Like this? Share it with your network

Share

การบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเนื่องจากสภาวะโลกร้อน: การศึ

  • 602 views
Uploaded on

Mitigation and Adaptation to Coastal Erosion Resulting from Climate Change: A Comparative Study between Thailand and USA, the Netherlands, France, Sri Lanka and Vietnam

Mitigation and Adaptation to Coastal Erosion Resulting from Climate Change: A Comparative Study between Thailand and USA, the Netherlands, France, Sri Lanka and Vietnam

More in: Technology
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
602
On Slideshare
602
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
3
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. การบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ทะเลเนื่องจากสภาวะโลกร้อน: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง ประเทศไทยกับต่างประเทศ (Mitigation and Adaptation to Coastal Erosion Resulting from Climate Change: A Comparative Study between Thailand and USA, the Netherlands, France, Sri Lanka and Vietnam) โดย เชิญ ไกรนรา สานักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคกลาง 16 มกราคม 2557 1
  • 2. การบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเนื่องจาก สภาวะโลกร้อน: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ การกัดเซาะชาย ฝั่งทะเลเป็นปัญหาที่เกิดในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย มาหลายทศวรรษ หลายประเทศ สูญเสียงบประมาณจานวนมากไ ปกับการแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูกมายาวนาน บทความนี้จึงใคร่ขอนาเสนอการศึกษา เปรียบเทียบ บทเรียน ของการจัดการและแก้ไข ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศซึ่ง เป็น ประโยชน์สาหรับการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีหรือการเรียนรู้ความล้มเหลวในต่างประเทศ และอาจประยุกต์ใช้เป็น แนวทางในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในประเทศไทยตามความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อนาไปสู่การแก้ไขปัญหา การกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืน 1.บทเรียนการบรรเทาและการปรับตัวจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในต่างประเทศ 5 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศศรีลังกาและประเทศเวียดนาม 1.1 ประเทศสหรัฐอเมริกา การกัดเซาะชายฝั่งทะเลเกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศโดยมีสาเหตุสาคัญมาจากลมมรสุมขนาด ใหญ่ น้าท่วม แรงคลื่น ระดับน้าทะเลที่สูงขึ้นและกิจกรรมการใช้ประโยชน์ที่ดินของมนุษย์ อัตราการกัดเซาะและผลกระทบ จะเกิดขึ้นรุนแรงเฉพาะพื้นที่ เช่น อัตราการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเฉลี่ย 25 ฟุตต่อปีบนเกาะนอกชายฝั่งทะเลของภาคตะวันออก เฉียงใต้ซึ่งประกอบด้วย 3 รัฐคือ รัฐเซาแคโรไลน่า รัฐจอร์เจียและรัฐฟลอริด้า และอัตราการกัดเซาะเฉลี่ย 50 ฟุตต่อปีตามแนว ชายฝั่งทะเลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งประกอบด้วยรัฐอินลินอย รัฐนิวยอร์ก รัฐนอทแคโรไลน่าและรัฐเพนซิวเวเนีย การ กัดเซาะชายฝั่งทะเลได้ส่งผลกระทบระยะยาวทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม โดยพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมาก หากมีการกัดเซาะชายฝั่งทะเลแค่ 1 หรือ 2 ฟุต จะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อที่อยู่อาศัยของประชาชน ในแต่ละปีการ กัดเซาะชายฝั่งทั่วประเทศทาให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินประมาณปีละ 16 ,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงความเสียหายที่เกิด ต่อโครงสร้างและการสูญเสียที่ดิน เพื่อบรรเทาความเสียหายดังกล่าวรัฐบาลกลางสหรัฐได้จัดสรรงบประมาณเฉลี่ยปีละ 4 ,800 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสาหรับเติมทรายและมาตรการควบคุมการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอื่นๆ แม้ว่าได้มีความ พยายามแก้ไข ปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเมื่อปี พ.