การสร้างเครื่องมือและการเก็บข้อมูล
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

การสร้างเครื่องมือและการเก็บข้อมูล

on

  • 33,858 views

 

Statistics

Views

Total Views
33,858
Views on SlideShare
33,856
Embed Views
2

Actions

Likes
0
Downloads
290
Comments
0

1 Embed 2

http://www.aihd.mahidol.ac.th 2

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

การสร้างเครื่องมือและการเก็บข้อมูล Presentation Transcript

  • 1. การสร้างเครื่องมือและการเก็บข้อมูล
    • โดย
    • รองศาสตราจารย์ ดร . บุญยง เกี่ยวการค้า
    • สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล
  • 2. เครื่องมือวิจัย เครื่องมือที่ใช้วิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ และเครื่องมือทางสังคมศาสตร์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ 1. เครื่องมือทางกายภาพ (Physical Instrument) 2. เครื่องมือทางเคมี (Chemical Instrument) 3. เครื่องมือทางชีวภาพ (Biological Instrument)
  • 3. เครื่องมือทางสังคมศาสตร์ 1. แบบสอบถาม (Questionnaire) 2. แบบสัมภาษณ์ (Interview) 3. แบบสังเกต (Observation) 4. แบบตรวจสอบรายการ (Check Lists) 5. แบบวัดทัศนคติ (Attitude Scale) 6. แบบทดสอบ (Test) 7. มาตราวัด (Rating Scale)
  • 4. 1. แบบสอบถาม (Questionnaire) ชุดของคำถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อนำไปให้ผู้ให้ข้อมูลตอบด้วยตนเอง โดยอาจจะนำไปส่งด้วยตนเอง หรือส่งทางไปรษณีย์ และ ชุดของคำถามนี้จะครอบคลุมถึงเรื่องต่าง ๆ ที่ผู้วิจัยต้องการทราบ 2. แบบสัมภาษณ์ (Interview) ชุดของคำถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อนำไปใช้เป็นแนวทาง (Interview Guideline) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์จากกลุ่มเป้าหมาย
  • 5.
    • 3 . แบบสังเกต (Observation)
    • ชุดของคำถามที่แสดงพฤติกรรมที่ผู้วิจัยใช้การสังเกตจากกลุ่มเป้าหมาย วิธีการตอบหรือบันทึกข้อมูลจากการสังเกต อาจอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ กัน เช่น แบบตรวจสอบรายการ มาตรวัด และตารางแสดงการมีส่วนร่วม
    • 4. แบบตรวจสอบรายการ (Check-Lists)
    • เป็นแบบฟอร์มที่ใช้ในการสังเกตพฤติกรรมโดยเป็นฟอร์มที่มีรายการที่ต้องการสังเกตหรือต้องการทราบว่าเกิดขึ้นหรือไม่
  • 6. 5. แบบวัดทัศนคติ (Attitude Scale) เป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นเพื่อวัดความรู้สึกความคิดเห็นของ ตัวอย่างกลุ่มเป้าหมายวิจัยต่อ เรื่อง หรือสิ่งที่ต้องการศึกษา 6. แบบทดสอบ (Test) เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง ที่มักใช้วัด ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องที่กำลังศึกษาวิจัยนั้น ๆ
  • 7. 7. มาตรวัด (Rating Scale) มาตราวัดเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดตัวแปร ซึ่งอาจจะเป็นพฤติกรรมหรือคุณลักษณะบางอย่างของแต่ละบุคคลที่กำหนดไว้ เช่น การวัดการบริการของสถานีอนามัยว่ามีคุณภาพมากน้อยเพียงใด ก็อาจจะแบ่งเป็นหัวข้อแต่ละด้าน น้อยที่สุด น้อย ปานกลาง มาก มากที่สุด 1 2 3 4 5
  • 8. คุณภาพของเครื่องมือที่ควรตรวจสอบ 1. ความตรง (Validity) 2. ความเที่ยง (Reliability) 3. ความยากง่าย (Difficulty) 4. การมีอำนาจจำแนก (Discrimination Power) 5. ความเป็นปรนัย (Objectivity)
  • 9. 1. ความตรง (Validity) หมายถึง วัดตัวแปรได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย วัดได้ครอบคลุมทุกตัวแปร ครบถ้วนตามเนื้อหาที่ต้องการให้วัด และได้วัดถูกต้องตรงตามความเป็นจริง 1.1 ตรงตามเนื้อหา (Content Validity) - ให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือชำนาญการในเรื่องนั้น ๆ ช่วยพิจารณา - วิเคราะห์เชิงเหตุผล โดยใช้ทฤษฎีหรือความรู้ทางวิชาการเป็นเกณฑ์วัดว่าเครื่องมือที่ออกแบบนี้ครอบคลุมเนื้อหาครบทุกประเด็นที่ต้องการจะวัดหรือไม่ 1.2 ตรงตามโครงสร้าง (Construct Validity) พิจารณาดูว่าเครื่องมือนั้นมีรูปแบบ หรือ โครงสร้างที่ควรจะเป็นตามทฤษฎีหรือไม่
  • 10. 2. ความเที่ยง (Reliability) หมายถึง เครื่องมือที่ให้ผลการวัด สม่ำเสมอ แน่นอน คงที่ ให้ผลการวัดที่ใกล้เคียงกันไม่ว่าจะนำไปวัดกี่ครั้งก็ตาม การทดสอบความเที่ยงของเครื่องมือ 2.1 วิธีทดสอบซ้ำ (Test-Retest Method) ใช้เครื่องมือชุดเดียวทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง 2 ครั้งขึ้นไปในเวลาต่างกัน โดยการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) 2.2 การทดสอบโดยวิธีแบ่งครึ่ง (Split-Half Method) เครื่องมือแบ่งครึ่งเป็น 2 ส่วน ( ข้อคู่ และข้อคี่ ) เนื้อหาทั้ง 2 ส่วนต้องมลักษณะคู่ขนานกันในสิ่งที่ถาม ความยากง่าย รูปแบบคำถาม
