา จุดหมาย หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงพัฒนาคนไทยใหเปนมนุษยที่สมบูรณ เปนคนดี มีปญญา มีความสุข อยูบนพื้นฐานของความเปนไทย มีศักยภาพในการศึกษาตอ และ ประกอบอาชีพ จึงกําหนดจุดหมายซึ่งถือเปนมาตรฐานการเรียนรู ใหผูเรียนเกิดคุณลักษณะ อันพึงประสงคตอไปนี้ 1. เห็นคุณคาของตนเอง มีวินัยในตนเอง ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นที่ตนนับถือ มีคุณธรรม จริยธรรมและคานิยมที่พึงประสงค 2. มีความคิดสรางสรรค ใฝรู ใฝเรียน รักการอาน รักการเขียน และรักการคนควา 3. มีความรูอันเปนสากล รูเทาทันการเปลี่ยนแปลงและความเจริญกาวหนาทาง วิทยาการมีทักษะและศักยภาพในการจัดการ การสื่อสารและการใชเทคโนโลยี ปรับวิธีคิด วิธีการ ทํางานไดเหมาะสมกับสถานการณ 4. มีทักษะและกระบวนการ โดยเฉพาะทางคณิตศาสตร วิทยาศาสตร ทักษะการคิด การสรางปญหา และทักษะในการดําเนินชีวิต 5. รักการออกกําลังกาย ดูแลตนเองใหมีสุขภาพและบุคลิกภาพที่ดี 6. มีประสิทธิภาพในการผลิตและการบริโภค มีคานิยมเปนผูผลิตมากกวาผูบริโภค 7. เขาใจในประวัติศาสตรของชาติไทย ภูมิใจในความเปนไทย เปนพลเมืองดี ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 8. มีจิตสํานึกในการอนุรักษภาษาไทย ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี กีฬา ภูมิปญญาไทยทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาสิ่งแวดลอม 9. รักประเทศชาติและทองถิ่น มุงทําประโยชนและสรางสิ่งที่ดีงามใหสังคม การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีแนวดําเนินการดังนี้ 1. จัดหลักสูตรตอเนื่อง 12 ป โดยจัดแบงเปน 4 ชวงชั้น คือ ชวงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปที่ 1-3 ชวงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปที่ 4-6 ชวงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1-3
  • 40. 26 ชวงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4-6 2. กําหนดสาระการเรียนรู และกิจกรรมพัฒนาผูเรียน 2.1 สาระการเรียนรู หมายถึง สาระและกระบวนการที่ใชเปนสื่อให ผูเรียนเกิด การเรียนรู ประกอบดวย 8 กลุม 1 ภาษาไทย 2 คณิตศาสตร 3 วิทยาศาสตร และเทคโนโลยี 4 สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5 สุขศึกษา และพลศึกษา 6 ศิลปศึกษา 7 การงานและอาชีพ 8 ภาษาตางประเทศ โครงสรางของสาระการเรียนรูดังกลาว ประกอบดวย สาระการเรียนรูบังคับ และสาระการเรียนรูเลือก ดังนี้ สาระการเรียนรูบังคับ เปนสาระพื้นฐานที่จําเปน สําหรับผูเรียน ทุกคน สําหรับภาษาตางประเทศกําหนดเปนภาษาอังกฤษในทุกชวงชั้น สาระการเรียนรูเลือก เปนสาระที่ตอบสนองความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผูเรียนรวมที่สนองความ ตองการของผูปกครอง และชุมชน ทั้งดานวิชาการ วิชาชีพ และเฉพาะทาง 2.2 กิจกรรมพัฒนาผูเรียน เปนองคประกอบหนึ่งที่สําคัญของการจัดการเรียนรู ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มเติมจากการเรียนรูตามกลุมสาระ เปนการเชื่อมโยงและ บูรณาการสาระการเรียนรูตามกลุมสาระ ใหเขากับชีวิตจริง โดยการจําลองการใชชีวิตในสังคม ดวยการใหผูเรียนเขารวมกิจกรรมไดรับประสบการณตรง นอกจากนี้ยังเปนการจัดกระบวนการ แนะแนวใหผูเรียนรูจักตนเองและผูอื่น รูสภาพ แวดลอม รูปญหา และรูวิธีการที่จะจัดการกับ ตนเองอยางสรางสรรค 3. สัดสวนเวลาการจัดสาระการเรียนรูและกิจกรรมพัฒนาผูเรียนเพื่อใหการใช หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปนไปตามหลักการ และบรรลุผลตามจุดหมายของหลักสูตร จึงกําหนดสัดสวนเวลาของสาระการเรียนรู และกิจกรรมพัฒนาผูเรียนไวดังตอไปนี้ 3.1 ชวงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1-3 ใหสถานศึกษาจัดสาระการเรียนรูเชิง บูรณาการหรือเปนรายวิชาหรือเปนโครงงานตามความเหมาะสม โดยมีเวลาเรียนรวมประมาณปละ 1,200 ชั่วโมง และมีสัดสวนของสาระการเรียนรูบังคับ 50% สาระการเรียนรูเลือก 35% และ
