Insect

2,861 views
2,720 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
2,861
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
30
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Insect

  1. 1. เกร็ดความรู้หลายหลาก แมลง จากกลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำ�นักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร
  2. 2. เกร็ดความรู้หลายหลากจากแมลง ผู้เขียน/ภาพ : ศิริณี พูนไชยศรี ลักขณา บำ�รุงศรี ยุวรินทร์ บุญทบ สุนัดดา เชาวลิต ชมัยพร บัวมาศ อิทธิพล บรรณาการ ชฎาภรณ์ เฉลิมวิเชียรพร เกศสุดา ปวนมณี เรียบเรียง : ศิริณี พูนไชยศรี ศิลปกรรม : สิทธิศิโรดม แก้วสวัสดิ์ พิมพ์ครั้งที่ 1 : กันยายน 2554 จำ�นวน 5,000 เล่ม พิมพ์ที่ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย
  3. 3. บทนำ� “เกร็ดความรู้หลายหลากจากแมลง” เป็นเอกสารที่รวบรวมเรื่องราวบางเรื่องที่ซุกซ่อนอยู่กับแมลง หลายๆเรื่องมาจากคำ�ถามของผู้ที่เคยติดต่อกับกลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลงเพื่อขอความอนุเคราะห์ตรวจจำ�แนกชนิดแมลง และอีกหลายเรื่องมาจากความตั้งใจของผู้เรียบเรียง ที่ต้องการเผยแพร่ความรู้ให้กับผู้ที่สนใจเรื่องแมลง ผ่านการบอกเล่าแบบสบายๆอ่านเพลินๆ และน่าจะจดจำ�ได้ง่าย ที่จริงแล้วเรื่องลักษณะนี้ของแมลงยังมีอีกมากแต่ถูกจำ�กัดด้วยปัจจัยหลายๆประการ โดยเฉพาะในเรื่องเวลาที่มีไม่มากนัก และเรื่องผู้ให้ข้อมูล/ผู้เขียนก็ลำ�บากไม่แพ้กัน การที่จะบังคับขู่เข็ญให้น้องๆช่วยกันผลิตเรื่องราวสัก 1 หน้าก็ค่อนข้างยาก เพราะทุกคน ทุกเรื่องราวต้องตั้งอกตั้งใจเขียนจากตำ�ราบ้างประสบการณ์บ้าง ก็ดูจะเป็นเรื่องยากสำ�หรับน้องใหม่หัดเขียน เท่าที่สามารถนำ�มาเสนอในเอกสารฉบับนี้ถึง 35 เรื่อง ก็นับว่ามากพอสมควร ก็ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันเขียนหรือให้ข้อมูล จนสามารถนำ�มาเรียบเรียงได้เป็นเล่ม และหวังให้ผู้ที่ได้รับเอกสารคงอ่านสนุก เพลิดเพลินและได้รับความรู้เกี่ยวกับแมลงเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อยก็เป็นความสุขของผู้ตั้งใจเขียนทุกคน ศิริณี พูนไชยศรี นักกีฏวิทยาเชี่ยวชาญ กันยายน 2554
  4. 4. สารบัญ เรื่อง หน้าขาเทียม 1รยางค์แห่งความตาย 2สามคู่สามแบบ 3ขาแมคโค 4แมลงเฟรชชี่ 5ผายลมไล่ศัตรู 6แมงหัวหงอก 7แมลงสัญลักษณ์สารกระตุ้นทางเพศ 8กระสวยแมลง 9ไวโอลินที่ “สี” ไม่ได้ 10ด้วงผู้สืบทอดเผ่าพันธุ์จากบรรพบุรุษผู้เป็นเจ้าแห่งทะเล 11ตั๊กแตนผี 12ถึงมีล้านขาก็หนีไม่พ้นหกขา 13แมลงปั่นใย 14ต่อนอนวัน 15แมลงกินได้ 16ฤาจะมีแสงแต่ตัวบิน ตัวที่คลานตามดินพาถวิลน่าฉงน 17อาณาจักรซับซ้อนที่น่าพิศวง 18หนามสารพัดพิษ 19ความลับของเหล็กใน 20
  5. 5. สารบัญ เรื่อง หน้าตระกร้าเก็บเกสร 21ปริศนาเสียงที่แสนไพเราะ 22หนวดกุ้งเคลื่อนที่ 23ธรรมชาติแห่งพฤติกรรม 24สื่อสารภาษา แบบ มด......มด 25ระบำ�ผึ้ง 26เวียนวนวนเวียน 27นักสเก็ตบนผิวน้ำ� 28แมลงพิลึกมี 4 ตา 29สมบัติล้ำ�ค่าในน้ำ� 30แมลงนินจา 31แมลงก็มี “เหงือก” เหมือนกันนะ 32ตาที่แสนอัศจรรย์ 33ตาที่น่าฉงน 34ตาเรดาร์ 35
  6. 6. ขาเทียม ครั้งแรกที่ได้ยินคำ�ว่า “ขาเทียม” ทุกคนจะต้องนึกถึงอุปกรณ์ที่นำ�มาใช้แทน“ขา” ที่ขาดหายไป อันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ แต่นักกีฏวิทยารู้ดีว่าขาเทียมหมายถึงขาของแมลงที่ปรากฏบริเวณด้านล่างของปล้องท้องในระยะที่เป็นตัวหนอน ซึ่งพบได้กับตัวหนอนของผีเสื้อในอันดับ (Order) Lepidoptera และตัวหนอนของต่อฟันเลื่อย ในอันดับHymenoptera ขาเทียมหรือภาษาอังกฤษใช้คำ�ว่า proleg หรือ false leg เกิดจากผนังลำ�ตัวและกล้ามเนื้อที่ยื่นออกมาจากลำ�ตัว ไม่มีข้อปล้องเหมือนขาจริง (true leg) มีหน้าที่ช่วยให้หนอนสามารถยึดเกาะกับวัตถุที่เกาะอาศัยได้มั่นคงยิ่งขึ้น ในหนอนผีเสื้อขาเทียมจะมีไม่เกิน5 คู่ และปลายขาจะมีเล็บ (crochets) ที่มีจำ�นวนและการเรียงตัวแตกต่างกันไปแต่ละวงศ์ส่วนขาเทียมของต่อฟันเลื่อยจะมีมากกว่า 5 คู่ และไม่มีเล็บบริเวณปลายขา หากเป็นคนไม่กลัวหนอนลองจับหนอนหงายท้องดูขาเทียม ซึ่งนอกจากจะได้รับความรู้แล้วน่าจะได้รับความเพลิดเพลินที่แปลกกว่าที่เคยพบเห็นจากสิ่งอื่น เล็บ ศิริณี พูนไชยศรี
  7. 7. รยางค์แห่งความตาย แมลงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรยางค์ต่างๆ มากมาย แต่ละรยางค์ก็ทำ�หน้าที่แตกต่างกันไปแต่รยางค์ที่สำ�คัญนั้นคือ รยางค์แห่งความตาย ซึ่งหมายถึงรยางค์ที่มอบความตายให้แก่เหยื่อหรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น รยางค์เหล่านั้นได้แก่ รยางค์ขาหนีบ (grasping / raptorial leg) ซึ่งเป็นลักษณะขาที่มีการดัดแปลงส่วนโคนขา (coxa) ให้มีความแข็งแรงและใช้หนีบศัตรูหรือเหยื่อเพื่อจับกินเป็นอาหาร ขาลักษณะนี้สามารถพบได้ใน ตั๊กแตนตำ�ข้าว และนอกจากนี้ยังมีรยางค์แห่งความตายอีกรูปแบบหนึ่ง คือ รยางค์ขาจับ (clasping leg) เป็นรยางค์ขาที่มีโคนขา และน่องขา (femur) แข็งแรง แต่มีขนาดสั้น เพื่อใช้จับเหยื่อเช่นเดียวกับตั๊กแตนตำ�ข้าว ซึ่งรยางค์ลักษณะนี้พบได้ในขาของแมลงดานา และแมลงดาสวน นอกจากรยางค์แห่งความตายที่พบได้ในแมลงสองชนิดนี้ ยังพบรยางค์ประเภทอื่นๆ อีกหลายประเภทที่เกิดจากการดัดแปลงรูปร่างของอวัยวะส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำ�รงชีวิตของแมลง ซึ่งหากพิจารณาดูแล้วจะพบว่า การปรับเปลี่ยนรูปร่างลักษณะต่างๆ เหล่านี้เองเป็นปัจจัยสำ�คัญอย่างยิ่ง ที่ทำ�ให้แมลงสามารถดำ�รงเผ่าพันธุ์อยู่คู่กับโลกใบนี้ได้เป็นอย่างดี ตั๊กแตนตำ�ข้าวลายเปลือกไม้ รยางค์ขาหนีบ ชฎาภรณ์ เฉลิมวิเชียรพร
