ประโยคในภาษาไทย
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

ประโยคในภาษาไทย

on

  • 4,852 views

 

Statistics

Views

Total Views
4,852
Views on SlideShare
4,850
Embed Views
2

Actions

Likes
0
Downloads
32
Comments
0

1 Embed 2

http://hansa2506.wordpress.com 2

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    ประโยคในภาษาไทย ประโยคในภาษาไทย Document Transcript

    • ประโยคในภาษาไทย แบ่งเป็น ๓ ชนิด คือ๑. ประโยคความเดียว ( เอกรรถประโยค)๒. ประโยคความ)๓. ประโยคความซ้อน (สังกรประโยค) เดียว ( เอกรรถประโยค) ประโยคความเดียว ( เอกรรถประโยค) . ประโยค๓. ประโยประโยค คือ ถ้อยคาที่มีเนื้อความสมบูรณ์ และมีโครงสร้างประโยคถูกต้องไม่ว่าจะเป็นภาคประธาน หรือภาคแสดง ประโยคสามัญ ประโยคสามัญแบ่งเป็นประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน จากประโยคทั้งสามนี้เพิ่มคาขยายหรือข้อความขยาย การรวมประโยคดังกล่าวเข้าด้วยกันทาให้กลายเป็นประโยคซับซ้อนขึ้น แต่สามารถสื่อสารชัดเจนและสละสลวย ประโยคสามัญ เป็นประโยคในภาษาไทย ตามข้อความแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ 1. ประโยคความเดียว (เอกรรถประโยค) คือ ประโยคที่มีข้อความเพียงหนึ่งข้อความ หรือมีใจความสาคัญเพียงหนึ่งเดียว มีภาคประธานภาคเดียว ภาคแสดงภาคเดียว สังเกตได้จากมีกริยาสาคัญเพียงตัวเดียว หลักภาษาไทยเรียกว่า เอกัตถะประโยค มาจาก เอก + อัตถะ + ประโยค (เอก = หนึ่ง อัตถะ = ข้อความ) หมายถึงประโยคมีข้อความเดียว เช่น  นักเรียนอ่านหนังสือ  คุณพ่อกลับบ้านตอนเย็น  แม่ค้าขายผักปลาตัวอย่าง ประโยคความเดียวประโยคที่กริยาไม่ต้องมีกรรมมารับ
    • ตัวอย่าง ประโยคความเดียวประโยคที่กริยาต้องมีกรรมมารับตัวอย่าง ประโยคความเดียว "เป็น" เป็นกิริยาที่ต้องอาศัยส่วนเติมเต็มเพื่อให้เนื้อความสมบูรณ์ ข้อสังเกต ประโยคความเดียวจะมีประธานเดียว กริยาเดียว กรรมเดียว 2. ประโยคความรวม (อเนกัตถประโยค) หลักภาษาไทยเรียกประโยคชนิดนี้ว่า อเนกัตถะประโยค ซึ่งมาจาก อน + เอก + อัตถะ + ประโยค (อน = ไม่ เอก =หนึ่ง อัตถะ = ข้อความ) หมายถึง ประโยคมีข้อความไม่ใช่หนึ่งข้อความ นั่นคือ ประโยคมีข้อความมากกว่าหนึ่งข้อความเช่น  เงินทองเป็นของหายากและมันคือแก้วสารพัดนึก  พิเชษฐ์ร่ารวยมหาศาลแต่เขาเป็นคนตระหนี่มาก  ยุพดีผ่านการสอบมาได้เพราะเธอมีความเพียรพยายามสูง ประโยคความรวม คือ การนาประโยคความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยคมารวมกันและเชื่อมประโยคด้วยคาสันธาน โดยใช้สันธานเป็นตัวเชื่อมแต่ก็สามารถแยกออกเป็นประโยคความเดียว ที่มีใจความสมบูรณ์ได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเพิ่มส่วนใดส่วนหนึ่งในประโยค เช่น ประโยคความรวม แบ่งย่อยได้เป็น 4 แบบ ดังนี้
