The 15 invaluable laws of growth
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

The 15 invaluable laws of growth

on

  • 3,926 views

บางส่วนจากหนังสือเล่มใหม่ของ John C. Maxwell

บางส่วนจากหนังสือเล่มใหม่ของ John C. Maxwell

Statistics

Views

Total Views
3,926
Views on SlideShare
3,923
Embed Views
3

Actions

Likes
4
Downloads
257
Comments
8

2 Embeds 3

https://www.facebook.com 2
http://www.slashdocs.com 1

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel

18 of 8 Post a comment

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    The 15 invaluable laws of growth The 15 invaluable laws of growth Document Transcript

    • 1
    • บทนํา! 3กฎข้อที่ 1 กฎของความตั้งใจ! 4กฎข้อที่ 2 กฎว่าด้วยความตระหนักรู! ้ 5กฎข้อที่ 3 กฎว่าด้วยการมองตัวเอง! 7กฎข้อที่ 4 กฎของการไตร่ตรอง! 9กฎข้อที่ 5 กฎของวินัย! 10กฎข้อที่ 6 กฎของการจัดสภาพแวดล้อม! 11กฎข้อที่ 7 กฎของการออกแบบการพัฒนาตนเอง! 13กฎข้อที่ 8 กฎของการเรียนรู้จากประสบการณ์เลวร้าย! 14กฎข้อที่ 9 กฎของอุปนิสัยที่ด! ี 15กฎข้อที่ 10 กฎของการฝืนตัวเอง เสมือนหนึ่งการยืดหนังยางให้ตึง! 16กฎข้อที่ 11 กฎของการแลกเปลี่ยน! 18กฎข้อที่ 12 กฎของการใฝ่รู้! 20กฎข้อที่ 13 กฎของการเป็นต้นแบบให้คนอื่น! 21กฎข้อที่ 14 กฎของการขยายศักยภาพ! 23กฎข้อที่ 15 กฎของการให้! 25สรุป! 26 2
    • บทนําคําว่า “ศักยภาพ” คือคําพูดที่มีนัยเชิงบวกที่สําคัญ เราจะใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ได้นั้นเราต้องเติบโตและต้องเติบโตอย่างตั้งใจ จอห์น ซี. แม๊กซ์เวลล์ผู้เขียน สอนเราให้ตั้งใจที่จะพัฒนาความสามารถของตนเองให้เติบโตอย่างมีแผนงานแทนที่จะปล่อยให้โตไปตามประสบการณ์ หรือโตไปตามธรรมชาติ ซึ่งอาจจะไม่มีประสิทธิผลเท่าที่ควรเพื่อให้เราได้ใช้ศักยภาพเต็มที่ตามเป้าหมายในชีวิตของเราแต่ละคน เขาแนะนํากฎของการพัฒนาตนเอง 15 ข้อคือ 1. กฎของความตั้งใจ 2. กฎของการตระหนักรู้ตนเอง 3. กฎของความมั่นใจในตนเอง 4. กฎของการไตร่ตรอง 5. กฎของวินัย 6. กฎของการจัดสภาพแวดล้อม 7. กฎของการออกแบบการพัฒนาตนเอง 8. กฎของการเรียนรู้จากประสบการณ์เลวร้าย 9. กฎของอุปนิสัยที่ดี10. กฎของการฝืนตัวเอง 11. กฎของการแลกเปลี่ยน 12. กฎของการใฝ่รู้ 13. กฎของคนต้นแบบ14. กฎของการขยายศักยภาพ และ 15. กฎของการให้ผมพยายามแปลบางส่วนของแต่ละบทที่คิดว่าน่าสนใจมาแชร์ให้เพื่อนๆ การแปลนี้ไม่ใช่บทสรุปเป็นการดึงสาระสําคัญที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์และสามารถนําไปใช้ได้ทันที อย่างไรก็ตามหากใครอ่านภาษาอังกฤษได้แนะนําให้ซื้อหนังสือมาอ่าน หรือจะซื้อ audio file มาฟังก็ได้ครับ 3
    • กฎข้อที่ 1 กฎของความตั้งใจการเติบโตต้องมีเจตนาที่แน่วแน่ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรมคําถามสําคัญที่เราทุกคนต้องถามตัวเองคือ “เรามีแผนการที่เป็นรูปธรรมสําหรับพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้าในชีวิตแล้วหรือยัง”แมกซ์เวลล์เล่าว่า ตอนอายุ 24 ปีเขาเจอคําถามนี้ และทําให้เขาลงทุนซื้อ Growth Kit หรือเครื่องมือในการพัฒนาตนเองราคาเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนของเขา โดยที่เขาใช้เวลาเก็บหอมรอบริบเงินถึงหกเดือนกว่าจะมีเงินซื้อได้เขาบอกว่าคนเรามักจะมีกับดักแปดข้อที่ทําให้ไม่อยากพัฒนาตนเอง1. คิดว่าเราจะเก่งขึ้นไปตามอายุและประสบการณ์2. ไม่รู้วิธีว่าจะต้องพัฒนาตนเองอย่างไร3. ยังไม่ถึงเวลา4. กลัวผิด5. ยังหาวิธีที่ดีที่สุดไม่ได้6. ขาดแรงบันดาลใจ7. ถอดใจเมื่อเจอคนอื่นๆที่เก่งกว่าเรามาก8. พอลงมือทําแล้วพบว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดแมกซ์เวลล์แนะนําว่าจะเริ่มอย่างไร1. ตอบคําถามสําคัญเสียแต่ตอนนี้ “เป้าหมายในชีวิตคืออะไร” “เราจะไปในทิศทางใด” “ให้ จินตนาการว่า เราจะไปได้ไกลสุดเพียงใด” แผนพัฒนาชีวิตเป็นแผนระยะยาวไม่มีวันจบ เพราะเรา พัฒนาตัวเองขึ้นไปได้เรื่อยๆ เนื่องจากศักยภาพมนุษย์ไม่มีขีดจํากัด2. ลงมือทําทันที อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง3. ถามตัวเองว่ากลัวอะไร ท้าทายความเชื่อผิดๆเหล่านั้น แล้วลงมือทํา4. เปลี่ยนแปลงอย่างตั้งใจแทนที่จะรอให้เกิดความจําเป็น 4
    • กฎข้อที่ 2 กฎว่าด้วยความตระหนักรู้จะเติบโตต้องรู้จักตัวเอง จุดแข็ง จุดอ่อน ความสนใจ และโอกาสในเรื่องเป้าหมายในชีวิตมีคนอยู่สามกลุ่มคือ1. สับสนไม่รู้เป้าหมายตนเอง2. รู้เป้าหมายแต่ไม่ทํา3. รู้เป้าหมายและมุ่งมั่นจะไปให้ถึงถึงเวลาแล้วที่เราต้องรู้จัก Passion หรือความฝันของตนเองวิธีที่จะช่วยให้รู้จักเป้าหมายในชีวิตและความฝันของตนเองคือ1. คุณชอบสิ่งที่คุณกําลังทําอยู่หรือไม่ หากไม่ชอบเพราะอะไร2. คุณปรารถนาจะทําอะไรจริงๆ ฟังเสียงในใจของคุณ หรือตอบคําถามนี้ว่า “ถ้าคุณรู้ว่าคุณไม่มีวัน ล้มเหลว คุณจะเลือกทําอะไร”3. ฝันอยากจะเป็นอะไรนั้น มันเกินเอื้อม หรือเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด วอร์เร็น เบ็นนิส แนะนํา แนวทางว่า a. คุณแยกแยะออกหรือไม่ว่า สิ่งที่คุณปรารถนาและความสามารถของคุณแตกต่างกันอย่างไร b. คุณรู้ไหมว่าอะไรคือแรงจูงใจที่แท้จริงของคุณ อะไรทําให้คุณมีความสุข c. คุณตระหนักหรือไม่ว่าค่านิยมส่วนตัวของคุณ และค่านิยมขององค์กรคืออะไร4. คุณรู้หรือไม่ว่าทําไมคุณจึงอยากทําในสิ่งที่คุณฝันจะทํา5. คุณรู้หรือไม่ว่าจะทําให้ฝันเป็นจริงนั้น ต้องทําอย่างไรบ้าง ถ้ารู้คุณจะระบุกิจกรรมออกมาได้ คุณจะ รู้ว่าความรับผิดชอบอะไรที่ต้องทําบ้าง และคุณจะดึงดูดคนเก่งๆเข้ามาหาคุณ6. คุณรูไหมว่ามีใครทําสิ่งที่คุณอยากจะทําบ้าง ใครเป็นคนต้นแบบของคุณ หากรู้แล้ว หาหนทาง เรียนรู้จากเขาโดย a. ทําอย่างไรให้เขาสอนคุณ หากจําเป็นต้องจ่ายก็ต้องทํา b. เสมอต้นเสมอปลาย ต้องพบกันทุกๆเดือน c. สร้างสรรค์ อาจจะเริ่มด้วยการอ่านหนังสือของเขาหากไม่มีโอกาสพบเขา d. ทําการบ้าน หากมีโอกาสพบเขาหนึ่งชั่วโมง เตรียมตัวอย่างน้อยสองชั่วโมง e. ทบทวน หากพบเขาหนึ่งชั่วโมง ทบทวนและไตร่ตรองอย่างน้อยสองชั่วโมง f. สํานึกในบุญคุณ บอกให้เขาตระหนักว่าคุณสํานึกในความเมตตาที่เขามีต่อคุณ 5
