Your SlideShare is downloading. ×
Wisdom เรื่องเล่าเพื่อความหวังและพลังใจ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

Wisdom เรื่องเล่าเพื่อความหวังและพลังใจ

2,713
views

Published on


0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
2,713
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
152
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. 1
  • 2. WISH เรื่องเล่าเพื่อความหวังและพลังใจ ชุด WISDOMบรรณาธิการ : ทวีศักดิ์ อุชุคตานนท์สัมภาษณ์และเรียบเรียง : ประพัฒน์ สกุณาปก, รูปเล่มและภาพประกอบ : ไตรรงค์ ประสิทธิผลพิมพ์ครั้งแรก : กันยายน 2555พิมพ์ที่ : บริษัท แปลนพริ้นท์ติ้ง จ�ำกัด ( มหาชน)ด�ำเนินการผลิตโดยส�ำนักพิมพ์บ้านภายในบริษัทบ้านภายใน จ�ำกัด 123/1182 หมู่ 3ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540โทรศัพท์ / โทรสาร : 0-2750-7384, 08-1402-0103e-mail : suwanna.chok@gmail.comส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)99 อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ซอยงามดูพลี แขวงทุ่งมหาเมฆเขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120โทรศัพท์ 0-2343-1500 โทรสาร 0-2343-1501www.thaihealth.or.th, www.thaihealthcenter.orgจัดท�ำโดย“ทัศนะความคิดเห็นจากบทสัมภาษณ์ซึ่งปรากฏในหนังสือนี้ไม่จ�ำเป็นที่กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ต้องเห็นด้วยเสมอไป”Dhammaintrend ร่วมเผยแพร่และแบ่งปันเป็นธรรมทาน
  • 3. ค�ำน�ำตลอด  10  ปีที่ผ่านมากับความ มุ่งมั่นของส�ำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ในการจุดประกาย กระตุ้นสนับสนุน  เชื่อมประสานภาคีเครือข่าย  เพื่อให้ “ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยมีขีดความสามารถสังคมสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ”อย่างยั่งยืนจึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง  “ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ”  ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้การสร้างสุขภาวะอย่างครบวงจร  ผ่านการสร้างสรรค์กิจกรรมนิทรรศการ และการบริการข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาวะ เป็นต้น โดยสสส. หวังว่าพื้นที่เรียนรู้สุขภาวะแห่งนี้ จะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชม  เกิดการเรียนรู้  เปิดประสบการณ์  และความตั้งใจที่จะริเริ่มสร้างสุขภาวะและสิ่งดี ๆ ให้แก่สังคมต่อไป“WISH เรื่องเล่าแห่งความหวังและพลังใจ” เป็นชุดหนังสือที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะมีความตั้งใจจัดท�ำขึ้น  เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านสามารถเข้ามาเรียนรู้มุมมองแนวคิด  ประสบการณ์ชีวิต  ตลอดจนเคล็ดลับการเอาชนะต่ออุปสรรคปัญหาของผู้คนที่น่าสนใจถึง  100คน  ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่ได้มีส่วนร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่  โดยมีการเรียบเรียงเป็น 4 เล่มตามชื่อหนังสือ คือ W – Wisdom, I –Inspiration, S – Sharing และ H – Health & Happiness ด้วยหวังว่าเรื่องราวชีวิตอันมีคุณค่าของท่านทั้งหลายเหล่านี้ จะเป็นตัวอย่างและบทเรียนที่จุดประกายความหวังและพลังใจให้ผู้อ่านได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงและสร้างสุขภาวะองค์รวมทั้ง 4 มิติ คือ กาย ใจ สังคมและปัญญา เพื่อความสุขที่ยั่งยืนของตนเองและสังคมไทยทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ผู้จัดการ สสส.
  • 4. 4จาก...บรรณาธิการชีวิตของมนุษย์เรา  หลายครั้งอาจมีอุปสรรค  และอาจต้องพานพบกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ของชีวิตอีกด้วยแต่การก้าวเดินผ่านความยากล�ำบากก็เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของคนเรา  หากการจะเดินต่อไปได้ในสภาวะที่ยากล�ำบากก็คือ การก้าวเดินอย่างมีความหวังเรื่องเล่าแห่งความหวังและพลังใจ รวมเรื่องราวของบุคคลชั้นน�ำในวงการต่างๆ  ที่เราน�ำเสนอมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสุขให้แก่ประชาชนคนไทย  เพื่อให้คนไทยมีชีวิตอย่างมีหวังและมีพลัง  แม้ว่า...ในชีวิตจริงที่ประสบ  สังคมของเราก็ยังมีวิกฤตการณ์ทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และธรรมชาติที่เป็นภัยพิบัติดังนั้นการเรียนรู้บทเรียนจากปัจเจกชนอิสระทั้ง  100  ท่านจึงอาจเป็นแรงใจที่ส�ำคัญ  และอาจมีใครสักคนหนึ่งที่จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้คุณลุกขึ้นมาท�ำสิ่งที่แตกต่างให้แก่สังคมของเราด้วย
  • 5. 5เรื่องราวที่ล้มเหลวของใครบางคนอาจเป็นบทเรียนสอนใจให้แก่คุณเรื่องราวแห่งความส�ำเร็จของอีกคนก็อาจเป็นพลังใจให้คุณมีแรงอยากสร้างความส�ำเร็จเช่นนี้บ้างมีหลายคนที่อ่านหนังสือชุดนี้แล้วบอกว่า“พอได้อ่านเรื่องราวของคนดี ๆมากมายเช่นนี้  ท�ำให้รู้สึกมีความหวังต่อสังคมไทยมากขึ้น”เราก็หวังเช่นกันว่าคุณจะรู้สึกเช่นนี้บ้าง ทวีศักดิ์ อุชุคตานนท์บรรณาธิการอ�ำนวยการโครงการเรื่องเล่าแห่งความหวังและพลังใจ
  • 6. 6พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล 9แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต 18ภิกษุณีธัมมนันทา 26รศ.ประภาภัทร นิยม 34พระพรพล ปสันโน 40 ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม 48 พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก 58 ฐิตินาถ ณ พัทลุง 66สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด 74โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ 82 จิระนันท์ พิตรปรีชา 90 ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ 98ส า ร บั ญ
  • 7. 7ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา 106ประมวล เพ็งจันทร์ 112วิจักขณ พานิช 124พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ 130ปราโมทย์ ไม้กลัด 138ศ.ดร.สมิทธ ธรรมสโรช 145 ศ.ดร.สุนทร บุญญาธิการ 153อาจารย์ณรงค์ เพชรประเสริฐ 161 อาจารย์วรศักดิ์ มหัทธโนบล 166 นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ 174 วรัตดา ภัทโรดม 182 หมอเขียว ใจเพชร กล้าจน 190ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล 198
  • 8. 8
  • 9. 9พระอาจารย์ไพศาล วิสาโลเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโตอยู่อย่างมีสุขให้คิดถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง  แล้วหมั่นมองตน  ให้รักตัวเองอย่างแท้จริง  ให้รู้จักตัวเอง  สิ่งนี้จะช่วยท�ำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขพระอาจารย์ไพศาล  วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต  คือพระนักคิดนักเขียนที่มีผลงานเขียนออกมาอย่างสม�่ำเสมอ  ธรรมะของท่านที่สั่งสอนผู้คน จะเน้นหนักเรื่องราวที่เกี่ยวกับสังคมเป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาหรือความขัดแย้งในสังคมครั้งใด  ท่านก็จะถูกสื่อสัมภาษณ์เพื่อให้แนวคิดในการแก้วิกฤตอยู่เสมอ  สิ่งหนึ่งที่พระอาจารย์เน้นย�้ำในทุกการสัมภาษณ์  เมื่อสังคมต้องเผชิญความขัดแย้งก็คือ  การมองความขัดแย้งอย่างเป็นกลาง  และต้องท�ำใจ  เพราะความขัดแย้งนั้นเป็น
  • 10. 10ธรรมดาของโลก และสิ่งส�ำคัญที่สุดที่จะท�ำให้ทุกคนมีความสุขได้ ไม่ได้อยู่ที่ไหน  มันอยู่ที่ใจตนเองท่ามกลางความวุ่นวายของสังคม  เราสามารถหาความสุขสงบได้“ที่จริงในบ้านของตัวเองมันก็เป็นที่สงบสุขได้  ในห้องนอนของเราก็ได้ ถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ท่ามกลางผู้คน ห้องนอนก็เป็นที่ที่สงบได้แต่อาตมาพบว่าหลายคนแม้จะอยู่ในห้องคนเดียวก็ไม่สงบ  เพราะเดี๋ยวก็มีเสียงโทรทัศน์เข้ามา มีอีเมล์ มีเฟซบุ๊ก มีแบล็กเบอร์รี่ดัง มีเอสเอ็มเอสเข้ามา  มันไม่สงบแม้จะอยู่คนเดียว  เพราะว่าคุณปล่อยให้ข้อมูลข่าวสารมันหลั่งไหลเข้ามาในชีวิตจิตใจ  ทางออกที่ดีคือคุณควรปิดโทรทัศน์บ้าง ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์  ปิดมือถือ  อย่าเปิดตลอดเวลา   บางครั้งมันวุ่นวายมาก  วันเสาร์อาทิตย์ก็ปิดบ้าง  อาตมารู้จักคนหลายคน  บางทีเขามีอาชีพการงานที่ต้องรับผิดชอบ  เป็นนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ เป็นฝรั่ง เย็นวันศุกร์จนถึงเช้าวันอาทิตย์ปิดโทรศัพท์อยู่กับครอบครัวและตัวเอง  ออกไปจ๊อกกิ้ง  อาตมาคิดว่าเราไม่ต้องไปไหนหรอก แค่อยู่บ้าน หาโอกาสที่จะอยู่คนเดียวจริงๆ แล้วปิดเครื่องมือสื่อสารทั้งหลาย  ต่อมาก็หันมามองตน  หันมาดูจิตใจบ้างถ้าหากว่าคนเราว้าวุ่นเพราะใจ   ไม่ใช่เพราะสิ่งภายนอก  แม้อยู่คนเดียวในป่าคุณก็จะว้าวุ่น ถ้าใจคุณเตลิดเปิดเปิงไป บางคนอยู่ในป่าอยู่ในห้องคนเดียวบางทีอยู่ไม่ได้  เพราะว่าใจมันว้าวุ่น   ปรุงแต่งไปต่างๆแล้วคนเรานี่ชอบหนีตัวเองทนอยู่กับตัวเองไม่ได้ก็เลยหนีไปหาเพื่อน หนีไปคุย ไปเที่ยว ไปเล่นเฟซบุ๊ก เสร็จแล้วก็บ่นว่าไม่มีเวลาให้กับตัวเอง แต่ครั้นเวลาอยู่คนเดียวจริงๆ ก็อยู่ไม่ได้ เพราะว่าจิตใจมัน
  • 11. 11ว้าวุ่น   แล้วเราควรท�ำอย่างไร วิธีแก้คือมีสติรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดที่ปรุงแต่ง พอรู้ปุ๊บแล้ววาง ไม่ใช่ห้ามคิด ให้มีสติรู้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลากลับมาดูใจของตัวเอง  แม้อยู่คนเดียวก็เจอแต่ความทุกข์แต่การรู้ทันความคิดแล้ววางได้  แม้ว่ามันจะมีเสียงมากระทบก็ไม่มีปัญหา แต่มีปัญหาเพราะว่าใจเราไม่ชอบเสียงนั้น ใจเรามีปฏิกิริยาต่อเสียงที่แทรกเข้ามา แต่ถ้าเรามีสติ เรารู้ว่ามีอะไรแทรกเข้ามา เรารู้ก็ท�ำใจให้เป็นกลาง เสียงดังก็ท�ำอะไรเราไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ส�ำคัญที่สุดที่ช่วยให้เราไม่ต้องหนีไปไหน  มันต้องเริ่มหาที่หาทางที่สงบให้ตัวเอง ปิดเครื่องมือสื่อสาร แล้วจากนั้นก็หันมาดูใจ มาเจริญสมาธิ ภาวนาให้มีสติ”ต้องรู้จักท�ำใจ  เราถึงจะสามารถอยู่กับความขัดแย้งได้อย่างมีความสุข“เรื่องนี้เป็นเรื่องของการท�ำใจ  มองว่าหนึ่ง  ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่เราบางทีอยู่คนเดียวเราก็ยังขัดแย้งกับตัวเอง จะไปเที่ยวที่ไหนดี ก็มีสองสามความเห็นในใจ ต้องมองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา  มองความขัดแย้งอย่างเข้าใจ  ประการที่สองมองว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องที่เป็นความต่างกันเฉพาะบางแง่มุม  บางด้าน เวลาคนสองคนขัดแย้งกันไม่ใช่ว่าเขาขัดแย้งกันทุกเรื่อง  เพราะขัดแย้งในบางเรื่อง เขาอาจจะเห็นตรงกัน อยู่เก้าสิบห้าอย่าง แต่อาจจะเห็นต่างกันห้าอย่าง ก็ไม่ควรที่จะทะเลาะ มองกันเป็นศัตรู เราเห็นต่างกันแค่นั้นท�ำไมเราต้องเป็นศัตรูกับเขา เขาเองก็มีอะไรเหมือนกับเราเหมือนกับเขาพูดง่ายๆคือก�ำจัดความขัดแย้งความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในความคิดของเขาเป็นบางเรื่อง มันท�ำให้เราเป็นเพื่อนกับเขาได้ แม้ว่าจะเห็นไม่ตรงกัน”11
  • 12. 12“ประการที่สามคือ  มองว่าความขัดแย้งมันเป็นเรื่องชั่วคราวก่อนหน้านี้เราก็มีอะไรเหมือนกันตั้งหลายอย่าง  แต่วันนี้ขัดแย้งกัน  พรุ่งนี้เราอาจจะกลายเป็นเพื่อนร่วมทริป  ร่วมงานที่สอดคล้องกัน  เพราะฉะนั้นอย่าไปเอาเป็นเอาตายกับความขัดแย้ง   เพราะว่าคนที่เคยท�ำสงครามกัน  อย่างอเมริกากับเวียดนาม  สามสิบปีก่อนรบกันจะเป็นจะตาย  แต่ตอนนี้กอดคอท�ำการค้าไปแล้ว  หลายคนที่ขึ้นเวทีพันธมิตรก็เคยจับปืนไล่ล่ากัน  คนหนึ่งเป็นทหาร  คนหนึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ มองให้มันเป็นของชั่วคราว   อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับมันมาก  ถ้าเรามองแบบนี้เราจะปล่อยวางได้มากขึ้น เราจะไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย  ขัดแย้งกันด้วยความคิดก็โต้เถียงกัน  แต่ก็ยังรักกัน ไม่รู้สึกว่าจะเป็นจะตาย ถ้าเราท�ำแบบนี้ เราก็จะไม่ทุกข์กับความขัดแย้ง  เราก็เห็นเพียงว่าเป็นสิ่งแปลกเข้ามาในชีวิต  แต่ไม่ได้แปลว่าเราไม่เป็นตัวของตัวเองนะ เราเห็นต่างเราก็พูด ไม่ใช่ว่าเออออกับเธอนะ ไม่กล้าขัดแย้งกับใคร ไม่ใช่แบบนั้น ความขัดแย้งมันสามารถอยู่บนตัวของตัวเองได้ แต่เราต้องไม่ทุกข์ อาตมาคิดว่าชีวิตคนเรามันมีหลายแง่มุม  ส่วนที่ขัดแย้งกับใครก็ขัดแย้งบางเรื่องเราก็อย่าหมกมุ่นกับมัน เช่นมีความขัดแย้งเรื่องการเมือง ถ้าเราไม่เปิดโทรทัศน์ ไม่ดูเฟซบุ๊ก เราไม่เดือดร้อนอะไร เมื่อเราต้องท�ำงานเราก็ท�ำงานของเราไป มีเวลาว่างก็เปิดทีวี ต้องรู้จักจ�ำกัดการรับรู้ อย่าไปหมกมุ่นกับมันจนกระทั่งไม่เป็นอันท�ำงาน อาตมาคิดว่าถ้าเราอยู่กับปัจจุบัน เราก็ท�ำงานของเราให้ดี เราจะพบกับความขัดแย้งน้อยลง ไม่ใช่ไม่รับรู้นะ แต่เรารับรู้เมื่อถึงเวลา แล้วเราก็ใส่ใจในฐานะที่เราเป็นคนไทย ใส่ใจแต่ไม่ใช่หมกมุ่น ไม่ท�ำให้มันท�ำร้ายจิตใจ จนท�ำร้ายตัวเอง”
  • 13. 13ความรักที่ท�ำให้เกิดทุกข์ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ความรักในทางพุทธศาสนา คือความรักที่เรียกว่าเมตตา“รักมันท�ำให้เกิดทุกข์  คือรักที่หมายถึงการยึดมั่นถือมั่น  เพื่อสนองตัวเอง  รักเขาเพื่อต้องการให้เขามาปรนเปรอ หรือเรารักเขาที่เขาสามารถให้ความสุขความสบายกับเราได้  เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยากให้เขาเป็นแบบที่เราคิด  มันท�ำให้เกิดทุกข์  มันท�ำให้เกิดการท�ำร้ายกัน แบบนี้ไม่ได้เป็นความรัก เพราะความรักในทางพุทธศาสนา คือมีความรักที่เรียกว่าเมตตา ความรักที่เป็นการยึดมั่นถือมั่นเพื่อสนองตัวตนของเรา เราเรียกว่าเสน่หาหรือราคะ  ความรักแบบนี้ท�ำให้เกิดทุกข์ทั้งผู้ถูกรักและผู้รัก  แต่ว่ามันก็ให้ความสุขในชั่วระยะเวลาหนึ่ง  คือในช่วงเวลาที่ทั้งสองคนเออออห่อหมกกัน แต่พอขัดแย้งกันก็เริ่มทุกข์แล้ว หรือว่าตายจากกันก็ยิ่งทุกข์ใหญ่ แต่ความรักที่เรียกว่าเมตตาปรารถนาดีโดยที่ไม่ต้องการอะไรจากเขา  มีให้แต่ความปรารถนาดีอาตมาเชื่อว่าทุกวันนี้ที่โลกอยู่ได้เพราะมีความรักแบบนี้มาเจือปนบางทีก็ไปผสมอยู่กับความรักประเภทแรก  คนเราบางทีก็ไม่ได้มีแต่เสน่หาอย่างเดียว  มันมีเมตตาเข้าไปด้วย  เช่นความรักระหว่างสามีภรรยา พ่อแม่ลูก เพื่อน มันมีเมตตาเข้าไปผสม มากบ้างน้อยบ้าง ตรงนี้ต่างหาก ที่ท�ำให้โลกอยู่ได้ เพราะมันท�ำให้เกิดการเอื้อเฟื้อเกื้อกูล
  • 14. 14กันอย่างแท้จริง  ถ้าขาดเมตตาธรรมนี่โลกอยู่ไม่ได้เลย  เพราะพระพุทธเจ้าบอกว่าเมตตาธรรมค�้ำจุนโลก คือถ้าไม่มีเมตตา โลกมันคงพินาศไปแล้ว ทุกศาสนาก็เน้นชูประเด็นความรักแบบนี้  คือความรักที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว  ที่ฝรั่งเรียกว่าความรักแบบไม่มีเงื่อนไข แต่ว่าตราบใดที่เราปฏิเสธความรักแบบประเภทแรกไม่ได้ ก็ควรพัฒนาให้มีความรักแบบที่สองเข้ามาเจือปน เข้ามาเป็นตัวน�ำ จะช่วยท�ำให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”ปัญญาทางวิทยาศาสตร์และปัญญาทางธรรมนั้นจ�ำเป็นที่จะต้องอยู่คู่กันไป“วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของความรู้  ไม่ใช่เป็นเรื่องของคุณค่า  วิทยาศาสตร์ยากที่จะบอกว่าอะไรดีไม่ดี  แต่วิทยาศาสตร์บอกอะไร  ท�ำไม  อย่างไร  แต่ว่าดีหรือไม่ดีเป็นเรื่องของจริยธรรมเป็นเรื่องของฝ่ายศาสนา  แต่ศาสนาบางทีก็ตัดสินผิด  นี่คือเรื่องที่หนึ่ง วิทยาศาสตร์คือเรื่องของความรู้ แต่ไม่ใช่เรื่องคุณค่า“สองมันคือเรื่องของการพัฒนาสมองแต่ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาจิตใจ  เรื่องของการพัฒนาจิตใจเป็นเรื่องของคุณธรรมเป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรม  เรื่องของการท�ำความดี  มันนอกขอบข่ายของวิทยาศาสตร์  บางทีก็ใช้วิทยาศาสตร์ในการท�ำลายอย่างเช่นฮิตเลอร์ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีรมแก๊สชาวยิวตายไปหกล้านคน  เราใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสร้างระเบิดนิวเคลียร์  เพื่อสร้างเทคโนโลยีท�ำลายสิ่งแวดล้อม  วิทยาศาสตร์มันมีขอบเขตจ�ำกัดแต่ส�ำคัญต้องพัฒนาจิตใจ  ถ้าถามว่าวิทยาศาสตร์อย่างเดียวพอไหม  บอกเลยว่าไม่พอ  ไอน์สไตน์พูดว่ามนุษย์เราต้องการ
  • 15. 15ทั้งวิทยาศาสตร์และศาสนา  ต้องมีสองอย่างคู่กัน  มีศาสนาไม่มีวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ ศาสนาจะพาไปงมงาย  ถ้ามีวิทยาศาสตร์แต่ขาดศาสนา  คนก็อาจจะท�ำร้ายด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี  คนเราทุกวันนี้เอาเข้าจริงๆ นักวิทยาศาสตร์ที่เจริญคือเจริญในรูปของเทคโนโลยี แต่ความคิดแบบวิทยาศาสตร์มันไม่ได้ซึมไปถึงจิตใจผู้คน  บางทีถึงจะเจริญ  แต่คนก็ยังงมงาย ไสยศาสตร์ก็ยังเฟื่องฟู เพราะว่าเราไม่ได้คิดแบบวิทยาศาสตร์ เราเชื่อง่าย มีข่าวลืออะไรก็เชื่อ โดยที่ไม่ตั้งค�ำถามมีวัวหกขา ก็ไปกราบไหว้ โดยที่ไม่ได้มองว่ามันก็เป็นเรื่องผิดปกติทางธรรมชาติเท่านั้นเอง แล้วตอนนี้ก็ลือกันใหญ่ว่าจะเกิดภัยพิบัติ แล้วคนที่ลือก็โหราศาสตร์ นักพยากรณ์ก็มีส่วน ก็ไม่ได้ใช้ความคิดทางวิทยาศาสตร์มาพูด มาคิด พูดแล้วน่าเชื่อถือไหม เพราะฉะนั้นท�ำให้คนแตกตื่น คนก็ยังงมงายต่อไป คนก็ยังเห็นแก่ตัวต่อไป คนก็ยังเอารัดเอาเปรียบกันต่อไป มันก็เลยเกิดความวุ่นวาย”คนเก่งกับคนดี สามารถอยู่คู่กันในคนคนเดียวได้“ในทางพระพุทธศาสนาพูดถึงปัจจัยหลักๆ  ที่ท�ำให้คนเป็นคนเก่งและคนดี  หนึ่ง  ปัจจัยภายนอกคือกัลยาณมิตร  รวมถึงสิ่งแวดล้อม สื่อมวลชน หนังสือ ครูบาอาจารย์ พ่อแม่ เข้าใจง่ายๆ คือกัลยาณมิตร อันที่สองคือปัจจัยภายใน โยนิโสมนสิการ คือว่าคิดเก่งฉลาดคิด คิดถูก คิดเป็น คิดชอบ พูดง่ายๆ คือฉลาดคิด ตรงนี้มันจะท�ำให้เกิดปัญญา  เก่งในทางโยนิโสมนสิการ  จะท�ำให้รู้จักคิด  คนเราจะเก่งได้ต้องรู้จักคิด  ไม่ใช่แค่มีข้อมูลเยอะ  ข้อมูลเยอะไม่ส�ำคัญแม้ว่าคุณมีข้อมูลน้อยแต่ถ้าคุณรู้จักคิดคุณก็จะสามารถฉลาดได้เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องท�ำให้เกิดกัลยาณมิตรและโยนิโสมนสิการมันย้อนกลับไปที่อาตมาพูด  คือมันอยู่ที่การเลี้ยงดู  การศึกษา  ซึ่ง
  • 16. 16เป็นการศึกษาที่ท�ำให้คนฉลาดคิด แล้วก็คิดเป็น ท�ำให้เขารู้ว่าความจริงแล้วคนเราถ้าอยากมีความสุขต้องท�ำความดี  ต้องเอื้อเฟื้อเกื้อกูล  ไม่เห็นแก่ตัว เก่งกับดีเกิดขึ้นได้ ถ้ามีสองปัจจัยนี้”ให้คิดถึงผู้อื่นมากกว่าตัวเอง  แล้วหมั่นมองตน  ให้รักตัวเองอย่างแท้จริง  ให้รู้จักตัวเอง  สิ่งนี้จะช่วยท�ำให้เราอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข  พบกับความสงบเย็นภายใน  แล้วก็อยู่กับผู้อื่นได้อย่างเกื้อกูลเป็นทั้งคนดีและคนมีน�้ำใจ  แล้วก็มีความสุขในเวลาเดียวกัน
  • 17. 17
  • 18. 18เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างสุข“ถ้าเราถอดถอนทิฐิ ไม่มีสิ่งที่ถูกใจเราเป็นของเรา  ไม่มีกายเรา  ไม่มีใจเรา  แต่มันเป็นธรรมชาติล้วนๆ ได้เมื่อไหร่ เราจะกลายเป็นคนที่อยู่ในโลกใบนี้  ที่โลกนี้ไม่มีตัวเรา  มีแต่การกระท�ำมีแต่ความรู้สึก  เกิดดับฉับพลันอิสสรชนเช่นนี้จะพึ่งพาหัวใจตัวเองได้”แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุตธรรมดาของความเปลี่ยนแปลงย่อมน�ำมาซึ่งความทุกข์  ยิ่งโลกหมุนเร็วมากเท่าไรคนก็ยิ่งทุกข์  โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ผู้คนไม่มีเวลาแม้กระทั่งหยุดทบทวนตัวเอง หลายคนเลือกที่จะเสพสุขโดยแลกมาจากผลตอบแทนของการท�ำงาน โดยไม่รู้ทางออกของการแก้ความทุกข์คืออะไร ‘แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต’ คือมนุษย์คนหนึ่งที่ในอดีตก็เคยมีทุกข์ แต่เพราะธรรมะขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ท�ำให้ปัจจุบันนี้ท่านได้กลายเป็นผู้ชี้ทางออกแห่งทุกข์แก่ผู้คนในสังคมเมือง ผ่านสถานที่ที่สงบร่มเย็นอย่างเสถียรธรรมสถาน หนุ่มสาวสมัยใหม่ชอบมีค�ำถามว่า ท�ำอย่างไรจะสุขใจได้ในสังคมปัจจุบัน บท