  8. 8. สามค่สามแบบ ู แมลงนี้ช่างมีเรื่องเหลือเชื่อมากมายจริงๆ ดูอย่างขาของแมลงดานานั้นซิ แม้ว่าจะมี 3 คู่ เหมือนกับแมลงชนิดอื่นๆ แต่ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าขาแต่ละคู่จะมีรูปร่างลักษณะไม่เหมือนกัน และก็ทำ�หน้าที่แตกต่างกันอีกด้วย ซึ่งขาคู่แรกหรือขาคู่หน้าของแมลงดานาจะเป็นแบบขาจับ (clasping leg) ทำ�หน้าที่ในการจับเหยื่อ ลักษณะของขาประเภทนี้จะมีฐานขา (coxa) และ ต้นขา (femur) ขนาดใหญ่และแข็งแรง ด้านในมีร่องตามยาว ส่วนหน้าแข้ง (tibia) จะเรียวยาว ด้านในของต้นขาและหน้าแข้งจะเรียบ ไม่มีหนาม ส่วนขาคู่ที่ 2 หรือขาคู่กลาง เป็นแบบขาเดิน (walking leg) ทำ�หน้าที่ในการเดินหรือวิ่ง ลักษณะของขาแบบนี้จะมีต้นขาและหน้าแข้งเรียวยาว แต่ปล้องขาปล้องอื่นๆ มีลักษณะปกติ ซึ่งแมลงส่วนใหญ่จะมีขาแบบนี้ และขาคู่ที่ 3 หรือขาคู่หลังเป็นแบบขาว่ายน้ำ� (swimming leg)ทำ�หน้าที่ในการว่ายน้ำ� ขาลักษณะนี้ ปล้องขาจะแบนคล้ายใบพาย โดยเฉพาะส่วนหน้าแข้งและฝ่าเท้า (tarsus) โดยขอบด้านข้างจะมีขนละเอียดขึ้นหนาแน่นและเรียงตัวกันเป็นแถวเพื่อช่วยในการว่ายน้ำ� การที่แมลงตัวเดียวแต่มีขาถึง 3 แบบ ก็เป็นความสามารถพิเศษของแมลงที่มีการปรับเปลี่ยนอวัยวะต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและการดำ�รงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ ช่างเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์จริง ๆขาคู่หน้า (ขาจับ) ขาคู่กลาง (ขาเดิน) ขาคู่หลัง (ขาว่ายน้ำ�) แมลงดานา เกศสุดา ปวนมณี
  9. 9. ขาแมคโค แทบไม่น่าเชื่อว่าแมลงตัวเล็กๆ จะมีวิวัฒนาการลักษณะต่างๆ ได้มากมาย ลองดูขาคู่หน้าของแมลงกระชอน ก็จะพบกับความแปลกที่แตกต่างจากขาแมลงของอันดับอื่นๆเพราะขาแต่ละปล้องมีขนาดสั้น บริเวณโคนขา (coxa) ซึ่งติดกับผนังลำ�ตัวมีลักษณะค่อนข้างป้อมสั้น ข้อขา (trochanter) เป็นปล้องที่มีเยื่อบางๆ เชื่อมต่อกับส่วนต้นขา (femur) ทำ�ให้ขาเคลื่อนไหวได้ง่าย ส่วนต้นขานี้เป็นปล้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และมีความแข็งแรงมากอยู่ติดกับส่วนน่องขา (tibia) ที่มีลักษณะค่อนข้างแบน ปล้องสุดท้ายเป็นส่วนปลายขา (tarsus) มีลักษณะเหมือนฟันเป็นซี่ๆ คล้ายคราด ปลายสุดของส่วนนี้เป็นส่วนของเล็บ (claw) ลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นลักษณะขาขุด (digging leg) ของแมลงกระชอนที่ใช้ขุดดินเพื่อทำ�รูเข้าไปอาศัยอยู่ใต้ดิน ขาขุดยังพบได้ในตัวอ่อนของจักจั่นที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งจะใช้ขาขุด ขุดดินเพื่อขึ้นมาเกาะเหนือพื้นดินหรือต้นไม้ และลอกคราบเป็นจักจั่นตัวเต็มวัยต่อไป ขาขุดจึงเปรียบได้กับรถแบคโฮ (Backhoe) แต่คนไทยไปออกเสียงเป็น “แมคโค” ที่ใช้ขุดดินขุดบ่อ ซึ่งพบเห็นกันเสมอๆ ปลายขา ชมัยพร บัวมาศ
  10. 10. แมลงเฟรชชี่ แมลงเฟรชชี่ แมลงอะไรนะ ชื่อน่ารักจัง จะน่ารักน่าสนใจเหมือนน้องปี 1 ที่ก้าวเข้าไปเป็นน้องใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือเปล่า มาทำ�ความรู้จักกันดีกว่า แมลงเฟรชชี่ที่กล่าวถึงนั้น เป็นแมลงที่รู้จักกันมาก่อนเก่าว่า คือ ด้วงก้นกระดก (rove beetle)แมลงขนาดเล็ก วิ่งและบินได้รวดเร็ว ขณะวิ่งมักชอบยกตอนปลายของส่วนท้องขึ้นๆ ลงๆ ด้วงก้นกระดกเป็นแมลงในวงศ์ (Family) Staphylinidae อันดับ (Order) Coleopteraมีลักษณะเด่นอยู่ที่ปีกคู่แรกที่มีขนาดสั้นมาก ปีกคู่หลังมีขนาดใหญ่แต่พับซ้อนอยู่ใต้ปีกคู่หน้า ทำ�ให้มองเห็นส่วนท้องได้ชัดเจน ความสำ�คัญของด้วงตัวนี้อยู่ที่น้ำ�พิษ ที่เรียกว่าPaederin ซึ่งจะซึมออกมาเพื่อป้องกันตัวเมื่อเวลาตกใจ หรือออกมาตามรอยแตกของลำ�ตัวหากถูกบีบ บดหรือขยี้ และถ้าเหยื่อ/คนสัมผัสกับน้ำ�พิษนี้ จะทำ�ให้เกิดอาการระคายเคืองมีผื่น แสบคัน เกิดเป็นตุ่มน้ำ�ใส และทิ้งรอยแผลเป็นเมื่อแผลหาย หากบินเข้าตาจะทำ�ให้เกิดอาการระคายเคืองของเยื่อบุตาขาว ด้วงก้นกระดกจะพบมากในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมิถุนายนของปีถัดไป ซึ่งในเดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่เปิดเรียนภาคต้นของปีการศึกษานิสิต นักศึกษาจึงเรียกว่า “แมลงเฟรชชี่” เมื่อรับรู้เรื่องราวความเป็นมาของชื่อ “แมลงเฟรชชี่” แล้ว รู้สึกอย่างไร น่าจะมีความ “น่ากลัว” มากกว่า หรือว่ายังรู้สึก “น่ารัก” เหมือนเดิม ศิริณี พูนไชยศรี และ ยุวรินทร์ บุญทบ