    • 2.1 ประโยคที่มีเนื้อความคล้อยตามกัน คือ ประโยคความเดียว 2ประโยคที่นามารวมกันโดยมีเนื้อความสอดคล้องกันมีสันธาน และ แล้ว แล้ว...ก็ ครั้ง...จึง พอ...ก็ ฯลฯ เป็นตัวเชื่อม แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ก) ประธานหนึ่งคนทากริยา 2 กริยาต่อเนื่องกัน เช่น ข) ประธานสองคนทากริยาอย่างเดียวกัน เช่น 2.2 ประโยคที่มีเนื้อความขัดแข้งกัน คือ ประโยคความเดียว 2 ประโยค ที่นามารวมกัน โดยมีเนื้อความขัดแย้งกัน กริยาในแต่ละประโยคตรงกันข้ามกัน ส่วใหญ่จะมีสันธาน แต่ แต่ทว่า กว่า...ก็ ฯลฯ เป็นตัวเชื่อม เช่น 2.3 ประโยคที่มีเนื้อความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ ประโยคที่มี กริยา 2 กริยาที่ต่างกัน มีสันธาน หรือ หรือไม่ก็มิฉะนั้น...ก็ ฯลฯ เป็นตัวเชื่อม เช่น 2.4 ประโยคที่มีเนื่อความเป็นเหตุเป็นผล คือ ประโยคที่มีประโยคความ เดียวประโยคหนึ่งมีเนื้อความเป็นประโยคเหตุและมีประโยคความเดียวอีกประโยค หนึ่งมีเนื้อความเป็นประโยคผล มีสันธาน จึง ฉะนั้น ดังนั้น เพราะฉะนั้น ฯลฯ เป็นตัวเชื่อม เช่น
    • ข้อสังเกต ประโยคความรวมที่มีเนื้อความเป็นเหตุเป็นผลนั้น ประโยคเหตุจะต้องมาก่อน ประโยคผลเสมอ และประโยคความรวมจะมีคาว่า และ แต่ หรือ ก็ เป็นสันธานเชื่อมประโยค 3. ประโยคความซ้อน (สังกรประโยค) หลักภาษาไทยเรียกประโยคความซ้อนว่า สังกรประโยค (อ่านว่า สัง-กอ-ระ-ประโยค) แปลว่า ประโยคทีส่วนปรุงแต่งให้มีข้อความมากขึ้น เช่น  ครูให้รางวัลแก่นักเรียนที่ขยันตั้งใจเรียน (ขยายกรรม)  วิโรจน์เดินทางถึงบ้านเมื่อวานนี้เอง (ขยายกริยา)  นายแม่นภารโรงถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง (ขยายประธาน) ประโยคความซ้อน คือ ประโยคประกอบด้วยประโยคหลักหรือมุขประโยคและมีประโยคย่อยหรืออนุประโยคซ้อนอยู่ประโยคย่อยนี้อาจทาหน้าที่ขยายประธาน ขยายกริยาหรือขยายกรรมในประโยคหลัก โดยมีประพันธสรรพนาม (ผู้, ที,่ ซึ่ง,อัน) ประพันธวิเศษณ์ หรือบุพบทเป็นบทเชื่อม ให้มีรายละเอียดมากขึ้น ประโยคหลัก (มุขยประโยค) คือ ประโยคที่เป็นใจความสาคัญที่ต้องการสื่อสาร ประโยคย่อย (อนุประโยค) คือ ประโยคที่ทาหน้าที่ขยายความประโยคหลัก ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นตัวอย่าง ประโยคย่อย (อนุประโยค) ที่ซ้อนอยู่นี้อาจทาหน้าที่เป็นประธาน บทขยายประธาน กรรมหรือ บทขยายกรรมของประโยคหลัก (มุขยประโยค) ประโยคย่อย หรืออนุประโยคแบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ 1. ประโยคย่อยทาหน้าที่เหมือนคานาม เช่น  คนทะเลาะกันก่อความราคาญให้เพื่อนบ้าน คนทะเลาะกัน ทาหน้าที่เหมือนคานาม
