1         ความทาทายขององคการกับการเปลี่ยนแปลงขอ...
                                                                                                           2              ...
                                                                      3                                             สารบัญ...
                                                               4                                               สารบัญ     ...
                                                      5                                        สารบัญ                     ...
                                                                                                              6           ...
                                                                                                                          ...
                                                                                               8    •   แผนพัฒนาเศรษฐกิจแล...
                                                                                                          9น้ํา ภาควิชาผลิ...
                                                                                              10ที่มาและรูปแบบของอุตสาหกรร...
                                                                                                    11                    ...
                                                                                                                          ...
                                                                                                        13ประกอบกับปริมาณข...
                                                                                                  14เครื่องจักรที่มอยูให...
                                                                                                  15                      ...
                                                                                                                   163. ผล...
                                                                                                17        โดยปกติการผลิตปล...
                                                                                                   18จํานวน 10,081 ตัน มูล...
                                                                                                    191.1.2 การนําเขาจากป...
                                                                                                     20หรือรอยละ 28.32 แล...
                                                                                                21ในหมวดโปรตีนเชนเดียวกัน...
    22
    23
                                                                                                      24                  ...
                                                                                                     25ธุรกิจประสบความสําเ...
                                                                                       26        3. แพปลาชาญวัฒนา        ส...
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา

3,873 views

Published on

Published in: Education, Business
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
3,873
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
29
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ดร.ดนัย เทียนพุฒ : รายงานของ นศ.MBA มวล. กรณีเครือกฤษฏา&เครืออิสระวัฒนา

  1. 1.   1 ความทาทายขององคการกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ เสนอ ดร. ดนัย เทียนพุฒ โดย นางสาวสุภาพร สุขขวัญ รหัส 51210078 นางสาวเพ็ญพัฒน โตสําลี รหัส 51210052 นางสาวกมลพรรณ หมื่นหอ รหัส 51210086 นางสาวปณชญา ขวัญคง รหัส 51210185 นางสาวรัตนาภรณ กําลังมาก รหัส 51210268 นางสาวอลิษา ศรีใหม รหัส 51210334 นางสาวอารยา สารคุณ รหัส 51210367 รายงานฉบับนีเ้ ปนสวนหนึ่งของรายวิชาการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองคการ ภาคการศึกษาที่ 2 ปการศึกษา 2552 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ
  2. 2.   2 คํานํา รายงานฉบับนี้เปนสวนหนึ่งของรายวิชา การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาองคการ (MGT-623) ไดจัดทําขึ้นเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดลอมที่มีผลกระทบตอองคการ กลยุทธและเทคนิควิธการจัดการ ีต อ การเปลี่ ย นแปลงทั้ ง ในระดั บ ป จ เจกบุ ค คล กลุ ม และองค ก าร การพั ฒ นาองค ก ารเพื่ อ รองรั บ การเปลี่ยนแปลง ปญหาในการเปลี่ยนแปลงองคการ รวมทั้งการตอตานและแนวทางแกไข ซึ่งทางคณะผูจัดทําไดทําการศึกษา โดยใชธุรกิจเครืออิสระวัฒนาและเครือกฤษฎา เปนกรณีศึกษา ผูจัดทําหวังเปนอยางยิ่งวารายงานฉบับนี้จะเปนประโยชนไดมากกับผูท่ีสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงองคการและหากมีขอผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ดวย คณะผูจัดทํา 15 ตุลาคม 2552