    • 7. เรื่องของพี่เลี้ยง (Mentor)- หากคุณมีโอกาสพบใครบางคนที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้คุณ สิ่งที่คุณควรทําคือ a. เป็นน้ําที่ไม่ล้นแก้ว b. พร้อมที่จะจัดเวลาให้เขา c. เตรียมประเด็นที่จะไปคุยด้วยการเตรียมคําถามที่ยอดเยี่ยม d. เมื่อได้เรียนอะไรไป เอาไปใช้ แล้วบอกให้เขาทราบความคืบหน้าหรือผลการลองทําตามคํา สอน e. เป็นเจ้าของการเรียนรู้ สื่อสารความคืบหน้าเป็นระยะๆแทนที่จะรอให้เขาสอบถามและติดตาม- หากคุณมีโอกาสเป็นพี่เลี้ยงใครสักคน ความรับผิดชอบคือ เพิ่มคุณค่าให้คนที่เราสอน เป้าหมายคือ ช่วยให้พวกเขาพัฒนาขึ้นในแบบของแต่ละคน โดยมุ่งความสนใจไปที่ จุดแข็ง อุปนิสัย ประวัติ ความปรารถนา การตัดสินใจ คําแนะนํา การให้การสนับสนุนเรื่องทรัพยากร/การแนะนําคน แผน ชีวิต ข้อมูลย้อนกลับ การให้กําลังใจ8. คุณพร้อมที่จะทุ่มเทและลงทุนสําหรับการเตรียมตัวคุณให้ประสบความสําเร็จหรือไม่9. จะเริ่มต้นทําในสิ่งที่คุณรักเมื่อไร คนจํานวนมากจะรอให้พร้อม แต่ประสบการณ์ที่แมกซ์เวลล์ผ่าน มาพบว่าความท้าทายของงานมาถึงเขาก่อนที่เขาจะมีความพร้อมเป็นส่วนใหญ่ หากเขามัวแต่รอให้ พร้อมคงไม่กล้าเริ่มอะไร และคงไม่ประสบความสําเร็จยิ่งใหญ่เท่าทุกวันนี้10.เมื่อสําเร็จแล้วจะเป็นอย่างไร บทเรียนที่เขาได้คือ เวลาสําเร็จแล้ว มันยากกว่าที่คิดไว้เยอะ และ มันก็มีความสุขมากกว่าที่คิดไว้เยอะเช่นกัน 6
    • กฎข้อที่ 3 กฎว่าด้วยการมองตัวเองคนเราจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการมองตัวเอง หากมองตัวเองด้วยความมั่นใจ รักและให้เกียรติตนเอง ก็มีแนวโน้มจะประสบความสําเร็จแต่ว่าคนจํานวนมากไม่ได้ชื่นชมตัวเองมากนักซิก ซิกกล้าร์บอกว่า “พฤติกรรมที่เราแสดงออกมานั้น จะสอดคล้องกับการที่เรามองตัวเอง” เรารู้สึกอย่างไรกับตนเองก็จะแสดงพฤติกรรมอย่างนั้นออกมาหากเราไม่มั่นใจในตนเอง หรือไม่รู้สึกชื่นชมกับตนเอง (Low self-esteem) มันจะจํากัดศักยภาพของเรา เช่นเราอยากจะแสดงศักยภาพ 10 แต่เราคิดว่าเรามีศักยภาพเพียง 5 การแสดงออกของเราก็ไม่มีวันถึง 10คุณค่าที่เรามองตนเองนั้น ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการที่คนอื่นมองเราแมกซ์เวลล์แนะนําแนวทางที่จะพัฒนาความมั่นใจในตนเองคือ1. ระวังคําพูดที่เราพูดกับตนเอง เขาเล่าว่ามีงานวิจัยบอกว่า เมื่อเด็กโตถึงอายุ 17 เขาได้ยินคําว่า “เธอทําไม่ได้” เฉลี่ย 150,000 ครั้ง ในขณะที่คําว่า “เธอทําได้” 5,000 ครั้ง มันจึงทําให้เราเกิด ความสงสัยในตนเองและไม่มั่นใจเวลาที่เราคิดว่า “เราจะทําได้หรือไม่” แมกซ์เวลล์แนะนําว่า เวลา เราทําอะไรได้ อย่าลืมชมเชยและให้กําลังใจตนเอง และหากทําพลาดก็อย่ากดดันตนเองจนเกินไป รู้จักวิธีพูดกับตนเอง2. เลิกคิดเปรียบเทียบกับคนอื่น ให้เปรียบเทียบกับตนเองว่า วันนี้เมื่อเปรียบกับเมื่อวาน เราพัฒนา ตนเองขึ้นมาเพียงใด3. ระวังความเชื่อที่คอยจํากัดศักยภาพเรา หรือ Limited belief วิธีการคือ a. ระบุความเชื่อที่จํากัดตนเองของเราออกมา b. ระบุว่ามันมีผลทําให้เราไม่ก้าวหน้าอย่างไร c. ระบุว่าเราปรารถนาจะ เป็น/พฤติกรรม/รู้สึก อย่างไร d. ระบุคําพูดที่จะพูดกับตนเองเพื่อที่เราจะได้เป็นอย่างที่เราปรารถนา4. ทําประโยชน์ให้คนอื่น การช่วยคนอื่นๆทําให้เราเคารพตนเองมากขึ้น เพราะเราจะเริ่มตระหนักว่า เรามีคุณค่าบนโลกใบนี้ เราควรอุทิศเวลา 10% ของเราในการทําเพื่อคนอื่น เช่นทํางานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงควรจะใช้เวลา 4 ชั่วโมงทําประโยชน์ให้คนอื่น หากทําอยู่แล้วให้ทําเพิ่มขึ้น5. ทําในสิ่งที่ถูกต้อง ยิ่งยากยิ่งดี ไม่จําเป็นต้องมีคนเห็น เราจะเริ่มเคารพตนเองเพิ่มขึ้น6. มีวินัยด้วยการเริ่มทําอะไรเล็กๆสม่ําเสมอทุกๆวัน7. ฉลองความสําเร็จแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม 7
    • 8. รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของตนเอง จินตนาการความสําเร็จจากคุณค่านั้น9. ใช้กลยุทธ์ “หนึ่งคํา” ให้นึกถึงตนเองแล้วระบุออกมาเป็นคําพูดเพียงหนึ่งคําที่เป็นตัวแทนของเรา10.รับผิดชอบโดยเริ่มเปลี่ยนแปลงทันทีให้ระบุความสําเร็จ 100 ข้อของเราออกมา ใช้เวลาเป็นวันเป็นสัปดาห์ก็ได้ 8
    • กฎข้อที่ 4 กฎของการไตร่ตรองบทเรียนและการพัฒนาตนเองนั้นมีหลายวิธี แต่ว่การพัฒนาตนเองให้เติบโตและก้าวหน้าบางอย่างจะเกิดขึ้นได้เฉพาะจากการคิดและไตร่ตรอง โดยการหยุดกิจกรรมต่างๆ นั่งคิด ทบทวน ขบคิด และเกิดความกระจ่างเรียนรู้ขึ้นมาพลังของการหยุดกิจกรรมต่างๆเพื่อคิด (Pause)1. การหยุด ทําให้เราคิดวิเคราะห์และตรวจสอบประสบการณ์ จนเกิดเป็นปัญญาขึ้นมาได้ ประสบการณ์ไม่ใช่ครูที่ดี ประสบการณ์ที่ผ่านการไตร่ตรองต่างหากคือบทเรียนที่ทรงคุณค่า เราทุก คนผ่านประสบการณ์มากมายในแต่ละวัน มีน้อยคนนักที่สามารถเปลี่ยนประสบการณ์เป็นปัญญา ขึ้นมาได้เพราะไม่ได้หยุดคิด2. ทุกคนต้องการเวลาและสถานที่ที่เหมาะสําหรับการคิด ให้เราเลือกเวลาและสถานที่ที่ถูกจริตเรา แต่ละคนเพื่อใช้ในการไตร่ตรอง หากเราไม่ได้จัดสรรเวลาและสถานที่สําหรับการไตร่ตรอง เราอาจ จะพลาดโอกาสดีๆในชีวิต เพราะอาจจะมีประสบการณ์ชีวิตที่มีนัยสําคัญสําหรับเราผ่านเข้ามาโดยที่ เราไม่ตระหนักรู้และฉกฉวยที่จะเรียนรู้ประโยชน์จากมัน a. ควรใช้เวลาในการไตร่ตรอง วันละ 10-30 นาที b. สัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมง c. ปีละ 1-5 วันต่อปี3. การตั้งใจ “หยุดเพื่อคิด” ทําให้กรอบความคิดและศักยภาพการคิดเติบโตขึ้น นั่นคือสาเหตุว่า ทําไมมหาวิทยาลัยต่างๆจึงสนับสนุนให้อาจารย์ทําวิจัย คิด เขียน แทนที่จะสอนเพื่อสร้างสม ประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ผู้นําอาจจะยุ่งกับการทํางานจนไม่มีเวลาในการไตร่ตรอง บางทีการ หยุดคิด 1 นาทีอาจจะทําให้ผู้นําเกิดปัญญามากขึ้นกว่าการพูด 1 ชั่วโมง4. เมื่อหยุดคิด ให้ ประเมิน ให้เวลาความคิดมันบ่มเพาะ ทบทวนจนเกิดการตกผลึกแบบ “ยูเรก้า” ถ่ายทอดความคิดออกมา การไตร่ตรองที่ดีควรจะมีคําถามดีๆในการคิด แมกซ์เวลล์แนะนําชุด คําถามที่เขาใช้ในการพัฒนาความคิดของเขา เช่น a. อะไรคือสิ่งที่ฉันทําได้ดีที่สุด b. อะไรคือสิ่งที่ฉันทําได้แย่ที่สุด c. ฉันให้คุณค่ากับอะไรสูงสุด d. ฉันให้คุณค่าอะไรต่ําสุด e. อะไรคือความรู้สึกที่มีความหมายมากที่สุดสําหรับฉัน f. อะไรคือความรู้สึกที่มีความหมายน้อยที่สุดสําหรับฉัน g. ฉันมีอุปนิสัยที่ดีที่สุดคืออะไร h. ฉันมีอุปนิสัยที่แย่ที่สุดคืออะไร i. ฉันชอบทําอะไรมากที่สุด j. ฉันศรัทธาอะไรมากที่สุด 9
