Wisdom เรื่องเล่าเพื่อความหวังและพลังใจ

2,832 views
2,766 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
2,832
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1,426
Actions
Shares
0
Downloads
153
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Wisdom เรื่องเล่าเพื่อความหวังและพลังใจ

  1. 1. 1
  2. 2. WISH เรื่องเล่าเพื่อความหวังและพลังใจ ชุด WISDOMบรรณาธิการ : ทวีศักดิ์ อุชุคตานนท์สัมภาษณ์และเรียบเรียง : ประพัฒน์ สกุณาปก, รูปเล่มและภาพประกอบ : ไตรรงค์ ประสิทธิผลพิมพ์ครั้งแรก : กันยายน 2555พิมพ์ที่ : บริษัท แปลนพริ้นท์ติ้ง จ�ำกัด ( มหาชน)ด�ำเนินการผลิตโดยส�ำนักพิมพ์บ้านภายในบริษัทบ้านภายใน จ�ำกัด 123/1182 หมู่ 3ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540โทรศัพท์ / โทรสาร : 0-2750-7384, 08-1402-0103e-mail : suwanna.chok@gmail.comส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)99 อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ซอยงามดูพลี แขวงทุ่งมหาเมฆเขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทรศัพท์ 0-2343-1500 โทรสาร 0-2343-1501www.thaihealth.or.th, www.thaihealthcenter.orgจัดท�ำโดย“ทัศนะความคิดเห็นจากบทสัมภาษณ์ซึ่งปรากฏในหนังสือนี้ไม่จ�ำเป็นที่กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ต้องเห็นด้วยเสมอไป”Dhammaintrend ร่วมเผยแพร่และแบ่งปันเป็นธรรมทาน
  3. 3. ค�ำน�ำตลอด  10  ปีที่ผ่านมากับความ มุ่งมั่นของส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ในการจุดประกาย กระตุ้นสนับสนุน  เชื่อมประสานภาคีเครือข่าย  เพื่อให้ “ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยมีขีดความสามารถสังคมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ”อย่างยั่งยืนจึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง  “ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ”  ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้การสร้างสุขภาวะอย่างครบวงจร  ผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมนิทรรศการ และการบริการข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาวะ เป็นต้น โดยสสส. หวังว่าพื้นที่เรียนรู้สุขภาวะแห่งนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชม  เกิดการเรียนรู้  เปิดประสบการณ์  และความตั้งใจที่จะริเริ่มสร้างสุขภาวะและสิ่งดี ๆ ให้แก่สังคมต่อไป“WISH เรื่องเล่าแห่งความหวังและพลังใจ” เป็นชุดหนังสือที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะมีความตั้งใจจัดท�ำขึ้น  เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถเข้ามาเรียนรู้มุมมองแนวคิด  ประสบการณ์ชีวิต  ตลอดจนเคล็ดลับการเอาชนะต่ออุปสรรคปัญหาของผู้คนที่น่าสนใจถึง  100คน  ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่ได้มีส่วนร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่  โดยมีการเรียบเรียงเป็น 4 เล่มตามชื่อหนังสือ คือ W – Wisdom, I –Inspiration, S – Sharing และ H – Health & Happiness ด้วยหวังว่าเรื่องราวชีวิตอันมีคุณค่าของท่านทั้งหลายเหล่านี้ จะเป็นตัวอย่างและบทเรียนที่จุดประกายความหวังและพลังใจให้ผู้อ่านได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงและสร้างสุขภาวะองค์รวมทั้ง 4 มิติ คือ กาย ใจ สังคมและปัญญา เพื่อความสุขที่ยั่งยืนของตนเองและสังคมไทยทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ผู้จัดการ สสส.
  4. 4. 4จาก...บรรณาธิการชีวิตของมนุษย์เรา  หลายครั้งอาจมีอุปสรรค  และอาจต้องพานพบกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของชีวิตอีกด้วยแต่การก้าวเดินผ่านความยากล�ำบากก็เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของคนเรา  หากการจะเดินต่อไปได้ในสภาวะที่ยากล�ำบากก็คือ การก้าวเดินอย่างมีความหวังเรื่องเล่าแห่งความหวังและพลังใจ รวมเรื่องราวของบุคคลชั้นน�ำในวงการต่างๆ  ที่เราน�ำเสนอมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสุขให้แก่ประชาชนคนไทย  เพื่อให้คนไทยมีชีวิตอย่างมีหวังและมีพลัง  แม้ว่า...ในชีวิตจริงที่ประสบ  สังคมของเราก็ยังมีวิกฤตการณ์ทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และธรรมชาติที่เป็นภัยพิบัติดังนั้นการเรียนรู้บทเรียนจากปัจเจกชนอิสระทั้ง  100  ท่านจึงอาจเป็นแรงใจที่ส�ำคัญ  และอาจมีใครสักคนหนึ่งที่จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้คุณลุกขึ้นมาท�ำสิ่งที่แตกต่างให้แก่สังคมของเราด้วย
  5. 5. 5เรื่องราวที่ล้มเหลวของใครบางคนอาจเป็นบทเรียนสอนใจให้แก่คุณเรื่องราวแห่งความส�ำเร็จของอีกคนก็อาจเป็นพลังใจให้คุณมีแรงอยากสร้างความส�ำเร็จเช่นนี้บ้างมีหลายคนที่อ่านหนังสือชุดนี้แล้วบอกว่า“พอได้อ่านเรื่องราวของคนดี ๆมากมายเช่นนี้  ท�ำให้รู้สึกมีความหวังต่อสังคมไทยมากขึ้น”เราก็หวังเช่นกันว่าคุณจะรู้สึกเช่นนี้บ้าง ทวีศักดิ์ อุชุคตานนท์บรรณาธิการอ�ำนวยการโครงการเรื่องเล่าแห่งความหวังและพลังใจ
  6. 6. 6พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล 9แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต 18ภิกษุณีธัมมนันทา 26รศ.ประภาภัทร นิยม 34พระพรพล ปสันโน 40 ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม 48 พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก 58 ฐิตินาถ ณ พัทลุง 66สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด 74โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ 82 จิระนันท์ พิตรปรีชา 90 ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ 98ส า ร บั ญ
