เจ็ดอุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง

9,372 views
9,204 views

Published on

“เจ็ดอุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง” สุดยอดหนังสือของกูรูด้านฮาวทู อ่านสรุปย่อแล้วเหลือ 58 หน้า แนะนำให้ไปหาซื้อฉบับเต็มมาอ่าน ผมอ่านมากกว่าสิบรอบ และบางส่วนเปิดอ่านจนนับครั้งไม่ถ้วนครับ

0 Comments
15 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
9,372
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
16
Actions
Shares
0
Downloads
461
Comments
0
Likes
15
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

เจ็ดอุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง

  1. 1. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief1 | P a g e“7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง”                        “The  7  Habits  of  Highly  Effective  People”By Dr. Stephen R. Coveyคํานําผู้เขียนคําถาม    อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง ยังสามารถนํามาปรับใช้ในยุคสมัยนีได้หรือไม่?  คําตอบ  ยิงความเปลียนแปลงมีขยายวงกว้างและมีความรุนแรงขึน  ปัญหาท้าทายสาหัสมากขึนอุปนิสัยทังเจ็ดก็ยิงมีความสําคัญเป็นเงาตามตัวขอยกตัวอย่างความขัดแย้งกันของปัญหาท้าทายต่างๆทีเราพบเห็นกันจนเป็นเรืองปกติธรรมดา ความกลัวและการขาดความมันคง  กลัวตกงานไม่มีรายได้เลียงครอบครัว  ต้องพึงพาผู้อืนทังในทีทํางานและในครอบครัว “ต้องได้เดียวนี”  ความอยากได้อยากซือ  ลําหน้าความสามารถในการหาเงินทองทรัพย์สินเข้าบ้านของเรา การตําหนิกล่าวโทษและความรู้สึกตกเป็นเหยือ  เมือไหร่ทีเจอกับปัญหาเราจะได้เห็นการกล่าวโทษกันไปกันมา  เพราะว่าสังคมของเราติดกับการโวยวายเมือเราตกเป็นเหยือ ความท้อแท้สินหวัง  การทียอมเชือว่าเราเป็นเหยือของสถานการณ์  ยอมรับการถูกเย้ยหยันและความท้อแท้ ขาดสมดุลของชีวิต  สมดุลของชีวิตจะมีได้ก็ต่อเมือบุคคลผู้นันมีสายตายาวไกลสามารถมองเห็นลําดับความสําคัญของสิงต่างๆในชีวิต
  2. 2. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief2 | P a g e “ฉันได้ประโยชน์อะไรบ้าง”  ในสมัยทีคนทํางานด้วยการใช้ความรู้  เฉพาะคนทีฝึกฝนการอยู่แบบพึงพาซึงกันและกันได้อย่างเชียวชาญเท่านันทีจะสามารถได้ประโยชน์ ความโหยหา  อยากให้ผู้อืนเข้าใจ  อยากให้ผู้อืนรับฟัง  ถ้าคุณรับฟังคนอืนด้วยความจริงใจ  เข้าอกเข้าใจก่อน  พวกเขาก็พร้อมจะรับฟังคุณเป็นการตอบแทน ความขัดแย้งและข้อแตกต่าง    คิดหาวิธีทีจะแก้ไขปัญหา  “แบบประนีประนอม”  จะเป็นการเอือประโยชน์แก่ทังสองฝ่ายทีดีกว่า   ความเฉือยชาส่วนบุคคล  ทังทางกายภาพ  สติปัญญา  สังคม/อารมณ์  และจิตวิญญาณ  เราจะได้เห็นภาพขัดแย้งของวัฒนธรรมกับวิถีการยึด  “หลักการ”  เป็นจุดศูนย์กลางชีวิตการเรียนแล้วไม่ทํา  ไม่ถือเป็นการเรียนรู้  การรู้แล้วไม่ทํา  ไม่ถือว่ารู้จริง
  3. 3. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief3 | P a g eจากภายในออกสู่ภายนอกจรรยาบรรณคุณลักษณะกับจรรยาบรรณบุคลิกภาพ  (Character Ethics and Personality Ethics)ผมทุ่มเทให้กับการค้นคว้าสิงพิมพ์เกียวกับ  “ความสําเร็จ”  ในสหรัฐอเมริกานับตังแต่ก่อตังประเทศในปี  1776  หนังสือเล่มนีเป็นผลรวมและเนือหาทีเป็นกุญแจสําคัญไขสู่การใช้ชีวิตทีเรียกว่า  “การประสบความสําเร็จ”การค้นคว้าของผมย้อนหลังไป  200 ปี  ความสําเร็จในช่วง  50 ปีหลังค่อนข้างจะผิวเผิน  เพราะกล่าวถึงเพียงภาพลักษณ์  (Image/appearance) ทีมีใว้ให้สังคมได้เห็นเทคนิคพิเศษและหนทางแก้ปัญหาด่วนทันใจในช่วง  150 ปีหลังประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกาพอจะเรียกได้ว่า  “จรรยาบรรณคุณลักษณะ”  (Character Ethics) คุณสมบัติเช่น  บูรณภาพ  (Integrity) ความนอบน้อมถ่อมตน  (Humble) การครองตนในกรอบศีลธรรม  (Moral) อดทนข่มกลัน (Patience) มุมานะทํางานหนัก  ชีวิตเรียบง่ายจรรยาบรรณคุณลักษณะ (Character Ethics) สอนหลักการพืนฐานของการใช้ชีวิตแบบทรงประสิทธิผล (Effective)หลังสงครามโลกครังที  1 มุมมองความสําเร็จเปลียนมาเป็นสิงทีเราเรียกว่า  “จรรยาบรรณบุคลิกภาพ”  (Personality Ethics) ความสําเร็จนันเป็นผลจากการฝึกฝนบุคลิกภาพให้ปรากฏต่อสายตาสาธารณชนทัวไป  
  4. 4. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief4 | P a g eความยิงใหญ่ปฐมภูมิ  (Primary) และทุติยภูมิ (Secondary)องค์ประกอบของจรรยาบรรณบุคลิกภาพ  (Personality Ethics)  เช่น  การปรับปรุงบุคลิกภาพ  ทักษะการสือสาร  กลยุทธ์โน้มน้าวจิตใจเป็ นองค์ประกอบทีนําไปสู่ความสําเร็จ  แต่ว่ามีความสําคัญอยู่ในระดับรองๆลงไป...มิใช่ระดับปฐมภูมิ  (Primary)หากไม่มีความใว้วางใจซึงกันและกันก็จะไม่มีรากฐานของความสําเร็จทียังยืน  จะมีก็แต่ความดีงามพืนฐานเท่านันทีสามารถจะให้ชีวิตแก่เทคนิคทีควรนําไปใช้งานจริงอํานาจแห่งกรอบความคิด  (Paradigm)ก่อนอืน  เราจําเป็ นต้อง  “เข้าใจ”  และ  “รู้วิธีทีจะปรับเปลียน”  “กรอบความคิด”  (Paradigm) ของตัวเราเองก่อน...กรอบความคิด  คือ  แผนทีทีเราเห็นผ่านจากมุมมองของเรา  “แผนทีไม่ใช่ดินแดนทีแท้จริงทังหมดทีเป็นอยู่”  แผนทีเป็นเพียงกรอบอ้างอิงของตัวเราเองเท่านันเราแต่ละคนมีแผนทีหลายแผ่นอยู่ในหัว  แบ่งได้เป็น  2 ประเภท  คือ  แผนทีตามวิถีทีเราเป็นอยู่หรือความเป็นจริง  และแผนทีวิถีทีเราควรจะเป็น/ทําตามหรือค่านิยมการเปลียนทัศนคติ (Attitude) และพฤติกรรม (Behavior)  แทบจะไม่เกิดผลในระยะยาวหากเราไม่ทบทวนกรอบความคิดพืนฐานของเราเองทีเป็นต้นกําเนิดของทัศนคติและพฤติกรรมเสียก่อน  เพือเป็นการแสดงให้เห็นว่ากรอบความคิดส่งผลกระทบสําคัญอย่างมากต่อวิธีทีเราสานสัมพันธ์กับผู้อืนจุดยืนของเราอยู่ทีใหน  ก็ขึนอยู่กับทีนังของเรา