  • 11. 2.3 การทดสอบโดยวิธีของคูเดอร์ - ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson) ใช้เครื่องมือชุดเดียวทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างครั้งเดียว ใช้สำหรับข้อคำถามที่มีคำตอบได้เพียง 2 อย่าง ( Dichotomous) เช่น ตอบถูก = 1 ตอบผิด = 2 R tt = ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามทั้งฉบับ n = จำนวนข้อ p = สัดส่วนของคนที่ตอบถูก q = สัดส่วนของคนที่ตอบผิด (1-p) S t 2 = ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ สูตร KR 21
  • 12. 2.4 การทดสอบโดยวิธีครอนบาซ แอลฟา (CRONBACH'S ALPHA COEFFICIENT)  = ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามทั้งฉบับ n = จำนวนข้อ S i 2 = ความแปรปรวนของคะแนนในแต่ละข้อ S t 2 = ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ 
  • 13. 3. ความยากง่าย (Difficulty) เครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่ดี จะต้องมีความยากง่ายพอเหมาะกับผู้ตอบโดยเฉพาะเครื่องมือที่เป็นแบบทดสอบที่วัดผลออกมาเป็นคะแนน 4. อำนาจจำแนก (Discrimination Power) เครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่ดีจะต้องมีอำนาจในการจำแนกสิ่งที่ต้องการวัดได้ออกเป็นกลุ่ม เป็นประเภทได้อย่างชัดเจน 5. ความเป็นปรนัย (Objectivity) เครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่ดีจะต้องมีความเป็นปรนัยสูง 5.1 ความถูกต้องทางวิชาการ 5.2 การให้คะแนนจะต้องมีเกณฑ์การตรวจให้คะแนนที่แน่นอน 5.3 ภาษา ภาษาที่ใช้จะต้องชัดเจน ให้ความหมายได้ตรงกันเสมอ
  • 14. ระดับของการวัด
    • 1. ระดับนามบัญญัติ (Nominal Scales)
    • เป็นการวัดสิ่งต่างๆ ที่มีการแบ่งออกเป็นประเภทตามลักษณะและคุณสมบัติที่ปรากฏ ข้อมูลที่ได้จากการวัดนี้จะแยกเป็นประเภทหรือกลุ่มของข้อมูล ซึ่งแยกออกจากกันโดยเด็ดขาดและมักจะกำหนดตัวเลขกำกับเพื่อให้ง่ายต่อการใช้
  • 15. ระดับของการวัด
    • 2. ระดับเรียงอันดับ (Ordinal Scales)
    • เป็นการวัดจำนวนที่จัดเป็นอันดับในสิ่งที่ต้องการวัด การวัดเช่นนี้จะเรียงคุณสมบัติของข้อมูลประเภทเดียวกันจากตำแหน่งสูงสุดไปหาตำแหน่งที่ต่ำสุด หรือบอกว่ากลุ่มใดมีค่ามากน้อยตามลำดับ โดยไม่คำนึงถึงจำนวนหรือช่วงของการวัด
  • 16. ระดับของการวัด
    • 3. ระดับอันตรภาค (Interval Scales)
    • เป็นการวัดจำนวนที่บอกความแตกต่างระหว่างค่าที่วัดได้แต่ละช่วงของการวัด เช่น การวัดช่วงของอายุประชากร การวัดช่วงของรายได้ หรือช่วงเวลา 9.00 น . – 11.00 น . เป็นต้น โดยมาตรานี้จะไม่มีศูนย์แท้ แต่ทราบว่าสิ่งที่ได้มีค่ามากหรือน้อยกว่ากันเป็นจำนวนเท่าใด
  • 17. ระดับของการวัด
    • 4. ระดับอัตราส่วน (Ratio Scales)
    • เป็นระดับการวัดในระดับสูงมีศูนย์แท้ (True Zero) โดยค่าที่วัดได้จะบอกขนาดที่แน่นอนและมีการเปลี่ยนหน่วยการวัดระดับนี้ จากหน่วยหนึ่งมาเป็นอีกหน่วยหนึ่ง เพื่อนำมาเปรียบเทียบกันโดยอาศัยวิธีการทางสถิติ เช่น จำนวนลูกค้า จำนวนสินค้าคงเหลือ ยอดซื้อสินค้า เป็นต้น
  • 18. ระดับการวัด ลักษณะ วิธีใช้ สถิติ นามบัญญัติ หรือ Nominal บอกความแตกต่างของแต่ละกลุ่ม ในแต่ละกลุ่มใช้ตัวเลขแทนค่า ร้อยละ ฐานนิยม สถิติที่ไม่ใช่พารามิเตอร์ เรียงอันดับหรือ Ordinal เรียงลำดับความมากน้อยระหว่างกลุ่ม ใช้ตัวเลขกำหนดอันดับความมากน้อย มัธยฐาน เปอร์เซนต์ไทล์สถิติที่ไม่ใช่พารามิเตอร์ อันตรภาค หรือ Interval บอกปริมาณความแตกต่างระหว่างกลุ่ม สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างค่าที่วัด ค่าเฉลี่ย ค่าแปรปรวน และ สถิติพารามิเตอร์ อัตราส่วน หรือ Ratio บอกขนาดหรือจำนวนที่แน่นอนของการวัด ใช้วัดข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือน รายได้ ต้นทุนรายจ่าย หรือความสูง ค่าเฉลี่ย ค่าความแปรปรวน และ สถิติพารามิเตอร์
  • 19. หลักการสร้างแบบสอบถาม
    • ต้องมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าต้องการจะถามอะไรบ้าง โดยจุดมุ่งหมายนั้นจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัยที่จะทำ
    • ต้องสร้างคำถามให้ตรงตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ เพื่อป้องกันการมีข้อคำถามนอกประเด็นและมีจำนวนข้อคำถามจำนวนมาก
  • 20. หลักการสร้างแบบสอบถาม
    • ต้องถามให้ครอบคลุมเรื่องที่จะวัด โดยมีจำนวนข้อคำถามที่พอเหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่จะมากหรือน้อยเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมที่จะวัด ซึ่งตามปกติพฤติกรรมหรือเรื่องที่จะวัดเรื่องหนึ่งๆ นั้นควรมีข้อคำถามในช่วง 25-60 ข้อ
    • การเรียงลำดับข้อคำถามควรเรียงลำดับให้ต่อเนื่องสัมพันธ์กัน และแบ่งตามพฤติกรรมย่อยๆ ไว้เพื่อให้ผู้ตอบเห็นชัดเจนและง่ายต่อการตอบ
