Your SlideShare is downloading. ×
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

ใบความรู้เรื่องงานประดิษฐ์

9,712

Published on

1 Comment
1 Like
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total Views
9,712
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
119
Comments
1
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. ใบความรู้เรื่อง การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น1. ความหมายของผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์ หมายถึง สิ่งที่มนุษย์ค้นคว้า ออกแบบ ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อช่วยอานวยความสะดวกสบายในการดารงชีวิต วัสดุท้องถิ่น หมายถึง วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งสามารถนามาผลิตหรือประดิษฐ์เป็นสิ่งของต่าง ๆ ที่นาไปใช้ประโยชน์ได้ ในด้านที่เกี่ยวกับชีวิตประจาวันของมนุษย์ คือชนในท้องถิ่นส่วนใหญ่ได้ใช้สอยผลิตภัณฑ์ที่ทาขึ้น เพื่ออานวยความสะดวกสบายในชีวิตประจาวัน เช่น การนาดินเหนียวมาทาเป็นผลิตภัณฑ์ปั้นหม้อดินสาหรับหุงข้าวและปั้นชามดิน สาหรับใส่อาหาร ซึ่งถือว่าเป็นประดิษฐ์กรรมชิ้นแรกของมนุษย์ที่สร้างขึ้ นเพื่อการดารงชีวิตที่ดีควบคู่มากับวิวัฒนาการด้านอื่นของมนุษย์ การนาวัสดุจากท้องถิ่นมาประดิษฐ์หรือทาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีจุดมุ่งหมายหลายประการ โดยจาแนกเป็นข้อ ๆ ได้ ดังนี้ 1.1 ทาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ การทาผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นนั้น แต่ดั้งเดิมจะเกิดขึ้นควบคู่กับการดารงชีวิตของชาวบ้าน ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อใช้สอยตามความจาเป็นของการดารงชีวิต รูปทรงของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับการนาไปใช้ประโยชน์ เช่น การสานกระบุงไว้ใส่ ข้าว การสานกระจาดสาหรับใส่ผลไม้ หรือทาเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ เช่น ทาลอบ ทาไซไว้ดักปลา ทากี่กระตุกไว้ใช้ทอผ้าต่าง ๆ เป็นต้น 1.2 ทาเป็นงานอดิเรก เมื่อว่างเว้นจากการทางานให้คนมีเวลาว่างที่จะประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา โดยเลือกเอาวัสดุในท้องถิ่ นที่สามารถหาได้ง่ายมาทาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อทาเป็นงานอดิเรก เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเป็นการผ่อนคลายความเครียด 1.3 เพื่อเป็นการเสริมรายได้ในครอบครัว อาชีพหลักของคนไทยส่วนใหญ่ ได้แก่ เกษตรกรซึ่งจะต้องทาเป็นช่วงเลา เช่น การทานา ดังนั้นเมื่ อว่างเวนจากการประกอบอาชีพหลักจึงมีการนาวัสดุในท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อจาหน่ายเป็นการเสริมรายได้ให้แก่ครอบครัว 1.4 ทาเป็นอาชีพหลัก แต่แรกการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นก็เพื่อใช้ในครัวเรือน และทาเป็นอาชีพเสริมบ้างยามว่างเว้นจากการทาอาชี พหลัก แต่เมื่อผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นได้กลายมาเป็นที่นิยมของคนทั่ ว ไป และสามารถท ารายได้ ใ ห้ ม ากกว่ า การประกอบอาชี พ หลั ก อี ก ทั้ง ต้ น ทุ นในการผลิ ต ต่ า ท าให้ ห ลายครอบครัวหันมาประกอบอาชีพนี้แทน และมีการทาเป็นอุตสาหกรรมในครอบครั วเพื่อส่งออกจาหน่ายอย่างจริงจังเช่น โครงการศิลปาชีพบางไทรได้ส่งเสริมให้คนทางานหัตถกรรมเพื่อประกอบเป็นอาชีพหลัก ภาพที่ 1 แสดงลักษณะผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ ที่ทาจากวัสดุท้องถิ่น