  5. 5. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief5 | P a g eการตีความสิงทีเห็น  สิงทีได้ยินขึนอยู่กับสถานการณ์ทีฝังอยู่ในใจของเราอยู่ก่อนแล้ว  ดังนัน  ข้อเท็จจริงก็จะไม่มีความหมายแตกต่างไปจากการตีความของเรา  สําหรับการเปิดใจให้  “รับการรับรู้ของผู้อืน”  หมายความว่า  เราจะได้เห็นภาพขนาดใหญ่ขึน  จากมุมมองทีปลอดจากอารมณ์ความรู้สึกในการตัดสินผู้อืนมาเกียวข้องด้วยพลังแห่งการเปลียนกรอบความคิด  (Paradigm Shift)การเปลียนกรอบความคิด  (Paradigm Shift) จะทําให้เรามองโลกด้วยมุมมองใหม่  ก่อให้เกิดการเปลียนแปลงทีมีพลังมหาศาล  ในกรอบความคิดของเรา  การตัดสินต่างๆไม่ว่าจะถูกหรือจะผิดนันเป็นรากฐานมาจากของทัศนคติของเรา  พฤติกรรมของเรา  และการสานสัมพันธ์กับผู้อืนในคํากล่าวของธอโร  “การตัดพุ่มใบไม้แห่งความชัวร้ายนับพันครัง  ไม่ดีเท่าการตัดรากแก้วเพียงครังเดียว”  เราจะประสบความสําเร็จในชีวิตอย่างรวดเร็วอย่างก้าวกระโดดได้เมือเราเลิกการตัดพุ่มใบทัศนคติและพฤติกรรม  แล้วหันมาทุ่มเทความพยายามทังหมดให้กับรากแก้ว...”กรอบความคิด  ซึงเป็นแหล่งกําเนิดของทัศนคติและพฤติกรรม”กรอบความคิดทีมีจุดศูนย์กลางอยู่ที  “หลักการ”คนเรามองชีวิตและความสัมพันธ์ในกรอบความคิดหรือแผนทีทีมีผลมาจากประสบการณ์ในอดีตหรือการวางเงือนไขของสังคม  แผนทีไม่ใช่  “ดินแดน”  เป็นเพียง  “ความจริงตามอัตวิสัย”  (Subjective)  [ฉะนัน  แผนที  คือ  “ความจริงตามอัตวิสัย”]สําหรับ  “ความเป็นจริงตามวัตถุวิสัย”  (Objective) หรือดินแดน  นันทําหน้าทีควบคุมการเจริญเติบโตและความสุขของมนุษย์
  6. 6. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief6 | P a g e“วิธีปฏิบัติ”  นันเป็นการจัดการสถานการณ์เฉพาะเจาะจงของหลักการ  และเป็นสัจธรรมพืนฐานทีสามารถนําไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกเรือง  “หลักการ”  ปรับใช้ได้กับชีวิตแต่ละคน  ชีวิตครอบครัว  ชีวิตสมรส  องค์กรเอกชนและองค์กรสาธารณะทุกประเภท  เมือไหร่ทีเราปรับสัจธรรมให้กลายเป็นอุปนิสัย  อุปนิสัยนีจะเป็นพลังในตัว  สามารถนําไปสร้างสรรค์วิธีปฏิบัติหลากหลายรูปแบบทีจะนําไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆกันได้ถ้าแผนทีหรือกรอบความคิดของเรายิงมีความใกล้เคียงกับหลักการหรือกฏธรรมชาติมากเท่าไหร่  แผนทีนันก็จะให้ความแม่นยํา  และนํามาใช้งานได้ประโยชน์มากขึนเท่านัน  แผนทีถูกต้องเหมาะสม  จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิผลส่วนบุคคลและประสิทธิผลระหว่างบุคคล  มากเกินกว่าความพยายามทังหมดทีทุ่มเทไปกับการเปลียนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมนันๆหลักการแห่งการเจริญเติบโตและการเปลียนแปลงจรรยาบรรณบุคลิคภาพ  (Personality Ethics) เป็นวิธีทีเย้ายวนใจคนหมู่มากเพราะเสนอวิธีให้ได้มาซึง  “ความรํารวยโดยไม่ต้องทํางานหนัก”  ทีมองเผินๆอาจคล้ายจะได้ผลแต่ก็ยังเป็นแผนลวงตานันเองเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ทีจะฝ่ าฝื น  ไม่รับรู้  หรือใช้ทางลัดเพือให้ได้มาซึงความสําเร็จ  เพราะจะทําให้พบแต่ความผิดหวังและความสับสนวุ่นวายใจในทีสุดถ้าคุณไม่เปิดโอกาสให้ครูทราบว่าฝีมือของคุณอยู่ในระดับใดโดยการตังคําถามหรือเปิดเผยความโง่เขลาในบางครัง  คุณจะไม่มีโอกาสเรียนรู้เรืองใหม่ๆ  ไม่มีโอกาสได้เจริญเติบโต  การยอมรับความโง่เขลาของตนเองเป็นก้าวแรกทีจะมีโอกาสในการเรียนรู้เพิมเติม
  7. 7. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief7 | P a g eหากต้องการทีจะสานสัมพันธ์กับภรรยา  สามี  ลูก  เพือนหรือเพือนร่วมงาน  เราต้องรับฟัง  “การรับฟัง”  นันต้องอาศัยความแข็งแกร่งทางอารมณ์  การรับฟังจําเป็นต้องมีความอดทนอดกลัน  มีจิตใจทีเปิดกว้าง  และความปราถนาจะทําความเข้าใจผู้พูดเวลาใหนทีควรสังสอน  เวลาใหนทีไม่ควรสังสอน  ในขณะทีความสัมพันธ์กําลังตึงเครียด  และบรรยากาศเปียมด้วยอารมณ์ต่างๆ  ความพยายามในการสังสอนอาจจะกลายเป็นการออกความเห็น  ตัดสินและการผลักไสไม่ยอมรับในตัวผู้ทีกําลังพูดคุยด้วย  ในทางตรงกันข้าม  ในเวลาทีความมีสัมพันธ์ราบรืน  การอภิปราย  ถกเถียง  หรือคุยกันเรืองค่านิยมต่างๆ  จะให้ผลกระทบมากกว่าวิธีทีเรามองปัญหาคือปัญหากรอบความคิดจรรยาบรรณบุคคลิคภาพ  (Personality Ethics) ส่งผลกระทบต่อวิธีทีเรามองปัญหานักบริหารทีมองการณ์ไกล  จะไม่สนใจจิตวิทยาปลุกใจ  และการกระตุ้นจูงใจทีไม่มีสาระนักบริหารต้องการ  “แก่นหลัก”  ต้องการ  “กระบวนการ”  ต้องการกําจัดปัญหาเรือรังทีซ่อนอยู่ภายใน  และมุ่งความตังใจและพลังงานส่วนมากไปยัง  “หลักการ”  ทีจะนําผลดีระยะยาวมาสู่องค์กรความคิดระดับใหม่  “ปัญหาสําคัญๆทีเราเผชิญอยู่  ไม่อาจแก้ไขได้โดยใช้ระดับความคิดเดิมในตอนทีเราสร้างปัญหานีขึนมา”แอลเบิร์ต  ไอน์สไตน์
