มอญศึกษา
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

มอญศึกษา

on

  • 858 views

 

Statistics

Views

Total Views
858
Views on SlideShare
853
Embed Views
5

Actions

Likes
1
Downloads
1
Comments
0

1 Embed 5

https://twitter.com 5

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

มอญศึกษา Presentation Transcript

  • 1. มอญศึก ษำ จัดทำำโดย๑.นำยนุตพงษ์ ิ แก้วกำหลง เลขที่ ๑๐๒.นำยณรงค์ พิมพ์สมุทร เลขที่ ๑๒๓.นำยณัฐพัชร์ วัชรำพรหิรัญ เลขที่ ๑๙๔.นำงสำวปนัดดำ แสงศรี เลขที่ ๒๒๕.นำงสำวจริญญำ พันธุศิริ ์ เลขที่ ๓๖๖.นำงสำวณัฐริกำ พรมชริ เลขที่ ๓๗๗.นำงสำวทิวำพร ทองสงค์ เลขที่ ๓๘๘.นำงสำวนภัสร กลิ่นชื่น เลขที่ ๓๙๙.นำงสำวหทัยกำนต์ ม่วงสมัย เลขที่ ๔๐ ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ ๕/๔ เสนอ คุณ ครูเ จริญ ศรี ศรีแ สนยง
  • 2. วัต ถุป ระสงค์๑.เพื่อศึกษำประวัติควำมเป็นมำของชำวมอญในประเทศไทย๒.เพื่อเข้ำใจวัฒนธรรมของชำวมอญในประเทศไทย๓.เพื่อให้คนรุ่นหลังเห็นถึงคุณค่ำศิลปะ วัฒนธรรมของชำวมอญ
  • 3. ขอบเขตของกำรศึก ษำ๑.ทำำกำรศึกษำค้นคว้ำเกี่ยวกับ เรื่อง ประวัติชำวมอญ วัฒนธรรม ประเพณีควำมเป็นอยูทั้งกำรแต่งกำย อำหำรกำรกิน เป็นต้น จำกอินเทอร์เน็ต ่๒.ระยะเวลำที่ใช้ในกำรศึกษำใช้เวลำรวม 4 เดือน
  • 4. ที่ม ำของคำำ ว่ำ มอญและรำมัญ นักภูมิศำสตร์อำหรับบำงท่ำนเรียกมอญว่ำ รำมัญประเทศ(Ramannadesa) ซึ่งหมำยถึง "ประเทศมอญ" คำำนี้เพี้ยนมำจำกคำำศัพท์โบรำณของ"มอญ" คือ Rmen (รำมัญ) ซึ่งเป็นคำำที่ใช้เรียกตัวเองของ"มอญ"แต่พม่ำเรียก"มอญ"ว่ำ ตะเลง (Talaings) ซึ่งเพี้ยนมำจำกคำำว่ำ Talinganaอันเป็นแคว้นหนึ่ง ทำงภำคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย ส่วนนำม รำมัญ พบเก่ำสุดในมหำวังสะของสิงหล ในสมัยพระเจ้ำจำนสิตำแห่งพุกำม พบคำำนี้ในศิลำจำรึกมอญ เขียนออกเสียงว่ำ รมีง ซึ่งในจำรึกนั้นก็พบคำำเรียกพม่ำอ่ำนว่ำ มิรมำ อีกด้วย ส่วนในสมัยหงสำวดี พบจำรึกแผ่นทองเขียนอ่ำนว่ำ รมัน คล้ำยกับที่ไทยเรียก รำมัญ ส่วนในเขตรำมัญเทสะ จะเรียกว่ำ มัน หรือ มูน ซึ่งใกล้กับคำำว่ำ มอญ ในภำษำไทย
  • 5. ประวัต ิ มอญ เป็นชนชำติเก่ำแก่ มีอำรยธรรมรุ่งเรืองมำกชนชำติหนึ่ง จำกพงศำวดำรพม่ำกล่ำวว่ำ "มอญเป็นชนชำติแรกที่ตั้งถินฐำนอยูในพม่ำ มำเป็นเวลำ ่ ่หลำยศตวรรษก่อนคริสตกำล" คำดว่ำน่ำจะอพยพมำจำกตอนกลำงของทวีปเอเชีย เข้ำมำตั้งอำณำจักรของตนทำงตอนใต้ บริเวณลุ่มแม่นำ้ำสำละวิน  และแม่นำ้ำสะโตง ซึ่งบริเวณนี้ในเอกสำรของจีน และอินเดียเรียกว่ำ "ดินแดนสุวรรณภูมิ“
  • 6. ในพุทธศตวรรษที่ 2 ศูนย์กลำง ของ"อำณำจักรมอญ" คืออำณำจักรสุธรรมวดีหรือสะเทิม (Thaton) จำกพงศำวดำรมอญ กล่ำวไว้ว่ำอำณำจักรสะเทิมว่ำ อำณำจักรสะเทิมสร้ำงโดยพระรำชโอรส 2 พระองค์ของพระเจ้ำติสสะ แห่งแคว้นหนึ่งของอินเดีย ก่อนปี พ.ศ. 241 พระองค์นำำ พลพรรคลงเรือสำำเภำ มำจอดที่อ่ำวเมำะตะมะ และตั้งรำกฐำน ซึ่งต่อมำเป็นที่ตั้งของเมือง อำณำจักรสะเทิมรุ่งเรืองมำก มีกำรค้ำขำยติดต่ออย่ำงใกล้ชิดกับประเทศอินเดีย และลังกำ และได้รับเอำอำรยธรรมของอินเดียมำใช้ ทั้งทำงด้ำนอักษรศำสตร์  และศำสนำ โดยเฉพำะรับเอำพุทธศำสนำนิกำยหินยำนมำ มอญมีบทบำทในกำรถ่ำยทอดอำรยธรรมอินเดีย ไปยังชนชำติอื่นอย่ำง ชำวพม่ำ ไทย และลำว เจริญสูง มีควำมรู้ดี ทำงด้ำนกำรเกษตร และมีควำมชำำนำญ ในกำรชลประทำน โดยเป็นผู้ริเริ่มระบบชลประทำนขึ้น ในลุ่มนำ้ำอิระวดี ทำงตอนกลำงของประเทศพม่ำ
