ขอสอบ A-NET 15 วิชาวิทยาศาสตร (ชีววิทยา) ปการศึกษา 2550ตอนที่ 1 ชีววิทยา จํานวน 50 ขอ (ขอ 1-50) ขอละ 2 คะแนน1. เมื่อ...
4. เมื่อศึกษาผลของสาร X และสาร Y ตอการทํางานของเอนไซม A ไดผลการทดลอง ดังนี้                                            ...
1. ภาพ A คือ ก และ ง , ภาพ B คือ ข และ ค              2. ภาพ A คือ ข และ ค , ภาพ B คือ ก และ ง   3. ภาพ A คือ ก และ ค , ภา...
12. สภาวะของกลามเนื้อในขอใดที่ชวยทําใหเกิดการหายใจเขา    1. กลามเนื้อกะบังลมคลายตัวทําใหกะบังลมโคงขึ้น    2. กลาม...
17. จากภาพการเปลี่ยนแปลงศักยไฟฟาของเซลลประสาท ชวงของกราฟที่ชองโซเดียมเปด ขณะที่ชอง    โพแทสเซียมปดคือชวงใด    1. ...
21. พฤติกรรมของสัตวในขอใดจัดเปนการสื่อสารดวยวิธีที่แตกตางจากขออื่นๆ    1. สุนัขเพศผูใชปสสาวะแสดงอาณาเขตครอบครองขอ...
26. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับโครงสรางของพืชดอก    ก. กานใบประกอบขึ้นจากเซลลทั้งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต    ข. พิธ (pith) สาม...
30. กระบวนการในคลอโรพลาสตจากภาพขางบน ขอใดถูกตอง    ก. เกิดที่เยื่อไทลาคอยดเทานั้น    ข. มีการเปลี่ยนรูปของพลังงาน   ...
การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนี้มีแบบแผนอยางไร    1. การถายทอดยีนที่ไมเกี่ยวเนื่องกับเพศ และลักษณะที่ผดปกติเปนลักษณะดอ...
ถามิวเทชันเฉพาะที่ (point mutation) ในสายของ DNA ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของลําดับกรดอะมิโน    จาก           Ile        T...
หากตัดพลาสมิดดวยเอนไซม A แลวตัดสวนของยีนดวยเอนไซมตาง ๆ ยีนที่ตัดดวยเอนไซมใดบาง จึงจะ    สามารถโคลนเขาสูพลาสมิด...
44. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ    1. พลังงานแสงที่โลกไดรับสวนใหญจะเขาสูผูผลิต    2. พลังงานที...
49. กระบวนการใดไมมีบทบาทโดยตรงตอการสรางสารประกอบตาง ๆ ภายในพืช    1. การตรึงไนโตรเจน    2. การเปลี่ยนไนเตรตกลับเปนแก...
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

7.ข้อสอบ a netวิชาวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา- ปีการศึกษา 2550

1,318

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
1,318
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
30
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

7.ข้อสอบ a netวิชาวิทยาศาสตร์ ชีววิทยา- ปีการศึกษา 2550