ศ.2543 ศู นย์ HEINZ CENTER ได้ ทาการศึกษาเพื่อประเมินอันตรายจาก การกัดเซาะชายฝั่งทะเลให้แก่องค์การจัดการภัยพิบัติกลางของสหรัฐอเมริกาและพบว่าการกัดเซาะชายฝั่งทะเลจะทาให้ บ้านเรือนของประชาชน 1 หลังจากทุกๆ 4 หลัง ซึ่งมีระยะห่าง 500 ฟุต จากชายฝั่งทะเลของสหรัฐฯ จมหายไปในทะเล ภายในกลางศตวรรษที่ 21 แนวทางการบรรเทาและการปรับตัว หากพื้นที่ใดมีหลักฐานชัดเจนว่ามีปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอยู่ในระดับที่ไม่อาจแก้ไขได้ รัฐบาลจะดาเนินการตามขั้นตอนคือ (1) ให้จากัดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเป็นการชั่วคราวโดยการก่อสร้างโครงสร้างเพื่อการ ป้องกัน (2) ทาโครงการเติมทรายหรือสร้างหาดทรายเทียม (Beach-nourishment) พร้อมกับทาการศึกษาถึงผลกระทบจาก การใช้โครงสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะลุกลามและศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และ (3) ถ้าประสบผลสาเร็จให้ดาเนินการต่อ ถ้าเกิดผลเสียให้ยกเลิกหรือรื้อถอนโครงสร้างที่ส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะนั้นออกไป โดยจุดแข็งของการจัดการชายฝั่งของ สหรัฐอเมริกาได้แก่ ( 1) ความชัดเจนในบทบาทของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นในการดูแลชายฝั่งทะเลโดยมีกฎหมายที่ใช้ ร่วมกันในระดับภาพรวมและในระดับมลรัฐที่มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล (2) มีกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์และควบคุมการใช้ ทรัพยากรชายฝั่งโดยเฉพาะพื้นทีที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ เช่น Coastal Barrier Resources Act,1982 รวมทั้งพื้นทีที่มี ่ ่ ความเปราะบางอื่นๆ เช่น แนวสันทรายชายฝั่งและสันทรายปากแม่น้า ( 3) มีแนวปฏิบัติที่นาองค์ความรู้ทางวิชาการมา ประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหาในกรณีต่างๆ เช่น สนับสนุนเงินงบประมาณให้มลรัฐทาการศึกษาทดลองแก้ปัญหาก่อนการ ปฏิบัติจริง (4) สนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และเฝ้าระวังพื้นที่ชายทะเลในรูปแบบของกองทุนอย่างต่อเนื่อง ใน บางมลรัฐจะมีกฎหมายควบคุมไม่อนุญาตให้ก่อสร้างโครงสร้างในการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เช่น North Carolina Law 2
  • 3. เพราะมีผลการศึกษาชัดเจนว่าโครงสร้างไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการกัดเซาะแต่กลับสร้างปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ข้างเคียงเพิ่มขึ้น และ (5) กาหนดระยะถอยร่นของชายทะเลเพื่อควบคุมสิ่งปลูกสร้างชายทะเลในรัฐต่างๆแบ่งออกเป็น 1) รัฐที่กาหนดระยะ แบบตายตัว เช่น รัฐเมน 75 ฟุต รัฐเดลลาแว 100 ฟุต รัฐอลาบามา 120-450 ฟุต และ 2) รัฐที่กาหนดระยะแบบไม่ตายตัว เช่น รัฐนิวยอร์ก 25 ฟุต + 40 เท่าของอัตรากัดเซาะต่อปี รัฐนอทแคโรไลน่า 120 ฟุต หรือ 60 เท่าของอัตราการกัดเซาะต่อปี รัฐโรดไอแลนด์ 50 ฟุต หรือ 30 เท่าของอัตราการกัดเซาะต่อปี รัฐนิวเจอร์ซี่ 50 เท่าของอัตราการกัดเซาะต่อปี โดยการขอ อนุญาตสร้างสิ่งปลูกสร้างภายหลังประกาศข้อกาหนดนี้จะไม่อนุญาตให้สร้างใกล้กว่าระยะถอยร่นที่กาหนดไว้ในทุกกรณี ส่วน สิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ก่อนข้อบังคับอาจถูกให้รื้อถอนบางส่วนออกตามความเหมาะสม การพิจารณาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ แล้วนั้นจะใช้ความเข้มงวดกับสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่มากกว่าสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็ก