• Like
What is life
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
No Downloads

Views

Total Views
1,744
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1

Actions

Shares
Downloads
33
Comments
0
Likes
3

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. คําวาชีวิต คืออะไร มาจากไหน ?
  • 2. คําวาชีวิต มาจากคําวาชีวะ แปลวา เปน อยู คือ
  • 3. อะไร, เปน, มี, อยู
  • 4. ชีวิต หมายถึง อยางไร
  • 5. หมายถึง การเปนไป, ดําเนินไป, เคลื่อนไหว
  • 6. มีวิเคราะหเปนภาษาบาลีวา
  • 7. ธมมชาเตน ชีวตีติ = ชีวิตแปลวา สิ่งใดยอม (เปน, อยู, คือ) ตามธรรมชาติสิ่งนั้นเรียกวาชีวิต
  • 8. ชีวิต ภาษาอังกฤษตรงกับคําวาLife living Thing collectively in general plants, preple.
  • 9. ชีวิตมาอยางไร / จากไหน / เมื่อไร
  • 10. ทฤษฎี 99 1 มาจากอะไร มาจาก 0 0 คืออะไร0 คือ ไมมี และไมมีคือวาง และวางก็คือ 0
  • 11. สมศักดิ์ = (พอ , แม) - ปูยา - ทวด - โครต -โครต ๆ โครตของโครต ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ 1,000,000 (หนึ่งลาน) ก็มาจากหนึ่ง 1 ก็มาจาก 0
  • 12. กําเนิดชีวิตในทรรศนะตาง ๆ
  • 13. ทรรศนะของนักปรัชญา และนักวิทยาศาสตร
  • 14. อับเบ จอรจ ลือมาเทรจ(Abbe George Lemaitre 1894-1966) นักวิทยาศาสตรชาวเบลเยี่ยม เสนอทฤษฎี (Big Bang Theory)(การระเบิดครั้งใหญย่ิงหรือทฤษฎีฟองไข) เซลลเดียวหลายเซลล (complex cells)
  • 15. ชาลล ดารวิน Charles Darwin นักวิทยาศาสตรชาวอังกฤษกําเนิดจากเซลลเดียวและหลายเซลล (complex cells)
  • 16. ธาเลส Thales = มาจาก น้ําอาแนกซิมิเนส Anaximenes =มาจาก อากาศเซโนพาเนส Zenophanes = มาจากดินเดโมคริตุส Democritus = มาจากรวมตัวของธาตุ 4
  • 17. สังคมวิทยา = มนุษย วิวัฒนาการ มาจากสัตวประเภทลิง
  • 18. ศาสนาพุทธเกิดจากธาตุ 4ดิน , น้ํา , ไฟ , ลมธาตุ คือ สภาวะที่มีอยู, ทรงอยูธร ธาตุ ในความทรงไว/และมีอยู
  • 19. ทรรศนะศาสนาคริสตชีวิตมาจาก = พระเจา
  • 20. พระตรีเอกนุภาพ ผูสรางพระยะโฮวา พระบิดาผู ไถ บ าป (พระเย ซู )ผูเสด็จเพื่อนําทาง พระบุตร พระจิตชวยเหลือมนุษยสู หรือพระ พระเจา วิณญาณ อันบริสุทธิ์ รวมกันเปนพระเจาองคเดียว
  • 21. ทรรศนะศาสนา อิสลามมาจากพระเจา ศาสนาฮินดู มาจากพระเจา
  • 22. ทรรศนะนักวิทยาศาสตรใชคําวา สสาร ที่เรียกวา อนินทรีย วิวัฒนาการเปน อินทรีย
  • 23. องคประกอบของชีวิต มี 2 สวนภายนอก กาย รูปภายใน ใจ จิต นาม
  • 24. มนะอุษย มน =ใจ อุษย = สูงมนุษย = แปลวาผูมีใจสูง
  • 25. โครงสรางจิตมี 3 ระดับ1. จิตฝายต่ํา ID ควบคุมไมได2. จิตระดับกลาง Ego ควบคุมได3. จิตที่สงสุด Supergo จิตทีพฒนาแลว ู ่ ั
  • 26. ชั่ว
  • 27. ภูมิมนุษย สวรรค มนุษย นรก
  • 28. สวรรค 7 ชั้น1. ชั้นจาตุมหาราชิกา2. ชั้นดาวดึงส3. ชั้นยามา4. ชั้นดุสิต5. ชั้นนิมมานรดี6. ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
  • 29. อบายภูมทั้ง 4 ิ1. นรก2. เปรต3. อสุรกาย4. เดรัจฉาน
  • 30. 1 วิชาจริยศึกษาเพือการพัฒนาตน ่ เรียบเรียงโดย อ.ปราโมทย สุวรรณา (M.A Philosophy)---------------------------------------------------------------------------------------------- ชีวตในคําสอนของพระพุทธศาสนาและศาสนาตางๆ ิ๑. ลักษณะของชีวิต “ชีวิต” ราชบัณฑิตยสถาน(๒๕๔๖: ๓๖๖) ไดใหความหมายไววา “หมายถึง ความเปนอยู” ตรงกันขามกับคําวา “อชีวิต” หรือ “อชีวะ คือ ความไมมีชีวิตหรือความตายเพราะกายสิ้นไออุนและวิญญาณ รากศัพทเดิมมาจากภาษาบาลีและสันสกฤตมาจากคําวา “ชีว ธาตุ” ซึ่งประกอบดวย “ ต ” ในกิรยากิตก ลง อิ อาคม สําเร็จรูปเปน “ชีวิต” ิ ในคัมภีรบาลี อภิธานนัปปทีปกาสูจิ ไดใหนิยาม ชีวิต ไววา ชีว : ชีวนฺติ สตฺตา เนนาติชี โ ว. ที่ ช่ื อ ว า ชี ว ะ เพราะอรรถวิ เ คราะห ที่ ม าสั ต ว ทั้ ง หลาย ย อ มเป น อยู ด ว ยเหตุ ป จ จั ย นั้ น(นาคะประทีป, ๒๔๖๔: ๔๕๐) ชีวิต : ชีว ปราณธารณ, โต. ชีวนฺติ อเนนาติ ชีวิตํ. ชีวธาตุเปนไปในอรรถวา ทรงไวซึ่งลมปราณ ลง ต ปจจัย จึงมีรูปเปน ชีวิต โดยมีอรรถวิเคราะหวา สัตวทั้งหลาย ยอมเปนอยูดวยการทรงไวซึ่งลมปราณนั้น ชีว (ชีวะ) น. ความอยู, ความเปนอยู , ใจ. ดวงวิญญาณ แตมักเรียกวา ชีโว คําวาชีวิต มีผูใหความหมายเอาไว ดังนี้ ๑. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ชีวิต คือ ความเปนอยู ๒. กลุมนักชีววิทยา ชีวิต คือ กบวนการ แหงการปรับตัวเอง ๓. กลุมจิตนิยม ชีวิต คือ การปรากฏระดับหนึ่งของวิญญาณที่สมบูรณ ๔. กลุมสสารนิยม ชีวิต คือ วิวัฒนาการของสสาร ๕. หลวงวิจิตรวาทการ ชีวิต คือ การตอสู ๖. เซ็คเปยร ชีวิต คือ ละครโรงใหญ ๗. อริสโตเติล ไดแบงทัศนะของชีวิต ไว ๓ ระดับ คือ ๗.๑ ชีวิตระดับพืช ชีวิตระดับนี้จะมีเฉพาะความตองการทางชีววิทยา เชน การหายใจ การกินอาหาร การขับถายและการสืบพันธ ๗.๒ ชีวิตระดับสัตว ชีวิตระดับนี้มีความตองการทางชีววิทยาและมีความรูสึกทางประสาทสัมผัส เชน การเห็น การฟง เปนตน
  • 31. 2 ๗.๓ ชีวิตระดับมนุษย ชีวิตระดับนี้มีความตองการทางชีววิทยา มีความรูสึกทางประสาทสัมผั สและมีแนวความคิดทางดานการคนควาหาเหตุผล อันกอใหเ กิดวุฒิปญญา และคุณธรรมตาง ๆ มนุษยเปนสัตวโลกที่แตกตางจากสัตวอื่นตรงที่มีสมองขนาดใหญ ซึ่งเปนที่เกิดของปญญานํามารวมสรางลักญณะเหนือธรรมชาติ ( super organic ) ในวิถีชีวิต ซึ่งพัฒนาชีวิตทางสังคมของมนุษยใหเจริญงอกงามมากขึ้นทุกที คริสตศตวรรษที่ 20 นี้ มนุษยสามารถดํารงชีวิตอยูบนโลกดวยวิถีที่เหนือธรรมชาติอยางนาอัศจรรยสามารถคิดคนวิทยาการ นําเอาสิ่งแวดลอมทั้งปวงมาสรางปรับปรุง และดัดแปลง สรางประดิษฐกรรมใหม เพิ่มขึ้นตตลอดเวลา ชีวิตของมนุษยปจจุบัน จึงแตกตางจากบรรพกาลอยางยิ่งเพราะเปนชีวิตที่สามารถจัดการและสรางเสริมความสุขสําราญใหแกชีวิตตามที่ปารถนาไดดี ในสองสามศตวรรตนี้จึงไดเห็นปรากฏการณทางสังคมที่มนุษยภูมิภาคตางๆ ทั่วโลกรวมกันเปนกลุมหรือองคกรรวมมือรวมใจกันเพื่อพัฒนาวิถีเศรษญกิจการเมือง สังคมและวัฒนธรรมใหกาวหนา โดยเฉพาะในปลายคริสตศตวรรษที่ 20 กระบวนการรวมโลกเปนหนึ่งเดียวอยางที่เรียกวาโลกาภิวัตน ( Globalization ) เพื่อเพรกระจายความคิดวิทยาการ เทคโนโลยีและประดิษฐกรรม อยางกวางขวางแกชาวโลกทุกพื้นที่ ในศตวรรษใหมนอกจากมนุษยจะเปนกลุมชีวิตที่สุขสบายบนโลกนี้ มนุษยปรารถนาแสวงหาพื้นที่และกลุมพันธมิตรใหมในดวงดาวอื่นตอไป ๑.๑ การเกื้อกูลจิตวิญญาณของกลุมพวกและมนุษยดวยกัน ความปรารถนาทางสังคมหรือจิตใจนั้นมีอยูในมนุษยทั่วไป มนุษยตองการทําตนใหเกิดประโยชน มีคุณคา และเปนที่ชื่นชมในหมูของตน ในการดําเนินชีวิตทางสังคม มนุษยตองการกําลังใจ เกียรติยศ และความสําเร็จตามเปาหมายแหงชีวิต ซึ่งจะแสวงหาไดจากจิตที่มีคุณธรรมและสุนทรียภาพรวมกัน มนุษยใชปญญารวมกันสรางสมนําชีวิตของปจเจกบุคคลและเผาพันธุใหดําเนินและดํารงตอมาหลายชั่วรุน มนุษยสรางขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎระเบียบตางๆเพื่อจัดระบบและควบคุมมนุษยใหสามารถติดตอแลกเปลี่ยนและเกื้อกูลชีวิตทางสังคมแกกัน จนเกิดความมั่นคงและความมีภราดรภาพภายในกลกลุม แมยามทุกขยากและเกิดปญหามนุษยพยายามรวมมือกันฝาฟนอุปสรรคและแกปญหาจนลุลวงไป ดังนี้ มนุษยจึงตางเปนขวัญและกําลังใจตอกัน แสดงการยอมรับความชื่นชมยินดี และสรรเสริญคุณงามความดีของกัน จนเกิดความอบอุน ความประทับใจซึ่งสงเสริมจิตวิญญาณมนุษย ใหสูงยิ่งขึ้นไปมนุษยจึงสามารถรักษาเผาพันธุใหดําเนินชีวิตรวมกับมนุษยดวยกันและธรรมชาติแวดลอมดวยดีตลอดมา ๑.๒ ความเปนสัตวประเสริฐเหนือสรรพชีวิตอื่นบนโลก วิวัฒนาการของมนุษย รวมกับชีวิตอื่นบนโลกนานหลายหมื่นปไดประจักษชัดวา มนุษยนั้นมีววฒนาการแตกตางและพิเศษเหนือสัตวอื่นในโลก จนสามารถเรียกตนวาสัตวประเสริฐ ิั( wisdom animal ) หลายชั่วอายุขัยมนุษยที่มนุษยยังดํารงชีพอยูไดท้งมีการดําเนินชีวิตที่รุงเรืองอยาง ัไมมีส้นสุด มนุษยมพลังสรางสรรคที่จะจัดการกับชีวิตมนุษยและธรรมชาติอื่นๆ ดวยวิถีแหงปญญา ิ ี
  • 32. 3วิทยาการ และเทคนิคใหม ที่เติบโตเร็วมาก ในสองสามศตวรรษนี้ ไดสรางชีวิตใหมที่ดีที่สุดใหแกมนุษย วิทยาการจักรกล อาทิ คอมพิวเตอร หุนยนต ตลอดจรชนการควบคุมเครื่องกลไรสายอื่น ทําใหมนุษยมีอิทธิพลมากขึ้นบนโลกและกาวไปมีอํานาจเหนือดาวอื่น อย า งไรก็ ต าม ธรรมชาติ บ างประการในตั ว มนุ ษ ย ไ ด ทํ า ลายมนุ ษ ย ด ว ยกั น และทํ า ลายธรรมชาติอื่นดวยความปรารถนาที่เกินกําลังจนเกิดกําลังจนเกิดเปนความโลภโกรธและหลงซึ่งเปนเหตุผลผลักดันใหมนุษยสวนหนึ่งตองเกิดความทุกขยากทางกาย หรือทางจิตใจชวงเวลาหนึ่งหรือตลอดชีวิตเพราะการแขงขัน แยงชิง กอบโกยผลประโยชน ใหแกตนเองหรือกลุมพวกตน จนละเลยตอมนุษยธรรมอยางสัตยประเสริฐไปได ดังนี้ปรากฏการณการทําลายลางมนุษยทั้งในระดับจุลภาคและภาคจึงพบในสังคมเสมอ เชน ปญหาสังคมปรากฏเสมอในทั่วไป โดยเฉพาะสงครามระหวางประเทศหรือสงครามโลกที่เกิดขึ้น ทั้งในประวัติศาสตรและปจจุบัน ๓. พลังสรางสรรคและทําลายสภาพแวดลอมบนโลก พลั ง มนุ ษ ย ช าติ ทั้ ง ในเชิ ง ปริ ม าณและเชิ ง คุ ณ ภาพตั้ ง แต บ รรรพกาลมี อิ ท ธิ พ ลต อ การเปลี่ ย นแปลงสภาวะแวดล อ มของโลก จํ า นวนพลโลกเพิ่ ม ขึ้ น เสมอมาโดยเฉพาะในปลายคริสตศตวรรษที่ 19 และ 20 นี้ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว จนกลาววาเปนการระเบิดทางประชากร( population explosion ) สถาบันขอมูลประชากรสหรัฐอเมริกา (1999) แสดงสถิติประชากร เมื่อเริ่มคริสตกาลประชากรโลกมีประมาณ 225 ลานคน ค.ศ.2025 คาดวาประชากรโลกมีกวา 7,800 ลานคนแรงกดดันดังนี้ มนุษยชาติตางเรงคิดคนประดิษฐกรรม เพื่อดูแลมนุษยจํานวนมหาศาลใหมีวิถีชีวิตที่อยูรวดจนถึงมีชีวิตที่ดีที่สุด จนทําใหมนุษยเปนผูพัฒนาและผูทําลายสรรพสิ่งแวดลอมบนโลกทั้งเจตนาและไมเจตนา ปญหายิ่งใหญที่มนุษยเผชิญหนาอยู คือ การเสื่อมเสียของสภาวะแวดลอมธรรมชาติการเผชิญหนากันของมนุษยตางกลุมตางรัฐเพื่อตอสูชวงชิงทรัพยากรทั้งในกลุมผูพัฒนาและผูดอยพัฒนากลุมนายทุนกับกลุมผูไรทุน และสงครามระหวางประเทศทั้งสงครามเย็นและสงครามรอนวิวฒนาการของมนุษย ั มีผูอธิบายถึงวิวัฒนาการของมนุษยหลายทานดวยกัน แนวคิดที่สนใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษยมีดังนี้ วราคม ทีสุกะ กลาวถึงวิวัฒนาการของมนุษย จากการศึกษาคนคาวของนักวิทยาศาสตรไดสืบคนประวัติความเปนมาของมนุษยไดตามลําดับดังนี้ 1. มนุษยมีบรรพบุรุษที่วิวัฒนาการจากสัตวเลี้ยงลูกดวยนมชนิดหนึ่งในอันดับไพรเมตส(Primates ) คือ ลิงเอปส ( Apes ) ลิงชนิดนี้มีชีวิตอยูเมื่อประมาณ 25 ลานปมาแลว ไดมีการคนพบซากลิงเอปสบนเกาะเล็กๆ บริเวณทะเลสาบวิคเตอเรีย ในประเทศคีนยา ทวีปแอฟริกา เมื่อปค.ศ.1930
  • 33. 4 2. แรมพิทคุส ( Rampathecus ) เปนไพรเมตสอีกชนิดหนึ่งที่คนพบในประเทศอินเดียเมื่อป ิค.ศ.1939 ตอมาคนพบอีกในทวีปแอฟริกาและยุโรป ไพรเมตสชนิดนี้มีขากรรไกรและฟนใกลเคียงกับมนุษยมาก เชื่อกันวามีอายุอยูเมื่อประมาณ 14 ลานปที่แลว 3. ออสตราโลพิทิคุส ( Australopithecus ) คนพบที่แทนซาเนีย ทวีปแอฟริกาใต ตอมามีการคนพบอีกหลายแหง จากรูปรางของกระดูกสะโพก สันนิษฐานวายืดตัวตรงคลายมนุษย และเชื่อกันวามีการใชเครื่องมือในยุคนี้ คือ เครื่องมือที่เปนหิน สันนิษฐานวามนุษยออสตรา โลพิทิคุส มีความจุของสมองประมาณ 860 ซีซี และมีชีวิตอยูประมาณ 2 ลานปถง 5 แสนปที่แลว ึ 4. โฮโมอีเรคตุส ( Homoerectus ) Homo ในภาษาละติน แปลวา คน Erectus แปลวายืนตัวตรง จึงหมายถึงวา คนที่ยืนตัวตรง ซากมนุษยเผาพันธุนี้คนพบซากที่ชวา เรียกวา มนุษยชวา ที่คนพบในประเทศจีน เรียกวา มนุษยปกกิ่ง สันนิษฐานวามีชีวิตอยูประมาณ 7 – 4 แสนลานปมาแลวเชื่อกันวา โฮโมรอีเรคตุสเปนมนุษยที่อยูในระหวางออสตราโลพิทิคุสกับมนุษยปจจุบันสามารถยืนตัวตรงกวามนษยออสตราโลพิทิคุสมีความจุของสมองประมาณ 1,075 ซีซี ( นอยกวามนุษยในปจจุบัน ) เครื่องมือที่ใชเปนหินแตฝมือขอนขางหยาบแตก็ดีกวามนุษยออสตราโลพิคุศอีกอยางหนึ่งที่สําคัญเพิ่มขึ้นมา คือ รูจักใชไฟแลว 5. มนุษยนีแอนเดอรทัล ( Neanderthal Man ) ตั้งชื่อตามสถานที่คนพบแหงแรก คือสถานที่ที่พบตรั้งแรกในหุบเขาแหงหนึ่งในประเทศเยอรมนี ตอมามีคนพบตามถ้ําหลายแหงในยุโรป จากหลักฐานตางๆ ที่พบทําใหเชื่อวา มนุษยนีแอนเดอรทัล รูปรางใหญ เปนนักลาสัตว และรูจักใชไฟเปนอยางดี นอกจากนี้เชื่อวามนุษยพวกนี้มีมันสมองใหญเทากับมนุษยปจจุบัน และรูจักทําพิธีฝงศพ เพราะมักจะมีเครื่องมือตางๆ ฝงรวมกับศพที่คนพบ มีชีวิตอยูเมื่อประมาณ 1.5 แสนลานปแลว 6. โฮโม เซเปยนส ( Homo Sapjens ) มีความจุมันสมอง 1,300 ซีซี นักมนุษยวิทยาเชื่อวาแอนเดอรเดอรทัล ไดวิวัฒนาการมาเปนมนุษยปจจุบันที่เรียกวา โฮโม เซเปยนส (แปลวา มนุษยผูฉลาด )โฮโฒม เซเปยนส ยุคแรกที่สุด คือ มนุษยโครมาญอง ( Cro-Magnon Man ) คนพบที่ประเทศฝรั่งเศส มีอายุอยูระหวาง 4-3.5 หมื่นป ซากมนุษยโฮโม เซเปยนส คนพบในที่หลายแหงทั้งในเอเชียแอฟริกา ยุโรป และออสเตรเลีย สันนิษฐานวาเปนนักลาสัตวเพราะพบอาวุธหลายอยาง เชน มีด ธนูบางพวกเปนศิลปนเขียนภาพตามผนังถ้ํา เชน ในประเทศฝรั่งเศสและสเปน นักมนุษวิทยาเชื่อวามนุษยโครมาญองนี้เปนพวกแรกที่ออกจากถ้ํา อันเปนการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญของมนุษยชาติ ยุทธ ศักดิ์เดชยนต ไดกลาวถึงขั้นตอนของวิวัฒนาการของมนุษยไวดังนี้ ๑. เอปส ( Apes ) ที่มีลักษณะเหมือนคน ไดแก Australopiticus และ Zinijanthropus ๒. คนที่มีลักษณะเหมือนเอปส ( Ape likke Man ) ไดแก Pithecanthropus และSinanthropus ๓. มนุษยโบราณ ( Primitive Species of Man ) ไดแก Neanderthal Man
  • 34. 5 ๔. มนุษยโบราณ Cro – Magnonมนุษยยุคปจจุบัน ( Modern men ) มนุษยปจจุบันที่ชื่อวา Homo sapiens sapiens ไดกระจายอยูบนโลกที่มีลักษณะทางภูมิศาสตรที่แตกตางกัน จึงทําใหเกิดเผาพันธุแตกตางกัน คอรครัมและแมคคอลเลย ( Corkrum andMc Cauley 1965 อางถึงใน บพิธ จารุพันธ และนันทพร จารุพันธุ 2538 : 573 – 576 ) อธิบายเผาพันธุมนุษยปจจุบันดังนี้  ๑. ออสเตรลอยด ( Australoids ) โดยทั่วไปมีลักษณศรีษะยาว จมูกแบน หนาผากต่ํา ผมเป น ลอน ขนตามตั ว มาก ผิ ว ดํ า เช น คนเมื อ งในทวี ป ออสเตรเลี ย เกาะทั ส มาเนี ย และชนเผ าตอนกลางทวีปเอเชียใต ( พวกบิลและเวดดา : Bhils and Vaddahs ประเทศศรีลังกา ) และทวีปแอฟริกา ( คนปาในทะเลทรายคาลาฮาร ของทวีปแอฟริกาใต ) ๒. คอเคซอย ( Caucasoids ) ดํารงชีวิตอยูในขอบเขตอบอุน ลักษณะของศรีษะมีรูปรางตางๆกัน แตที่เหมือนกันก็คือ มีจมูกโดง และผมเปนลอน ผิวสีน้ําตาล หรือสีออน เปนกลุมเมดิเตอรเรเนียน ( Mediteraneans ) ในทวีปยุโรปตอนใตบริเวณชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเดียนทางตะวันออกของเอเชียใตจนถึงอินเดีย ศรีษะยาวผิวน้ําตาล ผมสีน้ําตาลหรือดํา กลุมนอรคิด (Nordics ) ในยุโรปเหนือ ศรีษะยาว ผิวสีบรอนซ ผิวขาว และกลุมอัลไพน ( Alpines ) อาศัยอยูบริเวณฝรั่งเศสตอนกลางไปจนถึงรัสเซีย และปอรเซีย ๓. มองโกลอยด ( Mongolids ) ดํารงชีวิตในเขตอากาศหนาว ศรีษะกวางกระดูกแก็มเปนโหนก จมูกไมโดงมาก ผมแข็งเหยียดตรง ผิวเหลืองหรือแดง ขนบนหนามีนอยอาศัยอยูบิเวณทวีปเอเชียตะสันออกและทวีปอเมริกา แบงเปนกลุมอินเดียอเมริกา ( American Indians ) ซึ่งอพยพจากทวีปเอเชียตะวันออกและทวีปอเมริกา แบงเปนกลุมอินเดียในทวีปอเมริกาใต กลุมเอสกิโม( Eskimos ) ลักษณะทั่วไปคลายมาองโกลอยดทวีปเอเชียมากกวาอินเดียในทวีปอเมริกา อยูตามเมืองทางตอนเหนือของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และกลุมมองโกลอยด เอเชีย ( AsiaticMongoloids ) อยูทางฝงตะวันออกทวีปเอซีย ประชากรทางตอนใตมีการผสมผสานระหวางลักษณะมองโกลอยดกับคอเคซอยจึงเชื่อวาเปนมองโกลอยดที่แยกสายมาจากคออคซอย ๔. นิกรอย ( Negroids ) ดํารงชีวิตในเขตอากาศรอน ศรีษะยาว จมูกกวาง ริมฝปากหนาหนาผากสูง ผมนุม ผิวดํา แบงเปนกลุมนิโกรแอหริกา ( African Negros ) อยูในเขตรอนทองทวีปแอฟริกา เชนพวกไนล ( Nile Negros ) พวกอยูในปาตอนกลางทวีป ( negros )พวกบันตู ( Bantus )ทางตะวันออกเฉียงใตของทวีป ดพวกคนปาซูลู ( zulu ) และพวกคนปาเผาแคฟเฟอร ( Kuffir ) กลุมนิโกรตามชายฝงทะเล ( Oceanic Negros ) คนผิวดําตามเกาะในมหาสมุทรแปซิฟก และทางตะวันออกของเกาะนิวกินี
  • 35. 6 ๕. ปกมี่ ( Pygmies , Negritoes ) รูปรางแคระ มีความสูงไมเกิน 145 เซนติเมตร จมูกกวางศรัษะกวาง อาศัยอยูตามปาเขตรอนในคองโก หมูเกาะอันดามัน ในอาวเบงกอลคาบสมุทรมาเลยเกาะนิวกินี และเกาะฟลิปนส มนุษยแตกตางจากสัตวในดานการรูจักใชเครื่องมือมากกวาอยูที่ความแตกตางของรางกายเครื่องมือนั้นเทากับการยืดแขนมนุษยออกไป สัตวทั้งหลายมีเครื่องมือตามธรรมชาติเฉพาะที่เปนสวนประกอบของรางกาย เชน มามีฟนสําหรับกินหญา และมีขาไวสําหรับวิ่งบนที่ราบ แตรางกายนของมนุษยไมจําเปนตองมีวิวัฒนาการถึงเพียงนั้น เพราะมนุษยสามารถปรับตัวไดโดยการสรางเครื่องมือเพื่อปรับสภาพแวดลอม และความสามารถในการปรับตัวของมนุษยเชนนี้เองทําใหมนุษยสามารถสรางเครื่องมือใชเพื่อปรับตัวใหอยุไดในที่อยุตางๆบนโลก มนุษยจึงสามารถอยูไดแทบทุกหนทุกแหงบนโลก และการที่มนุษยมีถิ่นที่อยูอาศัยแตกตางกันนี้เองทําใหเกิดเชื้อชาติที่แตกตางกันออกไปอยูในสวนตางๆ ของพื้นโลก ( ดูภาพคนเชื้อชาติตางๆซึ่งมีแหลงกําเนิดแตกตางกันไป )ลักษณะสําคัญของวิวัฒนาการมนุษย วิวัฒนาการทางชีวภาพของมนุษย มีลักษณะที่สําคัญอยู 3 ประการ คือ ประการแรกมนุษยสามารถยืดตัวตรงตั้งฉากกับพื้นและเดินดวยเทาเพียง 2 ขาง ทําใหมอทั้งสองวางอยุอะไรทําตางๆได ืสะดวก ประการที่สอง การเปลี่ยนลักษณะของกะโหลกศรีษะและฟน ซึ่งทําใหเกิดลักษณะประการที่สาม คือ ขนาดของมันสมองโตขึ้นและกลไกสวนตางๆก็ซับซอนขึ้นโดยเฉพาะสวนที่เกี่ยวกับการพุด นักวิทยาศาสตรประมาณวามนุษยมีวิวัฒนาการอยางเต็มที่ประมาณ 50,000 ปที่แลวมานี่เองและมนุษยพวกนี้สามารถใชเครื่องมือตางๆ กอนการพัฒนาขนาดของสมองไดเทากัน กลุมเมดิเตอรเรเนียน ( Mediteraneans ) ในทวีปยุโรปตอนใต บริเวณชายฝงทะเลเมดิเตอรเรเดียนทางตะวันออกของเอเชียใตจนถึงอินเดีย ศรีษะยาว ผิวสีน้ําตาล ผมสีน้ําตาลหรือดํากลุมนอรคิด ( Nordics ) ในยุโรปเหนือศรีษะยาว ผิวสีบรอนซ ผิวขาว และกลุมอัลไพน ( Alpines ) อาศัยอยูบริเวณฝรั่งเศสตอนกลางไปจนถึงรัสเซีย และปอรเซีย มนุษยแตกตางจากสัตวในดานการรูจักใชเครื่องมือมากกวาอยูที่ความแตกตางของรางกายเครื่องมือนั้นเทากับการยืดแขนมนุษยออกไป สัตวทั้งหลายมีเครื่องมือตามธรรมชาติเฉพาะที่เปนสวนประกอบของรางกาย เชน มามีฟนสําหรับกินหญา และมีขาไวสําหรับวิ่งบนที่ราบ แตรางกายนของมนุษยไมจําเปนตองมีวิวัฒนาการถึงเพียงนั้น เพราะมนุษยสามารถปรับตัวไดโดยการสรางเครื่องมือเพื่อปรับสภาพแวดลอม และความสามารถในการปรับตัวของมนุษยเชนนี้เองทําใหมนุษยสามารถสรางเครื่องมือใชเพื่อปรับตัวใหอยุไดในที่อยุตางๆบนโลก มนุษยจึงสามารถอยูไดแทบทุก
  • 36. 7หนทุกแหงบนโลก และการที่มนุษยมีถิ่นที่อยูอาศัยแตกตางกันนี้เองทําใหเกิดเชื้อชาติที่แตกตางกันออกไปอยูในสวนตางๆ ของพื้นโลก ( ดูภาพคนเชื้อชาติตางๆซึ่งมีแหลงกําเนิดแตกตางกันไป ) ลักษณะทางกายภาพของมนุษย กําเนินใหมนุษย กําเนินใหมนุษยตองปรับตนอยางยิ่งยวดเพื่อดํารงชีวิตอยูไดทามกลางชีวิตและสภาพแวดลอมอื่นๆ ทั่งโดยวิธีอยูรวมกัน ตอสูแยงชิงและการถอยหนีจากสิ่งแวดลอมในธรรมชาติรอบๆตัว จนถึงบัดนี้ มนุษยสามารถดํารงรักษาเผาพันธุ ตลอดทั้งแสดงพลังอํานาจเหนือธรรมชาติแวดลอมบางสวนไดดีอันเปนผลใหสามารถเลือกสรรและพัฒนาชีวิตทางกายภาพและทางสังคมเขาสูระบบชีวิตที่ดีที่สุด เมื่อพิจรณาเปรียบเทียบลักษณะทางกายภาพของมนุษยกับสิ่งมีชีวิตอื่น ตลอดทั้งผลที่นําไปสูการปรับตนเพื่อการดํารงอยูบนโลกพบโลกพบวา มนุษยมีทั้งลักษณะเดนที่สงเสริมใหเกิดพลังอํานาจและลักษณะดอยอันออนแอของมนุษย ๑. ลักษณะเดนทางกายภาพที่สงเสริมใหเกิดพลังอํานาจสรางสรรคมหลายประการ ี ๑.๑ มนุษยนับวาเปนสัตวที่มีสมองขนาดใหญตามสัดสวนของรางกาย น้ําหนักสมองมนุษยปจจุบันประมาณ 1,600 มิลลิลิตร มนุษยจึงเปนสัตวที่คิดเปนและใชปญญาใหเกิดประโยชนในการดํารงชีวิตธํารงรักษาเผาพันธุของตน และมีอานาจเหนือสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกสิ่งประดิษฐตางๆ ํ เปนผลผลิตของปญญาที่นํามาสรางเสริมใหการดํารงชีวิตของมนุษยสะดวกสบายขึ้น หรือในทางตรงกันขามอาจนําไปสูความเสื่อมโทรมของธรรมชาติแวดลอมและหรือมนุษยเองก็ได ๑.๒ มนุษยมีนิ้วมือหานิ้วที่มีความคลองตัวในการหยิบจับสิ่งตางๆ แมสิ่งของขนาดเล็กจิ๋วอยางเข็มซึ่งเข็มสงเสริมใหสามารถประดิษฐผลงานที่มีความประณีตละเอียดออนทั้งใหญเล็กโดยเฉพาะผลงานเชิงศิลปะมนุ ษยใ ชศักยภาพทั้งสองประการนี้พัฒนาสิ่งประดิษ ฐสําหรับการดํารงชีวิตไดอยางมีคุณภาพ จึงสรางความภูมิใจและแสดงความสามารถ จากคํากลาว “ มนุษยทํา” (man made ) ๑.๓ ตําแหนงดวงตาทั้งสองขางของมนุษยอยูดานหนา สามารถมองเห็นชัดเจนเปนสามมิติและเห็นไดกวางไกล เมื่อมีการทรงตัวขึ้นในแนวตั้ง ลักษณะการมองเห็นดังนี้ มนุษยไดปรับสายตาเพื่อมองและสรางสุนทรียภาพทางสายตา โดยอาศัยลักษณะทางชีวภาพสองประการขางตนมารวมสรางสรรคจนเกิดเปนผลงานอารยธรรมของมนุษยชาติขึ้นมา ๑.๔ มนุษยมีการทรงตัวแนวตั้งจึงเกิดความคลองแคลวในการเคลื่อนที่รอบตัวเมื่อเทาทั้งสองวางเวาจากการทําหนาที่ในการทรงตัว จึงกลายเปนมือที่มีคุณภาพในการสรางผลงานหรือสิ่งประดิษฐทั้งปวง ๑.๕ มนุษยมีความตองการทางเพศเมื่อยางเขาสุวัยหนุมสาวและความตองการทางเพศนี้เกิดขึ้นไดตลอดเวลาจนถึงวัยชรา ในขณะที่สัตวอื่นมีความตองการทางเพศในชวงเวลาเจริญพันธที่ยาวนานตอเนื่อง แมวามนุษยสามารถมีลุกออนไดคราวละหนึ่งก็ตาม
  • 37. 8 ๑.๖ มนุษยเปนสัตวสังคม มนุษยนั้นมีความออนแอทางชีวภาพหลายประการดังจะกลาวตอไปจึงจําเปนและปรารถนาที่อยูรวมกันเปนกลุมเหลามากกวาอยูโดดเดี่ยวซึ่งจะสามารถผดุงรักษาชีวิตของตนและเผาพันธุไวใหไดทามกลางธรรมชาติแวดลอมที่มีอันตรายและไมปลอดภัยนักผลของการรวมตัวทางกายภาพไดนําไปสูการระดมปญญาภายในกลุมสรางแบบแผนและระเบียบชีวิตรวมกัน จนเกิดระบบชีวิตใหมที่เหนือกวาเปนธรรมชาติ อิทิ สัญลักษณ เชน ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี และประดิษฐกรรมสําหรับการดํารงชีวิตทางสังคมของมนุษย ๑.๗ มนุษยมีชวงชีวิตที่ยาวนาน อายุขัยเฉลี่ยของมนุษยประมาณ 58 ป มนุษยจึงมีชวงโอกาสดีที่มีระยะเวลามากพอที่จะสรางสมภูมิปญญา และกระบวนการเรียนรูทางสังคม เพื่อใหเกิดการสืบทอดและสานสรางวิถีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของมนุษยรุนลูกหลานตอๆมา ความสามารถในการปรับตัวดานการเรียนรูของมนุษยเชนนี้ สัตวอื่นไมอาจปรับตัวไดเชนมนุษย ๒. ลักษณะออนแอทางกายของมนุษย มีหลายประการจนอาจทําใหชีวิตและเผาพันธุของมนุษยชาติสูญสิ้นโลกนี้ไดในทามกลางธรรมชาติที่แกรงและโหดราย แตอยางไรก็ตาม มนุษยไดใชคุณลักษณะทางกายภาพที่ดีทั้งปวงมาลบเลือนและขจัดลักษณะดอยกวาจนแทบจะหมดสิ้น กลาวคือ ๒.๑ ขนาดสรีระที่ไมใหญโตนัก และการมีสรีระภายนอกที่ออนนุมเปราะบางดังเชนผิวหนังออนบาง เสนผม และเสนขนไมเหนียวและหนา เล็บเปราะ ฟนไมแข็งแรงและคมมากพอลักษณะของสรีระเชนนี้เปนจุดออนของรางกายในการอยูรอดเนื่องจากไมสามารถทนทานตอเขี้ยวเล็บและวัตถุแข็งคมทั้งปวง แมสภาวะที่รอนหรือหนาวเกินไป อีกทั้งพละกําลังที่ไมแข็งแรงพอจะตอสุกบสัตวใหญไดโดยลําพัง ั ๒.๒ การเปลงเสียงตามสุญชาตญาณจณะมีความรูสึกตางๆ แมยามโกรธเกรี้ยวก็ไมโกญจนาทความไวตอกลิ่นต่ํา การไดยินเสียงไมสมบรูณสูงสุด การเครื่อนไหวดวยการเดิน และการวิ่งไมรวดเร็วเชนสัตวอื่นคุณลักษณะทางชีวภาพที่ออนแอเหลานี้เปนจุดออนในการดํารงอยูของชีวตมากทีเดียว ิ ๒.๓ สภาวะการเจริญพันธุของมนุษยเปนอุปสรรค๒. ชีวิตและกําเนิดชีวิตในทัศนะของศาสนาพุทธ ชีวิต คือความเปนอยูขององคประกอบที่เรียกวา ขันธ ๕ อันประกอบดวย รูป เวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่มาประกอบกันเขาเปนสิ่งที่บัญญัติเรียกวา สัตว บุคคล เรา เขา และการมีชีวิตนั้นเริ่มนับตั้งแตปฏิสนธิในครรภมารดา และอาจจะสิ้นสุดลงขณะใดขณะหนึ่ง ในชวงเวลาที่แตกตางกัน เช น มีชีวิ ตอยูในครรภห ลังจากปฏิสนธิไ มกี่วัน หรือหลั งคลอด ๑ วัน ๑ เดื อน ๑ ปหรือ…๒๐ ป…๑๐๐ ป(บุญมี แทนแก็ว, ๒๕๔๑: ๒๗ - ๒๘)และในชวงที่ยังมีชีวิตอยูยอมตองการมีชีวตที่ดีที่สด ซึ่งในทัศนะของพระพุทธศาสนา ชีวิตที่ดีท่ีสุดคือ ชีวิตที่แสวงหาความจริงที่ทําใหหลุด ิ ุพนจากการเวียนวายตายเกิด แตในความเปนจริงจะมีมนุษยสักกี่คนที่พยายามแสวงหาความจริงนั้น
  • 38. 9สวนมากยังตองการแสวงหาความสุข ลาภ ยศ สรรเสริญ มากกวา และพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความเสื่อมทั้งหลาย มีความเลื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา อันเปนทางมาแหงทุกข ทั้งนี้เพราะ ไมเขาใจวาคุณคาที่แทจริงของชีวิตนั้นคืออะไรนั่นเอง การกําเนิดของชีวิต ทางพุทธปรัชญาเรียกวา โยนิ คือกําเนิดหรือที่ที่ปฏิสนธิวิญญาณอาศัยเกิด ชาติ คือการเกิด ทั้ง ๒ คํานี้มีความหมายตางกันวา โยนิ หมายถึงการกําเนิด, แบบ หรือชนิดของการเกิดของสัตว สวนคําวา ชาติ นั้น มีความหมายกวางออกไปอีกคือ หมายถึงการเกิดชนิด เหลาและปวงชนแหงประเทศเดียวกัน ในมหาสีหนาทสูตร พระพุทธองคไดตรัสกับพระสารีบุตรเกี่ยวกับโยนิ ไวดังนี้ สารีบุตร กําเนิด ๔ ชนิดนี้ กําเนิด ๔ ชนิดไหนบาง คือ กําเนิดอัณฑชะ กําเนิดชลาพุชะกําเนิดสังเสทชะ และกําเนิดโอปปาติกะกําเนิด กําเนิดอัณฑชะคืออะไร คือเหลาสัตวผูเจาะทําลายเปลือกไขแลวเกิด นี้เราเรียกวา กําเนิดอัณฑชะ กําเนิดชลาพุชะคืออะไร คือเหลาสัตวผูเกิดในครรภนี้เราเรียกวา กําเนิดชลาพุชะ กําเนิดสังเสทชะคืออะไร คือเหลาสัตวผูเกิดในปลาเนา ซากศพเนาขนมบูด น้ําครําหรือเถาไคล นี้เราเรียกวา กําเนิดสังเสทชะ กําเนิดโอปปาติกะ คืออะไร คือเทวดาสัตวนรก มนุษยบางจําพวกและเปรตบางจําพวก นี้เราเรียกวา กําเนิดโอปปาติกะ พระพุทธดํารัสขางตนนั้น บงชัดวา กําเนิดของสัตวหรือสิ่งมีชวตนั้นมี ๔ ทางคือ ีิ ๑. ชลาพุชะ หมายถึง การเกิดของสิ่งมีชีวิตแบบคลอดออกมาเปนตัวแลวคอยๆ โตขึ้นไดแก มนุษย เทวดาชั้นต่ํา (หมายถึง เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาที่เปนภุมมัฏฐเทวดาคือ เทวดาที่อยูบนพื้นดิน ไมมีวิมานที่ลอยอยูในอากาศเปนที่อยู ซึ่งมีชื่อวา วินิปาติกอสุรา และเวมานิกเปรต) สัตวเดรัจฉานบางพวก เปรต (เวนนิชฌามตัณหิกเปรต คือเปรตจําพวกที่ถูกไฟเผาอยูเสมอ) และอสุรกาย ๒. อัณฑชะ หมายถึง การเกิดของสิ่งมีชีวิตที่ตองอาศัยเกิดจากทองมารดา แตมีฟองหอหุม คลอดออกมาเปนไขกอนแลวจึงฟกออกมาเปนตัวในภายหลัง ไดแก มนุษย เทวดาชั้นต่ําสัตวเดียรัจฉาน เปรต (เวนนิชฌามตัณหิกเปรต) และอสุรกาย ในรูปสังคหวิภาค กลาววา ชลาพุชกําเนิดและอัณฑชกําเนิด ทั้ง ๒ รวมเรียกวา คัพภเสยยก-กําเนิด เพราะตองอาศัยเกิดในครรภมารดาเหมือนกัน ตางกันเพียงวา ออกมาเปนตัวหรือออกมาเปนฟองกอนแลวจึงแตกเปนตัวภายหลัง ซึ่งเกิดไดเฉพาะในกามภูมิเทานั้น๑๑ ๓. สังเสทชะ หมายถึง การเกิดของสิ่งมีชีวิตแบบอาศัยที่เย็น ชื้นหรือแฉะ สิ่งบูดเนา เกิดเชน หนอน (กิมิชาติ) แมพวกราและเชื้อโรคก็รวมอยูในสังเสทชะกําเนิด ไดแก มนุษย เทวดาชั้นต่ําสัตวเดียรัจฉาน เปรต (เวนนิชฌามตัณหิกเปรต) และอสุรกาย ๑. โอปปาติก ะ หมายถึ ง การเกิ ด ของสิ่งมี ชีวิตแบบไม ตองอาศัยมารดาบิ ดาเป นผู ใ หกําเนิด ไดแก มนุษยตนกัปป (มนุษยยุคแรก) เทวดา ๖ ชั้น (ยกเวนเทวดาชั้นต่ํา) สัตวเดียรัจฉานเปรต (รวมทั้งนิชฌามตัณหิกเปรต) และอสุรกาย
