ตายแล้วไปไหน
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

ตายแล้วไปไหน

on

  • 1,938 views

 

Statistics

Views

Total Views
1,938
Views on SlideShare
1,043
Embed Views
895

Actions

Likes
0
Downloads
43
Comments
0

1 Embed 895

http://www.ebookjang.com 895

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

ตายแล้วไปไหน ตายแล้วไปไหน Document Transcript

  • ดร.สนอง วรอุไร
  • ดร. สนอง วรอุไร
  • ชมรมกัลยาณธรรม www.kanlayanatam.com หนังสือดีอันดับที่ : ๑๘๕ ตายแลวไปไหน ดร. สนอง วรอุไร ส พิมพคร้งที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๕ ั จำนวนพิมพ ๓,๐๐๐ เลม เล จัดพิมพโดย ชมรมกัลยาณธรรม ๑๐๐ ถ.ประโคนชัย ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ๑๐๒๗๐ ๒๗๐ โทรศัพท. ๐-๒๗๐๒-๗๓๕๓ และ ๐-๒๗๐๒-๙๖ ๙๖๒๔ ปกและรูปเลม หลังกอนเมฆยังมีแสงสวาง สว พิสูจนอักษร อ. จันทรา ทองเคียน และคณะ พิมพที่ สำนักพิมพกอนเมฆ โทร. ๐๘๙ ๗๘๕ ๓๖๕๐ สัพพทานัง ธัมมทานัง ชินาติ การใหธรรมะเปนทาน ยอมชนะการใหทั้งปวงDhammaintrend ร่วมเผยแพร่และแบ่งปันเป็ นธรรมทาน
  • คำนำจากผูเขียน ผูที่มีความเชื่อวา ตายแลวตองไปเกิดอีก จึงอยากรู ตอ ไป วา ตาย แลวไป ไหน ความ รู เชนนี้ จะเขา ถึง ได ตองพัฒนา จิต ให เกิด ปญญาสูงสุด (ภาวนามยปญญา) แลวจะรูเห็น เขาใจไดดวยตัวเองวา ตายแลวจะไปเกิดอยูในที่แหงใด หากประสงคจะไมเกิดอีก ตองพัฒนาจิตใหหมดกิเลส แลวความพนไปจากทุกขจึงจะเกิดขึ้นได หรืออยากจะ รู ว า ตน เคยเกิ ด เป น อะไร มา ต อ ง พั ฒ นา จิ ต ให ตั้ ง มั่ นเปนสมาธิระดับฌาน แลวปุพเพนิวาสานุสติญาณ ยอมไปสัมผัสกับภพภูมิหนหลังที่ผานมาแลวได สุดทายขออำนาจคุณความดี ที่มีอยูในพุทธศาสนาจงบันดาลใหทานที่มีสวนรวมในกระบวนกุศลกรรม จัดทำหนังสือเรื่องตายแลวไปไหน ไดบรรลุความสมปรารถนา จงทุกทานทุกคน เทอญ ดร. สนอง วรอุไร
  • คำนำของชมรมกัลยาณธรรม มีคำพูดอยูบอยๆ วา คนเราเลือกเกิดไมได อันนี้ไมตรงกับหลักการบางอยางในพระไตรปฎก มีหลักธรรมหมวดหนึงทีพระพุทธเจา ่ ่ตรัสไววา ผูใดเจริญใหมาก กระทำใหมาก สะสมใหมากก็สามารถทำใหผูน้ัน สามารถไปเกิดในภพภูมิที่ตนเองตั้งจิตปรารถนาอธิษฐานไวได หลักธรรมหมวดนั้นคือ ๑ . สัท ทา สัมปทา - ถึง พรอม ดวย ศรัทธา ๒ . สีล สัมปทา- ถึงพรอมดวยศีล ๓.จาคะสัมปทา - ถึงพรอมดวยความเสียสละ๔.ปญญาสัมปทา - ถึงพรอมดวยปญญา ซึ่งก็ไมใชอื่นไกล คือ สัมปรายิกัตถประโยชนนั่นเอง ทาน อ. ดร. สนอง วรอุไร ผูรูจริง ตรงทางธรรม มีเมตตาอธิบายในรายละเอียดถึงโอกาสความนาจะเปนวา ตายแลวจะไปไหนสรางเหตุเชนไร ควรไดรับผลเชนไร บางทานอาจคิดวา ยังไมถึงเวลาของฉันหรอก ความจริงแลว ใครจะรูไดละวา พรุงนี้กับชาติหนา อะไรจะมาถึงกอนแน เราทุกคนจึงไมควรประมาท เพื่อให ที่ชอบ ที่ชอบ ที่เราจะไป เปนสุคติภูมิ และดีที่สุดคือ ไมตองเวียนกลับมาเกิดอีก ชมรมกัลยาณธรรม ขอมอบธรรมทานนี้ เพือนอมบูชาอาจริยคุณ ่แดทานอาจารย ดร. สนอง วรอุไร ครูผูเมตตาและเสียสละ อุทิศตนเพื่อสองโคมธรรมสูใจมวลชน ขอกราบบูชาพระคุณในวาระวันคลายวันเกิดของทานที่จะเวียนมาถึงในเดือนกันยายนนี้ ดวยความเคารพอยางสูง ขอความเจริญในธรรมจงมีแดทุกทาน ทพญ. อัจฉรา กลิ่นสุวรรณ ประธานชมรมกัลยาณธรรม
  • เกริ่นนำป ร ะ วั ติ ผู บ ร ร ย า ย
  • น ไห ต า ย แ ล้ ว ไ ปพิธีกร : คนเราตายแลวไปไหน? ตายแลวยังตองเกิดอีกหรือเปลา? นรก สวรรคมีจริงหรือไม? วิญญาณหรือจิตมีจริงหรือไม? อยางไร? คำตอบเกี่ยวกับปญหาเหลานี้ ทานผูฟงจะไดรับฟง จากผูรู ผูมีประสบการณตรง จะมาบอกเลาใหทานไดยน   ิไดฟง อีกไมนานขางหนานี้แหละคะ สำหรั บ อาจารย ที่ จะ ได มา บรรยาย บอก เล า ใหทานผูฟงไดรับทราบเกี่ยวกับเรื่องตายแลวไปไหน คือทานอาจารย ดร.สนอง ว รอุ ไร ทาน อาจารย มี ภูมิลำเนา อยู ที่ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น ๖
  • ตำบลคลองหลวงแพง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ทานมี พี่ นอง ทั้งหมด แปด คน เปน ผู หญิง สอง คน เปน ผูชาย หกคน ตัวทานเปนบุตรคนที่สี่ บิดามารดาของทานมีอาชีพทำไรทำสวน ทานอาจารย ดร.สนอง วรอุไร สนใจฝกสมาธิครั้งแรกในสมัยที่ยังเปนเด็ก เรียนอยูชั้นมัธยมศึกษา เมื่อโตขึ้นไดสมัครเขาศึกษาตอในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร บางเขนตั้งแตปพุทธศักราช ๒๕๐๐ เรียนจบปริญญาตรีทางดานโรคพืช แลวไดถูกสงไปทำงาน เผยแพรความรูเกี่ยวกับการปลูกขาว เพาะเห็ด อยูทางภาคอีสานตอนบน อยูนานประมาณสอง  ป ระหวางนันทานไดแตงงาน และขอยายมาเปนอาจารยสอน ้ในคณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม จากการเปลี่ยนอาชีพไปเปนอาจารยในมหาวิทยาลัยจึงมีความจำเปนตองไปศึกษาหาความรูใหมากยิงขึน ไดสมัคร  ่ ้เขาเรียนในระดับปริญญาโท ทางดานเชื้อรา ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร ซ้ำ เปนครั้ง ที่ สอง ขณะ ที่ กำลัง ศึกษา อยู ในระดับปริญญาโททานไดรับทุนโคลอมโบ ใหไปศึกษาตอระดับสูงที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักร เปน ดร. สนอง วรอุไร ๗
  • เวลานานถึงสีป และสำเร็จการศึกษาขันสูงสุด ระดับปริญญา ่ ้เอก ในสาขาวิชาไวรัสวิทยา แลวจึงเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อกลับมาเปนอาจารยสอนชดใชทุนอยูในคณะวิทยาศาสตรมหาวิทยาลัยเชียงใหม เมื่ อ ท า น ได ศึ ก ษา จน จบ หลั ก สู ต ร สู ง สุ ด ทาง ด า นวิทยาศาสตร เกี่ยวกับสิ่งที่มีชีวิตตัวเล็กสุดคือเชื้อไวรัส และมีทักษะในการใชกลองจุลทัศนอิเล็กตรอน ซึ่งสามารถขยายภาพขนาดเล็ก จนสามารถเห็นอนุภาคไวรัสได แตไมสามารถใชเครื่องมือทางวิทยาศาสตรนั้น มาสองดูเทวดาใหเห็นไดไมสามารถสองดูภพภูมิหนหลัง ที่ตัวเองไดไปเกิดเปนสัตวอยูในภพภูมิใดๆ ได จึงไมเชื่อคำสอนที่พูดไวในชาดกหรือในพระสูตรของพุทธศาสนาวาเปนความจริง เมือไดสำเร็จการศึกษามาจากตางประเทศแลวไดเดิน ่ทางกลับมาเมืองไทย และมีโอกาสเปดใหทานไดไปบวชเปนภิกษุ เพือพิสจนสจธรรมขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ่ ู ัทานไดไปบวชที่ วัดปรินายก กรุงเทพฯ โดยมีทานเจาคุณโชดก(พระเทพสิทธิมุนี ปธ.๙) เปนผูบวชให (อุปชฌาย) และหลังเสร็จสิ้นการบวชเปนภิกษุแลว ภายในวันเดียวกันนั้น ทานได ตา ยแล ้ ว ไป ไห น ๘
  • ยายไปจำวัดอยูทีคณะ ๕ วัดมหาธาตุฯ ทาพระจันทร กรุงเทพฯ  ่เพื่อฝกกรรมฐานอยางจริงจัง กับทานเจาคุณโชดกเปนเวลานานถึง ๓๐ วัน (บวชจริง ๔๓ วัน) จึงไดลาสิกขากลับไปเปนอาจารยสอน อยูในคณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม จากการพัฒนาจิตในครั้งนั้น ไดสรางจุดเปลี่ยนที่ดีใหกับชีวตของทานและคนจำนวนมาก ไดมีกลุมคณะศิษยศรัทธา ิ และตั้งเปนชมรมกัลยาณธรรม ชวยกันเผยแพรผลงานของทาน โดยการนำเอาความรูจากการบรรยายของทาน มาจัดทำเปนเทป เปนซีดี เปนรูปเลมหนังสือแลวนำออกเผยแพรสูมวลชน หนังสือที่จัดทำแลวไดแกทางสายเอก ตามรอยพออริยมรรค การใชชีวตทีคุมคา การทำชีวตใหดีและมีสุข ยิงกวา ิ ่ ิ ่สุขเมื่อจิตเปนอิสระ มาดสดใสใจเกินรอย ฯลฯ รวมถึงตลับเทปและ MP3 จำนวนมาก เพื่อไมเปนการเสียเวลา ขอกราบเรียนเชิญทานอาจารย ดร.สนอง วรอุไร ขึ้นเวทีบรรยายเรื่อง“ตายแลวไปไหน” ใหญาติธรรมไดยินไดฟง ณ บัดนี้ ขอกราบเรียนเชิญคะ ดร. สนอง วรอุไร ๙
  • ธรรมบรรยายต า ย แ ล ว ไ ป ไ ห น
  • ดร. สนอง วรอุไร ซึ่งตอไปนี้จะเรียกตัวเองวาผูบรรยายผูบรรยาย : นมัสการพระคุณเจา สวัสดีทานผูเจริญ วันนี้ เปนโอกาสอันดีทีทานทังหลาย จะไดยนไดฟงคำพูดทีเปนความ ่ ้ ิ ่จริง ที่พูดออกจากปากของผูบรรยาย ผูไมเคยเชื่อธรรมวินัยและพระสูตรที่ระบุไวในพุทธศาสนามากอน รวมทั้งคำพูดที่ออกจากปากของภิกษุสงฆ ก็ไมเชื่อวาเปนความจริง เหตุที่ไมเชื่อเปนเพราะความรูในทางวิทยาศาสตร สอนคนใหเชื่อในความเปนเหตุผล หรือเชือในความเปนจริงนันเอง คำวา “ตาย ่ ่แลวไปไหน” ความรูทางดานวิทยาศาสตร แมจะศึกษาเลาเรียนมาจนถึงระดับสูงสุดแลวก็ตาม ไมสามารถพิสูจนไดวาเปนเรืองจริง จึงไมเชือวาเทวดามีจริง ไมเชือวา สัตวนรก เปรต ่ ่ ่หรือสัมภเวสีมีอยูจริง ดร. สนอง วรอุไร ๑๑
  • ผู บรรยาย เปนนัก วิทยาศาสตร ที่ มี ทักษะ ในการ ใชเครื่องมือขยายภาพ ที่เรียกวาไมโครสโคปจนเห็นจุลินทรียแบคทีเรีย จุลนทรียเชือรา ขยายภาพใหใหญขนประมาณ ๘๐๐ ิ  ้ ึ้เทา หรือ ๑,๐๐๐ เทา ก็สามารถมองเห็นจุลินทรียดังกลาวไดและยังมีทักษะในการใชกลองจุลทัศนอิเล็กตรอน ขนาดกำลังขยายหลายพันเทา ก็สามารถมองเห็นรูปรางของเชื้อไวรัสไดแตไมสามารถมองเห็นเทวดาหรือภพภูมิหนหลังของตัวเองไดจึงทำใหไมเชื่อในสิ่งที่เขียนระบุไวในคัมภีรทางพุทธศาสนา หลังจากไปปฏิบตธรรมตามแนวพองหนอ ยุบหนอ ได ัินาน ๗ วัน ผลปรากฏวาจิตเขาถึงความตังมันเปนสมาธิสูงสุด ้ ่(อัปปนาสมาธิ) หรือทีเรียกวาสมาธิระดับฌาน เมือถอนจิตออก ่ ่จากความทรงฌาน จิตไดเขาถึงความรูสูงสุดทียังของเกียวอยู  ่ ่กับโลก (อภิญญา ๕) อันไดแกความรูที่ใชในการแสดงฤทธิ์(อิทธิวิธิ) การไดยินเสียงที่อยูหางไกล หรือไดยินเสียงของสัตวในตางมิติ (ทิพพโสต) รูความคิดของคนอื่น หรือสิ่งที่คนอื่นกระทำแลวจิตเก็บบันทึกผลไวภายใน (เจโตปริยญาณ) รูกำเนิดหนหลังที่ผานมายาวนานขามภพชาติ (ปุพเพนิวาสานุ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๒
  • สติญาณ) และความรูที่ทำใหไปเห็นสัตวกายทิพย (ทิพพจักขุ)วาเปนสิ่งที่มีอยูจริงแตระบบประสาทมิอาจสัมผัสได หลังจากพัฒนาจิตจนเขาถึงสมาธิระดับฌานไดแลวจึงไดยืนยันวาสิ่งที่กลาวมาขางตนนั้นเปนเรื่องจริง มีเหตุผลยาวนานขาม ภพ ชาติ รองรับ การ ไป สัมผัส กับ สิ่ง ที่ ละเอียดลึกซึ้งเหลานี้มิไดเนื่องมาจากประสาทสัมผัส แตจิตที่พัฒนาจนความถี่คลื่นจิตเปนระเบียบดีแลวเทานั้นจึงจะสัมผัสได ผูบรรยายไดพัฒนาตัวเองจนเขาถึงความรูทางโลก(สุตมยปญญาและจินตามยปญญา) และไดพัฒนาจิตตนเองจนเขาถึงความรูที่สูงกวาปญญาทางโลก (ภาวนามยปญญา)ซึ่งเปนความรูสูงสุด จึงสามารถรูเห็นเขาใจในสิ่งที่คณะของหลวงพอพูดมาเมื่อตะกี้นี้ วาเปนความจริงที่มีเหตุผลรองรับและเชนเดียวกัน สิ่งที่ผูบรรยายจะพูดตอไปนี้วาตายแลวไปไหน ก็เปนเรื่องจริงเชนเดียวกัน หากมีผูสงสัยถามวา มนุษยที่ศรัทธาในพุทธศาสนาตายแลวไปไหน? ผูทีมีปญญาทางโลกก็จะบอกวา ตายแลวไป  ่วัด เพราะเมือเดือนทีผานมายังไปรวมขบวนแหศพเพือนในวัด ่ ่ ่ ดร. สนอง วรอุไร ๑๓
  • ขึ้นสูเชิงตะกอนเผาศพ คือ ยังหนีไมพนพระสงฆตองรับภาระทำพิธีเผาศพให ที่พูดเชนนี้ก็เพราะวาบุคคลทั่วไปสามารถรูเห็นเขาใจไดสัมผัสไดวาเปนความจริง ในระหวางงานศพ ไดมีหมูภิกษุสงฆมารวมกันสวดมนตใหกับศพ ตามที่หลายคนเขาใจกัน ในบางครั้งมีภิกษุบางรูปลุกขึ้นแลวเดินตรงไปยังหีบบรรจุศพ ใชมือเคาะเบาๆ ที่โรงศพ แลวพูดวา “โยมไปที่ชอบๆเถิด” หากทานไดยินไดฟงคำที่พระพูดเชนนี้แลว ลองคิดดูสิวา ศพนั้นจะรับรูสิ่งที่พระภิกษุพูดไดไหม? ถาเปนนักวิทยาศาสตรเขาจะพิสูจนดวยการไปพูดใหคนนอนหลับสนิท (จิตตกภวังค) ฟง เมื่อเขาตื่นขึ้นมา แลวลองไปถามเขาดูสิวา เมื่อกี้ไดพูดใหฟงไดยินไหมวาพูดถึงเรื่องอะไร? จิตที่ตกภวังคเปนจิตที่ไมมีเกิด-ดับ เปนจิตที่ทำงานไมได ไมสามารถรูคดนึกได ดังนั้นคนนอนหลับ จิตจึงไมรับรูสิ่ง ิกระทบจากภายนอก และยิ่งคนที่ตายไปแลว จิตยอมเคลื่อนออกจากรางกายทีเปนศพ แลวโคจรไปหารางใหมเขาอยูอาศัย ่ ทำกิจกรรมใหกับชีวิต ศพทีนอนนิงอยูในโลงศพจึงไมสามารถรับรูสิงใดๆ ได ่ ่   ่ไมรับรูเสียงที่เกิดจากการเคาะฝาโลงศพ ไมรับรูเสียงที่เกิด ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๔
  • จากการพูดของภิกษุสงฆ ไมรับรูแมกระทั่งอาหารที่ถูกนำไปไวใหศพไดบริโภค ดังนันการกระทำดังกลาวจึงเปนพฤติกรรม ้ของผูไมรูจริง หรือผูรูไมจริง อยางนี้นักวิทยาศาสตรจึงไมเชื่อวาเปนความจริง และยิ่งไปรูลึกถึงขณะยังมีชีวิต หากศพนี้ยังมีพฤติกรรมไมดีเชนเสพสุราจนมึนเมาไมไดสติ หรือชอบทุบตีทำรายผูอยูรอบขางอยูเสมอ หากเชือในคำกลาวของภิกษุ    ่ที่ไปเคาะฝาโลงศพหรือเคาะที่ขางโลงศพ ลองคิดดูวาที่ชอบของคนที่ขาดสติจะเปนอยางไร ผูรู รูวาซากศพที่นอนสงบนิ่งอยูในโลงศพ ในที่สุดแลวถูกนำไปเผาหรือฝงดิน ธาตุทีเปนองคประกอบของรางกาย ่ตางแยกยายกลับสูธรรมชาติดั้งเดิม ลมสูลม ไฟ (พลังงาน) สูไฟ น้ำสูน้ำ และดินสูดินที่มีอยูในธรรมชาติดั้งเดิม ดังนั้นผูรูจริงแทจึงไมมีจิตเปนทาสของวัตถุใดๆที่เปนสิ่งสมมุติ และยิ่งกวานั้นผูรูจริงแทยังไดรูวา พลังงานจิตหรือที่เรียกวาจิตวิญญาณ ที่เคยเขาไปอยูและอาศัยรางกายประกอบกรรมนั้นตางหากละ ที่โคจรไปตามแรงผลักของกรรม ผูบรรยายเคยไปเห็นจิตตัวเองเคลือนออกจากรางกาย  ่นี้ จึงไดเขาใจการโคจรของจิตทีหลุดออกจากรางกายเกา และ ่เขาไปอยูอาศัยในรางกายใหม นับภพนับชาติไมรูจบ ดร. สนอง วรอุไร ๑๕
  • ดังนันคำถามทีวา ตายแลวไปไหน? จึงตอบไดเปนสอง ้ ่ทางคือ ตายแลวไปวัด เพื่อใหภิกษุจัดทำพิธีกรรมเกี่ยวกับศพสวนจิตวิญญาณที่หลุดออกจากราง จะถูกแรงของกรรมผลักดันใหไปเขาอยูอาศัยในรางใหม การบรรยายในวันนีเรือง ตายแลวไปไหน? ผูบรรยาย ้ ่ จึงมุงเนนการโคจรไปเกิดใหมของจิตวิญญาณ คนที่จะเขาถึงความจริงเชนนี้ได ตองเปนผูที่พัฒนาจิต (สมถภาวนา) จนกระทั่ง เกิด ปญญา สูงสุด ระดับ โลกิยะ หรือ ที่ เรียก วา โลกิยญาณไดแลวเทานั้น จึงจะรูถึงการโคจรของจิตวิญญาณไปสูภพตางๆ ตาเนือตาหนัง ยอมรูเห็นเขาใจวา สัตวทีมาเกิดอยูใน ้  ่ ภพมนุษยมีอยูจริง สัตวทีมาเกิดอยูในภพติรจฉานมีอยูจริง แต  ่  ั สัตวในภพอื่นๆ ที่มีรูปนามละเอียด สัตวที่มีแตรูปที่ละเอียดหรือสัตวที่มีแตนามเพียงอยางเดียว ตาเนื้อตาหนังที่ทำงานดวยระบบประสาทไมสามารถสัมผัสได แตจิตที่พัฒนาดีแลวเทานั้น จึงจะสามารถสัมผัสเห็นสัตวนรก สัตวเปรต สัตวอสุรกาย เทวดา และพรหม วามีอยูจริงในวัฏสงสารนี้ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๖
  • จิตทีพัฒนาจนเกิดโลกิยญาณ โดยเฉพาะปญญาสูงสุด ่ที่อยูเหนือการทำงานของประสาทสัมผัส ที่เรียกวา เจโตปริยญาณ อันเปนความรูสูงสุดที่สามารถรูใจผูอื่นได เคยเกิดขึ้นกับครูบาอาจารยผูสอนกรรมฐานใหกับผูบรรยาย ในครั้งที่ไปปฏิบตธรรมอยูทีคณะ ๕ วัดมหาธาตุฯ ซึงมีอยูวันหนึง ขณะนัง ัิ  ่ ่  ่ ่ลอมวงฉันขาว (ภัตตาหาร) ผูบรรยายเปนภิกษุบวชใหม และยังมีจิตอยูใตอำนาจของกาม ขาวที่ฉันคำไหนมีรสชาดอรอยขณะที่กำลังเคี้ยวคำขาว ทานเจาคุณโชดกไดชี้มาที่ผูบรรยายแลวพูดขึนวา คุณตองกำหนดวา “อรอยหนอๆๆๆๆ” คำไหน ้ไมอรอย ทานมิไดบอกใหกำหนด ในสมัยนั้นปญญาของผูบรรยายยังดอยอยู จึงไมรูวาครูบาอาจารยหยั่งรูไดอยางไร แตในปจจุบันเมื่อปญญาเห็นแจงมีกำลังกลาแข็งขึ้น ตองกำหนดทั้งคำขาวที่อรอยและไมอรอย จิตจึงจะเปนอิสระจากกามได และ ยัง มี อีก ครั้ง หนึ่ง ที่ ผู บรรยาย คิด หนี ออก จากวัด มหา ธาตุฯ เพื่อ ไป อยู ปฏิบัติ ธรรม ที่ สวน โมกข จังหวัดสุราษฎรธานี และในคืนวันเดียวกันนั้น เวลาประมาณ ๒๐นาิกา ซึ่ง เปน เวลา ของ การ สอบ อารมณ เมื่อ ภิกษุ ผู รวม ดร. สนอง วรอุไร ๑๗