  • 21. ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม
    • 1. ศึกษาคุณลักษณะของตัวแปรที่จะวัด ผู้วิจัยจะต้องศึกษาคุณลักษณะหรือประเด็นที่จะวัดให้เข้าใจอย่างละเอียดว่าจะใช้ตัวแปรใด และจะวัดอย่างไร
    • 2. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม ผู้วิจัยจะต้องศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามเพื่อวัดคุณลักษณะที่ต้องการจะวัด โดยศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามจากตัวอย่างให้เข้าใจ จากนั้นนำมาสร้างแบบสอบถามของตน
  • 22. ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม
    • 3 . แบ่งคุณสมบัติของสิ่งที่ต้องการจะวัดออกเป็นด้านต่างๆ การสร้างแบบสอบถาม ผู้วิจัยควรแบ่งคุณสมบัติที่ต้องการวัดออกเป็นด้านๆ
    • 4 . เขียนคำชี้แจงในการตอบแบบสอบถาม ส่วนแรกของแบบสอบถาม คือคำชี้แจงในการตอบแบบสอบถามซึ่งประกอบด้วยความมุ่งหมายของการวิจัย คำอธิบายวิธีการตอบแบบสอบถามพร้อมทั้งตัวอย่าง
  • 23. ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม
    • 5 . การพัฒนาแบบสอบถามหลังจากที่สร้างแบบสอบถามเสร็จแล้ว ผู้วิจัยควรนำแบบสอบ ถามนั้นมาพิจารณาใหม่เพื่อหาข้อบกพร่องที่ควรปรับปรุงแก้ไข และควรให้ผู้เชี่ยวชาญได้ตรวจแบบสอบถามนั้นด้วย
    • 6 . นำแบบสอบถามไปทดลองใช้เพื่อวิเคราะห์คุณภาพ เป็นการนำเอาแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเล็กๆเพื่อนำผลมาตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม
  • 24. ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถาม
    • 7 . ปรับปรุงแบบสอบถามให้สมบูรณ์ ผู้วิจัยจะต้องทำการแก้ไขข้อบกพร่องที่ได้จากผลการวิเคราะห์คุณภาพอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้แบบสอบถามมีความสมบูรณ์และมีคุณภาพ
    • 8 . จัดพิมพ์แบบสอบถาม เป็นการนำแบบสอบถามที่ได้ปรับปรุงแล้วมาจัดพิมพ์และตรวจสอบให้ละเอียด โดยความถูกต้องในถ้อยคำหรือสำนวน
  • 25. ประเภทของแบบสอบถาม
    • คำถามปลายเปิด (Open - end Question)
    • เป็นคำถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบสามารถตอบได้อย่างเต็มที่ตามความต้องการของผู้ตอบ คำถามปลายเปิดจะนิยมใช้กันมากในกรณีที่ผู้วิจัยไม่สามารถคาดเดาคำตอบไว้ล่วงหน้าว่าคำตอบควรจะเป็นอย่างไร หรือใช้ในการให้ผู้ตอบสามารถแสดงความคิดเห็นให้ได้เต็มที่อย่างมีอิสระ
  • 26. ประเภทของแบบสอบถาม
    • คำถามปลายปิด (Close - ended Question)
    • เป็นคำถามที่ผู้วิจัยมีแนวคำตอบไว้ให้ผู้ตอบเลือกตอบจากคำตอบที่กำหนดไว้เท่านั้น คำตอบที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ล่วงหน้านี้ได้มาจากการทดลองใช้คำถามในลักษณะที่เป็นคำถามปลายเปิด แล้วนำมาจัดกลุ่มของคำตอบ หรือได้มาจากการศึกษาผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง หรือจากแนวความคิดของผู้วิจัยเอง และจากข้อมูลอื่นๆ แบบสอบถามชนิดนี้มักมีคำถามและตัวเลือก โดยมักให้ผู้ตอบกา หรือวงกลมรอบคำตอบที่ต้องการ
  • 27. ประเภทคำถามในแบบสอบถาม
    • คำถามแบบปลายเปิด (opened-end question) เอื้อในการตอบ แสดงความคิดเห็น ยากลำบากในการรวบรวม วิเคราะห์
      • แบบเติมคำตอบได้ตามต้องการ
      • แบบแบบเติมในช่องว่าง
      • แบบเติมในตาราง
    • คำถามแบบปลายปิด (closed-end question)
  • 28. ประเภทคำถามในแบบสอบถาม
    • คำถามแบบปลายปิด (closed-end question) ทำให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น
      • แบบเลือก 2 คำตอบ (dichotomous question)
      • แบบเลือกคำตอบเดียวจากหลายคำตอบ (multiple choice)
      • แบบตรวจสอบรายการ (checklist) ตอบได้หลายคำตอบ
    • แบบจัดเรียงลำดับ (ranking) ให้ลำดับความสำคัญ
    • แบบมาตราประมาณค่า (rating scale) มักใช้สำรวจความสนใจ
    • เจตคติ จัดอันดับความสำคัญ 3 อันดับ ถึง 11 อันดับ
      • ใช้กันมากแบบ 5 อันดับ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด
  • 29. เครื่องมือประเมินความรู้
    • ข้อทดสอบชนิดให้เลือกตอบ (Multiple Choice) มี 3 องค์ประกอบ
    • ข้อคำถามหรือข้อความตามประเด็นที่ต้องการประเมิน
    • คำตอบที่ถูก
    • คำตอบลวงซึ่งเป็นคำตอบที่ผิด
  • 30. แนวทางการสร้างข้อคำถามหรือข้อความ
    • ทดสอบเฉพาะประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องรู้
    • ข้อคำถามหรือข้อความมีความหมายชัดเจนแปลความได้อย่างเดียว
    • หลีกเลี่ยงคำที่มาจากตำราวิชาการ
    • หลีกเลี่ยงการใช้ประโยคปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ
    • ใช้ข้อคำถามตรงหรือข้อความที่เป็นประโยคสมบูรณ์
    • ใช้ความมุ่งหมายเดียวหรือแนวคิดเดียว