  • 41. 27 กิจกรรมพัฒนาผูเรียน 15% ของเวลาทั้งหมด สถานศึกษาสามารถยืดหยุนเวลาในการจัดการเรียนรู แตละกลุมสาระไดตามที่เห็นสมควร โดยสอดคลองกับวิสัยทัศนของสถานศึกษา และ จัดการเรียนรูในลักษณะ โครงงาน สหวิทยาการ บูรณาการขามกลุมสาระ หลักสูตรกลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ ชวงชั้นที่ 3 : กลุมสาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ความสําคัญ ในสังคมโลกปจจุบัน การเรียนรูภาษาตางประเทศเปนสิ่งจําเปน ทั้งนี้เพื่อประโยชนใน การติดตอสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาขอมูลเพิ่มเติม และเพื่อการประกอบอาชีพ การเรียน ภาษาตางประเทศจะชวยใหผูเรียนมีวิสัยทัศนกวางไกล มีเจตคติที่ดีตอการใชภาษาและวัฒนธรรม ตางประเทศ สามารถสื่อสารกับชาวตางประเทศไดอยางถูกตอง เหมาะสม ดวยความมั่นใจ นอกจากนี้ยังมีความเขาใจและภาคภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย และสามารถถายทอด วัฒนธรรมและเอกลักษณไทยไปสูสังคมโลก ในการจัดการเรียนการสอนภาษาตางประเทศรัฐไดตระหนักถึงความสําคัญของ การเรียนรูภาษาตางประเทศในสังคมปจจุบัน จึงไดสงเสริมและสนับสนุนใหมีการเรียนการสอน ภาษาตางประเทศขึ้น โดยจัดใหภาษาอังกฤษเปนภาษาตางประเทศที่หนึ่ง สําหรับผูเรียนทุกคน ที่เขาสูระบบโรงเรียน กลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ เปนพื้นฐานสําคัญ ที่ผูเรียนทุกคนตองเรียนรู โดยไดรับการจัดลําดับความสําคัญอยูในกลุมที่สอง ซึ่งเปนสาระการเรียนรูที่เสริมสรางพื้นฐาน ความเปนมนุษย และสรางศักยภาพในการคิดและการทํางานอยางสรางสรรค ภาษาอังกฤษไดรับ การกําหนดใหเรียนในทุกชวงชั้น โดยสถานศึกษาสามารถจัดเปนสาระการเรียนรูพื้นฐานที่ผูเรียน ทุกคนตองเรียน และจัดเปนสาระการเรียนรูเพิ่มเติม ที่มีความลึกและเขมขึ้นหรือรายวิชาใหผูเรียน ไดเลือกเรียนตามความถนัด ความสนใจความตองการและความแตกตางระหวางบุคคลตั้งแต ชวงชั้นที่2 ขึ้นไป วิสัยทัศน การจัดการเรียนการสอนภาษาตางประเทศในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความ คาดหวังวา เมื่อผูเรียนเรียนภาษาตางประเทศอยางตอเนื่อง ตั้งแตชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ผูเรียนจะมีเจตคติที่ดีตอภาษาตางประเทศ สามารถใชภาษาตางประเทศสื่อสารในสถานการณ ตางๆ แสวงหาความรู ประกอบอาชีพ และศึกษาตอ ในระดับสูงขึ้นรวมทั้งมีความรู ความเขาใจใน
  • 42. 28 เรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลกและสามารถถายทอดความคิดของตนเอง และเผยแผวัฒนธรรมไทย ไปยังสังคมโลกไดอยางสรางสรรค โครงสรางของกลุมสาระการเรียนรูภาษาตางประเทศ โครงสรางของหลักสูตรภาษาตางประเทศ กําหนดตามลําดับความสามารถทางภาษา และพัฒนาการของผูเรียน (Proficiency-Based) เปนสําคัญ โดยจัดแบงเปน 4 ระดับ คือ ชวงชั้น ป.1-3 ระดับเตรียมความพรอม (Preparatory Level) ชวงชั้น ป.4-6 ระดับตน (Beginner Level) ชวงชั้น ม.1-3 ระดับกําลังพัฒนา (Developing Level) ชวงชั้น ม.4-6 ระดับกาวหนา ( Expanding Level) คุณภาพของผูเรียน หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานไดกําหนดใหสาระการเรียนรูกลุมวิชาภาษาตางประเทศ เปนสาระการเรียนรูที่เสริมสรางพื้นฐานความเปนมนุษย และสรางศักยภาพในการคิดและ การทํางานอยางสรางสรรค เพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีคุณลักษณะอันพึงประสงคตามจุดหมายของ หลักสูตรการเรียนภาษาตางประเทศจะชวยผูเรียนมีวิสัยทัศนกวางไกลและเกิดความมั่นใจในการที่ จะสื่อสารกับชาวตางประเทศ รวมทั้งเกิดเจตคติที่ดีตอภาษาและวัฒนธรรมตางประเทศ โดยยังคง ความภูมิใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย การที่จะทําใหผูเรียนเกิดคุณภาพไดตามที่คาดหวังดังกลาว หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไดกําหนดองคความรู กระบวนการเรียนรู และคุณธรรมจริยธรรม คานิยมที่ผูเรียนพึงมีเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปแลว ไวเปนกรอบสําหรับแตละชวงชั้น โดย คุณภาพผูเรียนเมื่อจบการศึกษาชวงชั้นที่ 3 (มัธยมศึกษาปที่ 1-3) จะมีความรูความสามารถขั้นต่ํา ตามสาระการเรียนรูพื้นฐานที่กําหนดไว ดังนี้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร เขาใจและใชทักษะทางภาษาในการแลกเปลี่ยนและนําเสนอขอมูลขาวสารอยาง เหมาะสมกับบุคคล กาลเทศะ โดยใชศัพท 2,100-2, 250 คํา น้ําเสียง ทาทาง ประโยคประสม ประโยคซับซอน ขอความที่เปนความเรียง ไมเปนความเรียง บทสนทนาที่เปนทางการและไมเปน ทางการ ภาษาที่ใชในการแสดงความรูสึกภาษาที่ใชในการนําเสนอความคิดรวบยอด สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มีความรูความเขาใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางภาษาและ ชีวิตความเปนอยูของเจาของภาษา
  • 43. 29 สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธกับกลุมสาระการเรียนรูอื่น มีความรูความสามารถในการใชภาษาสืบคนขอมูล ความรูความสนใจในหัวเรื่องตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดลอมรอบตัว อาหาร เครื่องดื่ม ความสัมพันธระหวางบุคคล เวลาวางและ นันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การศึกษาและอาชีพ การซื้อขาย ลมฟาอากาศ การเดินทองเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธกับชุมชนโลก ใชภาษาภายในและภายนอกสถานศึกษาเพื่อแสวงหาความรูและความเพลิดเพลิน เปนพื้นฐานในการศึกษาตอและเตรียมเขาสูอาชีพ สาระที่กําหนดไวสะทอนถึงเปาหมาย (Goals) ในการเรียนรูภาษาตางประเทศ ทุกสาระ จึงควรไดนําไปสอนทุกระดับชั้น ในลักษณะที่ผสมผสานเขาดวยกัน เพื่อใหผูเรียนไดเรียนรูภาษา ทุกดาน พัฒนาสมรรถภาพทางภาษาในลักษณะที่กาวหนาไปตามความตอเนื่องของกระบวน การเรียนรู นําไปสูประสิทธิภาพในการเรียนภาษาในระดับที่สูงขึ้น แยกเปน 4 สาระคือ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร ภาษาเพื่อการสื่อสาร หมายถึง ความสามารถในการสื่อสารเปนภาษาตางประเทศได อยางมีประสิทธิภาพไมใชเพียงแคการจดจําศัพท และรูปประโยคในภาษา นักเรียนตองใชภาษาได คลอง เขาใจวัฒนธรรมของเจาของภาษาและตระหนักถึงวิธีการที่จะนําภาษาและวัฒนธรรมไปใช ในการสรางปฏิสัมพันธในสังคมประกอบดวย มาตรฐาน ต 1.1 : เขาใจกระบวนการฟงและอาน สามารถตีความเรื่องที่ฟงและอาน จากสื่อประเภทตาง ๆ และนําความรูมาใชอยางมีวิจารณญาณ มาตรฐาน ต 1.2 : มีทักษะในการสื่อสาร แลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารและแสดงความรูสึก และความคิดเห็นโดยใชเทคโนโลยีและการจัดการที่เหมาะสมเพื่อการเรียนรูตลอดชีวิต มาตรฐาน ต 1.3 : เขาใจกระบวนการพูด การเขียน และสื่อสาร ขอมูล ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องตาง ๆ ไดอ&