  11. 11. ผายลมไล่ศัตรู ในชีวิตประจำ�วันของเราทุกคนย่อมได้รับสัมผัสถึงกลิ่นต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นน้ำ�หอม กลิ่นดอกไม้ กลิ่นอาหาร รวมทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น กลิ่นผายลมหรือกลิ่นตด แต่ใครจะรู้บ้างว่ามีสิ่งมีชีวิตที่น่าอัศจรรย์ชนิดหนึ่ง ที่สามารถใช้ประโยชน์จากกลิ่นตดของมัน ในการป้องกันตัวจากศัตรูได้เป็นอย่างดี แมลงตด (bombardier beetles) เป็นด้วงในวงศ์ (Family) Carabidae อันดับ(Order) Coleoptera มีรูปร่างแตกต่างกันทั้งขนาดตัวและลวดลายซึ่งมีหลากหลายสีสันแต่ส่วนใหญ่มีลำ�ตัวสีดำ�เป็นมัน บางชนิดมีลวดลายสีเหลือง สีแดง อาศัยตามใต้หิน ก้อนดินท่อนซุง ใบไม้ เปลือกไม้ แมลงตดเป็นแมลงตัวห้ำ�ที่วิ่งและหลบซ่อนได้รวดเร็วแต่มักไม่ชอบบิน บางชนิดกินหอยทาก บางชนิดกินวัตถุเน่าเปื่อยเป็นอาหาร เมื่อแมลงตดถูกรบกวนจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น มันจะป้องกันตัวเองโดยการปล่อยสารประเภทออกไซด์ของไนโตรเจนออกมาจากต่อมของเหลวภายในส่วนท้อง พร้อมกับเสียงดัง “ป๊อป” ซึ่งคล้ายกับเสียงผายลม โดยสารที่ปล่อยออกมาจะมีลักษณะคล้ายละอองควัน มีความร้อนและมีกลิ่นเหม็นคล้ายกรดไนตริก เมื่อสารนี้ถูกอากาศจะระเหยกลายเป็นไอ สารนี้มีความไวต่อผิวหนังส่วนที่บอบบาง เมื่อถูกผิวหนังจะไหม้และมีอาการแสบร้อน การปล่อยสารไล่ศัตรูของแมลงตดนอกจากจะเป็นการป้องกันตัวเองแล้ว ยังเป็นการโจมตีศัตรูที่เข้ามาทำ�ร้ายไปในตัวด้วย จะเห็นได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีประโยชน์และโทษในตัวของมันเอง กลิ่นหอมบางกลิ่นอาจเป็นกลิ่นที่ใช้เป็นสารล่อสำ�หรับดักฆ่าแมลง แต่กลิ่นไม่พึงประสงค์บางกลิ่นสามารถช่วยให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดอยู่รอดได้ ฉะนั้นอย่าด่วนตัดสินจากกลิ่นที่ได้รับในสัมผัสแรกก็แล้วกัน แมลงตดปล่อยสารไล่ศัตรู อิทธิพล บรรณาการ
  12. 12. แมงหัวหงอก “แมงหัวหงอก” เป็นชื่อที่พี่น้องไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกเพลี้ยกระโดดปีกแบน (flat-winged planthopper) ชนิดหนึ่งในวงศ์ (Family) Flatidaeอันดับ (Order) Homoptera เพลี้ยกระโดดปีกแบนชนิดนี้เมื่ออยู่ในระยะตัวอ่อนลำ�ตัวจะปกคลุมด้วยเส้นใยสีขาว โดยเฉพาะปลายส่วนท้อง เส้นใยจะอยู่รวมกันเป็นพวงบางครั้งมองดูคล้ายเพลี้ยไก่แจ้ในวงศ์ Psyllidae แต่เพลี้ยกระโดดปีกแบนในวงศ์นี้จะอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นตามกิ่งไม้จนมองดูขาวโพลนไปทั้งกิ่ง ทั่วทั้งต้น ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ“แมงหัวหงอก” แมลงชนิดนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ในแง่ที่นอกจากจะทำ�ลายพืชโดยการดูดกินน้ำ�เลี้ยงจากพืชที่เกาะอาศัย ยังเป็นแมลงที่มีผู้นิยมนำ�ไปบริโภค โดยนำ�ตัวอ่อนไปล้างน้ำ�แล้วนำ�ไปคั่วก่อนนำ�ไปบริโภค ซึ่งมีปัญหาเกิดขึ้นหลังการบริโภคเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ แต่ยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับการเสียชีวิตจากการบริโภคแมลงชนิดนี้ อย่างไรก็ตามแม้ว่า “แมงหัวหงอก” จะเป็นแมลงที่บริโภคได้ ก็ต้องพึงระวังถึงปริมาณที่บริโภค และหากบริโภคแล้วเกิดอาการดังกล่าว ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วนและอย่าลืมนำ� “แมงหัวหงอก” ไปยืนยันให้แพทย์ดูด้วย ตัวเต็มวัย ตัวอ่อน ศิริณี พูนไชยศรี และ ยุวรินทร์ บุญทบ
  13. 13. แมลงสัญลักษณ์สารกระตุ้นทางเพศ ไม่ น่ า เชื่ อ ว่ า ชื่ อ แมลงจะเป็ น ชื่ อ เชิ ง สั ญ ลั ก ษณ์ ข องสารกระตุ้ น ทางเพศไปได้ลองถามผู้ชายทั้งหนุ่มและสูงวัยว่ารู้จัก“แมลงวันสเปน”ไหม คำ�ตอบส่วนใหญ่จะรู้จักบางคนอาจเคยทดลองใช้มาแล้ว แต่ถึงหากไม่รู้จักก็จะรู้ถึงความหมายของชื่อนี้ คำ�ว่า“แมลงวันสเปน” ความหมายของผู้จำ�หน่าย และผู้บริโภคจะหมายถึงสาร “แคนทาริดิน”(cantharidin) ที่พบในด้วงน้ำ�มันชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่าแมลงวันสเปน (spanishfly);Lytta vesicatoria Linnaeus สารแคนทาริดินมีลักษณะเป็นผงสีเหลืองอมน้ำ�ตาลหรือสีเหลืองน้ำ�มันมะกอก ไม่มีกลิ่น มีรสขม พบที่บริเวณลำ�ตัวโดยเฉพาะส่วนอกปีกและบริเวณข้อต่อของขา ในด้วงน้ำ�มันที่ตายแล้ว สารนี้ก็ยังติดคงทนอยู่บนตัวด้วงเมื่อคนหรือสัตว์สัมผัสจะทำ�ให้เกิดผื่นคัน พุพองภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง และหากบริโภคสารนี้จะทำ�ให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องเสีย อาการรุนแรงจะถ่ายออกมาเป็นลิ่มเลือดและตายในที่สุด ถ้าได้รับสารนี้เพียง 30 มิลลิกรัม สารนี้มีความทนต่อความร้อนได้สูงถึง 218 องศาเซลเซียส ถ้าพิจารณาจากคุณสมบัติของสารก็จะพบว่าจัดอยู่ในประเภทสารอันตราย แต่ก็พบว่าสารนี้มีประโยชน์อย่างมากในวงการปศุสัตว์ โดยให้สัตว์กิน เพื่อชักนำ�ให้เกิดความพร้อมในการผสมพันธุ์ และด้วยคุณสมบัติข้อนี้เองที่ทำ�ให้มีการศึกษาวิจัย เพื่อนำ�สารนี้ไปใช้ในส่วนประกอบของตัวยาเพิ่มสมรรถนะทางเพศ ชื่อ“แมลงวันสเปน” จึงเป็นชื่อเชิงสัญลักษณ์สารกระตุ้นทางเพศ มาจนทุกวันนี้ ศิริณี พูนไชยศรี และ ยุวรินทร์ บุญทบ