  • 19. 19สัมภาษณ์ต่อไปนี้มีข้อคิดดีๆ จากแม่ชีศันสนีย์  เพื่อให้ทุกคนในสังคมและคนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ที่จะมีความสุขได้จากภายในใจของตนเองธรรมะสร้างเสถียรธรรมสถาน“เสถียรธรรมสถานไม่ได้เกิดขึ้นมาจากเงินหรือความต้องการจะท�ำอะไร  แต่มันเกิดมาจากความกตัญญูจากพระธรรม  เพราะธรรมะมันสามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้ และที่ส�ำคัญคือเราสามารถพ้นทุกข์ได้ด้วยธรรม  เพราะฉะนั้นมันเป็นความกตัญญูที่เราอยากจะเสนอออกมาเป็นผู้รับใช้  ที่จะใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือที่จะท�ำให้เรารู้เท่าทันชีวิตและปัจจุบันขณะของเรา ธรรมะเป็นหยดน�้ำเล็กๆ ที่ท�ำให้ชีวิตงอกงามได้”ต้องรู้จักและเข้าใจค�ำว่าทุกข์“ถ้าเราได้กลิ่นของดอกไม้  เราจะเห็นการท�ำงานของจมูกและกลิ่นที่มากระทบกัน จมูกเป็นอายตนะภายใน กลิ่นเป็นอายตนะภายนอก เวลาที่เราหอมเราก็จะรู้สึกเพลิดเพลิน แต่เวลาที่เราเหม็นเราก็รู้สึกไม่เหมือนกัน  เวลาที่เรารู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ไม่เป็นอย่างที่ใจเราอยากให้เป็น  ถ้าเราไม่ตีอกร�่ำไห้อยู่กับสิ่งที่เป็นดั่งใจเรา  เรารู้ว่าทั้งหอมและเหม็นเป็นความชอบชังที่เกิดดับอย่างฉับพลันเท่านั้น   ใจของเราจะเรียนรู้ต่อไปได้กับทุกเรื่อง  ในกระบวนการของการจัดการที่ดี  ปัญญาเป็นกระบวนการของการจัดการการเรียนรู้อย่างมีสติ  เฝ้าสังเกตและเรียนรู้ว่าทั้งชอบทั้งชังหรือสุขทุกข์มันเป็นแค่ปรากฏการณ์เพียงชั่วครู่ อย่ายึดถือไว้ว่าเป็นเรา ถ้าเราถอดถอนทิฐิ ไม่มีสิ่งที่ถูกใจเราเป็นของเรา ไม่มีกายเรา ไม่มีใจเรา แต่มันเป็นธรรมชาติล้วนๆ ได้เมื่อไร เราจะกลายเป็นคนที่อยู่ในโลก ที่โลกนี้ไม่มีตัวเรา มีแต่การ
  • 20. 20กระท�ำ มีแต่ความรู้สึก เกิดดับฉับพลัน อิสรชนเช่นนี้จะพึ่งพาหัวใจตัวเองได้”คนปัจจุบันเบื่อง่าย ไม่ชอบอะไรจ�ำเจ แต่เราสามารถจัดการมันได้“เราต้องรู้ว่าความเบื่อมาจากไหน  เบื่อมาจากความคิดปรุงแต่ง  เวลาที่เราคิดอะไรแล้วไม่ร่าเริงไม่เบิกบาน  ความเบื่อเกิดจากความคิดที่ไม่รู้เท่าทันความเป็นจริง  เราอาจจะแก้ความเบื่อด้วยการถ่ายพลังของตัวเอง  การออกก�ำลังกาย  การรู้จักรับประทานอาหารและการพักผ่อนที่ดี จะท�ำให้เรามีทุนของชีวิตในฝ่ายของกายภาวนาเข้มแข็งขึ้น  และจิตของเราก็จะมีสติอารักขาจิตได้ทุกลมหายใจความเบื่อเป็นแบบฝึกหัดที่ท�ำให้เรารู้ว่า  เราต้องเผชิญกับสิ่งที่เราจะคิดครั้งใหม่ที่คมกว่าเก่า ถ้าเรารู้ว่าคิดอย่างนี้ผลเป็นอย่างนี้ และคิดอย่างไรผลมันถึงจะเปลี่ยน การเข้าไปเห็นถึงลู่ทางของการเกิดขึ้นของความเบื่อเป็นปัญญาอย่างหนึ่ง ถ้าเราคิดอะไรซ�้ำๆ ถอนหายใจลึกๆเราก็ยังไม่สดชื่น  ให้เราถ่ายพลังสักหน่อยก็ได้ เช่น  ออกไปท�ำอะไรให้กระฉับกระเฉงขึ้นแล้วกลับมาคิดด้วยจิตที่รู้เท่าทันความคิดมากขึ้นถ้ารู้คิดไม่หลงคิด ความเบื่อก็เป็นเรื่องที่สามารถแก้ได้ง่ายๆ”สุขจากวัตถุนิยม สุขจริงหรือไม่“นี่เป็นธรรมชาติหนึ่งของคนที่อยู่ในวัฒนธรรมบริโภคนิยมอย่าไปมองว่ามันดีหรือไม่ดี  แต่ถ้าเราบริโภคนิยมจนเราขาดอิสรภาพเรากลายเป็นมนุษย์ที่ต้องเสพก่อนจึงจะสุข  ที่เสถียรธรรมสถาน การท�ำงานคือความสุข  เป็นความสุขเมื่อสร้าง  ไม่ใช่สุขเมื่อเสพ  ในขณะที่เราสร้างงาน  เราจะพบว่าความสุขในปัจจุบันขณะท�ำให้เราถึงเป้า
  • 21. 21หมาย แต่การที่เรารอว่าเสร็จจึงสุขมันก็เหมือนเราท�ำงานในขณะตกนรก  ท�ำงานไปบ่นไป  ตกนรกไป  แต่กว่าจะได้ชื่นชมความส�ำเร็จก็เครียดแล้ว  มันก็เป็นธรรมชาติของคนรุ่นใหม่ที่ใจของเขาเปราะบางเพราะเขารอว่าซื้อเสพจึงสุข   แต่ไม่ได้สุขเมื่อสร้าง  เขาไม่ได้สุขง่ายจากการใช้น้อย เขาทุกข์ง่ายถ้าใช้น้อย แล้วก็คิดว่าสุขมากจากการใช้มาก เพราะฉะนั้นต้องเห็นใจ แล้วก็ยังคงต้องท�ำงานต่อไป แต่เราควรจะรู้ว่าไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไรใจต้องไม่ทุกข์”จัดการอารมณ์สุขได้ในแต่ละวัน ด้วยลมหายใจ“เมื่อเราฝึกเจริญสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก  เราจะเรียกรวมๆ ว่าเราเล่นเกมลมหายใจ มีลมหายใจแห่งสติ มีสติอารักขาจิตแต่ละวัน เราจะเห็นว่าการเดินทางของชีวิตเวลาที่มีโลกมากระทบเราจะรู้ถึงสิ่งที่มากระทบ เราจะรู้ทัน ใจตื่น เราจะเห็นเพียงแค่ว่าโลกเป็นแค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง อารมณ์เป็นสิ่งที่มาแล้วไปในหัวใจของเราไม่สามารถจะจมเจ่าอยู่กับอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดเพราะว่าจิตอารักขาเราอยู่เสมอ เวลาที่เรารู้เท่าทันอารมณ์ และไม่หลงอารมณ์  เราจะเห็นว่าโลกเป็นเพียงโลกธรรม  มีได้ลาภเสื่อมลาภมียศเสื่อมยศ  มีสรรเสริญมีนินทา  ปรากฏของสภาวะธรรมใดสภาวะธรรมหนึ่งมาเพียงแค่เห็นเท่านั้น   ไม่ใช่ให้เราไปคลุกคลี เราจะเห็นว่าเราจะอิสระ อยู่กับโลกที่มากระทบรู้ทัน  ใจตื่น แล้วถ้าเราเจริญอานา-ปานัสสติอยู่เรื่อยๆ เราจะเห็นว่านิพพานชิมลองนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถจะสัมผัสได้ด้วยตนเอง”21
  • 22. 22จริงหรือไม่  ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์“รักให้เป็นก็จะไม่เป็นทุกข์  เราต้องภาวนากับความรักของเรา  ให้รักของเราได้รับการพัฒนาสติปัญญา  เพื่อจะท�ำให้เรารักอย่างไม่มีเงื่อนไข  ถ้ารักอย่างยึดติดมันก็จะน�ำมาซึ่งความยึดมั่นถือมั่น  อันนี้ไม่ใช่รัก  เขาเรียกว่าหลง และคนหนุ่มสาวมักเข้าใจผิดว่าความรักนั้นจะน�ำไปสู่เซ็กซ์ ที่จริงเซ็กซ์กับความรักมาจากใจเหมือนกัน แต่ความหลงที่มีอิทธิพลจะน�ำไปสู่ความใคร่  กับสติปัญญาและความเข้าใจซึ่งจะเป็นพื้นฐานของความรัก  มันจะท�ำให้รักเป็นทุกข์หรือหลงเป็นทุกข์ ความรักเป็นของสวยงาม ถ้าเราเข้าใจที่จะรัก ถ้าเราเริ่มต้นความรักด้วยการขาดสติปัญญาเราจะพบว่าความรักนั้นจะน�ำพาความเจ็บปวดมาสู่เรา เวลาที่เรารักเราต้องฝึกฝนที่จะเข้าใจคนที่เรารัก แต่ถ้าเราปรารถนาจะให้คนรักท�ำอะไรอย่างที่ใจเราต้องการ  เราก็อาจจะทุกข์ก็ได้  แต่ถ้าเผื่อเรามีโอกาสที่จะพัฒนาสติปัญญาของเรา
  • 23. 23แล้วก็เข้าใจคนที่เรารักอย่างลึกซึ้ง   และถ้าเรามองคนที่เรารักอย่างลึกซึ้ง  เราจะเข้าใจว่าท�ำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้น  เวลาเราฝึกมองคนอย่างนี้  เราจะรู้ว่าความกรุณาของเราที่ออกไปนั้นเป็นมิติที่เป็นผลพวงของความรัก การที่เราให้โอกาสคนที่เรารักได้มีโอกาสปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างที่เขารู้ว่าเราให้โอกาสเขาเสมอ เป็นหนทางที่ดีที่ท�ำให้ความรักของเรายั่งยืน อย่าคิดที่จะรักแค่เพียงรักแล้วท�ำให้คนที่เรารักเป็นดั่งใจเรา แต่ขอแค่ให้เรามีความสุขที่ได้รัก และพัฒนาชีวิตที่จะรักอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าคนที่เรารักจะท�ำผิดพลาด แต่สิ่งที่ท�ำผิดพลาดนั้นก็จะท�ำให้เรามองหาทางออกที่จะพัฒนาความรักของเราด้วย จงพัฒนาสติปัญญาของเราเพื่อรัก  และจงมีความสุขที่ได้รัก”ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้จากธรรมชาติ“ธรรมชาติสอนให้เราเห็นความไม่เที่ยงอยู่ตลอดเวลา เพราะมีดอกไม้บาน มีดอกไม้ร่วง   มันจะเป็นความสวยงามของธรรมชาติที่เราสัมผัสได้ แต่ถ้าไม่มีความเปลี่ยนแปลง เราก็อาจจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สวยงามของธรรมชาติ  เพราะการเปลี่ยนแปลงมันเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสอนให้เรารู้ว่า  เราควรแกะโซ่ตรวนแห่งความยึดมั่นถือมั่นในทุกๆ การกระท�ำของเราและทุกสิ่งที่เรายึดถืออยู่ และถ้าเราเห็นว่าสิ่งที่เรายึดถือและเชื่อถืออยู่เป็นเหตุแห่งทุกข์  เราก็ควรจะออกมา การฝึกหายใจอย่างมีสติจะท�ำให้เราเห็นว่า  การมองสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราหลีกออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น จะไม่ผ่านกระบวนการคิด  แต่จะเป็นการพิจารณาให้เห็นในความเป็นจริงว่าสิ่งต่างๆ  ไม่เที่ยง ทนอยู่ได้ยากแล้วก็จะจบลง ธรรมชาติรอบตัวเราก�ำลังสอนให้เห็นถึงความจริงเหล่านั้น แล้วเราจะกลับเข้าสู่ธรรมชาติภายในตนของเรา และเราจะเห็นว่าสภาวะจิตภายในตนของเราก็ไม่
  • 24. 24เที่ยงเช่นกัน ถ้าเราข้ามไปถึงภาวะผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานได้ เราจะเห็นว่าทุกการกระท�ำนั้นเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่ท�ำให้เราละ  ท�ำให้เราจางคลายจากความยึดมั่นได้ เมื่อเราจางคลายจากความยึดมั่นถือมั่นได้เราจะพบอิสระที่แท้จริงของชีวิต”“เพราะชีวิตคือการเดินทาง”
  • 25. 25ถ้าเราเปรียบชีวิตคือการเดินทาง  การจราจรของชีวิตที่จะท�ำให้เราเดินทางปลอดภัยก็ต้องอาศัยวินัย  และวินัยของชีวิตก็เปรียบเหมือนสติ  ถ้าสติอารักขาใจเราก็สามารถจะไปถึงฝั่งฝันที่เราต้องการ  ถ้าเราสร้างวินัยคือการเคยชินที่ดีงามให้เกิดขึ้น  เราจะรู้ว่าการเดินทางของเราจะไม่หยุดและจะราบรื่น
  • 26. 26ภิกษุณีธัมมนันทา“ปัญญาทางธรรมตัวนี้จะต้องน�ำเราไปสู่ความสุข  แต่ต้องเป็นความสุขที่แท้จริงนะไม่ใช่ความสุขจอมปลอม”เรียนรู้ปัญญาทางโลกและทางธรรมเพื่อน�ำชีวิตจะมีสักกี่คนที่คิดว่าการประสบความส�ำเร็จสูงสุดในชีวิตทางโลกนั้น  ไม่ใช่จุดสูงสุดของชีวิต แต่หญิงผู้มีปัญญาทางโลกระดับด็อกเตอร์อย่าง  รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์  กบิลสิงห์  อดีตอาจารย์ประจ�ำภาควิชาปรัชญาและศาสนา  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หรือปัจจุบัน ท่านคือภิกษุณีธัมมนันทา  หรือ ‘หลวงแม่’  กลับมองเห็นถึงความส�ำคัญของปัญญาทางธรรมมากกว่า เพราะนั่นคือทางออกในการแก้ปัญหาของชีวิต หลวงแม่มองว่า ปัญญาทางโลกเพียงอย่างเดียวนั้นบางครั้งก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในชีวิตได้ ในชีวิตคนเรามันควรจะมีทั้งปัญญาทางโลกและทางธรรมประกอบกัน
  • 27. 27“เราต้องรู้จักสองสิ่งนี้ก่อน  ปัญญาทางโลกก็คือ  ท�ำอย่างไรให้รวยมากขึ้น ท�ำอย่างไรให้มีชื่อเสียงมากขึ้น อาจเป็นด้วยวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ตาม สิ่งที่เรียกว่าปัญญาทางโลกจะสนับสนุนให้เราไปสู่จุดนั้น ค้าขายเก่ง อาจค้าขายมาผ่านขบวนการการคดโกงก็ได้  คดโกงเก่ง คนโกงเนียนมาก คนจับไม่ได้นี่เป็นปัญญาทางโลก”“พอเป็นปัญญาทางธรรมแล้ว  ปัญญาทางธรรมตัวนี้จะต้องน�ำเราไปสู่ความสุข แต่ต้องเป็นความสุขที่แท้จริงนะ ไม่ใช่ความสุขจอมปลอม  น�ำเราไปสู่การละคลายซึ่งความทุกข์  การละคลายซึ่งความทุกข์ ฐานของความทุกข์ แก่นของความทุกข์ คือการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน”“เพราะฉะนั้นปัญญาในทางโลกทางธรรมมันจะมาเพื่อจุดประสงค์ต่างกัน ปัญญาทางโลกจะไปในแนวครอบครอง ‘To Have’ในขณะที่ปัญญาทางธรรมจะเป็นไปในแนว ‘To Be’ ใช้ค�ำว่าปัญญาเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นทางโลกกับทางธรรม จะมีเป้าหมายต่างกัน”หลวงแม่บอกว่า  แม้เราจะมีปัญญาทางโลกมากแค่ไหนก็ตาม  แต่ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเราจะสามารถเข้าใจถึงปัญญาทางธรรมที่แก้ไขความทุกข์ได้มากกว่าคนอื่น
  • 28. 28“ไม่มีการันตีเลยว่าคนมีปัญญาทางโลกมากจะเข้าถึงธรรมได้ง่ายกว่าคนอื่น  เผลอๆ คนที่มีปัญญาทางโลกอาจมีอุปสรรคต่อการเข้าหาปัญญาทางธรรม  เพราะว่าถ้าหากว่าเขาใช้ปัญญาในเรื่องการกินการเสพมาก  การที่เขามีการกินมาก  เสพมาก  ใช้มาก  คดโกงมาก  อาจเป็นอุปสรรคต่อการที่จะมองเห็นปัญญาทางธรรม  หรือในทางกลับกัน เมื่อเขาเสพเต็มที่แล้ว เขาอาจเห็นว่า ที่สุดแล้วมันไม่ได้มีอะไร ชีวิตเรามันแสวงหามากกว่านั้น ชีวิตเราแสวงหาสิ่งที่ไปให้พ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน  อาจเป็นจุด starting point ให้เขาได้”เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญญาทางโลกมากหรือคนเก่งต้องมีความดีประกอบกันด้วย“เก่งและต้องดีไง  มันต้องทั้งเก่งและทั้งดี  แต่แม้กระทั่งค�ำว่าดี มันก็ต้องมาให้ค�ำนิยามว่าในค�ำว่าดี เราตั้งใจจะหมายความว่าอย่างไร ดีระดับโลก หรือดีทางธรรม”ดีระดับโลกคือเป็นด็อกเตอร์ดีแล้ว  ดร.ฉัตรสุมาลย์  ดีแล้วแต่ ดร.ฉัตรสุมาลย์อาจเต็มไปด้วยความทุกข์  เพราะไม่ได้เข้าถึงปัญญาทางธรรม  แต่พอเราได้เข้ามาปฏิบัติธรรม  ได้เข้ามาลิ้มรสเพียงลิ้มรสนะ  ยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรนะ  เพียงเข้ามาลิ้มรสธรรมะของพระพุทธเจ้า  รู้แล้วว่าหนทางนี้เป็นหนทางที่จะท�ำให้ชีวิตของเรามีความหมายมากขึ้น ชีวิตของเราทิ้งจากตัวตนเล็กๆ ไปสู่ตัวตนใหญ่ เราไม่ท�ำเฉพาะตัวเราแล้ว  แต่เราจะท�ำเพื่อสังคม เราจะท�ำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง  เราจะท�ำเพื่อศาสนา  เราจะท�ำเพื่อสถาบันกษัตริย์  อย่างนี้เป็นต้น ทิ้งจากตัวตนเล็ก soul เอสตัวเล็กนะ ไปสู่Soul เอสตัวใหญ่”
  • 29. 29หลวงแม่ให้ความกระจ่างว่า  การที่เราจะเข้าถึงธรรมนั้นไม่จ�ำเป็นจะต้องละทิ้งทางโลกเลยทีเดียว  เพราะทุกคนต้องการความสุขเหมือนกัน อยู่ที่ว่าจะประยุกต์ใช้อย่างไร และต้องตัดความยึดติดให้ได้“จริงๆ  แล้วความสุขที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ  ไม่ว่าตัวน้อยๆ ก็ต้องการ วัยรุ่นก็ต้องการ คนแก่ก็ต้องการ แต่หากว่าเราจับยึดให้ชัดเจนแล้ว เราจะข้ามพ้นการยึดติดในตัวบุคคล ติดคนโน้นติดคนนี้ ติดพี่คนนั้นคนนี้ ทั้งหมดนี่มันจะผ่านไป แล้วท้ายที่สุดถ้าไม่มีพี่พี่เหล่านั้นตาย เราต้องตายด้วยไหม”“เรารักคนนี้  เรายึดติดเขามากเลย   แล้วเขาก็ผ่านไป  ลูกจะทุกข์มาก  กินไม่ได้นอนไม่หลับ  แต่หลวงแม่จะรู้ว่า   อ๋อ...มันเป็นเช่นนั้นเอง เข้ามาแล้วก็ผ่านไป ดูลมหายใจของตัวเอง มีลมหายใจเข้าและลมหายใจออก  ไม่สามารถจะอยู่ได้ด้วยลมหายใจออกอย่างเดียว ไม่สามารถจะอยู่ได้โดยลมหายใจเข้าอย่างเดียว มันอิงอาศัยกัน ลักษณะอะไรก็ตามที่มันอิงอาศัยกัน เราเอาแน่กับมันไม่ได้ นี่คือธรรมะใช่ไหม  ถ้าจับตรงนี้ไม่ได้ก็ทุกข์เยอะนะ  วิ่งไปตามจับเงา  จับอย่างไรก็ไม่ติดหรอก”“ในท้ายที่สุดแล้วเราก็พบว่าสาระของชีวิตมันต้องก้าวพ้นบุคคล ก ข ค ก้าวพ้นไปสู่สิ่งที่เป็นคุณธรรมที่อยู่เหนือตัวเรา แล้วเราเข้าสู่หนทางนั้น   ด�ำเนินชีวิตของเราเข้าสู่หนทางนั้นที่เป็นหนทางอันเกษม ศาสนาพุทธบอกว่าเป็นหนทางอันเกษม”
  • 30. 30ในสังคมทางโลก  หลวงแม่บอกว่าเราสามารถเรียนรู้ธรรมจากคนทุกประเภทแล้วน�ำมาปรับใช้กับชีวิต ไม่จ�ำเป็นที่จะต้องเรียนรู้จากคนดีเพียงอย่างเดียว“คนเราทุกคน  ไม่ว่าคนดีคนเลว  มีสิ่งที่ให้เราเรียนรู้  ขงจื๊อบอกว่าถ้ามีคนสองคนนั่งอยู่ข้างหน้าเรา  เขาทั้งสองคนเป็นครูเรา คนนี้เขาเก่งเหลือเกิน เราต้องเรียนรู้ที่จะเก่งเท่าเขา คนนี้ไม่เอาไหนเลย  เราต้องเรียนรู้ที่จะไม่เป็นอย่างเขา  เพราะฉะนั้นใครที่อยู่ข้างหน้าเรา เราจับเป็นครูเราได้หมด”ส�ำหรับวัยรุ่นและคนท�ำงาน ควรหยิบหลักธรรมข้อไหนไปใช้ชีวิตจึงจะมีความสุข“จริงๆ  แล้วศาสนาพุทธให้ธรรมะส�ำหรับชีวิตประจ�ำวันศาสนาพุทธไม่ได้เป็นปรัชญาลึกซึ้งที่จะอยู่ในบล็อกบล็อกหนึ่ง  ที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับชีวิตเราเลย ตื่นเช้าขึ้นมาเวลาที่เราไปท�ำงานเจ้านายก็อยากได้คนท�ำงานที่ร่าเริงแจ่มใส  โดยเฉพาะถ้าลูกเป็นพนักงานขาย ถ้าพนักงานขายมีกลิ่นเหล้ากลิ่นบุหรี่โชยมา  หน้าตาหมองมัวนะจะดูจิตตกเลย”
  • 31. 31“เพราะฉะนั้นธรรมะที่เราจะใช้ได้เลย  ตื่นขึ้นมาหลวงแม่สอนลูกที่วัดว่า  ตื่นมาให้รู้สึกขอบคุณ  ลูกจะถามว่ารู้สึกขอบคุณอะไร  ขอบคุณที่เรามีวันนี้ไง  ใช่ไหม  เรามักจะทึกทักเอาว่า  เราก็ตื่นทุกวัน  จริงหรือที่ว่าเราจะต้องตื่นทุกวัน  มันมีนะคนที่เขาตายตอนกลางคืน แต่คงไม่ใช่เราหรอก เราจะพูดอย่างนั้น เข้าข้างตัวเองว่าไม่ใช่เราหรอก  รู้ได้อย่างไรว่าจะไม่ใช่เรา  ขอให้ดีใจก่อนว่าตื่นขึ้นมานะร่างกายเราพร้อม  บางคนตื่นขึ้นมาแต่เป็นอัมพาต   ไม่สามารถจะฟังก์ชั่นได้ นิ้วมือนิ้วเท้าไม่สามารถจะฟังก์ชั่นได้ ตื่นขึ้นมาแล้ว...อ้ออวัยวะเรายังพร้อมมูลนะ  เราควรดีใจ  ดีใจว่าเรายังมีชีวิตอยู่อีกวันนึง”“การปฏิบัติธรรมอย่าเอาหลายวัน  เอาวันนี้ก่อน  อย่าไปสัญญากับพระเจ้าที่ไหนว่าจะปฏิบัติไปตลอดชีวิต  ชีวิตของลูกคือวันนี้จริงๆ เราจะตั้งใจนะ  ว่าใจของเราจะเป็นกุศล ใจ วาจา กายเป็นกุศล นั่นก็คือพูดอะไรออกไปจากปากเราให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง ต่อคนฟัง อะไรที่ไม่ดีจ�ำเป็นต้องพูดไหม ไม่ต้องพูดก็ได้ จ�ำเป็นต้องด่าไหม  พักเอาไว้ก่อนก็ได้  ถ้าเราคิดอย่างนี้แต่ละวัน  อย่าไปคิดถึงธรรมะที่ลึกซึ้ง เอาแค่นี้ก่อนได้ไหม รักษาใจให้เป็นกุศลวาจาให้สิ่งที่เราท�ำเป็นกุศล เป็นกุศลส�ำหรับตัวเราเอง เป็นกุศลส�ำหรับคนอื่นแม่ก็ท�ำได้ ลูกวัยรุ่นก็ท�ำได้ เด็กตัวน้อยๆ ก็ท�ำได้”
  • 32. 32“อีกค�ำถามหนึ่งที่คนชอบถามมากเลย  เด็กเล็กๆ จะสอนธรรมะอะไร  หลวงแม่บอกว่าไม่ต้องอะไรลึกซึ้ง  เอาแค่ให้เขารับผิดชอบตัวเอง  การรับผิดชอบตัวเองคือการเคารพตัวเองและเคารพผู้อื่นพอเด็กอนุบาลเข้ามานั่งยื่นเท้าให้แม่ถอดรองเท้า ยื่นเท้าให้ยายถอดรองเท้า ใช่ไหม เราต้องปลูกฝังตั้งแต่ตอนนี้เลย ลูกถอดรองเท้านะคะลูกถอดรองเท้าให้แม่ด้วย อุ๊ย มือแม่ถือของอยู่ท�ำอย่างไรคะ แม่ยังถือของอยู่แม่ยังถอดรองเท้าไม่ได้ หนูถอดรองเท้าให้แม่ได้ไหมคะ มันจะท�ำให้เขารู้สึกว่าเราต้องการความช่วยเหลือจากเขานะ  เด็กจะท�ำเป็นเด็กฉลาด แต่เรามักจะท�ำให้เขาหมด  เราไม่สอนขั้นพื้นฐานความรับผิดชอบ เล็กๆ เขาก็ท�ำได้”
  • 33. 33พอเป็นปัญญาทางธรรมแล้ว  ปัญญาทางธรรมตัวนี้จะต้องน�ำเราไปสู่ความสุข  แต่ต้องเป็นความสุขที่แท้จริงนะ ไม่ใช่ความสุขจอมปลอม น�ำเราไปสู่การละคลายซึ่งความทุกข์ การละคลายซึ่งความทุกข์ ฐานของความทุกข์ แก่นของความทุกข์คือการยึดมั่นถือมั่นในตัวตน
  • 34. 34รศ.ประภาภัทร นิยม ผู้อ�ำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ“ถ้าเยาวชนแต่ละบุคคลได้พัฒนาตัวเองให้ดีที่สุดแล้ว โลกนี้ก็จะน่าอยู่มาก  ไม่ต้องมีใครมาคอยตามจับผู้ร้ายที่ไหน  ถ้าทุกคนเข้าใจอย่างนี้ได้โลกก็จะสันติสุข  เหมือนที่ท่านพุทธทาสกล่าวไว้ว่า  เยาวชนคือสันติภาพของโลก”รศ.ประภาภัทร  นิยม  คืออดีตนักเรียนและครูที่สอนด้านงานสถาปัตยกรรมมาอย่างยาวนาน  เป็นสถาปนิกที่ได้รับการยอมรับ  จนวันหนึ่งเมื่อมีจุดพลิกผันส�ำคัญในชีวิต  จากสถาปนิกแถวหน้าก็ได้ผันตัวเองมาเป็นคนท�ำงานด้านศึกษาทางเลือก  มีเครือข่ายด้านการศึกษาทางเลือกที่กว้างขวางที่เน้นหลักการศึกษาเชิงบูรณาการ  จนก่อให้เกิดโรงเรียนรุ่งอรุณที่ผู้เรียนกับผู้สอนเรียนรู้ไปพร้อมๆ  กัน  เพราะนอกจากนักเรียนแล้ว  ครูก็มีส่วนส�ำคัญในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้กับเด็กและนั่นจึงเป็นที่มาของโครงการจะเปิดการศึกษาระดับปริญญาตรีที่เรียกว่า อาศรมศิลป์ ที่จะสอนการเรียนรู้ที่ไม่ได้อยู่แค่กรอบการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเรียนแบบครบวงจร รู้ลึก และได้ประโยชน์จากการเรียนรู้นั้น โดยความหวังสูงสุดของอาจารย์ประภาภัทร คือการได้เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของคนทุกวัย ที่มีใจอยากจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้