    • กฎข้อที่ 5 กฎของวินัย1. คุณรู้หรือไม่ว่าหากคุณต้องการพัฒนาตนเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในชีวิตนั้น คุณต้องพัฒนา เรื่องอะไรบ้าง บางคนเป้าหมายชัดเจนแต่พัฒนาแบบไม่เสมอต้นเสมอปลาย คือพวกที่ ทะเยอทะยาน แสดงความเฉลียวฉลาดในงานของตนอย่างดี แต่กลับไม่คืบหน้า เพราะว่าเขามัว แต่พัฒนางานเพียงอย่างเดียวโดยมองข้ามการพัฒนาตนเอง เพราะว่าการพัฒนาตนเองนั้น จะต้อง ตั้งใจที่จะออกจาก comfort zone หรือสิ่งที่เราคุ้นเคยซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่อยากทําอะไรที่ยากหรือไม่ คุ้นเคย2. คุณรู้ไหมว่าเรื่องที่คุณต้องการพัฒนานั้น จะต้องพัฒนาอย่างไรให้เป็นระบบและถูกวิธี แมกซ์เวลล์ แนะนําสี่ขั้นตอนคือ a. ปรับวิธีจูงใจของเราให้สอดคล้องกับบุคลิกและจริตของเรา b. เริ่มต้นด้วยขั้นตอนพื้นๆ c. ใจเย็นอดทน d. เน้นที่กระบวนการ3. คุณรู้หรือไม่ว่าทําไมคุณต้องพัฒนาตนเองตลอดเวลา เพราะว่าหากแรงจูงใจไม่ชัดเจน วินัยก็ยาก จะเกิด4. รู้หรือไม่ว่าจะต้องพัฒนาในเวลาใด คําตอบคือตลอดเวลา หรือเสมอต้นเสมอปลายเป็นประจํา เช่น John Williams นักเขียนเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังที่เขียนเพลงทุกๆวันนับสิบๆปี 10
    • กฎข้อที่ 6 กฎของการจัดสภาพแวดล้อมหากเราต้องการใช้ศักยภาพของเราให้เต็มที่ เราต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะพัฒนาเราให้โตได้อย่างเต็มที่ ซึ่งส่วนใหญ่หมายถึงว่าเราต้องลงมือเปลี่ยนแปลงทั้งตัวเราเอง และสภาวะแวดล้อมแมกซ์เวลล์เล่าว่า หลังจากเขาเริ่มงานไม่นานเขารู้สึกว่าอิ่มตัวแล้วเพราะว่าเขาเป็นผู้บริหารที่ประสบความสําเร็จในขณะที่อายุยังน้อยอยู่ เขารู้สึกว่าเขาอยู่แถวหน้าแล้ว เขาคิดว่าเขาควรจะไปอยู่ในกลุ่มที่ประสบความสําเร็จมากกว่าเขา แทนที่จะเป็นที่หนึ่งในห้องธรรมดา เขาน่าจะไปเป็นที่โหล่ในห้องคิงมากกว่า เขาจึงขอย้ายเขาแนะนําว่าเราจะอยู่ในที่เหมาะสมหรือไม่ให้พิจารณาปัจจัยเหล่านี้1. ประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันของตนเองว่าอยู่ถูกที่ถูกเวลาหรือไม่ โดยพิจารณาว่า a. คนอื่นๆเก่งกว่าเราเพียงใด b. มีงานที่ท้าทายเข้ามาเสมอหรือไม่ c. ฉันมองเห็นอนาคตชัดเจนและตื่นเต้นกับมันเพียงใด d. บรรยากาศส่งเสริม สร้างสรรค์ หรือไม่ e. ฉันออกจาก comfort zone หรือภาวะที่ฉันคุ้นเคยบ่อยเพียงใด f. ฉันตื่นนอนมาด้วยความกระตือรือร้นแค่ไหน g. ที่นี่ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องแย่ใช่หรือไม่ h. ทุกคนพัฒนาศักยภาพของเขาได้รวดเร็วเพียงใด i. ที่นี่คนตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหน j. การเติบโตเป็นความคาดหวัง และมีแบบอย่างให้เห็นหรือไม่2. ปรับเปลี่ยนตัวเองและสิ่งแวดล้อม a. เปลี่ยนตัวเองแต่สิ่งแวดล้อมไม่เปลี่ยน โตช้าและเหนื่อย b. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมแต่ตัวเองไม่ โตช้าแต่เหนื่อยน้อยกว่าแบบแรก c. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมและตัวเอง โตเร็วและสําเร็จง่ายกว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเองและสิ่งแวดล้อมนั้นอาจจะอุปมาอุปมัยกับการปลูกพืชได้ว่า- ดินที่ดี จะทําให้เราเติบโต- อากาศที่ดีจะทําให้เราสดใส อากาศคือเป้าหมายในชีวิต- อุณหภูมิที่ดีทําให้ยั่งยืน คือคนที่รายล้อมรอบๆตัวเรา3. เปลี่ยนแปลงคนที่อยู่รอบๆตัวคุณจากการศึกษาจากม.ฮาร์วาร์ด คนที่คุณใช้เวลาส่วนใหญ่ด้วยเรียกว่า Reference Group จะมีผลต่อความสําเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตของคุณถึง 95% (ที่จริงไม่ต้องไปฮาร์วาร์ดก็ได้ เพราะสุภาษิตไทยสอนว่า “คบคนพาล/คบบัณฑิต”) 11
    • ชาร์ล โจนส์บอกว่า “อนาคตของคุณอีกห้าปีข้างหน้านั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยสองอย่างคือคนที่คุณใช้เวลาด้วยและหนังสือที่คุณอ่าน”จิม โรห์นบอกว่า “เราจะมีลักษณะคล้ายคนห้าคนที่เราใช้เวลาด้วยเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ ทัศนคติ รายได้ ให้ลองมองคนรอบๆตัวเรา เราจะกิน พูด อ่าน คิด ดู และแต่งกาย คล้ายๆพวกเขา”เราควรเลือกใช้เวลากับคนเก่งกว่าเรา เช่นกรณีของ ราล์ฟ วัลโด อีเมอร์สัน และเฮนรี่ เดวิด ทอโร่พวกเขาจะทักกันว่า “ตั้งแต่พบกันครั้งก่อน คุณได้เรียนรู้เรื่องอะไรใหม่ๆบ้าง แชร์ให้ฉันทราบหน่อย”4. ท้าทายตนเองตั้งเป้าหมายเพื่อยกระดับฝีมือตนเองเสมอ เขาแนะนําว่าเขาใช้วิธประกาศเป้าหมายที่ท้าทายให้คนอื่นๆทราบ มันจะทําให้เขาต้องพยายามทําเพื่อไม่ให้เสียหน้านอกจากนี้ ในแต่ละอาทิตย์ เขาจะหาโอกาสพัฒนาศักยภาพตนเองเสมอ โดยหาโอกาสพบหรือเรียนจากคนที่เก่งกว่าเขา โดยถามคําถามห้าข้อนี้คือ- คนนี้มีจุดแข็งอะไร ฉันจะเรียนจากเขาได้อย่างไร- คนนี้กําลังเรียนรู้เรื่องอะไรอยู่ ฉันอยากยกระดับ passion ให้ทันกับเขา- ฉันต้องการอะไรในขณะนี้ มันจะช่วยให้ฉันประยุกต์สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากเขาให้เข้ากับสถานการณ์ ของฉันให้มากที่สุด- พวกเขาพบกับใครบ้าง เรียนกับใคร อ่านอะไรอยู่ เขาพัฒนาตนเองอย่างไร เพื่อฉันจะได้ยกระดับ ตนเองอย่างรวดเร็วบ้าง- ฉันควรจะถามอะไร แต่ยังไม่ได้ถาม นี่คือคําถามที่ฉันจะถามเขา เพื่อทําให้เขาเตือนสติฉันว่าอาจจะ มีคําถาม/เรื่องสําคัญที่ฉันมองข้ามไป 12
    • กฎข้อที่ 7 กฎของการออกแบบการพัฒนาตนเองหากเราไม่วางแผนชีวิตให้ตนเอง แล้วใครจะมาวางแผนชีวิตให้เรา ที่น่าห่วงคือหากเราไม่มีแผนชีวิตของตนเอง เราอาจจะเป็นตัวประกอบในแผนชีวิตของคนอื่นก็ได้ โดยที่เราอาจจะไม่มีโอกาสตั้งตัวหากไม่รู้จักคิดวางแผนก่อน พูดง่ายๆคือคนอื่นอาจช่วยวางแผนชีวิตให้เราซึ่งเราอาจจะไม่ชอบก็ได้แมกซ์เวลล์จะใช้เวลาสัปดาห์สุดท้ายของปีในการทบทวนกิจกรรมทุกอย่างที่ผ่านมาในปีนั้นๆ ทั้งเรื่องงาน ส่วนตัว การพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะได้จัดทําแผนกลยุทธ์สําหรับตัวเองในปีหน้าให้มีประสิทธิผลมากที่สุดในการออกแบบแผนชีวิตนั้น เขาแนะนําเทคนิคว่า1. ชีวิตเป็นเรื่องของความเรียบง่าย แต่การที่จะทําให้มันเรียบง่ายนั้นเป็นเรื่องยาก เขาเรียนรู้จาก Neil Cole ที่เขาพบในงานสัมนาผู้นําว่า การออกแบบกลยุทธ์ที่เรียบง่ายและสามารถนําไปเป็นการ ปฎิบัติที่ลุล่วงได้นั้น มีแนวทางคือ a. กลยุทธ์นั้นคุณในฐานะผู้นํา รู้สึกว่ามันสําคัญกับตัวคุณใช่หรือไม่ b. กลยุทธ์นั้นคนอื่นๆในทีมสามารถนําไปปฎิบัติได้เพราะเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อนใช่หรือไม่ c. กลยุทธ์นั้นสามารถสื่อสารไปยังคนทุกชาติทุกภาษาได้หรือไม่2. การออกแบบชีวิตเป็นมากกว่าการออกแบบเรื่องความก้าวหน้าทางอาชีพ เพราะว่ามันครอบคลุม ทุกแง่มุม หากออกแบบชีวิตดี การออกแบบความก้าวหน้าในงานจะดีตามไปด้วย เพราะว่าการ วางแผนชีวิตทําให้เราต้องทบทวนว่า ตัวตนของเราคืออะไร เราเป็นใคร จุดอ่อน จุดแข็ง และจะ ออกแบบการพัฒนาชีวิตตนเองได้อย่างไร3. ชีวิตนั้นเมื่อเวลาผ่านไปแล้วมันผ่านไปเลย จะย้อนกลับมาแก้ไขใหม่เหมือนการซ้อมบทละครไม่ได้ เขาแนะนําว่า มีงานวิจัยที่ไปถามคนอายุ 70 กลุ่มหนึ่งที่เคยเป็นผู้บริหารที่ประสบความสําเร็จว่า “เขาจะแนะนําคนหนุ่มสาวให้วางแผนชีวิตว่าอย่างไร” ซึ่งคําแนะนําคือ 1. ฉันน่าจะบงการชีวิตฉันเองตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งเป้าหมายก่อนเนิ่นๆ ชีวิตย้อนกลับไม่ได้ 2. ฉันน่าจะดูแลสุขภาพของฉันให้ดีกว่านี้ 3. ฉันน่าจะบริหารเงินของฉันให้ดีกว่านี้ 4. ฉันน่าจะใช้เวลากับครอบครัวฉันมากกว่านี้ 5. ฉันน่าจะใช้เวลาในการพัฒนาตนเองมากกว่านี้ 6. ฉันน่าจะหาความสนุกให้มากกว่านี้ 7. ฉันน่าจะวางแผนความก้าวหน้าในงานดีกว่านี้ 8. ฉันน่าจะตอบแทนสังคมให้มากกว่านี้4. กฎ x2 เขาแนะนําว่าให้คูณสองทุกเรื่องหลังวางแผน เช่นงาน 1 ชั่วโมงน่าเสร็จ คิดเผื่อเป็น 2 ช.