  • 39. 10 วิวัฒนาการของชีวิตใหมในครรภมารดาในมุมมองทางพระพุทธศาสนา เมื่อเราทราบกันแลววาสัตวที่มาเกิดในครรภมารดาในลักษณะเปนวิญญาณ วิญญาณเขาถือปฏิสนธิในครรภมารดา ครรภมารดาสวนที่เล็ก ก็คือมดลูก (ชลาพุ) ในมดลูกมีไข(OvumX ) ของมารดา ผสมกับน้ําเชื้อ (Spem) ของบิดาไดแลว ปปญจสูทนี อธิบายวา เมื่อบิดามารดามีเพศสัมพันธกันแลงครั้งหนึ่ง ภายใน ๗ วันนั้นเอง จะเปนชวงที่มีวิญญาณเขามาถือปฏิสนธิ หากเลย ๗ วันนั้นไป ไขที่ผสมเชื้อหาไมมีวิญญาณ ถือปฏิสนธิ ก็หมดสภาพ เมื่อวิญญาณปฏิสนธิแลว ก็จะมีรูป ๓ อยางเกิดขึ้นพรอมกัน คือ เคาโครงรางกาย(กาย) , สมอง (วัตถุ) และเพศ (เพศหญิงและเพศชาย) วิญญาณที่มาปฏิสนธินี้เรียกวาปฏิสนธิวิญญาณ (วิญญาณที่ทําหนาที่ใหกําเนิดชีวิต) เมื่อทําหนาที่ใหปฏิสนธิและดับไปเปนป จ จั ย ให เ กิ ด ภวั ง ควิ ญ ญาณสื บต อภวัง ควิญ ญาณนี้จ ะทํา หน า ที่ ห ลอเลี้ย งสร า งสรรชีวิ ต ใหมใ หวิวัฒนาการขึ้นตามลําดับ ในอินทกสูตร พระพุทธเจาไดตรัสถึงวิวัฒนาการของชีวิตในครรภมารดาไว ดังนี้ “รูปนี้เปนกลละกอน จากกลละเปนอัมพุทะ จากอัมพุทะเกิดเปนเปสิ จากเปสิเกิดเปนฆนะ จากฆนะเกิดเปน ๕ ปุม ตอจากนั้นก็มีผม ขนและเล็บ (เปนตน) เกิดขึ้น มารดาของสัตวในครรภบริโภคขาวน้ําโภชนาหารอยางใด สัตวที่อยูในครรภมารดาก็เลี้ยงอัตตภาพอยูดวยอาหารอยางนั้นในครรภนั้น” พระสูตรอีกสูตรหนึ่ง ที่พระพุทธเจาไดตรัสไววาดวยลําดับของชีวิตในครรภมารดาซึ่งเราไปพบคําบาลีเปนคาถาวาปมํ กลลํ โหติ กลลา โหติ อพฺพุทํอพฺพุทา ชายเต เปสิ เปสิ นิตฺตตฺตตี ฆโนฆนา ปสาขา ชายนฺติ เกสา โลมา นขาป นี้คือคําอธิบายดวยลําดับการเกิดเปนระยะ ๆ ทีละชวงสัปดาห หรือชวงละเจ็ดวัน ๆลําดับแรกที่สุดก็คือ เปน ปมํ กลลํ เปนกลละกอน อรรถกถาสารั ต ถปกาสิ นี ไ ด ข ยายความพระพุ ท ธพจน นี้ ว า ระยะแรกเป น กลละนั้ นหมายความวา สัตวที่เกิดในครรภมารดาอวัยวะทุกสวนมิใชเกิดพรอมกันทีเดียว แทจริงแลวคอย ๆวิวัฒนาการขึ้นทีละนอยตามลําดับโดยระยะแรกอยูในสภาพเปน “กลละ” กอน กลละคือน้ําใส มีสีคลายเนยใส ขนานเทาหยาดน้ํามันงา ซึ่งติดอยูที่ปลายดายที่ทําจากขนแกะแรกเกิด ๓ เสน ฎีกาอภิธัมมัตถวิภาวินี อธิบายเสริมวา “กลละนั้น มีเคาโครงของกายภาพอยูดวยแลว ๓ อยาง คือกายทสกะ (โครงสรางทางรางกาย) วัตถุทสกะ (โครงสรางทางสมอง) และภาวะทสกะ
  • 40. 11(โครงสรางกําหนดเพศ) โครงสรางทั้ง ๓ นี้ ปรากฏรวมอยูแลวในกลละ สวนกลละจะมีลักษณะเปนก็อนกลมใส มีขนานเทาหยดน้ํามันงาซึ่งอยูติดที่ขนแกะแรกเกิด ๑ เสน” จากกลละมาเปนอัพพุทะ (จากน้ําใสมาเปนน้ําขุนขน) อรรถกถาอธิบายวา ครั้นเปนกลละได ๗ วัน อัพพุทะนั้นจะวิวัฒนาการเปนน้ําขุนขน มีสีคลายน้ําลางเนื้อ เรียกวา “อัพพุทะ” จากอัพพุทะมาเปนเปสิ (จากน้ําขุนขนมาเปนชิ้นเนื้อ) อรรถกถาอธิบายวา ครั้นเปนอัพพุทะได ๗ วันแลว อัพพุทะนั้นก็วิวัฒนาการแข็งตัวเปนชิ้นเนื้อสีแดง มีลักษณะคลายเนื้อแตงโมบด จากเปสิมาเปนฆนะ (จากชิ้นเนื้อมาเปนก็อน) อรรถกถาอธิบายวา ครั้นเปนชิ้นเนื้อได๗ วัน ชิ้นเนื้อก็วิวัฒนาการแข็งตัวขึ้นอีกเปนก็อนเนื้อ ทรงกลมรีคลายไขไก จากก็อนเนื้อก็เกิดเปนสาขา อรรถกถาอธิบายวา ในสัปดาหที่ ๕ ก็อนเนื้อขึ้นก็เกิดเปนปุม ๕ ปุม เรียกวา “ปญจสาขา” ปุม ๕ ปุมนี้ภายใน ๗ วันนั้น ก็วิวัฒนาการขึ้นเปนมือ ๒ ขางเทา ๒ ขาง และศีรษะ ในสัปดาหที่ ๖ เคาโครงตา (จักขุทสกะ) ก็เกิด จากนนั้นสัปดาหที่ ๗เคาโครงลิ้น (ชิวหาทสกะ) ก็เกิด รวมเวลาตั้งแตแรกถือปฏิสนธิจนกระทั้งถึงเวลาเกิดอวัยวะ คือตา หู จมูก ลิ้น ทั้งสิ้น ๙ สัปดาห (๖๓ วัน) จากสัปดาหที่ ๙ ไปถึงสัปดาหที่ ๔๒ องคาพยพตาง ๆ เกิดขึ้น คือ ผม ขน เล็บหนัง เนื้อ เอ็ น กระดูก เยื่ อในกระดูก มาม หัวใจ ตับ พังพืด ไต ปอด ไสใหญ ไสนอย(อาหารใหม อาหารเกา) ในขณะที่องคาพยพตาง ๆ เกิดขึ้นอยูนั้น สวนตาง ๆ ของรางกายก็เกิดขึ้นดวยพรอมกันดังนี้ สวนที่เกิดเปนของเหลว (อาโปธาตุ) ไดแก น้ําดี เสลด น้ําเหลือง เหงื่อ มันขน เปลวมัน น้ําลาย น้ํามูก ไขขอ ปสสาวะ สวนที่เปนพลังงาน (เตโชธาตุ) ไดแก ไฟธาตุทํารางกายใหอบอุน ซึ่งตอไปจะแปรสภาพเปนไฟยอยอาหาร ไฟทํารางกายใหทรุดโทรม ไฟที่ทํารางกายใหกระวนกระวาย (เชน รอนใน เปนตน) สวนที่เปนกาซ (วาโยธาตุ) ไดแก ลมพัดซานไป ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ําลมในทอง ลมพัดในไส ลมพัดไปมาตามตัว ซึ่งตอไปจะแปรสภาพเปนลมหายใจ ๔. ความเปนอยูในครรภของมารดา ตามที่ปรากฏในอินทกสูตร วา มารดาของสัตวในครรภบริโภคขาวน้ําโภชนาการอยางใด สัตวผูอยูในครรภมารดาก็เลี้ยงดวยอัตภาพอยางนั้นในครรภ อรรถาธิบายเพิ่มเติมวา สัตวที่อยูในครรภมารดาบริโภคอาหารทางก็านสะดือ (นาภิโตอฏฐิตนาโฬ) กลาวคือ ก็านสะดือจะติดเปนอันเดียวกันกับแผนทองของมารดา ก็านสะดือนั้นมีลักษณะเปนรูปพรุนขางในเหมือนก็าน รสอาหารที่มารดากินเขาไปแลวแผซานไปทางกานสะดือสัตวในครรภก็เลี้ยงตนเองดวยรสอาหารนั้น
  • 41. 12 สรุปแลวคนเราอยูในครรภมารดา ๔๒ สัปดาห คิดเปนเดือนได ๑๐ เดือน คิดเปนวันได ๒๙๔ วัน ซึ่งตลอดระยะเวลาเทานี้ ชีวิตเราเกิดและวิวัฒนาการสมบูรณเต็มที่พรอมที่จะออกมาลืมตาดูโลกไดกลาวถึงการเกิด วิวัฒนาการของชีวิตใหมในครรภมารดาและความเปนอยูในครรภมารดาในทัศนะของพระพุทธศาสนามาแลว การเกิด ในวันที่ ๑๔ ของแตละเดือน ในรางกายของหญิงที่ยังมีประจําเดือนจะมีไขสุกพรอมที่จะผสมกับสเปอรมหลุดออกมาจากรังไข ไขนี้เล็กมากมีขนาด ๐. ๑๓๕ มิลลิเมตร ตัวไขมีเยื่อบาง ๆ ซึ่งเปนเซลลรูปกรวยคลุมอยู ภายในไขมีโครโมโซมบอกเพศทารกและยีนอยู ยีนนี้มีขนาดเล็กมากประมาณ ๐.๐๐๐๐๒ มิลลิเมตร และมีความสําคัญมากเพราะจําทําหนาที่สืบลักษณะของบรรพบุรุษมายังลูกหลานตอไป ลักษณะดังกลาวนั้น ก็คือสีผมลักษณะของหนาตา ศรีษะ จมูกรวมทั้งนิสัยใจคอเปนตน ยีนนี้มีอยูในโครโมโซมโครโมโซมมีจํานวนจํากัด คือ มี ๒๓ คู รวมทั้งโครโมโซม X หรือโครโมโซม Y สําหรับบอกเพศดวย กอนที่ไขกับสเปอรมจะผสมกัน ตางก็ลดจํานวนโครโมโซมเหลือครึ่งหนึ่งภายหลังผสมกันแลวจึงรวมกลับเปน ๒๓ คูเทาเกา ถารวมเปน ๒๒ คู + XY จะเปนชาย ถาเปน ๒๒ คู+XX ลูกจะเปนหญิง เมื่อสเปอรมเขาไปในชองคลอดแลว จะวายทวนขึ้นไปในโพรงมดลูก ไปที่หลอดมดลูกดานนอก ทั้งนี้กินเวลาประมาณ ๖๕-๗๕ นาที การผสมไขจะเกิดขึ้นที่นั่นโดยสเปอรม ๑ ตัวจะใชหัวไซทะลุเยื่อหุมเซลลของไขเขาไปไดและทิ้งหางไวภายในนอกไข จากนั้นไขที่ผสมแลว (Ferltillzed Ovum = Zygote) จะลอยกลับไปโพรงมดลูกระหวางนี้ไขจะเปลี่ยนแปลงรูปรางและเซลลภายในจากสภาพที่ผสมแลวเปนสภาพมีผิวขรุขระคลายนอยหนา (Morula) ประมาณวันที่ ๖ จะแปรสภาพเปนตัวออน (Embeyo) ซึ่งจะวิวฒนาการ ัตอไป ตัวออนขั้นนี้ จะมีสภาพเนื้อเยื่อของเซลลตรงกลางเปนรูกลวงซึ่งพรอมแลวที่จะฝงตัวลงในเยื่อบุมดลูกที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อการตั้งครรภ ตัวออนจะพัฒนาตัวเองอยู ๖ สัปดาห และสิ้นสุดเมื่ออายุ ๒ เดือน เนื้อเยื่อเซลลของตัวออนแบงออกไดเปน ๓ ชั้น คือ ๑. ชั้นในที่สุด (Endoderm) ชั้นนี้จะเจริญเติบโตตอไปเปนเยื่อบุลําไส เยื่อบุทางเดินของระบบหายใจ กระเพาะปสสาวะ ทอปสสาวะ ตอมไทรอยด และตอมไทมัส ๒. ชั้นกลาง (Mesoderm) ชั้นนี้จะเจริญเติบโตเปนกลามเนื้อ กระดูก เสนเลือดกระดูกออน เอ็นตาง ๆ แกนกลางของฟน ไต ทอไต รังไข (เพศหญิง) ลูกอัณฑะ (เพศชาย)หัวใจ หลอดโลหิต ทอน้ําเหลือง เยื่อหุมหัวใจและเยื่อหุมปอด ๓. ชั้นนอกสุด (Ectoderm) ชั้นนี้จะเจริญเติบโตเปนผิวหนัง ผม ขน เล็บ ตอมน้ํามันตอมน้ําลาย ตอมน้ํามูก เคลือบฟน ระบบประสาท รวมทั้งเนื้อสมอง
  • 42. 13 หลังจาก ๒ เดือนนี้แลว ขณะยางเขาเดือนที่ ๓ เซลลอวัยวะจะเจริญเติบโตและมีรูปรางพอที่จะมองเห็นคราว ๆ ไดวา เปนรางกายมนุษย (Fetus) นับจากเดือนที่ ๓ ถึงคลอด (คือสัปดาหที่ ๘ หลังจากมีสภาพเปนตัวออนแลว) ทารกก็จะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อวัยวะตาง ๆ จะมีวิวัฒนาการไปตามลําดับจนครบ ๙ เดือน หรือ ๔๐สัปดาห หรือ ๒๘๐ วัน จึงจะคลอด ๒. วิวัฒนาการของชีวิตใหมในครรภมารดา ไขตั้งแตผสมกับสเปอรมจนอายุได ๒สัปดาห เรียกวา ไข (Ovum) ระหวาง ๓-๘ สัปดาห เรียกวา ตัวออน (Embryo) ระหวาง ๘ สัปดาห ถึงคลอด เรียกวา ทารก (Fetus) ที่กลาวมาทั้งหมดนี้ คือ วิวัฒนาการอยางคราว ๆ ที่เปลี่ยนสภาพมาตามลําดับคือ จากไข เปนตัวออน และจากตัวออนเปนทารก นักชีววิทยาไดศึกษาและใหรายละเอียดเกี่ยวกับอวัยวะและน้ําหนักตัวของทารกอีกดังตอไปนี้ สัปดาหที่ ๓ เริ่มมีทางเดินอาหาร ตอไปมีหัวใจเกิดขึ้น และมีตุมแขนขา และระบบประสาท เริ่มพัฒนาขึ้น โดยชั้นเซลลกอพันธดานอก หรือผิวหนังของตัวออนจะหนาขึ้นตามลําดับมีเสนกลางและกลายเปนกลีบยาว ๒ กลีบ กลีบยาว ๒ กลีบนี้แหละจะทําใหเกิดมีรองขึ้น ๑ รองจากดานหัวไปดานทาย รองนี้จะปดกลายเปนหลอดขึ้นมา ๑ หลอด เมื่อกลีบทั้ง ๒ แตะกันและผสมผสานเปนเนื้อเดียวกันโดยเริ่มจากเอวเรื่อยไปจนถึงปลายทั้ง ๒ ขาง ยอดหลอดจะโตขึ้นเปนสมอง และใยประสาทเริ่มเติบโตออกจากสมองและไขสันหลังที่เพิ่งจะมีขึ้นมา สัปดาหที่ ๔ ตัวยาว ๑ เซ็นติเมตร มีตุมตา หู จมูก แก็ม เริ่มเปนรูปรางขึ้นมา สัปดาหที่ ๕-๖ ตัวยาว ๑ เซ็นติเมตรเศษ ศรีษะและรางกายมีขนาดเทา ๆ กัน กานสมองเติบโตขึ้นมาก มือทั้ง ๒ ขาง มีนิ้วมือใหเห็นราง ๆ แตเทายังมีลักษณเหมือนใบพาย สัปดาหที่ ๖-๗ ตัวยาว ๒-๓ เซนติเมตร นิ้วมือกําลังพัฒนาขึ้นมา แตแขนยังสั้น สัปดาหที่ ๘ ตัวยาว ๔ เซนติเมตร ตัวงอ มองดูศรีษะใหญกวาตัว เพราะสมองเริ่มเจริญ อวัยวะสืบพันธุภายนอกเจริญขึ้น แตยังแยกเพศไมได สัปดาหที่ ๙ ตัวยาว ๕ เซนติเมตร อวัยวะเพศเริ่มวิวัฒนาการขึ้น สัปดาหที่ ๑๐-๑๑ ตัวยาว ๖ เซนติเมตร หัวใจเปนรูปรางสมบูรณแลว เซลล เลือดขาวที่ทําหนาที่ตอตานเชื้อโรคกําลังกอตัวขึ้นในปุมน้ําเหลือง ตายังปดอยู หนาผากใหญและกลม จมูกเล็กและบี้ กลามเนื้อทํางานแลวที่ใตผิวหนัง ริมฝปากเปดและปด หนาผากยน คิ้วเลิกและศรีษะสั่นได สัปดาหที่ ๑๒ ตัวยาว ๙ เซนติเมตร หนัก ๑๕ กรัม มีนิ้วมือ นิ้วเทามองเห็นชัดเจนและมีเล็บออน ๆ เริ่มแยกเพศได
  • 43. 14 สัปดาหที่ ๑๖ ตัวยาว ๑๖ เซนติเมตร หนัก ๑๑๐ กรัม แยกเพศไดชัดเจน มีการเคลื่อนไหวของระบบการหายใจและการกลืนเริ่มมีขนออนขึ้น ผิวหนังแดง ดิ้นไดจนมารดารูสึกทันที (ถาฟงจะไดยินเสียงหัวใจเด็กเตน) สัปดาหที่ ๒๐ ตัวยาว ๒๕ เซนติเมตร หนัก ๓๐๐ กรัม ศรีษะยังใหญอยู ทองเล็กลงมีผมเพิ่มขึ้น สัปดาหที่ ๒๔ ตัวยาว ๓๐ เซนติเมตร หนัก ๖๓๐ กรัม มีขนออนขึ้นทั่วตัว มีขนตาและขนคิ้ว หนังตาแยกจากกัน ผิวหนังยนเหี่ยวรูปรางดีขึ้น สัปดาหที่ ๒๘ ตัวยาว ๓๕ เซนติเมตร หนัก ๑.๐๔๕ กรัม (สามารถเลี้ยงรอดได ถาคลอดออกมา แตมีจํานวนนอยมาก) ผิวหนังมีสีแดง ยน และมีไขปกคลุมอยูเต็ม ลืมตาได(อัณฑะลงมาอยูในถุง- เพศชาย) รองเสียงคอย สัปดาหที่ ๓๒ ตัวยาว ๔๐ เซนติเมตร หนัก ๒,๐๐๐ กรัม ลักษณะคลายคนแก และคลายเด็กปลายสัปดาหที่ ๒๘ สัปดาหที่ ๓๖ ตัวยาว ๔๕ เซนติเมตร หนัก ๒,๕๐๐ กรัมขึ้นไป ผิวหนังมีสีชมพู ถือวาครบกําหนดคลอดแลว รองทันทีเมื่อคลอด และลืมตายกมือยกเทาปดไปปดมา สวนมากถายปสสาวะขณะที่รอง ทําปากดูดได และถาใหน้ํารับประทานจะดูดได มีขนเล็กนอยบริเวณไหล มีไขติ ด ตามตั ว โดยเฉพาะตามข อ พั บ เล็ บ ยาวพั น นิ้ ว เด็ ก ผู ช ายอั ณ ฑะจะลงมาอยู ใ นถุ ง อั ณ ฑะเด็กผูหญิงแคมอวัยวะเพศทั้ง ๒ ขางจะติดกัน๓. องคประกอบของชีวิต ชีวิตที่สามารถดํารงอยูไดดวยสวนประกอบที่สําคัญ ๒ สวนคือ กายกับใจ หรือจิต ถาหากปราศจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งแลว ไมสามารถที่จะดํารงอยูไดดวยตัวของมันเอง แตเปนการอาศัยซึ่งกันและกันจึงดํารงอยูได จึงใครที่จะเสนอแนวคิดเหลานี้สมพร สุขเกษม (๒๕๔๒: ๔๕ - ๕๑) ไดกลาวถึงองคประกอบของชีวตไวสรุปไดดังนี้ ิ ๑. องคประกอบของชีวิตทางกายภาพ รางกายมนุษยประกอบไปดวยเซลล (Cell) จํานวนนับพัน ๆ ลานเซลลขึ้นไป เซลลเปนหนวยยอยที่เล็กที่สุดในชีวิต ซึ่งแสดงธรรมชาติของความมีชีวิต เชน ในสวนของเซลที่เปนโปโตปลาสซึม ( Photoplasm ) ซึ่งเรียกกันวาสารมีชวิต ( Life substance) นั้นมีการเจริญเติบโตขยายพันธ ีตอบสนองตอสิ่งเรา หายใจตองการอาหารและมีการเปลี่ยนแปลงอาหารใหเปนพลังงาน ธรรมชาติเชนนี้ทําใหชีวิตมี “ ความตองการทางกาย ” หรือ “ความตองการทางชีววิทยา” ( BiologicalNeeds ) ซึ่งเปน “แรงขับ” ( Drives) พื้นฐานของพฤติกรรม
  • 44. 15 เซลลเปนตนกําเนิดของพฤติกรรมหรือกิจกรรมของชีวิต โดยประสานการทํางานเขาดวยกันเซลชนิดเดียวกันรูปรางเหมือนกัน รวมกันทําหนาที่ใดหนาที่ หนึ่งเปนกลุมของเซลเรียกวาเนื้อเยื่อ (Tissue) เนื้อเยื่อหลาย ๆชนิดรวกันทํางานเปนกลุมเรียกอวัยวะ (Organ) และอวัยวะหลาย ๆ ชนิดที่รวมกันทําหนาที่เฉพาะอยางใดอยางหนึ่ง ใหรางกายเรียกวา ระบบ ( System ) ซึ่งมีหลายระบบ ๑.๑ อวัยวะในรางกาย ระบบอวัยวะในรางกาย ไดแก ๑.๑.๑ ระบบเครื่องหอหุม ( Integumentary system) ๑) ระบบโครงกระดูก ( Skeletal system ) ๒) ระบบกลามเนื้อ (Muscular system) ๓) ระบบยอยอาหาร ( Digestive system) ๔) ระบบวงจรโลหิต ( Circulatory system) ๕) ระบบหายใจ( Respiratory system) ๖) ระบบประสาท ( Nervous system ) ๗) ระบบความรูสึก (Sensory system) ๘) ระบบขับถาย (Excretory system) ๙) ระบบสืบพันธ ( Reproductive system) ๑๐) ระบบตอมไรทอ ( Endocrine system) ระบบที่ประสานงานกับจิตโดยตรง คือระบบประสาท และระบบความรูสึก กระทบไปที่ระบบตอมไรทอ และสงผลไปที่ระบบตอมกลามเนื้อ ระบบประสาทและระบบความรูสึกและเมื่อนั้นระบบยอยอาหารและระบบขับถายจําเปนตองมีตามมา เพื่อสงเสบียงสูวงจรโลหิตและระบบโครงกระดูกและระบบหอหุมก็เปนระบบที่ตองพลอยเกิดตามมาอีกดวย เพื่อเปนที่ตั้งของทุกระบบสวนระบบสืบพันธุน้ัน เปนระบบถายโยงสืบตอลักษณะการมนุษยไว เปนระบบสามัญที่มีในทุกสรรพสิ่งที่มาปรากฏ ซึ่งมีขั้นตอนที่ตองถายโอนสืบตอ เปนหลักการของการดําเนินไปของธรรมชาติ เพราะทุกสภาวะนั้นปรากฏอยูเพียงชั่วคราว เมื่อจะตองเปลี่ยนเปนสภาวะปรากฏใหมระหวางขั้นของการเปลี่ยนนั้น จะเปนสภาวะของการถายโยง สืบตอซึ่งมีในทุกสิ่ง แตในรูปแบบวิธการและการปรากฏที่แตกตางกันไป ี ๑.๑.๒ ระบบอวัยวะที่เกี่ยวของกับการแสดงพฤติกรรม ในที่นี้กลาวถึงเพียง๒ ระบบคือ ระบบกลามเนื้อ และระบบประสาทซึ่งนํามากลาวไวเพียงโดยยอดังนี้ ๑) ระบบกลามเนื้อ ( Muscular system)
  • 45. 16 กลามเนื้อลาย( Striped muscles)ทําหนาที่แสดงปฏิกิริยาตอสิ่งเราภายนอก การทํางานอยูในความควบคุมของจิตใจ โดยรับคําสั่งจากสมอง ยกเวนปฏิกิริยาสะทอนซึ่งตอบตอสิ่งเราโดยไมผานจิตใจและสมอง กลามเนื้อเรียบ ( Smooth muscles) อยูตามอวัยวะภายในทํางานอยูนอกอํานาจจิตใจ ตอบสนองสิ่งกระตุนภายใน กลามเนื้อหัวใจ ( Cardiac muscles)ทํางานนอกคําสั่งจิตใจทํางานตั้งแตเกิดจนตาย ๒) ระบบประสาท ( Nervous system) หนาที่ของระบบประสาทที่เกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมที่สําคัญ คือ รับความรูสึกจากสื่อเราหรือสิ่งแวดลอม และควบคุมรางกายในการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองเปนศูนยความคิดความจํา ความมีเหตุผล และเก็บปรับการณ ซึ่งมีผลตอบุคลิกภาพลักษณะนิสัย และการกระทําตาง ๆ ของบุคลนั้น ควบคุมการทํางานของอวัยวะภายใน เชน การเตนของหัวใจ การหายใจกายยอยอาหาร และอื่น ๆ ซึ่งมักเปนเรื่องของประสาทอัตโนมัติ ควบคุมการเคลื่อนไหว และการทํางานของกลามเนื้อและอื่น ๆ ซึ่งเปนกิริยาอาการภายนอกของบุคคล องคประกอบรวมในการทํางานของระบบประสาทไดแก เซลลประสาทและเสนประสาท ระบบประสาทสวนกลาง สมอง ไขสันหลัง ระบบประสาทสวนนอก รายละเอียดพอสังเขปองคประกอบเหลานี้มีดังนี้ ๑. เซลลประสาท ( Neurons) และเสนประสาท ( Nerves) ๑.๑ เซลลประสาท ในรางกายมนุษยมีเซลประสาทหลายลานเซลกระจายอยูทั่วไปในสองและไขสันหลังมีมากที่สุด เซลประสาทแตละเซลประกอบดวยตัวเซลและใยเซล ใยเซลแบงเปน ๒ ประเภท คือ ๑.๑.๑ ใยรับความรูสึก (Dendrite) เปนแขนงสั้น ๆ แตกกิ่งกานสาขามากมาย ในแตละเซลรับความรูสึกจากภายนอก หรือจากเซลอื่นสงเขาไปในตัวเซลล ๑.๑.๒ ใยสงความรูสึก ( Axon หรือ Ax one) แตละเซลมีใยสงความรูสึกเสนเดียวมีความยาวมาก ทําหนาที่สงตอความรูสึก จากเซลหนึ่งไปยังอีกเซลหนึ่ง ๑.๒ เสนประสาท เซลประสาทมักอยูรวมกันเปนมัด ๆ คลายกับลดทองแดงของสายไฟฟาเรียกวา เสนประสาท เสนประสาทบางเสนมีเซลเดียว บางเสนมีหลายเซล เสนประสาทแบงเปน ๓ ประเภท คือ ๑.๒.๑ ประสาทรับความรูสึก ( Sensory nerve ) รับการกระตุนจากสิ่งเราภายนอก มีอยูตามอวัยวะรับความรูสึกตาง ๆ เพื่อรายงานไปยังสมองและไขสันหลัง ๑.๒.๒ ประสาทมอเตอร ( Moter Nerve ) รับคําสั่งจากสมองและไขสันหลังไปยังอวัยวะตาง ๆ ( Effector ) กระทําปฏิกิริยาตอบสนองตอสิ่งกระตุน
  • 46. 17 ๑.๒.๓ ประสาทเชื่อมโยง ( Association nerve ) อยูในไขสันหลังและสมอง เปนตัวเชื่อมโยง ( Connector) ระหวางประสาทรับความรูและประสาทมอเตอร ๒. ระบบประสาทสวนกลาง( Central Nervous system ) ระบบประสาทสวนกลาง คือ เซลลประสาทที่รวมกันอยูในสมอง และไขสันหลังโดยมีเซลประสาทสวนนี้ แผไปยังอวัยวะรับสัมผัส และอวัยวะมอเตอรทั่วรางกายระบบประสาทที่สองและไขสันหลัง จึงเปนศูนยกลางของระบบประสาททั้งหมด สมองทําหนาที่รับความรูสึก ที่สงมาจากสวนตาง ๆ ของรางกาย แปลความหมาย สั่งรางกายใหมีปฏิกิริยาตอบสนอง สมองแบงเปนสามสวนคือ สมองสวนหนา ( Forebrain ) คือ สมองสวนใหญ สําคัญมากที่สุดมีรองรอยหยักมากที่สุด ซีรีบรัมของสัตวชนิดอื่น ๆ แบงเปน ๔ สวน Frontal Lobe อยูดานหนาควบคุมการเคลื่อนไหว การพูดการจําการคิด การเรียนรู และการจินตนาการ Parietal Lobe อยูตรงกลางรับสัมผัสทางผิวหนัง Temporal Lobe อยูดานขางควบคุมการไดยิน Occipital Lobe อยูดานหลังควบคุมการรับรูทางตา สมองสวนกลาง ( Thalarnus ) อยูตรงกลางของเนื้อสมองเปนศูนยรวมความรูสึกที่สงมาจากสวนตาง ๆ กอนสงไปใหสองสวนใหญ และเปนศูนยกลางสงกระแสประสาทหรือ คําสั่งจากสมองสวนใหญไปสวนตาง ๆ ของราง กาย สมองสวนเล็ก ( Cerebellum ) คือสมองสวนหลังเปนเนื้อสมองบริเวณทายทอยเนื้อกลามสมองขึ้นไป ชวยใหกลามเนื้อตาง ๆ ประสานงานกันไดดี และควบคุมการทรงตัวของรางกาย กานสมอง ( Brain Stem ) เปนสวนของสมองที่เชื่อมตอ มาสูไขสันหลังดานบน ประกอบดวยเซลประสาทอยูกัน เปนแผงเรียกวา พอนส ดานลางเรียกวาเมลดูลา ( Medulla oblongata ) เชื่อมตอกับไขสันหลังในลักษณะไขวกัน คือ ประสาทรางกายดานขวาจะไขวข้ึนทางซายของสมอง ประสาทรางกายดานซายจะไขวขึ้นทางขวา กานสมองควบคุมการหายใจ การเตนของหัวใจ การยึดหดของเสนเลือด การกลืน การอาเจียน อีกสวนหนึ่งในสมอง ที่มีอิทธิพลมากตอการแสดงพฤติกรรมคือ ไฮโปธั ล ลามั ส ควบคุ ม การเกิ ด อารมณ แ ละความรู สึ ก ต า ง ๆ รวมทั้ ง ความรู สึ ก ทางเพศควบคุมอุณภูมิของรางกายและเมตตาบอลิซึม ( Metatabolism ) การเผาผลาญของคารโบไฮเดรตและไขมั น ความดันโลหิ ต ความสมดุ ลของน้ํา ในรางกาย การนอนหลับ และอื่น ๆ อีก บางประการ ๑.๑.๓ ไขสันหลัง ( Spinal Cord ) ไขสันหลังเปนเสนประสาทในโพรงของกระดูกสันหลัง ทอดยาวจากกนกบไปจนถึงกานสมอง ทําหนาที่ดังนี้
  • 47. 18 เปนตัวกลางรับกรพะแสประสาทจากสวนตาง ๆ เขาสูสมองและจากสมองไปสูประสาทมอเตอรตามสวนตาง ๆ เปนศูนยกลางการเกิดปฏิกิริยา สะทอน ( Reflex action ) ระบบประสาทสวนนอก ( Peripheral Nervous system : PNS ) คือ สวนของเซลที่ แ ยกพ น จากระบบประสาทส ว นกลางระบบประสาทส ว นนอกมี ๒ ประเภท คื อเสนประสาทสมอง ( craianaaial nerves ) กับเสนประสาทไขสันหลัง ( Spinal nerves )เสนประสาทสมองควบคุมการทํางานของระบบตาง ๆ ของรางกายสวนบนนับตั้งแต คอ ขึ้นไปมี๑๒ คู แตกแขนงออกมาจากสมอง เสนประสาทไขสันหลัง ควบคุมการทํางานของอวัย วะสวนลาง นับตั้งแตคอลงมามี ๓๑ คู แตกแขนงออกจากไขสันหลัง ระบบประสาทอัตโนมัติ ( Automatic nervous system: ANS ) มีหนาที่ควบคุมการทํางานของอวัยวะภายใน อยูนอกอํานาจจิตใจบังคับใหเปนไปตามตองการไมได เชน การเตนของหัวใจ การสูบฉีดโลหิต การยอย การดูดซึม อาหาร และกระบวนการสันดาปในรางกาย มีระบบทําการสองระบบ คือระบบ Sympathetic เปนระบบปรับเพิ่มและระบบ Parasympatheticเปนระบบปรับลดเพื่อใหไดภาวะสมดุล ปฏิกิริยาสะทอน ( Reflex action) เปนกลไกของรางกายในการตอบสนองตอสิ่งเรา ปฏิกิริยาสะทอน เปนไปโดยไมจงใจ คือ อยูนอกการบังคับของจิตใจ และกระทําในเวลาอันรวดเร็ว โดยเจาตัวมักไมรูสึกตัว เชนการหลับตาทันที เมื่อผงเขาตา ควบคุมดวยไขสันหลังไมมีการรับรูที่สมอง ไมมีกระบวนการคิด การตัดสินใจหรือพิจารณาไตรตรอง อวัยวะรับสัมผัส ( Sensory Organs )ทําหนาที่รับขาวสาร หรือความรูสึกจากภายนอกหรือ ภายใน แลวสงผานไปยังระบบประสาทสวนกลาง อวัยวะที่ทําหนาที่รับความรูสึกนี้เรียกวาตัวรับรูมีความสามารถที่จะเปลี่ยนพลังงานจากรูปตาง เปนพลังงานประสาทไดอวัยวะเหลานี้ไดแก ๑) ตา( Eye ) เปนตัวรับรูแสงสําหรับภาพ ๒) หู ( Ear )เปนตัวรับรูเชิงกล ทําหนาที่เกี่ยวกับการไดยิน และควบคุมการทรงตัว ๓) ลิ้น (Tongue ) ประกอบดวยตอมรับรส ซึ่งเปนตัวรับรูสารเคมีสําหรับรับกลิ่น ๔) จมูก ( Nose) ประกอบดวยเซลรับกลิ่น ซึ่งเปนตัวรับรูสารเคมี สําหรับรับกลิ่น ๕) ผิวหนัง ( Skin) เปนการสัมผัสรับความรูสึกสัมผัสเกี่ยวกับ เจ็บ รอนหนาว หรือความกดดัน ระบบอวัยวะรับความรูสึกเหลานี้ มีระดับความซับซอนของโครงสรางและทําหนาที่รับพลังงาน รูปแบบตาง ๆ แตหลักการทํางานพื้นฐานเดียวกัน คือ
  • 48. 19 ๑. มีตัวรับ ( Receptor cells ):ซึ่งจะนํา Transducer คือความสามารถเปลี่ยนพลังงานรูป ใด รูปหนึ่ง เชนแรงกด แสงเสียง หรือสารเคมี ใหเปนพลังงานไฟฟาในรูปของพลังงานประสาทโดยมีสิ่งเราที่เหมาะสมมากระตุน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อผนังเซล ตอไปไอออนบางตัวจึงเกิดเปนพลังประสาทที่สงทอดตอไป ๒. มีเสนใยประสาท ( Nerve fiber) ที่ทําหนาที่สงสัญญาณ ที่เกิดขึ้นไปยังสองบริเวณที่เหมาะสมเพื่อการรับรู และการแปรผล วาสิ่งที่มากระตุนนั้น คือ อะไร และรางกายสวนไหนควรจะมีการตองสนองอยางไรจึงจะเหมาะสม๔. โครงสรางและองคประกอบของจิต สมพร สุขเกษม (๒๕๔๒: ๕๑ - ๕๗) ไดกลาวถึงจิตวา จิตประกอบดวย จิต กับเจตสิกสรุปไดดังนี้ ๑. จิต คือธรรมชาติ “รู” ที่มีอยูในความเปนชีวิต มีความเปนไปในระบบสืบทอดตอเนื่อง คือ จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดํารงอยู แลวดับไป ในเวลาอั้นสั้น สืบทอดตอเนื่องอยางรวดเร็วปรากกฏเปนจิตดวงใหมเกิดขึ้นดํารงอยู แลวดับไปสืบตอกันเปนเชนนี้ ๒. เจตสิก คือองคที่เ ขาประกอบกับจิต เพื่ อแสดงลักษณะของจิต เจตสิกเกิดดับ พรอมกับจิต จิตเปนองคหลัก เมื่อมีเจตสิกเปนองคที่เขาประกอบกับจิต จิตจึงยึด เหนี่ยวอารมณเดียวกับเจตสิกองคที่ประกอบอยูนั้น และมีอาศัยเกิดขึ้นที่เดียวกัน เพราะการประกอบกันเขาของเจตสิกจิตมีตัวทําการที่เปนโครงสรางหลัก และมี ตัวทําการที่ทําใหเกิดจิตประเภทตาง ๆ ทั้งดี ชั่ว เปนกลาง ๆและผสมผสาน ความดี ชั่ ว และเป น กลาง ๆ นั้ น อยู อ ย า ซั บ ซ อ น จิ ต ซั บ ซ อ นมากน อ ยอยู ที่ สวนผสมผสานขององคเจตสิกที่เขารวมประกอบกันขณะหนึ่ง ๆ นั้น เจตสิกมี ๕๒ ชนิดจําแนกไดเปนหมวดหมูตามการกําเนิดรวมกันและความสอดคลองกันดังนี้ ๑ . เจตสิกพื้นฐาน ๑๓ แบงเปน ๑.๑ เจตสิกพื้นฐานทั่วไป ๗ ไดแก ๑.๑.๑ ผัสสะ ทําหนาที่รับกระทบทางประตูจิตทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ รูปกระทบทั้งจักขุประสาท ผัสสะเจตสิกก็ทําการกระทบของรูปกับประสาทตาเปนตนและแมแตอารมณที่เกิดจากการรูสึกนึกคิก ก็มีผัสสะเจตสิกเขามาทําหนาที่ที่รับกระทบเชนกัน คือรับการกระทบของอารมณที่รับการกระทบจิต ๑.๑.๒ เวทนา ทําหนาที่รับอารมณสุขหรือทุกข ที่เกิดจากการกระทบทางประตูจิตทั้ง ๖
  • 49. 20 ๑.๑.๓ สัญญา ทําหนาที่เก็บอารมณและกรรมทุกประการ สัญญาเจตสิกจะเก็บอารมณนั้น ๆ ไดมากเมื่อรับการกระทบที่รุนแรงหรอ ซ้ําซาก ๑.๑.๔ เจตนา เปนความจงใจหรือความปรารถนา ซึ่งการเห็น การไดยิน การคิดจะเกิดเปนอารมณขึ้นเพราะเจตนาเจตสิก เจตนาเจตสิกจึงเปนตัวกระตุนเตือนผัสสะเจตสิกและเวทนาเจตสิกใหทําหนาที่รวมกับตน ๑.๑.๕ เอกัคคตา เจตสิกแหงความตั้งมั่นในอารมณหนึ่ง เจตสิกนี้จะเขาประกอบใหจตจรดอยูกับอารมณนั้น ๆ ิ ๑.๑.๖ ชีวิตินทรีย เจตสิกนี้จะทําหนาที่เชื่อมโยง หลอเลี้ยงเจตสิกตาง ๆ ใหคุมเขาดวยกันเจตสิกนี้คือ ความเปนชีวิต เจตสิกทั้งหลายจึงผูกโยงเกาะยึดกันอยูดวยยางใยของชีวตินทรียเจตสิก ิ ๑.๑.๗ มนสิการ การใสใจตออารมณ บุญหรือบาป จะเกิดสืบเนื่องมาจากการมนสิการโดยแยบคายหรือไมแยบคาย เจตสิกทั้ง ๗ นี้ เรียกไดวาสัมพพสาธารณเจตสิก เปนเจตสิกพื้นฐานทั่วไป คือเปนเจตสิกหลักที่ประกอบกันอยูเปนโครงสรางของจิตทุกดวง องคประกอบของชีวิตตามหลักของพระพุทธศาสนา องคประกอบของชีวิตตามแนวพระสุตตันตปฎกก็คือ ขันธ ๕ ซึ่งขันธ ๕ นี้แยกออกไดเปน ๒ สวนคือ กายกับใจ หรือ รูปขันธและนามขันธ รูปขันธ ไดแกสวนของรางกายหรือรูป นามขันธ ไดแก เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งเปนสวนของใจ ตามนัยแหงอภิธรรมเรียกวิญญาณขันธทั้งหมดวา จิต ซึ่งจะกลาวในขอตอไป ดังนั้น มนุษยตองมีทั้งกายและใจในการทําหนาที่สอดประสานใหชีวิตดํารงอยูและดําเนินตอไปได การเกิดของมนุษยในพระพุทธศาสนากลาวา ประกอบดวยองค ๓ คือ ๑) บิดามารดาอยูรวมกัน (มีเพศสัมพันธ) ๒) มารดาอยูในวัยยังมีระดู ๓) มีคันธัพพะมาปรากฏ (ในครรภมารดา) องคประกอบสําคัญที่ตองศึกษาคือ คันธัพพะ หมายถึง สัตว ซึ่งก็คือมนุษย เทวดา เปรตหรือสัตวนรกที่ตายแลวหรือจุติแลวมาเกิด ถามวาคันธัพพะมาปรากฏในครรภมารดานั้นมาอยางไรคําตอบเรื่องนี้ศึกษาไดจากบทสนทนาระหวางพระพุทธองคกับพระอานนทดังนี้ พระพุทธองค : อานนท ก็ถาวิญญาณจักไมหยั่งลงสูครรภมารดา นามรูป ท(ชีวิตใหม) จักกอขึ้นในครรภมารดาไดหรือ พระอานนท : ไมไดเลย พระพุทธเจาขา พระพุทธองค : ก็ถาวิญญาณหยั่งลงสูครรภมารดาแลวลวงเลยไปเสีย (ดับ) นามรูป จักบังเกิดขึ้นเพื่อความเปนอยางนี้ไดหรือ พระอานนท : ไมไดเลย พระพุทธเจาขา
  • 50. 21 พระพุทธองค : ก็ถาวิญญาณเด็กชายหรือเด็กหญิงผูเยาววัยจักขาดความสืบตอ นามรูปจักเจริญงอกงามไพบูลยไดหรือ พระอานนท : ไมไดเลย พระพุทธเจาขา พระพุทธองค : อานนท เพราะเหตุนั้นเหตุ ตนเหตุ เหตุเกิด และปจจัยแหงนามรูปก็คือวิญญาณนั่นเอง1 จากบทสนทนาที่นํามากลาวนี้ชวยใหเขาใจไดวา สัตวที่มาเกิดในครรภมารดานั้น มาในสภาพที่เปนวิญญาณ แลววิญญาณนั้นก็เปนปจจัยใหไขที่ผสมเชื้อเติบโตเปนชีวิตคนตอไป 2 ชีวิตในทัศนะทานพุทธทาส ชีวิตคือความเปนอยู ความมีอยู หรือชีวิตนี้ ตองมีการหมุนหรือที่เรียกวา วงลอ ตัววงล อ นั่ น เขาเรี ย กว า จั ก ร หารหมุ น ของมั น เรี ย กสั ง สาระหรื อ สงสาร สั ง สาระแปลว า หมุ น ไหสังสารวัฏฏหมายถึง การหมุนไปแหงวงลอ สิ่งมีชีวิต ในสวนที่เปนรางกาย ประกอบดวยสังสารจักรอยูหลายๆ อยาง ที่เปนอยางหยาบที่สุดก็คือ เกิด แก เจ็บ ตาย เวียนไปเปนวงใหญๆ แคบเขาก็มีอดีต อนาคต ปจจุบัน เรียกวา วัย แคบเขา เพราะการไหลเวียนของสิ่งที่ไหลเวียน ของโลหิต ของการหายใจ ของเนื้อหนังลวนๆ คือเซลลตางๆ ที่มันตองหมุนเวียนสับเปลี่ยน อาการที่หมุนเวียนก็เรียกวา มันเปนหวงโซ คลองกันหลายๆ วง สัมพันธ สืบตอกัน ชีวิตจึงมี แมในเซลลหนึ่งๆ ก็มีการไหลเวียนของการไดกิน ไดตั้งอยู ไดถายออก ไดเกิดขึ้น แลวก็ได สลายไป ถ า ไม มีก ารหมุน มั น ก็อยูไ มไ ด ฉะนั้น ชีวิตจึง เปน การหมุน ชีวิต ในฝา ยนามธรรมประกอบดวยกิเลส กรรม และผลของกรรม3 ความหมายและคุณคาของชีวิต คุณคา เปาหมาย และความสําเร็จของชีวิต เปนสิ่งที่มีความสัมพันธกัน คําวา คุณคาหมายถึง สิ่งที่ควรทํา หรือสิ่งที่มีประโยชน สรางประโยชน เปาหมายของชีวิตมีหลายอยางตามแนวคิดของนักปราชญศาสดา เชน เปาหมายคือความสุข ความสงบ ความรู ฯลฯ ความสําเร็จของชีวิต หมายถึง การบรรลุเปาหมายที่กําหนดไว สวนประกอบสําคัญของความสําเร็จในชีวิตคือ การยอมรับจากสังคม ทฤษฎีวาดวยคุณคา เรียกวา คุณวิทยา ศึกษาเกี่ยวกับความจริง ความดี และความงาม หากศึ ก ษาความจริ ง เรี ย กตรรกศาสตร ศึ ก ษาความดี เรี ย กว า จริ ย ศาสตร ศึ ก ษาความงามเรี ย กว าสุนทรียศาสตร1 ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๑๕/๖๕-๖๖.2 บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท เกิด-ดํารงอยู-ตาย และสืบตออยางไร?, พิมพครั้งที่ ๓, (กรุงเทพฯ : พรบุญการพิมพ, ๒๕๓๘), หนา๑๔๓-๑๔๕.3 พุทธทาสภิกขุ, ชีวิต ในทัศนะของพุทธทาส, (กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ สุขภาพใจ, ๒๕๔๓), หนา๗-๑๐.