  • 2. 2. ชนิดของวัสดุท้องถิ่น หลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์วัสดุท้องถิ่นให้มีความสวยงามนั้ นมีหลักสาคัญอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุท้องถิ่นที่สามารถนามาประดิษฐ์ของใช้ต่าง ๆ นั้นมีอยู่มากมายหลายชนิด เราจึงควรรู้จักลักษณะชนิดและคุณสมบัติต่าง ๆ ของวัสดุแต่ละชนิดก่อน เพื่อจะได้นาวัสดุมาใช้ได้เหมาะสมกับงานชนิดของวัสดุท้องถิ่นที่ควรรู้จักมีดังนี้ 2.1 ไม้ไผ่ ไม้ไผ่เป็นไม้ยืนต้นจัดอยู่ในตระกูลหญ้าชนิดใบเดี่ยวลักษณะใบเรียวแหลมลาต้น มีลักษณะเป็นปล้องสลับกับข้อไม้ไผ่ชอบขึ้นในเขตอบอุ่น อากาศร้อน และฝนตกชุก เช่นประเทศไทย พม่า อินโดนีเซีย เป็นต้น ไม้ไผ่เป็นพืชที่เจริญเติบโตเร็ว ชอบขึ้นในดินโปร่งร่วนดินทราย หรือดินที่น้าสามารถไหลถ่ายเทได้สะดวก อากาศไม่หนาวจัดเกินไป การแพร่พันธุ์ทาได้ 2 วิธี คือ การแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด และการแพร่พันทางหน่อ ภาพที่ 2 แสดงกระเป๋าจากไม้ไผ่ ไม้ไผ่สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น หน่อไม้ไผ่นามาทาอาหาร ลาต้นไผ่สามารถนามาทาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้เช่น นามาสานเป็นภาชนะใส่ของจาพวกกระบุง กระจาด ตะกร้า ชะลอม เข่ง ฯลฯ หรือนามาทาเครื่องเรือน เช่น ชุดเก้าอี้ไม้ไผ่ เป็นต้น 2.2 หวาย หวายเป็นไม้เลื้อยจาพวกตระกูลปาล์มมีลักษณะลาต้นกลมยาวและโตเสมอกันตั้งแต่โคนจนถึงปลายไส้ตัน กาบหุ้มคล้ายต้นหมาก ที่กาบและก้านใบมีหนาม ผิวเกลี้ยงเหนียวเป็นมันใบคล้ายใบจาก มีหนามตามริบใบ หวายเจริญงอกงามขึ้นเองตามธรรมชาติ มีมากในภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา ดงดิบ น้าตก ชอบขึ้นในบริเวณพื้นที่เป็นดินร่วนชุ่มชื้น ไม่ชอบดินทราย หรือดินที่มีกรวดหิน หวายมีอยู่ตามป่าทั่วไปในเขตร้อนของทวีปเอเชีย เช่น ประเทศไทย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ในประเทศไทยไม่มีการปลูกหวาย แต่หวายจะขึ้นอยู่เองตามธรรมชาติ มีมากทางภาคใต้ในแถบจังหวัดชุมพร ตรังพังงา สุราษฏ์ธานี นครศรีธรรมราช และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมากตามป่าในจังหวัดอุบลราชธานี หวายเป็นวัสดุท้องถิ่นอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนมากเราใช้หวายทาเป็นเครื่องจักสานประกอบเครื่องจักสานไม้ไผ่ แต่ก็มีการนาหวายมาทาเครื่องจักสานโดยตรงหลายอย่าง เช่น ตะกร้า กระเป๋าฝาชี ถาดผลไม้ เก้าอี้ เป็นต้น ภาพที่ 3 แสดงเก้าอี้ทาจากหวาย
  • 3. 2.3 มะพร้าว มะพร้าวเป็นไม้ยืนต้นในตระกูลปาล์ม ลักษณะของใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวเรียงติดกันเป็นแถวอยู่สองข้างของทางมะพร้าว มีลาต้นเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนโคนต้นจะใหญ่กว่าตอนปลายชอบขึ้นในดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย อากาศอบอุ่นหรือค่อนข้า งร้อน และมีปริมาณน้าฝนมากเพีย งพอหรือริมฝั่งทะเลที่น้าทะเลเข้าถึง เช่นประเทศไทย มาเลเซีย อินเดีย ละตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยนั้นมะพร้าวเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของไทยมีการปลูกมากในภาคกลาง และภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดตามชายทะเล เช่น ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎ์ธานี นครศรีธรรมราช เป็นต้น มะพร้าวเป็นพืช ที่มี ค วามส าคัญอย่ า งยิ่ งในการดารงชีวิต เนื่องจากเป็นพืชที่เราไม่ต้องดูแลรักษามาก แต่สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า กล่าวคือ นอกจากใช้บริโภคแล้ว ส่วนต่าง ๆ ของมะพร้าวยังสามารถนามาประดิษฐ์ของใช้ที่มีประโยชน์ได้ เช่น รากใช้สานตะกร้า ลาต้นนามาใช้ในการก่อสร้าง ใบนามาสานเป็นภาชนะใส่ของหรือทาของเล่น เป็นต้น ภาพที่ 4 แสดงโคมไฟจากกะลามะพร้าว 2.4 ไม้เนื้ออ่อน ไม้เนื้ออ่อน คือ ไม้ที่มีเนื้อไม้สีอ่อนหรือสีซีด มีน้าหนักเบา มีความแข็งแรงน้อย และมีความทนทานน้อย ไม่ค่อยทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ หรือการกัดแทะของแมลง เช่น ปลวก มอด เหมาะสาหรับนามาใช้งานชั่วคราวหรืองานในร่ม ไม้เนืออ่อน ได้แก่ ไม้ฉาฉา ไม้ยาง ไม้กระบาก ไม้สัก เป็นต้น บางชนิดพบได้ป่าดิบชื้น ้บริเวณทิวเขาในภาคเหนือ คาบสมุทรภาคใต้ ทิวเขาทาง ด้านตะวันตก และทิวเขาด้านตะวันออกของอ่าวไทยเช่น ไม้ยาง ไม้กระบาก บางชนิดพบในป่าเบญจพรรณที่มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง เช่น ไม้สัก เป็นต้น ไม้เนื้ออ่อนเป็นไม้ที่หาได้ง่าย และมีราคาไม่แพง ไม้เนื้ออ่อนสามารถนามาแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ทาเป็นภาพประดับฝาผนังหรือนามาทาเครื่องเรือนเช่น โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของ เป็นต้น ภาพที่ 5 แสดงเก้าอี้ไม้เนื้ออ่อน