  • 7. ต่อมำในปี พ.ศ. 1830 "มองโกล" ยกทัพมำตีพม่ำ ทำำให้มอญได้รับเอกรำชอีกครั้ง มะกะโท หรือพระเจ้ำฟ้ำรั่ว หรือวำเรรุ รำชบุตรเขยของ "พ่อขุนรำมคำำแหง" ได้กอบกู้เอกรำช และสถำปนำรำชวงค์ชำน-ตะเลงสถำปนำ"อำณำจักรมอญอิสระ" มีศูนย์กลำงที่เมืองเมำะตะมะ ซึ่งเป็นเมืองของมอญจนถึงปี พ.ศ. 1912 จำกนั้นย้ำยกลับไปหงสำวดีตำมเดิม และในรัชสมัยพระเจ้ำรำชำธิรำช หงสำวดีรุ่งเรืองจนเป็น ศูนย์กลำงทำงกำรค้ำที่ใหญ่โต ทำงแถบอ่ำวเบงกอล มีเมืองท่ำหลำยเมืองในละแวกใกล้ๆ และอำณำจักรมอญมำรุ่งเรือง เจริญสูงสุดในช่วงปี พ.ศ. 2015-2035 สมัยพระเจ้ำธรรมเจดีย์ ต่อมำหงสำวดีก็เสียแก่ พระเจ้ำตะเบ็งชเวตี้ กษัตริยพม่ำในปี พ.ศ. 2094 จนปี พ.ศ. 2283 สมิงทอ ์พุทธิเกศ ก็กู้เอกรำชคืน มำจำกพม่ำได้สำำเร็จ และได้ยกทัพไปตีเมืองอังวะอีกด้วย ในปี พ.ศ. 2290 พระยำทะละ ได้ครองอำำนำจแทนสมิงทอพุทธิเกศขยำยอำณำเขตอย่ำงกว้ำงขวำง ทำำให้อำณำจักรพม่ำสลำยตัวลง จนในปี พ.ศ.2300 พระเจ้ำอลองพญำ ก็กู้อิสรภำพของพม่ำกลับคืนมำได้ ทั้งยังได้โจมตีมอญมอญตกอยู่ภำยใต้อำำนำจพม่ำ จนกระทั่งทุกวันนี้
  • 8. ในปัจจุบัน ชำวมอญรุ่นหลังหันมำใช้ภำษำพม่ำกันมำก และมีจำำนวนมำกที่เลิกใช้ ภำษำมอญ จนคิดว่ำตนเป็นพม่ำ อีกทั้งไม่ทรำบว่ำ ตนมีเชื้อสำยมอญ จำกกำรสำำรวจประชำกรมอญในปี ค.ศ. 1931 พบว่ำมีจำำนวนแค่ 3 แสน 5 หมื่นคน ต่อมำในปี ค.ศ. 1939 ได้มีกำรก่อตั้งสมำคมชำวมอญ และมีกำรสำำรวจประชำกรมอญอีกครั้ง พบว่ำมีรำว 6 แสนกว่ำคน พอต้นสมัยสังคมนิยมสำำรวจได้ว่ำมีชำวมอญรำว 1ล้ำนกว่ำ ชำวมอญที่ยงพูดภำษำมอญในชีวิตประจำำวันอยู่ มีในหมู่บ้ำนในเมืองไจก์ ัขมีและเมืองสะเทิม แต่ในเขตเมืองก็จะพบแต่ชำวมอญที่พูดภำษำพม่ำเป็นส่วนมำก
  • 9. วัฒ นธรรม ภำษำและอัก ษรมอญ ภำษำมอญ มีกำรใช้มำนำนประมำณ 3,000-4,000 ปี เป็นภำษำในในสำยโมนิค มีผู้ใช้ภำษำนี้อยู่ประมำณ 5,000,000 คน ส่วนอักษรมอญ มีควำมเก่ำแก่ พบหลักฐำนในประเทศไทยที่ จำรึกวัดโพธิ์ร้ำง พ.ศ. 1143 เป็นอักษรมอญโบรำณที่เก่ำแก่ที่สุด ในบรรดำจำรึกภำษำมอญที่ได้ค้นพบ ในแถบเอเซียอำคเนย์ เป็นจำรึกที่เขียนด้วยตัวอักษรปัลลวะ ที่ยงไม่ได้ดัดแปลงให้เป็น อักษรมอญ พบว่ำมีกำรประดิษฐ์อักษร ัมอญขึ้น เพื่อให้พอกับเสียงในภำษำมอญ ในจำรึกเสำแปดเหลี่ยมที่ศำลสูง เมืองลพบุรี และยังพบจำรึก จำรึกในพุทธศตวรรษที่ 14 รำว พ.ศ. 1314 เป็น ตัวอักษรหลังปัลลวะ มีเนื้อหำเกี่ยวกับพระพุทธศำสนำ
  • 10. หลักฐานจารึกในสมัยกลางประมาณ พ.ศ. 1600 เป็นต้นมา บันทึกทั้งภาษามอญและอักษรมอญ ซึ่งพม่าก็รับอักษรมอญมาใช้เขียนภาษาพม่าเป็นครั้งแรกประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-17 ตัวอักษรได้คลี่คลายจากตัวอักษรปัลลวะ มาเป็นตัวอักษรสีเหลี่ยม ก็คืออักษรมอญโบราณ และเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กลงในระยะต่อมา จนในพุทธศตวรรษที่ 21 ก็ได้กลายเป็นอักษรมอญปัจจุบัน ที่มีลักษณะกลมสันนิษฐานว่าเกิดจากการจารหนังสือโดยใช้เหล็กจารลงบนใบลาน มอญปัจจุบันมีอายุ ประมาณ 400 ปีเศษ  ภาษามอญจัดอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเซียติค (AustroasiaticLanguages) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กนอยู่ในแถบอินโดจีนและทางตะวันออกเฉียง ัเหนือของอินเดีย และเมื่อพิจารณาลักษณะทางไวยากรณ์  ภาษามอญ จัดอยู่ในประเภทภาษาคำาติดต่อ (Agglutinative) อยูในกลุ่มภาษาตะวันออกเฉียงใต้ ่(South Eastern Flank Group) นักภาษาศาสตร์ที่ชื่อ วิลเฮม สชมิต (Willhelm Schmidt) ได้จัดให้อยู่ในตระกูลภาษาสายใต้ (AustricSouthern family)