  • 51. 22 คุณคา บางครั้งก็ถือวาขึ้นอยูกับจิต ขึ้นอยูกับความพอใจ ความชอบใจของแตละบุคคล มีความจริงที่เปนแกนของมัน คุณคาทั้งหลายขึ้นอยูกับการตัดสินใจของมนุษยเรา แตอยางไรก็ตามอาจไมจริงก็ได เพราะคุณคามิไดขึ้นอยูกับความชอบใจของแตละบุคคลหรือที่เรียกวา มิใชเปนจิตวิสัยเทานั้น แตเปนวัตถุวิสัยคือ ขึ้นอยูกับวัตถุดวย4 ความมุงหมายและคุณคาของชีวิต ตามแนวของปรัชญาเมธีกลุมตาง ๆ สุขนิยม เห็นวาความสุขเปนสิ่งมีคาสูงสุดเพราะความสุขเปนสิ่งที่มีคาในตัว วิทยาศาสตรจะชวยใหมนุษยและปญญาเปนสิ่งสําคัญในวิญญาณ ปญญานิยม เห็นวาปญญาเปนสิ่งสูงสุดเพราะถือวาจิตหรือวิญญาณ เปนสิ่งสําคัญในความเปนมนุษยและปญญาเปนสิ่งสําคัญในวิญญาณ วิ มุ ติ นิ ย ม เห็ น ว า การที่ ม นุ ษ ย ช ว ยตนเองได เ ป น ความสุ ข ที่ สุ ด เพราะหลุ ด พ น จากพันธนาการของความอยากในสวนเกินตาง ๆ เพราะทําใหคนมีวิญญาณในตนเอง เอกซิสเท็นเชียลลิสม เห็นวามนุษยสูญเสียความเปนตัวของตัวเอง มนุษยตกเปนทาสของบุคคล สังคมและกฎระเบียบบังคับตาง ๆ มนุษยควรกลับมาหาตนเอง ประพฤติ ปฏิบัติและกระทําในสิ่งที่ตนอยากทําอยากประพฤติ มนุษยนิยม เห็นวามนุษยควรมองรอบ ๆ ขาง หาความสุขหลายประเภท หลายระดับฉะนั้นมนุษยจะขาดสวนใดสวนหนึ่งและเกินในบางสวน ความเปนมนุษยที่แทจริง สมบูรณ ตองไดรับความสุขทุก ๆ ประเภทและทุก ๆ ระดับ ทั ศ นะสุ ข นิ ย ม (Hedonism) ทั ศ นะนี้ ว า ความมุ ง หมายของชี วิ ต คื อ ความสุ ข สบายความสุขเปนคาในตัว (Intrinsic Value) สิ่งอื่น ๆ เปนคานอกตัว (Extrinsic Value) สิ่งอื่น ๆ มีไวเพื่อเปนวิถีไปสูความสุข นักปรัชญามีชื่อ เบ็นธัม (Bentham : ๑๗๔๘-๑๘๓๑) บอกวามนุษยมีนาย ๒ คน คือ นายแหงความสุข กับนายแหงความเจ็บปวด ยิ่งมนุษยหนี นายแหงความเจ็บปวดมากเทาใด ก็แสดงถึงความเจ็บปวดมีอิทธิพลของความเจ็บปวดที่มนุษยอยาก หลีกเลี่ยง เพื่อแสวงหานายแหงความสุข นักปรัชญากรีกโบราณ ชื่อ เอพิคิวรัส (Epicurus ๓๔๑-๒๗๐ B.C.)บอกวาในการแสวงหาความสุข มนุษยจะตองรอบคอบมองการณไกล “ถาความสุข ของเราขึ้นอยูกับความหายาก ของราคาแพง เราจะลงเอยดวยความทุกข” และ ความสุขมีทั้ง ความสุขซึ่งหนาและความสุขระยะยาว ความซึ่งหนาคือการแกปญหาเฉพาะหนา เชน เราหิว เราแกปญหาดวยการไปรับประทานอาหาร ซึ่งทําใหเราหายหิวในมื้อนั้น แตทําอยางไรเราจะไมหิวในมื้อตอ ๆ ไป คือมีกินทุกมื้อนี้ เปนการแกในระยะยาว เราตองมีการศึกษา มีงานทํา มีเงิน ไวแลกเปลี่ยนปจจัยสี่เปนตน44 4 พระทักษิณคณาธิการ, ปรัชญา, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ สหธรรมิก จํากัด, ๒๕๔๔), หนา ๒๑๗-๒๑๘.
  • 52. 23 ชาวสุขนิยมสมัยปจจุบันยึดวิทยาศาสตรเปนสรณะ วิทยาศาสตรเปนความรู ที่เกิดจากประสาทสัมผัส สิ่งที่วิทยาศาสตรศึกษาจึงเกี่ยวกับประสาทสัมผัส วิทยาศาสตรจึงเปนประโยชนในการชวยใหเราควบคุมและหันเหใหโลกของวัตถุคลอยตาม ความพอใจของเรา วิทยาสาสตรบอกเราไมไดวา ทําอยางไรตาของเราจะไดเห็นภาพสวย ๆ หูของเราจะไดยินเสียงไพเราะจมูกของเราจะไดกลิ่นหอม ลิ้นของเราจะไดลิ้มรสอรอย กายของเราจะไดเคลื่อนไหวไปมาอยางสบาย และไดสัมผัสกับสิ่งที่นาพึงใจ ชาวสุขนิยมเชื่อวา ยิ่งวิทยาศาสตรเจริญขึ้นมนุษยก็ยิ่งสบายมากขึ้น ซึ่งอาจมีคนไมเห็นดวยวาเปนสิ่งที่ดีที่สุดเพราะ ๑. ถามนุษยทุกคนเห็นแกความสุขสวนตัวแลวอารยธรรมของโลกก็คงมีไมได ๒. ความสุขไมเคยกอใหเกิดการกระทําอันนาสรรเสริญวีรกรรมทั้งหลายเกิดจากการที่มนุษยพลีชีพเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญกวาความสุข เชน ชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริยเปนตน ๓. ความสุขเปนภาพมายา มันไมจริง เหมือนกับการวิ่งแขง ๑๐๐ เมตร เราจะตองเอาชนะคนที่วิ่งเกงที่สุด โดยมีการทําลายสถิติลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งเปนไปไมได นักปรัชญาจึงเสนอใหแสวงหาความรูหรือปญญาจะดีกวา ทัศนะปญญานิยม ปรัชญาเมธีที่สําคัญในสํานักนี้ คือ โสกราติส เพลโต และ อริสโตเติ ล ปรั ช ญาเมธี ก ลุ ม นี้ ถื อ ว า ธาตุ แ ท ข องมนุ ษ ย มี ๒ ส ว น คื อ ร า งกายกั บ วิ ญ ญาณหรื อ จิ ตประการหลังนั้นจริงและสําคัญกวา อีกทั้งมีคากวา ดังนั้นความมุงหมายของชีวิต จึงอยูที่วิญญาณไดหลุดพนจากความปรารถนาของรางกายไปสูโลกของมันเอง ชาวปญญานิยมเชื่อวาวิญญาณหรือจิต เปนสิ่งสําคัญของมนุษย และในวิญญาณนั้นสิ่งสําคัญที่สุดคือปญญา สําหรับชาวปญญานิยม ชีวิตที่ความมุงหมายและมีคุณคา หรือนัยหนึ่งชีวิตที่นาอยูมิใชชีวิตที่อยูกับปญญาอยางเดียวเทานั้น การอยูกับปญญาคือการแสวงหาความรู และความจริงดวย ความรูในทัศนะ ของปญญานิยมมี ๒ แบบ อยางแรกคือ ความรูที่ชวยใหมนุษยไดอยูสุข สบายขึ้น ความรูสึกแบบนี้หนีไมพนจากรางกาย ยังติดอยูกับรางกายและ ถือรางกายเปนสรณะอีกอยางหนึ่ง ในความบริสุทธิ์เปนสัจธรรมอันอมตะไมเกี่ยวเนื่องกับ การสนองความอยากของรางกายความรูแบบนี้มนุษยเทานั้นที่รูได เปนสัจธรรมที่มนุษย เทานั้นจะดื่มด่ําชื่นชมกับมันได การแสวงหาความจริงแบบนี้ ทําใหจิตใจสงบ สัจธรรมเปนของกลาง และมีจํานวน ไมจํากัดการที่คน ๆ หนึ่งไดชื่นชมกับความจริงมิไดเปนการขัดขวาง มิใหคนอื่นไดโอกาสดวย ดังนั้นไมตองแกงแยงกัน ทุกคนมีสิทธิเทากันที่จะบรรลุความหมายของชีวิต สําหรับชาวปญญานิยม ชีวิตที่มีคุณคามิไดวัดดวยความสุขทาง รูปธรรมหรือรางกาย การเปนคนดีกับการมี ความสุขสบายมิใชสิ่งเดียวกัน คนดีคอคนที่ สาระของเขาอันไดแกปญญาไดรับการเอาใจใส อยางพรอมบริบูรณ ื
  • 53. 24 ทัศนะวิมุตินิยม ชาววิมุตินิยมเนนเรื่องการดับความตองการและการเอาชนะตนเอง ความพอใจของมนุษยน้น คือ ความพอดีระหวางสิ่งที่เรามีกับสิ่งที่เราตองการ เขียนเปน ัสมการไดดังนี้ ความพอใจ = สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราตองการ๕. คุณคาของชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา ถือวา ชีวิตที่มีคา คือชีวิตที่ประกอบดวยคุณธรรม เมื่อมีคุณธรรมอยูในชีวิตใด ชีวิตนั้นยอมชื่อวาเปนชีวิตที่ดี และคนมีชีวิตที่ดีเรียกวา คนดี เพราะมีความดีเปนหลักและมีความดีเปนฐาน ซึ่งสามารถใหประโยชนแกทั้งตนเองและผูอื่น หลัก คือคุณความแข็งแลเหนียว อันเปนแกนสําหรับทรงตัวใหอยูได หมายถึง วิชาดี ฐาน คือคุณความใหญกวางหนาแนน สําหรับยึดทรวดทรงไวใหมั่นคง หมายถึง จรรยาดี เมื่อคนมีหลักมีฐานดีประกอบกันแลว ยอมสามารถตั้งตัวไดดี และคุณความดีที่อยูในสันดานของคนดีนี้เอง จะประกาศใหรูเห็นวาเปนคนดี ใหเราเห็นผานทางกิริยา วาจา และนิสัยใจคอซึ่ ง คนดี แ สดงออกมา และคุ ณ ธรรมของคนดี เรี ย กว า สั ป ปุ ริ ส ธรรม คื อ ธรรมของคนดี ใ นพระพุทธศาสนามี ๗ ประการคือ ๑. ศรัทธา-เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เชน เชื่อวา ทําดียอมไดรับผลเปนความดี ทําชั่วยอมไดรับ ผลเปนความชั่ว ๒. หิร-ความละอายตอบาปที่จะคิด พูด หรือทํา ในสิ่งที่ไมดี เปนบาปอกุศลทั้งปวง ิ ๓. โอตตัปปะ-ความเกรงกลัวตอบาป ไมกลาคิด พูด ทํา ในสิ่งที่ตนเห็นวาผิดวิสัย ๔. พาหุสัจจะ-สดับตรับฟงมาก หรือศึกษาเลาเรียน รูอรรถ รูธรรม ทรงจําไวไดมาก(พหูสูต) จนมีความรูกวางขวางแตกฉานในธรรมและธรรม ๕. วิริยะ-เพียรพยุงใจใหเขมแข็ง แกลวกลา ระมัดระวังบาปไมใหกล้ํากรายเขามาในตัวอาจหาญที่จะสละทิ้งบาปใหหมดสิ้น บําเพ็ญการกุศลใหเกิดขึ้น และหมั่นรักษาความดีไวใหมั่นคง ๖. สติ-ความระลึกรูกอนที่จะ คิด พูด ทําและหามไมใหกระทํา พูด คิดเห็นไปในทางที่ผิด ๗. ปญญา-รูทั่วถึงในเหตุผลโดยรอบคอบ รูทางเสื่อมและทางเจริญ ทั้งทางโลกและทางธรรม นําตนใหพนจากความชั่วเสียหายและใหดําเนินไปในทางที่ดีที่ชอบเปนสุจริตชน
  • 54. 25 คุณธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ เปนสัจธรรมที่พระผูมีพระภาคตรัสไวดีแลว ไมผันแปรไปเปนอื่น และแตงคนดีใหเปนคนสงบ มีสงาราศี สุภาพเรียบรอย มีเหตุผล ทนตอความเพงพินิจของบัณฑิต5 ดังนั้น เปาหมายสูงสุดในการดําเนินชีวิตในพระพุทธศาสนาคือ ความดับทุกข ซึ่งไดแกพระนิพพาน ฉะนั้น ชีวิตจึงควรอยูเพื่อบําเพ็ญประโยชน เพื่อสรางความดีและเพื่อพัฒนาตนและสังคม ซึ่งทั้ง ๓ ประการนี้จะนําไปสูเปาหมายสูงสุดคือ ความพนทุกขเชนเดียวกัน ประโยชน ๓ อย า งคื อ สิ่ ง ที่ ช ว ยให สํ า เร็ จ ตามประสงค แ ละอรรถผลที่ เ กิ ด จากความประสงคน้ัน กลาวคือ ทั้งวิธีการและความสําเร็จอันเกิดจากวิธีการนั้นเรียกวา “ประโยชน” ชีวิตอยูไดดวยสิ่งที่เรียกวาประโยชน อะไรที่ไมมีประโยชนยอมไมจําเปนสําหรับชีวิต ดังนั้น การบําเพ็ญประโยชนจึงถือเปนภารกิจหนาที่ของชีวิต แบงเปน ๑. ประโยชนในชาติปจจุบัน เรียกวา ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน ถือวาเปนประโยชนขั้นพื้นฐานในการดําเนินชีวิต มี ๔ อยางไดแก ๑.๑ อุฏฐานสัมปทา ความถึงพรอมดวยความหมั่น ไดแก ความขยันในการประกอบอาชีพการงานเพื่อเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว ดังคํากลาวของชาวบานที่วา “อยานอนตื่นสาย อยาอายทํากิน อยาหมิ่นเงินนอย อยานอนคอยวาสนา” ๑.๒ อารักขสัมปทา ความถึงพรอมดวยการรักษาทรัพยที่หามาได การเก็บรักษาและการประหยั ด เป น สิ่ ง จํ า เป น สํ า หรั บ ชี วิ ต เพราะความไม แ น น อนของชี วิ ต ย อ มเกิ ด ได ทุ ก ขณะหลักธรรมขอนี้ มุงใหคนมัธยัสถ (พอดี) ในการใชจายทรัพย เพื่อใหเกิดการสะสมไวในคราวจําเปนหรือใชเปนทุนในการประกอบอาชีพการงานตอไป ดังคําสอนของทานสุนทรภูท่ีวา “มีสลึงพึงบรรจบใหครบบาท อยาไดขาดสิ่งของตองประสงค มีนอยใชนอยคอยบรรจง อยาจายลงใหมากจะยากนาน” ๑.๓ กัลปยาณมิตตตา การมีคนดีเปนมิตร หรือคบคนดีเปนเพื่อน การมีเพื่อนดีนั้นเท า กั บ ชี วิ ต สํ า เร็ จ ไปครึ่ ง ทางแล ว เพราะเพื่ อ นดี จ ะเป น ตั ว อย า งและคอยชี้ แ นะความดี แ ละขอบกพรองใหอยูเสมอ ทําใหมีสติ ไมพลั้งพลาดในการดําเนินชีวิต ๑.๔ สมชีวิตา การเลี้ยงชีวิตที่เหมาะสม ไดแก การใชจายตามสมควรแกรายรับ ดํารงชีพตามสมควรแกอัตภาพ ไมหนาใหญ ฟุงเฟอเหอเหิมเกินขอบเขต หมายถึง ไมใชจายเกินรายไดคอ ืการใชจายพอเหมาะกับสภาพและฐานะของตน ฝกหัดเปนคนละเอียดถี่ถวน และรอบคอบในการใชจายทรัพยและรูจักเก็บออมเปนทุนหรือเปนหลักประกันความมั่นคงของชีวิตตน ๒. ประโยชนที่จะพึงไดรับในภายภาคหนาหรือชาติหนา เรียกวา สัมปรายิกัตถประโยชนมี ๔ อยางคือ5 ๙ ส.รัตนรัตติ, ธรรมเพื่อชีวิต, (กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, ๒๕๔๗), หนา ๓๙-๔๓.
  • 55. 26 ๒.๑ สัทธาสัมปทา ความถึงพรอมดวยศรัทธา คือความเชื่อความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เชื่อในกฎแหงกรรมวา ทําดีไดดี ทําชั่วไดชั่ว เชื่อวาผลของกรรมมีจริง เชื่อวาสัตวมีกรรมเปนของของตน ผูทํากรรมใดยอมไดรับผลแหงกรรมนั้น และเชื่อในการตรัสรูของพระพุทธเจา ๒.๒ สีลสัมปทา ความถึงพรอมดวยศีลหรือความเปนคนมีศีล ศีลแปลวาปกติ คือความเปนปกติทางกาย วาจา ใจ การรักษาศีลก็คือการรักษาตน ศีลเปนเพียงหลักการหรือเครื่องมือที่นําไปสูความสงบสุข มิใหตนตกไปสูความชั่วราย ดังนั้น ผูมีศีลก็คือผูที่ตั้งตนไวในความดี มิใชเปนคนคร่ําครึหัวเกาโบราณแตอยางใด เพราะไมวายุคใดสมัยใด สังคมยอมตองการคนดีทั้งนั้น ๒.๓ จาคสัมปทา ความถึงพรอมดวยการบริจาค การบริจาคคือการเสียสละทรัพยของตนแกบุคคลอื่น เปนการทําลายความตระหนี่และความเห็นแกตัว นอกจากนี้ การบริจาค ยังมายถึงการใหทาน การแบงปนเพื่อชวยเหลือสงเคราะหโดยทั่วไปอีกดวย ๒.๔ ปญญาสัมปทา ความถึงพรอมดวยปญญา คําวาปญญาแปลวาความรูทั่วหรือความรูชัด ไดแก ความเขาใจ ความหยั่งรูเหตุผล แยกแยะวินิจฉัยไดวา จริง เท็จ ดี ชั่ว ถูก ผิด ควร ไมควร คุณ โทษ ประโยชน มิใชประโยชน รูความสัมพันธระหวางเหตุและผลหรือปจจัยตางๆ รูภาวะความเปนจริงของสิ่งตางๆ รูวาจะนําไปใชอยางไรจึงจะแกปญหาได ปญญาจึงเปนตัวชี้นําทางใหรูจักการแกปญหาและการดําเนินชีวิตที่ถูกตอง ๓. ประโยชนอยางยิ่งหรือประโยชนสูงสุด เรียกวา ปรมัตถประโยชน ไดแก พระนิพพานคือ ภาวะที่จิตสะอาด (บริสุทธิ์) สวาง (ปญญา) และสงบ (วิมุตติ) และผูท่ีบรรลุประโยชนสูงสุดนี้เรียกวา พระอรหันตสรุป จากการศึกษาเรื่องของความเปนมาของชีวิต หรือชีวิตมาจากไหน วิวัฒนาการของชีวิตทําใหเราเขาใจเรื่องของชีวิตเปนสําคัญในเบื้องตนซึ่งเราหมายความวาชีวิก็คือสิ่งที่เปนไปตามธรรมชาติของธรรมชาตินั้น กลาวคือ ตามธรรมชาติของความเปนจริงในทัศนะตาง ๆ ซึ่งเรียกชื่อตางกัน แตบทบาทและหนาที่ของอวัยวะตาง ๆ ก็ทําหนาที่เหมือนกันแตกตางกันตรงชื่อเทานั้นกระบวนการที่มีความสําคัญในระบบในรางกายซึ่งมีความสลับซับซอนยากที่จะแยกแยะปญหาใหออกมาไดทั้งหมดเพราะในชีวิตมนุษยนั้นมีสิ่งที่มองเห็นและมองไมเห็นเรียกความหมายทั่ว ๆ ปารูปกับนาม หรือรูปกับนามเปนองคประกอบที่มีความสัมพันธกันลึกซึ้งทําใหเกิดคุณคาของทุกสิ่งในชีวิตรวมทั้งความรูสึก อารมณ ความรับผิดชอบซึ่งมีอยูในตัวคน เปนพลังงานที่มีระบบและพัฒนาตอไปไดอยางตอเนื่อง ทําใหชีวิตนั้นกลายเปนสิ่งที่มีผลตอบแทนหรือคุณคาออกมาระหวางความไม ดีกับความดี หรื อความดีกับความชั่วนั่ นเอง ซึ่งคุณ คาของชีวิตก็มีความแตกตางตามสถานที่บุคคลระยะเวลาไมเหมือนกันโดยคุณคาจะออกมาตามเงื่อนไขนั้น ๆ ของการดําเนินไปของชีวิตนั้นเอ
  • 56. 27 คุณคาและเปาหมายของชีวิต ในช ว งครึ่ ง แรกของคริ ส ต ศ ตวรรษที่ 19 คํ า ว า “คุ ณ ค า ” เป น ศั พ ท เ ฉพาะของวิ ช าเศรษฐศาสตร หมายถึง ราคาหรือคาเชิงปริมาณ (Worth) ตอมานักปรัชญาชาวเยอรมันกลุมหนึ่งสังเกตพบวาปญหาทางปรัชญาบางเรื่อง ในอดีต เชน ปญหาเรื่องความดี (Good) ความถูกตอง(Right) การตั ด สิ น จริ ย ธรรม (Moral Judgment) ความงาม (Beauty) การตั ด สิ น ความสุ น ทรี ย(Aesthetic judgment) ความจริง (Truth) หรือความสมเหตุสมผล (Validity) ลวนแตเปนปญหาที่มีลักษณะเนื้อหาบางอยางรวมกัน ไดแก การกลาวถึง สิ่งที่ควรจะเปน (What It ought to Be) ซึ่งแตกตางจาก ขอเท็จจริง (Fact) หมายถึง สิ่งที่กําลังเปน (What It is Be) สิ่งที่เคยเปน (What It wasBe) หรือสิ่งที่จะตองเปน (What It will Be) สิ่งที่ควรจะเปน นี้เองคือสิ่งที่มีคุณคา ดังเชนขอความวา “ทําในสิ่งที่รูวาควรทําและไมทําในสิ่งที่รูวาไมควรทํา” ดังกลาว ความแตกตางระหวางคุณคากับขอเท็จจริง ยกตัวอยาง โดยการเปรียบเทียบกับสิ่งที่พบเห็นไดชัดเจนในชีวิตประจําวัน ไดแก สมมติในวงสนทนาหนึ่งมีการพูดคุยถึงเรื่องของปากกาวาดังนี้ ปากกา 2 ดาม ดามหนึ่งสีดํา ดามหนึ่งสีแดง ดามสีดํามีความยาว 15 เซนติเมตร ดามสีแดงมีความยาว 13 เซนติเมตร แลวมีคนตั้งคําถามงายๆ วา ปากกาดามไหนมีความยาวกวากันคําถามนี้ เราสามารถตอบไดทันทีวา ดามสีดํายาวกวาสีแดง เพราะเราสามารถตัดสินไดดวยการใชไมบรรทัดวัดความยาวของมันได แตถามีเพื่อนอีกคนตั้งคําถามวาระหวางปากกาสีดํา กับปากกาสีแดง สองดามนี้ดามไหนเขียนไดสวยกวากัน คําถามนี้เพื่อนในวงสนทนาจะตอบวาอยางไร? นี่คือความแตกตางระหวางขอเท็จจริง (Fact) กับคุณคา (Value) กลาวคือ ขอเท็จจริงเปนสิ่งที่ตัดสินไดดวยเครื่องมือที่เปนมาตรฐานอันยอมรับกัน สวนคุณคานั้นไมสามารถตัดสินดวยวิธีดังกลาว เพราะขอเท็จจริงคือสิ่งที่มันเปน (What it is be) แตคุณคาคือสิ่งที่ควรเปน (What It Oughtto Be) การศึกษาเรื่องของคุณคาจึงมีขอบเขตกวางขวางกระจายอยูเปนหัวขอของวิชาการตางๆหลายวิชา อยางไรก็ตาม มีช่ือเรียกวิชาที่ศึกษาเรื่องของคุณคาโดยเฉพาะวา ทฤษฎีคุณคา (Theoryof Value) หรือ อรรฆวิทยา (Axiology) นักวิชาการทางปรัชญานิยมจัดวาอรรฆวิทยาเปนหมวดวิชาที่ประกอบดวย 3 สาขา วิชาคือ ตรรกศาสตร (Logic) สุนทรียศาสตร (Aesthetics) และจริยศาสตร(Ethics) แตก็มีนักปราชญบางคนไดเขียนงานที่เนนรายละเอียดเฉพาะของทฤษฎีคุณคาไวโดยตรงซึ่งมีเนื้อหาพอสรุปไดดังนี้ประเภทของคุณคา การศึกษาเรื่องคุณคาเปนการศึกษาที่มีขอบเขตกวางขวางและมีความหลากหลายมาก การจําแนกประเภทของคุณคายังอาจกําหนดมุมมองที่แตกตางกันเปนมุมมองตางๆ ไดอีก เรสเชอร
  • 57. 28(Rescher Brown) จัดประเภทการจําแนกความแตกตางของคุณคาเปน 6 มิติมุมมองสรุปไดดังนี้ (InFrankena, 1967, p.229.) 1. มิติของกลุมผูมีคานิยม (Subscriber ship) ไดแก การกําหนดคุณคาจากความนิยมของสังคม หรือของกลุม เชน เกษตรกรในภาคใตของฝรั่งเศสยอมมองเห็นคุณคาขององุนเหนือกวาผลไมอื่นๆ เปนตน 2. มิติของสารัตถะ (Essence) ไดแก การพิจารณากําหนดคุณคาจากสารัตถะของสิ่งนั้น เชนสารัตถะของมีดคือความคม ดังนั้น มีดที่คมคงมีคุณคามากกวามีดที่ไมคม 3. มิติของผลได (Benefit) ไดแก การจัดกลุมประเภทคุณคาตามลักษณะผลลัพธของคุณคาเชน คารวธรรม เมตตาธรรม เปนหลักที่ปฏิบัติแลวมีผลตอความเจริญงอกงามทางจิตใจ ก็รวมเรียกหลักปฏิบัติเหลานี้วาเปนสิ่งที่มีคุณคาทางจิตใจ 4. มิติของเปาหมาย (Purpose) ไดแก การพิจารณากําหนดคุณคาโดยจัดกลุมคุณคาหลายๆอยางไวในกระบวนการที่เปนเหตุเปนผลกัน เชน คุณคาของการมีสุขภาพดี เปนผลมาจากการไดรับคุณคาของอาหาร คุณคาของอาหารเปนผลจากคุณคาของเงินที่หามาได 5. มิติผสม (Mix) ไดแก การจัดประเภทคุณคาแบบที่ 1 ผสมผสานกับแบบที่ 2-4 6. มิติสัมพัทธ (Relative) ไดแก การมองวาคุณคามี 2 ลักษณะ คือคุณคาในตัวกับคุณคานอกตัว หรือคุณคาในฐานะเปนเครื่องมือ และเห็นวาคุณคาทั้งสองมีความสัมพันธกัน นั ก ปรั ช ญาบางคนเห็ น ว า การพิ จ ารณาเรื่ อ งของคุ ณ ค า ต อ งมองดู ใ นลั ก ษณะของกระบวนการ สิ่งหนึ่งที่มีคุณคาอาจมีเพราะมันเปนทางผานไปสูคุณคาอื่นๆ ลิวอิส (Lewis) จําแนกคุณคาเปน 5 ประเภท และเห็นวาทั้งหมดมีความสัมพันธกันเปนกระบวนการดังนี้ (1) คุณคาในฐานะสิ่งมีประโยชน (Usefulness) (2) คุณคาในฐานะเปนเครื่องมือหรือทางผาน (Instrumental Value) (3) คุณคาในฐานะเปนคุณสมบัติประจําโดยธรรมชาติ (Inherent Value) (4) คุณคาในตนเอง (Intrinsic Value) (5) คุณคาในฐานะเปนสวนสงเสริมใหเกิดคุณคาอื่น (Contributory Value) แฟรงเคนา ไดอธิบายความสัมพันธระหวางคุณคาทั้ง 5 โดยยกตัวอยางไวโอลินดวยการเปรียบเทียบวา (1) ไมเปนสิ่งที่มีคุณคาในฐานะเปนประโยชนในการเปนสวนประกอบของไวโอลิน (2) ไวโอลินมีคุณคาในฐานะเปนเครื่องมือไปสูคุณคาอื่นคือความไพเราะ (3) ความไพเราะอันไดมาจากเสียงเปนคุณคาที่แนบเนื่อง (Inherent) กับการฟง (4) การฟงอาจทําใหผูฟงไดเสพสุนทรียรสซึ่งเปนคุณคาในตนเอง หรือ
  • 58. 29 (5) อาจมีคุณค าในฐานะเปนสวนประกอบ เชน เปนสวนประกอบในการรั บประทานอาหารมื้อเย็นอยางมีความสุขเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ แรดเดอร (Malvin Rader, 1976, pp.16-18) ไดจําแนกประเภทของคุณคาไวอีกลักษณะหนึ่ง โดยแบงคุณคาและความสัมพันธเปน 3 กลุม 6 ชนิด ไดแก 1. คุณคาทั่วไป (Generic Value) กับคุณคาเฉพาะ (Specific Value) คุณคาทั่วไปคือการตอบสนองความตองการ หรือความสนใจของคนทั่วไปคุณคาเฉพาะคือการตอบสนองความสนใจที่เจาะจงเปนพิเศษ เชน เงินทองเปนสิ่งมีคุณคาทั่วไป เพราะสามารถตอบสนองความตองการของคนสวนมาก แตเพลงแร็ปเปนสิ่งที่มีคุณคาเฉพาะ เนื่องจากมีบุคคลบางกลุมเทานั้นที่มีความพึงพอใจที่จะฟงในขณะที่บางคนไมมีความชื่นชมกับดนตรีประเภทนี้แมแตนอย 2. คุณคาที่แสดงออก (Actual Value) กับคุณคาสะสม (Potential Value) คุณคาที่แสดงออก คือ การตอบสนองความตองการ หรือความสนใจในขณะที่เปนปจจุบันนั้น สวนคุณคาสะสมคือ คุณสมบัติที่พรอมจะตอบสนองความตองการได เชน มีอาจารยปรัชญาคนหนึ่งมีความรูความชํานาญและสามารถสอนวิชาคอมพิวเตอรได แตในขณะที่ทํางานอยูนั้น อาจารยคนนี้สอนเฉพาะวิชาปรัชญาอยางเดียว ความสามารถในการสอนวิชาปรัชญาเปนสิ่งมีคุณคาที่แสดงออกเพราะกําลังแสดงออกอยูในขณะปจจุบัน แตอาจารยคนนี้ ยังไมไดสอนวิชาคอมพิวเตอร ซึ่งอาจเปนเพราะสถานศึกษานั้นไมมีการสอนวิชานี้ หรือเปนเพราะมีอาจารยที่จบคอมพิวเตอรโดยตรงอยางเพียงพอความสามารถในการสอนคอมพิวเตอรของอาจารยปรัชญาคนนี้เปนความสามารถที่มีคุณคาแบบสะสม คือยังมิไดแสดงออกในขณะปจจุบัน แตหากสถานศึกษานั้นสั่งใหอาจารยคนนี้สอนคอมพิวเตอร เขาก็สามารถสอนได และเมื่อไดสอน การสอนและความสามารถในการสอนก็เปลี่ยนสภาพเปนคุณคาที่แสดงออก 3. คุณคาในตัวเอง (Intrinsic Value) กับ คุณคาในฐานะเครื่องมือ (Instrumental Value)คุณคาในตัวเอง หมายถึง สิ่งที่มีคุณคาดวยตัวของมันเองคุณคาในฐานะเปนเครื่องมือ หรือสะพานเชื่อมโยงไปสูคุณคาอื่นๆ เชน เพลงเปนสิ่งมีคุณคาในตัวเอง เพราะเมื่อไดฟงแลวเกิดความซาบซึ้งไพเราะ สนุกสนาน หรือเกิดความรูสึกสุนทรีย แตการที่จะไดฟงเพลงนั้นอาจตองมีสิ่งแลกเปลี่ยนคือมีเงิน โดยอาจจะใชในการซื้อเครื่องเลน เทป ซื้อเทปเพลง หรืออาจใชจายเพื่อการเขาไปฟงคอนเสิรต เปนตน ดังนั้นในกรณีนี้เงินจึงเปนสิ่งมีคุณคาในฐานะเปนเครื่องมือหรือสะพานไปสูคุณคาอื่น (คือคุณคาทางสุนทรียที่ไดจากการฟงเพลง) อย างไรก็ตาม หากย อ นกลับมามองจุด ที่วา คุ ณ คาคื อสิ่งที่ค วรจะเปน อัน ไดแ ก การตอบสนองความตองการในดานตางๆ ของมนุษยแลว อาจจัดประเภทของคุณคาไดเปน กลุมใหญๆตามลักษณะความตองการของมนุษยคือ
  • 59. 30 1. คุณคาทางวัตถุ ไดแก คุณสมบัติของสิ่งตางๆ ที่สามารถตอบสนองความตองการทางรางกาย ทั้งโดยทางตรงและทางออม เชน คุณคาของอาหารตอรางกายเปนคุณคาทางวัตถุโดยตรง(คุณคาในตัวเอง) คุณคาของเงินที่ซื้ออาหารเปนคุณคาทางวัตถุโดยออม (คุณคาในฐานะเครื่องมือ) 2. คุณคาทางจิตใจ ไดแก คุณสมบัติของสิ่งตางๆ ที่สามารถตอบสนองความตองการทางจิตใจ แบงเปน 3 ลักษณะคือ ความตองการทางสติปญญาความตองการทางอารมณความรูสึก และความตองการทางสังคมเจตนารมณและความดีงาม คุณคาของชีวิตและความเปนมนุษย ในชีวิตประจําวันของมนุษยนั้น จะเห็นวาแตละคนมีความชอบและความปรารถนาและจะตองมีการเลือกกระทําอยางใดอยางหนึ่ง หรือเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อสนองความตองการนั้น และการเลือกดังกลาวก็อาศัยการพิจารณาเปรียบเทียบ คุณสมบัติของสิ่งตางๆ โดยสัมพันธกับความตองการและเจตคติ (Attitude) ของผูเลือก การศึกษาอรรฆวิทยา หรือทฤษฎีคุณคาเปนเรื่องที่ใกลตัวมนุษย และเปนวิชาที่เกี่ยวของกับเปาหมายและความสําเร็จโดยเฉพาะ เพราะสิ่งที่มีคุณคาก็คือสิ่งที่สามารถสนองความตองการของมนุษยนั่นเอง แตทั้งนี้เนื่องจากเปนที่ยอมรับกันวา ความตองการของมนุษยนั้นไรขีดจํากัดปญหานี้นํามาสู หลักในวิชาการเพื่อการดําเนิน ชีวิตบางประการ เชน นักเศรษฐศาสตรเ ห็น วา“เศรษฐศาสตรคือการจัดการทรัพยากร ที่มีอยูจํากัดใหเพียงพอตอความตองการของมนุษยซึ่งมีไมจํากัด” ตรงกันขามกับนักปราชญบางสํานักที่เห็นวา “การมีชีวิตที่ผาสุก (Well Being) คือ การพอใจในสิ่งที่ตนมี หรือมีความสามารถในการจํากัดขอบเขตของความตองการของตนใหได” สวนนั กอรรฆวิทยา จะมองอยางลึก ซึ้งและศึกษาอยางละเอียดในแงมุมตางๆ เชน คนสวนมากเห็นวา เงินเปนสิ่งที่มีคุณคา เพราะเงินเปนสิ่งที่สามารถแลกเปลี่ยนกับสิ่งสนองความตองการตางๆ ได บางคนเก็บสะสมเงินดวยความตระหนี่ ใชชีวิตอยางยากลําบาก ยอมอยูอยางอดๆอยากๆ ซึ่งปรากฏการณน้ีนักอรรฆวิทยาจะตั้งคําถามวา เงินนั้นมีคุณคาโดยตัวเองหรือไม? โดยขอเท็จจริงเงินเปนเพียงสิ่งสมมติเพื่อใชในการแลกเปลี่ยน คือเปนเพียงสิ่งมีคุณคาในฐานะเครื่องมือหรือสะพานไปสูสิ่งมีคุณคาอื่น (Instrumental Value) ดังนั้น การที่บางคนปฏิเสธความตองการและปฏิเสธสิ่งมีคุณคาอยางแทจริงตอชีวิต แตกลับสะสมสิ่งสมมติแทนเชนนี้ นักอรรฆวิทยาจะเห็นวาเปนการกระทํา หรือเปนแนวคิดที่ไมถูกตอง ไมสมเหตุสมผล นอกจากจะกลาวถึงเรื่องของคุณคา ไมวาจะเปนเรื่องสิ่งทรงคุณคาตอชีวิตสิ่งควรกระทําสิ่งดี-ชั่ว ถูก-ผิด งาม-ไมงาม ตลอดจนเกณฑตัดสินตางๆ แลวนักปรัชญาบางคน ยังสนใจที่จะกลาวถึง คุณคาของชีวิตและความเปนมนุษย แนวคิดลักษณะนี้จะมีปรากฏอยูมากในตําราหรือเอกสารที่เกี่ยวกับหัวขอเรื่องมนุษยนิยม (Humanism) ซึ่งเปนกระบวนการทางความคิดกลุมหนึ่งทางปรัชญา
