ร่วมแสดงความเห็นใน 12 ประเด็น ที่เกี่ยวกับร่าง พรบ.697
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

ร่วมแสดงความเห็นใน 12 ประเด็น ที่เกี่ยวกับร่าง พรบ.697

on

  • 988 views

ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับกระทรวงสาธารณสุข ...

ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับกระทรวงสาธารณสุข
ขอขอบคุณ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข

Statistics

Views

Total Views
988
Views on SlideShare
988
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
0
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    ร่วมแสดงความเห็นใน 12 ประเด็น ที่เกี่ยวกับร่าง พรบ.697 ร่วมแสดงความเห็นใน 12 ประเด็น ที่เกี่ยวกับร่าง พรบ.697 Document Transcript

    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ เนื่องจากราง พรบ.คุมครองผูเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... มีประเด็นความเห็นที่แตกตางบางประเด็น กระทรวงสาธารณสุขจึงไดมการประชุมเพื่อปรึกษาหารือหนวยงานตางๆ ที่เกี่ยวของ ีเพื่อรวบรวมประเด็นความเห็น/ขอเสนอแนะตอราง พรบ.ดังกลาว ซึงมีขอสรุปเปนประเด็นความเห็นทั้งหมด ่12 ประเด็น ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงขอเชิญทานรวมแสดงความเห็นใน 12 ประเด็น ทีเกี่ยวกับราง พรบ. ่คุมครองผูเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยทานมีความเห็นอยางไรกับ 12 ประเด็นดังกลาว และเห็นดวย หรือไมเห็นดวย อยางไร ทั้งนี้ เพื่อเปนประโยชนตอการพิจารณาราง พรบ.คุมครองผูเสียหายตอไปโดยทานรวมแสดงความคิดเห็น 1. กรอกแบบสอบถามผานเว็บไซต http://www.lawamendment.go.th/moph/DialogFirst.asp?Mode=1&ID=865 2. กรอกแบบสอบถามสงทางไปรษณียมาที่ สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรสาร 02-590-1332 หรือทาง e-mail : arreewan_p@hotmail.com ขอสรุปประเด็นความเห็น/ขอเสนอแนะตอราง พรบ.คุมครองผูเสียหายฯ ตามความเห็นรวมของทีประชุม วันที่ 12 ตุลาคม 2553 และ วันที่ 15 ตุลาคม 2553 ่ประเด็นที่ 1 ชื่อรางพระราชบัญญัติ เสนอชื่อเปน 1. “รางพระราชบัญญัติคุมครองผูไดรับผลกระทบจากการรับบริการสาธารณสุข” 2. “รางพระราชบัญญัตคุมครองผูรับบริการและผูใหบริการที่ไดรบความเสียหายจากการ ิ  ับริการสาธารณสุข” เหตุผล : เนื่องจากคําวา “ผูไดรับผลกระทบ” มีความหมายรวมถึงผูใหบริการและผูรับบริการซึ่งมีความหมายกวางขวางกวาคําวา “ผูเสียหาย” และเปนการคุมครองทั้งผูรับบริการและผูใหบริการสาธารณสุขประเด็นที่ 2 หลักการ แกไขเปน “ใหมีกฎหมายวาดวยการคุมครองผูไดรับผลกระทบจากการรับบริการสาธารณสุข” เหตุผล : เพื่อใหสอดคลองกับชื่อพระราชบัญญัติประเด็นที่ 3 คํานิยาม คําวา “ผูเสียหาย” ในหลักการควรคุมครองเฉพาะประชาชนชาวไทย เนื่องจากเปนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยที่ควรจะไดรับความคุมครอง ขอสังเกต : ควรครอบคลุมถึงแรงงานตางดาวดวยหรือไม