  3. 3.   3 สารบัญ หนาCase Study: กลุมธุรกิจเครืออิสระวัฒนา & กลุมธุรกิจเครือกฤษฎาที่มาและรูปแบบของอุตสาหกรรมประมง 6ที่มาและรูปแบบของอุตสาหกรรมประมงในประเทศไทย 10พัฒนาการอุตสาหกรรม “ปลาปน” 11สถานการณและนโยบายปลาปนประเทศไทย ป 2548 15สถานการณปลาปนโลก ป 2547/48 19Case Study: ธุรกิจเครืออิสระวัฒนา- เหตุผลที่เลือกเปน Case Study 24-ประวัติความเปนมาของกิจการ 24-ธุรกิจในเครืออิสระวัฒนา 25-ผูบริหาร/ผูถือหุน 27-ประวัติความเปนมาของผูประกอบการ 27-ปรัชญาในการดําเนินธุรกิจ 27-วิสัยทัศนและพันธกิจ 27-วัตถุประสงคและเปาหมาย 28-การวิเคราะหธุรกิจของเครืออิสระวัฒนา -การวิเคราะห PEST Model 29 -การวิเคราะห Five Force Model 32 -การวิเคราะห ทัศนภาพ 34- แนวโนมธุรกิจในเครืออิสระวัฒนาอีก 3 ป ขางหนา - แนวโนมที่แนนอนของธุรกิจ 37 - แนวโนมที่ไมแนนอนของธุรกิจ 38
  4. 4.   4 สารบัญ หนา- การดําเนินการกับแนวโนมที่แนนอนและไมแนนอน 40 - ปจจัยสําคัญที่ทําใหประสบความสําเร็จ 40 - ขอเสนอแนะ 42Case Study: ธุรกิจเครือกฤษฎา- เหตุผลที่เลือกเปน Case Study 43- ประวัติความเปนมาของกิจการ 43- ธุรกิจในเครือกฤษฎา 44- ผูบริหาร/ผูถือหุน 45- ปรัชญาในการดําเนินธุรกิจ 46- วิสัยทัศนและพันธกิจ 46- การวิเคราะหธุรกิจของเครือกฤษฎา - การวิเคราะหปจจัยภายนอกองคกร (PEST Model) 46 - การวิเคราะหปจจัยภายในองคกร 47 - การวิเคราะห Five Force Model 49 - การวิเคราะห ทัศนภาพ 52- แนวโนมธุรกิจในเครืออิสระวัฒนาอีก 3 ป ขางหนา 59 - แนวโนมที่แนนอนของธุรกิจ 59 - แนวโนมที่ไมแนนอนของธุรกิจ 60 - การดําเนินการกับแนวโนมที่แนนอนและไมแนนอน 62 - ปจจัยสําคัญที่ทําใหประสบความสําเร็จ 63 - ขอเสนอแนะ 63
  5. 5.   5 สารบัญ หนาสรุปเปรียบเทียบ SWOT ระหวาง 2 องคกร 65ภาคผนวกบรรณานุกรม 
  6. 6.   6 Case Study: กลุมธุรกิจเครืออิสระวัฒนา & กลุมธุรกิจเครือกฤษฎาที่มาและรูปแบบของอุตสาหกรรมประมง การประมง หรือ ประมง หมายถึงการจัดการของมนุษยดานการจับปลาหรือสัตวน้ําอื่นๆ การดูแลรักษาปลาสวยงามและการแปรรูปเปนผลิตภัณฑประมงเชน น้ํามันปลา กิจกรรมการทําประมงจัดแบงไดทั้งตามชนิดสัตวน้ําและตามเขตเศรษฐกิจ เชน การทําประมงปลาแซลมอนในอลาสกา การทําประมงปลาคอดในเกาะลอโฟเทน ประเทศนอรเวยหรือการทําประมงปลาทูนาในมหาสมุทรแปซิฟกตะวันออก และยังรวมถึงการเพาะปลูกในน้ํา (Aquaculture) ซึ่งหมายถึงการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตวบางชนิดในน้ํา เพื่อใชเปนอาหารคนหรือสัตว เชนเดียวกับเกษตรกรรมที่ทําบนพื้นดิน การทําฟารมในน้ํา เชนฟารมปลา ฟารมกุงฟารมหอย ฟารมหอยมุก การเพาะปลูกในน้ําในสภาพแวดลอมที่ควบคุมไว การเพาะปลูกในน้ําจืด น้ํากรอยในทะเล การเพาะปลู กสาหร า ย ต อมาไดมีก ารพั ฒนาองค ความรูดานการประมงเปน วิ ทยาศาสตร แ ละเทคโนโลยีสาขาหนึ่งเรียกวาวิทยาศาสตรการประมง มีพ้ืนฐานจากวิชาชีววิทยา นิเวศวิทยา สมุทรศาสตรเศรษฐศาสตรและการจัดการ มีการจัดศึกษาดานการประมงในแงมุมตางๆ ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรีปริญญาโทและปริญญาเอก และการประมงมีบทบาทสําคัญในเชิงธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ จึงมีคําอื่นๆที่เกี่ยวของเชน “ธุรกิจการประมง” “อุตสาหกรรมประมง” เกิดขึ้น ในประเทศไทยมีภาพเขียนเกี่ยวกับการจับปลามากอนประวัติศาสตร และมีคํากลาวมาตั้งแตสมัยสุโขทัยวา “ในน้ํามีปลาในนามีขาว” “กินขาวกินปลา” ปลาเปนแหลงโปรตีนของคนไทยมาตั้งแตยุคโบราณ ประกอบกับประเทศไทยมีแหลงน้ําขนาดใหญ เชน กวานพะเยา บึงบอระเพ็ด หนองหาร และมีแมน้ําหลายสายเชน แมน้ําเจาพระยา แมน้ําแมกลอง แมน้ําทาจีน แมน้ําบางปะกง แมน้ําตาป แมนํ้าปากพนัง ที่ไหลลงสูอาวไทย แมน้ําชี และแมน้ํามูล ที่ไหลลงแมน้ําโขง จึงมีการทําประมงกันอยางแพรหลาย หนวยงานภาครัฐเขามาเกี่ยวของกับการประมงโดยกรมสรรพากรจัดเก็บภาษีคาน้ํา คาภาษีอากรสัตวน้ํา ถือไดวา การบริหารจัดการทางดานการประมงของไทยเริ่มขึ้นในพ.ศ. 2444 พ.ศ. 2464 รัฐไดจัดตั้งหนวยเพาะพันธุปลาหรือหนวยงานบํารุงและรักษาสัตวน้ํา ขึ้น โดยใหขึ้นตรงต อ กระทรวงเกษตราธิ ก าร และแต ง ตั้ ง ดร.ฮิ ว แมคคอร มิ ค สมิ ธ ซึ่ ง เคยเป น กรรมาธิ ก ารการประมงสหรัฐอเมริกา (Commissioner of Fisheries U.S.A) เปนที่ปรึกษาดานการประมงของรัฐบาลในพระมหากษั ต ริ ย ส ยามในพ.ศ. 2466 มี ก ารสํ า รวจปริ ม าณสั ต ว น้ํ า ที่ มี อ ยู ใ นประเทศไทย เพื่ อ นํ า มา