ม. โครงการต่อเติมบ้านใช้งบหนึ่งแสนบาทให้วางแผนเผื่อเป็นสองแสนบาท5. วางแผนชีวิตต้องมีระบบ เช่นแมกซ์เวลล์อ่านหนังสือเดือนละสี่เล่ม ฟังเทปการพัฒนาตนเองในรถ อันไหนดีนํามาถอดเป็นบทความ มีระบบจัดเก็บข้อมูลทีดีสําหรับใช้ในการเขียน การพูด และแม้ เวลาว่ายน้ําก็จะนําข้อคิดครั้งละหนึ่งเรื่องไปใคร่ครวญระหว่างว่ายน้ํา 13
    • กฎข้อที่ 8 กฎของการเรียนรู้จากประสบการณ์เลวร้ายประสบการณ์ที่เลวร้ายหากมีการจัดการที่ดี จะนํามาซึ่งการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ความเจ็บปวดทําให้เราต้องทบทวนตนเองว่าตัวตนของเราคืออะไร เราอยู่ตรงไหน การที่เราคิดจะทําอะไรกับประสบการณ์เลวร้ายจะเป็นสิ่งที่กําหนดตัวตนของเราสิ่งที่แมกซ์เวลล์เรียนรู้เกี่ยวกับประสบการณ์ที่เลวร้ายคือ1. ทุกคนเกิดมาต้องเจอ2. ไม่มีใครชอบมันหรอก3. มีคนจํานวนน้อยที่ทําให้ประสบการณ์เลวร้ายกลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เมื่อเราเจอเหตุการณ์ร้ายๆ มันทําให้เราเข้มแข็งหรือขมขื่น มันทําให้เราตกต่ําหรือเติบโต คนที่ประสบความสําเร็จมักจะบอก กับเราเสมอว่าประสบกาณ์ที่เลวร้ายเป็นจุดหักเหทําให้เขาเติบโตและพัฒนา หากคุณต้องการ เติบโตคุณต้องมุ่งมั่นที่จะจัดการกับประสบการณ์ที่ไม่ดีต่างๆที่จะเข้ามาในชีวิตของเราแต่ละคน แน่นอนเขายกตัวอย่างประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตเขา และนัยที่ทําให้เขาเติบโต- อ่อนประสบการณ์ตอนต้นๆทําให้ล้มลุกคลุกคลานในงาน แต่ทําให้เขารู้ว่าจะทํางานร่วมกับคนอื่น และทําให้พวกเขายอมรับนับถือเราได้อย่างไร- ทํางานไม่เก่ง ทําให้เขาต้องขวนขวายหาเรียนรู้จากคนเก่งๆ- เขาหัวใจวายตอนอายุ 51 ทําให้ออกกําลังกายและเปลี่ยนพฤติกรรมการกินดีขึ้น- ขาดทุนเกือบหมดตัวในธุรกิจ ทําให้เขากลายเป็นคนรอบคอบขึ้นมาเราจะทําให้ความเจ็บปวดกลายเป็นผลดีได้อย่างไร1. มองโลกในแง่บวก ชีวิตไม่ใช่เป็นอย่างที่เราปรารถนาจะให้มันเป็น มันก็เป็นไปตามครรลองของมัน ดีหรือเลวมีปัจจัยต่างๆมากมาย หากมันไม่ดี เราก็ต้องมองหาสิ่งดีๆจากมันให้ได้เพราะมันได้เกิด ขึ้นไปแล้ว2. เมื่อเจอสิ่งร้ายๆ ให้เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ แทนที่จะปล่อยให้มันทําให้จิตตก เราควรหาหนทาง ใหม่ๆเพื่ออกจากสถานการณ์ที่เลวร้าย3. มองหาคุณค่าจากประสบการณ์ที่ไม่ดี เคยมีคนถามประธานาธิบดีเคนเนดี้ว่า “ท่านเป็นวีระบุรุษ สงครามได้อย่างไร” ท่านตอบว่า “ง่ายมากเลย ข้าศึกจมเรือรบที่ผมเป็นนายทหารประจําการ”4. เมื่อเจอประสบการณ์ที่ไม่ดี มองหาสิ่งดีๆที่ตามมา เช่นแมกซ์เวลล์มองว่าการหัวใจวายของเขา ทําให้เขามีสุขภาพที่ดีเพราะเปลี่ยนพฤตกรรมการกินและออกกําลังกายสม่ําเสมอขึ้น5. อย่าให้ชีวิตเป็นเหยื่อของเหตุการณ์เลวร้าย รับผิดชอบชีวิตตนเอง ดําเนินชีวิตต่อไปให้ดีกว่าเดิม แทนที่จะนั่งคร่ําครวญว่าทําไมต้องเป็นฉันที่โชคร้ายอย่างนี้ให้เราลองระบุประสบการณ์ห้าอย่างที่เลวร้ายที่เราเคยเผชิญมา ในแต่ละเรื่องระบุว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง แล้วประเมินดูว่าในแต่ละเรื่องได้ทําให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง 14
    • กฎข้อที่ 9 กฎของอุปนิสัยที่ดียิ่งพัฒนาอุปนิสัยที่ดีมากเท่าไร ยิ่งช่วยให้การพัฒนาตนเองให้เติบโตขึ้นมากเท่านั้นคนตามผู้นําที่เป็นคนดี ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้คนจํานวนมากมุ่งเน้นพัฒนาที่ความเก่ง แต่ไม่ได้พัฒนาอุปนิสัยที่ดี99% ของคนที่ล้มเหลว ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง แต่เพราะอุปนิสัยที่ไม่ดีต่างหากในการพัฒนาอุปนิสัยที่ดีนั้น ไม่ใช่ทําได้ง่ายๆ ต้องทําด้วยความตั้งใจและตระหนักรู้ตนเองโดยมีขั้นตอนสําหรับการพัฒนาอุปนิสัยที่ดีดังนี้1. พัฒนามาจากภายในก่อน เริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่าต้องคิดดีก่อนจึงจะเกิดผลดี ผู้เขียนบอกว่าวิธีที่ ทําให้เขาเกิดความตระหนักรู้เพราะว่า a. ศาสนาพุทธบอกว่า “เราคิดอะไรเราจะเป็นอย่างนั้น” b. ความคิดภายในชนะพฤติกรรมภายนอก เขาบอกว่ามีคนจํานวนมากที่เขาเห็นว่าฉลาดและทํา อะไรที่ดูดีแต่ไม่ประสบความสําเร็จ น่าจะมาจากความไม่สอดคล้องระหว่างตัวตนของเขากับสิ่ง ที่เขาเสแสร้งแสดงออก c. การพัฒนาภายในของเรานั้นอยู่ในความควบคุมของเราเอง ความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ ความมุมานะ ความมั่นใจ ปัญญา ฯลฯ สิ่งเหล่านีไม่ได้อยู่ในกรรมพันธ์ เราสามารถพัฒนาได้ ทุกคน เป็นทางเลือกที่เราทุกคนเลือกได้2. พยายามเข้าใจคนอื่น คิดจากมุมมองของคนอื่น3. ทําในสิ่งที่ตนเองเชื่อ เขาเล่าว่าตอนเริ่มต้นอาชีพใหม่ๆ เขามักจะรับบรรยายในทุกๆเรื่อง แต่ว่า บางเรื่องเขาก็ไม่ได้ถึงกับเข้าใจหรือเชื่อมั่นในหลักการเต็มที่ เมื่อเขาสอนเรื่องนั้นๆ มันจึงออกมา ได้ไม่ดี เพราะว่าเราหลอกคนอื่นได้แต่เราหลอกตัวเราเองไม่ได้4. เขาสอนว่าเราต้องมีความถ่อมตัว เราต้องรู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่แม้ว่าเราพยายามมากเพียงใด เราก็ อาจจะพลาดได้ ดังนั้นอย่าซีเรียสกับความผิดพลาดของเรา เพราะเรามีจุดแข็งและจุดอ่อน การคิด แบบนี้จะทําให้เราเริ่มพยายามเข้าใจและยอมรับจุดอ่อนและความผิดพลาดของคนอื่นๆได้ เราควร เป็นคนเปิดกว้างเป็นแก้วน้ําที่ไม่ล้นแก้ว และเน้นการให้บริการคนอื่น โดยเฉพาะผู้นําที่อาจจะติด นิสัยที่เคยได้รับบริการจนเคยชิน5. มุ่งมั่นทําในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ไม่ว่าจะมีใครเห็นหรือไม่ และพยายามทําให้ถูกต้องและดีงามเพิ่มขึ้น ในทุกๆวันเขาแนะนําว่าให้เราลองตรวจสอบตัวเองว่า1. เราใช้เงินกับการพัฒนาตนเองภายนอกหรือภายในมากกว่ากัน โดยคํานวณว่า 12 เดือนที่ผ่านมา เราใช้เงินกับเสื้อผ้า เครื่องประดับ สิ่งที่ทําให้ภายนอกเราดูดีประมาณเท่าไร และเราใช้เงินกับการ พัฒนาจิตใจคือค่าหนังสือ ค่าอบรมสัมนา ฯลฯ มากเท่าไร2. ในเดือนที่แล้วเราใช้เวลาในการพัฒนาร่างกายภายนอกเท่าไร เช่นการออกกําลังกาย การดูแลขัด สีฉวีวรรณ และเราใช้เวลาในการพัฒนาจิตใจภายในเช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ ไตร่ตรองพินิจ พิเคราะห์เรื่องการพัฒนาอุปนิสัยที่ดีเท่าไร3. วางแผนอุทิศเวลาช่วยเหลือผู้อื่น อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมง 15