    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ เหตุผล : เนื่องจากมีบางหนวยงานไดเสนอวาควรมีการกําหนดคํานิยามคําวา “ผูเสียหาย”ใหชัดเจนวามีความหมายครอบคลุมถึงใครบาง และรวมถึงแรงงานตางดาวดวยหรือไมประเด็นที่ 4 การคุมครองผูเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข แกไขมาตรา 6 โดยตัดคําวา “มาตรฐาน” ออก เปนดังนี้ “มาตรา 6 บทบัญญัติในมาตรา 5 มิใหใชบังคับในกรณีดังตอไปนี้ (1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น (2) ความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงมิไดจากการใหบริการสาธารณสุข (3) ความเสียหายที่ไมมีผลกระทบตอการดํารงชีวิตตามปกติ” เหตุผล : เนื่องจากตามมาตรา 6 (1) และ (2) เดิมไดมีการกําหนดเรื่องมาตรฐานเขามาเกี่ยวของ อาจเปนการทําใหตองมีการพิสูจนถกผิด ซึ่งเปนการขัดแยงกับมาตรา 5 จึงไดมีการตัดคําวา ู“มาตรฐานวิชาชีพ” ออกประเด็นที่ 5 คณะกรรมการเสริมสรางความสมานฉันท แกไของคประกอบคณะกรรมการในมาตรา 7 (2) , (3) , (4) และ (5) เปนดังนี้ มาตรา 7 (2) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ผูแทนคณะแพทยศาสตร) และปลัดกระทรวงกลาโหม (ผูแทนกรมแพทย) อธิบดีกรมคุมครองสิทธิและเสรีภาพ เลขาธิการคณะกรรมการคุมครองผูบริโภค และผูอํานวยการสํานักงบประมาณ มาตรา 7 (3) ผูแทนผูประกอบวิชาชีพ จํานวน 4 คน และผูแทนสถานพยาบาลจํานวน 2 คน มาตรา 7 (4) ผูแทนองคกรพัฒนาเอกชนที่ทางานดานคุมครองสิทธิผูบริโภค ํดานบริการสุขภาพ จํานวนหกคน มาตรา 7 (5) ผูทรงคุณวุฒจํานวนหกคน ซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งจากผูท่มีความเชียวชาญ ิ ี ่ดานการแพทยและสาธารณสุข และดานสังคมศาสตร ดานละสามคน เหตุผล : เนื่องจากหนวยงานสวนใหญเสนอใหมีผูแทนสภาวิชาชีพรวมเปนกรรมการ ที่ประชุมจึงมีความเห็นรวมกันในหลักการวาองคประกอบของคณะกรรมการควรมีสัดสวนที่เหมาะสมและเปนธรรมแกทั้ง 2 ฝาย
    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะประเด็นที่ 6 สํานักงานเลขานุการ ใหกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปนสํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการ เหตุผล : เนื่องจากมีขอเสนอคือ 1. ควรเปนหนวยงานใหมที่มีสถานะเปนหนวยงานของรัฐ หรือให สปสช.เปน สํานักงาน เลขานุการ 2. เสนอใหกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเปนสํานักงานเลขานุการ ขอสรุปที่ประชุม ที่ประชุมมีความเห็นรวม ใหกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เปนสํานักงานเลขานุการ เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขมีความพรอมในดานบทบาทภารกิจ เพราะมีภารกิจโดยตรงเกี่ยวกับการสนับสนุนการดําเนินงานของหนวยบริการสุขภาพทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยมีการพัฒนาระบบและกลไกที่เอื้อตอการจัดบริการสุขภาพ เพื่อใหประชาชนไดรับบริการจากหนวยบริการที่มีคุณภาพและไดมาตรฐาน , มีความพรอมในดานโครงสรางการบริหารจัดการและบุคลากร เนื่องจากมีหลายหนวยงานที่มีพนธกิจเกี่ยวของกับการสงเสริมพัฒนาระบบบริการสุขภาพโดยมีเครือขายทั้งในสวนกลางและ ัสวนภูมิภาค ซึ่งสามารถทํางานรวมกับหนวยงานอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ประสบการณ หรือโครงสรางการทํางานที่สอดคลองกันอยูแลวทั้งภายในและภายนอกกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีเครือขายสถานบริการอยูทั่วประเทศ ทําใหมีการรับคํารองและมีระบบการสงตอที่มีประสิทธิภาพ สามารถเขาถึงไดงาย และเปน ประโยชนตอการใหการชวยเหลือเยียวยาผูเสียหายประเด็นที่ 7 กองทุนสรางเสริมความสัมพันธที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข ที่ประชุมเห็นรวมกันในหลักการเรื่องการจายเงินสมทบนั้นควรมีความเทาเทียมกัน 1.เงินที่มาจากกองทุนประกันสังคม , กองทุนตามมาตรา 41 แหง พรบ.หลักประกันสุขภาพ และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการ โดยการจายเงินสมทบใหมสัดสวนที่เทาเทียมกันทั้ง 3 ีกองทุน 2. โรงพยาบาลเอกชน ใหจายเงินสมทบในอัตราที่ใกลเคียงกับ 3 กองทุน 3. คลินิก ใหกําหนดเปนบทเฉพาะกาลโดยใหเขาสูระบบภายหลัง และการจายเงินสมทบของคลินิกจะเรียกเก็บเปนคาธรรมเนียมรายป เหตุผล : เนื่องจากประเด็นที่เปนปญหาคือ มาตรา 22 แหลงที่มาของกองทุน ไดมีการเสนอวา 1. บางหนวยงานเห็นวาไมเห็นดวยที่จะบังคับใหโรงพยาบาลเอกชนตองจายเงินสมทบ 2. ควรเปนเงินอุดหนุนจากรัฐบาลโดยตรงเพื่อจะไมเปนการเพิ่มภาระใหกบสถานพยาบาล ั 3. หลักเกณฑการจายเงินสมทบควรมีการกําหนดใหชัดเจน ที่ประชุมจึงมีขอสรุปในหลักการรวมกันวา การจายเงินสมทบเขากองทุนควรมีสดสวนที่เทาเทียมกัน ัโดยแหลงที่มาของกองทุนควรมาจาก 1) 3 กองทุนหลักคือ กองทุนประกันสังคม , กองทุนตามมาตรา 41 แหงพรบ.หลักประกันสุขภาพ และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการ 2)โรงพยาลบาลเอกชน สําหรับ
    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะคลินิกซึ่งเปนสถานพยาบาลขนาดเล็ก ใหกําหนดเปนบทเฉพาะกาลใหเขาสูระบบนี้ภายหลัง ทั้งนี้ เพื่อเปนการชวยเหลือเยียวยาผูเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขไดครอบคลุมทุกกลุมไมวาจะเปนกลุม ผูประกันตน กลุมหลักประกันสุขภาพ กลุมขาราชการ และกลุมโรงพยาบาลเอกชนประเด็นที่ 8 การพิจารณาจายเงินชวยเหลือเบื้องตนและเงินชดเชย 1. การพิจารณาจายเงินชวยเหลือเบื้องตน จะมีคณะอนุกรรมการพิจารณาจายเงินชวยเหลือเบืองตน ้ซึ่งมีสดสวนเทากันระหวางผูประกอบวิชาชีพและผูเสียหาย ั 2. สําหรับการพิจารณาจายเงินชดเชย จะมีคณะอนุกรรมการพิจารณาจายเงินชดเชย ซึ่งมีสดสวน ัเทากันระหวางผูประกอบวิชาชีพและผูเสียหาย และมีผูทรงคุณวุฒิดานกฎหมายเพื่อชวยพิจารณาประเด็นขอ กฎหมาย โดยใชมาตรา 41 มาเปนแบบอยาง 3. ใหแกไขขอความในมาตรา 33 ในเรื่องการทําสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อรับเงินชดเชยไปแลว “เปนการทําสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อยุติการดําเนินคดี” โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกลาวควรมีเนื้อหาที่กาหนดใหผูเสียหายยินดีที่จะยุติการฟองคดีทางแพงและอาญา ํ เหตุผล : เนื่องจากบางหนวยงานมีความกังวลวา