เช่น บ้านเรือนซึ่งมักจะได้รับการผ่อน ปรน 1.2 ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้รับผลกระทบจากน้าท่วมและการกัดเซาะชายฝั่ง ในอดีตพายุหมุนจากทะเลและน้าท่วมได้สร้าง ความเสียหายอย่างรุนแรงและทาให้มีผู้เสียชีวิต โดยร้อยละ 60 ของประชากรทั้งประเทศอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ากว่าระดับน้าทะเล และประมาณร้อยละ 65 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเกิดจากพื้นที่ชายฝั่งทะเล แนวทางการบรรเทาและการปรับตัว ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ใช้เงินลงทุนจานวนมากเพื่อ ก่อสร้างแนวป้องกันชายฝั่งโดยใช้ วิธีการผสมผสานกันทั้งวิศวกรรมที่ใช้โครงสร้างและวิศวกรรม แบบไม่ใช้โครงสร้าง โดยแนวป้องกันชายฝั่งที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่บริเวณปากแม่น้าไรน์-เมิส-เชลดา หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า Delta Works เพื่อกั้นการท่วมของน้า ทะเล โดยโครงการประกอบด้วยการสร้างเขื่อน ประตูปิด-เปิดน้าและพนังกั้นน้า ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันชายฝั่งในพื้นที่ปาก แม่น้าทางตอนใต้หลังจากประสบปัญหาอุทกภัยร้ายแรงในปี พ.ศ.2496 และสะท้อนความก้าวหน้าทางวิศวกรรมซึ่งถือได้ว่า เป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตามชายฝั่งทะเลพื้นที่อื่นๆได้รับการจัดการด้วยวิธีการทาง วิศวกรรมแบบไม่ใช้โครงสร้าง เช่น วิธีการจัดการชายหาดเพื่ออนุรักษ์กระบวนการทางธรรมชาติและภูมิทัศน์ชายหาด หรือการ จัดการระยะถอยร่นในพื้นที่ชายหาดฟรีเซียน (Frisian) ทางภาคเหนือของประเทศ เป็นต้น 1.3 ประเทศฝรั่งเศส มีชายฝั่งทะเลยาว 5 ,500 กม. โดยจาแนกชายฝั่งทะเลออกเป็น 4 ลักษณะคือ ภูเขาหิน หน้าผา ชายหาดแบบเปิดและหาดเลน ปัจจุบันยังขาดสถิติและข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับสถานการณ์และระยะทางของชายฝั่งที่ประสบ ปัญหาการกัดเซาะทั้งประเทศ แต่พบว่าปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งปรากฏชัดเจนในหลายพื้นที่ของเมดิเตอเรเนียน นอมังดีและ พื้นที่ตอนเหนือของประเทศ แนวทางบรรเทาและการปรับตัว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2516 เป็นต้นมาฝรั่งเศสได้ปรับเปลี่ยนการจัดการชายฝั่งจาก “แนวทางแบบ ต้านธรรมชาติ” มาเป็น “แนวทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติ” มากขึ้น โดยสนับสนุนให้มีการคาดการณ์สถานการณ์ การสร้าง แนวป้องกันที่ใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมให้น้อยลงและการสร้างความรู้เกี่ยวกับระบบธรรมชาติต่างๆมากยิ่งขึ้น การจัดการ ชายฝั่งของฝรั่งเศสในปัจจุบันอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบจานวนมาก ตามกฎหมายชุมชนท้องถิ่นได้รับอนุญาตให้จัดทา แนวป้องกันชายฝั่งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันของชุมชนเมื่อมีความจาเป็น โดยเทศบาลหรือชุมชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง แนวป้องกันชายฝั่งและอาจได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากจังหวัด จากกรณีพายุเฮอริเคนซินเทียได้พัดถล่มชายฝั่ง Charente เมือปี 2553 ได้กระตุ้นให้รัฐบาลกลางและหน่วยงานท้องถิ่นจาเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ทั้งระยะกลางและระยะยาวเพื่อผลักดัน ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งให้เป็นประเด็นสาคัญระดับประเทศ หลังจากนั้นในปี 2555 รัฐสภาของฝรั่งเศสได้เผยแพร่รายงาน หลายฉบับเพื่อใช้เป็นแนวทางสาหรับการกาหนดยุทธศาสตร์การจัดการชายฝั่งทะเลระดับชาติ การจัดทาแนวถอยร่นเชิง ยุทธศาสตร์และการจัดทาแนวป้องกันชายฝั่งทะเล 3