  7. 7.   7ประกอบการเพาะพันธุ การบํารุงพันธุพันธุสัตวน้ํา เพื่อขยายผลในเชิงอุตสาหกรรม โดยการสํารวจในนานน้ําจืด และในนานน้ําทะเลทั่วราชอาณาจักรไทย จัดกลุมจําแนกในทางชีววิทยาเปนหมวดหมู เขียนเปนหนังสือมีภาพประกอบแนะนําทรัพยากรในประเทศไทยชื่อ “อนุกรมวิธาน” และ “A Review of the AquaticResources and Fisheries of Siam, with Plans and Recommendation for the Administration, Conservationand Development” นําเสนอทรัพยากรในน้ําของประเทศไทยพรอมทั้งใหรายละเอียดและขอแนะนําการบริหารจัดการอนุรักษเสนอตอกระทรวงเกษตราธิการและไดนําเสนอทูลเกลาฯและอนุมัติใหมีการตีพิมพเผยแพร ตอมาพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2469 ใหตั้งกรมรักษาสัตวน้ําขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ พ.ศ. 2477 เปลี่ยนชื่อเปนกรมการประมง และพ.ศ. 2496 เปลี่ยนชื่อเปนกรมประมง กรมประมงมีภารกิจศึกษา วิจัย คนควาและทดลองเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตวน้ํา การบํารุงพันธุสัตวน้ํา การรวบรวมขอมูล สถิติ ความรูเกี่ยวกับการประมง การอนุรักษชลสมบัติ การพัฒนาเครื่องมือและอุปกรณการประมง ผลิตภัณฑสัตวน้ํา อุตสาหกรรมสัตวนํ้า รวมทั้งการสํารวจแหลงประมง ตลอดจนการสงเสริมและเผยแพรการเพาะเลี้ยงในน้ํา การจับสัตวน้ํา งานอาชีพการประมงอื่นๆ และการควบคุมกิจการประมงใหเปนไปตามกฎหมายและสอดคลอง กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติมุงเนนการเลี้ยงปลาและการทําประมงน้ําลึกในชวงแรกของการทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ตอมาจึงศึกษาคนควาการเพาะเลี้ยงกุงในที่ดินชายฝงทะเลและพัฒนาอุตสาหกรรมตอเนื่อง ในขณะเดียว กันไดศึกษาคนควาการอนุรักษทรัพยากรประมงใหยั่งยืน ดังนี้ • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 1 พ.ศ. 2506-2509 จัดตั้งสถาบันวิจัยประมงน้ําจืด และหองทดลองชีววิทยาการประมงทะเล เพื่อสงเสริมการเพาะปลูกในน้ําและการประมงน้ําลึก • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 2 พ.ศ. 2510-2514 สงเสริมการเพาะปลูกในน้ําจืด และน้ํากรอย กวดขันการอนุรักษพันธุสัตวน้ําตลอดจนการเก็บรักษาและแปรรูป จัดตั้งศูนยพัฒนา และฝ ก อบรมการประมงทะเลให ชาวประมงรู จั ก วิ ธี การเดิ นเรื อ และการใช อุ ปกรณ ทั น สมั ย ที่ เหมาะสมกับการประมงทะเลลึกเพื่อการบริโภคภายในประเทศและเพื่อสงออกเปนสินคาสําคัญ • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 3 พ.ศ. 2515-2519 สงเสริมการพัฒนาที่ดินชายฝง ทะเลใหเปนแหลงเลี้ยงสัตวน้ําไดแก กุงทะเล ซึ่งเปนสินคาที่ตลาดตางประเทศตองการมาก จัดตั้ง ศู น ย วิ จั ย ค น คว า และฝ ก อบรมการเพาะเลี้ ย งกุ ง เพื่ อค น คว า วิธี ก ารเพาะลู ก กุ ง โดยไม ต อ งอาศั ย ธรรมชาติและสาธิตแกเกษตรกร
  8. 8.   8 • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 4 พ.ศ. 2520-2524 สงเสริมการเพาะเลี้ยงปลาในเขต ชลประทาน ทดลองคนควาอบรมการเพาะเลี้ยงกุงกามกรามและการเพาะเลี้ยงกุงชายฝง สนับสนุน ชาวประมงใหปรับปรุงเครื่องมือการทําประมงใหมีประสิทธิภาพในการจับสัตวน้ําและแข็งแรง ทนทานตอลมฟาอากาศ กอสรางและขยายสะพานปลา ทาเรือประมง โรงงานหองเย็นและโรง น้ําแข็ง • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 5 พ.ศ. 2525-2529สงเสริมการเจรจารวมทุนทําการ ประมงน้ําลึกกับประเทศตางๆ • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 6 พ.ศ. 2530-2534 และฉบับที่ 7 พ.ศ. 2535-2539 เนนมาตรการอนุรักษและควบคุมการใชทรัพยากรประมงโดยสํารวจแหลงประมงในนานน้ําสากล และนานน้ําของประเทศที่มีความรวมมือทางการประมงสนับสนุนการรวมทุนทําการประมงโดย ถูกตองตามกฎหมายประมงระหวางประเทศ เสนอแกไขพระราชบัญญัติการประมงใหทันสมัยและ สอดคลองกับสภาวะการประมง ในดานการศึกษากระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงหลักสูตรการ ประมงใหสอดคลองกับความตองการแรงงานเอกชน ประสานงานระหวางมหาวิทยาลัยที่มีการผลิต บัณฑิตในสาขาวิชาเดียวกันปรับปรุงระบบการศึกษาขั้นบัณฑิตศึกษาใหตรงกับความตองการของ ประเทศ • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 8 พ.ศ. 2540-2544 สนับสนุนกฎหมายรองรับสิทธิ ของชุมชนทองถิ่นและชาวประมงขนาดเล็กใหมีสวนรวมในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล ทั้งการอนุรักษฟนฟูและดูแลรักษาปาชายเลนหญาทะเลและปะการังเพื่อใหมีการใชประโยชนจาก ทรัพยากรชายฝงโดยเฉพาะทรัพยากรประมงไดอยางยั่งยืน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 9 พ.ศ. 2545-2549 และฉบับ ที่ 10 พ.ศ. 2550-2554สงเสริมการวิจัยและพัฒนาสินคาอาหารเพื่อใหเปนแหลงการผลิตอาหารแปรรูปที่สําคัญของโลกที่มีคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยของอาหารเพื่อสรางความเชื่อมั่นแกผูบริโภคสินคาในระยะยาวโดยมีกุงเปนสินคาเปาหมายที่สําคัญ ดานการศึกษาวิทยาการดานการประมง พัฒนาการประมงที่สําคัญเกิดจากการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรเปนมหาวิทยาลัยแรกที่กอตั้งขึ้นโดยเนนการเรียนการสอนดานการเกษตรโดยเฉพาะ และเปนมหาวิทยาลัยแหงแรกที่เปดสอนดานการประมง จัดตั้งคณะประมงขึ้นเมื่อพ.ศ. 2486 พรอมกับคณะเกษตรและคณะวนศาสตร คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตรจัดแบงภาควิชาออกเปน 5 ภาคคือ ภาควิชาการจัดการประมง ภาควิชาวิทยาศาสตรทางทะเล ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว
  9. 9.   9น้ํา ภาควิชาผลิตภัณฑประมง และภาควิชาชีววิทยาประมง ในขณะที่มหาวิทยาลัยอื่นจัดการเรียนการสอนด า นประมงเป น ภาควิ ช าในคณะต า งๆ เช น คณะเกษตรศาสตร มหาวิ ท ยาลั ย ขอนแก น คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยบูรพา หรือ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง รายวิชาที่ปรากฏในหลักสูตรของสถาบันตางๆแบงเปนกลุมตางๆ ไดดังนี้ 1.กลุมการทําประมง ไดแก การจัดการทรัพยากรประมง วิทยาศาสตรทางทะเล วิทยาศาสตรการประมง 2.กลุมการเพาะเลี้ยงสัตวน้ํา ไดแก การเพาะเลี้ยงและปรับปรุงพันธุสัตวน้ํา การจัดการฟารมสัตวน้ําเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตวน้ํา เทคโนโลยีการผลิตสัตวน้ํา เทคโนโลยีการเลี้ยงกุง การจัดการอาหารสัตวน้ํา พันธุศาสตรการเพาะเลี้ยงสัตวน้ํา การเพาะพันธุสัตวน้ํา การผสมพันธุปลา การปรับปรุงพันธุกรรมปลาโรคของสัตวน้ํา คุณภาพน้ําสําหรับการเพาะเลี้ยงสัตวน้ํา ปฏิบัติการเพาะเลี้ยงสัตวน้ํา เทคนิคการวิจัยทางการเพาะเลี้ยงสัตวน้ํา การเพาะเลี้ยงปลาสวยงามและพรรณไมน้ํา 3.กลุมผลิตภัณฑประมงและอุตสาหกรรมประมง ไดแก เทคโนโลยีการแปรรูปสัตวนํ้าและสาหรายจุลชีววิทยาผลิตภัณฑประมงและมารีนไบโอเทคโนโลยี เคมีและฟสิกสของผลิตภัณฑประมง โภชนาศาสตรอาหารทะเล QC, QAและระบบคุณภาพ การวิเคราะหและรับรองผลิตภัณฑสัตวน้ํา การวางแผนการผลิตการวางผังโรงงานผลิตภัณฑประมง การบริหารและวิเคราะหระบบอุตสาหกรรมประมง วิศวกรรมแชเยือกแข็ง วิศวกรรมกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑประมง ชีวพิษ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑประมง บรรจุภัณฑสําหรับผลิตภัณฑประมง การใชประโยชนจากเศษเหลือ เทคโนโลยีน้ํามันปลา เทคโนโลยีโปรตีนปลาเขมขน ชีวมวลประมงสําหรับพลังงานทดแทน 4.กลุมชีววิทยาและนิเวศวิทยาประมง ไดแก ชีววิทยาทางทะเล ชีววิทยาของปลา นิเวศวิทยาของปลา การจัดการเกี่ยวกับคุณภาพน้ําและภาวะมลพิษในแหลงน้ํา นิเวศวิทยาทางน้ํา 5.กลุมอื่นๆ ไดแก วิศวกรรมประมง การวิจัยและการนําเสนอขอมูลดานวิทยาศาสตรการประมงดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร
  10. 10.   10ที่มาและรูปแบบของอุตสาหกรรมประมงในประเทศไทยปลาปน - เปนแหลงโปรตีนที่สําคัญของการผลิตอาหารสัตวทั้งสัตวบก-สัตวน้ํา ใหโปรตีนสูงและมีคณภาพดี ุ วัตถุดิบที่นํามาผลิตไดจากอุตสาหกรรมตอเนื่องประมง-หองเย็น-โรงงานปลากระปอง – โรงงานซู ริมิ - ในประเทศไทยมีโรงงานปลาปนทั้งสิ้น 80 โรงงานเปนสมาชิกสมาคมฯ 69 โรงงานและมีสมาชิกผู สงออกและนําเขาอีก 40 ราย ตั้งอยู 16 จังหวัดชายทะเลทัวประเทศ มีกําลังผลิตปละ 480,000- ่ 500,000 ตันและสงออกปละ 20,000-50,000 ตัน - ปลาปนเปนวัตถุดิบอาหารสัตวซึ่งมีความสําคัญตอการนําไปใชเลี้ยงสัตว ดังนั้น การผลิตอาหาร สัตว จึงจําเปนอยางยิ่งตองผลิตภายใตการควบคุมการผลิตตามมาตรฐานความปลอดภัยของ อาหาร สัตว เพื่อลดหรือจํากัดอันตรายใหอยูในระดับที่ยอมรับไดและปลอดภัยตอการบริโภค ของสัตว ตามมาตรฐานสากล GMP และ HACCP ซึ่งถือวาเปนมาตรฐานพื้นฐานที่โรงงานอุตสาหกรรมควร นําไปประยุกตใชในการ ควบคุมการผลิตเพื่อความปลอดภัยในการบริโภค
  11. 11.   11 พัฒนาการอุตสาหกรรม "ปลาปน" การใชประโยชนยุคของการพัฒนา วัตถุดิบหลัก กระบวนการผลิต การตลาด หลัก ตม - ตากแหง ยุคแรก ตม - ตากแหง - บีบอัด / เลี้ยงเปด / เลียงไก ้ ปลาเปดจากโปะ ในประเทศ อดีต - 2504 น้ํามัน เลี้ยงหมู โรงงานนํารอง ตม - ตากแหง - บีบอัด ปลาเปดจากเรืออวน ยุคสอง / น้ํามัน ในประเทศ เลี้ยงเปด / เลียงไก ้ ปลาหลังเขียวจากเรือ 2504-2520 โรงงานอบแหงดวยไอน้ํา สงออก เลี้ยงหมู อวนลาก ชนิดหมออบหลายใบ โรงงานอบแหงดวยไอน้ํา ปลาเปดจากเรืออวน ยุคสาม ชนิดหมออบหลายใบ ในประเทศ เลี้ยงเปด / เลียงไก ้ ลาก 2520-2535 โรงงานแบบอบแหง สงออก เลี้ยงหมู หัว - กางปลา - ทูนา ชนิดหมออบใบเดียว ปลาเปดจากเรืออวน โรงงานแบบอบแหง เลี้ยงเปดไข / เลี้ยง ยุคปจจุบัน ลาก ในประเทศ ชนิดหมออบใบเดียว ไก 2535-ปจจุบน ั หัว - กางปลาโอ - ทูนา สงออก : ใชน้ํามันรอนแทนไอน้ํา เลี้ยงกุง หัว - กางปลาซูริมิ
  12. 12.   12ยุคแรก (กอนป 2504) เป น ยุ คที่ มี ก ารผลิ ต ปลาป น แบบพื้ น บ าน จนถึ ง พ.ศ. 2504 จึ งเกิ ด การเปลี่ ย นแปลงครั้ ง สํ า คั ญเนื่องจากมีการเปลี่ยนวิธีการทําประมงจากแบบประจําที่ เชน โปะโพงพาง มาเปนการประมงแบบอวนลากซึ่งทําใหมีวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้น จนเกิดการขยายตัวของการผลิตจากแบบพื้นบานไปสูอุตสาหกรรม มีการกอสรางโรงงานอยางเปนกิจจะลักษณะมากขึ้น ในสมัยกอน ตามจังหวัดชายทะเลตางๆจะมีธุรกิจคูกันอยู 2 อยางคือ การทําประมงพาณิชยดวยเครื่องมือโปะโพงพาง และการเลี้ยงเปดไข เนื่องจากเปนธุรกิจที่สงเสริมซึ่งกันและกัน กลาวคือ เศษปลาตางๆที่ไดจากการทําประมงและไมเหมาะสําหรับการบริโภคของมนุษย จะนํามาใชเปนอาหารสําหรับเปดทําใหเปดโตไวและมีไขดก ( ซึ่งเปนที่มาของการเรียกเศษปลานี้วา " ปลาเปด " ) ตอมาเมื่อมีการ ขยายตัวของการทําประมงทําใหมีเศษปลามากขึ้น จึงมีการตมใหสุกและตากแหง ( บางแหงมีการบีบเอาน้ําและน้ํามันออกกอน ) เพื่อที่จะเก็บไวไดนาน โดยไมเนาเสียไปกอน ขณะเดียวกันรัฐบาลสมัยนั้นสงเสริมใหประชาชนทําสวนครัวและเลี้ยงสัตวมาก ขึ้นเพื่อเพิ่มพูนรายไดใหครอบครัว ทําใหมีการเลี้ยงเปดและไกมากขึ้น จึงทําใหเกิดความตองการปลาปนเพิ่มขึ้นตาม แตการผลิตสมัยนั้นใชกรรมวิธีแบบงายๆ โดยตั้งในกระทะใบใหญหรือถังน้ํามัน เมื่อสุกแลวนํามาบีบอัดน้ําและน้ํามันในตัวปลาออก ซึ่งเปนเครื่องบีบอัดดวยมือแบบใชเกลียว หลังจากนั้นจึงนําไปตากบนเสื่อรําแพน( เสื่อไมไผสาน ) โดยใชเวลา 2-3 วันจึงแหง สําหรับบางแหงที่มีฝนตกชุกมีการดัดแปลงโดยใชวิธียางบนกระทะเหล็กเพื่อให แหงและนําไปบดใหละเอียดกอนจําหนายตอไป คุณภาพของปลาปนขณะนั้นคอนขางต่ํ า เนื่ อ งจากเนื้ อ ปลาถู ก ทํ า ลายไปก อ นแล ว ทั้ ง ยั ง มี ก ลิ่ น หื น เนื่ อ งจากการบี บ อั ด น้ํ า และน้ํ า มั น ที่ ไ ม มีประสิทธิภาพ ในป 2495 องคการอาหารและเกษตรแหงสหประชาชาติ (FAO) ไดมอบเครื่องมือลักษณะเดียวกันให กับ บริษัท ประมงไทย จํากัด ซึ่งเปนบริษัทกึ่งรัฐวิสาหกิ จเพื่อทดลองการผลิต โดยติดตั้งที่โรงงานบนเกาะมัดโพน ปากน้ําชุมพร ซึ่งตอมาในป 2497 บริษัทนี้ไดมีการสั่งซื้อเครื่องจักรเขามาใชในโครงการนํารอง ( Pilot Plant ) ซึ่งสามารถผลิตปลาปนจากปลาสดไดถึงวันละ 25 ตัน (24 ชั่วโมง) แตปรากฏวาไมประสบผลสํ าเร็ จ เนื่ องจากชนิด ของวัต ถุดิ บในประเทศไทยไมเหมื อนกับ ในตางประเทศ