เมื่อรับเงินจากกองทุนไปแลวยังสามารถฟองคดีทางแพงและอาญาตอไปไดอีก จึงเสนอในหลักการวา หากผูเสียหายรับเงินจากกองทุนนี้ไปแลวจะตองยุติการฟองคดีทางแพงและอาญา ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นรวมกันในหลักการวา ฝายผูประกอบวิชาชีพและฝายภาคประชาชนมีเจตนารมณเดียวกันคือเมื่อผูเสียหายรับเงินจากกองทุนไปแลวก็จะไมมีการฟองคดีตอไปอีก ดังนั้น จึงไดเสนอใหมีการกําหนดไวในกฎหมายเรื่องการทําสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 33 เปนการทําสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อเปนการยุติการดําเนินคดี ซึ่งหากในทางกฎหมายไมสามารถระบุไวในตัวบทกฎหมายได อาจไปกําหนดไวในรูปแบบรายละเอียดของเนื้อหาสัญญาประนีประนอมฯประเด็นที่ 9 การฟองคดีอาญาและบทกําหนดโทษ ที่ประชุมมีความเห็นรวมกันในหลักการที่เมื่อรับเงินไปแลวควรยุตการฟองคดีทางแพงและอาญา ิและเพื่อคลายความกังวลใจของทั้ง 2 ฝาย ในสัญญาประนีประนอมยอมความควรกําหนดวา เมื่อรับเงินชวยเหลือไปแลวก็จะไมมีการฟองคดีทางแพงและอาญาตอไปอีก แตอยางไรก็ตามในทางกฎหมายจะยุติไดเฉพาะคดีแพง แตทางอาญาก็จะไดประโยชนในการพิจารณาคดีในชั้นศาล จึงใหคงมาตรา 45 ไวตามเดิม เหตุผล : เนื่องจากมีบางหนวยงานเสนอใหตัดมาตรา 45 ออก เนื่องจากในประมวลกฎหมายอาญาไดบัญญัติไวอยูแลว การบัญญัตตามาตรา 45 นี้เปนการทําใหบุคลากรทางสาธารณสุขตองไปสํานึกผิด ิทั้งที่ตนเองไมไดผิด แตจะตองจายเงินชวยเหลือและรับผิดไวกอนเพราะถาถูกฟองในศาลอาญาจะไดเปน ชองทางบรรเทาผลรายแหงคดี และนอกจากนี้อาจเปนการขัดตอหลักการของกฎหมายฉบับนี้ที่ไมหาคนผิดหรือไมเพงโทษ
    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ที่ประชุมมีความเห็นรวมกันวา ฝายผูประกอบวิชาชีพและฝายภาคประชาชนมีเจตนารมณเดียวกันคือเมื่อผูเสียหายรับเงินจากกองทุนไปแลวก็จะไมมีการฟองคดีแพงและคดีอาญาดีตอไปอีก แตเนื่องจากการตัดสิทธิไมใหฟองคดีอาญา ในหลักการไมสามารถกระทําไดเนื่องจากขัดตอหลักกฎหมายทั่วไปประเด็นที่ 10 การแตงตั้งกรรมการในบทเฉพาะกาล ที่ประชุมเห็นรวมกันใหใชกรรมการโดยตําแหนงตามมาตรา 7(1) และ (2) ในการดําเนินการในเบื้องตน เหตุผล : เนื่องจากกรรมการตามมาตรา 50 สวนใหญเปนเครือขายภาคประชาชน จึงไดมีการเสนอใหมีผูแทนจากสภาวิชาชีพรวมเปนกรรมการดวย ที่ประชุมมีความเห็นรวมกันวา เพื่อไมใหเกิดปญหาในการคัดเลือกกรรมการชั่วคราว จึงเห็นควรใหกรรมการโดยตําแหนงตามมาตรา 7 (1) และ (2) ทําหนาที่ดาเนินการในเบื้องตนไปพลางกอน ํประเด็นที่ 11 การไกลเกลียและการสรางเสริมความสัมพันธท่ดีในระบบบริการสาธารณสุข ่ ี ใหตัดหมวดการไกลเกลี่ยและการสรางเสริมความสัมพันธที่ดในระบบบริการสาธารณสุข ออก ี เหตุผล : เนื่องจากกลไกการไกลเกลียมีอยูในโรงพยาบาลอยูแลว จึงไมจาเปนตองกําหนดไว ่ ํในกฎหมายประเด็นที่ 12 การพัฒนาระบบความปลอดภัยและปองกันความเสียหาย 1. ที่ประชุมเห็นรวมกันวา การพัฒนาระบบความปลอดภัยและปองกันความเสียหายเปนหลักการสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ จึงขอใหมีการกําหนดเรื่องนี้และใหสถานพยาบาลสงรายงานเพื่อปรับปรุงแกไขและในขณะเดียวกันใหมีการแจงหนวยงานที่รับผิดชอบ เพื่อทําแผนเรื่องการพัฒนาระบบความปลอดภัยและปองกันความเสียหาย เพื่อเปนประโยชนตอผูปวย 2. เสนอใหตดมาตรา 42 วรรคสอง และมาตรา 44 ออก ั เหตุผล : เนื่องจากมาตรา 42 วรรคสอง และมาตรา 44 เปนเรื่องของการใชมาตรการทางการเงินมาบังคับใช ซึ่งอาจไมเหมาะสมจึงไมควรกําหนดไวในกฎหมาย เนื่องจากเรื่องดังกลาวเปนเรื่องของการบริหารจัดการซึ่งสามารถไปกําหนดไวในกฎระเบียบไดภายหลัง
    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ แบบสอบถามการสํารวจความคิดเห็น เกี่ยวกับขอสรุปประเด็นความเห็น/ขอเสนอแนะ 12 ประเด็น ตอรางพระราชบัญญัติคมครองผูเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ..... ุ ******************************สวนที่ 1 ขอมูลทั่วไป1.1 อาชีพ 1) ขาราชการ 2) รัฐวิสาหกิจ 2) นักศึกษา 4) คาขาย/ประกอบธุรกิจสวนตัว 5) อื่นๆ ...............................................1.2 สถานภาพในการแสดงความคิดเห็น 1. วิชาชีพ 1.1 แพทย 1.2 ทันตแพทย 1.2 พยาบาล 1.4 เภสัชกร 1.5 นักกายภาพบําบัด 1.6 นักเทคนิคการแพทย 1.7 อื่นๆ .................................................................. 2. ประชาชนสวนที่ 2 ความเห็นเกียวกับขอสรุปความเห็น/ขอเสนอแนะของคณะกรรมการเสริมสราง ่ความสมานฉันทในระบบบริการสาธารณสุข 12 ประเด็น ตามที่คณะกรรมการเสริมสรางความสมานฉันทในระบบบริการสาธารณสุข ไดมีการประชุมเพื่อปรึกษาหารือ และรวบรวมประเด็นความเห็นและขอเสนอแนะเกียวกับรางพระราชบัญญัติคมครอง ่ ุผูเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... โดยไดขอสรุปที่เปนความเห็นรวมกัน 12 ประเด็นตอไปนี้ทานเห็นดวยหรือไม2.1 ประเด็นที่ 1 เรื่องชื่อรางพระราชบัญญัติ เสนอชื่อเปน 1. “รางพระราชบัญญัติคุมครองผูไดรับผลกระทบจากการรับบริการสาธารณสุข” 2. “รางพระราชบัญญัตคุมครองผูรับบริการและผูใหบริการที่ไดรบความเสียหายจากการ ิ  ับริการสาธารณสุข” 1) เห็นดวยกับชื่อที่แกไข (ชื่อที่ 1) 2) เห็นดวยกับชื่อที่แกไข (ชื่อที่ 2)
    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ 3) ไมเห็นดวยกับชื่อที่แกไข ควรแกไขเปน.............................................................. .............................................................................................................................. 4) เห็นดวยกับชื่อเดิม2.2 ประเด็นที่ 2 หลักการของพระราชบัญญัติ ขอเสนอ : ใหมีกฎหมายวาดวยการคุมครองผูไดรับผลกระทบจากการรับบริการสาธารณสุข 1) เห็นดวยกับหลักการที่เสนอ 2) เห็นดวยกับหลักการเดิม 3) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................2.3 ประเด็นที่ 3 เรื่องคํานิยาม (มาตรา 3) คําวา “ผูเสียหาย” ขอเสนอ : คําวา “ผูเสียหาย” ในหลักการควรคุมครองเฉพาะประชาชนชาวไทย เนื่องจากเปนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยทีควรจะไดรับความคุมครอง ่ 