  7. 7. 7ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา 106ประมวล เพ็งจันทร์ 112วิจักขณ พานิช 124พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ 130ปราโมทย์ ไม้กลัด 138ศ.ดร.สมิทธ ธรรมสโรช 145 ศ.ดร.สุนทร บุญญาธิการ 153อาจารย์ณรงค์ เพชรประเสริฐ 161 อาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล 166 นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ 174 วรัตดา ภัทโรดม 182 หมอเขียว ใจเพชร กล้าจน 190ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล 198
  8. 8. 8
  9. 9. 9พระอาจารย์ไพศาล วิสาโลเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโตอยู่อย่างมีสุขให้คิดถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง  แล้วหมั่นมองตน  ให้รักตัวเองอย่างแท้จริง  ให้รู้จักตัวเอง  สิ่งนี้จะช่วยท�ำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขพระอาจารย์ไพศาล  วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต  คือพระนักคิดนักเขียนที่มีผลงานเขียนออกมาอย่างสม�่ำเสมอ  ธรรมะของท่านที่สั่งสอนผู้คน จะเน้นหนักเรื่องราวที่เกี่ยวกับสังคมเป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาหรือความขัดแย้งในสังคมครั้งใด  ท่านก็จะถูกสื่อสัมภาษณ์เพื่อให้แนวคิดในการแก้วิกฤตอยู่เสมอ  สิ่งหนึ่งที่พระอาจารย์เน้นย�้ำในทุกการสัมภาษณ์  เมื่อสังคมต้องเผชิญความขัดแย้งก็คือ  การมองความขัดแย้งอย่างเป็นกลาง  และต้องท�ำใจ  เพราะความขัดแย้งนั้นเป็น
  10. 10. 10ธรรมดาของโลก และสิ่งส�ำคัญที่สุดที่จะท�ำให้ทุกคนมีความสุขได้ ไม่ได้อยู่ที่ไหน  มันอยู่ที่ใจตนเองท่ามกลางความวุ่นวายของสังคม  เราสามารถหาความสุขสงบได้“ที่จริงในบ้านของตัวเองมันก็เป็นที่สงบสุขได้  ในห้องนอนของเราก็ได้ ถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ท่ามกลางผู้คน ห้องนอนก็เป็นที่ที่สงบได้แต่อาตมาพบว่าหลายคนแม้จะอยู่ในห้องคนเดียวก็ไม่สงบ  เพราะเดี๋ยวก็มีเสียงโทรทัศน์เข้ามา มีอีเมล์ มีเฟซบุ๊ก มีแบล็กเบอร์รี่ดัง มีเอสเอ็มเอสเข้ามา  มันไม่สงบแม้จะอยู่คนเดียว  เพราะว่าคุณปล่อยให้ข้อมูลข่าวสารมันหลั่งไหลเข้ามาในชีวิตจิตใจ  ทางออกที่ดีคือคุณควรปิดโทรทัศน์บ้าง ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์  ปิดมือถือ  อย่าเปิดตลอดเวลา   บางครั้งมันวุ่นวายมาก  วันเสาร์อาทิตย์ก็ปิดบ้าง  อาตมารู้จักคนหลายคน  บางทีเขามีอาชีพการงานที่ต้องรับผิดชอบ  เป็นนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ เป็นฝรั่ง เย็นวันศุกร์จนถึงเช้าวันอาทิตย์ปิดโทรศัพท์อยู่กับครอบครัวและตัวเอง  ออกไปจ๊อกกิ้ง  อาตมาคิดว่าเราไม่ต้องไปไหนหรอก แค่อยู่บ้าน หาโอกาสที่จะอยู่คนเดียวจริงๆ แล้วปิดเครื่องมือสื่อสารทั้งหลาย  ต่อมาก็หันมามองตน  หันมาดูจิตใจบ้างถ้าหากว่าคนเราว้าวุ่นเพราะใจ   ไม่ใช่เพราะสิ่งภายนอก  แม้อยู่คนเดียวในป่าคุณก็จะว้าวุ่น ถ้าใจคุณเตลิดเปิดเปิงไป บางคนอยู่ในป่าอยู่ในห้องคนเดียวบางทีอยู่ไม่ได้  เพราะว่าใจมันว้าวุ่น   ปรุงแต่งไปต่างๆแล้วคนเรานี่ชอบหนีตัวเองทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ก็เลยหนีไปหาเพื่อน หนีไปคุย ไปเที่ยว ไปเล่นเฟซบุ๊ก เสร็จแล้วก็บ่นว่าไม่มีเวลาให้กับตัวเอง แต่ครั้นเวลาอยู่คนเดียวจริงๆ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่าจิตใจมัน
  11. 11. 11ว้าวุ่น   แล้วเราควรท�ำอย่างไร วิธีแก้คือมีสติรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดที่ปรุงแต่ง พอรู้ปุ๊บแล้ววาง ไม่ใช่ห้ามคิด ให้มีสติรู้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลากลับมาดูใจของตัวเอง  แม้อยู่คนเดียวก็เจอแต่ความทุกข์แต่การรู้ทันความคิดแล้ววางได้  แม้ว่ามันจะมีเสียงมากระทบก็ไม่มีปัญหา แต่มีปัญหาเพราะว่าใจเราไม่ชอบเสียงนั้น ใจเรามีปฏิกิริยาต่อเสียงที่แทรกเข้ามา แต่ถ้าเรามีสติ เรารู้ว่ามีอะไรแทรกเข้ามา เรารู้ก็ท�ำใจให้เป็นกลาง เสียงดังก็ท�ำอะไรเราไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ส�ำคัญที่สุดที่ช่วยให้เราไม่ต้องหนีไปไหน  มันต้องเริ่มหาที่หาทางที่สงบให้ตัวเอง ปิดเครื่องมือสื่อสาร แล้วจากนั้นก็หันมาดูใจ มาเจริญสมาธิ ภาวนาให้มีสติ”ต้องรู้จักท�ำใจ  เราถึงจะสามารถอยู่กับความขัดแย้งได้อย่างมีความสุข“เรื่องนี้เป็นเรื่องของการท�ำใจ  มองว่าหนึ่ง  ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่เราบางทีอยู่คนเดียวเราก็ยังขัดแย้งกับตัวเอง จะไปเที่ยวที่ไหนดี ก็มีสองสามความเห็นในใจ ต้องมองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา  มองความขัดแย้งอย่างเข้าใจ  ประการที่สองมองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องที่เป็นความต่างกันเฉพาะบางแง่มุม  บางด้าน เวลาคนสองคนขัดแย้งกันไม่ใช่ว่าเขาขัดแย้งกันทุกเรื่อง  เพราะขัดแย้งในบางเรื่อง เขาอาจจะเห็นตรงกัน อยู่เก้าสิบห้าอย่าง แต่อาจจะเห็นต่างกันห้าอย่าง ก็ไม่ควรที่จะทะเลาะ มองกันเป็นศัตรู เราเห็นต่างกันแค่นั้นท�ำไมเราต้องเป็นศัตรูกับเขา เขาเองก็มีอะไรเหมือนกับเราเหมือนกับเขาพูดง่ายๆคือก�ำจัดความขัดแย้งความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในความคิดของเขาเป็นบางเรื่อง มันท�ำให้เราเป็นเพื่อนกับเขาได้ แม้ว่าจะเห็นไม่ตรงกัน”11