  8. 8. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief8 | P a g e“ระดับความคิด”  คือ  เนือหาใน  7 อุปนิสัย สําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง  ยึดหลักการเป็นแก่นหลัก  ทีอยู่บนรากฐานของคุณลักษณะการใช้วิถี  “จากภายในออกสู่ภายนอก”  เพือให้มีประสิทธิผลระดับบุคคลและระหว่างบุคคลสูงวิถีจากภายในออกสู่ภายนอก  ยืนยันชัดเจนว่า  “ชัยชนะส่วนตัว”  ต้องมาก่อน  “ชัยชนะในสังคม”  การให้สัญญาและรักษาสัญญาต่อตัวเองมาก่อนการให้สัญญาและรักษาสัญญาต่อผู้อืนเรืองนีมีรากฐานมาจากกฏธรรมชาติทีควบคุมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์  การเจริญเติบโตหมุนวนสูงขึนไต่จาก  “การพึงผู้อืน”  มาเป็น  “การพึงตนเองอย่างมีความรับผิดชอบ”  จนไปถึง  “การพึงพาซึงกันและกันอย่างมีประสิทธิผลยิง”อุปนิสัย  7 ประการ-ภาพรวมโดยเกณฑ์พืนฐานทีสุด  คุณลักษณะของเรา  เป็นผลรวมของอุปนิสัยทีเรามีและเป็นอยู่อุปนิสัยมีแรงดึงดูดมหาศาลมากเกินกว่าทีคนส่วนใหญ่รู้และยอมรับ  การเลิกนิสัยทีฝังรากลึกในตัวคนๆหนึงต้องใช้พลังงานมากกว่าการใช้ความตังใจเพียงน้อยนิด  และการ“หว่านความคิด        เก็บเกียวการกระทําหว่านการกระทํา      เก็บเกียวอุปนิสัยหว่านอุปนิสัย              เก็บเกียวคุณลักษณะหว่านคุณลักษณะ    เก็บเกียวชะตากรรมบันปลาย”
  9. 9. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief9 | P a g eเปลียนแปลงเล็กๆน้อยๆในชีวิต  การพยายามดินให้หลุดจําเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาล  แต่เมือใหร่ทีสลัดหลุดได้แล้ว  เสรีภาพของเราจะข้ามเข้าสู่มิติใหม่ทีเดียวคํานิยามอุปนิสัยความรู้เป็นกรอบความคิดในเชิงทฤษฏี  ต้องทําสิงใดบ้างและทําเพืออะไร  ทักษะหมายถึง  จะต้องทําอย่างไร  (วิธีการทําทีเป็นขันตอนทีแน่นอน)ส่วนความปราถนา  เป็นมูลเหตุจูงใจ  ความอยากทีจะทํา  หากเราต้องการมีอุปนิสัยแบบใหนให้มาเป็นส่วนหนึงของชีวิต  จะต้องมีองค์ประกอบทังสามอย่างครบถ้วนเมือต้องการเปลียนแปลงจะต้องได้รับแรงกระตุ้นและจูงใจด้วยเป้ าหมายทีสูงกว่า  ความเต็มใจทีจะเสียสละสิงทีต้องการในขณะนี  เพือให้ได้มาซึงสิงทีอยากได้ในอนาคต
  10. 10. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief10 | P a g eกระบวนการนีทําให้เกิดความสุข  “วัตถุประสงค์และรูปแบบแห่งการดํารงอยู่”  ความสุขสามารถนิยามได้บางส่วนว่าเป็น  “ผลพวงของความต้องการและความสามารถในการเสียสละสิงทีเราต้องการในขณะนี  เพือจะได้รับสิงทีอยากได้ในบันปลาย”วงจรวุฒิภาวะอุปนิสัยทังเจ็ดมิใช่สูตรปลุกใจ  (Psych-up Formula) หรือวิธีการปฏิบัติการทีเป็นชุดคําสังแยกเป็นข้อๆ  การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับกฏธรรมชาติทีว่าด้วยการเจริญเติบโต  จะค่อยๆงอกงามขึน  ผนึกและเรียงตัวกันเป็นเส้นทางทีจะพัฒนาประสิทธิภาพส่วนบุคคล  และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  อุปนิสัยทังเจ็ดจะผลักดันให้เราเดินทางไปในวงจรวุฒิภาวะ...จากการพึงผู้อืนไปยังการพึงตนเองจนบรรลุถึงการพึงพาซึงกันและกันในวงจรวุฒิภาวะ  การพึงผู้อืนเป็นกรอบความคิด  “ท่าน”  เช่น  ท่านต้องดูแลฉัน  ท่านต้องปกป้ องคุ้มครองฉัน  ถ้าท่านดูแลไม่ดีฉันจะติหนิท่านการพึงตนเอง  เป็นกรอบความคิด  “ฉัน”  เช่น  ฉันทําได้  ฉันเป็นผู้รับผิดชอบ  ฉันพึงพาตัวเองได้  ฉันเลือกได้ส่วน  การพึงพาซึงกันและกัน  จะเป็นกรอบความคิด  “เรา”  เช่น  เราทําได้  เราร่วมมือกันได้  เราผนึกฝีมือ  ผนึกความสามารถ  เพือสร้างผลงานทียิงใหญ่ร่วมกันกรอบความคิดสังคมในยุคปัจจุบันเชิดชูการเป็นอิสระส่วนตัวใว้สูง  เหมือนกับว่าการสือสาร  การทํางานเป็นทีม  และร่วมมือกันมีคุณค่าในระดับทีตํากว่าชีวิตโดยธรรมชาติแล้ว  ควรต้องมีการพึงพาซึงกันและกันอย่างสูงสุดเมือไหร่ทีคนพึงพาซึงกันและกันยอมเปิดโอกาสทีจะแบ่งบันตนเองอย่างกว้างขวางซึง  เปียมด้วยความหมายกับผู้อืน  นันจะทําให้คุณสามารถเข้าถึงขุมทรัพย์ทรัพยากรและศักยภาพในตัวมนุษย์คนอืนๆอีกหลายคน
  11. 11. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief11 | P a g eการพึงพาซึงกันและกันเป็นทางเลือกทีมีเพียงผู้ทีพึงตนเองเท่านันทีจะทําได้    ผู้ทียังพึงพิงผู้อืนอยู่ไม่มีสิทธิเลือก  เพราะไม่มีคุณลักษณะทีเพียงพอสําหรับการเลือกอุปนิสัย  1, 2 และ  3  จะเน้นทีการเอาชนะตนเอง  ขับเคลือนจากการพึงผู้อืนไปยังการพึงตนเอง  ถือเป็น  “ชัยชนะส่วนตน”  ชัยชนะส่วนตนจะมาก่อนชัยชนะในสังคมเสมอเมือคุณพึงตนเองได้อย่างแท้จริง  คุณจะมีคุณลักษณะทีพร้อมจะสานสัมพันธ์กับผู้อืนอย่างมีประสิทธิภาพ  เพือบรรลุสู่  “ชัยชนะในสังคม”  ในอุปนิสัยที  4, 5 และ  6อุปนิสัยที  7 เป็นอุปนิสัยเพือการเติมเต็มและทําให้สมบูรณ์ใหม่อีกครัง  เป็นอุปนิสัยแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนืองทีจะใต่วงหมุนขึนสูงไปเรือยๆนิยามประสิทธิผล  (Effectiveness)อุปนิสัยทังเจ็ดเป็นอุปนิสัยแห่งประสิทธิผล  เพราะอยู่บนรากฐานของกรอบความคิดประสิทธิผล  สอดคล้องกับกฏธรรมชาติ  และหลักการทีเรียกว่า  “สมดุลแห่ง  P/PC”ประสิทธิผลแท้จริงจะต้องมีองค์ประกอบ  2 อย่าง  คือ1. P - Production ผลผลิตทีต้องการ  (ไข่ทองคํา)2. PC - Production Capability สินทรัพย์หรือความสามารถในการผลิต  (ห่าน)
  12. 12. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief12 | P a g eสินทรัพย์    3 ประเภทสินทรัพย์แบ่งเป็น  3 ประเภท  คือ  ทางกายภาพ  ทางการเงิน  และมนุษย์ในการหาผลกําไรระยะสัน  เรามักจะแลกกับการเบียดเบียนสินทรัพย์ทางกายภาพ  แต่ถ้าเรารักษาสมดุล  P/PC  จะทําให้เห็นความแตกต่างอย่างเด่นชัดในการใช้งานสินทรัพย์กายภาพอย่างมีประสิทธิผลสินทรัพย์เชิงการเงินสําคัญทีสุดของเรา  คือความสามารถในการหารายได้  ถ้าเราไม่ดูแลรักษา  PC  เราจะขีดข้อจํากัดให้กับทางเลือกของเราเองให้เหลือน้อยลงหากเป็นเรืองมนุษย์  สมดุล  P/PC  ถือได้ว่าเป็นรากฐานทีเท่าเทียมกัน  แต่มีความสําคัญมากกว่า    เพราะมนุษย์เป็นผู้ควบคุมสินทรัพย์กายภาพและสินทรัพย์การเงินPC ระดับองค์กรในเวลาทีพนักงานไม่รักษาสมดุล  P/PC  ในการใช้งานสินทรัพย์ทางกายภาพขององค์กร  แล้ว  นันจะเป็นการลดประสิทธิผลขององค์กรสมดุล  P/PC  มีความสําคัญมาก  โดยเฉพาะอย่างยิงเมือปรับใช้กับสินทรัพย์มนุษย์ในองค์กร...คือ  ลูกค้าและพนักงานตัวอย่าง  เช่น  เมือภัตตาคารทีมีชือจากซุปทีแสนอร่อยเปลียนมือ  เจ้าของคนใหม่เจือนําจนซุปจาง  ในเดือนต่อมาต้นทุนลดตําลง  ทําให้มีกําไรสูงขึนก็จริง  แต่ลูกค้าประจําหายไปหมด  เพราะความวางใจในคุณภาพไม่มีอีกแล้วหลายองค์กรทีเห็นความสําคัญของลูกค้า  จะใส่ใจดูแลผู้ทีจะดูแลลูกค้าโดยตรง  นันก็คือ  พนักงาน  หลักการ  P/PC ก็คือ  “ต้องดูแลพนักงานให้เท่าเทียมกับวิธีทีคุณดูแลลูกค้าชันยอด”หลักการ  P/PC จะดูแลพนักงานเหมือนพวกเขาเป็นอาสาสมัคร  เช่นเดียวกับการดูแลลูกค้าให้เหมือนกับอาสาสมัคร  เพราะนันเป็นตัวตนแท้จริง  พวกเขาอาสาทีจะนําสิงดีทีสุดมามอบให้...ทังด้านหัวใจและสมอง