  13. 13.   13ประกอบกับปริมาณของวัตถุดิบที่ปอนโรงงานไมสม่ําเสมอ จนทายที่สุด ตองลมเลิกโครงการและตอมาขายใหเอกชนไป อยางไรก็ตาม ไดมีบริษัทคนไทยลอกเลียนแบบเครื่องจักรนี้ 2 โรงงานคือ ที่จังหวัดระนอง และโรงงานที่ติดตั้งบนเรือ เพื่อที่จะสามารถเคลื่อนยายไปตามแหลงวัตถุดิบตางๆ แตในที่สุดโรงงานทั้งสองก็ตองประสบชะตากรรมเชนเดียวกับโรงงานที่เกาะมัดโพน เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบเพื่อปอนโรงงานอยางสม่ําเสมอ โดยเฉพาะโรงงานที่อยูบนเรือไดเลิกกิจการหลังดําเนินการไดเพียง 3 ปยุคที่สอง (2504 - 2520) นับ เปนชวงเวลาที่มีการนําเครื่องมือประมงประเภทอวนลากเขามาทําการประมงอยาง ไดผลและเปนชวงจังหวะที่ทําใหวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้นและสม่ําเสมอตลอดทั้งป เปนเหตุใหเกิดการผลิตปลาปนแบบอุตสาหกรรมดวยเครื่องจักรที่มีการทดลองทํา ในยุคแรก และสามารถดําเนินการไดอยางคุมทุน ประกอบกับชวงเวลานี้มีการขยายตัวทางดานการตลาด กลาวคือ มีการเลี้ยงไกในเชิงอุตสาหกรรมอยางกวางขวาง มีการนําเขาพอพันธุ แมพันธุไกจากตางประเทศ ทั้งไกเนื้อและไกไข (ทําใหบางคนเรียกปลาปนที่ผลิตไดวา " ปลาไก " เพราะสวนใหญนําไปเลี้ยงไกนั่นเอง ) ดังนั้นอาจกลาวไดวาในยุคนี้เปนยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางดานวัตถุ ดิบเชิงปริมาณ และความสม่ําเสมอตลอดทั้งป เพราะเปนปลาที่ไดจากการประมงอวนลาก ( มีปลาหลังเขียวจากการประมงอวนลอมบาง แตก็ตองรอวัตถุดิบที่เหลือใชจากโรงงานผลิตปลากระปอง )นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางดานการผลิตเปนแบบอุตสาหกรรม จนกระทั่งการผลิตแบบตม - ตากที่ใชในชวงแรกหมดไป แลวทายที่สุดมีการเปลี่ยนแปลงทางดานวิชาการตลาด เนื่องจากมีการขยายการเลี้ยงสัตวโดยเฉพาะไกและมีปลาปนที่เหลือใชภายใน ประเทศสงออกไปจําหนายตางประเทศดวยยุคที่สาม (2520 - 2535) นับ เปนยุคที่มการผลิตปลาปนกระจายไปในทุกจังหวัดชายทะเลอยางเต็มที่แลว มีการใช ีวัตถุดิบจากชินสวนของปลาที่ไดจากโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งจากโรงงานปลากระปองและหองเย็นแปรรูป ้ทั้งเนื่องจากเรือประมง อวนลากเริ่มประสบปญหาแหลงประมงและปริมาณเรือ ประมงจับไดลดลง ในสวนของการผลิตมีการเปลียนแปลงการใชเชื้อเพลิงจากน้ํามันเตาเปนฟนหรือ แกลบเนื่องจากน้ํามันราคาแพง มี ่การนําเขาเครืองจักรตางประเทศเขามาใชในการผลิต และผูผลิตภายในประเทศเองมีการพัฒนาและดัดแปลง ่ 
  14. 14.   14เครื่องจักรที่มอยูใหมี ประสิทธิภาพสูงขึ้น ใชเชื้อเพลิงลดลงและลดตนทุนการผลิต สวนในดานการตลาดมี ีการสงเสริมการเลี้ยงกุง ซึ่งเปนสัตวเลี้ยงประเภทใหม ที่ใชปลาปนในการผลิตอาหารสัตวในปริมาณมาก จนเกิดปญหาการผลิตไมเพียงพอตอความตองการใชภายในประเทศและตองมีการนํา เขาปลาปนเพื่อผลิตอาหารสัตว รวมทั้งเปนชวงทีมีการกอตั้ง " สมาคมผูผลิตปลาปนไทย " ขึ้นเพื่อเปนศูนยกลางในการ ่ประสานงาน แลกเปลียนความคิดเห็น และแกไขปญหาของผูผลิตปลาปนดวย ่ยุคปจจุบัน (2535 - ปจจุบน) ั เปน ยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบ จากที่เคยใชปลาเปดเปนหลัก เริ่มลดบทบาทลงเนืองจาก ่ปริมาณไมเพียงพอและหันมาใชวัตถุดิบจากโรงงานปลาทู นากระปอง ซึ่งมีปริมาณมากถึงปละกวาแสนตันมีการใชเศษวัตถุดิบจากโรงงานทําปลาบด (ซูริมิ) มีการนําเขาปลาเปดจากเรือประมงไทยที่ไปทําการประมงในตางประเทศ เชน พมา มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ทางดานการผลิตมีการพัฒนาเครื่องจักรเปนแบบการใชหมออบแหงแบบใบเดียว มีการใชน้ํามันรอนแทนไอน้ําในการอบปลา มีการกลับมาผลิตปลาปนบนเรือโรงงาน ( ตอมาไดเลิกกิจการ ) มีการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบและผลผลิตใหมโปรตีนและคุณคาทาง ีอาหารสูงขึ้นและ ผลผลิตสวนใหญจะจําหนายในประเทศเปนหลัก เพราะมีการพัฒนาวงการปศุสตวของ ัไทยทั้งสัตวบก - สัตวน้ํา อยางกวางขวาง จนทําใหปลาปนที่ผลิตไดไมเพียงพอกับความตองการภายในประเทศ(ที่มา: http://www.thaifishmeal.com/plapon.html , 15/10/09)
