Your SlideShare is downloading. ×
0
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
การแปลผลการตรวจร่างกาย
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

การแปลผลการตรวจร่างกาย

35,541

Published on

การอบรม “การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง” โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ …

การอบรม “การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง” โดย นพ. วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ
ศูนย์แพทย์อาชีวเวชศาสตร์กรุงเทพ วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม 2549 เวลา 08.00 – 17.00 น.

Published in: Health & Medicine
2 Comments
7 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total Views
35,541
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
422
Comments
2
Likes
7
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. การอบรม “การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง” โดย นพ . วิชัย จตุรพิตร ผู้อำนวยการ ศูนย์แพทย์อาชีวเวชศาสตร์กรุงเทพ หัวข้อเรื่อง <ul><li>ชั่งน้ำหนัก - วัดส่วนสูง </li></ul><ul><li>- ความดันโลหิต </li></ul><ul><li>- เอกซเรย์ทรวงอก </li></ul><ul><li>- ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด </li></ul><ul><li>- ตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ </li></ul><ul><li>- ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) </li></ul><ul><li>- ระดับไขมันในเลือด (Cholesterol) </li></ul>- สมรรถภาพการทำงานของตับ (SGOT &amp; SGPT) - สมรรถภาพการทำงานของไต (BUN &amp; Cr) - ระดับกรดยูริค (Uric Acid) - ไวรัสตับอักเสบ บี (HBsAg &amp; HBsAb) - สมรรถภาพการได้ยิน (Audiometry) - สมรรถภาพการทำงานของปอด (Spirometry) วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม 2549 เวลา 08.00 – 17.00 น .
  • 2. ในปัจจุบันประชาชนมีความตื่นตัวในด้านการตรวจสุขภาพมากขึ้น และรัฐบาลได้มีการส่งเสริม ให้ดำเนินการดังกล่าว เห็นได้จากการที่กระทรวงการคลังได้มีระเบียบอนุมัติให้ ข้าราชการสามารถเบิกจ่ายค่าตรวจสุขภาพได้ ตามรายการที่กำหนด และในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ . ศ .2541 ให้นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสุขภาพให้กับลูกจ้างเป็นประจำ มีการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนรับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยกำหนดให้เป็นข้อหนึ่งอยู่ในสุขบัญญัติ 10 ประการ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพควรคำนึงถึงเป้าหมายที่จะได้รับจากการตรวจ จึงจะมีประโยชน์ เป้าหมายสุดท้ายของการให้บริการด้านสุขภาพได้แก่ <ul><li>การมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น (Prolong Life) </li></ul><ul><li>การลดการเจ็บป่วย (Decrease Morbidity) </li></ul><ul><li>การสร้างเสริมคุณภาพชีวิต (Improve Quality of Life) </li></ul>ดังนั้นการตรวจสุขภาพใดๆ ที่เพียงทำให้สามารถวินิจฉัยความผิดปกติได้ โดยไม่บรรลุเป้าหมายที่กล่าวแล้ว ย่อมไม่ได้รับการถือว่ามีประโยชน์ จากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า “ การตรวจสุขภาพ จะมีประโยชน์ได้ควรจะต้อง มีรายการ การตรวจที่เหมาะสม และผู้รับการตรวจ มีความเข้าใจต่อผล และค่าที่ได้จากการตรวจ และมีความรู้ที่จะสามารถปรับเปลี่ยน และปรับปรุงตัว ให้สอดคล้องกับผลการตรวจนั้นๆ ” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ประโยชน์ของเวชกรรมป้องกัน ที่ทำให้ป้องกันโรคได้จากการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะต้นๆ ได้แก่ สถิติการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ลดลงตั้งแต่ปี พ . ศ .2515 มากกว่าร้อยละ 50 เนื่องจากแนวโน้มในการค้นหา และเริ่มรักษาความดันโลหิตสูง ตั้งแต่ระยะต้นๆ ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพ
  • 3. วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินโรคอ้วน และภาวะทุพโภชนาการในผู้ใหญ่ ปัจจุบันในทางการแพทย์ ถือว่า “ความอ้วน” เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ความอ้วนเกิดจาก การมีปริมาณไขมันในร่างกายมากกว่าปกติ จนมีผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง , โรคหัวใจขาดเลือด , โรคเบาหวาน , โรคถุงน้ำดี , โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วนที่มีผลร้ายต่อร่างกาย มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ โรคอ้วนทั้งตัว , โรคอ้วนลงพุง , และโรคอ้วนทั้งตัวร่วมกับโรคอ้วนลงพุง 1. โรคอ้วนทั้งตัว (Overall Obesity) จะมีไขมันทั้งร่างกายมากกว่าปกติ ไขมันมิได้จำกัดอยู่ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่งโดยเฉพาะ เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินว่าเป็น ”โรคอ้วน” แนะนำให้ใช้ การคำนวณดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index : BMI) การชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูง ดัชนีมวลร่างกาย (BMI) = น้ำหนักตัว ( กิโลกรัม ) ส่วนสูง ( เมตร ) 2
  • 4. การวินิจฉัย “ โรคอ้วนทั้งตัว ” ที่แน่นอนที่สุด คือ การวัดปริมาณไขมันในร่างกาย ว่ามีมากน้อยเพียงใด แต่เป็นเรื่องยุ่งยากเกินความจำเป็น ในทางปฏิบัติการใช้ ” ดัชนีมวลร่างกาย (BMI) ” เป็นวิธีที่เหมาะสม โดยเหตุผลที่ว่า ดัชนีมวลร่างกายแปรตามส่วนสูงน้อย และจากการศึกษาพบว่าค่าของดัชนีมวลร่างกายจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณไขมันจริงในร่างกาย และมีความสัมพันธ์กับอัตราการตาย โดยผู้ที่มีดัชนีมวลร่างกายมากหรือน้อยกว่าเกณฑ์จะมีอัตราการตายสูงกว่า ผู้ที่มีดัชนีมวลร่างกายปกติ ค่าดัชนีมวลร่างกาย 20.0-25.0 ผล ต่ำกว่า 20.0 ปกติ น้ำหนักน้อยเกินควร 25.0 – 30.0 อ้วนเล็กน้อย เป็น ”โรคอ้วน” สูงกว่า 30.0 BMI = 80 กิโลกรัม (1.6) 2 เมตร อยู่ในเกณฑ์ เป็น “โรคอ้วน” ตัวอย่าง ผู้ที่มีน้ำหนักตัว 80 กก . ส่วนสูง 160 ซม . = 31.25 กิโลกรัม / ตารางเมตร
  • 5. 2. โรคอ้วนลงพุง (Visceral Obesity) กลุ่มนี้จะมีไขมันของอวัยวะภายใน ที่อยู่ในช่องท้องมากกว่าปกติ และอาจมีไขมันใต้ผิวหนังที่หน้าท้อง เพิ่มมากกว่าปกติด้วย เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินว่าเป็น ”โรคอ้วนลงพุง” ชาย ควร น้อยกว่า 1.0 หญิง ควร น้อยกว่า 0.8 แนะนำให้ใช้ รอบเอว รอบสะโพก (Waist / Hip Circumference ratio : WHR) รอบเอว รอบสะโพก อยู่ในภาวะ “โรคอ้วนลงพุง” ตัวอย่าง เพศชาย วัดรอบเอวได้ 42 นิ้ว รอบสะโพก 35 นิ้ว = 1.2 42 35 =
  • 6. จากการศึกษา พบว่า ผู้ที่มี “ ภาวะอ้วนลงพุง ” เกิดโรคหัวใจขาดเลือดสูงกว่า ผู้ที่มีไขมันสะสมมากบริเวณสะโพก และ / หรือ บริเวณต้นขา เนื่องจากไขมันในช่องท้องจะดักจับไขมันชนิดที่ดี (HDL) ทำให้ไขมันชนิดที่ดี (HDL) ในเลือดมีระดับต่ำลง เพราะฉะนั้นผู้ที่มีไขมันสะสมในบริเวณช่วงกลางของลำตัว จะมีระดับไขมันที่ดี (HDL) ต่ำกว่าผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณสะโพก ก้น และต้นขา มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าชาวอินเดียในเอเชียเป็นชาติที่มีอัตราเกิดโรคหัวใจขาดเลือดสูงสุด ทั้งๆ ที่เกือบครึ่งหนึ่งของชนกลุ่มนี้เป็นมังสวิรัติมาตลอดชีวิต จากการศึกษา พบว่า เกิดขึ้นเนื่องจากชนกลุ่มนี้มีระดับ HDL-Cholesterol ต่ำ และมีไตรกลีเซอไรด์สูง ร่วมกับมีรูปร่างเป็นโรคอ้วนลงพุง ซึ่งข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของโรคอ้วนลงพุง ซึ่ง มักจะมีภาวะไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง และมีไขมันที่ดีต่ำ (HDL ต่ำ )
  • 7. 3. โรคอ้วนทั้งตัวร่วมกับโรคอ้วนลงพุง (Combined Overall and Abdominal Obesity) เป็นผู้ที่มีทั้งไขมันทั้งตัวมากกว่าปกติ และมีไขมันในช่องท้องมากกว่าปกติร่วมกัน ผลร้ายของโรคอ้วนที่มีต่อสุขภาพ แบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม 1. เกิดโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับความอ้วน เช่น โรคหัวใจขาดเลือด , โรคความดันโลหิตสูง , โรคหลอดเลือดสมอง , โรคเบาหวาน โรคถุงน้ำดี 2. มีความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ และการเผาผลาญทางชีวเคมีในร่างกาย (Metabolism) เซลล์ไขมันทำหน้าที่เป็นเซลล์ของต่อมไร้ท่อได้ด้วย โดยสามารถสร้างฮอร์โมนได้ และยังเป็นเซลล์เป้าหมายของฮอร์โมนหลายชนิด ทำให้คนอ้วนมีระดับและการตอบสนองต่อฮอร์โมนผิดปกติ เช่น มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินเพิ่มขึ้น แต่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินมีระดับฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) ลดลง มีฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ลดลง เป็นต้น 3. ปัญหาสุขภาพที่อ่อนแอลงจากความอ้วน เช่น เกิดโรคข้อเสื่อม มีการหายใจผิดปกติ มีความต้านของระบบทางเดินหายใจส่วนบนเพิ่มขึ้น มีแนวโน้มมีระดับกรดยูริคในเลือดสูง เป็นต้น 4. ปัญหาทางสังคม และจิตใจ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในบางคน
  • 8. แนะนำให้ตรวจวัดส่วนสูง และชั่งน้ำหนักเป็นระยะๆ ในบุคคลทุกคน เพื่อนำมาใช้คำนวณดัชนีมวลร่างกายควบกับการวัดสัดส่วนเส้นรอบวง -( เอว ) ต่อเส้นรอบวง -( สะโพก ) และประเมินโรคหรือภาวะทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อไป เมื่อตรวจพบว่า บุคคลใดอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นโรคอ้วนก็ควรต้องให้การรักษา โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการ 1. ลดน้ำหนัก โดยควรให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวเดิม 2. ต้องมีมาตรการในการรักษาน้ำหนักตัวที่ลดแล้ว ให้คงอยู่ได้ตลอดไป 3. ตรวจสอบดูแลรักษาป้องกัน โรคต่างๆ ที่เกิดร่วมกับความอ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง ภาวะระดับไขมันในเลือดผิดปกติ เป็นต้น มาตรการที่เสนอแนะ
  • 9. การที่มนุษย์จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงย่อมขึ้นอยู่กับดุลยภาพของพลังงาน ซึ่งมาจากความสมดุลของพลังงานที่ได้จากการบริโภค และพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ การบำบัดโรคอ้วน พลังงานที่บริโภค ขึ้นกับปริมาณพลังงานที่บริโภคทั้งหมด และขึ้นกับสัดส่วนของพลังงานที่ได้รับนั้นมาจากอาหารประเภทโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ( แป้ง ) อย่างละเท่าใด พลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ จะประกอบด้วยอัตราฐานของการเผาผลาญในร่างกาย และพลังงานที่ใช้ไปกับการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การทำงาน การเล่นกีฬา เพราะฉะนั้น แนวทางการปฏิบัติเพื่อการป้องกันโรคอ้วน จึงต้องมีการบริโภคอาหารที่เหมาะสม และมีการเพิ่มระดับการเคลื่อนไหวร่างกายที่มากเพียงพอ
  • 10. 1. การบริโภคอาหารที่ให้พลังงานแต่พอควร ถ้าการบริโภคมากเกินกว่าพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ ก็จะเกิดการสะสมของไขมันในร่างกายจนเกิดเป็นโรคอ้วนในที่สุด แต่ก็ไม่ควรจำกัดมากจนเกินควร การจำกัดอาหารให้น้ำหนักตัวลดลงประมาณสัปดาห์ละ 0.25-0.5 กิโลกรัม จัดว่าเหมาะสมและปลอดภัย แนวทางการบริโภคอาหาร เพื่อควบคุมน้ำหนักตัว 2. การบริโภคไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้รับ ไขมันเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงกว่าอาหารอื่นๆ และเป็นอาหารที่ยับยั้งความรู้สึกหิวได้ต่ำ ดังนั้นการบริโภคไขมันมากจึงเป็นบ่อนทำลายการควบคุมน้ำหนักตัว ในทางปฏิบัติกระทำได้ โดยหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันหมู , น้ำมันมะพร้าว , กะทิ , หมูสามชั้น , เนยเหลว , ครีม , ไส้กรอก , หมูยอ , เนื้อติดมัน ของทอด เช่น ปาท่องโก๋ , กล้วยแขก , ทอดมัน เป็นต้น 3. การบริโภคโปรตีน ประมาณร้อยละ 15-20 ของพลังงานที่ได้รับ อาหารโปรตีนมีพลังงานต่ำกว่าไขมัน และมีความสามารถในการยับยั้งยุติความรู้สึกหิวได้ดี และร่างกายจะถ่ายโอนโปรตีนที่บริโภคเกินเป็นสารอื่นได้ดี มีการสะสมโปรตีนต่ำ เพราะฉะนั้นอาหารโปรตีนมีผลดีต่อการควบคุมน้ำหนักตัวได้ดี แต่การบริโภคมากเกินควร จะมีผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน
  • 11. ในทางปฏิบัติ ควรบริโภคเนื้อสัตว์ ชนิดที่ไม่มีไขมันมาก เช่น เนื้อปลา , เนื้อไก่เอาหนังออก , ถั่วเหลือง , นมไขมันต่ำ , ไข่ไก่ ( ไม่ควรเกินวันละ 1 ฟอง ) 4. การบริโภคคาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 50-55 ของพลังงาน คาร์โบไฮเดรต ก็คือ อาหารจำพวก ข้าว แป้ง ของหวาน เป็นอาหารที่ให้พลังงานต่ำกว่าไขมัน และยับยั้งความรู้สึกหิวได้ดี ร่างกายมีขีดความสามารถสูงในการใช้คาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน แต่ถ้าได้รับมากเกิน ประมาณร้อยละ 80 ของพลังงานที่บริโภคเกินจะถูกสะสมไว้ในร่างกายในรูปของไขมัน นอกจากปริมาณแล้ว ยังต้องคำนึงถึงชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคด้วย โดยในทางปฏิบัติให้บริโภคข้าว ( ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง ) เป็นหลัก เพราะข้าวเป็นสารคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งเป็นแหล่งให้ใยอาหาร ไม่ควรรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และรสหวาน ในผู้ที่ติดรสหวานเลิกไม่ได้ อาจต้องใช้สารที่มีรสหวาน และให้พลังงานน้อยแทนน้ำตาล เช่น แอสปาร์เทม (Aspartame )
  • 12. 5. การงด หรือการลดการดื่มแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ไม่ใช่สารอาหาร แต่เป็นสารเคมีชนิดหนึ่ง ร่างกายจะให้ลำดับการนำแอลกอฮอล์มาใช้เป็นพลังงานก่อนสารอาหารปกติ ดังนั้นการบริโภคแอลกอฮอล์จะมีผลให้พลังงานแก่ร่างกายไปส่วนหนึ่ง และมีผลทำให้ร่างกาย ใช้พลังงานจากสารอาหารน้อยลง และทำให้สารอาหารถูกสะสมเป็นไขมันในร่างกายมากขึ้น 6. การบริโภคผัก และผลไม้เป็นประจำ ผัก และผลไม้ นอกจากให้วิตามิน และเกลือแร่แล้ว ยังเป็นใยอาหารซึ่งทำให้ลดความหิว และลดการบริโภคพลังงานลง อย่างไรก็ตามควรบริโภคผลไม้ที่ไม่หวานจัด เป็นหลัก ใยอาหาร เป็นสารที่พบในผัก และผลไม้ ซึ่งลำไส้ของมนุษย์จะไม่สามารถย่อยสลายได้ ดังนั้นใยอาหารจึงไม่เพิ่มจำนวนพลังงาน และมีบทบาทสำคัญในการทำให้การขับถ่ายอุจจาระเป็นปกติ
  • 13. เป็นที่ทราบกันทั่วไป ภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้เกิดโรคอันตรายร้ายแรง เช่น เส้นโลหิตในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพาต โรคหัวใจขาดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น ภาวะความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ จนกว่าจะมีโรคแทรกซ้อนร้ายแรงเกิดขึ้นแล้วจึงจะปรากฏอาการ เพราะฉะนั้นปัญหาที่สำคัญในการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง คือ การทำให้ประชากรกลุ่มที่มีความดันโลหิตสูง ทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูง จากสถิติพบว่า ในประเทศไทย ประชากรที่มีความดันโลหิตสูง ทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูง เฉลี่ยเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ความดันโลหิต จะประกอบด้วย ความดันตัวบน เรียกว่า ความดันซิสโตลิค (Systolic Pressure) และความดันตัวล่าง เรียกว่า ความดันไดแอสโตลิค (Diastolic Pressure ) ซึ่งค่าปกติจะไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถ้าความดันโลหิตสูงกว่านี้ ถือว่ามี “ ความดันโลหิตสูง ” การวัดความดันโลหิต
  • 14. ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกได้กำหนดเกณฑ์การวินิจฉัยความดันโลหิตสูงไว้ว่า “ ความดันโลหิตสูง ” คือ สภาวะที่ค่าของความดันเลือดที่วัดอย่างถูกต้อง และมีการตรวจวัดหลายๆ ครั้ง ในต่างวาระกันแล้ว พบว่ามีระดับของความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 มม . ปรอท เราแบ่งระดับความรุนแรง ของภาวะความดันโลหิตสูงไว้ ดังนี้ ระดับ เหมาะสม (Optimal) Systolic ( มม . ปรอท ) ปกติ (Normal) &lt; 120 &lt; 130 เกือบสูง (High-Normal) 130-139 140-159 ความรุนแรงระดับ 1 : Mild Hypertension Diastolic ( มม . ปรอท ) &lt; 80 &lt; 85 85-89 90-99 160-179 ความรุนแรงระดับ 2 : Moderate Hypertension 100-109 &gt;= 180 ความรุนแรงระดับ 3 : Severe Hypertension &gt;= 110 &gt;= 140 Isolated Systolic Hypertension &lt; 90 หมายเหตุ : ถ้าหากระดับ sBP และ dBP อยู่ในระดับความรุนแรงต่างกัน ให้ถือระดับที่สูงกว่าเป็นเกณฑ์
  • 15. ผู้รับการตรวจวัดความดันโลหิต ควรละเว้นสิ่งต่อไปนี้ ก่อนวัดความดันโลหิต ประมาณ 1 ชั่วโมง ได้แก่ 1. การออกกำลังกาย 2. การดื่มกาแฟ สุรา หรือเครื่องดื่มผสม คาเฟอีน 3. การสูบบุหรี่ 4. ควรนั่งพักประมาณ 5 นาที และถ้าพบว่า มีความดันโลหิตสูง ควรตรวจวัดซ้ำอีก 2-3 ครั้ง ส่วน ผู้ที่ยืนยันการวินิจฉัยว่า มีความดันโลหิตสูง ควรปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เพื่อลดระดับความดันโลหิตลง ดังนี้ 1. ลดน้ำหนัก ถ้ามีน้ำหนักเกิน 2. จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ 3. เพิ่มการออกกำลังกาย ชนิดแอโรบิค (30-45 นาที / วัน ) 4. จำกัดปริมาณโซเดียม ( งดรับประทานเค็มให้มากที่สุด ) 5. ได้รับโปแตสเซียมอย่างเพียงพอ เช่น รับประทานผลไม้มากขึ้น 6. หยุดการสูบบุหรี่ 7. ลดการรับประทานไขมัน และโคเลสเตอรอล
