Your SlideShare is downloading. ×
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
คู่มือโรคน้ำท่วม
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

คู่มือโรคน้ำท่วม

1,189

Published on

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
1,189
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
33
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. กองสุขศึกษา กรมสนับส นบริการสุขภ กระทรวงส ก สนุ ภาพ สาธารณสุข 1  1 คูมือ : การดูแลปองกันโรค คและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบ การสุขภ กระท บริ ภาพ ทรวงสาธารณสุข กันยายน 2554 น
  • 2. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 2  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  สารบัญ หน้า ๑. บทนํา ๒. การเตรียมความพร้อมก่อนน้ําท่วม ๒.๑ ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ๒.๒ เตรียมอุปกรณ์/ของกิน-ของใช้ที่จําเป็น ๒.๓ ย้ายของสําคัญ ๒.๔ การเตรียมการอพยพผู้คนในครอบครัว ๓. การปฏิบัตตัวขณะน้าท่วม ิ ํ ๓.๑ อาหารและน้ํา ๓.๒ อนามัยส่วนบุคคล/การขับถ่าย ๓.๓ การกําจัดขยะ ๓.๔ ป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า ๓.๕ ป้องกันอันตรายจากสัตว์ / อุบัติเหตุ ๓.๖ จัดการความเครียด ๔. การปฏิบัติหลังน้ําท่วม ๔.๑ ทําความสะอาดบริเวณบ้านและอุปกรณ์สิ่งของที่จมน้ํา ๔.๒ การจัดการสิ่งปฏิกูล ๔.๓ การจัดการแหล่งน้ําท่วมขัง ๕. การป้องกันโรคและภัยจากน้ําท่วม ๕.๑ การจมน้ํา ๕.๒ สัตว์ แมลงมีพิษกัด ๕.๓ โรคติดต่อที่พบบ่อย ๕.๔ บาดแผล ๕.๔ สุขภาพจิต
  • 3. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 3  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม บทนํา เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายทางด้านสุขภาพของผู้ประสบภัยทั้งการเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดทางกายและทางจิตใจ เนื่องจากเมื่อเกิดน้ําท่วมขึ้น สภาพแวดล้อมต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติไปจากเดิม การดําเนินชีวิตของผู้ประสบภัยต้องเปลี่ยนไปจากการดําเนินชีวิตในช่วงปกติมีอุปสรรคและปัญหาที่เกิดจากน้ําท่วมมาเกี่ยวข้องกับการดําเนินชีวิต สร้างความตระหนก กดดันให้แก่ผู้ประสบภัยความสูญเสียของสภาพแวดล้อมและทรัพย์สิน ส่งผลทําให้มีสิ่งต่างๆ ที่เป็นความเสี่ยงต่อร่างกาย ต่อสุขภาพเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการเกิดอย่างฉับพลัน รวดเร็ว เป็นอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในช่วงการเกิดภัยซึ่งถือว่าเป็นภาวะวิกฤต และการเกิดภาวะอันตราย การเกิดโรคภัยไข้เจ็บ โรคติดต่อหลาย ๆ โรคที่จําเป็นต้องป้องกันและควบคุม การมีความรู้ความตระหนักถึงภัยต่างๆ การดูแลใส่ใจ และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้องเหมาะสม จึงเป็นแนวทางในการลดความเสี่ยงต่ออันตราย ลดการเจ็บป่วยและลดการเกิดโรคติดต่อต่างๆ เมื่อเกิดภัยขึ้นการเตรียมความพร้อมก่อนน้ําท่วม ๑. ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง • ติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดอุทกภัย เช่นระดับน้ํา พยากรณ์อากาศ น้ําท่วมฉับพลัน น้ําป่าไหลหลาก ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ จากสื่อต่างๆ • รับฟังการแจ้งเตือน และติดต่อ/สอบถามจากแหล่งข้อมูลในชุมชน/ท้องถิ่น/หน่วยงานราชการ หรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งเตือนภัยเพื่อเตรียมความพร้อม หากบ้านตั้งอยู่ในพื้นที่น้ํา ท่วมหรือพื้นที่ดินถล่ม ได้ง่าย • เรียนรู้/หาข้อมูลเกี่ยวกับแผนฉุกเฉินน้ําท่วมของชุมชน, สัญญาณเตือนภัย,เส้นทางการอพยพและ สถานที่ตั้งของที่พักพิงฉุกเฉินหรือศูนย์อพยพ • วางแผนการปฏิบัติตัวเกี่ยวกับการอพยพเมื่อเกิดน้ําท่วมร่วมกับครอบครัว • ติดต่อกับญาติ/ผู้ที่ท่านรู้จักหรือเพื่อนที่อยู่ต่างพื้นที่ที่น้ําท่วม เพื่อช่วยเหลือกันเมื่อเกิดน้ําท่วม
  • 4. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 4  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  • นัดหมายการติดต่อเพื่อที่จะสามารถติดต่อกับครอบครัวได้ ในกรณีที่ครอบครัวของคุณอาจจะถูก แยกออกกันในช่วงน้ําท่วม ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนในครอบครัวของคุณ รู้ช่ือที่อยู่และ หมายเลขโทรศัพท์ของญาติ/เพื่อนที่ได้ติดต่อไว้แล้ว • บันทึกหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินไว้ในโทรศัพท์ทุกเครื่องหรือจดบันทึกไว้ • แจ้ ง หน่ ว ยงานในท้ อ งถิ่ น /ชุ ม ชนเกี่ ย วกั บ ความต้ อ งการการช่ ว ยเหลื อ กรณี พิ เ ศษ เช่ น มี เ ด็ ก ผู้สูงอายุผู้ป่วยหรือผู้ความพิการ ๒. เตรียมอุปกรณ์/ของกิน-ของใช้ที่จําเป็น ๒.๑ สิ่งจําเป็นที่ควรเตรียมไว้ เมื่อเกิดภาวะน้ําท่วม อาจจะทําให้ไม่สะดวกต่อการออกจากที่พักหรือติดต่อกับที่ไม่ถูกน้ําท่วมได้ จึงควรเตรียมสิ่งของ เครื่องใช้ที่จําเป็นไว้ใช้ในครอบครัว เช่น • อาหารกระป๋อง-อาหารสําเร็จรูป (ตรวจสอบวันหมดอายุและลักษณะของกระป๋องให้อยู่ใน สภาพสมบูรณ์) / อุปกรณ์ทําอาหาร • ภาชนะสะอาดสําหรับบรรจุน้ําขนาดใหญ่หลายๆอัน ให้เพียงพอต่อการใช้น้ําภายใน ๓-๕ วัน (ประมาณห้าแกลลอนต่อหนึ่งคน) • น้ําดื่ม-น้ําต้มสุก • อาหารสําหรับทารกและนม / หรือเตรียมผ้าอ้อมและของใช้ สําหรับทารก • อุปกรณ์สําหรับดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่นสบู่, ยาสีฟัน, ผ้าอนามัย ฯลฯ • เชือกสําหรับผูกโยง / สําหรับตากเสื้อผ้า • อุปกรณ์ชูชีพ เช่น ห่วงยาง เสื้อชูชีพ • ไฟฉายและถ่านไฟฉาย / เทียนไข / แบตตารี่สํารอง • ยาสามัญประจําบ้าน / ยาประจําตัวสําหรับผู้มีโรคประจําตัว / ชุดปฐมพยาบาล • ผงน้ําตาลเกลือแร่ ติดไว้เผื่อมีอาการท้องร่วง • ผ้าสําหรับทําความสะอาดชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เช่นกระดาษทําความสะอาดร่างกาย เด็ก สําหรับทั้งครอบครัวในกรณีที่การอาบน้ําทําความสะอาดร่างกายไม่สามารถทําได้ • ถุงขยะสีดําใบใหญ่ ไว้รวมขยะทั้งหมดให้อยู่ในถุง และเชือกสําหรับผูกปากถุง ป้องกันการ แพร่กระจายของเชื้อโรค