  • 35. 35สถาปนิกผู้ออกแบบการเรียนรู้แบบใหม่ให้เด็ก“มีคนถามเสมอว่าจากสถาปนิกมาเป็นนักการศึกษาได้อย่างไร สิ่งหนึ่งก็คงมาจากประสบการณ์ตรงของตัวเองที่ได้พบเจอกับการเลี้ยงลูก เพราะลูกเราเขามีความบกพร่องเรื่องการเรียนรู้ ตอนนั้นการรักษาเด็กที่มีภาวะแบบนี้เป็นเรื่องยาก เราก็มาคิดว่าควรจะท�ำอย่างไรที่จะท�ำให้เขาสามารถเรียนรู้ได้เหมือนเด็กอื่นๆ ในใจลึกๆ เราเชื่อว่าเขามีศักยภาพอยู่ในตัวเอง อยู่ที่เราว่าจะสามารถดึงศักยภาพนั้นออกมาได้อย่างไร จากความเชื่อลึกๆ เราก็เริ่มศึกษามากขึ้น ก็เริ่มเข้าใจว่า จริงๆ ลูกเราสามารถเรียนรู้ได้นะ เราแค่ต้องหาวิธีที่ถูก เราจึงใช้วิธีเปิดการเรียนรู้กับเขา เข้าไปอยู่ในโลกของเขา ลองใช้วิธีการเรียนรู้แบบเขาดู เหมือนเราเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเขา ก็เริ่มสื่อสารกันได้มากขึ้น ปรับให้เขาอยู่ในโลกปรกติได้มากขึ้น ตอนไปเข้าโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ครู ป. 1 ก็ช่วยได้มาก เขาช่วยสร้างเรื่องภาษาที่ใช้ในการสื่อสารตลอดจนวิธีการเรียนรู้ต่างๆนานาเราปรึกษากันตลอดเหมือนท�ำวิจัยลูก สอนกันไปสักเทอมหนึ่ง จากที่อ่านหนังสือไม่เป็น ไม่รู้วิธีที่จะเรียนตามปรกติ อยู่ๆ วันหนึ่งเขาก็อ่านหนังสือพิมพ์แบบผู้ใหญ่ได้และเรียนจนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ นั่นจึงท�ำให้เราเริ่มเชื่อในเรื่องมนุษย์มากขึ้น เชื่อว่ามนุษย์มีธรรมชาติอันพิเศษ คือมีความสามารถที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของตัวเอง พัฒนาจากข้างใน ซึ่งมิตินี้คนไม่ค่อยมอง แต่ว่าเมื่อเราเริ่มใช้วิธีอย่างนี้กับตัวเองและลูก เราเริ่มรู้ว่าความสามารถของมนุษย์มันพัฒนามาจากภายใน  คนส่วนใหญ่จะให้ความส�ำคัญกับการสอนเรื่องข้างนอกเป็นตัวตั้ง  แต่ไม่ค่อยรู้ข้างในตัวเอง ไม่ค่อยรู้ถึงภาวะของการรับรู้ ดังนั้นการจัดการเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับการให้ความรู้ก็จะข้ามขั้นตอนนี้ไป”
  • 36. 36โรงเรียนรุ่งอรุณ  ศักยภาพสร้างได้ผ่านการเรียนรู้จากทั้งภายในและภายนอก“สิ่งที่ได้รับระหว่างที่พยายามช่วยให้ลูกมีพัฒนาการดีขึ้น คือการค้นพบว่า  วิธีการพัฒนาศักยภาพของเด็กนั้นมีหลายแบบ  ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนแต่ละคน   ถ้าเราสามารถเข้าใจความต้องการของเด็กได้ มันก็จะท�ำให้การเรียนการสอนสัมฤทธิ์ผลมากขึ้น มันจึงเป็นที่มาของแนวคิดที่เราอยากทดลองสร้างหลักสูตรแบบใหม่ในรูปแบบของโรงเรียน โดยที่ให้ผู้เรียนเขาลงมือปฏิบัติและเรียนรู้ด้วยตัวเอง วิธีการเรียนการสอนของครูก็เน้นการคิดสื่อการสอน   ที่จะท�ำให้เด็กได้ท�ำกิจกรรมที่เกิดการเรียนรู้  โดยเราไม่อิงจากต�ำราเพียงอย่างเดียว  ในช่วงแรกที่เปิดการสอน  มีนักเรียนประมาณร้อยกว่าคนเท่านั้น  หลักการของเราก็คือเราต้องมองเด็กว่าเขาจะไม่ใช่ผู้ถูกสอน  เราต้องมองเด็กว่าเขาเป็นผู้เรียน  ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราจะอธิบายเรื่องป่า  เรื่องสัตว์กับเขา ถ้าเราให้เขาดูแต่หนังสือ แล้วบอกให้ฟัง ไม่มีทางที่เขาจะเข้าใจได้ นอกจากพาเขาไปเจอจริงๆ เรื่องพวกนี้โรงเรียนรุ่งอรุณท�ำอยู่เป็นประจ�ำ มีการพาเด็กๆ ไปทัศนศึกษาดูสิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือจากในต�ำรา หรือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้จากต�ำรา เมื่อเขาได้เห็นเขาจะจดจ�ำไปตลอด เด็กชอบ เพราะชีวิตคนเราจะเรียนรู้ได้เมื่อเจอสิ่งท้าทาย เด็กเหล่านี้เขาจะซึมซับวิธีการเรียนรู้ด้วยตัวเองไปจนโต พอไปเจออะไร ได้พบอะไร เขาจะได้เรียนรู้และแก้ปัญหาเป็นสุดท้ายเขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถดึงศักยภาพในตัวเองออกมาได้มากที่สุด ”
  • 37. 37กระบวนการคิดแบบพุทธศาสนาคือหลักยึดส�ำคัญในการเรียนรู้“โยนิโสมนสิการ คืออะไร ก็คือ วิธีการคิดที่แยบยล คิดอย่างมีเหตุมีผล คิดอย่างสืบสาว คิดอย่างมีที่มาที่ไป คิดอย่างเข้าสู่ความจริง คิดอย่างเห็นธาตุแท้ธาตุเทียม เพราะฉะนั้นเราน�ำสิ่งเหล่านี้มาสู่กระบวนการเรียนรู้ เราแทรกไปกับการเรียนการสอน เมื่อเด็กได้เรื่องเหล่านี้ พร้อมไปกับพัฒนาศักยภาพของตัวเองแล้ว เขาจะเป็นคนที่สามารถเข้าใจอะไรได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ในเรื่องธรรมะ เด็กจะสามารถเข้าใจหลักเรื่องทุกข์และการแก้ความทุกข์ได้ดีกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กเขาจะตรงไปตรงมากว่า เขารู้ว่าถ้าไม่คิดจะไม่ทุกข์ คนเรายิ่งทุกข์ก็เพราะการคิด คิดโน่นนี้ไม่รู้จักปล่อยวาง สุดท้ายก็เป็นทุกข์ เรื่องนี้ผู้ใหญ่เป็นมากกว่าเด็ก เพราะเด็กเมื่อเขาเข้าใจแล้ว เขาก็จะบอกว่าคิดท�ำไม ถ้าไม่คิดก็ไม่ทุกข์ แต่ผู้ใหญ่มักท�ำไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ทันตัวเองและไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเท่ากับเด็ก”
  • 38. 38การเรียนรู้ที่เริ่มจากครูสู่ศิษย์“นี่คือที่มาของอาศรมศิลป์ที่เราต้องการให้เป็นที่สร้างครูให้เป็นนักออกแบบ   แต่เป็นการออกแบบในเรื่องการเรียนการสอน   เราต้องการผลิตครูและหาวิธีการเรียนการสอนที่ไปให้ถึงจิตวิญญาณโดยมีจุดแข็งก็คือไม่ว่าจะเรียนอะไร  เราต้องเรียนให้ลึกซึ้ง  ไปให้ถึงคุณค่าแท้ของเรื่องนั้น โดยมีหลักสูตรทางด้านการเรียนการสอนแบบบูรณาการแต่ว่าผ่านทางภูมิศาสตร์บ้างผ่านทางนวัตกรรมการเรียนรู้บ้าง หรือไม่ก็ผ่านทางด้านการศึกษาสู่แนวพุทธบ้าง แล้วก็มีทางด้านศิลปะ ศิลปะก็เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ได้แทบจะทุกวิชา อย่างศิลปะกับการคิดค�ำนวณ ดนตรีกับการค�ำนวณ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันได้”
  • 39. 39ผู้ใหญ่ต้องท�ำให้รู้ว่าเยาวชนคือคนส�ำคัญ เพราะเยาวชนนั้นคือความหวังของโลก“ผู้ใหญ่ต้องท�ำให้เยาวชนรับรู้ว่าเขามีก�ำลังของสติปัญญาเป็นอนาคตที่ส�ำคัญของโลก พลังของเยาวชน ถ้าหากใช้ให้ถูก จะเหมือนกับได้สร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้กับโลกใบนี้  เยาวชนมีพลังชีวิตที่ดี จะท�ำอะไรก็ท�ำได้ ส�ำเร็จไปหมด แต่ถ้าหากเลยเวลานั้นไปแล้ว มาเริ่มตอนแก่ จะท�ำอะไรมันจะช้า มันไม่แจ่มใสเหมือนตอนเป็นเยาวชนเยาวชนท�ำอะไรได้เหมือนผู้ใหญ่ คิดอะไรก็คิดได้เหมือนผู้ใหญ่ เข้าใจอะไรก็เข้าใจเหมือนผู้ใหญ่ แม้ว่าประสบการณ์มีไม่มากเท่า แต่ก็ขอให้เขามีสติปัญญาพอที่จะท�ำความรู้ความเข้าใจได้เสมอกันกับผู้ใหญ่อย่าไปรอว่า เรื่องอย่างนี้ต้องรอแก่ๆ ซะก่อนค่อยรู้ ไม่ใช่ รีบๆ รู้ไปเลย อย่าให้ชีวิตเราสูญเปล่าไปกับความฟุ้งเฟ้อเกินไป ยังมีของที่เราต้องค้นพบ มีค่ามากกว่านั้นอีกมากมาย ที่เราต้องค้นให้พบ เพราะฉะนั้นลองมาสนใจในเรื่องที่เป็นเรื่องตัวของเราเอง เป็นชีวิตของเราเอง  ทั้งร่างกายและจิตใจของเราเอง  ถ้าแต่ละบุคคลได้พัฒนาตัวเองให้ดีที่สุดแล้ว โลกนี้ก็จะน่าอยู่มาก ไม่ต้องมีใครมาคอยตามจับผู้ร้ายที่ไหน  ถ้าทุกคนเข้าใจอย่างนี้ได้โลกก็จะสันติสุข  เหมือนที่ท่านพุทธทาสท่านสอนไว้ว่า เยาวชนคือสันติภาพของโลก”
  • 40. 40“ไม่จ�ำเป็นที่เราจะต้องปล่อยให้ใจเราช�้ำ  แล้วค่อยมาศึกษาศาสนา เราอย่าไปท�ำร้ายตัวเองมากขนาดนั้น มันไม่ดี ศึกษาก่อนเราดับทุกข์ได้ก่อน  ชีวิตก็จะมีความสุขได้ก่อน”พระพรพล ปสันโนในปัจจุบันมีคนหนุ่มสาวจ�ำนวนไม่น้อยที่สนใจศาสนา  แต่จะมีสักกี่คนที่ได้สัมผัสค�ำสอนของศาสนาแล้วคิดจะเลือกใช้ชีวิตที่เหลือบนเส้นทางนี้  มันเป็นการตัดสินใจครั้งส�ำคัญในชีวิต  และเป็นการตัดสินใจซึ่งจะน�ำชีวิตไปสู่เส้นทางความสุขสงบที่แท้จริงพระพรพล  ปสันโน  จากวัดพระรามเก้า  คือคนหนุ่มซึ่งมีอดีตที่เพียบพร้อมไปด้วยความรู้ ความรัก และหน้าที่การงานอันมั่นคง แต่เพราะการบวชทดแทนคุณตามหน้าที่ของลูกผู้ชายครั้งนั้น  ท�ำให้ท่านได้สัมผัสเส้นทางสายพุทธศาสนาที่มั่นคง   และเป็นสุขยิ่งกว่าทางโลกมากนักหนุ่มสาว ความสุข และความตาย
  • 41. 41“ไม่เคยคิดว่าจะบวชนานขนาดนี้  ครั้งนั้นที่บวชเป็นการบวชตามประเพณีคนไทย  อายุครบยี่สิบห้าก็บวชตามหน้าที่  แต่พอเราได้ศึกษาและได้อยู่ใกล้กับธรรมะที่ท่านเจ้าคุณ (ท่านปิยโสภณ) แล้วก็พระเดชเจ้าคุณหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้า  มันก็ท�ำให้เราเปลี่ยนความคิดไปโดยที่เราไม่รู้ตัว   จริงๆ  จะบวชชั่วคราว  คือสามเดือนในช่วงเข้าพรรษา  สาเหตุที่บวชก็ตามที่บอก   หนึ่งก็คือตามประเพณี  สองก็คือเหนื่อยมาก ท�ำงานหนัก คิดว่ามันไม่ได้พักเลย ไม่ไหวแล้ว  ถ้าไม่ได้พักมันน่าจะหาจุดที่เราพักก่อนที่จะเดินทางต่อไป แล้วถ้าเราได้มาศึกษาด้านธรรมะก็น่าจะเอาสิ่งนี้ไปใช้ในการท�ำงาน ที่เราจะต้องกลับไปเจอในอนาคตข้างหน้าได้   ก็คิดไว้แค่นั้นแต่พอมาบวชแล้ว  เราพบว่าชีวิตในศาสนามันแตกต่างจากชีวิตฆราวาส มันเป็นความสบายใจ คือชีวิตของพระนี่ไม่ต้องไปหวังเรื่องของผลประโยชน์หรือผลก�ำไร  มันเป็นเรื่องของการแข่งขันน้อย  เป็นเรื่องของการร่วมมือกันมากกว่า  ตอนที่เราอยู่ในโลกธุรกิจคนที่เจอก็เป็นคนอีกแบบหนึ่ง เป็นคู่แข่ง เป็นคู่ค้า ความคิดเรื่องผลประโยชน์มันมีค่อนข้างมาก  แต่พอเรามาบวช  คนที่เราเจอเป็นคนที่เขาไม่คิดจะแข่งกับเรา  เพราะเขาไม่คิดที่จะเอาผลก�ำไรจากเรา  แต่ส่วนใหญ่คิดที่จะช่วยและก็มีความรักมีความหวังดีกับเรา  คนที่อยู่รอบๆ  เราก็เป็นคนอีกแบบหนึ่ง  สถานที่ที่เราไปมันก็เป็นสถานที่อีกแบบหนึ่ง  ความรู้สึกมันแตกต่างค่อนข้างมากนะ   ตอนบวชใหม่ๆ  ก็ติดตามรับใช้หลวงพ่อกับท่านเจ้าคุณ ไปแต่ที่ดีๆ เจอแต่คนดีๆ ก็พบแต่สิ่งดีๆ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เรามาบวช”
  • 42. 42ศาสนาช่วยท�ำให้เข้าใจและรู้จักตัวเอง“แต่ก่อนเราก็คิดแต่จะท�ำอะไรให้ตัวเราเอง  ท�ำอะไรให้ครอบครัวเรา   ท�ำอะไรให้ธุรกิจของเรา พอมาบวชเรามาเห็นหลวงพ่อท�ำ สิ่งที่ท่านเจ้าคุณท�ำ ท่านไม่ได้ท�ำเพื่อตัวเอง ธรรมะที่ท่านสอนก็ไม่ได้สอนเพื่อตัวเอง ท่านสอนให้คนอื่นเป็นคนดี มีความสุข การช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นทุกข์เป็นงานหลักของท่าน  แล้วท่านก็มีความสุขเรามาอยู่ด้วยก็เลยมีความสุขโดยที่ไม่รู้ตัว  มันก็เลยเปลี่ยนความคิดว่าการท�ำงานให้คนอื่นมีความสุขมันก็เป็นงานอันยิ่งใหญ่เช่นกัน  แต่ก่อนเราก็ท�ำให้ตัวเรา อย่างดีก็ครอบครัวเรา ธุรกิจของเรา ก็คิดว่ายิ่งใหญ่แล้ว แต่จริงๆ มันมีงานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก คือการท�ำให้กับคนที่เราไม่รู้จักเลย ช่วยเหลือให้เขาพ้นทุกข์  ให้เขามีความสุขได้ มันเป็นความคิดใหม่ที่เกิดขึ้น  ที่เราไม่เคยคิดมาก่อนเลย  แล้วเราได้มาท�ำก็ถือว่าเป็นบุญเหมือนกัน ซึ่งสมัยที่อยู่ในโลกธุรกิจมันไม่เคยคิดเรื่องอย่างนี้ มันคิดแค่ว่า บริษัทต้องท�ำ บริษัทต้องได้ มากกว่าจะท�ำให้คนอื่นได้เป็นอันดับแรก”ศาสนาสามารถช่วยคนในโลกวัตถุนิยมให้มีความสุขได้“หลวงพี่ว่าไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาว  คนวัยไหน  จิตใจก็ต้องการที่พึ่ง  เหมือนเราต้องการที่จะต้องหาอะไรจับ  หาอะไรเกาะไว้  เพราะไม่ว่าจะคนหนุ่มหรือคนสาวหรือเด็กหรือผู้ใหญ่  จิตใจก็ต้องการที่พึ่ง เช่นเป็นคนหนุ่มคนสาวมันก็มีโอกาสเสียใจ มีโอกาสผิดหวัง ใครไม่มีความผิดหวัง มันเป็นไปไม่ได้ เป็นเด็กถามว่าเสียใจไหมเด็กก็เสียใจ ผู้ใหญ่เสียใจไหม ผู้ใหญ่ก็เสียใจ  แต่คนที่ไปหาศาสนา
  • 43. 43ตอนอายุเยอะๆ แล้ว เพราะมันเสียใจอย่างมาก เพราะตอนเด็กตอนหนุ่มสาว มันช�้ำแล้วช�้ำอีก เจอแล้วเจออีก เหมือนกับเขาเจ็บปวดมากแล้ว เขาก็ไม่รู้จะหาทางออกยังไง คือหามาทุกอย่าง แล้วมันหาไม่เจอ“สุดท้ายคนเหล่านั้นก็เลยมาเจอพระพุทธศาสนาที่จะช่วยเป็นหลักให้เขานั้นพ้นจากความทุกข์ได้ แต่เรามองอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราไม่ต้องแก่ เรายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ เราไม่จ�ำเป็นที่จะต้องรอให้เราช�้ำก่อน เราถึงจะต้องไปหาศาสนา ถ้าเรารู้จักศาสนาก่อน เรารู้จักวิธีดับทุกข์ก่อน เราก็ไม่ช�้ำ แล้วเรามีเหตุผลอะไรที่เราจะรอให้ทุกข์ซ�้ำจนช�้ำ แล้วเราค่อยมาศึกษา ท�ำไมเราไม่ศึกษาตั้งแต่เรายังหนุ่มยังสาวร่างกายเรายังดี ชีวิตเรายังท�ำอะไรได้อีกเยอะแยะ  ให้เรามีความสุข”
  • 44. 44“ท�ำไมเราไม่เริ่มก่อน คนที่เริ่มก่อนแสดงว่าเป็นคนที่มีความทุกข์น้อย คนที่เริ่มทีหลังมันช�้ำแบบไม่ไหวแล้วค่อยไปเริ่ม ท�ำไมเราต้องท�ำร้ายตัวเองซะขนาดนั้น เพราะอย่างนั้นหนุ่มสาวที่หันมาสนใจทางศาสนาเดี๋ยวนี้มีเยอะ  เพราะบางคนมองเห็นความส�ำคัญของการดับทุกข์ตั้งแต่เขายังเด็ก  บางคนอาจจะเจอทุกข์หนักๆ  ปัญหาของคนหนุ่มสาวคือเรื่องของความรัก ผิดหวังอกหักหนักๆ ผิดหวังในเรื่องความรักหนักๆ โดนหลอกมากๆ ช�้ำซ�้ำแล้วซ�้ำอีก ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ก็ยังหลงไปในราคะ  ในโทสะ โมหะ  เหมือนเดิม ชีวิตมันก็ทุกข์ซ�้ำเดิมๆ เจอ...หาย...เป็น เจอ...หาย...แล้วก็เป็น นี่เห็นไหม ชีวิตที่จะวิ่งไปหาความสุขแบบใหม่  มันก็เจอความทุกข์แบบเก่า  ถึงจุดหนึ่งก็เลยเอ...? ท�ำอย่างไรดี มันเข็ด มันกลัว มันไม่อยากที่จะไปทุกข์ซ�้ำแบบนั้นแล้ว   ก็เลยมาหาศาสนา  แล้วศาสนาก็ท�ำให้เขาพ้นทุกข์ได้  หนุ่มสาวที่เจอแบบนี้มีอยู่เยอะ  เพราะงั้นก็เลยคิดว่า  เราน่าจะใช้โอกาสพวกนี้บอกเล่าเผยแผ่ไปให้ใครที่ยังเป็นเยาวชน หรือใครที่ยังเป็นหนุ่มสาวอยู่ว่า  ไม่จ�ำเป็นที่เราจะต้องปล่อยให้ใจเราช�้ำแล้วค่อยมาศึกษาศาสนา เราอย่าไปท�ำร้ายตัวเองมากขนาดนั้น มันไม่ดี ศึกษาก่อนเราดับทุกข์ได้ก่อน ชีวิตก็จะมีความสุขได้ก่อน”
  • 45. 45หลักธรรมง่ายๆ ที่น�ำใช้ได้ในชีวิตประจ�ำวัน“ศีลนี้เป็นหลัก ถ้าเราไม่มีศีล ก็เหมือนชีวิตไม่มีหลัก ไม่รู้ท�ำอะไรถูกไม่รู้ท�ำอะไรผิด ก็ท�ำสิ่งที่ผิด ชีวิตมันก็เป็นทุกข์ มันก็ทุกข์ซ�้ำๆเพราะท�ำผิดซ�้ำๆ เพราะงั้นถ้าเราไม่มีศีล ชีวิตมันจะอยู่ได้ยาก เพราะมันไม่รู้ว่าควรท�ำอะไรและไม่ควรท�ำอะไร  คนที่มีศีลได้ชีวิตก็จะปกติส่วนเรื่องของสมาธิ  ชีวิตคนเราทุกคนต้องการสมาธิ  แต่คนมักไม่เข้าใจ นึกว่าสมาธิส�ำหรับนักบวช ส�ำหรับคนที่ปฏิบัติธรรมอย่างที่คนสากลโลกเข้าใจผิด ถ้าเราต้องกลับบ้านเหนื่อยๆ เราก็ต้องนอนพักทุกวัน วันไหนเราไม่นอนพักเราไม่ไหว...เราจะตาย  การนอนหลับคือการท�ำสมาธิอย่างหนึ่ง  แต่นั่นเป็นสมาธิแบบธรรมชาติ  ซึ่งมันก็เรียกได้ว่าสามารถที่จะใช้ในการฟื้นฟูพลังมาท�ำงานได้  แต่มันยังไม่สามารถที่จะมีสมาธิหรือพลังจิตที่จะต่อสู้กับอารมณ์ร้ายๆ  ของเราได้  เราก็ต้องท�ำสมาธิเพิ่ม  มันก็นอนแล้วก็ตื่นมาทุกคนแหละ  มันก็เดินกันได้ทุกคนแหละ  ท�ำงานได้ทุกคน กินข้าวได้ทุกคน แต่คนท�ำไมต่างกันต่างกันที่คนที่มีพลังจิต  คนที่ท�ำสมาธิเพิ่มขึ้น  อารมณ์เขาจะต่าง  คนเหมือนกัน ต่างกันที่อารมณ์ คนที่มีสมาธิดี พลังจิตดี เขาจะควบคุมอารมณ์ได้ดี เขาจะเลือกอารมณ์ไหนดี อารมณ์ไหนไม่ดี แต่คนที่ใช้แบบสมาธิธรรมชาติอย่างเดียวคือการนอน ก็นอนแล้วก็ตื่นมาเหมือนคนอื่น ไปท�ำงานได้ ไปโรงเรียนได้ ไปกินข้าวได้ ไปเที่ยวได้ แต่เวลาอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา ท�ำงานไม่ได้ ไปเที่ยวไม่ได้ กินข้าวไม่ได้ ทะเลาะโวยวาย มีเรื่องมีราวกับคนอื่น เบียดเบียนคนอื่นเบียดเบียนตัวเองบางทีอาจจะถึงแก่ชีวิต บางทีอาจจะถูกไล่ออกจากงาน เพราะฉะนั้นตอบค�ำถามได้ชัดเจนเลยว่า ชีวิตเราต้องการสมาธิ ขั้นพื้นฐานคือการนอนหลับ เป็นสมาธิขั้นพื้นฐาน และสมาธิที่เราฝึกเพิ่มเข้าไปอีก น�ำ
  • 46. 46มาใช้เวลาอารมณ์ไม่ดี เวลาที่เราต้องคิดอะไรที่จ�ำเป็น เวลาที่เราต้องท�ำอะไรที่ยากๆ ถ้าเราไม่มีสมาธิเราก็ท�ำไม่ได้ เพราะอย่างนั้นสมาธิจะท�ำให้เรานั้นเกิดปัญญา  แล้วเราก็จะตัดสินได้ว่าสิ่งไหนควรท�ำไม่ควรท�ำ แล้วเราจะท�ำงานได้ดีขึ้น”ชีวิตจะดีขึ้น ถ้าเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความตาย เพราะความตายอยู่กับเราทุกวินาที“จริงๆ  ความตายอยู่คู่กับเราตลอด  ศาสนาพุทธสอนให้ไม่ประมาท  ก็คือศาสนาพุทธสอนว่าเราต้องเข้าใจว่าความตายนั้นเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เกิดแก่เจ็บตาย ถ้าเราใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท เราท�ำความดีตลอด ตอนที่เรามีลมหายใจ เราก็ตายไปกับความดี เราจะกลัวอะไร แต่ถ้าเราอยู่กับสิ่งที่ไม่ดี ใช้ลมหายใจไปท�ำบาป ไปเบียดเบียนเราก็จะตายไป ตอนที่เรายังไม่มีความดีเลย คนก็จะกลัวตาย  เพราะงั้นถ้าเรามีทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว  เราก็พร้อมที่จะเดินทาง แต่ถ้า passport ไม่มี visa ก็ไม่มี เงินค่าตั๋วเครื่องบินก็ไม่มี มันก็ไม่อยากเดินทาง มันก็กังวล เพราะงั้นถ้าเรามีความพร้อมที่จะเดินทางหมดแล้ว วันไหนตาย เราก็ไม่กลัว เราก็จะอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติมากที่สุด เราพร้อมเดินทางตลอด คือมีบุญอยู่แล้วเราก็ไม่กลัวอะไร เพราะอย่างนั้นช่วงที่เรามีชีวิตอยู่เราก็ต้องเตรียมเสบียงชีวิตไว้”
  • 47. 47ศีลนี้เป็นหลัก  ถ้าเราไม่มีศีล  ก็เหมือนชีวิตไม่มีหลัก  ไม่รู้ท�ำอะไรถูกไม่รู้ท�ำอะไรผิด  ก็ท�ำสิ่งที่ผิด  ชีวิตมันก็เป็นทุกข์ มันก็ทุกข์ซ�้ำๆ เพราะท�ำผิดซ�้ำๆ  ถ้าเราไม่มีศีล  ชีวิตมันจะอยู่ได้ยาก
  • 48. 48ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม“ผมซ้อมตายทุกคืน  เพราะมีอะไรที่แน่นอนกว่าความตายหรือมีใครหลุดพ้นได้ไหม? มีใครหนีรอดได้ไหม?  แล้วมีใครรู้ว่าจะตายเมื่อไหร่  พรุ่งนี้เช้าจะตื่นขึ้นมาอีกไหม?เพราะฉะนั้นทุกคืนซ้อมตายไว้  ทุกคืนก่อนนอนจะเจริญสติซ้อมตายถ้าพรุ่งนี้ผมไม่ลืมตาตื่นขึ้นมา  วันนี้ผมท�ำแต่ความดีพอหรือยัง  ได้เตรียมพร้อมส�ำหรับความตายพอหรือยัง”ศาสตราจารย์นายแพทย์อุดมศิลป์  ศรีแสงนาม  คือผู้ใหญ่คนส�ำคัญในวงการแพทย์ของไทย เป็นครูของแพทย์รุ่นใหม่ๆ และยังเป็นประธานคณะกรรมการ โครงการสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตวิญญาณหรือเรียกว่าการสร้างจิตตปัญญา โครงการที่อาจารย์บอกว่ามีความส�ำคัญมาก  เพราะนี่คือการสร้างภาวะทางความสุขที่เหนือกว่าสุขภาพทางกาย หากทุกคนสามารถเข้าถึงและเข้าใจสุขภาวะทางจิตวิญญาณได้ ไม่ใช่แค่แต่ตัวผู้ปฏิบัติจะมีความสุขเท่านั้น แต่โลกใบนี้จะสามารถด�ำรงอยู่อย่างมีความสงบสุขเตรียมกายเตรียมใจ  อยู่กับเพื่อนชื่อความตายอย่างสงบ
  • 49. 49 สุขภาวะทางจิตวิญญาณส�ำคัญอย่างไร “คนเรากายกับใจมันท�ำงานสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ยกตัวอย่างง่ายๆ  คือกายป่วยกายไม่สบาย  เช่น  เราเป็นหวัด  มีผลท�ำให้จิตใจหดหู่  ในทางตรงกันข้ามถ้าใจไม่สบาย  เช่น  เราเครียด  เราโกรธใจเต้นเร็วขึ้น  ความดันเลือดสูงขึ้น  อย่างนี้เป็นต้น  เพราะฉะนั้นกายกับใจท�ำงานสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง  แต่นั่นก็แค่เป็นอารมณ์กับการท�ำงานกับอวัยวะต่างๆ  ในร่างกาย  แต่จิตตปัญญามันเหนือขึ้นไปอีกจิตตปัญญาก็คือส่วนสูงของสมองเรา  ซึ่งท�ำให้เรารู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี  อะไรถูกอะไรผิด  มีความรู้สึกเสียสละอยากช่วยเหลือ  อยากเกื้อกูลคนอื่น เป็นต้น  อันนี้คือจิตตปัญญา  คือปัญญาที่ท�ำให้จิตใจเรานั้นลอยขึ้นมาเหนือกิเลสตัณหาอุปาทานและความเห็นแก่ตัว  ซึ่งอันนี้น่าจะมีความส�ำคัญกว่าด้วยซ�้ำไป  เพราะว่าถ้าเอาแค่กายและใจเท่านั้นก็แค่อยู่รอดคนเดียวเท่านั้นสังคมหรือสิ่งแวดล้อมหรือคนอื่นๆ  เพื่อนร่วมโลกก็อาจจะไม่รอดก็ได้  แต่ถ้ามีจิตตปัญญาแล้วจะเห็นแก่ตัวน้อยลง  เห็นแก่ส่วนรวมมากขึ้น  จะท�ำให้โลกใบนี้น่าอยู่มาก  ไม่เฉพาะแต่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้น  กับสรรพสัตว์ทั้งหลายและสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นด้วย” สุขภาวะทางจิตวิญญาณหรือจิตตปัญญาเริ่มต้นได้จากครอบครัว “มีบางส่วนที่เราสามารถสัมผัสได้จัดการเองได้ กับส่วนที่เราไม่สามารถจัดการเองได้  เช่นส่วนที่เราไม่สามารถจัดการเองได้คือ ตั้งแต่เล็กมาส�ำนึกด้านจิตวิญญาณหรือจิตตปัญญาที่เราพูดถึงมันไม่ได้  อยู่ดีๆ  จะเกิดขึ้นได้   เอาไม้เท้ากายสิทธิ์มาแตะไหล่แล้วจะเกิด