  • ปฏิบัติธรรมมาชุมนุมกันพรอมแลว ทานเจาคุณฯไดมองมาที่ผูบรรยาย แลวพูดขึ้นวา “จะหนีไปไหน ก็หนีใจตัวเองไมพน จงอยูแลวสูสิ” ผูบรรยายจึงไดถามครูอาจารยวา จะใหสูอยางไร ทานบอกใหกำหนดวา “คิดหนีหนอๆๆๆๆ” ไปเรือยๆ ่ซึ่งผูบรรยายไดนำวิธีการดังกลาวไปปฏิบัติ ผลปรากฏวาไมไดหนีไปไหน ยังคงอยูปฏิบัติที่คณะ ๕ จนครบกำหนดเวลา ทั้ง สอง เรื่อง ที่ ยก ขึ้น มาบ อก เลา ให ฟง นี้ ก็ เพื่อ จะ ชี้ใหเห็นวาผูที่มีจิตพัฒนาดีแลวยอมเขาถึงเจโตปริยญาณ อันเปนความรูสูงสุดที่ยังของเกี่ยวอยูกับโลกได หลังจากทีผูบรรยายไดพัฒนาจิต จนเขาถึงโลกียญาณ ่(ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) ไดแลว การไปรูเห็นภพภูมิหนหลังของตัวเอง ถึงกับทำใหภิกษุบวชใหมตองน้ำตาหยด ดวยไปรูวาตัวเองนั้นโงสุดๆ นำพาชีวิตเวียนตายเวียนเกิดมาอนันต มีแตรางกายเทานันทีดับไปชาติแลวชาติเลา จิตไมเคยดับ จิตทีมี ้ ่ ่กิเลสคางคาอยูภายใน จึงตองโคจรเขาไปอยูในรางใหมซ้ำแลว  ซ้ำเลาเรือยไป จนกระทังไดโคจรเขามาอยูในรางทีเปนปจจุบน ่ ่  ่ ัที่ทานไดเห็นอยูนี้ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๘
  • สิ่ง ที่ บอก เล า ให ฟง นี้ เปน ประสบการณ ตรงของ ผูบรรยาย ตองขออภัย หากทานฟงแลวไมเขาใจ ถือวาเปนเรืองปกติ ทีผูบรรยายเห็นเพียนไปเอง ทีไปรูความจริงทีอยูนอก ่ ่ ้ ่  ่ เหนือระบบประสาทสัมผัส แตขอบอกวา รางกายเปนเครื่องมือใหจิตไดพัฒนา หากมีทานใดปรารถนาพิสูจนสัจธรรมนี้ยอมมีโอกาสเขาถึงได ดวยการพัฒนาจิตตามแนวของสมถกรรมฐาน จนกระทั่งจิตเขาถึงความตั้งมั่นแนวแน หรือเขาถึงสมาธิระดับฌาน ยอมมีโอกาสสัมผัสความจริงที่บอกมานี้ได และยอมรูวาชีวิตของมนุษยและสัตว มิไดยืนยาวเทาที่ตาเห็น แตยืนยาวอยางไมรูจบ ตราบเทาที่กิเลสยังมีอำนาจครองใจ ใครผูใดเขาถึงสภาวธรรม เชนนี้ไดแลว ยอมพิถีพิถันในการดำเนินชีวิต เปลี่ยนพฤติกรรมในการคิด พูด ทำ ไปในทางทีถูกตองชอบธรรม คิดพูดทำแลวไมผิดกฎหมาย ไมผิดศีล ่และไมผิดธรรม ดร. สนอง วรอุไร ๑๙
  • สัจธรรมค ว า ม จ ริ ง ข อ ง ชี วิ ต
  • ผูบรรยายไดเดินทางไปเผยแพรสัจธรรมยังที่ตางๆเพื่อ ให คนที่ ไมรู ความ จริง เรื่อง ของ ชีวิต ได รับ รู สวน เขา จะเชื่อหรือไมนั้นเปนสิทธิสวนตัวของเขา ผูรูจะไมเขาไปกาวลวงในชีวิตของคนอื่น แตผูรูจะพัฒนาตัวเองใหมีพฤติกรรมถูกตรงตามธรรม แลวแสดงเปนตัวอยางใหมวลชนสัมผัสไดดังนั้นแตละชีวิตมีการกระทำ (กรรม) เปนของตัวเอง บุคคลใด จะ ประพฤติ อยางไร ยอม มี ศรัทธา เปนตน เหตุ ผู มี ความเห็นผิด ยอมศรัทธาในสิ่งผิด สิ่งที่เปนอกุศลธรรม เชน ดื่มสุรา เลนการพนัน คบคนชัวเปนมิตร ฯลฯ เมือใดทีการกระทำ ่ ่ ่ไมดีใหผล ยอม มี ทุกข มี โทษ เกิด ขึ้นกับ ชีวิต ได ตรงกันขามบุคคลที่มีความเห็นถูก ยอมศรัทธาในสิ่งที่ถูกตองชอบธรรมเมือใดทีการกระทำแตในสิงทีดีใหผล ยอมมีชีวตสะดวกราบรืน ่ ่ ่ ่ ิ ่และมีความสุข ดร. สนอง วรอุไร ๒๑
  • ผู บรรยาย มี เรื่อง จริง ที่ เกิด ขึ้น และ ประสงค บอกเลาใหผูฟงไดทราบวา มีนักธุรกิจอยูทานหนึ่ง เจ็บปวยดวยลิ้นหัวใจทำงานผิดปกติ เขาไดเดินทางไปยังกรุงเทพฯ เพื่อใหแพทยผูมีความเชี่ยวชาญไดบำบัดรักษา ณ โรงพยาบาลแหงนั้น ผูปวยไดเขาพักอยูในหองซีซียู และนางพยาบาลไดนำเครื่องวัดคลื่นหัวใจ มาติดตั้งใหกับตัวคนไข การเตนของหัวใจที่เห็นจากภาพของเครื่องวัดคลื่นหัวใจ ปรากฏวาเปนเสนขึ้นลงสลับกันไปมาอยางผิดปกติ มีอยูวันหนึ่ง หัวใจเกิดหยุดเคลื่อนไหว ภาพที่เห็นจาก จอ ของ เครื่องฯ ปรากฏ เปน เสนตรง อยู ใน แนว ระนาบภาพของเสนตรงนี้ปรากฏอยูนาน ๕ นาที หลังจากนั้นภาพได กลับมา สู เสน ขึ้น - ลง ที่ ผิด ปกติ เหมือน เดิม หลัง จาก นั้นหมอที่เปนเจาของคนไข ไดทำการผาตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจใหใหม แลวเยียวยารักษาจนมีอาการเปนปกติเหมือนคนทั่วไปหลังจากนั้นไดบวชเปนภิกษุ อุทิศผลบุญชดใชหนี้เวรกรรมให กับ เจา กรรม นายเวร แลว สึกออก มา อยู ใน เพศ ฆราวาสสานตอธุรกิจที่ทำอยูกอนเขารับการบำบัดรักษา ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๒๒
  • หลังจากนั้นผูบรรยายไดมีโอกาสพบและสนทนาอยูกับเขา จึงไดรูถึงประสบการณที่เขาไดไปพบเห็นมาวานักธุรกิจ : ในขณะที่คลื่นหัวใจเปนเสนตรงๆ นาน ๕นาทีนั้น ผมไดตายไปจากโลกมนุษย แลวไปอยูในรางที่เปนทิพย มีผูชายสูงใหญ (ยมทูต) สองคน นุงผาเตี่ยวสีแดงไมสวมเสื้อ มานำผมไปเมืองนรกนานสองวันผูบรรยาย : ชายที่นุงผาเตี่ยวสีแดง มานำคุณไปเมืองนรกทำไมนักธุรกิจ : เขามาพาผมไปดูผลงานของสัตวนรก ที่กำลัง เสวย อกุศล วิบาก สัตว นรก ทุก ตัว ไมมี เสื้อผา สวม ใสตองเข็นของหนัก ลากของหนักอยูตลอดเวลา สัตวนรกตัวใดหยุดพักจะถูกผูคุมรางสูงใหญฟาดดวยตะบองเหล็กที่มีขนาดใหญและตรงปลายเปนปุมแหลมคลายหนาม จนลมลุกกันระเนระนาดผูบรรยาย : สัตวนรกทีถูกฟาดจนลมมีการรองโอดครวญ ่เจ็บปวดบางไหม ดร. สนอง วรอุไร ๒๓
  • นักธุรกิจ : ไมมีใครรองโอดครวญ สัตวนรกทุกตัวที่ถูกฟาดจนลม ตางนิ่ง ตางรีบลุกขึ้นมาลากของหนัก เข็นของหนักไปเหมือนเดิม หากหยุดทำงานก็ถูกตะบองเหล็กฟาด ตองทำงานเรื่อยไปไมรูจบสิ้นผูบรรยาย : คุณมีความรูสกอยางไรบาง ทีเห็นสัตวนรก  ึ ่กำลังถูกทรมานเชนนั้นนักธุรกิจ : ผมกลัวมากและอยากกลับเมืองมนุษยใหเร็วที่สุดผูบรรยาย : แลวคนที่นุงผาเตี่ยวสีแดง เขาพาคุณไปดูอะไรอีกนักธุรกิจ : เขาพาผมไปดูสถานทีเกาๆ โทรมๆ และชืน ่ ้แฉะ มีสิ่งของวางระเกะระกะไมเปนระเบียบผูบรรยาย : คุณลองเปรียบเทียบใหดูสิวา สถานที่ที่คุณไปเห็น มีอยูที่ไหนในเมืองมนุษยบางนักธุรกิจ : ไมมีเลยครับ ผมเห็นแลวสลดหดหูใจอยางมาก ผมอยากใหเขาพากลับไปเมืองมนุษยใหเร็วที่สุด ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๒๔
  • นักธุรกิจคนที่ผูบรรยายไดไปสนทนาดวย บัดนี้เขาไดตายจากโลกมนุษยนี้ไปแลว และจิตวิญญาณของเขาไดโคจรไปเกิดเปนสัตวนรก เสวยอกุศลวิบาก ตามที่เขาไดไปเห็นมาสองวันนั่นเอง นี่เปนเครื่องแสดงวาการตายแลวฟนของนักธุรกิจคนนี้ หลังจากฟนขึ้นมาแลวยังประมาท ประพฤติตนอยูในอกุศลธรรม มีอายุยืนยาวอยูไดเพียงปเศษจึงตองตายจากความเปนมนุษย แลวไปเกิดเปนสัตวอยูในภพนรกตามที่เขาไปเห็น ไมสามารถพัฒนาจิตใหพนจากนรกได ดวยเหตุยังคงประพฤติคดโกงคาแรงคนงาน โดยใชใหทำงานหนักแตจายเงินคาแรงใหนอย หรือไมจายตามที่ไดตกลงกันไว ยังมีอยูอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเปนเรื่องของพระภิกษุสงฆผูเปนเจาอาวาสของวัดแหงหนึ่ง ที่ตั้งอยูบนยอดดอยกลางปาหลังจากที่ผูบรรยายไดคบหาสมาคม และสนทนาธรรมอยูกับทานนานพอสมควร จนเปนที่คุนเคยแลว พระภิกษุสงฆรูปนี้ไดบอกเลาใหผูบรรยายฟงถึงเรื่องที่ทานไดพูดคุยกับยมบาลที่มาหาในคืนกลางดึกของคืนวันหนึ่ง โดยปรากฏเปนคนที่มีรางกายสูงใหญ เดินผานไปทางชองหนาตางของกุฎิเมื่อเวลาประมาณตีหนึงเศษ โดยทานไดพูดกับผูบรรยายวา ในคืนกลาง ่  ดร. สนอง วรอุไร ๒๕
  • ดึกวันหนึ่ง ขณะที่ทานจำวัดอยูในกุฎิบนยอดดอย ไดเห็นคนที่มีรางสูงใหญเดินผานไป จึงไดถามออกไปวา ใครนะ และมีเสียงตอบกลับมาวายมบาล เมื่อพระภิกษุสงฆไดยินเสียงตอบกลับ จึงไดพิจารณาวาพระภิกษุสงฆเปนมนุษย แตยมบาลเปนเทวดา การทีจะมาพูดคุยกันผานทางชองหนาตางเปนการ ่ไมสมควร ไมใหเกียรติเทวดาที่ตนเปนมนุษย จึงลุกขึ้นเดินไปเปดประตูกุฏิ แลวเชิญเทวดาใหเขามาพูดคุยกันขางใน ซึ่งคำที่สนทนากันมีดังนี้พระภิกษุสงฆ : ทานมาที่นี่ทำไมในยามวิกาลเชนนี้ยมบาล : ขาพเจามารอรับวิญญาณของพระภิกษุสงฆรูปหนึ่งที่จะตายในคืนวันนี้ เพื่อนำไปชำระโทษในเมืองนรกพระภิกษุสงฆ : พระภิกษุสงฆรูปนั้นเปนใคร และมีชื่อวาอะไร?ยมบาล : พระภิกษุสงฆรูปทีขาพเจามารอรับวิญญาณ ่ก็คือทานนั่นแหละพระภิกษุสงฆ : ทำไมอาตมาจะตองตายในคืนวันนีและตอง ้ไปรับโทษในเมืองนรก ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๒๖
  • ยมบาล : เหตุที่ตองตายในคืนวันนี้เพราะเจากรรมนายเวรของพระคุณเจา เขามาขอรองใหนำวิญญาณของทานไปพิพากษาโทษ ในสมัยทีพระคุณเจายังเปนเด็กอาศัยอยูกับแม ่ ไดประพฤติปาณาติบาตกับกุง หอย ปู ปลา ที่อยูในทองนา จึงตองลงไปเกิดในนรกพระภิกษุสงฆ : อาตมา เปนพระบวชใหม ยังทำความดีไวไมมากเทาไร ขออยูเพื่อทำความดีใหมีมากกอน แลวจึงจะไปกับทาน ยังไงๆ ก็จะไมไปกับทานในเวลานี้ยมบาล : ถาเชนนั้นอีก ๑๒ ปมนุษย ขาพเจาจะกลับมาหาพระคุณเจาใหม ยมบาลโดนลูกตื๊อไมยอมไปของมนุษย เพราะพระภิกษุสงฆไมยอมตายในคืนวันนัน แตหากผูใดไดรับการผัดผอน ้ ที่จะมีชีวิตอยูตอ ยอมไมเกิดขึ้นไดเหมือนกับกรณีที่พระภิกษุสงฆไดพบกับยมบาล ผูมีอำนาจโดยตรงในการตัดสินชีวตของ  ิสัตวผูมีจิตเปนทาสของกาม ถือวาพระภิกษุสงฆรูปนั้นเปนผูมีโชคดี ที่ยมบาลมารอรับจิตวิญญาณ แลวยังสามารถตอรองใหชีวิตยังคงอยูได เพื่อใหประกอบกรรมดีใหมีมากยิ่งขึ้น ดร. สนอง วรอุไร ๒๗
  • ผูบรรยายไดประเมินเวลาที่ยมบาลไดใหโอกาสแกพระภิกษุสงฆรูปนั้น แลวยังมีเวลาเหลืออีกประมาณสองปเศษ จึงจะมีโอกาสพบกับยมบาลอีกเปนครังทีสอง เมือพบกันแลวจะรูวา ้ ่ ่ ความดีที่มนุษยไดทำไวแลวนั้น สามารถจะเปนเครื่องประกันไมใหลงไปเกิดในนรกไดจริงหรือไม คนทั่วไป ไมมี โอกาส ได พบ กับ นาย ใหญ ของ ยมโลกเชนพระภิกษุสงฆรูปนั้น มนุษยผูมีจิตเปนทาสของกาม เมื่อตายแลว ยมทูตคือทูตผูนำจิตวิญญาณของคนตายไปใหพระยม (ยมบาล) ลงโทษในเมืองผี (นรก) เมื่อพบกับยมทูตแลวโอกาสตอรองใหมีชีวตอยูตอ ยอมไมเกิดขึนได ดังนันบุคคลไม ิ  ้ ้พึงประมาท ทำแตความดีอยูทุกขณะตืน เพือใหจิตวิญญาณมี  ่ ่บุญสั่งสมไวเปนปจจัยเดินทางสูสุคติภพในโลกหนา ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๒๘
  • โลกธรรมบุ ค ค ล ที่ ห ล ง ผิ ด
  • เมื่อพูดกันถึงคำวา “กาม” ไมใชเรื่องที่หยาบคายแต กาม หมาย ถึ ง สิ่ง ที่ นา ปรารถนา น า ใคร ของ ปุ ถุช น คนทั่วไป อาทิ กิเลสเปนกาม เปนสิ่งที่นาปรารถนานาใคร ที่คนจำนวนหนึ่ง เอาจิตเขาไปเปนทาสของโลกธรรม (กิเลสกาม)เชน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แลวทำใหเกิดเปนกามสุขขึ้นกับจิตที่มีความเห็นผิดไปจากธรรม เมื่อใดที่จิตใจตองเผชิญกับความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข เมื่อนั้นจิตยอมเกิดอารมณของกามทุกขขึ้น นอกจากนี้แลวบุคคลผูไมรูจริง ยังเอาจิตเขาไปเปนทาสของอายตนะภายนอก เชน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๓๐
  • ทางกาย หากอายตนะภายนอกทั้งหานี้ ทำใหเกิดเปนอารมณที่นาปรารถนานาใครก็จะเกิดเปนกามสุขขึ้นกับจิต ตรงกันขาม หากอายตนะภายนอก เปนสิ่งที่ไมนาปรารถนาไมนาใครอาทิ ตาเห็นรูปอัปลักษณ หูไดสัมผัสเสียงกนดา จมูกไดสัมผัสกับกลิ่นเหม็น ลิ้นไดสัมผัสกับรสชาติของอาหารที่ไมอรอยรางกายสัมผัสกับอากาศทีรอนอบอาว จิตยอมรับเอาอายตนะ ่ภายนอกเหลานี้ เขาปรุงอารมณไมดี อารมณของกามทุกขจึงเกิดขึ้นได เมื่อผูฟงไดทราบความหมายของคำวากามแลว และยังมีชีวิตตกเปนทาสของกาม ตายแลว จิตวิญญาณยังตองถูกกิเลสกาม ผลักดันใหโคจรไปเกิดเปนสัตวที่มีรูปนามอยูในกามภพ (ภพนรก ภพเปรต ภพอสุรกาย ภพติรัจฉาน ภพมนุษยและภพสวรรค) ได กามภพเหลานี้อยูภายใตการกำกับดูแลของพญายม ซึ่งหมายความวา ผูที่ยังมีจิตอยูใตอำนาจของกิเลสกาม ยังตองพบกับพญายมหรือยมบาลแนนอน เมือถามวา “พญายม” เปนใคร ก็ตอบไดวาเปนเทวดา ่ชั้นผูใหญ ที่ทำหนาที่ตัดสินชีวิตของสรรพสัตว ที่ยังมีจิตเปนทาสของกาม ใหไปเกิดเปนสัตวตัวใหม อยูในกามภพทีมีความ  ่ ดร. สนอง วรอุไร ๓๑
  • สุขความสบาย (สุคติภพ) หรือใหไปเกิดเปนสัตวตัวใหม อยูใน กามภพทีมีความทุกขยากลำบาก (ทุคติภพ) ตามหลักฐานของ ่กุศลกรรม หรืออกุศลกรรม ที่ถูกเก็บบันทึกไวในดวงจิต ดัง นั้น เมื่อ ไดยิน ได ฟง ผู รู มาบ อก กลาว แลว พึง หันกลับมาดูตัวเองวา จะพัฒนาจิตใหมีบุญสั่งสมหรือจะทำรายจิตใหเศราหมองดวยบาปอกุศลก็พึงเลือกเอาตามที่ชอบเถิดพญายมมิไดเปนเทวดาที่โหดราย แตเปนเทวดาที่ทำหนาที่ไดอยางถูกตรงตามธรรม ดวยเหตุนี้มนุษยผูมีกรรมชั่วเมื่อตายแลวไป เจอ กับ พญา ยม และ หวัง ที่ จะ ติด สินบนกับ พญายมเพื่อใหการตัดสินของตัวใหไปเกิดใหมในสุคติภพจะไมเกิดขึ้นได ไมเหมือนกับมนุสฺสเปโตบางคน ที่ซื้อความผิดของตัวเองดวยทรัพย หรือสิงของ เพือจูงใจบุคคลใหประพฤติผิดตอหนาที่ ่ ่(สินบน) พญายมทำหนาทีซือตรงตอกฎแหงกรรม คือ ทำดีตอง ่่ไดดี ทำชั่วตองไดรับผลชั่วแนนอน ซึ่งตรงกันขามกับมนุษย ใชกฎหมายและหลักฐานการทำความผิดเปนเครื่องตัดสินชีวิตของบุคคล มนุษยที่มีกิเลสอยูในดวงจิตจึงคิดบัญญัติกฎหมายใหมีชองโหว เพื่อให ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๓๒
  • คนฉลาดแกมโกงเอาตัวรอด นอกจากนีมนุษยทีฉลาดแกมโกง ้ ่ยังสรางหลักฐานทีไมตรงกับความเปนจริง (หลักฐานเท็จ) หรือ ่แมกระทั่งทำลายหลักฐาน มิใหตรวจสอบไดวา ตนไดกระทำความผิดไว ผูรูจริงไดเห็นพฤติกรรมของคน ที่คิดพูดทำในสิ่งที่ทุศลไรธรรม แลวเกิดความสงสาร เพราะรูวาไมมใครสามารถ ี  ีทำรายตัวเราไดมากเทากับจิตทำรายตัวเอง หากทำจิตใหสงบแลวพิจารณาสัจธรรมที่กลาวถึง ยอมรูเห็นเขาใจในประโยคดังกลาว วาเปนสิ่งที่จริงแทแนนอน ผูใดเขาถึงความจริงเชนนี้ได ยอมระมัดระวังในการคิด พูด ทำของตัวเอง ดวยรูวากรรมที่บุคคลไดกระทำใหสำเร็จลงแลวยอมไมสูญเปลา ผลของการกระทำยังคงถูกเก็บบันทึกไวในดวงจิต ทุกขณะตื่น จิตมีการทำงาน จิตยอมสั่งรางกายใหมีการคิด การพูด และการกระทำ แลวผลของกรรมยอมถูกเก็บไวในดวงจิตเปนสัญญา หากเปนสัญญาที่ดีก็คือบุญ เปนสัญญาที่ไมดีก็คือบาป บุคคลจึงมีบุญและมีบาปติดตัวมาแตชาติปางกอน ยังมีบุญและยังมีบาปทีทำในชาติปจจุบน ถูกเก็บบันทึกไวในดวงจิต ่ ัอีกดวย ดร. สนอง วรอุไร ๓๓
  • ผูบรรยายไดพัฒนาจิตจนเขาถึงปญญาสูงสุดที่เรียกวา ภาวนามยปญญา จึงสัมผัสชีวิตไดยาวไกลขามภพขามชาติยาวไกล เกินกวาที่ตาเนื้อตาหนังจะสัมผัสได จึงไดพูดเรื่องตายแลวไปไหนไดอยางถูกตรงและกวางไกล พรอมทั้งบอกวิธีพิสูจน ใหทานที่สนใจไดนำไปประพฤติปฏิบัติ กอนที่ จะ เดินทาง มา บรรยาย ที่ จังหวัด ชัยภูมิ ได มีโอกาสดูขาวน้ำทวม ที่แพรภาพอออกทางจอโทรทัศน เห็นผูประสบภัยพิบัติ ดวยถูกน้ำทวมแลวใหสงสาร เพราะเขาเหลานั้นไมรูจริง จึงเกิดความประมาท มิไดพัฒนาจิตใหมีบุญ สั่งสม ผู มี บุญ ปรารถนา สิ่ง ใด ยอม ได สิ่ง นั้น ปรารถนามิใหน้ำทวมบานยอมเกิดไดดวยมีบุญเปนตนเหตุ ทานที่เขามา ฟง ผูรู บอก กลาว จะ พิสูจน ไหม วา คำ พูด นี้ เปน สัจธรรมหากประสงคจะพิสจนตองพัฒนาใหจิตของตัวเองมีบุญสังสม ู ่แลวความเปนจริงดังกลาวจึงจะเกิดขึ้นได ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๓๔
  • ศักยภาพก า ร พั ฒ น า ป ญ ญ า
  • ทีนี้หันมาพูดกันถึงเรื่องของปญญาหรือความรูซึ่งมีความหมายเปนอยางเดียวกัน มนุษยมีความสามารถหรือเรียกวามีศักยภาพในการพัฒนาปญญาไดถึงสามระดับ คือ ปญญาที่เกิดจากการฟง การอาน (สุตมยปญญา) ปญญาทีเกิดจากคิดหรือจินตนาการของจิต (จินตามย ่ปญญา) และสุดทายเปนปญญาสูงสุด (ญาณ) ทีมนุษยสามารถ ่พัฒนา และ เขา ถึง ได คือ ปญญา ที่ เกิด จาก การ พัฒนาจิต(ภาวนามยปญญา) ปญญาสูงสุดมีอยูสองระดับ ผูใดพัฒนาจิต (สมถภาวนา ) จน เขา ถึง สมาธิ แนว แน หรือ ที่ เรียก วา เปน สมาธิในฌาน แลว ถอนจิต ออก จาก ฌาน ปญญา สูงสุด ที่ ระบบ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๓๖