    • เป็นอิสระจากกันในแต่ละข้อคำถามหรือข้อความ
    • สั้นและเขียนอย่างชัดเจน
    • จัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันและเรียงเป็นลำดับถ้าเป็นเรื่องเดียวกัน
    • มีช่วงห่างของข้อคำถามที่ยาก
  • 31. แนวทางการสร้างคำตอบ
    • มี 4-5 ตัวเลือกที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน
    • มีตัวเลือกที่เป็นคำตอบที่ถูกตัวเลือกเดียว
    • ต้องสอดคล้องกับข้อคำถามหรือข้อความ
    • ไม่ควรใช้ตัวเลือก ข้อ ก และ ข้อ ค ถูก หรือถูกทั้งหมด
    • ใช้ภาษาให้ถูกต้องและเข้าใจง่าย
    • ตัวเลือกถูกควรกระจายให้เท่าเทียมกัน
    • ตัวเลือกถูกและตัวเลือกผิดไม่ควรมีความเด่นจนสังเกตได้
    • ตัวเลือกมีอิสระจากกันและมีความยากพอๆกัน
    • มีความยาวของประโยคใกล้เคียงกัน
  • 32. ตัวอย่าง
    • การวัดความจำ
    • การใช้เครื่องพ่นสารเคมีแบบอัดลมด้วยมือเพื่อให้ได้สารเคมีที่พ่นออกมาตามมาตรฐานจะต้องอัดลมให้มีความดันเท่าใด
    • 1. 20 – 30 ปอนด์
    • 2. 30 – 40 ปอนด์
    • 3. 40 – 50 ปอนด์
    • 4. 50 – 60 ปอนด์
  • 33. ตัวอย่าง
    • การวัดความเข้าใจ
    • เพราะห์เหตุใดจึงต้องมีการตรวจสอบการสูบอัดลมเพื่อไม่ให้ความดันต่ำกว่าหรือสูงกว่ามาตรฐาน
    • 1. ทำให้ลิ้นหัวพ่นอุดตันได้ง่าย
    • 2. ทำให้ตะแกรงกรองอุดตันได้
    • 3. ทำให้สารเคมีหมดเร็วหรือช้ากว่ามาตรฐาน
    • 4. ทำให้สารเคมีที่พ่นออกมาน้อยหรือมากเกินไป
  • 34. Beliefs, Attitudes, Values, Personality
  • 35.
    • ความเชื่อ (Beliefs)
    • หมายถึง ข้อมูลที่บุคคลมีต่อวัตถุ หรืหสิ่งของต่างๆรอบตัว ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้ อาจจะเป็นข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่ไม่สามารถประเมินก็ได้
    • เจตคติ (Attitude)
    • หมายถึง สภาวะความพร้อมทางจิต ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ และมีอิทธิพลโดยตรงต่อการตอบสนองของบุคคลที่มีต่อวัตถุและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง
  • 36.
    • ค่านิยม (Values)
    • หมายถึง ความรู้สึก ความคิด ของบุคคลที่ใช้กฏเกณฑ์ของสังคม จริยธรรม หรือความเห็นของคนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นเกณฑ์ จึงมีการตัดสินว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดีในสังคม
    • บุคลิกภาพ (Personality)
    • หมายถึงลักษณะอันเป็นของจำเพาะแต่ละบุคคล ซึ่งแสดงออกทาง ท่าทาง ความรู้สึกนึกคิด ความเฉลียวฉลาด ตลอดจนกิริยามารยาท ลักษณะนิสัยและอุปนิสัย
    • อีกความหมายหนึ่งคือ ผลรวมอย่างมีระบบของพฤติกรรมต่างๆ ตลอดจนเจตคติและค่านิยม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัยเฉพาะบุคคล
  • 37. เครื่องมือประเมินเจตคติ
    • การประเมินเจตคติมี 2 องค์ประกอบ
    • ข้อความที่ใช้ประเมิน
    • มาตรวัด (Scale)
    • ตัวอย่างมาตรวัดเจตคติของลิเคอร์ท
    • แบบที่ 1.
    • การสร้างภูมิต้านทานโรคหัดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็ก
    • เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
  • 38.
    • แบบที่ 2.
    • แบบที่ 3.
    • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เข้าสังคมได้ง่าย
    • ก . เห็นด้วยอย่างยิ่ง
    • ข . เห็นด้วย
    • ค . ไม่แน่ใจ
    • ง . ไม่เห็นด้วย
    • จ . ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
    ข้อความ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อย่างยิ่ง ผู้ป่วยโรคเอดส์เป็นบุคคลที่ควรได้รับความเห็นใจ
  • 39. แนวทางการสร้าวมาตรวัดเจตคติของลิเคอร์ท
    • สร้างข้อความที่แสดงเจตคติเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการวัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
    • ข้อความที่สร้างเป็นความคิดเห็นไม่ใช่ข้อเท็จจริง
    • เป็นข้อความที่กระทัดรัดและใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย
    • เป็นข้อความที่ชัดเจนและมีความคิดเดียว
    • ตรงเป้าหมายกับเรื่องที่ต้องการวัด
    • เป็นประโยคธรรมดาแบบ (Active Voice)
    • ใช้ทั้งข้อความเชิงบวกและเชิงลบ
    • สร้างมาตรวัดเป็น 5 ระดับ
    • เลือกข้อความที่มีค่าอำนาจจำแนกจากการทดสอบตั้งแต่ 0.3 ขึ้นไป
  • 40. แบบสำรวจความคิดเห็นหรือเจตคติ
    • Therstone’s method
    • การป่วยเป็นโรคเอดส์เป็นเรื่องปรกติสำหรับคนทั่วไป
    • เห็นด้วยอย่างยิ่ง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
  • 41. เครื่องมือประเมินพฤติกรรมสุขภาพ
    • Keringer สรุปการประพฤติกรรมสุขภาพ ทำได้ 2 วิธี
    • 1. การรายงานด้วยตนเอง (Self Report)
    • 2. การสังเกตโดยตรง (Direct Observation)
  • 42.