  • 5. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 5  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  • ถุงพลาสติก เอาไว้ใส่ขยะและเอาไว้ถ่ายหนัก-เบา ในกรณีน้ําท่วมขัง หากถ่ายลงในน้ําจะ ทําให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้ • ปูนขาว ใช้ใส่ในถุงพลาสติกที่ถ่ายหนัก-เบา เพื่อฆ่าเชื้อโรค • รองเท้ายาง รองเท้าที่มีความแข็งแรงทนทานและถุงมือกันน้ํา • วัสดุสําหรับการบําบัดน้ําสะอาด เช่น สารส้ม ผงคลอรีนหรือยาเม็ดไอโอดีน ผงซักฟอกที่ ใช้ในครัวเรือน • ยากันยุง สมุนไพรหรือสารไล่ยุง เสื้อผ้าแขนยาวและขายาวสําหรับป้องกันยุงกัด • พาหนะ หากมีการเจ็บป่วยที่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ๒.๒ เตรียมเครื่องป้องกันน้ําท่วม เช่น กระสอบทราย/ถุงทรายเพื่อจัดเป็นแนวกั้นน้ํา หรือเครื่องสูบน้ําเพื่อระบายน้ําท่วมไปยังแหล่งน้ําธรรมชาติ/แหล่งน้ําสาธารณะ และตรวจสอบวิธีการใช้งานอย่างถูกต้อง ๓. ขนย้ายเอกสารและทรัพย์สินสําคัญ ๓.๑ ย้ายเอกสารสําคัญ ทรัพย์สิน/ของมีค่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคลื่อนย้ายได้ง่ายไปไว้ชั้นบน ๓.๒ ย้ายเฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ทําความสะอาด สารพิษต่างๆไปยังสถานที่น้ําท่วมไม่ถึง ๓.๓ นํารถยนต์/พาหนะไปเก็บไว้ในพื้นที่น้ําท่วมไม่ถง ึ ๓.๔ ควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้าน หากน้ําท่วมถึงในบ้าน ควรปิดระบบไฟฟ้าชั้นล่างทั้งหมดหรือย้ายสวิทส์ไฟ ให้อยู่ในส่วนที่น้ําท่วมไม่ถึง เพื่อป้องกันสมาชิกในบ้านถูกไฟฟ้าดูด และเพื่อความปลอดภัย หากน้ํามีแนวโน้มท่วมสูง ควรปิดระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ถ้าน้ําท่วมบ้านชั้นล่าง/ชั้นใต้ดิน ก่อนที่ท่านจะมีโอกาสยกสะพานไฟ ห้ามท่านเข้าไปในบริเวณชั้นล่าง/ชั้นใต้ดินนั้น ให้ท่านติดต่อหน่วยงาน/บริษัทด้านไฟฟ้าโดยเร็วที่สุด
  • 6. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 6  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  ๔. การเตรียมการอพยพผู้คนในครอบครัว ๔.๑ วางแผนการอพยพคนและสัตว์เลี้ยงหากเกิดน้ําท่วม โดยดูความเหมาะสม หากสมาชิกภายในครอบครัว เด็ก ผู้สูงอายุ ผูมีโรคประจําตัว และผู้พิการไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ควรย้ายออกจากบ้านพัก อาจ ้ติดต่อกับศูนย์ป้องกันภัย หรือศูนย์ช่วยเหลือในชุมชน/หมู่บ้าน/อําเภอให้ช่วยในการอพยพ เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายกับกลุ่มสมาชิกดังกล่าว ๔.๒ หากท่านต้องอพยพย้ายออกจากบ้านชั่วคราว ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ • ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดทั้งหมด เช่น เตาไฟฟ้า เครื่องทําน้ําอุ่น เป็นต้น • ปิดไฟที่ฟิวส์หลักหรือตัดวงจรการไหลของกระแสไฟ • ปิดวาล์วน้ําที่วาล์วหลัก • ปิดก๊าซหุงต้มโดยปิดวาล์วที่ด้านบนของถังก๊าซหุงต้ม • นําสัตว์เลี้ยงไปใว้ในที่ที่ปลอดภัยการปฏิบัตตวขณะน้ําท่วม ิ ั เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในขณะเกิดน้ําท่วมมีหลายสิ่งต้องใส่ใจ เช่น การติดตามข่าวสารการแจ้งเตือนภัยสถานการณ์น้ําท่วมและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้ง การอพยพเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลาไม่เล่นน้ํา หรือทํากิจกรรมในบริเวณที่น้ําท่วมโดยไม่จําเป็น เตรียมชุดอุปกรณ์ฉกเฉิน เช่น ห่วงยาง แกลลอนเปล่า ุเชือก ไว้ใกล้ตัว ไม่ข้ามสะพานในระหว่างที่กระแสน้ําพัดผ่านอย่างรวดเร็ว ในกรณีขับรถหากน้ําเข้าในรถของท่านและน้ําเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วให้ทิ้งรถทันทีและขึ้นไปอยู่บนที่สูง และในช่วงขณะเกิดน้ําท่วม หรือน้ําท่วมขังเป็นเวลานาน ควรดูแลตนเองและครอบครัว เพื่อไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บหรืออันตรายต่อสุขภาพ โดยการปฏิบัติในเรื่องต่างๆ ดังนี้ ๑. อาหารและน้ํา • ในการกินอาหารและน้ําทุกครั้ง ต้องมั่นใจว่าอาหารและน้ํานั้นสะอาด และหากเป็นไปได้ ควรอุ่น อาหารทุกครั้งก่อนกินอาหาร • งดกินอาหารดิบ ต้องปรุงให้สุกก่อน เพราะในภาวะน้ําท่วม มีโอกาสที่จะได้รบเชื้อโรคสูงมาก ั • ถ้าหากเป็นอาหารกระป๋อง หรืออาหารสําเร็จรูป ต้องตรวจสอบวันหมดอายุ และกระป๋องที่บรรจุ อาหาร กระป๋องต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่บุบ ไม่บวม และไม่เป็นสนิม และถ้าสามารถทําให้ ร้อนได้ ควรทําให้ร้อนก่อนทุกครั้งก่อนกิน • ควรดื่มน้ําดื่มที่ผ่านการต้มหรือน้ําบรรจุขวดที่ผ่านการรับรอง หรือใช้น้ําจากแหล่งเก็บน้ําสํารองที่ ได้รับการรับรองว่าสะอาดสามารถใช้ได้ • ก่อนใช้น้ําจากแหล่งน้ําต้องฆ่าเชื้อที่อาจมีอยู่ในน้ําก่อนมาใช้ แม้ว่าน้ํานั้นจะมาจากแหล่งน้ําที่ ไม่ได้ปนเปื้อนจากน้ําท่วมก็ตาม เช่น การแกว่งด้วยสารส้ม การใช้คลอรีนตามคําแนะนําเพื่อฆ่า เชื้อโรคที่มีอยู่ในน้ํา
  • 7. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 7  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  ๒. อนามัยส่วนบุคคล/การขับถ่าย ล้างมือให้บ่อยเท่าที่จะทําได้ สุขอนามัยขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งสําคัญมากในช่วงเวลาน้ําท่วม โดยการล้างมือด้วยสบู่และน้ําที่ต้มสุก ทั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังการใช้ห้องน้ําเป็นประจําสม่ําเสมอ ชําระล้างหรือทําความสะอาดร่างกายหรือสิ่งของต่างๆหลังจากที่ปนเปื้อนจากน้ําท่วมหรือน้ําเสีย ต้องล้างมือด้วยน้ําสะอาด ไม่ควรล้างมือด้วยน้ําที่ไม่แน่ใจว่าสะอาดหรือปลอดภัย เช่น น้ําจากแหล่งน้ําท่วมขังที่ปนเปื้อน เพราะจะทําให้มือปนเปื้อนเชื้อโรคมากยิ่งขึ้น มือที่สะอาดจะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ขั้นตอนการล้างมือมีดังนี้ • เอามือผ่านน้ําที่สะอาดเพื่อให้มือเปียก และถูสบู่ • ถูมอทั้งสองข้าง และถูหลังมือ ระหว่างซอกนิ้วและเล็บ ถูมือให้ทั่วทุกซอกทุกมุมของมือ ื • เอามือล้างน้ําเพื่อล้างมือให้สะอาด • เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าเช็ดมือหรือเป่าให้แห้ง การล้างมือด้วยสบู่และน้ําเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการลดจํานวนเชื้อโรค ถ้าไม่มีสบู่และน้ํา ให้ใช้สารทําความสะอาดมือหรื อเจลล้ างมื อที่มี แอลกอฮอล์ อย่างน้อย ๖๐ เปอร์ เซ็ นต์ สารทําความสะอาดมือที่มี ส่วนผสมของแอลกอฮอล์จะสามารถลดจํานวนเชื้อโรคในมือได้ แต่ไม่สามารถกําจัดเชื้อโรคได้ทุกชนิดเมื่อไหร่ต้องล้างมือ • ก่อน ระหว่าง และหลังจากการเตรียมปรุงอาหาร • ก่อนกินอาหาร • หลังออกจากห้องน้ํา • หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็กหรือทําความสะอาดเด็กหลังจากเสร็จกิจในห้องน้า ํ • ก่อนและหลังดูแลผู้ป่วย • หลังไอ จาม • หลังสัมผัสสัตว์หรือสิ่งปฏิกูลจากสัตว์ • หลังสัมผัสขยะ • ก่อนและหลังการทําความสะอาดบาดแผล