  • 50. 50ขึ้นได้ หรือแต่งตั้งมอบหมายให้เกิดขึ้นได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องเพาะต้องบ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาด้วยซ�้ำไป  หญิงชายนั้นเมื่อจะอยู่กินเป็นคู่ผัวตัวเมียกันและจะมีลูกสืบสกุล  นอกจากจะค�ำนึงถึงปัจจัยอย่างอื่นของการใช้ชีวิตคู่แล้ว  ต้องค�ำนึงถึงว่า  มีลูกสืบสกุลนั้นท�ำอย่างไรถึงจะให้ลูกที่คลอดออกมาเป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพในอนาคต  เพราะฉะนั้นการเตรียมการตั้งแต่ทารกในครรภ์  การเลี้ยงดูรวมไปถึงการกระท�ำในวัยเด็กจะเป็นการปลูกฝังความนึกคิดต่างๆ ขึ้นมา มีคนถามว่าท�ำไมผมถึงมาท�ำงานนี้ ก็เพราะมีปัจจัยที่พ่อกับแม่ผมเขาปลูกฝังไว้  ปัจจัยอะไรที่ผมนึกออกอย่างแรกคือการ์ตูน ‘ซ�ำ-เหมาพเนจร’ ผมโตมากับซ�ำเหมาพเนจรนะครับ เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ซื้อให้อ่าน  เราก็เห็นชีวิตของซ�ำเหมาซึ่งในนั้นนอกจะเป็นการ์ตูนที่ดูสนุกเส้นสายสวยแล้ว  ยังชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในสังคมความเหลื่อมล�้ำต�่ำสูงต่างๆ  คนที่เกิดมายากจนเหมือนซ�ำเหมาพเนจรนั้นก็จะเห็นถึงความทุกข์ยาก  ท�ำให้เราเกิดความรู้สึกว่า  ถ้าเราอยู่ในสถานะที่สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นได้ก็จะท�ำ นี่คือพื้นฐานตอนเด็ก  เมื่อผมโตแล้ว  รู้ความแล้วผมคิดว่ามีหลายอย่างที่เราสามารถที่จะพัฒนาจิตตปัญญาของเราให้ดีขึ้นได้  นอกจากการศึกษาเล่าเรียนตามต�ำราตามหนังสือหรือความรู้ต่างๆ  ผมคิดว่าการพัฒนาให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของสิ่งที่เรียกว่านามธรรม  ปรัชญา  ความรู้สึกถูกผิดชั่วดี  สามัญส�ำนึกในเรื่องต่างๆ  ส�ำนึกต่อสังคม  หรือความได้เปรียบเสียเปรียบทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องที่เราศึกษาเพิ่มเติมได้แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า  เด็กสมัยนี้ไม่มีโอกาสได้รับการอบรมศึกษาเรื่องนี้ผ่านการอ่านหนังสือ”
  • 51. 51 ทุกยุคทุกสมัยคนจ�ำเป็นต้องมีจิตตปัญญาในการใช้ชีวิต “ไม่ว่ายุคไหนก็จ�ำเป็นทั้งนั้น  ลองหลับตานึกถึงมนุษยชาติไร้ซึ่งคุณธรรม  ไร้ซึ่งจิตตปัญญาและศีลธรรม  จะอยู่ได้อย่างไร  มันคงไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน เดรัจฉานต้องกัดกินกันอย่างนี้ตลอดไป ตอนนี้เราก็ใกล้เข้าทุกทีแล้วนะครับ  เพราะฉะนั้นยิ่งมีความจ�ำเป็นมากในยุคที่คนไปบูชาหลงใหลในวัตถุ  จนลืมว่ามีสิ่งที่ส�ำคัญกว่า  คนที่หลงในวัตถุกลายเป็นเรื่องของการทันสมัย  กลายเป็นเรื่องของการโก้เก๋ แต่ไม่รู้ถึงแก่นแท้ว่า  จ�ำเป็นหรือไม่จ�ำเป็นแค่ไหนที่เราต้องมีสิ่งต่างๆเหล่านั้น มนุษย์ปัจจุบันนี้ท�ำลายล้างโลกใบนี้และท�ำลายล้างทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างบ้าคลั่ง  ความมีน�้ำใจเผื่อแผ่ต่อคนมีน้อยลงนับวันก็ยิ่งได้ยินว่าคนแน่นเมืองไปหมด  แต่มีแต่คนเหงา  ใช่ไหมครับ คนโบราณนี้อยู่กันกระจัดกระจายหมู่บ้านละไม่กี่คน  เขาไม่เห็นเหงาเหมือนคนปัจจุบันที่บ่นเหงา  มีรถ มีคอนโด มีทีวี มีไอโฟน มีคอมพิวเตอร์  แต่เราเหงา  เพราะเราไม่รู้จักจัดการจิตใจ  มัวหลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งที่ไร้สาระไม่มีแก่นแท้  ชีวิตก็ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว  ไม่มีคุณค่า  สิ่งที่มีค่าส�ำหรับชีวิตเรามากที่สุดก็คือการตระหนักถึงคุณค่าของตัวเราเอง  คุณค่าในตัวเราเองไม่ได้แปลว่าเรามีเงินในธนาคารเท่าไร  คุณค่าที่ส�ำคัญคือเรามีคุณค่าต่อโลกใบนี้เท่าไร  ต่อทั้งตัวเราเอง ทั้งครอบครัวเรา  และต่อเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ”
  • 52. 52 จุดเปลี่ยนครั้งส�ำคัญของคุณหมออุดมศิลป์ “ในอดีตชีวิตผมก็เหมือนคนอื่นๆ  ที่เมื่อก่อนนี้วิ่งหาแต่ความส�ำเร็จที่สังคมเขายกย่องนับถือ  ผมท�ำงานหามรุ่งหามค�่ำ  กลางวันเป็นอาจารย์ที่ศิริราช  ตอนเย็นท�ำคลินิก  หลังจากคลินิกตอนดึกไปรักษาคนไข้พิเศษตามโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ  แล้วยังดูแลธุรกิจของครอบครัวอีก  ตอนนั้นเรานึกว่าเราแน่  ไม่มีวันเป็นอะไรหรอกแล้ววันหนึ่งอยู่ดีๆ  ไปตัดผม  ช่างตัดผมเขาก็ถามว่า  ท�ำไมผมคุณหมอมันร่วงเป็นวงๆ  อย่างนี้  ผมตกใจ  ถามว่าไหนมาดูหน่อยสิ  เขาก็เอากระจกมาให้ดู  ปรากฏว่าผมของผมนี่ร่วงเป็นวงๆ  เหมือนเหรียญสตางค์  เราเป็นหมอเองเราก็รู้ทันทีเลย  อย่างนี้เขาเรียกว่าโรคที่มันเกิดจากความเครียด  ผมร่วงเหมือนเป็นการปลุกแต่เรายังไม่รู้สึกตัวนะ  จนกระทั่งเป็นโรคหัวใจตีบเพราะว่าเครียดมาก  ก็เลยรู้ว่านี่เราไม่ไหวจริงๆ แล้วนะ ผมป่วยจนหมดสติตอนนั้น    มันเป็นสัญญาณเตือนภัย ปลุกเราสะดุ้งจากความไม่รู้และความหลงมัวเมาทั้งหลาย  ว่าเราท�ำอะไรกับตัวเอง  ตอนนั้นเพิ่งสี่สิบต้นๆ  ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าเรา
  • 53. 53จะตายเลยนะ  เพราะรู้สึกว่ามันห่างไกลเหลือเกิน      ไม่เคยพูดถึงความเจ็บป่วย แต่วันนั้นคิดนะ นี่เพิ่งจะสี่สิบกว่า  นี่จะตายแล้วหรือ พอไปตรวจแล้วมันเป็นเส้นเลือดตีบจริงๆ  แล้วเราตายไม่ได้  หนึ่งก็เมียยังสวยอยู่ยังสาวด้วย สองลูกเต้า สามบ้านก็ยังผ่อนไม่หมด มันลืมตาสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้ว...ฉันไม่มีสิทธิแม้แต่จะตาย หลังจากวันนั้นก็เลยเริ่มต้นที่จะดูแลตัวเองใหม่  รู้จักเริ่มมาเดินวิ่งเพื่อสุขภาพ   กลายเป็นผู้ปลุกคนทั้งประเทศให้วิ่งเพื่อสุขภาพ แล้วต่อมาเมื่อสุขภาพกายดีขึ้นแต่ใจยังไม่นิ่ง   มีผู้หลักผู้ใหญ่แนะน�ำให้ไปปฏิบัติธรรม ก็เลยไปปฏิบัติกรรมฐาน  ตอนนั้นเราเห็นประโยชน์การฝึกจิต  จากที่ไม่เคยฝึก  มันเหมือนลิงที่อยู่ไม่สุข  ส่ายไปมาตลอดเวลา  แต่พอฝึกจิตให้มันนิ่งๆ  นิ่งอยู่กับตัวเรา  อยู่กับทุกขณะจิตหายใจเข้าออกเลยรู้เลยว่าเมื่อสติอยู่กับตัวเรา   เราก็จะไม่มีประมาทพระพุทธเจ้าสอนไว้ถึง  84,000  พระธรรมขันธ์เลยนะ  ในพระไตรปิฎกทั้งสี่สิบห้าเล่มที่เป็นภาษาไทยน่ะ  ย่อได้ค�ำเดียวเลยว่า ‘ไม่ประมาท’ แต่ย่อกว่าค�ำว่าไม่ประมาทคือ ‘สติ’ เมื่อมีสติก็ไม่ประมาท ถ้าไม่ประมาทก็มีสติ เพราะถ้ามีสติซะอย่างก็คือชนะทุกอย่าง   คือรู้เท่าทันตัวเองหมดยิ่งฝึกปฏิบัติดีขึ้น   จิตก็จะว่องไวมากขึ้น   ว่องไวในที่นี้คือไวที่จะจับความรู้สึก  จิตใจทุกขณะของเราได้   ความประมาทจะลดลง   และรู้ทันที  อะไรดีอะไรไม่ดี “อีกอันหนึ่งก็คือพระเจ้าอยู่หัวตรัสค�ำว่า ‘พอเพียง’  มันเป็นมัชฌิมาปฏิปทาจริงๆ พระพุทธเจ้าสอนนะครับทางสายกลาง  และตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่สุดโต่งเหมือนอย่างเมื่อก่อนแล้ว เดี๋ยวนี้เรารู้ค�ำว่าพอเพียงคืออะไร  พอดีๆ  ในทางสายกลาง  รู้จักเมื่อไหร่จะพอ  เมื่อไหร่จะหยุด  เพราะฉะนั้นชีวิตยืนตรงๆ มันดีกว่าเดิมเยอะ”
  • 54. 54 ความตายไม่น่ากลัวถ้ารู้จักและเข้าใจ “เพราะคนไม่เข้าใจค�ำว่า ‘ตาย’ พอไม่เข้าใจก็กลัว แต่ถ้าคนเข้าใจก็จะไม่กลัวและจะเตรียมตัวตายทุกวันด้วยซ�้ำ  ผมพูดเรื่องตายในรายการวิทยุ คนก็ตกใจ เป็นหมอพูดเรื่องตาย ของอย่างนี้ออกวิทยุทุกคืนได้ไง ผมก็บอก ผมซ้อมตายทุกคืน เพราะมีอะไรที่แน่นอนกว่าความตายหรือ มีใครหลุดพ้นได้ไหม มีใครหนีรอดได้ไหม แล้วมีใครรู้ว่าจะตายเมื่อไหร่  พรุ่งนี้เช้าจะตื่นขึ้นมาอีกไหม เพราะฉะนั้นทุกคืนซ้อมตายไว้ ทุกคืนก่อนนอนจะเจริญสติ ซ้อมตาย  ถ้าพรุ่งนี้ผมไม่ลืมตาตื่นขึ้นมา  วันนี้ผมท�ำแต่ความดีพอหรือยัง  ได้เตรียมพร้อมส�ำหรับความตายพอหรือยัง” “พอท�ำอย่างนี้เข้ามันก็พร้อมทุกขณะที่จะตายแล้ว  พระอานนท์เคยตรัสถามพระพุทธเจ้าเมื่อพระพุทธเจ้าบอกว่าจะเจริญมรณานุสติว่า เราเจริญสติระลึกถึงความตายเท่าไรถึงจะพอ พระพุทธเจ้าบอกว่าทุกลมหายใจเข้าออกก็ยังน้อยไป” “คนที่ไม่เข้าใจจะคิดว่า  พระพุทธเจ้าให้เราคิดถึงความตายในทุกลมหายใจเข้าออกทุกขณะจิต  แล้วมันจะเหลือไปท�ำอะไรอย่างอื่นต่อล่ะ  แบบนั้นคือการเข้าใจผิด  พระพุทธเจ้าสอนให้เราเจริญสตินึกถึงความตาย  ไม่ประมาท  เพราะเราเหลือเวลาที่จะท�ำความดีบนโลกนี้อีกไม่เท่าไรแล้ว  พรุ่งนี้อาจจะตายก็ได้   ฉะนั้นเวลาที่เหลือมีค่ามากที่จะสะสมไว้ก่อนจะตาย ชีวิตผมเห็นคนตายคนเกิดมาก็เยอะ บางคนตายตั้งแต่อายุน้อยๆ อย่างน่าเสียดาย บางคนตายอย่างทุรนทุรายตายอย่างเสียดายตัวเอง  วันหนึ่งสักหนึ่งชั่วโมงฉันน่าจะได้ท�ำนั่นท�ำนี่  ไม่มีใครที่เลือกเวลาตายได้ เลือกที่ตายได้ หรือเลือกโรคหรือสาเหตุที่จะตายได้ ทุกคนต้องถึงวันนั้นสักวันหนึ่ง เพราะงั้นต้องซ้อม นักมวยอ่อนซ้อมเกินไปต้องแพ้แน่นอน ทีมกีฬาถ้าไม่ซ้อมแข่งก็แพ้แน่นอน จะสมบูรณ์ได้ต้อง
  • 55. 55ซ้อมบ่อยๆ คุณกับผมมีสิทธิ์ตายกี่ครั้งกัน ครั้งเดียวแล้วถ้าคุณไม่ซ้อมไว้   พอถึงเวลาถ้ามันพลาดแล้วท�ำไง  อยากตายอย่างทุรนทุรายทุเรศทุรังไหม เพราะงั้นมีสติเราก็รอด โอกาสที่จะตายอย่างทุเรศทุรังมีน้อยมาก ตายอย่างมีสติตายอย่างไม่คร�่ำครวญ เพราะเราเตรียมตัวตาย” เหตุการณ์เตือนใจและน่าประทับใจเกี่ยวกับการส่งต่อความสุขและการสร้างคุณค่าต่อโลก “เรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุด  คือผมและเพื่อนท�ำรายการวิทยุดนตรีและชีวิต  เป็นเพลงคลาสสิก  คืนวันอาทิตย์สามทุ่มถึงห้าทุ่ม  คืนหนึ่งมีคนโทร.เข้ามาถามหลังไมค์ว่า  คุณพ่ออายุมากแล้ว  ป่วยหนักอยู่ไอซียู  ทรมานมาก  จะท�ำอย่างไรให้คุณพ่อทรมานน้อยลง  เขาฟังรายการผม  อยากจะหาซีดีเพลงอะไรที่คุณพ่อฟังแล้วจะดีขึ้น  ตอนนั้นมีข้อมูลมาแค่นี้นะครับ  ไม่ได้บอกด้วยนะว่าคุณพ่อเป็นอะไร  ผมก็แนะน�ำไปว่าฟังเพลงคลาสสิกซีเรียสๆ  คงไม่ไหว   น่าจะเป็นเพลงไลท์มิวสิกที่ฟังเพลิดเพลิน และฟังได้เรื่อยๆ  ให้ผ่อนคลายผมก็แนะน�ำไปแล้วเขาก็ไปซื้อมาฟังตามที่แนะน�ำ   บังเอิญว่าที่ร้านขายแผ่นซีดีฟังรายการด้วยก็บอก  นี่ใช่ไหมที่คุยกับคุณหมออุดมศิลป์แล้วคุณหมอแนะน�ำเพลงของวงนี้แผ่นนี้ๆ  เจ้าของร้านก็ไม่คิดสตางค์ให้ไปฟรีๆเลย  เห็นไหมครับความดีเกิดขึ้น” “แล้วเขาก็เอาไปเปิดให้คุณพ่อฟังหลังจากนั้น  ผู้ฟังท่านนั้นก็หายไปปีหนึ่ง  จนกระทั่งเมื่อวันอาทิตย์นี้เขาก็กลับมาใหม่  ส่งโน้ตมายาวเลยนะครับ  แล้วก็กระเช้าส้มกระเช้าเบ้อเริ่ม  แล้วในโน้ตก็บอกว่า คุณหมอจ�ำได้ไหม  ปีกว่าๆ ที่มาขอค�ำแนะน�ำเรื่องคุณพ่อ แล้วก็ได้รับแผ่นซีดีเพลง  แล้วก็ไปเปิดให้คุณพ่อฟัง  คุณหมอรู้ไหมว่าคุณพ่ออาการดีขึ้นจนตอนนี้กลับไปบ้านแล้ว  มีความสุขมากเลยกับเพลงที่
  • 56. 56คุณหมอแนะน�ำ  ขอบคุณแล้วฝากส้มมาด้วย  แน่นอนว่าสถานที่ที่เราบอกเป็นสถานที่จัดรายการเพลง  เราก็ไม่นึกว่าจะสามารถมีผลกระทบต่อคนฟังได้มากถึงขนาดนี้  เราก็ปลื้ม  แต่ความปลื้มของผมมันน้อยกว่าเจ้าหน้าที่ในห้องส่ง  เพราะหมอก็เจอคนป่วยคนใกล้ตายคนตายทุกวัน  ไอ้เรื่องอย่างนี้ไม่กระทบกระเทือนผมมากเท่าไร  ผมชินแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ในห้องส่ง ช่างอิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่ประสานงานเขาได้กินส้มและบอกว่าชื่นใจมาก  มันนึกไม่ถึงว่าที่เขาอยู่ดึกดื่นวันละตั้งแปดเก้าชั่วโมง  อยู่ยันเที่ยงคืนตีหนึ่งในห้องแคบๆ เขาจะสามารถช่วยชีวิตคนให้มีความสุข” “ผมคิดว่าความดีอยู่ทุกหนทุกแห่ง  จิตตปัญญาที่อยากจะท�ำความดีอยากจะช่วยคนอื่นมันมีทั่วไป  อยู่ที่การมีโอกาสที่จะน�ำออกมาไหม   อย่างเจ้าหน้าที่เขาท�ำงานทุกวันจ�ำเจ  แต่เมื่อมีเรื่องนี้เกิดขึ้นมา  คิดดูว่าเขามีความภูมิใจตระหนักถึงคุณค่าของการแค่เป็นช่างเทคนิคในห้องส่ง  เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานในห้องส่ง  แต่ก็ท�ำให้ชีวิตเขามีค่าขึ้น  เห็นความส�ำคัญถึงคุณค่าของงานที่เขาท�ำมากขึ้น  นี่แหละคือจิตตปัญญาของมนุษย์ที่จะมีให้ต่อกันและกัน”
  • 57. 57สิ่งที่มีค่าส�ำหรับชีวิตเรามากที่สุดก็คือการตระหนักถึงคุณค่าของตัวเราเอง  คุณค่าในตัวเราเองไม่ได้แปลว่าเรามีเงินในธนาคารเท่าไร  คุณค่าที่ส�ำคัญคือเรามีคุณค่าต่อโลกใบนี้เท่าไร  ต่อทั้งตัวเราเอง ทั้งครอบครัวเรา  และต่อเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ
  • 58. 58พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโกท่านคือพระนักพัฒนาที่เข้าใจวิถีความเป็นไปในสังคมปัจจุบันเป็นอย่างดี  ธรรมะที่ท่านสอนเข้าถึงได้ง่าย  เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย  และสามารถน�ำไปปรับใช้ได้จริง  จุดเด่นเหล่านี้มาจากประสบการณ์ชีวิตในอดีตของท่าน  ที่ใช้เวลาเดินทางค้นหาความสุขสงบจากหลายที่ทั่วโลก  ด้วยมุ่งหวังจะได้พบทางสงบที่แท้จริง  และพุทธศาสนาคือค�ำตอบของท่าน“สติปัญญาอันมั่นคงบนโลกที่ไม่แน่นอน”
  • 59. 59 พระอาจารย์เล่าที่มาของชีวิตว่า ท่านแสวงหาความสงบมาตั้งแต่วัยหนุ่ม “ตั้งแต่เด็กๆ  นะ คิดเสมอว่า ชีวิตคืออะไร เราอยากจะท�ำอะไร ถามตัวเองแล้วก็ไม่มีค�ำตอบ หรือว่าเรามองดูคนญี่ปุ่นที่อยู่รอบตัว ใครเป็นตัวอย่างของเรา ก็ไม่เห็นว่าอยากจะเป็นเหมือนใคร หรือว่าอยากจะท�ำอะไร   นี่เป็นเหตุที่เราต้องหาประสบการณ์  เดินทางต่างประเทศ  เดินทางคนเดียวหาประสบการณ์แบบวัยรุ่น   ประหยัดเงินที่สุด  แล้วก็ไปหลายประเทศ  เห็นชีวิตของเขาบ้างอะไรบ้าง  เพื่อจะกระตุ้นหาค�ำตอบว่า  จริงๆ แล้วเราอยากจะท�ำอะไรกันแน่ แล้วในที่สุดเราก็ไปที่อินเดีย  ก็มีการศึกษาธรรมะ  ถือศีลปฏิบัติธรรมที่อาศรมต่างๆ ในอินเดีย เราก็เริ่มคิดว่า สิ่งแรกที่เราต้องเริ่มคือจิตใจนี่แหละ  เราเห็นคนต่างชาติหลายคนก็สนใจทางจิต  คนที่รวยแล้วมีประสบการณ์ทางโลกมากแล้ว  เขาก็เข้ามานั่งสมาธิ  เขาถือหนังสือญี่ปุ่นนิกายเซนหรือว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่น  เขาก็สนใจทางจิตใจและวัฒนธรรมต่างๆ  ในเอเชียตะวันออก  อาจารย์เองก็เริ่มอยู่ในอาศรม ฝึกนั่งสมาธิ เล่นโยคะ หรือว่าอ่านหนังสือธรรมะต่างๆ แล้วก็มีประสบการณ์สมาธิดีพอสมควร ตอนนั้นอยากจะอยู่อินเดียตลอดชีวิต  แต่ว่าต่อวีซ่าไม่ได้  อยู่ได้ปีสองปีเราก็จ�ำเป็นต้องกลับญี่ปุ่น  ก็มีพระชาวฝรั่งเศส  พระไทยแนะน�ำมาที่กรุงเทพ  มาบวชศึกษา แล้วก็สิ่งที่เราท�ำอยู่ที่อินเดีย เราสามารถท�ำที่เมืองไทยได้ตลอดชีวิต อยู่ที่อินเดียเราก็ต้องมีค่าใช้จ่าย พักที่ไหน แต่บวชพระที่เมืองไทยเราไม่ต้องกังวลปัจจัยสี่”
  • 60. 60 วัดแรกที่พระอาจารย์มาจ�ำพรรษาคือวัดเบญจมบพิตร และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนส�ำคัญที่ท�ำให้คิดว่าอยากจะบวชที่เมืองไทยตลอดไป “มาที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพ วัดนี้จะสงเคราะห์คนต่างชาติ  มาถึงกรุงเทพตั้งแต่วันแรกก็มุ่งมั่นมาวัดเบญจมบพิตรตั้งแต่นั้นก็อยู่เป็นสามเณร  อยู่เป็นพระ  ตอนนั้นก็เริ่มสรุปชีวิตตัวเองได้แล้วว่าชีวิตคือการพัฒนาจิตใจ จิตใจนี่ส�ำคัญ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ประสูติในพระราชวัง  มีความสุขทางโลกค่อนข้างจะเต็มหรือว่าสมบูรณ์ แต่ท่านก็ยังออกบวชมา  เพราะอะไร   เพราะขัดเกลากิเลส  หรือว่าหาความสุข ความสงบ ความสุขทางจิตใจ ในที่สุดก็ตรัสรู้ แล้วก็เป็นผู้รู้ นี่แหละคือพระนิพพาน หมายถึงที่สุดทางการพัฒนาจิตใจให้มีความสุขทางใจมากกว่าทางโลก เหมือนพุทธสุภาษิตว่า ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี ก็อยู่วัดเบญจมบพิตรสามเดือน ก็ไปวัดป่า บวชพระอยู่ในวัดป่าสายปฏิบัติแบบหลวงปู่ชา ที่วัดหนองป่าพง อยู่ที่นั่นห้าปีในช่วงห้าปีนั้นก็เข้าห้องกรรมฐานอยู่ในกุฏิก็ปฏิบัติในกุฏิตลอด  ไม่พูด ไม่ได้ออกไปข้างนอก  แล้วก็มีพระคอยจัดอาหารวันละครั้งส่งมาให้ ฝึกเก็บอารมณ์ ฝึกกรรมฐานอยู่อาสนะตลอดสองปี แล้วออกมาข้างนอกเฉพาะวันปาติโมกข์  ออกไปนั่งฟังปาติโมกข์สิบห้าวันครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นแล้วเราก็ยืนสงบจิต ฝึกกรรมฐาน แล้วก็เข้าใจว่าการเจริญสติปัฏฐาน 4 ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  การปฏิบัติมีทางเดียวคือการต้องเจริญสติปัฏฐาน 4 เท่านั้น วิถีอันนี้ก็พอสัมผัสเข้าใจ ท�ำให้เราไม่มีความคิดว่าต้องสึก คิดว่าจะบวชเป็นพระตลอดไป
  • 61. 6161 “ทุกข์  คืออัตตาตัวตน  พูดง่ายๆ  ก็อุปาทานยึดมั่นถือมั่นในร่างกายและจิตใจ อันนี้เป็นทุกข์ ทุกข์นี้เราก็ต้องให้เจริญสติ สมาธิ  แล้วก็ให้ศึกษาว่าสิ่งสิ่งนี้เป็นอะไร เมื่อมีปัญญา วิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น  จิตใจก็จะโปร่งขึ้น เมื่อนั้นจิตใจก็จะอิสระไม่เป็นทุกข์  เราก็เข้าใจว่า  เมื่อมีทุกข์เกิดทุกข์นี้ ชีวิตของมนุษย์พยายามหนีจากทุกข์  การเสื่อมลาภยศ  ไม่สบายใจท�ำให้คิดฟุ้งซ่าน  เพราะพยายามหนีจากทุกข์แล้วก็แสวงหาความสุข แต่ทางไปนิพพานก็ตรงกันข้ามทุกข์เกิดโน้มเข้ามา เราก็ดูทุกข์ กายก็ดี จิตใจก็ดี ต้องมีสติมีสมาธิกับทุกข์  จิตหยุดอยู่กับปัจจุบัน เมื่อทุกข์แล้ว ทุกข์นี้ควรก�ำหนดรู้  ถ้าเราเข้าใจ  ปฏิบัติแล้วจิตใจก็อยู่กับปัจจุบันเมื่อมีปัญญาเกิดขึ้นแล้วจิตใจก็จะปล่อยวาง  สงบ  และสบายใจขึ้น  อันนี้เราก็สอนประชาชนและพระทั่วๆ  ไป  ไม่สบายใจ หรือว่าขี้เกียจ ขี้น้อยใจ ขี้ฟุ้งซ่าน ขี้อิจฉา ขี้กลัว ขี้โกรธ ขี้เหนียว ขี้อวด เครียด ซึมเศร้า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นต้องดูนี่คือขยะทางจิตใจ คือสิ่งปฏิกูลทางจิตใจ ไม่สบายใจเกิดขึ้นเพราะมีเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นทุกข์ อันนี้ไม่ส�ำคัญ แต่ว่าพระพุทธเจ้าบอกว่า ดูจิตเป็นทุกข์ ถ้าเราเข้าใจมองเห็น ถ้าเราสติเกิดสมาธิปัญญาเกิด แล้วการอุปาทานยึดมั่นถือมั่นต้องก�ำจัดของเสียออกจากจิตใจ  ของเสียอยู่ที่จิตใจถ้าเราเข้าใจเพียงเท่านี้ ชีวิตจะสงบ แทนที่จะด่าว่า น้อยใจ อิจฉากลัว โกรธ สิ่งเหล่านี้จะบั่นทอนจิต  เป็นขยะของเสียในจิตใจเราก็จัดการ  เมื่อไม่สบายใจ  มีทุกข์เป็นขยะทางจิตใจแล้ว
  • 62. 62สิ่งที่ต้องระวังคือ มโนกรรม วจีกรรม กายกรรม ทั้งหมดนี้ให้จัดการที่จิตใจ ไม่สบายใจให้มันจบที่ใจ  นี่เป็นวิธีการรักษาสุขภาพใจที่ดี เป็นหลักๆ ทั่วไปในการสอน” พระอาจารย์บอกว่าสิ่งที่เรียนรู้เหล่านี้   สามารถน�ำ ไปใช้ได้ในทุกเหตุการณ์      แม้เหตุการณ์นั้นจะเลวร้ายมาก ขนาดไหนก็ตาม“เมื่อมีความทุกข์แสนสาหัส  นี่คือโอกาสดีที่สุดที่เราจะปฏิบัติ พระอาจารย์ไปญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม เมื่อปี2011 มันมีสึนามิ อาจารย์เองก็เดินทางไปญี่ปุ่น อาจารย์มองเห็นคนญี่ปุ่นที่โน่นดูไม่ได้เศร้าเท่าไร เขาเข้มแข็ง คนที่อยู่ในศูนย์พักพิงตอนนี้เขาอยู่อย่างปกติก็มี เมื่อก่อนเพื่อนกันด่ากัน  แต่วันนี้รอดชีวิตแล้วเจอกันเขาก็เข้ามากอดกัน แค่เห็น
  • 63. 63เพื่อนยังมีชีวิตอยู่มีความสุขแล้ว เมื่อมีคนมาช่วยกันเยอะๆ ก็มองเห็นความเสียสละก็มีความสุขได้นะ มีสมาธิก็มีความสุขแล้วก็ช่วยเหลือกัน  การเสียสละมีข้าวก็เอาไปให้เพื่อนบ้านกินก็มีความสุข ใครมีโรงแรมก็ให้พักฟรี”คือในภาวะปกติมนุษย์ไม่ค่อยมีโอกาสได้แบ่งปันกันไม่ค่อยได้มีโอกาสค้นพบว่า  ความสุขที่แท้จริงคืออะไร  ค่อนข้างจะเห็นแก่ตัว   ในสภาวะปกติทุกคนก็อยากได้  อยากมีอยากเป็น คิดถึงแต่ตัวเอง ในชีวิตก็ใช้เงิน  และเข้าใจว่ามีเงินมากจะมีความสุข  ญี่ปุ่นก็เหมือนกัน  ก่อนที่จะเกิดสึนามิก็ต่างคนต่างอยู่ต่อสู้ชีวิตตัวเอง แต่วัฒนธรรมก็เปลี่ยนไป เมื่อเกิดคลื่นสึนามิขึ้น  ทุกคนก็ไม่มีอะไรติดตัวแล้ว  มันท�ำให้เกิดการแบ่งปันที่ส�ำคัญ  คือเกิดความรู้สึกดีๆ  ความสามัคคีกันของชุมชนต่างๆ ก็เกิดขึ้น แล้วคนที่เสียสละต่างๆ ก็มีเยอะ พอประสบภัยพิบัติมนุษย์ได้เจอด้านดีๆ  เยอะ  มนุษย์ได้เอาด้านที่ดีงามออกมาฟื้นความเป็นมนุษย์ขึ้น  พอเกิดสึนามิ  ทุกคนก็เอาข้าวของแค่ที่พอใช้  ทุกคนก็เอาไปเท่าที่จ�ำเป็นทุกคนหิว แต่ทุกคนก็เอาไปเท่าที่จ�ำเป็น  ในภาวะปัจจุบันผู้คนก็ใช้ชีวิตในโลกทุนนิยม ต่างมุ่งกอบโกย แต่พอเกิดภัยพิบัติมา กลายเป็นโอกาสให้มนุษย์ได้แสวงหาสิ่งที่ดีมากกว่าโดยมีความทุกข์บีบคั้น  แล้วก็อะไรที่ส�ำคัญอย่างความสามัคคีกัน  การช่วยเหลือกัน หลายคนก็สัมผัสถึงความดีในความเป็นมนุษย์”