  • 16. จากการศึกษา การรับประทานอาหารที่เน้น ผัก ผลไม้ และนมไขมันต่ำ ลดเค็ม ร่วมกับลดปริมาณไขมัน สามารถลดความดันโลหิตลงได้ประมาณ 8-14 มม . ปรอท การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ดังกล่าวจะให้ประโยชน์ทั้งในด้านการลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ จึงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น ถึงแม้ผู้ป่วยจะได้รับยาลดความดันโลหิตแล้วก็ตาม เมื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแล้ว 3-6 เดือน ยังไม่สามารถลดความดันโลหิตได้ดีพอ ควรใช้ยารักษาลดความดันโลหิต ตามคำแนะนำของแพทย์
  • 17. ในประเทศไทยวัตถุประสงค์หลัก ในการเอกซเรย์ทรวงอกในผู้ที่ไม่มีอาการ คือ เพื่อตรวจหาวัณโรคปอดระยะแรก ที่อาจจะยังไม่มีอาการ เนื่องจากวัณโรคปอด ยังเป็นโรคที่พบบ่อยในประเทศไทย เมื่อเป็นวัณโรคปอด เอกซเรย์จะเห็นเป็นจุดทึบ หรือเป็นหย่อมทึบที่เนื้อปอด ซึ่งจะต้องตรวจเพิ่มเติมว่า จุดหรือรอยทึบที่เห็นนั้น เป็นวัณโรคปอดหรือไม่ เช่น ตรวจหาเชื้อจากเสมหะ เป็นต้น สำหรับผู้มีประวัติ เคยเป็นวัณโรคปอด และได้รับการรักษาจนหายเรียบร้อยแล้ว เมื่อเอกซเรย์ปอด ก็อาจจะยังพบมีรอยทึบ หรือจุดในปอดหลงเหลืออยู่ และพบตลอด เนื่องจากเป็นรอยแผลเป็น ในกรณีเช่นนี้ ควรมีเอกซเรย์ปอดของเก่าเก็บไว้ เพื่อเปรียบเทียบกับเอกซเรย์ใหม่ ถ้าจุดที่พบในเอกซเรย์ยังคงเหมือนเดิม ก็บอกได้ว่า “ ผลปกติ ” นอกจากวัณโรคปอด เอกซเรย์ทรวงอกจะช่วยตรวจกรองเนื้องอกในปอด ประเมินขนาดของหัวใจ และดูแนวกระดูกสันหลังว่า มีคดงอหรือไม่ ในกรณีถ้าแพทย์ อ่านผลการเอกซเรย์ทรวงอกว่า มีหัวใจโตเล็กน้อย อย่ากังวลใจ ถ้าตรวจร่างกายผลปกติ และความดันโลหิตไม่สูง หัวใจโตเล็กน้อย จะไม่บ่งชี้โรค เพราะเมื่ออายุมากขึ้นหัวใจมักจะมีขนาดโตขึ้น และเกณฑ์การวัดขนาดของหัวใจจากเอกซเรย์ทรวงอก จะเป็นเพียงการประเมินคร่าวๆ เท่านั้น แต่ถ้าเอกซเรย์ปอดแล้วมีหัวใจโตมาก ต้องพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ เอกซเรย์ทรวงอก
  • 18. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count : CBC) การตรวจประกอบด้วย การตรวจวัด HGB และ HCT ใช้ตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจาง ถ้าค่าของ HGB และ HCT ที่ตรวจพบมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ ถือว่า “มีภาวะโลหิตจาง” ภาวะโลหิตจาง มีผลทำให้ประสิทธิภาพของการไหลเวียนเลือดลดลง ทำให้ความสามารถในการทำงาน ความอดทน และความสามารถในการใช้กำลังร่างกายลดลง ซึ่งกลุ่มที่มีโลหิตจางได้บ่อย ได้แก่ สตรีตั้งครรภ์ สตรีในวัยเจริญพันธุ์ ประชากรที่มีรายได้น้อย และเด็กที่ขาดสารอาหาร สาเหตุของการเกิดภาวะโลหิตจางที่สำคัญและพบบ่อยที่สุด คือ การขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นภาวะโลหิตจางที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก การวัดปริมาณความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน <ul><li>Hemoglobin : HGB </li></ul>ค่าปกติ ชาย 13.0-18.0 gm% หญิง 11.5-16.5 gm% การวัดปริมาณอัดแน่นของเม็ดเลือดแดง <ul><li>Hematocrit : HCT </li></ul>ค่าปกติ ชาย 40-54 % หญิง 36-47 %
  • 19. แต่สำหรับในประเทศไทย ยังมีภาวะโลหิตจางที่พบบ่อย คือ โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia ) และ ฮีโมโกลบินผิดปกติ (Hemoglobinopathies) ซึ่งเกิดเนื่องจากมีความผิดปกติในการสร้างฮีโมโกลบิน ที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด และถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งกลุ่มนี้ มีลักษณะตั้งแต่ ไม่มีอาการเลย คือ เป็นพาหะเท่านั้น จนถึงมีอาการรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ( เป็นโรคธาลัสซีเมีย ) มีประชากรไทยจำนวนมากที่เป็นพาหนะ โดยไม่รู้ตัว และไม่มีอาการ แต่จะถ่ายทอดสู่ลูกได้ และลูกอาจจะเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ ปัจจุบันมี เครื่องตรวจนับเม็ดเลือด (Automated Electronic Cell Counters) ซึ่งสามารถตรวจระดับฮีโมโกลบิน ตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดแดง (Red Cell Count) ขนาดเม็ดเลือดแดงโดยเฉลี่ย (Mean Corpuscular Volume : MCV) และการกระจายตัวของขนาดเม็ดเลือดแดง (Red Cell Distribution Width : RDW) ซึ่งทำให้สามารถแยกสาเหตุ และวินิจฉัยสาเหตุของภาวะโลหิตจางได้ละเอียด และถูกต้องยิ่งขึ้น ส่วนค่าอื่นๆ ในการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด มักจะเป็นค่าที่ใช้ประกอบการวินิจฉัยโรคมากกว่า ใช้ในการตรวจกรองสุขภาพ เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาว และชนิดของเม็ดเลือดขาว มักใช้ในการประเมินภาวะติดเชื้อ นอกจากในกรณี ตรวจพบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงมากๆ เช่น มีจำนวนเป็นหลายหมื่นตัวต่อตารางมิลลิเมตร ให้สงสัยว่าจะมี มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ปริมาณเกล็ดเลือด (Pletelet) ก็มักตรวจเพื่อการวินิจฉัยโรค เช่น ไข้เลือดออกที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เป็นต้น
  • 20. เป็นการตรวจที่มีประโยชน์มาก เนื่องจากสามารถบ่งชี้ความผิดปกติของไตได้ตั้งแต่ระยะแรกที่ยังไม่มีอาการ ประเทศไทยเป็นประเทศที่พบโรคไตวายเรื้อรังค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนใหญ่สามารถรักษาและป้องกันได้ ถ้าตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่แรกก่อนที่ไตจะเสื่อมจนเป็นไตวาย ในการตรวจปัสสาวะ ผลการตรวจที่สำคัญ ได้แก่ 1. การตรวจหาโปรตีน ( ไข่ขาว ) ในปัสสาวะ 2. การตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ 3. การตรวจหาเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ การตรวจโปรตีนในปัสสาวะ โดยปกติโปรตีนจะรั่วออกมาในปัสสาวะเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะตรวจไม่พบ แต่เมื่อไตมีพยาธิ สภาพเกิดขึ้นมักจะมีผลทำให้โปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะมากขึ้นจนตรวจพบได้ ซึ่งจะรายงานผลตามความเข้มข้นของโปรตีน ที่ตรวจพบตั้งแต่ 1 + ถึงระดับ 4 + เพราะฉะนั้นในผู้ที่ตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ จะต้องระวังแล้วว่าไตของตนเอง เริ่มมีความเสื่อมลงจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง และควรต้องได้รับการตรวจซ้ำ และติดตามตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป การตรวจปัสสาวะสมบูรณ์แบบ (Complete Urine Analysis : UA)
  • 21. การตรวจหาเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ในคนปกติตรวจพบเม็ดเลือดแดง จำนวนประมาณ 0-5 เซลล์ ต่อการมองในกล้องขยายกำลังสูงหนึ่งครั้ง ถ้าตรวจพบจำนวนเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ เช่น มากกว่า 10 เซลล์ขึ้นไป ถือว่าไตมีความผิดปกติ และต้องตรวจสืบค้นหาสาเหตุต่อไป เช่น อาจเป็นนิ่ว , อาจมีไตอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ หรือการอักเสบจากภูมิไวเกินของร่างกาย เป็นต้น การตรวจหาเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ ในคนปกติตรวจพบเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะได้ ประมาณ 0-5 เซลล์ ต่อการมองกล้องจุลทรรศน์หนึ่งครั้ง เช่นเดียวกับเม็ดเลือดแดง ถ้าตรวจพบมีจำนวนเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ จะบ่งชี้ว่า กำลังมีการอักเสบติดเชื้อในระบบของทางเดินปัสสาวะ ซึ่งพบบ่อยในเพศหญิง นอกจากการตรวจกรองโรคของระบบไตแล้ว การตรวจปัสสาวะยังช่วยกรองโรคเบาหวานได้ โดยถ้าตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ จะบ่งชี้วาอาจเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งควรยืนยันด้วยการตรวจเลือดเพิ่มเติมต่อ
  • 22. เป็นการตรวจเพื่อหาโรคเบาหวาน โดยใช้วิธีการตรวจวัดระดับกลูโคส ( น้ำตาล ) ในเลือด หลังจากอดอาหารมาก่อน อย่างน้อย 8 ชั่วโมง การมีเบาหวาน หมายถึง มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ ทั้งชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานขึ้นตา โรคไตจากเบาหวาน และนำไปสู่ภาวะไตวาย ซึ่งต้องอาศัยการรักษาด้วยการฟอกเลือด ซึ่งลำบากไม่น้อย เบาหวานยังก่อให้เกิดโรคของหลอดเลือดสมอง โรคอัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และหลอดเลือดของแขนขาตีบ ซึ่งชักนำให้เกิดภาวะแผลหายยาก เนื้อตาย และอาจต้องสูญเสียอวัยวะบางส่วน ในผู้ที่เพิ่งค้นพบว่าเป็นโรคเบาหวาน มีการตรวจพบว่า มีโรคเบาหวานขึ้นตาแล้ว ถึงร้อยละ 20 ซึ่งแสดงว่า คนเหล่านี้เป็นเบาหวานมาแล้วอย่างน้อย 4-7 ปี โดยไม่รู้ตัว ซึ่งคนเหล่านี้ ถ้าทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน และรักษาควบคุมให้ดีก็สามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ได้ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)