    • กฎข้อที่ 10 กฎของการฝืนตัวเอง เสมือนหนึ่งการยืดหนังยางให้ตึงแมกซ์เวลล์ยกตัวอย่างชีวิตของเขาที่เขาเลือกที่จะออกจากความสบายหรือความคุ้นเคยตลอดตั้งแต่เริ่มทํางานครั้งแรก เช่นแทนที่จะทํางานทีเดียวกับพ่อ กับเลือกไปทํางานที่ซึ่งคนไม่รู้จักพ่อของเขาทําให้เขาเรียนรู้มากมายเกี่ยวกับภาวะผู้นําและการให้ความรักกับคนอื่นๆตอนเขาเริ่มงานใหม่ๆในฐานะพระเขาสอนเกี่ยวกับภาวะผู้นําเพราะเห็นว่าผู้นําทางศาสนาต้องทําหน้าที่นี้อยู่ตลอดเวลาแต่ไม่มีการอบรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แรกๆคนก็ว่าเป็นเรื่องของทางโลกทําไมจึงไปทํา แต่เขาก็ฝืนทําเพราะเข้าใจจากประสบการณ์ที่เขาลําบากมาก่อนเนื่องจากไม่มีความรู้ด้านนี้พอมีชื่อเสียงขึ้น เขาเริ่มเดินสายไปบรรยายต่างประเทศ ใหม่ๆก็อึดอัดเพราะต้องพูดโดยมีล่ามแปลแต่ผ่านไปสิบปีก็ดีขึ้น ทําให้ต่อมาเขาพัฒนาเครื่องมือสอนผู้นําที่นําไปเผยแพร่ใน 175 ประเทศเมื่อผ่านมาถึงอายุหกสิบเขาน่าจะพักผ่อนเพราะมีพร้อมทุกอย่าง เขากลับฝืนตัวเองด้วยการเปิดบริษัทด้านโค้ชชื่งอะไรคือประโยชน์ของการฝืนตัวเองเวลาเขาสอนเรื่องนี้ เขาจะนําหนังยาง/ยางวงมาโชว์ แล้วสอนว่า “หนังยางจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมันถูกยืดออกมาแล้วไปรัดของแล้วคืนตัว” เขาคิดว่าคนก็เช่นกัน1. คนส่วนใหญ่ไม่อยากลําบาก เขายกตัวอย่างว่าตอนเรียนหนังสือเขาไปทํางานช่วงปิดเทอมใน โรงงาน เขาถามซอกแซกจนรุ่นพี่คนหนึ่งรําคาญเตือนเขาว่า “อย่าถามมาก ยิ่งรู้น้อยยิ่งทํางาน น้อย ถามมากงานจะมากตามไปด้วย” คนส่วนใหญ่เลือกจะทํางานแบบพอผ่านๆ เอาแค่ให้ได้ตาม ค่าเฉลี่ยก็พอแล้ว2. คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลง แต่เขาหารู้ไม่ว่ามันจะนํามาซึ่งความไม่พึงพอใจใน งาน อับราฮัม มาสโลว์บอกว่า “หากคุณคิดว่าจะทํางานที่ต่ํากว่าศักยภาพของคุณ คุณน่าจะระทม ทุกข์ไปทุกวันตราบที่คุณยังทํางานนั้นอยู่” เพราะว่ามันทําให้คนผู้นั้นลดความรักและเคารพนับถือใน ตนเองลงเรื่อยๆ3. การฝืนตนเองนั้นเริ่มมาจากภายในก่อน เวลาเขาบรรยายเขามักถามว่า “ใครมีความฝันบ้าง” ทุก คนยกมือ พอถามต่อว่า “ใครที่ล่าฝันนั้นบ้าง” เริ่มเหลือน้อยลง และพอถามว่า “ใครได้บรรลุฝัน บ้าง” มีน้อยคนเหลือเกิน แมกซ์เวลล์ยกงานวิจัยว่าคนอเมริกันจํานวนมากไม่พึงพอใจในงานที่ ตนเองทําอยู่ แต่แปลกที่ว่าคนเหล่านี้เลือกที่จะทนทําอยู่แบบเดิมๆ แทนที่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร บางอย่าง เขาบอกว่า จิม โรห์นบอกว่า “สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่พยายามเติบโตให้ถึงที่สุด ต้นไม้ ต้องการสูงเท่าที่มันจะสูงได้ แต่คนเราไม่ คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีทางเลือก และคนส่วนใหญ่เลือกที่จะ ไม่โตตามศักยภาพของเขาที่ควรจะโต ทําไมเราไม่พยายามจนถึงที่สุดกันละ” หากไม่แน่ใจว่าเรามี ศักยภาพเพียงใด ถามคนอื่นดู หากถามคนอื่นแล้วไม่ได้คําตอบ ออกไปหาเม็นเตอร์ดีๆซักคนหนึ่ง ค้นหาศักยภาพของตนเอง แ้ลวหาทางพัฒนาตนเองให้ไปถึงจุดนั้น4. การฝืนเพื่อความสําเร็จต้องมีการเปลี่ยนแปลง การจะเติบโตต้องปล่อยวางอดีตมุ่งไปข้างหน้าโดย การทําปัจจุบันให้สอดคล้องกับเป้าหมายให้มากที่สุด ซึ่งหมายถึงว่าต้องกล้าลอง กล้าเสี่ยง กล้า ทําในสิ่งที่ไม่เคยทํามาก่อน 16
    • 5. การฝืนเพื่อเติบโต จะทําให้คุณแตกต่างจากคนอื่นๆ แจ๊ค เวลซ์ตอบคําถามว่าจะแตกต่างจากคน อื่นได้อย่างไร เขาอธิบายว่า “สมมติว่านายบอกว่าคุณไปทํารายงานวิเคราะห์มาหน่อยว่าภาพรวม ของผลิตภัณฑ์เราในปีหน้าจะเป็นอย่างไร ให้คิดว่านายเขาต้องมีคําตอบอยู่ในใจบ้างอยู่แล้ว ทํา รายงานวิเคราะห์ที่มีนัยสําคัญให้มากเกินกว่าที่นายคิด ค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกลงไป แล้ววิเคราะห์ ออกมาให้เขาร้อง “วาว” ทําให้เขาประทับใจ โดยนําเสนอสิ่งที่สั้นกระชับแต่มีนัยสําคัญมาก ที่เขา ไม่เคยคิดมาก่อน เพื่อที่นายจะได้สร้างความประทับใจให้นายของเขาอีกที” จะทําอย่างนี้ได้นั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องทําให้ดีเลิศเท่านั้น แต่ต้องทําดีเลิศและเกินความคาดหวังแบบคาดคิดไม่ถึงอีกด้วย6. พยายามฝืนจนเป็นนิสัย อย่าสักแต่ว่าทําให้พอผ่าน ปีเตอร์ ดรั๊คเกอร์บอกว่า “ศัตรูของความ สําเร็จในวันพรุ่งนี้คือความสําเร็จในวันนี้ ผมไม่เคยเห็นคนที่ได้รางวัลโนเบลทําอะไรยิ่งใหญ่กว่านั้น อีกเลยหลังจากได้รางวัลแล้ว”การประยุกต์ใช้ในชีวิต1. ถามตัวเองว่า เราเองมีเรื่องใดบ้างที่เราเริ่มจะสบายๆแล้ว ให้หาเหตุผลให้กับตัวเองให้ได้ว่าเราจะ ยกระดับให้สูงขึ้นไปอีกในเรื่องนั้นไปเพื่อะไร2. ถามตัวเองว่า มีเรื่องใดที่เรามีศักยภาพแต่ว่ายังไม่ได้มุ่งที่จะใช้ศักยภาพนั้นให้เต็มที่ (มีเรื่องไหนที่ เราน่าจะเก่งแต่ยังดึงๆไว้อยู่) ถามตัวเองต่อว่า “อะไรเป็นสาเหตุทําให้เราดึงมันไว้” “อาจจะมีความ เชื่ออะไรที่คอยรั้งตัวเราไว้ไม่ให้ปลดปล่อยศักยภาพออกมาให้เต็มที่” “มีความสําเร็จอะไรในอดีตที่ คอยฉุดรั้งเราอยู่หรือไม่” “เราจะทําอย่างไรดีกับความคิดเหล่านี้”3. ตั้งเป้าหมายให้เหมาะสม อย่าตั้งเป้าหมายสั้นและง่ายไป หรือยากและยาวเกินจะเอื้อมถึง ต้องให้ ท้าทายและเป็นไปได้ยากหน่อย 17
    • กฎข้อที่ 11 กฎของการแลกเปลี่ยนเราต้องแลกอะไรบางอย่างเพื่อยกระดับขีดความสามารถของเราเขาเล่าเรื่องของ Herman Cain ที่ยอมแลกหลายอย่างในชีวิตเพื่อความก้าวหน้า เช่นตอนอายุ 36 เขายอมสละตําแหน่งรองประธานฯของบริษัทหนึ่งเพื่อไปเริ่มต้นระดับหัวหน้างานในเบอร์เกอร์คิง และใช้เวลาสีปีไต่เต้าจนเป็นเบอร์สองที่นั่น และก้าวไปสู่ตําแหน่งประธานฯในบ.