  • 4. 1.4 ประเทศ ศรีลังกา มีชายฝั่งทะเลเป็นระยะทาง 1 ,562 กม. มีชายฝั่งที่ประสบปัญหาการกัดเซาะดับปานกลางถึงระดับ รุนแรงระยะมีทางยาว 500 กม. โดยประมาณร้อยละ 65 ของพื้นที่เมืองตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล ประชากรประมาณร้อยละ 40 ของประเทศหรือประมาณ 7.2 ล้านคน อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ตั้งแต่กรุงโคลัมโบถึงเมืองกาลลี ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงที่สุด โดยสาเหตุหลักของการกัดเซาะชายฝั่งเกิดจากลมมรสุม การทาเหมืองทราย การสร้างท่าเรือ และสิ่งปลูกสร้างรุกล้าเขตชายฝั่ง ที่ไม่เหมาะสม การขุดปะการัง รวมถึงการป้องกันชายฝั่งด้วยวิธีการที่ไม่ เหมาะสมทาให้เกิดผลกระทบแบบลูกโซ่ ปัจจุบันระดับน้าทะเลที่สูงขึ้นได้เพิ่มความเสี่ยงให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลมี ความรุนแรงมากขึ้น แนวทางการบรรเทาและการปรับตัว ประเทศศรีลังกาออกกฎหมายอนุรักษ์ชายฝั่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 โดยให้ กรมอนุรักษ์ ชายฝั่ง มีอานาจควบคุมและจัดการปัญหาตามกฎหมาย มีการกาหนดระยะถอยร่นห่างชายฝั่งเพื่อเป็นแนวป ฏิบัติในการใช้ ประโยชน์ไว้อย่างชัดเจน โดยขอบเขตชายฝั่งวัดจากระยะทาง 300 ม. จากระดับน้าขึ้นสูงสุดเข้าสู่ฝั่ง และวัดออกจาก ระดับน้า ขึ้นสูงสุดออกสู่ทะเลระยะทาง 2 กม.การจะสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในเขตพื้นที่ดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการ ตั้งแต่ ปี 2535 เป็นต้นมาได้จัดทาแผนจัดการชายฝั่งทะเลทุกระยะเวลา 5 ปี โดยมีเป้าหมายสาคัญเพื่อควบคุมการกัดเซาะ การ จัดการที่อยู่อาศัย การป้องกันทัศนียภาพชายฝั่งทะเล สถานที่สาคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ตลอดทั้งสนับสนุนให้ ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่เฉพาะชายฝั่งทะเลและการเตรียมความพร้อมของชุมชนเพื่อปรับตัวจากผลกระทบของ สภาวะโลกร้อนและระดับน้าทะเลที่ค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น 1.5 ประเทศเวียดนาม เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนมากที่สุดโดยมี 28 จังหวัด ชายฝั่งทะเลรวมระยะทางยาว 3 ,200 กม. สาเหตุหลักของการกัดเซาะชายฝั่งเกิดจากลมมรสุมที่มีบ่อยขึ้นและรุนแรงมากขึ้น การใช้ประโยชน์จากทรายและปะการังเกินควร การตัดป่าไม้โกงกางและการเพิ่มจานวนของรีสอร์ทบริเวณชายฝั่งทะเลอย่าง รวดเร็ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 จนถึงปัจจุบัน มี 7 จังหวัดที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลมากที่สุดคือ จังหวัดบินเทือง จังหวัดกวางนัม จังหวัดกวางไน จังหวัดพูเย็น จังหวัดทานเหือ จังหวัดเตียงเกียงและจังหวัดเทือเทียนเว้ โดยจังหวัดทานเหือ และจังหวัดเตียงเกียงมีชายฝั่งถูกกัดเซาะระหว่าง 15-30 ม./ปี ส่วนกรุงโฮจิมินห์ซิตี้และจังหวัดทราวินห์มีชายฝั่งถูกกัดเซาะ ระหว่าง 10-20 ม./ปี สาหรับจังหวัดเทือเทียนเว้มีพื้นที่ชายฝั่งถูกกัดเซาะเป็นระยะทางยาว 30 กม. แนวทางการบรรเทาและการปรับตัว ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาเนื่องจากประชาชนยังไม่ตระหนักถึง ความสาคัญของการบรรเทาผลกระทบทาให้สถานการณ์เป็นไปในทางที่แย่ลง นอกจากนี้ยังประสบปัญหาขาดแคลน งบประมาณในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล เกิดความซ้าซ้อนและความไม่ต่อเนื่องของนโยบายปกป้องสิ่งแวดล้อมทาให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขาดแผนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ระดับชาติ โดยรัฐบาลเวียดนามได้ให้ความสาคัญกับการแก้ไขปัญหานี้แต่ดาเนินการได้อย่างล่าช้าเนื่องจากเศรษฐกิจ ภายในประเทศซบเซาทาให้ในปัจจุบันต้องอาศัยความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า 2. การเปรียบเทียบ บทเรียน การบรรเทาและการปรับตัวจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลระหว่างประเทศไทยกับ ต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศศรีลังกาและประเทศเวียดนาม 2.1 ความคล้ายคลึง ทั้งประเทศไทยและต่างประเทศเหล่านี้ต่างประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลตั้งแต่ระดับปานกลาง ถึงระดับรุนแรง และจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศโลกและการเพิ่มขึ้นของระดับน้าทะเลส่งผลให้ปัญหาการกัดเซาะ ชายฝั่งมีความรุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ โดยรัฐบาลไทยและรัฐบาลต่างประเทศเหล่านี้ได้ใช้เงินงบประมาณ 4