  • 8. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 8  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  หลีกเลี่ยงการแช่น้ํานานๆ โดยเฉพาะผู้มีแผลในที่ๆสัมผัสน้ําได้ หากจําเป็นควรสวมถุงพลาสติกหรือใส่รองเท้าบูท เพราะการแช่ในน้ํา นอกจากแผลมีโอกาสติดเชื้อและรับเชื้อโรคเข้าร่างกายแล้ว ยังทําให้มีโอกาสเป็นโรคน้ํากัดเท้า มือ - เท้าเปื่อย อีกด้วย ท่านที่ต้องเดินลุยน้ํา ต้องใส่รองเท้าบูท หากต้องลุยน้ําโดยไม่ใส่รองเท้า เมื่อลุยน้ําแล้วต้องล้างเท้าให้สะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง เพื่อป้องกันโรคผิวหนังที่ง่ามนิ้วมือนิ้วเท้า น้ําที่ท่วมขังอาจจะเต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล ที่มาจากระบบบําบัดน้ําเสีย ของเสียจากการเกษตรและอุตสาหกรรม และถังบําบัดน้ําเสีย ดังนั้นหากมีบาดแผลเปิดหรือมีแผลที่สัมผัสกับน้ําสกปรก คุณควรทําความสะอาดบาดแผลด้วยสบู่และน้ํายาฆ่าเชื้อหรือน้ําต้มสุกให้สะอาดที่สุดเท่าที่จะทําได้ หลังจากนั้นจึงทายาปฏิชีวนะเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ถ้ามีแผลบวมแดง เป็นผื่นควรไปพบแพทย์ทันที ซัก ทําความสะอาดเสื้อผ้า ด้วยน้ําสะอาดและผงซักฟอก ตากแดดให้แห้ง และไม่ควรใส่ช้ําๆ ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะลงส้วม ห้ามถ่ายลงน้ําโดยตรง เพื่อไม่ให้เป็นการกระจายตัวของเชื้อโรคกรณีที่ไม่มีห้องน้ํา ต้องถ่ายลงในถุงพลาสติก และต้องใส่ปูนขาวลงไปพอประมาณ เพื่อฆ่าเชื้อ หลังจากนั้นผูกถุงให้สนิท แล้วทิ้งในถุงดําอีกที เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจาย
  • 9. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 9  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  หากที่บ้านไม่สามารถใช้ห้องน้ําได้ ให้ตดต่อขอใช้บ้านข้างเคียง ที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน หรือสุขา ิเคลื่อนที่ หากเกิดภาวะท้องเสีย ให้ดื่มเกลือแร่ที่ผสมน้ําต้มสุกหรือน้ําสะอาด และถ้าสามารถไปโรงพยาบาลหรือหน่วยรักษาพยาบาลได้ให้รีบไปทันที ที่สําคัญห้ามผูป่วยถ่ายลงน้ําเด็ดขาด ้ ๓. การกําจัดขยะ ทิ้งขยะ เศษอาหารลงในถุงพลาสติก มัดปากถุงให้แน่น หรือทิ้งในภาชนะบรรจุที่ปิดมิดชิดป้องกันหนูและแมลงต่าง ๆ ได้ วางรวมไว้ในจุดที่สะดวกและนําไปทิ้งในถังขยะ หรือรถ/เรือกําจัดขยะ ไม่ทิ้งขยะลงน้ํา หากเทศบาลหรือหน่วยงานราชการนํารถ/เรือกําจัดขยะมารับก็ควรรวบรวมแล้วส่งให้ นําไปกําจัดแต่หากพื้นที่ใดไม่มี ก็ให้รวบรวมแล้วขุดหลุมบริเวณที่น้ําแห้งแล้วฝังกลบให้ เรียบร้อย ป้องกันแมลงวันและสุนัข หนูมาคุ้ยเขี่ย ๔. ป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า เมื่อเกิด น้ําท่วม ต้องระมัดระวัง หลีกเลี่ยงกับภัยที่เกิดจากไฟฟ้า ทั้งที่บ้านและที่อื่นๆ โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้ • เมื่อพบสายไฟหล่นอยู่ ให้แจ้งหน่วยงานที่ดูแลเรื่องไฟฟ้า อย่าจับสายไฟฟ้าที่หล่นเอง • อย่าเปิด – ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วยตนเองขณะที่ยืนอยู่ในน้ํา • หากจะเสียบอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ต้องมั่นใจว่าร่างกายแห้งสนิท ไม่เปียกชื้น หากไม่แน่ใจก่อน เสียบปลั๊กควรสวมรองเท้า สิ่งสําคัญที่สุดคือ ต้องใช้อปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง ุ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บริเวณความชื้นแฉะ เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องทําน้ําอุ่น ปั๊มน้ํา บริเวณบ่อปลา เป็นต้น • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสายไฟเหนือศีรษะ ในขณะทําความสะอาดหรือทํากิจกรรมใดๆ
  • 10. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 10  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  • อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าหลังโดนน้ําท่วม ถ้าจะนํามาใช้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าอยู่ใน สภาพที่ยังใช้การอยู่ได้หรือไม่ สิ่งแรกที่ต้องทํา คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดต้องทําให้แห้งสนิท ก่อนเสียบปลั๊กหรือเปิดใช้งาน หากไม่แน่ใจ ควรให้ช่างไฟฟ้าตรวจสอบก่อน แต่ถ้าอุปกรณ์ เหล่านี้เกิดความเสียหายมากก็ไม่ควรเสี่ยงที่จะนํามาใช้งาน • ถ้าวงจรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าเปียกน้ําหรืออยู่ในน้ํา หรืออยู่ใกล้นํ้า ให้ปิดสะพานไฟหรือเบก เกอร์ เพื่อปิดกระแสไฟฟ้า และอย่าไปยืนในน้ําเพื่อที่จะไปที่สะพานไฟ ให้คุณเรียกช่างไฟฟ้า ให้มาปิดแทน • ถ้าคุณเห็นสายไฟเป็นฝอยๆ หรือประกายไฟ ขณะคุณกําลังซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือได้ กลิ่นไหม้แต่ไม่เห็นจุดที่เกิดไฟไหม้ ควรปิดระบบไฟฟ้าที่สะพานไฟหรือเบกเกอร์หลักทันที • อย่าขับรถผ่านน้ําท่วมโดยที่บริเวณนั้นมีสายไฟฟ้าจมอยู่ในน้ํา • ขณะคุณกําลังขับรถ หากมีสายไฟฟ้าตกขวางถนน ให้คุณอยู่บนรถและขับรถไปให้ห่างจาก บริเวณนั้น ถ้าเครื่องยนต์ดับ อย่าปิดเครื่องยนต์ เตือนคนอื่นไม่ให้ไปสัมผัสรถหรือสายไฟ เรียกใครซักคนให้โทรแจ้งหน่วยบริการฉุกเฉินในพื้นที่นั้น อย่าให้ใครที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่กู้ภัยมา ทําอะไรกับรถของคุณถ้ามีคนถูกไฟฟ้าช็อต ๑. สิ่งแรก อย่าไปแตะตัวคนที่ถูกไฟช็อต เพราะคนนั้นอาจจะกําลังติดอยู่กบแหล่งจ่ายไฟ และกระแสไฟฟ้า ัอาจจะผ่านมาที่ตัวคุณได้ ๒. ถ้าเป็นไปได้ให้ตัดไฟหรือปิดไฟจากแหล่งจ่ายไฟนั้น ๓. บุคคลที่ช่วยให้สวมรองเท้าแล้วนําวัสดุที่เป็นฉนวนไฟฟ้า เช่น เชือกแห้ง เสื้อผ้าแห้ง กระดาษแข็งพลาสติก ดึง กระชากหรือผลักตัวผู้ถูกไฟช็อตออกอย่างรวดเร็ว ๔. เมื่อคนนั้นหลุดจากแหล่งจ่ายไฟแล้ว ให้ตรวจลมหายใจและชีพจรของคนคนนั้น ถ้าไม่หายใจและชีพจรหยุดเต้น หรือ เบา ช้า จนอันตราย ให้รีบทําการกู้ชีพทันที ๕. ถ้าคนนั้นเป็นลม ซีด หรือแสดงอาการว่าจะหมดสติ ให้วางคนนั้นนอนลงโดยให้ศีรษะอยู่ต่ํากว่าลําตัวเล็กน้อยและยกขาขึ้น ๖. อย่าแตะแผลไหม้ แผลตุ่มน้ําที่แตก หรือเอาเสื้อผ้าที่ไหม้ไฟออก เพราะไฟฟ้าอาจจะทําให้เกิดการไหม้ข้างในร่างกาย ดังนั้นต้องพาผู้ประสบเหตุน้นไปพบแพทย์ ั