  • 23. ค่าการตรวจเลือด 110 มก ./ ดล . ผล 110 -125 มก ./ ดล . ปกติ เป็น โรคเบาหวาน ≥ 126 มก ./ ดล . ( ตรวจอย่างน้อย 2 ครั้ง ) มีแนวโน้ม เป็น โรคเบาหวาน ผู้ที่ “ มีแนวโน้มเป็นเบาหวาน” ควรควบคุมอาหาร ลดน้ำหนัก และติดตามตรวจเลือดบ่อยขึ้น อาจจะปีละ 2-3 ครั้ง สำหรับ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่า เป็น ” โรคเบาหวาน” แน่นอนแล้ว ถ้าควบคุมได้ดี วัดระดับน้ำตาลในเลือด ได้ต่ำกว่า 126 มิลลิกรัม / เดซิลิตร ก็ไม่ได้แปลว่า ผู้นั้นหายจากโรคเบาหวาน เพียงแต่ควบคุมโรคเบาหวานได้เท่านั้น และยังจำเป็นจะต้องใช้มาตรการควบคุมต่อเนื่องตลอดไป
  • 24. เป็นที่ทราบกันดีว่า ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ และโรคอัมพาต เราจึงควรมีการตรวจวัดระดับไขมันในเลือด เพื่อป้องกันโรคเหล่านี้ โดยให้การบำบัดรักษาอย่างถูกต้องไม่ให้มีระดับไขมันในเลือดสูง แต่ถ้าในขณะนี้ เรามีผลการตรวจเลือดอยู่ในมือ เราจะทราบได้อย่างไรว่าผลที่ตรวจได้บอกอะไร หรือตัวเลขที่ได้นั้น หมายถึงอะไร สูง - ต่ำอย่างไร ในปัจจุบัน การตรวจวัดค่าของโคเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) เพียงอย่างเดียวไม่พอเพียงในการบอกสถานะความเสี่ยงต่อโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด เราต้องการตรวจวัดระดับไขมันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่ 1. โคเลสเตอรอลรวม (Total Cho.) 2. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) 3.HDL-Cho.( ไขมันชนิดดี ) 4.LDL-Cho.( ไขมันชนิดไม่ดี ) การตรวจระดับไขมันในเลือด
  • 25. โคเลสเตอรอลรวม (Total Cholesteral) เป็นค่าที่วัดระดับโคเลสเตอรอลรวม ซึ่งมีทั้ง โคเลสเตอรอลชนิดดี และโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีปนกัน โดยทั่วไประดับโคเลสเตอรอลรวมที่ตรวจพบ จะมาจาก มีโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-Cho) ประมาณร้อยละ 70 และเป็นไขมันชนิดที่ดี (HDL-Cho) ประมาณร้อยละ 17 ค่าโคเลสเตอรอล &lt; 200 มก ./ ดล . ผล 201-2 40 มก ./ ดล . ปกติ สูงเล็กน้อย &gt; 240 มก ./ ดล . สูงชัดเจน
  • 26. การมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเช่นเดียวกับโคเลสเตอรอล ไขมันที่เรารับประทาน ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ ไขมันที่ซ่อนอยู่ในอาหารชนิดต่างๆ ส่วนใหญ่ คือ ไตรกลีเซอไรด์ นั่นเอง ไตรกลีเซอไรด์ที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจะถูกนำไปใช้เป็นพลังงาน แต่ถ้ามีมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ไตรกลีเซอไรด์จะถูกเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อไขมันสะสมอยู่ภายในร่างกาย ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ค่าไตรกลีเซอไรด์ &lt; 170 มก ./ ดล . ผล 171-400 มก ./ ดล . ปกติ สูงปานกลาง &gt; 400 มก ./ ดล . สูง
  • 27. เป็นไขมันที่ทำหน้าที่จับโคเลสเตอรอลจากเซลล์ของร่างกาย และนำไปกำจัดทิ้งที่ตับ ดังนั้นจึงเป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย ถ้ามีระดับ HDL-Cholesterol สูง จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยลง ไขมัน HDL (High Density Lipoprotein ) ค่า HDL-Cho &lt; 35 มก ./ ดล . ผล &gt; 60 มก ./ ดล . ต่ำ ดี
  • 28. เป็นอนุภาคที่ทำหน้าที่ขนส่งโคเลสเตอรอลไปตามกระแสเลือด LDL สามารถจับกับผนังเส้นเลือดได้ ทำให้เกิดการสะสมโคเลสเตอรอลบนผนังเส้นเลือด เพราะฉะนั้น LDL จึงเป็นอนุภาคไขมันชนิดเลว ซึ่งจะบ่งชี้ว่า เรามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากหรือน้อย เราสามารถตรวจวัด หาค่า LDL ได้โดยตรง หรือถ้าเรารู้ค่าของไขมันโคเลสเตอรอลรวม , ไขมันไตรกลีเซอไรด์ , ไขมัน HDL เราก็สามารถหาค่า LDL ได้จากสูตร ไขมัน LDL (Low Density Lipoprotein) ถ้าเราตรวจได้ โคเลสเตอรอล 240 มก ./ ดล . ไตรกลีเซอไรด์ 200 มก ./ ดล . HDL 50 มก ./ ดล . LDL = 240 – 50 – (200) = 150 มก ./ ดล . 5 ตัวอย่าง ดังนั้น ถ้าหากเราต้องการรู้ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด เราจำเป็นจะต้องรู้ระดับไขมันที่ไม่ดี คือ LDL-Cholesterol LDL = โคเลสเตอรอลรวม – HDL – ( ไตรกลีเซอไรด์ ) 5 ค่า LDL &lt; 130 มก ./ ดล . ผล 130-160 มก ./ ดล . ปกติ สูงเล็กน้อย &gt; 160 มก ./ ดล . สูง
  • 29. โคเลสเตอรอล (CHOLESTEROL) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบในเลือด แม้ไม่สามารถให้พลังงานแก่ร่างกายได้ แต่ก็มีประโยชน์ในการสร้างกรดน้ำดีซึ่งช่วยในการย่อยอาหาร สร้างฮอร์โมนบางชนิด และวิตามินดี รวมทั้งเป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ ตับสร้างไขมันโคเลสเตอรอลได้ แต่เมื่อใดที่โคเลสเตอรอลในเลือดมีมากเกินความต้องการของร่างกาย คือ มากกว่า 200 mg/dl โคเลสเตอรอลเหล่านี้มีโอกาสไปสะสมใต้ผนังหลอดเลือดด้านในมากขึ้นทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตันในที่สุด โคเลสเตอรอล ในเลือดจึงให้ทั้งคุณและโทษ และจะเป็นการดีอย่างยิ่งหากวันนี้เรารู้ระดับโคเลสเตอรอลของตนเอง เพื่อทำการป้องกันปัญหาโรคหลอดเลือดแดงตีบตันในอนาคตตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากนี้ ยังมีไขมันอีกชนิดหนึ่งที่เราจำเป็นต้องทำความรู้จักให้ดีก็คือ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย โดยร่างกายรับไตรกลีเซอไรด์ได้โดยตรงจากการกินอาหารประเภทไขมัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจากอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากร่างกายสะสมไตรกลีเซอไรด์มากเกินไป จะเร่งการสะสมโคเลสเตอรอลใต้ผนังหลอดเลือด ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ CHOLESTEROL
  • 30. หลายๆ ท่านคงคิดว่าปริมาณของโคเลสเตอรอลในเลือดจะสูงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะยังมีปัจจัยอื่นอีกที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโคเลสเตอรอลสูงได้ เรามาดูกันว่าโคเลสเตอรอลมากจากไหนได้บ้าง โคเลสเตอรอลในเลือดมาจากไหน ? จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป โดยอาหารที่มีผลกระทบต่อปริมาณโคเลสเตอรอล ได้แก่ อาหารที่มีโคเลสเตอรอลร่วมอยู่ด้วย ซึ่งมีอยู่ในอาหารที่มาจากสัตว์ทุกประเภทโดยปริมาณโคเลสเตอรอลแตกต่างกันตามชนิดและอวัยวะ โดยเครื่องในสัตว์และไข่แดง ( ทุกประเภท ) จะมีปริมาณโคเลสเตอรอลสูงมาก จากการสร้างขึ้นเองของร่างกาย ร่างกายสามารถสังเคราะห์โคเลสเตอรอลขึ้นมาได้จากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต , โปรตีน , และไขมัน โดยเฉพาะจากไขมันอิ่มตัว อาจสรุปได้ว่าระดับโคเลสเตอรอลในเลือดจะเปลี่ยนแปลงได้จากการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอล และอาหารประเภทไขมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงๆ รวมถึงผลทางอ้อมจากการรับประทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเกินความต้องการของร่างกาย
  • 31. มีอยู่หลายชนิด แต่ที่สำคัญและควรทราบมี 3 ชนิด คือ ไขมันในเลือดมีกี่ชนิด ? ไขมันตัวนี้เปรียบเสมือน “ ตัวผู้ร้าย ” ถ้ามีปริมาณมากจะสะสมอยู่ในหลอดเลือดแดงเป็นต้นเหตุของหลอดเลือดแดงแข็ง ยิ่งระดับ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูงมากเท่าไหร่ อัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจยิ่งมากขึ้นเท่านั้น 1. แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล (LDL Cholesterol) เปรียบเสมือน “ ตำรวจ ” คอยจับผู้ร้าย เพราะเป็นตัวกำจัด แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล ออกจากหลอดเลือดแดง การมีระดับเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 2. เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) เป็นไขมันอีกประเภทหนึ่งในกระแสเลือด เปรียบเสมือน “ ผู้ช่วยผู้ร้าย ” คนที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงพร้อมกับระดับ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอลต่ำ หรือ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอลสูง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 3. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride : TG)
  • 32. วิธีดูว่าใครมีโคเลสเตอรอลสูง ทางการแพทย์จะเทียบกับค่าที่พึงปรารถนาของระดับ แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล ซึ่งค่าดังกล่าวขึ้นกับว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ถ้ายังไม่เป็น ... ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงนอกจาก แอล ดี แอล มีดังนี้ โคเลสเตอรอล ... สูงหรือต่ำ วัดกันอย่างไร ? 1. อายุ : ชายมากกว่า 45 ปี หญิงมากกว่า 55 ปี 2. ญาติสายตรง ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร ( ชายก่อนอายุ 55 ปี หญิงก่อนอายุ 65 ปี ) 3. ความดันโลหิตสูง 4. สูบบุหรี่ 5. เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 40 mg/dl
