การสืบพันธุ์ของพืช
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

การสืบพันธุ์ของพืช

on

  • 55,098 views

 

Statistics

Views

Total Views
55,098
Views on SlideShare
55,095
Embed Views
3

Actions

Likes
3
Downloads
166
Comments
0

1 Embed 3

http://rdschool.socialgo.com 3

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

การสืบพันธุ์ของพืช การสืบพันธุ์ของพืช Presentation Transcript

  •  
  • การสืบพันธุ์ของพืช
  • เป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ ซึ่งการสืบพันธุ์เป็นสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของพืช โดยทั่วไปจะแบ่งการสืบพันธุ์ของพืชออกเป็นสองประเภท คือ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ การสืบพันธุ์ ( Reproduction )
  • การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ( Sexual reproduction ) การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชเป็นการสืบพันธุ์ที่เกิดจากการผสมกันระหว่าง เซลล์สืบพันธุ์ เพศผู้ คือ สเปิร์ม ( Sperm ) กับ เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย คือ ไข่ ( Egg ) ได้เป็น เอมบริโอ ( Embryo ) ซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นพืชต้นใหม่ที่ได้ลักษณะทางพันธุกรรมจากต้นพ่อและต้นแม่ ซึ่งโครงสร้างของพืชส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก คือ ดอก ( Flower ) เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ ( Reproductive organ)
  • ดอก คือ อวัยวะหรือส่วนของพืชที่เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากใบและกิ่ง เพื่อทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์ โดยทั่วไปดอกจะมี ก้านดอก ( Peduncle ) ทำหน้าที่ชูดอก ก้านดอกเป็นส่วนของดอกที่อยู่ติดกับ ลำต้นหรือกิ่ง ตรงปลายก้านดอกจะแผ่ออกเป็นส่วนที่รองรับส่วนต่างๆของดอก เรียกว่า ฐานรองดอก ( Receptacle ) เราอาจแบ่งดอกออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้ 1. ดอกเดี่ยว คือ ดอกที่มีดอกอยู่ดอกเดียวติดอยู่บนก้านชูดอก เช่น 2. ดอกช่อ คือ ดอกที่มีดอกย่อยหลายๆดอกที่ติดอยู่บนก้านชูดอก ย่อย
  •        ดอก ( Flower) เป็นอวัยวะของพืชที่ทำหน้าที่ในการสืบพันธุ์ มีส่วนประกอบ       1. กลีบเลี้ยง ทำหน้าที่ห่อหุ้มป้องกันอันตรายให้กับส่วนประกอบต่างๆ       2. กลีบดอก ทำหน้าที่ ล่อแมลงให้มาผสมเกสร       3. เกสรตัวผู้ ทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ ประกอบด้วย อับเรณู และก้านชูอับเรณู       4. เกสรตัวเมีย ทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียหรือไข่ ประกอบด้วย ยอดเกสรตัวเมีย ก้านชูเกสรตัวเมีย และรังไข่
      • โครงสร้างของดอก
  • กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ อับเรณู ก้านชูอับเรณู ยอดเกสรตัวเมีย ก้านชูเกสรตัวเมีย ออวุล ฐานรองดอก เกสรตัวเมีย ( Pistil ) รังไข่
      • ประเภทของดอก
    สามารถแบ่งโดยใช้เกณฑ์ 2 แบบ ดังนี้
        • แบ่งโดยใช้องค์ประกอบของดอกเป็นเกณฑ์ แบ่งได้เป็น
    ดอกสมบูรณ์ ( Complete flower) หรือดอกครบส่วน คือ ดอกที่มีส่วนประกอบของดอกครบทั้ง 4 ส่วนในดอกเดียวกัน เช่น ชบา พู่ระหง กุหลาบ มะเขือ ดอกไม่สมบูรณ์ ( Incomplete flower) หรือดอกไม่ครบส่วน คือ ดอกที่มีส่วนประกอบของดอกไม่ครบทั้ง 4 ส่วน เช่น ดอกหน้าวัว ( ขาดกลีบเลี้ยงและกลีบดอก ) ดอกบานเย็น ( ขาดกลีบดอก )