  12. 12. 12“ประการที่สามคือ  มองว่าความขัดแย้งมันเป็นเรื่องชั่วคราวก่อนหน้านี้เราก็มีอะไรเหมือนกันตั้งหลายอย่าง  แต่วันนี้ขัดแย้งกัน  พรุ่งนี้เราอาจจะกลายเป็นเพื่อนร่วมทริป  ร่วมงานที่สอดคล้องกัน  เพราะฉะนั้นอย่าไปเอาเป็นเอาตายกับความขัดแย้ง   เพราะว่าคนที่เคยท�ำสงครามกัน  อย่างอเมริกากับเวียดนาม  สามสิบปีก่อนรบกันจะเป็นจะตาย  แต่ตอนนี้กอดคอท�ำการค้าไปแล้ว  หลายคนที่ขึ้นเวทีพันธมิตรก็เคยจับปืนไล่ล่ากัน  คนหนึ่งเป็นทหาร  คนหนึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ มองให้มันเป็นของชั่วคราว   อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับมันมาก  ถ้าเรามองแบบนี้เราจะปล่อยวางได้มากขึ้น เราจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย  ขัดแย้งกันด้วยความคิดก็โต้เถียงกัน  แต่ก็ยังรักกัน ไม่รู้สึกว่าจะเป็นจะตาย ถ้าเราท�ำแบบนี้ เราก็จะไม่ทุกข์กับความขัดแย้ง  เราก็เห็นเพียงว่าเป็นสิ่งแปลกเข้ามาในชีวิต  แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่เป็นตัวของตัวเองนะ เราเห็นต่างเราก็พูด ไม่ใช่ว่าเออออกับเธอนะ ไม่กล้าขัดแย้งกับใคร ไม่ใช่แบบนั้น ความขัดแย้งมันสามารถอยู่บนตัวของตัวเองได้ แต่เราต้องไม่ทุกข์ อาตมาคิดว่าชีวิตคนเรามันมีหลายแง่มุม  ส่วนที่ขัดแย้งกับใครก็ขัดแย้งบางเรื่องเราก็อย่าหมกมุ่นกับมัน เช่นมีความขัดแย้งเรื่องการเมือง ถ้าเราไม่เปิดโทรทัศน์ ไม่ดูเฟซบุ๊ก เราไม่เดือดร้อนอะไร เมื่อเราต้องท�ำงานเราก็ท�ำงานของเราไป มีเวลาว่างก็เปิดทีวี ต้องรู้จักจ�ำกัดการรับรู้ อย่าไปหมกมุ่นกับมันจนกระทั่งไม่เป็นอันท�ำงาน อาตมาคิดว่าถ้าเราอยู่กับปัจจุบัน เราก็ท�ำงานของเราให้ดี เราจะพบกับความขัดแย้งน้อยลง ไม่ใช่ไม่รับรู้นะ แต่เรารับรู้เมื่อถึงเวลา แล้วเราก็ใส่ใจในฐานะที่เราเป็นคนไทย ใส่ใจแต่ไม่ใช่หมกมุ่น ไม่ท�ำให้มันท�ำร้ายจิตใจ จนท�ำร้ายตัวเอง”
  13. 13. 13ความรักที่ท�ำให้เกิดทุกข์ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ความรักในทางพุทธศาสนา คือความรักที่เรียกว่าเมตตา“รักมันท�ำให้เกิดทุกข์  คือรักที่หมายถึงการยึดมั่นถือมั่น  เพื่อสนองตัวเอง  รักเขาเพื่อต้องการให้เขามาปรนเปรอ หรือเรารักเขาที่เขาสามารถให้ความสุขความสบายกับเราได้  เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยากให้เขาเป็นแบบที่เราคิด  มันท�ำให้เกิดทุกข์  มันท�ำให้เกิดการท�ำร้ายกัน แบบนี้ไม่ได้เป็นความรัก เพราะความรักในทางพุทธศาสนา คือมีความรักที่เรียกว่าเมตตา ความรักที่เป็นการยึดมั่นถือมั่นเพื่อสนองตัวตนของเรา เราเรียกว่าเสน่หาหรือราคะ  ความรักแบบนี้ท�ำให้เกิดทุกข์ทั้งผู้ถูกรักและผู้รัก  แต่ว่ามันก็ให้ความสุขในชั่วระยะเวลาหนึ่ง  คือในช่วงเวลาที่ทั้งสองคนเออออห่อหมกกัน แต่พอขัดแย้งกันก็เริ่มทุกข์แล้ว หรือว่าตายจากกันก็ยิ่งทุกข์ใหญ่ แต่ความรักที่เรียกว่าเมตตาปรารถนาดีโดยที่ไม่ต้องการอะไรจากเขา  มีให้แต่ความปรารถนาดีอาตมาเชื่อว่าทุกวันนี้ที่โลกอยู่ได้เพราะมีความรักแบบนี้มาเจือปนบางทีก็ไปผสมอยู่กับความรักประเภทแรก  คนเราบางทีก็ไม่ได้มีแต่เสน่หาอย่างเดียว  มันมีเมตตาเข้าไปด้วย  เช่นความรักระหว่างสามีภรรยา พ่อแม่ลูก เพื่อน มันมีเมตตาเข้าไปผสม มากบ้างน้อยบ้าง ตรงนี้ต่างหาก ที่ท�ำให้โลกอยู่ได้ เพราะมันท�ำให้เกิดการเอื้อเฟื้อเกื้อกูล
  14. 14. 14กันอย่างแท้จริง  ถ้าขาดเมตตาธรรมนี่โลกอยู่ไม่ได้เลย  เพราะพระพุทธเจ้าบอกว่าเมตตาธรรมค�้ำจุนโลก คือถ้าไม่มีเมตตา โลกมันคงพินาศไปแล้ว ทุกศาสนาก็เน้นชูประเด็นความรักแบบนี้  คือความรักที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว  ที่ฝรั่งเรียกว่าความรักแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ว่าตราบใดที่เราปฏิเสธความรักแบบประเภทแรกไม่ได้ ก็ควรพัฒนาให้มีความรักแบบที่สองเข้ามาเจือปน เข้ามาเป็นตัวน�ำ จะช่วยท�ำให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”ปัญญาทางวิทยาศาสตร์และปัญญาทางธรรมนั้นจ�ำเป็นที่จะต้องอยู่คู่กันไป“วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของความรู้  ไม่ใช่เป็นเรื่องของคุณค่า  วิทยาศาสตร์ยากที่จะบอกว่าอะไรดีไม่ดี  แต่วิทยาศาสตร์บอกอะไร  ท�ำไม  อย่างไร  แต่ว่าดีหรือไม่ดีเป็นเรื่องของจริยธรรมเป็นเรื่องของฝ่ายศาสนา  แต่ศาสนาบางทีก็ตัดสินผิด  นี่คือเรื่องที่หนึ่ง วิทยาศาสตร์คือเรื่องของความรู้ แต่ไม่ใช่เรื่องคุณค่า“สองมันคือเรื่องของการพัฒนาสมองแต่ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาจิตใจ  เรื่องของการพัฒนาจิตใจเป็นเรื่องของคุณธรรมเป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรม  เรื่องของการท�ำความดี  มันนอกขอบข่ายของวิทยาศาสตร์  บางทีก็ใช้วิทยาศาสตร์ในการท�ำลายอย่างเช่นฮิตเลอร์ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีรมแก๊สชาวยิวตายไปหกล้านคน  เราใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสร้างระเบิดนิวเคลียร์  เพื่อสร้างเทคโนโลยีท�ำลายสิ่งแวดล้อม  วิทยาศาสตร์มันมีขอบเขตจ�ำกัดแต่ส�ำคัญต้องพัฒนาจิตใจ  ถ้าถามว่าวิทยาศาสตร์อย่างเดียวพอไหม  บอกเลยว่าไม่พอ  ไอน์สไตน์พูดว่ามนุษย์เราต้องการ
  15. 15. 15ทั้งวิทยาศาสตร์และศาสนา  ต้องมีสองอย่างคู่กัน  มีศาสนาไม่มีวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ ศาสนาจะพาไปงมงาย  ถ้ามีวิทยาศาสตร์แต่ขาดศาสนา  คนก็อาจจะท�ำร้ายด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี  คนเราทุกวันนี้เอาเข้าจริงๆ นักวิทยาศาสตร์ที่เจริญคือเจริญในรูปของเทคโนโลยี แต่ความคิดแบบวิทยาศาสตร์มันไม่ได้ซึมไปถึงจิตใจผู้คน  บางทีถึงจะเจริญ  แต่คนก็ยังงมงาย ไสยศาสตร์ก็ยังเฟื่องฟู เพราะว่าเราไม่ได้คิดแบบวิทยาศาสตร์ เราเชื่อง่าย มีข่าวลืออะไรก็เชื่อ โดยที่ไม่ตั้งค�ำถามมีวัวหกขา ก็ไปกราบไหว้ โดยที่ไม่ได้มองว่ามันก็เป็นเรื่องผิดปกติทางธรรมชาติเท่านั้นเอง แล้วตอนนี้ก็ลือกันใหญ่ว่าจะเกิดภัยพิบัติ แล้วคนที่ลือก็โหราศาสตร์ นักพยากรณ์ก็มีส่วน ก็ไม่ได้ใช้ความคิดทางวิทยาศาสตร์มาพูด มาคิด พูดแล้วน่าเชื่อถือไหม เพราะฉะนั้นท�ำให้คนแตกตื่น คนก็ยังงมงายต่อไป คนก็ยังเห็นแก่ตัวต่อไป คนก็ยังเอารัดเอาเปรียบกันต่อไป มันก็เลยเกิดความวุ่นวาย”คนเก่งกับคนดี สามารถอยู่คู่กันในคนคนเดียวได้“ในทางพระพุทธศาสนาพูดถึงปัจจัยหลักๆ  ที่ท�ำให้คนเป็นคนเก่งและคนดี  หนึ่ง  ปัจจัยภายนอกคือกัลยาณมิตร  รวมถึงสิ่งแวดล้อม สื่อมวลชน หนังสือ ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ เข้าใจง่ายๆ คือกัลยาณมิตร อันที่สองคือปัจจัยภายใน โยนิโสมนสิการ คือว่าคิดเก่งฉลาดคิด คิดถูก คิดเป็น คิดชอบ พูดง่ายๆ คือฉลาดคิด ตรงนี้มันจะท�ำให้เกิดปัญญา  เก่งในทางโยนิโสมนสิการ  จะท�ำให้รู้จักคิด  คนเราจะเก่งได้ต้องรู้จักคิด  ไม่ใช่แค่มีข้อมูลเยอะ  ข้อมูลเยอะไม่ส�ำคัญแม้ว่าคุณมีข้อมูลน้อยแต่ถ้าคุณรู้จักคิดคุณก็จะสามารถฉลาดได้เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องท�ำให้เกิดกัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการมันย้อนกลับไปที่อาตมาพูด  คือมันอยู่ที่การเลี้ยงดู  การศึกษา  ซึ่ง