  15. 15.   15 สถานการณและนโยบายปลาปนประเทศไทย ป 2548 สถานการณประเทศไทยปลาปนเปนผลิตภัณฑทไดจากปลาสด และใชเปนวัตถุดบอาหารสัตว โดยทั่วไปอาหารสัตวจะมีปลาปนเปน ี่ ิสัดสวน ประมาณ รอยละ 7 - 10 แตในอาหารสัตวบางชนิดจําเปนตองใชปลาปนเปนสวนผสมถึง รอยละ 35เนื่องจากตองการเรงการเจริญเติบโต เชน อาหารกุงกุลาดําการผลิต1. วัตถุดิบ แหลงจับปลาของไทยอยูบริเวณรอบอาวไทย และทะเลอันดามัน และเนื่องจากมีการประกาศเขตเศรษฐกิจจําเพาะ (exclusive economic zone) ของประเทศเพื่อนบาน ทําใหเนื้อที่การประมงทะเลของประเทศไทยถูกจํากัด ซึ่งตอมาประเทศไทยก็ไดกาหนดเขตความกวางของเขตเศรษฐกิจจําเพาะดานอาวไทย ํและทะเลอันดามัน เปนระยะ 200 ไมลทะเลจากเสนฐาน จึงมีการพัฒนาการประมงของไทยโดยการขยายกองเรือ และปรับปรุงเทคนิควิธีการทําประมง ตลอดจนการทําประมงนอกนานน้ําเพิ่มมากขึ้น วัตถุ ดิบที่สําคัญในการผลิตปลาปน ไดแก 1) ปลาเปด (trash fish) เปนปลาเบญจพรรณที่จับไดโดยเรือประมงที่ใชเครื่องมือประเภทอวนลาก 2) ปลาหลังเขียว เปนปลาผิวน้ํา และ 3) เศษปลา จากโรงงานอาหารทะเลกระปอง2. แหลงผลิต โรงงานปลาปนสวนใหญจะรับซื้อวัตถุดิบจากเรือประมงทั่วไป และบางโรงงานก็มีเรือประมงเปนของตนเอง รวมทั้งมีการรับซื้อปลานอกนานน้ําไทยดวย เพื่อใหไดวัตถุดิบเพียงพอกับการเดินเครื่องจักรซึ่งมีกาลังการผลิตในอัตราสูง โรงงานผลิตปลาปนของไทยตั้งอยูตามพื้นที่ในจังหวัดที่ติดตอกับชายฝงทะเล ํมีประมาณ 107 โรงงาน ดังนี้ ภาคใต มี 80 โรงงาน ไดแก จังหวัดสงขลา ปตตานี นครศรีธรรมราช ระนอง ชุมพร ตรัง พังงาภูเก็ต สตูล สุราษฏรธานี และกระบี่ ภาคกลาง มี 27 โรงงาน ไดแก จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรปราการ ตราด ระยอง ประจวบคีรีขันธจันทบุรี ชลบุรี และสมุทรสงคราม
  16. 16.   163. ผลผลิต ปริมาณการผลิตปลาปนของไทยมีประมาณปละ 4.5 – 6 แสนตัน ทั้งนี้ข้ึนอยูกับปริมาณวัตถุดิบในปนั้น ๆ โดยในป 2548 สมาคมผูผลิตปลาปนไทย ประมาณการวาจะมีผลผลิตปลาปน 5.5 แสนตันเพิ่มขึ้นจากป 2547 ซึ่งมีประมาณ 5.4 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้นรอยละ 1.85 โดยผลผลิตปลาปนของไทยจะออกสูตลาดสม่ําเสมอ โดยเฉลี่ยจะออกสูตลาดเดือนละ รอยละ 7 – 9 ของผลผลิตทั้งป ดังนี้ เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. รวม รอยละ 8.15 7.44 7.96 8.04 8.38 8.55 8.45 8.41 8.56 8.67 8.56 8.83 100.00 จาก การรวบรวมขอมูลของสมาคมผูผลิตปลาปนไทย ปรากฏวาในป 2547 ปริมาณการผลิตปลาปนของไทยมีมากที่สุดใน จังหวัดสมุทรสาคร ประมาณ รอยละ 27.99 ของปริมาณการผลิตทั้งประเทศรองลงมาไดแก นครศรีธรรมราช ปตตานี สงขลา ตรัง สมุทรปราการ ตราด ระยอง และภูเก็ต โดยผลผลิตปลาปนที่ผลิตไดจะอยูในระดับโปรตีน 4 ระดับ ดังนี้ ระดับโปรตีน ปริมาณการผลิต (ตัน) รอยละ 60% ขึ้นไป 135,159 25 55 – 59.9% 216,255 40 50 – 54.9% 108,128 20 40 – 49.9% 81,096 15 รวม 540,638 100
  17. 17.   17 โดยปกติการผลิตปลาปน 1 กิโลกรัม จะใชปลาเปดประมาณ 3.4 - 4.5 กิโลกรัม ดังนั้น ตนทุน คาปลาเปดจึงมีประมาณรอยละ 80 ของตนทุนการผลิตปลาปน สวนที่เหลืออีกประมาณรอยละ 20 เปนคาตนทุนอื่น ๆ เชน คาแรงงาน คาขนสง คาซอมแซมเครื่องจักร เปนตนความตองการใช ในป 2548 กระทรวงเกษตรและสหกรณ ไดประมาณความตองการใชปลาปนในประเทศสําหรับการผลิตอาหารสัตวไว ประมาณ 589,215 ตัน ปริมาณการใชปลาปนในอาหารสัตว ป 2548 อาหารสัตว ตัน รอยละ สัตวน้ํา 270,959 45.99 สุกร 123,144 20.90 ไกไข 69,257 11.75 เปด 64,077 10.88 ไกเนื้อ 61,778 10.48 รวม 589,215 100.00การนําเขา การ ผลิตปลาปนคุณภาพดี (โปรตีน 60% ขึ้นไป) ในประเทศไทยมีไมเพียงพอกับความตองการใชจึงตองมีการนําเขาจากตางประเทศ โดยการนําเขาลดลงโดยลําดับ จากจํานวน 100,650 ตัน มูลคา 1,844 ลานบาท ในป 2543 เหลือจํานวน 4,725 ตัน มูลคา 118 ลานบาท ในป 2546 แตกลับเพิ่มขึ้นในป 2547 เปน
  18. 18.   18จํานวน 10,081 ตัน มูลคา 247 ลานบาท โดยนําเขาจาก เปรู พมา มาเลเซีย เดนมารค และเวียดนาม สําหรับป2548 (ม.ค. – เม.ย. 48) มีการนําเขาแลวจํานวน 2,497 ตัน มูลคา 50.03 ลานบาทการสงออก การสงออกปลาปนของประเทศไทยมีประมาณปละ 4,000 – 8,000 ตันเศษ ระหวางป 2542 - 2544และตั้งแตป 2545 เปนตนมาปริมาณการสงออกปลาปนเพิ่มสูงขึ้นเปนประมาณปละ 10,000 ตันเศษ และในป 2547 มีการสงออก จํานวน 18,954 ตัน มูลคา 436 ลานบาท โดยสงออกไปยัง ไตหวัน จีน เวียดนามอินเดีย อินโดนีเซีย และญี่ปุน สําหรับป 2548 (ม.ค. – เม.ย. 48) มีการสงออกแลวจํานวน 4,996 ตัน มูลคา109.49 ลานบาทนโยบายของรัฐ1. นโยบายและมาตรการนําเขาปลาปน การ กําหนดนโยบายและมาตรการนําเขาปลาปนเปนอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการนโยบายอาหาร ซึ่งไดรับการแตงตั้งจากคณะรัฐมนตรี โดยมี รัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย เปนประธานรัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงพาณิชย กระทรวงเกษตรและสหกรณ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงมหาดไทย เปนกรรมการ อธิบดีกรมการคาภายใน เปนเลขานุการนโยบายและมาตรการนําเขาปลาปน ป 2548 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2547 เห็นชอบนโยบายและมาตรการนําเขาปลาปน ป2548 ดังนี้1.1 ปลาปนโปรตีน 60% ขึ้นไป ใหนําเขาไดเสรี โดยไมจํากัดปริมาณ และชวงเวลานําเขา1.1.1 การนําเขาจากประเทศสมาชิกเขตการคาเสรีอาเซียน (AFTA) กําหนดอากรนําเขา รอยละ 5