  • ประสาทไมสามารถสัมผัสได แตจิตที่พัฒนาจนมีความถี่คลื่นจิต เปน ระเบียบ ได แลว ยอม สามารถ รู เห็น เขาใจ ความ จริง(เหตุผล) ที่อยูเหนือระบบประสาทสัมผัสไดเชน เดินบนผิวน้ำได ลอยตัวในอากาศได (อิทธิวิธิ) สามารถไดยินเสียงที่อยูหางไกลได (ทิพพโสต) สามารถรูความคิดของคนอื่นได (เจโตปริยญาณ) เห็นภพภูมิที่ตนเวียนตายเวียนเกิดมาแลวแตอดีตได(ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) และ สามารถ เห็น สัตว ที่ มี รางกาย เปนทิพย ( ทิพ พจักขุ) ปญญา สูงสุด ทั้ง หา ประเภท นี้ เรียก วา โลกิย ญาณหรืออภิญญา ๕ และยิ่งไปกวานั้นบุคคลยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาจิต (วิปสสนาภาวนา) จนเขาถึงเหตุผลที่เปนจริงแท(ปรมัตถสัจจะ) ได ความเปนจริงเชนนี้ มิไดอยูใตอำนาจของกาลเวลา คือ กาลเวลาไมสามารถทำใหความจริงแปรเปลี่ยนไปเปนความไมจริงได ความรูหรือปญญาสูงสุดเชนนี้ นักปฏิบติ  ั ดร. สนอง วรอุไร ๓๗
  • ธรรมเรียกวาปญญาเห็นแจง หรือคือปญญาที่เห็นถูกตรงตามธรรมนั่นเอง ในฐานะทีผูบรรยายไดเขาถึงความรูสูงสุดทางโลก คือ ่ ปญญาสองตัวแรกทีกลาวมาขางตน จึงทำใหไมเชือวาเทวดามี ่ ่อยูจริง ไมเชือวามนุษยตายแลวยังตองไปเกิดอีก จึงไดไปพิสจน  ่ ูสัจธรรมดังกลาวดวยการไปปฏิบัติธรรม และเขาถึงปญญาทั้งสามระดับนี้ได จึงทำใหความเชื่อเปลี่ยนไปในทางที่ถูกตรงตามความเปนจริงแท คือวันนี้จริงอีกพันป หมื่นป แสนป ก็ยังคงความเปนจริงอยูอยางเดิม หลังจากที่พัฒนาความรูไดทั้งสามระดับแลว จึงไดใชความรูสุตมยปญญาและจินตามยปญญา (ปญญาทางโลก)ทำงานใหกับโลก และใชความรูสูงสุด คือปญญาเห็นแจงสองนำทางใหกับชีวตปจจุบน ไดดำเนินไปอยางสะดวกราบรืนและ ิ ั ่มีความสุข จากสัญญาเกาทีผูบรรยายมีประสบการณมายาวนาน ่ในปพุทธศักราช ๒๕๐๒ ผูบรรยายไดเดินทางโดยรถประจำทาง ไปยังภาคอีสาน สมัยนันถนนมิตรภาพยังมิไดถูกสรางขึน และ ้ ้ถนนไฮเวยตามที่เห็นอยูในปจจุบันก็ยังมิไดถูกสรางขึ้นเชนกัน ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๓๘
  • ทางหลวงจังหวัดในสมัยนั้นเปนถนนสองเลน ผูบรรยายไดมีโอกาสเดินทางจากจังหวัดสระบุรีผานอำเภอทับกวางเขาสูอำเภอปากชอง สองขางทางเต็มไปดวยปาไมมีตนไมใหญขึ้นปกคลุมจนรกทึบ แตเมื่อเร็วๆ นี้ไดมีโอกาสเดินทางไปที่วังน้ำเขียว ซึ่งเปนอำเภอที่อยูไมหางไกลจากเขาใหญ ไดนั่งรถยนตผานทางเดิมที่เคยไปเมื่ออดีต ไดเห็นปาเปลี่ยนไปเปนภูเขาหัวโลนสุดลูกตา ตนไมใหญที่เคยมีอยู ไดถูกตัดโคนจนโลงเตียนใชเปนที่ปลูกพืชไร ปลูกบานพักอาศัยและปลูกสรางรีสอรท ขณะพักอยูที่วังน้ำเขียว ในคืนวันหนึ่งไดไปเห็นภาพยอน อดีต ของ วัง น้ำ เขียว ที่ อุดม ดวย ปา ไม อัน เปนที่ อยู ของรุกขเทวดา ดวยความรูไมจริงของมนุษยประกอบกับการมีรุกขธรรมของเทวดา จึงทำใหตนไมใหญถูกตัดโคน จนแทบจะไมมีเหลือใหเห็น ตอมารุกขเทวดาผูครอบครองปาแหงนั้นในอดีต ไดจุติลงมาเกิดเปนมนุษยและไดมีโอกาสครอบครองพืนทีดินในบริเวณนันอีก แตจิตสำนึกยังไมจางหาย มนุษยผูถูก ้ ่ ้ สมมุตใหเปนเจาของพืนที่ ไดอุทศผืนดินทีโลงเตียนแหงนัน ให ิ ้ ิ ่ ้เปนทีพำนักของภิกษุในพุทธศาสนา ดวยการสรางเปนวัดและ ่ปลูกตนไมใหญใหขึ้นปกคลุมพื้นดินอีก ดวยหมายจะใหเปนที่ ดร. สนอง วรอุไร ๓๙
  • อยูอาศัยของสรรพสัตว แตก็ทำไดไมเหมือนเดิมที่เคยเปนปามากอน ความคิดดังๆ (บอกเลา) เชนนี้ ในธรรมวินัยของพุทธศาสนา หามภิกษุประพฤติ หากภิกษุใดประพฤติถือวาเปนการละเมิดวินัย อวดอุตริมนุสสธรรม แตในฐานะที่ผูบรรยายมีเพศเปนฆราวาส มีศีลคุมใจอยูหาขอ จึงสามารถคิดดังๆ ใหผูฟงไดทราบ มากกวาที่จะไดยินจากปากของภิกษุสงฆ อีกประการหนึงใครจะย้ำเตือนใหเห็นวา สัญญาเกาที่ ่ถูกเก็บบันทึกไวในดวงจิตเปนเรื่องที่เปลี่ยนไดยาก สัตวบุคคลจึงมักมีพฤติกรรมซ้ำรอยเดิม อาทิ คนที่ชอบบำเพ็ญทาน จะเกิดมากี่ภพกี่ชาติก็ยังชอบใหทานอยู ตรงกันขาม คนที่ชอบขอจากผูอื่น จะเกิดมากี่ภพกี่ชาติ ก็ยังทำตัวเปนผูขออยูร่ำไปสัญญาเกาที่แกไขไดยากก็คือความรูไมจริง ซึ่งอาจเรียกไดวาเปนความหลง หรือเรียกวา เปนโมหะได นี่คือกิเลสตัวใหญที่ทำใหจิตเศราหมอง อันเปนตนเหตุสำคัญที่ทำใหสัตวบุคคลตองเวียนตายเวียนเกิดอยูอยางไมรูจบ ทีนหันมาพูดเรืองมนุษย หากจะถามวามนุษยคือใคร? ี้ ่ก็สามารถตอบไดวา มนุษยเปนสัตวโลกชนิดหนึ่ง ที่มาเกิดมาอยูอาศัย มาทำกิจกรรมใหกับชีวิต แลวตายจากโลกนี้ไป ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๔๐
  • หากจะถามตอไปอีกวา เทวดามาเกิดอยูบนผิวโลกใบนี้ไดไหม? ก็สามารถตอบไดวาภุมมเทวดามีผิวโลกใบนี้เปนที่อยูอาศัย รุกขเทวดา มีตนไมที่ขึ้นปกคลุมผิวโลกใบนี้เปนที่อยูอาศัย และหากจะถามวายังมีสัตวอืนอีกไหมทีมาเกิดหรือมา ่ ่อุบตขึนอยูบนผิวโลกใบนี้ ผูทีใชประสาทสัมผัสก็สามารถตอบ ัิ้   ่วา ยังมีสัตวเดรัจฉาน ผูที่ใชจิตสัมผัสไดก็สามารถตอบวา ยังมีมนุษยกายทิพย (มนุษยบังบด) ยังมีสัตวเดรัจฉานกายทิพย(พญานาค) ยังมีเทวดาที่อยูตามภูเขา ตามถ้ำ ตามรูปเคารพฯลฯ อยูอีกดวย มนุษย ที่ มี ความ รู จริง แท จึง ประพฤติ ตน เปน อยู กับธรรมชาติ ไม เบียดเบียนธรรมชาติ อยู กับ ธรรมชาติ อยางรูคุณคา ซึ่งตรงกันขามกับคนที่รูไมจริงแท ยอมดำเนินชีวิตเปนศัตรู (ปฏิปกษ) กับสิ่งที่อยูรอบขาง ทำสิ่งที่อยูรอบขางใหเปนไปตามความตองการของตน ประพฤติเบียดเบียน ทั้งสัตวกายหยาบ และสัตวที่มีรางเปนทิพย รวมถึงเบียดเบียนธรรมชาติที่อยูแวดลอมตัวเอง เมื่อใดที่สิ่งแวดลอมจำเปนตองปรับตัวเองใหเขาสูสภาวะสมดุล พิบัติภัยธรรมชาติจึงได ดร. สนอง วรอุไร ๔๑
  • เกิดขึ้น แลวนำความวิบัติมาสูสรรพสัตวที่รวมอยูอาศัยบนผิวโลกใบนี้ ตาเห็นวาน้ำทวมทำใหมนุษยวิบัติ ดินถลมหรือแผนดินไหวทำใหมนุษยวิบัติ ลมพัดแรง เชน ลมงวงชาง ลมทอรนาโด ลมเพชรหึง ฯลฯ เหลานี้ นำความวิบัติมาสูมนุษยได รวมถึงไฟที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติหรือไฟที่เกิดโดยฝมือของมนุษยยอมนำความวิบัติมาสูมนุษยไดทั้งสิ้น ตรงกันขามผูที่มีศักยภาพในทางจิตยังเห็นวา ความวิบัติที่เกิดจากมนุษยเปนตนเหตุ ยังมีไปถึงสัตวกายทิพยไดอีกดวย หากยอนกลับไปดูตนเหตุของการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติยอมหนีไมพน การเบียดเบียนอันเนื่องมาจากความเห็นผิดของมนุษยเปนตนเหตุ แตดวยความเห็นผิด และความเห็นแกตัว (อัตตา) จึงทำใหไมมีใครยอมรับความจริงในเรื่องนี้ คนเห็นผิดกลับไปโทษวา ธรรมชาติทำใหเกิดภัยพิบัติขึ้นเอง แตตามความเปนจริงแทแลว มนุษยผูเห็นผิดตางหากละที่ประพฤติเบียดเบียน ผลแหงความวิบัติจึงไดเกิดตามมาใหผูประพฤติเบียดเบียนหรือผูมีบาปอกุศลอยูในดวงจิตตองเสวยผลแหงอกุศลกรรมนั้น ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๔๒
  • สัพพัญูผู รู จ ริ ง ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อ ย า ง
  • ผูรูจริงแทและรูจริงใในทุกสิ่งทุกอยาง (สัพพัญู)คือพระพุทธเจา ไดตรัสไววา “ธรรมยอมคุมรักษาผูประพฤติธรรม” ผูบรรยายไมเคยเชื่อคำสอนในพุทธศาสนามากอนจึงไดไปพิสูจนและสามารถเขาถึงความรูสูงสุด ไดนำเอาปญญาเห็นแจงมาพิสูจนสิ่งที่พระพุทธองคทรงตรัสไวนั้น เปนความจริงแทแนนอนไมวากาลไหนๆ สัจธรรมยังคงเปนความจริงอยูเหมือนเดิม ดวยเหตุนี้ ผูบรรยายจึงไดพูดกับผูฟงวา ผูใดปฏิเสธที่จะเอาธรรมวินัยมาสถิตอยูใจตนเอง ยอมเปดโอกาสใหความวิบัติเขาถึงชีวิตของตนได หรือพูดในทางตรงกันขามวา หากมีธรรมวินยสถิตอยูกับใจของตนเองอยูทุกขณะตืน ชีวต ั   ่ ิยอมดำเนินไปสูความสวัสดีและมีความสุขทุกเมื่อ ปญหาจึงมีอยูวา ทานผูฟงจะพิสูจนสิ่งที่พูดนี้ไหมวาเปนความจริง หากประสงคพิสูจนตองนำตัวเองเขาปฏิบัติ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๔๔
  • ธรรมจนดวงจิตเขาถึงธรรมไดเมื่อใดแลว พิบัติภัยธรรมชาติยอมไมเกิดขึ้นกับผูมีธรรมะรักษาใจแนนอน ลองทำจิตใหนิ่งสักนิดแลวพิจารณาดูวา จิตเขาอยูอาศัยในรางกายนี้ชั่วคราว บางครั้งจิตมีอารมณติดลบ จิตมีความเห็นผิด จึงทำงานเบียดเบียนรางกายใหมีอาการเจ็บปวยเกิดขึ้น คนที่มีสุขภาพทางรางกายดี คือคนที่มีจิตเปนอิสระจากเรื่องของคนอื่น ตรงกันขาม คนที่เอาเรื่องของคนอื่นมาทำใหตัวเองมีอารมณติดลบ ยอมมีสุขภาพทางกายไมดี คนโบราณไดพูดไวนานแลววา ตราบใดที่ดนน้ำลมไฟของรางกายอยูในสภาพ ิที่สมดุล อาการเจ็บปวยทางรางกายจะไมเกิดขึ้น ตางๆ เหลานี้เปนความจริงที่รอการพิสูจนจากทานผูฟง หากทานผูใดพิจารณา จนเขาถึงความจริงที่เปนไปตามกฎธรรมชาติไดแลว จะไมประพฤติตนเปนคนเบียดเบียนตนเอง ไมเบียดเบียนคนอื่น สัตวอื่น รวมถึงไมเบียดเบียนสิ่งแวดลอมที่อยูรอบขาง แตจะใชรางกายนี้ทำประโยชนใหเกิดขึ้นกับตนเอง ทำประโยชนใหเกิดขึ้นกับคนอื่น สัตวอื่น รวมถึงทำประโยชนใหกับสิ่งแวดลอม ดังเชน ตนไมใหญที่ขึ้นอยู ดร. สนอง วรอุไร ๔๕
  • ในปาบนภูเขาไดทำใหเราไดดูเปนตัวอยาง ใบใหที่กำบังแดดลมฝน ใหที่พักพิงกับสรรพสัตวที่เขาอยูอาศัย ใหความรมเย็นใหอากาศบริสุทธิ์ กิ่งใบที่รวงหลนสูพื้นดินผุพังแลวยังเปนปุยใหกับตนไมอื่น ฯลฯ และในทางตรงกันขามตนไมตองการเพียงปุย ตองการน้ำ ตองการอากาศเสียที่สรรพสัตวขับถายออกสูบรรยากาศ เพื่อนำไปปรุงเปนอาหารบำรุงตนไมใหเติบใหญ แข็งแรง เพื่อทำตัวเปนผูใหตอไปเรื่อยๆ แลวความสงบรมเย็นและเปนสุข ยอมเกิดขึ้นกับมวลชีวิตที่รวมอยูอาศัยบนผิวโลกใบนี้ ซึ่งตรงกันขามกับผูที่ศึกษาหาความรูทางโลกมาสูงยอมมองตัวเองเปนใหญ ทำสิ่งตางๆ เพื่อนำประโยชนมาสูตัวเอง เมื่อมีการเจ็บปวยเกิดขึ้นกับรางกายแลว ยอมหาผูมีความรูทางโลกมาบำบัดรักษา ดวยการเยียวยา ผาตัด หรือแมกระทั่งใชสารเคมีมากำจัดที่ตนเหตุแหงการเจ็บไขไดปวยใหหมดไป โดยหารูไมวา ความเจ็บไขไดปวยทางรางกาย ตามที่ผูรูแจงในทุกสิ่งทุกอยาง ตรัสไวในทำนองที่วา เกิดจากสี่ตนเหตุใหญคือ ๑. ออกกำลังกายไมสม่ำเสมอ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๔๖
  • ๒. เพียรมาก นอนนอย ๓. ฤดูกาลเปลี่ยน ๔. โรคที่เกิดจากกรรม เฉพาะสาเหตุที่ ๑-๓ เทานั้น ที่ผูมีความรูทางโลกสามารถบำบัดรักษาใหหายได ดวยการแนะนำคนไขใหทำเหตุตรงกันขาม สวนสาเหตุที่ ๔ จะหายจากอาการเจ็บปวยทางกายได ขึ้นอยูกับการชดใชหนี้เวรกรรมใหหมดสิ้นไดเมื่อใดโอกาสหายจากอาการเจ็บปวยจึงจะเปนไปได คือเจากรรมนายเวรเลิกจองเวรนันเอง หรือหากใครผูใดพัฒนาจิตจนหลุด ่ พนจากการเวียนตายเวียนเกิดในวัฏสงสาร หนี้เวรกรรมที่ยังคางคากันอยู เปนอันยกเลิกโดยปริยาย ผูรูจริงยอมไมประพฤติเบียดเบียน แตประพฤติตนเปน เพื่อนที่ดีกับสรรพสิ่งที่อยูรอบขาง ประพฤติตนมีผีเปนเพื่อนมีเทวดาเปนเพื่อน มีมนุษยเปนเพื่อน มีสรรพสัตวเปนเพื่อนตลอดจนมีธรรมชาติเปนเพื่อนรวมอยู รวมอาศัย รวมอำนวยประโยชนใหกันและกัน ผูใดมองทุกสิ่งทุกอยางจนเห็นเปนเพื่อนไดดังนี้แลว ผูนั้นยอมมีชีวิตปจจุบันสงบและมีความสุข ดร. สนอง วรอุไร ๔๗
  • ในคราวทีมีน้ำทวมใหญเมือปลายป ๒๕๕๓ ผูบรรยาย ่ ่ ไดโทรศัพทไปสอบถามผูมีบุญ เพื่อใหแนใจวา บุญเปนตนเหตุแหงความสุขจริงไหม ผลปรากฏวาเพื่อนที่อยูโคราช ตอบมาวา “บานผมน้ำไมทวมครับ” เพื่อนที่อยูจังหวัดนครสวรรคตอบมาวา “ที่บานน้ำไมทวมแตขางบานน้ำทวม” และเพื่อนที่อยูจังหวัดอยุธยาไดพบกันเมื่อครั้งที่เดินทางไปบรรยายที่กรุงเทพฯ ผูบรรยายจึงไดสนทนาซักถามถึงเรื่องน้ำทวมเชนเดียวกันนี้ผูบรรยาย : อยู ที่ จั ง หวั ด อยุ ธ ยา เห็ น ข า ว ออก ทางจอโทรทัศนวามีน้ำทวมสูงจนมิดศีรษะ ที่บานคุณเปนเชนนั้นไหม?คนอยุธยา : ที่บานผมน้ำไมทวมครับผูบรรยาย : เออ โชคดีนะ ไหนลองเลาใหอาจารยฟงสิวา ทำไมน้ำจึงไมทวมบานคนอยุธยา : เหตุทีน้ำไมทวมบานผมเปนเพราะวา สมเด็จ ่พระเทพฯทานมาซื้อที่ดินใกลบานผม และไดสรางโรงสีขาวขึน เมือสรางโรงสีขาวแลวเสร็จ ทานไดมอบใหเปนสมบัตของ ้ ่ ิ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๔๘
  • ชาวบาน บริหารจัดการดูแลกันเอาเองและไดยกคันดินลอมรอบที่แหงนั้น ซึ่งไดลอมเอาบานผมเขาไปดวย เหตุนี้น้ำจึงไมทวมครับ ผูบรรยายเองมีเหตุที่จะตองเดินทางไปใหความรูกับมวลชนทีจังหวัดชัยภูมิ ก็มีน้ำทวมเหมือนกัน ดังทีเห็นเปนขาว ่ ่ออกทางจอโทรทัศน เมื่อกำหนดวันเดินทางไปถึงแลวปรากฏวา ไมมี น้ำ ดัง ที่ เห็น ในจอ โทรทัศน สัก หยด น้ำ ได อันตรธานหายไปจากถนน เหลือแตเครื่องสูบน้ำยังคงคางอยูบนถนน จากตัวอยางที่ยกขึ้นมาบอกเลาใหฟง จึงเปนเครื่องยืนยันไดวา “ธรรมยอมคุมรักษาผูประพฤติธรรม” นั้นเปนจริงแทแนนอน ผูใดปรารถนาพิสจนสัจธรรมนี้ ตองพัฒนาจิต  ู(วิปสสนาภาวนา) ตัวเองใหเขาถึงปญญาเห็นแจงหรือเห็นถูกตรงตามธรรม แลวใชปญญาที่พัฒนาไดมาบริหารจัดการจิตตนเองใหมีพฤติกรรม ถูกตรงตามธรรมวินัยของพุทธศาสนาใหธรรมวินยสถิตอยูกับใจอยูทุกขณะตืน แลวชีวตของผูนันจึง ั   ่ ิ  ้จะพบแตความสวัสดี ดังที่กลาวไวขางตน ดร. สนอง วรอุไร ๔๙
  • กำเนิดบ ร ร ด า สั ต ว โ ล ก
  • ทีนี้ลองถามตัวเองวา มนุษยมาเกิดอยูบนโลกใบนี้เพียงโลกเดียวหรือ ใชตามองก็เห็นวามีอยูเพียงโลกเดียวที่มีมนุษย แตนักวิทยาศาสตรผูมีความรูทางโลกสูง พยายามสรางเครื่องมือเพื่อใชในการตรวจสอบเกี่ยวกับคำถาม แตผลสัมฤทธิ์ยังไมพบวา มีมนุษยเกิดขึ้นบนดาวดวงอื่น พบแตสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรียกวาจุลินทรียมาอาศัยอยูบนดาว (โลก)ดวงอื่นได ผูรูจริงและรูทุกสิ่งทุกอยาง เรียกโลกที่มีมนุษยอยูอาศัยวาทวีป ซึ่งมีอยูสี่ทวีปดังนี้ ๑. อุตตรกุรุทวีป ๒. ปุพพวิเทหทวีป ๓. อมรโคยานทวีป ๔. ชมพูทวีป ดร. สนอง วรอุไร ๕๑
  • ชมพู ทวี ป เป น ชื่ อ ที่ ใช กั น อยู ใน ครั้ ง โบราณ เมื่ อประมาณ สาม พันป เศษ ลวง มา แลว กอน ที่ จะ มา ให ชื่อ วาประเทศอินเดียในปจจุบัน ในอดีตที่ยังมีชื่อเรียกวาชมพูทวีปพระ โพธิสัตว ได จุติ จาก ดุสิต สวรรค ลง มา เกิด เปน เจา ชายสิทธัตถะ ซึ่งตอมาไดตรัสรูเปนพระพุทธเจา ที่มีชื่อเรียกขานกันวา พระพุทธโคดม ผู บรรยาย ใน ฐานะ ที่ เป น นั ก วิ ท ยาศาสตร ไม มีประสบการณในทวีปที่มีชื่อเรียกดังสามทวีปที่กลาวมาขางตน แตมีอยูวันหนึ่ง ผูบรรยายไดพัฒนาจิต (สมถภาวนา)จนเขาถึงความตั้งมั่นเปนสมาธิระดับฌาน เมื่อถอนจิตออกจากความทรงฌานแลว ทิพพจักขุญาณไดเกิดขึ้นและไปเห็นมนุษยตางดาว ที่มีนิ้วมือและนิ้วเทาขางละสามนิ้ว แตมิไดสนใจในสถานที่แหงนั้นวาเขาเรียกวาอะไร สนใจอยูกับความรูทางวิทยาศาสตรในดานทีเกียวกับเทคโนโลยีไรสาย ซึงความ  ่ ่ ่รูในดานนี้ของเขาเจริญกาวหนามากกวาโลกที่เราอาศัยอยูในปจจุบัน นอกจากนียังไดไปเห็นการอุบตเปนมนุษยมิไดเกิดขึน ้ ัิ ้แบบที่เปนอยูในโลกของเรา เขาอุบัติขึ้นเปนตัวเต็มวัยทันที ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๕๒
  • (โอปปาติกะ) และเมื่อเขาหายไปก็มิไดปรากฏรองรอยใหเห็นจากประสบการณที่ไปเห็นการอุบัติขึ้นของมนุษยตางดาว จึงได ยอน ระลึก ถึง การ อุบัติ ขึ้น ของ อัมพ ปาลี ใน ครั้ง พุทธกาลมิไดอาศัยทองของแมเปนที่เกิด แตเกิดดวยการผุดขึ้นเปนตัวเต็มวัยทันที ที่โคนตนมะมวง ในพระราชอุทยานเมืองเวสาลีแควนวัชชีการเกิดเปนมนุษยโดยวิธโอปปาติกะจึงเปนเรืองจริง ี ่ที่ความรูทางโลกไมสามารถสัมผัสได และเชนเดียวกัน กอนที่จะมีการประดิษฐานอนุสาวรียพระนางจามเทวีขึ้นที่จังหวัดลำพูน ผูบรรยายไดมีโอกาสจัดทำประวัติของพระนางฯ และจัดพิมพเปนรูปเลมใหกับจังหวัดลำพูน จึงไดรูวาพระนางฯเกิด เปนมนุษยอยูในดอกบัว ซึ่งถือวาเปนการเกิดในที่ชื้นแฉะ (สังเสทชะ) ไดดังที่เคยเกิดขึ้นในพุทธันดรกอนที่พระพุทธโคดมจะอุบัติขึ้นในโลก อดีตของพระอุบลวรรณาภิกษุณี เคยเกิดเปนมนุษยอยูในดอกบัวใหญ และตอมาไดรับแตงตั้งเปนพระมเหสีของพระเจากรุงพาราณสีในอดีต กอนที่โลกใบนี้จะเกิดขึ้นดังที่เห็นอยูในปจจุบน ั ความ รู เห็น เขาใจ เชนนี้ ปญญา ทาง โลก ไม สามารถหยั่งถึงได แตหากใครผูใดประสงคจะพิสูจนวาเปนความจริง ดร. สนอง วรอุไร ๕๓