  16. 16. 16เป็นการศึกษาที่ท�ำให้คนฉลาดคิด แล้วก็คิดเป็น ท�ำให้เขารู้ว่าความจริงแล้วคนเราถ้าอยากมีความสุขต้องท�ำความดี  ต้องเอื้อเฟื้อเกื้อกูล  ไม่เห็นแก่ตัว เก่งกับดีเกิดขึ้นได้ ถ้ามีสองปัจจัยนี้”ให้คิดถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง  แล้วหมั่นมองตน  ให้รักตัวเองอย่างแท้จริง  ให้รู้จักตัวเอง  สิ่งนี้จะช่วยท�ำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข  พบกับความสงบเย็นภายใน  แล้วก็อยู่กับผู้อื่นได้อย่างเกื้อกูลเป็นทั้งคนดีและคนมีน�้ำใจ  แล้วก็มีความสุขในเวลาเดียวกัน
  17. 17. 17
  18. 18. 18เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างสุข“ถ้าเราถอดถอนทิฐิ ไม่มีสิ่งที่ถูกใจเราเป็นของเรา  ไม่มีกายเรา  ไม่มีใจเรา  แต่มันเป็นธรรมชาติล้วนๆ ได้เมื่อไหร่ เราจะกลายเป็นคนที่อยู่ในโลกใบนี้  ที่โลกนี้ไม่มีตัวเรา  มีแต่การกระท�ำมีแต่ความรู้สึก  เกิดดับฉับพลันอิสสรชนเช่นนี้จะพึ่งพาหัวใจตัวเองได้”แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุตธรรมดาของความเปลี่ยนแปลงย่อมน�ำมาซึ่งความทุกข์  ยิ่งโลกหมุนเร็วมากเท่าไรคนก็ยิ่งทุกข์  โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ผู้คนไม่มีเวลาแม้กระทั่งหยุดทบทวนตัวเอง หลายคนเลือกที่จะเสพสุขโดยแลกมาจากผลตอบแทนของการท�ำงาน โดยไม่รู้ทางออกของการแก้ความทุกข์คืออะไร ‘แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต’ คือมนุษย์คนหนึ่งที่ในอดีตก็เคยมีทุกข์ แต่เพราะธรรมะขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ท�ำให้ปัจจุบันนี้ท่านได้กลายเป็นผู้ชี้ทางออกแห่งทุกข์แก่ผู้คนในสังคมเมือง ผ่านสถานที่ที่สงบร่มเย็นอย่างเสถียรธรรมสถาน หนุ่มสาวสมัยใหม่ชอบมีค�ำถามว่า ท�ำอย่างไรจะสุขใจได้ในสังคมปัจจุบัน บท
  19. 19. 19สัมภาษณ์ต่อไปนี้มีข้อคิดดีๆ จากแม่ชีศันสนีย์  เพื่อให้ทุกคนในสังคมและคนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ที่จะมีความสุขได้จากภายในใจของตนเองธรรมะสร้างเสถียรธรรมสถาน“เสถียรธรรมสถานไม่ได้เกิดขึ้นมาจากเงินหรือความต้องการจะท�ำอะไร  แต่มันเกิดมาจากความกตัญญูจากพระธรรม  เพราะธรรมะมันสามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้ และที่ส�ำคัญคือเราสามารถพ้นทุกข์ได้ด้วยธรรม  เพราะฉะนั้นมันเป็นความกตัญญูที่เราอยากจะเสนอออกมาเป็นผู้รับใช้  ที่จะใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือที่จะท�ำให้เรารู้เท่าทันชีวิตและปัจจุบันขณะของเรา ธรรมะเป็นหยดน�้ำเล็กๆ ที่ท�ำให้ชีวิตงอกงามได้”ต้องรู้จักและเข้าใจค�ำว่าทุกข์“ถ้าเราได้กลิ่นของดอกไม้  เราจะเห็นการท�ำงานของจมูกและกลิ่นที่มากระทบกัน จมูกเป็นอายตนะภายใน กลิ่นเป็นอายตนะภายนอก เวลาที่เราหอมเราก็จะรู้สึกเพลิดเพลิน แต่เวลาที่เราเหม็นเราก็รู้สึกไม่เหมือนกัน  เวลาที่เรารู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ไม่เป็นอย่างที่ใจเราอยากให้เป็น  ถ้าเราไม่ตีอกร�่ำไห้อยู่กับสิ่งที่เป็นดั่งใจเรา  เรารู้ว่าทั้งหอมและเหม็นเป็นความชอบชังที่เกิดดับอย่างฉับพลันเท่านั้น   ใจของเราจะเรียนรู้ต่อไปได้กับทุกเรื่อง  ในกระบวนการของการจัดการที่ดี  ปัญญาเป็นกระบวนการของการจัดการการเรียนรู้อย่างมีสติ  เฝ้าสังเกตและเรียนรู้ว่าทั้งชอบทั้งชังหรือสุขทุกข์มันเป็นแค่ปรากฏการณ์เพียงชั่วครู่ อย่ายึดถือไว้ว่าเป็นเรา ถ้าเราถอดถอนทิฐิ ไม่มีสิ่งที่ถูกใจเราเป็นของเรา ไม่มีกายเรา ไม่มีใจเรา แต่มันเป็นธรรมชาติล้วนๆ ได้เมื่อไร เราจะกลายเป็นคนที่อยู่ในโลก ที่โลกนี้ไม่มีตัวเรา มีแต่การ
  20. 20. 20กระท�ำ มีแต่ความรู้สึก เกิดดับฉับพลัน อิสรชนเช่นนี้จะพึ่งพาหัวใจตัวเองได้”คนปัจจุบันเบื่อง่าย ไม่ชอบอะไรจ�ำเจ แต่เราสามารถจัดการมันได้“เราต้องรู้ว่าความเบื่อมาจากไหน  เบื่อมาจากความคิดปรุงแต่ง  เวลาที่เราคิดอะไรแล้วไม่ร่าเริงไม่เบิกบาน  ความเบื่อเกิดจากความคิดที่ไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง  เราอาจจะแก้ความเบื่อด้วยการถ่ายพลังของตัวเอง  การออกก�ำลังกาย  การรู้จักรับประทานอาหารและการพักผ่อนที่ดี จะท�ำให้เรามีทุนของชีวิตในฝ่ายของกายภาวนาเข้มแข็งขึ้น  และจิตของเราก็จะมีสติอารักขาจิตได้ทุกลมหายใจความเบื่อเป็นแบบฝึกหัดที่ท�ำให้เรารู้ว่า  เราต้องเผชิญกับสิ่งที่เราจะคิดครั้งใหม่ที่คมกว่าเก่า ถ้าเรารู้ว่าคิดอย่างนี้ผลเป็นอย่างนี้ และคิดอย่างไรผลมันถึงจะเปลี่ยน การเข้าไปเห็นถึงลู่ทางของการเกิดขึ้นของความเบื่อเป็นปัญญาอย่างหนึ่ง ถ้าเราคิดอะไรซ�้ำๆ ถอนหายใจลึกๆเราก็ยังไม่สดชื่น  ให้เราถ่ายพลังสักหน่อยก็ได้ เช่น  ออกไปท�ำอะไรให้กระฉับกระเฉงขึ้นแล้วกลับมาคิดด้วยจิตที่รู้เท่าทันความคิดมากขึ้นถ้ารู้คิดไม่หลงคิด ความเบื่อก็เป็นเรื่องที่สามารถแก้ได้ง่ายๆ”สุขจากวัตถุนิยม สุขจริงหรือไม่“นี่เป็นธรรมชาติหนึ่งของคนที่อยู่ในวัฒนธรรมบริโภคนิยมอย่าไปมองว่ามันดีหรือไม่ดี  แต่ถ้าเราบริโภคนิยมจนเราขาดอิสรภาพเรากลายเป็นมนุษย์ที่ต้องเสพก่อนจึงจะสุข  ที่เสถียรธรรมสถาน การท�ำงานคือความสุข  เป็นความสุขเมื่อสร้าง  ไม่ใช่สุขเมื่อเสพ  ในขณะที่เราสร้างงาน  เราจะพบว่าความสุขในปัจจุบันขณะท�ำให้เราถึงเป้า