  19. 19.   191.1.2 การนําเขาจากประเทศสมาชิกและไมใชสมาชิกองคการการคาโลก (WTO) รวมทั้งไมใชสมาชิกเขตการคาเสรีอาเซียน (AFTA) กําหนดอากรนําเขารอยละ 10 และอากรพิเศษอีก รอยละ 50 ของอากรนําเขา(รวมเปนอากรนําเขาทั้งสิ้น รอยละ 15)1.2 ปลาปนโปรตีน ต่ากวา 60% ตองขออนุญาตนําเขา ํ2. นโยบายการสงออก การสงออกปลาปนของประเทศไทยสามารถสงออกไดเสรี ไมเสียอากรสงออก(ที่มา: http://www.feedusers.com/thai/cms/html/Fish_meal_feed/169.html, 16/10/09 ) สถานการณปลาปนโลก ป 2547/48 ปลาปนสถานการณโลก ปลาปนเปนวัตถุดิบอาหารสัตวในหมวดโปรตีนจากสัตวที่มีคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนที่จําเปนครบทุกชนิด และยังมีสาร UGF (Unidentifled Growth Factor) ซึ่งเรงการเจริญเติบโตของสัตว และมีปริมาณการผลิตเฉลี่ย 5 ปยอนหลัง (ป 2542/43 - 2546/47) ประมาณ 5.66 ลานตัน หรือคิดเปนรอยละ 2.55 ของปริมาณการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตวหมวดโปรตีนของโลก โดยมีโปรตีนและราคาสูงสุดในบรรดาวัตถุดิบอาหารสัตวในหมวดโปรตีนดวยกัน (กากถั่วเหลือง กากเรพซีด กากเมล็ดฝาย กากเมล็ดทานตะวัน และกากถั่วลิสง)การผลิต ใน ป 2547/48 กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา คาดวาปริมาณการผลิตปลาปนจะมีประมาณ 5.19ลานตัน ลดลงจากปกอนที่มีการผลิต 5.40 ลานตันหรือลดลง รอยละ 3.89 เนื่องจากคาดวาจะเกิดปรากฏการณ El Nino อีกซึ่งมีอิทธิพลสูงตอปริมาณการจับปลา โดยเฉพาะในแหลงผลิตที่ใหญที่สุดในทวีปอเมริกาใต ไดแก ประเทศเปรู และชิลี ซึ่งเปนผูผลิตรายใหญที่มีผลผลิตถึง 1.47 ลานตัน และ 0.80 ลานตัน
  20. 20.   20หรือรอยละ 28.32 และ 15.41 ของปริมาณการผลิตของโลกตามลําดับ โดยทั้งสองประเทศนี้มีแนวชายฝงที่ยาวติดตอกันกวา 7,000 กิโลเมตรทางฝงมหาสมุทรแปซิฟค ซึ่งเปนนานน้ําเศรษฐกิจที่กวางใหญ และมีกระแสน้ําอุนมาบรรจบกับกระแสน้ําเย็น จึงมีปริมาณแรธาตุอาหารสูงมาก สงผลใหปลาปนที่ผลิตไดมีคุณภาพดีและมีคุณคาทางอาหารสูงการคา การสงออกปลาปน ในป 2547/48 กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา คาดวาจะมีประมาณ 2.89 ลานตันลดลงจากปกอนซึ่งมีการสงออก 3.10 ลานตันหรือลดลงรอยละ 6.77 โดยมีเปรูเปนผูสงออกรายใหญ ซึ่งมีปริมาณการสงออกถึง 1.42 ลานตันหรือรอยละ 49.13 ของปริมาณการสงออกของโลก รองลงมา ไดแก ชิลีและไอซแลนด การนําเขาปลาปน ในป 2547/48 กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา คาดวาจะมีประมาณ 2.91 ลานตันลดลงจากปกอน ซึ่งมีการนําเขา 3.22 ลานตันหรือลดลงรอยละ 9.63 โดยมีจีนเปนผูนําเขารายใหญซึ่งมีปริมาณ การนําเขาถึง 0.87 ลานตันหรือรอยละ 29.90 ของปริมาณการนําเขาของโลก รองลงมา ไดแก กลุมประเทศทางแถบยุโรป ญี่ปุน ไตหวัน และนอรเวย การใชปลาปน ในป 2547/48 กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา คาดวาจะมีประมาณ 5.21 ลานตันลดลงจากปกอนซึ่งมีปริมาณ 5.50 ลานตัน หรือลดลงรอยละ 5.27 โดยมีจีนเปนผูใชรายใหญ ซึ่งมีปริมาณการใชถึง 1.25 ลานตัน หรือรอยละ 23.99 ของปริมาณการใชของโลก รองลงมา ไดแก กลุมประเทศทางแถบยุโรป และญี่ปุนราคา ราคาปลาปน ชิลี ป 2547 เฉลี่ยตันละ 639.13 เหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นจาก ป 2546 ที่มีราคาเฉลี่ยตันละ600.01 เหรียญสหรัฐ โดยระดับราคาในชวงตนปสูงขึ้นตอเนื่องจากชวงปลายป 2546 จากราคาเฉลี่ยเดือนธันวาคม 2546 ตันละ 621 เหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นโดยลําดับเปนเฉลี่ยตันละ 692 เหรียญสหรัฐ ในเดือนมีนาคม2547 ซึ่งเปนราคาที่สูงที่สุด และสอดคลองกับการเพิ่มขึ้นของราคากากถั่วเหลืองซึ่งเปนวัตถุดิบอาหารสัตว
  21. 21.   21ในหมวดโปรตีนเชนเดียวกันและใชทดแทนกันได และตั้งแตเดือนเมษายน 2547 ระดับราคาปลาปนชิลีไดลดลงอยางตอเนื่องเหลือ ตันละ 593.36 เหรียญสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน 2547 เนื่องจากความตองการใชปลาปนในการผลิตอาหารสัตวลดลงจากการระบาดของโรคไข หวัดนกในสัตวปกในแถบทวีปเอเซีย แตราคาปลาปนไดปรับตัวสูงขึ้นโดยลําดับตั้งแตเดือนธันวาคม 2547 เปนเฉลี่ยตันละ 693.24 เหรียญสหรัฐในเดือนเมษายน 2548 ผลมาจากการคาดวาการผลิตปลาปนของโลกจะลดลง จากอิทธิพลของปรากฏการณ El Nino ที่อาจจะเกิดขึ้นในปนี้แพปลาและทาเทียบเรือประมง จากการสํารวจ พบวา ปจจุบันมีจํานวนทาเทียบเรือประมงฯ ทั่วประเทศ 735 แหง (กรมเจาทา,2543)โดยมีรายละเอียดจํานวนทาเทียบเรือประมงฯ แยกตามรายจังหวัดและตามผูดําเนินการดังแสดงในตารางที่ 1-1 ซึ่งตั้งกระจายตามชุมชนในจังหวัดตางๆ ตามพื้นที่ชายฝงทะเลและปากแมน้ําทั่วประเทศ โดยเปนสถานที่รวบรวมสินคา สัตวนํ้า ทั้งที่จับจากธรรมชาติไดโ ดยชาวประมงและจากการเพาะเลี้ยงเพื่อจําหนายใหกับผูบริโภคโดยในป 2545 มีการสงออกสินคาสัตวน้ํา ไปจําหนายยังตางประเทศเปนปริมาณถึง1,453,516 ตัน มีมูลคา 169,194 ลานบาท (กรมประมง, 2546) (ตารางที่ 1-2 ) (ดร.พรสุข จงประสิทธ, ทาเทียบเรือประมง สะพานปลา และแพปลา กับแนวทางการจัดการ, สวนแหลงน้ําทะเล สํานักจัดการคุณภาพน้ํ า (ชั้ น 6) กรมควบคุ ม มลพิ ษ 92 ซอยพหลโยธิ น 7 ถนนพหลโยธิ น แขวงสามเสนใน เขตพญาไทกรุงเทพฯ 10400)
  22. 22.   22
  23. 23.   23