  • The Structure of a Flower
    • ดอกครบส่วน ( Complete flower ) คือ ดอกไม้ที่มีส่วนประกอบครบทั้ง 4 ส่วน คือ กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย เช่น ชบา กุหลาบ บัว มะเขือ ผักบุ้ง อัญชัญ แค แพงพวย กฯลฯ
      • ประเภทของดอก
    สามารถแบ่งโดยใช้เกณฑ์ 2 แบบ ดังนี้
        • แบ่งโดยใช้องค์ประกอบของดอกเป็นเกณฑ์ แบ่งได้เป็น
    • ดอกไม่ครบส่วน ( Incomplete flower ) คือ ดอกไม้ที่มีส่วนประกอบ ไม่ครบทั้ง 4 ส่วน ซึ่งอาจขาดส่วนหนึ่งส่วนใดไปหรือมากกว่าหนึ่งส่วนก็ได้ เช่น ข้าว ข้าวโพด ตำลึง เฟื่องฟ้า มะละกอ เงาะ มะพร้าว หญ้า บานเย็น กล้วยไม้ จำปา หน้าวัว เป็นต้น
        • แบ่งโดยใช้เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียเป็นเกณฑ์ แบ่งได้เป็น
    • ดอกสมบูรณ์เพศ ( Perfect flower ) คือ ดอกที่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน เช่น กุหลาบ ชบา บัว ถั่ว มะเขือ พริก เฟื่องฟ้า อัญชัญ แค ผักบุ้ง แพงพวย ข้าว หญ้า จำปา มะลิ ฯลฯ
    • ดอกไม่สมบูรณ์เพศ ( Imperfect flower) คือ ดอกทีมีเฉพาะเกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมียเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ข้าวโพด ตำลึง มะละกอ มะพร้าว หน้าวัว เงาะ ขนุน บวบ แตงกวา ตาล ฯลฯ
    *** ข้อสังเกต ***
  •  
      • การผสมพันธุ์ของพืชดอก มี 2 ขั้นตอน
    • การถ่ายละอองเรณู ( Pollination ) คือ การที่ละอองเรณูไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย เกิดได้ 2 แบบ คือ
      • การถ่ายละอองเรณูภายในดอกเดียวกัน ( Self-pollination )
    • เป็นการผสมตัวเองอาจจะเกิดจากการผสมภายในดอกเดียวกันหรือคนละดอกแต่ต้นเดียวกันก็ได้ หรืออาจต่างต้นกันแต่เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ซึ่งมีจีนเหมือนกันเช่น ข้าว ซึ่งเป็นพันธุ์เดียวกันและปลูกอยู่ด้วยกัน
  • 2. การถ่ายละอองเรณูต่างดอกหรือข้ามดอกกัน ( Cross-pollination ) เป็นการถ่ายละอองเรณูของพืชชนิดเดียวกันแต่ต่างต้นกันและมีคุณสมบัติทางพันธุกรรมต่างกันคือ มีจีนไม่เหมือนกัน ปัจจัยที่ช่วยในการถ่ายละอองเรณู ได้แก่ ลม น้ำ สัตว์ คน ซึ่งการถ่ายละอองเรณูสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
  • ปัจจัยบางประการที่ช่วยในการถ่ายละอองเรณู
    • การปฏิสนธิ ( Fertilization ) คือ การที่สเปิร์มนิวเคลียสเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลังที่ละอองเรณูไปตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
      • การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก เซลล์ในอับเรณูจะสร้างละอองเรณู และเซลล์ในออวุลจะสร้างไข่
  • การสร้างละอองเรณูหรือเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ ภายในอับละอองเรณูจะมีเซลล์กลุ่มหนึ่งเรียกว่า เซลล์แม่ไมโครสปอร์หรือไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์ ( microspore mother cell) ไมโครสปอร์ มาเทอร์เซลล์จะแบ่งตัวแบบไมโอซิสได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์เรียกว่า ไมโครสปอร์ ( microspore) แต่ละโครโมโซมจะแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส 1 ครั้งได้ 2 นิวเคลียสคือ เจเนเรทิฟนิวเครียส ( generative nucleus) และทิวบ์นิวเคลียส ( tube nucleus) ต่อจากนั้นเซลล์จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะภายนอกซึ่ง แตกต่างกันตามชนิดของพืชซึ่งเรียกว่าละอองเรณูหรือแกมีโทไฟต์เพศผู้ ( male gametophyte)