  21. 21. 21หมาย แต่การที่เรารอว่าเสร็จจึงสุขมันก็เหมือนเราท�ำงานในขณะตกนรก  ท�ำงานไปบ่นไป  ตกนรกไป  แต่กว่าจะได้ชื่นชมความส�ำเร็จก็เครียดแล้ว  มันก็เป็นธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ที่ใจของเขาเปราะบางเพราะเขารอว่าซื้อเสพจึงสุข   แต่ไม่ได้สุขเมื่อสร้าง  เขาไม่ได้สุขง่ายจากการใช้น้อย เขาทุกข์ง่ายถ้าใช้น้อย แล้วก็คิดว่าสุขมากจากการใช้มาก เพราะฉะนั้นต้องเห็นใจ แล้วก็ยังคงต้องท�ำงานต่อไป แต่เราควรจะรู้ว่าไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไรใจต้องไม่ทุกข์”จัดการอารมณ์สุขได้ในแต่ละวัน ด้วยลมหายใจ“เมื่อเราฝึกเจริญสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก  เราจะเรียกรวมๆ ว่าเราเล่นเกมลมหายใจ มีลมหายใจแห่งสติ มีสติอารักขาจิตแต่ละวัน เราจะเห็นว่าการเดินทางของชีวิตเวลาที่มีโลกมากระทบเราจะรู้ถึงสิ่งที่มากระทบ เราจะรู้ทัน ใจตื่น เราจะเห็นเพียงแค่ว่าโลกเป็นแค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง อารมณ์เป็นสิ่งที่มาแล้วไปในหัวใจของเราไม่สามารถจะจมเจ่าอยู่กับอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดเพราะว่าจิตอารักขาเราอยู่เสมอ เวลาที่เรารู้เท่าทันอารมณ์ และไม่หลงอารมณ์  เราจะเห็นว่าโลกเป็นเพียงโลกธรรม  มีได้ลาภเสื่อมลาภมียศเสื่อมยศ  มีสรรเสริญมีนินทา  ปรากฏของสภาวะธรรมใดสภาวะธรรมหนึ่งมาเพียงแค่เห็นเท่านั้น   ไม่ใช่ให้เราไปคลุกคลี เราจะเห็นว่าเราจะอิสระ อยู่กับโลกที่มากระทบรู้ทัน  ใจตื่น แล้วถ้าเราเจริญอานา-ปานัสสติอยู่เรื่อยๆ เราจะเห็นว่านิพพานชิมลองนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถจะสัมผัสได้ด้วยตนเอง”21
  22. 22. 22จริงหรือไม่  ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์“รักให้เป็นก็จะไม่เป็นทุกข์  เราต้องภาวนากับความรักของเรา  ให้รักของเราได้รับการพัฒนาสติปัญญา  เพื่อจะท�ำให้เรารักอย่างไม่มีเงื่อนไข  ถ้ารักอย่างยึดติดมันก็จะน�ำมาซึ่งความยึดมั่นถือมั่น  อันนี้ไม่ใช่รัก  เขาเรียกว่าหลง และคนหนุ่มสาวมักเข้าใจผิดว่าความรักนั้นจะน�ำไปสู่เซ็กซ์ ที่จริงเซ็กซ์กับความรักมาจากใจเหมือนกัน แต่ความหลงที่มีอิทธิพลจะน�ำไปสู่ความใคร่  กับสติปัญญาและความเข้าใจซึ่งจะเป็นพื้นฐานของความรัก  มันจะท�ำให้รักเป็นทุกข์หรือหลงเป็นทุกข์ ความรักเป็นของสวยงาม ถ้าเราเข้าใจที่จะรัก ถ้าเราเริ่มต้นความรักด้วยการขาดสติปัญญาเราจะพบว่าความรักนั้นจะน�ำพาความเจ็บปวดมาสู่เรา เวลาที่เรารักเราต้องฝึกฝนที่จะเข้าใจคนที่เรารัก แต่ถ้าเราปรารถนาจะให้คนรักท�ำอะไรอย่างที่ใจเราต้องการ  เราก็อาจจะทุกข์ก็ได้  แต่ถ้าเผื่อเรามีโอกาสที่จะพัฒนาสติปัญญาของเรา
  23. 23. 23แล้วก็เข้าใจคนที่เรารักอย่างลึกซึ้ง   และถ้าเรามองคนที่เรารักอย่างลึกซึ้ง  เราจะเข้าใจว่าท�ำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้น  เวลาเราฝึกมองคนอย่างนี้  เราจะรู้ว่าความกรุณาของเราที่ออกไปนั้นเป็นมิติที่เป็นผลพวงของความรัก การที่เราให้โอกาสคนที่เรารักได้มีโอกาสปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างที่เขารู้ว่าเราให้โอกาสเขาเสมอ เป็นหนทางที่ดีที่ท�ำให้ความรักของเรายั่งยืน อย่าคิดที่จะรักแค่เพียงรักแล้วท�ำให้คนที่เรารักเป็นดั่งใจเรา แต่ขอแค่ให้เรามีความสุขที่ได้รัก และพัฒนาชีวิตที่จะรักอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคนที่เรารักจะท�ำผิดพลาด แต่สิ่งที่ท�ำผิดพลาดนั้นก็จะท�ำให้เรามองหาทางออกที่จะพัฒนาความรักของเราด้วย จงพัฒนาสติปัญญาของเราเพื่อรัก  และจงมีความสุขที่ได้รัก”ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้จากธรรมชาติ“ธรรมชาติสอนให้เราเห็นความไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา เพราะมีดอกไม้บาน มีดอกไม้ร่วง   มันจะเป็นความสวยงามของธรรมชาติที่เราสัมผัสได้ แต่ถ้าไม่มีความเปลี่ยนแปลง เราก็อาจจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สวยงามของธรรมชาติ  เพราะการเปลี่ยนแปลงมันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสอนให้เรารู้ว่า  เราควรแกะโซ่ตรวนแห่งความยึดมั่นถือมั่นในทุกๆ การกระท�ำของเราและทุกสิ่งที่เรายึดถืออยู่ และถ้าเราเห็นว่าสิ่งที่เรายึดถือและเชื่อถืออยู่เป็นเหตุแห่งทุกข์  เราก็ควรจะออกมา การฝึกหายใจอย่างมีสติจะท�ำให้เราเห็นว่า  การมองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราหลีกออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น จะไม่ผ่านกระบวนการคิด  แต่จะเป็นการพิจารณาให้เห็นในความเป็นจริงว่าสิ่งต่างๆ  ไม่เที่ยง ทนอยู่ได้ยากแล้วก็จะจบลง ธรรมชาติรอบตัวเราก�ำลังสอนให้เห็นถึงความจริงเหล่านั้น แล้วเราจะกลับเข้าสู่ธรรมชาติภายในตนของเรา และเราจะเห็นว่าสภาวะจิตภายในตนของเราก็ไม่
  24. 24. 24เที่ยงเช่นกัน ถ้าเราข้ามไปถึงภาวะผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานได้ เราจะเห็นว่าทุกการกระท�ำนั้นเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่ท�ำให้เราละ  ท�ำให้เราจางคลายจากความยึดมั่นได้ เมื่อเราจางคลายจากความยึดมั่นถือมั่นได้เราจะพบอิสระที่แท้จริงของชีวิต”“เพราะชีวิตคือการเดินทาง”
  25. 25. 25ถ้าเราเปรียบชีวิตคือการเดินทาง  การจราจรของชีวิตที่จะท�ำให้เราเดินทางปลอดภัยก็ต้องอาศัยวินัย  และวินัยของชีวิตก็เปรียบเหมือนสติ  ถ้าสติอารักขาใจเราก็สามารถจะไปถึงฝั่งฝันที่เราต้องการ  ถ้าเราสร้างวินัยคือการเคยชินที่ดีงามให้เกิดขึ้น  เราจะรู้ว่าการเดินทางของเราจะไม่หยุดและจะราบรื่น