  • 64. 64 ความสูญเสียเป็นสิ่งที่มนุษย์หลีกหนีไม่ได้ แต่พระอาจารย์บอกว่าเราสามารถท�ำใจยอมรับมันอย่างมีความสุขได้ “กับคนที่สูญเสีย  อาจารย์ก็คิดว่า นี่คือเทวทูต เทวดา มนุษย์ชีวิตนี้ก็เป็นแบบนี้  คนแก่คนเจ็บคนตาย  ความจริงของชีวิตก็เป็นแบบนี้ ไม่มีใครหนีพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นทุกข์เพราะสูญเสียก็เป็นความจริงของชีวิต ทุกข์ที่สุดของชีวิตน่าจะเป็นความตาย ความแก่ ความเจ็บความตายก็มีอยู่อย่าประมาท  พระพุทธเจ้าสอนว่า  ให้พิจารณาความตายทุกลมหายใจเข้าลมหายใจออก เพื่อให้เข้าใจ เพราะเรามักจะยึดติดภายนอกเป็นส่วนใหญ่  ทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่น  ในร่างกายหรือทรัพย์สมบัติ หรือว่าพ่อแม่พี่น้อง พระพุทธเจ้าให้พิจารณาความตาย  ให้คิดว่าร่างกายนี้เหมือนศพ  เหมือนตายแล้ว  ให้พิจารณาเหมือนแก้วน�้ำ  แก้วน�้ำมันก็แตกง่าย  ทุกอย่างอนิจจัง  แต่แก้วน�้ำมันมีประโยชน์  ท�ำอะไรให้เกิดความสุขและประโยชน์  พิจารณาร่างกาย  ไม่ยึดมั่นถือมั่นในร่างกายใจเป็นประธาน  พระพุทธเจ้าท่านให้แสวงหาอริยทรัพย์ เช่นว่า ศรัทธาในกฎแห่งกรรม ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์ก็ดี ก็เป็นความเชื่อในความดี รักษาศีล มีหิริโอตตัปปะ คือความละอายแก่บาป การเสียสละก็เป็นอริยทรัพย์ การวิปัสสนาก็เป็นอริยทรัพย์ ความรู้ที่สามารถปล่อยวางได้ก็คือปัญญาอานิสงส์ของทานศีลภาวนา  มนุษย์ทุกคนอยากจะมีปัญญาดีก็ให้ภาวนา สิ่งเหล่านี้ก็จะติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ” เวลาที่ผู้คนประสบภัยพิบัติ  สูญเสียทรัพย์สินและเงินทองมากมาย  แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่บนโลกที่ไม่แน่นอนนี้ได้โดยการหันมาใส่ใจและสนใจกับทรัพย์ภายในมากขึ้น  เราอาจสูญเสียทรัพย์ภายนอก  แต่เราก็เริ่มเรียนรู้ที่จะบ่มเพาะทรัพย์ภายใน
  • 65. 65 “ทรัพย์ภายในคือการยอมรับความจริงของชีวิต  เรื่องทรัพย์สินภายนอก พระอาจารย์ว่ามันเอากลับมาได้  กลับมามากกว่าเก่าก็ได้ เราเกิดมาตัวเปล่าๆ แล้วเราก็สูญเสียทรัพย์ภายนอก ถ้าเรามองดูประเทศชาติว่ามีประสบการณ์นี้แล้วทั้งประเทศก็ดีกว่าเก่านะหรือส่วนบุคคลต่างๆ เหมือนกัน ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไม่นานก็ดีกว่าเก่า ทรัพย์สมบัติจะเพิ่มขึ้นหรือไม่เพิ่มขึ้นก็ไม่เป็นอะไร ถ้าเราศึกษาธรรมแล้วก็จะมีความสุข ก็จะสันโดษ พอใจในสิ่งที่ได้ พอใจในสิ่งที่มีอยู่”เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่บนโลกที่ไม่แน่นอนนี้ได้   โดยการหันมาใส่ใจและสนใจกับทรัพย์ภายในมากขึ้น เราอาจสูญเสียทรัพย์ภายนอก แต่เราก็เริ่มเรียนรู้ที่จะบ่มเพาะทรัพย์ภายในคือการยอมรับความจริงของชีวิต
  • 66. 66ฐิตินาถ ณ พัทลุง ก่อนหน้านี้หลายปี   ฐิตินาถ  ณ  พัทลุง  คือผู้หญิงคนหนึ่งจากหาดใหญ่ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางสังคมทุนนิยมเหมือนอีกหลายชีวิตทั่วไปที่คิดว่าความเป็นปึกแผ่นของทรัพย์สินที่หามาได้จะไม่มีวันล่มสลายเธอเรียนจบปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ถึงสองใบจากประเทศอังกฤษเมื่ออายุเพียง  20  ปี  และพอแต่งงานเธอก็เริ่มท�ำธุรกิจร้านเพชร  สามีก็บริหารงานโรงแรมของตน  พร้อมกับมีลูกน้อยวัย  11เดือน กับแผนการในอนาคตว่าถ้าหาเงินได้ถึงหลักพันล้านก็จะเลิกท�ำงาน  ทุกสิ่งทุกอย่างท�ำท่าว่าจะไปได้ดี  แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่ากลางความฝัน  เธอตื่นขึ้นมาในความเป็นจริงพบว่าสามีได้เสียชีวิตไปแล้วพร้อมกับทิ้งหนี้ในการท�ำธุรกิจไว้นับร้อยล้านบาท เธอกลายเป็นแม่ม่ายลูกอ่อนที่มีหนี้สินมหาศาล เวลานั้นเธออายุเพียง 25 ปีเข็มทิศชีวิตชี้ไปทางไหนชีวิตก็รอเราอยู่ที่นั่น
  • 67. 67 ค�ำถามคือ ชีวิตเป็นแบบนี้ได้อย่างไร? เราจะจัดการกับความเจ็บปวดอย่างไร?“คิดถึงลูกว่าเขาจะโตขึ้นมาอย่างไรโดยที่ไม่มีพ่อ  และต้องจัดการกับหนี้ทั้งหมด  ตรงนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้น  และพบว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมานั้นเพื่อส่งเราไปสู่จุดที่ดีที่สุดเสมอ  เพราะว่าท�ำให้เราได้ไปปฏิบัติธรรม  ก่อนเราไปปฏิบัติธรรมมีคนมาเล่าว่า  ในสมัยพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่  มีคนคนหนึ่งเขาเสียลูกไปแล้วอุ้มศพลูกร้องไห้ขอให้คนช่วย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘ถ้าท่านหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดในหมู่บ้านที่ไม่มีคนตายได้  เราจะช่วยลูกท่าน’  เพียงแค่ค�ำเดียว ประโยคเดียว ท�ำให้เราเห็นเลยว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของโลกนี้ไม่ว่าใครก็เคยพบเจอ แต่ก่อนเวลาที่เห็นสามีคนอื่นตาย เราก็จะคิดว่าท�ำไมเขาถึงเศร้าขนาดนั้น พ่อแม่คนอื่นตาย เราก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรแต่เมื่อใดที่มันเป็นคนของเราเอง เราจะรู้สึกเจ็บปวดมาก ตอนนั้นเห็นเลยว่า อ๋อ ใจของมนุษย์มันเป็นแบบนี้เอง เวลาคนอื่นสูญเสียเราจะรู้สึกว่าไม่เป็นไร เราอาจจะเห็นใจเขาบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อใดที่เป็นของเราสูญเสียเอง มันจะเห็นใจของเรายืดไปข้างหน้า เกาะว่าอันนี้เป็นของเรา  ต้องอยู่ดีๆ แบบนี้ตลอดไป มันต้องได้แบบนี้ดั่งใจเรา เมื่อใดที่มันสูญเสีย เราเหมือนใจจะขาดตอนนั้นรู้เลยว่ามนุษย์เราเวลามีความทุกข์แล้วหมกมุ่นกับตัวเองเกินไป การมีทางออกให้ชีวิตก็คือหยุดหมกมุ่นกับตัวเอง เอาใจออกมา มองเห็นความต้องการของคนอื่น ดูแลคนอื่นก่อน ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด”
  • 68. 68เธอขายทรัพย์สินต่างๆ  หาเงินมาชดใช้หนี้ได้หมดภายในเวลาแค่สองปี ตั้งสติด้วยการปฏิบัติธรรม และดวงตาเธอก็ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อนตลอดชีวิต  เธอบอกว่าเวลานั่งสมาธิแล้วรู้สึกปวดขา  แต่ถ้าลองฝึกใจให้แยกออกจากความเจ็บปวด  ใจเป็นคนดูแล้วความปวดเหมือนเป็นอีกส่วนหนึ่ง วินาทีนั้นใจเราแค่รู้สึกว่าความปวดอยู่ตรงนั้น ใจอยู่ตรงนี้ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แค่รู้สึกว่าถ้าความเจ็บปวดที่อยู่บนร่างกายเราแท้ๆ เรายังสามารถดูมันเหมือนเป็นของคนอื่นได้ ถ้าอย่างนั้นนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หนี้ส่วนหนี้ ใจส่วนใจ ความเจ็บปวดก็ส่วนความเจ็บปวด พอรู้สึกแบบนั้นแล้วใจก็ไม่ได้เดือดร้อน“อีกเจ็ดปีหลังจากที่สามีเสียชีวิต  ลูกก็ถามเราว่า  ‘คุณแม่ครับ   ถ้าเกิดคุณแม่ไม่ต้องคิดว่าท�ำงานเพื่อเงิน   คุณแม่จะท�ำอะไร’  เราก็บอกลูกว่าคุณแม่ก็จะไปอยู่บ้านริมทะเลกับลูก ไปภาวนาทุกวันไปบรรยาย ท�ำสิ่งที่คุณแม่รักทุกวันเลย นี่คือสิ่งที่คุณแม่อยากจะท�ำลูกก็ถามว่า  ‘แล้วท�ำไมคุณแม่ไม่ท�ำตอนนี้เลยล่ะครับ’  พอตอนนั้นที่ได้ยินก็เลยตัดสินใจขายธุรกิจทั้งหมด  เพราะว่าในจุดนั้นเรารู้สึกว่าเราไม่ต้องหาเงินเพิ่ม เราไม่ต้องรวยมากแบบมหาเศรษฐี แต่เราแค่รู้ว่าเงินที่เรามีนั้นเพียงพอส�ำหรับชีวิตเราสองคนแล้ว  เราไม่ต้องวิ่งหาเพื่อที่จะท�ำเงินอีก ก็เริ่มขายธุรกิจทั้งหมด ไปซื้อบ้านที่ริมทะเลกับลูกตื่นเช้าก็ดูพระอาทิตย์ขึ้น วิ่งเล่นริมชายหาด ส่งลูกไปโรงเรียน แล้วเราก็นั่งสมาธิ เขียนหนังสือ ก่อนที่จะย้ายออกไปจากเมืองก็คิดว่า  ถ้าเราท�ำได้คนทั้งประเทศก็ท�ำได้ คนอื่นเขาไม่ได้เป็นหนี้เยอะขนาดร้อยล้านเท่าเราด้วยซ�้ำ เราก็เขียนหนังสือชื่อ ‘เข็มทิศชีวิต’ เพราะคิดว่าอยากจะท�ำอะไรบางอย่าง”
  • 69. 69จนเป็นที่มาของหนังสือที่ขายดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ของหนังสือในบ้านเรากับ ‘เข็มทิศชีวิต’ ที่ฐิตินาถกลั่นกรองออกมาด้วยหัวใจที่เปี่ยมสติและประสบการณ์ จากตอนนั้นหนังสือที่ไม่มีใครมองว่าจะขายได้กลายเป็นเจ้าของยอดขายรวมหนึ่งล้านสามแสนเล่มในปัจจุบัน ตอนนั้นเธอคิดว่าต้องเชื่อเสียงในหัวใจของตัวเอง  ถึงแม้ว่าจะมีมืออาชีพในด้านวงการสื่อสิ่งพิมพ์จ�ำนวนมากเตือนเธอว่าอย่าเขียนเลย เรื่องแบบนี้ไม่มีใครสนใจอ่านหรอก อย่าเขียนอะไรที่เป็นหลักการ แต่เธอก็ใช้ความกล้าและความเชื่อมั่นเขียนหลักการ 7 ข้อในการที่คนเราจะมีชีวิตอิสระทางการเงินและจิตใจผ่านหนังสือดังกล่าว เป็นหลักการที่เธอคิดเอง ใช้ชีวิตของตนพิสูจน์แล้วว่ามันได้ผลจริง
  • 70. 70“สิ่งที่มากกว่านั้นคือ มันเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งที่เราบอกคนว่าคุณต้องเชื่อ  ต้องมั่นใจในตัวของเราเอง  ไม่ว่าตอนนี้คนที่อ่านที่ฟังจะอยู่ในสถานการณ์ยังไง  เรื่องที่โลกส่งมาให้เรามันจะพอเหมาะพอดีกับฝีมือที่เรามีอยู่ เมื่อใดที่เราได้เรียนรู้ มันจะเกิดการก้าวกระโดดในชีวิต สิ่งที่ปรากฏในชีวิตเราทั้งสภาพการเงิน เพื่อนฝูง ชื่อเสียง ความสุข  ความพึงพอใจในครอบครัว  เป็นเหมือนกับกระจกสะท้อนสิ่งที่เรารู้สึกข้างใน  ถ้าเราต้องการจะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายนอก เปลี่ยนงาน เปลี่ยนสถานะทางการเงิน ต้องเปลี่ยนข้างในใจเราก่อน ทันทีที่เราหมั่นขัดเกลาตนเอง ทันทีที่เราคิดเรื่องดี พูดเรื่องดีท�ำเรื่องดี ทุกอย่างรอบตัวจะเปลี่ยน”จากคนเขียนหนังสือ  ฐิตินาถขยับขึ้นไปเป็นผู้บรรยาย และพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใต้ส�ำนึกของโรง-พยาบาลปิยะเวท เธอจัดหลักสูตรพัฒนาจิตใต้ส�ำนึกโดยมีผู้ให้ความสนใจเป็นจ�ำนวนมาก  ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านความทุกข์สาหัสมาก่อน  เธอมองเห็นคุณค่าอะไรจากการเรียนรู้เรื่องนี้“จริงๆ  แล้ว  มนุษย์เมื่อเจริญถึงที่สุดจะพบว่าความเจริญทางวัตถุมีเท่าไรก็ไม่จบ มนุษย์ก็จะพบว่าข้างในมันโหวงๆ อยู่ เป็นเรื่องที่ต้องเป็นกระแสอยู่แล้วตราบเท่าที่เป็นมนุษย์ กระแสที่ว่าท�ำไมสิ่งภายนอกไม่ได้เติมสิ่งที่อยู่ภายในให้เต็ม เพราะฉะนั้นมนุษย์จะมาค้นหาว่าอะไรที่เติมให้ใจของเราเต็ม  ทันทีที่เรารู้ว่าอะไรที่เติมใจเราเต็มได้ ใจเราก็จะอิ่มขึ้นมาเลย ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่มนุษย์ทุกคนจะหันกลับมาพึ่งตัวเอง ท�ำให้ใจอิ่ม ฟู เต็ม มันเหมือนกับว่าเป้าหมายก�ำลังบรรลุแล้วทุกขณะ นี่คืองานที่ตัวเราเองท�ำทั้งในฐานะผู้เผยแพร่ธรรมะ  และในแง่ของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใต้ส�ำนึกของคน ว่า
  • 71. 71จะจัดการกับปมของตัวเอง ดูแลให้อภัยพ่อแม่ ให้อภัยตัวเอง มีคนเยอะมากที่ท�ำร้ายตัวเองเพราะเขาไม่ได้ให้อภัยตัวเอง  เด็กมีความคิดที่จะโทษตัวเองได้ง่ายมาก  พ่อแม่เลิกกันเด็กก็โทษตัวเองแล้วว่าถ้าฉันน่ารักกว่านี้พ่อแม่อาจจะไม่เลิกกัน แล้วมันก็ท�ำให้เป็นปัญหาของสังคมมาเรื่อยๆ  แต่มากกว่านั้นก็คือสิ่งที่เราเห็นปรากฏการณ์ในประเทศตอนนี้  การที่พ่อแม่จากต่างจังหวัดทิ้งภาคเกษตรกรรมเข้ามาท�ำงานภาคอุตสาหกรรมในโรงงาน  พอแม่ตั้งท้องก็ส่งลูกกลับไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง  เด็กไม่ได้รับการถ่ายทอดทางความคิด ความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่จะโตมาแบบไม่รู้ว่าอะไรสวยหรือไม่สวยอะไรดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด จนถูกชักน�ำได้ง่ายมาก ปัจจุบันประเทศไทยอ่อนแอมากเพราะว่าเด็กไม่ได้ถูกเลี้ยงมาโดยพ่อแม่ของตัวเอง แล้วคนส่วนนี้คือประชากรก้อนหลักของประเทศ ลองคิดดูว่าวันหนึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมเราสามารถฝึกกล้ามเนื้อความสุขได้  สมมุติว่าเป็นนักกีฬาเราออกก�ำลังบ่อย กล้ามเนื้อเราก็จะแข็งแรง จิตใจก็เหมือนกัน เราฝึกกล้ามเนื้อความสุข ด้วยการฝึกคิดเรื่องดีๆ ที่มีในชีวิต อย่างเช่นวันนี้ตื่นเช้ามาจิบกาแฟอร่อยจังเลย มีคนเปิดลิฟต์ให้ คนขับรถหยุดรถเพื่อให้เราเดินผ่านไปก่อน ได้ไปกราบพ่อแม่ กอดลูก ความรักของชีวิตความสุขที่ประสบความส�ำเร็จ คือการรู้จักมองเห็นความสุขที่ไม่ได้ใช้เงินซื้อ ทุกวันนี้สิ่งที่สอนคนที่มาเรียนเรื่องจิตใต้ส�ำนึกกับเรา ความลับก็คือ  คุณมีอะไรที่อยากได้ ต้องเริ่มจากขอบคุณสิ่งที่มีในตอนนี้ก่อน  แล้วก็ซาบซึ้ง  แล้วก็รู้ความลับในโลกว่า  ความสุขที่ไม่ได้ใช้เงินซื้อนั่นแหละคือความสุขที่เป็นหลักของชีวิต เป็นความสุขที่เราต้องขอบคุณมัน เห็นมันในทุกมิติ ย�้ำจนใจเรามีพลัง พอใจเรามีพลังแล้ว  เราจะไปสร้างอะไรดีๆ ในชีวิตก็ได้”
  • 72. 72ในสังคมที่เปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร  จิตใจของคนในหลายครั้งก็ไปอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ คอยสลักตัวตนผ่านคีย์บอร์ดกันมากกว่าจะมีเวลาได้พูดจากันจริงๆ  จนกระทั่งสังคมออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนน�ำมาเป็นสมรภูมิทางการเมือง มีการโต้แย้งในเรื่องต่างๆ มากมาย จนท�ำให้คนจ�ำนวนไม่น้อยใช้เวลาในชีวิตหมดไปกับสังคมสมมุติที่นับวันจะมีบทบาทมากขึ้นทุกที ฐิตินาถมีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้“ทุกคนสามารถเข้าไปเก่งในอินเตอร์เน็ตได้ ไม่สร้างผลลัพธ์ในชีวิตแต่ไปสร้างในอินเตอร์เน็ตที่ไม่มีตัวตน เป็นคนส�ำคัญในนั้นกันไปหมด แต่ในชีวิตความเป็นจริงไม่ได้ดูแลลูก ไม่ได้ดูแลครอบครัวเมื่อไหร่ก็ตามที่เราจะต้องออกไปสู้เพื่อโลกหรือท�ำอะไรลงไป  ต้องดูก่อนว่าเรามีปัญหาส่วนตัวที่ไม่ได้สะสางรึเปล่า  มีคนเยอะมากที่ออกไปว่าคนโน้นคนนี้ผิด คนนี้ไม่ดี ต้องออกไปท�ำเพื่อแก้ไขโลกนี้ทั้งโลกแต่สิ่งที่ไม่ได้แก้ไขคือลูกไม่มีจะกิน ตัวเองมีปัญหากับเมีย คุยกับพ่อแม่ไม่รู้เรื่อง ถ้าเราจะไปท�ำหน้าที่ของเราในโลก เราต้องสะสางเรื่องส่วนตัวที่บ้านเสียก่อน การเงินต้องดี ครอบครัวเราต้องรักกัน กอดกันคุยกันทุกวัน ถูกบ้างผิดบ้างต้องให้อภัยกันได้”
  • 73. 73ปัจจุบันสิ่งที่ฐิตินาถยังคงตั้งใจท�ำคือการท�ำงานที่ตนรักงานที่มีประโยชน์ต่อโลก  และการเผยแพร่ธรรมะที่เคยช่วยชีวิตเธอไว้มาแล้ว  เธอยังมีความสุขกับการท�ำหน้าที่ของตนที่เข็มทิศชีวิตชี้ทางให้  ในการท�ำงาน ค�ำถามที่เธอต้องตอบแทบทุกวันคือ  เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไร  เธอบอกว่าการที่เราจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้ก็คือ อย่างแรกเราต้องเปลี่ยนโฟกัสจากสิ่งที่มีความทุกข์  จากสิ่งที่เราท�ำไม่ได้มาเป็นสิ่งที่เราท�ำได้  เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราเอาความสนใจของเราไปไว้ในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้  เมื่อนั้นเราจะเจ็บปวดกับมันและยิ่งท้อถอย  อย่างที่สองคือเปลี่ยนความคิด  เพราะมนุษย์มีความเชี่ยวชาญในการคิดเรื่องด้านลบ  คิดในสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้ เราควรฝึกคิดเรื่องที่เรามีความสุข เพราะชีวิตมนุษย์จะมีด้านที่ให้พลังและด้านที่หมดพลัง  สมมุติว่าเราปล่อยตัวเองให้คิดด้านที่หดหู่หมดพลัง เราก็จะคิดทางแก้ไม่ออก แต่ถ้าตอนนี้เราคิดถึงเรื่องดีๆ คิดถึงคนที่รักเรา คิดว่าเราจะทิ้งมรดกทางความคิดไว้ให้ลูกของเราอย่างไร...ใจของเราก็จะมีพลังขึ้นมา เราสามารถฝึกกล้ามเนื้อความสุขได้สมมุติว่าเป็นนักกีฬา เราออกก�ำลังบ่อย กล้ามเนื้อเราก็จะแข็งแรง  จิตใจก็เหมือนกัน
  • 74. 74สุวรรณา โชคประจักษ์ชัดครูชีวิตกับค�ำถามที่ถูกต้องค�ำถามส�ำคัญอย่างไรกับชีวิต สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด ครูชีวิต (The Coach) ผู้ให้ค�ำปรึกษาและวิธีฝึกฝนตนเองในแนวทางบ้านภายใน  ที่มีผลงานเขียนที่เปี่ยมด้วยคุณค่ามากกว่า 10 เล่มคือผู้ที่จะให้ค�ำตอบเหล่านี้ได้กระจ่างยิ่งกว่า‘อิสระที่แท้จริงเกิดจากภายใน’  เป็นสิ่งที่สุวรรณาค้นพบหลังจากได้เรียนรู้จักตนเองจากการท�ำความเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้เธอให้ความสนใจกับเรื่องราวภายในตั้งแต่ครั้งยังเล็ก  เธอมีค�ำถามที่อาจดูเกินวัยเด็ก  9  ขวบ  ซึ่งอาจเหมือนหลายๆ  คนถ้ายังจ�ำค�ำถามตอนนั้นได้“ค�ำถามตอนนั้นคือชีวิตคืออะไร  ท�ำไมเราเกิดในครอบครัวนี้ใครเป็นคนก�ำหนดหรือเราเลือกเกิดเองได้  การมีค�ำถามท�ำให้เราตั้งข้อสังเกตชีวิตได้มากกว่าคนที่ไม่มีค�ำถาม  เพราะต้องการได้ค�ำตอบนั่นเอง”
  • 75. 75พออายุ  13  ขวบเธอพบว่าวิชาที่น่าเรียนที่สุด  คือวิชาแนะแนว  เป็นวิชาที่ไม่สอนให้จ�ำไปสอบแต่สอนให้คิด  เนื่องจากตอนนั้นเรียนอยู่ห้องเด็กเรียนที่เอาแต่แข่งขัน  จึงเกิดค�ำถามว่า“เราสามารถรักและท�ำอะไรให้คนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนได้ไหม...” “ส�ำหรับช่วงเปลี่ยนที่ได้เรียนรู้มากที่สุดคือก่อนเข้ามหาวิท-ยาลัย ที่ได้ไปทัศนศึกษาที่สวนโมกขพลาราม  ตอนที่สมัครก็คิดว่าได้เที่ยว ได้นั่งรถไฟ แค่คิดก็มีความสุขแล้ว ปรากฏว่าเขาพาไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์  ท�ำให้ได้รู้จักท่านอาจารย์พุทธทาส  ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เตรียมไปฟังธรรมที่ลานหน้ากุฏิท่าน  ท่านจะเทศน์แต่ไก่โห่ เด็กนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเตรียมสัปหงกกัน  แต่ส�ำหรับเรา  กลับอยากจะฟัง นั่งจดลงสมุดโน้ต จดทุกอย่างทั้งรู้เรื่องและไม่รู้เป็นเล่มๆ เลย มีโดนๆ เช่น ‘ความทุกข์นี่เป็นเหมือนเพชรในหัวคางคก’ชอบมากเลย”“การได้ไปสวนโมกข์ครั้งนั้นท�ำให้รู้สึกว่าชีวิตเรานั้นช่างมีค่ามีความหมาย ที่นั่นช่วยตอบค�ำถามชีวิตได้หลายอย่าง”“หลังจากเข้าจุฬาฯ ก็สมัครไปค่ายศิลปะพัฒนาชีวิตเองเลยคราวนี้เดินทางคนเดียว  ยังเด็กๆ  หน้าใสๆ  คนอื่นๆเขามีอายุหมดผู้ใหญ่หลายคนบอก ท�ำไมหนูโชคดีจัง ได้มาปฏิบัติธรรมตั้งแต่เด็กเราก็ยิ่งตั้งใจใหญ่ ที่นั่นต้องไม่พูด ซึ่งชอบมากมีความสุข แม้บางโปรแกรมจะดูเหมือนน่าเบื่อไม่มีอะไร  เช่นก่อนสวดมนต์ทุกวันพระอาจารย์โพธิ์มาอธิบายให้ฟังว่าธรรมะในบทสวดมนต์ตอนนี้คืออะไร  เราก็ฟังไปอย่างเพลินๆ  โดยที่ไม่รู้ว่าความเพลิดเพลินตรงนั้นมัน
  • 76. 76เข้าไปกะเทาะ  ค่อยๆ  เข้าไปซึมซาบในใจเรา  จ�ำได้ว่าหลังจากฟัง ก็สวดมนต์  แล้วก็เกิดปีติเป็นความสุขใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกถึงความรักของพระพุทธเจ้าที่ส่งทอดมา  2,500  ปีแล้ว  ความรู้ที่งดงามของท่าน  ปัญญาของท่านสามารถท�ำให้เราเข้าใจชีวิตในระดับหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันเป็นค�ำตอบ  ขณะสวดมนต์นี่น�้ำตาหลั่งไหล  ร้องไห้  แต่เป็นการร้องไห้ที่มีความสุข  รู้สึกซาบซึ้ง  และหลังจากที่ไปสวนโมกข์เราก็รู้สึกว่าเราไม่ใช่แค่ต้องการเรียนหนังสืออย่างเดียว  เราอยากให้ชีวิตของเรามีคุณค่า  มีความหมาย  เหมือนดังที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า‘ชีวิตที่ดีที่สุดคือสงบเย็นและเป็นประโยชน์’ ”ในช่วงที่อยู่จุฬาฯ  สุวรรณาได้ท�ำกิจกรรมต่างๆ มากมายเพราะชอบเรียนรู้ และต้องการท�ำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม“เข้าปีหนึ่งก็สมัครลงเลือกตั้งเป็นหัวหน้าชั้นปีของคณะ การไปสวนโมกข์ท�ำให้เรารู้สึกต้องการปลดปล่อยศักยภาพภายในตัวเรา  ไปวัดกลับมาไม่ได้ท�ำให้เราแปลกแยกจากคนอื่นและใฝ่หาแต่ความสงบ ตรงข้ามกลับรู้สึกอยากท�ำตัวให้เป็นประโยชน์มากขึ้น การท�ำกิจกรรมนอกจากท�ำให้ได้รู้จักตัวเองยังท�ำให้เรียนรู้จักเพื่อนๆ  นักกิจกรรมที่มีอุดมคติที่น่านับถือในความเสียสละและอุทิศตน  แต่ก็มักพบว่าหลายคนที่พยายามท�ำอะไรให้กับสังคมประเทศ  กลับลืมท�ำอะไรเพื่อตัวเองและคนในครอบครัว  หรือพวกที่ต่อต้านความรุนแรงและเรียกร้องสันติภาพ  กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ร้อนรน หรือต้องประณามคนหนึ่งแล้วเชิดชูคนหนึ่ง  บ้างก็ขาดสมดุลชีวิต  บางคนท�ำงานเพื่อสังคม  แต่ยังสูบบุหรี่ท�ำร้ายตัวเอง  ท�ำให้พ่อแม่ผิดหวังเพราะเรียนไม่จบสักที มัวแต่ท�ำงานเพื่อสังคม”