  • การสร้างละอองเรณู
  • ภายในรังไข่มีออวุล ( ovule) และภายในออวุลเนื้อเยื่อนิวซลลัส ( nucellus) ซึ่งไปเจริญเป็นเซลล์แม่ของเมกะสปอร์หรือเมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ ( megaspore mother cell) ซึ่งมีโครโมโซม 2 n เมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์จะ แบ่งตัว แบบไมโอซิสได้ 4 เซลล์ แต่ละเซลล์เรียกว่า เมกะสปอร์ ( megaspore) ซึ่งจะสลายไป 3 เซลล์ เซลล์ที่เหลือจะขยายขึ้นแล้วมีการแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซีส 3 ครั้ง ได้ 8 นิวเคลียส และจะมีการแยกย้ายของนิวเคลียสไปยังบริเวณต่างๆ ของเซลล์ดังนี้ การสร้างไข่หรือเซลล์สืบพันธ์เพศเมีย (1) แอนติโพแดล ( antipodal) มี 3 นิวเคลียส อยู่ตรงข้ามกับรูไมโครไพล์ ( micropile) (2) โพลาร์นิวคลีไอ ( polar nuclei) มี 2 นิวเคลียส อยู่บริเวณกลางเซลล์ (3) ไข่ ( egg) มี 1 นิวเคลียสอยู่บิเวณรูไมโครไพล์ (4) ซินเนร์จิด ( synergid) มี 2 นิวเคลียสอยู่ด้านข้างของไข่ เมกะสปอร์ระยะนี้เรียกว่า ถุงเอมบริโอ ( embryo sac) หรือแกมีโทไฟต์เพศเมีย ( female sametophyte)
  • (1) แอนติโพแดล ( antipodal) มี 3 นิวเคลียส อยู่ตรงข้ามกับรูไมโครไพล์ ( micropile) (2) โพลาร์นิวคลีไอ ( polar nuclei) มี 2 นิวเคลียส อยู่บริเวณกลางเซลล์ (3) ไข่ ( egg) มี 1 นิวเคลียสอยู่บิเวณรูไมโครไพล์ (4) ซินเนร์จิด ( synergid) มี 2 นิวเคลียสอยู่ด้านข้างของไข่ เมกะสปอร์ระยะนี้เรียกว่า ถุงเอมบริโอ ( embryo sac) หรือแกมีโทไฟต์เพศเมีย ( female gametophyte)
  • เมื่อละอองเรณูตกลงสู่ยอดเกสรตัวเมีย ละอองเรณูจะงอกท่อยาว เรียกว่า พอลเลนทิวบ์ ( pollen tube) ลงสู่คอเกสรตัวเมีย ทิวบ์นิวเคลียสจะเคลื่อนตัวไปตามท่อในขณะที่เจเนเรทีฟนิวเคลียส จะแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซีสได้สเปิร์มนิวเคลียส ( sperm nucleus) 2 ตัว เข้าผสมกันนิวเคลียสของไข่ได้ไซโกต (2 n) ซึ่งจะเจริญเป็นเอมบริโอต่อไป ส่วนอีกนิวเคลียสจะเจริญเป็นเอนโดสเปิร์มซึ่งเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงเอมบริโอ การผสมซึ่งเกิดจากการผสม 2 ครั้งนี้เรียกว่า การปฏิสนธิซ้อน ( double fertilization) ซึ่งพบเฉพาะในพืชดอกเท่านั้น การปฏิสนธิ ( fertilization)
      • ลำดับขั้นตอนในการผสมพันธุ์ของพืชดอก
      • การเปลี่ยนแปลงหลังการปฏิสนธิของพืชดอก ได้แก่
    • ไข่ จะเจริญไปเป็น เอมบริโอ อยู่ภายในเมล็ด
    • รังไข่ จะเจริญไปเป็น ผล ( Fruit )
    • ผนังรังไข่ ( Ovary wall ) จะเจริญไปเป็น เปลือกและเนื้อของผล ( Pericarp )
    • โพลาร์นิวคลีไอ จะเจริญไปเป็น เอนโดสเปิร์ม ( Endosperm ) อยู่ภายใน เมล็ด ( Seed )
    • ออวุล จะเจริญไปเป็นเมล็ด
    • เยื่อหุ้มออวุล ( Integument) จะเจริญไปเป็น เปลือกหุ้มเมล็ด ( Seed coat )
    • แอนติโพดัล ( Antipodal ) และซินเนอร์จิด ( Synergid ) จะสลายไป
    • กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรตัวผู้ ยอดเกสรตัวเมียและก้านชูเกสรตัวเมีย จะเหี่ยวแห้งร่วงไป แต่ในดอกของพืชบางชนิดยังคงมีกลีบเลี้ยง และเกสรตัวผู้ติดอยู่
  • Double fertilization