  26. 26. 26ภิกษุณีธัมมนันทา“ปัญญาทางธรรมตัวนี้จะต้องน�ำเราไปสู่ความสุข  แต่ต้องเป็นความสุขที่แท้จริงนะไม่ใช่ความสุขจอมปลอม”เรียนรู้ปัญญาทางโลกและทางธรรมเพื่อน�ำชีวิตจะมีสักกี่คนที่คิดว่าการประสบความส�ำเร็จสูงสุดในชีวิตทางโลกนั้น  ไม่ใช่จุดสูงสุดของชีวิต แต่หญิงผู้มีปัญญาทางโลกระดับด็อกเตอร์อย่าง  รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์  กบิลสิงห์  อดีตอาจารย์ประจ�ำภาควิชาปรัชญาและศาสนา  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หรือปัจจุบัน ท่านคือภิกษุณีธัมมนันทา  หรือ ‘หลวงแม่’  กลับมองเห็นถึงความส�ำคัญของปัญญาทางธรรมมากกว่า เพราะนั่นคือทางออกในการแก้ปัญหาของชีวิต หลวงแม่มองว่า ปัญญาทางโลกเพียงอย่างเดียวนั้นบางครั้งก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในชีวิตได้ ในชีวิตคนเรามันควรจะมีทั้งปัญญาทางโลกและทางธรรมประกอบกัน
  27. 27. 27“เราต้องรู้จักสองสิ่งนี้ก่อน  ปัญญาทางโลกก็คือ  ท�ำอย่างไรให้รวยมากขึ้น ท�ำอย่างไรให้มีชื่อเสียงมากขึ้น อาจเป็นด้วยวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ตาม สิ่งที่เรียกว่าปัญญาทางโลกจะสนับสนุนให้เราไปสู่จุดนั้น ค้าขายเก่ง อาจค้าขายมาผ่านขบวนการการคดโกงก็ได้  คดโกงเก่ง คนโกงเนียนมาก คนจับไม่ได้นี่เป็นปัญญาทางโลก”“พอเป็นปัญญาทางธรรมแล้ว  ปัญญาทางธรรมตัวนี้จะต้องน�ำเราไปสู่ความสุข แต่ต้องเป็นความสุขที่แท้จริงนะ ไม่ใช่ความสุขจอมปลอม  น�ำเราไปสู่การละคลายซึ่งความทุกข์  การละคลายซึ่งความทุกข์ ฐานของความทุกข์ แก่นของความทุกข์ คือการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน”“เพราะฉะนั้นปัญญาในทางโลกทางธรรมมันจะมาเพื่อจุดประสงค์ต่างกัน ปัญญาทางโลกจะไปในแนวครอบครอง ‘To Have’ในขณะที่ปัญญาทางธรรมจะเป็นไปในแนว ‘To Be’ ใช้ค�ำว่าปัญญาเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นทางโลกกับทางธรรม จะมีเป้าหมายต่างกัน”หลวงแม่บอกว่า  แม้เราจะมีปัญญาทางโลกมากแค่ไหนก็ตาม  แต่ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเราจะสามารถเข้าใจถึงปัญญาทางธรรมที่แก้ไขความทุกข์ได้มากกว่าคนอื่น
  28. 28. 28“ไม่มีการันตีเลยว่าคนมีปัญญาทางโลกมากจะเข้าถึงธรรมได้ง่ายกว่าคนอื่น  เผลอๆ คนที่มีปัญญาทางโลกอาจมีอุปสรรคต่อการเข้าหาปัญญาทางธรรม  เพราะว่าถ้าหากว่าเขาใช้ปัญญาในเรื่องการกินการเสพมาก  การที่เขามีการกินมาก  เสพมาก  ใช้มาก  คดโกงมาก  อาจเป็นอุปสรรคต่อการที่จะมองเห็นปัญญาทางธรรม  หรือในทางกลับกัน เมื่อเขาเสพเต็มที่แล้ว เขาอาจเห็นว่า ที่สุดแล้วมันไม่ได้มีอะไร ชีวิตเรามันแสวงหามากกว่านั้น ชีวิตเราแสวงหาสิ่งที่ไปให้พ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน  อาจเป็นจุด starting point ให้เขาได้”เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญญาทางโลกมากหรือคนเก่งต้องมีความดีประกอบกันด้วย“เก่งและต้องดีไง  มันต้องทั้งเก่งและทั้งดี  แต่แม้กระทั่งค�ำว่าดี มันก็ต้องมาให้ค�ำนิยามว่าในค�ำว่าดี เราตั้งใจจะหมายความว่าอย่างไร ดีระดับโลก หรือดีทางธรรม”ดีระดับโลกคือเป็นด็อกเตอร์ดีแล้ว  ดร.ฉัตรสุมาลย์  ดีแล้วแต่ ดร.ฉัตรสุมาลย์อาจเต็มไปด้วยความทุกข์  เพราะไม่ได้เข้าถึงปัญญาทางธรรม  แต่พอเราได้เข้ามาปฏิบัติธรรม  ได้เข้ามาลิ้มรสเพียงลิ้มรสนะ  ยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรนะ  เพียงเข้ามาลิ้มรสธรรมะของพระพุทธเจ้า  รู้แล้วว่าหนทางนี้เป็นหนทางที่จะท�ำให้ชีวิตของเรามีความหมายมากขึ้น ชีวิตของเราทิ้งจากตัวตนเล็กๆ ไปสู่ตัวตนใหญ่ เราไม่ท�ำเฉพาะตัวเราแล้ว  แต่เราจะท�ำเพื่อสังคม เราจะท�ำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง  เราจะท�ำเพื่อศาสนา  เราจะท�ำเพื่อสถาบันกษัตริย์  อย่างนี้เป็นต้น ทิ้งจากตัวตนเล็ก soul เอสตัวเล็กนะ ไปสู่Soul เอสตัวใหญ่”
  29. 29. 29หลวงแม่ให้ความกระจ่างว่า  การที่เราจะเข้าถึงธรรมนั้นไม่จ�ำเป็นจะต้องละทิ้งทางโลกเลยทีเดียว  เพราะทุกคนต้องการความสุขเหมือนกัน อยู่ที่ว่าจะประยุกต์ใช้อย่างไร และต้องตัดความยึดติดให้ได้“จริงๆ  แล้วความสุขที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ  ไม่ว่าตัวน้อยๆ ก็ต้องการ วัยรุ่นก็ต้องการ คนแก่ก็ต้องการ แต่หากว่าเราจับยึดให้ชัดเจนแล้ว เราจะข้ามพ้นการยึดติดในตัวบุคคล ติดคนโน้นติดคนนี้ ติดพี่คนนั้นคนนี้ ทั้งหมดนี่มันจะผ่านไป แล้วท้ายที่สุดถ้าไม่มีพี่พี่เหล่านั้นตาย เราต้องตายด้วยไหม”“เรารักคนนี้  เรายึดติดเขามากเลย   แล้วเขาก็ผ่านไป  ลูกจะทุกข์มาก  กินไม่ได้นอนไม่หลับ  แต่หลวงแม่จะรู้ว่า   อ๋อ...มันเป็นเช่นนั้นเอง เข้ามาแล้วก็ผ่านไป ดูลมหายใจของตัวเอง มีลมหายใจเข้าและลมหายใจออก  ไม่สามารถจะอยู่ได้ด้วยลมหายใจออกอย่างเดียว ไม่สามารถจะอยู่ได้โดยลมหายใจเข้าอย่างเดียว มันอิงอาศัยกัน ลักษณะอะไรก็ตามที่มันอิงอาศัยกัน เราเอาแน่กับมันไม่ได้ นี่คือธรรมะใช่ไหม  ถ้าจับตรงนี้ไม่ได้ก็ทุกข์เยอะนะ  วิ่งไปตามจับเงา  จับอย่างไรก็ไม่ติดหรอก”“ในท้ายที่สุดแล้วเราก็พบว่าสาระของชีวิตมันต้องก้าวพ้นบุคคล ก ข ค ก้าวพ้นไปสู่สิ่งที่เป็นคุณธรรมที่อยู่เหนือตัวเรา แล้วเราเข้าสู่หนทางนั้น   ด�ำเนินชีวิตของเราเข้าสู่หนทางนั้นที่เป็นหนทางอันเกษม ศาสนาพุทธบอกว่าเป็นหนทางอันเกษม”
  30. 30. 30ในสังคมทางโลก  หลวงแม่บอกว่าเราสามารถเรียนรู้ธรรมจากคนทุกประเภทแล้วน�ำมาปรับใช้กับชีวิต ไม่จ�ำเป็นที่จะต้องเรียนรู้จากคนดีเพียงอย่างเดียว“คนเราทุกคน  ไม่ว่าคนดีคนเลว  มีสิ่งที่ให้เราเรียนรู้  ขงจื๊อบอกว่าถ้ามีคนสองคนนั่งอยู่ข้างหน้าเรา  เขาทั้งสองคนเป็นครูเรา คนนี้เขาเก่งเหลือเกิน เราต้องเรียนรู้ที่จะเก่งเท่าเขา คนนี้ไม่เอาไหนเลย  เราต้องเรียนรู้ที่จะไม่เป็นอย่างเขา  เพราะฉะนั้นใครที่อยู่ข้างหน้าเรา เราจับเป็นครูเราได้หมด”ส�ำหรับวัยรุ่นและคนท�ำงาน ควรหยิบหลักธรรมข้อไหนไปใช้ชีวิตจึงจะมีความสุข“จริงๆ  แล้วศาสนาพุทธให้ธรรมะส�ำหรับชีวิตประจ�ำวันศาสนาพุทธไม่ได้เป็นปรัชญาลึกซึ้งที่จะอยู่ในบล็อกบล็อกหนึ่ง  ที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับชีวิตเราเลย ตื่นเช้าขึ้นมาเวลาที่เราไปท�ำงานเจ้านายก็อยากได้คนท�ำงานที่ร่าเริงแจ่มใส  โดยเฉพาะถ้าลูกเป็นพนักงานขาย ถ้าพนักงานขายมีกลิ่นเหล้ากลิ่นบุหรี่โชยมา  หน้าตาหมองมัวนะจะดูจิตตกเลย”
  31. 31. 31“เพราะฉะนั้นธรรมะที่เราจะใช้ได้เลย  ตื่นขึ้นมาหลวงแม่สอนลูกที่วัดว่า  ตื่นมาให้รู้สึกขอบคุณ  ลูกจะถามว่ารู้สึกขอบคุณอะไร  ขอบคุณที่เรามีวันนี้ไง  ใช่ไหม  เรามักจะทึกทักเอาว่า  เราก็ตื่นทุกวัน  จริงหรือที่ว่าเราจะต้องตื่นทุกวัน  มันมีนะคนที่เขาตายตอนกลางคืน แต่คงไม่ใช่เราหรอก เราจะพูดอย่างนั้น เข้าข้างตัวเองว่าไม่ใช่เราหรอก  รู้ได้อย่างไรว่าจะไม่ใช่เรา  ขอให้ดีใจก่อนว่าตื่นขึ้นมานะร่างกายเราพร้อม  บางคนตื่นขึ้นมาแต่เป็นอัมพาต   ไม่สามารถจะฟังก์ชั่นได้ นิ้วมือนิ้วเท้าไม่สามารถจะฟังก์ชั่นได้ ตื่นขึ้นมาแล้ว...อ้ออวัยวะเรายังพร้อมมูลนะ  เราควรดีใจ  ดีใจว่าเรายังมีชีวิตอยู่อีกวันนึง”“การปฏิบัติธรรมอย่าเอาหลายวัน  เอาวันนี้ก่อน  อย่าไปสัญญากับพระเจ้าที่ไหนว่าจะปฏิบัติไปตลอดชีวิต  ชีวิตของลูกคือวันนี้จริงๆ เราจะตั้งใจนะ  ว่าใจของเราจะเป็นกุศล ใจ วาจา กายเป็นกุศล นั่นก็คือพูดอะไรออกไปจากปากเราให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง ต่อคนฟัง อะไรที่ไม่ดีจ�ำเป็นต้องพูดไหม ไม่ต้องพูดก็ได้ จ�ำเป็นต้องด่าไหม  พักเอาไว้ก่อนก็ได้  ถ้าเราคิดอย่างนี้แต่ละวัน  อย่าไปคิดถึงธรรมะที่ลึกซึ้ง เอาแค่นี้ก่อนได้ไหม รักษาใจให้เป็นกุศลวาจาให้สิ่งที่เราท�ำเป็นกุศล เป็นกุศลส�ำหรับตัวเราเอง เป็นกุศลส�ำหรับคนอื่นแม่ก็ท�ำได้ ลูกวัยรุ่นก็ท�ำได้ เด็กตัวน้อยๆ ก็ท�ำได้”
  32. 32. 32“อีกค�ำถามหนึ่งที่คนชอบถามมากเลย  เด็กเล็กๆ จะสอนธรรมะอะไร  หลวงแม่บอกว่าไม่ต้องอะไรลึกซึ้ง  เอาแค่ให้เขารับผิดชอบตัวเอง  การรับผิดชอบตัวเองคือการเคารพตัวเองและเคารพผู้อื่นพอเด็กอนุบาลเข้ามานั่งยื่นเท้าให้แม่ถอดรองเท้า ยื่นเท้าให้ยายถอดรองเท้า ใช่ไหม เราต้องปลูกฝังตั้งแต่ตอนนี้เลย ลูกถอดรองเท้านะคะลูกถอดรองเท้าให้แม่ด้วย อุ๊ย มือแม่ถือของอยู่ท�ำอย่างไรคะ แม่ยังถือของอยู่แม่ยังถอดรองเท้าไม่ได้ หนูถอดรองเท้าให้แม่ได้ไหมคะ มันจะท�ำให้เขารู้สึกว่าเราต้องการความช่วยเหลือจากเขานะ  เด็กจะท�ำเป็นเด็กฉลาด แต่เรามักจะท�ำให้เขาหมด  เราไม่สอนขั้นพื้นฐานความรับผิดชอบ เล็กๆ เขาก็ท�ำได้”
  33. 33. 33พอเป็นปัญญาทางธรรมแล้ว  ปัญญาทางธรรมตัวนี้จะต้องน�ำเราไปสู่ความสุข  แต่ต้องเป็นความสุขที่แท้จริงนะ ไม่ใช่ความสุขจอมปลอม น�ำเราไปสู่การละคลายซึ่งความทุกข์ การละคลายซึ่งความทุกข์ ฐานของความทุกข์ แก่นของความทุกข์คือการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน
  34. 34. 34รศ.ประภาภัทร นิยม ผู้อ�ำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ“ถ้าเยาวชนแต่ละบุคคลได้พัฒนาตัวเองให้ดีที่สุดแล้ว โลกนี้ก็จะน่าอยู่มาก  ไม่ต้องมีใครมาคอยตามจับผู้ร้ายที่ไหน  ถ้าทุกคนเข้าใจอย่างนี้ได้โลกก็จะสันติสุข  เหมือนที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า  เยาวชนคือสันติภาพของโลก”รศ.ประภาภัทร  นิยม  คืออดีตนักเรียนและครูที่สอนด้านงานสถาปัตยกรรมมาอย่างยาวนาน  เป็นสถาปนิกที่ได้รับการยอมรับ  จนวันหนึ่งเมื่อมีจุดพลิกผันส�ำคัญในชีวิต  จากสถาปนิกแถวหน้าก็ได้ผันตัวเองมาเป็นคนท�ำงานด้านศึกษาทางเลือก  มีเครือข่ายด้านการศึกษาทางเลือกที่กว้างขวางที่เน้นหลักการศึกษาเชิงบูรณาการ  จนก่อให้เกิดโรงเรียนรุ่งอรุณที่ผู้เรียนกับผู้สอนเรียนรู้ไปพร้อมๆ  กัน  เพราะนอกจากนักเรียนแล้ว  ครูก็มีส่วนส�ำคัญในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้กับเด็กและนั่นจึงเป็นที่มาของโครงการจะเปิดการศึกษาระดับปริญญาตรีที่เรียกว่า อาศรมศิลป์ ที่จะสอนการเรียนรู้ที่ไม่ได้อยู่แค่กรอบการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนแบบครบวงจร รู้ลึก และได้ประโยชน์จากการเรียนรู้นั้น โดยความหวังสูงสุดของอาจารย์ประภาภัทร คือการได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของคนทุกวัย ที่มีใจอยากจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้
  35. 35. 35สถาปนิกผู้ออกแบบการเรียนรู้แบบใหม่ให้เด็ก“มีคนถามเสมอว่าจากสถาปนิกมาเป็นนักการศึกษาได้อย่างไร สิ่งหนึ่งก็คงมาจากประสบการณ์ตรงของตัวเองที่ได้พบเจอกับการเลี้ยงลูก เพราะลูกเราเขามีความบกพร่องเรื่องการเรียนรู้ ตอนนั้นการรักษาเด็กที่มีภาวะแบบนี้เป็นเรื่องยาก เราก็มาคิดว่าควรจะท�ำอย่างไรที่จะท�ำให้เขาสามารถเรียนรู้ได้เหมือนเด็กอื่นๆ ในใจลึกๆ เราเชื่อว่าเขามีศักยภาพอยู่ในตัวเอง อยู่ที่เราว่าจะสามารถดึงศักยภาพนั้นออกมาได้อย่างไร จากความเชื่อลึกๆ เราก็เริ่มศึกษามากขึ้น ก็เริ่มเข้าใจว่า จริงๆ ลูกเราสามารถเรียนรู้ได้นะ เราแค่ต้องหาวิธีที่ถูก เราจึงใช้วิธีเปิดการเรียนรู้กับเขา เข้าไปอยู่ในโลกของเขา ลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบเขาดู เหมือนเราเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเขา ก็เริ่มสื่อสารกันได้มากขึ้น ปรับให้เขาอยู่ในโลกปรกติได้มากขึ้น ตอนไปเข้าโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ครู ป. 1 ก็ช่วยได้มาก เขาช่วยสร้างเรื่องภาษาที่ใช้ในการสื่อสารตลอดจนวิธีการเรียนรู้ต่างๆนานาเราปรึกษากันตลอดเหมือนท�ำวิจัยลูก สอนกันไปสักเทอมหนึ่ง จากที่อ่านหนังสือไม่เป็น ไม่รู้วิธีที่จะเรียนตามปรกติ อยู่ๆ วันหนึ่งเขาก็อ่านหนังสือพิมพ์แบบผู้ใหญ่ได้และเรียนจนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ นั่นจึงท�ำให้เราเริ่มเชื่อในเรื่องมนุษย์มากขึ้น เชื่อว่ามนุษย์มีธรรมชาติอันพิเศษ คือมีความสามารถที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของตัวเอง พัฒนาจากข้างใน ซึ่งมิตินี้คนไม่ค่อยมอง แต่ว่าเมื่อเราเริ่มใช้วิธีอย่างนี้กับตัวเองและลูก เราเริ่มรู้ว่าความสามารถของมนุษย์มันพัฒนามาจากภายใน  คนส่วนใหญ่จะให้ความส�ำคัญกับการสอนเรื่องข้างนอกเป็นตัวตั้ง  แต่ไม่ค่อยรู้ข้างในตัวเอง ไม่ค่อยรู้ถึงภาวะของการรับรู้ ดังนั้นการจัดการเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการให้ความรู้ก็จะข้ามขั้นตอนนี้ไป”