  • หรือไมจริงอยางไร ตองพัฒนาจิตจนเขาถึงความรูสูงสุดระดับ โลกิยญาณไดแลว จึงจะสามารถพิสูจนความจริงในเรื่องที่บอกเลามานี้ได ผูรูไดบอกไววา การกำเนิดของสัตวมีอยู ๔ รูปแบบ(โยนิ ๔ ) คือ ๑. เกิดในครรภ (ชลาพุชะ) ๒. เกิดในไข (อัณฑชะ) ๓. เกิดในที่ชื้นแฉะ (สังเสทชะ) ๔. เกิดโดยการผุดขึ้นทันที (โอปปาติกะ) ผูบรรยายไมเคยมีประสบการณวามนุษยสามารถเกิด ขึ้นไดในไข แตมีประสบการณวามนุษยสามารถอุบัติขึ้นไดในสามวิธีที่เหลือ มนุษยมาทำอะไรอยูบนโลกใบนี? มนุษยทีมาอุบตขึน  ้ ่ ัิ้บนโลกใบนี้ มีพฤติกรรมในการดำเนินชีวตทีไมเหมือนกัน บาง ิ ่คนเกิดมาเพื่อชดใชหนี้กรรมเกาพรอมกับสรางหนี้กรรมใหม ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๕๔
  • ดังจะเห็น ไดจากคนที่ปลอยชีวิต ให ดำเนินไปตามยถากรรมจึงทำทังกรรมดีกรรมชัว ซึงสงผลใหจิตมีทังบุญและบาปสังสม ้ ่ ่ ้ ่ไปพรอมๆกัน บางคนเกิดมาเพื่อปรับแกไขขอผิดพลาดของชีวิต บางคนเกิดมาเพื่อเตรียมปจจัยเดินทางสูปรภพ ตลอดจนบางคนเกิดมาสรางและสั่งสมบารมี เพื่อนำพาชีวิตไปสูความพนทุกข นักวิทยาศาสตรทีมหาวิทยาลัยฮารวารด ไดคนพบมา ่หลายปแลววา พลังงานสามารถเก็บบันทึกขอมูลไวเปนความจำได ซึ่งเรื่องในทำนองนี้ พระพุทธโคดมไดพบมานานหลายพันปแลววา พลังงานจิตสามารถเก็บบันทึกผลของกรรมไวเปนความจำ (สัญญา) ได จึงมีความจำเปนที่พระโพธิสัตวจำเปนตองเวียนตายเวียนเกิดมานานหลายอสงไขยแสนกัป เพื่อสรางและสั่งสมบารมีใหครบ ๓๐ ทัศ จึงจะตรัสรูเปนพระสัมมาสัมพุทธเจาได และยังสามารถระลึกไดวา ในแตละชาติที่เกิดมานั้นเกิดมาเปนอะไรและสั่งสมบารมีประเภทใด เชน เคยเกิดเปนชางเพือสังสมศีลบารมี เคยเกิดเปนลิงเพือสังสมวิริยบารมี เคยเกิด ่ ่ ่ ่เปนนกคุมเพื่อสั่งสมสัจจบารมี เคยเกิดเปนคน (พระสุวรรณ ดร. สนอง วรอุไร ๕๕
  • สาม)เพือสังสมเมตตาบารมี เคยเกิดเปนเทวดาเพือสังสมขันติ ่ ่ ่ ่อุปบารมี ฯลฯ เหลานี้เปนเพราะจิตไดเก็บบันทึกผลของกรรมไวเปนสัญญาใหระลึกได ดังนันกรรมทีบุคคลไดกระทำใหสำเร็จลงแลว ผลของ ้ ่กรรมมิไดสูญเปลา ตามทีบุคลผูมีความเห็นผิด คิดเอาเองวาผล ่ ของกรรมไมมี แตผูทีรูแจงและรูทุกสิงอยางคือพระพุทธโคดม  ่  ่ไดตรัสไววา “กมฺมสฺสกทา สตฺตา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธูกมฺมปฏิสรณา กมฺม สตฺเต วิราชติ ยทิทํ หีนปฺปณีตตาย” ซึงมีความหมายในทำนองทีวา สัตวทังหลายทีเกิดมา ่ ่ ้ ่ในโลกนี้ ยอมมีกรรมเปนของตน มีกรรมเปนเชื้อสาย มีกรรมเปนกำเนิด มีกรรมเปนเผาพันธุ มีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย กรรมจึงแบงสัตวทั้งหลาย ออกเปนฝายชั่วชาเลวทราม และฝายประณีตดีงาม ดังนันในกรณีทีเกิดน้ำทวม ดินถลมทับทางสัญจร พายุ ้ ่พัดบานพัง ทรัพยสินสูญหาย การสูญเสียชีวิต ฯลฯ ตางๆเหลานี้ เปนความวิบัติที่เกิดจากการกระทำที่ไมรูจริงของมนุษยเปนตนเหตุ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๕๖
  • ปญญาเห็นแจงรู ไ ด เ ฉ พ า ะ ต น
  • ทานที่นั่งฟงธรรมบรรยายอยูในที่ประชุมแหงนี้ เมื่อไดยินไดฟงผูรูจริงแทมาพูดใหฟงแลวไมจำเปนตองเชื่อ (ตามหลักกาลามสูตร) แตหากประสงคนำพาชีวิตไปสูความสวัสดีตองพิสูจนดูดวยตนเองวา สิ่งที่ไดยินไดฟงนั้นเปนเรื่องจริงหรือเปนเรื่องไมจริงอยางไร แลวคอยปลงใจเชื่อเมื่อตนเขาถึงสัจธรรมนั้นไดแลว หากผูใดประสงคจะเขาถึงความจริงในเรื่องของกฎแหงกรรม ตองพัฒนาความรูสูงสุด (ภาวนามยปญญา) ทั้งสองฝายคือฝายโลกิยญาณหรืออภิญญา ๕ และฝาย โลกุตรญาณ หรือ ญาณ ๑๖ ให ปรากฏ ขึ้นกับ จิต ของตนเอง การพัฒนาจิต (สมถภาวนา) จนตังมันเปนสมาธิสูงสุด ้ ่(ฌาน) เมื่อถอนจิตออกจากความทรงฌาน อภิญญา ๕ ดังที่กลาวไวขางตน ยอมปรากฏใหจิตทีพัฒนาดีแลวสัมผัสได และ ่ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๕๘
  • หากพัฒนาจิต (วิปสสนาภาวนา) จนเกิดปญญาเห็นแจง อันนำไปสูญาณโลกุตระทั้ง ๑๖ ตัวไดแลว ยอมเขาถึงความจริงในเรื่องของกฎแหงกรรมไดดวยตัวเอง แลวเมื่อนั้นจึงจะรูไดวา กาลามสูตรเปรียบไดดั่งเครื่องกรองความจริงและความไมจริงใหแยกออกจากกันได กฎแหงกรรมทีพิสจนไดงาย เชน ทานผูฟงลองหยุดกิน ่ ู ขาวหยุดดื่มน้ำนานสัก ๓ วัน แลวคอยดูปรากฏการณ (ผล)ที่เกิดตามมาวา การประพฤติดังกลาวใหผลเปนอยางไร การพิสูจนดังที่ยกตัวอยางมานั้นอาจจะยาวไป หากหดสั้นเขามาเหลือเพียงหนึ่งวัน คือลองเอาศีรษะชนเสาอยางแรง แลวดูผลทีปรากฏขึนวาจะเปนอยางไร ไมเปนไร คุณหมอทีนังอมยิม ่ ้ ่ ่ ้อยูนี่คงชวยทานได กรรมบางอยางใหผลชา เชน การดืมสุรา เพียงดืมแกว ่ ่แรกหมดไป ผลของการเกิดโรคตับแข็งจะยังไมเกิดขึน หากดืม ้ ่ไปเรื่อยๆ ดื่มทุกวัน โอกาสที่จะเปนโรคตับแข็งยอมเกิดขึ้นไดเมื่อกรรมไมดีใหผล กรรมบางอยางใหผลชามากใหผลขามภพชาติ กรรมประเภทนี้แหละ ที่ผูมีความเห็นผิดยอมไมเชื่อวากฎแหงกรรมมีจริง จึงไดประพฤติอกุศลกรรมใหเกิดขึ้น ดร. สนอง วรอุไร ๕๙
  • เชนคนที่มีอารมณรอน มีอารมณโทสะเกิดขึ้นเปนประจำกับจิตของตัวเอง ตายแลว พลังของบาปยอมผลักดันจิตวิญญาณที่ออกจากราง ใหโคจรไปเกิดเปนสัตวอยูในภพนรก คนที่มีความโลภประพฤติคอรรัปชั่นอยูเสมอ ตายแลวพลังของบาป ยอมผลักดันจิตวิญญาณที่ออกจากราง ใหโคจรไปเกิดเปนสัตวอยูในภพเปรต คนที่มีความเห็นผิด มีจิตเปนทาสของความไมรูจริงตายแลว พลังของบาปยอมผลักดันจิตวิญญาณที่ออกจากรางใหโคจรไปเกิดเปนสัตวอยูในภพติรัจฉาน ฯลฯ ตางๆ เหลานี้เปนไปตามกฎแหงกรรมทั้งสิ้น ผูบรรยายไดมีโอกาสไปใหความรูแกนักโทษ ในหลาย  เรือนจำ ผูตองขังบางคน มีโทสะเปนแรงผลักดันใหกระทำกรรมฆาหั่นศพ ผูตองขังบางคนมีความพรองไมอิ่มไมเต็มไมพออยูในดวงจิต อยากมีทรัพยมากจึงมีความโลภ เปนแรงผลัก ดันใหประพฤติคายาบา ผูตองขังบางคน มีความหลง (โมหะ)มีความเห็นผิดจึงเอาจิตไปเปนทาสของกาม ใหประพฤติลวงละเมิดทางเพศ เมื่อมีหลักฐานกระทำความผิดและประพฤติ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๖๐
  • ผิดกฏหมาย จึงถูกศาลตัดสินใหตองรับผลของกรรมไมดี คือถูกจองจำใหตองสูญเสียอิสระภาพของชีวต กรรมมิไดหยุดลง ิหรือจบสินเพียงแคชีวตนี้ แตกรรมยังมีผลสืบตอขามภพชาติได ้ ิอีก ในกรณีลวงละเมิดทางเพศ ที่ยกขึ้นมาเปนตัวอยางนี้ ตายแลวยังตองลงไปเสวยอกุศลวิบากอยูในภพที่ไมมีความเจริญตอไปอีกดวย กรรมที่ประพฤติผิดกฎหมายของบานเมือง ใหผลในภพปจจุบน มีจักขุประสาทสามารถสัมผัสได และกรรมเดียวกัน ันีทีผลักดันจิตวิญญาณใหตองลงไปเสวย (รับโทษ) อกุศลวิบาก ้ ่อยูในภพหนา มีแตจิตที่พัฒนาดีแลวเทานั้นที่สามารถสัมผัสได ดังนั้นผูที่พัฒนาจิตจนเขาถึงปญญาสูงสุด จึงเห็นมนุษยและสัตวที่ทำกรรมไมดีไว ยอมรูที่ไปของจิตวิญญาณ วาตายแลวยังตองไปเสวยวิบากตอในภพหนา จนกวาจะชดใชหนีเวร ้กรรมไดหมดสิ้น เมื่อหันกลับมาดูมนุษยที่มาอุบัติขึ้นบนผิวโลกใบนี้ มีมนุษย อยู จำนวน ไม มาก นัก ที่ มี ปญญา เห็นถูก ประพฤติ อยูแตสิ่งที่เปนกุศลกรรม มีพฤติกรรมไมผิดกฎหมาย ไมผิดศีลและไมผิดธรรม เมื่อใดที่กรรมดีใหผลชีวิตนี้ยอมพบแตความ ดร. สนอง วรอุไร ๖๑
  • สะดวก ราบรื่นและมีความสุข ผลแหงกุศลกรรมที่ประพฤติไวแลวนี้ยังสงตอไปถึงภพหนา คือไปเกิดเปนสัตวอยูในภพที่ดี เปนสุคติภพ อันไดแก ภพมนุษย ภพสวรรคและพรหมโลกดังนั้นผูรูจริงจึงมีความเชื่อในเรื่องของกฎแหงกรรมวา มีจริงเปนจริงและกฎแหงกรรมนีมิไดบัญญัตไวสำหรับสัตวทีมาเกิด ้ ิ ่อยูในภพมนุษยแตยังครอบคลุมถึงสรรพสัตวที่เวียนตายเกิดอยูในวัฏสงสารดวย ตามคำที่หลวงพอคำเขียนไดพูดไวเมื่อตะกี้นี้วา “ทำดีไดดี ทำชั่วไดชั่ว” จึงเปนคำพูดที่ออกมาจากใจของผูรูจริงผูรูจริงนิยมใหอภัยในทุกสิ่งที่เปนเหตุขัดใจ ดวยการภาวนาวา “ชางมันเถอะ” แลวเมตตาคือ ความรักความปรารถนาใหผูอื่นไดประโยชนและมีความสุขยอมเกิดขึ้น และสั่งสมอยูในดวงจิตเปนเมตตาบารมี ซึ่งสงผลใหมีอารมณสงบและเย็นความมีเมตตาถูกเก็บบันทึกไวในดวงจิต เมือตายแลว พลังของ ่เมตตายอมผลักดันจิตวิญญาณ ใหโคจรไปเกิดเปนพรหมอยูใน พรหมโลก ผูใดมีศีล ๕ ที่บริสุทธิ์คุมใจอยูทุกขณะตื่น และไมมีอกุศลวิบากใดใหผล ผูนันยอมมีทรัพยปลอดภัย ไมวิบตดวยโจร  ้ ัิ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๖๒
  • ดวยน้ำดวยไฟและดวยพระราชา หลายปที่ผานมาผูบรรยายไดมีโอกาสไปทอดกฐิน กับคณะของคุณหญิงสุรีพันธ มณีวัติทางภาคอีสานตอนบน และไปสิ้นสุดลงที่วัดภูทอก จังหวัดหนองคาย ณ ศาลาของวัดภูทอก คุณหญิงฯได เลาใหคณะศรัทธาทอดกฐินฟงวา มีอยูปหนึ่งที่เสาตนนี้ คุณหญิงฯพูดพรอมกับชีนิวไปยังเสาคอนกรีตตนหนึงทีศาลาภูทอก แลวพูด ้ ้ ่ ่วา มีอยูปหนึงไดมีสุภาพสตรีทานหนึงไดมารวมขบวนทอดกฐิน  ่ ่กับคุณหญิงฯ และบนศาลาแหงนี้ สตรีทานนั้นไดนำเอาเงินออกจากถุงกระดาษสีน้ำตาล เพื่อรวมในองคกฐิน เงินที่เหลือเอาเก็บเขาไวในถุงกระดาษสีน้ำตาลใบเดิมใชหนังยางรัดปากถุง แลววางไวทีโคนเสาตนนี้ หลังจากนันคณะกฐินไดเดินทาง ่ ้กลับกรุงเทพฯ ขณะอยูที่บานในกรุงเทพฯ คุณหญิงฯ ไดรับโทรศัพทจากสตรีทานนั้นและบอกวา “ไดลืมถุงกระดาษสีน้ำตาลไวที่โคนเสาของศาลาภูทอกในถุงใบนั้นมีเงินอยูดวย” สตรีทานนั้นมิไดวิตกกังวลแตอยางใด เพียงแตโทรศัพทมาบอกใหคุณหญิงฯ ทราบเทานั้น และในปรุงขึ้นสุภาพสตรีทานนั้น ไดมารวมในขบวนกฐินของคุณหญิงฯอีกครั้ง ตระเวนทอดกฐินไป ดร. สนอง วรอุไร ๖๓
  • ตามวัดตางๆในภาคอีสานตอนบน และมาสิ้นสุดลงที่ศาลาภูทอกแหงนี้ สุภาพสตรีทานนั้นไดเดินไปยังตนเสาของศาลาฯและไดพบถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ตนลืมทิ้งไวเมื่อปที่แลว ยังคงวางอยูที่โคนเสาตนเดิม มีเงินบรรจุอยูเทาเดิมทั้งๆ ที่เวลาไดผานไปยาวนานถึงหนึงปแลว แตเงิน(ทรัพย)มิไดสูญหายไป ่ไหนเรื่องนี้เปนไปตามกฎแหงกรรม ผูใดประพฤติศีลขอ ๒ ไดบริสทธิแลว ยอมมีทรัพยปลอดภัย เปนจริงดังทีพระพุทธโคดม ุ ์ ่ไดตรัสไวเกือบสามพันปแลวก็ยังคงเปนความจริงอยูจนทุกวัน นี้ ดวยเหตุนี้ผูบรรยายจึงไดบอกวา ผูใดรักษาศีล ๕ ใหมีอยูกับใจทุกขณะตื่น คือไมฆาสัตว ไมลักทรัพย ไมประพฤติผิดกาม ไมพูดเท็จ และไมดื่มสุราเมรัยพรอมทั้งรักษาใจใหมีเบญจธรรม (มีเมตตากรุณา มีสัมมาอาชีวะ มีกามสังวร มีสัจจะ และมีสติสัมปชัญญะ) ใหไดทุกขณะตื่น ผูนั้นยอมมีเทวดาคุมรักษา ผูมีทั้งศีลมีทั้งธรรมสถิตอยูกับใจ เรียกวา เปนผูมีศีลธรรม ผูมีศีลธรรมยอมมีความสงบและมีปกติสุขเกิดขึ้นกับชีวิต ครอบครัวเปนสังคมที่เล็กสุด หากสมาชิกของครอบครัว ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๖๔
  • มีศีลธรรมคุมครองใจ ครอบครัวยอมสงบและมีความสุข เชนเดียวกันประเทศชาติเปนสังคมที่ใหญขึ้น หากพลเมืองของประเทศชาติมีศีลธรรมคุมครองใจ ประเทศชาติยอมสงบและมีความสุข ดวยเหตุนีศีลธรรมจึงเปนคุณธรรมทีนำมาซึงความ ้ ่ ่ปกติสุขของผูมีศีลธรรมประจำใจ และยังสงผลใหเกิดความสงบสุขของครอบครัวและประเทศชาติอีกดวย ทานผูฟงสามารถพิสูจนกฎแหงกรรมดวยตนเองไดวา ศีลโดยเฉพาะศีลขอ ๒ ของทานสมบูรณบริบูรณแลวหรือยัง ดวยการวางสิ่งของไวในที่สาธารณะสักหนึ่งป แลวดูสิวาสิ่งของที่วางไวจะสูญหายไปจากเจาของไหม แคเพียงวางทิ้งไวยังไมทันขามวัน ทรัพยสิ่งของก็สูญหายไปแลว หรือ ในกรณีทีผูโดยสาร ลืมกระเปาบรรจุเงินไวในรถแท็กซี่ แลวไมได ่รับกระเปาคืน หรือ ในทางตรงกันขาม ไดรับกระเปาคืน นั่นยอมเปนเครื่องบงชี้ใหเห็นสัจธรรมวากฎแหงกรรมมีอยูจริง นอกจากนีศีล ๕ ยังเปนคุณธรรม ผลักดันจิตวิญญาณ ้ที่หลุดออกจากรางเดิมไปแลว กลับโคจรเขาอยูอาศัยในรางใหม ที่ เปน มนุษย คือ เกิด เปน มนุษย ซ้ำ ได อีก ผู บรรยาย มีประสบการณไดไปเห็นการเคลื่อนที่ของจิตออกจากรางกาย ดร. สนอง วรอุไร ๖๕
  • จึงรูวา นีคือการตาย ไมมอะไรนากลัวดังทีคนทังหลายกลัวกัน  ่ ี ่ ้ทั้งนี้เปนเพราะเขาไมรูจริงนั่นเอง การที่จิตออกจากรางเดิมแลวไปเขาอาศัยอยูในรางใหม ไมตางไปจากการเปลี่ยนเสื้อผา วันนี้เราสวมเสื้อผาชุดนี้ วันถัดไปเราสวมเสื้อผาชุดใหมที่ไมเหมือนชุดเกา ผูรูจริงในเรืองของความตายจึงไมกลัวตาย ปญหาจึงมีอยูวา ตายแลวจะ ่ ไปสวมเสื้อผาใหมในชุดไหน ซึ่งหมายความวาจิตจะเขาไปอยูอาศัยในรางกายใหมที่ภพไหน หากจิตวิญญาณเขาอยูอาศัยในรางกายที่อยูในทุคติภพ ก็เรียกไดวา “มาสวางไปมืด” แตหากจิตวิญญาณไปไดรางใหมในสุคติภพอยูอาศัย ก็เรียกไดวา “มาสวางไปสวาง” ซึ่งเปนเรื่องของกรรมผลักดันจิตวิญญาณใหโคจรไปสูภพที่เหมาะที่ควรกับกรรมที่ทำไวเปนตนเหตุ จาก ความ รู ในทาง พุทธ ศาสนา จึง ไมมี สิ่ง ใด เกิด ขึ้นดวยความบังเอิญ แตเกิดขึ้นดวยเหตุและผลของการกระทำผูทำกรรมดีไวเปนเหตุ เมื่อจิตออกจากรางแลวพลังของกรรมดี ยอมผลักดันจิตวิญญาณใหโคจรไปสูสุคติภพ และพลังของกรรมไมดี (ชั่ว) ยอมผลักดันจิตวิญญาณใหโคจรไปสูทุคติภพ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๖๖
  • บทพิสูจนก ฎ ธ ร ร ม ช า ติ
  • ผูใดปรารถนาพิสูจนเรื่องกฎแหงกรรมที่เกิดขึ้นแลวในอดีตเชนอยากรูวา พระเทวทัตตายแลวจิตวิญญาณโคจรไปเกิดเปนสัตวอยูในภพภูมิไหน ก็ยอมสามารถพิสูจนไดดวยการพัฒนาจิต (สมถภาวนา) จนเขาถึงความตั้งมั่นเปนสมาธิระดับฌาน เมื่อจิตออกจากความทรงฌานแลว อธิษฐานขอเห็นพระเทวทัต วาตายแลวไปเกิดอยูในภพภูมิใด ก็สามารถเห็นไดดวยทิพพจักขุญาณ ใน สมัย ที่ ผู บรรยาย เดิน ทาง ไป ยัง ประเทศ อินเดียเมื่อเดินทางไปถึงบอน้ำแหงหนึ่งที่เมืองสาวัตถี คนนำเที่ยว(มัคคุเทศก ) ได บอก กับ คณะ ทอง เที่ยว วา “ บอ นี้ เปน บอ ที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบ ลงไปเกิดเปนสัตวอยูในอเวจีนรก” ผู ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๖๘
  • บรรยายฟงแลวไมเชื่อ จนตอมาไดกลับถึงเมืองไทยมาแลวหลายป พอมีโอกาสไดพิสูจนคำพูดดังกลาว ดวยการทำจิตใหเขาถึงความทรงฌาน นำจิตออกจากฌานแลวอธิษฐานของเห็นเพระเทวทัต วามีอยูจริงหรือไม จึงไดพบวา กำลังเสวยความทุกขอยางแสนสาหัส รางกายของสัตวนรกมีเหล็กทอนใหญเสียบทะลุ จากศีรษะจรดเทา เสียบทะลุแขนซาย-ขวา ถูกตรึงอยูในทายืนกางแขน มีเปลวไฟนรกลุกโชติชวง แผดเผาอยู ตลอดเวลา มีสัตวนรกอื่นหลายตัวอยูกันอยางแออัดยัดเยียด ผูใดอานเรื่องนี้แลวไมเชื่อ ถือวาเปนสิ่งที่ถูกตองตามคำสอนของพระพุทธโคดม แตหากประสงคจะพิสจนสัจธรรม ูในเรื่องนี้ ตองทำจิตใหเขาถึงความทรงฌาน ถอนจิตออกจากฌานแลวอธิษฐาน ขอเห็นสัตวนรกเทวทัตในอเวจี โอกาสทีจิต ่จะไปสัมผัสกับสัตวกายทิพย ในอเวจีนรกจึงจะเกิดขึ้น นี่เปนหนทางทีจะเขาถึงความจริงในเรืองนี้ เปนสิงทีรูเห็นเขาใจดวย ่ ่ ่ ่จิตของตนเอง แจงชัดกับตนเองโดยไมขึ้นกับผูอื่น ไมตองเชื่อตอคำพูดของใครผูใด ผูปฏิบัติธรรมและเขาถึงธรรมที่ปฏิบัติไดแลว เรียกสภาวะเชนนี้วา สนฺทิฐิโก ดังที่มีระบุไวในพุทธศาสนา ดร. สนอง วรอุไร ๖๙
