การบริหารเชิงสถานการณ์( The contingencyadministration )ดร.ชาญวิทย์ หาญรินทร์
 การบริหารเชิงสถานการณ์ สามารถใช้ทุกทฤษฎีมาประกอบกับประสบการณ์ เพื่อทำาให้การตัดสินใจดีที่สุดโดยเฉพาะในยุคที่มีการเปลี่ยน...
 ผู้บริหาร หมายถึง บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำารงตำาแหน่งในองค์การ มีหน้าที่ในการควบคุม ดูแล รับผิดชอบตามภารกิจขององค์...
ทฤษฎีภาวะผู้นำาสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐาน 3ประการ คือ1. จำานวนปริมาณของการออกคำาสั่ง คำาแนะนำา (พฤติกรรมด้านงาน) ของผู้นำา...
1) ทฤษฎีผู้นำาเชิงสถานการณ์ของฟีดเลอร์ Fiedler2) ทฤษฎีเชิงสถานการณ์ของเฮอร์ซีและแบลนชาร์ด Hersey – Blanchard3) ทฤษฎีเส้นทา...
ทฤษฎีผู้นำาเชิงสถานการณ์ของฟีดเลอร์ Fiedlerในปี 1967 Fred E.Fiedler ได้เสนอแนวความคิดการบริหารเชิงสถานการณ์ (Situational M...
1. การศึกษารูปแบบของผู้นำาที่มุ่งความสัมพันธ์(Relationship-oriented leader) เป็นผู้นำาที่มุ่งความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ...
รูปแบบผู้นำา (Leadership style) คือรูปแบบผู้นำาที่เน้นคนหรือเน้นงานเปิดเผย _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ปิดบัง8 7 6 5 4 32...
1. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับผู้ใต้บังคับบัญชาหมายถึง บรรยากาศของกลุ่ม ทัศนคติและการยอมรอบของผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีต่...
ทฤษฎีภาวะผู้นำาตามสถานการณ์ของ Hersey andBlanchard ซึ่งได้ทำาการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างแบบภาวะผู้นำาที่มีประสิทธิผลและ...
วุฒิภาวะของผู้ปฏิบัติงานเป็นตัวแปรสำาคัญในการวิเคราะห์ธรรมชาติของสถานการณ์ และจำาแนกวุฒิภาวะออกเป็น 2 ประเภท1.) วุฒิภาวะด้...
R1 คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่มีความสามารถและไม่เต็มใจรับผิดชอบงานR2 คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่มีความสามารถแต่เต็มใจรับผิ...
S1 คือ ผู้นำำบอกกล่ำวS2 คือ ผู้นำำกำรขำยS3 คือ ผู้นำำแบบมีส่วนร่วมS4 คือ ผู้นำำแบบมอบหมำยงำ
 ทฤษฎีวิถีทำง-เป้ำหมำย (Path – Goal Theory) ทฤษฎีนี้มีพื้นฐำนมำจำกทฤษฎีควำมคำดหวัง ซึ่งเน้นในเรื่องผลกระทบของผู้นำำที่มีต...
1) คือ ภำวะผู้นำำแบบสนับสนุน (SupportiveLeadership) แสดงถึงควำมห่วงใยต่อชีวิตควำมเป็นอยู่และควำมต้องกำรส่วนบุคคลของผู้ปฏิบ...
สถำนกำรณ์ที่ 1 ผู้ใต้บังคับชำขำดควำมเชื่อมั่น รูปแบบผู้นำำแบบสนับสนุนช่วยให้กำำลังใจสร้ำงควำมเชื่อมั่นในกำรทำำงำนเพื่อให้ไ...
แบบการตัดสินใจ คำาอธิบายอัตตาธิปไตยสูงสุดAI ผู้นำาแก้ปัญหาหรือตัดสินใจด้วยตนเองโดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้นAII ผู้นำาได้...
1. ให้แง่คิดในรูปธรรมที่ว่า “ไม่มีวิธีการแบบใดดีที่สุด”นั่นคือ แนวคิดที่ว่าการบริหารงานนั้นเหมือนตำารากับข้าวสามารถให้แนวค...
1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอและตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำาให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจใ...