  • 60. 31 ลักษณะความคิดที่ปรากฏในแนวคิดแบบมนุษยนิยมที่เดนชัด ก็คือ การยกยองศักดิ์ศรีและคุณคาของมนุษยใหอยูเหนือกวาสิ่งอื่นใด ไมวาจะเปนสสารวัตถุ หรือเทพเจาตางๆ แนวคิดที่กลาวถึงคุณคาของมนุษยจะกลาวถึงเรื่องตางๆ ดังนี้ 1. มนุษยเปนภาวะที่สูงสงที่สุดในโลก ทั้งในแงของสติปญญา และอารมณความรูสึกแนวคิดนี้เห็นวามีแตมนุษยเทานั้นที่สามารถประเมินคุณคาของสิ่งตางๆ ในอดีตนักปราชญชาวกรีกชื่อโปรธากอรัส (Prothagorus) ไดกลาววา “มนุษยเปนเครื่องวัดสรรพสิ่ง” (Man is the Measure ofAll Things) จากพื้นฐานความคิดนี้นํามาสูความคิดที่วา เมื่อมนุษยเปนรูปแบบของสติปญญาเพียงรูปแบบเดียวในโลกที่สามารถประเมินคุณคาได ดังนั้น มนุษยจึงอยูในฐานะของผูทรงคุณคาเช น เดี ย วกั น และต อ งถื อ ว า มี คุ ณ ค า สู ง สุ ด เพราะเป น ผู กุ ม อํ า นาจเด็ ด ขาดในการตั ด สิ น ต า งๆนักปราชญบางคนเห็นวา มนุษยเปนภาวะชีวิตที่ซับซอนและสูงสุดในบรรดาสรรพสิ่งเทาที่เกิดขึ้นในโลก เพราะมนุษยเทานั้นที่สามารถโยงอดีตกับปจจุบันเขาเปนเรื่องเดียวกัน และสามารถนําความรูจากอดีตและปจจุบันนั้นมาวางแผนเพื่ออนาคตได บางคนเห็นวามนุษยสูงกวาสัตวตางๆเพราะมีแตมนุษยเทานั้นที่สามารถแยกแยะความผิด-ถูก-ดี-ชั่ว และสามารถชื่นชมกับศิลปะละสิ่งสุนทรียตางๆ ได  คําวา “นางงามจักรวาล” (Miss Universe) ไดรับอิทธิพลจากแนวคิดที่เชื่อวามนุษยเปนผูตั ด สิ น ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย า ง ไม เ พี ย งแต ใ นโลกเท า นั้ น แต เ ป น ถึ ง ระดั บ จั ก รวาล หมายถึ ง ว า แม จ ะมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในเอกภพนี้ แตก็ไมมีความสามารถในการตัดสินคุณคาของความงามไดเทียบเทากับการตัดสินของมนุษย 2. มนุษยมีคุณคาในตนเอง นักปรัชญาบางคนเห็นวา มนุษยทุกคนทีคุณคาแหงความเปนมนุษย แมจะยังไมไดแสดงออกมา เปนคุณคาสะสม นักปรัชญากลุมนี้เห็นวา มนุษยมีศักยภาพแหงความเปนมนุษยอยางเทาเทียมกัน ตางกันแตโอกาสที่จะแสดงออกซึ่งคุณคาแหงตนเทานั้น นักปรัชญาสายนี้มีแนวโนมในการใหโอกาสในการแสดงออกของทุกๆคน และแนวคิดนี้สอดคลองสัมพันธกบเรื่องสิทธิมนุษยชน (Human Right) ั หากพิจารณาจากมุมมองของสังคมปจจุบัน ซึ่งเปนยุคสมัยของมนุษยนิยมนักศีกษาอาจเห็นวาแนวคิดนี้เปนเรื่องพื้นๆ ไมรูสึกวาโดดเดน หรือจําเปนตองศึกษา แตหากมองในมุมกลับคือในอดีต เชน ในยุคศักดินานั้น ชาวนา กับขุนนาง มิไดมีคุณคาแหงความเปนคนอยางเทาเทียมกันสมมติหากมีเรื่องตองฟองรองเปนคดี ขุนนางจะเปนฝายที่ถูกตัดสินวาถูกไวกอน หรือการที่คนผิวขาวจับชาวอัฟริกันผิวดําไปเปนทาส ในยุคนั้นคนผิวขาวมิไดเห็นวาคนผิวดําเปนมนุษย แตมองวาเปนสัตวชนิดหนึ่งที่ฝกสอนและใชงานไดดีกวาสัตวอื่น ดังนั้น แนวคิดเกี่ยวกับคุณคาของมนุษยซึ่ง มีกําเนิดในยุคสมัยที่คานิยมของสังคมเปนอยางนั้น จึงกลาวไดวาเปนแนวคิดสําคัญและโดดเดนในเชิงปรัชญา นอกจากนี้การที่สังคมปจจุบันมีแงคิดเกี่ยวกับชีวทัศน ที่เห็นความสําคัญของมนุษยและสิทธิมนุษยชนไดก็เปนผลมาจากกระบวนการความคิดจากอดีตนั่นเอง
  • 61. 32 3. มนุษยอยูกึ่งกลางและอยูในความพอดี แสง จันทรงาม (2535) กลาวโดยสรุปวา ชีวิตมนุษยเปนชีวิตที่มีคุณคาที่สุดในบรรดาภาวะทั้งหลาย ตามคัมภีรและความเชื่อทางศาสนาพุทธเทวดาและเทพธิดาบนสรวงสวรรคนั้นเปนภาวะที่มีความสนใจไมมีเรื่องที่จะตั้งคําถาม หรือไมมีปญหาชีวิตใดๆ สวนสัตวเดรัจฉานและสัตวนรกตางๆ อยูในภาวะที่เต็มไปดวยความทุกขทรมานจนไมมีเวลาคิดแกปญหาความทุกขยาก จึงมีแตมนุษยที่อยูกึ่งกลาง พบทั้งความทุกขและความสุข ซึ่งทานอธิบายวาเปนเหตุใหภพมนุษยนั้นเหมาะสมที่สุดในการแสวงหา ความรูเพื่อสิ่งที่ดีกวาสําหรับชีวิต คือความหลุดพนจากความทุกขถาวร กลาวอีกนัยหนึ่งก็คือ มนุษยมีคุณคาสูงกวาสิ่งอื่น ไมวาจะเปนพวกเทวดา-นางฟา ที่มีความสุขมากเกินไป หรือสัตวเดรัจฉาน-สัตวนรก ที่มีความทุกขมากเกินไป ลัก ษณะความคิ ด ของศาสนาพุทธข อนี้ สะท อ นให เ ห็น อี ก แง มุ ม ทางปรั ช ญาที่เ รี ย กว า“อเทวนิยม” (Atheism) คือแนวคิดที่ปฏิเสธความสําคัญของเหลาเทพเจาหรือเทวดาทั้งหลาย สําหรับในยุ คป จ จุ บัน ซึ่ง เปนยุ คที่ วิทยาการทางวิทยาศาสตร และเทคโนโลยี เจริ ญกา วหนา ลัก ษณะความคิดแบบอเทวนิยม ก็ดูเปนพื้นฐานและเปนเรื่องธรรมดา แตโปรดพิจารณาวา สมัยพุทธกาลคือเมื่อประมาณ 2,500 ปที่แลว เปนยุคสมัยที่ผูคนยึดมั่นกับภูตผี เทพ และเทวดาตางๆ เปนอยางยิ่งโดยเฉพาะในสังคมอินเดียนั้น กิจกรรมของชีวิตเกือบทุกเรื่องจะตองมีการประกอบพิธีบวงสรวงบูชาเทพเจาตางๆ เพื่อความเปนสิริมงคลและประสิทธิผลของกิจกรรม คนอินเดียสมัยนั้น ยึดมั่นตอการอาศัยเทพเจาตางๆ เปนที่พึ่งแตสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ทรงสอนอยางแตกตางวา พวกเทพเจ า -เทวดาจะมี อ ยู ห รื อ ไม มิ ใ ช เ รื่ อ งสํ า คั ญ สํ า คั ญ ที่ ว า สิ่ ง มี ชี วิ ต เหล า นั้ น ถึ ง มี อ ยู ก็ มิ อ าจชวยเหลือมนุษยได มนุษยเปนผูท่ีตองพึ่งพาตนเอง และแนวคิดนี้นํามาสูพุทธศาสนสุภาษิตที่วา“อัตตาหิ อัตตโน นาโถ” หรือตนยอมเปนที่พึ่งแหงตน และหากศึกษาถึงเนื้อหาของศาสนาพุทธตามคัมภีรหลักคือพระไตรปฎกแลวแมวามีการยอมรับบางเรื่องจากคําสอนของพระเวท (หรือศาสนาพราหมณ) เชน มีการกลาวถึงพรหม หรือเทพเจา-เทวดาประเภทตางๆ แตในเนื้อหาของศาสนาพุทธจะไมปรากฏมีการสอนเกี่ยวกับการ ประกอบพิธีบวงสรวงบูชาเทพเจาใดๆ โดยสรุป คําวาคุณคามีความหมายดังนี้ 1. สิ่งมีคุณคาคือสิ่งที่ควรมี ควรทํา 2. สิ่งมีคุณคาคือสิ่งตอบสนองความตองการ ทางดานรางกายและจิตใจ 3. สิ่งมีคุณคาคือสิ่งที่มีสาระและมีศักยภาพ 4. การกระทําที่มีคุณคา คือ การกระทําเพื่อบรรลุเปาหมายที่ตั้งไว การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับคุณคา มีรายละเอียดที่หลากหลายทั้งมุมมองและเนื้อหา ในบทเรียนนี้จะศึกษาถึงคุณคาที่สัมพันธกับเปาหมายและความสําเร็จของชีวิตจึงจะกลาวถึงเรื่องของคุณคากับเปา หมายของชี วิ ต ในทรรศนะทางปรั ช ญาและศาสนา ตลอดจนความสํ า เร็ จ ของชี วิ ต โดยรวมตามลําดับตอไป
  • 62. 33คุณคาของชีวิตในทางปรัชญา สําหรับเรื่องของคุณคา มีเนื้อหากวางขวาง รวมไปถึงคุณคาทางสังคมคุณคาทางเศรษฐกิจและอื่นๆ แตเรื่องของคุณคาซึ่งนักปรัชญาใหความสนใจนั้น คือเรื่องของคุณคาทางจิตใจ (MentalValue) ซึ่งเมื่อจัดหมวดหมูใหตรงกับแนวคิดตั้งเดิมที่นักปรัชญาสนใจศึกษา ก็จะเปนการศึกษาคุณคาทางจิตใจ 3 ประการ คือคุณคาทางจิตใจ 1. คุณคาทางความคิด เหตุผล หรือคุณคาทางสติปญญา (Thinking) หมายถึง การที่มนุษยสามารถคิ ด สงสั ย เรื่ อ งใดเรื่ อ งหนึ่ ง ขึ้ น มา แล ว หาคํ า ตอบเรื่ อ งนั้ น ได พ ร อ มด ว ยคํ า อธิ บ ายที่สมเหตุสมผล (Validity) และหรือสามารถอธิบายความคิดของเราใหผูอื่นรับรูได แมวาความรูซึ่งเปนผลจากความคิดของผูนั้น จะมีประโยชนใดๆ ตอการดําเนินชีวิตประจําวันหรือไมก็ตาม เชน มีคําถามวาถา “X ทุกตัวคือ Y” บางตัวคือ Y” เปนจริงหรือเท็จ? ความรูที่ไดจากคําตอบของคําถามนี้มีประโยชนในเชิงทฤษฎีมากกวาปฏิบัติ แตเมื่อนักศึกษาบางคนเห็นคําถามนี้แลว อาจเกิดความรูสึกวาอยากรูคําตอบใหได ซึ่งหากรูแลวก็เพียงไดตอบสนองความตองการทางดานสติปญญา นักปรัชญาที่สนใจคุณคาทางดานนี้จะศึกษาวิชาตรรกศาสตร (Logic) 2. คุณคาทางอารมณความรูสึก (Feeling) หมายถึง การไดรับการตอบสนองความตองการทางดานอารมณ สามารถจดจอ (Contemplation) กับอารมณความรูสึกนั้น จนมิไดสนใจเรื่องอื่นๆชนิดไมรับรูโลกภายนอก เชน เวลาดูละครโทรทัศนเรื่องโปรดหามใครชวนคุย เวลาฟงเพลงโปรดอยากฟ ง สงบๆ คนเดี ย ว เป น ต น นั ก ปรั ช ญาที่ ส นใจคุ ณ ค า ด า นนี้ ศึ ก ษาถึ ง วิ ช าสุ น ทรี ย ศาสตร(Aesthetics) 3. คุ ณ ค า ทางความดี ง าม หรื อ เจตนารมณ อั น ดี (Willing) หมายถึ ง การได รั บ การตอบสนองความสํานึกเกี่ยวกับความดีงาม หรือคุณคาทางจิตใจทางดานเปาหมายของชีวิต หรือเจตนารมณ (Willing) ซึ่งนักปราชญบางคนนับรวมถึงคุณคาทางศาสนาไวดวย เชน ความรูสึกชื่นชมตอผูเสียสละเพื่อสังคมผูเปนตัวอยางที่ดีของสังคม ทหารหาญที่เสียสละเพื่อประเทศชาติชาวบางระจันที่ยอมตอสูจนตัวตาย ทาวสุรนารีผูกลาหาญและชาญฉลาดสามารถตอสูและปกปองเอกราช หรือความรูสึกมีความสุขสบายใจเมื่อไดใสบาตรทําบุญ รวมทั้งความรูสึกปลื้มปติที่ทํางานไดสําเร็จตามเปาหมายหรือเจตนารมณ เชน ความรูสึกปลื้มปติขณะรับพระราชทานปริญญา เปนตนนักปรัชญาผูสนใจศึกษาคุณคาทางดานนี้ ศึกษาวิชาจริยศาสตร (Ethics) เรื่องเปาหมายของชีวิตในทรรศนะนักปรัชญาจึงจัดเปนขอศึกษา ในสาขาวิชาจริยศาสตรอยางชัดเจนกวาวิชาอื่น ดังนั้น กอนที่จะกลาวถึงเรื่องเปาหมายของชีวิตในทรรศนะทางปรัชญา จะกลาวถึงขอบเขตเนื้อหาของวิชาจริยศาสตรพอสังเขปดังนี้
  • 63. 34เปาหมายของชีวิต ดังไดกลาวแลววา คุณคา เปาหมาย และความสําเร็จของชีวิตนั้น เปนสิ่งที่มีความสัมพันธกั น จากตอนที่ ผ า นมา ได ก ล า วถึ ง เรื่ อ งเกี่ ย วกั บ คุ ณ ค า ของชี วิ ต ไปก อ น เพื่ อ ให นั ก ศึ ก ษาได รูความหมายของคําวาคุณ คา ซึ่งนักศึกษาไดทราบแลววา การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับคุณคามีเนื้อหาหลากหลาย ในตอนตอไปนี้จะกลาวถึงแนวความคิดเกี่ยวกับเปาหมายของชีวิตในมุมมองของนักปรัชญาลัทธิตางๆ ซึ่งจัดอยูในหัวขอศึกษาของปรัชญาสาขาจริยศาสตร การศึกษาปรัชญา มีลักษณะบางประการที่คลายคลึงกับการศึกษาศาสนาแตก็มีขอแตกตางบางประการดังนี้ ขอคลายคลึงระหวางปรัชญากับศาสนา 1) มีเนื้อหาบางเรื่องเกี่ยวของคลายกัน เชน เรื่องของความดีงาม เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่มนุษยพึงแสวงหาหรือเปาหมายของชีวิต เรื่องเกี่ยวกับสภาวะเหนือสัมผัสตางๆ (จิตวิญญาณ เทพเจา พระเจา) ชีวตหลังความตาย เปนตน ิ 2) มีธรรมชาติบางประการคล า ยกัน ไดแ ก เปน ลั ก ษณะการนํา เสนอแนวคิด ที่ใ ช เ ป นแนวทางหรือหลักในการดําเนินชีวิต ขอแตกตางระหวางปรัชญากับศาสนา ปรัชญา ศาสนา 1. มีกําเนิดจากความสงสัย 1. มีกําเนิดจากความกลัว 2. มีพื้นฐานบนหลักของเหตุผล 2. มีพื้นฐานบนความศรัทธา 3. เนนความรูเชิงทฤษฎี 3. เนนความรูที่นํามาปฏิบัติใหเกิดผล 4. ไมมีองคกรที่แนนอน 4. มีองคกรที่แนนอนเปนสถาบันทางสังคม 5. ผูสอนมิใชผูนําในการปฏิบัติ 5. ผูสอนตองปฏิบัติตนตามที่สอนดวย 6. เนนเหตุผลเปนที่มาของความรู 6. เนนประสบการณหรือการหยั่งรูโดยตรง หัวขอที่จะกลาวถึงในตอนนี้ และตอนตอไปคือหัวขอเกี่ยวกับ เปาหมายของชีวิตซึ่งมีแนวคิดที่นักปรัชญาไดกลาวไวเปนจํานวนมาก ในวิชาจริยศาสตรเรียกเปาหมายของชีวิต หรือสิ่งสูงสุดที่มนุษยพึงแสวงหาวา Summum Bonum แนวคิดเชิงปรัชญาวาดวยเปาหมายของชีวิตที่คลายกันจัดเปนกลุมแนวคิด ไดแก กลุมสุขนิยม (Hedonism) ปญญานิยม (Eudaemonism) วิมุตินิยมและมนุษยนิยม (Hummanism) การจัดกลุมลัทธิทางปรัชญาหลายๆ ลัทธิเขาเปนกลุมแนวคิดเปนการจัดกลุมโดยนักวิชาการในยุคหลัง อาจทําใหขาดความเปนเอกภาพในบางประเด็น เพราะแตลัทธิจะมีทั้งลักษณะที่เหมือนกัน และมีลักษณะที่แตกตางกันอยางไรก็ตาม ไดตัดรายละเอียดที่แตกตางที่เปนเอกลักษณของแตละลัทธิในแตละแนวคิด โดยมุงกลาวถึงลักษณะรวมของกลุมแนวคิดเปนหลัก โดยแตละกลุมแนวคิดมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
  • 64. 35เปาหมายของชีวิตคือความสุข : สุขนิยม แนวคิดเชิงปรัชญาที่ถูกจัดกลุมเปน สุขนิยม ลักษณะทั่วไปดังนี้ (1) ความสุขคือสิ่งดีที่สุด จึงเปนเปาหมายสูงสุดของชีวิต (Pleasure as Ultimate Goal) (2) ความสุขคือเปาหมายสุดทาย ไมเปนทางผานไปสูเปาหมายอื่นใดอีก (Pleasure asIntrinsic Value) (3) ความสุขคือสิ่งที่มนุษยพึงแสวงหา (Pleasure Should to Sought) (4) การกระทําที่มีคุณคา คือการกระทําใดๆ เพื่อใหไดมาซึ่งความสุข (Ethical Value ofHuman Action Determined by Pleasure) แนวคิดนี้เปนแนวคิดที่เปนพื้นฐานสําหรับชีวิตในสังคมปจจุบัน หากในวงสนทนามีใครสักคนถามวา อะไรคือเปาหมายของชีวิต เพื่อนๆ หลายคนคงตอบวา “ความสุข” (Pleasure) เพราะถาลําดับความเปนไปในชีวิตประจําวัน ดวยคําถามดังนี้ ถาม เรียนหนังสือไปทําไม? ตอบ เพื่อจบปริญญา ถาม เอาปริญญาไปทําอะไร? ตอบ ไปทํางานที่ดี ถาม ทํางานที่ดีเพื่ออะไร? ตอบ เพื่อมีเงิน มีศักดิ์ศรี ถาม เงินกับศักดิ์ศรี มีประโยชนอะไร? ตอบ เงินใชซื้อสิ่งของตางๆ ซื้อบาน ซื้อรถ ฯลฯ ศักดิ์ศรีทําใหอยูไดในสังคม ถาม มีบาน มีรถ ฯลฯ อยูไดในสังคมเพื่ออะไร? ตอบ เพื่อชีวิตที่มีความสุข คําตอบหลังสุดคือ “เพื่อชีวิตที่มีความสุข” คงเปนคําตอบสุดทายที่คิดวาไมตองถามตอไปจะเห็นไดวาแนวคิดเกี่ยวกับความสุข เปนแนวคิดที่เขาใจงายๆ อยางไรก็ตาม คําวาความสุขที่เราเขาใจกันในปจจุบัน มีความหมายโดยทั่วไปวา “สุขกายสบายใจ” (Well Being) ซึ่งเปนความสุขชนิดหนึ่งจากความสุขหลายชนิดที่มนุษยสามารถเขาถึงได คัมภีรพระเวท แนวคิดหลักทางปรัชญาและศาสนาของอินเดีย ไดกลาวถึง ความสุข หรือประโยชนที่มนุษยพึงแสวงหา เรียกวา “ปโยชนํ4” ควบคูกับขั้นตอนของชีวิต 4 ขั้นตอน ซึ่งเรียกวา“อาศรม 4” ดังน (สุนทร ณ รังสี,.....) 1. อรรถะ หมายถึง ประโยชนทั่วไป ไดแก ความสุขจากการไดมาซึ่งทรัพยสินเงินทองเปนประโยชนที่ผูอยูในวัยหนุมสาวควรแสวงหา กลาวคือ ใหรูจักสะสมทรัพยสินเงินทองไวกอนแตงงาน (ศัพทเรียกผูอยูในขั้นตอนชีวิตดวยกอนแตงงานวาพรหมจรรย)
  • 65. 36 2. กามะ หมายถึง ความสุขของผูครอบครองเรือน (คฤหัสถ) คือ ความสุขในการแตงงานการใชชีวิตรวมกัน การมีลูก เลี้ยงดูลูก เปนตน 3. ธรรมะ หมายถึง ความสุขสงบทางจิตใจ ชาวอินเดียโบราณมีธรรมเนียมปฏิบัติประการหนึ่งคือ เมื่ออายุมากขึ้นจะยกบานเรือนใหบุตรหลาน แลวผูสูงอายุจะออกแสวงหาความสุขสงบทางจิตใจอยูตามปาเขา ซึ่งเรียกวา ผูอยูปา (วนปรัสถ) 4. โมกษะ หมายถึง การหลุดพนจากความทุกขอยางถาวร หรือการหลุดพนจากการเวียนวายตายเกิดในสังสารวัฎ (ศาสนาพุทธใชศัพทเฉพาะวานิพพาน) การแสวงหาโมกษะ ไมจํากัดชวงชีวิตตามอายุ แตผูแสวงหาโมกษะ ไมจํากัดชวงชีวิตตามอายุ แตผูแสวงหาโมกษะอาจเรียกวาเปนนักบวช หรือสันยาสิน ซึ่งอาจยังอยูในวัยหนุมสาวก็ได เชน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา ทรงออกผนวชเมื่อพระชนมอายุ 29 พรรษา ซึ่งโดยทั่วไปอายุขนาดนั้นนาจะอยูในวัยคฤหัสถ เปนตน ความสุข 4 ประเภทที่พระเวทแยกแยะไวนั้น หากจัดกลุมลักษณะของความสุขจะจัดไดเปน 2 กลุม คือ อรรถะกับกามะ เปนความสุขที่เกี่ยวของกับวัตถุเกี่ยวของผูกพันกับเรื่องของโลก จึงเรียกวาเปนความสุขในระดับ “โลกียสุข” หรือความสุขที่อยูในโลก สวนความสุขที่อยูในโลก สวนความสุขจากธรรมะ กับโมกษะ นั้นเปนความสุข ความอิ่มเอิบ ความปติทางดานจิตใจลวนๆ หลุดพนจากความยึดถือในวัตถุตางๆ แลวจึงเรียกวาเปนความสุขในระดับ “โลกุตรสุข” หรือความสุขระดับเหนือโลก ความสุขกายสบายใจ (Well Being) ที่กลาวถึงในตอนที่ผานมา จัดเปนความสุขในระดับโลกียสุข เพราะยังเปนความสุขที่อิงอาศัยวัตถุตางๆ เปนสําคัญ จึงมีแนวคิดทางปรัชญาหลายกลุมตั้งคําถามวา มนุษยควรแสวงหาความสุขที่ยึดติดกับวัตถุเทานั้นหรือ มนุษยซึ่งแปลวาผูมีใจสูงนาจะมีสิ่งอื่นๆ ที่ควรแสวงหามากกวานั้น หากมนุษยรูจักแสวงหาเพียงสิ่งสนองความ ตองการทางรางกายหรือวัตถุตางๆ แลว มนุษยก็คงไมแตกตางจากสัตวอื่นๆ แนวคิดที่เห็นวามนุษยควรแสวงหาสิ่งอื่นๆ ที่นอกเหนือจากความสุข ไดแก แนวคิดตางๆ ตอไปนี้เปาหมายของชีวิตคือความสงบ : วิมุตินิยม คําวามีความสุขทางจิตใจที่แนวคิดทางปรัชญาใหความสําคัญ มีความแตกตางจากความสุขกายสบายใจในภาษาทั่วไป กลาวคือ ความสบายใจ หรือความสุขใจในภาษาทั่วไป จัดเปนความสุขในระดับโลกียสุข เปนความสุขใจที่ยังเกี่ยวของกับวัตถุ เชน รูสึกมีความสุขเมื่อไดเลื่อนตําแหนงเมื่อไดข้นเงินเดือน 2 ขั้น รูสึกปลื้มใจภูมิใจที่สามารถซื้อบาน ซื้อรถยนตเปนของตนเอง เปนตน ึ สวนความสุขทางจิตใจที่กลาวถึงในทางปรัชญาและศาสนานั้นเปนความสุขทางจิตใจที่ไมอิงอาศัยวัตถุหรือปจจัยภายนอก แตเปนความสุขภายใน เนนถึงความสุขสงบและการคนพบตนเอง นักปราชญศาสดาจํานวนมาก โดยเฉพาะชาวอินเดียพบวา ความสุขที่เกิดจากการไดรับการตอบสนองความต องการต างๆ เปนความสุขที่เป นภาพมายา (Illusion) กลาวคือ เมื่อได รับ
  • 66. 37ตอบสนองแลว ก็ เกิดความตองการใหมตอไปดังเชนที่กลาววา “ความตองการของมนุษยไมมีขีดจํากัด” เมื่อสะสมเงินทองไดจํานวนหนึ่ง ซื้อรถยนตได 1 คัน ก็มีความสุขในการไดเปนเจาของแตเมื่อเวลาผานไป 5 ป รถก็เริ่มเกา ในทองตลาดก็มีรถยนตรุนใหมๆ ออกมา รายไดก็มีเพิ่มขึ้นตําแหนงหนาที่สูงขึ้น ก็ยอมมีความตองการถยนตคันใหม และวัฏจักรหรือวงจรของความตองการจะเปนเชนนี้อยางไมจบสิ้นเสมือนงูกินหาง ดังนั้น นักปราชญกลุมนี้จึงไมเห็นดวยกับการแสวงหาสิ่งตอบสนองความตองการที่ผูกพันอิงอาศัยปจจัยภายนอก แตใหความสําคัญกับการรูจักตนเองรูจักควบคุมความตองการ รูจักการเอาชนะใจตนเอง ในทางปรัชญาและศาสนาอินเดียเห็นวาการฝกควบคุมความตองการเปนวิธีการพื้นฐานสูการดับทุกขท่ีถาวร (บรรลุโมกษะ) หรือเรียกวาวิมุติสุข จึงเรียกลักษณะแนวคิดนี้วา วิมุตินิยม วิทย วิศทเวทย (2537, 150) สรุปความสัมพันธระหวางความพอใจ สิ่งที่เรามีกบสิ่งที่ตองการเปนสมการไวดังนี้ ความพอใจ เทากับ สิ่งที่เรามี หารดวย สิ่งที่เราตองการ Y X= Z สมมติ สิ่งที่เรามี (Y) มีคาเทากับ 2 สิ่งที่เราตองการ (Z) มีคาเทากับ 1 ความพอใจของเรา(X) จะมีคาเทากับ (X) จะมีคาเทากับ 2 แตถาสิ่งที่เรามีคือ 2 ความตองการคือ 4 ความพอใจของเราจะเหลือเพียง 0.5 หรือติดลบ นั่นก็คือยิ่งมีความตองการมาก ความสุขความพอใจก็ยิ่งลดลง เพราะสิ่งที่เราจะมีไดนั้น มีอยูเปนจํานวนจํากัด ดังนั้นแทนที่จะพยายามแสวงหาเพื่อใหมีมากขึ้น พวกมิมุ ติ นิ ย มจะสอนว า ให ล ดความต อ งการลงจะเป น วิ ธี ที่ ถู ก ต อ งเป น ไปได อ ย า งเหมาะสมและสมเหตุสมผลมากกวา แนวความคิดแบบวิมุตินิยมเปนแนวคิดที่ตรงกันขามกับความคิดเห็นวา “จัดสรรทรัพยากรที่มีอยูจํากัด ใหเพียงพอตอความตองการของมนุษยซึ่งมีไมจํากัด” โดยเห็นวาแนวคิดดังกลาวไมสมเหตุผล (Invalidity) หากทุกคนยอมรับวาทรัพยากรหรือสิ่งที่จะมีได เปนสิ่งมีอยูจํากัด ก็ยอมเปนไปไดที่มันจะเพียงพอตอความตองการของมนุษยซึ่งมีไมจํากัด ความเปนไปไดประการเดียวเทานั้นคือจํากัดความตองการใหพอดีกับทรัพยากรหรือสิ่งที่จะมีได แนวคิดทางเศรษฐศาสตรลักษณะนี้ คือแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวองคปจจุบันทรงพระราชทานชื่อวา “เศรษฐกิจแบบพอเพียง” อย า งไรก็ ต าม แนวคิ ด แบบวิ มุ ติ นิ ย ม มี ลั ก ษณะกว า งขวางรวมหลายแนวคิ ด ที่ อ าจมีรายละเอียดแตกตางเขาดวยกัน ลักษณะสําคัญของแนวคิดนี้ คือ ความพยายามในการเอาชนะความตองการ ความอยาก หรือการเอาชนะใจตนเอง แตก็มีรายละเอียดบางอยางตางกัน เชน วิมุติ
  • 67. 38นิยมของอินเดียบางกลุมมุงเอาชนะใจตนเองดวยการทรมานรางกาย เพราะเห็นวารางกายเปนอุปสรรคหรือตัวถวงมิใหจิตวิญญาณไดเขาสูสัจธรรม เชน ภาพของโยคีที่นิยมมาเขียนลอเลียนในหนังสือการตูนตางๆ เปนภาพชาวอินเดียนอนบนเตี ยงที่ ตอกดวยตะปู เป นตน โดยขอเท็จจริงแนวคิดนี้มิไดมีแตในอินเดียเทานั้น ในประเทศกรีกในระยะเวลาใกลเคียง แตมีวมตินิยมบางกลุม ไมเห็นดวยกับวิธีทรมานรางกาย เชน ศาสนาพุทธและปรัชญากลุม ิ ุมนุษยนิยมสวนมาก ที่เห็นวาการเอาชนะจิตวิญญาณนั้น ไมจําเปนตองทรมานรางกายก็ได โดยจะกลาวรายละเอียดในตอนที่วาดวยมนุษยนิยมเปาหมายของชีวิตคือความรู : ปญญานิยม นักปราชญอีกกลุมหนึ่ง ตั้งขอสังเกตวา หากมนุษยแสวงหาแตเพียงความสุขกายสบายใจตามแนวคิดของพวกสุขนิยมแลว อารยธรรมของมนุษยจะไมสามารถเกิดขึ้นได อารยธรรม ความเจริญกาวหนา ความเปนอยูของมนุษยทุกวันนี้ ลวนแตมีรากฐานอยูบนความรูและวิชาการตางๆและความรู ตา งๆ นั้น ไดม าจากความพยายามของนัก ปราชญทั้ง หลาย ซึ่ ง เป น ผูมีค วามรัก การแสวงหาความรูในอดีตนั่นเอง ดั ง นั้ น นั ก ปรั ช ญากลุ ม นี้ จึ ง มี ท รรศนะว า ความรู เ ป น สิ่ ง สู ง สุ ด ที่ ม นุ ษ ย พึ ง แสวงหานักปราชญที่มีแนวคิดลักษณะนี้เรียกวา “ปญญานิยม” (Eudaemonism) อาริสโตเติล (Aristole) นักปรัชญาชาวกรีก ไดพยายามวิเคราะหวาคุณสมบัติใดที่ทําใหมนุษยแตกตางจากสัตวอื่นๆ และพบวาคุณสมบัติดังกลาวคือการรูจักใชความคิดและเหตุผล เขาไดใหคํานิยาม (Definition) มนุษยไววา “มนุษยคือสัตวที่มีเหตุผล” (Man is The Reasoning Animal) ในทางปรัชญา เห็นวาคุณสมบัติเฉพาะที่ทําใหสิ่งๆ หนึ่งแตกตางจากสิ่งอื่นๆ ในประเภทเดียวกันนั้น คือสาระ หรือสารัตถะ (Essence) ของสิ่งนั้นๆ ในทรรศนะของอาริสโตเติล สาระของความเปนมนุษยก็คือการใชความคิด เหตุผลการใชสติปญญา และการแสวงหาความรู ในทางวิชาการประวัติความเปนมาและพัฒนาการความรูของมนุษยเริ่มขึ้นจากความสงสัยและความพยายามในการแสวงหาคําตอบหรือความรู ในอดีตเมื่อประมาณ 2,500-3,000 ปที่แลว ยังไมมีการแบงวิชาเปนสาขาตางๆ ผูที่พยายามแสวงหาความรูเพื่อตอบขอสงสัย และสามารถอธิบายหรือตอบขอสงสัยอยางสมเหตุสมผล ก็ไดชื่อวาเปนนักปรัชญา (Philosopher) ซึ่งมีความหมายโดยรากศัพทวา “ความรักความรู” ดังนั้น ความรักที่จะแสวงหาความรู จึงเปนพื้นฐานของวิทยาการทั้งปวง ตั ว อย า งเช น สมมติ ว า เมื่ อ 2,500 ป ที่ แ ล ว ในประเทศกรี ก มี ผู ใ ฝ รู ค นหนึ่ ง สงสั ย ในพฤติกรรมความเปนอยูของนก วันๆ หนึ่งเขาใชเวลาในการติดตามเฝาดูนก และพยายามอธิบายพฤติกรรมของพวกมัน จนสามารถอธิบายไดเปนคําตอบที่นาพอใจระดับหนึ่ง หากคนๆ นี้เกิดในยุค
  • 68. 39ปจจุบันเขาคงเปนนักปกษีวิทยา หรือ สัตววิทยาหรืออยางนอยเปนนักชีววิทยา แตถาเปนในสมัยดังกลาวคนผูนี้ไดไดชื่อวาเปน “นักปรัชญา” แนวคิดแบบปญญานิยม มีความสัมพันธและสอดคลองกับวิมุตินิยม โดยที่ทั้ง 2 กลุม ไมเห็นดวยกับพวกสุขนิยม และแนวคิดของทั้งสองมีลักษณะเกื้อกูลแกกัน เชน คําสอนของศาสนาพุทธมีลักษณะเปนวิมุตินิยมในแงเปาหมายสูงสุดคือการหลุดพนจากความทุกขอยางถาวร สวนในแงของความเปนมา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตรัสรู พบสัจธรรม หรือความจริงของชีวิตคือ “อริยสัจ 4” เพราะพระองคมีความสงสัยในธรรมชาติของชีวิต และไดทรงพยายามตอบคําถามหรือแสวงหาความรูดวยวิธีการตางๆ ทั้งดวยการบําเพ็ญเพียรตามแนวทางของนักปฏิบัติที่มีอยูรวมสมัย และวิธีการที่คนพบเองรวมเปนเวลาถึง 6 ป นั่นก็คือพระพุทธองคมีจิตสํานึกของความเปนนักวิชาการ และพื้นฐานแบบปญญานิยมดวย ในแงของความแตกตาง คือ แนวคิดปญญานิยมไมแพรหลายเทาวิมุตินิยม ซึ่งเกือบทั้งหมดเปนแนวคิดทางศาสนา และแนวคิดปญญานิยมก็มีฐานะเปนเครื่องมือมากกวาเปาหมาย เนื่องจากเนนทฤษฎีมากกวาผลการปฏิบัติ ในตอนตอไปจะกลาวถึง แนวคิดที่ประสานแนวคิดตางๆ เขาดวยกันในลักษณะบูรณาการ 1. สุขนิยม เห็นวาเปาหมายของชีวิตคือความสุข โดยเนนการตอบสนองความตองการทางรางกาย และความสุขที่ไดจากการครอบครองวัตถุ 2. วิมุตินยม เห็นวาเปาหมายของชีวิตขั้นพื้นฐานคือการเอาชนะใจตนเอง และขั้นสูงสุดคือ ิความบริสุทธิ์ผุดผองทางจิตวิญญาณ แนวคิดทางศาสนาสวนมากจัดเปนวิมุตินิยม 3. ปญญานิยม เห็นวาเปาหมายของชีวิตคือความรู และสิ่งตอบสนองความตองการทางสติปญญา 4. มนุษยนิยม เห็นวาเปาหมายของมนุษยคือแสวงหาสิ่งตอบสนองความตองการทุกดานแตใหรูจักใชกรอบพื้นฐานของวิมุตินิยม คือใหรูจักหักหามใจเมื่อไมไดมาซึ่งสิ่งที่ตองการ ในตอนตอไปจะไดกลาวถึงเปาหมายของชีวิตในทรรศนะของศาสนาตางๆ ซึ่งมีความแตกตางจากการศึกษาความคิดเชิงปรัชญา ดังตอไปนี้เปาหมายของชีวิตในทรรศนะศาสนา ในตอนที่ผานมา ไดกลาวถึงเปาหมายของชีวิตในทรรศนะนักปรัชญาลัทธิตางๆ ในตอนนี้เปนการศึกษาลักษณะแนวคิดทางศาสนา ซึ่งมีความแตกตางจากศึกษาตามแบบปรัชญา กลาวคือการศึกษาแนวคิดทางปรัชญาในตอนที่ผานมาเปนการจัดแนวคิดที่มีลักษณะคลายกันหลายๆ แนวมาไวในกลุมเดียวกันแนวคิดบางกลุมจึงอาจขาดเอกภาพในการเสนอแนวคิด เชน แนวคิดแบบสุขนิยมเปนแนวคิดรวมกันของลัทธิหลายๆ ลัทธิ เชน ลัทธิเอพิคิวเรียนในกรีก ลัทธิจารวากในอินเดียและลัทธิอื่นๆ ซึ่งแตละแนวคิดก็มทั้งลักษณะรวมและลักษณะที่แตกตางกัน ในตอนที่ผานมาไดตัว ี
  • 69. 40รายละเอียดที่แตกตางออก โดยคงไวแตลักษณะรวมของแตละกลุม สวนการศึกษาแนวคิดของศาสนานั้น เปนการศึกษาตามคําสอนที่ไดมีการประมวลไวอยางเปนระบบแลว เนื้อหาของแตละศาสนาจึงมีความเปนเอกภาพและชัดเจนกวาการศึกษาแบบจัดกลุมในตอนที่ผานมา ในตอนนี้จะศึกษาทรรศนะของศาสนาตางๆ ที่เกี่ยวกับเปาหมายของชีวิตมนุษย ไดแกศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต และศาสนาอิสลาม ตามลําดับเปาหมายของชีวิตในศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธเปนศาสนาที่มีรากฐานบนคําสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาในแงของการศึกษาทางปรัชญา จัดวาพุทธปรัชญาเปนปรัชญาอินเดียในกลุมที่ไมยอมรับตอความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท แมจะมีการยอมรับคําสอนและความเชื่อบางอยางจากพระเวท ซึ่งเปนหลักคําสอนที่มีอิทธิพลสูงสุดตอชาวอินเดียรวมสมัย ในแงของการศึกษาทางศาสนา ถือวาศาสนาพุทธเปนศาสนาสากล เพราะมีผูนับถือเปนจํานวนมากกระจายอยูทั่วโลกทั้งทวีปเอเชียและทวีปอื่นๆ จัดวาศาสนาพุทธเปนศาสนาประเภทอเทวนิยม (Atheism) ไมเชื่อในเรื่องพระเจาสูงสุดผูสรางสรรพสิ่งและไมใหความสําคัญแกเทพเจาตางๆ เกี่ยวกับเปาหมายของชีวิตในเชิงปรัชญา วิเคราะหไดวาคําสอนของพระพุทธเจา มีลักษณะที่จัดอยูในกลุมวิมุตินิยม แตก็มีแนวโนมบางอยางที่เปนมนุษยนิยม สวนในทางศาสนาเปาหมายสูงสุดของชีวิตคือนิพพาน อยางไรก็ตาม ศาสนาพุทธมิไดบังคับวามนุษยทุกคนตองบรรลุนิพพานมีคําสอนที่เกี่ยวกับสิ่งที่ชาวบานทั่วไปควรแสวงหา กลาวอีกอยางหนึ่งก็คือ เปาหมายของชีวิตอาจแบ ง เป น 2 ระดั บ คื อ ระดั บ สามั ญ กั บ ระดั บ สู ง หรื อ เป า หมายชี วิ ต สํ า หรั บ ประชาชนทั่ ว ไป(คฤหัสถ) กับเปาหมายของนักบวช (บรรพชิต) 1. เปาหมายของชีวิตสําหรับประชาชนทั่วไป เรียกวา คิหิสุข หรือความสุข ซึ่งผูครองเรือนควรแสวงหา (สุจิตรา รณรื่น,2540, หนา 70-71) ไดแก 1) อัตถิสุข คือความสุขจากการมีทรัพย 2) โภคสุข คือความสุขจากการใชจายทรัพย 3) อนณสุข คือความสุขการจากไมเปนหนี้ 4) อนวัชสุข คือความสุขจากการประกอบอาชีพที่ปราศจากโทษ สําหรับความสุขจากการใชจายทรัพยสิน มีขออธิบายเพิ่มเติมวา ควรรูจักใชจายอยางไรบางเรียกวา โภคอาทิยะ ดังนี้ (1) เลี้ยงตัวเลี้ยงบิดามารดา บุตรภรรยาและคนในปกครอง (2) บํารุงเลี้ยงดูมิตรสหายและเพื่อนรวมงาน (3) ใชปกปองรักษาสวัสดิภาพ ปกปองตนเองจากอันตรายตางๆ