  • 77. 77“เราอยากบอกเขาว่าการปฏิบัติธรรมไม่ได้ท�ำให้เราละเลยสังคม  แต่มันท�ำให้เราท�ำงานเพื่อสังคมได้อย่างมีความสุขมากขึ้น  ก็ชวนเพื่อนนักกิจกรรมมาปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์”ที่คิดว่าการจัดคอร์สจ�ำเป็น  เพราะเราได้ประโยชน์จากมันก่อน ธรรมะท�ำให้เรารู้จักตัวเอง ได้เข้าใจผู้อื่น ถ้าทุกคนมีสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานมันก็ท�ำอะไรก็ได้ และธรรมะที่เรียนมาไม่ได้แยกชีวิตเราว่านี่คือชีวิตปฏิบัติธรรม นี่คือชีวิตประจ�ำวัน เราเรียนรู้ที่ว่าเราจะเอาสิ่งเหล่านี้มาอยู่ในชีวิตประจ�ำวันได้ยังไง”ชีวิตของสุวรรณาค่อยๆ เปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค�ำถามที่เธอตั้งกับตัวเองทุกวัน  เป็นเหมือนเข็มทิศน�ำทางให้ชีวิตเธอมุ่งไปสู่ความสุขและความส�ำเร็จในรูปแบบที่เธอพอใจ  และน�ำวิธีการของตนมาเป็นแนวทางต้นแบบหรือครูชีวิต  ให้คนอื่นได้ลองเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อเปลี่ยนชีวิต“กลุ่มคนที่สนใจที่สุดคือผู้น�ำ  ซึ่งไม่จ�ำเป็นว่าต้องเป็นองค์กรเท่านั้น  แต่หมายถึงครู  พ่อแม่  คนที่ต้องการพัฒนาภาวะผู้น�ำของตนเองขึ้นมา โดยใช้เครื่องมือสามอย่าง อันดับแรกคือการตั้งค�ำถามที่ถูกต้อง  เพราะประจักษ์ชัดกับตัวเองแล้วว่าการมีค�ำถามที่ถูกต้องท�ำให้เราเติบโตและพัฒนาขึ้นมาได้อย่างมาก  เราตื่นมาพร้อมกับค�ำถามแล้วชีวิตเราก็ด�ำเนินตามค�ำถามที่เราตั้งไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เราไม่ตระหนักรู้ หน้าที่ของครูชีวิตคือท�ำให้ศิษย์เห็นค�ำถามที่ซ่อนอยู่ และเปลี่ยนค�ำถามให้มันถูกต้อง”“สองก็คือจินตภาพที่สร้างสรรค์  จริงๆ  แล้วเราทุกคนมีภาพของตัวเองที่ได้รับอิทธิพลจากการเลี้ยงดูของครอบครัว  จากโรงเรียน
  • 78. 78และสังคมแวดล้อม  บางคนสงสัยว่าท�ำไมเราไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ เพราะเรามีภาพเหล่านั้นฝังอยู่ เราไม่รู้ว่าจริงๆ เราสามารถสร้างภาพใหม่ให้กับตัวเองได้”“เครื่องมือที่สามคือกิจวัตรที่งดงาม  คนเราจะเปลี่ยนได้  เราจะต้องมีวินัยที่ลงมือท�ำมันจนเป็นกิจวัตร ท�ำน้อยๆ แต่ว่าไม่เลิก แล้วมันจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่ลึกที่สุดคือการเปลี่ยนจนสามารถตอบสนองอย่างเป็นอัตโนมัติ  เหมือนตื่นขึ้นมาเราก็อยากแปรงฟันเพราะรู้สึกว่าท�ำแบบนี้แล้วมันสดชื่น  หลักของการสร้างกิจวัตรที่งดงามคือเริ่มท�ำแต่น้อยๆ อย่างมีความสุข แต่ท�ำนานๆ ท�ำไปตลอดชีวิต แล้วการเปลี่ยนแปลงนั้นจะถาวรได้ เช่น เราอยากมีร่างกายที่แข็งแรง  เราก็ตั้งค�ำถามกับตัวเองว่า อะไรที่ท�ำให้เราแข็งแรง เราพบว่าการเล่นโยคะเป็นสิ่งที่ดีที่ท�ำให้ทั้งร่างกายและจิตใจแข็งแรง เราก็
  • 79. 79สร้างจินตภาพว่าเราได้ท�ำโยคะอย่างมีความสุขทุกวัน สร้างภาพเช่นนี้ก่อนนอนทุกวัน และก�ำหนดให้การท�ำโยคะเป็นกิจวัตรที่งดงาม โดยเริ่มท�ำวันละแค่ห้านาทีในตอนเช้าอย่างมีความสุขทุกวัน แค่วันละท่าเท่านั้น เราจะพบว่าโยคะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจ�ำวันของเราได้ในวันหนึ่งอย่างแน่นอน”“เราจะให้เขาสังเกตชีวิตตัวเองในแต่ละวัน  ว่าวันนี้เรามีค�ำถามอะไรในชีวิต  ครูชีวิตจะสอนให้เราเป็นครูของตัวเราเอง  แล้วเราเรียนรู้จากการสังเกต สังเกตว่าค�ำถามแบบนี้นี่เองที่เป็นตัวปัญหาในชีวิตของเรา แล้วเราจะเปลี่ยนค�ำถามอย่างนั้นได้อย่างไร เขาก็จะเริ่มลองเปลี่ยนเราสามารถก�ำหนดชีวิตตัวเองได้  โดยถามตัวเองว่าเราต้องการอะไรในชีวิตแล้วกลับมาทบทวน บางครั้งแค่รู้ว่าเราต้องการอะไรแค่สองสามอย่างก็เป็นความสุขแล้วนะ   แต่การที่เราไม่ได้ตั้งค�ำถามกับตัวเอง ไม่กลับมาดู หรือไม่เข้ามาเห็นปมความทุกข์ของเราอย่างแท้จริง เราก็ไม่สามารถพัฒนาตัวเราได้”โปรแกรมครูชีวิตนี้จะมีการคลี่คลายปมปัญหาชีวิตด้วยการสังเกตตัวเอง สังเกตอารมณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และอารมณ์นั้นมีผลต่อร่างกายและจิตใจของเราอย่างไร“คนปกติทั่วไป  ถ้าเรามีอารมณ์หนึ่งที่เราไม่ชอบ  เราจะเปลี่ยนกิจกรรมทันที ก็เลยไม่สามารถที่จะปลดปล่อย สิ่งนั้นจึงเป็นปมที่เราแอบซ่อนไว้ โปรแกรมนี้จะเข้ามาท�ำให้เราสังเกตได้ละเอียดขึ้นว่าอารมณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปยังไง แล้วเราจะปลดปล่อยมันได้ยังไง เราจะเข้าใจมันได้ยังไง มันมีที่มายังไง มันต้องการอาหารแบบไหน”
  • 80. 80“แต่คนเรามีขั้นตอนการเติบโต  ค�ำถามเดิมเมื่อเรียนรู้แล้วก้าวผ่านไป  ก็จะเจอเรื่องใหม่ มีค�ำถามใหม่ๆ ของชีวิต จะเปลี่ยนแปลงได้ถาวรหรือเปล่า มันขึ้นอยู่กับว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องอะไรถ้าเรื่องหนึ่งผ่านไปได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเราจะไม่มีปัญหาอีกต่อไป“มีลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นมะเร็ง  ค�ำถามชีวิตเขาก้าวหน้าขึ้นจากเดิมที่ถามว่า ‘ท�ำไมฉันต้องเป็นมะเร็ง?’  เปลี่ยนเป็น ‘ท�ำไมฉันจะเป็นมะเร็งไม่ได้ล่ะ?’ พอค�ำถามเปลี่ยนไป เขาก็เข้มแข็งขึ้นเลย เขารับมือได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเขาจะไม่มีปัญหา เพราะสุขภาพของมนุษย์มันขึ้นลง เดี๋ยวนี้พอเจอปัญหาสุขภาพ ค�ำถามกลายเป็นว่า ‘ฉันจะช่วยเหลือคนอื่นเพิ่มขึ้นได้อย่างไร?’ ตอนนี้เธอกลายเป็นครูแล้ว“ค�ำถามเขายังมี  แต่เราเห็นเลยว่าเป็นค�ำถามที่เติบโตขึ้นเขาทุกข์น้อยลง มีความสุขมากขึ้น มีความสุขจนคนร�ำคาญว่าท�ำไมความสุขของเธอมันง่ายจังเลย ลูกศิษย์ดิฉันบอกว่าแค่รดน�้ำต้นไม้ก็มีความสุข แค่เห็นดอกไม้ก็มีความสุข แค่สายลมพัดผ่านกายก็เป็นสุข“จริงๆ นะ  ความสุขของมนุษย์เป็นแบบนั้น  ในวันที่คุณเดินไม่ได้ คุณพบว่าสองขาช่างมีความหมาย แล้วพอวันหนึ่งที่อยู่ดีๆ คุณก็กลับมาเดินได้ น�้ำตาจะไหลพรากเลย ขาของเราช่างมีคุณค่ามากเหลือเกิน”สุวรรณามองว่าการเข้าใจตัวเองเป็นพื้นฐานส�ำคัญของการพัฒนาตัวเอง  เมื่อเราเข้าใจตัวเอง  เราจะเข้าใจความต้องการของผู้อื่นและเมื่อเข้าใจผู้อื่น ทั้งเราและเขาจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
  • 81. 81“มนุษย์มีพื้นฐานในทุกเรื่องเหมือนกันโดยเฉพาะความทุกข์ความต้องการสูงสุด  ต้องการที่จะมีคุณค่า  ต้องการมีความหมายต้องการการยอมรับ  เรื่องพวกนี้เชื่อมโยงตลอดช่วงชีวิตของพวกเรายิ่งเราเรียนรู้มันได้เร็วที่สุดก็ยิ่งดี“คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักว่าตัวเองคือใคร  เรานึกว่าเรารู้จักตัวเรา แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้รู้จักตัวเรา นั่นคือปัญหา อายุเป็นแค่เพียงตัวเลข แต่การเรียนรู้ของเรามันหยุดโดยไม่รู้ตัว ท�ำให้เราไม่รู้ว่าเราคือใคร บางคนหยุดตัวเองไว้ที่ยี่สิบแปด  ที่สามสิบห้า หรือเด็กกว่านี้อีก แล้วก็ไม่ได้เติบโตไปจากนั้นเลย ไม่รู้ว่าจะเติบโตไปเพื่ออะไรไม่รู้ว่าความหมายและคุณค่าของชีวิตอยู่ที่ไหน”เราสามารถก�ำหนดชีวิตตัวเองได้โดยถามตัวเองว่าเราต้องการอะไรในชีวิต  บางครั้งแค่รู้ว่าเราต้องการอะไรแค่สองสามอย่างก็เป็นความสุขแล้ว
  • 82. 82“ผมว่าคนเราเห็นทุกข์ก็จะเห็นธรรมนะ พอมันมีความทุกข์เราก็จะเริ่มกลับไปมองธรรมชาติจะเห็นธรรมะ จะเห็นความจริง นี่คือจุดเปลี่ยนส�ำคัญของชีวิต”โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ชีวิตคนเราย่อมมีเส้นทางชีวิตที่ผิดพลาดมาในอดีตไม่มากก็น้อย อยู่ที่วันนี้เราจะสามารถเปลี่ยนความผิดพลาดในอดีตนั้นให้เป็นบทเรียนหรือพลังได้ไหม ส�ำหรับผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ ผู้ใหญ่-บ้านหนองกลางดง อ�ำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีอดีตที่ไม่สวยงามนัก  แต่อดีตนั้นกลับเป็นบทเรียนส�ำคัญ  ให้วันนี้เขาสามารถมีพลังเพื่อช่วยเหลือชุมชนและพัฒนาบ้านเกิดของเขาให้เข้มแข็งได้  สร้างฐานของระบอบประชาธิปไตยทางตรงที่ไม่จ�ำเป็นต้องไปเปลี่ยนประเทศหรือโลกทั้งใบ แต่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนตัวเองและชุมชน  และก็น�ำมาซึ่งสังคมที่สงบและร่มเย็น
  • 83. 83จากบ้านเกิดไป และกลับมาเกิดใหม่ที่เดิม“ผมเป็นครอบครัวแรกที่มาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ตั้งแต่ปี 2499 อายุสิบเจ็ดปีก็ออกจากบ้านไปนาน ออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ไปเผชิญโชคไปท�ำเรื่องทั้งดีทั้งไม่ดีมาหลายเรื่องจนชีวิตวิกฤต  แล้วก็กลับมาอยู่บ้านอีกครั้งก็อายุเกือบสี่สิบตอนนั้นผมคิดขึ้นได้ว่าผมเหลือเวลาไม่เยอะแล้ว  ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านตอนอายุสี่สิบปี ผมมองย้อนหลังชีวิตตัวเองไป ก็ท�ำผิดท�ำเสียหายมาเยอะ เคยฆ่าคนเคยยิงคน เคยท�ำอะไรที่เบียดเบียนสังคมมาเยอะ เราก็มาคิดว่า เราเหลือเวลายี่สิบปีจากสี่สิบถึงหกสิบ ผมคิดว่าจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ใช้หนี้แผ่นดิน  ใช้หนี้ในสิ่งที่เราท�ำผิดต่อสังคมเราก�ำหนดวันเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน ผมเกิดใหม่ตอนอายุสี่สิบปี เกิดในจิตใจที่บริสุทธิ์ และทุ่มเท”จุดเปลี่ยนสู่การเกิดใหม่“ผมเคยมีเพื่อนที่ยิงคนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ท่านก็บวชไม่สึกในช่วงที่ผมล้มละลายทางเศรษฐกิจ ผมมีที่ดินสองสามร้อยไร่ผมขายใช้หนี้หมดเลย แล้วก็ไปหาความสงบที่วัด ก็เห็นคนตายทุกวัน หลวงพ่อท่านเห็นผมเครียดๆ ก็เลยแนะน�ำว่าให้ไปนอนที่โรงเผาศพ ผมก็ลองดู  คิดว่าผีมันจะมีจริงหรือเปล่า  ก็ขับรถเข้าไปนอนที่โรงทึม  แล้วเราก็เห็นคนตาย นึกเห็นเวลาคนมางานศพ บางศพเขาก็จะพูดถึงคุณ-งามความดี บางศพก็มีคนเขาบอกว่าตายซะได้ก็ดี จะได้หมดเวรหมดกรรม เราก็คิดว่าสักวันเราก็ต้องเป็นเหมือนเขา สิ่งที่เหลืออยู่คือคนที่อยู่ข้างหลังจะพูดถึงเราว่าอะไรเท่านั้นเอง มันก็เลยท�ำให้เราคิดได้และคิดว่าจะต้องท�ำความดีเมื่อมีโอกาส หลังจากนั้นเมื่อเรามีโอกาส
  • 84. 84เราก็ท�ำเรื่อยมา ผมว่าคนเราเห็นทุกข์ก็จะเห็นธรรมนะ จะเห็นความจริง นี่คือจุดเปลี่ยนส�ำคัญของชีวิต”งานเพื่อสังคม เส้นทางในการท�ำดี“ปี  2538  หลังจากกลับมาอยู่บ้านไม่กี่เดือนเขาก็เปิดรับสมัคร  อบต.  เราก็คิดว่าเป็นเรื่องใหม่ที่เราน่าจะมีส่วนร่วม คนบ้านนี้เขาไม่รู้จักกันหรอกตอนนั้นว่า อบต.  เป็นอย่างไร  ผมก็เลยไปสมัครอบต. ที่อ�ำเภอ เป็น อบต. สมัยแรก เป็นอยู่สองปี แล้วผู้ใหญ่บ้านคนเก่าเขาลาออก  เราก็เห็นสภาพปัญหาของหมู่บ้านเราเยอะ  ก็เลยไปสมัครผู้ใหญ่บ้าน เราก็ได้รับความไว้วางใจให้มาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ตอนนั้นไม่มีคู่แข่งเลย การที่เรามาทบทวนชีวิตตัวเองว่าตั้งแต่เด็กมาเราก็รังแกสังคมไว้เยอะ พอชาวบ้านให้ความไว้วางใจเรา เราก็มีส�ำนึกว่าเราก่อร่างสร้างตัวที่นี่มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ เมื่อมีโอกาสแล้ว เราก็ควรจะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะท�ำให้ปัญหาในหมู่บ้านเราลดลงการเป็นผู้ใหญ่บ้านมันท�ำให้เราเห็นปัญหาว่าหมู่บ้านเรามันไม่น่าอยู่ในหลายเรื่อง เรื่องความอ่อนแอ แบ่งเป็นก๊กเหล่า ปัญหาความรุนแรง ความขัดแย้ง ปัญหายาเสพติด ปัญหาลักเล็กขโมยน้อยในหมู่บ้าน เป็นผู้ใหญ่บ้านรับแจ้งของหายทุกวัน  สับปะรดในไร่บ้าง มะม่วงบนต้นบ้าง คนต้องมาเฝ้าไร่เฝ้าสวนกันเอง เราก็พบว่าปัญหาทุกอย่างเราแก้คนเดียวไม่ได้  ปัญหามันเกิดจากคนในหมู่บ้านลักขโมยกันเอง มีพ่อค้ายาในหมู่บ้าน เด็กก็ติดยา ก็เลยคิดว่าเราจะต้องชักชวนคนในหมู่บ้านเรารวมพลังเพื่อผลักดันให้เรื่องไม่ดีเหล่านี้ออกไป
  • 85. 85ก็เริ่มมิติใหม่ด้วยการประชุมกันทุกเดือน  ผมก็บอกว่าผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน  ผมเป็นผู้น�ำ  ผมพร้อมท�ำงานยี่สิบสี่ชั่วโมง  ถ้ามันจะท�ำให้หมู่บ้านเราดีขึ้น แต่ถ้าจะขอความร่วมมือกับพวกเรา ขอเวลาเพียงเดือนละครั้ง  ท�ำได้ไหมกับการมานั่งประชุมกัน  ชาวบ้านเขาก็บอกว่าก็ดีเหมือนกันนะผู้ใหญ่  บ้านเรามันไม่เคยมีโอกาสมาเจอกันถามสารทุกข์สุกดิบกันบ้างก็ดี ก็เลยตกลงกันว่าให้ประชุมกันอาทิตย์แรกของเดือน ก็ต่อเนื่องมาตลอด การที่เราประชุมกันวันอาทิตย์ก็เป็นวันหยุดพอดี ก็มีโอกาสได้พูดคุยกันครบทุกคนจุดแข็งของหมู่บ้านเราคือเราประชุมกันทุกเดือนตั้งแต่ปี2539 ประชุมกันทุกเดือนไม่เคยขาดแม้แต่เดือนเดียว   เนื้อหาในการประชุมแต่ละเดือน  เราจะเน้นการคุยความจริงกันในหมู่บ้านเรา เรื่องจริงๆ ในหมู่บ้านเรา ปัญหาที่มีอยู่ ก็เกิดข้อตกลงขึ้นมาในการผลักดันเรื่องปัญหายาเสพติด  ปัญหาอิทธิพลต่างๆ  ออกไป  โดยการวางบ้านอยู่ติดกันให้สังเกตบ้านซ้ายขวา  เราเชื่อว่าบ้านซ้ายบ้านขวารู้พฤติกรรมกันดีที่สุด ให้ตรวจสอบสองเรื่อง คือลูกใครติดยาภายในบ้าน หรือบ้านไหนซื้อขายยาเสพติด เรื่องที่สามบ่อนการพนันว่ามันมีอยู่ตรงไหนบ้าง”
  • 86. 86ใช้ความจริงเข้าถึงปัญหา“ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านผมก็พอรู้ว่าเรื่องเหล่านี้มันมีอยู่ วัดใจคนบ้านติดกันว่าเขาจะบอกไหม ในเมื่อเราไปท้าทายอย่างนี้ ชาวบ้านเขาก็ท้าทายเหมือนกัน เขาก็คิดว่าเราอยากรู้ใช่ไหม เดี๋ยวเขาจะมาบอก แล้วดูซิว่าเราจะมีน�้ำหน้าจัดการกับพวกเหล่านี้ไหม  นั่นคือจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วม  เราก็จะได้ข้อมูลมาว่าใครติดยาหรือเป็นอย่างไร คนขายเป็นใคร บ่อนมีกี่ที่ พอเรามีข้อมูลที่ชาวบ้านมาบอกเราเป็นผู้น�ำก็อยู่เฉยไม่ได้แล้ว เรื่องพวกนี้มีต่อไปไม่ได้ขั้นแรกผมก็เอาข้อมูลมาสร้างข้อตกลงว่า  เด็กติดยาที่มีอยู่ผมมีวิธีการ โดยการจัดตั้งกลุ่มเยาวชนแล้วชวนเขามาร่วม ผมเองก็จะไปคุยกับพ่อแม่ของเด็กที่ติดยาเพื่อหาทางลดละเลิกในโอกาสต่อไปตอนนั้นตัวการปัญหาใหญ่ภายในหมู่บ้านคือบ่อนการพนันกับพ่อค้ายาบ้าสองราย เราก็ขอมติในที่ประชุมว่าถ้าชาวบ้านอยากให้หมู่บ้านเราดีขึ้น บ่อนการพนันกับการค้ายาของพ่อค้ายาสองรายต้องหมดไป ผมถามว่าใครเห็นด้วยให้ยกมือ ทุกคนยกมือ บ้านที่เปิดบ่อนก็เข้าประชุมอยู่ด้วย เห็นเขายกมือก็ยกบ้าง ผมก็บอกว่าถ้าทุกคนเห็นด้วยนี่คือข้อตกลงกันนะ  แล้วบ้านที่เคยเอาข้อมูลมาบอกผมจากนี้เป็นต้นไป ข้างบ้านท่านเคยค้ายา หรือเปิดบ่อน ท่านต้องดูแลว่ายังค้ายาหรือเปิดบ่อนอยู่ไหม  หลังจากมีข้อตกลงแล้ว  บ้านใครที่ยังไม่เลิกพฤติกรรมเหล่านี้ จะต้องถูกต�ำรวจจับแน่นอนเราบอกว่า  ถ้าใครโดนจับไม่ต้องสืบเลยว่าใครบอกต�ำรวจไปจับ เพราะผมจะเป็นคนพาต�ำรวจไปจับเอง แล้วถ้าผมพาไปจับก็
  • 87. 87อย่ามาโกรธกันนะ โกรธกันไม่ได้เพราะนี่คือข้อตกลง ทุกคนยอมรับในข้อตกลงแล้ว  เมื่อมีมติร่วมแล้ว  เราเป็นผู้น�ำก็เอามติร่วมนั้นไปสู่การท�ำงานจริงๆ  เราจะชี้ให้ชาวบ้านเห็นว่า  ถ้าแก้ปัญหาแล้วมันจะมีสิ่งดีๆ อะไรเกิดขึ้น และถ้ายังไม่แก้จะเป็นอย่างไร ทุกคนจะรับรู้ถึงผลกระทบทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นแต่ก็ยังไม่สามารถปราบปรามได้หมด  เพราะหลังจากหยุดไปนานบ่อนการพนันก็เปิดอยู่  ผมก็พาต�ำรวจไปจับ  ผมเข้าไปจับนี่ต�ำรวจชอบใจเพราะชาวบ้านไม่วิ่งหนี  เราก็เข้าไปจับแบบไม่ให้ต�ำรวจปรากฏตัว ผมเดินเข้าไปคนเดียว พวกเล่นการพนันเป็นวงๆเห็นผู้ใหญ่บ้านเดินไปคนเดียวก็ไม่มีใครวิ่งหนี  เขาก็ยกมือขอโทษผู้ใหญ่ครับ ผมเล่นกันแก้เครียด พี่ๆ  น้องๆ เราก็บอกว่าไม่เป็นไร พวกเอ็งนั่งเฉยๆ ไม่ต้องลุกขึ้น เราก็กวักมือเรียกต�ำรวจก็จับได้ทั้งวง”ความเข้มแข็งที่แท้จริงเกิดจากตัวคนและชุมชน“เหล่านี้ที่เล่าให้ฟังมันมีคุณค่าตรงที่  เมื่อก่อนชาวบ้านจะมองปัญหาเป็นเรื่องของทางการไปหมด จริงๆ ชาวบ้านเขาก็ไม่ชอบหรอก บ้านค้ายา บ้านเปิดบ่อน แต่เขาก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องของเขา ถ้าบอกผู้น�ำแล้วผู้น�ำก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของเรา  ถามเป็นเรื่องของใครก็เป็นเรื่องของทางราชการ ผมเข้าจับบ่อนสามสี่ครั้ง จนตอนนี้หมู่บ้านผมไม่มีบ่อนการพนันเลยเรื่องแนวคิดต่างๆ  เหล่านี้  บอกตรงๆ  มันเกิดจากตอนที่ผมเข้าป่าในยุคพลังนักศึกษา  แล้วผมก็ได้ไปเรียนรู้การเมืองภาคประชาชน เรียนรู้ระบอบสังคมนิยมมาก่อน เราเชื่อว่าพลังประชาชนมันเป็นทางออกในการแก้ปัญหาได้  เราเชื่อว่าถ้าคนคุยกันในระดับ
  • 88. 88หมู่บ้าน เอาความจริงมาคุยกัน  ปัญหาทุกเรื่องแก้ได้ ปัญหาที่เกิดจากในหมู่บ้าน  ถ้าเราเอาความจริงมาคุยกัน  ผู้น�ำเป็นแกนน�ำน�ำความจริงมาคุยกันให้เกิดประเด็นร่วม  ถ้าความเห็นมันร่วมกันได้แล้ว  ความร่วมมือมันจะเกิดขึ้นได้เองจริงๆ  ผมไม่เชื่อว่าอ�ำนาจรัฐจะจัดการปัญหาได้ทุกอย่างมันจึงเป็นสาเหตุในการที่เราจะรวมพลังกันแก้ปัญหากันเองภายในชุมชน  ก็พบว่าสิบกว่าปีเราแก้ปัญหาได้มากมายกว่าที่คิด  เพราะเราสร้างกติการ่วมกันมา  และกติการ่วมสามารถน�ำเราไปสู่การแก้ปัญหาชุมชนได้  พวกนี้คือประชาธิปไตยทางตรงที่เราไม่ต้องแก้กฎหมายอะไร มันคือการที่เราทุกคนมีความเห็นร่วมกัน มีข้อตกลงกันมันศักดิ์สิทธิ์โดยไม่มีใครบังคับ เพราะชาวบ้านเขามีส่วนร่วม”ประชาธิปไตยทางตรงที่เข้าถึงได้“เราเป็นนักประชาธิปไตย  เราก็พยายามหาวิธีการที่ดีที่สุดในการให้คนในชุมชนเป็นส่วนร่วม  เพราะเราไม่เชื่อว่าผู้น�ำของทางการจะเก่งและเข้าใจไปกว่าคนในชุมชนที่อยู่กับปัญหาจริงๆ วิธีการของผมนี่เหมือนป่าล้อมเมือง  คือเราอาจจะไม่สามารถไปเปลี่ยนความคิดของคนในสภาของชาติได้  แต่ถ้าเราสามารถท�ำหมู่บ้านโมเดลเล็กๆ แล้วท�ำกันเยอะๆ กระจายออกไป นี่จะเป็นการเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตยทางตรง ที่สุดแล้วเขาจะสามารถเลือกผู้น�ำดีๆให้กับชุมชนและประเทศได้ มันคงเป็นระยะทางยาวไกล แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของชุมชน”มีสติรู้ในการท�ำงาน สร้างพลังใจให้เข้มแข็ง
  • 89. 89เราต้องทบทวนว่าค�ำนินทาว่าร้ายนั้นจริงไหม  ถ้าจริงเราก็ปรับปรุงตัวเอง  แล้วเราก็ต้องยอมรับ  แต่ถ้าเรื่องไหนเป็นการนินทาว่าร้ายที่มันไม่จริง แผ่เมตตาให้เขาไป ถือว่าเขาไม่รู้ เพราะไม่มีใครจะรู้ใจเราเองเท่าตัวเราเอง
  • 90. 90จิระนันท์ พิตรปรีชา“เป็นก้อนหินกลางกระแสน�้ำ” หลายคนรู้จักผู้หญิงคนนี้  จากเรื่องราวและการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองในอดีต  ความเป็นผู้หญิงไม่ได้บั่นทอนความมุ่งมั่นหรือเป็นอุปสรรคกับความเชื่อในชีวิตของเธอแม้แต่น้อยปัจจุบันจิระนันท์  พิตรปรีชา  ก็ยังคงใช้ความมุ่งมั่นที่มีในใจนั้นท�ำประโยชน์ให้สังคมอยู่   โดยน�ำบทเรียนต่างๆ  จากเรื่องราวในอดีต  มาปรับใช้ให้เหมาะกับปัจจุบัน
  • 91. 91 ถ้าถามถึงค�ำว่าอุดมการณ์  จะมีใครขยายความได้ดีกว่าเธอคนนี้ “ค�ำว่าอุดมการณ์มักจะถูกจ�ำกัดแค่เรื่องของการเมือง  เช่น จะต้องเป็นประชาธิปไตยหรือเป็นเผด็จการหรือสังคมนิยม  แต่จริงๆอุดมการณ์นี่มันแยกย่อยออกเป็นเรื่องของสังคม  เรื่องของวิธีคิดเรื่องของวิถีชีวิตยังได้เลย ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม ก็คือหลักในการด�ำเนินชีวิตและการด�ำรงอยู่ของสังคม ณ ปัจจุบันนั่นเอง “เพราะฉะนั้นในเมื่อตีความอย่างนี้  เราก็สามารถมีอุดมการณ์ได้โดยเราไม่ต้องไปเล่นการเมือง  ไปสมัคร  ส.ส.  หรือก�ำหนดนโยบายอะไร  อย่างในระดับปัจเจกบุคคลนี่นะ  ถ้าเรามีอุดมการณ์  หรือจะเรียกว่าอุดมคติก็ได้ ย่อยๆ  มาหน่อย เช่น เราจะไม่เอาเปรียบใคร แค่นี้ก็เป็นหลักการในการด�ำรงชีวิตแล้ว  โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถจะออกมาต่อสู้ฟาดฟันอะไรได้  เพราะว่าต้องท�ำธุรกิจต้องใช้ชีวิตในออฟฟิศนี่นะ  เราแค่มีหลักการว่าเราจะไม่เอาเปรียบคดโกงนี่มันก็ใช่แล้วไง พอคิดอย่างนี้ปุ๊บ ทุกคนสามารถเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องรอให้สังคมดีแบบค�ำขวัญท้ายรถบรรทุก”“สมัยวัยรุ่น  ส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือและได้แรงบันดาล-ใจจากบุคคลหรือว่านิยายที่อ่าน   เช่น  นิยายของศรีบูรพาก็พูดถึงอุดมการณ์ของคนหนุ่มสาว  ส่วนที่เป็นตัวบุคคลนี่จะมีหลายประเภทเช่น  คนที่มีความสุขกับชีวิตและการงาน  ไม่ว่าเขาจะท�ำอะไรดูมันช่างสร้างสรรค์และมีความสุขด้วยตัวเองไปหมด โอ๊ย หลายคน พูดไป และถ้าจะถามว่า ในอดีตใครคือแรงบันดาลใจส�ำคัญในการด�ำเนินชีวิต คุณจิระนันท์บอกว่ามีหลายคน