  • 11. สรุปคือ ภาษามอญ เป็นภาษาที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ไม่มีการผันคำานาม คำากริยา ตามกฎบังคับทางไวยากรณ์ ประโยคประกอบด้วย คำาที่ทำาหน้าประธาน กริยาและกรรม ส่วนขยายอยู่หลังคำาที่ถูกขยาย ในประเทศไทยเอง ก็มีการใช้ภาษามอญในการสื่อสารในชุมชนมอญแต่ละชุมชนในจังหวัดต่างๆ และในแต่ละชุมชนนั้นเองก็มีสำาเนียงเฉพาะที่แตกต่างไปในชุมชนที่อาศัยซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากชุมชนอื่นที่ไม่ใช่ชาวมอญซึ่งอยูใกล้ ่เคียงกัน โดยในบางชุมชนยังคงมีการสอนลูกหลานให้พูดภาษามอญกัน แต่บางชุมชนภาษามอญก็มีการใช้สื่อสารน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามในจังหวัดสมุทรสาครก็มีชาวมอญจากประเทศพม่าที่อพยพเข้ามาเป็นแรงงานต่างด้าวในจังหวัด ซึ่งได้นำาภาษาพูดและภาษาเขียนกลับเข้ามาในชุมชนมอญแถบมหาชัยอีกครั้งหนึ่ง ทำาให้มีการใช้ภาษามอญรวมไปถึงป้ายข้อความภาษามอญให้พบเห็นโดยทั่วไป
  • 12. ศิล ปะ "ศิลปวัฒนธรรมมอญ"นั้น กลายเป็นศิลปวัฒนธรรมของพม่าไปหมด ศิลปวัฒนธรรมส่วนใหญ่นั้น พม่าได้รับไปจาก"มอญ" คือ "ศิลปวัฒนธรรมมอญ"มีเหนือพม่าเช่น สถาปัตยกรรมแบบปรางค์ ขอม-เขมร มีต่อสถาปัตยกรรมไทย ศิลปสถาปัตยกรรมประเภทเรือนยอด (กุฏาคาร) คือหลังคาที่มียอดแหลมต่อขึนไป โดยเฉพาะเรือนยอด ้ทรงมณฑปนี้ เรือนยอด (Spire) ทรงมณฑปนี้ เป็น"สถาปัตยกรรมมอญ" และไทยนำามาดัดแปลงต่อมา
  • 13. ศิลปดนตรี นั้น ไทยได้รับอิทธิพลจาก"มอญ"มามาก เช่น ไทยเรารับ"ปี่พาทย์มอญ" และรับได้ดีทั้งรักษาไว้จนปัจจุบัน และให้เกียรติ์เรียกว่า ปี่พาทย์มอญ นิยมบรรเลงในงานศพ ดนตรีไทยที่มีชื่อเพลงว่า มอญ นั้น นับได้ 17 เพลง เช่น มอญดูดาว มอญชมจันทร์ มอญรำาดาบ มอญอ้อยอิ่งนอกจากนี้ก็ยังมี มอญร้องไห้ มอญนกขมิ้น ฯลฯ และยังมี"แขกมอญ" คือทำานองทั้งแขกทั้งมอญ เช่น แขกมอญบางขุนพรหม แขกมอญบางช้างเป็นต้น เพลงทำานองของมอญ มีความสง่าภาคภูมิ เป็นผู้ดีมีวัฒนธรรม และค่อนข้างจะเย็นเศร้า ซึ่งเป็นลักษณะของผู้มีวัฒนธรรมสูง ย่อมสงวนทีท่าบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่สนุกสนานก็มีบ้าง เช่น กราวรำามอญ มอญแปลง ฯ ส่วนเครื่องดนตรีประเภทให้จังหวะ คือ กลอง ที่เรียกว่าเปิงมาง นั้น คาดว่าเป็น"มอญ" ไทยเรานำามาผสมวง ทำาคอกล้อม เป็นวงกลมหลายวง เรียกว่าเปิงมางคอก ตีแล้วฟังสนุกสนาน
  • 14. ประเพณีแ ละ ศาสนาขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาวมอญนั้น มีวัฒนธรรมเป็นแบบฉบับมายาวนาน บางอย่างมีอิทธิพลให้กับชนชาติใกล้เคียงด้วย เช่นประเพณีสงกรานต์ ปล่อยนกปล่อยปลา ข้าวแช่ ฯลฯ บางอย่างก็ถือปฏิบัติกันแต่เฉพาะในหมู่ชนมอญเท่านั้น ชาวมอญเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็นับถือผี บรรพบุรุษกับผีอื่น ๆ ที่มีอิทธิฤทธิ์ รวมทั้งเทวดาองครักษ์