  • 70. 41 (4) รูจักสละทรัพยเพื่อ เชน สงเคราะหญาติ ตอนรับแขก ทําบุญอุทิศสวนกุศลเปนตน (5) อุปถัมภบารุงพระสงฆ และเหลาบรรพชิตผูประพฤติดีประพฤติชอบ ํ จะเห็นไดวาความสุข หรือสิ่งที่ประชาชนทั่วไปพึงแสวงหา ในทรรศนะของศาสนาพุทธเปนความสุขที่เกี่ยวของกับวัตถุ หรือโลกียสุขที่กลาวถึงในตอนสุขนิยมในทางพุทธศาสนา มีศัพทเฉพาะเรียกความสุขระดับนี้วา สามิสสุข (ความสุขจากการครอบครองวัตถุ) ตรงขามกับโลกุตตรสุข ซึ่งศาสนาพุทธเรียกวา นิรามิสสุข (ความสุขที่ไมเกี่ยวของกับวัตถุ) 2. เปาหมายสูงสุดของชีวิตคือนิพพาน คําสอนเรื่องนิพพานเปนคําสอนที่ทําใหศาสนาพุทธแตกตางจากศาสนาอื่นๆ ซึ่งสวนมากเปาหมายของชีวิตคือการไดกลับไปสูสภาวะดั้งเดิม ความคิดเรื่องนิพพาน มีสวนคลายกับกับความคิดในศาสนาฮินดูคือเปนภาวะแหงความหลุดพนจากความทุกขอยางถาวร (โมกษะ) แตกตางตรงที่วาในศาสนาฮินดู ความหลุดพนจากความทุกขอยางถาวร(โมกษะ) แตกตางตรงที่วาในศาสนาฮินดู ความหลุดพนคือการที่อาตมันหรือวิญญาณยอยของแตละคนไดกลับไปรวมอยูกับพรหมันซึ่งเปรียบเสมือนวิญญาณสากล สวนนิพพานของศาสนาพุทธหมายถึงการหลุดพนจากการเวียนวายตายเกิด และเปนภาวะของการดับสูญ ไมมีตัวตนหรืออาตมันหลงเหลืออยู ซึ่งสอดคลองกับหลักคําสอนเรื่องสภาวะของสรรพสิ่ง (สามัญลักษณ) คืออนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เปาหมายของชีวิตในศาสนาคริสต ศาสนาคริตส เปนศาสนาจากคําสอนของพระเยซูแหงนาซาเรส หรือพระเยซูคริสต บนรากฐานของศาสนายูดา ตามความเชื่อดั้งเดิมของทั้งสองศาสนาสอนวาพระเจา (God) ไดสรางมนุษยข้ึนจากฉายาของพระองค (มีรูปรางคลาย) โดยใหชื่อวา อดัม และตอมาสรางมนุษยเพศหญิงขึ้นจากซี่โครงของอดัม ใหชื่อวาอีฟ หรือ อีวา พระองคใหทั้งสองอยูในสวนสวรรคชื่อวาสวนอีเดน ตอมาดัมและอีฟถูกปศาจดลใจใหขโมยผลไมในสวนพระเจาจึงลงทาโดยใหทั้งสองลงมาอยูในโลกมนุษย และเปนตนตระกูลของมนุษยทั้งหมดในเวลาตอมา ตามความเชื่อดังกลาว มนุษยตองจากอาณาจักรของพระเจาที่เปนดินแดนสวรรค ลงมาอยูบนโลกมนุษยก็เพราะความบาป (Sin) ของมนุษยเอง เปาหมายสูงสุดของมนุษยตามทรรศนะศาสนาคริตส จึงอยูที่การไดกลับคืนสูอาณาจักรสวรรค และได อ ยูร ว มกั บ พระเจา เหมื อนเชน เดิ ม ทั้ ง นี้ โดยมีห ลั ก ปฏิบั ติ สํา คัญ ยิ่ ง สรุ ป เป น 2ประการ คือ 1) จงรักพระเจาอยางสุดจิตสุดใจ และ 2) จงรักเพื่อนมนุษยเหมือนรักตนเอง ผูที่เชื่อมั่นในพระเจาและพระเยซู จะไดกลับสูสวรรค สวนผูไมเชื่อถือและคนบาปทั้งหลายตองถูกพิพากษาใหลงไปในบึงไฟนรก ทนทุกขทรมานชั่วนิรันดร เปามายของชีวิตในศาสนาอิสลาม
  • 71. 42 ศาสนาอิสลามเปนศาสนาจากคําสอนของนบีมุฮัมมัด ซึ่งมีพื้นฐานจากศาสนาทองถิ่นรวมทั้งศาสนาคริสต และศาสนายูดา ความเชื่อพื้นฐานของศาสนาอิสลามคลายกับศาสนาคริสตและศาสนายูดา ที่เชื่อวา พระอัลเลาะฮ (พระเจา) สรางมนุษยคูแรกขึ้น แตเพราะความบาป มนุษยจึงถูกสาปใหมาอยูบนโลกและเชื่อในวันพิพากษาหรือวันสิ้นโลก เชนเดียวกัน ดั งนั้ น แม ว า ศาสนาอิส ลามจะมีห ลั ก ปฏิบั ติต า งๆ ที่ แ ตกต างกั บ ศาสนาคริ ส ตแ ต ใ นแงเปาหมายแลว ทั้งสองศาสนามุงกระทําความดีและศรัทธาตอพระเจาก็เพื่อไดกลับสูดินแดนสวรรคและไดกลับไปอยูรวมกับพระเจาคุณคาเปาหมายและความสําเร็จของชีวิต เป น สิ่ ง ที่ มี ค วามสั ม พั น ธ กั น ดั ง ได ก ล า วแล ว แต ต น ความสํ า เร็ จ ของชี วิ ต ขึ้ น อยู กั บเปาหมายของชี วิ ต เพราะความสํ า เร็ จ หมายถึงการบรรลุ ตามเป าหมาย การกระทํ า เพื่อบรรลุเปาหมายหรือเพื่อความสําเร็จของชีวิต ถือเปนการกระทําที่มีคุณคา จากการนําเสนอในบทเรียนนี้ นึกศึกษาจะเห็นไดวา เปาหมายชีวิตของมนุษยตามแนวคิดของนักปราชญศาสดามีหลายอยาง เชนเปาหมายคือความสุขเปาหมายคือความสงบ เปาหมายคือความรู เปนตน ดังนั้น ในแงของปรัชญา ความสําเร็จของชีวิตจึงมีหลายอยาง ตามแตเปาหมายของแตละคน อยางไรก็ตาม การดํารงชีวิตของมนุษย มีกรอบจํากัดที่สําคัญยิ่งประการหนึ่ง คือ มนุษยตองดํารงตําแหนงชีวิตอยูในสังคม ไมมีใครสามารถอยูในโลกไดโดยลําพัง ดังนั้น การกําหนดเปาหมายของชีวิต ไมวาจะเปนความสุขกายสบายใจ ความสุข สงบทางจิตวิญญาณ หรืออื่นๆ ยอมอยูภายใตเงื่อนไขวาตองเปนเปาหมายที่เมื่อมีการปฏิบัติแลว ไมกอผลกระทบใหเกิดความเดือดรอนรบกวนผูอื่นในสังคม เมื่อพิจารณาความสําคัญของการอยูรวมในสังคม อาจกลาวไดวา การยอมรับจากสังคม ถือเปนสวนประกอบสําคัญยิ่งของความสําเร็จในชีวิต ไมวาจะเปนความสําเร็จระดับใด คนที่จะไดรับการยอมรับ และถือวาเปนคนมีคุณคาของสังคมเปนผูมีคุณสมบัติดังนี้ (1) รูจักกําหนดเปาหมายของชีวิตอยางถูกตองดีงาม และมีความพยายามปฏิบัติเพื่อบรรลุเปาหมายของตนเอง คนที่ปราศจากเปาหมายของชีวิต จะถูกมองวาเปนคนไรแกนสาร หาสาระไมได และไมไดรับความไววางใจจากสังคม (2) มีความรูความสามารถและศักยภาพที่พรอมจะตอบสนองความตองการของตนเองและผูอื่น กลาวอีกอยางก็คือ เปนผูที่มีความรูความสามารถที่จะสรางประโยชนแกสังคม คนที่ขาดความรูความสามารถ ไมฉลาด ไมเกง อาจไดรับการยอมรับจากสังคมไดในบางเรื่อง แตคนที่เกงและฉลาด สามารถสรางประโยชนไดยอมเปนผูที่ไดรับการยอมรับมากกวา อยางไรที่เกงและฉลาด
  • 72. 43สามารถสรางประโยชนได ยอมเปนผูที่ไดรับการยอมรับมากกวา อยางไรก็ตามความเกงมักมีความสัมพันธผกผันกับความดี หากเปนคนเกงแตไมดี ก็หามีคณคาอยางแทจริงไม ุ (3) มีมนุษยสัมพันธและรูจักประสานประโยชน จากที่กลาวมา คนมีคุณคาตองเปนคนเกงและตองเปนคนดีดวย คําวาเปนคําที่ตัดสินโดยสังคม การเปนคนดีของสังคม ก็คือรูจักสรางมนุษยสัมพันธที่ดี และรูจักประสานประโยชนกับผูอื่น ไมสรางความขัดแยงอันนํามาซึ่งความเสียหายแกตนเองและผูอื่นเขาใจและยอมรับความมีอยูเปนอยูของตนเองและผูอื่น มีความรักและใหอภัยตอผูอื่น เปนตน ความสําเร็จของชีวิต คือการบรรลุเปาหมายที่กําหนด แตละคนอาจมีแนวคิดเกี่ยวกับเปาหมายของชีวิตที่แตกตางกัน แตสวนประกอบสําคัญยิ่งของความสําเร็จ คือการยอมรับจากสังคม ปรัชญาและแนวคิดการดําเนินชีวตในสังคม ิ ในสภาพของความเปนจริงสิ่งที่มีชีวิตอยูบนโลกนี้ยอมมีการดําโรงอยูตามสภาวะของตัวเองไมวาจะเปนสัตรเล็กสัตรใหญที่มองเห็นและมองไมเห็นยอมมีหนาที่หรือวิธีวีวิตที่แตกตางกันไปโดยไดถูกธรรมชาติเปนผูกําหนดบทบาทในแตละชีวิตมาแลวทางนั้น บางชีวิตมีคุณและประโยชนอยูในตัว บางชีวิตมีโทรษและคุณอยูในตัวขึ้นอยูสภาวะปจจัยเปนผูกําหนด ในสวนของความเปนชีวิตมนุษยที่ไดชื่อวาเปนสัตรมีคุณสมบัติวิเศษจากสัตรทั้งหลาย คือสติบัญญามากกวาสัตรอื่นแตมนุษยก็ไมไดชื่อวา เปนสิ่งมีชีวิตที่สมบูญ เพราะมนูษยในสังคมมีการดําเนินชีวิตที่หลากหลาย มีความแตกตางทั้งดานอารม สังคม สภิบัญญาและการดําเนินชีวิต ดวยเหตุนี้มนุษยในสังคมจึงมีทั้งดีและเลว ประบน อยูบนโลกแหงความเปนจริงดวยเหตุนี้ นักเมธีปราชญจึงไดแสดงแนวปรัชญาและการดําเนินชีวิตไวตางๆ กัน ความมุงหมายและคุณคาของชีวต ตามแนวคิดของปรัชญา เมธีกลุมตางๆ ิ 2.2.1 ทัศนะสุขนิยม 2.2.2 ทัศนะปญญานิยม 2.2.3 ทัศนะวิมุตินยม ิ 2.2.4 ทัศนะเอกซิสเท็นเวียลลิสม 2.2.5 ทัศนะมนุษยนิยมความคิดหลัก 1. สุขนิยม เห็นวาความสุขเปนสิ่งมีคาสูงสุดเพราะความสุขเปนสิ่งที่มีคาในตัววิทยาศาสตรจะจะชวยใหมนุษยมีความสุขเพิ่มขึ้น
  • 73. 44 2. ปญญานิยม เห็นวาปญญาเปนสิ่งสูงสุดเพราะถือวาจิตหรือวิญญาณ เปนสิ่งที่สําคัญในความเปนมนุษยและปญญาเปนสิ่งสําคัญในวิญญาณ 3. วิมุตินิยม เห็นวาการที่มนุษยชวยตนเองไดเปนความสุขที่สุด เพราะหลุดพนจากพันธการของความอยากในสวนเกินตางๆ เพราะทําใหคนมีวิญญาณในตัวเอง 4. เอกซิสเท็นเชียลลิสม เห็นวามนุษยสูญเสียความเปนตัวของตัวเอง มนุษยตกเปนทาสของบุคคล สังคมและกฎระเบียบบังคับตางๆ มนุษยควรกลับมาหาตนเอง ประพฤติปฏิบัติและกระทําในสิ่งที่ตนอยากประพฤติ 5. มนุษยนิยม เห็นวา มนุษยควรมองรอบๆ ขาง หาความสุขหลายประเภทหลายระดั บ มิ ฉ ะนั้ น มนุ ษ ย จ ะขาดส ว นใดส ว นหนึ่ ง และเกิ น ในบางส ว น ความเป น มนุ ษ ย ที่ แ ท จ ริ งสมบูรณตองไดรับความสุขทุกๆ ประเภทและทุกๆ ระดับ 1. ทัศนะสุขนิยม (Hedonism) ทัศนะนี้ถือวาความมุงหมายของชีวิตคือความสุขสบายความสุขเปนคาในตัว (Intrinsic Value) สิ่งอื่นๆ เปนคานอกตัว (Extrinsic Value) สิ่งอื่นๆ มีไวเพื่อเปนวิถีไปสูความสุข นักปรัชญามีชื่อ เปนธัม (Bentham : 1748-1831) บอกวา มนุษยมีนาย 2คน คือ นายแหงความสุข กับนายแหงความเจ็บปวด ยิ่งมนุษยหนีนายแหงความเจ็บปวดมากเทาใดก็แสดงถึงความมีอิทธิพลของความเจ็บปวด ยิ่งมนุษยหนีนายแหงความเจ็บปวดมากเทาใดก็แสดงถึงความมีอิทธิพลของความเจ็บปวดที่มนุษยอยากหลีกเลี่ยง เพื่อแสวงหานายแหงความสุขมนุษยจะตองรอบคอบมองการณไกล “ถาความสุขของเราขึ้นอยูกับของหายาก ของราคาแพง เราจะลงเอยดวยความทุกข” และความสุขมีทั้งความสุขซึ่งหนาและความสุขระยะยาว ความสุขซึ่งหนาคือการแกปญหาเฉพาะหนา เชน เราหิว เราแกปญหาดวยการไปรับประทานอาหาร ซึ่งทําใหเราหายหิวในมื้อนั้นแตทําอยางไรจะ ไมหิวในมื้อตอๆ ไป คือมีกินทุกมื้อ นี้เปนการแกปญหาในระยะยาว เราตองมีการศึกษา มีงานทํา มีเงินไวแลกเปลี่ยนปจจัยสี่ เปนตน ชีวิตที่นาอยูมิใชชีวิตที่แสวงหาความพอใจใหกับรางกาย แตเปนชีวิตที่หันเขาสูสาระหรือธาตุแทของตน คือชีวิตที่อยูกับปญญา การอยูกับปญญาคือการแสวงหาความรูและความจริง ความรูในทัศนะ ของปญญานิยมมี 2 แบบ อยางแรกคือ ความรูที่ชวย ใหมนุษยไดอยูสุขสบายขึ้น ความรูแบบหนี้หนีไมพนจากรางกาย ยังติดอยูกับรางกายและถือรางกายเปนสรณะอีกอยางหนึ่งเปนความรูบริสุทธิ์ เปนสัจธรรมอันอมตะ ไมเกี่ยวเนื่องกับการสนองความอยากของรางกายความรูแบบนี้มนุษยเทานั้นที่รูได เปนสัจธรรมที่มนุษยเทานั้นจะดื่มด่ําชื่นชมกับมันได การแสวงหาความจริงแบบนี้ทําใหจิตใจสงบ สัจธรรมเปนของกลางและมีจํานวนไมจํากัด การที่คนๆหนึ่งไดชื่นชมกับความจริง มิไดเปนการขัดขวางมิใหคนอื่นไดโอกาสดวย ดังนั้นไมตองแกงแยงกัน ทุกคนมีสิทธิเทากันที่จะบรรลุความหมายของชีวิต สําหรับชาวปญญานิยม ชีวิตที่มีคุณคามิไดวัดดวยความสุขทางรูปธรรมหรือรางกาย การเปนคนดีกับการมีความสุขสบายมิใชสิ่งเดียวกัน คนดีคือคนที่สาระของเขาอันไดแกปญญาไดรับการเอาใจใสอยางพรอมบริบูรณ
  • 74. 45 2. ทัศนะปญญานิยม ปรัชญาเมธีที่สําคัญในสํานักนี้ คือ โสกราติส เพลโต และอริสโตเติลปรัชญาเมธีกลุมนี้คือวา ธาตุแทของมนุษยมี 2 สวน คือรางกายกับวิญญาณหรือจิต ประการหลังนั้นจริงลําคัญกวา อีกทั้งมมีคากวา ดังนั้นความมุงหมายของชีวิต จึงอยูที่วิญญาณไดหลุดพนจากความปรารถนาของรางกายไปสูโลกของมันเอง ขาวปญญานิยมเชื่อวาวิญญาณหรือจิต เปฯสิ่งสําคัญของมนุษย และในวิญญาณนั้น สิ่งสําคัญทีสุดคือปญญา สําหรับชาวปญญานิยม ชีวิตที่ความมุงหมายและมีคุณคา หรือนัยหนึ่งชีวิตที่นาอยูมิใชชีวิตที่อยูกับปญหาอยางเดียวเทานั้น การอยูกับปญญาคือการแสวงหาความรู และความจริงดวย ความรูในทั ศนะของป ญญานิยมมี 2 แบบ อยางแรกคือ ความรูที่ชวยใหมนุษยไดอยูสุขสบายขึ้น ความรูสึกแบบนี้หนีไมพนจากรางกาย ยังติดอยูกับรางกายและ ถือรางกายเปนสรณะอีกอยางหนึ่ง ในความบริสุทธิ์เปนสัจธรรมอันอมตะไมเกี่ยวเนื่องกับ การสนองความอยากของรางกายความรูแบบนี้ มนุษยเทานั้นที่รูได เปนสัจธรรมที่มนุษ เทานั้นจะคื่มค่ําชื่นชมกับมันไดการแสวงหาความจริงแบบนี้ ทําใหจิตใจสงบ สัจฐรรมเปฯของกลาง และมีจํานวน ไมจํากัดการที่คน ๆ หนึ่งไดชื่นชมกับคววามจริงมิไดเปนการขัดขวาง มิใหคนอื่นไดโอกาสดวย ดังนั้นไมตองแกงแยงกัน ทุกคนมีสิทธิเทากันที่จะบรรลุความหมายของชีวิต สําหรับชาวปญญานิยม ชีวิตที่มีคุณคามิไดวัดดวยความสุขทาง รูปธรรมหรือรางกาย การเปนคนดพกับการมี ความสุขสบายมิใชสิ่งเดียวกัน คนดีคือคนที่ สาระของอันไดแกปญญาไดรับการเอาใจใส อยางพรอมบริบูรณ 3. ทัศนะวิมุตินิยม ชาววิมุตินิยมเนนเรื่องการดับความตองการและการเอาชนะ ตนเอง ความพอใจของมนุษยน้ัน คือความพอดีระหวางสิ่งที่เรามีกับสิ่งที่เราตองการ เขียนเปนสมการไดดังนี้ ความพอใจ = สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราตองการ ความพอใจมีได 2 ทาง ทางแรกคือการหาทางเพิ่มที่เรามี ทางหลังคือการพยายามหาสิ่งที่เราตองการ ทางแรกนั้นเราตองไปแกงแยงกับผูอื่น เพราะสิ่งตางๆ มีจํานวนจํากัด นอกจากนั้นวัตถุส่งของตางๆ ที่เราเปนเจาของนั้น มันไมคงที่ มันอาจจะเสื่อมสภาพ อาจถูกขโมย หรืออาจสูญ ิสลายไปก็ได ดังนั้นถาความความพอใจของเราขึ้นอยูกับวัตถุ สิ่งของ ความสุขของเราก็อยูในสภาพงอนแงน เราอาจผิดหวังเมื่อใดก็ไดโดยไมรูตัว เพราะความสุขของเราผูกพันอยูกับสิ่งที่ไม
  • 75. 46แนนอน อันเราไมสามารถควบคุมได ควรใชวิธีหาความพอใจประเภทหลังดีกวา เพราะวาถาเราลดความตองการลงก็จะเทากับเรามีสิ่งของมากขึ้น สําหรับชาววิมุตินิยมนั้นเศรษฐีมิใชคนที่มีมากแตคือคนที่ตองการนอย ตัวอยางเชนทานมีเสื้ออยู 2 ตัวแตทานตองการ 3 ตัว ทานก็ไมมีความสุขถาทานไปดิ้นรนเพื่อจะหามาใหไดอีกตัวหนึ่งทานอาจผิดหวัง เพราะไมประสบความสําเร็จ ทางที่แนนอนก็คือลดความตองการลงใหเหลือเพียง 2 ตัว ยิ่งถาทานลดไดเหลือตัวเดียว ทานก็จะมีของเหลือใชแจกผูอื่น วิธีการนี้แนนอนเพราะมันขึ้นอยูกับตัวทานทั้งหมด การเอาชนะผูอื่นเพื่อจะใหไดมาอีกตัวหนึ่งนั้นยาก แตการลดความตองการโดยเอาชนะตัวเองงายกวาและแนนอนกวา ชาววิมตินิยมสอนวาถาทานชนะตนเอง ทาจะชนะโลกทั้งโลก ทานตองพยายามเห็นความ ุจริงที่วา ไมมีอะไรในโลกที่อยูในเงื้อมมือของทานเทากับตัวทานเอง จงถือวาทุกสิ่งที่ทานมีอยูนั้น มิใชของทาน ถาทานคิดไดเชนนี้ก็เทากับทานไมมีอะไรเลย และเมื่อไมมีอะไร ทานก็จะไมมีอะไรมี่จะเสีย ทานก็จะไมมความเสียใจ ไมผิดหวัง จะมีก็แตความสงบ ี 4. ทัศนะเอ็กซิสเท็นเซียลยิสม คราวนี้เรามาพิจารณาอีกทัศนะหนึ่งซึ่งแตกตางไปมากจนทัศนะทั้งสามที่กลาวมาแลวขางตน นั้นคือสํานักเอกวิสเท็นเซียลลิสม (Existentialisn) ในที่นี้จะเรียกยอๆ วา เอ็กซิสฯ ชาวเอ็กซีสฯ เห็นวามนุษยในสมัยปจจุบันไดสูญเสียตัวเองไป ในสังคมอันสลับซับซอนเชน ปจจุบันคนเราตองแสดงหลายบท พิจารณาดูนายแดงเพื่อนบานของทาน แดงมีมารดาซึ่งมีชีวิตอยูและมีภรรยาและลูกคนหนึ่ง เขาเปนครู เปนสมาชิกคุรุสภา เขาเปนนายกสมาคมศิษยเกาโรงเรียนวิทยาศึกษา เปนสมาชิกคนหนึ่งของชมรมครูใหญ เขาเปนเพื่อนสนิทของขาวกับเขียนนอกจากนั้นเขายังเปนนายของลูกจางที่บานอีก 2 คน และเปนอื่นๆ อีกมากมาย ชีวิตประจําวันของแดงนั้นคือตื่นแตเชาพาลูกไปโรงเรียน แลวก็ไปสอนหนังสือ บางวันเขาตองไประชุมที่สมาคมและชมรม บางวันเขาตองไปเยี่ยมมารดา บางวันเขาตองพาภรรยาไปซื้อของ บางทีเขาตองแวะไปคุยกับเขียว และขาว ฯลฯ สิ่งตางๆ ที่แดงทําไปแตละวันนั้น บางทีเขาก็ไมอยากทํานัก แตก็จําเปนตองทํา บางทีเขาตองทําอะไรบางอยางเพราะความเปนพอ บางทีเพราะความเปนลูก เปนเพื่อน เปนครู เปนนายกสมาคม ฯลฯ มีบางไหมที่เขาทําอะไรโดยที่เกิดจากตัวเขาเองจริงๆ มิใชเพียงในฐานะเปนนั่นหรือเปนนี่ ชาวเอ็กซิสฯ ตอบ ในสังคมปจจุบันแทบจะไมมีใครเลย ที่ไมถูกบีบรัดโดยบทบาทตางๆความกาวหนาทางวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีทําใหสังคมมนุษยสลับซับซอนทับทวีขึ้น และความสลับซับซนนี้ มันดึงใหมนุษยออกจากตัวเอง คนสมัยใหมไมมีเวลาที่จะมาพิจารณาดูตัวเองวาตัวเองรูสึกอะไรหรืออยากทําอะไร ที่เขาทําอะไรอยูทุกวันนั้นก็เพราะเขาตองทํา หัวโขนมันบง
  • 76. 47การเชนนั้น การกระทําที่เกิดจากความรูสึกจริงๆ วาอยากทํานั้นไมมีอีกตอไป คนเราเปนแตเพียงทางผานของสิ่งอื่น มิไดมีอะไรเปนของตัวเอง ความกาวหนาทางวิทยาศาสตรทําใหมนุษยสะดวกสบายขึ้น นั่นก็จริงอยู แตในขณะเดียวกับที่มันสรางความสุขให มันกลับทําลายความเปนมนุษยลงไป ขาวของเครื่องใชที่อํานวยความสะดวกใหแกมนุษยนั้น มันกลับเปนนายเหนือมนุษย บางทีมนุษยไดลดคาตัวเองเสมอกับวัตถุสิ่งของที่เขามี คนที่ซื้อรถมาใหมๆ นั้น ถาเขาเห็นเด็กมือบอนเอาตะปูขีดรถของเขา เขาจะรูสึกเจ็ บ แทนเหมื อ นกั บ ตนเองถู ก ขี ด เขาได นํ า ตั ว เขาไปเป น สิ่ ง เดี ย วกั บ รถเสี ย แล ว ของอื่ น ๆ ก็เหมือนกัน ยิ่งเขามีของมากเทาไหรเขาเองก็ยิ่งหดไปเทานั้น ยิ่งกวานั้นขาวของเครื่องใชเหลานี้บางทีมันยังบังคับใหเขานอนดึกๆ เพราะถานอนหัวค่ําก็จะไมมีเงินมาซื้อของเหลานี้ เขาคิดวาเขามีความสุขที่ไดสิ่งของเหลานี้ แตความจริงเขาอยูในสภาพที่กําลังเดินไปสูความสุขโดยที่ไมเคยบรรลุถึงมันเลย เสรีภาพของการดําเนินชีวิต ความสลับซับซอนของสังคมคนสมัยใหมและความกาวหนาของวิทยาศาสตรไดดึงมนุษยออกจากตัวเองเสียแลว เมื่อเปนเชนนี้คนเราควรทําอยางไร ชาวเอ็กซิสฯ บอกวา ก็ขอใหมนุษยกลับมาหาตัวเอง การกลับมาสูตัวเองก็คือ การตระหนักถึงเสรีภาพอันเปนธาตุแทของมนุษย ความเปนอิสระที่จะเลือกกระทําสิ่งตางๆ นั้น เปนสิ่งที่แยกไมออกจากมนุษย ไมเคยมีครั้งใดเลยที่จะพูดไดวา มนุษยไมเปนเสรี และไมมีสถานการณใดเลยที่จะกลาวไดวา ในสภาพอยางนั้น มนุษยถูกบังคับ ทหารที่ถูกขาศึกจับไดและถูกทรมานเพื่อใหบอกความลับนั้น โดยทั่วไปเราจะบอกวาเขาถูกบังคับ แตสําหรับชาวเอ็กซิสฯ สถานการณนั้นเปนเพียงขอมูล การถูกจับและการถูกขูวาจะถูกทรมานนั้น เปนขอเท็จจริงหรือเปนขอมูล แตการตัดสินใจทั้งหมดวาจะทําอยางไรกับขอมูลนี้ ก็ยังคงอยูกับทหารคนนั้น เขามีสิทธิ์ที่จะเลือกระหวางบอกหรือไมบอก ชาวเอ็กซิสฯ ถือวาในกรณีนี้สถานการณ “อยูในมือ” ของทหาร เขาเปนอิสระที่จะตัดสินใจ และประวัติศาสตรก็ไดบันทึกไววาในบางกรณีทหารบางคนตัดสินใจไมบอกและถูกทรมานจนตาย เมื่อมารดาทานปวย ทาบอกเลิกกับเพื่อนวาไปเที่ยวดวยไมได เพราะตองไปเยี่ยมแมทานบอกวาเหตุการณบังคับทําใหทานงดการไปเที่ยว นี้ทานก็หลอกตัวเอง การปวยของมารดานั้นเปนขอเท็จจริง คือเปนเพียงขอมูล ขอมูลนั้นมันบังคับใครไมได มีก็แตคนที่ทักเองวามันบีบบังคับ ทานมีสิทธิ์เลือกระหวางการไปเยี่ยมแมกับการไปเที่ยว ทานตัดสินใจเลือกอยางแรก โดยแกนแทแลวไมมีอะไรบังคับทานได ทานตัดสินใจเลือกเปนลูกที่ดี มากกวาจะเปนเพื่อนที่รักษาคําพูด แตถาทานพูดวาใจจริงแลวอยากไปกับเพื่อนแตไปไมได ทานโกหกตัวเอง เพราะในกรณีนี้ใจจริงของทานคือการไปเยี่ยมแม
  • 77. 48 ศีลธรรมกับการดําเนินชีวิต ตรงนี้ทานอาจบอกวาทั้งๆ ที่ทานอยากไปเที่ยว แตหนาที่ของลูกหรือนัยหนึ่งกรอบของศีลธรรมทําใหทานไปไมได ชาวเอ็กซิสฯ ก็จะตอบวา นั่นก็เทากับทานเลือกที่จะปฏิบัติตามกรอบแตทานก็ยังมีโอกาสเลือกอยูดี ทานก็อาจแยงวา “แตคนเราก็ตองมีศิลธรรม”  ตรงนี้เราจะเห็นความแตกตางระหวางชาวเอ็กซิสฯ กับคนทั่วไป โดยทั่วไปเราคิดวามนุษยเราในสังคมนั้นตองมีกรอบหรือแบบแผนบางอยางเปนหลักในการปฏิบัติตามกรอบหรือแบบแผนนี้จะเปนจารีตประเพรณีหรือกฎศีลธรรมก็แลวแต แตมันเปนสิ่งที่เราจะตองคํานึงถึงเมื่อเราจะทําอะไร ชาวเอ็กวีสฯ เห็นแยงกับเรื่องนี้ เขาคิดวาบแบบแผนเหลานี้คือสิ่งที่มนุษยสรางขึ้น เขาเห็นวาโลกของแบบของเพลโตที่มีอยูดั้งเดิมเปนิรันดรและเปนอิสระจากความคิดมนุษยนั้น เปนเรื่องเพอฝน มนุษยเปนผูบัญญัติศีลธรรมมิใชพระเจาตามที่ชาวคริสตเชื่อ และเมื่อมนุษยเปนผูบัญญัติมันก็อยูในมือของเขาที่จะเลือกบัญญัติอะไร มนุษยเปนผูสรางคุณงามความดี และในการสรางนี้มิไดมีแบบอะไรที่จะคลอยตาม มนุษยเปนอิสระ เขาควรทําในสิ่งที่เขารูสึกอยากทํา ไมมีเกณตายตัวใดๆ ที่จะมาตัดสินไดวา อยางไรผิดอยางไรถูก อยางไรดี อยางไรชั่ว ถามนุษยทําสิ่งตาง ๆ คลอยตามแบบแผนอันใดอันหนึ่งแลว ก็เทากับวาเขายกใหแบบแผนนั้นเปนจริง แตตัวเขาเองลดลงมาเปนเพียงภาพสะทอนของแบบนั้นเทานั้นเอง สําหรั บชาวเอ็ก ซิสฯ ศีลธรรมก็เหมื อนศิลปะ งานสรางสรรคของศิลปนนั้ นเกิดจากจินตนาการอันเปนเสรี ถาศิลปนถูกบังคับใหเดินตามแบบแลว ผลงานอันมีคาทางศิลปะจะเกิดไดอยางไร ศีลธรรมก็เชนกัน ความเปนคนของคนๆ หนึ่ง ไมใชอะไรอื่นนอกจากการกระทําครั้งแลวครั้งเลา ดวยความรูสึกเสรีตัวเราเองเปนผลผลิตของเสรีภาพเทาๆ กับที่ภาพวาดเปนผลิตผลของจิตรกรผูเปนอิสระ สรีภาพกับการดําเนินชีวิต เสรีภาพนั้นเปนธาตุแทของตน แตมนุษยเรามักจะไมตระหนักขอนี้ เขามักจะหลอกตัวเองวาเขาทําอะไรนั้นเพราะเขาถูกบังคับ ทําไมจึงเปนเชนนั้น ก็เพราะตองการปดความรับผิดชอบเพื่อจะไดสบายใจ ถากอนหินที่ถูกพายุพัดกลิ้งลงจากภูเขาไปทับคนขางลางพูดได มันคงพูดวา “เสียใจดวย ฉันชวยไมได เพราะถูกพายุผลักดันมา” คนที่ทําอะไรแลวชอบอางเพราะอยางนั้นอยางนี้ก็คลายกัน เขามักจะมีเหตุผลมากมายที่จะมาบอกวาทั้งหมดนั้นไมใชเขาหรอกที่ทํา แตเพราะฝนตกเพราะแมเจ็บ เพราะรักเพื่อน เพราะ....เขาเปนเพียงทานผาน เปนเพียงบุรุษไปรษณีย เขาไมไดทําอะไรเลย ดังนั้นเขาควรพนจากความรับผิดชอบ คนทั่วไปอยากเปนกอนหินมากกวาเปนตน นั้นเปนการลดฐานะมนุษย ทั้งนี้ก็เพราะมนุษยขาดความจริงใจ เรามักจะหลอกตัวเอง การหลอกตัวเองทําใหความเปนคนของเราหายไป เราจะกลับคืนมาสูตัวเองได ก็ตอเมื่อมีความจริงใจ เมื่ออยูในสถานการณอันใดอันหนึ่ง จงตระหนักวา
  • 78. 49สถานการณนั้นเปนเพียงขอมูล การเลือกที่จะทําอะไรในสถานการณนี้ข้นอยูกับเราทั้งหมด ถามตัว ึทานเองวามีความรูสึกอยางไร อยากทําอะไร จงซื่อสัตยตอตนเอง อยาพยายามอางนั้นอางมี แลวก็จงทําตามความรูสึกนั้น นั่นเทากับทานไดบรรลุความมุงหมายของชีวิต ทานไดผลิตศิลปกรรมขึ้นมาชิ้นหนึ่งแลวคือตัวทานเอง และเมื่อหลังจากนั้นอะไรเกิดขึ้นทานจงยอมรับ อยาโยนความรับผิดชอบใหผูอื่นหรือสิ่งอื่น โลกเปนของทาน ที่จะตกแตง สรางสรรค ไมมี ระเบียบแบบแผนอันใดที่จะใหทานคลอยตามการที่ไมมีอะไรยึดเหนี่ยวทานอาจวาเหว แตถาทานอยากเปนเสรีชน ทานก็ตองยอมรับสภาพอันนั้น แตมันทําใหเขากลายเปนกอนหิน ชาวเอ็กซิสฯ เห็นวามนุษยสมัยปจจุบันไดละทิ้งตัวเองไปที่อื่น เขาจึงเรียกรองใหมนุษยกลับมาสูตัวเอง มาสูความเปนคน และมาสูศักดิศรีของมนุษย แมจะเจ็บปวดหรือวาเหวกตองทน ็ ขอจบตอนนี้ดวยคํากลาวของเอ็กซิสฯ ที่รูจักกันแพรหลายคนหนึ่ง คือ สารท (Sartre) ดังนี้ มนุษย มิใชอะอื่นนอกจากผลิตผลที่เขาสรางขึ้นใหแกตัวเอง นั่นคือหลักขอแรกของเอ็กซิสเท็นเซียลลิสม...คํากลาวนี้มิไดหมายความวาเปนอื่น นอกจากวา มนุษยมีศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญกวากอนหินหรือโตะ มันหมายความวามนุษยมีอยูกอน กลาวคือ เริ่มแรกก็มีมนุษยกอน แลวเขาก็หมุนตัวตลอดเวลา เขาไมใชตะไครนํ้าหรือขยะหรือดอกไม ไมมีอะไรมีอยูกอนแบบแผนอันนี้ ไมมีอะไรในสวรรค มนุษยจะตองเปนสิ่งที่เขาเองวาดใหเปน... 5. ทัศนะมนุษยนิยม ชาวมนุษยนิยมรูสึกวาทัศนะทั้งสี่ที่กลาวมาแลวนั้น แตละทัศนะก็มีสวนถูกใจของแตละคนแตเขารูสึกวาทัศนะเหลานี้มองชีวิตแคบไป ชาวเอ็กซิสฯ นั้นสอนใหเราทําทุกอยางอยางจากใจจริงรูสึกอยางไรก็ทําอยางนั้น โดยไมตองคํานึงถึงแบบแผนกฎเกณฑใด ถาอยางนั้น ถ าเรารูสึกอยากจะฆาใครก็ไปฆาอยางนั้นหรือ ชาวเอ็กซิสฯ ตองการที่จะใหมนุษยเปนตัวของตัวเอง นั่นเปนสิ่งที่สมควรแตทั้งนี้ตองมีขอบเขต ชีวิตที่เกิดมาโดยไมเคยชวยตัวของตัวเองเสียเลยนั้น เปนชีวิตที่นาสงสาร แตชีวิ ตที่ เ อาแตความรูสึกของตนเป น สว นใหญนั้น จะอยูรว มกับคนอื่น ไดอยางไร ชาวปญญานิยมและวิมุตินิยมนั้นมองโลกและชีวิตสุดโตงไปอีกดานหนึ่ง ชาวมนุษยนิยมจะกลาววาชาวปญญานิยมและวิมุตินิยมเปนคนคอนขางขี้ขลาด ชอบหนี ไมสู จริงอยูถามนุษยเอาแตหาความสุขสบายแตหาความสุขสบายทางวัตถุ ไมยอมหาอาหารใหแกจิตหรือวิญญาณ เขาก็ไดขาดบางอยางไปอยางเนาเสียดาย มนุษยมีสติปญญาที่สามารถจะชื่นชมกับความรูและความจริงซึ่งเปนสิ่งที่สัตวมีไมได ถาเราไมแสวงหามันบาง เราก็ใชชีวิตไมเต็มที่ แตชาวปญญานิยมและวิมุตินิยมไปไกลเกินไปเขาสอนใหเราละวางทุกสิ่งที่เกี่ยวกับรางกาย ซึ่งมันเปนไปไมได แมเปนไปไดก็ไมควรทํา ความสุขที่เกิดจากการรับประทานอาหารอรอยนั้นมิไดเปนสิ่งเลวในตัวมันเอง วิธีปรุง