  • 92. 92เดี๋ยวไม่ยุติธรรม  ในทางความแกร่งกล้าโดยไม่ต้องลุกขึ้นมากระทืบใคร อองซานซูจีก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะถ้าไม่กล้าและทรหดจริงเธอก็ไม่อยู่มาได้แบบนั้นหรอก” บทบาทของผู้หญิงในยุคต่อสู้ทางการเมืองเป็นบทบาทที่คุณจิระนันท์บอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนส�ำคัญของบทบาทผู้หญิงกับบ้านเมือง“ถ้าจะพูดถึงบทบาทของผู้หญิง  เหตุการณ์ช่วง 14 ตุลา เป็นจุดเปลี่ยนของผู้หญิงไทยก็ว่าได้   ที่จะกล้าออกมาแสดงทัศนะ หรือว่าพลังทางสังคมและการเมือง  ก่อนหน้านั้นก็อาจมีบ้างแต่ก็ไม่เคยปรากฏแบบเป็นกลุ่มเป็นก้อนขนาดนั้น  พอวันนี้ผ่านไปสามสิบกว่าปีแล้ว  ผู้หญิงไทยพัฒนาขึ้นมากในแง่การศึกษาเสรีภาพ  ทางเลือกของชีวิต  อะไรต่างๆ  ถ้าจะวัดกันด้วยสถานภาพ  ก็ก้าวมาไกลพอสมควร แต่ก็ยังมีจุดที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์กันเยอะนะ อย่างเช่น คุณได้เสรีภาพแล้วคุณใช้เสรีภาพไปท�ำอะไร  ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะตกเป็นเหยื่อของโฆษณาเยอะมาก  พอชีวิตค่อนข้างสบายก็จะไม่สนใจอะไรเลยในโลกนี้ ก็จะดูแลแต่ความงาม”
  • 93. 93 แต่ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย  การจะท�ำตามความเชื่อและกล้าเปลี่ยนชีวิตตัวเอง   สิ่งส�ำคัญคือต้องใช้ใจ“คนเราจะเปลี่ยนชีวิต  อุทิศตัวเองเพื่ออะไรสักอย่างที่เราเรียกว่าอุดมการณ์  มันก็ต้องใช้ใจพอสมควร  ก็คิดว่าตัดสินใจยากเหมือนกันตอนที่เข้าป่า  แต่อีกด้านหนึ่งพูดอย่างไม่ฮีโร่เลยก็คือ  มันไม่มีทางเลือก ถ้าเราอยากจะสู้ต่อ อยากจะท�ำอะไรให้สังคมดีขึ้น มันไม่เหลือทางเลือก  ตั้งแต่ 6 ตุลาแล้วนี่ แต่ทันทีที่เราไปอยู่ในสถานะอีกแบบหนึ่ง  ไม่ว่าจะกล้าหรือไม่กล้ามันก็ต้องปรับตัว  ต้องเรียนรู้ แล้วก็ท�ำตัวเองให้มีคุณค่าและมีประโยชน์ที่สุด” สิ่งส�ำคัญที่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตในป่า  คือความอดทนที่เป็นจุดเปลี่ยนส�ำคัญ“บางคนที่เสียดายเวลาในชีวิตนะ  เรียนก็ไม่จบเข้าไปแบกปืนและแบกฟืน ทั้งท�ำนาด้วยและสู้รบด้วย บางคนคิดว่าเสียโอกาสในชีวิต ก็เลยกลับมาตะเกียกตะกายจะเป็นรัฐมนตรีเป็นอะไรกันใหญ่ไง แต่เราไม่ได้คิดอย่างนั้น โอ้โห มันเป็นมหาวิทยาลัยชีวิตนะ ท�ำให้เราได้เรียนรู้  ท�ำให้เราทรหดแข็งแกร่ง ท�ำให้เราใช้บทเรียนซึ่งล้มเหลวและส�ำเร็จกับชีวิตในช่วงถัดมาได้ พูดง่ายๆ  คือไม่หวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ  แล้ว คิดว่าเข้มแข็งและหนักแน่นขึ้น เหมือนคนที่ผ่านการฝึกรด. มา แต่เป็นการฝึกที่ยาวนาน”
  • 94. 94 จัดการกับความทุกข์ในชีวิตอย่างไรถ้ามันผ่านเข้ามา“ถ้ามันมีความทุกข์ในชีวิตเราก็คิดว่าล้มได้   เราไม่ใช่ฮีโร่ตลอดกาล แต่อย่าล้มนาน ล้มแล้วต้องคิดถึงการลุกขึ้นอย่างสง่างามเพราะว่าชีวิตส่วนที่เหลือยังมีอีกเยอะ เราจะท�ำให้มันเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเรา ณ จุดนั้น แต่บางคนล้มแล้วไม่ยอมลุกไง” ในฐานะที่ผ่านชีวิตที่หนักๆ  มาแล้ว จิระนันท์จะจัดการสังคมที่มีการผันผวนด้วยการท�ำตัวเองให้เป็นก้อนหินกลางกระแสน�้ำ “พยายามท�ำตัวให้เป็นก้อนหินกลางกระแส   ดีกว่าเป็นเศษไม้ใบหญ้าที่ลอยไป  เช่น  ในสังคมทุกวันนี้จะสับสนเรื่องข้อมูลข่าวสาร เราก็ท�ำตัวให้เป็นก้อนหิน หนักแน่น พิจารณาหรือไม่ก็ปิดรับมันไปเลย แต่พวกที่ลอยไปตามกระแสอันบ้าคลั่งจะสะดุ้งสะเทือนหวั่นไหว บ้าจี้ เต้นตามไปหมดเพราะมันไม่นิ่ง ยกตัวอย่างเรื่องความนิ่ง  คุณดูนักกีฬาก่อนที่เขาจะได้แชมป์  ไม่ว่าเกมอะไรก็ตามจะเป็นนาทีที่นิ่งที่สุดมันถึงจะได้ ส่วนคนที่มัวแต่คิดว่าจะได้หรือเปล่า กองเชียร์มาหรือยัง มัวแต่ลุ้นเนี่ย ไม่มีทางไม่ส�ำเร็จ เพราะงั้นมันอยู่ตรงนาทีนั้นเองว่าเราจะเลือกท�ำอย่างไร“
  • 95. 95 สุดท้ายที่ส�ำคัญส�ำหรับชีวิตคนเราคือความสุข คุณจิระนันท์มีเคล็ดลับความสุขที่ท�ำให้ใจยังสาวอยู่เสมอ“พลังไฟในตัวคุณมันอยู่ในใจ  คุณจะกระพือให้มันลุกโชนหรือว่าจะดับมัน  วิธีท�ำให้มันลุกโชนโชติช่วงมีพลังไฟในตัวอยู่เสมอก็คือ  เปิดกะโหลกเรียนรู้  แล้วก็พยายามท�ำทุกวันของชีวิตให้มันก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ก้าวแบบต�ำแหน่งฐานะอะไรนะ ก็คือเราไม่หยุดนิ่งเราไม่แช่ขังเป็นน�้ำอุทกภัย  เราเป็นน�้ำที่ไหลไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย เราก็จะคึกคักตลอดเวลา วิธีท�ำให้มันดับมอดก็คือ คิดว่าข้ารู้แล้ว ข้าเก่งแล้ว มันจะแย่ลง การคิดว่าคนสมัยนี้มันแย่มาก หรือว่าเพื่อนก็ไม่ดี ลูกก็ไม่ดี กูดีคนเดียว อันนั้นน่ะแช่ขัง แช่ขังด้วยแช่แข็งด้วย เป็นมัมมี่โนรีเทิร์น คือเข้าใจนะว่ามันเป็นธรรมชาติวิสัยของคนแต่ละคน  บางคนขี้กังวลขี้กลุ้มจะไปห้ามเขาได้เหรอ มีแต่ความสงสัยหรือว่าจะไปไหนทีต้องคิดถึงแต่ในแง่ลบไว้ก่อน รถจะติดไหม  จะไปถึงกี่โมง อะไรทุกอย่าง คนชอบกังวลและเสพติดความทุกข์นี่นะมันจะหมดพลัง เพราะว่าการกัดกร่อนตัวเองด้วยสิ่งเหล่านี้” เห็นเมืองไทยมานาน   มองเมืองไทยแล้วอยากให้เมืองไทยเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง“อยากจะให้คนไทยไม่ว่าจะในระดับปัจเจกหรือว่าชุมชนเล็กๆ  มองให้เห็นความดีงามและศักยภาพในตัวเอง  ก่อนที่จะไปมองความเลวร้าย แล้วงัดมันออกมาใช้ ฝีมือไทยนี่นะ ได้รับการยอมรับอย่างยิ่งในระดับโลก จิตใจน�้ำใจมันไม่ใช่การสร้างภาพ  มันมาจริงๆฉันเคยไปหลงทางอยู่ข้างถนนในต่างประเทศไม่มีใครช่วยสักคน คุยกับใครไม่มีใครคุยด้วยเลย แต่ในประเทศไทยนี่นะ ต้องมีคนเข้ามา
  • 96. 96ช่วยคุณทันทีที่คุณหกล้มหรือว่าอะไร  อาจารย์ฝรั่งแกนั่งวีลแชร์มาแกก็ว่าถ้าไปประเทศอื่นไม่รู้ว่าแกจะไหวหรือเปล่า  แต่ประเทศไทยนี่นะภรรยาแกเป็นคนเข็นขึ้นบันได จะต้องมีใครก็ไม่รู้วิ่งเข้ามาทันทีที่จะต้องยก ยกให้แล้วก็เดินไปเลย ไทยแลนด์ เพราะฉะนั้นถ้าเรามองเห็นสิ่งที่ดีงามเหล่านี้แล้วงัดมันออกมาใช้  ไอ้พฤติกรรมเลวร้ายทั้งหลายของพวกเราก็จะลดลง ไอ้เรื่อง บ่น ด่า เรียกร้อง กล่าวโทษ   ซึ่งมันเป็นกันมากในยุคที่เรามีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องรับผิดชอบ  แล้วพลังส่วนที่สามารถเอาไปต่อยอดท�ำอะไรได้เยอะแยะมันจะโผล่ออกมาสารพัดรูปแบบ  ซึ่งเราจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้ก็เพราะพลังเหล่านี้”
  • 97. 97ในสังคมทุกวันนี้  มันจะสับสนเรื่องข้อมูลข่าวสาร เราก็ท�ำตัวให้เป็นก้อนหิน หนักแน่นพิจารณาหรือไม่ก็ปิดรับมันไปเลย แต่พวกที่ลอยไปตามกระแสอันบ้าคลั่ง จะสะดุ้ง สะเทือนหวั่นไหว บ้าจี้ เต้นตามไปหมดเพราะมันไม่นิ่ง
  • 98. 98ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์“ความสุขของเราไม่ใช่ว่าเรามีความสุขแล้วเราเห็นแก่ความสุขของเราคนเดียว  เราสามารถแบ่งปันความสุขให้คนอื่นๆ  ให้คนที่รอบข้างและคนที่ไกลกว่ามีความสุขด้วย เพราะสุขมันอยู่ที่ใจเรารับรู้”มนุษย์ทุกคนล้วนมองหาความสุข และท�ำทุกอย่างเพื่อจะได้มาซึ่งความสุข จนบางครั้งลืมเตรียมใจคิดถึงความทุกข์ เมื่อเรามีทุกข์ความสุขก็จะหายไปสิ่งที่สามารถเรียกความสุขกลับมาได้อีกครั้งคือสติและปัญญาอาจารย์ปาริชาต สถาปิตานนท์คือคนที่เคยผ่านทุกข์หนักจากการสูญเสียมาแล้ว  แต่ในวันนี้สร้างภูมิคุ้มกันความทุกข์
  • 99. 99เธอกลับเป็นคนที่มีความสุขอยู่ในทุกวันของชีวิต  ผ่านมุมมองการสร้างความสุขที่น่าสนใจ ที่ใครๆ  ก็สามารถท�ำได้ค�ำแนะน�ำอย่างแรกส�ำหรับการลดทอนความทุกข์ในใจต้องเริ่มจากตัวเอง“เราต้องถามตัวเองว่าในแต่ละวันเราใช้ชีวิตยังไง  ในแต่ละวันเราตื่นเราก็ต้องดูแลตัวเอง  เราต้องกินอาหาร  เราต้องมีกิจกรรมประจ�ำวันจนกระทั่งถึงเรานอน ค�ำถามคือ เรานอนหลับหรือเปล่า ถ้าเรานอนหลับ การนอนหลับมันเหมือนกับเป็นการที่บอกว่า ถ้าวันนี้เราหลับได้ก็แสดงว่าเราตัดได้ ตัวนี้ก็จะใช้บทเรียนในชีวิตประจ�ำวัน  ถ้าเรานอนหลับได้เราก็ต้องตัดได้ ก่อนนอนหลับเราก็ต้องสวดมนต์แล้วก็ตั้งจิตอธิษฐานว่าพรุ่งนี้จะต้องดีกว่า วันนี้จะต้องจบไป พรุ่งนี้จะต้องดีกว่าวันนี้ จะใช้ลักษณะแบบนี้ แล้ววันรุ่งขึ้นที่ตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่เราท�ำปุ๊บคือส่องกระจก แปรงฟัน ก็ต้องท่องคาถาง่ายๆ  กับตัวเองว่า วันนี้จะต้องดีกว่าเมื่อวาน อันนี้เป็นเคล็ดง่ายๆ  ที่ตัวเองใช้ เป็นการเติมก�ำลังใจให้ตัวเอง”นอกจากมองที่ตัวเองแล้ว  เราจ�ำเป็นต้องเข้าใจถึงหลักของความทุกข์ และใช้ชีวิตอยู่กับความจริง“เป็นเรื่องบังเอิญ  โชคดีที่ได้เรียนในหลักการของจิตวิทยาการสื่อสารค่ะ เขาบอกว่าครึ่งหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราเป็นความเชื่อ  อีกครึ่งหนึ่งคือฐานที่เรียกว่าความจริง  เพราะงั้นถ้าเราเชื่อว่ามันใช่  แล้วเราพยายามที่จะออกแรง  มันจะมีแรงมากกว่าที่เราไม่เชื่ออะไรเลย  หรือเราหมดหวังเพราะถ้าเราหมดหวังเราก็จะเจอแต่สิ่งที่
  • 100. 100หมดหวังนั่นแหละโถมทับเข้ามา เพราะฉะนั้นเราต้องเชื่อว่าชีวิตยังมีหวัง เราต้องเชื่อว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่า เราต้องเชื่อว่าสิ่งที่มันเป็นสิ่งร้ายในวันวานมันจบไป มันจะต้องมีสิ่งที่ดีขึ้น” ความเชื่อที่ว่าความทุกข์จริงๆ  มันก็เป็นแรงผลักดัน“ความทุกข์มันเหมือนกับอะไรที่มันเป็นสิ่งท้าทายเรา  ถ้าเราไม่เจอทุกข์เราก็คงไม่เจอสุข หรือไม่ถ้าเราเจอแต่ความสุขเราก็คงไม่รู้หรอกว่าคนอื่นที่ทุกข์เป็นยังไง  หรือสิ่งที่เรียกว่าสุขน้อยสุขมากมันเป็นยังไง  แต่เพราะเราเจอทุกข์เราถึงได้สามารถวิเคราะห์ตั้งค�ำถามกับตนเอง เราถึงได้สามารถเปรียบเทียบได้ว่าอะไรคือสุข อะไรคือสุขกว่าหรืออะไรคือสุขที่แท้จริง ซึ่งพวกนี้มันก็จะผ่านไปตามขั้นตอนของชีวิต เช่นบางคนเกิดมาปุ๊บเป็นเด็ก แค่วันเกิดเป่าเค้กเขาก็บอกว่ามีความสุข บางคนบอกว่าโอ๊ยเป่าเค้กหรือ น่ากลัวจัง เพราะอายุเพิ่มขึ้นอีกปีแล้ว  ไม่อยากเห็นไม่อยากรับรู้เลย  อยากให้หน้าตาอยากให้สังขารอยากให้สภาพร่างกายคงอยู่เหมือนกับวันนี้ บางคนมองว่าเป็นความวิตกกังวลว่าจะแก่ลงอีก ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ แล้วมันอยู่ที่ว่าเรามองเรื่องนั้นยังไง แล้วเราเติมเต็มเรื่องราวเหล่านั้นยังไง ให้กลับมาในการที่จะให้ก�ำลังใจตัวเอง” เมื่อคิดบวกแล้ว อย่าลืมค�ำว่าคิดลบ เพราะมันมีประโยชน์เช่นกัน “คิดบวกเป็นศัพท์ใหม่ซึ่งดิฉันก็เพิ่งได้ยินเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา ตัวเองก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนคิดบวก แต่ก็รู้ว่าคิดยังไงก็ได้ที่จะท�ำให้เราดีขึ้น  หรือจะให้ก�ำลังใจคนอื่นอย่างไรให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างดีขึ้น อย่างมั่นคงขึ้น คิดแค่นั้น ส�ำหรับคิดบวกหรือ
  • 101. 101positive thinking ส่วนหนึ่งคงจะเป็นการใช้เครื่องหมายบวก เมื่อใช้เครื่องหมายบวกได้ เครื่องหมายตรงข้ามก็คือเครื่องหมายลบ แต่เรายังไม่มีค�ำว่าคิดทวีคูณ   แต่ว่าดิฉันมองว่า  อย่าไปมองว่าการคิดลบมันตรงข้ามกับคิดบวก เพราะมันอาจเป็นอะไรที่มีประโยชน์ เพราะว่าเรื่องความจ�ำที่ร้ายๆ ที่มันท�ำร้ายจิตใจเรา บางครั้งเราก็ต้องคิดที่จะลบสิ่งเหล่านั้นให้ออกไปจากความจ�ำ แต่ถ้าเกิดเรายังคิดเรื่องที่มันร้ายๆ  อยู่แล้วเราไม่พยายามลบ ใครเจ๊งคะ เราเจ๊งเพราะว่าเราก็จะตกอยู่ในห้วงภวังค์ของความทุกข์ ตกอยู่ในห้วงภวังค์ของความเศร้าก็ต้องลบเหมือนกับที่เราใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์  ไฟล์มันยังมีวันเต็ม  แล้วคิดว่าใจเราจะไม่มีวันเต็มบ้างหรือ  ในเรื่องของใจที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เราก็ต้องมีระบบในการช�ำระล้างมันไป” เราสามารถลบเรื่องร้ายๆ  ที่บั่นทอนจิตใจได้ด้วยการสะสมความสุขและความดีเป็นทุน“เรื่องร้ายบางทีเป็นเรื่องที่มันใกล้ตัวเรามาก  บางทีมันใกล้คนที่เราผูกพันมาก บางครั้งโอกาสที่จะลืมก็ยาก เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าท�ำยังไงก็คงจะเหมือนกับที่เขาบอก เอาน�้ำดีมาไล่น�้ำเสีย เพราะงั้นก็ต้องพยายามที่จะมองชีวิตอีกมุม เก็บเรื่องราวที่ดีๆ  ท�ำกิจกรรมที่ดีๆ  ใหม่ ให้ตรงนั้นมันเพิ่มพูน  แล้วท้ายที่สุดสิ่งที่มันลบๆ  ก็จะหายไป หลายเรื่องอาจลบได้ง่ายเหมือนกับไฟล์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่หลายเรื่องอาจลบไม่ได้ง่าย งั้นพอมันลบไม่ได้ง่ายเราก็ต้องใช้วิธีการสะสมเรื่องดีๆ  เพิ่มขึ้น แม้เราไม่สามารถเปลี่ยนได้ทันท่วงที ใช้วิธีการที่ท�ำให้น�้ำเสียเจือจางไป เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องดีๆ ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
  • 102. 102 ธรรมชาติก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถบ�ำบัดเราได้ “ธรรมชาติและเรื่องราวจากธรรมชาติมันช่วยเราได้  เพียงแต่เราตั้งค�ำถามหรือเปล่า  แล้วก็หูเราเปิดใจฟังเรื่องราวที่คนอื่นเขาเล่าไหม  เอาตัวอย่างง่ายๆ  ค่ะ  ช่วงเวลาที่คิดว่าสวยที่สุดในแต่ละวันคือตอนไหน คือตอนเช้าอาบน�้ำเสร็จ เพราะอะไรคะ เพราะเรารู้สึกถึงการเปลี่ยน จากงัวเงีย แล้วเจอน�้ำ ท�ำให้เรารู้สึกถึงสิ่งใหม่ที่กระปรี้กระเปร่า  ถ้าเราไม่อาบน�้ำเราก็อาจมีความรู้สึกอีกแบบหนึ่งอันนี้คือจุดต่างระหว่างความสวยงามกับความทุกข์ ดังนั้นถ้าเกิดตัวเองไปต่างจังหวัดก็จะพยายามตื่นเช้าๆ  มาดูพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อเติมก�ำลังใจให้ชีวิต เพราะว่าจุดที่สวยมากๆ คือฟ้ามันเปลี่ยนสี ความมืดที่มันดูน่ากลัว เมื่อมันสว่างขึ้นแล้วมันดูสดใส หรือถ้าไม่ชอบตื่นเช้ารอช่วงเย็นสิคะ ช่วงเย็นที่พระอาทิตย์ก�ำลังจะตก เราก็จะเห็นว่าฟ้าเปลี่ยนสี แล้วพอมืด เราก็จะรู้สึกว่ามันมีความสดใสอีกแบบหนึ่ง  มัน
  • 103. 103ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าน่ากลัวเดี๋ยวสว่างก็มา หรือแม้กระทั่งฝนตก คุณอยู่ที่ต่างกันคุณก็จะรู้สึกต่างกัน ถ้าฝนตกแล้วคุณอยู่ในเมืองแล้วคุณไม่มีร่ม คุณก็ต้องรอรถ แล้วคุณจะต้องเดินทางไปไหน ใครทุกข์ เราทุกข์สุดๆ  เลย แต่ถ้าฝนตกในที่ที่เราก�ำลังพัก เราก�ำลังชื่นชมธรรมชาติ  การที่ได้ยินเสียงของน�้ำฝนที่ไหลกระทบกับใบไม้ หรือการที่ได้ออกไปเดินกับธรรมชาติตอนหลังฝนตกแล้วได้กลิ่นไอดินขึ้นมานั่นคืออะไร นั่นคือความสุข ทั้งที่ก็ธรรมชาติเหมือนกัน ฝนเหมือนกันแล้วก็ตัวเราเหมือนกัน สภาวะแวดล้อมและใจเราหรือเปล่า ที่ท�ำให้ปรุงแต่งแล้วมองข้ามกันไป” เมื่อมีรักก็ต้องมีทุกข์  เราสามารถแก้ปมทุกข์จากความรักได้ด้วยความรักจากคนรอบตัว“ใครล่ะที่รักเราตั้งแต่เริ่มต้น  ณ  ชีวิตของเราที่เกิดมา คุณ-พ่อคุณแม่ไม่ใช่หรือ ใครล่ะที่หวังในอนาคตของเรา แล้วเราจะหยุดเขา  หยุดตัวเราเพียงเพื่อแค่คนข้างหน้าที่เขาตัดสินใจที่จะเลือกอีกทางหนึ่งหรอ ท�ำไมเราไม่มั่นใจในตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง แล้วก้าวเดินออกไปให้รู้ว่าฉันดีกว่าที่คุณคิด ให้เขารู้ว่าพ่อแม่ฉันภูมิใจฉันยิ่งกว่า  ในขณะที่คุณอาจไม่ได้มีค่าก็ได้” ความรักท�ำให้คนมีความสุขแต่มันก็ท�ำให้เราทุกข์“พอมีความสุขแล้วคุณก็อยากได้ดั่งใจ  แต่คุณลืมคิดไปว่าคนที่เรารักเขาก็มีความรัก อยากได้ความสุข อยากได้ดั่งใจเหมือนกันแต่เราไม่สามารถหาจุดกึ่งกลางหาจุดสมดุลได้  นั่นคือท�ำให้ชีวิตเรามีปัญหา  แต่ถ้าเราหันหน้าเข้าหากัน   หาจุดกึ่งกลางสมดุลได้  หรือเราเข้าใจกันว่าเรามีสิ่งที่ไม่เหมือนกันได้  และเราอาจตัดสินใจว่าเราอาจ
  • 104. 104ไม่ต้องเดินทางสายเดียวกัน แต่เราก็ยังคบกัน  เป็นเพื่อนกันได้ ยังอยู่บนโลกใบนี้ได้  อยู่ในสังคมนี้ได้” ความเก่งและความดีมันอยู่ที่คนอื่นตัดสิน  เราควรมองที่จิตใจเรา  ว่าปัจจุบันเรามีความสุขไหม“ท้ายที่สุดมันกลับมาที่ตัวเรา กลับมาที่ใจเรา ว่าเราต้องการอะไรแน่ในชีวิต ส�ำหรับดิฉัน ดิฉันค่อนข้างชัดเจน ว่าสิ่งที่ส�ำคัญคือความสุข บนพื้นฐานของการที่เรียกว่าไม่ว่าเราจะเป็นคนเก่งหรือเราจะเป็นคนดี แต่ขอให้เรามีความสุข แล้วความสุขของเรามันไม่ได้ไปก้าวข้ามหรือไปละเมิดความสุขของคนอื่น แล้วความสุขของเราไม่ใช่ว่าเรามีความสุขแล้วเราเห็นแก่ความสุขของเราคนเดียว เราสามารถแบ่งปันความสุขให้คนอื่นๆ  ให้คนที่รอบข้างและคนที่อยู่ไกลมีความสุขด้วย   เพราะสุขมันอยู่ที่ใจเรารับรู้  แต่เก่งมันอยู่ที่คนอื่นประเมินเรา และทั้งเกณฑ์และกติกาที่เราไปตั้งเอาไว้ ดีก็เหมือนกัน  คนอื่นและตัวเราเป็นคนไปตั้งเอาไว้ว่าดีหรือยัง ดีกว่าแล้วหรือยัง ทั้งสองอย่างมันเป็นสิ่งที่ ด้านหนึ่งก็เป็นความทะเยอทะยาน ด้านหนึ่งก็เป็นความท้าทาย  หันมาสู่ตัว  หันมาสู่จิตเรา  ให้เราสามารถท�ำทุกย่างก้าวไปแล้วเรามีความสุข  บนพื้นฐานของการที่เรียกว่าไม่ไปก้าวก่ายเบียดเบียนความสุขของคนอื่น  ในขณะเดียวกันเผื่อแผ่ความสุขของเราให้คนอื่นด้วยแค่นี้โลกก็มีความสุขแล้วค่ะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม”
  • 105. 105สิ่งที่ส�ำคัญคือความสุข  บนพื้นฐานของการที่เรียกว่าไม่ว่าเราจะเป็นคนเก่งหรือเราจะเป็นคนดี แต่ขอให้เรามีความสุข แล้วความสุขของเรามันไม่ได้ไปก้าวข้ามหรือไปละเมิดความสุขของคนอื่น  แล้วความสุขของเราไม่ใช่ว่าเรามีความสุขแล้วเราเห็นแก่ความสุขของเราคนเดียว เราสามารถแบ่งปันความสุขให้คนอื่นๆ
  • 106. 106ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยาวิทยาศาสตร์แห่งความสุขของโลก“ที่ผ่านมาเราได้สร้างยานอวกาศเดินทางไปไกลหลายล้านไมล์ ไปลงบนดาวอังคารได้ส�ำเร็จ ถามว่าผมภูมิใจไหม ไม่ภูมิใจเลย เพราะมนุษย์เรายังไม่สามารถเดินทางเข้าไปในจิตใจตัวเองได้เลยสักมิลลิเมตร”หลายคนรู้จัก ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา  ในฐานะอดีตนักวิทยาศาสตร์ประจ�ำองค์การนาซ่า  ผู้เคยคิดค้นระบบลงจอดบนดาวอังคาร ความสามารถทางด้านวิศวกรรมซึ่งสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเหล่านี้ นอกจากจะมาจากความรู้จากการศึกษาด้านวิศวกรรมที่มหา-วิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษแล้ว สิ่งส�ำคัญเหนือสิ่งอื่นใดที่อาจารย์ได้เรียนรู้มาตั้งแต่อายุ  15 ปี คือการท�ำสมาธิ การรู้จักตัวเองและความคิดทางบวกที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนดี ซึ่งเป็นสิ่งส�ำคัญมากกว่าความเก่ง
  • 107. 107สมาธิคือความเปลี่ยนแปลงครั้งส�ำคัญในชีวิต“ผมโตมาในบรรยากาศของการต่อสู้และการรบ  มันท�ำให้ตัวเองก้าวร้าว  อยากจะสู้อยากจะรบกับคนอื่นเขาด้วย  แต่ว่าเผอิญคุณพ่อผมช่วยมากทีเดียว คุณพ่อเป็นตัวอย่างมาโดยตลอด คุณพ่ออยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ  มีการทิ้งระเบิดคุณพ่อก็ไปท�ำงาน  ไม่หนีงาน  ตอนนั้นคุณพ่อไม่มีรถยนต์ขับก็ขี่จักรยานไปท�ำงานทุกวันเพราะฉะนั้นก็อยู่อย่างเรียบง่ายและประหยัด  ตอนเด็กๆ  คุณพ่อจะเล่านิทานให้เราฟังตลอดเวลา เป็นนิทานธรรมะ สอนเรื่องคุณธรรมปลูกฝังสิ่งดีงามให้ตั้งแต่เด็กๆ ตอนเก้าขวบครอบครัวก็ย้ายไปปารีสเพราะคุณพ่อถูกย้ายให้ไปช่วยงานที่องค์การสหประชาชาติ  ในส่วนของยูเนสโก ครอบครัวก็ต้องย้ายไปกันทั้งหมด ต้องอยู่ต้องเรียนกับเด็กๆ ฝรั่งเขาก็ชอบแกล้งเราเพราะเราเป็นเด็กต่างชาติ เราก็สู้ ก็เลยมีเรื่องทะเลาะวิวาทบ่อยๆ  เสร็จแล้วพอคุณพ่อโดนเรียกตัวกลับไปที่เมืองไทย ผมกับพี่ก็โดนย้ายไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ตอนนั้นก็ยังติดนิสัยเกเรจากฝรั่งเศส ไปมีเรื่องกับเด็กที่นั่นบ่อยครั้ง สรุปแล้วก็เกเรไปเรื่อยๆ จนอายุสิบห้าปี มาเกิดเหตุการณ์ส�ำคัญที่มหัศจรรย์มาก คือผมนอนอยู่ในโรงเรียนกินนอน แล้วก็มีแสงสว่างจ้ามาปลุกผม มีเสียงเรียกชื่อผมเบาๆ สามครั้งว่า “อาจอง...ๆ...ๆ ท�ำไมถึงท�ำอย่างนี้” ผมก็ไม่ได้สนใจ จนมันเกิดขึ้นสามคืนติด ผมก็เลยนั่งคิดว่ามันเกิดอะไรกับผม สุดท้ายผมก็คิดว่านี่อาจจะเพราะผมเป็นเด็กเกเร มันถึงเป็นอย่างนี้ ผมเลยตั้งใจที่จะเปลี่ยนตัวเอง แต่ไม่รู้จะเปลี่ยนอย่างไร ก็เลยไปลองปรึกษาบาทหลวง  ท่านก็เลยพาผมไปสวดมนต์ในโบสถ์ แต่มันก็เกิดปัญหาขึ้นมาว่า   ผมเกิดข้อสงสัยว่าท�ำไมทุกคนต้องสวดมนต์เสียงดัง ก็เลยไปถามบาทหลวง ท่านก็ไล่ผมออกมาจากโบสถ์ ผม