  • 33. หากสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลรวมลงได้ 1 % จะสามารถลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจลงได้ 2 % ตารางแสดงค่าปัจจัยเสี่ยง ชื่อ ค่าของ แอล ดี แอล <ul><li>แอล ดี แอล </li></ul><ul><li>- เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเบาหวาน </li></ul><ul><li>ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวาน </li></ul><ul><li>แต่มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 2 ข้อขึ้นไป </li></ul><ul><li>- ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวาน </li></ul><ul><li>และมีปัจจัยเสี่ยงน้อยกว่า 2 ข้อ </li></ul>ควร &lt; 100 mg/dl ควร &lt; 130 mg/dl ควร &lt; 160 mg/dl ไตรกลีเซอไรด์ ควร &lt; 150 mg/dl เอช ดี แอล ควร &gt; 40 mg/dl
  • 34. มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ สาเหตุที่ทำให้โคเลสเตอรอลสูง อาหาร การบริโภคอาหารประเภทไขมันอิ่มตัวมากเกินไป การบริโภคอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมากๆ การบริโภคอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย พันธุกรรม โรคและยา เช่น โรคไต เบาหวาน ยาบางชนิด เป็นต้น
  • 35. การรักษาเพื่อลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ในบางคนเพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็สามารถช่วยได้ ในขณะที่บางคนอาจต้องพิจารณาใช้ยาลดระดับโคเลสเตอรอลควบคู่กันไป ทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าโคเลสเตอรอลสูง ลดระดับโคเลสเตอรอลด้วยอาหาร การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการถือเป็นรากฐานสำคัญในการป้องกัน และรักษาโคเลสเตอรอลในเลือดสูงที่ดีที่สุด โดยมีหลักปฏิบัติสำคัญๆ ดังต่อไปนี้ 1. ลดปริมาณไขมันที่รับประทานให้น้อยลง 2. หลีกเลี่ยงอาหารที่กรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน มันสัตว์ต่างๆ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ นม เนยแข็ง ครีม ฯลฯ 3. รับประทานกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากขึ้น ซึ่งได้จากน้ำมันพืชต่างๆ เพราะน้ำมันพืชมีกรดไลโนเลอิกมาก สามารถลดโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ 4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ กุ้ง ปลาหมึก หอย 5. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล 6. รับประทานอาหารที่มีโปรตีนอย่างเหมาะสม เช่น ปลาต่างๆ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
  • 36. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายเป็นวิธีการหนึ่งที่มีส่วนช่วยทำให้ระดับโคเลสเตอรอลลดลง เพิ่ม HDL โคเลสเตอรอล และสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายอีกด้วย โดยวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมในการช่วยให้หัวใจและปอดแข็งแรง คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่าย น้ำ ขี่จักรยาน อย่างต่อเนื่องนาน 20-50 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง กีฬาบางประเภท เช่น กอล์ฟ เทนนิส แม้จะช่วยเผาผลาญพลังงาน แต่ไม่จัดเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
  • 37. เมื่อต้องการเลือกใช้ยาลดโคเลสเตอรอล Bile Acid Sequestrans มีลักษณะเป็นผง เวลารับประทานต้องผสมกับน้ำ ยาชนิดนี้จะไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจึงไม่มีผลต่อตับ แต่รสชาติไม่อร่อยและมีผลแทรกซ้อนทางลำไส้บ่อย เช่น ท้องอืด ท้องผูก สามารถลดโคเลสเตอรอลได้ในระดับหนึ่ง แต่มีผลต่อไตรกลีเซอไรด์ และ เอช ดี แอล น้อย Statins ยากลุ่มนี้นอกจากลดโคเลสเตอรอลได้ดีมากแล้ว ยังเชื่อว่ามีผลดีต่อหลอดเลือดแดง โดยกลไกที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลดไขมันด้วย ยานี้จึงสามารถใช้เป็นกลุ่มแรกสำหรับผู้ที่มีโคเลสเตอรอลสูง นอกจากนี้ยังสามารถลดไตรกลีเซอไรด์ได้พอสมควร และเพิ่ม เอช ดี แอลได้ด้วย แต่ก็มีผลแทรกซ้อนบ้างเล็กน้อยต่อการเกิดตับอักเสบและกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง ซึ่งพบในอัตราที่ต่ำมาก ยากลุ่มนี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับที่ยังดำเนินอยู่ (Active Liver Disease) Fibrates เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่มักจะมีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง และ HDL ต่ำ และไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคตับ Niacin แม้จะมีประสิทธิภาพลดโคเลสเตอรอลได้ดี แต่ไม่เป็นที่นิยมใช้มากนักเนื่องจากมีผลแทรกซ้อนมาก อาทิ อาการร้อนวูบวาบเนื่องจากการขยายหลอดเลือดแดง ความดันโลหิตต่ำน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรือควบคุมได้ยากขึ้น กรดยูริคสูงขึ้น อาจทำให้ตับอักเสบรุนแรง Niacin รูปแบบที่ออกฤทธิ์นานอาจช่วยลดผลแทรกซ้อนดังกล่าวลงได้บ้าง
  • 38. เขาว่า ..... เชื่อได้แค่ไหน แค่หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เพียงพอในการป้องกันโคเลสเตอรอลสูงแล้ว ใช่ไหมครับ ? ไม่ถูกทั้งหมดครับ เพราะการเกิดโคเลสเตอรอลสูงอาจมาจากกรรมพันธุ์ก็ได้ ถ้าเราเลือกรับประทานแต่อาหารที่ไม่มีโคเลสเตอรอลเลย ก็ไม่มีทางเกิดโคเลสเตอรอลในเลือดสูงใช่มั้ยคะ ? ไม่จริงครับ อาหารบางชนิดแม้ไม่มีโคเลสเตอรอลเลย แต่ทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้นได้ เช่น อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาทิ อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ เนยเทียม หรือครีมเทียมที่ทำจากน้ำมันพืช ไขมันอิ่มตัวเหล่านี้จะไปขัดขวางการเผาผลาญโคเลสเตอรอลที่ตับ ซึ่งก็จะทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นได้ รวมทั้งอาหารที่ให้แป้งและน้ำตาลมาก หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้ารับประทานในปริมาณมากๆ ก็จะทำให้ไขมันในเลือดอีกตัว คือ ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นได้ จะสังเกตอาการได้อย่างไรว่าตัวเองโคเลสเตอรอลสูง ? เป็นเรื่องที่คนส่วนมากเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะโคเลสเตอรอลสูงไม่ได้ทำให้เกิดอาการหรือปัญหาโดยตรง เช่น โคเลสเตอรอลสูง 300 ไม่ได้ทำให้เวียนศีรษะหรือแน่นหน้าอก แต่การสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือดแดงนานๆ ต่างหากที่จะทำให้เกิดหลอดเลือดตีบตามมา พูดง่ายๆ ก็คือยิ่งปล่อยให้โคเลสเตอรอลสูงนานๆ การสะสมของไขมันก็มากตามไปด้วย จนเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดในอนาคตครับ Q: Q: Q: A: A: A:
  • 39. การตรวจสอบว่าตับมีการทำงานปกติหรือไม่ แพทย์จะสั่งตรวจในกรณีตรวจร่างกายประจำปี หรือตรวจในกรณีที่สงสัยว่ามีอาการที่เกิดจากโรคตับ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง โดยสิ่งที่แพทย์ตรวจ ได้แก่ - ตรวจหาโปรตีนที่สร้างจากตับ - การตรวจว่ามีดีซ่านหรือไม่ - การตรวจระดับเอนไซม์จากตับ - การตรวจการทำงานของตับเมื่อมีการอุดตันของทางเดินน้ำดี - การตรวจทางรังสีวิทยา - การตรวจเลือดดูเชื้อไวรัสตับอักเสบ - การตรวจเลือดหามะเร็งตับ การตรวจสมรรถภาพการทำงานของตับ (SGOT &amp; SGPT)
  • 40. การตรวจที่นิยมตรวจ และใช้ในการตรวจบ่อยที่สุด ก็คือ การตรวจระดับเอนไซม์จากตับ เอนไซม์ตับที่สำคัญ SGOT &amp; SGPT SGOT เป็นเอนไซม์ที่พบในตับ ไต กล้ามเนื้อ หัวใจ SGPT เป็นเอนไซม์ที่พบมากในตับ พบน้อยในกล้ามเนื้อ หัวใจ ตับอ่อน เพราะฉะนั้นระดับเอนไซม์ SGPT จะมีความสำคัญ และมีความจำเพาะ ในการประเมินโรคตับมากกว่าเอนไซม์ SGOT ซึ่งอาจสูงจากสาเหตุอื่น เช่น การออกกำลังกายมากเกินไป เมื่อตับเกิดโรคมีการทำลาย หรือการอักเสบของเนื้อตับ จะทำให้มีการหลั่งเอนไซม์ SGOT, SGPT ออกมาสู่กระแสเลือดมากขึ้น ทำให้ตรวจพบมีระดับสูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งระดับเอนไซม์ SGOT, SGPT จะ ผิดปกติ ให้พบได้ไวมาก โดยระดับ SGPT จะมีความสำคัญ และมีความจำเพาะมากกว่า
  • 41. อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการตรวจที่มีความไวมาก จึงอาจพบผลผิดปกติได้เล็กน้อยบ้างในคนทั่วไป จึงควรมีการกรองผล ดังนี้ 1. ค่า SGOT, SGPT ที่สูงกว่าปกติ ไม่มากกว่า 1.5 เท่า อาจพบได้ในคนปกติ เพราะฉะนั้น ความผิดปกติเล็กน้อยในผู้ที่ไม่มีอาการ อาจไม่มีความสำคัญ 2. ค่า SGOT, SGPT อาจจะสูงกว่าปกติในคนที่อ้วน เนื่องจากคนอ้วนมักจะมีไขมันเกาะที่ตับ ซึ่งพบว่าเมื่อน้ำหนักลดลง ค่า SGOT และ SGPT ก็จะลดลง สำหรับโรคที่ทำให้ค่า SGOT, SGPT สูง ได้แก่ - ตับอักเสบจากไวรัส - ตับอักเสบจากการดื่มสุรา - ตับอักเสบจากยา หรือสมุนไพร - เนื้องอกในตับ - ไขมันพอกตับ