    • ตัวอย่างแบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพโดยการตอบด้วยตนเอง
    • ปัจจุบันท่านดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ( เหล้า เบียร์ ไวน์ ) บ่อยครั้งเพียงใด
    • 1. ดื่มทุกวัน ( 7 วัน / สัปดาห์ )
    • 2. ดื่มเกือบทุกวัน ( 5-6 วัน / สัปดาห์ )
    • 3. ดื่มวันเว้นวัน ( 3-4 วัน / สัปดาห์ )
    • 4. ดื่มไม่บ่อย ( 1-2 วัน / สัปดาห์ )
    • 5. ไม่ดื่มเลย
  • 43. การวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือสำหรับการวิจัย
    • สามารถทำได้ 2 แบบ คือ
    • 1. การวิเคราะห์รายข้อ การวิเคราะห์แบบนี้จะตรวจสอบคุณภาพด้านระดับความยากและอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ
    • 2. การวิเคราะห์รวมทั้งฉบับ การวิเคราะห์แบบนี้เพื่อตรวจสอบความเชื่อมั่นทั้งฉบับ
  • 44. เครื่องมือการวิจัยที่ดี
    • ควรมีลักษณะดังนี้
    • 1. มีความตรง (Validity ) คือ มีความสามารถในการวัดสิ่งที่ต้องการวัดได้ ความตรงในการวัดแบ่งออกได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น ความตรงตามโครงสร้าง (Structured validity) ความตรงตามเนื้อหา (Content validity) เป็นต้น
    • 2. มีความเชื่อมั่นหรือความเที่ยงตรง (Reliability) หมายถึง ความคงเส้นคงวา
    • 3. มีประสิทธิภาพ (Efficiency)
    • 4. มีความเป็นปรนัย (Objective) หมายถึง ความชัดเจนในการให้คะแนน
    • 5. มีอำนาจจำแนก (Discrimination) หมายถึง ความสามารถในการแยกหรือแบ่งกลุ่มของผู้ตอบเป็นระดับต่าง ๆ เช่น ระดับหัวหน้างาน ระดับบริหาร เป็นต้น
  • 45. ความสอดคล้องหรือความเหมาะสมของผลการวัดกับเนื้อเรื่อง หรือเกณฑ์ หรือทฤษฎีที่เกี่ยวกับลักษณะที่มุ่งวัด จำแนกเป็น 4 ประเภท : ความตรง (Validity)  ความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) ความสามารถในการวัดกลุ่มเนื้อหาที่ต้องการจะวัดได้ครอบคลุมและเป็นตัวแทนของสิ่งที่ต้องการวัด เช่น วัดความสามารถในการท่องศัพท์ วัดทักษะด้านต่าง ๆ
  • 46. การหาความตรงเชิงเนื้อหา ทำได้โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item-Objective Congruence: IOC ) โดยผู้เชี่ยวชาญ R = ผลรวมคะแนนจากผู้เชี่ยวชาญ N = จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ค่า IOC  0.5 IOC ที่เหมาะสม =0.5 ขึ้นไป
  • 47. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือการวิจัยโดยใช้สถิติ
    • ความตรง
    • การหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
    • การหาอัตราส่วนความตรงเชิงเนื้อหา (content validity ratio : CVR)
  • 48. การหาอัตราส่วนความตรงเชิงเนื้อหา
    • CVR อัตราส่วนความตรงเชิงเนื้อหา ของ Lawshe (1970)
    • Ne จำนวนผู้เชี่ยวชาญที่เห็นด้วย หรือ เห็นว่าเหมาะสม
    • N จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
  • 49. อัตราส่วนความตรงเชิงเนื้อหาต่ำสุดที่ผ่านเกณฑ์ จำนวนผู้เชี่ยวชาญ ค่า CVR ต่ำสุด จำนวนผู้เชี่ยวชาญ ค่า CVR ต่ำสุด จำนวนผู้เชี่ยวชาญ ค่า CVR ต่ำสุด 5 .99 11 .59 25 .37 6 .99 12 .56 30 .33 7 .75 13 .54 35 .31 8 .78 14 .51 40 .29 9 .78 15 .49 10 .62 20 .42
  • 50. ความตรง (Validity)
    • ความตรงตามโครงสร้าง ( Construct Validity) :
    • ความสามารถของเครื่องมือวัดที่วัดได้ตรงตามสิ่งที่ต้องการวัด โดยผลการวัดมีความสอดคล้องกับโครงสร้าง / ทฤษฎี ของลักษณะที่มุ่งวัดนั้น จำแนกได้ 3 วิธี :
    • 1. การหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) หาความสัมพันธ์ของแบบทดสอบ 2 ชุดที่วัดในเรื่องเดียวกัน
    • 2. เปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีลักษณะต้องการวัด อย่างเด่นชัด (Know Group Technique) โดยใช้การเปรียบเทียบด้วย t-test
    • 3. การวิเคราะห์องค์ประกอบ
  • 51. ความตรง (Validity)  ความตรงตามสภาพ ( Concurrent Validity) : ความสามารถในการวัดลักษณะที่สนใจได้ตรงตามสภาพของสิ่งนั้น เช่น ผู้ที่เรียนเก่งที่สุดต้องทำแบบทดสอบได้คะแนนสูงสุด การหาความตรงตามสภาพ การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่วัดได้กับคะแนนที่วัดได้จากเครื่องมือมาตรฐานอื่นซึ่งสามารถวัดสิ่งนั้นได้ในสภาพปัจจุบัน
  • 52. ความตรง (Validity)  ความตรงเชิงพยากรณ์ (Predictive Validity) : ความสามารถในการวัดลักษณะที่สนใจได้ตรงตามลักษณะของสิ่งนั้นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การหาความตรงเชิงพยากรณ์ การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่วัดได้กับคะแนนที่วัดได้จากเครื่องมือมาตรฐานอื่นซึ่งสามารถวัดสิ่งนั้นที่จะเกิดในอนาคต
  • 53. ความเชื่อมั่น (Reliability) การทดสอบซ้ำ Test-Retest Reliability ความคงเส้นคงวาของคะแนนจากการวัดในช่วงเวลาที่ต่างกันโดยวิธีสอบซ้ำด้วยแบบทดสอบเดิม การหาค่าความเชื่อมั่น : การทดสอบซ้ำ ใช้การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่วัดได้จากคนกลุ่มเดียวกันด้วยเครื่องมือเดียวกัน โดยทำการวัดสองครั้งในเวลาที่ต่างกัน