  • เชนเดียวกัน ยังมีนักธุรกิจอยูคนหนึ่ง ที่ผูบรรยายไดมีโอกาสไปพูดคุยดวย เขาเคยตายจากโลกมนุษยนาน ๕ นาทีแตกลับปรากฏวากายทิพย(สัมภเวสี) ของเขาไดโคจรไปสูภพนรก ที่กำลังเสวยทุกขทรมานดวยการถูกทุบตีดวยตะบองเหล็กใหญ เมือฟนและบำบัดรักษาโรคจนหายแลว เขาไดบวช ่ เปนภิกษุโดยไมมใครขอรองใหบวช แตภายหลังไดลาสิกขาออก ีมาอยูในเพศฆราวาส และยังสานตอธุรกิจที่ทำอยูกอนบวชอยูในเพศของฆราวาสไดไมนาน บัดนี้ไดตายจากโลกมนุษยไปแลว และจิตวิญญาณไดโคจรไปเกิดเปนสัตวนรก ตามทีตน ่เคยไปเห็นมา ยัง มี อีก เรื่อง หนึ่ง ของ สัตว กาย ทิพย ที่ ผู บรรยายประสงคจะบอกเลาใหฟงวาในครั้งพุทธกาลที่พระพุทธโคดมไดเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุเปนครั้งแรก ในหวงเวลานั้นเปนวันที่เจาชายนันทะลูกของพระนานาง (เจาหญิงโคตมี) จะอภิเษกสมรสกับนางชนบทกัลยาณี หลังจากที่พระพุทธโคดมฉันภัตตาหารในวังแลวเสร็จ พระพุทธองคไดสงบาตรใหเจาชายนันทะถือเพื่อตามไปสงใหถึงวัดนิโครธาราม ณ วัดนิโครธาราม พระพุทธโคดมไดตรัสถามเจาชายนันทะวา ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๗๐
  • พระพุทธโคดม : นันทะเธอจักบวชหรือเจาชายนันทะ : จักบวชพระเจาขา พระพุทธโคดมจึงมีรับสังใหสาวกชวยกันบวชเจาชาย ่นันท ะ เปน ภิกษุ โดย ยัง มิได อยู รวม หอ กับ นาง ชนบทกัลยาณีตอมาพระพุทธโคดมไดใชอิทธิฤทธิ์นำภิกษุนันทะ ไปดูนางฟาในสวรรคชั้นดาวดึงส และเห็นวานางชนบทกัลยาณีมีความสวยงาม ด อ ย กว า นางฟ า เป น ร อ ย เท า พระพุ ท ธ โค ดม จึ งตรัสวาพระพุทธโคม : เธอจักไดนางฟาเหลานันมาเชยชม แตขอให ้ปฏิบัติธรรมใหไดกอน ภิ ก ษุ นั นท ะ ปฏิ บั ติ ธรรม อยู ได ไม นาน จิ ต ก็ บรรลุอรหัตตผลจึงทำใหจิตของพระนันทะเปนอิสระจากกายดวยการสำรวมอินทรีย จึงเพิกถอนตัณหาออกจากใจไดหมดสิ้น ผูบรรยายจึงขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งวา การจะไปรูเห็นเขาใจวาสัตวกายทิพยมีจริงเปนจริง ตองพัฒนาจิต (สมถภาวนา) ตนเองใหเขาถึงความตั้งมั่น เปนสมาธิระดับฌานเมื่อใดถอนจิตออกจากความทรงฌาน ทิพพจักขุญาณ (ตา ดร. สนอง วรอุไร ๗๑
  • ทิพย) ยอมไปสัมผัสกับสิ่งอันเปนทิพยนั้นได นี่คือเหตุตรงที่ผูปรารถนาจะพิสูจน วาสัตวกายทิพย (เทวดา) นั้นมีอยูจริงทั้งๆ ที่มีผูรูมาบอกกลาว แตก็ยังมีผูที่ไมเชื่อและไมพิสูจนสัจธรรมนี้ ใหประจักษแจงดวยตัวเอง เปนเพราะผูที่ศึกษาหาความรูทางโลกมามาก มายาวนานจนเรียกไดวาเปนผูคงแกเรียน (พหูสูต) ยอมมีอัตตาเกิดขึ้นกับจิตตัวเอง อัตตาเปนความเห็นแกตัว หรือคือความถือตัวเองเปนใหญ ไมยอมเชื่อฟงใคร ดังตัวอยางที่เคยเกิดขึ้นในครั้งพุทธกาล ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ อันเปนที่ตั้งของพระคันธกุฎี ที่พระพุทธองคใชเปนที่ประทับในกรุงราชคฤหในครังนันมีนักปราชญแหงกรุงราชคฤห ้ ้(วัสสการพราหมณ) ชอบขึ้นไปเสวนาอยูกับพระพุทธโคดมทั้งนี้ เปนดวย เหตุ ที่ วา พระพุทธเจา ตรัส สิ่ง ใด ไว สิ่ง ที่ ตรัส(พุทธวจนะ) ยอมเปนหนึ่งไมมีสองและไมขึ้นกับกาลเวลา จึงเปนที่ชื่นชอบของผูแสวงหาความรูใหยิ่งๆ ขึ้นไป มีอยูวันหนึงวัสสการพราหมณ ไดเดินขึนเขาคิชฌกูฏ  ่ ้เพื่อ ไป สนทนา ธรรม กับ พระพุทธเจา ระหวาง ที่ เดินขึ้น เขาวัสสกา รพรหมณ ได สวน ทาง กับ พระ มหา กัจ จาย นะ องคอรหันต ที่มีกิริยาคลองแคลววองไว กำลังเดินลงมาจากยอด ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๗๒
  • เขา เมื่อนักปราชญแหงกรุงราชคฤห เห็นสมณะรูปนี้มีกิริยาทาทางไมสำรวม ประจวบกับแรงผลักของอัตตา จึงไดกลาววาจาปรามาส (ดูถก) พระมหากัจจายนะออกไปวา “สมณะรูป ูนีมีกิรยาเหมือนวานร” และดวยความเปนพระสมณะทีมีจิตพน ้ ิ ่ไปแลวจากกิเลสทีผูกมัดใจ (สังโยชน) เมือพระมหากัจจายนะ ่ ่ไดฟงคำปรามาสจากนักปราชญผูมีอัตตาสูง จึงมิไดกลาวตอบ โตใดๆ ออกไป ยังคงมีอารมณสงบนิงและไดเดินจากไป ความ ่เรื่องนี้ไดรูไปถึงพระกรรณของพระพุทธเจา จึงไดพยากรณพฤติกรรมของนักปราชญผูนี้ออกไปวา “วัสสการพราหมณเฒา เจาทำเรื่องฉิบหายแลว ตายจากภพนี้ไป เจาจะตองไปเกิดเปนวานรมีหางเหมือนโค อยูในปาไผของกรุงราชคฤหแหงนี้” คำพยากรณของพระพุทธเจา ไดลวงรูไปเขาหูของวัสสการพราหมณวาพระพุทธเจาไดพยากรณวาตัวเองจะตองไปเกิดเปนลิงอยูในปาไผ และรูวาสิ่งที่พระองคไดตรัสออกไปแลวเปนหนึ่งไมมีสอง จึงไมประมาท ตามชาติของการเปนนักปราชญของตน จึงไดสั่งใหบริวารปลูกตนไมที่ออกผลกินได ไวตามที่ตางๆ ในปาไผของกรุงราชคฤห ในที่สุดเมื่อวาระของอายุขยเวียนบรรจบ วัสสการพราหมณไดตายจากโลกนีไป ั ้ ดร. สนอง วรอุไร ๗๓
  • และไดไปเกิดเปนลิงมีหางเหมือนโค ตรงตามคำพยากรณของพระพุทธเจา ที่บอกเลาเรื่องนี้ใหฟง ก็ดวยมีจุดประสงคที่จะบอกวา การพัฒนาปญญาทางโลก เปนเหตุใหเกิดความเห็นแกตัวทีเรียกวา อัตตา ซึงเปนเหตุใหนำความเสือม มาสูชีวตของการ ่ ่ ่  ิเปนมนุษยได ดังนันสิงทีผูบรรยายบอกเลาใหฟง จึงอยาปลงใจ ้ ่ ่เชื่อ แตตองพิสูจนใหเขาถึงความจริงดวยตัวเอง หากเมื่อใดบุคคลสามารถเขาถึงสัจธรรมที่บอกกลาวมาแลวได ความรูสูงสุด (ทิพพจักขุ) ที่ยังเปนโลกิยะญาณก็สามารถเกิดขึ้นกับผูพิสจนได แลวความเชือทีอยูเหนือระบบประสาทสัมผัสจึงเปน ู ่ ่ ความจริง และมีอยูจริง วาการกลาววาจาปรามาส กับผูทรงคุณธรรมสูง ยอมนำทุกขนำโทษมาสูชีวิตของตนได ยังมีอยูอีกเรื่องหนึ่งที่ผูบรรยายประสงคจะบอกเลาใหฟงวา ในครั้งที่พระพุทธกัสสปะมาตรัสรูอยูบนโลกใบนี้ ในเชาวันนั้นชาวบานที่นับถือพุทธศาสนา ตางพากันปรุงอาหารแลวนำไปถวายพระพุทธกัสสปะและพระสาวก ขณะที่เดินผานทุงนาชาวบานไดเห็นชายไถนาอยูคนหนึ่ง จึงไดเอยปากชวนชาวนาผูนั้นวา ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๗๔
  • ชาวบาน : เพื่อน วันนี้เปนวันพระ พวกเรากำลังนำอาหาร ไป ถวาย พระ สงฆ ที่ วัด หยุด พัก ไถนา สัก วัน แลวไปทำบุญที่วัดดวยกันชาวนา : หากพระพุทธกัสสปะมาไถนาแทนเราไดเราก็จะไปวัดรวมทำบุญกับพวกทาน ด ว ย คำ พู ด อั น เป น อกุ ศ ล วจี กรรม ที่ กล า ว วาจาปรามาสผูทรงคุณธรรมสูง ไดถูกเก็บบันทึกผลของกรรมไมดีไวในดวงจิตของชาวนา เมื่ออายุขัยของรูปขันธเวียนบรรจบจิต ของ ชาวนา จำเปนตอง ออก จาก ราง กรรม ชั่ว ( อกุศล วจีกรรม) ไดผลักดันจิตวิญญาณของชาวนา ใหโคจรไปเกิดเปนเปรต ที่มีรางกายใหญโตคลายมนุษย กำลังไถนาอยูกลางปาใหญลำพังเพียงตนเดียว ไถนาทั้งกลางวันและกลางคืนโดยมิได หยุด พัก เปน เวลา นานถึง หนึ่ง พุทธ ธันดร ก็ ยัง หยุด ไถไมได เหตุที่เปนเชนนี้ก็เนื่องดวยแรงกรรมชั่วผลักดัน ผลักดันใหชีวิตดำเนินไปเชนนั้น ดังที่หมูภิกษุกลุมหนึ่ง หลงทางอยูกลางปาใหญและไดไปพบเขา เมื่อครั้งที่พระพุทธโคดมเสด็จดับขันธปรินพพานไปนานแลว โดยภิกษุกลุมนันมีเจตนา ิ  ้ที่จะไปกราบไหวบูชาตนพระศรีมหาโพธิ์อันเปนสถานที่ตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณของพระพุทธโคดม ดร. สนอง วรอุไร ๗๕
  • ในทางตรงกันขาม ผูมีสติและสำนึกไดในบาปที่ตนกระทำ จึงหยุดทำกรรมชั่วแลวหันมาทำแตกรรมดี โอกาสนำพาชีวิตใหพนไปจากความวิบัติ ยอมเกิดขึ้นได ดังตัวอยางของโสเภณีแหงแควนมคธ ที่มีชื่อวา “สิริมา” หลังจากที่นางไดฟงธรรมจากพระโอษฐแลว นางเกิดมีสติและสำนึกได ว า อาชีพ ที่ ตน ได กระทำ อยู เปน มิจฉา อาชีว ะ เมื่ อ ตายแลวจิตวิญญาณจะตองถูกแรงของอกุศลกรรม ผลักดันใหไป เกิด เปน สัตว ปนตนงิ้ว อยู ใน สิมพลี นรก จึง เลิก ประกอบอาชีพที่เปนกรรมชั่วอยางเด็ดขาด แลวหันมาประพฤติศีลภาวนา อันสัมปยุตดวยอุปนิสัยบารมีที่ตนเคยสั่งสมอบรมมาแตปางบรรพ ในที่สุดจิตของสิริมาผูมีรูปสมบัติงามเลิศไดบรรลุโสดาปตติผล ขณะที่ยังอยูในเพศของฆราวาสและในที่สุดสิริมาไดตายลงดวยอาการของพิษไขกำเริบ สุดที่จะบำบัดรักษาใหหายได เมื่อจิตของสิริมาจำเปนตองทิ้งรูปขันธเพื่อไปเกิดใหม ปรากฏวาพลังของกุศลธรรมอันเปนอริยผลขั้นตน ไดผลักดันจิตวิญญาณของสิริมาใหโคจรไปเกิดเปนนางฟา และมีชื่อวา สิริมาเทพนารีโสดาบันอยูในสวรรคชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๗๖
  • หลังจากทีสิรมาตายลงแลว พระเจาพิมพิสารไดไปเขา ่ ิเฝาและกราบทูลพระพุทธเจาใหทรงทราบวาพระเจาพิมพิสาร : ขาแตพระองคผูเจริญ สิริมานองสาวของหมอชีวกโกมารภัจ ไดตายลงแลวดวยพิษไขเมื่อตอนเย็นวันนี้เองพระพุทธเจา : ดีละ มหาบพิตรอยาเพิงกระทำการฌาปนกิจ ่ใหเอาไปเก็บไวที่ปาชาผีดบ และจัดเวรยามใหเฝาดูแลรักษา ิศพ อยาใหแรงกาทำอันตรายแกศพได เมือถึงวาระอันสมควร ่แลวตถาคตจะนำภิกษุไปพิจารณาซากศพของสิริมาในภายหลัง เมื่อซากศพถูกทิ้งรางไวในปาชาผีดิบ เปนเวลานานถึงสี่วัน ศพของสิริมาไดขึ้นอืดบวมพอง มีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลออกทางจมูกและปาก สงกลิ่นเหม็นฟุง มีตัวหนอนไตยั้วเยี้ย เขาออกทางหูทางจมูกและทางปาก จนไมเหลือความสวยความงามของสิริมาปรากฏใหเห็น เมื่อถึงเวลานั้นแลวพระพุทธเจาจึงไดนำหมูภิกษุไปพิจารณาซากศพ (อสุภะ) เมือ  ่ภิกษุไดเห็นซากศพของสิรมาแลวตางอุทานออกมาวา “นีหรือ ิ ่สิรมา ที่คนเขาลือกันวาสวยนักสวยหนา มีแตสิ่งปฏิกูลเหลือ ิ ดร. สนอง วรอุไร ๗๗
  • อยู ซ้ำยังสงกลิ่นเหม็นคละคลุง” เมื่อหมูภิกษุไดเห็นซากศพของสิรมาแลวทำใหจิตสงบระงับ ปลอดจากกามตัณหา ปลอด ิจากราคะและความเห็นผิดลงได ในวันที่พระพุทธเจานำหมูภิกษุไปพิจารณาซากศพของ สิริ มา ได ปรากฏ วา มี ภิกษุ ตา ทิพย อยู รูป หนึ่ง มีชื่อ วา“วังคีสะ” ไดเห็นนางฟาตนหนึงมากราบพระพุทธเจา แลวเกิด ่ความสงสัยวาเปนใคร มาจากไหน จึงไดทูลขอพุทธานุญาตพูดคุยกับนางฟาตนนั้น เมื่อพระพุทธเจาทรงประทานพุทธะอนุญาตแลว พระวังคีสะจึงไดถามนางฟาวาพระวังคีสะ : นางฟา เธอ มา จาก ประชุม เทวโลก ใด ?เทวโลกนั้นมีชื่อวาอยางไร? และเหตุใดเธอจึงมานางฟา : เทวโลก ใด ที่ มีชื่อ วา ปร นิม มิต วสวัตตีขาพเจามาจากที่นั่น เหตุที่มาเพราะขาพเจาเคยอาศัยอยูในรางนี้ (พูดพรอมกับชี้นิ้วไปที่ซากศพ) มากอน จากตัวอยางทียกขึนมาบอกเลาใหฟง จะเห็นไดวา คน ่ ้ทีมีจิตทิงรางเมือรูปขันธครบอายุขย จิตยอมโคจรไปเกิดอยูใน ่ ้ ่ ั ภพใหมทันที พระวังคีสะจึงไมสามารถจำไดวานางฟานั้นเปน ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๗๘
  • ใคร เพราะสัญญาใหมของการเปนนางฟา มิไดถูกเก็บบันทึกไวในจิตของพระวังคีสะ จึงไมสามารถเขาใจรูปนามของนางฟาที่ตนเห็นได ตรงกันขาม จิตวิญญาณของนางฟาสิริมายังคงบันทึกรูปลักษณเดิม ทีตนเคยผานประสบการณการเปนมนุษย ่มากอน จึงจำไดวาอดีตตนเคยอาศัยอยูในรางทีเรียกวา สิรมา  ่ ินี้มากอน เชนเดียวกันในครั้งพุทธกาล ยังมีภิกษุรูปหนึ่งที่เรียกวาติสสภิกษุ เปนผูที่รูจักกวางขวาง (ปอปพิวลา) อยูในหมูภิกษุดวยกัน ติสสภิกษุไดมรณภาพ เนื่องจากรูปขันธหมดอายุขัยการใชงาน เมื่อจิตทิ้งรูปขันธแลว ไดไปเกิด(อุบัติ) เปนติสสมหาพรหม อยูในพรหมโลกชั้นที่สาม ที่มีชื่อชั้นวามหาพรหมาภูมิ พระมหาโมคคัลลานะผูมีความเปนเลิศ (เอตะทัคคะ) ในการแสดงฤทธิ์ สงสัยวาติสสภิกษุไปเกิดอยู ณ โลกใดในวัฏสงสาร จึงเขาฌาน แลวถอนจิตออกจากความทรงฌานอธิษฐานขอเห็นอดีตติสสภิกษุ วาบัดนี้ ไปเกิดเปนสัตวอยูในภพ ภูมใดของวัฏสงสาร ชัวขณะหดแขนแลวยืดออก รูปนามทีเปน ิ ่ ่ทิพยของพระมหาโมคคัลลานะ ก็ไดไปนั่งอยูหนาวิมานของพรหมตนหนึ่ง พระพรหมผูเปนเจาของวิมานก็ผูมีสภาวธรรม ดร. สนอง วรอุไร ๗๙
  • ในดวง จิต เปน ปุถุชน ได ออก มาก ราบ พระ มหา โมค คัล ลานะองคอรหันต แลวเรียนใหทราบวาตนคือ อดีตติสสภิกษุ ในครั้งพุทธกาล หลังจากทิ้งรางที่เปนมนุษยแลวจิตวิญญาณไดโคจรมาเกิดเปนติสสมหาพรหม อยูในพรหมโลกชั้นที่สาม ดังที่พระคุณเจาเห็นอยูนี่แหละครับ เหตุที่ขาพเจาไดมาอุบัติเปนติสสมหาพรหม ก็เนื่องดวยในสมัยที่เปนมนุษย ขาพเจาชอบปฏิบัตสมถภาวนา จนจิตเขาถึงความตั้งมั่นเปนสมาธิแนวแน ิอยูในระดับรูปฌานที่ ๑ อยางละเอียด เมื่อจิตเขาถึงรูปฌานดังกลาว ขาพเจามีความสุขจากการเสพฌานสมาบัตอยางมากิจึงติดใจและไดพัฒนาจิตใหเขาถึงสภาวะที่มีวิตก วิจาร ปติสุข เอกัคคตาอยูเสมอ เมื่อตายจากมนุษยแลว จิตวิญญาณของขาพเจา จึงไดมาอุบัติเปนพระพรหมที่พระคุณเจาไดเห็นเปนปจจุบันอยูในขณะนี้ จากเรื่องของติสสภิกษุที่บอกเลามานี้ จะเห็นไดวาเมื่อมนุษยตายลง จิตวิญญาณจะโคจรไปเกิดเปนสัตวอยูในภพภูมิใดก็ขึ้นอยูกับผลของกรรม ที่ทำสั่งสมไวในดวงจิตเปนพลังผลักดันจิตวิญญาณที่ทิ้งรางแลวใหโคจรไปสู ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๘๐
  • การพัฒนาจิตเ ป น เ ค รื่ อ ง ส อ ง น ำ ชี วิ ต
  • ดวยเหตุนี้ผูไมประมาทจึงระมัดระวังในการดำเนินชีวิต ดวย การ พัฒนา จิต ให มี สติ แลว ใช สติ เปน เครื่อง สองนำทางใหกับชีวิต ดวยการประพฤติเหตุใหถูกตรงตอสิ่งที่ตนปรารถนาใหเกิดขึ้นกับชีวิตหนา อาทิ หากมีสติระลึกอยูในศีล๕ และประพฤติตนใหมีศีล ๕ คุมใจอยูทุกขณะตื่น เมื่อตายแลวพลังของคุณธรรมในศีล ๕ ยอมผลักดันจิตวิญญาณ ใหโคจรไปเขาอยูอาศัยในรางที่เปนมนุษยได คือเกิดเปนมนุษยไดอีกครั้ง หากมีจิตระลึกอยูในศีล ๕ และมีความศรัทธามั่นคงอยูในการบริจาคทานตลอดชีวต หรือมีสติระลึกอยูกับการกระ  ิ ทำในกุศลกรรมบถ ๑๐ เวนจากการทำลายชีวต เวนจากการถือ ิเอาของที่เขามิไดให เวนจากการประพฤติผิดในกาม เวนจาก ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๘๒
  • การพูดเท็จ เวนจากการพูดสอเสียด เวนจากการพูดคำหยาบเวนจากการพูดเพอเจอ ไมโลภคอยจองอยากไดของเขา ไมคิดรายเบียดเบียนเขา และเห็นชอบตามคลองธรรม อยูตลอดชีวต  ิเมื่อใดที่อายุขัยของรูปขันธเวียนบรรจบ จิตยอมถูกพลังของคุณธรรมดังกลาว ผลักดันใหโคจรไปเกิดเปนสัตวอยูในสุคติภพโลกสวรรค เปนเทพบุตร เปนเทพธิดา ตามแรงผลักของกุศลกรรมอันบุคคลไดกระทำไวเปนตนเหตุ บางคนเอาสติมาคุมใจ แลวนำตัวเองเขาปฏิบตธรรม ัิดวยการพัฒนาจิต (สมถภาวนา) จนเขาถึงความตั้งมั่นเปนสมาธิแนวแน (ฌาน) อยูเสมอ เมื่อรูปขันธถึงอายุขัย จิตที่ออกจากรางยอมถูกพลังของฌานสมาบัติ ผลักดันใหโคจรไปเกิดเปนสัตวอยูในพรหมโลก มีอายุขัยยาวนานเปนกัป ตามกำลังของฌานที่ตนพัฒนาไดในขณะที่ยังเปนมนุษย ดังนั้นการที่จิตวิญญาณจะโคจรไปสูภพภูมิใด จึงขึ้นอยูกับกรรม ที่ทำสั่งสมไวในดวงจิตเปนตนเหตุ จิตของบุคคลจึงมีความสำคัญในการโคจรไปเกิดเปนสัตวอยูในภพภูมิตางๆของวัฏสงสาร ดังที่ผูรูจริงไดกลาวไววา “สำเร็จดวยใจ” (มโนมยา) นั่นเอง ดร. สนอง วรอุไร ๘๓
  • ผูบรรยายมีสถานะอยูในเพศของฆราวาส ทีทำหนาที่   ่เปนครูบาอาจารย ถายทอดความรูทางวิทยาศาสตร ใหกับเยาวชนในมหาวิทยาลัย แตตองมาประกาศสัจธรรมของชีวิตใหผูไมประมาท (มีสติ) ไดรับรู ก็เนื่องดวยเหตุที่จิตไดระลึกกลับไปสูภูมิหลังของตัวเองกอนที่จะมาเกิด ไดอธิษฐานไววาจะมาชวยเพื่อน ไมใหทำเหตุอันไปสูการเกิดเปนสัตวอยูในอบายภูมิ คือไมลงไปเกิดเปนสัตวเดรัจฉาน ไมลงไปเกิดเปนสัตวเปรต สัตวอสุรกายและสัตวนรก ซึ่งตองไมประพฤติตนใหมีจิตเปนทาสของความหลง ความโลภและความโกรธ การจะเปนเชนนีได บุคคลตองพัฒนาจิตตนเอง (วิปสสนาภาวนา) ้ ใหเกิดปญญาเห็นถูกตามธรรมขึน ประพฤติตนเปนผูให ผูสละ ้  ผูบริจาค รวมถึงประพฤติตนใหมีอารมณสงบและเย็น ดวยการ ใหอภัยเปนทานในทุกสิงทีเปนเหตุขัดใจ แลวความเมตตายอม ่ ่เกิดขึ้น ดังนั้นหากบุคคลไดพัฒนาจิตจนเปนอิสระจากความโกรธ ความโลภ ความหลงไดแลว ก็เปนอันหวังไดวา ชีวิตหนาจะไมตองลงไปเกิดเปนสัตวอยูในอบายภูมิแนนอน ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๘๔