  36. 36. 36โรงเรียนรุ่งอรุณ  ศักยภาพสร้างได้ผ่านการเรียนรู้จากทั้งภายในและภายนอก“สิ่งที่ได้รับระหว่างที่พยายามช่วยให้ลูกมีพัฒนาการดีขึ้น คือการค้นพบว่า  วิธีการพัฒนาศักยภาพของเด็กนั้นมีหลายแบบ  ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนแต่ละคน   ถ้าเราสามารถเข้าใจความต้องการของเด็กได้ มันก็จะท�ำให้การเรียนการสอนสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น มันจึงเป็นที่มาของแนวคิดที่เราอยากทดลองสร้างหลักสูตรแบบใหม่ในรูปแบบของโรงเรียน โดยที่ให้ผู้เรียนเขาลงมือปฏิบัติและเรียนรู้ด้วยตัวเอง วิธีการเรียนการสอนของครูก็เน้นการคิดสื่อการสอน   ที่จะท�ำให้เด็กได้ท�ำกิจกรรมที่เกิดการเรียนรู้  โดยเราไม่อิงจากต�ำราเพียงอย่างเดียว  ในช่วงแรกที่เปิดการสอน  มีนักเรียนประมาณร้อยกว่าคนเท่านั้น  หลักการของเราก็คือเราต้องมองเด็กว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ถูกสอน  เราต้องมองเด็กว่าเขาเป็นผู้เรียน  ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราจะอธิบายเรื่องป่า  เรื่องสัตว์กับเขา ถ้าเราให้เขาดูแต่หนังสือ แล้วบอกให้ฟัง ไม่มีทางที่เขาจะเข้าใจได้ นอกจากพาเขาไปเจอจริงๆ เรื่องพวกนี้โรงเรียนรุ่งอรุณท�ำอยู่เป็นประจ�ำ มีการพาเด็กๆ ไปทัศนศึกษาดูสิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือจากในต�ำรา หรือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้จากต�ำรา เมื่อเขาได้เห็นเขาจะจดจ�ำไปตลอด เด็กชอบ เพราะชีวิตคนเราจะเรียนรู้ได้เมื่อเจอสิ่งท้าทาย เด็กเหล่านี้เขาจะซึมซับวิธีการเรียนรู้ด้วยตัวเองไปจนโต พอไปเจออะไร ได้พบอะไร เขาจะได้เรียนรู้และแก้ปัญหาเป็นสุดท้ายเขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถดึงศักยภาพในตัวเองออกมาได้มากที่สุด ”
  37. 37. 37กระบวนการคิดแบบพุทธศาสนาคือหลักยึดส�ำคัญในการเรียนรู้“โยนิโสมนสิการ คืออะไร ก็คือ วิธีการคิดที่แยบยล คิดอย่างมีเหตุมีผล คิดอย่างสืบสาว คิดอย่างมีที่มาที่ไป คิดอย่างเข้าสู่ความจริง คิดอย่างเห็นธาตุแท้ธาตุเทียม เพราะฉะนั้นเราน�ำสิ่งเหล่านี้มาสู่กระบวนการเรียนรู้ เราแทรกไปกับการเรียนการสอน เมื่อเด็กได้เรื่องเหล่านี้ พร้อมไปกับพัฒนาศักยภาพของตัวเองแล้ว เขาจะเป็นคนที่สามารถเข้าใจอะไรได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ในเรื่องธรรมะ เด็กจะสามารถเข้าใจหลักเรื่องทุกข์และการแก้ความทุกข์ได้ดีกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กเขาจะตรงไปตรงมากว่า เขารู้ว่าถ้าไม่คิดจะไม่ทุกข์ คนเรายิ่งทุกข์ก็เพราะการคิด คิดโน่นนี้ไม่รู้จักปล่อยวาง สุดท้ายก็เป็นทุกข์ เรื่องนี้ผู้ใหญ่เป็นมากกว่าเด็ก เพราะเด็กเมื่อเขาเข้าใจแล้ว เขาก็จะบอกว่าคิดท�ำไม ถ้าไม่คิดก็ไม่ทุกข์ แต่ผู้ใหญ่มักท�ำไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ทันตัวเองและไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเท่ากับเด็ก”
  38. 38. 38การเรียนรู้ที่เริ่มจากครูสู่ศิษย์“นี่คือที่มาของอาศรมศิลป์ที่เราต้องการให้เป็นที่สร้างครูให้เป็นนักออกแบบ   แต่เป็นการออกแบบในเรื่องการเรียนการสอน   เราต้องการผลิตครูและหาวิธีการเรียนการสอนที่ไปให้ถึงจิตวิญญาณโดยมีจุดแข็งก็คือไม่ว่าจะเรียนอะไร  เราต้องเรียนให้ลึกซึ้ง  ไปให้ถึงคุณค่าแท้ของเรื่องนั้น โดยมีหลักสูตรทางด้านการเรียนการสอนแบบบูรณาการแต่ว่าผ่านทางภูมิศาสตร์บ้างผ่านทางนวัตกรรมการเรียนรู้บ้าง หรือไม่ก็ผ่านทางด้านการศึกษาสู่แนวพุทธบ้าง แล้วก็มีทางด้านศิลปะ ศิลปะก็เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ได้แทบจะทุกวิชา อย่างศิลปะกับการคิดค�ำนวณ ดนตรีกับการค�ำนวณ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันได้”
  39. 39. 39ผู้ใหญ่ต้องท�ำให้รู้ว่าเยาวชนคือคนส�ำคัญ เพราะเยาวชนนั้นคือความหวังของโลก“ผู้ใหญ่ต้องท�ำให้เยาวชนรับรู้ว่าเขามีก�ำลังของสติปัญญาเป็นอนาคตที่ส�ำคัญของโลก พลังของเยาวชน ถ้าหากใช้ให้ถูก จะเหมือนกับได้สร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้กับโลกใบนี้  เยาวชนมีพลังชีวิตที่ดี จะท�ำอะไรก็ท�ำได้ ส�ำเร็จไปหมด แต่ถ้าหากเลยเวลานั้นไปแล้ว มาเริ่มตอนแก่ จะท�ำอะไรมันจะช้า มันไม่แจ่มใสเหมือนตอนเป็นเยาวชนเยาวชนท�ำอะไรได้เหมือนผู้ใหญ่ คิดอะไรก็คิดได้เหมือนผู้ใหญ่ เข้าใจอะไรก็เข้าใจเหมือนผู้ใหญ่ แม้ว่าประสบการณ์มีไม่มากเท่า แต่ก็ขอให้เขามีสติปัญญาพอที่จะท�ำความรู้ความเข้าใจได้เสมอกันกับผู้ใหญ่อย่าไปรอว่า เรื่องอย่างนี้ต้องรอแก่ๆ ซะก่อนค่อยรู้ ไม่ใช่ รีบๆ รู้ไปเลย อย่าให้ชีวิตเราสูญเปล่าไปกับความฟุ้งเฟ้อเกินไป ยังมีของที่เราต้องค้นพบ มีค่ามากกว่านั้นอีกมากมาย ที่เราต้องค้นให้พบ เพราะฉะนั้นลองมาสนใจในเรื่องที่เป็นเรื่องตัวของเราเอง เป็นชีวิตของเราเอง  ทั้งร่างกายและจิตใจของเราเอง  ถ้าแต่ละบุคคลได้พัฒนาตัวเองให้ดีที่สุดแล้ว โลกนี้ก็จะน่าอยู่มาก ไม่ต้องมีใครมาคอยตามจับผู้ร้ายที่ไหน  ถ้าทุกคนเข้าใจอย่างนี้ได้โลกก็จะสันติสุข  เหมือนที่ท่านพุทธทาสท่านสอนไว้ว่า เยาวชนคือสันติภาพของโลก”

×