  13. 13. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief13 | P a g eการรักษาสมดุล  P/PC กับสุขอนามัยและความสุขสบายของท่าน  โดยมากจะเป็นการตัดสินใจทีต้องใช้ดุลยพินิจทีไม่ใช่เรืองง่ายนัก  ซึงจะเป็นการเกลียสมดุลระหว่างผลลัพธ์ระยะสันกับการดําเนินการราบรืนในระยะยาว  ■
  14. 14. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief14 | P a g eอุปนิสัยที 1: โปรแอกทีฟหลักการแห่งวิสัยทัศน์ส่วนบุคคล  (Personal Vision)“การรู้ตนเอง”    หรือความสามารถในการติดตามการใช้ความคิดของตนเอง  นีคือเหตุผลว่าทําไมเราจึงสามารถประเมินค่าและเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อืนได้เท่าเทียมกับเรืองราวทีเราพบเจอด้วยตนเอง  นีคือ  สาเหตุว่าทําไมเราจึงสามารถทีจะสร้างอุปนิสัยใหม่และล้างนิสัยเก่าได้  วิธีทีเรา  “มองตัวเอง”  มองกรอบความคิดของตนเอง  เป็นพืนฐานของกรอบความคิดแห่งประสิทธิผลกระจกเงาสังคมถ้าภาพทีเรามองเห็นตัวเองเป็นภาพสะท้อนมาจากกระจกเงาสังคม  ภาพทีเห็นจะบิดเบียวผิดสัดส่วน  เพราะภาพสะท้อนของกรอบความคิดเชิงสังคมถูกตัดสินโดยเงือนไขและการวางเงือนไขของผู้อืนทําให้เราเข้าใจว่า  -  เราถูก  “กําหนด”  ใว้แล้วตัวเรามิใช่ความรู้สึกของเราตัวเรามิใช่อารมณ์ในใจตัวเรามิได้เป็นแม้แต่ความคิด
  15. 15. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief15 | P a g eด้วยสภาพแวดล้อม  เราอาจกล่าวโทษว่า  โดนเจ้านายรังแก  คู่สมรสไม่เข้าใจ  สถานการณ์ทางเศรษฐกิจคุกคาม  จะต้องมีใครสักคนหรืออะไรสักอย่างในสภาพแวดล้อมรอบตัวเราทีเป็นผู้รับผิดชอบต่อเรืองเลวร้ายทีเกิดขึนกับตัวเราช่องว่างระหว่างสิงเร้ากับการตอบสนองระหว่างสิงเร้ากับการตอบสนอง...มนุษย์มีอิสรภาพในการเลือกอิสรภาพในการเลือก  คือ  อํานาจ  เป็นคุณสมบัติเฉพาะของมนุษย์  นอกจาก  การรู้ตนเองแล้ว  มนุษย์มีจินตนาการ  ความสามารถทีจะพาตัวเราให้เข้าไปอยู่ในภาพวาดในใจของเรา  หลุดออกจากความเป็นจริงทีเกิดขึนเบืองหน้าเรา  มนุษย์ยังมีมโนธรรม  การรู้ลึกเข้าไปในใจ  แยกแยะความผิดชอบชัวดี  หลักการทีจะควบคุมพฤติกรรม  และแนวทางทีจะปรับความคิดและการกระทําให้สอดคล้องไปกับมโนธรรมนันนอกเหนืออํานาจอิทธิพลภายนอกจะยืนเข้ามาควบคุมได้เพราะมนุษย์มีความประสงค์อิสระ  มีความสามารถทีจะทําการทุกอย่างบนรากฐานของการรู้ตนเองอย่างเป็นอิสระนอกเหนืออํานาจอิทธิพลภายนอกนิยามโปรแอกทีฟ  (Proactive)คนโปรแอกทีฟจะรู้ดีถึงความรับผิดชอบ  ต่อพฤติกรรมของตนทีแสดงออก  จะไม่มีการป้ ายความผิดไปยังสภาวการณ์  เงือนไข  หรือการวางเงือนไข  พฤติกรรมของคนโปรแอกทีฟ  เป็นผลมาจากการตัดสินใจ  การเลือกอย่างมีสติ  อยู่บนรากฐานของค่านิยมในใจ  ไม่ใช่ผลจากเงือนไขทีอยู่บนรากฐานของอารมณ์และความรู้สึกการยินยอมให้เงือนไขต่างๆรอบตัวมาบงการชีวิต  จะทําให้เรากลายเป็นคนรีแอกทีฟคนโปรแอกทีฟจะขับเคลือนตัวเองด้วยค่านิยม  พวกเขาจะครุ่นคิด  พินิจพิเคราะห์เป็นอย่างดี  เพือเลือก  และยึดค่านิยมใว้ในใจเพือนํามาปฏิบัติ
  16. 16. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief16 | P a g eอย่างไรก็ตาม  คนโปรแอกทีฟยังอยู่ในอิทธิพลของสิงเร้าจากภายนอก  ไม่ว่าจะเป็นในเชิงกายภาพ  สังคม  หรือจิตวิทยา  แต่การตอบสนองต่อสิงเร้าต่างๆ  ไม่ว่าจะโดยจิตสํานึกหรือจิตใต้สํานึก จะเป็นการตอบสนองด้วยทางเลือกทีอยู่บนรากฐานของค่านิยมความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ทีว่าเกิดเรืองใดต่อตัวเรา  แต่เกิดจากการตอบสนองของเราต่อเหตุการณ์นันทีทําให้เราเจ็บปวด  เรืองเลวร้ายทีเกิดขึนในชีวิต  จะหล่อหลอมคุณลักษณะและบ่มพลังในตัวของเราให้เข้มข้นมากขึน  ให้อิสรภาพในการรับมือกับสภาวการณ์ยุ่งยากในอนาคตและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนรอบข้างทีได้พบเห็นด้วยวิกเตอร์  แฟรงเกิลชีให้เห็นว่ามีแก่นค่านิยม  3 อย่างในชีวิตมนุษย์  คือ   เชิงประสบการณ์  เรืองราวทีเกิดขึนจริงกับตัวเรา   เชิงสร้างสรรค์  เรืองทีเราสร้างขึนมาเพือทําให้เป็นจริง   เชิงทัศนคติ  การตอบสนองของเราต่อภาวะทุกข์ทรมาน  เช่น  ความเจ็บป่วยเรือรัง  ภาวะทุกข์ทรมานมักจะทําให้คนเราเปลียนกรอบความคิด  เมือคิดได้แล้วกรอบอ้างอิงใหม่จะปรากฏออกมา  เพือให้นําไปใช้ต่อไปสู่ภาวะโปรแอกทีฟภาวะโปรแอกทีฟไม่ได้หมายความว่าจะต้องก้าวร้าว  แสดงอาการน่ารังเกียจ  หรือแผ่อํานาจคุกคามผู้อืน  แต่หมายถึง  “การรู้ถึงความรับผิดชอบของเราทีจะสร้างสรรค์ผลงาน”“ไม่มีผู้ใดทําร้ายเราได้  หากเราไม่ให้ความยินยอม”อีเลเนอร์  โรสเวลต์