  • 11. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 11  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  ๕. ป้องกันอันตรายจากสัตว์ / อุบัติเหตุ • ระมัดระวังสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง สัตว์มีพิษ จระเข้ (กรณีที่อยู่ใกล้แม่น้ํา- คลอง) หากพักอาศัยอยู่ใ นบริเวณบ้ าน ควรจัดที่พักให้โล่งแจ้ง เพื่อให้ง่ายในการระมัดระวัง เพราะสัตว์มีพิษอาจหนีน้ํามาหลบอาศัยในบริเวณบ้านเรือน • จัดของให้เป็นระเบียบ เพื่อไม่ให้สัตว์มีพิษหลบซ่อนอยู่ และเมื่อจะหาหรือใช้ของ ให้เปิดไฟให้ สว่าง ใช้ไม้เคาะและตรวจดูว่าไม่มีสัตว์มีพิษหลบซ่อนอยู่ • ป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด * สวมเสื้อผ้า แขน-ขายาวป้องกันยุงกัด เมื่ออยู่นอกบ้าน * ทายากันยุง สารกันยุง โดยทาบางๆ ตามผิวหนังที่พ้นเสื้อผ้า และใช้อย่างระมัดระวัง * จุดยากันยุง ไว้ประตูทางเข้า-ออกบ้าน หรือใช้ยากันยุงแบบไฟฟ้าเสียบไว้ในบ้าน * นอนในมุ้ง หรือในห้องที่ติดมุ้งลวด • เก็บกวาดขยะ วัตถุแหลมคม ในบริเวณอาคารบ้านเรือน บริเวณรอบบ้าน และตามทางเดินอย่าง สม่ําเสมอ • ช่วงน้ําท่วมขัง อาจมีของมีคมอยู่ใต้น้ํา เช่น ขวด แก้ว ถ้วยชามแตก ให้ใส่รองเท้าเดินและเดินอย่าง ระมัดระวัง • ระมั ดระวั งในการทํ ากิ จ กรรมต่า งๆ โดยเฉพาะในพื้น ที่ น้ํ าท่ วมขั งและมองไม่ เห็ นพื้ นด้ า นล่า ง รวมทั้งดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด • หมั่นตรวจสอบตัวบ้านให้อยู่ในสภาพที่ดี เพราะน้ําอาจกัดเซาะทําให้มีการผุพัง หากพบให้ซ่อมแซม เพื่อป้องกันการเกิดอุบติเหตุ ั • ระมัดระวังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่รอบๆบ้าน
  • 12. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 12  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  ๖. จัดการความเครียด สภาวะเครียดจากความสูญเสีย ทั้งทรัพย์สิน สิ่งของ รายได้ อาชีพ รวมถึงการสูญเสียจากการบาดเจ็บและเสียชีวิตของบุคคลในครอบครัว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกท่านที่อยู่ในพื้นที่อุทกภัยต้องประสบอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย หากเราเตรียมใจรับไว้ก่อนก็จะเป็นการดี ในความสูญเสียบางอย่างก็จะได้รับการชดเชยจากภาครัฐ ส่วนการเยียวยาทางจิตใจก็ควรรับคําปรึกษาจากหน่วยบริการด้านสุขภาพจิต และควรปฏิบัติดังนี้ • ให้ตระหนักไว้ว่า ผู้ที่จะมาช่วยอาจมีไม่เพียงพอ ต้องช่วยตัวเองให้มากที่สุด • ให้หาครอบครัว เพื่อน ที่สามารถช่วยเหลือ พูดคุย ปรึกษา และดูแลซึ่งกันและกันได้ • หากิจกรรมทําที่ไม่ให้เกิดความเครียดการปฏิบัตหลังน้ําท่วม ิ ๑. ทําความสะอาดบริเวณบ้านและอุปกรณ์สิ่งของที่จมน้ํา • พื้นบ้านและบริเวณผนังที่จมน้ํา ควรล้างและขัดคราบทั้งหมดให้สะอาดโดยใช้น้ํายาฆ่าเชื้อโรคหรือ ผงซักฟอกขัด ด้วยแปลงหรือไม้กวาดก้านมะพร้าว ขัดทุกบริเวณ ล้างน้ําสะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง สิ่ง สําคัญควรทําทันทีหลังน้ําลดหรือค่อยๆทําความสะอาดขณะน้ําลด ไม่ควรทิ้งไว้หลายวันเพราะจะ ขัดคราบไม่ออก • ห้องน้ําที่มีนํ้าขัง ทําความสะอาดทั้งพื้น ถังน้ํา ชักโครกหรือคอห่าน แล้วตรวจดูว่ามีท่ออุดตันตรง จุดไหนหรือไม่ ตรวจดูระดับน้ําในถังเกรอะ หากยังอยู่ระดับสูงจนราดน้ําไม่ลง ก็ให้งดใช้ก่อนรอ จนกว่าจะราดน้ําได้ • ห้องครัว นําอุปกรณ์ทุกอย่าง อาทิ จาน ชาม ช้อน แก้ว หม้อ ออกมาทําความสะอาดแล้วตาก แดดให้แห้งก่อนเก็บ สําหรับพื้นที่ก็ให้ทําความสะอาดเหมือนบริเวณอื่นๆที่จมน้ํา ในส่วนของ อุปกรณ์หุงต้ม เช่น เตาไฟ แก็ส ควรตรวจสอบว่ายังใช้ได้หรือไม่หากชํารุดก็ควรเปลี่ยนใหม่ • อุปกรณ์สิ่งของที่จมน้ํา เช่น ตู้ เตียง ที่นอน โทรทัศน์ ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ขนย้ายออกมาก ตรวจดูสภาพการใช้งานข้างนอกบ้านก่อน ล้างทําความสะอาดแล้วตากแดดให้แห้ง เครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องเช็คสภาพ หากชํารุดก็ควรทิ้ง ไม่ควรเก็บไว้จะเป็นอันตรายภายหลัง
  • 13. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 13  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  การทําความสะอาด • ก่อนทําความสะอาดบ้านเรือนควรตรวจสอบวาล์วถังก๊าซหุงต้มว่าปิดสนิทหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจให้ ปรึกษาผู้มีความรู้ • สวมรองเท้ายาง ถุงมือกันน้ํา แว่นตาและหน้ากากอนามัยระหว่างล้างทําความสะอาด • พิถีพิถนในการทําความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสกับอาหารและพื้นที่เด็กเล่น ั • เปิดหน้าต่างและประตูไว้หลังใช้ผลิตภัณฑ์การทําความสะอาดและฆ่าเชื้อ เพื่อระบายอากาศจะ ปลอดภัยกว่าการใช้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ • ถ้าพรม เสื้อผ้า กระดาษ และวัสดุที่ดูดซับน้ําไม่สามารถทําให้แห้งได้ ควรทิ้งไปเป็นหนทางที่ดีที่สุด • ซักผ้าที่ปนเปื้อนสิ่งปฏิกล ด้วยน้ําร้อน น้ํายาซักผ้า โดยการแยกออกจากเสื้อผ้าที่ไม่ได้ปนเปื้อน ู • ไม่ให้เด็กเล่นในพื้นที่น้ําท่วม เล่นของเล่นที่เปื้อนน้ําที่ยังไม่ได้ฆ่าเชื้อ ของเล่นบางอย่างไม่สามารถ ฆ่าเชื้อได้ เช่น ของเล่นเด็กเล็ก ตุ๊กตายัดไส้ ควรทิ้งเพราะจะเป็นที่สะสมเชื้อโรคได้ • การกําจัดน้ําท่วมขัง หากมีคราบน้ํามันลอยอยู่ด้านบนของน้ําบริเวณที่น้ําท่วมขัง ต้องกําจัดน้ํามัน ออกก่อนที่จะสูบน้ําออกโดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมในการกําจัดน้ํามันบนผิวน้ํา • ทําความสะอาดผนัง พื้น ตู้ ชั้นวางของและที่เก็บอุปกรณ์ต่างๆด้วยสบู่และน้ํารวมทั้งฆ่าเชื้อด้วย สารฟอกขาว ๑ ถ้วยในน้ํา ๕ แกลลอน (ควรระมัดระวังในการผสมสารทําความสะอาดกับสารฟอก ขาว และอ่านฉลากและคําเตือนก่อนใช้ ๒. การจัดการสิ่งปฏิกูล ๒.๑ หากพบว่าส้วมเต็มหรือราดน้ําไม่ลง ให้ทําการสูบสิ่งปฏิกูลในถังบําบัด สิ่งปฏิกูลด้วยรถสูบสิ่งปฏิกูลนําไปกําจัดในสถานที่ที่เหมาะสม ซึ่งสามารถประสานขอรับการสนับสนุนได้จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่ หรืออาจใช้จุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติพิเศษขององค์การเภสัชกรรม (GPO Mekaklean Plus) ชนิดผงผสมในน้ําสะอาดทิ้งไว้อย่างน้อย ๔ ชั่วโมง โดยใช้ในอัตราส่วน ๕ กรัม โดยจุลินทรีย์จะช่วยในการย่อยสลายสิ่งปฏิกูลและลดกลิ่นเหม็น