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) เห็นดวยกับรางเดิม 3) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................2.4 ประเด็นที่ 4 เรื่องการคุมครองผูเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข กรณีขอยกเวนที่ผูเสียหายไมมีสิทธิไดรบเงินชวยเหลือเบื้องตนและเงินชดเชย (มาตรา 6) ั ขอเสนอ : มาตรา 6 เสนอใหตดคําวา “มาตรฐาน” ออก โดยแกไขเปนดังนี้ ั “มาตรา 6 บทบัญญัติในมาตรา 5 มิใหใชบังคับในกรณีดงตอไปนี้ ั (1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น (2) ความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงมิไดจากการใหบริการสาธารณสุข (3) ความเสียหายที่ไมมีผลกระทบตอการดํารงชีวิตตามปกติ” 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) เห็นดวยกับรางเดิม 3) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................2.5 ประเด็นที่ 5 เรื่องคณะกรรมการเสริมสรางความสมานฉันท (หมวด 2) ขอเสนอ : แกไของคประกอบคณะกรรมการในมาตรา 7 (2) , (3) , (4) และ (5) เปนดังนี้ “มาตรา 7 (2) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวง
    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ผูแทนคณะแพทยศาสตร) และปลัดกระทรวงกลาโหม (ผูแทนกรมแพทย) อธิบดีกรมคุมครองสิทธิและเสรีภาพ เลขาธิการคณะกรรมการคุมครองผูบริโภค และผูอํานวยการสํานักงบประมาณ มาตรา 7 (3) ผูแทนผูประกอบวิชาชีพ จํานวน 4 คน และผูแทนสถานพยาบาล จํานวน2 คน มาตรา 7 (4) ผูแทนองคกรพัฒนาเอกชนที่ทางานดานคุมครองสิทธิผูบริโภค ํดานบริการสุขภาพ จํานวนหกคน มาตรา 7 (5) ผูทรงคุณวุฒจํานวนหกคน ซึ่งรัฐมนตรีแตงตั้งจากผูที่มีความเชียวชาญ ิ ่ดานการแพทยและสาธารณสุข และดานสังคมศาสตร ดานละสามคน” 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) เห็นดวยกับรางเดิม 3) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................2.6 ประเด็นที่ 6 เรื่องสํานักงานเลขานุการ ขอเสนอ : ใหกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปนสํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการ 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................2.7 ประเด็นที่ 7 เรื่องกองทุนสรางเสริมความสัมพันธที่ดในระบบบริการสาธารณสุข (หมวด 3) ี ขอเสนอ : หลักการเรื่องการจายเงินสมทบควรมีความเทาเทียมกัน โดยแหลงที่มาของเงินกองทุน ควรมาจาก 1.เงินที่มาจากกองทุนประกันสังคม , กองทุนตามมาตรา 41 แหง พรบ.หลักประกันสุขภาพ และกองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลของขาราชการ โดยการจายเงินสมทบใหมีสัดสวนที่เทาเทียมกันทั้ง 3 กองทุน 2. โรงพยาบาลเอกชน ใหจายเงินสมทบในอัตราที่ใกลเคียงกับ 3 กองทุน 3. คลินิก ใหกําหนดเปนบทเฉพาะกาลโดยใหเขาสูระบบภายหลัง และการจายเงินสมทบของคลินกจะเรียกเก็บเปนคาธรรมเนียมรายป ิ 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) เห็นดวยกับรางเดิม 3) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................