  • 54. ความเชื่อมั่น (Reliability) การทดสอบแบบใช้ข้อสอบเหมือนกัน ( Equivalent-Forms Reliability) ความสอดคล้องกันของคะแนนจากการวัดในช่วงเวลาเดียวกันโดยใช้แบบทดสอบที่สมมูลกัน การหาค่าความเชื่อมั่น : การทดสอบแบบใช้ข้อสอบเหมือนกัน ใช้การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่วัดได้จากคนกลุ่มเดียวกันด้วยเครื่องมือ 2 ฉบับที่ทัดเทียมกัน
  • 55. ความเชื่อมั่น (Reliability) การทดสอบแบบการทดสอบแบบแบ่งครึ่ง (Split-Half Reliability ) เป็นการหาความเชื่อมั่นโดยการหาความคงที่ภายใน โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวและสอบครั้งเดียวแต่แบ่งข้อสอบเป็น 2 ส่วน คือ ข้อคู่ และข้อคี่ การหาค่าความเชื่อมั่น : การทดสอบแบบแบ่งครึ่ง ใช้การคำนวณค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนที่วัดได้จากการแบ่งครึ่งข้อสอบที่สมมูลกันโดยใช้สูตร (Spearman Brown)
  • 56. ความเชื่อมั่น (Reliability) การทดสอบโดยการหาความคงที่ภายใน (Kuder-Richardson Reliability) เป็นการหาความเชื่อมั่นโดยการทดสอบว่าแบบทดสอบหรือแบบสอบถามแต่ละข้อมีความสัมพันธ์กับข้ออื่น ๆ ในฉบับเดียวกันหรือไม่ การหาค่าความเชื่อมั่น : การคำนวณค่าสถิติของคะแนนรายข้อ ( ให้คะแนนแบบ 0-1) และคะแนนรวมใช้สูตร Kuder-Richardson (KR-20, KR-21)
  • 57. ความเชื่อมั่น (Reliability) การทดสอบโดยวิธีหาสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (Alpha Coefficient Reliability) เป็นการหาความเชื่อมั่นโดยการทดสอบว่าแบบสอบถามแต่ละข้อมีความสัมพันธ์กับข้ออื่น ๆ ในฉบับเดียวกันหรือไม่ ( คะแนนตั้งแต่ 0-...) การหาค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามทั้งฉบับ การคำนวณค่าสถิติของคะแนนรวมทั้ง ฉบับ โดยใช้สูตรคำนวณสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ( Cronbach Alpha Coefficient Reliability )
  • 58. ความยากง่าย ( Difficulty ) ระดับความยากง่ายของข้อสอบ หากผู้เรียนทำได้มาก แสดงว่าง่าย หากผู้เรียนทำได้น้อย แสดงว่ายาก ค่า P ที่ใช้ได้ก็คือ .20 - .80 ค่า P ที่เหมาะสม คือ .50 สูตรที่ใช้คือ P = ความ ยากง่าย R = จำนวนผู้เรียนที่ตอบคำถามข้อนั้นถูกต้อง N = จำนวนผู้เรียนทั้งหมด
  • 59. การหาค่าอำนาจจำแนก การตรวจให้คะแนน นำแบบทดสอบไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างแล้วตรวจให้คะแนน เรียงลำดับคะแนนจากสูงไปต่ำ คัดเลือกออกมา 25% จากกลุ่มสูงเป็นกลุ่มเก่ง คัดเลือก 25% จากกลุ่มล่างเป็นกลุ่มอ่อน แทนค่าในสูตร r หรือ D R u = จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ถูกในกลุ่มเก่ง R L = จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ถูกในกลุ่มอ่อน N = จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด
  • 60. การหาค่าอำนาจจำแนก การใช้ตารางสำเร็จรูปของจุงเตฟาน นำแบบทดสอบไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างแล้วตรวจให้คะแนน เรียงลำดับคะแนนจากสูงไปต่ำ คัดเลือกออกมา 27 % จากกลุ่มสูงเป็นกลุ่มเก่ง คัดเลือก 27% จากกลุ่มล่างเป็นกลุ่มอ่อน แทนค่าในสูตรการใช้สัดส่วน จากนั้นเปิดตารางสำเร็จรูปเพื่อหาค่าอำนาจจำแนก
  • 61. การหาค่าอำนาจจำแนก การหาค่าสหสัมพันธ์ Point-Biserial Correlation คำตอบถูกเป็น 1 และผิดเป็น 0 แล้วนำมาแทนค่าในสูตร = ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่ทำข้อสอบนั้นได้ = ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่ทำข้อสอบนั้นไม่ได้ = ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน = สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่ทำข้อสอบนั้นได้ = สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่ทำข้อสอบนั้นไม่ได้ S t p q
  • 62. ความสามารถของแบบทดสอบ ในการจำแนกกลุ่ม ออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ เช่น เก่ง - อ่อน เห็นด้วย - ไม่เห็นด้วย เขียนแทนด้วย D มีค่าระหว่าง -1.00 ถึง +1.00 มีความหมายดังนี้ : D > .40 : ดีมาก D > .30 - .39 : ดี D > .20 - .29 : พอใช้ได้ D < .19 : ยังต้องปรับปรุง D ติดลบ : ใช้ไม่ได้ ต้องตัดทิ้ง ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination)
  • 63. สรุปคุณภาพ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
    • ทุกข้อต้องมีคุณภาพเข้าเกณฑ์ในด้าน
    • - ค่าความยาก ( p ) 0.2-0.8
    • - จำแนก ( r) 0.2 ขึ้นไป
    • - ค่าดัชนีความสอดคล้อง ( IOC) โดย
    • ผู้เชี่ยวชาญ 0.5 ขึ้นไป
    • ค่า ดัชนีการวัดผลการสอบ (S) ที่เหมาะสม
    • = 0.5 ขึ้นไป
    • เมื่อรวมเป็นฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ
    • 0.8 ขึ้นไป
  • 64. การแปลความหมายของความเที่ยง
    • ดูที่ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ( Correlation Coefficient ) ดังนี้
      • 0.80 – 1.00 หมายถึง ดี
      • 0.60 – 0.79 หมายถึง ดีพอใช้
      • 0.40 – 0.59 หมายถึง แย่
      • ต่ำกว่า 0.39 หมายถึง แย่มาก
    • ถ้ามีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เป็นลบ แสดงว่าเครื่องมือไม่ดี ควรจะต้องตรวจสอบใหม่
  • 65. ปัจจัยที่มีผลต่อความเที่ยง