  • 5. จานวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบ รวมทั้งมีความพยายามจัดทามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาตามสภาพของพื้นที่ ชายฝั่งทะเลแต่บางพื้นที่ยังไม่สามารถหยุดยั้งการกัดเซาะชายฝั่งทะเลได้ จึงจาเป็นต้องเรียนรู้ ทดลองและคิดค้นวิธีการเพื่อการ การบรรเทาและการปรับตัวที่เหมาะสมและยังยืน 2.2 ความแตกต่าง ด้านการบรรเทาและการปรับตัวจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลของแต่ละประเทศมีดังนี้  ประเทศไทย ได้จัดทาแผนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลระดับชาติแต่ยังไม่มีกฏหมายเฉพาะใน การจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลของชาติโดยองค์รวมที่เป็นการจัดการทั้งระบบนิเวศ ไม่มีการกาหนดระยะถอยร่น และยังขาดการบูรณาการของกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในการ จัดการปัญหาและการปรับตัวจากผลกระทบ ส่วนใหญ่จัดทาโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาโดยวิธีการทางวิศวกรรมที่ใช้ โครงสร้างโดยไม่คานึงถึงขอบเขตของผลกระทบที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแทรกแซงธรรมชาติโดยไม่จาเป็น นอกจากนี้ยังขาดการควบคุมการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายทะเลอย่างเหมาะสมและสังคมยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ ถูกต้องในระบบนิเวศของหาดทรายธรรมชาติ  ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการกาหนดขั้นตอนและบทบาทของหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน ส่งเสริมการทาโครงการเติมทรายและลดการใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมที่แทรกแซงธรรมชาติ มีการนาองค์ความรู้ ทางวิชาการมาประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหาควบคู่ไปกับการมีกฎหมายอนุรักษ์และควบคุมทรัพยากรชายฝั่งและ การกาหนดระยะถอยร่น รวมทั้งการสนับสนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และเฝ้าระวังชายฝั่งในรูปกองทุน  ประเทศเนเธอร์แลนด์ จัดการปัญหาแบบผสมผสานทั้งแบบวิศวกรรมที่ใช้โครงสร้างและแบบวิศวกรรมที่ไม่ใช้ โครงสร้าง เช่น การจัดการชายหาด การปรับภูมิทัศน์ชายหาดและการจัดการระยะถอยร่น  ประเทศฝรั่งเศส ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางจัดการชายฝั่งจากแนวทางแบบต้านธรรมชาติมาเป็นแนวทางที่สอดคล้อง ธรรมชาติมากขึ้น โดยมีกฏหมายเกี่ยวกับการจัดการชายฝั่งจานวนมากและชุมชนท้องถิ่นได้รับอนุญาตให้จัดทาแนว ป้องกันชายฝั่งในพื้นที่ของตนเองได้โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากจังหวัด ตลอดทั้งผลักดันให้มีการจัดทา ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งระยะยาว  ประเทศศรีลังกา ได้ออกกฎหมายอนุรักษ์ชายฝั่งและมีการกาหนดระยะถอยร่นอย่างชัดเจน ตลอดทั้งมีการจัดทา แผนยุทธศาสตร์การจัดการชายฝั่งทุกระยะเวลา 5 ปี และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการการ กัดเซาะชายฝั่งและการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะโลกร้อนและระดับน้าทะเลสูงขึ้น  ประเทศเวียดนาม ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเนื่องจากประชาชนยังไม่ตระหนักถึงความสาคัญของปัญหา ทาให้สถานการณ์แย่ลง นอกจากนี้ยังประสบปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ ความซ้าซ้อนและไม่ต่อเนื่องของ นโยบายการปกป้องสิ่งแวดล้อมและขาดแผนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาระดับชาติ 3.