  • 108. 108เสียใจมาก น�้ำตาไหลเลย ก็เลยไปหาอาจารย์ใหญ่ ท่านก็บอกให้ผมไปสงบสติอารมณ์ในห้องสมุด และที่นี่เองผมก็เลยลองหาหนังสือที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธเพราะคิดว่านี่คือศาสนาของเรา  และต�ำราที่ผมอ่านก็คือวิธีฝึกสมาธิ ผมอ่านและทดลองท�ำ ท�ำได้เดือนหนึ่งผมก็รู้สึกว่าชีวิตได้พบความสงบ รู้สึกสบายใจ มีความสุข แล้วมันก็เลยเลิกทะเลาะหรือต่อยกับคนอื่น ใครจะด่าว่าเรา เราก็ไม่รู้สึกอะไร  ก็ยิ้มให้เขา เพราะว่าจิตใจเราสงบมีสมาธิ ฝึกได้หนึ่งปี จากที่เคยสอบได้ที่โหล่ ก็สอบได้ทีหนึ่ง เพราะเรามีสมาธิ นี่เป็นบทเรียนในชีวิตของผมว่าเราสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ และไม่มีอะไรที่มนุษย์เราท�ำไม่ได้ ถ้าเรารู้จักจุดประกายในตัวเราด้วยความคิดทางบวก”ความทุกข์คือกุญแจส�ำคัญที่ท�ำให้ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และสามารถท�ำให้คนทั้งเก่งและดีได้“ผมเชื่อว่าจะมีเหตุการณ์หลายอย่างที่จะท�ำให้ทุกอย่างต้องเปลี่ยน มนุษย์เราพอมีความทุกข์มากๆ จะรีบแก้ไข รีบเปลี่ยน รีบหนีความทุกข์ ฉะนั้นมันจะมีเหตุการณ์ที่สร้างปัญหาขึ้นมาให้กับเรา และปัญหาเหล่านั้นก็คือบทเรียนที่เราจะได้เรียนรู้ และปรับปรุงตัวเราเองแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น“แต่ประเด็นส�ำคัญคือเราต้องรู้จักตัวเองให้มากขึ้น แล้วเราจะรู้ว่ามีสิ่งที่ดีมากมายในตัวเราที่ยังไม่เคยใช้  เราใช้สมองไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์  เราต้องรู้จักใช้สมองของเราอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเราไม่รู้จักตัวเอง  เราไม่รู้จักคนอื่น เราจึงเข้ากับคนอื่นไม่ค่อยเป็น เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงต้องเริ่มจากตัวเรา  การฝึกสมาธิจะช่วยให้รู้จักตัวเองเพราะเป็นการเข้าไปสู่ใจของตัวเอง ช่วยให้ความจ�ำดีขึ้น การเรียนการศึกษาดีขึ้น”
  • 109. 109ความส�ำเร็จในอดีตของอาจารย์ถือว่าเป็นงานหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่ส�ำคัญในปัจจุบันคือการสร้างคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนดีให้กับโลก“ที่ผ่านมาเราได้สร้างยานอวกาศเดินทางไปไกลหลายล้านไมล์ ไปลงบนดาวอังคารได้ส�ำเร็จ ถามว่าผมภูมิใจไหม ไม่ภูมิใจเลยเพราะมนุษย์เรายังไม่สามารถเดินทางเข้าไปในจิตใจตัวเองได้เลยสักมิลลิเมตร แล้วเราไปท�ำไมตั้งไกลแสนไกล  เพื่ออะไร มันได้ประโยชน์กับมนุษย์ไหม มนุษย์เรามีความสงบสุขขึ้นบ้างไหม เมื่อตั้งค�ำถามอย่างนี้แล้วเห็นว่ามันไม่ได้อะไรเลย  เรามีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากขึ้น  มีเทคโนโลยีใหม่ๆ  แต่มันไม่ช่วยให้จิตใจเราก้าวหน้าเลย เราก็ยังมีสงคราม มีความยากล�ำบาก มีความทุกข์อยู่ดังนั้นผมคิดว่าดีที่สุดคือเราต้องสอนให้คนหันเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจของตนเองให้ได้ เพราะถ้าเราเข้าไปในจิตใจแล้ว เราก็จะค้นพบความจริง คุณธรรม และความสงบสุขต่างๆ ดีกว่าที่เราจะหันไปข้างนอกแล้วเจอแต่วัตถุสิ่งของ แล้วหลงใหล เกิดกิเลสและเกิดปัญหาในตนเอง เพราะฉะนั้นเราต้องสอนคนให้รู้จักหันเข้าไปดูจิตใจของตนเองลดละกิเลส และรู้จักพอ เราก็จะมีความสุขกันมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้เราต้องสอนและเริ่มต้นจากเด็กจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด             “การมุ่งไปเอาแค่ความรู้อย่างเดียว  แต่ขาดคุณธรรม  มันอันตราย เพราะจะท�ำให้เห็นแก่ตัว ท�ำอะไรเพื่อตัวเอง ต้องรวย มีงานดี  ประสบความส�ำเร็จ แต่สิ่งที่คนเราปรารถนานั้น แท้จริงคือความสุขการมีคุณธรรมสูงจะน�ำไปสู่ความสุข พอใจ ไม่โลภ ความเห็นแก่ตัวการถือตนหายไป และจะกลายเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อโลก
  • 110. 110“เป้าหมายของผมคือต้องการสร้างคนดี  เพราะโลกเรามีคนเก่งเยอะอยู่แล้ว  และคนเก่งที่มีอยู่มากมายก็สร้างปัญหาให้กับโลกของเรามากทีเดียว  ปัญหาของคนเก่งคือเขาไม่ชอบให้ใครเก่งเท่าเขาแล้วเขาจะแข่งขันกันต่อสู้กัน จนถึงขั้นรบราฆ่าฟันกันเพื่อเก่งกว่าคนอื่น แต่โรงเรียนนี้สร้างคนดีก่อน เมื่อดีแล้วเขาก็ช่วยเหลือให้คนอื่นเป็นคนดีและคนเก่งด้วย”ปัญหาบนโลกใบนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ธรรมะเท่านั้นที่อาจารย์อาจองให้ความส�ำคัญ“เมื่อเรามีสมาธิ  เราพบว่าความจ�ำดีขึ้น  เมื่อความจ�ำดีขึ้นการเรียนก็ดีขึ้น และการฝึกสมาธิท�ำให้จิตใจสงบ และช่วยยกระดับจิตใจให้ดีขึ้น สภาวะจิตใจที่สงบนิ่ง ทางพุทธเราก็เรียกว่าศีล สมาธิปัญญา เมื่อเรามีศีล มีสมาธิเกิดขึ้น จิตใจมันสงบ ปัญญามันก็เกิดและที่เหลือคือความรัก ความเมตตา คนเราถ้ามีความรัก ความ
  • 111. 111เมตตา ทุกอย่างก็แก้ได้หมด เราให้อภัยซึ่งกันและกัน เราไม่มองในแง่ร้าย มีอะไรเราช่วยเหลือเขา เมื่อมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรามีอาหารเหลือเฟือ เรามีอะไรทุกอย่างเหลือเฟือในโลกนี้ เราไม่ต้องแย่งกันหรอก แต่จะใช้ระบบเศรษฐกิจแบบปัจจุบันไม่ได้ ระบบเศรษฐกิจต้องเปลี่ยน  จะเป็นระบบเศรษฐกิจแบบนายทุนไม่ได้แล้ว  แต่เป็นเศรษฐกิจของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เศรษฐกิจของในหลวง สิ่งเหล่านี้มันจะต้องเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ”การมุ่งไปเอาแค่ความรู้อย่างเดียวแต่ขาดคุณธรรม มันอันตราย เพราะจะท�ำให้เห็นแก่ตัว ท�ำอะไรเพื่อตัวเอง ต้องรวย  มีงานดี  ประสบความส�ำเร็จ สิ่งที่คนเราปรารถนาจริงคือความสุข  การมีคุณธรรมสูงจะน�ำไปสู่ความสุข  พอใจไม่โลภ ความเห็นแก่ตัว การถือตนหายไป  และจะกลายเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อโลก
  • 112. 112ประมวล เพ็งจันทร์“เดินสู่อิสรภาพประมวล เพ็งจันทร์ คือชายที่เดินเท้ากว่า 1,500 กิโลเมตรจากเชียงใหม่ถึงเกาะสมุยซึ่งเป็นบ้านเกิด มีค�ำถามว่าเขาท�ำสิ่งนี้เพื่ออะไร และได้อะไรจากการเดินทางไกล ค�ำตอบที่ได้อาจจะน�ำมาซึ่งเส้นทางแห่งความเชื่อใหม่ๆ ที่ก�ำลังจะบอกเราให้รู้ว่า มนุษย์นั้นโดยพื้นฐานเป็นคนดี  และเราสามารถอยู่ร่วมกับคนบนโลกนี้อย่างมีความสุขได้โดยปราศจากอคติถ้าย้อนเวลากลับไปในอดีต เด็กชายประมวลตอนเด็กๆ ไม่ได้แตกต่างจากเด็กคนอื่น จนเมื่อวันที่เขาพบความกลัวที่เป็นเหมือนความทุกข์เกาะกุมหัวใจเขาเดินสู่ความดีงามในตัวคุณ”
  • 113. 113 “ผมไม่มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น  ก็เหมือนเด็กทั่วๆ  ไป  แต่ต้องเข้าใจนิดหนึ่งว่าผมเกิดที่เกาะสมุยในสมัยห้าสิบปีที่แล้ว  เกาะสมุยเป็นดินแดนที่บริสุทธิ์มาก  ก็คือไม่มีคนต่างถิ่น  แล้วก็ไม่มีสิ่งอ�ำนวยความสะดวกใดๆ  เลย เพราะฉะนั้นภาพที่ผมจ�ำได้ก็คือ  บรรยากาศที่งดงามของเกาะสมุย ท้องทะเลสวยงาม  ป่ามะพร้าว  เราอยู่กันเฉพาะในวงศาคณาญาติ  เพราะฉะนั้นความรู้สึกของผมที่จ�ำได้ก็คือ  เรามีจินตนาการที่งดงามกับชีวิตในวัยเด็ก  ไม่ว่าอะไรดูจะเป็นสิ่งสวยงามไปหมด  จ�ำได้ว่าเมื่อมีคนขึ้นไปบนเกาะเพื่อขายยา  เราจะรู้สึกกลัว ไม่แน่ใจว่าคนเหล่านั้นจะมีอันตรายต่อเราหรือเปล่า  นี่คือสิ่งที่เป็นความทรงจ�ำสมัยที่เป็นเด็กนะครับแต่ความทรงจ�ำที่ดีงามอย่างหนึ่งก็คือความทรงจ�ำในวัยเรียน  นึกถึงภาพนะครับว่าโรงเรียนของผมอยู่ในวัด แต่วัดอยู่ริมทะเลเพราะงั้นสนามเล่นของเด็กก็คือสนามวัด ก็คือชายหาดที่อยู่ริมทะเลนึกถึงภาพว่าตอนที่เราเป็นเด็ก  เราไม่จ�ำเป็นต้องมีสตางค์เพื่อไปซื้อขนมกินในตอนเที่ยง ถ้าพระมีอะไรเหลือให้เรากิน  เราก็กิน หรือถ้าเราซน  วันนั้นน�้ำทะเลแห้ง เราก็วิ่งไปเก็บสาหร่าย ไข่ปลามากินกันอย่างสนุกสนาน  ตอนนั้นเรารู้สึกเหมือนว่าเราไม่มีอะไรจะกินกัน แต่เรามารู้ทีหลังนะครับว่านั่นคืออาหารที่ประเสริฐที่สุดส�ำหรับเด็ก เพราะมันเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมากที่เล่าตรงนี้เพียงเพื่อจะบอกว่า  ผมเติบโตขึ้นมาท่ามกลางธรรมชาติที่บริสุทธิ์และงดงาม  เพราะในใจของผมถ้าเราจะกลับไปสู่ความหมายในตอนนั้นก็คือ  มีความบริสุทธิ์และงดงาม  ในความรู้สึกของผมตอนที่อยากจะกลับไปหาวัยเด็กก็คือ กลับไปหาสภาพที่สะอาดมีความบริสุทธิ์และงดงาม คือสะอาดบริสุทธิ์ทั้งโลกภายนอกแล้วก็งดงามปรากฏอยู่ในใจของผม นี่เป็นความรู้สึกของวัยเด็กครับ”
  • 114. 114 แต่ความกลัวคือสิ่งที่มาเปลี่ยนชีวิตและการมองโลกวัยเด็กของอาจารย์ประมวลโดยสิ้นเชิง “ผมรู้สึกว่าคนที่ถูกฆ่าตายน่ากลัวมาก เป็นความน่ากลัวที่ยังฝังใจผมอยู่เลย  ผมยังจ�ำภาพได้ดี  เป็นทางเดินจากบ้านผมที่จะเดินไปโรงเรียน  เมื่อเราเดินไปได้สักครึ่งทางก็มีคนจ�ำนวนมากยืนมุงอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เราเป็นเด็กเราก็ไม่รู้ว่าอะไร เราก็เดินไปมุงด้วย ในวันนั้นผมเห็นภาพที่สะอิดสะเอียน มีผู้ชายคนหนึ่งก็คือหนึ่งในสมาชิกในชุมชนเราขึ้นไปหาผู้หญิงแล้วไม่ทราบเป็นเพราะเหตุอะไร จึงมีการทุบตีกันจนตาย เราไม่รู้ว่าคืออะไร   แต่มารู้ภายหลังว่าเป็นการรอเพื่อชันสูตรพลิกศพ พอผมเห็นภาพผู้ชายที่ถูกตี มีเลือดมีอะไรที่แห้งแล้วผมสะดุ้งกลัวความรุนแรง   การตายที่เกิดจากการประทุษร้ายฝังใจตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมยอมเดินเพิ่มขึ้นอีกหลายกิโลเพื่อที่จะไม่ต้องผ่านบ้านหลังนั้น เพราะมีความรู้สึกว่าทันทีที่ผ่านบ้านหลังนั้นผมจะรู้สึกกลัว   มีความทรงจ�ำว่าบ้านหลังนี้เคยมีคนตาย   แล้วภาพคนตายนั้นน่ากลัวมาก” และความกลัวตรงนี้ก็ยังมาคอยหลอกหลอนเขาในช่วงชีวิตวัยหนุ่ม
  • 115. 115 “ความกลัวนี้มาปรากฏอีกครั้งตอนผมโตเป็นหนุ่ม  แล้วผมประกอบอาชีพอยู่ในสถานการณ์ที่รุนแรง เพื่อนที่ร่วมอาชีพกับผมถูกฆ่าตายอย่างน่าสะอิดสะเอียน  ผมกลัวมาก   กลัวจนกระทั่งว่าผมไม่สามารถจะทนอยู่ในสภาพเดิมได้ นั่นคือเหตุการณ์ที่ผมเผชิญเมื่อผมอายุสิบเจ็ดย่างสิบแปดปี  แล้วผมก็เลยต้องหาวิธีที่จะหลีกหนีความกลัวนี้  ตอนนั้นมีความรู้แล้ว   ผมคิดที่จะเป็นนักบวชในพระพุทธ-ศาสนา” การบวชท�ำให้อาจารย์ประมวลต้องต่อสู้กับตัวเองหลายอย่าง สิ่งส�ำคัญอย่างหนึ่งที่เขาต้องการเป็นที่สุดคือการเอาชนะความกลัว “พอบวชแล้วนี่เป็นสิ่งที่ผมต้องเผชิญกับความยุ่งยากเป็นที่สุด เพราะในวัดมันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกหนีสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ตอนนั้นผมเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง เพราะฉะนั้นเราจึงเรียนรู้ที่จะไม่ตามกระแสของความกลัว แต่พยายามฟื้นใจให้หลีกพ้นหรือข้ามพ้นความรู้สึกนี้ให้ได้  ผมเริ่มข้ามพ้นความกลัวมาได้ตามล�ำดับ  จากที่เคยกลัวคนที่เป็นศพตายไปแล้ว   กลัวสิ่งที่มันเกี่ยวเนื่องกับคนตายผมก็ข้ามพ้นไปได้  แต่ลึกๆ  แล้วความกลัวมันก็ยังนอนเนื่องอยู่ในใจผม  และจึงเป็นเหตุส�ำคัญที่ท�ำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผมอายุห้าสิบเอ็ดปี  อย่างที่รู้กันอยู่แล้ว  เพราะผมเข้าใจว่าชีวิตผมไม่ควรจะจบลงด้วยความกลัวที่ยังฝังแน่นอยู่ในใจ  แต่ความกลัวที่เราโตขึ้นแล้วมันจะมีรายละเอียดที่ลึกอยู่ในใจเรามาเรื่อยๆ  จนกระทั่งเราไม่สามารถบอกได้ว่าเรากลัวอะไรเป็นการเฉพาะ” และการเดินทางค้นหาความหมายของชีวิตกว่า  1,500กิโลเมตร อาจารย์ประมวลต้องเจอเรื่องราวมากมาย ความกลัวเป็นสิ่งหนึ่งที่อาจารย์เจอ  แต่เหนือสิ่งอื่นใด  ยังมีความสุขบางส่วนอยู่และปรากฏตลอดเส้นทางเดิน
  • 116. 116 “สิ่งที่ผมรู้อยู่ในใจ  ตอนที่ผมก�ำหนดก่อนออกจากบ้านคือ ก้าวออกจากความกลัว  เพราะผมมีความรู้เชิงทฤษฎีอยู่ว่าความกลัวอยู่ในใจผม  ไม่ได้อยู่ในโลกข้างนอก  ถ้าใจผมมีความกลัว  โลกข้างนอกจึงน่ากลัว   นี่จึงเป็นที่มาให้ผมตัดสินใจที่จะออกจากบ้านโดยที่ไม่มีสิ่งค�้ำประกันอะไรใดๆ  ในชีวิตผมเลย ผมไม่มีสตางค์ ไม่มีคนรู้จักและก็ไม่รู้ว่าก้าวต่อไปนี้ผมจะเจอกับอะไร  ซึ่งปกติเมื่อก่อนพอเรารู้ว่าอะไรไม่มั่นคง  อะไรไม่แน่นอนเราก็จะหลีกหนีสิ่งนั้น  แล้วก็สร้างความมั่นคง  สร้างความแน่นอนขึ้นมาทดแทนเสีย  แต่ปัจจุบันที่ผมผ่านมาได้ก็คือผมคิดว่าผมต้องก้าวออกมาจากความกลัวเสีย  นั่นจึงเป็นที่มาในการก้าวออกเดินทางในการเดินทางพันกว่ากิโลฯ ของผมเพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เป็นสิ่งที่ผมเคยกลัวผมก็จะก้าวไปหาสิ่งนั้น   ผมจะมีความรู้สึกที่ดีมาก  ถ้าไปที่วัดแล้วก็มีเมรุเผาศพแบบโบราณยิ่งดีใหญ่ เพื่อที่จะได้กราบเรียนพระที่วัดนั้นว่า ผมขออนุญาตที่จะนอนหลังเมรุเผาศพก็ได้ คือผมมีความรู้ทางทฤษฎีอยู่ก่อน  ผมศึกษาทางพระพุทธ-ศาสนา  นั่นคือความกลัว  คือสิ่งปรุงแต่งที่เกิดขึ้นจากใจ  และความหมายของการปรุงแต่งนั้นคือความหมายที่เก็บสะสมมาตั้งแต่เด็กๆเพราะฉะนั้นถ้าเราจะสลายความกลัวให้ได้  เราต้องสลายมูลหรืออกุศลมูลที่อยู่ในใจให้ได้  ทีนี้อกุศลมูลนี้เราไม่สามารถสะสางด้วยความคิด   เช่นใครสักคนกลัวผี  ถ้าเขาไปศึกษาทางวิทยาศาสตร์  เขาก็จะรู้ว่าผีไม่มีจริง  และเชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถูกต้องด้วยในขณะเดียวกันก็ยังมีความกลัว   เพราะความกลัวเป็นความรู้สึกที่อยู่ภายใน  เราไม่สามารถช�ำระความกลัวนั้นด้วยความคิดได้  ผมเองมีความรู้เชิงความคิดที่ละเอียดถี่ถ้วน  รู้ว่าความกลัวนี้มีความหมายอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องท�ำคือออกมาจากความคิดเพื่อจะมาอยู่กับความหมายซึ่งมันเป็นปัจจุบัน  ถ้ารู้เท่าทันอารมณ์ที่เป็น
  • 117. 117ปัจจุบันโดยเฉพาะจิตของเรา ท�ำให้อกุศลมูลคือตัวความโลภ โกรธหลง เป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดความกลัว ถ้าเราก�ำจัดมันออกไปเราก็สามารถออกจากความกลัวได้   ตอนที่ผมเดินผมจึงถือหลักธรรมทางศาสนาว่าจะก้าวเดินไปทีละก้าวด้วยจิตใจที่ผ่องใสเบิก-บาน คือปล่อยให้จิตอยู่กับปัจจุบันที่เป็นธรรมชาติ  การเดินแต่ละก้าวของผม คือการส�ำรวจว่าเมื่อใดที่ผมปล่อยให้จิตไปคิด เกิดความกลัวเกิดความกังวล ก็จะทบทวนให้เกิดภาวะตรงกันข้าม การเดินแต่ละก้าวของผมคือการเรียนรู้ว่าสภาวะอกุศลนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร  และท�ำอย่างไรที่จะให้เราละสิ่งนั้นได้  ผมถือหลักพุทธศาสนาว่าสิ่งใดเป็นอกุศลให้ละเสีย  สิ่งใดเป็นกุศลให้เพิ่มพูน  ผมก็ท�ำหน้าที่ภาวนาเพิ่มพูนฝ่ายกุศลให้มากขึ้นในใจ” จากการเดินทาง  อาจารย์ประมวลพบว่าในทุกเส้นทางที่ไปมีเรื่องน่าเรียนรู้มากมาย โดยเฉพาะจิตใจมนุษย์ ที่ในที่สุดแล้วมนุษย์ทุกคนมีความดีงามอยู่ในใจ และพร้อมจะเป็นมิตรกับทุกคน อยู่ที่ว่าเราจะสามารถทลายก�ำแพงแห่งความไม่เชื่อใจลงได้ไหม “ก่อนเดินทางผมเชื่ออยู่ในใจว่า  มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเบียดเบียนใครเลย  เจตจ�ำนงเราไม่เคยคิดจะประหัตประหารใคร แต่เนื่องจากสภาวะที่เราสั่งสมปลูกสร้างในใจเรา  ท�ำให้เรารักตัวกลัวตาย ความรักตัวกลัวตายท�ำให้เราเห็นผู้อื่นเป็นอันตรายต่อเรา เราจึงปกป้อง ที่เรามีความรู้สึกรังเกียจ ที่ผมบอกผมกลัวงู เพราะในใจของผมท�ำให้รู้สึกว่างูนี้เป็นอันตรายกับผม  งูสามารถกัดผม  และผมสามารถจบชีวิตลงได้เพราะงูกัด   ในขณะที่มดและแมลงชนิดอื่นกัดผม ผมไม่ตาย แต่งูกัดผมตาย ความรู้สึกว่างูกัดตายนี้มันถูกสั่งสมมาตั้งแต่เป็นเด็กและท�ำให้ผมกลัวงู และทันทีที่เรากลัวงูเราสามารถประทุษร้ายงูได้โดยที่งูยังไม่ท�ำอันตรายเราเลย  และผมเข้าใจว่าในกรณีของเพื่อนมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน  เราถูกท�ำให้เกิดความรู้สึกว่าเพื่อนมนุษย์กลุ่มหนึ่งเป็นอันตรายกับเรา  และความรู้สึกเป็นอันตรายกับเราท�ำให้เรารู้สึกได้ถึงความหมายบางสิ่งบางอย่างซึ่งเป็นไปในเชิงเบียดเบียนกัน”
  • 118. 118 “ตอนที่ผมออกจากบ้านไป  มีคนหวั่นกลัวว่าผมจะออกไปเผชิญกับความยุ่งยากล�ำบาก   เขาบอกว่าก�ำลังเดินไปเผชิญกับอันตราย  และที่ส�ำคัญคือเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ผมจึงตั้งหลักของผมว่าผมจะไม่เดินไปหาคนรู้จัก  ถ้าจะเดินไปหาคนรู้จักคือเพื่อนมิตรเขาก็ปกป้องผมใช่ไหมครับ  แต่ผมจะเดินไปหาคนแปลกหน้าเพราะสิ่งที่ผมก�ำลังจะเผชิญก็คือ เผชิญกับคนที่ผมเคยกลัว แต่สิ่งที่ผมพบก็คือ  จริงๆ เราต่างคนต่างกลัวซึ่งกันและกัน ผมยังจ�ำภาพได้นะครับวันหนึ่งเมื่อผมเดินไปหมู่บ้านที่ชนบทแห่งหนึ่ง และในหมู่บ้านชนบทนั้นเมื่อรู้ว่าผมเป็นคนแปลกหน้ามา  เขาก็ให้ผมอยู่ที่วัด  และเขาก็ไปเรียกประชุมชาวบ้าน   ไปเรียกผู้ใหญ่บ้านมา   ไปเชิญชาวบ้านมา และที่ส�ำคัญก็คือพอเวลาประมาณสองทุ่มกว่าแล้ว ชาวบ้านยังมากันไม่พร้อม ผู้ใหญ่บ้านยังไม่พร้อมที่จะมาประชุม  ที่วัดชาวบ้านมานั่งอยู่ในวัดเต็ม เพื่อจะรอประชุมว่าจะจัดการกับคนแปลกหน้า  คือผมนี้อย่างไร ขณะที่ผมนั่งรอว่าเมื่อไหร่เขาจะได้ประชุมกันเพื่อจะได้เอายังไงก็เอากัน”
  • 119. 119“ผมรู้สึกสะเทือนใจเป็นที่สุดเลย  ความสะเทือนใจของผมก็คือประชาชนเหล่านี้ล้วนแต่เต็มไปด้วยความกลัว  กลัวคนคนหนึ่งคือผม  ผมเดินมาเพื่อจะออกจากความกลัว  แต่ผมกลับท�ำให้เกิดความกลัวขึ้นในใจเขา  เพราะประชาชนในชนบทเล็กๆ นี้  ประมาณยี่สิบถึงสามสิบคนในท่ามกลางความสับสนนี้  ผมไม่รู้เท่าไหร่นะครับ แต่เมื่อมานั่งประชุมกันแล้ว  คนก็มาก   ผมจ�ำได้เพียงแค่ว่า   เมื่อประมาณสักสามทุ่ม เมื่อผู้ใหญ่บ้านมาถึง  ก็เลยเริ่มต้นที่จะประชุม  ผมไม่ต้องให้ผู้ใหญ่บ้านพูดอะไรมากเลย  ผมยกมือไหว้คนรอบทิศ  เหมือนนักมวยเลยนะครับ  และก็กล่าวขอโทษทุกๆ   ท่าน ทุกคนที่ผมท�ำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ผมไม่มีเจตนาที่จะท�ำให้เกิดความหวั่นกลัวในใจของใครเลย  ผมเดินออกจากบ้านผมก็หวังว่าจะออกจากความกลัวในใจผม  แต่ผมรู้สึกได้ว่าผมผิดที่เอาความกลัวที่มีอยู่ในใจผมไปยัดใส่ในใจของท่านแทน  ขอให้โปรดรับรู้ความรู้ส�ำนึกผิดของผม  ผมขอโทษทุกท่าน  ปัจจุบันตอนนี้สามทุ่มแล้ว  ท่านควรจะได้นอนหลับพักผ่อน  หรือไม่ก็นอนดูทีวีอยู่ที่บ้าน  แต่วันนี้ท่านต้องมาอยู่ที่วัดเพียงเพื่อจะต้องมาประชุมเพื่อตัดสินเรื่องของผม  ผมขอรับผิดทุกประการ  จะลงโทษผมอย่างไรก็ได้  ผมเข้าใจว่าค�ำพูดนี้ออกมาจากใจผม  และคงเป็นค�ำพูดที่ออกมาจากใจนี้กระมังครับ  ชาวบ้านก็รู้สึกว่ามีท่าทีที่ดีกับผม  และโดยเฉพาะเมื่อเขามารู้ว่าผมเป็นอดีตอาจารย์ประจ�ำอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  หลายคนรู้สึกเลยว่าที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ลูกเขาหรือญาติเขาคนใดคนหนึ่งเคยไปเรียนหนังสือที่นั่น  ท่าทีที่เป็นความหวั่นกลัวก็เป็นท่าทีที่ดีขึ้น  บางคนขยับมาถามใกล้ๆ  ว่า ลูกเขาเรียนอยู่คณะนั้น คณะนี้ ผมสอนอยู่คณะไหน”
  • 120. 120 “ผมจะบอกว่าจริงๆ แล้วในใจของมนุษย์แต่ละคนนี้ถูกท�ำให้มีความหมายของความกลัวอยู่ภายใน  เมื่อเห็นอะไรที่เป็นสิ่งที่ไม่ปกติเป็นสิ่งที่รู้สึกแปลก  ไม่สามารถหาความหมายที่ชัดเจนได้  ก็จะเกิดความกลัว  ด้วยความรู้สึกเช่นนี้นะครับ  จึงท�ำให้