  1. 1. ขอสอบ A-NET 15 วิชาวิทยาศาสตร (ชีววิทยา) ปการศึกษา 2550ตอนที่ 1 ชีววิทยา จํานวน 50 ขอ (ขอ 1-50) ขอละ 2 คะแนน1. เมื่อศึกษาแผนสไลดที่ติดตัวอักษร โดยกลองจุลทรรศนใชแสงแบบธรรมดา (compound light microscope) ถาตองการใหภาพที่เห็นผานเลนสใกลตาเปนภาพตัวอักษร “ภ” ตัวอักษรที่ติดอยูบนแผนสไลดตองอยูใน ลักษณะใด 1. ภาพ A 2. ภาพ B 3. ภาพ C 4. ภาพ D2. ขอใดคือขอแตกตางระหวางกรดไขมันไมอิ่มตัวและกรดไขมันอิ่มตัว ก. จํานวนคารบอน ข. จํานวนพันธะโควาเลนทแบบพันธะเดี่ยว ค. จํานวนพันธะโควาเลนทแบบพันธะคู ง. จํานวนหมูคารบอกซิล 1. ค 2. ก และ ข 3. ก, ข และ ค 4. ก, ข, ค และ ง3. ขอใดถูกตองที่สุดเกี่ยวกับโครงสรางของเซลลที่รงไข ั ซึ่งรวมกันสังเคราะหและหลั่งฮอรโมนโพรเจสเทอโรน ก. เอนโดพลาสมิกเรติคูลม ั ข. ไมโทคอนเดรีย ค. เยื่อหุมเซลล ง. กอลจิคอมเพล็กซ 1. ก, ข และ ค 2. ก, ข และ ง 3. ก, ค และ ง 4. ข, ค และ ง Biology. 7-1
  2. 2. 4. เมื่อศึกษาผลของสาร X และสาร Y ตอการทํางานของเอนไซม A ไดผลการทดลอง ดังนี้ สารตั้งตน สารตั้งตน สารตั้งตน สารตั้งตน สาร X และสาร X และสาร Y สาร X และ สาร Y เอนไซม A ++++ - ++ - - เอนไซม A ++ - ++ - - และสาร X ++++ ไดรับสารผลิตภัณฑจํานวนมากที่สุด +++ ไดสารผลิตภัณฑจํานวนมาก ++ ไดสารผลิตภัณฑนอย + ไดสารผลิตภัณฑนอยมาก - ไมไดสารผลิตภัณฑ ขอใดถูกตอง 1. การเพิ่มปริมาณของสาร X มีผลตอการทํางานของเอนไซม A 2. สาร Y มีผลตอการทํางานของเอนไซม A มากกวาสาร X 3. สาร X และ Y มีผลตอการทํางานของเอนไซม A เทากัน 4. สาร X สามารถกระตุนใหเอนไซม A ทํางานไดบาง5. ไมโทคอนเดรียสราง ATP โดยใชพลังงานที่ไดจากการไหลของ H + ผานเยื่อหุมชั้นในของไมโทคอนเดรีย เขาสูเมทริกซ โดยมีโปรตีน ATP synthase ทําหนาที่เสมือนทอที่ยอมให H + ไหลผานเยื่อหุมได กลไกแบบ นี้จะเปนการขนสงสารแบบใด 1. osmosis 2. diffusion 3. active transport 4. facilitated diffusion6. การจัดตัวของโครโมโซมในภาพ A และ B แสดงการแบงนิวเคลียสในระยะใด และจะพบในเซลลใด ก. metaphase I ข. metaphase ค. เซลลสรางเซลลสืบพันธุของตั๊กแตน ง. เซลลที่ปลายรากหอม Biology. 7-2
  3. 3. 1. ภาพ A คือ ก และ ง , ภาพ B คือ ข และ ค 2. ภาพ A คือ ข และ ค , ภาพ B คือ ก และ ง 3. ภาพ A คือ ก และ ค , ภาพ B คือ ข และ ง 4. ภาพ A คือ ข และ ง , ภาพ B คือ ก และ ค7. การเคลื่อนที่ของโครโมโซมจะเปนอยางไร หากขั้นตอนการสราง microfilament ถูกขัดขวางในระหวางที่ เซลลกําลังมีการแบงนิวเคลียสในระยะ anaphase 1. โครโมโซมจะหยุดอยูกับที่ 2. โครโมโซมจะเคลื่อนที่แยกออกจากกัน 3. โครโมโซมจะเคลื่อนที่เขาหากัน 4. โครโมโซมจะกระจายตัวอยางอิสระ8. ขอใดคือปจจัยที่เหมาะสมที่สุดตอการทํางานของลิเพส (lipase) ที่ลําไสเล็ก ก. มีน้ําดี ข. มี pH เปนกลาง ค. มีเอนเทอโรไคเนส ง. มีโซเดียมไฮโดรเจนคารบอเนต 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ค และ ง 4. ก และ ง9. เหตุใดคนเราจึงไมสามารถพูด หายใจเขา และกลืนไดพรอมกัน ก. เวลาพูด หรือ หายใจเขา ฝาปดกลองเสียงจะตองเปด แตเวลากลืน ฝาปดกลองเสียงจะตองปด ข. เวลากลืน เพดานออนและลิ้นไกจะถูกดันขึ้นปดทางเดินลมหายใจขณะที่ฝาปดกลองเสียงปด