การบริหารเชิงสถานการณ์ ดร.ชาญวิทย์ หาญรินทร์
การบริหารเชิงสถานการณ์ ดร.ชาญวิทย์ หาญรินทร์
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

การบริหารเชิงสถานการณ์ ดร.ชาญวิทย์ หาญรินทร์

6,366

Published on

Transcript of "การบริหารเชิงสถานการณ์ ดร.ชาญวิทย์ หาญรินทร์"

  1. 1. การบริหารเชิงสถานการณ์( The contingencyadministration )ดร.ชาญวิทย์ หาญรินทร์
  2. 2.  การบริหารเชิงสถานการณ์ สามารถใช้ทุกทฤษฎีมาประกอบกับประสบการณ์ เพื่อทำาให้การตัดสินใจดีที่สุดโดยเฉพาะในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันสูงเช่นปัจจุบัน นับเป็นความท้าทายและโอกาสในการใช้การบริหารเชิงสถานการณ์ในมุมของผู้บริหารที่จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสให้ได้ เป็นการใช้ความรู้ความสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ต่างๆที่มีอยู่ในตัวผู้นำาท่านนั้นให้ประจักษ์ออกมาใช้ได้อย่างเต็มสมรรถภาพจริงๆที่เขามีอยู่ เพราะสถานการณ์แต่ละอย่างแตกต่างกัน ทฤษฎีกับบางสถานการณ์ก็แตกต่างกัน แล้วแต่ผู้นำาแต่ละท่านจะเลือกใช้ ดังนั้นการบริหารเชิงสถานการณ์ น่าจะเป็นการใช้ความรู้ความสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์
  3. 3.  ผู้บริหาร หมายถึง บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำารงตำาแหน่งในองค์การ มีหน้าที่ในการควบคุม ดูแล รับผิดชอบตามภารกิจขององค์การให้บรรลุเป้าหมายที่กำาหนดไว้ ผู้นำา คือ บุคคลที่มีความ สามารถในการชักจูงหรือใช้อิทธิพลให้คนอื่นทำางานในระดับต่าง ๆ ที่ต้องการให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ”ภาวะผู้นำา คือ กระบวนการของบุคคลผู้ซึ่งมีบุคลิกภาพโดดเด่นมีความรู้ความสามารถพิเศษในการใช้อิทธิพลความสัมพันธ์การสร้างแรงจูงใจ การใช้ศิลปะของการบอกชี้แนะที่มีต่อผู้อื่น หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้ปฏิบัติภาระกิจตามวัตถุประสงค์และบรรลุเป้าหมายที่กำาหนดไว้ให้ประสบผลสำาเร็จ โดยผู้ปฏิบัติตามกระทำาให้
  4. 4. ทฤษฎีภาวะผู้นำาสถานการณ์ตั้งอยู่บนพื้นฐาน 3ประการ คือ1. จำานวนปริมาณของการออกคำาสั่ง คำาแนะนำา (พฤติกรรมด้านงาน) ของผู้นำาที่แสดงออกในแต่ละสถานการณ์2. จำานวนปริมาณของการสนับสนุนทางอารมณ์สังคม(พฤติกรรมด้านมนุษย์สัมพันธ์) ของผู้นำาที่แสดงออกในแต่ละสถานการณ์3. ระดับความพร้อม (วุฒิภาวะ) ที่ผู้ตามหรือกลุ่มผู้ตามแสดงออกมาในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย บทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ หรือวัตถุประสงค์ซึ่งผู้นำาพยายามให้ผู้ตามกระทำาได้สำาเร็จ
  5. 5. 1) ทฤษฎีผู้นำาเชิงสถานการณ์ของฟีดเลอร์ Fiedler2) ทฤษฎีเชิงสถานการณ์ของเฮอร์ซีและแบลนชาร์ด Hersey – Blanchard3) ทฤษฎีเส้นทางสู่เป้าหมาย ( Path GoalTheory ) ของ Robert House4) ทฤษฎีภาวะผู้นำาเชิงสถานการณ์ ของวรูม-เยตันVroom –Yetton – Jagoเป็นต้น