    •  ฉันไม่ชอบคนเอาเปรียบผู้อื่น คนเอาเปรียบผู้อื่น ทาหน้าที่เหมือนคานามประโยคย่อยที่ทาหน้าที่เหมือนคานาม หมายถึง ประโยคย่อยทาหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมของประโยค เช่น2. ประโยคย่อยทาหน้าที่เหมือนคาวิเศษณ์ที่ขยายคานามหรือสรรพนาม เช่น ดอกไม้ที่อยู่ในสวนข้างบ้านบานสะพรั่ง ที่อยู่ในสวนข้างบ้าน ขยาย ดอกไม้ ฉันชอบเสื้อที่แขวนอยู่หน้าร้าน ที่แขวนอยู่หน้าร้าน ขยาย เสื้อประโยคย่อยที่ทาหน้าที่เหมือนคาวิเศษณ์ หมายถึง ประโยคย่อยทาหน้าที่เป็นประธานหรือกรรมของประโยค เช่น
    • 3 ประโยคย่อยทาหน้าที่เหมือนคาวิเศษณ์ที่ขยายคากริยาหรือวิเศษณ์ เช่น  เขาพูดเร็วจนฉันฟังไม่ทัน จนฉันฟังไม่ทัน ขยาย เร็ว  ฉันหวังว่าคุณจะมา ว่าคุณจะมา ขยาย หวัง ประโยคย่อยที่ทาหน้าที่เหมือนคาวิเศษณ์ หมายถึง อนุประโยคที่ทาหน้าที่เหมือนคาวิเศษณ์เพื่อขยายนามหรือสรรพนามให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น ทาหน้าที่เช่นเดียวกับวิเศษ คุณานุประโยคมักจะใช้ประพันธสรรพนาม(ที่ ซึ่ง อัน ว่า ผู้) เป็นตัวเชื่อม เช่น
    • ประโยคย่อยที่ทาหน้าที่เหมือนคาวิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ทาหน้าที่ีขยายกริยาหรือวิเศษณ์ เรียกว่า วิเศษณานุประโยค โดยสังเกตจากสันธาน เมื่อ จน เพราะ ราวกับ ระหว่างที่ ฯลฯ เช่น ข้อสังเกต ประโยคความซ้อนลักษณะนี้ ประโยคผลจะมาก่อนประโยคเหตุ[แก้ไข] สรุป ประโยคความซ้อน  ถ้ามีอนุประโยคทาหน้าที่เป็นนามหรือมีคา "ว่า" อยู่ในประโยค เรียกว่า นามานุประโยค  ถ้าอนุประโยคมีคาว่า "ที่" "ซึ่ง" "อัน" อยู่หน้าประโยค เรียกว่า คุณานุประโยค  ถ้าอนุประโยคมีคาว่า "เมื่อ" "เพราะ" "แม้ว่า" อยู่หน้าประโยค เรียกว่า วิเศษณานุประโยคขอขอบคุณข้อมูลจาก  ประพนธ์ เรืองณรงค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช่วงชั้นที่ 3 (ม.2) เล่ม2 รุงเทพฯ : ประสานมิตร , 2545  อาจารย์จันจิรา จิตตะวิริยะพงษ์ : คู่มือภาษาไทย Entrance ม.4-5-6 ผู้แต่ง  นางรุ่งฟ้า รักษ์วิเขียร : ท 40212 หลักภาษา เรื่อง ประโยค โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี พิษณุโลก  สานักงานคณะกรรการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรีพิษณุโลกRetrieved from"http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%8D"
    • ประเภทของหน้า: กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ชนิดและหน้าที่ของประโยค ความหมายและส่วนประกอบของประโยค ความหมายของประโยค ประโยค เกิดจากคาหลายๆคา หรือวลีที่นามาเรียงต่อกันอย่างเป็นระเบียบให้แต่ละคามี ความสัมพันธ์กัน มีใจความสมบูรณ์ แสดงให้รู้ว่า ใคร ทาอะไร ที่ไหน อย่างไร เช่น สมัครไป โรงเรียน ตารวจจับคนร้าย เป็นต้น ส่วนประกอบของประโยค ประโยคหนึ่ง ๆ จะต้องมีภาคประธานและภาคแสดงเป็นหลัก และอาจมีคาขยายส่วนต่าง ๆ ได้ 1. ภาคประธาน