ค. เวลาหายใจเขา อากาศจะผานกลองเสียง แตเวลากลืน อากาศจะผานกลองเสียงไมได 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก, ข และ ค10. ขอใดถูกตอง 1. กระบวนการหมักในยีสตเกิดขึ้นเมื่อเซลลมีความตองการใชเอทิลแอลกอฮอล 2. กระบวนการถายทอดอิเล็กตรอนในไมโทคอนเดรียเกิดขึ้นเฉพาะในภาวะที่มีออกซิเจน 3. การเกิดคารบอนไดออกไซดจากกระบวนการสลายอาหาร เกิดขึ้นเฉพาะในไมโทคอนเดรีย 4. การสราง ATP ในกระบวนการสลายอาหารแบบใชออกซิเจนมาจากการทํางานของ ATP synthase เทานั้น11. ปฏิกิริยาใดตอไปนี้ที่พบในเซลลเม็ดเลือดแดงที่เคลื่อนที่ในหลอดเลือดฝอยในเนื้อเยื่อของรางกาย (กําหนดให Hb หมายถึงฮิโมโกลบิน) ก. Hb + 4 O 2 → Hb ( O 2 ) 4 ข. Hb ( O 2 ) 4 → Hb + 4 O 2 ค. CO 2 + H 2 O → H 2 CO 3 ง. Hb + CO 2 → HbCO 2 1. ก และ ข 2. ก และ ค 3. ข และ ค 4. ข และ ง Biology. 7-3
  4. 4. 12. สภาวะของกลามเนื้อในขอใดที่ชวยทําใหเกิดการหายใจเขา 1. กลามเนื้อกะบังลมคลายตัวทําใหกะบังลมโคงขึ้น 2. กลามเนื้อบริเวณซี่โครงแถบนอกหดตัวทําใหกระดูกซี่โครงยกขึ้น 3. กลามเนื้อบริเวณซี่โครงแถบในหดตัวทําใหกระดูกซี่โครงยกขึ้น 4. กลามเนื้อหนาทองหดตัวทําใหปริมาตรในชองทองเพิ่มขึ้น13. จากตัวอยางตอไปนี้ โครงสรางของระบบขับถายชนิดใด ที่ไมเขาคูกับชนิดของสัตว 1. เฟลมเซลล – พลานาเรีย 2. ทอมัลพิเกียน – หนอนแมลงวัน 3. เนฟริเดียม – ดอกไมทะเล 4. ไต – เตา14. ขอใดเปนลักษณะของสัตวที่มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปด ก. ไมมีหลอดเลือด ข. มีเลือดทําหนาที่ลําเลียงสาร ค. มีชองรับเลือดภายในลําตัวเปนทางลําเลียงสาร ง. มีการเรียงตัวของเซลลบริเวณผิวลําตัวไมเกิน 2 ชั้น 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ค และ ง 4. ก และ ง15. ไซยาไนดมีความเปนพิษตอไมโทคอนเดรียของเซลล โดยยับยั้งการขนสงอิเล็กตรอนในขั้นสุดทาย เซลล เม็ดเลือดแดงจะมีลักษณะอยางไรเมื่อนําเลือดของคนใสในสารละลายไซยาไนด ที่เปนสารละลายไอโซโท นิกตอเซลล 1. เซลลเม็ดเลือดแดงแตก 2. เซลลเม็ดเลือดแดงมีลักษณะคงเดิม 3. ไมโทคอนเดรียของเซลลเม็ดเลือดแดงจะถูกทําลาย 4. เซลลเม็ดเลือดแดงจะไมสามารถลําเลียงออกซิเจนได16. โครงสรางใดเปนเซลลของกลามเนื้อยึดกระดูก (skeletal muscle) 1. มัดกลามเนื้อ (muscle bundle) 2. เสนใยกลามเนื้อ (muscle fiber) 3. เสนใยกลามเนื้อเล็ก (myofibrils) 4. ไมโครฟลาเมนท (microfilament) Biology. 7-4