  • 14. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 14  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  ๒.๒ ล้างทําความสะอาดเก็บกวาดขยะ กิ่งไม้ ใบไม้ที่ตกค้างในบริเวณห้องส้วมด้วยน้ําผสมผงซักฟอก ๒.๓ ซ่อมแซมระบบเก็บกักสิ่งปฏิกูลของส้วมที่ชารุดให้อยู่ในสภาพดีใช้งานได้ ํ ๓. การจัดการแหล่งน้ําท่วมขัง น้ําท่วมขังมักก่อให้เกิดปัญหาเน่าเหม็นและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์และแมลงพาหะนําโรค การแก้ไขปัญหาน้ําท่วมขังและน้ําเน่าเสียที่สําคัญคือ การไม่ทิ้งขยะที่ย่อยสลายได้ ในแหล่งน้ําและการเก็บขยะออกจากแหล่งน้ํา และท่อระบายน้ําที่อดตัน สําหรับการบําบัดน้ําเสียที่ท่วมขังหรือแหล่งน้ําสาธารณะเน่าเสียอาจใช้ EM หรือ ุจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติพิเศษขององค์การเภสัชกรรม (GPO Mekaklean Plus) ใส่ในแหล่งน้ําเสียในอัตราส่วน ๑กรัม ต่อ น้ําเสีย ๑ ลูกบาศก์เมตรโดยอาจใช้ครั้งเดียวหรือใช้ซ้ําได้ทุก ๗ วันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งานเช่น หากต้องการกําจัดกลิ่นเหม็นอย่างเดียว อาจใช้เพียงครั้งเดียวการป้องกันโรคและภัยจากน้ําท่วม การจมน้ํา• การป้องกันการจมน้ํา ทําได้ดังนี้ ๑. ไม่ลงเล่นน้ําบริเวณที่มีน้ําขัง น้ําเชี่ยว ๒. พ่อแม่ควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชด ไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ใกล้น้ําตามลําพัง ิ ๓. ระวังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการ จมน้ํา โดยการติดป้ายหรือทําสัญลักษณ์ ให้เห็นชัดเจนว่าเป็นบริเวณเสี่ยง
  • 15. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 15  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  ๔. สํารวจบริเวณบ้าน รอบบ้าน ป้องกันพื้นที่เสี่ยงต่อการตกน้ํา เช่น พื้นไม้ผุ มีตะไคร้ขึ้น ทางเดินบนสะพานแคบและไม่แข็งแรง ๕. ไม่ดื่มสุรา และของมึนเมาทุกชนิด ๖. ผู้ที่ออกหาปลา งมหอย เก็บผัก ควรเตรียมอุปกรณ์ชูชีพให้พร้อมโดยประยุกต์ใช้อุปกรณ์ที่หาได้ง่ายเช่นห่วงยาง แกลลอนเปล่า ลูกมะพร้าว และไม่ควรออกไปตามลําพัง ๗. งดกิจกรรมทางน้ําขณะที่น้ําไหลเชี่ยว ๘. ผู้ที่มีโรคประจําตัว ไม่สามารถดูแลตนเองได้ขณะเกิดเหตุไม่ควรอยู่ตามลําพัง• เมื่อพบผู้กําลังจมน้ํา ๑. ตั้งสติให้มั่น อย่าวู่วาม ๒. หาอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัว เช่นไม้หรือสิ่งยึดเหนี่ยวได้ในการช่วยเหลือ และใช้อุปกรณ์อย่างระมัดระวังหากพิจารณาว่าไม่สามารถช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง ให้รีบร้องขอความช่วยเหลือ ๓. หากจําเป็นต้องลงน้ําไปช่วย แม้จะว่ายน้ําเป็นก็ควรเตรียมอุปกรณ์สําหรับการช่วยไปด้วย• การปฐมพยาบาลคนจมน้ํา ๑. ห้ามจับคนจมน้ําอุ้มพาดบ่าแล้วกระโดดหรือวิ่งไปมาเพื่อให้น้ําออก เพราะน้ําที่ออกมาจะเป็นน้ําในกระเพาะไม่ใช่จากปอด จะทําให้ขาดอากาศหายใจนานยิ่งขึ้น และเสียชีวิตได้ ๒. หากคนจมน้ําหยุดหายใจ ให้ทําการเป่าปากช่วยหายใจทันที ตั้งแต่ก่อนขึ้นฝั่ง เช่นหลังจากพาขึ้นเรือหรือพาเข้ามายังที่ตื้นๆได้แล้ว เมื่อขึ้นฝั่งแล้วให้ทําการเป่าปากผายปอดต่อไป จนกว่าผู้ป่วยจะหายใจได้เอง หรือส่งโรงพยาบาล ๓. แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ใกล้บ้านโดยเร็วที่สด ุ ๔. ควรส่งคนจมน้ําทุกคน ไม่ว่าจะหนักหรือเบาไปที่โรงพยาบาล
  • 16. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 16  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  ๕. ในรายที่หมดสติหรือหยุดหายใจ ควรทําการผายปอดด้วยวิธีการเป่าปากไปตลอดทาง อย่าหยุดเป่าปากเด็ดขาด จนกว่าจะส่งถึงโรงพยาบาล สัตว์ แมลงมีพิษกัด ในช่วงน้ําท่วมสัตว์และแมลงมีพิษต่าง ๆ เช่น งู แมงป่อง ตะขาบ จะหนีน้ํามาหลบซ่อนในบ้าน ทั้งในช่วงน้ําท่วม และในช่วงน้ําลดสัตว์และแมลงเหล่านี้ก็ยังอยู่ หากท่านขนย้ายสิ่งของ ทําความสะอาดบ้านก็ควรระวังในขณะทําก็ควรช่วยกันดูหลายๆคน • งูกัด ช่วงน้ําท่วม งูจะหนีน้ําออกจากที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ และเข้ามายังที่อยู่อาศัยของเรา ซึ่งอาจมาหลบซ่อนตามที่ต่างๆ จึงต้องระมัดระวังให้มาก หากพบงู อย่าเข้าใกล้ อย่าพยายามจับมัน ควรแจ้งให้บุคคล/หน่วยงานที่มีความสามารถมาจัดการ สัญญาณว่าอาจถูกงูกัด จะมีอาการแสดง ดังนี้ 1. มีรอยเขี้ยว ๒ ข้าง และมีอาการบวมแดง รอบรอยกัด 2. มีอาการปวดอย่างรุนแรง 3. คลื่นไส้ อาเจียน 4. หายใจติดขัด (หากรุนแรง อาจหยุดหายใจ) 5. สายตาขุ่นมัว 6. น้ําลายมากผิดปกติ 7. หน้าชาไม่รู้สึก หรือ ชาตามแขนขา
  • 17. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 17  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  หากงูกัด ต้องปฐมพยาบาลก่อนนําส่งโรงพยาบาล เพื่อลดหรือชะลอการแทรกซึมของพิษงู ๑. เมื่อถูกงู ให้พยายามจําสีและรูปร่างของงู หรือจับงูที่กัดมาโรงพยาบาลด้วยเพื่อให้ง่ายต่อการวินิจฉัยและรักษา แต่ไม่จําเป็นต้องเสียเวลาหางู ๒. พยายามให้คนที่ถูกกัดไม่ตื่นเต้น และให้บริเวณที่ถูกงูกัดเคลื่อนไหวน้อยที่สุด เพื่อชะลอการซึมของพิษงู ๓. ล้างบาดแผลให้สะอาดด้วยน้ําต้มสุก หรือน้ําด่างทับทิม ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แล้วใช้น้ํายาแอลกอฮอล์ เช็ดบริเวณรอบ ๆ แผล ไม่เช็ดลงบนแผล ๔. ใช้เชือกหรือผ้าขนาดประมาณนิ้วก้อย รัดเหนือแผลที่ถกงูกัดให้แน่นพอสมควร ให้สอดนิ้วมือได้ 1 ูนิ้ว และรีบนําส่งโรงพยาบาล ในระหว่างนําส่งโรงพยาบาล ให้คลายเชือกหรือผ้าที่รัดทุก 10 – 15 นาที เพื่อไม่ให้ส่วนปลายแขน หรือขาขาดเลือดไปเลี้ยง ๕. สิ่งที่เป็นข้อห้าม/ไม่ควรทํา ได้แก่ - ห้ามกรีด ตัด ดูด จี้ไฟ หรือพอกยาบริเวณแผลที่ถกงูกัด เนื่องจากอาจทําให้มีการติดเชื้อได้ ู - ห้ามไม่ให้ดดพิษงูด้วยปาก ู - แผลไปโดนน้ํา - อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดอาการเจ็บปวด ี - อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ๖. ถ้ามีประวัติเคยแพ้พิษสัตว์ต่างๆ มาก่อน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที • แมลง ( ผึ้ง ต่อ แตน ) กัดต่อย ๑. ใช้หลอดแบบเล็กๆ แข็งๆ หรือปลายด้ามปากกาลูกลื่น ถอดไส้ออกแล้ว ครอบจุดที่ถูกกัด เพื่อกดให้เหล็กในโผล่ข้นมา แล้วดึงเหล็กในออก แต่ถ้าปล่อยให้นานจนเนื้อบริเวณที่ถูกต่อยบวมแล้ว อย่าพยายามบีบหรือเค้นเพื่อเอาเหล็กในออกเพราะจะบวมมากขึ้น ๒. ทาแผลด้วยแอมโมเนียหรือครีมไตรแอมซิโนโลน หรือใช้หัวหอมผาครึ่ง เอาด้านที่ผ่าถูบริเวณที่โดนต่อย ทําซ้ําทุก 5 นาที ไปเรื่อยๆ ๓. ถ้าปวดให้กินยาแก้ปวดพาราเซตามอล แล้วใช้น้ําแข็งประคบ ๔. ถ้ามีอาการแพ้ เช่นหนัวตาบวม หรือหายใจไม่สะดวก ควรรีบพบหมอโดยด่วน • ตะขาบ แมงป่อง ๑. ทาแผลด้วยแอมโมเนียหรือครีมไตรแอมซิโนโลน ๒. ถ้าปวดมาก ควรรีบพบหมอโดยเร็วที่สุด