  • 15. มอญในประเทศไทย หลัก ฐานทางประวัต ศ าสตร์ ิ หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในสมัยพุทธศตวรรษที่ 11–13 คือเหรียญเงินเส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ม.ม. พบทีนครปฐม และอู่ทองนั้น พบว่ามีอักษรจารึกไว้ว่า “ศรีทวารวดี ่ศวร”และ มีรูปหม้อนำ้ากลศอยู่อีกด้านหนึ่ง ทำาให้เชื่อได้ว่า ชนชาติมอญโบราณ ได้ตั้งอาณาจักรทวารวดี (บางแห่งเรียกทวาราวดี) ขึนในภาคกลางของดินแดนสุวรรณภูมิ ้ มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่นำ้าท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและเมืองละโว้ (ลพบุร) ต่อมาได้ขยายอำานาจขึนไป ถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำาพูน มี ี ้หลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. 1100 พระนางจามเทวี ราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ลพบุรี ได้อพยพผู้คนขึนไปตั้งเมืองหริภญชัยที่ลำาพูน ส่วนทีเมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระ ้ ุ ่ปฐมเจดีย์ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และ ภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียง พบจารึก ภาษามอญ อักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้างพระพุทธรูป เสาหงส์ วิหาร และแนวต้นมะพร้าวเป็นอาณาเขตพระอารามที่วัดโพธิ์ร้างจังหวัดนครปฐม อายุราว พ.ศ. 1200 (ปัจจุบันอยูที่พพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบ ่ ิจารึกมอญ ที่ลำาพูนอายุราว พ.ศ. 1628 (ปัจจุบันอยู่ทพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญ ี่ไชย จังหวัดลำาพูน)
  • 16. ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคตใน พ.ศ. 1732อำานาจก็เริ่มเสื่อมลง รวมถึงให้พ่อขุนบางกลางหาว ที่สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัย เป็นอิสระจากการปกครองของขอม พ่อขุนรามคำาแหง พระราชโอรสของขุนศรีอินทราทิตย์ ได้ครองราชย์และทรงดัดแปลงอักษรขอมและ มอญ มาประดิษฐเป็นลายสือไทย ด้านจารึกภาษามอญ บนใบลานนั้น พบมากมายตาม หมู่บ้านมอญ ในประเทศไทย ส่วนที่ประเทศพม่าพบมากตาม หมู่บ้านมอญในเมืองสะเทิมและเมืองไจก์ขมี ซึ่งมีการคัดลอกและรวบรวมนำามาเก็บไว้ ที่หอสมุดแห่งชาติเมืองย่างกุ้ง และที่หอง ้สมุดมอญเมืองเมาะลำาไย นอกจากนี้กองโบราณคดีและกองวัฒนธรรม ยังได้จัดพิมพ์วรรณกรรม ชาดก ตำารามอญ และเคยมีการริเริ่มจัดพิมพ์พจนานุกรมมอญ-พม่าอีกด้วย
  • 17. มอญอพยพ ทุกวันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเองเนื่องจากตกอยูในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกนเอง และ ่ ัการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขีรีดไถ การ ่เกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำาไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9ครั้ง
  • 18. ครั้งที่ 1 เมื่อ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ตีหงสาวดีแตกใน พ.ศ. 2082 ชาวมอญจำานวนมากหนีเข้ามากรุงศรีอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองกรุงศรีอยุธยาชั้นนอก พระยาเกียรติพระยารามและครัวเรือน ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตัวเมืองชั้นใน ใกล้พระอารามวัดขุนแสน และเมื่อถึงพ.ศ. 2084 ราชวงศ์ตองอูตีเมืองเมาะตะมะแตก มีการฆ่าฟันชาวมอญลงขนาดใหญ่ ก็เข้าใจว่ามีมอญหนีเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาอีก ถือเป็นระลอกแรกของมอญอพยพ ครั้งที่ 2 เมื่อพระนเรศวรเสด็จไปพม่าเมื่อคราวพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์แล้วประกาศเอกราช ทรงชักชวนมอญที่เข้าสวามิภักดิ์ ให้อพยพเข้ามาพร้อมกัน ราวพ.ศ. 2127 ในการอพยพครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าพระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้ตั้งบ้านเรือนที่ใด แต่คาดว่าคงเป็นย่านเดียวกับการอพยพคราวแรก