  • 4. 2.5 ย่านลิเภา ย่านลิเภาเป็นพืชประเภทเถาวัลย์ มีลักษณะเป็นเถา ลาต้นจะโตประมาณก้านไม้ขีด หรือหลอดกาแฟ เมื่อโตเต็มที่จะยาวประมาณ 2 วา ใบของย่านลิเภาจะเป็นใบเล็ก ๆ และหยิกงอชอบขึ้นอยู่ตามชายป่าละเมาะ และจะเลื้อยเกี่ยวพันอยู่กับต้นไม้อื่น ๆ แต่จะขึ้นเกาะอยู่เหนือต้ นไม้อื่นจึงทาให้มองเห็นได้ง่ายย่านลิเภามีมากในแถบจังหวัดภาคใต้ของไทยโดยเฉพาะที่จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณสมบัติพิเศษของย่านลิเภา คือ มีลาต้นเหนียวทนทาน จึงเหมาะที่จะนามาสานเป็นภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ เช่น เชี่ยนหมาก พาน กล่องยาเส้น กล่องใส่ของ กระเป๋าถือ เป็นต้น หรือนามาใช้ผูกรัดสิ่งของก็ได้ ภาพที่ 6 แสดงกล่องหมากพระราชทาน รัชกาลที่ 5 2.6 ใบลาน ลานเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายต้นตาล จัดเป็นไม้ ยืนต้นขนาดกลาง ลาต้นตรงและแข็ง สูงประมาณ 10 เมตร มีใบออกรอบลาต้นเป็นชั้น ๆ ยาวประมาณ 2 - 3 เมตรใบมีลักษณะคล้ายพัด พบได้ทั่วไปทางภาคกลาง และภาคใต้ทางแถบชายฝั่งด้านตะวันออก เช่น นครศรีธรรมราชสงขลา พัทลุง เป็นต้น เรานิยมนาใบลานมาสานเป็นหมวกงอบ หรือนามาสานเป็นของเล่นให้เด็ก เช่น การสานเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ ภาพที่ 7 แสดงหมวกจากใบลาน2.7 ผักตบชวา ผักตบชวาจัดเป็นพืชน้าประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวลอยน้าเจริญงอกงามโดยไม่ต้องอาศัยรากยึดเกาะ มีชื่อเรียกในแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน เช่น ผักปอด สวะ ผักโรค ผักตบชวา ผักยะวา ผักอีโยก เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยมีผักตบชวามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเจ้านายในสมัยนั้นได้ตามเสด็จไปประเทศอินโดนีเชีย พ.ศ. 2444 ได้เห็นผักชนิดนี้ออกดอกสีม่วงสวยงามอยู่ทั่วไปจึงได้นาเอาพันธุ์ผักตบชวามายังประเทศไทยเพียงเล็กน้อย ใส่อ่างดินเลี้ยงไว้หน้าวังสระประทุมจนกระทั่งออกดอกสวยงามและเพิ่มจานวนมากขึ้นจนล้นกระถางประกอบด้วยในช่วงนั้นเกิดน้าท่วมวังสระประทุมทาให้ผักตบชวาล่องลอยกระจัดกระจายออกไปตามที่ต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์หลัก ผลิตภัณฑ์ที่ตลาดมีความต้องการมาก จัดเป็นผลิตภัณฑ์หลักในการผลิตของผู้ผลิต เช่น กระเป๋า ตะกร้า เป้ ในรูปแบบต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์รอง ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ตลาดมีความต้องการรองลงไป คือ กรอบรูป หมวก รองเท้า ของชาร่วย และโคมไฟ เป็นต้น
  • 5. ภาพที่ 8 แสดงตะกร้าจากผักตบชวา 2.8 เปลือกข้าวโพด ข้าวโพด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซีเมส์ (Zea mays) เป็นพืชตระกูลเดียวกับหญ้ามีลาต้นสูง โดยเฉลี่ย 2.2 เมตรขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลาต้น 0.5-2.0 นิ้ว ถิ่นกาเนิดก็คือ ได้มีการขุดพบซังข้าวโพดและซากของต้นข้าวโพดที่ใกล้แม่น้าในนิวเม็กซิโก (แถบอเมริกาใต้) และปัจจุบันนิยมปลูกแพร่หลายในแถบอเมริกา แคนาดา ฯลฯ สามารถปลูกได้ในสภาพที่ภูมิอากาศแตกต่างกันมาก ๆ เป็นแหล่งอาหารที่สาคัญของสัตว์ เพราะสามารถนามาเลี้ยงสัตว์ได้ทั้งต้น ใบ และเมล็ด นอกจากนี้ เปลือกข้าวโพด สามารถนาไปประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆได้อีกมากมาย เช่น ตุ๊กตา กระเป๋าครอบกล่องกระดาษทิชชู พัด ดอกไม้จันทน์ กระทง เป็นต้น ภาพที่ 9 แสดงกระทงจากเปลือกข้าวโพด 2.9 เกล็ดปลา เกล็ดปลาทุกชนิดมีคุณสมบัติในการดูดสีและกลิ่น