  17. 17. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief17 | P a g eคนทีได้ตําแหน่งงานดีๆสูงๆ  มักจะเป็นผู้ริเริมรับผิดชอบในเชิงรุก  (คนโปรแอกทีฟ)  คนกลุ่มนีเสนอหนทางแก้ไขปัญหา  ไม่ทําตัวเป็นปัญหาเสียเอง  และคอยคว้าโอกาสในเชิงรุกเพือทีจะได้ลงมือก่อนการกระจายงานต่างๆให้ผู้อืนรับผิดชอบ  ไม่ได้มีความหมายในแง่ลบ  ในทางตรงกันข้าม  จะเป็นการให้เกียรติกันเพราะแสดงให้เห็นความเชือใจ  ดังนันภาวะโปรแอกทีฟจึงเป็นส่วนหนึงของธรรมชาติมนุษย์กระทําหรือถูกกระทําการสร้างสมดุล  P/PC เพือประสิทธิผลจําเป็นต้องอาศัยการริเริมในเชิงรุก  ในเวลาทีคุณศึกษาอุปนิสัยหกประการแรก  คุณจะสังเกตได้ว่าทุกขันตอนเป็นการฝึก  “มัดกล้ามเนือโปรแอกทีฟ”  แต่ละอุปนิสัยจะวางบทบาทความรับผิดชอบ  ในทุกเรืองให้คุณได้ลงมือกระทําองค์กรธุรกิจ  กลุ่มทํางานเพือชุมชน  องค์กรทุกประเภทรวมทังครอบครัว...มีสิทธิจะใช้ภาวะโปรแอกทีฟทังนัน  องค์กรใดๆทีไม่ตกอยู่ในอิทธิพลของสภาพแวดล้อม  ควรทีจะสามารถก้าวลําไปในเชิงรุกเพือทําให้ค่านิยมและเป้ าหมายทีมีร่วมกันของสมาชิกในกลุ่มเกิดผลสําเร็จรับฟังภาษาพูดของเราภาษาพูด  เป็นตัวบ่งชีชัดเจนว่าเราเป็นคนโปรแอกทีฟหรือไม่  ภาษาพูดของคนรีแอกทีฟ  จะบอกปัดปฏิเสธความรับผิดชอบโดยสินเชิงเช่น  คนโปรแอกทีฟนําคําว่า  “รัก”  มาใช้ในฐานะคํา  “กิริยา”  ความรักเป็นสิงทีคุณลงมือกระทํา  เช่น  การเสียสละทีคุณทําเพือคนรัก  การสละตัวตนเพือคนรัก
  18. 18. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief18 | P a g eความรักเป็นค่านิยมทีสามารถจะทําให้เป็นจริง  จับต้องได้ผ่านการแสดงออก  คนโปร  แอกทีฟสะกดอารมณ์ความรู้สึกใว้ภายใต้ค่านิยม...แล้วความรัก  ความรู้สึกดีๆนันจะหวนกลับมาให้สัมผัสได้อีกครังหนึงขอบเขตของความกังวล/ขอบเขตแห่งอิทธิพลเมือไหร่ทีเรามองเห็นเรืองราวใน  “ขอบเขตแห่งความกังวล”  เราจะเห็นได้ชัดว่า  บางเรืองอยู่นอกเหนือความควบคุมของเรา  (วงกลมสีเขียวทีอยู่ภายนอก)  แต่ก็มีหลายเรืองทีเราสามารถแก้ไขเปลียนแปลงได้  เราจับกลุ่มเรืองราวทีเราควบคุมได้มารวมในวงกลมอีกวงซ่อนอยู่ภายใน...หรือเรียกว่า  “ขอบเขตแห่งอิทธิพล”คนโปรแอกทีฟจะมุ่งความสนใจไปทีขอบเขตแห่งอิทธิพล  ทุ่มเทไปยังเรืองราวทีแก้ไขเปลียนแปลง  และควบคุมได้  ทําให้  “ขอบเขตแห่งอิทธิพล”  สีม่วง  ขยายขนาดคนรีแอกทีฟจะจ้องไปยังขอบเขตแห่งความกังวล  มุ่งความสนใจไปทีสภาวการณ์ทีตนเองไม่มีอํานาจควบคุมบังคับ  ทําให้  “ขอบเขตแห่งอิทธิพล”  นันหดเล็กลงการสร้างพลังงานเชิงบวกต้อง...เปลียนแปลงทีตัวเรา  เรามีอํานาจในการแผ่อิทธิพลต่อเงือนไขต่างๆรอบตัวเราคนโปรแอกทีฟให้ความสําคัญใว้ทีการใช้อิทธิพลแต่ก็ยังมีขอบเขตแห่งความกังวล    อย่างร้ายทีสุด  ขอบเขตแห่งความกังวลก็มีขนาดใหญ่เท่าเทียมกับขอบเขตแห่งอิทธิพล
  19. 19. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief19 | P a g eทางตรง  โดยอ้อม  หรือไม่อาจควบคุมได้ปัญหาทีเราพบแบ่งออกเป็น  3 ประเภท  คือ   สามารถควบคุมได้โดยตรง  ปัญหาเกียวกับพฤติกรรมของเรา,  ปัญหาแก้ไขได้โดยปรับเปลียนอุปนิสัย  ข้อนีเป็นชัยชนะส่วนตน สามารถควบคุมโดยอ้อม  ปัญหาเกียวเนืองกับพฤติกรรมของผู้อืน,  ปัญหานีแก้ได้โดยเปลียนวิธีการใช้อิทธิพลทีปฏิบัติอยู่ในขณะนัน  ข้อนีเป็นชัยชนะในสังคม ไม่สามารถควบคุมได้  ปัญหาทีเราทําอะไรไม่ได้  เช่น  ความเป็นจริงของสถานการณ์  หรือเรืองทีกลายเป็นอดีตไปแล้วขยายขอบเขตแห่งอิทธิพลนักบริหารผู้หนึงเป็นคนโปรแอกทีฟ  เขาขับเคลือนตัวเองด้วยค่านิยม  ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ความรู้สึก  เขาชอบริเริมในเชิงรุก  ติดตามความคิดของท่านประธาน  (เจ้านาย)  ร่วมรับความรู้สึกและอ่านสถานการณ์ต่างๆทีเกิดขึน  เขาไม่ได้มองข้ามจุดด้อยของท่านประธาน  แต่แทนทีจะวิพากษ์วิจารณ์จุดด้อย  เขากลับคิดช่วยเหลือหรือชดเชยจุดด้อยเหล่านัน  เขาจะพยายามเข้าไปเสริม  โดยทํางานร่วมกับลูกน้องในแผนกจนกระทังจุดด้อยของท่านประธานนันกลายเป็ นเรืองนอกประเด็นทีไม่มีผลกระทบและไม่มีความสําคัญนักบริหารผู้นีมุ่งเน้นไปทีขอบเขตแห่งอิทธิพลของตนเอง  เขาทํางานเกินความคาดหวัง  โดยคาดหวังความต้องการของท่านประธานล่วงหน้าคนโปรแอกทีฟ  ไม่ได้มีนิสัยก้าวร้าว  ไม่คุกคาม  พวกเขาเป็นคนฉลาดทีขับเคลือนด้วยค่านิยม  ทีพยายามอ่านทิศทางของโลกแห่งความเป็นจริง  และรู้ว่าภาพทีเห็นทียังขาดสิงใดไปบ้างทีจะทําให้ดีและมีความสมบูรณ์ยิงขึนไปอีก
  20. 20. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief20 | P a g eระหว่างคําว่า  “มี”  กับคําว่า  “เป็น”ขอบเขตแห่งความกังวลสามารถจะถูกแสดงออกมาให้ได้ยินในภาษาพูดทีแสดงความในใจ  สังเกตได้ว่าจะเห็นจากประโยคทีมีคําว่า  “ขอเพียง”  หรือ  “มี”  เช่น“จะมีความสุขกว่านี  ขอเพียงผ่อนบ้านได้หมด”“ขอเพียงมีเจ้านายทีไม่เป็นจอมเผด็จการ”ขอบเขตแห่งอิทธิพลจะมีแต่คําว่า  “เป็น”  การมองโลกแบบโปรแอกทีฟ  จะสร้างความเปลียนแปลง  “จากภายในออกสู่ภายนอก”  ถ้าเราอยากให้เกิดผลลัพธ์ทีแตกต่าง  เราต้องเป็นคนทีต่างไปจากเดิมเพือให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสิงทีอยู่ภายนอก  เช่น...ฉันเป็นคนใช้ไหวพริบแก้ปัญหา  ฉันเป็นคนขยันเราสามารถควบคุมชีวิตและมีอิทธิพลต่อสภาวการณ์รอบข้างได้โดยให้ความสนใจไปยังภาวะ  “เป็น”  หรือตัวตนของเราถ้ามีปัญหาในชีวิตสมรส  และต้องการจะแก้ไขสถานการณ์อย่างจริงจัง  ควรจะทุ่มความสนใจไปยังเรืองราวทีควบคุมได้ด้วยตัวเอง  เช่น  หันมาแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง  มุ่งเน้นปรับปรุงตัวให้เป็นคู่สมรสชันเลิศ  เป็นแหล่งความรักทีไม่มีเงือนไข  และการให้กําลังใจสนับสนุน  ซึงก็หวังว่าภรรยาจะรู้สึกและตอบสนองในแนวทางเดียวกัน  แต่ถึงแม้ว่าเธอจะตอบสนองหรือไม่ก็ตามที  เส้นทางในเชิงบวกทีจะแผ่อิทธิพลต่อสถานการณ์ได้ก็คือ  การแก้ไขตนเอง...การ  “เป็น”  ตัวเอง  วิถีโปรแอกทีฟดีทีสุดทีเราจะทําได้คือ  การครองตนเป็นคนมีความสุข...ยิมจริงใจ  แล้วอยู่อย่างมีความสุข