  • 42. เป็นการตรวจวัดประสิทธิภาพการทำงานของไต ว่ายังคงสามารถทำงานในการกรองของเสียออกจากร่างกายหรือไม่ โดยตรวจวัดสาร 2 ตัว คือ Blood Urea Nitrogen (BUN) และ Creatinine (Cr) ซึ่งสารทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นสารซึ่งเกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา จากขบวนการ การเผาผลาญทางชีวเคมีในเลือด ซึ่งไตจะทำหน้าที่ในการขับถ่ายสารเหล่านี้ออกจากร่างกาย ทำให้ไม่มีการสะสมอยู่ในเลือด เพราะฉะนั้น ถ้าตรวจพบระดับของ BUN และ Cr สูงขึ้นกว่าระดับปกติ แสดงว่าไตไม่สามารถทำงานขับถ่ายของเสียได้ตามปกติแล้ว และเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีภาวะไตวายเรื้อรังเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การตรวจพบระดับ BUN, Cr สูงกว่าปกติ มักจะตรวจพบเมื่อไตมีความเสื่อมมากแล้ว ซึ่งโดยมากมักจะมีการทำงานลดลงมากกว่า 50 % แล้ว และมักจะเป็นระยะที่ไตไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาปกติได้ จึงเป็นการตรวจที่ไม่สามารถตรวจพบโรคไตในระยะแรกได้ควรเสริมด้วยการตรวจปัสสาวะร่วมด้วย การตรวจสมรรถภาพการทำงานของไต (BUN &amp; Creatinine)
  • 43. การมีกรดยูริค (Uric Acid) สูงในเลือด อาจทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ ที่เรียกว่า เก๊าท์ (Gout) ซึ่งเกิดจากกรดยูริคมีการสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของข้อในรูปของผลึกยูเรต นอกจากนั้นการมีกรดยูริคสูง ทำให้เกิดโรคนิ่วในไตได้ด้วย ค่าปกติของกรดยูริคในเลือด อยู่ที่ประมาณ 2.7-8.0 มิลลิกรัม / เดซิลิตร ในกรณีที่ตรวจเลือดแล้วตรวจพบกรดในเลือดสูงกว่าปกติ แต่ยังไม่มีอาการของโรคข้ออักเสบ ( เก๊าท์ ) เราไม่ถือว่าเป็นโรคเก๊าท์ เป็นเพียงแค่มีภาวะกรดยูริคในเลือดสูงเท่านั้น ผู้ที่ตรวจพบภาวะกรดยูริคในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ หน่อไม้ กระถิน กะหล่ำดอก ชะอม การตรวจระดับกรดยูริค (Uric Acid)
  • 44. ประเทศไทย เป็นประเทศที่เป็นถิ่นระบาดของ ไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี (Hepatitis B Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับอักเสบ โรคตับแข็ง และมะเร็งตับ จากการศึกษา พบว่า การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในผู้ที่มีอายุไม่มาก ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 ไม่มีอาการเหลืองชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ หรือเคยมีการติดเชื้อมาก่อน วิธีการตรวจคัดกรองการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ที่สำคัญ คือ การตรวจหา Hepatitis B surface Antigen (HBsAg) ใน เลือด ซึ่งเป็นแอนติเจน ( ตัวกระตุ้นปฏิกิริยาภูมิต้านทานของร่างกาย ) อยู่ที่ผิวของเชื้อไวรัส สถิติในประเทศไทย ตรวจพบ HBsAg เป็นผลบวก ร้อยละ 6-10 ในผู้ที่ตรวจเลือด พบว่า มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี ในเลือด (HBsAg Positive) เพียงครั้งเดียว หรือตรวจพบเป็นครั้งแรก อาจจะเป็นผู้ที่เพิ่งได้รับเชื้อมาใหม่ๆ ซึ่งอาจจะหาย และตรวจไม่พบเชื้อในเวลาต่อมา เพราะฉะนั้นถ้าตรวจพบเชื้อไวรัสในเลือด ให้ตรวจเลือดติดตามดูอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง ถ้าหลังจาก 6 เดือน นับจากตรวจพบเชื้อครั้งแรกแล้ว ยังคงตรวจพบเชื้อในเลือดอยู่อีก จึงจะถือว่า ผู้ป่วยรายนี้อยู่ในกลุ่มที่ เป็นพาหะเรื้อรัง ของไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี และส่วนใหญ่จะพบเชื้อในเลือดตลอดไป การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี (Hepatitis B Surface Antigen : HBsAg)
  • 45. ผู้ที่เป็นพาหะ ของไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้น และมีสุขภาพดีเหมือนคนทั่วไป จะมีส่วนน้อยเท่านั้นที่มีตับอักเสบเรื้อรังร่วมด้วย ซึ่งจะทราบได้จากการตรวจเลือด พบว่ามีเอนไซม์ SGOT และ SGPT สูงกว่าปกติ ซึ่งกลุ่มนี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ต่อไป แพทย์จะวินิจฉัยว่ามีการอักเสบเรื้อรังของตับจะต้องมีหลักฐานว่า การอักเสบมีต่อเนื่องกัน ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยดูจากผลการตรวจเอนไซม์ตับ SGOT, SGPT พบว่าสูงกว่าปกติมากกว่า 2 เท่าขึ้นไป นานกว่า 6 เดือน ซึ่งกรณีนี้อาจจำเป็นต้องให้การรักษาเฉพาะเพิ่มเติมต่อไป ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบ ควรปฏิบัติตัวดังนี้ 1. ไม่ดื่มเหล้า ( คือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด รวมทั้งไวน์ , เบียร์ ) 2. พักผ่อนให้เพียงพอ นอกให้พอ ไม่ใช่นอน ตี 1 – ตี 2 ทุกคืน คือ อย่าให้ร่างกายโทรม 3. ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เช่น เดิน 3-5 กิโลเมตร สัปดาห์ละ 3-4 วัน หรือ ว่ายน้ำ เล่นกีฬา เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ถ้าแข็งแรงความต้านทานโรคจะดีแน่ 4. เลี่ยงอาหารที่มีเชื้อรา เพราะสารอัลฟาร์ทอกซินของเชื้อรา ทำให้เกิดมะเร็งตับในสัตว์ทดลอง เชื้อนี้มักพบในอาหารจะเก็บไว้ในที่ชื้นนานๆ พบมากในถั่วลิสง พริกป่น 5. หลีกเลี่ยงยา หรือสารที่เป็นอันตรายต่อตับ เมื่อจะรับประทานยา ควรปรึกษาแพทย์ 6. ป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนใกล้ชิด
  • 46. ไวรัสอับอักเสบ ติดต่อสู่บุคคลอื่น ทางเลือด น้ำเหลือง และเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ไม่ติดต่อจากการรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุยกัน หรือจับมือกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีเชื้อไวรัส บี ในเลือดสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ เหมือนคนปกติทุกประการ แต่สำหรับผู้ที่อยู่ใกล้ชิด เช่น ภรรยา บุตร ถ้ายังไม่มีภูมิต้านทานก็ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันให้ครบถ้วน
  • 47. การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี คือ ตรวจ Hepatitis B surface Antibody : HBsAb ( ถ้าตรวจหาเชื้อไวรัสจะตรวจหา Hepatitis B surface Antigen : HBsAg ) ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันแล้ว จะพบ HBsAb ให้ผลบวก ผู้ตรวจพบมีภูมิคุ้มกันแล้ว แสดงว่า เคยได้รับเชื้อมาก่อน และหายเรียบร้อยดี หรือเคยได้รับการฉีดวัคซีนมาครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว เมื่อตรวจพบว่า มีภูมิคุ้มกันแล้ว ถือว่าสามารถป้องกัน ตับอักเสบจากเชื้อไวรัส ชนิด บี ได้ตลอดชีวิต แต่ในผู้ที่ฉีดวัคซีน อาจจะมีระดับภูมิคุ้มกันขึ้นไม่สูงนัก และระดับภูมิคุ้มกัน อาจจะค่อยลดลงจนอาจตรวจไม่พบในระยะเวลาต่อมาได้ แต่ถึงแม้จะตรวจให้ผลลบ การตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบ ชนิด บี (Hepatitis B Surface Antibody : HBsAb) ในทางการแพทย์ พบว่า ยังมี คุ้มกันเพียงพอที่จะป้องกันโรคตับอักเสบจากไวรัส บี ได้ เพราะภูมิคุ้มกันในระดับต่ำจนตรวจไม่พบนี้ จะเพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็วทันที ถ้ามีเชื้อไวรัส บี เข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่ตรวจสอบ พบว่าระดับภูมิคุ้มกันของตนเอง ลดต่ำลงตามที่กล่าวมาแล้ว อาจเพิ่มความมั่นใจ ด้วยการฉีดวัคซีนกระตุ้นเพิ่มอีก 1 เข็ม ก็ได้
  • 48. สมรรถภาพการการได้ยิน (Audiometry)
  • 49. การสูญเสียการได้ยินจากการทำงาน การทำงานอาจมีผลทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน ในการทำงานโดยทั่วไป การสูญเสียการได้ยินสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การบาดเจ็บที่ศีรษะ การเกิดแผลไฟไหม้บริเวณหู การเกิดการฉีกขาดของแก้วหูจากความกดอากาศสูงๆ แต่สาเหตุการสูญเสียการได้ยินจากการทำงานที่พบบ่อยที่สุด คือ การสูญเสียการได้ยินจาก การสัมผัสเสียงดังที่เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Noise – Induced Hearing Loss) การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง เสียงที่ดังจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเซลล์ประสาทรับฟังเสียง ซึ่งอยู่ในหูชั้นใน โดยเซลล์จะถูกทำให้ผิดรูป หรือหลุดลอกออกเมื่อได้รับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงที่เข้ามา เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นจาการสัมผัสเสียงดัง ในระยะแรกการสูญเสียการได้ยินจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว หลังจากได้พักหูจากเสียงดัง การสูญเสียการได้ยินจะสามารถฟื้นคืนกลับมาสู่การรับฟังปกติได้ ซึ่งการสูญเสียการได้ยินชั่วคราวเช่นนี้ อาจจะเป็นอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง หรืออาจจะนานหลายชั่วโมงจนเป็นวันก็ได้ เช่น ผู้ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง จะมีการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยินเมื่อเลิกงาน หลังจากกลับไปพักผ่อนที่บ้าน วันรุ่งขึ้นการได้ยินจะกลับมาเป็นปกติ เรียกภาวะดังกล่าวว่า “การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว” (Temporary Threshold Shift : TTS)