จึงสามารถนามาย้อมสีและอบกลิ่นหอมได้ เกล็ดปลาที่เหมาะสาหรับทาสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ควรเป็นเกล็ดปลาที่มีพื้นผิวสาก ลักษณะของเกล็ดปลาที่มีผิวสาก ขอบเกล็ดบางใส มีสันเป็นแกนหนา พื้นผิวเกล็ดมีลักษณะสากมือเมื่อสัมผัส เนื่องจากมีหนามเล็ก ๆ โดยเฉพาะบริเวณแกนกลางของเกล็ด หนามที่ผิวเกล็ดช่วยให้เกล็ดดูดซึมสีและกลิ่นได้ดีติดทนนาน ส่วนสันที่เป็นแกนหนา ช่วยให้เกล็ดปลามีคุณสมบัติในการคงรูปทรงเกล็ดปลาที่อยู่ในกลุ่มนี้ และมีปริมาณมากพอที่จะนามาทาในเชิงการค้า ได้แก่ เกล็ดปลากระพง ปลาครืดคราด ปลากระบอก เป็นต้น นอกจากนี้เกล็ดปลายังสามารถนามาทางานประดิษฐ์ประเภทต่าง ๆ ได้ เช่น เครื่องประดับดอกไม้ ของชาร่วย เป็นต้น
  • 6. ภาพที่ 10 แสดงดอกไม้เกล็ดปลาประดับกล่องทิชชู 2.10 ตะโก ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 15 เมตร เปลือกต้นสีดาแตกเป็นสะเก็ด หน้าใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันรูปไข่กับหรือรูปป้อม ๆ กว้าง 2.5-7 ซม. ยาว 3 - 12 ซม. โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ปลายใบโค้งมน ป้าน เว้าเข้าใบเกลี้ยงด้านล่าง เมื่อใยยังอ่อนอยู่มีขนบ้าง เส้นใบมี 6 - 8 คู่ เห็นได้ชัดทางด้านล่าง เส้นกลางใบสีแดงเรื่อ ๆ เมื่อใบแห้ ง ดอก ดอกเพศผู้ แ ละดอกเพศเมี ย อยู่ ค นละต้ น ดอกเพศผู้ อ อกเป็ น ช่ อ เล็ ก ๆ ตามง่ า มใบ ช่ อ หนึ่ ง ๆ มีประมาณ 3 ดอก มีขนนุ่ม กลีบรองกลีบดอกและกลีบดอกมี 4 กลีบ กลีบดอกยาว 8 - 12 มม. เชื่อมติดกันเห็นรูปเหยือกน้าหรือรูปป้อม ๆ ปลายแยกเป็นแฉกเล็ก ๆ ส่วนดอกเพศเมียออกดอกเดี่ยวตามง่ามใบ กลีบรองดอก และกลีบดอกเหมือนดอกเพศผู้แต่ใหญ่กว่า ผล มีลักษณะกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.52.5 ซม. เมื่อผลอ่อนมีขนสีน้าตาลแดง ขนร่วงง่าย โคนและปลายผลมักบุ๋ม ใบตะโกสามารถนามาทาเป็นใบบางเพื่อประดิษฐ์ดอกไม้ เป็นเครื่องประดับ หรือเป็นโคมไฟ เป็นต้น ภาพที่ 11 แสดงดอกไม้ประดิษฐ์จากใบตะโก3. คุณค่าของผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการดารงชีวิตของคนมานานแล้ว โดยการเลือกสรรวัสดุพื้นบ้านที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติมาประดิษฐ์เป็นสิ่งของต่าง ๆ โดย มุ่งประโยชน์ในด้านการใช้สอยเป็นหลักนอกจากนั้นบางแห่งยังให้ความสาคัญในด้านความสวยงามด้วย จนทาให้ผลิตภัณฑ์บางอย่างกลายเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีคุณค่าเช่น กระเป๋าถือที่สานด้วยย่านลิเภา ชุดฝาชีที่สานด้วยหวาย เสื่อที่สานด้วยกระจูด เป็นต้น จุดมุ่งหมายของการทาผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น ประเมินคุณค่าได้ 2 ประเภท คือ 3.1 คุณค่าทางด้านประโยชน์ในการใช้สอย ได้แก่ การใช้วัสดุท้องถิ่นมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือหรือภาชนะต่าง ๆ เพื่อใช้ในชีวิตประจาวัน เช่น มีการสานกระบุงไว้ใส่ข้าว มีการสานกระจาดไว้ใส่ผลไม้ หรือมีการทาลอบไว้จับปลา เป็นต้น หรือการประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆในทางศาสนา หรือประเพณี เช่น การสานเสื่อลาเจียกเพื่อใช้ในประเพณีการแต่งงานทางภาคใต้
  • 7. ภาพที่ 12 แสดงกระบุงที่ทาขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในครัวเรือน ที่มา : ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน).(2551) 3.2 คุณค่าทางด้านความงดงามทางศิลปะ คุณค่าทางด้านนี้เกิดจากการประดิษฐ์ลวดลายต่าง ๆ ที่มีความสวยงามละเอีย ดและประณีตบนผลิตภัณฑ์ ซึ่งขึ้นอยู่ กั บความสามารถของผู้ประดิษ ฐ์ในแต่ล ะท้องถิ่น ทาให้ผลิตภัณฑ์นั้นกลายเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่มีค่า เช่น กระเป๋าย่านลิเภา ชุดฝาชีหวาย เป็นต้น ภาพที่ 13 แสดงกระเป๋าย่านลิเภาความสาคัญและประโยชน์ของงานประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น งานประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์มีความสาคัญและประโยชน์ ดังนี้ 1. การใช้สอย งานประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นทุกชิ้นส่วน มีจุดมุ่งหมายที่สาคัญ คือการนาไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ 2. การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ การใช้เวลาว่างในการทางานประดิษฐ์จะทาให้เกิดนิสัยรักการทางานขยัน อดทน และมองเห็นคุณค่าของงาน 3. ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การทางานประดิษฐ์อย่างสม่าเสมอจะทาให้เกิดความคิดในการพัฒนาปรับปรุงและดัดแปลงชิ้นงาน ทาให้ได้ชิ้นงานที่มีความแปลกใหม่ และประณีตที่เกิดจากความชานาญ 4. เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เมื่อประดิษฐ์ผลงานได้สาเร็จ และนาไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ 5. เพิ่มรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัว การประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ที่ประณีต สวยงามมีความแปลกใหม่เป็นที่ชื่นชมและสนใจแก่ผู้พบเห็น สามารถเพิ่มรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวหลักการสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น การสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ให้ประสบความสาเร็จได้นั้น ผู้ประดิษฐ์จะต้องมีนิสัยรักการทางาน ขยันอดทน และมองเห็นคุณค่าของงานประดิษฐ์ โดยยืดหลักการดังนี้
  • 8. 1. หมั่นศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ และเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ การจะสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ให้สวยงามแปลกใหม่ จะต้องหมั่ นศึ กษา ค้ นคว้า เช่ น ศึ กษาจากนวัตกรรมที่ผู้เขีย นสร้างขึ้นเป็นพื้ นฐาน และศึก ษาจากวารสาร นิตยสารประเภทงานฝีมือหรืองานประดิษฐ์ และแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เพื่อนามาเป็นแนวทางในการพัฒนาให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ 2. หมั่นพัฒนาทักษะฝีมือ การทางานประดิษฐ์ด้วยความมุ่งมั่น หมั่นฝึกฝนฝีมือและประสบการณ์ในการทางาน จะทาให้เกิดความชานาญ เมื่อประดิษฐ์ชิ้นงานออกมาก็จะได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพและสวยงามประณีต และเป็นที่สนใจแก่ผู้พบเห็น ปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นเป็นสินค้าที่เป็นที่นิยมทั้งของชาวไทย และชาวต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นของใช้หรือของที่ระลึก ที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันออกไป ผลิตภัณฑ์บางชนิดแสดงถึงเอกลักษณ์ของชนในชาติ บางชนิดก็เน้นในเรื่ องการออกแบบรูปทรงให้สวยงามและเหมาะสมกับประโยชน์ในการใช้สอย ทั้งนี้มีหลักสาคัญอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสม 1. ความสาคัญและประโยชน์ของงานประดิษฐ์1. ฝึกให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สร้างผลงานให้มีรูปร่างแปลกใหม่และพัฒนางานประดิษฐ์เดิมให้สามารถใช้ประโยชน์ขึ้น2. งานประดิษฐ์ที่ใช้วัสดุต่าง ๆ ที่นามาประกอบกันเป็นชิ้นงาน สามารถใช้วัสดุอื่นทดแทนกันได้ และสามารถนาวัสดุที่มีในท้องถิ่น มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้3. ฝึกให้รู้จักการวางแผนทางานอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนการปฏิบัติเป็นการสร้างระเบียบวินัยให้ตนเอง และมีนิสัยรักในงานประดิษฐ์4. ให้นักเรียนรู้จักใช้และดูแลรักษาเครื่องมือในงานประดิษฐ์อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับประเภทของงานประดิษฐ์5. ฝึกการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สามารถทางานได้อย่างมีสมาธิและมีความสุข ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานประดิษฐ์ของตนเอง6. ฝึกให้นักเรียนรู้จักประหยัด สามารถนาสิ่งของที่เหลือใช้มาทาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนมากนัก7. เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้มีการสืบทอดและพัฒนาต่อไปจากภูมิปัญญาเดิมสู่การเรียนรู้ที่มากขึ้นและเป็นผลงานของคนไทย8. สามารถเพิ่มพูนรายได้ให้กับผู้ประดิษฐ์ โดยการนาออกไปจาหน่ายในโอกาสต่าง ๆและสร้างเป็นอาชีพได้ในอนาคต9. เกิดความภาคภูมิใจในชิ้นงานของตนเอง ทาให้ผู้อื่นยอมในความสามารถของตนเองในระดับหนึ่ง 2. ลักษณะของงานประดิษฐ์ สามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 1. งานประดิษฐ์ทั่วไป