  14. 14. กระสวยแมลง ในระยะ 2-3 ปี ที่ผ่านมา หลายคนคงเคยสังเกตเห็นวัตถุขนาดเล็ก รูปร่างหน้าตาคล้ายกระสวย สีเทาๆ ดำ�ๆ เกาะหรือเคลื่อนที่อยู่ตามพื้น / ฝาผนัง / เพดาน บริเวณห้องต่างๆ ในบ้าน รวมทั้งห้องน้ำ� และในบางครั้งอาจจะเห็นส่วนหัวยื่นออกมาจากกระสวยมองดูค่อนข้างน่ารังเกียจ จึงเป็นที่มาของคำ�ถามว่า “มันคืออะไร” “มีอันตรายหรือไม่” ด้วยเหตุที่เข้ามาใกล้ชิดกับคนในอาคารบ้านเรือน และค่อนข้างจะมีจำ�นวนเพิ่มมากขึ้นเจ้าวัตถุขนาดเล็ก รูปร่างหน้าตาคล้ายกระสวยดังกล่าว เป็นแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่าผีเสื้อหนอนกินผ้า (household casebearer) ; Phereoeca sp. ซึ่งเป็นผีเสื้อในวงศ์(Family) Tineidae อันดับ (Order) Lepidoptera ตัวหนอนจะอยู่ในปลอกที่มีรูปร่างคล้ายกระสวย ปลอกมีขนาดความยาวประมาณ 8-13 มิลลิเมตร กว้างประมาณ 3-5มิลลิเมตร หัวท้ายเปิด ซึ่งต่างจากหนอนปลอกที่พบเห็นทั่วไปในวงศ์ Psychidae ที่มีปลายเปิดเพียงด้านเดียว ปลอกของผีเสื้อชนิดนี้ เกิดจากหนอนเมื่อฟักออกจากไข่จะสร้างเส้นใยออกมาผสมกับเศษผง ดิน ทรายหรือผงปูนขนาดเล็ก สร้างเป็นปลอกหุ้มตัวและจะอาศัยอยู่ในปลอกนั้นตลอดระยะที่เป็นหนอน ไม่ว่าหนอนจะเคลื่อนที่ไปไหนก็จะพาปลอกเคลื่อนที่ไปด้วย อาหารของหนอนจะเป็นพวกเส้นผมของคน หรือขนของสัตว์ที่ร่วงอยู่ตามพื้นห้อง เส้นใยผ้า หรืออาจเป็นพวกเศษซากแมลงที่ติดอยู่ตามมุมห้อง หรือติดอยู่กับใยแมงมุม หนอนจะออกจากปลอกเมื่อเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กประมาณ 10-13 มิลลิเมตร (เมื่อกางปีก) ด้วยลักษณะของหนอนที่เคลื่อนที่ไปมาพร้อมกับยืดหัวเข้า-ออก รวมทั้งสีทึมๆ ของปลอกที่หุ้ม เป็นภาพที่ไม่ชวนมองจริงๆ อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานถึงอันตรายของหนอนชนิดนี้ที่เกิดขึ้นกับคนโดยตรง ศิริณี พูนไชยศรี
  15. 15. ไวโอลินที่ ““ สี ”” ไม่ได้ ก็ไม่ใช่เครื่องดนตรีที่ชื่อไวโอลินนี่ถึงจะ “สี” ได้ ไวโอลินที่กล่าวถึงในที่นี้หมายถึงด้วงหายาก ชนิดหนึ่งของประเทศไทย พบได้ในป่าลึกที่มีสภาพค่อนข้างชื้น เป็นด้วงที่มีลำ�ตัวแบนสีน้ำ�ตาล หัวและอกปล้องแรกยื่นยาว ปีกเป็นแผ่นแบนบางสีน้ำ�ตาลยื่นออกมาทางด้านข้างของลำ�ตัวยาวจรดปลายส่วนท้อง มองดูคล้ายไวโอลิน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อด้วงไวโอลิน (violin beetle, fiddle beetle, Java fiddle beetle) ซึ่งเป็นด้วงในวงศ์(Family) Carabidae อันดับ (Order) Coleoptera ด้วงชนิดนี้ดำ�รงชีวิตโดยเสาะแสวงหาแมลงขนาดเล็กกินเป็นอาหาร มีนิสัยชอบบินเล่นไฟในเวลากลางคืน และมีวิธีการป้องกันตัวโดยการปล่อยสารเหลวออกจากต่อมบริเวณส่วนท้องที่มีองค์ประกอบของกรดบิวทิริก(butyric acid) เข้าสู่เหยื่อ/ศัตรู มีผลทำ�ให้เหยื่อ/ศัตรูเป็นอัมพาต ศิริณี พูนไชยศรี และ ยุวรินทร์ บุญทบ
  16. 16. ด้วงผ้สืบทอดเผ่าพันธ์จากบรรพบรษผ้เป็นเจ้าแห่งทะเล ู ุ ุ ุ ู อ่านชื่อเรื่องก็รู้สึกตื่นเต้น ด้วงตัวไหนนะ น่าสนใจเหลือเกิน อยากรู้จักจัง ด้วงตัวนี้มีชื่อเรียกว่า ด้วงไทรโลไบท์ หรือหิ่งห้อยยักษ์เทียม (trilobite beetle, pseudofirefly) ด้วงในวงศ์ (Family) Lycidae อันดับ (Order) Coleoptera เป็นด้วงที่มีหน้าตาประหลาดเห็นครั้งแรกไม่คิดว่าเป็นแมลงด้วยซ้ำ� รูปร่างหน้าตาช่างเหมือนกับซากดึกดำ�บรรพ์ไทรโลไบท์(trilobite fossil) ที่เคยเห็นในหนังสือ มิน่าเล่าถึงเรียกว่าด้วงไทรโลไบท์ แล้วชื่อหิ่งห้อยยักษ์เทียมมาจากไหน ก็พบว่าด้วงไทรโลไบท์ยังมีรูปร่างลักษณะและพฤติกรรมคล้ายคลึงกับหิ่งห้อยยักษ์เพศเมีย ชนิดไม่มีปีกและชอบคลานอยู่ตามดิน แต่แตกต่างตรงที่ด้วงไทรโลไบท์ไม่มีอวัยวะทำ�แสง จึงไม่มีแสงที่บริเวณปลายส่วนท้องเหมือนในหิ่งห้อยยักษ์เพศเมีย มีเรื่องเล่าคล้ายตำ�นานที่น่าสนใจสำ�หรับด้วงตัวนี้ ที่เชื่อมโยงได้ว่าด้วงไทรโลไบท์อาจเป็นด้วงที่สืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมมาจากสัตว์ดึกดำ�บรรพ์ไทรโลไบท์ที่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นบรรพบุรุษของแมลงและเคยรุ่งเรืองมากเมื่อ 480–500 ล้านปีก่อน จนเป็นเจ้าแห่งทะเลและมีฉายาว่าผีเสื้อแห่งทะเล (butterfly of the sea) แต่ก็ได้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 250 ล้านปี และเมื่อย้อนกลับมาดูลักษณะของด้วงไทรโลไบท์ให้ชัดๆ ก็ช่างละม้ายคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับซากดึกดำ�บรรพ์ไทรโลไบท์เสียเหลือเกิน หรือว่าจะเป็นจริงตามตำ�นานโอ! เจ้าด้วงไทรโลไบท์เจ้าช่างเป็นด้วงที่ลึกลับและน่าสนใจจริงๆ ฟอสซิลด้วงไทรโลไบท์ หิ่งห้อยยักษ์เทียมและด้วงไทรโลไบท์ ด้วงไทรโลไบท์ ศิริณี พูนไชยศรี และ ยุวรินทร์ บุญทบ
  17. 17. ตั๊กแตนผี ตั๊กแตนผี แค่ได้ยินชื่อก็เกิดคำ�ถามขึ้นในใจมากมาย ทำ�ไมถึงเรียกตั๊กแตนผี?จะน่ากลัวสมชื่อหรือเปล่า? ลองมาหาคำ�ตอบกันดู ตั๊กแตนผี (spotted grasshopper);Aularches miliaris (Linnaeus) เป็นตั๊กแตนหนวดสั้นที่มีสีสันสวยงามมากชนิดหนึ่งจัดอยู่ในวงศ์ (Family) Pyrgomorphidae อันดับ (Order) Orthoptera ขนาดลำ�ตัวยาว6-7 เซนติเมตร ปากสีดำ� หัวสีขาวสลับสีเขียวเข้ม ด้านบนของส่วนอกมีตุ่มสีเหลืองหรือสีส้มกระจายอยู่ทั่วไป ปีกคู่หน้าสีเขียวมีจุดประสีเหลืองกระจายทั่วทั้งปีก ลำ�ตัวและส่วนท้องสีดำ�สลับสีส้มเข้ม สาเหตุที่เรียกว่าตั๊กแตนผี เพราะตั๊กแตนชนิดนี้มีความสามารถทำ�ลายพืชได้อย่างไม่น่าเชื่อ ภายในชั่วข้ามคืนสามารถกินใบมะพร้าวทั้งสวนจนเหลือเฉพาะก้านใบเหมือนผีหลอก ชาวบ้านจึงขนานนามว่า ตั๊กแตนผี ตั๊กแตนชนิดนี้ขยายพันธุ์ปีละ 1 ครั้งโดยวางไข่ในดิน ตัวอ่อนอยู่รวมกันเป็นกลุ่มกินวัชพืชเป็นอาหาร เมื่อเป็นตัวเต็มวัยจึงไต่หรือบินขึ้นต้นมะพร้าว กัดกินทำ�ลายใบ นอกจากนี้ยังเข้าทำ�ลายพืชอื่นๆ ได้อีกหลากหลายชนิด อาทิ ข้าวโพด ยางพารา หมาก สนทะเล ปาล์มน้ำ�มัน ฯลฯ ตั๊กแตนผีมีพฤติกรรมเฉพาะตัว คือ หากถูกรบกวนให้ตกใจจะผลิตสารลักษณะคล้ายฟองสบู่ออกมาทางด้านข้างของปล้องอก สารนี้มีกลิ่นรุนแรง ซึ่งเป็นเหตุผลสำ�คัญ ทำ�ให้รอดพ้นจากศัตรูทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ก็ไม่นำ�มารับประทาน เพราะทนไม่ได้กับกลิ่นที่ตั๊กแตนผีผลิตออกมานั่นเอง สุนัดดา เชาวลิต