  21. 21. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief21 | P a g eอีกปลายหนึงของท่อนไม้แม้เราจะมีอิสรภาพในการเลือกการกระทําของเรา  แต่เราไม่อาจเลือกผลทีตามมาจากการกระทํานันได้  พฤติกรรมของเราอยู่ภายใต้การควบคุมของหลักการ  โดยทีการใช้ชีวิตแบบสอดคล้องกับหลักการ  จะก่อให้เกิดผลในเชิงบวก  การใช้ชีวิตฝ่าฝืนหลักการ  จะก่อให้เกิดผลในแง่ลบหากไม่ยอมรับทราบ  ไม่ยอมแก้ไข  ไม่ยอมเรียนรู้จากความผิดพลาด  ผลแง่ลบเหล่านีจะกลายเป็นความผิดพลาดทีสูงขึนไปอีกระดับหนึง  ผลแง่ลบนีจะส่งคนผู้นันให้จมลึกไปในความผิดพลาดอืนๆยิงกว่าเดิมดังนัน  มันมีความสําคัญอย่างยิงทีจะยอมรับความผิดพลาด  หาทางแก้ไขโดยด่วน  ความผิดพลาดนันจะได้ไม่เหลือพลังทีจะแผ่มารุกรานการกระทําก้าวต่อไปของเรา  เพือทีเราจะได้เรียกพลังในตัวของเรากลับคืนมาอยู่ในสภาพเดิมการให้และรักษาสัญญาผูกมัดแก่นกลางของขอบเขตแห่งอิทธิพลคือ  “ความสามารถทีจะผูกมัดตนเองกับการให้และรักษาคําสัญญานัน”  การผูกมัดทีเราให้ต่อตนเองและผู้อืนกับบูรณภาพ  (Integrity) ต่อการผูกมัดนัน  เป็นองค์ประกอบสําคัญและเป็นการแสดงให้เห็นระดับความเปนคนโปรแอกทีฟในตัวเราการให้และรักษาคําสัญญาผูกมัด  มีความสําคัญต่อการเจริญเติบโตในฐานะบุคคลคนหนึงของเราอย่างมาก  เพราะเป็นองค์ประกอบสําคัญในการพัฒนาอุปนิสัยแห่งประสิทธิผล  ความรู้  ทักษะ  และความปราถนา  ทุกๆปัจจัยอยู่ในมือของเราแล้วทีจะทําให้เป็นไปในแนวทางทีเราต้องการ  เราเลือกได้ภาวะโปรแอกทีฟ: บททดสอบ  30 วัน
  22. 22. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief22 | P a g eในเวลาทีคุณทําผิดพลาด  ให้ยอมรับอย่างไม่อิดออด  แล้วพยายามแก้ไข  และเรียนรู้จากความผิดพลาดนันทันที  อย่าได้ไปติหนิติเตียนกล่าวโทษผู้อืน  ให้พยายามทุ่มพลังงานไปยังเรืองราวทีคุณควบคุมได้  โดยแก้ไขตนเอง...แก้ไขภาวะ  “เป็น”ข้อเสนอแนะในการปรับใช้1. ตลอดทังวัน  ฟังภาษาพูดของตน  และภาษาพูดของคนรอบข้าง  บ่อยครังแค่ใหนทีคุณใช้และได้ยินภาษารีแอกทีฟ  “ขอเพียงแค่”  หรือ  “ผมทําไม่ได้”  หรือ  “ผมจําเป็นต้อง...”2. ระบุประสบการณ์ทีคุณจะได้พบในอนาคตอันใกล้  หากพิจารณาจากประสบการณ์ดังเดิม  คุณจะตอบสนองในแง่รีแอกทีฟ  นําเอาสถานการณ์นันมาพิจารณาในขอบเขตแห่งอิทธิพล  คุณจะตอบสนองเชิงโปรแอกทีฟได้อย่างไร?  ใช้เวลาคิดและวาดภาพประสบการณ์นันให้ชัดเจนในใจ  วาดภาพตนเองตอบสนองในเชิงโปรแอกทีฟ  เตือนตนเองอีกครังว่ามีช่องว่างระหว่างสิงเร้ากับการตอบสนอง  ผูกมัดตนเองว่าจะใช้อิสรภาพในการเลือก3. เลือกปัญหาทีบ้านหรือทีทํางานทีทําให้คุณสับสนวุ่นวายใจ  แยกประเภทว่าเป็นปัญหาโดยตรง  โดยอ้อม  หรือไม่อยู่ในการควบคุม  ระบุขันตอนแรกทีคุณทําได้ในขอบเขตแห่งอิทธิพลเพือแก้ปัญหา  แล้วปฏิบัติตามขันตอนนัน4. ทดสอบภาวะโปรแอกทีฟ  30 วัน  จับตามองความเปลียนแปลงในขอบเขตแห่งอิทธิพล
  23. 23. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief23 | P a g eอุปนิสัยที 2: เริมต้นด้วยจุดหมายในใจหลักการแห่งภาวะผู้นําส่วนบุคคลจินตนาการว่า  นับไปอีกสามปีจากวันนี  คุณเดินทางไปยัง  งานศพของคุณ  ในงานพิธีจะมีผู้มากล่าวคําใว้อาลัยทังหมด  4 คน  คนแรกมาจากครอบครัวของคุณ  คนทีสองเป็นเพือนสนิทของคุณ  คนทีสามเพือนร่วมงานของคุณ  และคนทีสีมาจากสถาบันศาสนาหรือองค์กรในชุมชนทีคุณมีส่วนร่วมอยู่คุณอยากจะให้ผู้กล่าวใว้อาลัยทังสี  พูดถึงคุณและชีวิตของคุณในแง่ใดบ้าง?  คุณลักษณะใดในตัวคุณทีคุณอยากให้พวกเขาจําได้?  ผลงานหรือความสําเร็จใดทีคุณอยากให้พวกเขาจดจํา?หมายความว่าอย่างไร  “เริมต้นด้วยจุดหมายในใจ”การเริมต้นด้วยจุดหมายในใจ  หมายความถึงการเริมต้นด้วยความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า  ต้องการจะเดินไปยังจุดใด  จุดใดทีต้องการจะไปถึง  (จุด  B) ดังนัน  จึงจําเป็นจะต้องเข้าใจให้ดีก่อนว่าขณะนีคุณอยู่ทีใด  (จุด  A) เพือจะได้ก้าวทีละก้าว  มุ่งหน้าไปยังจุดหมายนัน  (จุด  B)  ในทิศทางทีเหมาะสมหากคุณทําการทบทวนและเรียบเรียงเนือหาทีคุณต้องการจะให้ผู้กล่าวใว้อาลัยยกขึนมาบรรยายในงานศพของคุณได้แล้ว...แสดงว่า  คุณค้นพบนิยามความสําเร็จของตนเองเข้าแล้ว  และก็อาจเป็นไปได้ว่าชือเสียงเกียรติยศ  เงินทองหรือสมบัติอืนใดทีเราดินรนแสวงหามาตลอดชีวิต  ไม่ได้เป็นส่วนหนึงสิงทีเราต้องการทีจุดสุดท้ายของชีวิตสรรพสิงสร้างสองครังบนหลักการทีว่า  “สรรพสิงสร้างสองครัง”  ครังแรกสุดสร้างขึนมาในใจ  และการสร้างครังถัดมา  จะเป็นการก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างจับต้องได้
  24. 24. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief24 | P a g eยกตัวอย่างการสร้างบ้าน  คุณจะวาดภาพในใจ  แล้วเขียนออกมาเป็นแบบแปลนบ้านกฏของช่างไม้ก็คือ  “วัดสองครัง  ตัดครังเดียว”หลังจากนัน  คุณจึงเริมก่อสร้างบ้านจริงๆ  โดยใช้แปลนทีวาดใว้แล้วนันเป็นแบบภาวะผู้นําและการบริหารจัดการ...การสร้างสองครัง“ภาวะผู้นํามาก่อน  การบริหารจัดการมาเป็นอันดับสอง”ไม่มีการบริหารจัดการทียอดเยียมใดทีจะชดเชยความล้มเหลวของภาวะผู้นําได้  แต่ภาวะผู้นําหาได้ยากเพราะเราผูกติดอยู่ในกรอบความคิดว่าการบริหารจัดการต้องมาก่อนเป็นอันดับหนึงเขียนบทชีวิตใหม่: สถาปนาตนเองเป็นผู้สร้างภาวะโปรแอกทีฟจะอยู่บนรากฐานของคุณสมบัติเฉพาะมนุษย์เรือง  “การรู้ตนเอง”  อีกสองเรืองคือ  “จินตนาการ”  และ  “มโนธรรม”ไม่มีความจําเป็นใดๆทีจะใช้ชีวิตอยู่ใต้บัญชาของบทบาทชีวิตเก่า  เรามีสิทธิเลือกการตอบสนองทีจะใช้จินตนาการ  ความคิดสร้างสรรค์  เขียนบทชีวิตใหม่ทีมีประสิทธิผล  กลมกลืนไปกับค่านิยมลําลึกในตัวเรา  สอดคล้องกับหลักการทีทําให้ค่านิยมของเราเปียมความหมายคําปณิธานส่วนบุคคลในการเขียนคําปณิธานส่วนบุคคลหรือปรัชญาหรือหลักคําสอนประจําชีวิต  คุณควรจะมุ่งความสนใจไปทีสิงทีคุณต้องการจะเป็น  (คุณลักษณะ)  ต้องการจะทํา  (การสร้างประโยชน์หรือความสําเร็จ)  และคุณลักษณะหรือหลักการทีเป็นพืนฐานของการเป็นอยู่และการลงมือทําจริง
  25. 25. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief25 | P a g eเมือไหร่ทีเราได้รับรู้ถึงปณิธาน  เราก็จะได้ทราบถึงแก่นของภาวะโปรแอกทีฟประจําตัว  เราจะได้ทราบถึงวิสัยทัศน์และค่านิยมทีจะชีนําชีวิต  เราจะได้ทราบถึงทิศทางทีจะวางเป้ าหมายทังระยะสันและระยะยาวทีจุดศูนย์กลางจุดศูนย์กลางเป็นจุดกําเนิดของความมันคง  การชีแนะ  ปัญญา  และพลังอํานาจ  เมือไหร่ทีมีองค์ประกอบทัง  4 ครบถ้วน  ทีมีความสอดคล้องกัน  จะทําให้เกิดบุคลิกลักษณะทีมีความสง่างาม  มีคุณลักษณะทีมีความสมดุลและงดงามเต็มเปียมไปด้วยบูรณภาพ  (Integrity)คนเราทุกคนมีจุดศูนย์กลาง  เพียงแต่เราเองอาจไม่รู้ตัวว่าจุดศูนย์กลางนันส่งผลกระทบต่อทุกๆด้านในชีวิตของเรา  เช่น  หลักยึดเหนียวทางอารมณ์  ความนับถือตนเอง  รวมไปถึงมาตราฐาน หรือหลักการ หรือเกณฑ์วัด  ทีใช้ควบคุมการตัดสินใจ  และการกระทําความสํานึกในสมดุลชีวิต  ดุลพินิจ  เป็นสายใยทีเหนียวรังชีวิตให้เป็นอันหนึงอันเดียวกัน  เป็นพลังและเป็นแรงขับเคลือนทีทําให้ทํางานได้สําเร็จระบุจุดศูนย์กลางของตัวเราวิธีทีดีทีสุดทีจะค้นหา  “จุดศูนย์กลาง”  ของตัวเรา  จะเป็นการมองไปทีองค์ประกอบพืนฐานทัง  4 ของชีวิต  ถ้าเราสามารถระบุแต่ละด้านได้  อาจทําให้เราสามารถมองย้อนกลับไปหาแก่นกลางทีเป็นต้นนําของเรืองนันๆได้การยึด  “หลักการ”  เป็นจุดศูนย์กลางการใช้ชีวิตโดยยึด  “หลักการ”  ทีถูกต้องเป็นจุดศูนย์กลาง  จะทําให้เราสามารถสร้างพืนฐานมีความมันคงในการใช้ชีวิต  ทําให้องค์ประกอบทัง 4 ของชีวิตมีพัฒนาการได้
  26. 26. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief26 | P a g eเต็มที  ถ้าคุณมองผ่านกรอบความคิดของ  “หลักการ”  ทีถูกต้อง  คุณจะเห็นภาพทีแตกต่างไปจากการมองผ่านกรอบความคิดทียึดเรืองอืนๆ  เป็นจุดศูนย์กลาง  (เช่น  เงิน  วาน  การครอบครอง  เป็นต้น)จุดศูนย์กลาง ความมันคง การชีแนะ ปัญญา พลังอํานาจห า ก คุ ณ ยึ ด  “หลักการ”  เป็นจุดศูนย์กลางความมันคงอยู่บนหลักการทีถูกต้อง  ไม่เปลียนแปลง  แม้จะมี เ งื อ น ไ ข ห รื อส ถ า น ก า ร ณ์ภายนอกคุณรู้ว่า  “หลักการ”  ทีถูกต้องนันยืนยันผลลัพธ์ทีซําแล้วซําเ ล่า ใ น ชี วิ ต ผ่า นป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ส่วนตัวของคุณ“หลักการ”  ทีถูกต้องช่วยให้คุณเข้ าใจพัฒ น า ก า ร ข อ งชีแนะด้วยการให้ทิศทางเพือให้เห็นจุดหมายและวิธีทีจะไปถึงเป้ าหมายได้รับข้อมูลถูกต้องแม่นยํานําไปใช้ให้เกิดผลเป็นลัพธ์ทีมีความหมายในทุกสถานการณ์  สามารถตัดสินใจเพือสรรหาทางเลือกอืนด้วยสติในเชิงโปร แ อ ก ที ฟ   ก า รตัดสินใจนันมาจากมโนธรรมทีเป็ นผลดุลพินิจส่งผลต่อผลทีจะเกิดขึนในระยะยา ว  สะ ท้ อ น ถึ งสมดุลของความชาญฉลาด  และความเชือมันในใจคุณจะมองภาพทีแตกต่างและคิดต่างไปจากโลกรีแอกทีฟของคนส่วนใหญ่คุณมองโลกในแง่ทีว่าจะทําอะไรให้โลกและผู้อืนได้บ้างคุ ณ ตี ค ว า มประสบการณ์ทุกคุณรู้ ตนเอง  รู้ ทันผู้อืนและกระทําในเชิงโปรแอกทีฟ  ไม่จํากัดด้วยทัศนคติ  พฤติกรรม  หรือการกระทําของผู้อืนมีความสามารถมากเกินทรัพยากรของตน  พยายามทีจะเข้าสู่การพึงพาซึงกันและกันในระดับทีสูงขึนการตัดสินใจและการกระทําไม่ได้ขั บ เ ค ลื อ น โ ด ย
  27. 27. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief27 | P a g eตนเอง  ให้อํานาจความเชือมันทีจะเ รี ย น รู้ เ พิ ม เ ติ ม  ดังนัน  ความรู้ความเข้าใจต่อเรืองต่างๆจะเพิมมากขึนมาจากหลักการ เรื องในชีวิตเป็ นโอกาสทีจะเรียนรู้และสร้างผลงานข้อจํากัดทางสถานะก า ร เ งิ น ห รื อสภาวการณ์ปัจจุบัน  คุ ณ พ อ ใ จ กั บอิสรภาพของการพึงพาซึงกันและกันขยายมุมมองให้กว้างไกลในบางคราว  เราถูกดึงออกจากสภาพแวดล้อมของตรรกะของสมองซีกซ้าย  แล้วเข้าสู่พืนทีของสมองซีกขวาโดยไม่ทันตังตัวแต่ถ้าคุณเป็นคนโปรแอกทีฟ  คุณจะไม่รอจนกว่าสภาวการณ์หรือผู้อืนมาบังคับเพือขยายมุมมองแล้วทําให้คุณตกตะลึง  คุณสร้าง  คุณขยายมุมมองด้วยสติทีเต็มเปียม  ทีสร้างขึนมาด้วยตนเองเมือไหร่ทีคนเราหันมาสนใจอย่างเอาจริงเอาจังว่า  เรืองใหนมีความสําคัญทีสุดในชีวิต  เรืองใหนทีอยากทํามากทีสุด  สถานะใดทีอยากจะเป็นมากทีสุด  เมือนันคุณค่าแท้จริงจะปรากฏ  ซึงจะทําให้เกิดความรู้สึกท่วมท้น  เกิดความเคารพ  เกิดความนับถือจนแทบจะกลายเป็นเหมือนสิงศักดิสิทธิทีเดียวดร.  ชาร์ลส  การ์ฟิลด์  นักวิจัย  ยืนยันผลวิจัยทีสําคัญได้ข้อหนึงว่า  ยอดนักกีฬาระดับโลกและยอดฝีมือในสาขาอืน  จะเป็นนักวาดภาพในใจ  มองเห็นภาพนัน  รับรู้ความรู้สึกจากภาพนัน  สัมผัสประสบการณ์นัน  ก่อนจะลงมือกระทําจริง...ยอดฝี มือเริมต้นด้วยจุดหมายในใจคําปณิธานขององค์กรคําปณิธานจะต้องมาจากก้นบึงขององค์กรนันๆ  ทุกคนควรจะมีส่วนร่วม  มีสิทธิ  มีเสียง  มิใช่จํากัดแต่เฉพาะผู้บริหารระดับบน  กระบวนการทีทําให้ทุกคนมีส่วนร่วมจะเป็นกุญแจสําคัญไขสู่การนําไปปรับใช้จริงในชีวิตการทํางานของทุกๆคน