  • 9. เป็นงานประดิษฐ์ที่ไม่มีความเป็นมาจากบรรพบุรุษหรือท้องถิ่น กล่าวคือเป็นงานประดิษฐ์ที่บุคคลทั่วไป สามารถเรียนรู้และนาไปประดิษฐ์ได้โดยอาศัยการศึกษาจากตารา เช่นดอกไม้จากเศษวัสดุเหลือใช้ หมวก ตุ๊กตา เครื่องใช้ต่าง ๆ 2. งานประดิษฐ์ที่เป็นเอกลักษณ์ไทยเป็นงานประดิษฐ์ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษหรืองานประดิษฐ์ที่มีเฉพาะในท้องถิ่นนั้น ๆ โดยส่วนมากจะเป็นการสืบทอดจากผู้ใหญ่ในครอบครัวมาสู่ลูกหลานงานประดิษฐ์หลายอย่างทาขึ้นเพื่องานประเพณีทางเช่น พานพุ่ม มาลัยเครื่องแขวนบายศรี และบางอย่างก็ทาขึ้นเพื่อความสวยงาม สนุกสนาน ภายในครอบครัว เช่นว่าวไทย รถลาก ตุ๊กตา 3. ประเภทของงานประดิษฐ์ตามโอกาสใช้สอยงานประดิษฐ์ต่าง ๆ เราสามารถเลือกชิ้นงานประดิษฐ์ได้ตามประโยชน์ หรือความต้องการใช้สอยในโอกาสต่าง ๆซึ่งสามารถแบ่งประเภทของงานประดิษฐ์ตามโอกาสใช้สอยดังนี้1. ประเภทงานประดิษฐ์เครื่องเล่น งานประดิษฐ์เครื่องเล่นส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนรู้และฝึกฝนจากผู้ใหญ่มาสู่ลูกหลานในบ้าน และมีการแพร่กระจายจากเพื่อนมาสู่เพื่อน เช่นการประดิษฐ์ตุ๊กตา ว่าว และรถลาก2. ประเภทเครื่องใช้ งานประดิษฐ์เครื่องใช้เป็นชิ้นงานที่ทาขึ้นเพื่อความสะดวกสบายและเป็นเครื่องทุ่นแรงในการดาเนินชีวิต หรือประกอบอาชีพในชีวิตประจาวัน เช่นเสื้อผ้า แจกัน หมวก ตะกร้า กระจาดและเข่ง3. ประเภทเครื่องตกแต่ง งานประดิษฐ์ตกแต่ง ทาขึ้นเพื่อความสวยงามและเป็นสิ่งประดิษฐ์ใช้กับบ้านเรือนนอกจากนี้บางชิ้นงานสามารถนามาใช้ในด้านการใช้สอยได้ เช่นกรอบรูป โคมไฟ ภาพวาด งานแกะสลัก4. ประเภทเครื่องใช้ในพิธี ทาขึ้นเพื่อใช้ในพิธีทางศาสนา ในช่วงโอกาสต่าง ๆ และงานประเพณีสาคัญ เช่นงานลอยกระทง งานวันเข้าพรรษา ออกพรรษา งานศพ งานประดิษฐ์เครื่องใช้ เช่น พานพุ่ม มาลัย บายศรี การจัดดอกไม้ในงานศพ 4.หลักการทางานประดิษฐ์ในการทางานประดิษฐ์เพื่อให้ได้ผลงานตามจุดหมายที่กาหนดไว้ ควรยึดหลักในการทางานประดิษฐ์ดังต่อไปนี้1. ศึกษารายละเอียดของงานที่จะนามาประดิษฐ์ให้เข้าใจ ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบต่าง ๆ ของงานและเลือกทาสิ่งประดิษฐ์ให้เหมาะสมความรู้ ความสามารถของตนเอง และเป็นสิ่งที่สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวันได้2. วางแผนการทางาน กาหนดขั้นตอนการทางานให้สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา แรงงาน ค่าใช้จ่ายและออกแบบรายละเอียดวิธีการประดิษฐ์ไว้ให้ครบถ้วน เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน3. การจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ในการทางานประดิษฐ์ไว้ให้ครบถ้วนและใช้ให้เหมาะสมกับการที่ออกแบบไว้โดยทั่วไปการเลือกวัสดุมาใช้ในงานประดิษฐ์ นิยมเลือกใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น หรือวัสดุที่มีอยู่ภายในบ้านซึ่งหาง่าย มีราคาถูก4. ลงมือปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ขณะที่ทาการประดิษฐ์ เมื่อเกิดปัญหาไม่ควรท้อถอย ควรปรึกษาครูหรือผู้ที่มีความสามารถ และควรพยายามตั้งใจปฏิบัติงานต่อไปจนกว่างานจะสาเร็จ 5. การออกแบบงานประดิษฐ์
