• Like
สารคดีจักรวาล
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

สารคดีจักรวาล

  • 1,254 views
Published

 

Published in Education
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
1,254
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
3
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. จั ก รวาล หากคุณไปศึกษาตำาราสมัยก่อนคุณจะพบกับคำาว่า “ระบบสุริยะจักรวาล” ซึ่งเป็นคำากล่าวที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันคำาว่า “ระบบสุริยะ” คือ ระบบดาวที่มีดาวฤกษ์เป็นศูนย์กลาง และมีดาวเคราะห์เป็นบริวารโคจรอยู่โดยรอบ ส่วนคำาว่า “จักรวาล”นั้น มีความหมายที่ต่างออกไปคือ “จักรวาล” หรือ“เอกภพ” หมายถึง พื้นที่อันกว้างใหญ่มหาศาลสุดที่จะจินตนาการได้ นับตั้งแต่อริสโตเติลเสนอแนวคิดเรื่อง โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โคจรรอบโลก ซึ่งแนวคิดนี้เป็นแนวคิดเดียวกับศาสนาคริสต์ มนุษย์ก็เชื่อแนวคิดนี้เรื่อยมา จนถึงสมัยกลางของชาวยุโรป แต่ในปลายสมัยกลาง นิโคลัส โคเปอร์นิคัส นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ได้เสนอแนวคิดเรื่องดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะและแนวคิดนี้ก็เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือมากที่สุดในสมัยนั้น ต่อมาโจฮันเนส เคปเลอร์ นักดาราศาสตร์ ชาวเยอรมัน ค้นพบว่าดาวเคราะห์เคลื่อนที่เป็นรูปวงรีรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งเขาได้ตั้งเป็น “กฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์”ในเวลาต่อมา หลังจากนั้นกาลิเลโอ กาลิเลอี นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ได้ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์ขึ้นมา ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำาคัญมากในการศึกษาวิชาดาราศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน ต่อมา จึงมีการค้นพบว่า ระบบสุริยะอยู่ในกาแล็กซี่(ดาราจักร)ทางช้างเผือก และกาแล็กซี่ทางช้างเผือกก็อยู่ในจักรวาล แล้วจักรวาลเกิดขึ้นได้อย่างไร เริ่มต้นจากจุดไหน แล้วจะจบลงอย่างไร? คงเป็นคำาถามที่ทุกคนสงสัย และอยากรู้คำาตอบ เช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์หลายท่านที่พยายามหาคำาตอบอยู่ ในปัจจุบันมีทฤษฎีการกำาเนิดจักรวาลที่ยอมรับโดยทั่วไปอยู่สองทฤษฎีนั้นคือ ทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่หรือบิกแบง (big bang theory) และทฤษฎีสภาวะคงที่(steady state theory) ทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่(มหากัมปนาท)หรือบิกแบง ถูกเสนอครั้งแรกโดย Abbe George Lemaitre พระและนักดาราศาสตร์ชาวเบลเยียม เมื่อปี ค.ศ.1927 เขาได้แนวคิดเรื่องกำาเนิดจักรวาลแบบ BigBang จากการค้นพบของ Edwin Hubble ว่า จักรวาลประกอบด้วยกาแล็กซีต่างๆ มากมาย และกาแล็กซีต่างๆ ก็กำาลังเคลื่อนที่หนีออกจากกัน Lemaitre จึงเสนอเป็นความคิดต่อว่า เป็นไปได้ที่บรรดากาแล็กซีต่างๆ ที่กำาลังเคลื่อนที่หนีออกจากกันนั้น จริงๆ แล้วบรรดากาแล็กซีเหล่านั้นกำาลังเคลื่อนที่ออกจากจุดกำาเนิดในอดีตซึ่งเป็นจุดเดียวกัน กล่าวคือ ถ้ามนุษย์สามารถหมุนเวลาย้อนสู่อดีตได้ ก็เป็นไปได้ที่จะได้เห็นบรรดากาแล็กซีต่างๆ ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ในปัจจุบัน มีจุดกำาเนิดร่วมกันในอดีต เมื่อประมาณ สองหมื่นล้านปีมาแล้ว (ตัวเลขอายุของจักรวาลในปัจจุบัน คือประมาณหนึ่งหมืนสามพัน หรือหนึ่งหมืนสี่พันล้านปีในอดีต) หรือเราจะได้ ่ ่เห็นบรรดากาแล็กซีต่างๆ ถอยหลังวิ่งเข้าหาจุดเดียวกัน และจุดกำาเนิดเดียวกันนั้น ก็คือ จุดกำาเนิดจักรวาลที่รุนแรงเป็นแบบ Big Bang ทฤษฎี
  • 2. กำาเนิดจักรวาลแบบ Big Bang นี้ได้รับการปรับปรุงต่อๆ มา โดย GeorgeGamow และ จากคำากล่าวเรื่องบิกแบงร้อนของ Stephen Hawking ในหนังสือThe Universe in a Nutshell (จักรวาลในเปลือกนัท ฉบับภาษาไทยแปลโดย ดร. ชัยวัฒน์ คุประตกุล) ว่า “ถ้าทฤษฎีสัมพันธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ถูกต้อง หลังจากเกิดบิกแบง จักรวาลเริ่มต้นด้วยอุณหภูมิและความหนาแน่นสูงมาก ในขณะที่จักรวาลกำาลังขยายตัว อุณหภูมิของรังสีลดลง เวลาประมาณเศษหนึ่งส่วนร้อยของวินาที อุณหภูมิของจักรวาลคงจะอยู่สูงถึงหนึ่งแสนล้านองศา ขณะนั้นจักรวาลจะประกอบด้วยโฟตอน อิเล็กตรอนและนิวตริโน (อนุภาคที่เบามาก ๆ ) เป็นส่วนใหญ่ โดยมีโปรตอนและนิวตรอนอยู่บ้าง สามนาทีต่อจากนั้น ในขณะที่จักรวาลเย็นลง เป็นประมาณหนึ่งพันล้านองศา โปรตรอนและนิวตรอนก็เริ่มรวมกันเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม ไฮโดรเจน และธาตุเบาอื่น ๆ หลายแสนปีต่อมาเมื่ออุณหภูมิลดลงเป็นไม่กี่พันองศา อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ช้าลง จนกระทั่งถูกจับโดยนิวเคลียสของธาตุเบาเพื่อเป็นอะตอมอย่างไรก็ตาม บรรดาธาตุหนัก ดังเช่น คาร์บอน และออกซิเจน ก็ยังไม่เกิดจนกระทั่งอีกพันล้านปีต่อมา จากการเผาไหม้ของฮีเลียมในใจกลางดาวฤกษ์ ภาพระยะแรกของจักรวาลที่หนาแน่นและร้อนนี้ ถูกเสนอโดยนักวิทยาศาสตร์ จอร์จ กามอฟ ในปี ค.ศ.1948 ในบทความวิชาการที่เขาเขียนร่วมกับ ราล์ฟ อัลเฟอร์ ซึ่งได้พยากรณ์อย่างน่าทึ่งว่า รังสีจากระยะแรกที่ร้อนนี้ จะยังเหลืออยู่ถึงทุกวันนี้ การพยากรณ์ของพวกเขาได้รับการยืนยันในปี ค.ศ.1965 เมื่อนักฟิสิกส์ อาร์โน เพนเซียส และโรเบิร์ต วิลสัน ตรวจพบรังสีไมโครเวฟฉากหลังคอสมิก” จากคำากล่าวข้างต้นเป็นหนึ่งในหลายๆคำากล่าวที่สนับสนุนบิกแบง อีกทั้งนักดาราศาสตร์ยังพบหลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบงจนได้รับการตั้งชื่อว่า แบบจำาลองมาตรฐานโดยมีเหตุผลสำาคัญ คือ การขยายตัวของจักรวาล ที่ Edwin Hubble ได้ยืนยันในปี ค.ศ.1929 และการค้นพบพลังงานความร้อนระดับไมโครเวฟที่ 3 เคลวิน กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาลคือ เป็นพลังงานที่หลงเหลือจาก Big Bang ในอดีตถึงปัจจุบัน อีกทฤษฎีหนึ่งคือ “ทฤษฎีสภาวะคงที่ทฤษฎีนี้กล่าวโดย Fred Hoyle,Hermann Bondi, Thomas Gold ความว่า จักรวาลไม่มีจุดกำาเนิดและไม่มีวาระสุดท้าย ความเปลี่ยนแปลงภายในจักรวาลเกิดขึ้นได้ ดวงดาวมีการเกิดและตายได้ แต่โดยภาพรวมแล้ว จักรวาลมีสภาพดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมานานแล้ว และจะมีสภาพเป็นดังนี้ตลอดไปชั่วนิรันดรมาถึงปัจจุบันนี้ แต่ทฤษฎีนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก จักวาลเริ่มต้นจากความเป็นศูนย์ ไม่มีเวลา ไม่มีแม้แต่ความว่างเปล่าหลังจาก Big Bang เอกภพก็เริ่มขยายตัวออก อนุภาคมูลฐาน อะตอมโมเลกุล ต่าง ๆ ค่อย ๆ เกิดขึ้น หลังจากนั้นแก็สต่างๆก็เริ่มหมุนวนด้วยความเร็วจนเกิดแรงดึงดูดมหาศาล และปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น สุดท้ายกลุ่มแก็สเหล่านั้นก็กำาเนิดเป็นดาวฤกษ์ และต่อมาดาวเคราะห์ก็ได้กำาเนิด
  • 3. ตามมา หากดาวเคราะห์ดวงใดอยู่ในสภาพเหมาะสมกับการดำารงชีวิตแล้วก็จะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาเช่นเดียวกับโลกของเรานั้นเอง เรียบเรียงโดย นันทมาส นาคผู้