  • การเปลี่ยนแปลงหลังการปฏิสนธิของพืชดอก
      • โครงสร้างของผล
    • ผลส่วนใหญ่เกิดจากการเจริญเติบโตของรังไข่ ภายหลังจากการปฏิสนธิ แต่ก็มีผลบางชนิดอาจเกิดได้โดยไม่ต้องมีการปฏิสนธิก็ได้ ซึ่งผลชนิดนี้จะไม่มีเมล็ดหรือมีแต่เมล็ดลีบไป ผลประกอบด้วยส่วนที่สำคัญที่เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากผนังรังไข่ (Ovary wall)
    ผล
  • ผลเดี่ยว ( Simple fruit ) คือ ผลที่เกิดจากรัง ไข่อันเดียว ที่อยู่ภายในดอกเดียว ซึ่งถ้าภายใน รังไข่มีออวุลอันเดียวจะเจริญไปเป็นผลเดี่ยวที่มีเมล็ดเดียว เช่น มะยม มะม่วง เงาะ มะพร้าว ลำไย เป็นต้น ถ้าภายใน รังไข่มีหลายออวุลจะเจริญไปเป็นผลเดี่ยวที่มีหลายเมล็ด เช่น แตงโม องุ่น มะเขือ มะละกอ ส้ม ถั่ว ทุเรียน มังคุด มะขาม ละมุด เป็นต้น ผลกลุ่ม ( Aggregate fruit ) คือ ผลที่เกิดจากรังไข่หลายอันที่ยู่ในภายในดอกเดียวกัน รังไข่แต่ละอันเมื่อได้รับการผสมแล้วจะเจริญไปเป็นผลหนึ่งผล ทำให้มี ลักษณะเหมือนผลหลายๆผลอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หรือกระจุกบนฐานรองดอกเดียวกัน แต่ไม่หลอมรวมกัน เช่น ลูกจาก
  • ผลรวม ( Multiple fruit ) คือ ผลที่เกิดจากกลุ่มรังไข่ของดอกช่อหลายๆดอก โดยแต่ละดอกมีรังไข่อันเดียว รังไข่ของแต่ละดอกเมื่อเจริญไปเป็นผลจะเชื่อมรวมเป็นเนื้อเดียวกันจนดูคล้ายเป็นผลเดี่ยว เช่น สับปะรด ขนุน สาเก ลูกยอ มะเดื่อ เป็นต้น
    • พืชส่วนใหญ่ที่พบบนโลกเป็นพวกที่ใช้เมล็ดในการสืบพันธุ์
    • เมล็ด ( seed ) คือ โอวูล ( ovule ) ที่ได้รับการผสมและเจริญเต็มที่แล้ว
    • โอวูล เป็นอวัยวะหนึ่งของพืชอยู่ภายใน รังไข่ ( ovary ) ภายในโอวูลจะมี ไข่ ( egg ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย
    เมล็ด ( seed )
    • เมล็ดประกอบไปด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ ดังนี้
    • เปลือกหุ้มเมล็ด ( seed coat or testa )
      • ไฮลัม ( hilum )
      • ไมโครไพล์ ( micropyle )
    • เอนโดสเปิร์ม ( endosperm ) เช่นในต้นมะพร้าว , ต้นตาล , ต้นหมาก น้ำและเนื้อภายในลูกของพืชพวกนี้คือ เอนโดสเปิร์ม
    เมล็ด ( seed )
    • ต้นอ่อน ( embryo ) ประกอบด้วยส่วนต่างๆดังนี้
      • ยอดแรกเกิด ( Plumule ) เจริญไปเป็นใบและยอด
      • ต้นอ่อนเหนือใบเลี้ยง ( Epicotyl ) เจริญไปเป็นลำต้นส่วนบน ใบ ดอก
    เมล็ด ( seed )
      • ใบเลี้ยง ( Cotyledon ) ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมี 1 ใบ พืชใบเลี้ยงคู่มี 2 ใบ ทำหน้าที่ ย่อย ดูดซึม และสะสมอาหารจากเอนโดสเปิร์ม
      • ต้นอ่อนใต้ใบเลี้ยง ( Hypocotyl ) เป็นลำต้นส่วนที่ถัดจากใบเลี้ยงลงมา
      • รากแรกเกิด ( Radicle ) เจริญไปเป็นรากแก้ว ( Tap root or Primary root )
  • ยอดแรกเกิด ต้นอ่อนเหนือใบเลี้ยง ต้นอ่อนใต้ใบเลี้ยง รากแรกเกิด
    • มี 2 แบบ คือ
    • การงอกที่ใบเลี้ยงชูขึ้นมาเหนือดิน
    • พบในพืชใบเลี้ยงคู่
    • การงอกที่ใบเลี้ยงจมอยู่ใต้ดิน
    • พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
    การงอกของเมล็ด
  •  
    • น้ำ
    • ก๊าซออกซิเจน
    • อุณหภูมิ
    • เมล็ดของพืชบางชนิดต้องการแสงด้วย จึงจะสามารถงอกได้ เช่น เมล็ดยาสูบ , กาฝาก , ผักกาดหอม , ไทร เป็นต้น
    สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการงอกของเมล็ด
  • Summary: Monocot vs. dicot
  • ขอบคุณผู้ให้ข้อมูล