  5. 5. 17. จากภาพการเปลี่ยนแปลงศักยไฟฟาของเซลลประสาท ชวงของกราฟที่ชองโซเดียมเปด ขณะที่ชอง โพแทสเซียมปดคือชวงใด 1. ก ถึง ข 2. ข ถึง ค 3. ค ถึง ง 4. ข ถึง ง18. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติชนิดพาราซิมพาเทติก ก. นําคําสั่งยับยั้งการเตนของหัวใจ ข. นําคําสั่งทําใหรูมานตาขยาย ค. เซลลประสาทหลังไซแนปสหลั่งนอรเอพิเนฟรินมาควบคุมหนวยปฏิบัติงาน ง. เซลลประสาทกอนไซแนปสหลั่งแอซิติลโคลีนมายังเซลลประสาทหลังไซแนปส 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ค และ ง 4. ก, ข และ ค19. เซลลรบความรูสึกที่มีขน (hair cell) พบไดที่บริเวณใด ั 1. ข 2. ค 3. ก และ ข 4. ค และ ง20. ขอใดเปนสาเหตุที่ทําใหเซลลเปาหมายเทานั้นที่ตอบสนองตอฤทธิ์ของฮอรโมนกลูคากอน 1. เซลลเปาหมายเทานั้นที่สัมผัสกับกลูคากอนโดยตรง 2. เซลลเปาหมายเทานั้นที่มีหนวยรับสัญญาณที่จําเพาะกับกลูคากอน 3. เซลลเปาหมายเทานั้นที่จะกระตุนใหกลูคากอนอยูในรูปที่ทํางานได 4. เซลลเปาหมายเทานั้นที่มีชองจําเพาะใหกลูคากอนผานเขาสูเซลลได Biology. 7-5
  6. 6. 21. พฤติกรรมของสัตวในขอใดจัดเปนการสื่อสารดวยวิธีที่แตกตางจากขออื่นๆ 1. สุนัขเพศผูใชปสสาวะแสดงอาณาเขตครอบครองของมัน 2. ปลากัดเพศผูวายน้ําเกี้ยวพาราสีปลากัดเพศเมียเพื่อผสมพันธุ 3. ผึ้งที่อยูปากรังปลอยฟโรโมนเตือนภัยใหพวกรูเมื่อมีศัตรูแปลกปลอมเขามา 4. มดตัวหนาปลอยสารเคมีเพื่อใหมดตัวหลังรับรูทางเดินที่นําไปสูแหลงอาหาร22. ในธรรมชาติการที่คางคกไมกินผึ้งรวมทั้งแมลงที่มีลักษณะและสีคลายผึ้งเนื่องจากเรียนรูวาเปนอันตรายตอ มันนั้นจัดเปนพฤติกรรมแบบใด 1. แฮบบิชูเอชัน (habituation) 2. การฝงใจ (imprinting) 3. การมีเงื่อนไข (conditioning) 4. การลองผิดลองถูก (trial and error)23. ในระบบสืบพันธุของคน เซลลตอไปนี้มีจํานวนโครโมโซมเปนเทาใดตามลําดับ : โพลารบอดี, โอโอโก เนียม, สเปอรมาโทไซตระยะแรก 1. 23 แทง, 46 แทง, 23 แทง 2. 23 แทง, 46 แทง, 46 แทง 3. 46 แทง, 23 แทง, 46 แทง 4. 46 แทง, 23 แทง, 23 แทง24. โครงสรางกับฮอรโมนที่มีบทบาทตอระบบสืบพันธุในขอใดไมเขาคูกัน 1. เซลลฟอลลิเคิล – ฮีสโทรเจน 2. เซลลเลยดิก – เทสโทสเทอโรน 3. คอรปสลูเทียม – โพรเจสเทอโรน 4. ตอมใตสมองสวนหนา – ออกซิโทซิน25. รูปขางบนเปนเอ็มบริโอของสัตวกลุมใด และ A จะเจริญเปนโครงสรางใด 1. สัตวปก – ถุงน้ําคร่ํา 2. สัตวเลี้ยงลูกดวยนม – สายสะดือ 3. สัตวเลื้อยคลาน – ถุงแอลแลนทอยส 4. สัตวสะเทินน้ําสะเทินบก – ถุงไขแดง Biology. 7-6
  7. 7. 26. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับโครงสรางของพืชดอก ก. กานใบประกอบขึ้นจากเซลลทั้งที่มีชีวิตและไมมีชีวิต ข. พิธ (pith) สามารถพบไดทั้งในราก ลําตน และใบของพืชใบเลี้ยงคูที่อยูในการเจริญเติบโตขั้นแรก ค. เซลลขนราก และเซลลคุมเปนเซลลที่พบในเนื้อเยื่อชนิดเดียวกัน แตเซลลขนรากไมมีคลอโรพลาสต ง. ใบของพืชน้ําตองเปนเซลลคุม จึงจะเกิดกระบวนการสังเคราะหดวยแสงและการลําเลียงน้ําได 1. ก และ ข 2. ค และ ง 3. ก และ ค 4. ข และ ง27. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับการลําเลียงในพืช ก. ถาพืชมีการคายน้ํา จะไมมีแรงดันราก ข. น้ําจะเขาสูเอนโดเดอรมิสแบบซิมพลาสเทานั้น ค. การลําเลียงธาตุอาหารแบบใชพลังงานทําใหพืชสามารถสะสมธาตุอาหารบางชนิดเอาไวได ง. แรงดันที่ใชในการลําเลียงสารอาหารในซีฟทิวบ มาจากการแพรของน้ําในไซเลมเขาสูโฟลเอ็ม 1. ก, ข และ ค 2. ข, ค และ ง 3. ก, ข และ ง 4. ก, ข, ค และ ง28. การตรึงคารบอนไดออกไซดในพืช เกิดขึ้นที่ใด 1. ทุกเซลลของพืช C 3 และพืช CAM 2. มีโซฟลลของพืช C 3 และพืช C 4 3. เฉพาะที่บันเดิลชีทของพืช C 4 และ ทุกเซลลของพืช CAM 4. เฉพาะที่บันเดิลชีทของพืช C 4 และ มีโซฟลลของพืช CAM29. ขอใดแสดงการเคลื่อนไหวแบบทรอปกมูฟเมนตของพืช 1. ใบมะขามหุบในเวลาพลบค่ํา 2. ดอกมะลิหุบเมื่ออากาศเย็น 3. ชอดอกทานตะวันหมุนตามดวงอาทิตย 4. ดอกบัวหลวงบานในเวลาเชา Biology. 7-7
  8. 8. 30. กระบวนการในคลอโรพลาสตจากภาพขางบน ขอใดถูกตอง ก. เกิดที่เยื่อไทลาคอยดเทานั้น ข. มีการเปลี่ยนรูปของพลังงาน ค. การถายทอดอิเล็กตรอนแบบที่ 1 ทําใหเกิดการสราง NADPH และ ATP 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก, ข และ ค31. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับอิทธิพลของความเขมแสงที่มีตอใบโกสนที่เติบโตในธรรมชาติ 1. เมื่อความเขมแสงเพิ่มขึ้น ใบจะมีปริมาณคลอโรฟลลตอพื้นที่ลดลง 2. เมื่อความเขมแสงเพิ่มขึ้น อัตราการตรึงคารบอนไดออกไซดสุทธิจะเพิ่มขึ้นเสมอ 3. เมื่อความเขมแสงลดลง ใบจะสรางแคโรทีนอยดเพิ่มขึ้นเพื่อชวยในการรับแสง 4. เมื่อความเขมแสงลดลง ใบจะสรางคิวทิเคิลเพิ่มขึ้นเพื่อทําหนาที่เปนเลนสรวมแสงชวยใหแพลิเซดไดรับ แสงเต็มที่32. ขอใดไมถูกตองเกี่ยวกับการสืบพันธุแบบอาศัยเพศของพืชดอกทั่วไป ก. พืชที่มีดอกไมสมบูรณเพศไมสามารถเกิดการถายละอองเรณูได ข. ในการสืบพันธุแบบอาศัยเพศ ดอกสรางเฉพาะเซลลสืบพันธุ ค. เมกะสปอรจะแบงนิวเคลียสแบบไมโอซิสจนไดนิวเคลียสจํานวน 8 นิวเคลียสเพื่อพัฒนาเปนแกมีโท ไฟตเพศเมีย 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก, ข และ ค33. นักวิทยาศาสตรนาขาวสองตนมาผสมกัน โดยตนเพศเมียมีจีโนไทปเปน aa สวนตนเพศผูมีจีโนไทปเปน Aa ํ ผลจากการผสมนี้จะทําใหไดจีโนไทปของเอนโดเสปรมแบบใดบางในอัตราสวนเทาไร 1. 1 Aaa : 1 aaa 2. 3 Aaa : 1 aaa 3. 1 AAa : 1 aaa 4. 3 AAa : 1 aaa34. การถายทอดโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่ปรากฏในพันธุประวัติของครอบครัวมีลักษณะดังนี้ Biology. 7-8
  9. 9. การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนี้มีแบบแผนอยางไร 1. การถายทอดยีนที่ไมเกี่ยวเนื่องกับเพศ และลักษณะที่ผดปกติเปนลักษณะดอย ิ 2. การถายทอดยีนที่ไมเกี่ยวเนื่องกับเพศ และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะเดน 3. การถายทอดยีนที่เกี่ยวเนื่องกับ X(X-linked gene) และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะดอย 4. การถายทอดยีนที่เกี่ยวเนื่องกับ X(X-linked gene) และลักษณะที่ผิดปกติเปนลักษณะเดน35. นักวิทยาศาสตรพบวา DNA ของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งมีปริมาณ Cytosine 38% ดังนั้นปริมาณของ Thymine คิดเปนกี่เปอรเซ็นต 1. 