  • 19. ครั้งที่ 3 เกิดขึนเมื่อหงสาวดีถูกยะไข่ทำาลายใน พ.ศ. ้2138 ครั้งนี้ก็มีการอพยพใหญ่ของ มอญ มาทางตะวันออกเข้าสู่ดินแดนของกรุงศรีอยุธยาอีก ครั้งที่ 4 หลังจากที่ราชวงศ์ตองอูยายราชธานีไปอยู่ที่อัง ้วะ หลังจากหงสาวดีถูกทำาลายแล้ว พวกมอญ ตั้งอำานาจขึนใหม่ใน ้ดินแดนของตน ต่อมา ถึงรัชกาลพระเจ้านอกเปกหลุน พม่าจึงยกทัพมาปราบพวกมอญอีกใน พ.ศ. 2156 ทำาให้เกิดการอพยพของมอญเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาอีก หลักฐานบางแห่งกล่าวว่า มอญ กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตให้ตั้งภูมิลำาเนาอยู่ตามแนวชายแดนไทย
  • 20. ครั้งที่ 5 ใน พ.ศ. 2204 หรือ 2205 พวกมอญในเมืองเมาะตะมะก่อการกบฏขึ้นอีก แต่ถูกพม่าปราบลงได้ จึงต้องอพยพหนีเข้ากรุงศรีอยุธยาอีกระลอกหนึ่ง ผ่านทางด่านเจดีย์สามองค์ เข้าใจว่ากลุ่มนี้สัมพันธ์กับกลุ่มมอญที่ตั้งอยู่ชายแดน ครั้งที่ 6 หลังจากที่มอญสามารถตั้งอาณาจักรของตนขึ้นได้ใหม่ในปลายราชวงศ์ตองอู แล้วยกกำาลังไปตีกรุงอังวะแตก อลองพญารวบรวมกำาลังพม่าแล้วลุกขึ้นต่อสู้จนในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์อลองพญาได้และใน พ.ศ. 2300 ก็สามารถตีหงสาวดีได้อีก นโยบายของราชวงศ์นี้คือกลืน มอญ ให้เป็นพม่าโดยวิธีรุนแรง จึงมีชาวมอญอพยพหนีมาสู่เมืองไทยอีกหลาย ระลอก รวมทั้งกลุ่มที่หนีขึ้นเหนือไปสู่ล้านนา และเรียกกันว่าพวก “เม็ง” ในปัจจุบันนี้
  • 21. ครั้งที่ 7 ใน พ.ศ. 2316 ตรงกับแผ่นดินกรุงธนบุรีมอญก่อกบฏในย่างกุ้ง พม่าปราบปรามอย่างทารุณแล้วเผาย่างกุงจนราบเรียบ ทำาให้มอญอพยพเข้าไทย ้อีก พระเจ้าตากสินทรงโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด ซึ่งทำาให้เกิดกลุ่มมอญเก่า (พระยารามัญวงศ์) และมอญใหม่ (พระยาเจ่ง) คนที่นับตัวเองเป็น มอญ ในปัจจุบันล้วนอพยพเข้ามาจากระลอกนี้ หรือหลังจากนี้ทั้งนั้น ส่วนมอญ ที่อพยพก่อนหน้านี้กลืนหายเป็นไทยไปหมด แม้แต่กลุ่มที่อยู่ตามชายแดนแถบเมืองกาญจนบุรี
  • 22. ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2336 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ยึดเมืองทวายได้ แต่รักษาไว้ไม่ได้ ต้องถอยกลับเข้าไทย ก็นำาเอาพวกมอญโดยเฉพาะที่เป็นพวกหัวหน้าเข้ามาอีก ครั้งที่ 9 พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ก่อกบฏที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ เจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) เสด็จเป็นแม่กองพร้อมด้วยกรมหลวงพิทักษ์มนตรี ออกไปรับถึงชายแดน พวกนี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่