  24. 24.   24 Case Study : เครือธุรกิจอิสระวัฒนาทําไมจึงถูกเลือก เปน Case Studyเหตุผลที่เลือก 1. ธุรกิจนี้เปนธุรกิจที่อยูในปจจัย 4 ที่คนตองบริโภคในชีวตประจําวัน  ิ 2. เนื่องจากเราอาศัยอยูในภาคใต ซึ่งเปนแหลงอาหารทะเลที่ใหญที่สุดในประเทศ และเปนสินคา สงออกที่ทํารายไดใหแกประเทศเปนจํานวนมาก 3. ธุรกิจนี้เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจไมไดรับผลกระทบมากเทาไร (ตองเปนธุรกิจที่ครบวงจร) 4. เปนบริษัททีผลิตสินคาในกลุมประมง น้ําแข็งกอนเพื่อการประมง และแปรรูปปลาปน ่ 5. ผลิตสินคาเพื่อตอบสนองความตองการในกลุมประมงอยางครบวงจร 6. มีรูปแบบการดําเนินการแบบเกา ในลักษณะธุรกิจครอบครัว ทีไดดําเนินกิจการในทองถิ่นอยาง ่ ประสบความสําเร็จมาเปนเวลานานกวา 50 ป 7. เปนธุรกิจทีลงทุนต่ําในวัตถุดิบ แตเนนเรื่องการจัดการทีดี ทั้งเรื่อง การวางแผนในการจัดการคน ่ ่ประวัตความเปนมาของกิจการ ิ กอตั้งโดยคุณพอของ คุณชาญวัฒนา อิสระวัฒนา ซึ่งปจจุบันดํารงตําแหนงกรรมการบริหารบริษัทในเครืออิสระวัฒนา ตั้งแตป พ.ศ. 2500 เปนกิจการแบบครอบครัวที่ใหลูกๆ มีอํานาจในการบริหารหรือที่เรียกวา กงสี ตามแบบการทํางานของคนจีน ที่ทุกคนในครอบครัวทํางานรวมกัน มีเงินสวนกองกลางในการใชจายสําหรับการดําเนินกิจการ เริ่มตนกิจการในระยะแรกเปนการทําประมง มีเรือเมย ตอมาก็มีการพัฒนามาเปนแพปลา เปนพอคาคนกลางในการซื้อปลาจากเรือของชาวบานรายยอย เพื่อขายตอใหกับแมคารายใหญ ๆ ในตลาด คุณชาญวัฒนา เลาวา การเปนพอคาคนกลางก็ไมใชวาจะมีแตเงินอยางเดียว จะตองสรางเครดิตของตนเองดวย โดยการใชเงินของตนเองเพื่อค้ําประกันใหกับแมคาในการซื้อขายเพื่อใหเกิดความนาเชื่อถือในการทําธุรกิจกัน กิจการของครอบครัวก็ดําเนินมาจนกระทั่ง ป พ.ศ. 2526 เมื่อคุณพอของคุณชาญวัฒนา เสียชีวิตทําใหคุณชาญวัฒนา ตองเขามาบริหารจัดการงานของกิจการอยางเต็มตัวซึ่งเปนสิ่งที่ทาทายความสามารถเปนอยางมากวาจะนําองคกรไปสูความสําเร็จไดหรือไม แตดวยการไดรับสั่งสอนการจากคุณพอที่ใหมีความรูจริงในการทํางาน ประกอบกับเทคนิคในการทํางาน การบริการแกลูกคาที่มีความเสมอตนเสมอปลายทําให
  25. 25.   25ธุรกิจประสบความสําเร็จ และสามารถขยายธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวของกับธุรกิจเดิมตามมา ซึ่งทําใหธุรกิจของครอบครัวอิสระวัฒนาสามารถใหบริการดานอุตสาหกรรมการประมงตอเนื่องไดอยางครบวงจร เมื่อป พ.ศ. 2537 เริ่มขยายเปนโรงงานผลิตน้ําแข็งซึ่งเปนเจาแรกในอําเภอขนอม เนื่องจากเมื่อมีปลาจํานวนมากๆ อุปสงคในความตองการของน้ําแข็งก็จะมีมากขึ้นตามไปดวย เพื่อใชในการแชปลาไมไหไดรับความเสียหายจากการเนาเสีย ดังนั้นบางครั้งอาจทําใหน้ําแข็งขาดตลาดทําสงราคาของสินคาเพิ่มขึ้น หรือบางครั้งไมมีใช สงผลกระทบกับตันทุน เมื่อกิจการประสบกับปญหาจึงไดคิดหาวิธีในการแกปญหา ไดเกิดแนวคิดในการกอสรางโรงงานผลิตน้ําแข็งขึ้น เพื่อผลิตไวใชในธุรกิจของตนเอง ซึ่งโรงน้ําแข็งสามารถคืนทุนไดภายในเวลา 6-7 ป ตอมาเมื่อมีจํานวนปลาที่รับซื้อมามีจํานวนเพิ่มมากขึ้น จึงมีการขยายกิจการเปนโรงงานปลาปน เพื่อผลิตเปนอาหารสัตวสงใหกับบริษัทที่ผลิตอาหารสัตวตางทั้งรายยอย และรายใหญระดับประเทศ การขยายธุรกิจในแตละครั้งจะตองมีการศึกษาเพื่อทําความเขาใจ และวิเคราะหความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจอยางถองแทดวยตนเองทุกครั้ง ปจจุบันกิจการก็ไดแบงการบริหารออกไปเปน 3 สวน โดยการดูแลของ คุณชาญ พี่สาว และนองสาว สวนพี่สาวอีก หนึ่งคนไดขอแยกกิจการออกไป เนื่องจากเดิมทีกิจการมีการบริหารแบบกงสี เมื่อคุณพอของคุณชาญวัฒนา เสียชีวิต และ พี่ๆ นองๆ มีครอบครัว จึงไดมีการแบงแยกการบริหารออกไปบางสวนแตก็ยังคงใชระบบการบริหารแบบครอบครัว แตเจาของกิจการไมตองเขาไปจัดการเอง แตละโรงงานก็จะมี ผูจัดการโรงงานเปนผูดูแลกิจการและรายงานผลการประกอบการตอเจาของกิจการธุรกิจในเครืออิสระวัฒนาแบงออกเปนธุรกิจหลัก 3 ประเภท ประกอบดวยธุรกิจแพปลา 3 แหง 1. แพปลาอิสระวัฒนา สถานที่ตั้ง หมูที่ 8 ตําบลทองเนียน อําเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช 2. แพปลาขนอมวัฒนา สถานที่ตั้ง หมูที่ 8 ตําบลทองเนียน อําเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช
  26. 26.   26 3. แพปลาชาญวัฒนา สถานที่ตั้ง เลขที่ 86/4 หมูที่ 1 ตําบลทองเนียน อําเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช โทร. 075- 529301 โทรสาร. 075- 529324ธุรกิจโรงงานผลิตน้าแข็ง 5 แหง ํ หางหุนสวนจํากัดอิสระวัฒนา 1. หางหุนสวนจํากัดอิสรเอมอร สถานที่ตั้งหมู 8 ตําบลทองเนียน อําเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช 80210 2. หางหุนสวนจํากัดอิสระดอนสัก สถานที่ตั้ง ตําบลดอนสัก อําเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎรธานี 3. หางหุนสวนอิสระวัฒนา สถานที่ตั้ง เลขที่ 86/4 หมูที่ 1 ตําบลทองเนียน อําเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช 4. บริษัท โรงน้ําแข็งสหมิตรสิชล จํากัด สถานที่ตั้ง ตําบลทุงใส อําเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช 5. หางหุนสวนจํากัดอิสระเนรมิตรธุรกิจปลาปน 2 แหง 1. หางหุนสวนจํากัดโรงงานปลาปนสิชล 519 ม.1 หมู 1 ตําบลทองเนียน อําเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช 80210 โทร. 075-535065 2. หางหุนสวนจํากัดวัฒนาปลาปน 86/6 หมู 8 ตําบลทองเนียน อําเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช 80210 ระยะเวลาในการดําเนินธุรกิจ 52 ป มีจํานวนเรือในครอบครอง 20 ลําและมีธรกิจทีครอบครัวทําเพื่อเปนธุรกิจรอง อีก 2 ประเภท คือ ุ ่ 1. อิสระบีช รีสอรท เปนธุรกิจประเภทการบริการดานทีพกริมทะเล ่ ั 2. ครัวตังเก เปนธุรกิจรานอาหาร ที่อําเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

×