  • กำจัดกิเลสด ว ย ป ญ ญ า เ ห็ น แ จ ง
  • กิเลสใหญทั้งสามตัว กิเลสที่เปนโทสะกำจัดไดงายที่สุด ดวยการใหอภัยเปนทาน กิเลสที่เปนโลภะกำจัดไดงายรองลงมา ดวยการประพฤติตนเปนผูให ผูสละ ผูบริจาค สวนกิเลสที่เปนโมหะกำจัดไดยากที่สุดแมจะกำจัดไดยาก บุคคลก็สามารถกำจัดได ดวยการพัฒนาจิต (วิปสสนาภาวนา) ใหเกิด ปญญาเห็นแจง แลวใชปญญาเห็นแจงกำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจตองเวียนตายเวียนเกิดอยางไมรูจบ (สังโยชน ๑๐) ใหหมดไปจากใจไดเมื่อใด สภาวะที่เรียกวานิพพานยอมเกิดขึ้น ความหลงคือความไมรูจริง (อวิชชา) ถึงจะหมดสิ้นไปจากใจได บางคนพยายามกำจัดอวิชชาแตขาดกัลยาณมิตรในทางธรรมเกื้อหนุน ดวยเหตุที่ตัวเองมีสัญญาและมีอัตตาแข็งกลา จึงไมมีใครกลาที่จะมาเปนครูชี้ทางพนทุกขให ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๘๖
  • ดังตัวอยางที่ไดเกิดขึ้นแลวในอดีตอันยาวไกล ยังมีอุบาสกอยูคนหนึง ชอบศึกษาหาความรูในธรรมวินยของพุทธ  ่  ัศาสนา ดวยการฟงการอาน (สุตมยปญญา) จากตำราคัมภีรแลวใชจิตของตัวเองจินตนาการ (จินตามยปญญา) ใหความรูแตกฉานยิ่งขึ้น เปรียบดังตูพระไตรปฎกเคลื่อนที่ อุบาสกคนนั้นมีชื่อวามหาวาจกอุบาสก เขาไดคิดวาการเขาถึงความจริงในความรูที่เปนเพียงความจำ (สัญญา) นั้น บุคคลตองเขาถึงความจริงแทดวยการปฏิบัติจิตตภาวนา จึงนำตัวเองเขาปฏิบตธรรมตังแตหนุมจนแก เปนระยะเวลายาวนานถึง ๕๐ ป ัิ ้ ก็ยังไมสามารถพัฒนาจิตใหเขาถึงความจริงในพุทธศาสนาไดเนื่องดวยขาดวาสนาบารมี และไมมีใครกลาสอนกลาแนะนำทั้งนี้ เพราะ ตัว เอง รู ไป หมด ทุก เรื่อง ที่ มี บุคคล มาบ อก กลาวซึ่งเปรียบไดกับน้ำชาลนถวย ที่ไมเชื่อในคำสอนของใครผูใดใน ที่สุด มหา วาจก อุบาสก หมด ความ ศรัทธา ใน ธรรมะ ของพระพุทธเจาจึงเลิกปฏิบัติจิตตภาวนา เมื่อมหาวาจกอุบาสกตายลง ความหลงที่มีอยูในดวงจิต ไดผลักดันจิตวิญญาณของมหาวาจกอุบาสก ใหโคจรไปเกิดเปนจระเขอยูในบึงใหญยาวนานจนสิ้นอายุขย ั ดร. สนอง วรอุไร ๘๗
  • ผูที่พัฒนาความรูในสองระดับตน เปนความรูที่เรียกวา สัญญาซึงเขาถึงความจริงไดชัวคราว (สภาวสัจจะ) หรือชัว ่ ่ ่ระยะเวลาหนึงทีเหตุและผลมีความสัมพันธกัน โดยมีกาลเวลา ่ ่มาทำใหแปรเปลี่ยนไปเปนความไมจริงได หรือคือไมมีความสัมพันธกันอีกตอไป ผูบรรยายไดมีโอกาสพบเจอคนประเภทนี้แลวเกิดความสงสารที่เขามีความเห็นผิด เอาจิตเขาไปผูกติดเปนทาสของโลกธรรมและวัตถุ เมื่อกาลเวลาผันแปรไปสิงทีเคยยึดติดนันกลับแปรเปลียนไปในทางตรงขาม ทำใหเกิด ่ ่ ้ ่ความผิดหวังและเสียใจ บุคคลที่มีความเห็นผิด และมีจิตเปนทาสของความไมจริงแท แลวยังใชความรูที่ไมจริงแทสองนำการพัฒนาจิตของตน การเขาไมถึงธรรมจึงเกิดขึนเปนธรรมดา ้ดังตัวอยางทีผูมีความเห็นผิด นำตัวเองเขาปฏิบตธรรมแลวยัง ่ ัิทำตัวเองเปนน้ำชาลนถวย หนีออกจากการพัฒนาจิตดวยการปฏิบัติธรรม และนำตัวเองเขารวมในพิธีกรรมทอดกฐิน อันมีอานิสงสสูงสุด เปนเพียงสวรรคสมบัติ ทังๆ ทีการปฏิบตธรรม ้ ่ ัิมีอานิสงสเขาถึงพรหมสมบัติหรือนิพพานสมบัติได มีตัวอยางของราหุลราชกุมารอายุ ๗ ป ไดไปทูลขอมรดกจากสมเด็จพอ (พระพุทธเจา) โดยหมายใจวาจะไดเปน ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๘๘
  • พระเจากรุงกบิลพัสดุสืบตอจากพอทีปฏิเสธไมเปนกษัตริยแลว  ่ ซึ่งพระพุทธเจาไดตรัสกับราหุลวา “มนุษยสมบัตินั้นมีแตนำความคับแคนใจมาให แตสมบัติที่พอจะใหแกลูกนั้น เปนสมบัติที่เที่ยงแทยั่งยืน มีความสุขสูงสุดกับผูที่ครอบครอง” ในที่สุดพระพุทธเจาไดมีพระบัญชา ใหพระสารีบุตรบวชราหุลกุมาร เปนสามเณรรูปแรกในพุทธศาสนา และไดปฏิบัติธรรมตอเนื่องเรื่อยมา จนมีพระชนมายุได ๒๐ พรรษาจึง บรรลุ อร หัต ต ผล ซึ่ง เปน อริย สมบัติ ที่ มนุษย สามารถ เขาถึงได ดวยเหตุแหงความหลงหรือความไมรจริงแท จึงนำพา ูจิตของมนุษยใหเขาไปผูกติดเปนทาสของโลกธรรม ทีมีอยูแปด ่ อยางไดแกมีลาภ มีเสื่อมลาภ มียศ มีเสื่อมยศ มีสุข มีทุกข มีสรรเสริญ มีนินทา โลกธรรมเปนของคู เมื่อไขวควาเอาอยางใดอยางหนึ่งมาครอบครอง จึงตองเอาคูของมันมาดวย ดร. สนอง วรอุไร ๘๙
  • ฉะนั้นผูมีความหลง หรือมีความรูไมจริงแทจึงนิยมแสวงหาโลกธรรมมาประดับตัวตน ผูหลงอยูกับโลกธรรมจึงมีอารมณสมปรารถนาและมีอารมณผิดหวังเกิดขึ้นได ตรงกันขามผูรูจริงแทปฏิเสธการครอบครองโลกธรรม แตหากเมือ  ่จำเปนตองครอบครองโลกธรรม ก็จะอยูกับโลกธรรมอยางมีสติ ใชโลกธรรมใหเกิดประโยชน แตไมเอาจิตเขาไปผูกจิตเปนทาสของโลกธรรม ทั้งนี้เนื่องดวยเหตุที่รูเทาทันความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของธรรมที่มีอยูประจำโลกนั่นเอง ดังนั้นผูที่พัฒนาความรูในทางโลกใหเกิดขึ้นแลว จึงไมเหมาะที่จะนำความรูในทางโลก มาใชนำทางใหกับการดำเนินชีวิตเพราะเห็นไมถูกตรงตามความเปนจริงแท ยอมทำใหชีวิตพบกับอุปสรรค และมีปญหาใหตองแกไข ซึ่งไมเหมือนกับปญญาเห็นแจง เมื่อใชสองนำทางใหกับชีวิตแลว ยอมพบกับความสะดวกราบรื่นและมีความสุข ยิ่งไปกวานั้นปญญาเห็นแจงสามารถนำพาชีวิตไปสูความเปนอิสระ และหลุดพนไปจากความทุกขทั้งปวงได ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๙๐
  • สัมมาทิฏฐิส อ ง น ำ ท า ง ชี วิ ต
  • มีตัวอยางที่เกิดขึ้นในยุคปจจุบัน กับการใชปญญาทางโลกสองนำทางใหกับชีวิตแลวนำพาชีวิตไปพบกับปญหาใหตองแกไขดังนี้ คือไดมีบุคคลผูเปนโรคอัมพฤกษไดโทรศัพทเขามาถามผูบรรยายวาผูมีปญหา : อาจารยครับผมเปนอัมพฤกษทำใหแขนขาออนแรงทำงานไมสะดวก ผมทำกรรมอะไรไวจึงใหผลเชนนี้ผูบรรยาย : การเจ็บปวยของคุณ มีตนเหตุมาจากการประพฤติทุศล ีผูมีปญหา : ศีลอะไรครับผูบรรยาย : ศีล ๕ ยังบกพรอง ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๙๒
  • ผูมีปญหา : ผมมีศีล ๕ อยูครบครับผูบรรยาย : บุคคลประพฤติศีล ๕ ขอไดครบถวนเปนปรกติแลวความวิบตของชีวตยอมไมเกิดขึน คุณทำอาชีพอะไร ัิ ิ ้บอกไดไหมผูมีปญหา : ผมมีอาชีพคาขายครับผูบรรยาย : คาขายอะไร บอกไดไหมครับผูมีปญหา : ขายยาฆาแมลงครับผูบรรยาย : นันแหละเปนจำเลยทีหนึง ของการประพฤติ ่ ่ ่ทุศลในขอปาณาติบาต ี จากตัวอยางจริงที่ยกขึ้นมาบอกเลาใหฟงวา การใชความรูทางโลก มาประกอบอาชีพคาขายยาฆาแมลง ไมถือวาเปนการกระทำที่ผิดกฎหมาย แตในทางธรรมถือวาเปนการกระทำที่ผิดศีล เมื่อกรรมใหผล โรคอัมพฤกษจึงเกิดขึ้น นี่คือปญหาของการใชความรูที่ไมจริงแท จึงทำใหเกิดปญหาขึ้นกับชีวิตได ดร. สนอง วรอุไร ๙๓
  • ยังมีอยูอีกกรณีหนึ่ง ที่ใชความรูไมจริงแท แลวทำใหเกิดปญหาขึ้นกับชีวต คือมีอยูครั้งหนึ่งผูบรรยายไดรับเชิญไป ิใหความรูกับผูที่เขามาพัฒนาจิตที่อำเภอสะบายอย จังหวัดสงขลา จาก การ บรรยาย ในคืน วันนั้น มี ผู เขา มา รับ ฟง คำบรรยายเกือบสามรอยคน ทุกคนลงนั่งพับเพียบหรือนั่งขัดสมาธิอยูบนพื้นตามที่ตัวเองถนัด แตมีชายสูงอายุอยูหนึ่งคนไดนั่งฟงบรรยายแตกตางไปจากคนอื่น คือนั่งอยูบนเกาอี้ที่มีพนักพิง เมื่อการบรรยายไดยุติลง ผูบรรยายไดเดินเขาไปหาชายคนที่นั่งอยูบนเกาอี้ พรอมกับยกมือไหวแลวถามวาผูบรรยาย : สวัสดีครับคุณพี่ ผมเห็นคนอื่นนั่งราบอยูบนพื้นหอง แตคุณพี่นั่งอยูบนเกาอี้ เปนเพราะอะไรครับชายผูสูงอายุ : ผมนั่งขัดสมาธิอยางเขาก็ได แตเมื่อจะลุกขึ้นยืนผมยืดขาไมออกครับ ขณะทีชายสูงอายุกลาวตอบผูบรรยายไดเห็นปูมาและ ่  ปูทะเลคลานเรียงรายอยูรอบเกาอี้ ของชายผูสูงอายุคนนันจึง   ้ไดถามตอไปวา ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๙๔
  • ผูบรรยาย : คุณพี่ไปทำอะไรไวกับปูมาและปูทะเลชายสูงอายุ : ผมมีอาชีพมัดขาปูครับ ความ แปลก แยก ใน พฤติกรรม ของ ผู สูง อายุ จึง ไดมาถึงขอยุติที่วาอาชีพที่ชายสูงอายุประพฤติอยูนั้น เปนการกระทำที่ไมผิดกฎหมาย แตผิดศีลที่ทำเหตุเบียดเบียน เมื่อกรรมไมดีใหผลเปนอกุศลวิบาก ผูประพฤติเบียดเบียนจึงมีพฤติกรรมไมเหมือนกับพฤติกรรมของคนทัวไป คือนังพับเพียบ ่ ่หรือนั่งขัดสมาธิบนพื้นราบจึงทำได แตเวลาจะลุกขึ้นยอมยืดขาไมออก ตาม ที่ ได กลาว ไว กอน หนา นี้ วา การ เจ็บ ปวย ของคนในยุคปจจุบัน เกิดขึ้นดวยเหตุสี่อยาง ผูใดประพฤติตรงขามกับสามเหตุแรกโรคภัยไขเจ็บยอมไมเกิดขึ้น แตในเหตุที่สี่ เปนการประพฤติเบียดเบียน จึงเรียกวาโรคที่เกิดจากการถูกจองเวร วาโรคกรรม หากหมอไปบำบัดรักษาโรคกรรมใหหายได หมอยอมไดอานิสงสจากคนไขเปนบุญ แตยังมีโอกาสรับ อานิสงส บาป จาก เจา กรรม นายเวร ของ คนไข หัน มา ผูกพยาบาทกับผูเขารวมกระบวนกรรมจองเวรนี้ได เมื่อดูใหลึกลงไปถึงการกระทำที่เปนเหตุของการเจ็บไขไดปวย หมอมิได ดร. สนอง วรอุไร ๙๕
  • ประพฤติเหตุเบียดเบียนดวยตัวเองโดยตรง แตหมอประพฤติเหตุใหตัวเองเขารวมในการเบียดเบียน ระหวางคนไขกับเจากรรมนายเวรของคนไข หมอจึงมีโอกาสรับอานิสงสบาป ผูบรรยายมีตัวอยางจริงทีผูเจ็บปวยมิไดประพฤติเหตุ  ่เบียดเบียน แตยังตองรับอานิสงสบาป ดังมีประสบการณอีกเรื่องหนึ่งที่จะบอกเลาใหฟงวา มีอยูครั้งหนึ่งผูบรรยายไดรับการติดตอจากเพือนในเครืองแบบวาอาทิตยนีวางไหม? อยาก ่ ่ ้ใหชวยพาไปวัดสองแหง คือวัดสันติธรรม กับวัดอรัญญวิเวกเมื่อผูบรรยายตรวจสอบตารางการทำงานแลวยังมีเวลาเปนอิสระ จึงไดตอบกลับไปทางโทรศัพทวายังวาง และจะไปรับที่สนามบินเชียงใหม เพื่อทำธุระตามที่ประสงค เมือวันเวลาทีนัดหมายมาถึง ผูบรรยายจึงไดวาจางรถ ่ ่ ตูไปรับคณะที่มาจากกรุงเทพฯ และไดพาคณะกรุงเทพฯ เดินทางไปทำธุระตามที่นัดหมายไว คณะจากกรุงเทพฯมีอยูสี่คนแตผูบรรยายรูจักเพียงสองคนที่เปนเพื่อนกันมากอน อีกสองคนที่เหลือเพียงจะมารูจักกันที่สนามบิน เมื่อคณะพรอมแลวจึงไดเดินทางไปวัดสันติธรรมซึ่งอยูในตัวเมืองเชียงใหม เมื่อพูดคุยธุระเรื่องการบวชเปนภิกษุเรียบรอยแลว จึงไดออกเดิน ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๙๖
  • ทางไปวัดอรัญญวิเวก ซึ่งตั้งอยูที่อำเภอแมแตง ในระหวางการเดินทางนั้น คณะจากกรุงเทพฯ ไดพูดคุยกันอยูในตอนหนาของรถตู และมีคนหนึ่งไดกลาวถึงเรื่องอาการปวดหลังของเขา ดวยการไปหาหมอแลวรับยามารับประทาน ซึ่งหลังจากทานยาไปแลว อาการปวดหลังหายไปไดไมนาน ก็กลับมาปวดหลังอีก เปนเชนนี้มาหลายเดือนแลว ขณะที่คนมีอาการปวดหลังพูดถึงการบำบัดรักษาของเขา ผูบรรยายซึ่งนั่งอยูในตอนทายของรถตู ไดเห็นภาพใบหนาของวัวตัวหนึ่ง มีแตหัววัวกับเขาวัว ลำตัวไมมี วัวไดพูดกับผูบรรยายวา “ใครเอาเนื้อกูไปกิน กูจะทำรายมัน” เมื่อคณะจากกรุงเทพฯ หยุดการพูดคุยลงชั่วขณะ ผูบรรยายจึงไดพูดขึ้นวา “เมื่อกี้นี้ผมไดเห็นวัวตัวหนึ่งมีแตใบหนาวัวเขาวัว ไดมาบอกผมวา ใครเอาเนื้อกูไปกินกูจะทำรายมัน” เมื่อผูบรรยายกลาวประโยคนี้จบลง เสียงหัวเราะจากคณะที่มาจากกรุงเทพฯก็ดังขึ้น ผูบรรยายจึงไดพูดออกไปวาผูบรรยาย : พวกคุณหัวเราะเรื่องอะไรกันเพื่อนจากกรุงเทพฯ : อาจารยรูไหมครับไอเพื่อนผมคนที่มีปญหาปวดหลังนี้ มันชอบกินสะเตกเนื้อวัว ดร. สนอง วรอุไร ๙๗
  • ออ ดวยเหตุนี้นี่เอง เพื่อนคนหนึ่งที่มาจากกรุงเทพฯไดถามผูบรรยายวา “สิ่งที่อาจารยอุทานออกมาหมายความวาอยางไร ” ผู บรรยาย จึง ได ตอบ เขา ไป วา โรค ปวด หลังนั้น แมจะ ไม ได ประพฤติ เบียดเบียน หรือ ทุบตี สัตว ให ได รับบาดเจ็บจนสัตวมีอาการเจ็บปวดที่หลัง หรือ หากสัตวไดผูกพยาบาทไวแลว เราเขาไปมีสวนรวมในการผูกพยาบาทนั้นเราก็สามารถรับเอาการผูกพยาบาทนั้นมาเปนของเราได วัวตัวที่ผูบรรยายไดเห็นหนาของเขา กอนถูกนำเขาโรงฆาสัตวเพื่อเอาเนื้อไปขาย วัว ไดผูกพยาบาทไววา “ใครเอาเนื้อกูไปกินกูจะทำรายมัน” เรื่องอาการปวดหลังของคนที่มาจากกรุงเทพฯ จึงไดรูถึงตนเหตุที่แทจริงวาเกิดจากอะไร ผูปวดหลังจึงไดถามผูบรรยายไปวาผูปวดหลัง : เมื่อไรผมจะหายจากอาการปวดหลังครับผูบรรยาย : ไมทราบครับขึ้นอยูกับวัวตัวที่ไปเอาเนื้อของเขามากิน เขาเลิกผูกเวรเมื่อไร อาการปวดหลังก็หายเมื่อนั้น ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๙๘
  • สุดทายผูบรรยายยังมีเรืองทีเกิดขึนจากความไมรจริง  ่ ่ ้ ูเมื่อนำความรูไปใชแลวทำใหเกิดเปนปญหากับผูใช ซึ่งมีอยูครังหนึงผูบรรยายไดถูกเชิญไปใหความรูผูมีทักษะในการรักษา ้ ่  คนไขใหหายเจ็บปวย หลังจากการบรรยายจบสิ้นลง ไดมีหมอใหญทานหนึ่งเขามาทักทายผูบรรยายแลวพูดวาหมอใหญ : ผมไปเปลียนตับมาครับ เอาตับของเด็กทีถูก ่ ่รถชนตายมาเปลี่ยนแทนตับของผมผูบรรยาย : คุณหมอทำงานทางดานไหนครับหมอใหญ : ผมมีความรูและมีประสบการณในดานยารักษาโรค กอนนำยามาใชกับคนไข ผมตองเอายาไปฉีดทดลองในหนูขาว (mice) กอน หากหนูหายจากโรคและไมมีไซตเอ็ฟเฟกต ผมจึงจะนำยานั้นมาฉีดใหคนไขครับ จากคำบอกเลาของหมอใหญ ผูบรรยายจึงไดรูวาการ  กระทำของคุณหมอมิไดผิดกฎหมายและมิไดผิดจรรยาแพทยแต ผิด กฎ แหง กรรม ตรง ที่ วา กระทำ เหตุ เบียดเบียน สัตวเพราะตับของสัตว รวมถึงตับของมนุษยทำหนาที่สรางน้ำดีและสรางโปรตีนบางชนิดขึนเพือทำลายพิษทีเขาสูตัว ยาทีคุณ ้ ่ ่  ่ ดร. สนอง วรอุไร ๙๙
  • หมอฉีดเขาไปในตัวหนูทดลอง ถือวาเปนสิ่งแปลกปลอมที่นำเขาไปในตัวสัตว ตับของสัตวจึงตองทำหนาที่กำจัดสารพิษใหหมดไปจากรางกาย เมื่อตับตองทำงานหนักจนเสื่อมดุลยภาพผลการเปลี่ยนตับ (organ transplant) จึงไดเกิดขึ้นกับคุณหมอ ดวยเหตุนี้การใชความรูทางโลกหรือความรูที่ไมจริงแทไปในทางที่เบียดเบียน ยอมนำทุกขโทษมาสูผูใชได เมื่อ เดือน มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒ ผู บรรยายไดมีโอกาสเขาไปกราบพระนิยตโพธิสัตว ที่มีชื่อวา “ครูบาบุญชุม” ในถ้ำราชคฤห อำเภองาว จังหวัดลำปาง ถ้ำนั้นแบงออกเปนสามเขต โดยมีประตูกัน เขตถ้ำชันในสุดเปนทีอยูของ ้ ้ ่ สงฆ (สังฆาวาส) จึงมีฆราวาสเพศชายประมาณ ๒๐ คนไดรับอนุญาตใหเขาไปยังถ้ำชั้นในสุดได หลังจากที่ไดกราบครูบาฯแลวทานไดพูดขึนวา “ตอไปนีโลกจะวิกฤตมากยิงขึนพวกเรา ้ ้ ่ ้อยาไดประมาท จงพัฒนาจิตแลวปดอบายภูมิใหได” คำวา “วิกฤต” หมายถึงเหตุการณที่กำลังจะแปรผันไปเปนอันตราย คำวา “กลียุค” หมายถึง สมัยที่มีเหตุการณปนปวน ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๐๐
  • หรือเดือดรอนกันไปทั่ว ดังนั้นความหมายของคำวาวิกฤต ที่ครูบาฯ ไดกลาวเตือนญาติธรรมก็คือในวันเวลาขางหนา โลกที่เราอยูอาศัยกำลังจะเกิดเหตุการณแปรผันไปอยูในขั้นที่ปนอันตรายตอการอยูอาศัยของคนบางหมูบางพวกมากยิ่งขึ้น ผู บรรยาย ได ฟ ง แล ว ยั ง พอใจ ชื้ น ที่ ยั ง ไม เข า ถึ งเหตุการณที่ทำใหเดือดรอนกันไปทั่วที่เรียกวา กลียุค จากภาพขาวเรื่องน้ำทวมที่ออกเผยแพรทางจอโทรทัศนจะเห็นไดวา น้ำทวมเกิดขึ้นในที่หลายแหง เชนที่โคราช ที่นครสวรรคที่อยุธยา ที่จังหวัดชัยภูมิ ฯลฯ เหลานี้เปนเหตุการณวิกฤตที่ทำใหมนุษยมีความเปนอยูที่ไมสงบสุข ซึ่ ง พระพุ ท ธ โค ดม ได ตรั ส ไว ใน ครั้ ง พุ ท ธกาล ว า“มนุษย มี ทรัพย สมบัติ เปน สาธารณะ แก โจร แก น้ำ แก ไฟแก พระ ราชา” แม กาล เวลา ได สืบ ตอ มา ยาวนานนับ หลายพันป สัจธรรมดังกลาวก็ยังคงความเปนจริงสืบตอมาจนถึงยุคปจจุบัน ดังที่ครูบาฯ ไดกลาวเนนย้ำไมใหประมาทในการดำเนินชีวิต ปญหาจึงมีอยูวา เราจะปดอบายภูมิไดอยางไร? การพัฒนาจิตแลวปดอบายภูมิใหได เปนคำกลาวที่ ดร. สนอง วรอุไร ๑๐๑