  • 10. การออกแบบ หมายถึงการแสดงความคิด การวางแผน เพื่อกาหนดรูปแบบผลงานที่ต้องการก่อนทางานประดิษฐ์ โดยการร่างภาพเขียนด้วยดินสอและไม้บรรทัดเท่านั้น การออกแบบมีความสาคัญมากเพราะผู้ออกแบบต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์การดัดแปลง แก้ผลงาน ให้มีรูปร่างแปลกใหม่ การออกแบบที่ดีจะช่วยให้การทางานได้สะดวกรวดเร็วขึ้นผลงานสาเร็จตรงตามต้องการไม่มีผิดพลาด หลักการออกแบบเมื่อจะออกแบบควรนาองค์ประกอบที่สาคัญของการออกแบบมาใช้โดยยึดหลักดังต่อไปนี้ 1. ความสมดุล เกี่ยวข้องกับความรู้สึกในการมองเห็นทั้งด้านรูปทรง น้าหนัก สี ความสมดุลเท่ากัน และความสมดุลที่ไม่เท่ากัน2. สัดส่วนหมายถึงการได้ส่วนกันของสิ่งที่ออกแบบ เช่น การออกแบบดอกไม้ ส่วนประกอบดอกไม้ ใบ ก้าน ควรได้สัดส่วนดอกไม่ควรใหญ่เกินก้านและใบมากนัก3. ความกลมกลืน คือการออกแบบวัตถุให้มีรูปทรงที่ไปด้วยกันได้ สีก็ต้องกลมกลืนกันการใช้แสง และเงาที่ไปด้วยกันได้4. ความแตกต่าง คือการใช้ส่วนประกอบของการออกแบบที่ไม่ซ้ากัน ใช้สีที่ไม่เหมือนกัน5. การเน้นให้เกิดจุดเด่น คือการออกแบบที่ทาให้เกิดจุดเด่นสะดุดตา ทาให้น่าสนใจ น่าดู อาจเน้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงอย่างเดียวก็ได้ เช่น สี เส้น รูปร่าง วิธีการออกแบบงานประดิษฐ์1. ร่างโครงร่าง กาหนดรูปแบบ บอกขั้นตอนการประดิษฐ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนสาเร็จ2. กาหนดวัสดุ หรือเศษวัสดุ ที่ต้องนามาใช้ให้ครบถ้วน3.กาหนดรายชื่อเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องใช้4.กาหนดราคาทุนหรือค่าใช้จ่ายในการประดิษฐ์5.บอกประโยชน์ของผลงานว่าจะนาไปใช้ประโยชน์อะไรดีกว่าเดิมหรือไม่
  • 11. ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในงานประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น ในการประดิษ ฐ์ ผลิตภัณฑ์จากวัส ดุท้องถิ่น ขึ้นมานั้น ผลิตภัณฑ์ ที่ ผลิต ออกมาจะมีคุณภาพดีหรือไม่เพียงใด และจะใช้ระยะเวลาในการประดิษฐ์ชิ้นงานสั้นยาวเท่าไร ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่ใช้เป็นสิ่งสาคัญ เครื่องมือแต่ละประเภท มีลักษณะการใช้งานไม่เหมือนกัน ดังนั้นการเลือกใช้เครื่องมือจึงจาเป็นต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับประเภทของงาน คุณภาพและประหยัดเวลาใน การผลิตชิ้นงาน เครื่องมือแต่ละชนิดที่เราควรรู้จัก มีดังนี้1. เลื่อยเลื่อยเป็นเครื่องมือที่ใช้สาหรับตัดวัสดุต่าง ๆ สาหรับผลิตผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น เลื่อยมีหลายชนิด ดังนี้ 1.1 เลื่อยลันดา เป็นเลื่อยที่ใช้ตัดไม้และใช้โกรกไม้ มีขนาดต่าง ๆ กัน การเลือกใช้ต้องให้เหมาะสมกับชนิดของงาน เช่น ใช้เลื่อยลันดาที่มีฟันละเอียด ตัดลาไผ่ ข้อ ตา และตอเหง้าไม้ เป็นต้น ภาพที่ 14 แสดงเลื่อยลันดา 1.2 เลื่อยอกหรือเลื่อยโครง ลักษณะรูปร่างของเลื่อยมีโครงเป็นไม้เนื้อแข็งมีมือจับด้านข้าง และหัวท้ายของใบเลื่อยจะมีที่จับใบเลื่อย ฟันของเลื่อยอกจะเป็นฟันละเอียด เหมาะแก่การตัดลาไผ่ ปล้อง ข้อ ตา และตอเง่าไม้ ภาพที่ 15 แสดงเลื่อยอกหรือเลื่อยโครง 1.3 เลื่อยลอ ลักษณะฟันเลื่อยจะมีความถี่มาก มีด้ามกลม เหมาะสาหรับการจับเลื่อยลอนี้เหมาะสาหรับใช้กับงานเฟอร์นิเจอร์ทั่ว ๆ ไป มีประโยชน์ใช้ตัดเข้าปากไม้ ภาพที่ 16 แสดงเลื่อยลอ 1.4 เลื่อยฉลุ เป็นเลื่อยที่มีสันเหล็กเป็นรูปโค้ง มีด้ามถือเป็นไม้ ใช้ตัดไม้ไผ่ที่ผ่าเหลาเกลาเสี้ยนเรียบร้อยแล้ว หรือใช้เลื่อยตัดสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ตัดกิ่งไม้ไผ่ หวาย เป็นต้น
  • 12. ภาพที่ 17 แสดงเลื่อยฉลุ2. สว่าน สว่านเป็นเครื่องมือประเภทเจาะใช้สาหรับงานเจาะรูวัสดุเพื่อผลิตชิ้นงาน สว่านมีหลายชนิด การเลือกใช้สว่านจึงควรพิจารณาให้เหมาะสมกับชิ้นงานแต่ละประเภท สว่านที่จาเป็นสาหรับงานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น มีดังนี้ 2.1 สว่านข้อเสือ เป็นสว่านที่ใช้กับงานไม่ได้สะดวกโดยไม่จาเป็นต้องใช้กับไฟฟ้า สามารถเปลี่ยนดอกสว่านได้หลายขนาดตามความต้องการ ภาพที่ 18 แสดงสว่านข้อเสือ 2.2 สว่านมือ ใช้สาหรับเจาะรูนาก่อนที่จะตอกตะปูเข้าเนื้อไม้ เหมาะสาหรับงานเล็ก ๆ ภาพที่ 19 แสดงสว่านมือ3. มีด มีดเป็นเครื่องมือที่ใช้ตัดหรือผ่าไม้ มีดที่นิยมใช้กันมี 2 ชนิด ดังนี้ 3.1 มีดผ่า ใช้สาหรับผ่าไม้ มี 2 แบบ คือ 1) มีดโต้หัวมน ใช้ตัดไม้ไผ่ หวาย เป็นท่อน ๆ ผ่าเป็นชิ้น มีดโต้หัวมนนี้เป็นมีดแบบไทย ภาพที่ 20 แสดงมีดโต้หัวมน 2) มีดปลายตัด เป็นมีดแบบญี่ปุ่น ใช้ผ่า เหลา ขูดเกลาเสี้ยน และจักตอก ภาพที่ 21 แสดงมีดปลายตัด 3.2 มีดตอก ใช้สาหรับจักตอกให้เป็นเส้น แต่งเนื้อไม้ ขูดเกลาเสี้ยน มักมีรูปเรียวแหลม ปลายและด้ามงอน ตัวมีดจะสั้นกว่าเดิม เพื่อให้เหมาะแก่การใช้งาน มีน้าหนักเบาทาให้ใช้งานได้สะดวก ภาพที่ 22 แสดงมีดตอก