  • 18. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 18  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  โรคติดต่อที่พบบ่อย • โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ บิด ตับอักเสบเอ และไข้ทัยฟอยด์ เป็นต้นการติดต่อ เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ําที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป เช่น อาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารที่ทิ้งค้างคืนโดยไม่ได้แช่เย็น และไม่ได้อุ่นให้ร้อนที่อุณหภูมิอย่างน้อย๗๐ องศาเซลเซียส ก่อนรับประทานอาหารอาการโรคอุจจาระร่วง มี อ าการถ่ า ยอุ จ จาระเหลว หรื อ ถ่ า ยเป็ น น้ํ า หรื อ ถ่ า ยมี มู ก เลื อ ด อาจมีอาเจียนร่วมด้วย หากมีอาการรุนแรงโดยถ่ายเป็นน้ําคล้ายน้ําซาวข้าว คราวละมากๆเรียกว่า อหิวาตกโรคอาหารเป็นพิษ มักมีอาการปวดท้อง ร่วมกับถ่ายอุจจาระเหลว คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว โรคบิด มีอาการสําคัญคือ ถ่ายอุจจาระบ่อย อุจจาระมีมูก หรือมูกปนเลือด มีไข้ ปวดท้องและมีปวดเบ่งร่วมด้วย บางคนอาจมีอาการเรื้อรังโรคไข้ทัยฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย มีอาการสําคัญคือ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อาจมีอาการท้องผูกหรือบางรายอาจท้องเสียได้การรักษา ให้ผู้ป่วยดื่มน้ําหรืออาหารเหลวมากๆ ให้ดื่มสารละลายน้ําตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) ผสมน้ําตามสัดส่วนที่ระบุข้างซอง หรือเตรียมสารละลายเกลือแร่เอง โดยผสมน้ําตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะ กับเกลือป่นครึ่งช้อนชา ละลายในน้ําต้มสุกที่เย็นแล้ว ๑ ขวดกลม หรือ ๗๕๐ ซีซี ให้ผู้ป่วยดื่มบ่อยๆ ทดแทนน้ําและเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากการขับถ่าย หากมีอาการมากขึ้น เช่น อาเจียนมาก ไข้สูง ชัก หรือซึมมาก ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว เด็กที่ดื่มนมแม่ ให้ดื่มต่อได้ตามปกติ พร้อมป้อนสารละลายน้ําตาลเกลือแร่บ่อยๆ เด็กที่ดื่มนมผงชง ให้ผสมนมจางลงครึ่งหนึ่งของที่เคยดื่ม และให้ดื่มสารละลายน้ําตาลเกลือแร่สลับกันไปไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทําให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะเป็นอันตรายมากขึ้นการป้องกัน ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ําสะอาดและสบู่ทุกครั้งก่อนเตรียมและปรุงอาหาร ก่อนกินอาหาร และหลังการขับถ่าย ดื่มน้ําที่สะอาด เลือกกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ และเก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด กําจัดสิ่งปฏิกูลขยะมูลฝอย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน
  • 19. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 19  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  • โรคระบบทางเดินหายใจไข้หวัด เป็นโรคที่ติดต่อไม่อันตราย เกิดจากเชื้อไวรัส ก่อโรคในบุคคลทุกเพศทุกวัย พบได้บ่อยในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยเชื้อโรคแพร่กระจายมาจากน้ํามูก น้ําลาย เสมหะหรือสิ่งของใช้ของผู้ป่วยอาการ มักมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้เล็กน้อย คัดจมูก มีน้ํามูกใสๆ ไอ จาม ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร มักหายได้เองภายใน ๑ สัปดาห์ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัส ทําให้เกิดโรคได้ในคนทุกเพศทุกวัย เชื้อจะแพร่กระจายอยู่ในลมหายใจ เสมหะน้ําลาย น้ํามูก และสิ่งของใช้ของผู้ป่วย จึงมีโอกาสติดต่อกันได้ง่ายอาการ มักมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวมาก มีน้ํามูกไหล คัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ เบื่ออาหาร และอ่อนเพลียการปฏิบัติตัว ผู้ป่วยควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม หรือควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษนุ่มสะอาด เช็ดน้ํามูก และไม่ควรสั่งน้ํามูกแรง ๆ เพราะอาจทําให้เกิดหูอักเสบได้กินอาหารที่อ่อนย่อยง่าย กินผักและผลไม้ ดื่มน้ําอุ่นมาก ๆ อาบน้ําหรือเช็ดตัวด้วยน้ําอุ่น แล้วเช็ดตัวให้แห้งทันที เมื่อไข้สูง หรือเป็นไข้นานเกิน ๗ วัน เจ็บคอ ไอมาก เจ็บหน้าอก หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรไปพบหรือปรึกษาแพทย์โรคปอดบวม เกิดจากเชื้อได้หลายชนิด เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือสําลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด ทําให้มีการอักเสบของปอด ผู้ประสบภัยน้ําท่วม หากมีการสําลักน้ํา หรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปในปอด ก็มีโอกาสเป็นโรคปอดบวมได้การติดต่อ ติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อโรคในอากาศเข้าไป หรือจากการคลุกคลีกับผู้ป่วยเมื่อ ไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ํา อ่อนแอ พิการ มักพบเกิดจากการสําลักเอาเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ปกติในจมูกและลําคอเข้าไปในปอดอาการ มีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว ถ้ า เป็ น มากจะหายใจหอบเหนื่ อ ยจนเห็ น ชายโครงบุ๋ ม เล็ บ มื อ เล็ บ เท้ า ริ ม ฝี ป ากซี ด หรื อ เขี ย วคล้ํ ากระสับกระส่าย หรือซึม เมื่อมีอาการสงสัยว่าเป็นโรคปอดบวม ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เช่น น้ําในช่องเยื่อหุ้มปอด, หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด, ปอดแตกและมีลมรั่วในช่องปอด หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ในผู้ป่วยมีโรคหัวใจอยู่ก่อนอาจหัวใจวายได้