  • 23. ชุม ชนมอญ ชาวมอญได้อพยพมาพำานักอยู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระยาเกียรติและพระยารามขุนนางมอญที่มีความดีความชอบในราชการและกลุ่มญาติพี่น้องได้รับพระราชทานที่ดินตั้งบ้านเรือน ณ บ้านขมิ้น ซึ่งได้แก่บริเวณวัดขุนแสนในปัจจุบัน มอญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ทั้งกลุ่มชาวมอญเก่าที่อยู่มาแต่เดิมและกลุ่มมอญใหม่ได้รับพระราชทานที่ดินให้ตั้งชุมชนอยูชานกรุง ่ศรีอยุธยาบริเวณวัดตองปุและคลองคูจาม นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงกลุ่มชาวมอญที่มีอาชีพฆ่าเป็ดไก่ขายที่ตลาดวัดวัวควาย และมีตลาดมอญขายขัน ถาดทองเหลือง ซึ่งเป็นทั้งตลาดสดด้วย ตั้งอยูภายนอกกำาแพงเมืองด้านใต้ บริเวณปากคลองเกาะแก้วมีชาวมอญ ่บรรทุกมะพร้าว ไม้แสมทะล และเกลือมาจำาหน่าย
  • 24. ในสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ผู้นำาชุมชนชาวมอญในกรุงศรีอยุธยาคือสุกี้พระนายกอง ได้อาสากองทัพพม่าทำาสงครามกับอยุธยา และรวบรวมกองทัพมอญได้ถึง 2,000 คน ในปัจจุบันแม้จะไม่มีชุมชนของผู้สืบเชื้อสายมอญภายในกรุงศรีอยุธยาอยู่ในบริเวณที่กล่าวถึงในประวัติศาสตร์แต่ก็ยงมีชุมชนมอญและกลุ่มวัฒนธรรมมอญกระจายอยู่บริเวณริมฝั่งแม่นำ้า ัเจ้าพระยาจากพระนครศรีอยุธยาลงมาจนถึงกรุงเทพฯหลายชุมชน ชาวมอญได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทั่วไปตามที่ราบลุ่มริมนำ้าภาคกลาง ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี อยุธยา นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง นครนายก ปทุมธานีนนทบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และบางส่วนตั้งภูมิลำาเนาอยู่แถบภาคเหนือ ได้แก่เชียงใหม่ ลำาพูน ลำาปาง ตาก กำาแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ทางภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา มีบ้างเล็กน้อยที่อพยพลงใต้อย่าง ชุมพรสุราษฎร์ธานี โดยมากเป็นแหล่งที่พระเจ้าแผ่นดินทรงโปรดฯพระราชทานที่ดินทำากินให้แต่แรกอพยพเข้ามา
  • 25. มอญสามโคก จ.ปทุม ธานี ชาวมอญ ที่ได้มาตั้งรกรากอยูที่เมืองสามโคก หรือปัจจุบันก็คือ อ.สามโคก ่จ.ปทุมธานี หนึ่งในชุมชนชาวมอญที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย โดยประชากรชาวมอญที่มาอาศัยอยูที่สามโคกนี้ ได้อพยพเข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระ ่นารายณ์มหาราช ราวพ.ศ.2202 ซึ่งพระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวมอญเหล่านั้นไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสามโคก นับเป็นครั้งแรกที่ชาวมอญได้เข้ามาตั้งบ้านเรือน ชาวมอญสามโคกมีวิถีชีวิตอยูริมแม่นำ้าเจ้าพระยา       ต่อจากนั้นชาว ่มอญก็ยงได้อพยพขึ้นมาอีกหลายครั้ง คือในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ัแห่งกรุงธนบุรี และในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นจากชุมชนขนาดเล็กบ้านสามโคก จึงกลายเป็นเมืองสามโคกในเวลาต่อมา เมื่ออดีตนั้นชาวมอญสามโคกถือว่ามีความเจริญรุ่งเรืองมาก อาศัยปลูกสร้างบ้านเรือนอยูตามริมฝั่งแม่นำ้าเจ้าพระยา และมีอาชีพทำาเครื่องปั้นดินเผาขายจน ่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักกันในนามของ "ตุ่มสามโคก" หรือที่ชาวรามัญเรียกกันว่า "อีเลิ้ง" แต่เมื่อโลกก้าวหน้าวิวัฒนาการสมัยใหม่ย่างกรายเข้ามา วิถีชีวิตของชาวมอญสามโคก ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามกาลเวลา            