  • บุคคลตองทำเหตุปจจุบันใหถูกตรง แลวชีวิตในกาลเวลาขางหนา จะไมโคจรลงไปเกิดเปนสัตวอยูในอบายภูมิ อันไดแก ไมลงไปเกิดเปนสัตวเดรัจฉาน ไมลงไปเกิดเปนสัตวเปรต สัตวอสุรกาย รวมถึงไมลงไปเกิดเปนสัตวนรก การจะทำเชนนีได บุคคลตองพัฒนาจิต (สมถภาวนา) ้ให เขา ถึง ความ ตั้ง มั่น เปน สมาธิ และ พัฒนา จิต ( วิปสสนาภาวนา) ใหเกิดปญญาเห็นแจง แลวใชปญญาเห็นแจง กำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน) อยางนอยกำจัดสังโยชนสามตัวแรก (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส) ใหหมดไปจากใจไดแลว โอกาสปดอบายภูมิ คือ ไมนำพาชีวิตไปเกิดเปนสัตวอยูในทุคติภพจึงจะเกิดขึ้นได ตายเกิดอีกไมเกิน ๗ ชาติยอมนำพาชีวิตไปสูความพนทุกขหรือที่เรียกวา เขานิพพานนั้นจึงจะมีความเปนจริงได สิ่งที่ผูบรรยายบอกเลามาใหฟงนี้ บุคคลอยาไดหวังวาจะไดพบไดทราบและไดสนทนาธรรมกับพระนิยตโพธิสัตวที่มีนามวาครูบาบุญชุม เพราะนับแตวันที่ ๑๘ เดือนเมษายนพุทธศักราช ๒๕๕๓ เปนตนไป ครูบาฯจะไมออกจากถ้ำมาพบบุคคลผูมีอัตภาพเปนมนุษยเปนเวลานานถึง ๓ ป ทั้งนี้ครูบาฯ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๐๒
  • ไดพูดวา “อาตมาตองเตรียมตัวใหพรอมที่จะนำพาชีวิตไปสูภพใหม” เรืองการใชปญญาทางโลกสองนำทางใหกับชีวต และ ่ ิการใชปญญาสูงสุด นำพาชีวตใหพนไปจากโลก มีผลแตกตาง ิกัน ดังตัวอยางเรืองจริงทีเกิดขึนในยุคปจจุบน ซึงผูบรรยายจะ ่ ่ ้ ั ่ นำมาบอกเลาใหฟงดังนี้ มีนักศึกษาคนไทยที่ไปศึกษาระดับปริญญาเอกอยูในตางประเทศอยูคนหนึง ไดสงขอความเขามาในเว็บไซด www.  ่kanlayanatam.com เปนขอความทีมิไดมีจุดประสงคทีจะถาม ่ ่ปญหา แตเปนขอความทีเกียวกับความคิดของเขา คิดดังๆ ให ่ ่คนทีเขามาอานเว็บไซดไดรูวา เขามีความคิดเปนเชนไร ซึงแบง ่  ่ความคิดของเขาออกเปนสามขั้นตอนคือ ความคิดในขั้นตอนที่ ๑ เขาพูดวา ขณะนี้เขากำลังศึกษาตออยูในตางประเทศและไดมีโอกาสไปฝกพัฒนาจิต ตาม แนวของโคเอ็นกา แลวเห็นวาวิธการฝกเชนนันเปนประโยชน ี ้กับชีวต จึงคิดทีจะไปกูเงินมาสักหนึงกอนเพือนำมาสรางสถาน ิ ่  ่ ่ปฏิบัติธรรมตามแนวดังกลาวขึ้นที่เมืองไทย ดร. สนอง วรอุไร ๑๐๓
  • ความคิดในขั้นตอนที่ ๒ เขาไดคิดตอไปวา จะยังไมกูเงินแตขอใหเรียนจบการศึกษากอน แลวกลับไปทำงานเก็บเงินใหไดสักกอนหนึ่ง แลวจึงคอยสรางสถานปฏิบัติธรรม ความคิดในขั้นตอนที่ ๓ เขาไดคิดตอไปวาจะยังไมกูเงินแตจะไปปฏิบตธรรมใหเขาถึงดวงตาเห็นธรรมไดเมือไรแลว ัิ ่จึงจะสรางสถานปฏิบัติธรรมในภายหลัง เมื่อผูบรรยายไดทราบความคิดดังๆ ของเขา ที่จะทำประโยชน ให กับ มวลชน ถือวา เปน เรื่อง ดี ที่ ตอง อนุโมทนาและ ยัง ได ใช จิต วิเคราะห ความ คิด ของ เขา ดวย วิธี การ อันแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) วาหนึ่งในสี่ของกามโภคี สุขที่คฤหัสถสามารถเขาถึงได คือความสุขที่เกิดจากการไมทำตัวใหเปนหนี้ และ ยั ง ได พิ จ ารณา ต อ ไป ถึ ง คำ ว า “ ดวงตา เห็ นธรรม” ซึ่งมีความหมายวา สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเปนธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงยอมมีความดับไปเปนธรรมดา ผูที่จะเขาถึงปญญาเห็นแจงเชนนี้ได ตองมีสภาวธรรมในดวงจิตเปนอริยบุคคล นับแตพระโสดาบันขึ้นจนถึงพระอรหันต ตาม ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๐๔
  • ทีมีระบุไวในบทสวดมนตสังฆานุสติ ทีภิกษุสงฆใชสวดทำวัตร ่ ่เชา-ทำวัตรเย็น ในครั้งพุทธกาล ที่กรุงสาวัตถีแควนโกศล มีอนาถบิณฑิ ก เศรษฐี โสดาบัน ได สราง วัด เช ตวัน มี นาง วิสาขาโสดาบัน ไดสรางวัดบุพพารามและที่กรุงโกสัมพี แควนวังสะมีโฆ สกเศรษฐี โสดาบัน ได สราง วัด โฆ สิ ตา ราม มี ปา วา ริกเศรษฐีโสดาบัน ไดสรางวัดปาวาริการาม และมีกุกกุฏเศรษฐีโสดาบันไดสรางวัดกุกกุฏาราม แตละเศรษฐีโสดาบันไดสรางวัด คนละหนึ่ง วัด ถวาย ไว ใน พุทธ ศาสนา สวน ผู มี จิต บรรลุสภาวธรรมตั้งแต พระสกทาคามีขึ้นไปจนถึงขั้นพระอรหันตมิไดสรางวัดหรือศาสนสถานใดๆ ถวายไวในพุทธศาสนา ที่กลาวมาขางตนพอที่จะสรุปลงไดวา ผูมีดวงตาเห็นธรรมขั้นพระโสดาบันเทานั้น ยังมีโอกาสสรางวัด หรือสรางศาสนสถานถวายไวในพุทธศาสนาได แตผูมีดวงตาเห็นธรรม ขันพระสกทาคามีจนถึงขันพระอรหันตจะไมสรางศาสนสถาน ้ ้ใดๆใหเกิดขึ้น ดังนั้นนักศึกษาคนที่คิดดังๆ วาขอใหไดดวงตาเห็นธรรม เสีย กอน แลว จึง จะ สราง สถาน ปฏิบัติ ธรรม ขึ้น มา ภาย ดร. สนอง วรอุไร ๑๐๕
  • หลัง เปนความคิดเห็นของคนที่ยังเขาไมถึงความจริงแทของสัจธรรม หากเขาถึงดวงตาเห็นธรรมขันทีสูงกวาพระโสดาบัน ้ ่แลว โอกาสสรางสถานปฏิบัติธรรมยอมไมเกิดขึ้น ทั้งนี้เปนดวยเหตุพระสกทาคามีเปนผูมีกำลังของกามราคะออน สวนพระอนาคามีและพระอรหันตเปนผูปราศจากกามราคะแลวจึงไมเอาจิตเขาไปผูกติดเปนทาสของวัตถุใดๆ มีแตคิดกำจัดกิเลสที่คางคาใจใหหมดไปเทานั้น เพื่อชีวิตไมหวนกลับมาเกิดอยูในวัฏสงสารอีก จากเจตนารมณของนักศึกษา ทีไปแสวงหาความรูอยู ่ ในตางประเทศ เมือสำเร็จการศึกษาแลวเขาจะมาปฏิบตธรรม ่ ัิจนเขาถึงดวงตาเห็นธรรม นันแสดงวาเขาเห็นความตายรออยู ่เบืองหนา เมือตายแลวจิตยังตองโคจรไปเกิดอยูในภพใหม เขา ้ ่ จึงประสงคเตรียมตัวไวใหพรอมกอนตาย วาตายแลวจะไมลงไปเกิดในอบายภูมิอีกจนกวาจะเขาสูนิพพาน ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๐๖
  • พั ฒ น า จิ ตเขาถึงปญญาสูงสุด
  • ผูบรรยายไดมีโอกาสไปพัฒนาจิต จนเขาถึงปญญาสูงสุดทีเรียกวาอภิญญา ๕ แลว จึงไดเห็นความจริงวา ตนเอง ่เวียนตาย เวียน เกิด มา นับ ภพ ชาติ ไม ถวน แตละ ภพ ที่ เกิด มีแตรูปขันธเทานั้นที่แตกสลาย สวนจิตที่ยังมีกิเลสคางคาอยูภายใน ไมเคยตายหรือไมเคยสลาย จิตยังตองโคจรเขาไปอยูในรูปขันธตัวใหมอยางนี้เรื่อยไป เมื่อไดเห็นความจริงของชีวิตเปนเชนนี้แลว จึงไดรูวาเราโงเอง ที่ปลอยใหกิเลสเขามามีอำนาจเหนือใจ หลังจากเห็นสัจธรรมของชีวิตเปนเชนนี้แลว จึงไดคิดหา ทางออก ให กับ ชีวิต ดวย การ พัฒนา ปญญา เห็น แจง ใหเกิดขึ้น แลวพบวา มนุษยเปนสัตวสังคม ชีวิตจะดำรงอยูไดตองอาศัยปจจัยจากสังคมมาหลอเลี้ยง มนุษยจึงตองพัฒนาความ รู หรือ ปญญา ภายนอก ( สุ ตมย ปญญา และ จินต ามยปญญา) เพื่อใชทำงานใหกับสังคม ชีวิตจึงจะดำรงอยูรอดได ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๐๘
  • อีกประการหนึง มนุษยตายแลวยังตองไปเกิดใหม การ ่โคจรของจิตไปสูภพใหมที่ดี (สุคติภพ) ตองใชบุญเปนปจจัยเดินทาง ผูใดมีบุญสั่งสมอยูในดวงจิตนอย ตายแลวจิตยอมโคจรไปไดไมไกล ตรงกันขาม ผูใดมีบุญสังสมอยูในดวงจิตมาก  ่ ตายแลวจิตวิญญาณสามารถโคจรไปสูสุคติภพทีอยูหางไกลได  ่ ดังนัน ผูปรารถนามีชีวตในภพใหมทีดี จึงตองทำงานภายในให ้  ิ ่กับตัวเองดวยการสรางและสั่งสมบุญไวในดวงจิต ผูบรรยายขออนุญาตยืมคำที่หลวงพอคำเขียน ไดพูดไวเมื่อสักครูนี้วา “มโน ปุพฺพํคมา ธมฺมา (จิตเปนรากฐานของสิ่งทั้งหลาย) มโน เสฏฐา (จิตประเสริฐกวาสิ่งทั้งหลาย) มโน มยา (สิ่งทั้งหลาย สำเร็จดวยจิต)” จากอมตวลีที่หล วงพอฯ ไดยกขึ้นมา กลาว ให ญาติธรรมไดรับฟง แลวตองนำไปคิดเอาเองวา สิ่งทั้งหลายสำเร็จดวยใจจริงไหม ในที่ประชุมแหงนี้ มีใครบางไหมที่คิดวา ตาย ดร. สนอง วรอุไร ๑๐๙
  • แลวตัวเองจะไมเกิดอีก ตราบใดทียังมีกิเลสคางคาอยู ในเมือ ่ ่จิตทิ้งรูปขันธแลว กิเลสยังมีพลังผลักดันจิตวิญญาณ ใหโคจรไปเขาอยูอาศัยในรางใหม เพือใชรางใหมทำกิจกรรมใหกับชีวต  ่ ิสืบตอไป ผูทีคิดวาตัวเองจะไมเกิดอีกเพราะเกิดมาเปนสัตวไม  ่วาจะอยูในภพภูมิไหน ก็ยอมมีความทุกขตามมาพรอมกับการเกิดทั้งสิ้น ผูบรรยายไดรับโทรศัพททางไกล จากสุภาพสตรีทานหนึ่ง สุภาพสตรีทานนั้นไดพูดกับผูบรรยายวา “อาจารยคะดิฉันแตงงานแลว แตไมมีบุตร ดิฉันเปนเจาของรีสอรทแหงหนึ่ง และมีเงินอยูจำนวนหนึ่งจะบริจาคสรางกุฏิพระไวในพุทธศาสนา” ผู บรรยาย เมื่อ ได ฟง เจาของ รีสอรท พูด แลว จึง ไดคิดตอไปวาสุภาพสตรีทานนี้คงมีความทุกข ที่ตองยุงเกี่ยวกับสมบัติที่นำความคับแคนใจมาให จึงไดพูดเตือนสติไปวา“ตายแลวเอารีสอรทไปดวยนะ อยาทิ้งไวเปนสมบัติกำพราใหเปนภาระของผูอยูหลังตองเดือดรอน” เธอไดฟงแลวหัวเราะ  หึๆ แทจริงสุภาพสตรีทานนันไดโทรศัพทมาหาดวยจุดประสงค ้บริจาคทรัพย สรางกุฏิพระไวที่วัดแหงหนึ่งที่ผูบรรยายรูจักจึงไดแนะนำใหติดตอกับเจาอาวาสโดยตรง ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๑๐
  • หวนกลับมาพูดถึงวลีทีเปนภาษาบาลีทีกลาววา “มโน ่ ่มยา” หมายถึงสำเร็จดวยใจ จะเปนคนดีมีศีลธรรมไดก็ตองพัฒนา ใจ ให มี สติสัมปชัญญะ จะ มี ชีวิต ที่ สงบ ราบ รื่น ได ก็ตองพัฒนาใจใหมีสัมมาทิฏฐิ จะมีความสุขไดก็ตองพัฒนาใจ ใหสงบจากอารมณปรุงแตงหรือใหมีความสันโดษ จะเปนอริยบุคคลได ก็ตองพัฒนาใจใหเปนอิสระจากกิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน) ฯลฯ ตรงกันขาม จะเปนคนชั่วก็อยูที่การทำใจใหประพฤติทุศีลไรธรรม จะมีชีวิตสะดุดและมีปญหาใหตองแกไขก็ตองปลอยใจใหอยูใตอำนาจของความเห็นผิดหรือความ หลง จะมีชีวตวิบติ ก็ตองปลอยใจใหเปนทาสของอบายมุข ฯลฯ ิ ัจากตัวอยางทียกขึนมาพูดใหฟง จะดีจะชัวขึนอยูกับใจของตัว ่ ้ ่ ้ เองเปนตนเหตุ เมื่อยอนกลับมาพิจารณาวาตายแลวไปไหน ก็ตองคิดถึงตนเหตุที่บุคคลไดกระทำไวกอนตาย มีพระสวดบังสุกุลบางรูป ไปเอามือเคาะที่ขางฝาโลงศพ แลวพูดวา “โยมไปที่ชอบๆ เถิด” เมื่อไดยินไดฟงแลว ตองพิจารณาตอไปวารางกายทีไรวิญญาณ (ศพ) ยังคงนอนนิงอยูในโลงศพ รางกาย ่ ่ มิไดโคจรไปไหน แตจิตที่ออกจากรางตางหากละ ที่โคจรไปยัง ดร. สนอง วรอุไร ๑๑๑
  • ที่ตางๆ ได ทั้งนี้ขึ้นอยูกับกรรมทำไวเปนตนเหตุ ในครั้งที่ยังมีชีวตอยู ที่ชอบๆ ของบุคคลผูประพฤติชั่ว เชน ิ นันทมาณพ ประพฤติขมขืนทางเพศพระอุบลวรรณภิกษุณีอรหันต ไดถูกธรณีสูบลงไปเกิดในอเวจีนรก นาง จิญ จมา นวิ กา แกลง ทำ เปนทอง แลว กลาว ตูพระพุทธโคดม ไดถูกธรณีสูบลงไปเกิดในอเวจีนรก วัสสการพราหมณ นักปราชญแหงกรุงราชคฤหกลาววาจาปรามาสพระมหากัจจายนะอรหันต ผลปรากฏวาเมือตาย ่แลว ตองลงไปเกิดเปนลิงอยูในปาไผของกรุงราชคฤห โตเทยยพราหมณ เศรษฐีมีทรัพยมหาศาล มีจิตหลงเปนทาสของทรัพยเงินทอง ตายแลวไปเกิดเปนลูกสุนัข เฝาสมบัติตัวเองในบานของลูกชาย สวนที่ชอบๆ ของผูประพฤติดีงาม เชน สิรมา โสเภณีแหงแควนมคธ ไดฟงธรรมจากพระโอษฐ ิแลว มีจิตสำนึกผิดในอาชีพที่ตนทำ จึงเลิกมิจฉาอาชีวะ แลวหันมาประพฤติทาน ศีล ภาวนา จนจิตบรรลุโสดาปตติผลใน ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๑๒
  • ขณะยังเปนฆราวาส เมื่อนางไดตายลงแลว จิตวิญญาณถูกพลังแหงความดีผลักดันใหไปเกิดเปนสิริมาเทพนารีโสดาบันอยูในสวรรคชั้นสูงสุด (ปรนิมมิตวสวตี) โทณพราหมณ ผูทำหนาทีจัดแบงพระบรมสารีรกธาตุ  ่ ิไดปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา ตายแลวจิตวิญญาณถูกพลังแหงความ ดี ผลัก ดัน ให ไป เกิด เปน พระพร หมอ นาคา มี อยู ในสุทธาวาสพรหมโลก ฉันนภิกษุ ผูดือรันจนไมมใครสอนได ไดถูกหมูสงฆลง ้ ้ ี พรหมทัณฑ (ไมพูดดวย ไมวากลาวตักเตือน ไมคบหาสมาคม)เกิดสำนึกผิดแลวหันมาปฏิบัติธรรม จนจิตบรรลุอรหัตตผล นางสารี ผูเปนมารดาของพระสารีบุตร มีความเห็นผิดทีศรัทธาเลือมใสบูชาทาวมหาพรหม ภายหลังไดเห็นเทวดา ่ ่ชั้นผูใหญเนรมิตมาเปนมนุษยกายหยาบมีรัศมีสดใส มาเยี่ยมพระสารีบุตรกอนเขานิพพานแลว เกิดศรัทธาในตัวของพระสารีบุตร (ลูกชาย) จึงขอใหสอนธรรมให ทำใหจิตของนางเปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิมาเปนสัมมาทิฏฐิ แลวบรรลุโสดาปตติผลเปนพระอริยบุคคลขั้นตนได ปดอบายภูมิได ดร. สนอง วรอุไร ๑๑๓
  • จากตัวอยางทียกขึนมาบอกเลาใหฟง จะเห็นไดวาชีวต ่ ้ ิของบุคคลจะดำเนินไปสูทุคติภพ หรือดำเนินไปสูสุคติภพหรือพนไปจากการเวียนตายเวียนเกิดอยูในวัฏสงสาร ยอมสำเร็จได ดวยใจทั้งสิ้น ดังนั้นผูที่ศึกษาเลาเรียน เพื่อใหเกิดความรูในระดับสุตมยปญญาและจินตามยปญญา แมจะเรียนมาจนสูงสุดเทาไร ก็ยังเปนความรูหรือปญญาที่ยังไมรูความเปนจริงที่แทรูความจริงชั่วระยะเวลาหนึ่งแตเมื่อกาลเวลานั้นไดผานพนไปแลว เหตุผลที่เคยสัมพันธกันหรือความจริงที่เคยเปนยอมไมเปนจริงอีกตอไป ความรูเชนนี้จึงเรียกวาเปนความรูที่ไมจริงแท หรือคือความหลง (โมหะ) อันเปนเหตุไมรูจริงที่เรียกวาอวิชชานั่นเอง ดังผูที่ศึกษาเลาเรียนมาในทางโลกที่บุคคลทั่วไปนิยมแสวงหา โดยหารูไมวา อวิชชาเปนตนเหตุใหสัตวตองเวียนตายเวียนเกิด อยูในวัฏสงสารอยางไมมีวันจบสิ้น ผูใดปรารถนานำพาชีวิตใหพนไปจากวัฏสงสาร ผูนั้นตองพัฒนาจิตใหเกิดปญญาสูงสุดที่เรียกวา ญาณ ซึ่งเปนปญญาทีเห็นความจริงในระดับจิตสัมผัส ปญญาสูงสุดมีอยูสอง ่ ระดับ คือโลกียญาณหรืออภิญญา ๕ เห็นความจริงที่มีเหตุผล ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๑๔
  • รองรับที่ยาวนานขามภพชาติได และ โลกุตรญาณหรือญาณ๑๖ ที่เห็นความเปนจริงแทและสามารถใชสองนำทางชีวิตใหพนไปจากวัฏสงสารได การรูเห็นเขาใจเชนนี้ ยอมรูไดดวยจิตที่  พัฒนาดีแลวมาสัมผัส ดังทีพระนางเขมา ผูมีรูปรางสวยงามมี ่ สีผิวดังทองคำ ถือกำเนิดอยูในขัตติยสกุลแหงแควนมัททะ และ ่ เปนมเหสีของพระเจาพิมพิสารอีกพระองคหนึงดวย เมือไดไป ่ ่เที่ยวชมความสวยงามของวัดเวฬุวันแลว ไดเขาฟงธรรมจากพระพุทธเจา พรอมดวยบุญเกาของพระนางเขมาทีทำสังสมมา ่ ่แตชาติอดีตสงผล ขณะฟงธรรมจากพระโอษฐ พระนางเขมาไดใชจิตที่สงบพิจารณาธรรมโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ)เมื่อพระพุทธองคเทศนาธรรมจบลง จิตของพระนางฯ ไดปริวรรตถึงอริยธรรมสูงสุด เปนพระอรหันตตังแตยังอยูในเพศ ้ ฆราวาส ประจวบกับขณะนั้นเปนเพลาเย็นใกลค่ำ พระเจาพิมพิสารไดเสด็จไปยังวัดเวฬุวัน เพื่อขออนุญาตพระศาสดานำพระมเหสีกลับวัง พระพุทธเจาจึงไดตรัสกับพระเจาพิมพิสารวา “มหาบพิตร หากนำพระนางเขมากลับวังในวันนี้ก็จะไดเชยชมรางทีเปนศพของพระนางฯ” แตหากมหาบพิตรทรง ่ประทานอนุญาตใหพระนางฯ ไดบวชเปนภิกษุณี มหาบพิตรจะยังไดเห็นยังไดสนทนากันอยูในวันขางหนา ดร. สนอง วรอุไร ๑๑๕
  • ในที่สุด พระนาง เขมา ผู มี จิต บรรลุ อร หัต ต ผล จึง ไดบวชเปนภิกษุณีอรหันต และไดรับแตงตั้งใหเปนพุทธสาวิกาผูมีปญญามากอยูในพุทธศาสนา ซึ่งตางจากพาหิยะไดบรรลุดวงตาเห็นธรรมขันสูงสุดเปนพระอรหันตเชนเดียวกับพระนาง ้เขมา แตไมมีโอกาสไดบวชเปนภิกษุ ตองมาดวนสิ้นชีวิตลงกอนบวช ดวยถูกเจากรรมนายเวร (ยักษิณ) มาพบเขาระหวาง ีเดินหาเครื่องบวช ยักษิณีจึงเขาสิงรางแมโคและขวิดพาหิยะจนตาย แตดวยสภาวธรรมในดวงจิตของพาหิยะ ปลอดแลวซึ่งกิเลสที่ผูกมัดใจ (สังโยชน ๑๐) เมื่อจิตที่ปราศจากมลทินไดเคลื่อนออกจากราง จึงไดโคจรไปสูภาวะที่เรียกวานิพพาน จิตที่ปลอดจากมลทินไดเกิดขึ้นในยุคปจจุบัน เชน ในกรณีของหลวงพอธี ชาวไทยใหญอพยพที่เขามาอยู ณ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม ไดขออนุญาตภรรยาบวชเปนฤาษี แลวขึ้นไปปฏิบติธรรมอยูบนยอดเขา ผล ัปรากฏวาจิตไดบรรลุอริยธรรมสูงสุด เห็นสรรพสิงเปนอนัตตา ่จึงตองบวชเปนพระสงฆไทยอยูจนทุกวันนี้ เรื่อง การ บรรลุ อร หัต ต ผล ในขณะ ยัง เปนฆราวาส นี้ทานเจาคุณโชดกไดพูดกับผูบรรยายวา ฆราวาสคนใดมีจิต ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๑๖