  • 13. นอกจากนี้ อาจจะมีมีดบางเล็กหรือมีดเจียนหมากไว้สาหรับช่วยงานเล็ ก ๆ น้อย ๆ เช่น ผ่าหวาย เจียนแต่งวัสดุต่าง ๆ มีบางนี้เป็นมีดที่หาได้ง่ายและมีราคาถูก4. คีม คีมที่ใช้กับงานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น มี 2 ชนิด ดังนี้ 4.1 คีมไม้ เป็นเครื่องมืออีกชนิดหนึ่ง ทาด้วยไม้เนื้อแข็ง ใช้สาหรับหนีบ หรือจับชิ้นงาน ภาพที่ 23 แสดงคีมไม้ 4.2 คีมเหล็ก เป็นคีมปากยาว มีร่องฟันละเอียดเหมาะสาหรับการคีบดึงปลายหวายที่ผูกพัน หรือเส้นตอกที่สั้นดึงด้วยมือไม่ถนัด ภาพที่ 24 แสดงคีมเหล็ก5. กรรไกร กรรไกรใช้สาหรับตัดเศษหวายหรือเส้นตอกในส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งไป กรรไกรที่ใช้ นี้จะมีปลายงอนเช่นเดียวกับกรรไกรตัดโค้งที่ใช้ตัดโลหะ ระหว่างขากรรไกรมีแหนบสปริง เมื่อปลดขอเกี่ยวจะทาให้ขากรรไกรถ่างอยู่เสมอ ทาให้บีบจับขยับมือได้สะดวก ภาพที่ 25 แสดงกรรไกร6. เหล็กหมาด เหล็กหมาดเป็นเหล็กปลายแหลมใช้สาหรั บเจาะ งัด แงะ มีทั้งเหล็กหมาดปลายแหลม และเล็กหมาดปลายแบน ซึ่งเหล็กหมาดทั้ง 2 ชนิดนี้ เราสามารถทาใช้เองได้ โดยใช้เหล็กก้านร่มซึ่งเอามาจากร่มที่ชารุด นามาตัดให้ยาวประมาณ 5.5 นิ้ว แล้วฝังลงไปในด้ามไม้ประมาณ 1.5 นิ้ว จากนั้นนามาฝนกับหินให้แหลมหรื อจะทุบปลายให้แบน แต่งปลายให้คล้ายปลายลูกศรหรือ ใบหอก เหล็กหมาดนี้ใช้เจาะรูหรือเจาะเบิกนาช่องเพื่อร้อยหวายสาหรับผูกขอบปากงาน ภาพที่ 26 แสดงเหล็กหมาด
  • 14. 7. คราดเลียด คราดเลียดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแต่งเส้นหวายให้มีขนาดเส้นเท่า ๆ กัน ทาด้วยแผ่นสังกะสี นามาเจาะรูขนาดต่าง ๆ กัน โดยเรียงลาดับจากรูใหญ่และเล็กลงตามลาดับ ซึ่งมีทั้งรูกลมและรูแบน ภาพที่ 27 แสดงคราดเลียด8. ค้อนค้อนใช้สาหรับตอกชิ้นงานให้ยึดติดกัน ต้อนที่ใช้ในงานผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นมักใช้ค้อนที่มีขนาดเล็ก ภาพที่ 28 แสดงค้อน9. ไม้สาหรับกรีดใบลาน ไม้สาหรับกรีดใบลานมีลักษณะคล้ายด้ามแปรง มีตะปูตอกเป็นระยะห่างเท่า ๆ กัน และให้ปลายตะปูโผล่ขึ้น ใช้สาหรับหวีกรีดใบลาน หรือกาบกล้วยเพื่อให้เส้นงานที่จะใช้สานถักมีขนาดเท่ากันทุกเส้น ภาพที่ 29 แสดงไม้สาหรับกรีดใบลาน10. แท่นหุ่นทาด้วยไม้ แท่นหุ่นทาด้วยไม้ ซึ่งทาเป็นรูปต่าง ๆ เช่น รูปกระเป๋า รูปตะกร้า เพื่อใช้เป็นโครงของการถักสานชิ้นงาน เป็นต้น ภาพที่ 30 แสดงแท่นหุ่นทาด้วยไม้
  • 15. 11. การใช้และการบารุงรักษาเครื่องมือเครื่องใช้ การเก็บรักษาเครื่องมือเป็นสิ่งจาเป็นที่เราควรฝึกให้เป็นนิสัย หลังจากการปฏิบัติงานเสร็จแล้ว ควรเก็บเครื่องมือให้เรียบร้อย เพราะการเก็บรักษาเครื่องมือให้ถูกวิธีจะเป็นการช่วยถนอมรักษาเครื่องมือให้ใช้งานได้นานไม่ชารุดหรือเสียหายง่าย และสามารถหยิบใช้ได้สะดวกเมื่อต้องการใช้งาน การจัดเก็บเครื่องมือมีหลายวิธี อาจจะเก็บไว้บนชั้น ในตู้ หรือแขวนไว้กับผนัง โดยแยกเก็บเป็นประเภทการใช้งาน การจัดเก็บแต่ละวิธีต้องคานึงถึงประโยชน์ ความเหมาะสม ความปลอดภัย และสามารถหยิบใช้ได้สะดวก ซึ่งควรปฏิบัติดังนี้ 1. ใช้เครื่องมือให้ถูกประเภท ถูกหน้าที่และวิธีการใช้ 2. ควรใช้เครื่องมืออย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เครื่องมือเกิดการชารุดเสียหาย 3. เมื่อปฏิบัติงานเสร็จแล้วต้องเช็ด ถู ทาความสะอาดเครื่องมือทุกครั้ง ถ้าเป็นเครื่องมือที่ทาด้วยโลหะให้หยอดด้วยน้ามันเพื่อป้องกันสนิม 4. เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย

×