  • 50. ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินจากการทำงาน หลังจากเกิดสภาวะการสูญเสียการได้ยินชั่วคราวแล้ว ถ้าไม่ได้มีการป้องกันและแก้ไข ยังคงรับสัมผัสเสียงดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ การสูญเสียการได้ยิน จะรุนแรงขึ้นจนเกิด ”การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร” (Permanent Threshold Shift) และจะไม่กลับมาได้ยินปกติได้อีกเลย ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์ประสาท (Sensory Cells) ในหูที่เสียหายจากความสั่นสะเทือนของเสียงมีการหลุดลอกหรือผิดรูปไป และมีเซลล์ใหม่งอกขึ้นมาทดแทน โดยเซลล์ใหม่ที่งอกขึ้นมานั้นไม่สามารถทำงานรับสัญญาณเสียงได้อีกต่อไป (Non Functioning Scar Tissue) 1. ระดับความเข้มของเสียง (Intensity) คือ ระดับความดังของเสียง มีหน่วยวัดเป็น “เดซิเบล (db)” แน่นอนว่าเสียงที่ดังมากย่อมก่ออันตรายต่อหูมากกว่าเสียงที่ดังน้อย 2. ความถี่ของเสียง (Frequency) มีหน่วยวัดเป็น “เฮิรตซ์ (Hz)” เสียงที่มีความถี่สูง คือ เสียงแหลม จะทำลายประสาทหูได้มากกว่าเสียงชนิดความถี่ต่ำ 3. ระยะเวลาที่สัมผัสเสียงดัง ผู้ที่สัมผัสเสียงดังมานานย่อมมีโอกาสเกิดหูเสื่อมมากกว่า ซึ่งจะขึ้นกับจำนวนชั่วโมงที่รับเสียงต่อวัน และจำนวนปีที่ทำงานมา 4. ลักษณะของเสียง เสียงชนิดที่กระแทกไม่เป็นจังหวะ จะทำลายประสาทหูได้มากกว่าเสียงชนิดที่ดังต่อเนื่องสม่ำเสมอ 5. ความไวต่อการเสื่อมของหูของแต่ละบุคคลเอง เป็นลักษณะเฉพาะของคนที่ไม่เหมือนกัน บางคนโชคดีทนต่อเสียงได้ดี แต่บางคนจะมีความไวต่อการเสื่อมของประสาทหูมาก ก็จะเกิดปัญหาเร็วกว่า
  • 51. ลักษณะทางคลินิค 1. Tinnitus ผู้ที่เริ่มมีการเสื่อมสมรรถภาพการได้ยิน อาจจะมีการได้ยินเสียงผิดปกติดังอยู่ในหู ซึ่งเสียงจะชัด และดังมากขึ้นในขณะอยู่ในที่เงียบๆ ดังนั้นบางคนบ่นรำคาญการมีเสียงในหูที่รบกวนจนนอนไม่ค่อยหลับ ลักษณะของเสียงที่ดังรบกวนมักจะเป็นเสียงที่มีความถี่สูง ( เสียงแหลมมากกว่าเสียงทุ้ม ) และอาจจะดังอยู่เป็นพักๆ หรือดังอยู่ตลอดเวลาก็ได้ ศัพท์ทางแพทย์เรียกอาการเช่นนี้ว่า “ Tinnitus” 2. ความผิดปกติของการได้ยิน ในระยะแรกจะเกิดขึ้นที่เซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับ เสียง ความถี่สูงก่อน ทำให้การได้ยินเสียงชนิดที่มีเสียงสูง ( เช่น เสียงเด็ก หรือเสียงผู้หญิงที่เสียงแหลม ) มีความผิดปกติไปโดยที่ยังเป็นในระยะที่เซลล์ประสาทรับฟังเสียงความถี่ต่ำยังปกติ การรับฟังเสียงพูดคุยธรรมดาทั่วๆ ไปจะเป็นปกติ เมื่อการเสื่อมของหูเพิ่มมากขึ้น จะลามไปยังเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับฟังเสียงความถี่ต่ำ ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดหูตึงฟังคนอื่นพูดไม่ชัด โดยเฉพาะการได้ยินจะลำบากมากขึ้น ถ้ามีเสียงรบกวนในบริเวณนั้นด้วย เพราะเสียงรบกวนทั่วไปมักจะเป็นเสียงความถี่ต่ำ ทำให้มาบดบังคลื่นเสียงของคำพูด ซึ่งมีความถี่ต่ำเช่นกัน
  • 52. 3. การตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยินด้วยเครื่องตรวจวัดการได้ยิน (Audiometer) เครื่องตรวจวัดการได้ยินจะใช้ เสียงที่มีความถี่สูง 1 ชุด ( ความถี่ 4,000-8,000 Hz) และ เสียงที่มีความถี่ต่ำ ซึ่งเป็นเสียงที่ใช้ พูดสนทนากันตามปกติ ( ความถี่ 500-2,000 Hz) อีก 1 ชุดแล้วตรวจสอบดูว่า เราได้ยินลดลงหรือไม่ และถ้าได้ยินลดลงเป็นการลดลงในส่วนไหน ส่วนที่รับฟังเสียงความถี่สูงหรือส่วนที่รับฟังเสียงความถี่ต่ำ หรือลดลงทั้งหมด และถ้าลดลงความรุนแรงของการลดลงมากน้อย แค่ไหนซึ่งจากผลการตรวจ เราจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ผลการตรวจ ปกติ ทั้งการรับฟังเสียง ความถี่สูง และการรับฟังเสียง ความถี่ต่ำ กลุ่มที่ 2 ผลการตรวจ ผิดปกติ โดยการรับฟังเสียงที่ผิดปกติ เกิดขึ้นเฉพาะในส่วนที่เป็นเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่รับฟังเสียง ความถี่สูงเท่านั้น เซลล์ประสาทที่รับฟังเสียงความถี่ต่ำยังปกติดี เพราะฉะนั้น กลุ่มนี้จึงมีความเสื่อมสมรรถภาพของหูเกิดขึ้นแต่ยังไม่มีหูตึง และจะยังไม่มีปัญหาในการสื่อสารกับบุคคลอื่นๆ ระยะนี้เป็นระยะที่ยังสามารถดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหูตึงในอนาคตได้ กลุ่มที่ 3 ผลการตรวจ ผิดปกติ พบทั้งในส่วนของ การรับฟังเสียงความถี่สูง (4,000-8,000 Hz) และ ในส่วนของการรับฟังเสียงความถี่ต่ำ (500-2,000 Hz) เพราะฉะนั้น กลุ่มนี้จะมีความเสื่อมสมรรถภาพของการได้ยินจนถึงระดับที่มีภาวะหูตึงเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งความรุนแรงของหูตึงก็จะตรวจวัดได้จากระดับความดังของเสียงที่ยังมีความสามารถรับฟังได้ กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มซึ่งมีความ ผิดปกติ ของการรับฟังเสียงที่ ส่วนรับฟังเสียงความถี่ต่ำ ( ความถี่ 500-2,000 Hz) เท่านั้น การรับฟังเสียงความถี่สูง ( ความถี่ 4,000-8,000 Hz) ยังปกติ กลุ่มนี้จะมีภาวะหูตึงโดยที่สาเหตุมักจะมาจากโรคหูเองโดยตรง เช่น แก้วหูทะลุ , หูน้ำหนวก , หรือเป็นหวัดมีอาการหูอื้อในขณะที่รับการตรวจ
  • 53. แนวทางการตรวจสมรรถภาพการได้ยิน ในสถานประกอบการ 1. เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานด้านระดับการได้ยินเสียงของลูกจ้างที่เข้าปฏิบัติงานใหม่ในแผนกที่มีเสียงดังจากเครื่องจักร มากกว่า 85 dB(A) 2. เพื่อเป็นการค้นหาผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินในระยะเริ่มต้น 3. เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการควบคุมป้องกันการสูญเสียการได้ยินในสถานประกอบการ 4. เพื่อติดตามผลของการป้องกันการสูญเสียการได้ยิน ในสถานประกอบการ วัตถุประสงค์ การตรวจการได้ยินในสถานประกอบการ 1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสรับเสียงดังๆ ก่อนเข้ารับการตรวจ ไม่ว่าจะเป็นเสียงดังที่บ้านหรือที่ทำงาน และถ้าทำได้ก็ควรหลีกเลี่ยงเสียงดัง อย่างน้อยที่สุดนาน 12 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ เพื่อหลีกเลี่ยงการมีสภาวะเสื่อมสมรรถภาพการได้ยินชั่วคราว (TTS) ขณะรับการตรวจ 2. กรณีระหว่างรอรับการตรวจ ถ้าจำเป็นต้องเข้าไปปฏิบัติงาน จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียง ที่สามารถลดเสียงที่เข้าสู่หู ให้เหลือต่ำกว่าระดับ 85 dB(A) ตลอดระยะเวลาที่ทำงาน และอนุญาตให้เข้าไปปฏิบัติงาน ได้ไม่นานเกินกว่า 4 ชั่วโมงเท่านั้น การเตรียมตัวสำรับเข้ารับการตรวจการได้ยิน เพื่อให้ผลของการตรวจการได้ยินมีความถูกต้อง ผู้เข้ารับการตรวจควรมีข้อปฏิบัติดังนี้
  • 54. 3. ออกจากสถานที่ที่มีเสียงดังก่อนจะเข้ารับการตรวจการได้ยิน อย่างน้อย 15 นาทีก่อนเข้าทำการตรวจ 4. ควรมาถึงห้องตรวจการได้ยิน และนั่งพักก่อนประมาณ 5 นาที เป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันการเหนื่อยหอบในขณะตรวจวัดการได้ยิน 5. ให้ถอดสิ่งของใดๆ ที่จะขัดขวางการได้ยิน เช่น แว่นตา หมวก ตุ้มหู เป็นต้น 6. รวบเส้นผมให้เรียบร้อย ไม่ควรให้มีเส้นผมขวางอยู่ 7. ไม่ควรเคลื่อนไหวร่างกายไปมา ขณะรับการตรวจ เพราะจะเกิดเสียงรบกวนได้ 8. สวมใส่หูฟังให้แนบ โดยไม่รูสึกอึดอัด โดยหูฟังสีแดงอยู่ข้างขวา หูฟังสีน้ำเงินอยู่ข้างซ้าย ขยับให้ตรงช่องพอดี หลังจากสวมใส่ดีแล้ว อย่าแตะต้องอีก 9. ผู้ที่มีปัญหาน้ำไหลออกจากหู มีขี้หูมากจนอุดตัน มีอาการของหวัดจนหูอื้อ ควรแจ้งให้ทราบด้วย 10. เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณให้ตอบสนองโดยการกดปุ่ม ระดับเสียงที่ได้ยินถึงแม้จะเบามาก แต่ถ้าได้ยินขอให้มีการตอบสนองด้วย
  • 55. การควบคุมเสียงดัง และป้องกันการสัมผัสเสียงดัง เพื่อป้องกันโรคหูเสื่อมจากการทำงาน การควบคุมเสียงดัง จะพิจารณาดำเนินการที่แหล่งกำเนิดเสียงก่อนเป็นลำดับแรก และพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมที่ทางผ่านของเสียง และมาควบคุมที่ตัวผู้ปฏิบัติงานตามลำดับ ซึ่งควร ใช้องค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน ผสมผสานกัน อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการควบคุมลดเสียงที่เครื่องจักร และทางผ่านของเสียงมีข้อจำกัดมาก วิธีการที่มีความสำคัญจึงมักเป็นวิธีการควบคุมเสียงดังที่ตัวบุคคลผู้รับเสียง เป็นวิธีการหลักในการป้องกันหูเสื่อมจากเสียงดัง การควบคุมเสียงดังที่ผู้รับเสียง วิธีนี้จะต้องมีการลงทุนค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวก็มีอายุการใช้งานแตกต่างกันไป และการบังคับใช้กับคน มักจะมีความยุ่งยากพอสมควร เนื่องจากปัจจัยที่จะทำให้บุคคลมีพฤติกรรมอนามัยที่ดีในการป้องกันขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ที่ต้องการให้สวมใส่ควรมีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ใส่แล้วไม่เจ็บ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสาร
  • 56. การใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล จุดมุ่งหมายในการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล ก็เพื่อลดระดับเสียงที่ผ่านเข้ามาในช่องหู ซึ่งจะมีอุปกรณ์อยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ที่ครอบหู (Ear Muff) และ ที่อุดหู (Ear Plugs) โดยทั่วไปที่ครอบหู (Ear Muff) จะลดระดับเสียงได้มากกว่าที่อุดหู แต่ก็มีข้อดีข้อเสียที่จะต้องนำมาพิจารณาความเหมาะสมในการใช้ด้วย ข้อดี - ลดเสียงที่ความถี่ต่ำได้ดีกว่าที่ครอบหู - สวมใส่สบาย ไม่ร้อน - ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสวมใส่อุปกรณ์อื่นบนศีรษะ - พกพาสะดวก เก็บง่าย ข้อจำกัด - หายง่าย - ใช้ไม่ได้หากหูมีบาดแผล - ใช้เวลาในการสวมใส่ให้กระชับรูหูมากกว่า - ผู้ใช้มักปฏิเสธการใช้ในระยะแรก ที่อุดหู (Ear Plug)
  • 57. ข้อดี - ลดเสียงที่ความถี่สูงได้ดีกว่าที่อุดหู - สวมใส่ง่าย - ผู้ใช้ยอมรับได้ง่าย - ใช้กับศีรษะได้หลายขนาด ข้อจำกัด - หนัก ขนาดใหญ่ พกพาไม่สะดวก - ไม่เหมาะกับอากาศร้อน - อาจเป็นอุปสรรคเมื่อสวมใส่ร่วมกับอุปกรณ์อื่น - ราคาสูง การจะเลือกใช้อุปกรณ์ลดเสียงชนิดใดขึ้นอยู่กับระดับความดังของเสียงที่ได้รับ และอาจจะขึ้นกับชนิด และความถี่ของเสียงที่ได้รับ ถ้าสามารถตรวจวัดเสียงโดยแยกความถี่ได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องคำนึงถึงความสะดวกสบาย และไม่เป็นอุปสรรคต่อการติดต่อสื่อสารด้วย ประสิทธิภาพการป้องกัน ยังขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำ ตลอดจนพฤติกรรมการสวมใส่ที่ถูกต้อง และความพอดีกับช่องหูด้วย ที่ครอบหู (Ear Muff)
  • 58. อุปกรณ์ป้องกันเสียงจะมีการระบุ ค่าความสามารถในการลดเสียง (Noise Reduction Rating : NRR) ซึ่งโดยปกติผู้ผลิตจะระบุไว้ ดังตัวอย่าง EAR MUFF : HOWARDLEIGHT คุณลักษณะ : ที่ครอบหูลดเสียง น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย สวมใส่ได้เป็นเวลานาน ไม่บีบรัดศีรษะ ราคาประหยัด ลดเสียง NRR 25 เดซิเบล น้ำหนัก 6 Oz. EAR PLUG : HOWARDLEIGHT คุณลักษณะ : ที่อุดหูลดเสียงแบบโฟม สีเหลืองขอบทองเรืองแสง ชนิดม้วนบีบก่อนใส่ แบบมีสายไวนิลสีเหลือง รูปทรงเรียว ผิวเรียบ แนบสนิทกับช่องหู สามารถล้างทำความสะอาดได้ ลดเสียง NRR 32 เดซิเบล EAR MUFF : HOWARDLEIGHT คุณลักษณะ : ที่ครอบหูลดเสียง น้ำหนักเบา สวมใส่ได้ทั้งบนศีรษะ และใต้คาง ไม่บีบรัดศีรษะ ลดเสียง NRR 25 เดซิเบล น้ำหนัก 6 Oz. EAR PLUG : BILSOM คุณลักษณะ : ที่อุดหูรุ่นประหยัด ผลิตจากโฟม มีคุณสมบัติการคลายตัวได้ดี จึงแนบสนิทกับช่องหู ลดเสียง NRR 29 เดซิเบล คุณลักษณะ : ที่อุดหูลดเสียง ยางซิลิโคน มีความอ่อนนุ่ม รูปทรงแบบต้นสน 3 ชั้น แบบมีสายไนล่อนสีขาว สวมใส่สบาย ไม่ระคายเคือง ลดเสียง NRR 27 เดซิเบล EAR PLUG : HOWARDLEIGHT EAR PLUG : HOWARDLEIGHT คุณลักษณะ : ที่อุดหูลดเสียง ยางซิลิโคน มีความอ่อนนุ่ม รูปทรงแบบจุกนม ผิวเรียบ มีตัวช่วยส่ง (Insert) สวมใส่ง่ายขึ้น ลดเสียง NRR 26 เดซิเบล
  • 59. แต่จากการศึกษาพบว่า ค่า NRR ที่ระบุไว้มาจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง พบว่าค่า NRR ที่ได้ต้องปรับลดลง เรียกว่า Derated NRR ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นดังนี้ 1. ถ้าเป็นที่ ครอบหู ให้ปรับโดยใช้ค่า NRR ทีระบุมา แล้ว หักออกไปอีก 25 % 2. ถ้าเป็น ที่อุดหูที่ทำจากโฟม ให้ปรับโดยใช้ค่า NRR ที่ระบุมา แล้ว หักออก 50% 3. ถ้าเป็น ที่อุดหูที่ทำจากวัสดุอื่นๆ นอกเหนือจากโฟมให้ปรับโดยใช้ค่า NRR ที่ระบุมา แล้วหักออก 70% ปัจจุบันที่อุดหู Ear Plug ส่วนใหญ่ จะมีค่า NRR ระหว่าง 25-30 dB เมื่อปรับลดค่าลงมา ในขณะใช้งานจริงก็ยังสามารถลดเสียงที่ผ่านเข้ามาได้ พอเพียงในการป้องกันหูเสื่อม ระดับเสียง 90 dB 95 dB 100 dB 105 dB ช . ม . การทำงานที่สัมผัสเสียงได้ 8 4 2 1 110 dB 0.5 ตารางแสดงการได้รับเสียงที่อนุญาตให้สัมผัสเสียงได้ ในบางบริเวณงานของสถานประกอบการบางแห่ง อาจจะมีเสียงเครื่องจักรดังจนเกินกว่า 100 dB(A) ก็อาจจำเป็นต้องสวมใส่ทั้งที่อุดหู และที่ครอบหูร่วมกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่พบน้อย และการใช้อุปกรณ์ที่มีค่า NRR สูงเกินความจำเป็น ก็อาจจะมีผลเสียในการที่ไปลดการรับฟังเสียงในการสนทนาไปด้วย
  • 60. หมายถึง การตรวจสมรรถภาพของปอด โดยการ ตรวจวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้า และออกจากปอด โดยอาศัยเครื่องมือที่ใช้วัด เรียกว่า “ Spirometer ” การตรวจสมรรถภาพปอดจะสามารถบ่งชี้ถึงการเสื่อมของการทำงานของปอดก่อนที่จะมีอาการเกิดขึ้น ข้อบ่งชี้ในการตรวจสมรรถภาพปอด (Spirometry) 1. เพื่อการวินิจฉัยโรค เช่น ในผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง มีอาการหอบ หายใจมีเสียงหวีด อาการตรวจจะช่วยในการวินิจฉัยโรคที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ 2. เพื่อการประเมิน ระดับความรุนแรงของโรคระบบทางเดินหายใจที่เป็นอยู่ 3. เพื่อการเฝ้าระวังการเกิดโรค ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่มีอาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น ทำงานเหมืองแร่ ทำงานที่มีไอระเหยของโลหะ หรือสารอื่นๆ ทำงานในที่มีฝุ่นฝ้าย เช่น โรงทอผ้า ทำงานในที่มีฝุ่น หินทราย ( ซิลิคา ) เช่น โรงงานบด โม่ ย่อย สกัด ระเบิดหิน และอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ สมรรถภาพปอด (Spirometry)
  • 61. การเตรียมตัวก่อนทำการตรวจ 1. ไม่ออกกำลังกายก่อนมาตรวจอย่างน้อย 30 นาที 2. ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่รัดทรวงอก และท้อง 3. หลีกเลี่ยงอาหารที่อิ่มมากก่อนตรวจ 2 ชั่วโมง 4. ในผู้ที่มีโรคหืด ให้หยุดยาขยายหลอดลมก่อนตรวจ 5. งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 ชั่วโมง วิธีการทดสอบสมรรถภาพปอด 1. ยืนตัวตรงตามสบาย 2. หนีบจมูก 3. หายใจเข้าจนเต็มที่ 4. อมกระบอกเครื่องเป่า และปิดปากให้แน่นรอบๆ กระบอกเป่า พยายามไม่ให้มีลมรั่วออกภายนอกได้ เมื่อหายใจออกมา 5. หายใจออกให้เร็ว และแรงอย่างเต็มที่จนหว่าจะไม่มีอากาศออกจากปอดอีก ( ซึ่งควรจะหายใจออกโดยมีระยะนาน ไม่น้อยกว่า 6 วินาที โดยไม่ควรมีลมรั่วออกขณะเป่า
  • 62. ปัญหาที่พบในขณะทำการตรวจ ซึ่งทำให้การตรวจไม่สมบูรณ์ ปัญหาที่พบบ่อย ซึ่งทำให้การเป่าไม่สมบูรณ์ ได้แก่ 1. เป่าออกมาไม่เต็มที่ ไม่แรง และไม่นานพอจนสุด 2. มีลมรั่วออกมาขณะเป่า 3. การหายใจเข้าหรือการหายใจออก ไม่สุดเต็มที่ 4. เริ่มต้นเป่ามีความลังเล ทำให้เป่าช้าไม่เร็วพอ 5. ไอระหว่างการเป่า โดยเฉพาะในช่วงวินาทีแรก
  • 63. FEV 1 (Forced Expiratory Volume in One second) เป็นจำนวนอากาศที่สามารถ “ หายใจออกมาได้ใน 1 วินาที” เมื่อทำการหายใจอย่างเร็ว และแรงเต็มที่ ( หลังจากการได้หายใจเข้าไปเต็มที่แล้ว ) ผู้ที่มีหลอดลมอุดกั้น เช่น เป็นหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง จะมีค่า FEV 1 ต่ำกว่าปกติ เพราะ ไม่สามารถหายใจเอาอากาศออกมาได้เหมือนปกติ ทำให้ค่าที่วัดได้ไม่ถึง 80 % ของเกณฑ์มาตรฐาน FEV 1 / FVC เป็นการนำเอาค่าที่ตรวจได้ 2 ค่าข้างบนมาประเมินร่วมกัน เพื่อเปรียบเทียบดูว่า “ ปริมาตรอากาศที่หายใจออกมาได้ใน 1 วินาที จะเป็นจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ของอากาศที่มีอยู่ในปอดของคนนั้น ” ซึ่งโดยปกติควรหายใจออกมาได้ไม่น้อยกว่า 70 % ผู้ที่มีค่า FEV1 / FVC ต่ำกว่า 70 % จะบ่งชี้ว่าหลอดลมมีการอุดกั้นมากกว่าปกติ การแปลผลการตรวจ การเป่าปอดจะทำให้รู้ค่าที่สำคัญ ก็คือ FVC (Forced Vital Capacity) เป็น จำนวนของอากาศที่วัดได้ เมื่อหายใจออกมา ( หลังจากที่หายใจเข้าเต็มปอด ) อย่างเร็ว และแรงเต็มที่จนสุด ผู้ที่มีปอดที่มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าปกติ ก็จะวัดได้ค่าของ FVC น้อยกว่าปกติ โดยเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน แล้วได้ไม่ถึง 80 %
  • 64. ความผิดปกติที่ตรวจพบ จะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม 1. Obstructive หมายถึง มีการอุดกั้นของหลอดลม เช่น ในผู้ที่เป็นโรคหืด โรคถุงลมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ โรคหลอดลมอักสบเรื้อรัง กลุ่มนี้จะตรวจพบค่า FEV 1 / FVC ต่ำกว่า 70 % โดยค่า FVC จะปกติ 2. Restrictive หมายถึง ความยืดหยุ่นของปอดลดลง ทำให้ ความจุของปอดลดลง เช่น ผู้ที่มีโรคของเนื้อปอด ผู้ที่โครงสร้างกล้ามเนื้อ หรือกระดูกที่ช่วยในการหายใจผิดปกติ กลุ่มนี้จะมีค่า FVC เมื่อเทียบกับมาตรฐานต่ำกว่า 80 % แต่ค่า FEV1 / FVC จะมากกว่า 70 % 3. Combine หมายถึง ผู้ที่ตรวจพบ มีความผิดปกติทั้ง 2 อย่างร่วมกัน Means ( ค่าที่ตรวจได้ ) Predict ( เกณฑ์มาตรฐาน ) % Predict ( เปอร์เซ็นต์เปรียบเทียบ ) L &lt; 80 % L &lt; 80 % % &lt; 70 % FVC FEV 1 FEV 1 /FVC L L %

×