ภาวะผู้นำ

14,824 views

Published on

0 Comments
3 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
14,824
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
12
Actions
Shares
0
Downloads
201
Comments
0
Likes
3
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ภาวะผู้นำ

  1. 1. ภาวะผู้น ำา
  2. 2. สมาชิก กลุ่ม• น.ส.ฐิติภัทร ทาแกง รหัส 5302102047029• น.ส.ทัศนีวรรณ ต๊ะวงค์ รหัส 5302102047026• น.ส.กันยารัตน์ สุยะยอด รหัส 5302102047022• น.ส.กนกจันทร์ มะโนปิน รหัส 5302102047031• น.ส.อัมพิกา ปัญญา รหัส 5202202047081
  3. 3. ภาวะผู้น ำา (Leadership) กล่าวได้ว่า ผู้นำาเป็นปัจจัยสำาคัญต่อความสำาเร็จของงานและองค์การ ในอดีตมีความเชื่อว่า การเป็นผู้นำานั้นเป็นมาโดยกำาเนิด พร้อมกับคุณลักษณะเฉพาะที่คนทั่วไปไม่มี ปัจจุบันความเชื่อ ดังกล่าวได้เปลี่ยนไปว่า ผู้นำามิได้เป็นมาโดยกำาเนิด การเป็นผู้นำาสามารถสร้างขึ้นได้ จากการที่ผู้นั้นใช้ความพยายามและการทำางานหนัก (Leaders are not born, leaders are madeand they are made by effort and hard work) การเป็นผู้นำาจึงเป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ ภาวะผู้นำาเป็นคำาที่มีผู้ให้นิยามมากมาย แต่ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกันก็คือ เป็นกระบวนการอิทธิพลทางสังคมที่บุคคลหนึ่งตั้งใจใช้อิทธิพลต่อผู้อื่น เพื่อให้ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่กำาหนด รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์การภาวะผู้นำาจึงเป็นกระบวนการอิทธิผลที่ช่วยให้กลุ่มสามารถบรรลุเป้าหมาย การศึกษาภาวะผู้นำาอย่างมีระบบได้ดำาเนินการต่อเนื่องมาร่วมร้อยปี เกิดมุมมองและความเชื่อต่าง ๆ ที่พัฒนามาเป็นทฤษฎีภาวะผู้นำาจำานวนมากมาย ในที่นี้จะแบ่งเป็นกลุ่มทฤษฎีและยกมาเป็น
  4. 4. ความหมายของภาวะผู้น ำามีคนให้ความหมายไว้มาก แต่สรุปได้ว่า ภาวะผูนำา คือ บุคคลที่มีอิทธิพลต่อกลุ่ม ซึ่ง ้สามารถนำากลุ่มปฏิบติงานต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้า ัหมายขององค์การ มีคำาสำาคัญอยู่ 2 คำาที่จำาเป็นต้องเข้าใจในเริ่มแรก ก็คอคำาว่า “leadership” ซึ่งมักเรียกว่า ื“ภาวะ ผู้นำา” หรือ “การเป็นผู้นำา” กับอีกคำาหนึ่งคือ “Management” ซึ่งเรียกว่า “การบริหาร” หรือ “การบริหารจัดการ” ทั้งสองคำามีความหมายแตกต่างกัน
  5. 5. คุณ ลัก ษณะหลัก ของการเป็น ผู้น ำา ที่ด ี1. ความมีพลังและความทะเยอทะยาน (Energy and ambition)2. ความปรารถนาที่จะนำาผู้อื่น (The desire to lead)3. ความซื่อสัตย์มีจริยธรรมยึดมั่นหลักการ (Honesty and integrity)4. ความเชือมันตนเอง (Self-confidence) ่ ่5. ความเฉลียวฉลาด (Intelligence)6. ความรอบรู้ในงาน (Job-relevant knowledge)
  6. 6. ทฤษฎีคุณลักษณะของผู้นำา (Trait theory)ในช่วงปลายทศวรรษ 1940 นักวิจัยส่วนใหญ่หันเหการศึกษาภาวะผู้นำาทีมุ่งเน้นด้าน ่ คุณลักษณะไปสู่การศึกษาภาวะผู้นำาในเชิงกระบวนการและกิจกรรมของผูนำาซึง ้ ่สามารถมองเห็นได้ ชัดเจน ซึงเรียกว่า ่การศึกษาภาวะผู้นำาเชิงพฤติกรรม โดยพิจารณาว่า มีพฤติกรรมใดบ้างทีผนำาที่ ่ ู้ประสบความสำาเร็จแตกต่างจากผูนำาทีไม่้ประสบความสำาเร็จ การศึกษาภาวะผู้นำาเชิงพฤติกรรมทีจะกล่าวถึงในทีนี้มี 3 ทฤษฎี ่ ่ได้แก่ การศึกษาภาวะผู้นำาทีมหาวิทยาลัย ่โอไฮโอสเตท (Ohio state studies) การศึกษาภาวะผูนำาทีมหาวิทยาลัยมิชิแกน ้ ่(University of Michigan studies) และ