    • จำนวนข้อ
    • ความยากง่ายของข้อคำถาม
    • ความเป็นปรนัย
    • การเดา
  • 66. การเพิ่มความเที่ยง
    • เขียนคำถามด้วยการใช้ภาษาที่ชัดเจน
    • เพิ่มคำถามให้มีจำนวนมากขึ้น
    • เขียนคำชี้แจงต่าง ๆ ให้ชัดเจน
    • จัดสภาพการณ์ในการนำเครื่องมือไปรวบรวมข้อมูล
  • 67. การเก็บรวบรวมข้อมูล
    • หมายถึงกระบวนการเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ของการวิจัยหรือเพื่อนำมาวิเคราะห์
    • โดยแบ่งออกเป็น
      • การเก็บข้อมูล ( Data Collection )
      • การรวบรวมข้อมูล ( Data Compilation )
  • 68. การเก็บข้อมูล ( DATA COLLECTION )
    • การเก็บข้อมูลโดยทั่วไปใช้ในความหมายที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลใหม่ ซึ่งอาจจะดำเนินการได้หลายวิธีนับตั้งแต่
      • การส่งแบบสอบถาม
      • การสัมภาษณ์
      • การสังเกต
      • การทดลอง
  • 69. การรวบรวมข้อมูล ( DATA COMPILATION )
    • หมายถึง การที่ผู้วิจัยได้นำเอาข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้อื่นได้ทำการเก็บรวบรวมมาแล้วและได้รายงานหรือมาทำการศึกษาวิเคราะห์ต่อ
  • 70. การจำแนกข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย
    • ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย อาจแบ่งจำแนกได้หลาย ๆ วิธี ที่นิยมใช้กันมาก คือ
      • การจำแนกข้อมูลออกเป็นข้อมูลปฐมภูมิ
      • และข้อมูลทุติยภูมิ
      • การจำแนกข้อมูลออกเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ
      • และข้อมูลเชิงคุณภาพ
  • 71. ข้อแตกต่างของการจำแนกข้อมูล
    • การแบ่งจำแนกข้อมูลทั้ง 2 วิธีนี้แตกต่างกัน
      • วิธีแรกเป็นการแบ่งข้อมูลตามแหล่งที่มา
      • วิธีที่สองเป็นการแบ่งข้อมูลตามคุณสมบัติทางด้านการวัด หรือเป็นการแบ่งที่ยึดคุณสมบัติข้อมูลเป็นหลัก
  • 72. ข้อมูลปฐมภูมิ ( PRIMARY DATA )
    • คือ ข้อมูลใดๆที่ผู้วิจัยต้องเก็บขึ้นมาใหม่เพื่อวัตถุประสงค์ของการวิจัยนั้นโดยเฉพาะ
    • ไม่ใช่เป็นการรวบรวมสถิติหรือข้อมูลที่ผู้อื่นได้ทำการเก็บรวบรวม ที่พิมพ์หรือรายงานไปแล้ว
  • 73. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ
    • สามารถแบ่งวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลออกเป็น 3 วิธี คือ
    • 1 . การเก็บรวบรวมข้อมูลจากงานทะเบียนหรือการบันทึก
    • 2. การเก็บข้อมูลโดยการสำรวจ
    • 2.1 การสำมะโน ( Census )
    • 2.2 การสำรวจด้วยตัวอย่าง ( Sample Survey )
  • 74. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ
    • 3. การทดลอง
    • 3.1 การวิจัยแบบทดลองแบบสมบูรณ์ ( Experiment )
    • 3.2 การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ( Quasi – experiment )
  • 75. ข้อมูลทุติยภูมิ ( SECONDARY DATA )
    • หมายถึง ข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปข้อมูลดิบที่ผู้อื่นได้รวบรวมไว้แล้ว
    • หรือข้อมูลที่ผ่านกรรมวิธีทางข้อมูล ( Data Processing ) หรือการวิเคราะห์ ( DataAnalysis ) มาแล้ว
  • 76. ข้อมูลทุติยภูมิ ( SECONDARY DATA )
    • ข้อมูลทุติยภูมิจึงรวมตั้งแต่รายงานการประชุม / รายงานประจำ / เอกสารทางราชการ / เอกสารส่วนบุคคล / หนังสือพิมพ์รายวัน / นิตยสารรายสัปดาห์
    • ข้อมูลต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้จะเป็นข้อมูลทุติย
    • ภูมิได้ก็ต่อเมื่อได้มีผู้รวบรวมไว้ก่อนแล้ว ผู้วิจัยเพียงแต่นำข้อมูลเหล่านั้นมาศึกษาใหม่
  • 77. ข้อมูลเชิงปริมาณ ( QUANTITATIVE DATA )
    • ข้อมูลที่เป็นตัวเลข ที่ผู้วิจัยสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ทางสถิติต่อไปได้
    • ข้อมูลเชิงปริมาณเป็นข้อมูลที่มีการวัดออกมาเป็นตัวเลข
  • 78. ข้อมูลเชิงปริมาณ ( QUANTITATIVE DATA )
    • มีระดับการวัดต่าง ๆ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับคือ
      • กลุ่ม / นามบัญญัติ ( Nominal ) เช่น เพศแบ่งเป็นชายและหญิง
      • อันดับ ( Ordinal ) เช่น ลำดับที่ ความมากน้อย
      • ช่วง / อัตรภาค ( Interval ) เช่น ช่วงอายุ
      • อัตราส่วน / อัตราส่วน ( Ratio ) เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง
  • 79. ข้อมูลเชิงคุณภาพ ( QUALITATIVE DATA )
    • เป็นข้อมูลที่มิใช่ตัวเลขที่จะนำไปวิเคราะห์ทางสถิติ
    • เป็นข้อมูลที่เป็นข้อความที่ได้จากคำถามเปิดของการวิจัยเชิงปริมาณหรือจากการบันทึกสังเกตของผู้วิจัย
    • ในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผู้วิจัยมักใช้เวลานาน
    • ในแต่ละพื้นที่การวิจัยเชิงคุณภาพจึงมีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่ได้น้อย
  • 80. การจำแนกการวัดระดับตัวแปรตามข้อมูล
    • ในทางสถิติการวิจัยข้อมูลที่มีการวัดระดับกลุ่ม ( Nominal ) และอันดับ ( Ordinal ) จัดเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ( Qualitative Data )
    • เพราะไม่สามารถวัดช่วงความแตกต่างระหว่างกลุ่มหรือระหว่างอันดับได้แน่นอน