  18. 18. ถึงมีล้านขาก็หนีไม่พ้นหกขา ตัวอะไรมีขาตั้งล้านขา ก็กิ้งกือไงล่ะ จริงๆ มีขาไม่ถึงล้านขา แต่ในการจำ�แนกสัตว์ได้จัดให้กิ้งกือเป็นสัตว์ในพวกล้านขา (millionped) แล้วทำ�ไมมีขาตั้งมากมายแต่ยังหนีไม่พ้นหกขา ในความหมายนี้หมายถึงกิ้งกือต้องตกเป็นอาหารของแมลงชนิดหนึ่ง และแมลงชนิดนั้นก็คือ ด้วงดินขอบชมพู ซึ่งเป็นแมลงกลุ่มเดียวกับแมลงตด ในวงศ์ (Family)Carabidae อันดับ (Order) Coleoptera แมลงชนิดนี้มีลักษณะที่แปลกกว่าแมลงชนิดอื่นเพราะมีปีกคู่หน้าเชื่อมติดกัน ทำ�ให้บินไม่ได้ เมื่อยังมีชีวิตขอบของอกปล้องแรกและขอบปีกคู่หน้ามีสีชมพูสด พบบ้างที่มีสีเขียว เมื่อด้วงตายขอบสีดังกล่าวจะเปลี่ยนเป็นสีทองแดง บางคนจึงเรียกว่า ด้วงดินขอบทองแดง ด้วงชนิดนี้มีความว่องไว เดินเร็ว เพราะเป็นด้วงตัวห้ำ� ต้องเดินหาเหยื่อจับกินเป็นอาหาร เหยื่อเป็นจำ�พวกกิ้งกือ หากมีโอกาสเดินไปในป่าและพบด้วงดินชนิดนี้มักจะพบกำ�ลังกัดกินกิ้งกือ จึงเป็นที่มาของคำ�กล่าวที่ว่า “ถึงมีล้านขาก็หนีไม่พ้นหกขา” ด้วงดินขอบชมพูจัดเป็นด้วงที่หายาก และเป็นแมลงคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ศิริณี พูนไชยศรี และ อิทธิพล บรรณาการ
  19. 19. แมลงปั่นใย ใครรู้จักแมลงปั่นใยบ้าง หลายคนต้องส่ายหน้าแน่นอน แม้แต่นักกีฏะเองก็อาจไม่คุ้นเคยหรือลืมเลือนไป เนื่องจากไม่ค่อยจะได้พบเห็นแมลงชนิดนี้ แต่หากใครเคยสังเกตเส้นใยสีขาวที่แผ่ปกคลุมตามลำ�ต้น / กิ่ง ของต้นไม้ในป่า ลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จะเห็นว่าใต้ใยนั้นมีแมลงอาศัยอยู่หลายตัวเหมือนเป็นครอบครัว (colony) นั่นแหละแมลงปั่นใย เส้นใยที่แผ่ปกคลุมเปรียบเสมือนบ้านของแมลงปั่นใยนั่นเอง แมลงปั่นใย (webspinner, footspinner) แมลงในอันดับ (Order) Embioptera เพศเมียไม่มีปีก เพศผู้ส่วนมากมีปีกที่มีลักษณะและขนาดเหมือนกันทั้ง 2 คู่ แมลงชนิดนี้เกิดขึ้นมาในโลกนานกว่า 300 ล้านปี รูปร่างลักษณะจึงดูโบราณและแปลกๆ โดยเฉพาะขาคู่หน้าที่มีลักษณะสั้นทู่ และมีต่อมผลิตเส้นใยบริเวณส่วนปลายขา ซึ่งแตกต่างจากแมลงในกลุ่มอื่นๆ ที่ผลิตเส้นใยจากต่อมบริเวณส่วนก้น (rectal gland) หรือต่อมน้ำ�ลาย (salivary gland) ส่วนขาคู่หลังขยายใหญ่และแข็งแรงมากเพราะต้องใช้ในการเดินหลบหนีศัตรู แมลงปั่นใยสามารถเดินได้ทั้งเดินไปข้างหน้าและเดินถอยหลัง และขณะเดินจะพับปีกไปด้านหน้าเหนือส่วนหัว ซึ่งก็เป็นพฤติกรรมที่แปลกจากแมลงอื่นอีกเช่นกัน ยุวรินทร์ บุญทบ
  20. 20. ต่อนอนวัน คนทั่วไปแค่ได้ยินคำ�ว่า “ต่อ” ก็รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวและอันตรายที่เกิดจากการต่อยของต่อ และส่วนใหญ่ก็จะรู้จักแต่ “ต่อหัวเสือ” น้อยคนนักที่จะรู้จัก “ต่อนอนวัน” หลายคนคงสงสัยว่าน่าตาจะเหมือนต่อหัวเสือไหม น่ากลัวเหมือนกันหรือไม่ คำ�ถามเหล่านี้คงเกิดขึ้นในใจตั้งแต่อ่านชื่อ “ต่อนอนวัน” แล้ว “ต่อนอนวัน” เป็นต่อในวงศ์ (Family)Vespidae อันดับ (Order) Hymenoptera เช่นเดียวกับต่อหัวเสือ แต่อยู่คนละสกุล (Genus)และมีรูปร่างน่าตาไม่เหมือนกัน ต่อนอนวันมีรูปร่างค่อนข้างผอม ตัวเรียวกว่าต่อหัวเสือมากสีของลำ�ตัวเป็นสีน้ำ�ตาลอ่อนใสๆ ทั้งส่วนหัว ส่วนอกและส่วนท้อง ยกเว้นตารวมเท่านั้นที่มีสีเข้ม แล้วทำ�ไม่ถึงได้ชื่อว่า “ ต่อนอนวัน ” ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าต่อชนิดนี้ออกหากินในเวลากลางคืน (nocturnal wasp) เวลากลางวันจะอยู่ภายในรัง ซึ่งตรงกันข้ามกับต่อหัวเสือที่ออกหากินในเวลากลางวัน (diurnal wasp) ส่วนกลางคืนจะกลับเข้ารัง แต่ก็มีเรื่องเล่าที่มาของชื่ออีกเรื่องหนึ่งว่า ที่เรียกว่า “ต่อนอนวัน” ก็เพราะว่าหากถูกต่อชนิดนี้ต่อยจะไม่สามารถไปไหนได้ต้องนอนทั้งวัน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องเล่าขำ�ๆ หรือเพื่อให้เข้ากับชื่อ“ต่อนอนวัน” มากกว่า เพราะไม่ว่าจะถูกต่อชนิดใดต่อย ก็คงต้องนอนซมกันทั้งวันนั่นแหละแต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่พบ “ต่อนอนวัน” ไม่ง่ายนัก เพราะต่อชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในป่าที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำ�ทะเลพอสมควร แต่สำ�หรับต่อหัวเสือพบได้ทุกที่ทุกระดับความสูง และขอย้ำ�เตือนทุกคนว่าหากถูกต่อต่อยต้องรีบไปพบแพทย์เร็วที่สุด เพราะผลจากน้ำ�พิษของต่อมีอันตรายถึงชีวิตและหากเป็นไปได้ให้นำ�ตัวต่อไปยืนยันให้แพทย์ได้ตรวจสอบด้วย ต่อนอนวัน ต่อหัวเสือ ศิริณี พูนไชยศรี