  • 20. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 20  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม การปฏิบัติตัว ต้องรีบพบแพทย์ และรับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม หรือใส่หน้ากากอนามัย หากมีไข้ ให้กินยาลดไข้ และใช้ผ้าชุบน้ําอุ่นเช็ดตัวเพื่อลดไข้ กินอาหารที่อ่อนย่อยง่าย กินผักและผลไม้ ดื่มน้ําอุ่นมากๆ ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่เปียกชื้น และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอโรคผิวหนัง : น้ํากัดเท้า โรคผิวหนังที่พบบ่อยได้แก่ โรคน้ํากัดเท้าจากเชื้อรา แผลพุพองเป็นหนอง เป็นต้น ซึ่งเกิดจากการย่ําน้ําหรือแช่น้ําที่มีเชื้อโรค หรือความอับชื้นจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ไม่สะอาด ไม่แห้งเป็นเวลานานอาการ ในระยะแรกอาจมีอาการเท้าเปื่อย และเป็นหนองต่อมาเริ่มมีอาการคันตามซอกนิ้วเท้า และผิวหนังลอกออกเป็นขุย มีผื่น ระยะหลังๆผิวหนังที่เท้าเกิดพุพอง นิ้วเท้าหนาและแตก อาจเกิดโรคแทรกซ้อน คือ ผิวหนังอักเสบได้การป้องกัน ควรหลีกเลี่ยงการย่ําน้ําโดยไม่จําเป็น ถ้าจําเป็นต้องย่ําน้ํา ควรใส่รองเท้าบู๊ทกันน้ํา และควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ําสบู่และเช็ดให้แห้งเมื่อกลับเข้าบ้าน สวมใส่ถุงเท้า รองเท้า และเสื้อผ้าที่สะอาดไม่เปียกชื้น หากมีบาดแผล ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล แล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์ หรือเบตาดีน
  • 21. กองสุขศึกษา กรมสนับส นบริการสุขภ กระทรวงส ก สนุ ภาพ สาธารณสุข 21  2 คูมือ : การดูแลปองกันโรค คและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม โรคตาแด ดง เป็ เ นโรคที่ติดตอได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะใ กเล็ก เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายรุนแรง เพราะส่วน ต่ ด็ ในเด็ มี แใหญ่เกิดจ ้อไวรัส แต่ถ้าไม่รับก กษาตั้งแตเริ่มเป็น อา ดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อ จากเชื การรั ต่ าจติ อนได้การติดต่อ จากการสัมผัส ชิดกับผู้ปวย ได้แก่ กา มผัสโดยตรงกับน้ําตา ขี้ตา น้ํามูกของผู้ป่วย จ สใกล้ ป่ ารสั จากใช้ จ สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกบผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ฯลฯ หรือจากแม นแมลงห ่ตอมตา กั มลงวั หวีอาการ หลั ห งได้รับเชื้อประมาณ ๑ - ๒ วัน จะเริม อาการระค องตา ป มมี ่ คายเคื ปวดตา น้ําตาไ กลัวแส มีขี้ตามาก หนัง ไหล นัตาบวม เยื่อบุตาขาวอัักเสบแดง โด ดยอาจเริ่มที่ต างหนึ่งก่อน แล้วจึงลาม ตาข้ อ มไปตาอีกข้าง ผู้ป่วยมักหา เองภายใ ายได้ ใน๑-๒ สัปด แต่ถ้าไมดูแลรักษาให้ถูกวิธี อาจเกิดอาการแทรก อน เช่น กร ดาห์ ม่ ห้ กซ้ ระจกตาดําอัก ทําให้ปวดตา ตามัว กเสบ วการปฏิบัติตัว เมื เ ่อมีฝุ่นละออ อน้ําสกป าตา คว บล้างตาด้วยน้ําสะอาดทนที เมื่อมีอาการของโรค ควรพบแพท องหรื ปรกเข้ วรรี ว ทั ทย์เพื่อรับยา าหยอดตาหรือ ายตาป้อ นภาวะแท อน โดยใ ติดต่อกันป อยาป้ องกั ทรกซ้ ใช้ ประมาณ ๗ วัน หากมีไข้ให้รับประทานย ยาลดไข้แก้ปปวดตามอากา หมั่นล้างมือ สะอาดด้ว ่บ่อยๆ าร อให้ วยสบู ไม่ ไ ควรขยี้ตา อย่าให้แมลงงตอมตา และ ควรใช้สาย ะไม่ ยตามากนัก ผู้ป่วยควรนอนแยกจากคน ่น ๆ และไ นอื ไม่ใช้สิ่งของ าง ๆ ร่วมกััน และไม่คว งต่ วรไปในที่มีคน นมากเพื่อไม่ให้โรคแพร่ระบ ถ้ามีอาการปวดตารุนแรง ตาพรา บาด น ร่มัว หรือออาการไม่ทุเลา าภายใน ๑ สัป ต้องรีบพบแพทย์อีกครั้ง ปดาห์ คโรคฉี่หนู โรคฉี โ ่หนู หรือ อโรคเลปโตสไ ส เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูเป็นตัวแพร่โ ่สําคัญ ไปโรสิ โรคที เชื้อออกม มากับปัสสาวะสัตว์แล้วปน ้อนอยู่ในนําท่วมขัง พืน ดินที่ชื้นแฉะ นาน นเปื น้ ้ ะได้
  • 22. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 22  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม การติดต่อ เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยขีดข่วน รอยถลอก หรือไชเข้าเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผิวหนังที่แช่นํ้านาน หรืออาจติดเชื้อจากการรับประทานอาหารที่หนูฉี่รดอาการ มักเริ่มมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ ๔ - ๑๐ วัน โดยจะมีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะน่องและโคนขา หรือปวดหลัง บางคนมีอาการตาแดง อาจมีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหาร หรือท้องเดิน หากมีอาการดังกล่าวหลังจากที่สัมผัสสัตว์ หรือลุยน้ํา ย่ําโคลน ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล หรือหน่วยแพทย์ในพื้นที่ทันที ถ้าไม่รีบรักษา บางรายอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน หรือตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสน เนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเสียชีวิตได้การป้องกัน ควรสวมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ํา หากต้องลุยน้ํา ย่ําโคลน โดยเฉพาะถ้ามีบาดแผล หลีกเลี่ยงการแช่น้ํา ย่ําโคลนนานๆ เมื่อขึ้นจากน้ําแล้วต้องรีบอาบชําระร่างกายให้สะอาดโดยเร็วที่สุด รับประทานอาหารที่ปรุงสุกทันทีและเก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด ดูแลที่พักให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู เก็บกวาด ทิ้งขยะให้มิดชิดไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนูโรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะ พบได้ทุกวัย และทั่วทุกภาคของประเทศไทยอาการ ไข้สูงลอย (ไข้สูงตลอดทั้งวัน) ประมาณ ๒-๗ วัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ส่วนใหญ่มีอาการหน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ตามลําตัว แขน ขา มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และเบื่ออาหาร
  • 23. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 23  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  ต่อมาไข้จะเริ่มลง ในระยะนี้ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะอาจเกิดอาการรุนแรง โดยผู้ป่วยจะกระสับกระส่ายมือเท้าเย็น หรือมีเลือดออกผิดปกติ เช่น ถ่ายดํา หรือไอปนเลือด อาจมีภาวะช็อค และถึงเสียชีวิตได้การปฏิบัติตัว ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที ใช้ผ้าชุบน้ําเช็ดตัวลดไข้ ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพรินเพราะจะทําให้เลือดออกง่ายขึ้น ให้ดื่มน้ําผลไม้ หรือน้ําตาลเกลือแร่บ่อยๆการป้องกัน ระวังอย่าให้ยุงกัดในตอนกลางวัน โดยการนอนกางมุ้ง ทายากันยุงกํ า จั ด แหล่ ง เพาะพั น ธุ์ ยุ ง ลาย โดยปิ ด ฝาภาชนะเก็ บ น้ํ า ทํ า ลาย หรื อ คว่ํ าภาชนะไม่ให้มีน้ําขัโรคหัด เป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยในเด็กเล็ก เกิดจากเชื้อไวรัส มักพบในช่วงฤดูฝน เป็นโรคที่สําคัญเนื่องจากอาจมีโรคแทรกซ้อนทําให้เสียชีวิตได้การติดต่อ ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด เชื้อกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ํามูก น้ําลายของผู้ป่วย และเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจอาการ หลังได้รับเชื้อประมาณ ๘ – ๑๒ วัน จะเริ่มมีอาการไข้ น้ํามูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะ ตรวจพบจุดขาวๆ เล็ก ๆ ขอบแดงในกระพุ้งแก้ม ในช่วง ๑ - ๒ วันแรกไข้จะสูงขึ้น และจะสูงเต็มที่ในวันที่ ๔ เมื่อมีผื่นขึ้น ผื่นมีลักษณะนูนแดงติดกันเป็นปื้น ๆ โดยจะขึ้นที่ใบหน้าบริเวณชิดขอบผมแล้วแพร่กระจายไปตามลําตัว แขนและขา ต่อมาไข้จะเริ่มลดลง ผื่นจะมีสีเข้มขึ้นแล้วค่อย ๆจางหายไปในเวลาประมาณ ๒ สัปดาห์ ในเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ หรือในเด็กเล็ก อาจมีโรคแทรกซ้อนได้ เช่น หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หรือสมองอักเสบ อาจถึงเสียชีวตได้ ิการดูแลรักษา ให้การรักษาตามอาการ ถ้าไข้สูงมากควรให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว ร่วมกับการเช็ดตัว ไม่จําเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นกรณีที่มีโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หูอักเสบ เป็นต้น แยกผู้ป่วยที่สงสัยเป็นหัด ให้รับประทานอาหารอ่อนที่มคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ี ถ้ามีผื่นออกแล้วยังมีไข้สูง หรือมีไข้ลดลงสลับกับไข้สูง ไอมาก หรือหอบ ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันทีการป้องกัน วิธีที่ดีที่สุดคือฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย รักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหาร และออกกําลังกายเป็นประจําเพื่อมีภูมิต้านทานโรค เด็กทารกมีภูมิต้านทานเชื้อโรคน้อย ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยเฉพาะในช่วง ๑ ถึง ๒ สัปดาห์แรกหลังคลอด น้ํานมแม่จะอุดมไปด้วยภูมิต้านทานต่อโรคต่าง
  • 24. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 24  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  บาดแผล บาดแผลที่ดูแลไม่ดี อาจเกิดการติดเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เช่น แผลติดเชื้อจากแบคทีเรียเกิดหนอง เป็นแผลเรื้อรัง เกิดการเน่าของเนื้อ จนบางครั้งอาจต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้งได้ หรือถึงเสียชีวิตได้แผลฟกช้ํา หมายถึง บาดแผลที่ไม่มีรอยแยกของผิวหนังปรากฏให้เห็น เกิดจากการกระแทกกับของแข็ง และมองเห็นเป็นรอยฟกช้ํา การดูแลบาดแผล ๑. ในช่วง ๒๔ ชั่วโมงแรก ต้องประคบด้วยน้ําเย็น โดยเอาน้ําแข็งห่อด้วยผ้าสะอาดประคบไว้ประมาณ๑๕-๒๐ นาที เพื่อไม่ให้มีเลือดออกใต้ผิวหนังมากขึ้น ลดอาการบวม และระงับอาการปวด ๒. หลังจาก ๒๔ ชั่วโมง ต้องประคบด้วยความร้อน และทายาขี้ผึ้ง ยาหม่อง บาล์ม เพื่อละลายลิ่มเลือดใต้ผิวหนัง บาดแผลข่วน แผลถลอก หรือแผลแยกของผิวหนังที่ไม่ลึก จะมีเลือดออกเล็กน้อยและหยุดเองได้ แผลพวกนี้ไม่ค่อยมีอันตราย ทําความสะอาดบาดแผล ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน ทิงเจอร์ ฯลฯและปิดปากแผล แผลก็จะหายเอง แผลฉีกขาด เป็นแผลที่เกิดจากแรงกระแทกจากวัสดุที่ไม่มีคม มักฉีกขาดขอบกะรุ่งกะริ่ง แผลชนิดนี้เนื้อเยื่อถูกทําลายมากกว่า และมีโอกาสติดเชื้อมาก ควรทําความสะอาดบาดแผลด้วยน้ําและสบู่ ถ้าบาดแผลลึกมากควรนําส่งโรงพยาบาลเพราะว่าผู้ป่วยอาจได้รับอันตรายจากการติดเชื้อโรคได้ การทําความสะอาดบาดแผล 1. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ําและสบู่ ก่อนและหลังทําแผล 2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบาดแผลด้วยนิ้วมือ ถ้าเป็นไปได้ให้ใส่ถงมือยาง แบบใช้แล้วทิ้ง ุ 3. เอาเครื่องประดับ เสื้อผ้า ที่อยู่รอบบาดแผลออก 4. ล้างบาดแผลให้สะอาดด้วยน้ําต้มสุก หรือน้ําด่างทับทิม ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด - ตรวจสอบบาดแผลว่ามีสิ่งสกปรก/สิ่งแปลกปลอมอยู่ในแผลหรือไม่ - ค่อย ๆ ล้างบาดแผลให้สะอาด ๕. ใช้สําลีหรือผ้าสะอาดชุบแอลกอฮอล์ เช็ดบริเวณรอบ ๆ แผล ไม่เช็ดลงบนแผล แล้วใส่ยาฆ่าเชื้อโรค เช่นเบตาดีน ๖. ใช้ผ้าก๊อสปิดแผลไว้ ถ้าเป็นแผลถลอกไม่มาก ไม่ต้องปิดแผล ๗. ทําความสะอาดแผลเป็นประจําทุกวัน ๘. หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลสกปรก หรือเปียกน้ํา หากบาดแผลสกปรก หรือเปียกน้ํา ควรทําความสะอาด โดยใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอบแผล และใส่ยาฆ่าเชื้อเพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ๙. สังเกตอาการอักเสบของบาดแผล เช่น บวม แดงร้อน สีผิวของบาดแผลเปลี่ยนไป มีหนอง ควรรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อรักษาต่อ ๑๐. ปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พิจารณาว่าจะต้องฉีดยาป้องกันบาดทะยักหรือไม่
  • 25. กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข 25  คูมือ : การดูแลปองกันโรคและภัยตอสุขภาพจากภาวะน้ําทวม  สุขภาพจิต กรณีที่เกิดเหตุการณ์น้ําท่วมอย่างฉับพลันและมีน้ําท่วมขังอยู่เป็นเวลายาวนานสามารถส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้คนได้หากยังไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง สัญญาณที่บ่งบอกปัญหาสุขภาพจิตของผู้ถูกน้ําท่วมที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ใหญ่หรือเด็กเช่น การนอนไม่หลับขาดแรงจูงใจในการทํากิจกรรมวิธีลดความเครียด ๑. พูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน ๒. มองโลกในแง่ดี ๓. ฝึกสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ จะทําให้รู้สึกผ่อนคลาย ๔. หากิจกรรมที่มีอยู่ในชีวิตประจําวันทํา ๕. บริหารร่างกายเพื่อการผ่อนคลายข้อแนะนําในการช่วยเหลือสภาวะจิตใจของผู้ประสบภัยน้ําท่วม กลุ่มเด็ก ควรพูดคุย เกี่ยวกับเหตุการณ์น้ําท่วมว่าเกิดอะไรขึ้น ทําไมจึงเกิด ถามเด็กว่ากําลังรู้สึกอย่างไรให้เด็กพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ จะทําอย่างไรเมื่อเกิดน้ําท่วม กลุ่มผู้ใหญ่ ควรพูดคุยกันและส่งเสริมให้มีการพูดคุยกันกับคนอื่นๆ • สนับสนุนให้ผู้ประสบภัยมีสุขภาพจิตดีโดยผู้เชี่ยวชาญ ทําให้ผู้ประสบภัยไม่กลัวที่จะรับ ความช่วยเหลือหรือคําแนะนําจากผู้เชี่ยวชาญ • สนับสนุนให้ผู้ประสบภัยสามารถขอรับความช่วยเหลือได้จากเว็บไซต์และทางโทรศัพท์ • แนะนําผู้ประสบภัยให้ย้ายออกจากบ้านหรือสภาพแวดล้อมเดิม ๆ เพื่อรักษาสภาวะจิตใจใน ระยะหนึ่ง • หลังการย้ายกลับเข้ามาบ้านและพบกับความเสียหายจํานวนมากแล้วเกิดผลกระทบต่อจิตใจ ก็แนะนําให้ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ

×