พิซซ่าแห่งหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนในชีวิต1. ชีวิตเต็มไปด้วยทางแยกที่เราต้องเลือกว่าจะแลกอะไรกับอะไร คนที่ไม่ประสบความสําเร็จมักแลก เปลี่ยนไม่ดี คนทั่วๆไปแลกเปลี่ยนได้ดีบางครั้ง และคนที่สําเร็จแลกเปลี่ยนได้ดีบ่อยๆ เขาบอกว่า ตัวเขาแลกเปลี่ยนครั้งสําคัญในชีวิตมากกว่ายี่สิบครั้ง2. เราต้องเรียนรู้ที่จะมองเห็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนเพื่อการยกระดับความสามารถของเราให้ออก เขาแนะนําสองคําถามคือ a. ประเมินข้อดีข้อเสียของสองทางเลือกที่เราต้องเลือกเพื่อแลกเลี่ยน b. การเปลี่ยนแปลงหลังจากการเลือกครั้งนี้ เราจะเติบโตขึ้น หรือเราจะต้องทุลักทุเลเพื่อให้ผ่าน มันไปได้ อย่างไรก็ตามการแลกเลี่ยนส่วนใหญ่มักจะมีความยากลําบากในเบื้องต้นเป็นบท ทดสอบเสมอ อย่าเข้าใจผิดว่าความลําบากในเบื้องต้นคือข้อเสียเปรียบของการแลกเปลี่ยน3. การแลกเปลี่ยนมักจะบังคับให้เราต้องตัดสินใจสละเรื่องส่วนตัวบางอย่างด้วยความลําบากใจ เมื่อ เราต้องการได้บางอย่างที่เราไม่เคยมีเราก็ต้องทําอะไรบางอย่างที่เราไม่เคยทํา เราต้องพร้อมที่จะ ยอมรับเรื่องนี้ นอกจากนี้จังหวะเวลาว่า “เมื่อใด” ก็เป็นประเด็นที่สําคัญอีกเช่นกัน เขาเล่า ประสบการณ์ส่วนตัวว่า ในปีค.ศ. 1978 เขาเริ่มประสบความสําเร็จในฐานะนักพูด แต่เขามองว่ามี ข้อจํากัดในการช่วยเหลือคนหมู่มาก เขาต้องเลือกว่าจะเขียนหนังสือหรือไม่ ในที่สุดเขายอมแลก เปลี่ยนเวลาอย่างมากเพื่อศึกษาเรียนรู้เรื่องการเขียน โดยคุยกับนักเขียนเก่งๆ เข้าอบรม ฝึกเขียน และถูกปฎิเสธจากสํานักพิมพ์จนถึงจุดหนึ่งที่เขาถามตัวเองว่า “มันคุ้มไหมหนอ” แต่ว่าเขาก็มุมานะ ต่อไปจนสําเร็จ ปัจจุบันเขามี 70 เรื่องที่วางขายทั่วโลกกว่า 21 ล้านเล่ม4. ปกติการแลกเปลี่ยนที่มีคุณค่ามักจะใช้เวลามากจนเราคิดว่ามันจะคุ้มหรือไม่5. การแลกเปลี่ยนอาจจะทําเมื่อใดก็ได้ มีหลายครั้งที่เรามีโอกาสเลือกผิดและแก้ตัวได้6. บางเลือกมันมาแค่ครั้งเดียว Andy Grove อดีตซีอีโอ Intel บอกว่า ในองค์กรนั้นจะมีจุดหนึ่งที่ต้อง เปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง หากเลือกที่จะไม่ทํา มักจะนํามาซึ่งความเสื่อมถอย แมกซ์เวลล์เล่าให้ฟัง ว่า “ครั้งหนึ่งผมนัดเจอเนลสัน แมนเดล่า ได้ แต่ว่าเขาเกิดอุบัติเหตุล้มลง จึงต้องเลื่อนตารางนัด หมายไป ตามตารางใหม่หากแมกซ์เวลล์อยากพบเขาต้องยกเลิกการพูดที่ประเทศเคนย่า ซึ่งเขา เลือกที่จะไม่ยกเลิกงานพูด สําหรับเขาแล้วโอกาสที่จะเจอเนลสันคงยากแล้วเพราะสุขภาพและอายุ ของเนลสัน7. ยิ่งสูง การแลกเปลี่ยนยิ่งตัดสินใจได้ลําบากใจมากขึ้น 18
    • แมกซ์เวลล์แนะนําแนวทางการชั่งใจว่าจะแลกเปลี่ยนดีีหรือไม่คือ1. เขาเลือกที่จะเก่งขึ้นมากกว่าเลือกความมั่นคงทางการเงิน เขาเปลี่ยนงานเจ็ดครั้งในชีวิต มีห้าครั้ง ที่เขายอมลดเงินเดือนลงเพื่อการพัฒนาศักยภาพของเขาเองให้เก่ง2. เขายอมแลกความสนุกและความสบายระยะสั้นกับการพัฒนาตนเอง3. เขาเลือกชีวิตที่ดีงามมากกว่าชีวิตที่ร่ํารวยหรูหราในเวลาอันสั้น ชีวิตที่ดีงามคือ “การที่เขาอยู่ในที่ที่ เหมาะกับเขา กับคนที่เขารัก ทําในสิ่งที่ถูกต้อง และมีจุดมุ่งหมายในชีวิต” เขาแนะนําเทคนิค สําหรับการทํางานว่า a. มอบหมายงานให้เก่งเพื่อใช้สมองตนเองมากขึ้น แทนที่จะทํางานหนักมากขึ้น b. ทําในสิ่งที่ทําได้ดีที่สุด เรื่องไหนที่ไม่ถนัดหาคนอื่นที่ถนัดทํา c. ควบคุมตารางประจําวันของตนเอง มิฉะนั้นคนอื่นจะเป็นคนควบคุมให้คุณ d. ทําในสิ่งที่รักเพราะมันจะสร้างพลังให้คุณ e. ทํางานกับคนที่คุนเข้าขากับเขาได้ดี เพราะจะทําให้คุณมีพลัง4. เขายอมแลกความมั่นคงกับการช่วยให้โลกนี้ดีขึ้น 19
    • กฎข้อที่ 12 กฎของการใฝ่รู้เราจะพัฒนาความเก่งของเราด้วยการหมั่นตั้งคําถามแมกซ์เวลล์เล่าให้ฟังว่าเขามีธรรมชาติที่อยากรู้อยากเห็นมากกว่าคนทั่วๆไป เขาแนะนําแนวทางที่อาจจะช่วยให้คนอื่นๆสามารถจะมีความใฝ่รู้ได้เพิ่มขึ้นคือ1. เชื่อว่าเราเรียนรู้ได้ไม่จบสิ้น เราต้องเชื่อว่าหากเราต้องการพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้น เราต้องออกไป ค้นคว้าหาความรู้มาพัฒนาตนเอง ความรู้ ความเข้าใจ ปัญญา มันไม่เดินมาหาเราเอง เราต้อง ออกไปขวนขวายหามัน ซึ่งจะทําอย่างนั้นได้ต้องมีทัศนคติเป็นคนกระหายใคร่รู้ตลอดเวลา2. คิดแบบมือใหม่เสมอ อย่าคิดว่าตัวเองเป็นกูรูแล้ว ให้คิดว่าตนเองเป็นเด็ก เป็นมือใหม่ในทุกๆ เรื่อง จะทําให้เรากระหายใคร่รู้เพิ่มเติมตลอดเวลา มันจะทําให้คุณเป็นคนช่างถาม วิธีนี้อาจจะต้อง เป็นคนเปิดเผยกล้าถาม และไม่กลัวว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร หากใครที่มีคําตอบเสมอแสดงว่า คนเหล่านั้นอาจจะสําคัญผิดคิดว่าตนเองเป็นกูรูและหมดไฟที่จะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆเพราะคิดว่าตนเอง รู้แล้วทุกเรื่อง3. มีคําถามว่า “ทําไม” เป็นคําโปรด เขาสังเกตว่าผู้นําที่พัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นนั้นชอบถามคําถาม ไม่ใช่ชอบตอบ ยิ่งถามเก่งพวกเขาก็ยิ่งเก่ง และคนที่ถูกถามก็ยิ่งเก่งขึ้น4. ใช้เวลากับคนที่กระหายใคร่รู้5. ตั้งเป้าว่าจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆทุกวัน ตื่นนอนมาพร้อมทัศนคติที่ว่าเราใจเปิดกว้างพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ เปิดหูเปิดตาพร้อมรับตลอดเวลา ไตร่ตรองสิ่งที่รับรู้เข้ามา หากเราเอาแต่รับแต่ไม่ได้ย่อยโดยการ คิดทบทวนหรือไตร่ตรองแล้วเราอาจจะไม่เห็นนัยของเรื่องราวนั้นๆ6. เห็นประโยชน์ของความล้มเหลว คนส่วนใหญ่ขยาดกับความผิดพลาดและล้มเหลว เมื่อเขาเจอเขา มักจะหลีกเลี่ยงมันในอนาคต คนที่กระหายใคร่รู้จะตระหนักว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ พวก เขาจะถามว่า “ทําไมจึงเกิดปัญหานี้ขึ้น” “ฉันจะเรียนรู้อะไรจากปัญหานี้ได้บ้าง” “ฉันจะเก่งขึ้นมา จากการฝ่าฟันปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง”7. หยุดมองหาคําตอบเดียว เพราะว่าปัญหาที่เราเจอนั้นมันมีโอกาสมีคําตอบได้มากกว่าหนึ่งอย่าง อย่าคิดหาคําตอบสําเร็จรูป หรืออย่าพึงพอใจกับคําตอบที่ได้ และอย่าพึงพอใจกับอะไรที่มันดีอยู่ แล้ว ระวังคําพูดที่ว่า “ถ้ามันไม่เสียก็อย่าไปยุ่งกับมัน” แต่ให้ตั้งคําถามใหม่ว่า “เมื่อมันไม่เสีย แต่ ว่าเราจะพัฒนาให้มันดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรบ้าง” “มันดีตอนนี้ แต่ว่าคิดว่าเมื่อไรที่มันอาจจะเสีย ในอนาคต” “มันดีอยู่แล้ว แต่ว่ามันจะดีอยู่ได้นานแค่ไหนในขณะที่โลกเลี่ยนแปลงตลอดเวลา”8. อย่าอายที่จะถาม ทําตัวให้เป็นเด็ก กล้าถาม ไม่กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าเราโง่9. คิดนอกกรอบ อย่าเอาแต่คิดว่า “เราไม่เคยทําอย่างนี้มาก่อนนี่” “นั่นไม่ใช่งานฉัน” แมกซ์เวลล์ บอกว่า “เวลาผมได้ยินคนพูดแบบนี้ ผมอยากจะเขย่าหมอนั่นแรงๆซักทีเพราะว่าเขาตายไปแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง”10.มีความสุขกับชีวิต ทําในสิ่งที่รัก และรักในสิ่งที่ทํา ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นคือการเรียนรู้ 20