  21. 21. แมลงกินได้ แมลงกินได้หรือ edible insect มีมากมายหลากหลายชนิด ปัจจุบันหลายประเทศนิยมชมชอบการกินแมลง เพราะรู้ว่าแมลงนอกจากจะมีโปรตีนเทียบได้กับเนื้อสัตว์แล้วยังอุดมไปด้วยธาตุอาหารต่างๆ อีกมาก สำ�หรับประเทศไทย มีผู้คนนิยมบริโภคแมลงมาช้านาน และด้วยภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น จึงสามารถรู้จักเลือกชนิดของแมลงมาบริโภคด้วยวิธีการต่างๆ เช่น บริโภคดิบๆ หรือนำ�ไปคั่ว นึ่ง ต้ม ทอดหรือปรุงเป็นน้ำ�พริก โดยข้อเท็จจริงแมลงส่วนใหญ่สามารถนำ�ไปบริโภคได้ แต่ก็มีบางชนิดที่จัดว่าเป็นแมลงอันตรายไม่ควรนำ�ไปบริโภค ได้แก่ ด้วงน้ำ�มัน หรือด้วงโสน หรือด้วงไฟเดือนห้า (bristerbeetle) ด้วงชนิดนี้มีข่าวเสมอๆ ว่ามีผู้บริโภคแล้วเสียชีวิต ทั้งนี้เนื่องมาจากผลของสารแคนทาริดิน(cantharidin) ที่อยู่ตามตัวด้วง ส่วนอีกชนิดคือเพลี้ยกระโดดปีกแบน (flat-wingedplanthopper) ซึ่งมีผู้บริโภคแล้วเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ การบริโภคแมลงนอกจากจะมีอันตรายที่เกิดจากชนิดของแมลงโดยตรงแล้ว ปัจจุบันยังมีอันตรายที่ควรพึงระวังถึงแหล่งที่มาของแมลงที่นำ�มาบริโภค ต้องปราศจากพิษตกค้างของสารกำ�จัดศัตรูพืช รวมทั้งวิธีการนำ�ไปบริโภคต้องถูกสุขอนามัยด้วย ด้วงดิ่ง แมลงเหนี่ยง แมลงดานา นางพญาปลวก แมลงเม่า ตั๊กแตน จักจั่น ไข่มดแดง ยุวรินทร์ บุญทบ
  22. 22. ฤาๅจะมีแสงแต่ตัวบิน ตัวที่คลานตามดินพาถวิลน่าฉงน แสงระยิบระยับของหิ่งห้อยที่บินวนเวียนในยามค่ำ�คืนทำ�ให้บรรยากาศรายรอบตัวช่างน่ารื่นรมย์เสียจริง และเมื่อมองไปตามพื้นดินก็ยังเห็นจุดแสงน้อยใหญ่ เมื่อก่อนเคยนึกสงสัยเหมือนกันว่าคือแสงอะไร มาวันนี้ก็ได้รู้แล้วว่า แสงที่เห็นเป็นแสงที่เกิดจากหิ่งห้อยเหมือนกัน แต่เป็นหิ่งห้อยที่อยู่ในระยะตัวหนอน ซึ่งแสงที่เห็นจะเป็นจุดแสงขนาดเล็ก หรือไม่เช่นนั้นก็เป็นแสงที่เกิดจากหิ่งห้อยเพศเมียชนิดหนึ่ง ตัวโตแต่ไม่มีปีกหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า หิ่งห้อยยักษ์ ซึ่งมีอวัยวะทำ�แสงบริเวณปลายส่วนท้องมีลักษณะคล้ายดวงไฟทำ�ให้แสงที่เปล่งออกมาค่อนข้างจ้า เห็นเป็นจุดแสงขนาดใหญ่และแสงของหิ่งห้อยเหล่านั้นจะมีช่วงการกะพริบแสงแต่ละครั้งห่างกันมาก จนเสมือนว่าหิ่งห้อยยักษ์ชนิดนี้ไม่กะพริบแสง ดังนั้นเมื่อเดินหรือคลานตามพื้นดินในยามค่ำ�คืนจึงดูคล้ายดวงไฟดวงน้อยๆ เกลื่อนกระจายดารดาษประดุจราว “ดาวบนดิน” นับเป็นสีสันแห่งความมหัศจรรย์ของแมลงอย่างที่สุดอีกมิติหนึ่ง ศิริณี พูนไชยศรี และ อิทธิพล บรรณาการ
  23. 23. อาณาจักรซับซ้อนที่น่าพิศวง ทุกคนคงเคยเห็น“จอมปลวก”และคงนึกอยากจะรู้ว่าข้างในกองดินที่เห็นจะเป็นอย่างไร ถ้าใครได้เคยผ่าหรือทำ�ลายรังปลวก จะพบว่าภายในรังมีลักษณะซับซ้อนราวกับอาณาจักรใหญ่โตที่น่าพิศวง ปลวกภายในรังจะมีหน้าตาหลายแบบ (polymorphism) นักกีฏวิทยาจัดให้ปลวกเป็นแมลงสังคมที่มีวิวัฒนาการขั้นสูงหรือแมลงสังคมแท้ (eusocialinsect) มีการแบ่งวรรณะและหน้าที่กันอย่างชัดเจน “แมงเม่า” เป็นปลวกที่มีปีก หลังจับคู่ผสมพันธุ์แล้วจะสลัดปีกทิ้ง หาที่ทำ�รังใหม่ เพศเมียจะพัฒนาต่อไปเป็น “ปลวกนางพญา”นอนอยู่ในกระเปาะนางพญา (queen nest) ที่อยู่เฉพาะที่แสนสบาย มีปลวกงานเพียรป้อนอาหารตลอดเวลาจนส่วนท้องขยายใหญ่กว่าเดิมหลายร้อยเท่า ส่วนเพศผู้จะพัฒนาไปเป็น “ปลวกราชา” นอนเฝ้าอยู่ข้างๆ ทั้งปลวกนางพญาและปลวกราชาเป็นปลวกในวรรณะสืบพันธุ์ (reproductive caste) เมื่อการวางไข่ของนางพญาเริ่มลดลง ปลวกจะสร้างวรรณะสืบพันธุ์รอง (supplementary reproductive caste) ขึ้นมาทดแทน ซึ่งมีรูปร่างเหมือนปลวกวรรณะสืบพันธุ์แต่มีขนาดเล็กกว่า ปลวกที่ทำ�หน้าที่ระแวดระวังปกป้องคุ้มกันไม่ให้ศัตรูกล้ำ�กรายเป็นปลวกในวรรณะทหาร (soldier caste) ปลวกวรรณะนี้มีส่วนหัวขยายใหญ่และมีกรามกัดที่แข็งแรงมาก ส่วนหน้าที่หาอาหาร ทำ�ความสะอาดรวมทั้งซ่อมแซมรังเป็นหน้าที่ของปลวกวรรณะงาน (worker caste) ซึ่งเป็นปลวกขนาดเล็กตัวอ่อนนิ่ม และมีจำ�นวนมากกว่าปลวกวรรณะอื่นๆ ปลวกมีโปรโตซัว (protozoa) ช่วยย่อยสลายเซลลูโลส (cellulose) ทำ�ให้ปลวกสามารถกัดแทะเยื่อไม้จนผุกร่อน ทำ�ให้บ้านเรือนพังทลายเป็นหลังๆ ได้ ปลวกจึงเป็นศัตรูตัวร้ายของเคหสถานบ้านเรือนรวมทั้งต้นไม้ในป่า แต่ในระบบนิเวศธรรมชาติแล้วปลวกเป็นแมลงที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะปลวกจะช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุให้เป็นอนินทรียวัตถุที่มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ปลวกนางพญา จอมปลวก ปลวกทหาร ปลวกงาน ภายในรังปลวก ศิริณี พูนไชยศรี และ ยุวรินทร์ บุญทบ
  24. 24. หนามสารพัดพิษ หนอนบุ้ง หนอนร่าน ความสวยงามที่แฝงไว้ด้วยอันตราย ขนธรรมดาๆ ในสายตาของมนุษย์กลับเป็นสิ่งพิเศษที่ธรรมชาติสร้างให้หนอนสามารถเอาตัวรอดอยู่ได้ในธรรมชาติป้องกันตัวหรือทำ�อันตราย หนอนบุ้ง หนอนร่าน มีอวัยวะที่เรียกว่า stinging hair และspine เป็นขนหรือหนามที่ใช้ป้องกันตัว โครงสร้างที่ทำ�ให้เกิดพิษจะพบอยู่บนผิวหนังของตัวหนอน โครงสร้างดังกล่าวประกอบด้วยขน อาจเป็นขนสั้น ขนยาว ขนแข็งคล้ายหนามขนดังกล่าวพบทั่วลำ�ตัว หรือรวมกันเป็นกลุ่มตามปล้อง ลักษณะเป็นท่อกลวงบรรจุสารพิษอยู่ข้างใน สารเหล่านี้สร้างมาจากต่อมพิษ (poison gland) ซึ่งพบอยู่ที่ฐานของขน เมื่อสัมผัสถูกขน พิษของหนอนจะทำ�ให้เกิดอาการแสบร้อนทันที เกิดผื่นแพ้ที่ผิวหนัง จากนั้นจะบวม ชา เป็นผื่นลมพิษ พิษจะกระจายไปบริเวณข้างเคียง ทำ�ให้เกิดการอักเสบ บวมเช่น ที่ต่อมน้ำ�เหลือง อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ชา เป็นอัมพาต และช็อคได้อาการจะเป็นมากในผู้ที่มีประวัติแพ้ ในกรณีขนพิษเข้าตาอาจทำ�ให้ตาบอดได้ การรักษาอาการพิษจากขนพิษของหนอน ทำ�ได้โดยการดึงเอาขนพิษออกด้วยเทปกาว ใช้น้ำ�แข็งประคบบริเวณที่ถูกพิษ กินยาแก้แพ้ (antihistamine) ยาระงับปวด ในรายที่แพ้มากให้รีบนำ�ส่งโรงพยาบาล หนอนบุ้งพู่เหลือง หนอนมังกร หนอนบุ้งเหลือง หนอนร่าน หนอนร่าน สุนัดดา เชาวลิต