    • ภาคประธานในประโยค คือ คาหรือกลุ่มคาที่ทาหน้าที่เป็นผู้กระทา ผู้แสดงซึ่งเป็นส่วนสาคัญของประโยค ภาคประธานนี้ อาจมีบทขยายซึ่งเป็นคาหรือกลุ่มคามาประกอบ เพื่อทาให้มีใจความ ชัดเจนยิ่งขึ้น 2. ภาคแสดง ภาคแสดงในประโยค คือ คาหรือกลุ่มคาที่ประกอบไปด้วยบทกริยา บทกรรมและส่วนเติมเต็ม บทกรรมทาหน้าที่เป็นตัวกระทาหรือตัวแสดงของประธาน ส่วนบทกรรมทาหน้าที่เป็น ผู้ถูกกระทา และส่วนเติมเต็มทาหน้าที่เสริมใจความของประโยคให้สมบูรณ์ คือทาหน้าที่คล้าย บทกรรม แต่ไม่ใช้กรรม เพราะมิได้ถูกกระทา ชนิดของประโยค ประโยคในภาษาไทยแบ่งเป็น 3 ชนิด ตามโครงสร้างการสื่อสารดังนี้ 1. ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว คือ ประโยคที่มีข้อความหรือใจความเดียว ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เอกรรถประโยค เป็นประโยคที่มีภาคประโยคเพียงบทเดียว และมีภาคแสดงหรือกริยาสาคัญ เพียงบทเดียว หากภาคประธานและภาคแสดงเพิ่มบทขยายเข้าไป ประโยคความเดียวนั้นก็จะ เป็นประโยคความเดียวที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น 2. ประโยคความรวมประโยคความรวม คือ ประโยคที่รวมเอาโครงสร้างประโยคความเดียวตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไปเข้า ไว้ในประโยคเดียวกัน โดยมีคาเชื่อมหรือสันธานทาหน้าที่เชื่อมประโยคเหล่านั้นเข้า ด้วยกัน ประโยคความรวมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อเนกกรรถประโยค ประโยคความรวมแบ่ง ใจความออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 2.1 ประโยคที่มีความคล้อยตามกัน ประโยคความรวมชนิดนี้ประกอบด้วยประโยคเล็กตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไป มีเนื้อความคล้อยตามกันในแง่ของความเป็นอยู่ เวลา และการกระทา ตัวอย่าง „ ทรัพย์ และ สินเป็นลูกชายของพ่อค้าร้านสรรพพาณิชย์ „ ทั้ง ทรัพย์ และ สินเป็นนักเรียนโรงเรียนอาทรพิทยาคม „ ทรัพย์เรียนจบโรงเรียนมัธยม แล้ว ก็ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยอาชีวศึกษา „ พอ สินเรียนจบโรงเรียนมัธยม แล้ว ก็ มาช่วยพ่อค้าขาย สันธานที่ใช้ใน 4 ประโยค ได้แก่ และ, ทั้ง ‟ และ, แล้วก็, พอ ‟ แล้วก็ หมายเหตุ : คา “แล้ว” เป็นคาช่วยกริยา มิใช่สันธานโดยตรง 2.2 ประโยคที่มีความขัดแย้งกัน ประโยคความรวมชนิดนี้ ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยค มี เนื้อความที่แย้งกันหรือแตกต่างกันในการกระทา หรือผลที่เกิดขึ้น ตัวอย่าง „ พี่ตีฆ้อง แต่ น้องตีตะโพน „ ฉันเตือนเขาแล้ว แต่ เขาไม่เชื่อ