  • 26. มอญบางไส้ไ ก่ จ.กรุง เทพฯ นับแต่เขตวัดละมุดเรื่อยลงมา จนถึงบริเวณ คลองมอญ เป็นบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวมอญ ทั้งนี้ จากคำาบอกเล่าของคุณมนู ชมชื่นจิตร ซึ่งเป็นชาวมอญ ที่เคยอาศัยอยูที่บางไส้ไก่มาแต่เดิม แต่เวลานี้รับราชการอยู่ ที่จังหวัด ่นครราชสีมา ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องชุมชนมอญ ที่บางไส้ไก่ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21มีนาคม พ.ศ. 2525 ณ. วัดประดิษฐาราม กรุงเทพฯ ว่าชาวมอญที่อยู่บริเวณนี้ส่วนใหญ่ ในสมัยเดิมเริ่มแรกที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยนั้น มักจะทำาหน้าที่เป็นพวกฝีพายเรือหลวง พวกนี้ เดิมเป็นชาวมอญที่เคยอยู่ แถวเมืองทะวายและเมืองมะริด ซึ่งมีความชำานาญทางเรือ สาเหตุที่อพยพเข้ามา ในประเทศไทย เพราะในสมัยของพระเจาปดุง กษัตริย์พม่าที่ปกครองอยูนั้น กล่าวหาว่า มอญเมืองทะวาย ่และเมืองมะริดเป็นกบฏ ได้จับพวกมอญในเมือง ใส่เล้าเผาทิ้งไปเป็นจำานวนมากพวกมอญจึงพากันอพยพหนีภัยเข้าสู่ประเทศไทย       
  • 27. เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ทางฝ่ายไทยก็ให้ไปอยู่แถวสะพานพระรามหก ในปัจจุบัน ตรงบริเวณใกล้กับวัดละมุดบน (วัดบางละมุดเหนือ) วัดบางละมุดบน เดิมนั้นได้ถูกระเบิดของฝ่ายพันธมิตรพังเสียหาย โดยเฉพาะศาลาการเปรียญ ถูกลูกระเบิดพังเสียหายทั้งหลัง (ข้อมูลจากการบอกเล่าของพระครูสังฆรักษ์ (เหลือ) วัดปรมัยยิกาวาส ตำาบลเกาะเกร็ด อำาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี อายุประมาณ 80 ปีเศษ) สันนิษฐานว่า มอญพวกนี้ เป็นมอญที่อพยพเข้ามาอยู่ ในประเทศไทย เป็นพวกหลังสุด ทั้งนี้ เพราะมอญพวกนี้ ไม่ปรากฏว่ามีญาติหรือพวกพ้องทางเมืองปทุมเลย ไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายสามีหรือฝ่ายภรรยาก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เป็นชาวมอญพวกที่มาอยูใหม่ ที่อพยพมาจากเมืองมอญคนละพวกกับพวกอื่น ๆ ่
  • 28.  คลองมอญ จ.กรุง เทพฯ คลองมอญ  อยูในระหว่างเขตบางกอกน้อย และเขตบางกอกใหญ่ ่ปลายคลองแยกจากแม่นำ้าเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ที่บริเวณข้างราชนาวิกสภาผ่านคลองบ้านขมิ้นซึ่งเป็นคูเมืองเดิม ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี   ไปออกยังคลองบางขุนศรี หรือคลองชักพระ ซึ่งเป็นลำาแม่นำ้าเจ้าพระยาเดิม ต่อจากนั้นจนถึงวัดเกาะ บางครั้งเรียกว่า คลองมอญ ตามเดิม หรือบางแห่งก็เรียกว่า คลองบางเสาธง หรือบางทีกถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคลองบางน้อย จาก ็บริเวณวัดเกาะ คลองจะแยกออกเป็น 2 สาย สายบนเรียกว่า "คลองบางน้อย"สายล่างเรียกว่า "คลองบางเชือกหนัง" คลองมอญมีความยาวประมาณ 3กิโลเมตร วัดสำาคัญริมฝั่งคลองมีด้วยกันหลายวัด ได้แก่ วัดเครือวัลย์   วัดนาคกลาง  วัดพระยาทำา  วัดครุฑ  วัดโพธิ์เรียง  วัดบางเสาธง  วัดปากนำ้าฝั่งใต้ วัดเกาะ  เป็นต้น
  • 29. ในสมัยกรุงธนบุรีบ้านของท่านท้าวทรงกันดาร (ทองมอญ)นั้นอยูระหว่างเขตบางกอกน้อย และเขตบางกอกใหญ่ ปลายคลอง ่แยกจากแม่นำ้าเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ที่บริเวณข้างราชนาวิกสภาผ่านคลองบ้านขมิ้น ซึ่งเป็นคูเมืองเดิม ตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี  ไปออกยังคลองบางขุนศรี หรือคลองชักพระ ซึ่งเป็นลำาแม่นำ้าเจ้าพระยาเดิม จนถึงวัดเกาะ ซึ่งเป็นนิวาสสถานเดิม ที่พระเจ้าตากสินพระราชทานให้ นอกจากท่านท้าวทรงกันดาร (ทองมอญ) แล้ว ยังมีบ้านเรือนบรรดาญาติ ๆ ข้าทาสบริวารจำานวนมากอยู่กันอย่างหนาแน่น ผู้คนในสมัยนั้น จึงนิยมเรียกคลองย่านนั้นว่า“คลองมอญ” และยังคงเรียกติดปากมาจนทุกวันนี้