    • กฎข้อที่ 13 กฎของการเป็นต้นแบบให้คนอื่นเราอาจจะพัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นได้ด้วยตนเอง แต่ว่าการมีใครบางคนที่คุณสามารถพูดคุยกับเขาแบบตัวต่อตัว และให้เขาเป็น Mentor ให้คุณได้จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะการที่คิดและหารือกับตนเองโดยลําพังนั้น คุณอาจจะคิดวนไปวนมาและหาทางออกให้ตนเองไม่ได้แมกซ์เวลมีเมนเตอร์หลายคน เช่นซิก ซิกกล้าร์ จอห์น วูดเด้น ฯลฯ อย่างไรก็ตามเขาเตือนว่าบางคนดูจากระยะห่างๆน่าจะเป็นเม็นเตอร์ที่ดีของเรา ปรากฎว่าพอเข้าไปสัมผัสจริงๆแล้วกลับไม่โดนใจเรานั้น เขาบอกว่าอย่าผิดหวัง ซึ่งการจะให้ใครเป็นเม็นตอร์เรานั้นการรู้จักเลือกจึงมีความสําคัญเขาแนะนําแง่คิดเกี่ยวกับการมีเม็นเตอร์ว่า1. เม็นเตอร์ที่ดีต้องมีคุณค่าที่ดีพอจะเป็นแบบอย่างให้เรา พวกเขาควรมีคุณลักษณะ อุปนิสัยที่ดีที่เรา อยากเลียนแบบ2. เม็นเตอร์มีให้เราเลือก แต่ต้องเลือกให้เป็น อย่าเลือกคนที่ประสบการณ์ห่างเรามากเกินไป เช่นเรา เป็นพนักงานระดับต้นหากให้ซีอีโอเป็นเม็นเตอร์เรา เขาอาจจะมีมุมมองที่ไกลตัวเกินไป ควรจะห่าง จากเราสองสามขั้นก็พอ แล้วค่อยๆยกระดับเม็นเตอร์เมื่อเราเติบโตในงานสูงขึ้น3. พวกเขาควรผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอควร แม๊กซ์เวลเล่าว่าตอนที่เขาเริ่มงานบริหารใหม่ๆเขาไปขอ ความรู้จากคนที่มีประสบการณ์ โดยยินดีจ่ายเงิน $100 สําหรับเวลา 30 นาที จากรุ่นพี่ที่เก๋ากว่า เขาให้สอนเขาเรื่องภาวะผู้นําและการบริหาร4. เม็นเตอร์มีปัญญาที่แหลมคม เขาเล่าตัวอย่างของโรงงานแห่งหนึ่งซึ่งมีเครื่องจักรสําคัญเสียจึงเรียก ที่ปรึกษามาซ่อม ที่ปรึกษามาพร้อมกับค้อนเล็กๆหนึ่งอัน เดินดูเครื่องซักพักหนึ่ง แล้วก็เคาะค้อน เบาๆลงที่จุดๆหนึ่ง เครื่องก็กลับมาทํางานได้ตามปกติ เขาส่งบิลมาเรียกเก็บ $ 1,000 โดย แยกแยะให้เห็นว่า ค่าเคาะ $1 และค่าองค์ความรู้ที่รู้ว่าจะเคาะตรงไหนอีก $999 คนที่มีปัญญาจะ พูดเพียงไม่กี่คําเราก็เห็นทางสว่างแล้ว เขาช่วยให้เราฉลาดขึ้นในบางเรื่องแทนที่จะต้องเรียนรู้เป็นปี ค่อยทราบ5. เม็นเตอร์ที่ดีให้กําลังใจและมีมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ เขายกตัวอย่าง จิม คอลลินส์แห่ง Good to great พูดถึง ปีเตอร์ ดรั๊กเกอร์เม็นเตอร์ว่า “ผมได้มิตรภาพอันยิ่งใหญ่จากเขามากกว่าปัญญาญาณของ เขาเสียอีก”6. เม็นเตอร์ที่ดีเป็นโค้ชด้วย เขาช่วยปลดปล่อยศักยภาพเราออกมา โค้ชที่ดีมีคุณลักษณะคือ (COACH)Care เขาใส่ใจในตัวโค้ชชี่Observe เขาสังเกต จดจ้องใน ทัศนคติ พฤติกรรม และผลงานโค้ชชี่Align เขาช่วยพัฒนาจุดแข็งให้เกิดผลงานยอดเยี่ยมCommunicate สื่อสารและให้ข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลงานHelp ช่วยทําให้งานและชีวิตดีขึ้น 21
    • เราจะประยุกต์ใช้บทเรียนจากบทนี้ได้อย่างไร1.ระบุเป้าหมายในอาชีพในอนาคต แล้วหาเม็นเตอร์ที่ช่วยคุณให้ไปให้ถึงเป้าหมายนั้น มองหาคนที่คุณชื่นชมซึ่งนําหน้าคุณไปสองสามช่วง เมื่อเขายอมช่วยคุณแล้ว นําสิ่งที่เขาแนะนําไปใช้ แล้วกลับมารายงานผลไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม แล้วถามคําถามใหม่ แล้วนําไปปฎิบัติ และนํากลับม รายงาน2.ระบุจุดแข็งหรือศักยภาพที่คุณต้องการพัฒนา และระบุประเด็นที่คุณต้องการใครบางคนมาช่วยชี้แนะออกมา แล้วสรรหาเม็นเตอร์ที่ช่วยคุณในเรื่องราวเหล่านี้ได้3.หาเม็นเตอร์ระยะยาว เริ่มจากศึกษาเรื่องของเขา เช่นอ่านหนังสือของเขาก่อน แล้วหาทางเข้าหาเขา หรือหาคนแนะนําให้สุดท้าย อย่าผิดหวังหากบางคนที่ดูดีมาก แต่พอสัมผัสจริงๆแล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คาด มองหาคนอื่นๆแทน อย่าให้ประสบการณ์ที่ไม่ดีทําให้คุณขยาดการมีเม็นเตอร์ 22
    • กฎข้อที่ 14 กฎของการขยายศักยภาพเราแต่ละคนมีศักยภาพที่ยังเหลือใช้อยู่มากมาย หากเราถามตัวเองว่า “เราได้ใช้ศักยภาพของเราเต็มที่แล้วหรือยัง” ถ้าเราซื่อสัตย์กับตนเอง คําตอบส่วนใหญ่คือ “ยัง”กฎข้อนี้เริ่มต้นด้วยการคิดที่ถูกต้องก่อนคือ1. หากท่านต้องการเก่งขึ้น ให้เลิกคิดว่า “ทําให้เยอะขึ้น” แต่ให้คิดใหม่ว่า “วิธีไหนที่เวิร์ค” แมกซ์เวลล์บอกว่าตอนที่เขาเริ่มงานใหม่ๆ มีคนมาถามเขาว่าจะประสบความสําเร็จอย่างไร เขา แนะนําว่า “ทํางานให้หนักขึ้น” ซึ่งผิดเพราะเขาคิดว่าคนอื่นคงจะไม่ทุ่มเททํางานหนักเท่ากับเขา แต่ ว่าโลกทัศน์เขาเปลี่ยนไปมากหลังจากเดินทางไปทั่วโลก เขาพบว่าในประเทศที่ด้อยพัฒนามีคน ทํางานหนักจํานวนมากแต่กลับได้ผลตอบแทนเพียงน้อยนิด ถ้าจะเริ่มคิดใหม่ว่าวิธีไหนที่เวิร์ค ให้ ใช้แนวทางคําถามเหล่านี้ดู a. ฉันต้องทําอะไรบ้างเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ b. กิจกรรมอะไรคือการกระทําที่คุ้มค่าที่สุด c. กิจกรรมอะไรที่ให้ความพึงพอใจกับฉันมากที่สุด2. เลิกคิดว่า “ฉันจะทําได้ไหมหรือไม่” เป็น “ฉันจะทําอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น” การถามแบบ แรกมันสะท้อนความสงสัยในตนเองทําให้ฝ่อ ในขณะที่การถามแบบหลังมันจะท้าทายเรากระตุ้นให้ เราหาหนทางที่จะทําให้สําเร็จ มีคําถามซึ่ง Robert Schuller เคยถามว่า “ถ้าคุณรู้ว่าคุณไม่มีทาง ล้มเหลวเลย คุณจะทําอะไร” การคิดแบบนี้ต้องเริ่มต้นที่ a. เชื่อมั่นในตนเองก่อนว่าเราทําได้ b. มุ่งมัั่นไม่ลดละ ในตอนเริ่มงานส่วนใหญ่จะมีอุปสรรค พอทําไปครึ่งๆกลางๆก็จะดูเหมือนยาก เช่นหากเราเข้าครัวเวลาทําไปพักหนึ่งมันจะดูรกมากเลย หรือหากเราเดินไปห้องผ่าตัดที่ผ่าตัด ดําเนินไปได้ครึ่งทางสภาพจะเหมือนกับการฆาตกรรมที่มันดูโหดร้ายเลือดสาด แต่ว่าในที่สุด หากฟันฝ่าทําให้ลุล่วงก็จะสําเร็จ ลองนึกภาพว่าหากแม่ครัวเห็นครัวเลอะเลยเลิกทําครัวกลาง คัน หรือหมอผ่าตัดที่ทําไปได้ครึ่งๆกลางแล้วรู้สึกสยองเลิกผ่าตัด ดูละกัน3. เลิกคิดว่ามีประตูเดียว แต่มองความเป็นไปได้ว่ามีหลายๆทางออก ประสบการณ์สอนเขาว่า a. มีหนทางมากกว่าหนึ่งวิธีในการทําอะไรให้สําเร็จ b. จะไปถึงเป้าหมายได้มากขึ้นหากใช้ความคิดสร้างสรรค์และการปรับตัวให้เหมาะกับสถานการณ์ c. การกระทําที่มีเป้าประสงค์ที่ชัดเจนจะดึงโอกาสต่างๆเข้ามาหาเรา d. การล้มเหลวและข้อผิดพลาดจะเป็นเครื่องมือที่สําคัญในการเรียนรู้และพัฒนา e. เราทํานายอนาคตได้ยาก ควบคุมอนาคตนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย f. การตระหนักรู้ปัจจุบันสําคัญ เพราะเราพอที่จะควบคุมปัจจุบันขณะได้ g. ความสําเร็จมาจากการกระทําที่ต่อเนื่องและการปรับตัวตลอดเวลา 23