  28. 28. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief28 | P a g eหนึงในปัญหาสําคัญในองค์กร  รวมทังครอบครัวก็คือ  ผู้คนในสังกัด  ในแผนก  ในฝ่ายไม่รู้สึกผูกพันมากพอกับข้อกําหนดทีผู้อืนกําหนดขึนเพือนํามาใช้กับชีวิตของพวกเขา  เป็นสาเหตุว่าทําไมพวกเขาไม่อยากจะรับรู้ข้อเสนอแนะในการปรับใช้1. ใช้เวลาส่วนหนึงเพือบันทึกความประทับใจทีคุณได้รับจากการวาดภาพการไปร่วมพิธีศพของตนเอง  ใช้ตารางต่อไปนีเพือจัดระเบียบความคิดกลุ่มคน คุณลักษณะ การทําประโยชน์ ผลสําเร็จครอบครัวเพือนงานสถาบันศึกษา/บริการชุมชน2. ใช้เวลาชัวครู่เขียนบทบาทของคุณ  ตามทีคุณมองเห็น  คุณพอใจแล้วหรือยังกับภาพสะท้อนจากกระจกเงาของชีวิต?3. หาเวลาอยู่ตามลําพัง  แยกตัวออกจากกิจกรรมในชีวิตประจําวัน  แล้วลองเริมเขียนปณิธานส่วนบุคคล4. เก็บรวบรวมโน้ตสันๆ  คําคม  แนวคิดทีคุณจะนํามาใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนปณิธานส่วนบุคคล5. ระบุโครงการทีคุณจะทําในอนาคตอันใกล้  นําหลักการการสร้างครังแรกในใจไปปรับใช้  เขียนบันทึกผลลัพธ์ทีต้องการ  และขันตอนทีจะนําสู่ผลสําเร็จนัน6. แบ่งปันอุปนิสัยที  2 กับสมาชิกในครอบครัวหรือกลุ่มเพือนร่วมงาน  เสนอแนะว่าควรร่วมมือร่วมใจกันเขียนคําปณิธานของครอบครัวหรือของกลุ่มงานไม่มีส่วนร่วม  ไม่ผูกมัด
  29. 29. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief29 | P a g eอุปนิสัยที 3: ทําสิงทีสําคัญก่อนหลักการแห่งการบริหารจัดการส่วนบุคคลอุปนิสัยที  3  เป็นการสร้างครังที  2  (การวาดภาพในใจ)...สร้างขึนมาเป็นผลงานทีจับต้องได้  การทําให้บรรลุผล  การทําภาพวาดในใจให้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างอุปนิสัยที  1 และอุปนิสัยที  2 เป็นสิงจําเป็นทีต้องมีก่อนจะมาถึงอุปนิสัยที  3  คุณไม่อาจใช้ชีวิตโดยยึด  “หลักการ”  เป็นจุดศูนย์กลางได้หากไม่รู้และไม่ได้พัฒนาธรรมชาติความโปรแอกทีฟในตัวเสียก่อนพลังอํานาจแห่งความประสงค์อิสระความประสงค์อิสระ  จะทําให้การบริหารจัดการตนเองทรงประสิทธิผลเกิดขึนได้  เพราะมัน  คือความสามารถในการตัดสินใจ  การสรรหาทางเลือกและการลงมือกระทําตามการตัดสินใจนัน...ความสามารถลงมือกระทํา  ไม่ใช่ถูกกระทําระดับความความแข็งแกร่งทีเราจะพัฒนาความประสงค์อิสระในชีวิตประจําวันนัน  วัดได้จากบูรณาภาพส่วนบุคคล  (Integrity) ในตัวเราเอง  บูรณาภาพเป็นค่านิยมทีเราวางใว้กํากับตัวเรา  มันคือความสามารถทีจะให้สัญญา,  รักษาสัญญาทีให้ใว้ต่อตนเอง,  “การลงมือทํา  สมราคาคุย”  และการรักษาเกียรติศักดิต่อตนเองอี.เอ็ม.เกรย์  ใช้เวลาชัวชีวิตวิจัยเพือค้นหาคุณลักษณะข้อเดียวทีผู้ประสบความสําเร็จมีร่วมกัน  นันก็คือ...ทําสิงทีสําคัญก่อน“ผู้คนทีประสบความสําเร็จมีนิสัยทีจะทําเรืองทีผู้ล้มเหลวไม่อยากทํา”  เขาตังข้อสังเกต  “...แล้วก็ไม่ได้ทําเพราะชอบ  แต่ความไม่ชอบก็ยังเป็นรองความมุ่งมันสู่จุดหมาย”การบริหารเวลาสียุค
  30. 30. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief30 | P a g eแนวคิดทีดีทีสุดในการบริหารเวลา  สามารถสรุปได้สันๆเพียงประโยคเดียวคือ  จัดระเบียบและปฏิบัติการโดยคํานึงถึงลําดับความสําคัญมาดูภาพรวมของการบริหารเวลา  ในแต่ละยุคแต่ละรุ่น  –  คลืนลูกแรกจะเป็นเหมือนบัญชีสําหหรับตรวจสอบและบันทึกกิจกรรม  รุ่นทีสองจะเป็นปฏิทินและสมุดนัดหมาย  รุ่นทีสามเพิมเติมจากรุ่นทีสองด้วยการมีลําดับความสําคัญกํากับแต่ละกิจกรรมแต่แทนทีจะไปมุ่งความสนใจไปทีสิงของและเวลา  ความคาดหวังของการบริหารเวลารุ่นทีสีมุ่งไปทีการรักษาและการสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้ นยิงขึน...เพือการรักษาสมดุลของ  P/PC นันเองตารางเวลาพืนที  2โดยปกติแล้วเราใช้เวลาของชีวิตใน  4 วิธี  มีปัจจัย  2 อย่างทีทําให้คําจํากัดความกิจกรรมนันก็คือ  “ความเร่งด่วน”  กับ  “ความสําคัญ”  เร่งด่วน  หมายความว่า  ต้องการความสนใจในทันใด  “เดียวนี!”ในทางตรงข้าม  เรือง  “สําคัญ”  เกียวข้องกับผลลัพธ์ของกิจกรรม
  31. 31. 7 อุปนิสัยสําหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิง Book Brief31 | P a g eตารางเวลาพืนที  2  เป็นหัวใจการบริหารจัดการส่วนบุคคลทรงประสิทธิผล  ว่าเราจะรับมือกับเรืองไม่เร่งด่วน  แต่ว่า  มีความสําคัญ  มุ่งทํางานในการสานสัมพันธ์  เขียนคําปณิธานส่วนบุคคล  วางแผนระยะยาว  เรืองราวหลากหลายทีเรารู้ว่าจําเป็นต้องทํา  แต่ดูเหมือนว่าไม่ถึงเวลาทําเสียที  เพราะไม่เร่งด่วน  (เช่น  การออกกําลังกาย)เทคนิกการบริหารเวลานันสามารถปรับใช้ได้จากหลักการเปอเรโต...ผลลัพธ์  80 %ได้มาจากการทํากิจกรรมหรืองานเพียง  20 %ต้องทําอย่างไรจึงจะสามารถพูดว่า  “ไม่”  ออกมาได้คุณจะต้องปฏิเสธว่า  “ไม่”  ต่ออะไรสักอย่างอยู่เสมอ  หากไม่ได้ปฏิเสธต่อสิงทีเห็นได้ชัด  ว่าเป็นเรืองเร่งด่วนในชีวิต  ก็จะเป็นการปฏิเสธเรืองทัวไปทีมีความสําคัญอืนๆ  แม้เรืองด่วนจะเป็นเรืองดีๆ  แต่เรืองดีๆก็จะทําให้คุณพลาดทีจะทํา  “สิงดีทีสุด”  และเบียดเบียนเวลาทีคุณจะได้ทําประโยชน์  หรือสร้างผลงานอืนๆ“ถ้าคุณต้องการให้งานเสร็จ  มอบให้คนยุ่งรับทําไป”การให้ความสําคัญกับตารางเวลาพืนที  2  ถือเป็นวิธีคิดทีเติบโตมาจากการใช้จุดศูนย์กลาง  “หลักการ”  ความประสงค์อิสระเพียงอย่างเดียว  ไม่อาจช่วยให้กํากับวินัยในตนเองได้อย่างมีประสิทธิผลการบริหารจัดการมาทีหลังภาวะผู้นํา  คุณจะใช้เวลาอย่างไรก็ขึนอยู่กับว่าคุณมองเวลาอย่างไร  และมองเห็นลําดับความสําคัญของกิจกรรมต่างๆในแง่มุมใหน“คนทรงประสิทธิผลไม่ได้พะวงอยู่กับปัญหา  แต่จะไขว่คว้าหาโอกาส  ส่งอาหารเลียงโอกาส  ปล่อยให้ปัญหาอดอยากแห้งตาย”  ปีเตอร์  ดรักเกอร์

×