12 2. 24 3. 31 4. 3836. การศึกษาขอมูลจากภาพที่เกิดจากการหักเหของรังสีเอกซผานผลึก DNA ทําใหวัตสันและคริกไดทราบ  คุณสมบัติของ DNA ไดแก ก. โมเลกุลมีรูปรางเปนเกลียว ข. ระยะหางของเกลียวแตละรอบ ค. ลําดับของนิวคลีโอไทดในสาย DNA ง. ความยาวของเสนผานศูนยกลางของเกลียว DNA 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก, ข และ ค 4. ก, ข และ ง37. สมมติวามีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง สรางโปรตีนจากกรดอะมิโนจํานวน 40 ชนิด โดย RNA ประกอบดวย นิวคลีโอไทดจํานวน 3 ชนิด ดังนั้น รหัสพันธุกรรม (codon) ที่สั้นที่สุดจะประกอบดวยกี่นิวคลีโอไทด 1. 2 2. 3 3. 4 4. 538. จากตารางรหัสพันธุกรรมดานลาง Biology. 7-9
  10. 10. ถามิวเทชันเฉพาะที่ (point mutation) ในสายของ DNA ทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของลําดับกรดอะมิโน จาก Ile Thr Asn Cys His Asp Tyr Glu His เปน Ile Thr Ile Val Met lle Ile Glu His ขอใดเปนรูปแบบของมิวเทชันที่มีความเปนไปไดมากที่สด ุ 1. การแทนที่คูเบส (substitution) 5 ตําแหนง 2. การเพิ่มขึ้นของนิวคลีโอไทด (insertion) 1 ตําแหนง 3. การขาดหายไปของนิวคลีโอไทด (deletion) 1 ตําแหนง 4. การเพิ่มขึ้นของนิวคลีโอไทด (insertion) และการขาดหายไปของนิวคลีโอไทด (deletion) อยางละ 1 ตําแหนง39. ลําดับเบสจําเพาะและตําแหนงการตัดของเอนไซมที่กําหนดใหเปนดังนี้ ชื่อเอนไซม ลําดับเบสจําเพาะและตําแหนงการตัดของเอนไซม A 5’…AGATCT…3’ 3’…TCTAGA…5’ B 5’…AAGCTT…3’ 3’…TTCGAA…5’ C 5’…GGATCC…3’ 3’…CCTAGG…5’ D 5’…GAATTC…3’ 3’…CTTAAG…5’ หมายเหตุ แสดงตําแหนงการตัดของเอนไซมตัดจําเพาะ Biology. 7-10
  11. 11. หากตัดพลาสมิดดวยเอนไซม A แลวตัดสวนของยีนดวยเอนไซมตาง ๆ ยีนที่ตัดดวยเอนไซมใดบาง จึงจะ สามารถโคลนเขาสูพลาสมิดได 1. A หรือ B 2. A หรือ C 3. A หรือ D 4. A เทานั้น40. ขอใดถูกตอง 1. การอยูรอดของสิ่งมีชีวิตเพื่อการสืบพันธุเปนกระบวนการที่เกิดขึ้นอยางสุม 2. มิวเทชันทําใหเกิดแอลลีลใหมซึ่งทุกแอลลีลสามารถถายทอดไปยังรุนตอไปได 3. การคัดเลือกทางธรรมชาติเปนกระบวนการคัดเลือกจีโนไทปที่เหมาะสมของสิ่งมีชีวิตในประชากรหนึ่ง ๆ 4. วิวัฒนาการเปนการเปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลีลในกลุมประชากรใด ๆ เมื่อเวลาผานไป41. แมลง ก และ แมลง ข จัดอยูในวงศตางกัน แตจัดอยูในอันดับเดียวกัน ดังนั้นแมลงทั้งสองนี้จัดจําแนกอยู ในหมวดหมูเดียวกันในระดับใดไดอีกบาง 1. สปชีส และ คลาส 2. ไฟลัม และ คลาส 3. สกุล และ สปชส ี 4. ไฟลัม และ สกุล42. ลักษณะใดตอไปนี้พบในไลเคน ก. มีไคทิน ข. มีคลอโรฟลล ค. มีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ ง. ประกอบดวยสิ่งมีชีวิตจาก 2 อาณาจักร 1. ก และ ค 2. ข และ ง 3. ก, ข และ ง 4. ข, ค และ ง43. พีระมิดโครงสรางอายุประชากรมนุษยใหขอมูลเกี่ยวกับประชากรในขอใดบาง ก. แนวโนมของขนาดประชากรในอนาคต ข. อัตราการเกิดของประชากร ค. สัดสวนระหวางประชากรกลุมวัยกอนเจริญพันธุ วัยเจริญพันธุและวัยหลังเจริญพันธุ ง. สัดสวนระหวางเพศชายและเพศหญิง 1. ก และ ข 2. ค และ ง 3. ก, ค และ ง 4. ก, ข, ค และ ง Biology. 7-11
  12. 12. 44. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับการถายทอดพลังงานในระบบนิเวศ 1. พลังงานแสงที่โลกไดรับสวนใหญจะเขาสูผูผลิต 2. พลังงานที่ถายทอดในโซอาหารอยูในรูปพลังงานแสงและความรอน 3. ระบบนิเวศรับพลังงานแสงไดโดยไมผานผูผลิต 4. ผูผลิตจะนําพลังงานแสดงที่ไดรบไปใชไดเพียง 10% เทานั้น ั45. ขอใดเปนสาเหตุสําคัญที่ทาใหสัตวบางชนิดอาศัยอยูในถิ่นอาศัยไดหลายแบบ ํ 1. สามารถทนตอปจจัยตาง ๆ ในสิ่งแวดลอมไดในชวงกวาง 2. มีลูกครั้งละจํานวนมาก 3. มีการสืบพันธุทั้งแบบอาศัยเพศและไมอาศัยเพศ 4. เปนผูบริโภคลําดับสุดทาย46. ขอใดถูกตอง ก. การเพิ่มของประชากรแบบลอจิสติก จะไดกราฟแบบซิกมอยด ข. ระยะที่มีการเพิ่มของประชากรอยางรวดเร็ว ในการเพิ่มแบบลอจิสติกและเอ็กโพเนนเชียล จะมีอัตราการ เพิ่มเทากันเสมอ ค. การเพิ่มของประชากรแบบลอจิสติก มีผลเนื่องมาจากมีปจจัยจํากัดทางสิ่งแวดลอม 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก, ข และ ค47. ขอใดคือทรัพยากรธรรมชาติที่ใชแลวเกิดทดแทนได ก. ดิน ข. น้ํา ค. สัตวปา ง. แร 1. ค 2. ก และ ค 3. ข และ ง 4. ก, ข และ ง48. ขอใดถูกตองเกี่ยวกับชนิดพันธุตางถิ่น ก. อาจเปนสาเหตุใหความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศลดลง ข. อาจเปนสาเหตุใหประชากรชนิดพันธุพื้นเมืองเดิมบางชนิดลดลง ค. หลายชนิดมีคุณคาทางเศรษฐกิจ 1. ก และ ข 2. ก และ ค 3. ข และ ค 4. ก, ข และ ค Biology. 7-12
  13. 13. 49. กระบวนการใดไมมีบทบาทโดยตรงตอการสรางสารประกอบตาง ๆ ภายในพืช 1. การตรึงไนโตรเจน 2. การเปลี่ยนไนเตรตกลับเปนแกสในโตรเจน 3. การเปลี่ยนสารประกอบไนโตรเจนเปนแอมโมเนีย 4. การเปลี่ยนเกลือแอมโมเนียเปนไนไตรทและไนเตรต50. ปรากฏการณในขอใดเกิดจากความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่แตกตางจากขออื่น ๆ 1. ผักตบชวาทําใหผักตบไทยในแหลงน้ําธรรมชาติลดจํานวนลง 2. หอยเชอรี่ทําใหหอยโขงในแหลงน้ําธรรมชาติหรือนาขาวลดจํานวนลง 3. ไมยราบยักษทําใหตนกระถินและพืชดั้งเดิมหลายชนิดบริเวณสองฝงแมน้ําลําคลองลดจํานวนลง 4. นกปากหางที่อพยพมาจากถิ่นอื่นทําใหหอยเชอรีในนาขาวลดจํานวนลง Biology. 7-13

×