  • 79. 50อาหารแบบตางๆ เปนผลิตผลของอารยธรรมมนุษย เทาๆ กับที่ศิลปะวิทยาการเปนที่ควรทํา มิใชเลิกอาหารอรอยแตทวาทําอยางไรตัวเราและเพื่อนมนุษยรวมโลกของเราจะไดมีโอกาสนั้นบางเปนบางครั้งบางคราว ในสายตาของมนุษยนิยม สุขนิยมนั้นเขาถึงรากแทของชีวิต พื้นฐานของชีวิตคือรางกายดังนั้นความสุขทางรางกายจึงยังเปนบทนําของชีวิต แตชาวสุขนิยมก็มองโลกแคบไป เขาคิดวาความสุขสบายและความอภิรมยในรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัส เปนสิ่งเดียวที่เปนแกนแทของชีวิตนั่นเปนการเขาใจผิด มนุษยเปนผลิตผลอันยาวนานของวิวัฒนาการ แมจะถือกําเนิดมาจากสัตวแตมนุษยก็หลุดพนจากสัตว มีโลก มีชีวิต และมีประสบการณที่มีลักษณะเฉพาะตัวเอง สามารถที่จะรูจักและชื่นชมกับสิ่งอื่นๆ นอกไปจากการสนองแรงกระตุนของรางกาย ซึ่งสัตวก็มีเชนเดียวกับมนุษย สําหรับชาวมนุษยนิยมทั้ง 4 ทัศนะดังกลาว แตละทัศนะตางก็มีสวนถูก แตเขามองชีวิตแงเดี ย ว สุ ข นิ ย มเห็ น มนุ ษ ย มี แ ต ร า งกาย ป ญ ญานิ ย ม และวิ มุ ติ นิ ย ม ใฝ ฝ น แต ค วามสงบของวิญญาณเอ็กซิสเท็นเชียลลิสมเชิดชูแตความรูสึก แตมนุษยไดมีทุกสิ่งที่กลาวมานี้ ดังนั้นเราไมควรถือวาอยางหนึ่งอยางใดสําคัญที่สุด ถาทานเอาแตด้นรนหาเงินเพื่อซื้อความสุขสบายทานอาจตองหา ิตลอดชีวิตโดยมิไดมีเวลาที่จะเสพความสุขเลย ถาทานหันเขาหาแตความสงบทานก็ขาดบางอยางที่มนุษยพึงมี ถาทานเอาแตความรูสึกทานก็อยูกับคนเขาไมได ดังนั้นสําหรับชาวมนุษยนิยมทางที่ดีที่สุดก็คือการรอมชอมระหวางสิ่ง 3 สิ่ง คือ ความสุข ความสงบ และความรูสก ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย ึนั้นสลับซับซอน ไมสามารถจะทอนลงไปเพียงอยางหนึ่งอยางใดไดการดําเนินชีวตตามหลักศาสนาคริสต ิ ศาสนาคริสตเปนศาสนาหนึ่งที่แพรหลายไปไดอยางรวดเร็ว ปจจัยสําคัญที่ทําใหคนเกิดความเคารพศรัทธา เห็นไดจากลักษณะที่มุงสั่งสอนผูตกทุกขไดยาก ไมเนนพิธีรีตองใหคนรักกันเสมือนพี่นอง ชวยเหลือและรวมมือกัน โดยใชวิธีการทุกดานเชน การแพทย อาหาร การศึกษาเงินทุนมูลนิธเิ พื่อชวยเหลือผูทุกขยาก จนกลายเปนรูปแบบการสังคมสงเคราะหขามประเทศ ในสั งคมไทยก็เช นเดี ยวกัน การเผยแพรคริสตศาสนาเริ่มเขามามีบทบาทในสมัยพระนารายณมหาราช โดยมีมิชชันนารีใหการชวยเหลือหลังจากศึกสงครามสงบลงแลว เปนตนวา การสรางวัดคริสต โรงเรียนสอนพระธรรม สรางโบสถ ดวยความเชื่อวามนุษยคือฉายาของพระเจาหรื อเป น ส ว นหนึ่งที่พระเจ าสร างมา ไมวา ชายหญิง ไมแ ยกผิวพรรณ เชื้อชาติถือวา เปน หนึ่งเดียวกัน
  • 80. 51 หลัการดําเนินชีวิต เนื่องจากศาสนาคริสตมีรากฐานและไดรับอิทธิพลมาจากศาสนายิว ซึ่งเกิดขึ้นทามกลางความเชื่อและสังคมในอาณาจากยูดาหที่นับถือพระเจาองคเดียวคือ พระยะโฮวาห โดยมีนักบุญผูฉลาดดวยปฏิภาณและปญญารอบรูเหตุการณไดดีนามวา โมเสส เปนผูนําคําสอนมาประกาศแกชาวโลก เรียกวา บัญญัติ 10 ประการดังนี้ 1. จงนมัสการพระเจาเพียงอยางเดียว 2. อยาออกพระนามพระเจาโดยไมสมเหตุ 3. จงถือวันพระเจาเปนวันศักดิ์สิทธิ์ 4. จงนับถือบิดามารดา 5. อยาฆาคน 6. อยาผิดประเวณี 7. อยาลักทรัพย 8. อยาใสความนินทา 9. อยาคิดมิชอบ 10. อยามีความโลภในสิ่งของผูอื่น คําสอนดังกลาว นําไปสูความเชื่อโดยทั่วไป 1. เชื่อและเคารพนับถือศรัทธาในพระเจาสูงอะไรอื่นอีก 2. เชื่อวาพระเจาเปนผูไมได พระองคทรงธํารงอยูและ 3. เชื่อในภาวะที่ทรงพระบิดา คือผูสรางโลก พระบุตร คือพระผู พระจิต คือ พระผูเสด็จ 4. มนุษยทุกคนเกิดมามีบาปติดตัวและจําตองไถบาปดวยการทําความดี มนุษยสะสมบาปเรื่อยมา กลายเปนอุปสรรคขวางกั้นใหเหินหางพระเจา กอใหเกิดความตาย สงครามอาชญากรรมความทุกขเดือดรอนนานัปการขึ้นในโลก ซึ่งเปนความเลวรายที่สะสมอยางนากลัวอันเปนผลของบาปทุกชนิดซึ่งเปนเหตุใหมนุษยเขาถึงคําสอนไดยาก 5. ชีวิตหลังความตายมีวันตัดสิน ความเชื่อพื้นฐานในศาสนาคริสต มีรากฐานอยูที่เคารพในคุณคาของมนุษยแตละคน ยิ่งกวาทุกสิ่งทุกอยางในจักรวาลหรือทั้งโลก โดยถือวามนุษยเปนวิญญาณอมตะที่มีคาสูงสงจากแนวคิดเรื่องพระเจาในฐานบิดาแหงมวลมนุษยทําใหเห็นมนุษยแตละคนเปนพี่นองกันและมีคณคาเทาเทียม  ุกัน ไมวาจะเปนคนดีหรือคนบาป คุณคาของมนุษยไมไดลดลงเพราะเขาทําผิดจึงควรเปดใจกวางไมดวนประณามตัดสินคนอื่น การตัดสินมีแตพระเจาที่ควรเปนผูพิพากษาไมใชมนุษย หลักความเชื่อดังกลาวนําไปสูคําสอนสูงสุดคือ การสอนใหมนุษยมีความ (agape) ทั้งในแงที่ใหความสําคัญสูงสุดแกพระเจาในมนุษย ซึ่งหมายถึงการยอมมีพันธะผูกพันอันสูงสุดตอมนุษยดวยกัน การใหอภัย การมีเมตตา การสละตน การมีใจรักผูอื่น และการทํางานตามภารกิจที่มีตอ
  • 81. 52เพื่อนมนุษยอยางสุดจิตใจ วิญญาณ กําลังและปญญา ดังคํากลาวที่วา ไมมีความรักใดจะยิ่งใหญไป กวาการที่บุคคลยอมสละชีวิตเพื่อเพื่อนของเขา ตามหลักความเชื่อของศาสนาคริสตมุงเนนวิธีปฏิบัติตามบัญญัติของพระเจา ซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลสําคัญตอการดําเนินชีวิตของชาวคริสตประกอบดวย 4 ประการคือ ความรัก การเสียสละการใหอภัย และการบําเพ็ญประโยชนตอผูอื่น ความรัก เปนคําสอนที่สําคัญอยางยิ่งของพระเยซู ซึ่งพระองคทรงสั่งสอนใหมนุษยมีความรักอันแทจริง คือรักและไววางใจในพระเจา การตัดสินใจตองอยูบนพื้นฐานของความเชื่อในพระเจาผูบริสุทธิ์และมีความหวัง นอกจากนี้ยังสอนใหรักเพื่อนบานเหมือนกับรักตนเอง รวมทั้งรักแมกระทั่งศัตรูของตน ซึ่งลักษณะนี้เปนความรักที่สามารถรวมมนุษยกับพระเจาใหเขากันได การเสียสละ การที่พระองคทรงยอมสิ้นพระชนมบนไมกางเขนอยางทรมาน นับเปนการเสีย สละเพื่ อ แสดงความรั ก อั น ไม มี ข อบเขตและสิ้น สุ ด ชาวคริสตทั่ว โลกจึ ง ใชไ ม ก างเขนเป นสัญลั ก ษณ แ ทนความเชื่ อ ของตนเส น ดิ่ ง หมายถึ ง ความรั ก พระเจ าอยู เ บื้อ งบน ส ว นเสน ระดั บหมายถึง ความรักพระเจาอยางดีที่สุด เปนการตอบสนองความรักที่ยิ่งใหญ เสียสละโดยไมหวังผลตอบแทนและหวังใหผูอื่นไดดี การใหอภัยและการบําเพ็ญประโยชนตอผูอื่นไดมีปรากฎชัดเจนในชีวประวัติของพระเยซูคริสต ชวงประกาศพระศาสนาและกอนสิ้นพระชนม สวนการปฏิบัติดานพิธีกรรมทางศาสนาเรียกวา ศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อเปนเครื่องมือชวยใหคนสูความหลุดพนซึ่งความทุกข (นิกายโปรแตสแตนมีเพียง 2 ศีลคือ ศีลลางบาปและศีลมหาสนิท) 1. ศีลลางบาป เปนพิธีกรรมสําหรับผูนับถือศาสนาทั้งเด็กแรกเกิดและผูใหญ ซึ่งบาทหลวงเปนผูทําพิธีลางบาปเพราะมีความเชื่อวามนุษยทกคนมีบาปติดตัวมาแตกําเนิด โดยการเทน้ํามนตลงบนศีรษะ 3 ครั้ง นิกายโปรเตสแตนตเรียกพิธีนี้วา ศีลจุม 2. ศีลกําลัง โดยพระสังฆราชเจิมน้ํามนตที่หนาผากของเด็กโตที่รูรับผิดชอบแลวเปนรูปกางเขน ซึ่งแสดงวาพระจิตเสด็จเขาสูจิตใจผูน้นแลวถือวาเปนคริสตชนโดยสมบูรณ ั 3. ศีลแกวบาป การคุกเขาลงตอหนาบาทหลวงและสารภาพความผิดที่ไดกระทําไปเพื่อปลดเปลื้องบาปของตน เปนความพอใจหรือความสบายใจหลังจากไดสารภาพบาปแลว 4. ศีลมหาสนิท การไปรวมในโบสถทุกวันอาทิตยเรียกวา มิสซาเพื่อระลึกถึงชีวิตและคําสอนของพระเยซู คริสตชนตองอดอาหารกอนหนึ่งชั่วโมงแลวจึงสวดบทสวดตางๆ จึงเขารับศีลรวมทั้งรับขนมปง และเหลาองุนอันเปนสัญลักษณแทนพระกายและพระโลหิตของพระเยซู จากบาทหลวงหรือพระสงฆที่มารับประทานพิธีนี้สืบเนืองมาจาก การเลี้ยงอาหารค่ํามื้อสุดทายของพระเยซู
  • 82. 53 5. ศีลเจิมคนไขหรือเจิมครั้งสุดทาย เปนพิธีเจิมคนไขดวยน้ํามันโดยบาทหลวงตองการใหคนไขระลึกถึงพระเจา เพื่อใหมีกําลังใจที่จะเอาชนะการเจ็บไขไดปวย 6. ศีลสมรส การประกอบพิธีแตงงานในโบสถระหวางคูบาวสาว โดยมีบาทหลวงเปนผูกระทําพิธีใหและเปนสามีภรรยากันถูกตองตามกฎของศาสนา 7. ศีลบวชหรืออนุกรม การประกอบพิธีบวชเปนบาทหลวง โดยมีพระสังฆราชเปนผูทําพิธี จุดหมายสูงสุดของศาสนาคริสต ในการดําเนินชีวิตในโลกนี้ ชาวคริสตเชื่อกันวา เกิดมาแลวเพียงชาติเดียวหรือเพียงครั้งเดียว เมื่อตายไปแลว จุดหมายของชีวิตมนุษยคือ สวรรคและไดไปอยูกับพระเจาตามหลักคําสอนที่ปรากฏดังนี้ 1. อุดมคติ คือ จุดประสงคสูงสุดของคริสตชน ไดแก การเขาไปมีชีวิตใกลชิดกับพระเจาบนสวรรค 2. มรรค คือ วิธีการปฏิบัติเพื่อใหเขาสูอุดมคติ ไดแก การสวดมนตภาวนาและทําตามพระประสงคของพระเจา มีระเบียบวินัยในตนเอง 3. อุปกรณ คือ เครื่องมือที่ชวยสงเสริมใหการปฏิบัติตามมรรคเปนไปอยางสะดวก และเขาถึงอุดมคติไดรวดเร็ว ไดแก การหาความรูจากบัญญัติตางๆ ในพระคัมภีร ขอความชวยเหลือจากนักบุญและเพื่อนมนุษยดวยกัน 4. อุตตมภาวะ คือ การบรรลุภาวะสูงสุดตามคําสอน ไดแก การมีชีวิตอยูกับพระเจาบนสวรรคหลังจากตายแลว อยางไรก็ตาม การมองความจริงของชีวิตตามทัศนะของคริสตธรรมนั้น อาจจะเปนการมองในประเด็นของความรักในพระเจา พันธะผูกพันที่มนุษยมีตอมนุษยดวยกัน การใหอภัย การมีเมตตา การเสียสละ การมีใจรักผูอื่น เปนตน การดําเนินชีวิตตามหลักศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามไดเผยแพรเมื่อเชื่อกันวา หลังจากที่ศาสดาผูไดรับโองการแลวเริ่มสั่งสอนคนใกลชิดกอนแลวจึงขยายคนผูศรัทธาขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหลักคําสอนเขาถึงตรงใจของผูทุกขยากทั่วไปโดยไมเลือกสีผิวและฐานะเชน หลักคําสอนที่วา บุคคลทุกคนสามารถติดตอกับพระเจาไดโดยตรงดวยตัวของเขาเองไมวาคนนั้นจะยากดีมีจน ดีงามหรือชั่วชา เลวทรามอยางไรหรือโงเขลาเขาไมจําเปนที่จะใหคนอื่นนําคําวิงวอนของเขาเพื่อขอความชวยเหลือหรือลุแกโทษตอพระเจาแทนตนเอง ชวนมุสลิมจึงไมจําเปนตองติดตอกับพระเจาในวิหารหรือสุเหราที่ไหน เพราะพระเจาสถิตยอยูในทุกหนทุกแหง ทุกคนเทาเทียมกันตอหนาพระพักตรของพระเจา
  • 83. 54 อิสลาม มาจากคําวา อัสละมะ แปลวา สันติ การยอม นอบนอมตน ยอมจํานนโดยสิ้นเชิง(ตอพระเจา) ชาวมุสลิมมุงในการปฏิบัติตามกฎแหงพระเจา โดยถือวาไมแบงแยกระหวางชีวิตทางศาสนาและชีวิตทางสังคมมนุษย กลาวคือ การปฏิบัติศาสนกิจคือการปฏิบัติพันธกิจทางสังคม ดังบันทึกในหะดีษวา บุคคลผูทํางานหาเลี้ยงครอบครัวของตนก็กําลังปฏิบัติศาสนกิจในการบูชาพระเจาเหมือนๆ กับการสวดมนตภาวนา ดวยหลักการที่ไมแยกศาสนาออกจากชีวิตสังคมนี้เองนําไปสูการไมแยกอํานาจศาสนจักรกับอาณาจักร หรืออุดมทางการเมืองระหวางสถาบันศาสนากับสถาบันแหงรัฐ กฎหมายแหงพระเจาจึงครอบคลุมการดําเนินชีวิตชาวมุสลิมทุกแงทุกมุม ความเชื่อตามกฎของพระเจาที่กลาวถึงนี้ประกอบดวยหลักศรัทธา 6 ประการ หลักศรัทธา 6 ประการ ไดแก 1. ศรัทธาในพระเจา ชาวมุสลิมตองศรัทธาตออัลเลาะห พระเจาเพียงองคเดียวไมสักการะพระเจาองคอื่นและเชื่อมั่นวา พระองคทรงสรางโลกค้ําจุนโลกใหคงอยูชั่วนิรันดร 2. ศรัทธาในบรรดามลาอิกะหหรือเทวทูตของพระเจา ซึ่งเปนคนกลางทําหนาที่สื่อสารระหวางศาสดามะหะหมัดกับพระเจา เพื่อทําหนาที่นําโองการจากพระเจามาถายทอดแกศาสดาบันทึกความดีความชั่วของมนุษย ถอดวิญญาณของมนุษยออกจากรางเวลามนุษยดวย และสัมภาษณผูตาย ณ หลุมฝงศพ 3. ศรัทธาในพระคัมภีรอัล-กุรอาน อันเปนคัมภีรสุดทายที่พระเจาไดประทานลงมาใหแกมนุษยชาติโดยผานทางศาสดาตามหะหมัด 4. ศรัทธาตอบรรดาศาสนทูต ตองเชื่อวาพระเจาไดทรงคัดเลือกบุคคลใหทําหนาที่เปนผูสื่อสารนําบทบัญญัติของพระองคมาสั่งสอนมวลมนุษยทุกยุคสมัยไดแก นะปและศาสนฑูตหรือรอซูล 5. ศรัทธาตอวันพิพากษาโลกนี้เปนโลกแหงการทดลอง สักวันหนึ่งจะตองถึงกาลอวสานพระเจาเปนผูพิพากามนุษยตามกรรมดีและกรรมชั่วของแตละบุคคลเรียกวันพิพากษาวา วันกียามะห 6. ศรัทธาในกฎสภาวะของพระเจา เชื่อวาพระเจาไดทรงกําหนดกฎทั้งที่ตายตัวและไมตายตัว ไดแก กฎที่เปลี่ยนแปลงไมไดเชน การถือกําเนิดชาติพันธุ และกฎที่ดําเนินไปตามเหตุผลเชนทําดีไดดีทําชั่วไดชั่ว วิธีการดําเนินชีวิต จากพื้ นฐานความเชื่อตาง ศาสนาอิ สลามกําหนดข อปฏิบัติเพื่ อความสอดคลองในการดําเนินชีวิต ประกอบดวยหลักปฏิบัติ 5 ประการ หลักปฏิบัติ 5 ประการ ชาวมุสลิมตองปฏิบัติศาสนกิจพรอมทั้ง 3 ทางคือ กาย วาจา และใจอันถือเปนการภักดีตลอดชีวิตดังนี้
  • 84. 55 1. การปฏิภาณตน โดยเปลงวาจายอมรับวา ไมมีพระเจาอื่นใดนอกจากอัลเลาะหและมะหะหมัดเปนศาสนทูตแหงอัลเลาะห การเปลงวาจาดังกลาวตองทําดวยจิตใจเสื่อมใสอยางแทจริง 2. การละหมาด คือ การนมัสการและสวดมนตภาวนาพระเจาวันละ 5 ครั้ง ไดแก เชาตรูกอนพระอาทิตยขึ้น เที่ยงวัน บาย พระอาทิตยตก และเวลาค่ํา ชาวมุสลิมไมวาอยูสถานที่ใดตองทํา การละหมาดเพื่อแสดงความขอบคุณ สรรเสริญและขอขมาอัลเลาะหเปนการขัดเกลาจิตใจเอง ใหตรงตอเวลา มีระเบียบวินัย และมีความอดทนโดยกอนลงมือทําละหมาดตองชําระรางกายใหสะอาดและทํา ใจให สงบเพราะถื อว า เป น การเข า เฝ า พระเจา ผูก ระทําต อ งย า งเขาวั ย หนุม สาวจนกระทั่งวาระสุดทายของชีวิตยกเวนผูหญิงที่มีประจําเดือน เปนตน และขณะทําละหมาดตองหันหนาไปสูทิศทางเปนที่ตั้งของวิหารกาบะห นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอารเบีย 3. การถือศีลอด คือการบังคับตนใหงดดื่ม งดประพฤติไปตามอารมณฝายต่ําที่ตองหามในชวงเวลารุงอรุณเรื่อยไปจนกระทั่งพระอาทิตยลับฟาเปนเวลาหนึ่งเดือนในเดือนรอมมาดอน ซึ่งเปนเดือนที่เกาทางจันทรคติทางศาสนาอิสลาม หลักปฏิบัติขอนี้ถือเปนหนาที่ของชาวมุสลิมทุคนซึ่งไดแก ผูบรรลุศาสนภาวะ (อายุ 15 ป) มีรางกายสมบูรณ ยกเวน คนชรา คนปวย หญิงมีครรภ หญิงแมลูกออนที่ใหนมทารก หญิงมีรอบเดือน คนทํางานหนัก และบุคคลที่อยูในวันการเดินทาง เพื่อตองการทดสอบความศรัทธาที่มีแตพระเจา การฝกอบรมจิตใหตัดจากกิเลสและตัณหาตางๆ การทําจิตใจใหบริสุทธิ์พนจากอํานาจฝายต่ํา การมีขันติอดกลั้น เพื่อใหรูรสชาติแหงความหิวโหย เพื่อใหคนรวยนึกถึงความยากจน 4. การบริจาคทรัพย (ซะกาด) คือการทําใหบริสุทธิ์ หมดมลทิน หมายถึง การบริจาคในทุกรอบป เพื่อแบงปนใหผูอื่น โดยตระหนักวาทรัพยสินที่ไดมาเปนของฝากจากพระเจาที่เสียสละแกคนยากจนเปนการลดชองวางระหวางชนชั้นในสังคม ละความตระหนี่และลดความเห็นแกตัว ซึ่งผูมีสิทธิไดรับ ไดแก คนยากจน คนอนาถา หญิงหมายที่ตองเลี้ยงดูบุตรกําพรา ทาส ผูมีหนี้สินและผูเผยแผศาสนา 5. การประกอบพิธีอัจญ แปลวา การมุงไปสูหรือการไปเยือน หมายถึง การเดินทางไปประกอบศาสนกิจที่ศาสนสถานบัยตุลเลาะห นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอารเบีย ซึ่งหนึ่งปมีครั้งเดียวใชเวลาประมาณสองสัปดาหโดยมุสลิมทั้งชายและหญิงเดินเวียนรอบวิหารกาบะและจูบหรือสัมผัสหินดํากอนใหญเพื่อเตือนใหมนุษยลืมวา ผูมีเกียรติที่สุดนั้นคือ ผูที่สํารวมตนตออัลเลาะหมิใชขึ้นอยูกับสังคม เชื้อชาติหรือวงศตระกูล รวมทั้งเปนการอบรม ใหทอดทิ้ง ความประพฤติบางอยางเชน การดูถูกเพื่อนมนุษยและยังปลูกฝงขันติธรรม นําความเทาเทียมกันมาสูชาวมุสลิมทั่วไปรวมทั้งเปนการเพิ่มศรัทธาใหมั่นคงยิ่งขึ้น พิธีนี้ไมไดบังคับใหชาวมุสลิมทุกคนตองปฏิบัติตาม
  • 85. 56 จุดหมายสูงสุด การดํารงอยูของชีวิตนั้นชาวมุสลิมมีความเชื่อวา มีชีวิตอยูในโลกนี้เพียงครั้งเดียวการดําเนินชีวิตอาศัยหลักศรัทธา 6 ประการ และหลักปฏิบัติ 5 ประการซึ่งเนนถึงหนาที่ 3 ประการ คือหนาที่ตอพระเจา หนาที่ตอมนุษย และหนาที่ตอตนเอง จะทําใหเกิดความผูกพันระหวางมนุษยกับพระเจาและมนุษยกับมนุษยดวยกันเองและถือวาความสําเร็จทางสังคมที่สูงสุดก็คือการแทนที่การปกครองโดยสายเลือดในเผาเดียวกันดวยความผูกพันทางศาสนาหรือกลาวคือการไมแยกเชื้อชาติลาภาษา แตมุงความเปนพี่นองกัน มุงสูจุดหมายเดียวกันตามหลักศาสนาอิสลามคือ สวรรคหรืออยูกับพระเจานั่นเอง การดําเนินชีวิตตามทัศนะของลัทธิตางๆ 1. การดําเนินชีวิตตามลัทธิเตา แนวความคิดของลัทธิเตายิ่งใหญและสําคัญมากตอวิถีชีวิตของชาวจีน ผูกอตั้งหรือศาสดา คือ เลาจื้อ จึ งไดบันทึกคําสอนบางอยางที่ไดรับการยกยองว าเปนมรดกแหงปญญาแกมนุษยชาติรวบรวมอยูในคัมภีรที่เรียกวา เตาเต็กเก็ง มีลักษณะเปนขอคิดเห็นทางดานจริยธรรมในระดับศีลธรรมคลายกับระบบศีลในพระพุทธศาสนา แตจะเปนปรัชญามากกวาศาสนา คําสอนของเลาจื้อเนนถึงธรรมชาติและชีวิต เพราะ เตา แปลวา วิถีทาง หมายถึง หลักการยิ่งใหญที่ควบคุมแนวทางของธรรมชาติ เปนปฐมเหตุแหงโลกและจักรวาลบันดาลใหสรรพสิ่งทั้งโลกและสัตวเกิดขึ้น จึงมีฐานะเปนทั้งบรรพบุรุษและเปนมารดาของสิ่งทั้งปวงมีสภาวะเปนนิรันดรแทรกอยู ทุ ก หนทุ ก แห ง ไม ส ามารถมองเห็ น และสั ม ผั ส ได อธิ บ ายด ว ยภาษาไม ไ ด จึ ง มีความสั ม พั น ธ อ ยู กั บ ความว า งเปล า ในสภาพที่ สิ่ ง สมบู ร ณ หมุ น เวี ย นไม ห ยุ ด นิ่ ง จึ ง มี ก ารเคลื่อนไหวลักษณะเปนวงกลมเปนสัจภาวะสูงสุดทุกสิ่งทุกอยางเกิดจากเตาและจะกลับคืนสูเตา วิธีการดําเนินชีวิต ตามความเชื่อของเตานั้น ประกอบดวยหลักคําสอนที่สอดคลองถึงการดําเนินชีวิต ซึ่งปรากฏไดชดในเรื่องตางๆ ั โดยหลักคําสอนที่ถือวา สรรพสิ่งทั้งมวลดําเนินไปตามกฎแหงธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอยางประกอบดวยความเงียบสงบ ธรรมชาติสรางมนุษยใหดําเนินชีวิตไปตามธรรมชาติอันสงบ การดํารงชีวตของบุคคลจึงมุงหมายการทําตนใหสอดคลองกับธรรมชาติ สภาวะที่ตองทุกขเพราะสภาพ ิสั ง คมที่ เ ปลี่ ย นแปลงไปวิ ถี ท างที่ จ ะมี ค วามสุ ข ได ก็ คื อ การขจั ด อารยธรรมวั ฒ นธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีตางๆ ที่สังคมสรางขึ้นใหหมดไป และดํารงชีวิตอยูอยางสันโดษและสงบสุขโดยผูกพันกับธรรมชาติอยางใกลชิด
  • 86. 57 การดํารงชีวิตอยางกลมกลืนกับธรรมชาติ ในทางปฏิบัติก็โดยใหมนุษยรูจักตนเองบําเพ็ญคุณงามความดีไมฟุงเฟอ ไมมักใหญใฝสูง ทําใจใหสงบ รูจักถอมตัว ไมแขงขันกับใคร ยิ่งกวานั้น เตาไดเนนทางธรรมมากกวาทางโลก โดยตองการใหมนุษยหันเขาหาธรรมชาติใหรูจักตนเอง ไมสนใจสิ่งตางๆ การทําความดียอมทําใหความเห็นแกตัวลดนอยลง กลาวคือ มุงดานสติปญญาอันนําไปสูการรูจักตนเอง นอกจากนี้ ยังเปนผลกับคานิยมเกี่ยวกับชีวิตและจิตใจของชาวจีนทั่วไปคือทําใหมีจิตจี่เรียบงาย ชอบความงายๆ ชอบปฏิบัติมากกวาทฤษฎี ชอบสิ่งที่เปนจริงไดมากกวาความเพอฝนและเนื่องจากภายหลังที่มีการตีความทางภาษาแตกตางกันไปในลักษณะคําสอนการนับถือและการทํานาย กลาวคือ มีการขออํานาจดวยวิธีไสยศาสตรเพื่อใหมีอายุวัฒนะ จึงมีเทพเจาเขามาปะปนดวยยิ่งบูชามากเทาใดยิ่งไดรับพรตามปรารถนาและมีอายุยืนนาน มีการพิจารณาโลกและชีวิตดวยการทํานาย การติดตอกับเทพเจาและวิญญาณของผูตายจะชวยบอกเหตุรายเหตุตางๆ ได คานิยมของชาวจีนไมวาทางธรรมชาติหรือทางโลกใหมีความสําคัญเทากับคานิยมของวิญญาณ ดานพิธีกรรมที่ปรากฏคือ การบูชาบรรพบุรุษ และมักเกี่ยวของกับเวทมนต คาถา การปลูกเสกตางๆ นักบวชทําหนาที่เปนที่ปรึกษาเกี่ยวกับการขอฤกษยามและวันมงคลในการประกอบพิธีตางๆ เรื่องของวิญญาณและเครื่องรางของขลังปองกันภูตฝปศาจ ซึ่งเปนเรื่องทางไสยศาสตร จุดหมายสูงสุด จุดหมายสูงสุดของชีวิตคือการเขาถึงเตา และการจะเขาถึงเตาอันเปนสภาวะที่แทจริงไดก็ดวยการเปนอยูอยางงายๆ ไมเกี่ยวของหรือระคนดวยคนหมูมาก ไมสนใจในเรื่องอื่นนอกจากเตาเลาจื้อเชื่อวา ผูใดบรรลุเตาจะมีอายุยืนนาน รูทุกสิ่งทุกอยาง ถึงวันตายรางกายจะไมเนาเปอย อีกทัง ้ยอมรับวาชีวิตที่ดีที่สมบูรณคือชีวิตที่ผูกพันเปนอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติกฎเกณฑตางๆ ของสังคมที่มนุษยสรางขึ้นมาเปนการฝนธรรมชาติและไมมีความจําเปนธรรมชาติลวนมีความสมบูรณอยูในตัวเองพรอมจะใหคุณแกผูที่ทําความดี และในขณะเดียวกันก็พรอมจะลงโทษแกผูที่ทําความชั่ว 2. การดําเนินชีวิตตามลัทธิเชน ลัทธิเชน ไดปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตรที่เชื่อกันวาเกาแกมากอนพุทธกาลในอินเดียและคําสอนทุอยางที่มีอยูเปนสวนหนึ่งของศาสดาตรีธังกร ซึ่งพระมหาวีระเปนองคสุดทายเปนคําบัญญัติหรือจารึกเกี่ยวกับความประพฤติปฏิบัติของทั้งนักพรตและคฤหัสถผูครองเรือนรวมทั้งชาดกในศาสนา ตามหลั ก คํ า สอนเชื่ อ ว า สภาพความเป น จริ ง ที่ เ ที่ ย งแท แ ละมี อ ยู เ ป น นิ รั น ดรประกอบดวย 2 ลักษณะคือ ชีวะ หมายถึง วิญญาณอันมิสัมปชัญญะ มีอยูทั้งสิ่งมีชีวิตและไมมีชีวิตเชน ในคน สัตว ตนไม น้ํา ไฟ และมีทั้งวิญญาณของผูหลุดพนจากการเวียนวายตายเกิดแลว และผู
  • 87. 58ที่ยังไมหลุดพน อีกลักษณะหนึ่งคือ อชีวะหรือสสาร ปราศจากสัมปชัญญะ สิ่งที่เขามาสัมผัสกับวิญ ญาณทําให เ กิ ด เหตุและผลต อเนื่องกันในเรื่องของการเกิด และการตาย จึงตองกํ าจัด ไมใ หวิญญาณรับกรรมใหมเขามาอีก แนวคิดตามหลักธรรมของศาสนาเชน อยูบนความเชื่อพื้นฐานวา ชีวิตทั้งหลายเปนทุกข ไดแก การเกิด การเจ็บ การตาย หรือการปรารถนาสิ่งใดแลว ไมไดสิ่งนั้น ตนเหตุสําคัญอยูที่ความปรารถนามากมาย ทําใหเปนทุกข ดังนั้นวิธีแกปญหาจึงตองไมปรารถนามาก นอกจากนี้หลักคําสอนยังไดเนนถึง หลักอสิงหา ไมกอความรุนแรงหรือทํารายผูอื่นทั้งกาย วาจาและใจ ซึ่งถือวาความรุนแรงกวาการกระทํา แนวคิดนี้ทําใหเกิดการเคารพ ความเห็นหรือทัศนะที่ไมตรงกับผูอื่นอันเปนแนวทางสนับสนุนในเรื่องความเสมอภาค วิถีทางดําเนินชีวิต ภายหลังที่สิ้นศาสนาองคสุดทายไปแล ว สาวกของพระมหาวีระไดแยกเปน 2นิกาย ดวยวิธปฏิบัติที่แตกตางกัน แตก็ยังคงหลักสําคัญเดิมคือ ี 1. นิกายทิคัมพร ไดแก นักบวชที่เปลือยกาย ถือปฏิบัติอยางเครงครัด ยึดการทรมานรางกายของตนเองใหไดรับความทุกขยากลําบาก โดยไมมีเครื่องปกปดรางกาย เพราะเชื่อวาเปนเครื่องกังวลใจกับบริขารทั้งปวง เปนตนวา ไมกินน้ําและอาหารใดๆ ในเวลาปฏิบัติไมมีสมบัติติดตัวแมแตผานุง และปฏิเสธสตรีวาไมสามารถหลุดพนหรือบรรลุคุณธรรมได 2. นิกายเศวตคัมพร ไดแก นิกายนุงขาวหมขาวเพื่อปกปดกาย เพราะพิจารณาวาคนยังมีความละอายในการสัญจร การปฏิบัติอยูในทางสายกลาง สวนการปฏิบัติทางศาสนาของคฤหัสถ มีความเขมงวดนอยกวานักบวชเชนในเรื่องการกําหนดหามบริโภคเนื้อ เหลา น้ําผึ้ง ผลไม รากไม และหามบริโภคในเวลากลางคืนการถือคําสัตยและหลักธรรมสําคัญที่เรียกวา อนุพรต 5 ประการคือ (1) อหิงสา ไมเบียดเบียนทําลายชีวิต หรือกอความรุนแรง (2) นิกายเศวตคัมพร ไดแก นิกายนุงขาวหมขาวเพื่อปกปดกาย เพราะพิจารณาวาตนยังมีความละอายในการสัญจร การปฏิบัติอยูในสายกลาง สวนการปฏิบัติทางศาสนาของคฤหัสถ มีความเขมงวดนอยกวานักบวชเชนในเรื่องการกําหนดหามบริโภคเนื้อ เหลา น้ําผึ้ง ผลไม รากไม และหามบริโภคในเวลากลางคืน การถือคําสัตยและหลักธรรมสําคัญที่เรียกวา อนุพรต 5 ประการคือ (1) อหิงสา ไมเบียดเบียนทําลายชีวิต หรือกอความรุนแรง (2) สัตยะ ไมพูดเท็จหรือฉอฉล (3) อัสเตยะ ไมลักขโมย (4) พรหมจริยะ ไมประพฤติผิดในกามและพอใจในสิ่งที่มีอยู
  • 88. 59 (5) อปริครหะ ไมโลภ การมีทรัพยสินพอประมาณ จากหลั ก ธรรมที่ เ น น เรื่ อ งอหิง สา สง ผลต อวิ ถีก ารดํา เนิ น ชี วิต ของชาวบ า น คือ ทํ าใหหลีกเลี่ยงการประกอบอาชีพทางดานเกษตรกรรม การจําหนายหรือการผลิตอาวุธ และวัตถุมีพิษสวนใหญจะประกอบอาชีพเกี่ยวกับการคาขาย นอกจากนี้ความเชื่อเรื่องความเสมอภาคยังทําใหชาวบานรวมรับประทานอาหารกับทุกคนได รวมถึงการกําเนิดพรตก็เปดโอกาสแกทุกคนโดยไมเลือกชนชั้นและเชื้อชาติ จุดหมายสูงสุด ศาสนาเชนถือวา สาเหตุสําคัญที่เปนอุปสรรคของการสูจุดหมายสูงสุดของชีวิต คือ กิเลสตัณหา ไดแก โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งมาจากอวิชชาหรือความไมรูในธรรมชาติแทจริงของชีวะและสิ่งตางๆ ที่เกี่ยวของ จึงมุงที่จะเอาชนะหรือทําลายอวิชชาใหหมดสิ้นสามารถตัดกิเลสตัณหาของตนเองได ปฏิเสธในพระเจาโดยเชื่อวา ไมมีเทพเจาองคใดมีความสําคัญในโลกมนุษยและทําลายโลกนี้ ไมมีการสวดออนวอนรูปเคารพหรือทําพิธีบูชายันตใดๆ บุคคล ผูประกอบคุณงามความดีและมีศีลธรรมจึงมีศีลธรรมจึงจะหลุดพนจากความทุกขและพิชิตบาปกรรมทั้งปวงแนวคิดของศาสนาเชน เนนจุดหมายคือ การทําใหธรรมชาติของมนุษยมีความสมบูรณสูความหลุดพนหรือความเปนอิสระของวิญญาณเรียกวา โมกษะ หมายถึงการทําใหวิญญาณหลุดพนจากอัตตาและความไมบริสุทธิ์ทั้งปวง ไมกลับมาเกิดอีก ซึ่งบงชี้ใหเห็นวาวิญญาณและอัตตาเปนคนละสวนกัน ความพยายามแยกวิญญาณออกจากอัตตามีวิธีตางๆ กัน เชน การบําเพ็ญทุกข กิริยาและโยคะ ซึ่งทําใหเกิดความรูสกถึงสภาพที่เปนจริง หยุดการประพฤติชั่วและประพฤติชอบ ซึ่งนําไปสูความหลุดพนกรรม ึจึงมีคณคาเทากับการปฏิบัติตามหลักรัตนตรัย 3 ประการ คือ ุ 1. สัมมาศรัทธา ไดแก ความเห็นชอบ ตามทัศนะของศาสนาเชน มีความศรัทธาเชื่อมั่นตอศาสดาผูหลุดพนแลว อันจะนําไปสูความสันโดษ อุเบกขาและปฏิบัติตามคําสอน 2. สัมมาญาณ ไดแก ความรูชอบตามในคัมภีร อันเปนหลักธรรมเกี่ยวกับความจริงที่ศาสดาสั่งสอนไว 3. สัมมาจริต ไดแก ความประพฤติชอบตามกฎปฏิบัติของศาสนเชนทั้งคฤหัสถและนักบวช 3. การดําเนินชีวิตตามลัทธิชนโต ิ ศาสนชินโตมาจากความเชื่อดั้งเดิมอันเปนรากฐานทางจิตใจที่เกิดขึ้นพรอมกับประเทศญี่ปุน ชนชาติญี่ปุนศรัทธาในเทพเจา และมีการบูชากันตามขนบธรรมเนียมเปนระเบียบแบบแผนสืบกันมาชานาน ศาสนาชินโดจึงไมมีศาสดาและเปนศาสนาพื้นเมืองเดิมโดยถือวามนุษยที่ทําความดีจนเขาถึงความเปนอยูควรบูชากราบไหวในฐานะเปนเทพเจา ผูทรงคุณธรรมความดี มนุษยทําตนเป น คนดี มี ใ จสู ง แล ว ย อ มเข า ถึ ง ฐานะแห ง เทพเจ า ได เ ช น กั น นอกจากนั้ น ยั ง บู ช าธรรมชาติ