  • 30. มอญปากเกร็ด จ.นนทบุร ี ในการอพยพของมอญอย่างน้อย ๒ ครั้ง ที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯพระราชทานที่ทำากินให้แก่ชาวมอญที่ปากเกร็ด ครั้งแรก ใน พ.ศ.๒๓๑๖สมัยกรุงธนบุรี มีเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) เป็นหัวหน้า ดังความในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า“ฝ่ายพวกรามัญที่ หนีพม่ามานั้น พระยาเจ่ง ตละเสี้ยง ตละเกล็บ กับพระยากลางเมือง ซึ่งหนีเข้ามาครั้งกรุงเก่า พม่าตีกรุงได้นำาตัวกลับไป และสมิงรามัญ นายไพร่ทั้งปวงพาครัวเข้ามาทุกด่านทุกทาง ให้ขาหลวงไปรับมาถึงพระนครพร้อมกัน แล้ว ้ทรงพระกรุณาให้ตั้งบ้านเรือนอยู่แขวงเมืองนนท์บ้าง เมืองสามโคกบ้าง แต่ฉกรรจ์จัดได้สามพัน โปรดให้หลวงบำาเรอศักดิ์ครั้งกรุงเก่า เป็นเชื้อรามัญให้เป็นพระยารามัญวงศ์ เรียกว่า จักรีมอญ ควบคุมกองมอญใหม่ทั้งสิ้น และโปรดเกล้าฯ พระราชทานตราภูมิคุ้มห้ามสรรพากรขนอนตลาดทั้งปวง ให้ค้าขายทำามาหากินเป็นสุข”
  • 31. ครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ.๒๓๕๗ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พม่าบังคับใช้แรงงานมอญอย่างหนักชาวมอญได้รับความเดือดร้อนจึงก่อกบฏขึ้น และอพยพเข้ามายังไทย ชาวมอญที่อพยพมาทั้ง ๒ ครั้งนี้เองที่สืบทอดมาเป็นชาวไทยเชื้อสายมอญปากเกร็ดในปัจจุบัน โดยเฉพาะการอพยพเข้ามาของเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง) ในขณะนั้นบ้านเมืองเพิ่งฟื้นตัวจากสงครามคราวเสียกรุง พลเมืองไทยยังมีน้อย รัฐต้องการแรงงานทำาการเกษตรและป้องกันประเทศชาวมอญจึงกลายเป็นกำาลังสำาคัญของกรุงธนบุรีพระเจ้าตากสินจึงโปรดฯให้พญาเจ่งยกไพร่พลไปตั้งบ้านเรือนที่ปาก เกร็ด คอยสกัดทัพพม่าที่อาจยกเข้าทางด้านทิศเหนือ รวมทั้งดูแลด่านขนอนที่แขวงเมืองนนท์
  • 32. มอญบ้า นเก่า จ.อุท ัย ธานี ชุมชน มอญ บ้านเก่า ตั้งอยูที่ตำาบลบ้านเก่า อำาเภอหนองฉาง จังหวัด ่อุทัยธานี ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนมอญขนาดเล็ก ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำาไร่ ทำานา อยู่ใกล้แม่นำ้าสะแกกรัง และเขาสะแกกรัง ซึ่งมีประวัตศาสตร์ เกียวข้องกับชาว ่มอญ และพระราชวงศ์จักรี ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยกให้เมืองอุทัยธานี เป็นเมืองของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก และยังมีตำานานที่กล่าวถึงเมืองอุทัยธานี ในสมัยกรุงสุโขทัย รวมทั้งชุมชนมอญโบราณด้วย       ชุมชน มอญ บ้านเก่าสืบเชื้อสายมาจากชาวมอญแต่ครั้งอดีต รวมทั้งชาวมอญที่อพยพขึนไป ตั้งแต่สมัยอยุธยา และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ปัจจุบัน ้ชาวบ้านวัยกลางคนขึนไป ยังใช้ภาษามอญในการสื่อสารกันภายในหมู่บ้าน ชุมชน ้มอญบ้านเก่า มีวัดป่าช้าเป็นวัดมอญประจำาชุมชน และที่น่ายินดีก็คือ เมื่อปีการศึกษา๒๕๔๘ ผู้นำาชุมชนหลายท่านที่หวงแหนความเป็นมอญ เช่น ร้อยเอกเสริม นิยม โดยดำาริของท่านเจ้าอาวาสวัดป่าช้า ได้นิมนต์พระอาจารย์ที่แตกภาษามอญจากบางกระดี่ ไปสอนหนังสือมอญให้แก่เด็ก ๆ ในชุมชน โดยเปิดเป็นวิชาเลือกให้นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ และมีนักเรียนรวมทั้งผู้ปกครองให้ความสนใจกันอย่างมาก
  • 33. สวัส ดี