  6. 6. ทฤษฎีผู้นำาเชิงสถานการณ์ของฟีดเลอร์ Fiedlerในปี 1967 Fred E.Fiedler ได้เสนอแนวความคิดการบริหารเชิงสถานการณ์ (Situational ManagementTheory) หรือทฤษฎีอุบัติการณ์ (ContingencyTheory) ซึ่งถือเป็นทฤษฎีการบริหารที่ขึ้นอยู่กับในเชิงสภาพข้อเท็จจริงด้วยแนวคิดที่ว่าการเลือกทางออกที่จะไปสู่การแก้ปัญหาทางการบริหารถือว่าไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุด หากแต่สถานการณ์ต่างหากที่จะเป็นตัวกำาหนดว่าควรจะหยิบใช้การบริหารแบบใดในสภาวการณ์เช่นนั้น
  7. 7. 1. การศึกษารูปแบบของผู้นำาที่มุ่งความสัมพันธ์(Relationship-oriented leader) เป็นผู้นำาที่มุ่งความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ผู้นำาจะสร้างความไว้วางใจ ความเคารพนับถือ และรับฟังความต้องการของพนักงาน เป็นผู้นำาที่คำานึงถึงผู้อื่นเป็นหลัก (Consideration)2.  ผู้นำาที่มุ่งงาน (Task -oriented leader) เป็นผู้นำาที่มุ่งความสำาเร็จในงาน ซึ่งจะกำาหนดทิศทางและมาตรฐานในการทำางานไว้อย่างชัดเจน มีลักษณะคล้ายกับผู้นำาแบบที่คำานึงถึงตัวเองเป็นหลัก (Initiating structurestyle)
  8. 8. รูปแบบผู้นำา (Leadership style) คือรูปแบบผู้นำาที่เน้นคนหรือเน้นงานเปิดเผย _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ปิดบัง8 7 6 5 4 32 1มีประสิทธิภาพ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ ไม่มีประสิทธิภาพ8 7 6 5 4 3 21เศร้าซึม _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ _ร่าเริง8 7 6 5 4 3 2
  9. 9. 1. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับผู้ใต้บังคับบัญชาหมายถึง บรรยากาศของกลุ่ม ทัศนคติและการยอมรอบของผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้บริหาร หากผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีความเชื่อถือ ไม่ยอมรับและเชื่อมั่นในผู้บริหารความสัมพันธ์จะไม่ดี2. โครงสร้างของงาน หมายถึง การปฏิบัติงาน ทั้งที่งานที่มีการกำาหนดระบุผู้ปฏิบัติงาน วิธีการปฏิบัติงานและเป้าหมายที่ชัดเจน3. อำานาจตามตำาแหน่งงาน หมายถึง ขอบเขตของอำานาจหน้าที่ตามตำาแหน่ง หากอำานาจตามตำาแหน่งงานมีสูง ผู้บริหารจะมีอำานาจในการสั่งการ แต่หากอำานาจตามตำาแหน่งงานมีน้อยผู้บริหารก็จะใช้อำานาจหน้าที่เป็นทางการน้อยตามไปด้วย
  10. 10. ทฤษฎีภาวะผู้นำาตามสถานการณ์ของ Hersey andBlanchard ซึ่งได้ทำาการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างแบบภาวะผู้นำาที่มีประสิทธิผลและระดับวุฒิภาวะของผู้ตาม โดยมีสมมติฐานเบื้องต้นของทฤษฎีว่า “ประสิทธิผลของผู้นำาขึ้นอยู่กับความสอดคล้องที่เหมาะสมของพฤติกรรมผู้นำาและวุฒิภาวะของกลุ่มหรือบุคคล”