    • ส่วนข้อมูลที่มีการวัดระดับช่วง ( Interval ) และอัตราส่วน ( Ratio ) เป็นข้อมูลเชิงปริมาณ
  • 81. เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล
    • การคัดลอกข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ( Collection of Secondary)
    • การสังเกต (Direct Observation)
    • การสัมภาษณ์ ( Interview)
    • การใช้แบบวัด ซึ่งเป็นการที่ผู้ให้ข้อมูลตอบเอง ( Self Report ) เป็นการสังเกตโดยอ้อม ( Indirect Observation ) เช่น แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบประเมินค่า เป็นต้น
  • 82. ขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูล
    • การกำหนดข้อมูลและตัวชี้วัด
    • การกำหนดแหล่งข้อมูล
    • การเลือกกลุ่มตัวอย่าง
    • การเลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
    • การนำเครื่องรวบรวมข้อมูลไปทดลองใช้
    • การเก็บรวบรวมข้อมูลจริง
  • 83.  กำหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยต้องเลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เหมาะสมกับลักษณะของตัวแปร และจุดประสงค์ของการวิจัย สามารถแบ่งวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ 6 วิธี ดังต่อไปนี้  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ทดสอบ  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการทดลอง  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการนับและการวัด
  • 84.  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์เป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างผู้สัมภาษณ์ และผู้ถูกสัมภาษณ์ บุคลิกของผู้สัมภาษณ์และบรรยากาศของการสัมภาษณ์จึงมีผลอย่างยิ่งต่อความถูกต้องของข้อมูลที่จะได้รับ การเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์อาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่  การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่กำหนดคำถามการสัมภาษณ์ไว้อย่างแน่นอนตายตัว มีข้อดีคือจะได้ประเด็นที่ต้องการตามข้อคำถามต่าง ๆ ครบถ้วน ในรูปแบบเดียวกัน จากผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคน ทำให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ก็มีข้อจำกัดตรงการที่ได้ข้อมูลภายในกรอบเท่าที่มีคำถามเท่านั้น
  • 85.  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์  การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Un - sturctured interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่ได้กำหนดคำถามการสัมภาษณ์ไว้แบบตายตัว อาจกำหนดเฉพาะประเด็นหลัก ๆ ที่ต้องการผู้สัมภาษณ์จะต้องมีความชำนาญในการสัมภาษณ์พอสมควร จึงจะยืดหยุ่นดัดแปลง คำถามให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้ การสัมภาษณ์ แบบนี้มีข้อดีตรงที่ทำให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายกว้างขวางลึกซึ้ง หรือได้คำตอบในประเด็นใหม่ ๆ ที่ ผู้วิจัยไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้า แต่ต้องอาศัยผู้สัมภาษณ์ที่มีทักษะสูง และการวิเคราะห์ข้อมูลจะยุ่งยากกว่าข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
  • 86.  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อตกลงเบื้องต้น 3 ประการ ได้แก่ - ผู้ตอบมีความสามารถในการอ่าน - ผู้ตอบมีความรู้ในเรื่องที่ถาม - ผู้ตอบเต็มใจและตั้งใจที่จะตอบโดยความซื่อสัตย์ ผู้วิจัยต้องแน่ใจในข้อตกลงเบื้องต้นเหล่านี้ก่อน จึงจะใช้แบบสอบถามได้ ข้อดีของแบบสอบถามคือ ประหยัด และสะดวกในการเก็บข้อมูลแต่มีปัญหาในเรื่องของอัตราการตอบกลับและความจริงใจในการตอบ ซึ่งในเรื่องเทคนิคการเพิ่มอัตราการตอบกลับและความจริงใจในการตอบ ก็ได้มีการศึกษากันอย่างกว้างขวาง
  • 87.  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต การสังเกตเหมาะสำหรับการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือพฤติกรรมที่ไม่อาจวัดได้โดยตรง การสังเกตอาจแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ 1. การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม เป็นการสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหรือสถานการณ์ที่จะสังเกต ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งและเข้าใจความเป็นมาเป็นไปของสถานการณ์หรือพฤติกรรมได้ ทั้งนี้ ต้องอาศัยบุคลิกภาพและการวางตัวของนักวิจัยเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ผู้ถูกสังเกตไว้วางใจ ยอมรับนักวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
  • 88.  การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต 2. การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสังเกตแบบนี้ ผู้สังเกตจะทำตนเป็นบุคคลภายนอก โดยอาจให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ก็ได้ เช่น การสังเกตการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ดิน เป็นต้น ซึ่งผู้สังเกตไม่ต้องเสียเวลาเข้าไปทำความคุ้นเคยกับผู้ถูกสังเกต การสังเกตโดยวิธีนี้จะตอบคำถามว่า “ อะไร ” “ อย่างไร ” มากกว่าที่จะตอบว่า “ เพราะเหตุใด ”