    • 2.3 ประโยคที่มีความให้เลือก ประโยคความรวมชนิดนี้ ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยคและ กาหนดให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่าง „ ไปบอกนายกิจ หรือ นายก้องให้มานี่คนหนึ่ง „ คุณชอบดนตรีไทย หรือ ดนตรีสากล 2.4 ประโยคที่มีความเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน ประโยคความรวมชนิดนี้ประกอบด้วยประโยคเล็ก 2 ประโยค ประโยคแรกเป็นเหตุประโยคหลังเป็นผล ตัวอย่าง „ เขามีความเพียรมาก เพราะฉะนั้น เขา จึง ประสบความสาเร็จ „ คุณสุดาไม่อิจฉาใคร เธอ จึง มีความสุขเสมอ ข้อสังเกต „ สันธานเป็นคาเชื่อมที่จ้าเป็นต้องมีประโยคความรวม และจะต้องใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อความใน ประโยค ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า สันธานเป็นเครื่องกาหนดหรือชี้บ่งว่าประโยคนั้นมีใจความแบบใด„ สันธานบางคาประกอบด้วยคาสองคา หรือสามคาเรียงอยู่ห่างกัน เช่น ฉะนั้น ‟ จึง, ทั้ง ‟ และ, แต่ ‟ ก็ สันธานชนิดนี้เรียกว่า “สันธานคาบ” มักจะมีคาอื่นมาคั่นกลางอยู่จึงต้องสังเกตให้ดี „ ประโยคเล็กที่เป็นประโยคความเดียวนั้น เมื่อแยกออกจากประโยคความรวมแล้ว ก็ยังสื่อ ความหมายเป็นที่เข้าใจได้ 3. ประโยคความซ้อนประโยคความซ้อน คือ ประโยคที่มีใจความสาคัญเพียงใจความเดียว ประกอบด้วยประโยคความ เดียวที่มีใจความสาคัญ เป็นประโยคหลัก (มุขยประโยค) และมีประโยคความเดียวที่มีใจความ เป็นส่วนขยายส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคหลัก เป็นประโยคย่อยซ้อนอยู่ในประโยคหลัก (อนุ ประโยค) โดยทาหน้าที่แต่งหรือประกอบประโยคหลัก ประโยคความซ้อนนี้เดิม เรียกว่า สังกร ประโยค อนุประโยคหรือประโยคย่อยมี 3 ชนิด ทาหน้าที่ต่างกัน ดังต่อไปนี้3.1 ประโยคย่อยที่ทาหน้าที่แทนนาม (นามานุประโยค) อาจใช้เป็นบทประธานหรือบทกรรม หรือส่วนเติมเต็มก็ได้ ประโยคย่อยนี้เป็นประโยคความเดียวซ้อนอยู่ในประโยคหลักไม่ต้องอาศัยบท เชื่อมหรือคาเชื่อม ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่เป็นประโยคย่อยทาหน้าที่แทนนาม „ คนทาดีย่อมได้รับผลดี คน...ย่อมได้รับผลดี : ประโยคหลัก คนทาดี : ประโยคย่อยทาหน้าที่เป็นบทประธาน „ ครูดุนักเรียนไม่ทาการบ้าน ครูดุนักเรียน : ประโยคหลัก นักเรียนไม่ทาการบ้าน : ประโยคย่อยทาหน้าที่เป็นบทกรรม 3.2 ประโยคย่อยที่ทาหน้าที่เป็นบทขยายประธานหรือบทขยายกรรมหรือบทขยายส่วนเติมเต็ม
    • (คุณานุประโยค) แล้วแต่กรณี มีประพันธสรรพนาม (ที่ ซึ่ง อัน ผู) เชื่อมระหว่างประโยคหลักกับ ้ ประโยคย่อย ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทาหน้าที่เป็นบทขยาย „ คนที่ประพฤติดีย่อยมีความเจริญในชีวิต ที่ประพฤติ ขยายประธาน คน - คน...