  25. 25. ความลับของเหล็กใน หลายต่อหลายคนคงเคยได้ยิน และหลายคนอาจเคยได้รับรู้ความเจ็บปวดที่เกิดจากเหล็กในมาแล้ว และอีกหลายคนคงอยากรู้ว่าเหล็กในคืออะไร “เหล็กใน” เป็นอวัยวะที่ดัดแปลงมาจากอวัยวะวางไข่ (ovipositor) ของแมลงในอันดับ (Order) Hymenoptera(ผึ้ง ต่อ แตน มด) นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะทำ�หน้าที่วางไข่แล้ว ยังใช้เป็นอาวุธได้ด้วย โดยจะมีต่อมพิษติดอยู่ที่บริเวณโคนของเหล็กใน สำ�หรับผึ้งจะตายหลังจากต่อยเหยื่อ เกิดจากการที่เหล็กในของผึ้งมีลักษณะพิเศษ นั่นคือเป็นเงี่ยงคล้ายกับฉมวก มีรอยบากที่ลึก เมื่อผึ้งต่อยเหยื่อจึงไม่สามารถดึงเหล็กในกลับคืนได้ เหล็กในจะหลุดออกมาพร้อมต่อมพิษผึ้งตัวนั้นก็จะบาดเจ็บจากการที่ผนังช่องท้องฉีกขาด และตายไปในที่สุด ส่วนต่อ แตนรอยบากของเงี่ยงไม่ลึก จึงทำ�ให้ดึงเหล็กในกลับได้ และสามารถต่อยเหยื่อได้ซ้ำ�แล้วซ้ำ�อีกแต่ในโลกของเราก็ยังคงมีผึ้งบางชนิดที่ต่อยไม่ได้นั่นก็คือ ผึ้งชันโรง (stingless bees) ซึ่งเป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน แต่ใช้กรามในการกัดเพื่อต่อสู้และป้องกันตัวเองจากศัตรูที่รุกราน เหล็กในต่อ เหล็กในผึ้ง ต่อหัวเสือ ชันโรงไม่มีเหล็กใน เหล็กในผึ้งหลุดติดกับเหยื่อ ยุวรินทร์ บุญทบ
  26. 26. ตะกร้าเก็บเกสร หากกล่าวถึงตะกร้าเก็บเกสรหลายคนคงเกิดความสงสัยว่า เกี่ยวข้องอย่างไรกับแมลง จริงๆ แล้ว ตะกร้าเก็บเกสร (pollen basket หรือ corbiculum) คือ ส่วนขาหลังของผึ้งที่มีลักษณะแตกต่างจากขาแมลงทั่วไป เพราะมีการดัดแปลงรูปร่างให้แบนและมีแผงขนหนา เพื่อให้มีความเหมาะสมในการหาอาหาร โดยผึ้งจะนำ�เหล่าเกสรดอกไม้(pollen) ต่างๆ ที่เก็บรวบรวมมาได้ผสมกับน้ำ�ต้อย (nectar) จากดอกไม้ แล้วปั้นเป็นก้อนเกสร (pollen load) เก็บไว้ที่ขาหลังนี้ก่อนนำ�กลับไปเป็นอาหารให้แก่ตัวอ่อนที่อยู่ภายในรัง ขาหน้า ขาหลัง ขากลาง รังผึ้ง ตะกร้าเก็บเกสร ยุวรินทร์ บุญทบ
  27. 27. ปริศนาเสียงที่แสนไพเราะ หลายคนคงคุ้นเคยและรู้จักรูปร่างหน้าตาของจิ้งหรีด เด็กหลายคนเคยจับจิ้งหรีดมาสู้กัน บางครั้งก็เคยฉงนสงสัยว่า ทำ�ไมจิ้งหรีดบางตัวส่งเสียงร้องแหลมดัง แต่บางตัวกลับไม่มีเสียง ปริศนาก็กระจ่างชัดว่า เสียงที่ได้ยินเกิดจากอวัยวะทำ�เสียงที่มีเฉพาะในจิ้งหรีดเพศผู้เท่านั้น โดยจิ้งหรีดจะใช้ปีกคู่หน้าถูกัน ปีกด้านขวาจะทับบนปีกด้านซ้าย เมื่อจะทำ�เสียง จิ้งหรีดจะยกปีกคู่หน้าขึ้น ใช้อวัยวะทำ�เสียงบริเวณปีกที่มีลักษณะคล้ายหนามหรือปุ่ม (file) เรียงเป็นแถวอยู่บริเวณโคนปีกคู่หน้าด้านขวาถูกับสันแข็ง (scraper) บริเวณขอบปีกด้านซ้าย ทำ�ให้เกิดเสียงหวานแหลมก้องกังวานฟังไพเราะยิ่งนัก จิ้งหรีดขณะทำ�เสียง หนามหรือปุ่ม สันแข็ง ชมัยพร บัวมาศ
  28. 28. หนวดกุ้งเคลื่อนที่ หากกล่าวถึง “หนวดกุ้ง” ที่ไม่ได้หมายความถึงหนวดของสัตว์น้ำ�ประเภทกุ้งแล้ว หลายคนอาจนึกถึง “หนวดกุ้ง” ที่หมายความถึงเสาอากาศ ช่วยในการรับสัญญาณภาพของโทรทัศน์ ซึ่งในปัจจุบันเยาวชนยุคใหม่อาจไม่คุ้นเคยกับคำ�คำ�นี้ แต่ในมุมมองของนักกีฏวิทยาผู้ศึกษาเกี่ยวกับแมลงชนิดต่างๆ ก็จะนึกถึงแมลงชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับแบกหนวดกุ้งไว้กับตัวตลอดเวลาจนดูราวกับว่า “หนวดกุ้งเคลื่อนที่” ซึ่งจริงๆ แล้วหนวดกุ้งที่กล่าวถึงนี้ คือท่อขับของเหลว (siphunculi หรือ cornicle) ของเพลี้ยอ่อน(aphid) ที่มีลักษณะเป็นท่อคู่ตรง ยื่นยาวออกมาจากบริเวณด้านบนของปล้องท้องปล้องที่ 5หรือ 6 ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่พบเฉพาะในเพลี้ยอ่อน แมลงปากดูดขนาดเล็ก ลำ�ตัวอ่อนนุ่มรูปร่างคล้ายผลฝรั่ง ในวงศ์ Aphididae อันดับ Hemiptera เท่านั้น หนวดกุ้งในเพลี้ยอ่อนมีขนาดสั้นหรือยาวแตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของเพลี้ยอ่อนและไม่ได้ทำ�หน้าที่รับสัญญาณภาพเหมือนกับหนวดกุ้งของโทรทัศน์ แต่ทำ�หน้าที่ขับของเหลวเหนียวออกมา เพื่อป้องกันตัวเองจากศัตรู เพลี้ยอ่อน หนวดกุ้งทีวี ชฎาภรณ์ เฉลิมวิเชียรพร
  29. 29. ธรรมชาติแห่งพฤติกรรม “มดแดง” สร้างรัง พฤติกรรมน่าสนใจ ดึงไม้ใบไกลให้ใกล้ชิดกัน สร้างเยื่อเจือใยให้เลี้ยวเกี่ยวพัน ประกบครบครันเป็น “บ้านมดแดง” ชมัยพร บัวมาศ
  30. 30. สื่อสารภาษา แบบ มด..มด มดเป็นแมลงที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นสังคมขนาดใหญ่ ซึ่งการอยู่ร่วมกันเป็นจำ�นวนมากจำ�เป็นต้องมีการสื่อสารระหว่างมดแต่ละตัวภายในรัง แล้วมดสื่อสารกันด้วยภาษาอะไรหนอ ? มดไม่สามารถใช้เสียงพูดคุยกันได้เหมือนมนุษย์ แต่มดพูดคุยกันโดยอาศัยการสัมผัส ท่าทางร่วมกับการปล่อยสารเคมีจากต่อมบริเวณปลายส่วนท้อง บริเวณท้อง และบริเวณขากรรไกร ซึ่งพบว่าหากมดเดินไปพบอาหาร มดจะปล่อยสารเคมีที่อยู่บริเวณปลายส่วนท้องแตะตามเส้นทางที่พบ เพื่อเป็นการบอกเส้นทางและเมื่อพบมดงานตัวอื่นๆ มดจะส่ายหัวไปมาและใช้หนวดบุ้ยใบ้ให้ไปหาอาหารตามเส้นทางที่ได้ปล่อยสารเคมีไว้แล้ว ส่วนมดตัวที่จะตามไปหาอาหารก็จะใช้ปลายหนวดแตะตามทางที่ได้ปล่อยสารเคมีไว้แล้ว แต่หากมีผู้บุกรุกรัง มดจะปล่อยสารเคมีออกมาจากต่อมบริเวณขากรรไกรพร้อมๆกับลากส่วนท้องเป็นวงเพื่อเตือนสมาชิกในรังให้ลุกขึ้นมาป้องกันรังและเหล่าสมาชิกตัวน้อยภายในรังจากศัตรูผู้รุกราน