  • 89. 60บรรพบุรุษ วีรชนและจักรพรรดิ ซึ่งทําใหชาวญี่ปุนเปนคนรักแผนดินรักเผาพันธุ ภักดีตอพระจักรพรรดิและเปนลัทธิชาตินิยมสูง สัญลักษณที่มีความหมายในดานคุณธรรมและถือเปนสมบัติอันศักดิ์สิทธิ์ ถายทอดสืบตอมา ไดแก กระจกเปนเครื่องหมายแหงปญญา ดาบเปนเครื่องหมายแหงความกลาหาญและรัตนมณีเปนเครื่องหมายแหงการบําเพ็ญประโยชน วิถีการดําเนินชีวิต คําสอนบางประการที่ใหเคารพสักการะบรรพบุรุษ กตัญูกตเวทีตอผูวายชนมบูชาปฏิบัติตอผูสงอายุกวา จงรักภักดีตอพระจักรพรรดิ ครูและอาจารยคือ เทพบิตร จักรวรรดิ มีสิทธิ์ทุกอยางที่ ูบิดามารดามีตอบุตร วิญญาณเปนของไมตาย การตายเปนการเปลี่ยนเครื่องแตงตัวใหมชั่วประเดี๋ยวเดียว เมื่อผูที่เคารพถูกดูหมิ่น ใหแกแคนให ไมควรอยูรวมฟากับบุคคลที่ดูหมิ่นผูที่ตนสักการะ เมื่อแกแคนไมไดใหทําฮาราคีรีหรือควานทองเสียดีกวา ความกลาหาญและไมกลัวตายคือเสบียงในสงคราม สวนไดเสียของพระจักรพรรดิและประเทศชาติคือ สวนที่ทุกคนตองรับผิดชอบ สิ่งเหลานี้ไดเคยยึดปฏิบัติมาอยางเครงครัด สําหรับปจจุบัน พิธีกรรมที่สําคัญคือ การไหวเจาโดยผูบูชาอาบน้ํากอนไปศาลเจาแตงตัวใหสะอาด ครั้งเมื่อถึงก็ตองลางมือลางหนา ลางปากใหสะอาดอีกครั้ง เพราะถือวาผูที่จะเขาใกลที่บูชาตองชําระกาย ซึ่งเปนสวนภายนอกใหสะดวกกอนแลวเขาไปโคงคํานับตรงหนาศาลเจาหลังตาปรบมือเรียกดวงวิญญาณมารับกราบไหว หรือยืนสมาธินิ่งอยูครูหนึ่งแลวก็กลับออกไป นอกนั้นสุดแตนักบวชหรือผูเฝาศาลแนะนําใหทํา จุดหมายสูงสุด หลักปฏิบัติเพื่อความดีสูงสุดในศาสนาชินโด คือ การปฏิบัติจริยธรรมทางใจดังตอไปนี้ 1. ใหมีความคิดเบิกบาน 2. ใหมีความคิดบริสุทธิ์สะอาด 3. ใหมีความคิดถูกตอง 4. ใหมีความคิดเที่ยงตรง การปฏิบัติใหดวงใจมีสภาพดังกลาวสามารถพามนุษยไปสูความเปนเทพเจาสมกับความเปนเผาพันธุแหงสวรรคได 4. การดําเนินชีวิตตามลัทธิสิกข ลัทธินี้สืบเนื่องมาจากการตอสูกับอํานาจการกดขี่ของคนในศาสนาอื่นและตองการรวมศาสนาเพื่อขจัดขัดแยงตางๆ แตไมสําเร็จ กลับมาเปนศาสนาใหมของผูปกครอง สัจธรรมอยางกลาหาญ เสียสละ และนักรบ เมื่อป พ.ศ. 2012 โดยปฐมศาสดาชื่อ นานักเทพ
  • 90. 61 ลักษณะของศาสนานี้เปนเอกเทวนิยม เชื่อวาพระเจาผูสรางโลกมีเพียงองคเดียวปฏิเสะคําสอนบางประการของศาสนาฮินดูและอิสลาม ตอตานความเชื่องมงาย การแบงชนชั้นการประกอบพิธีกรรม บูชายัณ และยกยองบานะของสตรีเทพ นอกจากนี้ยังมองชีวิตวา มิไดมีแตทุกข ชีวิตยอมมีความหวังเสมอและมีโอกาสพบความสําเร็จได ถามีความพยายามและทําความดีโดยไมมีการหยุดซึ่งต างจากศาสนาพุทธที่มองชีวิ ตเปนทุกข ลัทธินี้จึงจะละทิ้งความเชื่อเกาๆ เชน ในเรื่องของเครื่องรางของขลัง พิธกรรมที่ปราศจากเหตุผล การกราบไหวบูชาแตสิ่งไรสาระและยังมองวา ชาว ีสิกขทุกคนตองทํางานเพื่อพัฒนาตัวเองและสังคม ตามหลักในคัมภีร คําสอนจึงไมตองมีพระ มีนักบวชในศาสนา หลักคําสอนที่สําคัญมี 4 ประการ ดังนี้ 1. ความสามัคคี มาจากครั้งที่พยายามสมานสามัคคีชาวฮินดูและชาวมุสลิมมิใหยึดเอาศาสนาเปนเหตุใหเกิดความแตกแยกในอินเดีย ไดประยุกตรวมคําสอนเขาดวยกัน 2. ความเสมอภาคเนนลัทธิเทาเทียมกันทั้งชายและหญิงไมจํากัดชาติช้น วรรณะ ศาสนา ั 3. ความศรัทธา สอนใหทุกคนเชื่อในพระเจา เรื่องการสรางโลกและการเกิดใหมการเขาถึงความจริงของชีวิต และหนทางนําไปสูการหลุดพนจากการเวียนวายตายเกิดเพื่อใหอยูกับพระเจา 4. ความรัก สอนใหรวมประพฤติปฏิบัติตามหลัก วิถีการดําเนินชีวิต วิธีปฏิบัติของชาวสิกขคือ ทุกคนจะตื่นเขา อาบน้ําแลวเขาสมาชิก รําลึกถึงพระเจาและสวดมนตภายในโบสถ หลังจากอานคัมภีรแลวจะมีการแจกขนมใหผูเขาประกอบพิธีทุกครั้ง สําหรับพิธีกรรมมีการปฏิบัติที่สําคัญ 2 ประการดังนี้ 1. สังคัต เปนพิธีชุมนุมหมูชาวสิกขในเวลาเย็นและสวดมนตสรรเสริญพระเจารวมกัน 2. อมฤตสังสการ เปนพิธีรับคนเขาในศาสนาโดยนั่งเสมอหนากันภายในโบสถวิหารเดียวกัน โดยไมคํานึงถึงชาติ ชั้น วรรณะ เพื่อหยิบอาหารใสปากใหแกกน ั การเปนสิกขไดสมบูรณตองผานพิธีปาหลุ ซึ่งเปนพิธีลางบาป รับเอาสัญลักษณ 5 ประการซึ่งเห็นไดวาเกี่ยวกับการรบทั้งสิ้นมาเปนเครื่องเตือนใจใหเขมแข็ง และเปนผลดีในการรวมกันเปนกลุมกอน 1. เกศา คือ การไวผม หนวดเครายาวไมตัด 2. กังฆา มีหวีสับผมเสมอ 3. กัจฉา นุงกางเกงในประจํา 4. กระ กําไลเหล็กสวมขอมูล 5. กริปาน ดาบประจําตัว
  • 91. 62 ปจจุบันชาวสิกขโดยสวนรวมไมมีปญหาเรื่องการถูกเบียดเบียนเชนในสมัยกอน จึงมีสิทธิเสรีภาพเทาเทียมชาวอินเดียทั่วไป และมีลักษณะเดนในการประกอบอาชีพทางเกษตรกร ทหารนักกีฬา รวมทั้งการคาและกิจกรรมตางๆโดยเฉพาะชาวสิกขในประเทศไทยจะมีบทบาทในองคทางสังคมตางๆ อยางมากมาย จุดหมุงหมาย การที่ บุ ค คลจะก า วไปสู สุ อั น นิ รั น ดรหรื อ นิ ร วาณ มี อ ยู 5 ขั้ น ตอนดั ง นี้ 1)ธรรมขั ณ ฑอาณาจั ก รแห ง การกระทํ าคื อ กรรมดี แ ละกรรมชั่ ว ด ว ยการทํ า แต แ รรมดี 2)คิ อ านขั ณ ฑห รื อ อญาณขัณฑ อาณาจักรแหงปญญา 3) สรมขัณฑ อาราจักรแหงมหาสมบัติ 4) กรรมขัณฑ อาณาจักรแห งกําลัง หมายถึ ง กรลังทางจิ ตไม ห วาดกลัว 5) สัจขัณ ฑ อาณาจัก รแหงสั จ จะ คือ ความเปนเอกภาพกับพระเจา สรูป อริสโตเติล โดกลาววามนุษยเปนสัตรสังคม นั้นหมายความวามนุษยเปนสวนหนึ่งของสิ่งที่มีชีวิตบนโลกนี้ ที่มีความเปนอยูตามครรลองของชีวิตมนุษย มีการกินอาหาร มีการสืบพันธและการตายในที่สุด เชนเดียวกับสิ่งที่มีชีวิตอื่นๆ และรวมทั้งมนุษยในโลกนี้ ชีวิตมนุษยยอมมีคุณและประโยชนหรือโทษอันเปนความเปนหรือความชั่วในมนุษย หรือชีวิตนั้นๆ มนุษยในสังคมบนโลกนี้แมจะถูกสรางมาดวยคุณสมบัติพิเศษที่แตกตางจากสัตรทั้งหลายคือสติปญญาที่สามารตพัฒนาไมมีที่สิ่งสุด มนุษยจึงไดชื่อเปนสัตรประเสริฐ แตวาในความเปนจริงของมนุษยปนโลกนี้มิใชเปนผูสมบูรณทั้งหมด ทั้งนี้ดวยความแตกตางทางชื้อชาติ อาสา วัฒนาธรรม และอื่นๆ อันเปนวิธีชีวิตของสิ่งที่มีชีวิตจึงทําใหมนุษยมีความแตกตางกัน ดวยเหตุนี้มนุษยในสังคมจึงไมใชเปนผูสมบูรณมีดีมีเลวอยูบนโลกแหงความเปนจริง การดําเนินชีวิตดวยหลักคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อตนเองและสังคม มนุ ษ ย คื อ สั ต วที่ มี ชีวิ ต ที่ไ ด รั บ การพั ฒ นาการหลาย ๆ ด า นเช น เดี ย วกั บสิ่ ง ที่มี ชี วิ ตประเภทอื่น ตางกันเพียงแตมนุษยมีองคประกอบหลายอยางที่ลักษณะพิเศษแตกตางลักษณะของชีวิตประเภทอื่น ๆ คือ ระบบกลไกที่มีความสลับซับซอนอยูในคุณสมบัติพิเศษของมนุษยอันไดแกปญญา อันตัวพัฒนามนุษยไปอุดมการณของชีวิตในระดับต่ําจนถึงกระทั่งระดับสูงสุดชีวิตทุกชีวิต
  • 92. 63เกิดมา ยอมมีเปาหมายเดียวกัน คือการกําเนิดชีวิตอยางมีความสุข ความสุขมี 2 ระดับ คือ สุขทางกายอันได แ ก ความสมบูรณดวยปจ จัย เรียกอยางหนึ่งคือ สุขแบบทางโลกคือ โลกิย สุขความสุขประเภทที่ 2 คือ สุขทางใจ คือสุขภายในดานจิตใจ อันไดแก ปรปตถสุข การพัฒนามนุษย หมายถึงการพัฒนาระบบของการกระทําความดี เรียกอีกอยางหนึ่งวา คุณภาพจริยธรรมและศีลธรรมอันเปนสมบัติภายใน การเวนชั่วทําดีเปนหลักการสําคัญพึ่งศาสนาทุก ๆ ศาสนา ใหมนุษยชาติปฏิบัติเพื่อการปฏิบัติและเปาหมายสูงสุดของชีวิตคือ ความสุขเปนสิ่งที่ดีสําหรับชีวิตซึ่งเปรียบเสมือนเปาหมายของชีวิตที่มนุษยทุกคนตองมี ดังนั้นอุดมคติของชีวิตจึงเปนสิ่งที่ตองมีจุดจบในตัวเองเนื่องจากเปนสิ่งที่ดีที่สุดสําหรับชีวิต นั่นหมายถึงอุดมคติของชีวิตตองมีคุณคาในตัวเอง ในทางพระพุทธศาสนาไดมีหลักธรรมคําสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจาเปนหลักทฤษฎีและหลักปฏิบัติเปนจํานวนมาก แมในความเปนจริงชีวิตมนุษยทุกชีวิตยอมมีความแตกตาง แตในความแตกตางนั้น มนุษยทุกคนก็คงยังตองแสวงหาความสุขอันเปนแกนแทของชีวิตดวยการดําเนินชิ วิ ต อย า งต อ เนื่ อ งด ว ยความรู สึ ก หนาวร อ นตามแต ค รรลองของชี วิ ต เหล า นั้ น ฉะนั้ น ในทางพระพุทธศาสนาจึงไดวางทฤษฎีสัจจะธรรม การดําเนินชีวิตใหเปนไปตามเปาหมาย สูอุดมคติของชีวตอยางแทจริง ิ คุณธรรมและจริยธรรมในการบําเพ็ญประโยชน เปนที่ยอมรับวาในยุคปจจุบันการพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรกรรมมาเปนอุตสาหกรรมดวยเทคโนโลยีก็ควรเปลี่ยนแปลงครั้งใหม ของสังคมโลก การแขงขันทางเศรษฐกิจในโลกที่จะเจริญแลวหรือที่พัฒนาไปกอนแลว ยอมมีผลกระทบตอการพัฒนาเศรษฐกิจ ตอมาประเทศที่ดอยพัฒนาหรือกําลังที่จะพัฒนา โอกาสแหงการเสียเปรียบในเชิงแลกเปลี่ยนยอมมีผลมากหากประเทศที่พัฒนาแลวไมตกอยูในกลุมของลัทธินิยมอยางแมจริง สังคมก็พอเยียวยาได แตมนุษยพื้นฐานแหงการแข ง ขั น หาเป น เช น นั้ น ลั ท ธิ ทุ น นิ ย มมี บ ทบาทอย า งสู ง ต อ การได เ ปรี ย บหากไม นํ า หลั กจรรยาบรรณ คุณธรรม หรือหลักศาสนามาชวยสังคมก็จะแยกสวนการพัฒนา ซึ่งจะเปนการพัฒนาที่ไมยั่งยืน หลักธรรมแมบททางพระพุทธศาสนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ คือ 1. ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน 3 ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน หมายถึง ประโยชนในปจจุบันความสุขในปจจุบันที่เห็นทันตาในชาตินี้ เปนหลักธรรมที่อํานวยประโยชนสุขขั้นตน หรือเรียกวา โลกิยสุข 1.1 อุฏฐานสัมปทา หมายถึง ความถึงพรอมดวยความขยันหมั่นเพียร ตอสูปญหาอุปสรรค ไมทอแมในการศึกษาเลาเรียนการทํามาหาเลี้ยงชีวิต ในการปฏิบัติหนาที่ตาง ๆ หมั่นฝกฝนเพื่อใหเกิดความชํานาญในหนาที่ของตน
  • 93. 64 1.2 อารักขสัมปทา หมายถึง ความถึงพรอมดวยการรักษา รูรักษา รูคุณคาของสิ่งของที่หามาได รูจักเก็บดูแลรักษาทรัพยสินสิ่งของเหลานั้นใหคงอยู ใชอยางเปนประโยชนและ คุมคาไมใชอยางทิ้ง ๆ ขวาง ๆ 1.3 กัลยาณมิตตตา หมายถึง ความมีเพื่อเปนคนดีไมคลคนชั่ว รูจักเลือกคบเพื่อนที่ไมชักชวนกันไปในทางที่เสื่อมเสีย รวมถึงการรูจักเลือกคูครอง 1.4 สมชีวิตา หมายถึง ความเลี้ยงชีวิตตามสมควรแกกําลังทรัพยที่หามาได รูจักการใชสอยทรัพยสมบัติใหพอเหมาะพอดีกินอยูอยางพอเพียง ไมสุรุยสุรายเกินไป ไมฝดเคืองจนดูเปนคนตระหนี่ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน เรียกกันอีกอยางวา หัวใจเศรษฐีเพราะทําใหผูที่ปฏิบัติตามสามารถกอรางสรางตัวจนมีฐานะที่มั่นคงได คุณธรรมและจริยธรรมเพื่อการดํารงชีวิตดวยความสุขของคฤหัสถ 4 สุขของคฤหัสถ หมายถึง ความสบายกาย สบายใจไมมีความวิตกทุก ขรอนในการดํ า เนิ น ชี วิ ต ซึ่ ง ความสุ ข สบายเช น นี้ เ ป น ผลพวงมาจาการปฏิ บั ติ ต ามหลั ก ของทิ ฏ ฐธั ม มิ กั ต ถประโยชนอํานวยใหไดรับความสุข 4 ชนิด ที่เห็นผลทันตา คือ 1 อัตถิสข หมายถึง สุขเกิดจากการมีทรัพย มีคําที่คนมักกลาวกันวา มีเงินเขาก็นับเปน ุนอง มีทองเขาก็นับเปนพี่คานี้แสดงใหเห็นถึงอํานาจของทรัพยหรือที่เรียกกันจนชินวา เงิน เพราะ ํมีเงินตัวเดียวทําอะไรที่วายากก็จะงายไปหมด ดังนั้นเมื่อตองการสุข สิ่งแรกที่ตองทําคือ ทํางานสรางฐานะเพื่อไดมาซึ่งสมบัติพัสถานอันจะบันดาลเปนคามสุข 2 โภคสุข หมายถึง สุขเกิดจากการใชจายทรัพย เมื่อมีทรัพยสินเงินทองก็ตองรูจักใชจายบํารุงตนใหสะดวกสบายตามควรแกอัตภาพ สิ่งใดที่พอจะซื้อจะจายเพื่อความสบายของตนและคนรอบขางก็ตองจับจายใชสอย ขอควรระวังอยางเสียเกินได อยาใชเกินมี เพราะเดี๋ยวจะเปลี่ยนจากสุขเปนทุกขภายหลัง 3 อนณสุข หมายถึง สุขเกิดจากการไมมีหนี้ คนเปนหนี้ไมเคยมีความสุข พระพุทธเจายังตรัสวา การเปนหนี้เปนทุกขในโลก ฉะนั้น อยาพยายามกอหนี้ยืมสินผูอื่น นอกจากนั้นเงินทองยังเปนเหมือนดาบ 2 คม ทําใหคนเปนมิตรกลายเปนศัตรูกันได คนจึงมักกลาวกันวา เงินเปนมิตรเมื่อกู เปนศัตรูเมื่อทวง 4 อนวัชชสุข หมายถึง สุขเกิดจากการประกอบอาชีพสุจริต การทํามาหาเลี้ยงชีพ ถาจะใหไดผลที่เปนความสุขจริงตองใหไดมาดวยอาชีพสุจริต ไมสรางความเดือดเนื้อรอนใจใหทั้งแกตนและผู อื่ น แต ถ า ไปข อ งแวะกั บ อาชี พ ที่ ทุ จ ริ ต มั น จะเป น บ ว งที่ ค ล อ งเอาความทุ ก ข ม าใหนอกจากนั้นการเลี้ยงชีวิตดวยอาชีพที่ทุจริต ไมเคยสรางความสุขใหไดแมเพียงหลับตา
  • 94. 65 ความสุข 4 ประการนี้ คือ การดํารงชีวิตของคฤหัสถชน การใหมีเกิดขึ้นในครอบครัวเพราะจะทําใหชีวิตมีความสุข แบบคฤหัสถที่ยั่งยืนและอยางแทจริง คุณธรรมและจริยธรรมเพื่อความพอดีพอประมาณ สันโดษ ความสันโดษนี้ ในภาษาบาลีเปน สนฺตฏฐี ที่ใช สนฺโตโส ก็มีบางแตนอยแหง แปลได ดังนี้ 1 ความยินดีพรอม คือความพอใจ 2 ความยินดีในของที่มีอยู 3 ความยินดีในของๆ ตน 4 ความยินดีโดยชอบธรรม รวมความวา ความยินดีในของที่ตนมีซึ่งไดมาโดยชอบธรรม หรือความพอใจในสิ่งทีมอยู ่ ีเทาที่เปนของตน ซึ่งตนไดมา และหามาไดโดยชอบธรรม สามารถหาความสุขไดจากสิ่งที่เปนสมบัติของคนนั้นๆ สันโดษมีที่มาหลายแหง เชน มงคลสูตรและธรรมบท เปนตน พระอรรถกถาจารย ไดแบงสันโดษออกเปน 3 คือ 1. ยถาลาภสันโดษ คือความยินดีตามทีได ในเมื่อของที่ไดมานั้น ไดมาโดยวิธีที่ถูกตอง ่ 2. ยถาพลสันโดษ คือยินดีตามกําลังความสามารถที่จะหามาได ไมทําเกินกําลัง 3. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควรแกภาวะและหนาที่ของตน วัตถุประสงคของสันโดษมีอยางไรบางแกวา วัตถุประสงคของสันโดษอาจแบงได 2ระดับ คือ 1. วัตถุประสงคท่วไป การที่ตองปฏิบัติสันโดษก็เพื่อเปนสวนประกอบชวยเสริมและ ัสนับสนุนการปฏิบัติตามสายกลางคือ อริยมรรคมีองค 8 ซึ่งมีจุดหมายสูงสุดคือ วิมุตติ ไดแกความหลุดพน หรืออิสรภาพโดยสมบูรณ 2. วัตถุประสงคเฉพาะ การปฏิบัติสันโดษก็เพื่อ ใหจิตปลอดโปรง มั่งคงไมคิดในสิ่งเยายวน ไรกังวลที่จะตองบํารุงบําเรอตนเอง จะไดนําเวลาและความคิดมาอุทิศทุมเทแกการปฏิบัติหนาที่ของตนใหเต็มทีและเต็มกําลัง ่ สันโดษมีหลักการปฏิบติ ดังนี้ ั 1. สันโดษมุงใหคนมีความเปนอยูทางดานวัตถุ คือ ปจจัยสี่สะดวกสบาย แตไมใชเพื่อไดฟุงเฟอ ฟุมเฟอย หรูหรา
  • 95. 66 2. สันโดษ กระตุนใหคนมีความเพียรพยายามแสวงหาปจจัย 4 เทาที่เปนไปไดโดยถูกตองชอบธรรม เหมาะสมกับภาวะและฐานะของตนและไมขดหรือกระทบกระเทือนตอการปฏิบัติหนาที่ 3. สันโดษ ชวยใหเกิดความพอใจและหาความสุขไดจากสิ่งที่ตนหามาได เปนผลสําเร็จของตนเอง ทําจิตใจ ใหปลอดโปรง ตั้งมั่นสงบ ไมกระวนกระวาย 4. สันโดษทําใหมนุษยนําเวลา ความคิดและกําลังงานมาอุทิศใหแกการปฏิบัติหนาที่ของตนโดยเต็มที่ พยายามแกไข ปรับปรุงทํางานใหกาวหนา ใหเจริญยิ่งๆ ขึ้นๆ ไป ไมทําใหเวลาและความคิดใหเสียไป ดวยความฟุงเฟอ ความปรนเปรอ และไมใหจิตใจถูกรบกวนดวยสิ่งเยายวนเหลานี้ ขอ ที่ ควรระวั งก็ คื อ อย า ใชสั น โดษทุก กรณี เพราะกรณี ที่ ส อนไม ใ หสั น โดษก็มี ด ว ยเนื่องจากพระพุทธองค ไมไดสอนใหสันโดษในทุกเรื่อง ในบางกรณีกลับทรงสอนไมใหสันโดษและความไมสันโดษนี้นับเปนคุณธรรมสําคัญอยางหนึ่งดวย เชนที่ตรัสไวในอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาติวา  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไดเห็นประจักษแลวในคุณธรรม 2 ประการ คือ ความเปนผูไมสันโดษ ในกุศลธรรมความดีทั้งหลายหนึ่ง และความไมรูจักยนระยอทอถอยในการทําความเพียรหนึ่ง” พระพุทธเจาตรัสรูได ก็เพราะอาศัยธรรม 2 ประการนี้ เปนเพราะยังไมทรงพอพระทัยในความรูและคุณพิเศษที่ไดในสํานักของอาฬารดาบสและอุทกดาบสจึงทรงแสวงหาธรรมและทรงบําเพ็ญเพียรตอมา และเพราะไมทรงทอถอยจึงทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ อนึ่ง พระพุทธองคไดตรัสพุทธพนจอันปรากฏในคัมฎีรอังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาตวา  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผูประกอบดวยธรรม 6 ประการ ยอมบรรลุความเปนผูใหญและความไพบูลยในธรรมทั้งหลายในเวลาไมนานเลย คือเปนผูมากดวยความสวางแหงญาณ ผูมากดวยการประกอบความเพียร 1 เปนผูมากดวยความเบิกบานใจ 1 เปนผูมากดวยความไมโดยในกุศลธรรมทั้งหลาย 1 เปนผูไมทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย 1 และมุงมั่นพยายามทําใหขึ้นไป 1” ดังนี้ ตามหลั ก ฐานนี้ แ สดงว า คุ ณ ธรรมคื อ ความไม สั น โดษ ก็ มี อ ารมณ แ ละขอบเขตด ว ยเหมือนกัน จํากัดใหใชกับกุศลธรรมทั้งหลาย อันไดแกสิ่งที่เปนความดีงามถูกตอง ชอบดวยเหตุผลเกิดจากการตัดรอนความชั่วและกอใหเกิดประโยชนแกตนและบุคคลอื่น การที่พระพุทธเจามุงตรัสสอนสันโดษแกพระภิกษุสงฆเปนพิเศษนั้น เปนเพราะการออกบวชเปนพระ มีความมุงหมายที่จะทําความเพียรและบําเพ็ญขอปฏิบัติทางจิตใจโดยเฉพาะซึ่งตองตัดความกั ง วลทางวั ต ถุ ใ ห น อ ยลง เพื่ อ เกื้ อ กู ล ต อ การปฏิ บั ติ ส มณธรรม เช น ช ว ยให จิ ต เป น สมาธิไดงายขึ้น เปนตน 
  • 96. 67 แมวาสันโดษจะเปนธรรมที่มุงเฉพาะสําหรับบรรพชิต แตก็สามารถนําสอนฆราวาสไดเชน ทานสอนในหลักเบญจธรรมวาผูครองเรือนความมีสทารสันโดษคือพอในภรรยาตน มิควรประพฤตินอกในจะสงเสริมใหศีลขอที่ 3 คือ การงดเวนจากการประพฤติผิดในกามสมบูรณ ทําใหเปนคนมีกามสังวร คือ ระมัดระวังในเรื่องกามคุณ ไมฟุงเฟอ รูจักคุณคาแทของสิ่งตางๆ ไมติดคุณคาเทียม แลวมุงใฝใจในการปฏิบัติหนาที่ของตน เราจะสังเกตลักษณะของผูสันโดษไดอยางไร ผูมีสันโดษมีลักษณะพึงสังเกตได ดังนี้คอ ื ประการแรก เปนผูแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีพดวยความเพียรและปญญาตามความเหมาะสมในภาวะของตนและเทาที่เปนความชอบธรรม ประการที่สอง เปนผูที่ไมอยากไดของผูอื่น หรือของที่ไดมาดวยความฉอฉลไมทําการทุจริตเพราะปากทองและผลประโยชนสวนตัว ประการที่สาม เมื่อหามาไดและใชสอยสิ่งเหลานั้น ก็ไมตด ไมหมกมุนมัวเมา ิ คุณธรรมและจริยธรรมเพื่อความเจริญของสังคม มนุษยไดชื่อวาเปนสัตวสังคม ตามคํานิยามของนักปรัชญา คําวา “สังคม” หมายถึงการรวมตัวกอใหเกิดกิจกรรมไดกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอยางมีระบบ และเปนที่แนนอนวาในสังคมปจจุบันยอมมีทั้งความดีและความไมดีปนกันไปตามวิถีชีวิตมนุษยที่ยังเปนปุถุชนอยู ฉะนั้นการรวมตัวกันทางสังคมนั้นยอมมีความมุงหมายตอการกระทําความดีเปนหลักใหญที่จะนํามาซึ่งการมีสังคมที่มีแตสันติสุขอยางยั่งยืนแตสิ่งที่นาเปนหวง คือปจจุบันสังคมทุกวันนี้กลายเปนสังคมที่มีความสุขเพียงระยะสั้นเทานั้น 1. อปริหานิยธรรม อปริหานิยธรรม หมายถึง ธรรมเปนที่ตังแหงความไมเสื่อม เปนไปเพื่อความเจริญฝายเดียว บุคคลหรือสังคมที่มีธรรมเหลานี้เกื้อหนุนยอมไมพบกับความเสื่อม สามารถปองกันภัยตาง ๆได 1.1 ประชุ มกั น เนื อ งนิ ต ย คือ การประชุ มกั น ก็ เพื่อปรึ ก ษาหารือพิจ ารณาถึง เรื่องที่เกิดขึ้น หรือเรื่องที่จะตองชวยกันทํา การประชุมรวมกันอยูเปนประจําทําใหเกิดความสามัคคี เปนอุบายวิธีที่ยึดเหนี่ยวน้ําใจระหวางกันได 1.2 ประชุมและเลิกประชุมพรอมกัน เมื่อมีกิจเกิดขึ้นก็ชวยกันทํา คือ เมื่อกิจเบื้องตนแคการประชุมก็สามารพทําพรอมกันได ก็เปนเรื่องที่สื่อใหเห็นถึงความสามัคคีปรองดองในหมูคณะอันเปนกําลังสําคัญที่จะบริหารหมูคณะ และกิจการใหเปนไปโดยพรอมเพรียงกัน ชวยกันทํากิจที่เกิดขึ้นใหสําเร็จลุลวงไปไดดวยดี
  • 97. 68 1.3 ไมบัญญัติเพิ่ม ไมรื้อถอนพุทธบัญญัติ ตั้งใจศึกษาสิกขาบทที่พระองคบัญญัติ คือพระพุทธเจาทรงดํารงอยูในตําแหนงสังฆบิดรของพุทธบริษัทโดยเฉพาะพระสงฆ ผูมีความเคารพในพระองค ยอมไมบัญญัติสิ่งที่พระองคไมบัญญัติไว และไมรื้อถอนขอบัญญัติ แตตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามพุทธบัญญัตินั้นดวยการเวนขอหามแลวทําตามขอที่ทรงมีพุทธานุญาตไว 1.4 เคารพผูเปนใหญเปนประธาน คือ ผูที่มีความเคารพยําเกรงตอผูใหญ เปนอุบายวิธีถอนความอวดดื้ อ ถื อ ดี แต เ สริ ม ความสามั ค คี ใ ห ม ากขึ้ น เพราะถ า หมู ค ณะใดปราศจากความเคารพยําเกรงตอกัน ตางก็จะทําอะไรตามความพอใจของตน เมื่อเปนเชนนั้นก็จะหาความเจริญไมไดเลย 1.5 ไมลุอํานาจแกความอยาก คือ ตัณหาความดิ้นรนอยากไดจนเกิดขอบเขต โดยไมทําเหตุที่สมควรแกการได ทําใหเกิดทุกขนานัปการ เมื่อหักหามใจไมใหอยากไมไดยอมเปนเหตุใหทา ํอกุศลกรรมได การไมลุแกอํานาจจองความอยากที่เกิดขึ้น รูจักขมใจสํารวมใจไว ยอมเปนอุบายวิธตัดตนเหตุแหงความชั่วรายทั้งปวง ี 1.6 ยินดีในเสนาสนะปา คือ การคลุกคลีกับหมูคณะจนเกินไปโดยไมรูจักแบงเวลาชื่อวาเปนผูผลาญประโยชนสวนตนและอาจทําใหผูอื่นเสียประโยชนดวย เพราะบางทีเขาก็มีธุระที่จะตองทํา ผูชอบการอยูในสถานที่สงบเงียบเปนเหตุใหไดความสงบทางกาย และใจไปจนถึงความสงบกิเลสไดเปนที่สด ุ 1.7 ความตั้งใจวา ผูที่ยังไมมาขอใหมา ผูที่มาถึงแลวขอใหอยูเปนสุข คือ ผูมีความตั้งใจเชนนี้ เปฯผูหวังความสุขความเจริญใหเกิดมีแกผูอื่น เปนอุบายวิธีอยางหนึ่งของการเจริญเมตตาจิตอันเปนกิจที่ทุกคนควรทํา เพราะเปนเหตุใหละความรูสึกอิจฉาริษยาผูอื่น แตทําใหเปนผูมี น้ําใจโอบออมอารีแทน หลักธรรม 7 ประการนี้เปนการรวมมือการทํางาน และปลูกฝงไวดวยวัฒนธรรม ของความสามัคคี เปนหลักสําคัญแมแตในการบริหารงานในสังคมทุกระดับ คุณธรรมและจริยธรรมเพื่อทําเปนที่ตง ที่พึ่งแกตน ั้ นาถกรณธรรม 10 นาถกรณธรรม หมายถึง ธรรมทําที่พึ่ง, ธรรมที่สรางที่พ่ึงใหแกตน คือธรรมทั้ง 10ประการนี้ เมื่อผูใดปฏิบัติตามดวยความเคารพ ยอมเปนที่พึ่งของผูนั้น 1 สีล การรักษากายวาจาใหเรียบรอย 2 พาหุสัจจะ ความเปนผูไดสดับตรับฟงมามาก
  • 98. 69 3 กัลยาณมิตตตา หมายถึง ความมีเพื่อที่ดีงาม การคบกัลยาณมิตรเพื่อนที่ดีงามนั้นตองประกอบดวยมิตรธรรม 4 อยาง คือ มีอุปการะตอกัน รวมสุขรวมทุกข แนะนําแตเรื่องที่เปนประโยชนและมีความรักใครตอกัน เพื่อที่ประกอบดวยคุณธรรมเหลานี้ถึงจะเรียกกัลยาณมิตรเปนเพื่อแทผูปรารถนาดีตอเพื่อนดวยไมตรีจิต 4 โสวจัสสตา หมายถึง ความเปนผูวางายสอนงายเปนคนไมหัวดื้อ ไมกระดางกระเดื่องดื้อดึง เมื่อผูใหญแนะนําสั่งสอน หรืออกคําสั่งอยางไรก็ยอมรับคําแนะนําแลวปฏิบัติตามพูดงาย ๆคือ เปนคนไมอวดดื้อถือดี 5 กิจกรเณสุ ทักขตา หมายถึง ความขยันเอาใจใสในกิจธุระของเพื่อภิกษุสามเณร คือเมื่อมีกิจธุ ระอยางใดอยางหนึ่งของผูอื่นเกิดขึ้น ก็ไมนิ่งดูดายช วยขวนขวาย ชวยทําตามกําลั งความสามารถโดยไมถอวาธุระไมใช ื 6 ธัมมกามตา หมายถึง ความเปนผูใครในธรรมที่ชอบเปนผูใครรูใครเห็น อยากศึกษาหาความรู และปฏิบัติตามธรรมวินัยนั้นอยางเครงครัด หรือเมื่อตนมีหนาที่อยางใดก็ทําตามหนาที่นั้นใหอยางเครงครัด หรือเมื่อตนมีหนาที่อยางใดก็ทําตามหนาที่นั้นใหสําเร็จเรียบรอยเรียกวา เปนคนเครงครัดในหนาที่ 7 วิริยะ ความเพียรเพื่อละความชั่ว เพิ่มความดี 8 สันโดษ หมายถึง ความยินดี ความพอใจ เปนความพึงพอใจในสิ่งที่ไดมาดวยความมานะพยายามในทางสุจริตของตน อาการสันโดษมี 3 ลักษณะคือ ยินดีตามได ยินดีตามกําลังยินดีตามสมควร 9 สติ จําการที่ทําคําที่พูดแมนานได 10 ปญญา รอบรูในกองสังขารตามเปนจริงอยางไร หลักธรรม 10 ประการนี้ คือการกระทํางานอยางพึ่งพากันและกัน รวมสุขรวมทุกขดวยการปฏิบัติอยูในครรลองแหงหลักธรรมทางศาสนาเปนกรอบปฏิบัติ คุณธรรมและจริยธรรมเพื่อความสามัคคี ความสามัคคีจึงไดช่อวา เปนคุณธรรมอันสูงสงสําหรับพวกเราที่อยูดวยกัน ความสามัคคี ื เปนเหตุนามาซึ่งความสุข พระพุทธองคตรัสวา ํ“สุขา สํ ฆสฺส สามคฺคี” ความพรอมเพรียงของในหมูคณะนํามาซึ่งความสุข ดังนี้ ความพรอมเพรียงของหมูคณะตั้งแตสองคนขึ้นไปเรียกวา คณะ สี่คนขึ้นไปเรียกวา หมู ความพรอมเพรียงของหมูคณะเปนความสุขอยางยิ่ง คนยิ่งมากขึ้นไปจะเปน 20–30–40 หรือ 50 คนหรือตั้ง 100–200 คน มีความสามัคคีกัน ยิ่งไดความสุขมาก ดูแตตัวของเราคนเดียวก็แลวกัน ถาไมสามัคคีกันก็ไมไดความสุขเหมือนกันตัวอยางเชน ใจคิดอยางหนึ่ง มือไมไมทํา ขาไมเดิน งอยเปลี้ยเสียขา เปนอัมพาตไป มันก็ไมสบายใจ