ย่อมมีความเจริญในชีวิต : ประโยคหลัก - (คน) ประพฤติดี : ประโยคย่อย „ ฉันอาศัยบ้านซึ่งอยู่บนภูเขา ซึ่งอยู่บนภูเขา ขยายกรรม บ้าน - ฉันอาศัยบ้าน : ประโยคหลัก - (บ้าน) อยู่บนภูเขา : ประโยคย่อย 3.3 ประโยคย่อยที่ทาหน้าที่เป็นบทขยายคากริยา หรือบทขยายคาวิเศษณ์ในประโยคหลัก (วิเศษณานุประโยค) มีคาเชื่อม (เช่น เมื่อ จน เพราะ ตาม ให้ ฯลฯ) ซึ่งเชื่อมระหว่างประโยค หลักกับประโยคย่อย ตัวอย่างประโยคความซ้อนที่ประโยคย่อยทาหน้าที่เป็นบทกริยาหรือบทขยายวิเศษณ์ „ เขาเรียนเก่งเพราะเขาตั้งใจเรียน เขาเรียนเก่ง : ประโยคหลัก (เขา) ตั้งใจเรียน : ประโยคย่อยขยายกริยา „ ครูรักศิษย์เหมือนแม่รักลูก ครูรักศิษย์ : ประโยคหลัก แม่รักลูก : ประโยคย่อย (ขยายส่วนเติมเต็มของกริยาเหมือน) หน้าที่ของประโยค ประโยคต่างๆ ที่ใช้ในการสื่อสารย่อมแสดงถึงเจตนาของผู้ส่งสาร เช่น บอกกล่าว เสนอแนะอธิบาย ซักถาม ขอร้อง วิงวอน สั่งห้าม เป็นต้น หากจะแบ่งประโยคตามหน้าที่หรือลักษณะที่ใช้ ในการสื่อสาร สามารถแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ดังนี้ 1. บอกเล่าหรือแจ้งให้ทราบ เป็นประโยคที่มีเนื้อความบอกเล่าบ่งชี้ให้เห็นว่า ประธานทากริยา อะไร ที่ไหน อย่างไร และ เมื่อไหร่ เช่น - ฉันไปพบเขามาแล้ว - เขาเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ 2. ปฏิเสธ เป็นประโยคมีเนื้อความปฏิเสธ จะมีคาว่า ไม่ ไม่ได้ หามิได้ มิใช่ ใช่ว่า ประกอบอยู่ด้วยเช่น - เรา ไม่ได้ ส่งข่าวถึงกันนานแล้ว - นั่น มิใช่ ความผิดของเธอ 3. ถามให้ตอบ
    • เป็นประโยคมีเนื้อความเป็นคาถาม จะมีคาว่า หรือ ไหม หรือไม่ ทาไม เมื่อไร ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร อยู่หน้าประโยคหรือท้ายประโยค เช่น - เมื่อคืนคุณไป ที่ไหน มา - เธอเห็นปากกาของฉัน ไหม 4. บังคับ ขอร้อง และชักชวน เป็นประโยคที่มีเนื้อความเชิงบังคับ ขอร้อง และชักชวน โดยมีคาอนุภาค หรือ คาเสริมบอก เนื้อความของประโยค เช่น - ห้าม เดินลัดสนาม - กรุณา พูดเบา สรุปการเรียบเรียงถ้อยคาเป็นประโยคความเดียว ประโยคความรวม และประโยคความซ้อน สามารถ ขยายให้เป็นประโยคยาวขึ้นได้ด้วยการใช้คา กลุ่มคา หรือประโยค เป็นส่วนขยาย ยิ่งประโยคมีส่วนขยายหรือองค์ประกอบมากส่วนเพียงใด ก็จะยิ่งทาให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจต่อกันมาก ขึ้นเพียงนั้น ข้อสาคัญ คือ ต้องเข้าใจรูปแบบประโยค การใช้คาเชื่อมและคาขยาย ทั้งนี้ต้องคานึงถึงเจตนาในการส่งสารด้วย ผู้มีทักษะในการเรียบเรียงประโยคสามารถพัฒนาไปสู่การเขียน เล่า บอกเรื่องราวที่ยืดยาวได้ตามเจตนาของการสื่อสาร ดังนั้นผู้ใช้ภาษาจึงต้องศึกษาและทา ความเข้าใจโครงสร้างประโยค และวิธีการสร้างประโยคให้แจ่มแจ้งชัดเสียก่อนจะทาให้การ สื่อสารเกิดประสิทธิผล และสามารถใช้ภาษาสื่อสารให้เกิดความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น