  11. 11. วุฒิภาวะของผู้ปฏิบัติงานเป็นตัวแปรสำาคัญในการวิเคราะห์ธรรมชาติของสถานการณ์ และจำาแนกวุฒิภาวะออกเป็น 2 ประเภท1.) วุฒิภาวะด้านงาน (Job Maturity) เป็นวุฒิภาวะของบุคคลที่จะปฏิบัติงาน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการศึกษาและประสบการณ์2) วุฒิภาวะด้านจิตใจ (Psychological Maturity) เป็นระดับแรงจูงใจของบุคคลที่สะท้อนถึงความต้องการความสำาเร็จและความเต็มใจที่จะรับผิดชอบ
  12. 12. R1 คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่มีความสามารถและไม่เต็มใจรับผิดชอบงานR2 คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่มีความสามารถแต่เต็มใจรับผิดชอบงานR3 คือ ผู้ใต้บังบัญชาที่มีความสามารถและไม่เต็มใจรับผิดชอบงานR 4 คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถและเต็มใจทำางาน
  13. 13. S1 คือ ผู้นำำบอกกล่ำวS2 คือ ผู้นำำกำรขำยS3 คือ ผู้นำำแบบมีส่วนร่วมS4 คือ ผู้นำำแบบมอบหมำยงำ
  14. 14.  ทฤษฎีวิถีทำง-เป้ำหมำย (Path – Goal Theory) ทฤษฎีนี้มีพื้นฐำนมำจำกทฤษฎีควำมคำดหวัง ซึ่งเน้นในเรื่องผลกระทบของผู้นำำที่มีต่อเป้ำหมำยของผู้ใต้บังคับบัญชำและวิถีทำงเพื่อจะให้บรรลุเป้ำหมำย จะมีส่วนประกอบที่สำำคัญ 2 ส่วน คือ พฤติกรรมผู้นำำ และสถำนกำรณ์ที่เอื้อต่อผู้นำำ
  15. 15. 1) คือ ภำวะผู้นำำแบบสนับสนุน (SupportiveLeadership) แสดงถึงควำมห่วงใยต่อชีวิตควำมเป็นอยู่และควำมต้องกำรส่วนบุคคลของผู้ปฏิบัติงำน2) ภำวะผู้นำำแบบชี้นำำ (Directive Leadership) )เป็นรูปแบบผู้นำำที่จะกำำหนดแนวทำงวิธีกำรปฏิบัติงำนให้กับผู้ใต้บังคับบัญชำ3) ภำวะผู้นำำแบบมีส่วนร่วม (ParticipationLeadership) ผู้นำำจะปรึกษำหำรือผู้ใต้บังคับบัญชำในกำรตัดสินใจ พฤติกรรมภำวะผู้นำำจะสอบถำมควำมคิดเห็นและข้อเสนอแนะ สนับสนุนให้เกิดกำรมีส่วนร่วม ในกำรตัดสินใจ4) ภำวะผู้นำำแบบมุ่งควำมสำำเร็จของงำน(Achievement Oriented Leadership) ผู้นำำจะตั้งเป้ำหมำยที่ชัดเจนและท้ำทำย พฤติกรรมผู้นำำเน้นกำรปฏิบัติ
  16. 16. สถำนกำรณ์ที่ 1 ผู้ใต้บังคับชำขำดควำมเชื่อมั่น รูปแบบผู้นำำแบบสนับสนุนช่วยให้กำำลังใจสร้ำงควำมเชื่อมั่นในกำรทำำงำนเพื่อให้ได้รับรำงวัลสถำนกำรณ์ที่ 2 งำนไม่มีควำมชัดเจน ผู้ใต้บังคับบัญชำไม่สำมำรถปฏิบัติงำนได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ผู้นำำแบบเผด็จกำรจะให้คำำแนะนำำแนวทำงที่ชัดเจนในกำรปฏิบัติงำนสถำนกำรณ์ที่ 3 งำนไม่สนใจและท้ำทำย ผู้นำำแบบมุ่งควำมสำำเร็จจะช่วยในกำรกำำหนดเป้ำหมำยที่สูงขึ้นสถำนกำรณ์ที่ 4 มีกำรให้รำงวัลที่ไม่ถูกต้องแก่ผู้ใต้บังคับบัญชำรูปแบบผู้นำำแบบมีส่วนร่วมช่วยให้รู้ถึงควำมต้องกำรแท้จริงของผู้ใต้บังคับบัญชำ