บทสรุป บทเรียนสาคัญที่ยอมรับร่วมกันในการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งมีสาเหตุทั้งจากธรรมชาติและจากมนุษย์แต่ สาเหตุหลักมาจากมนุษย์ ประสบการณ์จากแห่งหนึ่ง อาจไม่สามารถใช้กับแห่งอื่นได้เสมอไป วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือต้องเน้น ความเข้าใจกลไก “การทางานร่วมกับธรรมชาติ ” โดยให้ความสาคัญกับ “สมดุลของตะกอนทราย ” และไม่แทรกแซงระบบ ของธรรมชาติเป็นหลัก ซึ่งโครงสร้างทางวิศวกรรมรูปแบบต่างๆที่รุกล้าเขตชายฝั่งจะมีผลกระทบต่อสมดุลของตะกอนทรายซึ่ง เป็นสาเหตุสาคัญที่ทาให้เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ด้วยเหตุนี้ การเติมทราย จึง เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นใน ปัจจุบัน สาหรับประเทศไทยมีความจาเป็นต้องพัฒนากฏหมายการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเลอย่างเป็นองค์รวม รวมทั้ง การกาหนดแนวถอยร่นของชายฝั่งให้มีความชัดเจนและมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน และควบคุมการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่ง ทะเลอย่างเหมาะสม การผลักดันการแปลงยุทธศาสตร์การจัดการ ป้องกันและแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งสู่การปฏิบัติเชิง พื้นที่ชุมชนชายฝั่งทะเล การสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการจัดการการกัดเซาะชายฝั่งทะเลและเผยแพร่สู่สาธารณะ การส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการการกัดเซาะชายฝั่งจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่นและชุมชนชายฝั่งทะเล ตลอดทั้งควรสนับสนุน ให้ชุมชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้าใจในคุณค่าของหาดทรายมีบทบาทในการอนุรักษ์ การเฝ้า ระวังและรณรงค์ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ในรูปแบบกองทุน ตลอดทั้งส่งเสริมให้ชุมชนเตรียมความพร้อมและปรับตัว เพื่อรับมือจากผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนและระดับน้าทะเลสูงขึ้น 5
  • 6. เอกสารอ้างอิง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 2551 ยุทธศาสตร์การจัดการป้องกันและแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง. รองศาสตราจารย์อุดมศักดิ์ สินธิพงษ์ 2556 มาตรการทางกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล อย่างยั่งยืน วารสารนักบริหาร ปีที่ 33 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2556. European Commission. 2004. A guide to coastal erosion management practices in Europe จัดทาโดย National Institute of Coastal and Marine Management of the Netherlands. Kem Lowry. Department of Urban & Regional Planning, University of Hawai`i at Manoa. The Evolution of Integrated Coastal Management in Sri Lanka. เข้าถึงจากhttp://www.loiczsouthasia.org/pdfdocuments/101.pdf เข้าถึงเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 http://beachconservation.wordpress.com/2011/02/06 เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2556 http://www.climateadaptation.eu/france/coastal-erosion/ เข้าถึงเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 http://coastalmanagement.noaa.gov/hazards.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2556 http://www.dmcr.go.th/dmcr2009/webboard/show.php?Category=erosion&No=887 เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2556 http://www.oknation.net/blog/print.php?id=738692 เข้าถึงเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 http://www.environment-agency.gov.uk/homeandleisure/108109.aspx เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 http://vietnamnews.vn/environment/242392/viet-nam-failing-to-combat-coastal-erosion.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 6