  • บรรลุอรหัตตผลแลว ตองบวชเปนภิกษุสงฆภายใน ๗ วัน ถาไมบวช จิตจะตองทิ้งรางเขาสูนิพพาน คำพูดของทานเจาคุณอาจารยยังหาเหตุผลมายืนยันไมได แตที่รูวาในครั้งพุทธกาลพระนางเขมา (ฆราวาสหญิง) บรรลุอรหัตตผลแลวตองรีบบวชในวันนั้น พาหิยะ (ฆราวาสชาย) บรรลุอรหัตตผลแลวตองรีบบวช ขณะเดินหาเครื่องบวชถูกคูปรับเกาจองเวร จึงตองมาตายลงกอนบวช โสปากะเด็กชายที่ถือกำเนิดในปาชาไดฟงธรรมจากพระศาสดาแลว มีจิตบรรลุอรหัตตผลในขณะยังเปนเด็กชายมีอายุไดเพียง ๗ ขวบ จึงไดรับพุทธานุญาต ๖ใหบวชเปนสามเณรในวันนั้น ฯลฯ ดัง นั้น ระยะ เวลา ของ การ เปลี่ยนจาก เพศ ฆราวาสมาอยูในเพศของนักบวช หลังจากที่จิตบรรลุอรหัตตผลแลวจะ ตอง บวช ทันที หรือ จะ ตอง บวช ภายใน เจ็ด วัน ก็ สุดแตวิจารณญาณของผูฟง ตองวินจฉัยดวยตัวเอง เพราะผูบรรยาย  ิ ยังไมมีประสบการณตรงในเรื่องดังกลาว แตจากคนที่ไมเชื่อในพระธรรม ไมเชื่อในพระวินัย และไมเชื่อในพระสูตรจึงไดไปพิสูจน ดวยการบวชเปนภิกษุปฏิบัติธรรมจนเขาถึงธรรมเมื่อปพุทธศักราช ๒๕๑๘ เปนตนมา จนกระทั่งบัดนี้ เปนเวลา ดร. สนอง วรอุไร ๑๑๗
  • กวา ๓๕ ปแลวยังหาขอผิดพลาดในพุทธวจนะไมได ดังนั้นในเรืองระยะเวลาของการบวชหลังจากทีจิตบรรลุอรหัตตผลแลว ่ ่ทานผูฟงจะเชื่อพุทธวจนะหรือจะเชื่อพระไตรปฎกซึ่งเกิดขึ้นหลังพุทธปรินิพพานไปแลว ก็สุดแตทานจะปลงใจเชื่อดวยตัวทานเอง แตผูบรรยายเชือคำทีพระพุทธองคไดตรัสไว จึงทำให  ่ ่ชีวตของผูบรรยายเปลียนไปในทางทีดี ในทางทีเปนธรรม เปน ิ  ่ ่ ่วินัยทุกขณะตื่น จึงมีบุญเขาสั่งสมในดวงจิตแทบจะไมมีบาปเกิดขึ้น ทั้งนี้เปนเพราะไดพัฒนาจิตจนมีสติอยูเกือบทุกลมหายใจเขา-ออก และมีปญญาเห็นแจงในแทบจะทุกสิ่งที่เขาสัมผัสจิต อาทิ ไดยินใครเขาดาวาเรา เขาก็เปนครูที่ดีสอนเราใหนำเอาคำที่ไดยินมาพิจารณาดูตัวเอง หากเรายังมีสิ่งไมดีอยูในดวงจิต ตองปรับแกไข แตหากเรามิไดเปนอยางที่เขาวาเขาก็เปนครูที่ดีสอนเราวา จะไมประพฤติเชนเขา แลวเราก็จะไมเปนเหมือนเขา ผูใดมีธรรมวินัยสถิตอยูกับใจทุกขณะตื่นทุกสิ่งที่เขากระทบจิตยอมเปนครูสอนใจเราได ยังมีอยูอีกเรื่องหนึ่งที่จะบอกเลาใหฟงวา มีอยูครั้งหนึ่ง ผูบรรยายไดไปรวมคณะทอดกฐินกับคุณหญิงสุรีพันธ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๑๘
  • คณะกฐินมีเปนจำนวนมาก จึงทำใหมีปญหาเกิดขึ้นกับที่หลับนอน ปญหาเรื่องหองสุขา ปญหาเรื่องหองอาบน้ำ ฯลฯ ตางๆเหลานี้ไมเปนปญหากับผูมีธรรมวินัยสถิตอยูกับใจ ไมมีน้ำใหอาบก็ใชผาชุบน้ำขวดเช็ดตัว หองสุขาไมวางก็เดินเขาปาหาที่ถายทุกข ที่นอนไมมีก็หาที่หลับนอนในปา ในครั้งนั้นยังจำไดวา เมื่อศาลาที่ใชเปนที่หลับนอน แออัดยัดเยียดไปดวยผูคนทีมาทอดกฐิน จนหาทีวางลมตัวลงนอนไมได ผูบรรยายพรอม ่ ่ เพือนอีกสองคน ไดเดินเขาสูปาเมือเวลาใกลจะถึงสองนาิกา ่  ่กลางดึก เดินเขาปาไปไดประมาณครึ่งกิโลเมตรไดพบกุฎิพระหลังหนึ่งอยูกลางปา ไดเขาไปกราบพระปา แลวขออนุญาตนอนบนพืนดินใกลกับกุฏทีพระปาใชจำวัด เมือพระปาอนุญาต ้ ิ ่ ่แลวยังไดพูดขึ้นอีกสองเรื่องวาพระปา : “โยมระวังนะ ใตถุนกุฎิของอาตมามีงูพิษอาศัยอยูและเวลาโยมจะไปขับถาย ใหไปขับถายที่นั่น” พระปาพูดพรอมกับชี้นิ้วบอกสถานที่ผูบรรยาย : “ไมเปนไรครับ พวกกระผมจะปฏิบัติตามที่พระคุณเจาชี้แนะ” ดร. สนอง วรอุไร ๑๑๙
  • คืนนั้น เมื่อผูบรรยายจัดการกับเรื่องของตัวเองเสร็จเรียบรอย แลว กอนนอน ได สวด มนต บท สรรเสริญ คุณ พระรัตนตรัย แลวตอดวยการสวดมนตบทขันธปริตร เพือแผเมตตา ่กับพญางูทั้งสี่ตระกูล (งูตระกูลวิรูปกษ งูตระกูลเอราบถ งูตระกูลฉัพยาบุตร และงูตระกูลกัณหาโคดม) เพื่อปองกันมิใหถูกงูพิษขบกัด ซึ่งบทมนตขันธปริตรนี้เคยนำไปใชกับหมูฤาษีที่อาศัยอยู ณ ปาหิมพานต ในครั้งกระโนนที่พระพุทธโคดมไดไปเสวยพระชาติเปนฤาษี ผลปรากฏวาคืนนันเปนคืนเดือนหงายบริเวณโดยรอบ ้มีแสงจันทรสองสวาง ปราศจากสิ่งรบกวนใดๆ จึงนอนหลับสบายและมีความสุข เมื่อตื่นขึ้นกอนลุกออกจากกลดในตอนเชา ยังไดพิจารณาจนเห็นวา งูมีอำนาจอยูที่พิษของมัน เด็กมีการรองไหเปนอำนาจ สตรีมีความโกรธเปนอำนาจ บัณฑิตมีการเพงโทษตัวเองเปนอำนาจ แตคนพาลมีการเพงโทษผูอื่นเปนอำนาจ โจรมีอาวุธเปนอำนาจ นักการเมืองมีทรัพยเปนอำนาจ ฯลฯ ความรูตางๆ เหลานี้เกิดขึ้นเมื่อจิตมีอารมณสงบ และ เชน เดียวกัน ปญญา เห็น แจง ยัง ได เห็น อีก วา ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๒๐
  • บุคคลมีชีวิตเปนของตัวเอง จึงตองบริหารจัดการชีวิตดวยตัวเอง จึงไดศรัทธาในพระปญญาคุณของพระพุทธเจา ตลอด๔๕ พรรษาที่พระองคเผยแพรธรรม พระองคมิไดเขาไปกาวลวงในชีวิตของใครผูใด ดังนั้นเมื่อพระสารีบุตรมาทูลลาเขานิพพาน พระองคไดตรัสวา “กาลํ ชานาหิ สารีบุตร” เมือพระ ่มหาปชาบดีมาทูลลาเขานิพพาน พระองคไดตรัสวา “กาลํ ชานาหิ โคตมี” เมือพระยโสธรามาทูลลาเขานิพพาน พระองคได ่ตรัสวา “กาลํ ชานาหิ ยโสธรา” เมื่อพระอัญญาโกณฑัญญะมาทูลลาเขานิพพาน พระองคไดตรัสวา “กาลํ ชานาหิ โกณฑัญญะ” และยังไดเสด็จไปในพิธเผาศพของทานทีปาหิมพานต ี ่อีกดวย ฯลฯ สวนเรื่องการแสดงฤทธิ์ ทรงบัญญัติเปนวินัย หามพระ ปณโฑล ภาร ทวา ชะ แสดง ฤทธิ์ ที่ เหาะ ไป เอา บาตร ไมจันทนที่เศรษฐีผูกหอยไวกับปลายไมที่ปกอยูบนหลังคาบานพระพุทธองคทรงตำหนิการมีพฤติกรรมเชนนั้น จึงใหภิกษุประพฤติ ตรงกันขาม พระพุทธองคทรงมีพระบัญชาใหพระมหาปชาบดี แสดงฤทธิกอนเขานิพพาน ใหพระยโสธราแสดง ์ฤทธิกอนเขานิพพาน ใหพระสาคตะแสดงฤทธิปราบมิจฉาทิฏฐิ ์ ์ ดร. สนอง วรอุไร ๑๒๑
  • ของชาวแควนอังคะ และในพรรษาที่ ๖ กอนเสด็จไปโปรดพุทธมารดาในดาวดึงส พระองคไดแสดงยมกปาฏิหาริย เพือปราบ ่ทิฏฐิของเหลาเดียรถีย ฯลฯ การแสดงฤทธิ์ตางๆเหลานี้ เกิดขึนไดดวยการพัฒนาจิต ใหตังมันเปนสมาธิระดับฌาน ซึงเปน ้ ้ ่ ่โลกิยอภิญญาที่มิไดเปนเหตุนำไปสูความพนทุกข ทานผูฟงจงตระหนักในสัจธรรมดังกลาววา “มิไดเปนเหตุนำไปสูความพนทุกข” พระองคจึงหามภิกษุมิใหแสดงฤทธิ์ เวนไวแตวามีพระบัญชา ให แสดง ฤทธิ์ เพื่อ จุด ประสงค อัน เปน เหตุ ให เกิดสัมมาทิฏฐิที่นำไปสูความพนทุกข การบรรยายเรื่องตายแลวไปไหน ผูบรรยายไดแสดงหรือชี้ใหเห็นในแงมุมตางๆ ที่เกิดขึ้นในครั้งพุทธกาลและที่เกิดขึ้นในกาลปจจุบัน แตทั้งหลายทั้งปวงนี้อยูที่การประพฤติเหตุปจจุบัน ให ถูก ตรง โดย ใช ปญญา เห็นถูก ตาม ธรรม เปนเครืองสองนำทางใหกับชีวต แลวความสมปรารถนาจึงจะเกิด ่ ิเปนจริงไดในวันขางหนา ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๒๒
  • บทมนตขันธปริตรวิรูปกเขหิ เม เมตตัง ความเปนมิตรของเรา จงมีแกพญางูทั้งหลาย สกุลวิรูปกขดวยเมตตัง เอราปะเถหิ เม ความเปนมิตรของเรา จงมีกับพญางูทั้งหลาย สกุลเอราบทดวยฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง ความเปนมิตรของเรา จงมีแกพญางูทั้งหลาย สกุลฉัพยาบุตรดวยเมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ ความเปนมิตรของเรา จงมีแกพญางูทั้งหลายสกุลกัณหาโคตมกะดวยอะปาทะเกหิ เม เมตตัง ความเปนมิตรของเรา จงมีกับสัตวทั้งหลาย ที่ไมมีเทาดวยเมตตัง ทิปาทะเกหิ เม ความเปนมิตรของเรา จงมีกับสัตวทั้งหลาย ที่มีสองเทาดวยจะตุปปะเทหิ เม เมตตัง ความเปนมิตรของเรา จงมีกับสัตวทั้งหลาย ที่มีสี่เทาดวยเมตตัง พะหุปปะเทหิ เม ความเปนมิตรของเรา จงมีกับสัตวทั้งหลาย ที่มีหลายเทาดวยมา มัง อะปาทะโก หิงสิ สัตวไมมีเทาอยาเบียดเบียนเรามา มัง หิงสิ ทิปาทะโก สัตวสองเทาอยาเบียดเบียนเรามา มัง จะตุปปะโท หิงสิ สัตวสี่เทาอยาเบียดเบียนเรา ดร.สนอง ดร.สนอง วรอุไร ๑๒๓
  • มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท สัตวหลายเทาอยาเบียดเบียนเราสัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา ขอสรรพสัตวที่มีชีวตทั้งหลาย ิสัพเพ ภูตา จะ เกวะลา ที่เกิดมาทั้งหมดจนสิ้นเชิงดวยสัพเพ ภัทรานิ ปสสันตุ จงเห็นซึ่งความเจริญทั้งหลายทั้งปวงเถิดมา กิญจิ ปาปะมาคะมา โทษลามกใดๆ อยาไดมาถึงแลว แกสัตวเหลานั้นอัปปะมาโณ พุทโธ พระพุทธเจา ทรงพระคุณ ไมมีประมาณอัปปะมาโณ ธัมโม พระธรรม ทรงพระคุณ ไมมีประมาณอัปปะมาโณ สังโฆ พระสงฆ ทรงพระคุณ ไมมประมาณ ีปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภีสะระพู มูสิกา สัตวเลื้อยคลานทั้งหลาย คือ งู แมลงปอง ตะเข็บ ตะขา แมงมุมตุกแก หนู เหลานี้ ลวนมีประมาณ ( ไมมากเหมือนพระรัตนตรัย )กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ความรักษา อันเรากระทำแลว การปองกัน อันเรากระทำแลวปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ หมูสัตวทั้งหลายจงหลีกไปเสียโสหัง นะโม ภะคะวะโต เรานั้น กระทำนอบนอม แดพระผูมีพระภาคเจาอยูนะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานังฯ กระทำนอบนอม แดพระสัมมาสัมพุทธเจา เจ็ดพระองคอยู ฯ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๒๔
  • บทมนตโมรปริตร ๑. อุเทตะยัง จักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะถะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะถะวิปปะภาสัง ตะยาชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง พระอาทิตยผูเปนดวงตาของโลก ผูยิ่งใหญพระองคนี้ เสด็จอุทัยขึ้นทรงพระรัศมีสีทองสาดสองปฐพี ดวยเหตุนี้ ขาพเจาขอนมัสการพระอาทิตย ผูทรง รัศมี สี ทอง สาด สอง ปฐพี พระองค นั้น พระองค ไดคุมครอง ขา พระองค ใน วันนี้ แลว ขอ ให ขา พระองค มี ชีวิต ยั่งยืน อยูตลอดวัน ๒. เย พฺราหฺมะณา เวทะคู สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา ฺ พระพุทธเจาเหลาใด ทรงรูแจงธรรมทั้งปวง ขาพเจาขอนอบนอมพระพุทธเจาเหลานัน ขอพระพุทธเจาเหลานัน จงคุมครองขาพเจา ขอน ้ ้ อบนอมแดพระพุทธจาทังหลาย ขอนอบนอมแดพระโพธิญาณ ขอนอบ ้นอมแดพระพุทธเจาผูหลุดพนแลว ขอนอบนอมแดวิมุตติธรรม เมื่อนกยูงนั้นสาธยายพระปริตรอยางนี้แลว จึงออกเสวงหาอาหาร ดร.สนอง ดร.สนอง วรอุไร ๑๒๕
  • ๓. อะเปตะยัง จักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะถะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะถะวิปปะภาสัง ตะยาชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง พระอาทิตยผูเปนดวงตาของโลก ผูยิงใหญพระองคนี้ เสด็จอัสดงคต  ่ ทรง พระ รัศมี สี ทอง สาด สอง ปฐพี ดวย เหตุ นี้ ขาพเจา ขอ นมัสการ พระอาทิตย ผูทรง รัศมี สี ทอง สาด สอง ปฐพี พระองค นั้น พระองค ได คุมครอง ขา พระองค ใน วันนี้ แลว ขอ ให ขา พระองค มี ชีวิต ยั่งยืน อยู ตลอดราตรี ๔. เย พฺราหฺมะณา เวทะคู สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตฺวา โมโร วาสะมะกัปปะยิ พระพุทธเจาเหลาใด ทรงรูแจงธรรมทั้งปวง ขาพเจาขอนอบนอม พระพุทธเจาเหลานัน ขอพระพุทธเจาเหลานัน จงคุมครองขาพเจา ขอน ้ ้  อบนอมแดพระพุทธจาทังหลาย ขอนอบนอมแดพระโพธิญาณ ขอนอบ ้ นอมแดพระพุทธเจาผูหลุดพนแลว ขอนอบนอมแดวิมุตติธรรม เมื่อ นกยูงนั้นสาธยายพระปริตรอยางนี้แลว จึงนอน ตา ยแล ้ ว ไป ไห น๑๒๖
  • รายนามผูรวมศรัทธาพิมพหนังสือ ตายแลวไปไหน ลำดับ ชื่อ-สกุล จำนวนเงิน ลำดับ ชื่อ-สกุล จำนวนเงิน ๑ คุณฉินซิวซัน และ ครอบครัว ๑๒,๐๐๐ ๒๕ คุณยศภัทร เกรียงชุติมา ๙๐๐ ๒ คุณเริงศักดิ์ โอภาสรัศมี ๘,๐๐๐ ๒๖ คุณฉลองชัย - ๓ คุณพัชรา ธรรมลิขิตชัย ๖,๘๕๐ คุณวรรณกร คงบันเทิง ๙๐๐ ๔ คุณรังสิต คุณอัญจนา อุดมผล ๕,๐๐๐ ๒๗ คุณจันทรา-คุณเทียนชัย- ๕ รานเหมือนฝน ๔,๔๐๐ คุณธรรมนาถ ทองเคียน ๘๐๐ ๖ คุณจันทรทิพย คันธมานนท ๔,๑๐๐ ๒๘ คุณรัชกฤต อรุณเดชาวุฒิ- ๗ คุณวลัยทิพย ปตจอมวงค ิ คุณภัควรินทร พนิตกุลเศรษฐ ๖๔๐ และคณะ ๔,๐๐๐ ๒๙ คุณรำพรรณี ชูชัย ๖๓๐๘ คุณขนิษฐา พงศศรีวัฒน ๔,๐๐๐ ๓๐ คุณแนงนอย ภิญโญชนม๙ คุณนรินทร - คุณธีรประภา ๔,๐๐๐ และคุณพยุง กาญจนกันทร ๖๐๐ เศวตประวิชกุล ๓๑ คุณณาตยา เกตแกว ๖๐๐๑๐ คุณพิรุณ จิตรยั่งยืน ๔,๐๐๐ ๓๒ คุณวรลักษณ อรามประยูร๑๑ คุณอุทัยวรรณ ขุนเจริญ ๒,๖๕๐ และครอบครัว ๕๘๐๑๒ คุณพิมพนิภา กิตติชัยชนะกุล ๒,๓๐๐ ๓๓ คุณฉลองชัย คงบันเทิง ๕๗๐๑๓ พระชาลี ฐานยุตโต ๒,๒๐๐ ๓๔ พ.ต.อ.เดชชาภากร หิรัญวัฒน ๕๔๐๑๔ อามาเซี่ยมฮั้ว แซลี้ ๒,๑๖๐ ๓๕ คุณพฤกษ นิลสุข และครอบครัว ๕๐๐๑๕ คุณมานะ นาวิน ๒,๐๐๐ ๓๖ คุณยิ้ม ลิ้มสมบูรณื ๕๐๐๑๖ คุณนฤมล ภัทรวิมลพร ๒,๐๐๐ ๓๗ คุณณัฏฐวุฒิ อุทัยเสน ๕๐๐๑๗ คุณตอง ๑,๖๐๐ ๓๘ คุณนภา แกนทองแดง ๕๐๐๑๘ คุณธมน ไทยวานิช ๑,๕๖๐ ๓๙ คุณปราณี ชวนปกรณ ๔๐๐๑๙ คุณญาติกา นันทฐณัฏ และ ๔๐ คุณเอกชัย ดีรุงโรจน ๔๐๐ คุณอนันต ปกสังคะเณย ๑,๐๐๒ ๔๑ คุณมาลี บุญนาค ๓๘๐๒๐ คุณพาสพร ธูปพลี ๑,๐๐๐ ๔๒ คุณวุฒิชัย ใยมณี ๓๓๐๒๑ พ.ต.ต.หญิง ทัศนมน ดิษเจริญ ๑,๐๐๐ ๔๓ พระชัยพร จนฺทวํโส ๓๐๐๒๒ พ.ต.อ.บุญเสริม-คุณยุพดี ศรีชมภู ๑,๐๐๐ ๔๔ คุณพรทิพย ไชยณรงค และครอบครัว ๓๐๐๒๓ คุณวิชัย โพธิ์นทีไท และครอบครัว ๑,๐๐๐ ๔๕ พ.ต.อ.สมศักดิ์ จิตติรัตน ๓๐๐๒๔ คุณอุดมพร สายเพ็ชร ๔๖ คุณวีระ-คุณสุจรรยา ถิ่นทวี และครอบครัว ๑,๐๐๐ และครอบครัว ๓๐๐ ดร.สนอง วรอุไร ๑๒๗
  • ลำดับ ชื่อ-สกุล จำนวนเงิน ลำดับ ชื่อ-สกุล จำนวนเงิน ๔๗ คุณอุกฤษฎ คุณเขษมศักดิ์ ๗๖ คุณฉลองชัย คงบันเทิง ๘๐ อายตวงษ และครอบครัว ๓๐๐ ๗๗ คุณอุษา สงางาม ๘๐ ๔๘ คุณสรที สุขวัฒน และครอบครัว ๒๔๐ ๗๘ คุณประยุทธ ปยะกาโส ๗๐ ๔๙ คุณทิวาพร หลวงบำรุง ๒๒๐ ๗๙ คุณประมวญ ผิวสวย ๗๐ ๕๐ คุณนภัจสรณ หมอดี ๒๒๐ ๘๐ คุณนฤมล เอี่ยมสอาด ๖๐ ๕๑ คุณยายโสภา ปทมดิลก ๒๐๐ ๘๑ คุณนวรัตน ดีกัง ๖๐ ๕๒ คุณชรินทร สุวัชรังกูร ๒๐๐ ๘๒ คุณนภางค ตึกปากเกล็ด ๖๐ ๕๓ คุณน้ำริน แรมกมล ๒๐๐ ๘๓ คุณยุวดี โอโลรัมย ๖๐ ๕๔ คุณบุศกร ทรงพุฒิ ๒๐๐ ๘๔ คุณเบญจรัตน สุทธิชูจิต ๖๐ ๕๕ คุณเพียงจันทร ทองเคียน ๒๐๐ ๘๕ คุณศุภโชค โพธิ์ทอง ๖๐ ๕๖ คุณวาทินี สุธนรักษ ๒๐๐ ๘๖ คุณเกียรติสิน อิ่มบุตร ๖๐ ๕๗ คุณทอ-คุณสุนันทา แหลมไพศาล ๒๐๐ ๘๗ คุณเรวัตร ศรีจันทร ๖๐ ๕๘ คุณพิกุล จันทรเจริญกิจ ๒๐๐ ๘๘ คุณปาณิศา พีรวณิชกุล ๖๐ ๕๙ คุณอารยา ปฏิณาณกวี ๒๐๐ ๘๙ คุณสำราญ ชื่นบุญ ๕๐ ๖๐ คุณลำดวน กฤษดา ๒๐๐ ๙๐ คุณศิริยุภา ปนกรวด ๔๐ ๖๑ คุณวรรัตน ชัยสวัสดิ์ ๑๗๐ ๙๑ คุณเทวี กอไทสง ๔๐ ๖๒ คุณณิฏฐฑิตา มหาปญญาวงค ๑๖๐ ๙๒ คุณสมจิตร มหานันทกูล ๔๐ ๖๓ คุณวิไล บุญเต็ม ๑๖๐ ๙๓ คุณสัทยาพันธ เชี่ยวชาญ ๔๐ ๖๔ พระมหาธีรานนท จิรฏฐิโก ๑๖๐ ๙๔ คุณอริสราภรณ ศรีรัตนอาภรณ ๔๐ ๖๕ คุณสมนึก ลาภวงคไพบูลย ๑๔๐ ๙๕ คุณกิตติวัช แยนการ ๔๐ ๖๖ คุณจุฑามาศ ธรรมบัวชา ๑๒๐ ๙๖ คุณดำรงค ศักดิ์ชัยกุล ๓๐ ๖๗ คุณปลีก ยุนสยาม ๑๒๐ ๙๗ พระมหาสมถวิล ปราโส ๓๐ ๖๘ คุณสุรัตน พุมผล ๑๐๒ ๙๘ คุณธนา ศรีนิเวศน ๓๐ ๖๙ เทศบาลเมืองปูเจาสมิงพราย ๑๐๐ ๙๙ คุณสมปอง รามศิริ ๒๐ ๗๐ คุณภาสกร รุจิราธาดากุล ๑๐๐ ๑๐๐ คุณสราวุธ รัตนยานนท ๒๐ ๗๑ คุณอุษณีย พงคประยูร ๑๐๐ ๑๐๑ ด.ช.ภูมินทร อรจันทร ๒๐ ๗๒ คุณไพรวัน ลิขิตวานิช ๑๐๐ ๑๐๒ คุณปราณี มหารำลึก ๒๐ ๗๓ คุณสุรัตน พุมผล ๑๐๐ ๑๐๓ คุณปรีดา เล็งอุดมภาค ๒๐ ๗๔ คุณอารียา พันธุสุรยานนท ิ ๑๐๐ ๗๕ คุณปวริศา แกนดี ๑๐๐ รวมศรัทธาทั้งสิ้น ๙๖,๔๒๔ ตา ยแล ้ ว ไป ไห น ๑๒๘
  • การประพฤติเหตุปจจุบันใหถูกตรง โดยใชปญญาเห็นถูกตามธรรม เปนเครื่องสองนำทางใหกับชีวิต ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้นเปนจริงไดกับทานในวันขางหนา ดร.สนอง วรอุไร