มดบางชนิดอาจจะฉีดพ่นสารเคมีจากเหล็กในซึ่งกลิ่นของสารเคมีที่ปล่อยออกมาจะสามารถขับไล่ศัตรูผู้บุกรุกได้ และถ้ามดจะไปสร้างรังใหม่ มดจะบอกเหล่าสมาชิกให้ไปช่วยกันโดยการปล่อยสารเคมีบริเวณปลายส่วนท้องนำ�ทางไปยังจุดที่จะสร้างรังใหม่และจะส่ายลำ�ตัวพร้อมกับดึงขากรรไกรของมดตัวอื่นๆ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ร่วมมือร่วมใจกันในการสร้างรังใหม่ พฤติกรรมการสื่อสารของมดแต่ละเรื่องดูช่างน่าสนใจมาก บางเรื่องแม้ว่าจะดูซับซ้อนแต่ก็สามารถสื่อสารให้เข้าใจกันได้อย่างดี ซึ่งทำ�ให้มดมีความสมัครสมานสามัคคีรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และหาญกล้าที่จะต่อสู้กับผู้รุกรานที่มีทั้งพลกำ�ลังและขนาดตัวที่ใหญ่กว่าได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ชมัยพร บัวมาศ
  31. 31. ระบำ�ผึ้ง ระบำ�ผึ้งในที่นี้หมายถึงการเต้นรำ�ของผึ้ง (bee dance) ซึ่งเปรียบเสมือนภาษา ที่ใช้ในการสื่อสารของสังคมผึ้ง โดยมีผึ้งสำ�รวจ (scout bee) เป็นผู้รับหน้าที่ส่งข่าวเกี่ยวกับแหล่งอาหาร ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร รวมทั้งระยะทางจากรังถึงแหล่งอาหารให้แก่ผึ้งงาน (worker) ภายในรัง ซึ่งการสื่อสารต้องอาศัยสารเคมี การแสดงท่าทาง เสียง และการสัมผัสตัวกัน การสื่อสารโดยใช้ท่าทางการเต้นรำ�ของผึ้งมี 2 แบบ ได้แก่ การเต้นรำ�แบบวงกลม (round dance) ผึ้งสำ�รวจจะเต้นรำ�เป็นวงกลม บนผนังด้านในของรังผึ้งและจะเต้นวนอยู่หลายรอบนานประมาณ ½ - 1 นาทีจึงหยุดเต้น จากนั้นจะเคลื่อนย้ายไปเต้นในตำ�แหน่งต่างๆ บนผนังรัง หากพบว่าแหล่งอาหารมีความอุดมสมบูรณ์มาก ผึ้งสำ�รวจจะเต้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง การเต้นแบบวงกลมนี้ไม่ได้บอกทิศทางของแหล่งอาหารแต่จะบอกเพียงระยะทางว่าอยู่ภายในรัศมี 100 เมตร จากรังเท่านั้น การเต้นรำ�แบบส่ายท้อง (tail wagging dance) เมื่อพบแหล่งอาหารที่ไกลจากรังมากกว่า 100 เมตร ผึ้งสำ�รวจจะเริ่มเต้นรำ�แบบส่ายท้อง โดยผึ้งจะวิ่งเป็นเส้นตรงขึ้นก่อน แล้วหมุนวนรอบซ้ายและขวารอบละครึ่งวงกลม การเต้นรำ�ลักษณะนี้จะสามารถบอกทิศทางระหว่างแหล่งอาหารกับที่ตั้งของรังได้ ผึ้งสำ�รวจจะเต้นแบบนี้ซ้ำ�แล้วซ้ำ�อีก จำ�นวนรอบและระยะเวลาในการเต้นเป็นตัวกำ�หนดระยะทางจากรังถึงแหล่งอาหาร ผึ้งสำ�รวจจะย้ายตำ�แหน่งการเต้นไปยังที่ต่างๆ บนรวงรังให้สมาชิกภายในรังได้รับรู้มากที่สุดจึงหยุดเต้นความรุนแรงของการเต้นเป็นการบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหารเช่นเดียวกับการเต้นรำ�แบบวงกลม ในขณะที่ผึ้งสำ�รวจกำ�ลังเต้นรำ� ผึ้งงานจะสังเกตและรับรู้ถึงกลิ่นและชนิดของดอกไม้จากเกสรที่ติดอยู่ตามตัวผึ้งสำ�รวจ การเต้นรำ�แบบวงกลม การเต้นรำ�แบบส่ายท้อง ยุวรินทร์ บุญทบ
  32. 32. เวียนวนวนเวียน แค่อ่านชื่อก็รู้สึกเวียนหัวแล้ว ตัวอะไรกันอีกนะ แต่นักกีฏวิทยาก็เดาได้อีกว่า น่าจะเป็น“มวนวน” เจ้ามวนวนนี่ จริงๆ น่าจะชื่อมวนกรรเชียงมากกว่า เพราะมีอุปนิสัยชอบหงายท้องว่ายน้ำ� แต่เมื่อคว่ำ�ตัวว่ายน้ำ�กลับว่ายวนเวียนเวียนวนซะอย่างนั้น จึงได้ชื่อว่า “มวนวน”มวนวน (backswimmer bug) เป็นแมลงในวงศ์ (Family) Notonectidae อันดับ (Order)Hemiptera ลำ�ตัวรูปไข่ค่อนข้างยาว ประมาณได้ 5-12 มิลลิเมตร สีน้ำ�ตาลอ่อน ด้านหลังโค้งนูน หนวดสั้น ปากแบบเจาะดูด ขายาว ขาคู่หลังค่อนข้างแบนและยาวกว่าคู่อื่นๆมีขนปกคลุมเหมาะสำ�หรับว่ายน้ำ�และช่วยให้ว่ายน้ำ�ได้รวดเร็ว มวนวนชอบลอยตัวบนผิวน้ำ�เมื่อดำ�สู่ใต้น้ำ�จะนำ�ฟองอากาศบนผิวน้ำ�ติดตามลำ�ตัวและใต้ปีกลงไปด้วยเพื่อใช้หายใจ พบชุกชุมในช่วงฤดูฝนบริเวณแหล่งน้ำ� เช่น บึง บ่อ สระ คลอง หนองน้ำ�และนาข้าว มวนวนสามารถจับเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่าตัว เช่น แมลงที่ตัวโตกว่า ลูกกบ กุ้งและปลาตัวเล็กๆเพื่อดูดกินเป็นอาหาร ชลิดา อุณหวุฒิ
  33. 33. นักสเก็ตบนผิวน้ำ� หลายคนอาจจะเคยสังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กขายาวๆ คล้ายแมงมุม เคลื่อนที่ไปมาบนผิวน้ำ�อย่างรวดเร็วในแหล่งน้ำ�ใกล้ๆ บ้าน เคยสงสัยบางไหมว่าคือตัวอะไร แต่หากได้ไปดูใกล้ๆ ชัดๆ ก็จะรู้ว่าเป็นแมลงชนิดหนึ่ง ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า จิงโจ้น้ำ� ซึ่งในความหมายของนักกีฏวิทยาจะหมายถึงมวนจิงโจ้น้ำ� หรือ water strider หรือ pond skaterแมลงในวงศ์ (Family) Gerridae อันดับ (Order) Hemiptera แมลงชนิดนี้จะพบอยู่บนผิวน้ำ� มีลำ�ตัวค่อนข้างเรียวยาว ขาคู่หน้า (fore leg) ค่อนข้างสั้นใช้ในการจับสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร ส่วนขาคู่กลาง (mid leg) และขาคู่หลัง (hind leg) จะยาวกว่าลำ�ตัวหลายเท่าเพื่อช่วยให้เกิดการกระจายน้ำ�หนักของจิงโจ้น้ำ�เวลาที่อยู่บนผิวน้ำ� ปลายขา (tarsus) ของขาทั้งสองคู่มีจำ�นวนปล้อง 2 ปล้อง และที่สำ�คัญมีขนขนาดเล็ก (microseta) จำ�นวนมาก ปกคลุมและซ้อนกันอยู่หลายชั้น จึงทำ�ให้ปลายขาไม่เปียกเมื่อเวลาสัมผัสน้ำ� รวมทั้งทำ�ให้จิงโจ้น้ำ�สามารถเคลื่อนที่บนผิวน้ำ�ได้คล่องแคล่ว รวดเร็ว ราวกับนักสเก็ตบนผิวน้ำ�ที่มีลีลาท่าทางน่ามองน่าชม ไม่แพ้นักสเก็ตน้ำ�แข็งที่กำ�ลังโชว์ลีลาพลิ้วไหวบนลานน้ำ�แข็ง ชมัยพร บัวมาศ

×