  7. 7. การศึกษาภาวะผู้นำาทีมหาวิทยา ่ ลัยโอไฮโอสเตท (The Ohio state studies)คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตท ในสหรัฐ ได้สรุปผลการวิจัยโดยจำาแนกพฤติกรรมของผู้นำาออกเป็น 2 มิติ ได้แก่ด้านกิจสัมพันธ์ (Initiating structure)กับด้านมิตรสัมพันธ์ (Consideration)เป็นครั้งแรกที่เน้นความสำาคัญทั้งของงานและคนในการประเมินพฤติกรรมของผู้นำา
  8. 8. การศึกษาภาวะผู้นำาที่ มหาวิทยาลัยมิชแกน ิ (The University of Michigan studies)ในขณะเดียวกันกับการศึกษาภาวะผูนำาที่ ้โอไฮโอสเตทนั้น คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัย มิชแกน ก็ได้ทำาการ ิวิจัยเช่นกัน โดยจำาแนกพฤติกรรมของผู้นำาออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ พฤติกรรมของ ผู้นำาที่มุ่งผลผลิต (Production-centered leaders) กับพฤติกรรมของผู้นำาที่มุ่งคนงาน (Employee – centered
  9. 9. ทฤษฎีตาข่ายภาวะผู้นำา (Leadership grid)เดิมเรียกว่าตาข่ายการบริหาร(Managerial grid) ซึ่งเบลคและมูตัน(Blake and Mouton) แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส ได้พัฒนาจากแนวคิดจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตท โดยนำา พฤติกรรมของผู้นำาทั้งสองด้านมาจัดตารางตาข่ายสองมิติ โดยแต่ละด้านแบ่งเป็น 9 ระดับ เกิดเป็นตารางตาข่ายแทนพฤติกรรมของผู้นำาขึ้น 81ช่อง หรือ 81 แบบ แต่ที่เป็นแบบ
  10. 10. ทฤษฎีการแลกเปลียนระหว่างผู้นำากับ ่ สมาชิก (Leader-Member Exchange Theory)แนวคิดของทฤษฎีภาวะผู้นำาส่วนใหญ่จะมองถึงความสัมพันธ์ระหว่างผูนำากับผูตามในลักษณะทีผู้นำาปฏิบัติ ้ ้ ่ต่อผู้ตามเป็นกลุมโดยเฉลียใช้ภาวะผูนำาต่อผู้ตาม ่ ่ ้แต่ละคนเท่ากัน แต่ทฤษฎีการแลกเปลียนระหว่างผู้นำา ่กับสมาชิก ซึ่งจะเรียกโดยย่อว่า “ทฤษฎี LMX” เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างผูนำากับผูตามแต่ละคนเป็นก ้ ้ระบวนการแลกเปลี่ยนทีไม่เท่ากัน โดยมากหรือน้อย ่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์แบบสองต่อสองระหว่างตัวผูนำา ้กับผูตามแต่ละคนเป็นสำาคัญ ทั้งนี้ผตามแต่ละคนที่มี ้ ู้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับผูนำามักจะได้รับการ ้ปฏิบัตทดีจากผูนำา ผูตามเหล่านี้จึงมีลักษณะเป็น ิ ี่ ้ ้“คนวงใน” (in-group) ส่วน ผู้ตามอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนมีความสัมพันธ์กับผูนำาแบบปกติธรรมดาตาม ้
  11. 11. ทฤษฎีภาวะผู้นำาเชิงสถานการณ์ (Situational Theories of Leadership)ภาวะผูนำาเป็นกระบวนการที่มีความสลับ ้ซับซ้อนที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางสังคม โดยมีผลกระทบมาจากปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งรวมเรียกว่าสถานการณ์ (Situation) ที่ประกอบด้วยลักษณะของผู้ใต้บงคับบัญชา ลักษณะ ัของงานที่ต้องปฏิบติ และธรรมชาติของ ัองค์การ มีทฤษฎีภาวะผู้นำาหลายทฤษฎีซึ่งให้ความสำาคัญของสถานการณ์ ดังจะกล่าวเป็นตัวอย่างเพียง 2 ทฤษฎี ได้แก่
  12. 12. ทฤษฎีสถานการณ์ของฟีดเลอร์ (Fiedler Contingency Theory)แม้จะมีนักวิชาการหลายคนที่เสนอแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำาที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์กตาม แต่ ็บุคคลแรกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดได้แก่ ฟีดเลอร์ (Fiedler, 1967) ซึ่งเรียกว่าทฤษฎีสถานการณ์ของฟีดเลอร์ ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำาคัญอยู่ 3 ประการ ได้แก่1. แบบภาวะผู้นำาถูกกำาหนดโดยระบบแรงจูงใจของผู้นำา2. การควบคุมสถานการณ์ขึ้นอยู่กบสามปัจจัย ัคือ บรรยากาศ ของกลุ่ม โครงสร้างของงาน และอำานาจในตำาแหน่งของผู้นำา