    • เราจะขยายศักยภาพของเราได้อย่างไร1. หยุดทําในสิ่งที่เคยทํา แล้วลองทําในสิ่งที่ไม่เคยทํามาก่อน ซึ่งหมายถึงการที่ต้องออกจาก Comfort Zone ของเรา2. เลิกทําตามความคาดหวัง แต่ว่าทําให้เกินความคาดหวังแบบคิดไม่ถึง3. หยุดทําสิ่งสําคัญเป็นครั้งเป็นคราว ให้ทําสิ่งที่สําคัญอย่างสม่ําเสมอการประยุกต์ใช้ท้ายบทหากต้องการขยายศักยภาพของตนเองให้ถามว่า1. หากฉันรู้ว่าฉันไม่มีทางล้มเหลวเลย ฉันจะทําอะไร2. หากปราศจากข้อจํากัด ฉันจะทําอะไร3. หากเรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นสําคัญกับฉันแล้ว ฉันอยากทําอะไรกับชีวิตของฉันในตอนนี้แมกซ์เวลล์มีระบบที่คอยช่วยเตือนตนเองโดยในแต่ละวันนั้น เขาจะระลึกเสมอว่า1. เลือกและแสดงทัศนคติที่ถูกต้อง (คิดดีและแสดงออกมาดี)2. เลือกลงมือทําในสิ่งที่สําคัญตามลําดับ3. รู้และทําตามแนวทางที่ดีในเรื่องสุขภาพ4. สื่อสารและใส่ใจครอบครัวตนเอง5. คิดและพัฒนาความคิดที่ดี6. รักษาคําสัญญาที่ให้ไว้7. หาเงินและบริหารเงินให้ดี8. เชื่อมั่นและศรัทธาในสิ่งที่ตนเองยึดมั่น9. สร้างและสะสมความสัมพันธ์ีท่ีดี10.เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และทําตัวเป็นแบบอย่างให้คนอื่นทําตาม11.ทําตามค่านิยมที่ดีงาม12.พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง 24
    • กฎข้อที่ 15 กฎของการให้แมกซ์เวลล์เล่าว่าตอนหนุ่มๆเขาเห็นแก่ตัวไปหน่อย เขาคิดจะพัฒนาตนเองให้เก่งเพื่อเขาจะได้ประสบความสําเร็จ พอผ่านโลกมามากเขาก็เริ่มเปลี่ยนมุมมองไป เพราะว่าเขาเริ่มเห็นสัจจธรรมว่าการเห็นแก่ตัวที่แท้จริงนั้นคือ การที่พัฒนาตัวเองให้เก่งให้ยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก เพื่อที่จะได้ช่วยให้คนอื่นให้ได้ใช้ศักยภาพของเขาให้ได้อย่างเต็มที่ต่างหากคือเป้าหมายที่ดีของชีวิตเขาเขาบอกว่าแรงบันดาลใจมาจากตอนเด็กๆที่เขาได้ศึกษาเรื่องราวของเบนจามิน แฟรงคลิน บุคคลสําคัญหนึ่งในผู้ร่วมสร้างชาติให้อเมริกา แฟรงคลินเป็นคนที่มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่มาก ตัวอย่างเช่นเขาคิดประดิษฐ์ตู้อบอาหารแทนที่จะไปจดสิทธิบัตรแล้วทําเงินมากมายเขากลับเลือกที่จะเผยแพร่มันให้คนอื่นๆได้ประโยชน์จากมัน สําหรับแฟรงคลินแล้วเขาถือว่าการทําสิ่งดีๆเพื่อเพื่อนมนุษย์เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ เขาไม่ได้มองว่าเกิดมาแล้วจะกอบโกยมากเท่าใด เขามองว่าเกิดมาแล้วจะช่วยคนมากเท่าไรต่างหาก แฟรงคลินคิดในแต่ละวันตอนเช้าว่า “วันนี้ฉันจะทําความดีอะไรบ้าง” และก่อนนอนจะทบทวนอีกครั้งว่า “วันนี้ฉันได้ทําความดีอะไรไปบ้าง”แมกซ์เวลล์เล่าว่าตอนที่เขาหัวใจวายในขณะอายุ 51 เขาตระหนักถึงสองสิ่งก่อนที่จะเกือบตายว่า เขาต้องให้แน่ใจว่าก่อนตายเขาได้แสดงให้คนรอบๆตัวเขารู้ว่าเขารักพวกเขาเพียงใด และเขายังมีภาระกิจอีกมากมายที่อยากจะช่วยเหลือคนอื่นๆอีก เขาบอกว่ามีวิจัยว่าซีอีโอส่วนใหญ่ไม่กลัวตายแต่กลัวว่าพวกเขาจะไม่ได้ทําให้โลกนี้ดีขึ้นมากเพียงพอต่างหากต้นแบบที่ดีอีกคนคือคุณพ่อของเขา ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีในฐานะผู้ให้และผู้ช่วยเหลือคนอื่นๆ เช่นตอนอายุแปดสิบกว่าพ่อเขาต้องเข้าไปอยู่ในบ้านพักคนชรา ในวันที่ย้ายเข้าวันแรก พ่อเขาบอกว่าต้องไปถึงก่อนเป็นคนแรก เพื่อจะได้มาคอยต้องรับคนอื่นๆที่กําลังจะย้ายเข้ามา เพราะว่าคนเหล่านั้นคงจะรู้สึกลําบากใจไม่คุ้นที่ในสถานที่อยู่แห่งใหม่ พ่อเขาอยากทําตัวให้เป็นประโยชน์โดยการทําหน้าที่รับแขกและโชว์สถานที่เพื่อทําให้คนเหล่านั้นคุ้นเคยและคลายกังวลในวันเริ่มต้นเขาแนะนําว่าเราควรคิดเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เช่นแม่น้ําที่ไหลแจกจ่ายความชุ่มชื่น อย่าทําตัวเป็นถังกักน้ําเอาไว้ใช้คนเดียว ให้ลองนึกถึงดูว่ามีใครบ้างที่เราสามารถที่จะเป็นครู เป็นพี่เลี้ยง เป็นคนที่คอยแนะนําช่วยเหลือ ให้คําปรึกษา ให้คําชี้แนะ เพื่อทําให้เขาก้าวหน้าในชีวิตได้บ้างเขาแนะนําแนวคิดสําหรับการให้คือ1. เป็นคนเอื้อแเฟื้อเผื่อแผ่อยู่เสมอ ซิก ซิกกล้าร์เคยบอกว่า “ถ้าคุณช่วยให้คนจํานวนมากพอสมควร ได้ในสิ่งที่พวกเขาปรารถนา คุณจะได้ทุกอย่างที่คุณปรารถนา” นอกจากนี้แมกซ์เวลล์ยังจําคําพูด คําหนึ่งซึ่งเขาจําไม่ได้ว่าใครพูด แต่ว่าสาระคือ “ไม่มีความสําเร็จอันใดจะได้มาโดยไม่ได้มีการเสีย สละ หากเราประสบความสําเร็จโดยไม่สียสละแสดงว่ามีใครบางคนได้เสียสละก่อนหน้านี้ และ หากว่าเราเสียสละแต่ไม่ประสบความสําเร็จ แสดงว่ามีใครบางคนจะประสบความสําเร็จจากความ เสียสละของเรา” 25
    • 2. ให้นึกถึงคนอื่นก่อนตัวเรา เขาบอกว่าตอนหนุ่มๆเขาพลาดมาแล้วโดยนึกถึงตัวเองก่อน ตอนเป็นผู้ บริหารใหม่ๆเขานึกถึงวิสัยทัศน์ก่อนเลยแล้วจึงนึกถึงว่าจะใช้คนอื่นๆมาช่วยทําให้เขาถึงเป้าได้ อย่างไร มาตอนนี้เขาคิดกลับกัน เขานึกถึงก่อนว่า เขาแสดงความแคร์และเอื้ออาธรต่อคนอื่นมาก เพียงใด มันมากเพียงพอที่จะทําให้พวกเขาปรารถนาจะมาร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ของฉันหรือไม่ ความสําเร็จไม่ใช่ว่าเราจะวัดว่ามีคนในอาณาจักรเรามากเพียงใด แต่วัดจากว่ามีคนที่คุณได้ช่วย เหลือพวกเขาจํานวนเท่าใดต่างหาก3. อย่าตกเป็นทาสของสิ่งของ อย่าวัดความสําเร็จจากการที่ดูว่ามีข้าวของมากเพียงใด เพราะยิ่งเรามี ของมาก เรายิ่งอยากจะได้มาก มีให้พอเหมาะที่จะดําเนินชีวิตได้ตามสมควร แอนดรู คาร์เนกี้ อดีตเศรษฐีเคยบอกว่า “คนที่มีฐานะควรใช้เวลาครึ่งชีวิตแรกสะสมสมบัติ และใช้เวลาครึ่งชีวิตที่ เหลือกระจายสมบัติให้เป็นประโยชน์สําหรับคนอื่นๆ”4. อย่าให้คนอื่นเป็นเจ้าของชีวิตคุณ เขาเล่าว่าตอนเริ่มทํางานใหม่ๆมีช่วงเวลาสามปีที่เขาขัดสน แต่ ว่ามีเพื่อนใจดีพาเขาไปเลี้ยงทุกค่ําวันศุกร์ พอถึงเวลาที่เขาต้องย้ายเมืองเพื่อไปทํางานที่ดีกว่า เพื่อนเขากลับบอกว่า “นี่คุณจะทิ้งเราไปหรืออุตส่าห์ลงทุนทําอะไรให้มาตั้งเยอะ” เขาตั้งใจไว้ว่าจะ ให้โดยไม่มีเงื่อนไข จะไม่คอยนับว่าให้อะไรใครไปเท่าไร และจะพยายามไม่รับอะไรจากใครเพราะ ว่าคนเขาจะคิดว่าหากให้อะไรกับเราแล้วเราจะเป็นหนี้บุญคุณเขา5. ความสําเร็จวัดจากการหว่านพืช ไม่ใช่วัดจากการเก็บเกี่ยว6. มุ่งพัฒนาตนเอง แทนที่จะมุ่งหาความสุขใส่ตัวเอง พัฒนาตนเองให้เก่งขึ้นเพื่อที่จะได้มีโอกาสช่วย คนอื่นๆให้เก่งขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆสุดท้ายเขายกตัวอย่างของบุคคลสําคัญที่อุทิศชีวิตช่วยเหลือคนอื่นจํานวนมากคือ Jim Rohnสรุปหนังสือเล่มนี้ดีมากครับ ผมแนะนําให้เราไปซื้อหามาอ่าน และในแต่ละบทท้ายเล่มจะมีกิจกรรมให้เราคิดและทําเพื่อพัฒนาตนเอง ผมเองในระหว่างอ่านก็ได้ลงมือทําไปหลายอย่าง ทําให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างมากภายในเวลาสองอาทิตย์ที่อ่าน ฟังเทป และสรุปบางส่วนของหนังสือเล่มนี้ออกมาขอขอบคุณท่านจอห์น แมกซ์เวลล์ ที่มีความเมตตารวบรวมแนวทางที่เป็นประโยชน์มาให้พวกเราได้เรียนรู้กันครับ 26