  17. 17. แบบการตัดสินใจ คำาอธิบายอัตตาธิปไตยสูงสุดAI ผู้นำาแก้ปัญหาหรือตัดสินใจด้วยตนเองโดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้นAII ผู้นำาได้รับข้อมูลที่จำาเป็นจากผู้ใต้บังคับบัญชาและตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยตนเอง  CI ผู้นำาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามาร่วมรับรู้ปัญหาเป็นรายบุคคล เพื่อรับฟังความคิดเห็นและคำาแนะนำาโดยไม่สอบถามเป็นกลุ่ม จากนั้นจึงตัดสินใจ  CII ผู้นำาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมรับรู้ปัญหาเป็นกลุ่มรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะแล้วจึงตัดสินใจประชาธิปไตยสูงสุดGII ผู้นำาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาร่วมรับรู้ปัญหาเป็นกลุ่มบทบาทของผู้นำาอยู่ในฐานะประธาน ที่จะไม่เข้าไปมีอิทธิพลในการตัดสินใจของกลุ่มแต่จะเต็มใจยอมรับและดำาเนินการแก้ไข
  18. 18. 1. ให้แง่คิดในรูปธรรมที่ว่า “ไม่มีวิธีการแบบใดดีที่สุด”นั่นคือ แนวคิดที่ว่าการบริหารงานนั้นเหมือนตำารากับข้าวสามารถให้แนวคิดแนวปฏิบัติแบบหนึ่งต้องทำาอะไรบ้าง สอง…และสาม…ดังนี้ คำาตอบทางการศึกษาที่ได้ตามมาก็คือคงไม่มีวิธีใดที่จะดำาเนินการได้ดีที่สุดเกี่ยวกับการบริหารหลักสูตรหรือการต่อรองค่าจ้างเงินเดือน2. ให้แนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ไปเล็กน้อยเกี่ยวกับองค์ประกอบหนึ่งย่อมมีผลกระทบต่อระบบโดยทั่วไป เช่นในชุมชนที่เปลี่ยนจากเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม เป้าหมายการให้บริการของโรงเรียนก็ต้องเปลี่ยนตามความรู้ทักษะ แม้แต่ลักษณะผู้สอนผู้ให้บริการก็ต้องเปลี่ยนตาม ผู้บริหารตามแนวทางนี้จะต้องตื่นตัวต่อสภาพความเปลี่ยนแปลงในสังคมอยู่เสมอ3. ให้การสะท้อนภาพที่แท้จริงต่อผู้บริหารว่า งานของการบริหารนั้นมันซับซ้อน การจะหาคำาตอบใด ๆ แบบให้ง่าย ๆคงจะเป็นไปไม่ได้ ผู้บริหารจึงต้องเป็นผู้รู้รอบใฝ่รู้มีข้อมูลอยู่เสมอ และให้คำาตอบในคำาถามที่ว่าทำาไมงานผู้บริหารจึงไม่มีวัน
  19. 19. 1. การให้ผู้บริหารตื่นตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอและตัดสินในปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์อาจทำาให้มีคนคิดว่าการที่จะตัดสินใจในปัญหาต่าง ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นอย่างดีแล้วจะทำาให้การบริหารงานทั้งหมดดีไปเอง ข้อเสนอแนะก็คือ ในกรณีที่การตัดสินใจปัญหาปลีกย่อยจำานวนมาก ๆ ให้ถูกต้องนั้นก็สำาคัญอยู่ แต่การที่จะต้องตัดสินใจในปัญหาใหญ่ ๆ หลัก ๆ ก็มีความสำาคัญเช่นเดียวกัน ผู้บริหารจำาเป็นต้องมีภาพรวมของบทบาทตนเอง องค์การและสภาพแวดล้อม ภาพรวมเหล่านี้จำาเป็นและเป็นแนวทางในการตัดสินในปัญหาปลีกย่อยรอง ๆ ลงมาทั้งหลาย2. ทฤษฎีสถานการณ์ทำาให้มองดูเหมือนว่า เป็นเรื่องไม่มีคุณค่ามาเกี่ยวข้อง องค์ประกอบอันเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมองค์การและตัวอื่น ๆ นับเป็นเหมือนสิ่งที่เราต้องตระหนักและแสดงปฏิกิริยาตอบ ถ้าเป็นเช่นนั้นผู้บริหารก็จะไม่ต่างอะไรไปจากบาโรมิเตอร์วัดความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ผู้บริหาร

×