  13. 13. ทฤษฎีวถีทาง-เป้าหมาย ิ (Path - Goal Theory)เป็นทฤษฎีเชิงสถานการณ์ที่พัฒนาโดยเฮาส์และมิทเชลล์ (House & Mitchell, 1974)ซึ่งมีความเชื่อว่า ผู้นำาสามารถสร้างแรงจูงใจในการทำางานแก่ผู้ตามได้ โดยเพิ่มจำานวนและชนิดของรางวัลผลตอบแทนทีได้ ่รับจากการทำางานนั้น ผู้นำายังสามารถสร้างแรงจูงใจด้วยการทำาให้วิถีทาง (Path) ทีจะ่ไปสู่ เป้าหมายชัดเจนขึ้น และง่ายพอทีผู้ ่ปฏิบัตจะสามารถทำาสำาเร็จ ซึงผู้นำาแสดง ิ ่พฤติกรรมด้วยการช่วยเหลือแนะนำา สอนงานและนำาทางหรือเป็นพี่เลียงคอยดูแล ้นอกจากนี้ผู้นำายังช่วยสร้างแรงจูงใจได้ด้วยการช่วยแก้ไขอุปสรรคขวางกันหนทางไปสู่ ้เป้าหมาย รวมทั้งสามารถช่วยในการทำาให้
  14. 14. พฤติกรรมผู้นำา (Leader Behavior)เฮาส์และมิทเชลล์ (House and Mitchell, 1974)แบ่งประเภทพฤติกรรมของผู้นำาตามทฤษฎีวิถีทาง – เป้าหมาย ออกเป็น 4 ประเภท แต่ละประเภทแทนได้ด้วยแบบภาวะผู้นำา (leadershipstyle)ได้แก่1.ภาวะผูนำาแบบสนับสนุน ้2.ภาวะผูนำาแบบสั่งการ ้3.ภาวะผูนำาแบบมุ่งความสำาเร็จของงาน ้4.ภาวะผูนำาแบบให้มส่วนร่วม ้ ี
  15. 15. ทฤษฎีภาวะผู้นำาใหม่เชิงเสน่หา (Neocharismatic Theories)เป็นกลุ่มของทฤษฎีภาวะผู้นำาล่าสุดทีให้ความสำาคัญด้าน ่คุณลักษณะของผู้นำาทีเป็นความสามารถพิเศษหรือความมี ่เสน่หา (Charisma) เฉพาะบุคคลซึ่งเป็นแนวคิดภาวะผู้นำาเชิงวีรบุรุษ (Heroic leadership) ได้แก่ ทฤษฎีภาวะผู้นำาทีถูกกล่าวขานมากในปัจจุบัน ภายใต้ชื่อต่าง ๆ เช่น ่ภาวะผู้นำาโดยเสน่หา (Charismatic leadership) ภาวะผู้นำาเปลี่ยนสภาพ (Transformational leadership)ภาวะผู้นำาเชิงวิสยทัศน์ (Visionary leadership) ภาวะ ัผู้นำาเชิงศีลธรรม (Moral leadership) เป็นต้น
  16. 16. ทฤษฎีภาวะผู้นำาแบบเปลียนสภาพ ่ (Transformational Leadership)แนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำาที่มีการศึกษาวิจัยมากในช่วงตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมาได้แก่ภาวะผู้นำาแบบเปลี่ยนสภาพ (Transformationalleadership) จากชือของทฤษฎีนี้ได้บงบอกถึง ่ ่กระบวนการเปลียนแปลงหรือการแปรสภาพในตัว ่บุคคล โดยผู้นำาจะมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่านิยมคุณธรรม มาตรฐานและการมองการณ์ไกลไปในอนาคต ผู้นำาเปลียนสภาพจะให้ความสำาคัญต่อการ ่ประเมินเพื่อทราบถึงระดับแรงจูงใจของผู้ตาม แล้วพยายามหาแนวทางตอบสนองความต้องการและปฏิบติต่อผู้ตามด้วยคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยสาระ ัของทฤษฎีแล้ว ภาวะผู้นำาแบบเปลี่ยนสภาพจะกว้างขวางครอบคลุมแนวคิดของภาวะผู้นำาโดยเสน่หา(Charismatic leadership) ภาวะผู้นำาเชิงวิสยทัศน์ ั(Visionary leadership) รวมทั้งภาวะผู้นำาเชิง
  17. 17. บทสรุปทฤษฎีภาวะผู้นำาต่าง ๆ ตามแนวคิดเก่าที่เน้นการใช้คำาสั่งและการกำากับควบคุมไม่เหมาะสม ที่จะนำามาใช้ให้เกิดประสิทธิผลในยุคปัจจุบัน ทั้งด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนขององค์การทั่วโลกให้มีความยืดหยุ่นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ผูนำาจึงจำาเป็นต้องปรับแนวคิดและ ้บทบาทใหม่ ให้สอดคล้องกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
  18. 18. สวัสดี

×