    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ2.8 ประเด็นที่ 8 เรื่องการพิจารณาจายเงินชวยเหลือเบื้องตนและเงินชดเชย (หมวด 4) ขอเสนอ : 1. การพิจารณาจายเงินชวยเหลือเบื้องตน ควรมีคณะอนุกรรมการพิจารณาจายเงินชวยเหลือเบื้องตน ซึ่งมีสัดสวนเทากันระหวางผูประกอบวิชาชีพและผูเสียหาย 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) เห็นดวยกับรางเดิม 3) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. .............................................................................................................................. 2. การพิจารณาจายเงินชดเชย ควรมีคณะอนุกรรมการพิจารณาจายเงินชดเชย ซึ่งมีสัดสวนเทากันระหวางผูประกอบวิชาชีพและผูเสียหาย และมีผูทรงคุณวุฒิดานกฎหมายเพื่อชวยพิจารณาประเด็นขอกฎหมาย 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) เห็นดวยกับรางเดิม 3) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. .............................................................................................................................. 3. ใหแกไขขอความในมาตรา 33 ในเรื่องการทําสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อรับเงินชดเชยไปแลว “เปนการทําสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อยุติการดําเนินคดี” โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกลาวควรมีเนื้อหาที่กําหนดใหผูเสียหายยินดีที่จะยุติการฟองคดีทางแพงและอาญา 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) เห็นดวยกับรางเดิม 3) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................2.9 ประเด็นที่ 9 เรื่องการฟองคดีอาญาและบทกําหนดโทษ (หมวด 7) ขอเสนอ : 1. ในหลักการเมื่อรับเงินไปแลวควรยุตการฟองคดีทางแพงและอาญา และเพื่อ ิคลายความกังวลใจของทั้ง 2 ฝาย ในสัญญาประนีประนอมยอมความควรกําหนดวา เมื่อรับเงินชวยเหลือไปแลวก็จะไมมการฟองคดีทางแพงและอาญาตอไปอีก ี 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................
    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ 2. เนื่องจากในทางกฎหมายจะยุติไดเฉพาะคดีแพง แตทางอาญาผูใหบริการสาธารณสุขจะไดประโยชนในการพิจารณาคดีในชั้นศาล จึงใหคงมาตรา 45 ไวตามเดิม 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................2.10 ประเด็นที่ 10 เรื่องการแตงตั้งกรรมการในบทเฉพาะกาล (มาตรา 50) ขอเสนอ : ใหใชกรรมการโดยตําแหนงตามมาตรา 7(1) และ (2) ในการดําเนินการในเบื้องตน 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) เห็นดวยกับรางเดิม 3) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................2.11 ประเด็นที่ 11 เรื่องการไกลเกลี่ยและการสรางเสริมความสัมพันธที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข(หมวด 5) ขอเสนอ : ใหตัดหมวดการไกลเกลียและการสรางเสริมความสัมพันธที่ดในระบบบริการ ่ ีสาธารณสุข ออก 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) เห็นดวยกับรางเดิม 3) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................2.12 ประเด็นที่ 12 เรื่องการพัฒนาระบบความปลอดภัยและปองกันความเสียหาย (หมวด 6) ขอเสนอ : 1. การพัฒนาระบบความปลอดภัยและปองกันความเสียหายเปนหลักการสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ จึงขอใหมีการกําหนดเรื่องนี้และใหสถานพยาบาลสงรายงานเพื่อปรับปรุงแกไข และในขณะเดียวกันใหมีการแจงหนวยงานที่รับผิดชอบ เพื่อทําแผนเรื่องการพัฒนาระบบความปลอดภัยและปองกันความเสียหาย เพื่อเปนประโยชนตอผูปวย 1) เห็นดวยกับขอเสนอ 2) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน.................................................................................. ..............................................................................................................................
    • สํานักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ 2. เสนอใหตดมาตรา 42 วรรคสอง และมาตรา 44 ออก ั1) เห็นดวยกับขอเสนอ2) ไมเห็นดวย ควรแกไขเปน................................................................................................................................................................................................................