  • 99. 70ปากทองของเราก็เหมือนกัน เราหาอาหารมาใหรบประทานลงไป ปากมันก็เคี้ยวกลืนลงไป แตลาไส ั ํมันไมทํางาน มันไมพรอมเพรียงสามัคคีกัน มันจะตองปวดทอง อึดอัด เดือดรอนแกเราเพียงใด คิดเอาเถอะ สวนรางกายของเราก็เหมือนกัน ทุกชิ้นทุกสวนถาหากขาดความสามัคคีนิดเดียว เปนตนวาแขนทั้งสองหยุดไมทํางาน เทานั้นแหละเปนอันรองอูยเลยทีเดียว เหตุนั้น เราควรอดควรทนตอเหตุการณ เมื่อมีจิตใจตางกัน มีกิริยาอาการตางกัน จึงควรอดอยางยิ่ง อยาเอาอารมณของตนควรคิดถึงอกเราอกเขาบาง ถาหากเราเอาแตอารมณของตนแลว จะแสดงความเหลวไหลเลวทรามของตนแกหมูคณะเปนเหตุใหเสียคน เพราะชื่อเสียงยังกระจายออกไปทั่วทุกทิศ เสียหายหลายอยางหลายประการ สิ่งใดที่ไมสบอารมณของเรา อยาผลุนผลันทันแลน จงยับยั้งตั้งสติตั้งจิต พิจารณาใหดีเสียกอนวาสิ่งนั้นถาเราพูดหรือทําลงแลว มันจะเปนผลดีและผลเสียแกเราและหมูคณะนอยมากเพียงใด เบื้องตนใหตั้งสติกําหนดคําวา “อด” คําเดียวเทานั้นเสียกอน จึงคิดจึงนึกและจึงทําจึงจะไมพลาดพลั้งและจะไมเสียคน อดที่ไหน อดที่ใจของเรา “อด” คํานี้กินความกวางและลึกซึ้งดวยเมื่อเราพิจารณาถึงความอดทนแลวก็จะเห็นวา สรรพกิเลสทั้งปวงที่จะลนมาทวมทับมนุษยสัตวทั้งหลาย ในโลกนี้แหลกละเอียดเปนจุลวิจุลไปก็เพราะความอดนี้ทั้งนั้น เชน โกรธจะฆากัน แตมีสติอดทนอยูไดจงไมฆา เห็นสิ่งของเขา คิดอยากจะลักขโมยของเขา มีสติอดทนยับยั้งไว เพราะกลัว ึเขาจะเห็นหรือกลัวโทษ จึงไมขโมย เห็นบุตรภรรยาสามีคนอื่นสวยงาม เกิดความกําหนัดรักใคร คิดอยากจะประพฤติผิดในกาม มีสติขึ้นมาแลวอดทนตอความกําหนัดหรือกลัววาเขาจะมาเห็น กลัวตอโทษในปจจุบันและอนาคต แลวอดทนตอความกําหนัดนั้น การที่จะพูดเท็จ พูดคําไมจริง หรือดื่มสุราเมรัยก็เชนกัน เมื่อมีสติขึ้นมาแลวก็อดทนตอความชั่วนั้นๆ ได แลวไมทําความชั่วนั้นเสีย ความอดทนเปนคุณธรรม ที่จะนําบุคคลในอันที่จะละความชั่วไดทุกประการ และเปนเหตุใหสมานมิตรกันทั้งโลกไดอีกดวย ถาเราไมมีการอดทนปลอยใหประกอบกรรมชั่วดังกลาวมาแลว โลกวันนี้กจะอยูไมได แตกสลายไปเลย ็ โทษ 5 ประการ เปนเหตุใหมนุษยสัตวโลกแตกความสามัคคีปรองดองซึ่งกันและกันวิวาททุมเถียงฆาตีซึ่งกันและกัน โลกซึ่งเดือดรอนวุนวายอยูทุกวันนี้ก็เพราะโทษ 5 ประการนี้ คุณธรรมและจริยธรรมเพื่อความเปนผูรู การศึกษา คือ การทําใหเกิดความรูเพื่อนําไปสูการปฏิบัติ เปนหัวใจของการดํารงชีวิตการศึกษาชีวิต หมายถึงการเรียนรูความเปนจริงของธรรมชาติ ชีวิต และอื่น ๆ ตามสภาวะแหงกฎของสิ่งนั้น การเรียนมิใชใหเพียงแครู แตตองนําผลของความรูใหเกิดความเขาใจทุก ๆอยาง อยางถูกตอง และสมเหตุผล สมผล จึงจะไดชื่อเปนผูรูอยางยิ่งยืน และสามารถจะพัฒนาองคความรู
  • 100. 71ไปสูความสุขได แตปญหาปจจุบันนั้นการศึกษาเพียงแครู แตมิใชถึงขึ้นปฏิบัติ จึงกลายเปนความรู ที่ไมพัฒนาและไมยั่งยืน ไตรสิกขา หลักการศึกษาหรือหลักการฝกอบรมในพระพุทธศาสนามี 3 ประการ เรียกไตรสิกขา ไตรแปลวา 3 สิกขาแปลวา ศึกษาอบรม ฝกปฏิบัติ รวมกันเขาเปนไตรสิกขา (TheThree fold Training) หมายถึงการเรียนรู เปนระบบการศึกษา หรือระบบการฝกฝนอบรม เมื่อมีกาศึกษาแลว ก็เกิดการดําเนินชีวิตที่ดี ดับนั้นเมื่อฝกตามไตรสิกขา มรรคหรือการดําเนินชีวิตก็เกิดขึ้น มรรคเปนระบบการดําเนินชีวิต ไตรสิกขาเปนระบบการศึกษา ไตรสิกขาจัดรูปออกจากมรรค เพราะฉะนั้น หลักทั้งสอบเนื่องอยูดวยกัน การศึกษาไมสามารถแยกออกจากการดําเนินชีวิตได แตเนื่องอยูดวยกันกับการดําเนินชีวิต ศีล ปญญา สมาธิ สิกขา 3 คือ อธิศีลสิกขา (ศีล) อธิจิตตสิกขา (สมาธิ) อธิปญญาสิกขา (ปญญา) 1. อธิศีลสิกขา (Training in Higher Morality) คือการฝกความประพฤติสุจริตทางกาย วาจา และอาชีวะ ไดแก รวมเอาองคมรรค 3 ประการ คือ สัมมาวาจา สวัมมากัมมันตะและ สัมมาอาชีวะ เขามา พูดงาย ๆ สั้น ๆ ก็คือ ศีล คือการควบคุมกาย วาจา ใหปกติ ประเภทของศีล 1. อาคาริยวินัย คือ วินัยของคฤหัสถ (ผูครองเรือน) เชน เบญจศีล เปนศีลที่ควรปฏิบัติรักษาเปนประจํา เรียกนิจศีลก็ได เปนกฎที่ทําใหคนเปนมนุษย ซึ่งเปนการยกระดับจิตใหสูงสุด เรียกวามนุษยธรรม ศีล 5 มีดังนี้ 1. การงดเวนจากการฆาสัตว 2. การงดเวนจากการลักทรัพย
  • 101. 72 3. การงดเวนจากการประพฤติผิดในกาม 4. การงดเวนจากการพูดเท็จ 5. การงดเวนจากการดื่มสุราและเมรัย อันเปนที่ตั้งแหงความประมาท ศีล 8 หรือศีลอุโบสถ เปนขอปฏิบัติที่สูงขึ้น เพิ่มขึ้นอาจปฏิบัติในชีวิตตลอดไป หรือตามที่ระยะเวลาในการกําหนดรักษาในวันอุโบสถเพิ่มจากศีล 5 คือ ศีลขอ 1,2,4 และ 5 เหมือนเบญจศีล ตางกันแตศีลขอ 3 คือเวนจากประพฤติผิดพรหมจรรย ขอ 6 การงดเวนจากการรับประทานอาหารในเวลาวิกาลตั้งแตเที่ยงวันจนถึงรุงอรุณของวันใหม ขอ 7 การงดเวน จากการดูก ารฟอ นรํ าขั บ ร อ งและประโคมดนตรี จากการทัด ทรงดอกไม ลูบไลของหอมและตกแตงดวยเครื่องยอม เครื่องทาทุกชนิด ขอ 8 การงดเวนจากการนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ ซึ่งยัดดวยนุนและสําลี 1. อานาคาริยวินัย เปนวินัยสําหรับบรรพชิต หรือนักบวชในพระพุทธศาสนาไดแกศีล 10 สําหรับสามเณร ศีล 227 สรหรับพระภิกษุ และศีล 311 สําหรับภิกษุณี การรักษาศีลไมวาเปนอาคาริยวัย หรืออนาคาริยวินัยก็ตาม การงดเวนกหรือการเวนจากลวงละเมิดศีล เรียกวาวิริต การเวน แบงออกเปน 3 ประการ 1. สมาทานวิรัติ เจตนางดเวนโดยการสมาทาน คือ การเปลงวาจารรับศีลปฏิญานวาจะงดเวน 2. สัมปตตวิระติ เจตนางดเวนโดยฉับพลันเมื่อประจวบเหตุ คือ เมื่อเกิดเหตุใหลวงละเมิดศีลก็สามารถงดเวนได โดยความรูสึกวาไมควรลวงละเมิด แมมิไดสมาทานมากอน 3. สมุ จ เฉทวิ รั ติ การงดเว น อย า งเด็ ด ขาด เป น การงดเว น ที่ เ กิ ด ขึ้ น ในจิ ต ของพระอริยบุคคลเปนการเกิดขึ้นในตัวพระอริยบุคคล ศีลมาพรอมกับความเปนอริยะ การศึกษา คือ การเรียนรู ของชีวิตที่มีเ ปาหมายในทางโลก คือการดําเนิน ชีวิตใหมีความสุข สวนการศึกษาดานจิตเปนการยกระดับจิต สูความสําเร็จ คือสูงสุดอันไดแกนิพพาน ศีลพื้นฐานใหเกิดสมาธิ และปญญาตอไป 2. อธิจิตตสิกขา (Trainning in Higher Mentality) คือการศึกษาหรือการฝกอบรมจิตใจเปนกรปลูกฝงคุณธรรม เสรมสรางคุณภาพจิตและการรูจักใชความสามารถในกระบวนการสมาธิเพื่อพัฒนาคุณภาพจิตและพัฒนาสมรรถภาพจิตใหสูงขึ้น ไดแก การรวมเอาองค มรรคขอสัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ เขามา วาโดยสาระก็คือ การฝกใหมีจิตใจเขมแข็ง มั่นคงแนวแน ควบคุมตนไดดีมีสมาธิ มีกําลังใจสูง ใหเปนจิตมีสมรรถภาพสูง อธิจิตตสิกขา หรือสมาธิวาโดยระดับสูงสุดซึ่งไดแก สมถวิธี วีทําใหใจสงบ บําเพ็ญกรรมฐาน (ฝายสมถะ) แบบตาง ๆ ซึ่งหลายอาจารยหลายสํานักปฏิบัติไดเพียรจัดเพียรกําหนดขึ้น
  • 102. 73และวิวัฒนาการเรื่อยมาในประวัติพระพุทธศาสนา อธิจิตตสิกขา ที่ประพฤติกันมานั้น ครอบคลุมทุกระดับ ซึ่งชวยชักจูงใจใหทําความดีความงามยิ่งขึ้นไป ตลอดจนที่จะชวยสงเสริมคุณภาพจิตของคนที่ปลุกเราคุณธรรม การสงเสริมกําลังใจในการทําความงามดี มีอุดมคติ และฝกจิตใหเข็มแข็งหนักแนนมั่นคงมีสมรรถภาพสูง การทําใจใหสงบ หรืออกรทําจิตใจใหเปนสมาธิจึงหมายถึง สมถะ แปลวา ความสงบแตที่ใชในความความหมายทั่วไปหมายถึงวิธีทําใหใจใหสงบ ขยายความวา ขอปฏิบัติตาง ๆ ในการฝกอบรมจิตใหเกิดความสงบ จนตั้งมั่นเปนสมาธิถึงขึ้นไดฌานระดับตาง ๆ จุดหมายของสมถะคือ กําหนดใจไวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เรียกวา อารมณ) ใหแนงแนจนจิตนอมดิ่งอยูในสิ่งเดียว เรียกวาจิต มีอารมณเปนหนึ่ง หรือจิตมีอารมณอันเดียวความแนวแนหรือตั้งมั่นของจิตนี้เรียกวาสมาธิ เมือ ่สมาธิแนบสนิทเต็มที่แลวก็จะเกิดภาวะจิตที่เรียกวาฌาน ซึ่งแบงเปนระดับตาง ๆ ระดับที่กําหนดเอารูปธรรมเปนอารมณ เรียกวา รูปฌาณ มี 4 ขั้น ระดับที่กําหนดอรูปธรรมเปนอารมณ เรียกอรูปฌาณ มี 4 ขั้น รวมรูปฌาณ 4 และ อรูปฌาณ 4 เรียกวา สมาบัติ 8 กรรมฐาน แปลวา ที่ตั้งแหงการทํางานของจิตหรือที่ใหจิตทํางานซึ่งหมายความวา สิ่งที่ใชอารมณในการเจริญภาวนา หรือปกรณในการฝกฝนอบรมจิตหรืออุบายหรือกลวีเหนี่ยวนําสมาธิ ุพูดงาย ๆ วา สิ่งที่เอามาใหจิตกําหนด จิตจะไดทํางานเปนเรื่องเปนราว สงบอยูไดไมเที่ยววิ่งเลนเตร็ดเตรหรือเลื่อนลอยฟุงซานไปอยางไรจุดหมาย มีที่เกาะที่ยึด พระอรรถกถาจารยรวบรวมแสดงไว 40 อยาง คือ กสิณ 10 อสุภ 10 อนุสสติ 10 อัปปมัญญา 4 อาหาเร ฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัตถาน อรูป 4 การปฏิบัติกรรมฐานตองเลือกใหเหมาะกับจริยาหรือจริต ซึ่งหมายถึง บุคบผูมีลักษณะนิสัยและความประพฤติอยางนั้นเรียกวา จริต เชนคนมีราคจริยา เรียกวา ราคจริต จริตของคนแบงประเภทใหญไว 6 ประการ คือ 1. ราคจริต ผูมความประพฤตินสัยหนักไปทางราคะ ี ิ 2. โทสจริต ผูมความประพฤตินสัยหนักไปทางโทสะ ี ิ 3. โมหจริต ผูมความประพฤตินสัยหนักไปทางโมหะ ี ิ 4. สัทธาจริต ผูมีความประพฤตินิสัยหนักไปทางศรัทธา 5. พุทธิจริต หรือญานจริต ผูมีความประพฤตินิสัยหนักไปทางใชความคิดพิจารณา 6. วิตกจริต ผูมีความประพฤตินิสัยหนักไปทางชอบครุนคิดวกวน กรรมฐาน 40 อยาง นอกจากเหมาะกับจริตที่ตางกันแลวยังใหผลสําเร็จที่เกิดขึ้นไดสูงต่ํามากนอยกวากันดวย นิมิต คือ เครื่องหมายสําหรับใหจิตกําหนดหรือภาพที่เห็นในใจซึ่งเปนตัวแทนของสิ่งที่ใชเปนอารมณกรรมฐาน แบงเปน 3 อยาง คือ
  • 103. 74 1. บริกรรมนิมิต แปลวา นิมิตขั้นเตรียมหรือเริ่มตนดวยการกําหนดสิ่งใดเปนอารมณในการเจริญกรรมฐาน 2. อุคคหนิมิต นิมิตติดตาหรือนิมิตที่ตั้งใจเรียน คือ การบิกรรมนิมิตนั่นเอง เพงจนติดตาหลับตาก็มองเห็น ภาพติดตา 3. ปฏิ ภ าคนิ มิ ต นิ มิ ต เสมื อ น นิ มิ ต คู เ ปรี ย บหรื อ นิ มิ ต เที ย บเคี ย ง คื อ นิ มิ ต ที่ เ ป นภาพเหมือนของอุคคหนิมิต แตติดลึกเขาไปอีกจนเปนภาพที่เกิดจากสัญญาของผูไดสมาธิ ภาวนา 3 ขั้น การภาวนาเพื่อใหเกิดสมาธิมี 3 ขั้น คือ 1. บริกรรมภาวนา การเจริญสมาธิขั้นเริ่มตน คือกําหนดนิมิตเปนอารมณกรรมฐานหรือกําหนดบริกรรมนิมิต จนเกิดภาพสิ่งนั้นติดตาติดใจ จนเกิดอุคคหนิมิต เรียก บริกรรมสมาธิจิตขั้นนี้เปนขณิกสมาธิ 2. อุ ป จารภาวนา การเจริ ญ สมาธิ ขึ้ น อุ ป จาร อาศั ย บริ ก รรมสมาธิ จิ ต กํ า หนดอุคคหนิมิตจนเปนปฏิภาคนิมต นิวรณ ก็สงบระงับ จิตตั้งมั่นเปนอุปจารสมาธิ เปนขึ้นสูงขึ้น ิ 3. อัปปนาภาวนา การเจริญสมาธิขั้นอัปปนา ไดแก เสพปฏิภาคนิมิตที่เกิดขึ้นแลวนั้นสม่ําเสมอดวยอุปจารสมาธิพยายามรักษาไวไมใหเสื่อมหายไปเสีย ประคับประคองจิตใจ ที่สุดก็เกิดอัปปนาสมาธิบรรลุปฐมฌาน เมื่อบรรลุปฐมฌานแลว ตอจากนั้นก็เปนบําเพ็ญความชํานาญใหเกิดขึ้นในปฐมฌานและทําความเพียรเพื่อบรรลุฌานขั้นตอ ๆ ขึ้นไปตามลําดับ อภิญญา เมื่อบุคคลไดฌานสมาบัติยอมประสบผล คือความสามารถพิเศษเรียกอภิญญาซึ่งเกิดจากฌานสมาบัติมี 6 อยาง คือ 1. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได 2. ทิพฺพโสต หูทิพย 3. เจโตปริยญาณ กําหนรูใจคนอื่นได 4. ทิพฺพจักขุ ตาทิพย 5. ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณ ระลึกชาติได 6. อาสวักขยญาณ ญาณหยั่งรูความสิ้นอาสวะ หลักธรรม 3 ประการนี้ คือ การศึกษาแกนแทของชีวิตตามหลักสัจจธรรม ความเปนจริงของทุก ๆ ชีวิต ที่ตองเปนไปตามธรรมชาติ 3. อธิปญญาสิกขา (Trainning in Higher Wisdom) การฝกปรือปญญาใหเกิดความรูความเขาใจสิ่งทั้งหลาย เปนการฝกอบรมปญญาขั้นสูง คือการศึกษาหรือปฏิบัติเพื่อความรูแจงเห็นจริง จิตใจหลุดพนจากกิเลส เปนอิสระจากเครื่องรอยรัดพันธนาการซึ่งเปนจิตบริสุทธิ์ผองใสเบิกบานโดยสมบูรณ
  • 104. 75 ในความหมายของปญญาในพระพุทธศาสนา วาโดยสาระก็คือ การฝกอบรมใหเกิดปญญาบริสุทธิ์ที่รูแจงชัดตรงตามสภาพความเปนจริง ไมเปนความรูความตองการรู จากวิชาการที่ไมรู ความหมายของปญญาในพระพุทธศาสนา วาโดยสาระก็คือ การฝกอบรมใหเกิดปญญาบริสุทธิ์ที่รูแจงขัดตรงตามสภาพความเปนจริง ไมเปนความรูความคิดความเขาใจที่ถูกบิดเบือนเคลื อ บคลุ ม เป น ป ญ ญาหรื อ ความรอบรู ใ นกองสั ง ขาร ในไตรลั ก ษณ ใ นอริ ย สั จ 4 เป น ต นการศึกษาในพระพุทธศาสนาเปนการศึกษาจากภายในจิตใจตนเอง ศึกษาจิตใจเปนการศึกษาชีวปญญาหรือความรูในพระพุทธศาสนามาจากแหลง 3 ประการ คือ 1. สุตมยปญญา หมายถึงความรูที่เกิดจากศึกษาเลาเรียนหรือรับการถายทอดตาง ๆ กันมาจากผูอื่น (ปรโตโฆสะ) 2. จินตามยปญญา หมายถึงความรูที่เกิดจากคิดพิจารณาหาเหตุผล 3. ภาวนามยปญญา หมายถึงความรูจากประสบการณตรง อันเกิดจากสัญญาบริสุทธิ์และสัญญาพิเศษ อนึ่งปญญาสิกขาซึ่งรวมเอาสัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะเปนองคประกอบของปญญา ซึ่งเปนโลกุตตรสัมมาทิฎฐิ และโลกียสัมมาทิฎฐิการศึกษาและชีวิตประเสริฐจุดเริ่ม / เครื่องเสริม กระบวนการของ ชีวิตประเสริฐ จุดหมายของชีวต ิ(ปจจัยของสัมมาทิฏฐิ) การศึกษา (มรรค) (อัตถะ) (ไตรสิกขา) สังคม จิต ปญญา1. ปรโตโฆสะที่ดี 1. อธิศีล อธิศีล อธิศีล = สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ 1. ทิฎฐธัมมิกตถะ ั สัมมาอาชีวะ สัมมาทิฎฐิ 2. อธิจิต อธิจต อธิจิต = ิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ 2. สัมปรายิกัตถะ สัมมาสมาธิ2. โยนิโสมนสิการ 3. อธิปญญา อธิปญญา อธิปญญา = สัมมาทิฎฐิ 3. ปรมัตถะ
  • 105. 76 สัมมาสังกัปปะ (สัมมาญาณ – สัมมาวิมตติ) ุ คุณธรรมและจริยธรรมวาดวยกฎแหงความเปลี่ยนแปลง ไตรลักษณ ลั ก ษณะที่ เ สมอกั น แก สั ง ขารทั้ ง ปวง เรี ย กสามั ญ ลั ก ษณะ ไตรลั ก ษณ ก็ เ รี ย กสามั ญลักษณะ หมายถึง ภาวะที่เกิดขึ้นมีขึ้นเปนไปแกสังขารทั้งปวงอยางเสมอภาคกันไมมีขอยกเวนเรียกอีกอยางหนึ่งวา ไตรลักษณ หมายถึง ลักษณะประจํา 3 อยางของสังขาร “สังขาร หมายถึง ปรุงแตง แบงออกเปน 2 ประเภท คือ 1. ผูปรุงแตง ไดแก กายสังขาร คือ ลมหายใจ ปรุงแตงรางกายใหมีชีวิต, วจีสังขารคือ ความตรึ ก ตรอง ปรุ ง แต ง ให เ ป น ภาษาพู ด , จิ ต ตสั ง ขาร คื อ ความจํ า ปรุ งแต ง ความคิ ดความรูสึก ปรุงแตงอารมณ 2. ผูถูกปรุงแตงใหเกิดขึ้น ไดแก อุปาทินนกสังขาร สังขารที่มีใจครอง เชน คน หรือสัตวเดรัจฉาน, อนุปาทินนกสังขาร สังขารไมมีใจครอง เชน ตนไม ภูเขา บานเรือน รถยนตเปนตน” (พระเทพวิสุทธิญาณ (อุบล นนฺทโก ป.ธ. 9), 6/2544 : 61 - 62) คําวา “สังขารทั้งปวง” ในที่นี้หมายถึง สังขารผูถูกปรุงแตงใหเกิดขึ้น มีลักษณะที่เสมอเหมือนกันอยู 3 ลักษณะ คือ 1. อนิ จ จตา หมายถึ ง ความที่ สั ง ขารทั้ ง ปวงไม อ ยู ค งที่ มี ก ารเปลี่ ย นรู ป สภาพอยูตลอดเวลา เชน เมื่อเกิดเปนเด็ก ไมสามารถคงที่อยูเปนเด็กตลอดไปไดตองเติบโตเรื่อยไป จนถึงวาระสุดทายก็ตาย เปนตน มีลักษณะคือ เกิดมาแลวดับไป, ผันแปรเปลี่ยนสภาพตลอดเวลา, เปนสิ่งชั่วคราวตั้งอยูไดชั่วขณะ, แยงตอนิจจังความเที่ยงแท 2. ทุกขตา หมายถึง ความที่สังขารทั้งสังขารทั้งปวงทนไดยากไมสามารถดํารงทนอยูอยางเดิมได เชน เปนเด็กก็ทนอยูอยางเดิมไมไดตองแก และเมื่อแกแมไมอยากตายก็ทนอยูไมไดตองตายเปนตน มีลักษณะ คือ ถูกบีบคั้นโดยการเกิดและดับตลอดเวลา, ทนอยูในสภาพเดิมไมไดเปนที่ตั้งแหงความทุกข แยงตอความสุข 3. อนัตตตา หมายถึง ความเปนของมิใชตัวตน มีลักษณะคือ เปนสภาพที่วางเปลาหาสภาวะที่แทจริงไมได, หาเจาของไมไดไมมีใครเปนเจาของที่แทจริง, ไมอยูในอํานาจบังคับบัญชาของใคร, แยงตออัตตา ความมีตัวตน คุณธรรมและจริยธรรมของการละอายตอความชั่ว
  • 106. 77 มีคํากลาววาศาสนากับการเมืองหรือการเมืองกับศาสนาตองแยกออกจากกัน เปนคําพูดของผูที่พยายามแยกระหวางการเมืองกับศาสนาออกจากันอยางชัดเจนเพื่อจะไดรูวาความเปนเหตุกับผลที่ถูกตองของความจริงคืออะไร และขอไหนคือคําตอบที่ถูกที่สุด แตประการสําคัญ คํา 2คํานี้เปนเพียงนามธรรม โดยลึกและความเปนจริงแลว การเมืองกับศาสนาแยกกันไมออกอยางชั ด เจน เพราะคํ า ว า การเมื อ งก็ ห มายถึ ง นั ก การเมื อ ง ก็ คื อ บุ ค คลที่ ทํ า กิ จ กรรมทางการเมื อ งนักการเมืองถาไมมีหลักศาสนา ไมมีคุณธรรม จริยธรรม หรือจรรยาบรรณ ก็เปนนักการเมืองที่ดีไมได เมื่อเปนนักการเมืองที่ดีไมได ก็นําพาการเมืองประเทศนั้นสูความหายนะ 1. หิริโอตัปปะ หิริ ความละอายแก ใ จ หมายถึ ง ความละอายใจตั ว เองในการทํ า ความเลว ผิ ด ต อศีลธรรมและกฎหมายบานเมืองหรือความละอายใจตัวเองที่จะงดเวนการทําความดีที่ตนสามารถทําได โอตัปปะ ความเกรงกลัว หมายถึง ความสะดุงกลัวตอความผิด ดวยคํานึงถึงผล คือทุกขโทษที่จะไดรบจากการทําความผิดนั้น ๆ จากการทําทุจริตของตน ั ธรรมทั้ ง 2 ทานกล าววาเปนโลกปาลธรรม ธรรมคุมครองโลก เพราะใหโลกเกิดสันติสุข หิริ ชวยทําใหคนเกลียดความชั่ว ละอายใจที่ทํา โอตตัปปะ ชวยใหคนกลัวที่จะทําความผิด ทําใหละเวนการทําความผิดตาง ๆ ได เมื่อเปนเชนนี้คนในสังคมก็อยูรวมกันไดอยางรมเย็นเปนสุข มีแตความเห็นอกเห็นใจกัน หลักธรรม 2 ประการนี้เ ปน คุณธรรมเบื้องตนและเปน หลักธรรมใหญ ใหควบคุมพฤติกรรมภายในภายนอก ซึ่งนําไปสูการปกครอง การบริหารจัดการ การเปนนักการเมืองที่ดี คุณธรรมและจริยธรรมของการเปนประชาธิปไตย อธิปไตย คือ รูหลักการบริหารที่ดีที่เรียกวา อธิปไตย 3 ประการ ดังนี้ 1 อัตตาธิปไตย คือ ถือตนเปนใหญ คือ ถือเอาตนเอง ฐานะ ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของตนเปนใหญ กระทําดวยปรารภตนและสิ่งที่เนื่องดวยตนเปนประมาณในฝายกุศล ไดแก เวนชั่วทําดีดวยการตั้งตนเปนที่ตั้ง 2 โลกาธิปไตย ถือโลกเปนใหญ คือ ถือความนิยมของชาวโลกเปนใหญหวั่นไหวไปตามเสียงนินทาและสรรเสริญ กระทําการดวยปรารภจะเอาใจหมูชน หาความนิยม หรือหวั่นกลัวเสียงกลาววาเปนประมาณ ในฝายกุศลไดแกเวนชั่วทําดี ดวยเคารพเสียงหมูชน 3 ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเปนใหญ คือ ถือหลักการ ความจริง ความถูกตอง ความดีงาม เหตุผลใหญ กระทําการดวยปรารภสิ่งที่ไดศึกษาตรวจสอบตามขอเท็จจริง และความคิดเห็น
  • 107. 78ที่รับฟงอยางกวางขวางแจงชัดและพิจารณาอยางดีที่สุด เต็มขีดแหงสติปญญาจะมองเห็นไดดวยความบริสุทธิ์ใจวา เปนไปโดยชอบธรรม และเพื่อความดีงามเปนประมาณอยางสามัญ ไดแก ทําการดวยความเคารพหลักการ กฎ ระเบียบ กติกา เมื่ อรู อย า งนี้ แ ล ว ถา ต อ งการรับ ผิด ชอบต อรั ฐ ประชาธิป ไตย พึ งถื อหลั ก ขอ 3 คื อธรรมาธิปไตย หลักธรรม 3 ประการนี้ คือ การวางตน เขาถึงหมูชน และหลักความชอบธรรม ในการกระทําการเมืองการปกครอง เพื่อหลักสังคมอยางมีความสุข อริยสัจ 4 อริยสัจ หมายถึง ความจริงอยางประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ไปจากขาศึก คือ กิเลส, ความจริงที่ทําปุถุชนเปนอริยะชน 1 ทุกข หมายถึง ความไมสบายกายไมสบายใจ แบงออกเปนได 2 ประเภท คือสภาวทุกข ทุกขประจํา ทุกขที่มีอยูดวยกันทุกคนไมมีขอยกเวน ไดแก ความเกิด ความแก ความตาย, ปกิณณกทุกข ทุกขจร ทุกขที่จรมาเปนครั้งคราว ไดแก ความเศราโศก ความพร่ําเพอรําพันความเจ็บปวย ความนอยใจ ความคับแคนใจ ความประสบสิ่งที่ไมชอบใจ ความพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบใจ ความผิดหวังไมไดตามที่ตองการ 2 สมุทัย หมายถึง เหตุเกิดแหงทุกข สิ่งที่ทําใหทุกขเกิดคือตัณหา มี 3 ประเภทคือ กามตัณหา ความอยากไดอารมณหรือสิ่งที่นาใครนาชอบใจ ภวตัณหา ความอยากได อยากดีอยากมี อยากเปน ความอยากจะเปนอยางนั้นอยางนี้ วิภวตัณหา ความอยากใหอารมณหรือสิ่งที่ไมนาชอบใจวิบัติสูญหาย 3 นิโรธ หมายถึง ความดับทุกข ทุกขจะดับไดก็ตองดับความดิ้นรนเพื่อจะได เพื่อจะมี ไมมีความดิ้นรนอยากไดที่เรียกวา ตัณหา ทุกขก็ดับไปหมดนิโรธ ก็คือ พระนิพพาน แตนิโรธเปนผลของการดับตัณหา ไมใชขอปฏิบัติที่ใชในการดับ 4 มรรค หมายถึง ขอปฏิบัติอันเปนทางใหถึงความดับทุกข เปนวิธีปฏิบัติที่ ประเสริฐที่ทําใหผูดําเนินตามเปนพระอริยบุคคลได มี 8 ประการ คือ ความเห็นที่ถูกตอง ความดําริที่ถูกตองวาจาที่ถูกตอง การงานที่ถูกตอง การเลี้ยงชีวิตที่ถูกตอง ความพยายามที่ถูกตอง สติที่ถูกตอง สมาธิที่ถูกตอง อริยสัจ 4 แบงออกเปนสวนเหตุและผล คือ สมุทัยกับมรรค เปนเหตุ ทุกขกับนิโรธเปนผล (สมุทัย เปนตัวปญหาเปนเหตุใหทุกขเกิด มรรค เปนตัวปญญาเปนเหตุใหดับทุกขทุกขกับนิโรธ เปนผลคือ เปนผลที่เกิดจากเหตุนั้น ๆ)
  • 108. 79 ความเจริญดวยเทคโนโลยีคือสวนหนึ่งการพัฒนาดวยวิธีการที่ทันสมัยแตอีกสวนหนึ่งเราก็ตองยอมรับวา เมื่อสิ่งหนึ่งเจริญก็มีอกสิ่งหนึ่งเสื่อม การรูเทาทันความเจริญเทคโนโลยี คือการ ีเขาถึงสวนอยางแทจริง คุณธรรมและจริยธรรมในการเขาถึงความดี บุญกิริยาวัตถุ หมายถึง วิธีที่จะทําบุญ วิธีที่เมื่อทําแลวไดชื่อวาเปนการทําความดีและไดรับผลคือความสุข 1-3 ทานมัย สีลมัย และภาวนามัย 4. อปจายนมัย หมายถึง การทําบุญดวยการประพฤติถอมตนตอผูใหญ เปนการแสดงความเคารพ นับถือ ยําเกรงตอผูใหญดวยความจริงใจ ไมหนาไหวหลังหลอก ไมแสดงอาการกระดางงกระเดื่องแข็งขอตอทาน เรียกงาย ๆ ก็คือการเปนคนมีสมมาคารวะ ั 1. เวยาวัจจมัย หมายถึง การทําบุญดวยการชวยขวนขวายชวยเหลือในกิจที่ถูกตองเปนการแสดงถึงความเปนคนมีจิตใจเอเฟออาทรตอผูอื่น เปนผูมีน้ําใจไมนิ่งดูดายแมในกิจที่ไมใชธุระหนาที่ของตน แตตองเปนกิจที่ชอบและเปนประโยชนไมมีโทษแกตนในภายหลัง 2. ปตติทานมัย หมายถึง การทําบุญดายการใหสวนบุญสวนแหงความดี เชนเมื่อไดบําเพ็ญกุศลความดีอยางใดอยางหนึ่ง ก็บอกใหผูอื่นทราบดวยไมหวงความดีเชนนั้นไว เพื่อใหเขาไดรจะไดพลอยชื่นชมยินดีในบุญนั้นแลวอยากจะทําตามอยางบาง ู 3. ปตตานุโมทนามัย หมายถึง การทําบุญดวยการอนุโมทนาสวนบุญความดีของผูอื่นเปนความพลอยชื่นชมยินดีในบุญที่ผูอื่นทําแลวบอกใหทราบ หรือแมเขาไมบอกเมื่อไทราบเองก็เกิดมุทิตาจิตยินดีกับเขาดวย ไมมีความอิจฉาริษยาในบุญความดีของผูอื่น มีแตคิดจะทําตามเขาเมื่อตัวมีโอกาสไดทําเขนนั้นบาง 4. ธัมัสสวนมัย หมายถึง การทําบุญดวยการฟงธรรม คือการฟงเทศน ฟงบรรยาย ฟงคําแนะนําสั่งสอนของพระสงฆ ครูอาจารย หรือจากผูรูผูมีประสบการณดวยความเตารพตั้งอกตั้งใจฟง หวังประโยชนจากการฟงนั้น 5. ธั ม มเทสนามั ย หมายถึง การทํ าบุ ญ ด ว ยการแสดงธรรม คื อ ตั้ง ใจเทศน ตั้ ง ใจบรรยาย ตั้งในแนะนําสั่งสอนผูอื่นเพื่อใหเขาไดรับประโยชนจากการรับรูความรูจากตนไปฝกฝนเพื่อใหเกิดปญญา ไดขอคิดสะกิดเตือนใจ ไดแนวทางการดําเนินชีวิตที่ถูกตอง  6. ทิ ฏ ุ ชุ ก รรม หมายถึ ง การปรั บ ความเห็ น ให ต รง ให ถู ก ต อ ง เป น การประคับประคองความคิดความเห็นของตนใหถูกตองตรงตามความเปนจริง ในบุญกิริยาวัตถุทั้ง 10 นี้ ทิฏฐิชุกรรม เปนเรื่องที่สําคัญที่สุด เพราะเปนเหตุแหงการทําดีหรือชั่วในบุญกิริยาวัตถุขอที่เหลือบุญกิริยาวัตถุ 10 สงเคราะหลงในบุญกิริยาวัตถุ 3 คือ ทาน
  • 109. 80มัย ปตติทานมัย ธัมมเทสนามัย เปนทานมัย อปจายนมัย เวยยาวัจจมัย เปนสีลมัย ภาวนามัยปตตานุโมทนามัย ธัมมัสสวนมัย และทิฆุชุกรรม เปนภาวนามัย คุณธรรมและจริยธรรมสําหรับการรูเทาทันโลก ธรรมที่ครอบงําสัตวโลกอยู และสัตวโลกยอมเปนไปตามธรรมนั้น เรียกวาโลกธรรม ในโลกธรรม 8 ประการนี้ อยางใดอยางหนึ่งเกิดขึ้นควรพิจารณาวา สิ่งนี้เกิดขึ้นแลวแกเรา ก็แตวามันไมเที่ยง เปนทุกข มีความแปรปรวนเปนธรรมดา ควรรูตามที่เปนจริงอยาใหมันครอบงําจิตได คือ อยายินดีในสวนที่นาปรารถนา อยายินรายในสวนที่ไมนาปรารถนา โลกธรรม หมายถึง เรื่องที่เปนธรรมดาของโลก เปนสิ่งอยูคูกับโลก ไมมีใครสามารถหนีพนได ไมวาจะตองการหรือไมก็ตามจําตองประสบดวยกันทุกคน มี 8 ประการ คือ มีลาภเสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข โลกธรรม แบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ อิฏฐารมณ อารมณที่คนโดยทั่วไปตองการไดแก มีลาภ มียศ สรรเสริญ และสุข อนิฏฐารมณ อารมณที่คนโดยทั่วไปไมตองการ ไดแกเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข หลักปฏิบัติเมื่อประสบกับโลกธรรมเหลานี้ ตองรูจักทําใจใหหนักแนน วางตนวางใจใหเปนกลาง ไมรูสึกดีอกดีใจจนเกินไปเมื่อไดรับอิฏฐารมณ ไมรูสึกเศราเสียใจจนเกินไปเมื่อไดรับอนิฏฐารมณ เมื่อรูจักปรับสภาพใจไดเชนนี้ ก็จะไดไมตองทุกขมากเมื่อพลัดพรากจากของที่รักชอบใจหรือพบความผิดหวัง คุณธรรมและจริยธรรมหลีกเลี่ยงทางแหงความเสื่อม อบายมุข หมายถึง ปากแหงความเสื่อม ทางแหงความพินาศฉิบหาย สาเหตุที่เมื่อทําแลวใหผลเปนความเสื่อมเสีย คือ ผูใดปฏิบัติตนตามแนวทางนี้ ชื่อวากําลังหลงเดินทางไปสูความเสื่อมความฉิบหาย
  • 110. 81 1. ดื่มน้ําเมา คือ ชอบดื่มสุรา, เบียร, ไวน, สาโท, อุ, กระแช เปนตน รวมถึงสิ่งเสพติดอื่น ๆ ที่มีผลรายตอรางกาย เชน บุหรี่ กัญชา ฝน ยาบา ยาอี สารระเหย เปนตน ผูที่เสพของมึนเมาเหลานี้ ยอมไดรับความเสื่อม 6 ประการ คือ 1.1 เปนตนเหตุใหใหเสียทรัพย เพราะสิ่งเหลานี้ตองใชเงินซื้อหามา แมบางโอกาสจะมีคนเลี้ยง แตสิ่งเหลานี้เปนสิ่งเสพติเมื่อติดก็ยากที่จะเลิกละได ในที่สุดก็ตองซื้อเอง 1.2 เปนตนเหตุแหงการทะเลาะวิวาท เมื่อดื่มหรือเสพสิ่งเหลานี้จนมึนเมา เกิดการกระทบกระทั่งกันแมเรื่องเล็กนอยก็ขาดสติที่จะยับยั้งชั่งใจถึงผลรายที่จะตามมา กอเหตุทะเลาะวิวาททํารายกันหนักถึงขึ้นฆากันก็มี 1.3 เป น ต น เหตุ แ ห ง โรคร า ยต า ง ๆ เพราะสิ่ ง เหล า นี้ มี ผ ลร า ยทํ า ลายภาพ แต ที่รายแรงก็คือโรคเอดส เพราะผลสํารวจในจํานวนผูปวยชายที่ติดโรคนี้ เกิดจากการเที่ยวสําสอนในตอนเมา ทําใหลอปองกันตัว ื 1.4 เปนตนเหตุใหถูกติเตียน คนที่ติดสุรายาเมาตาง ๆ สามารถทําสิ่งที่นาตําหนิติเตียนไดอยางมากมาย ไมวาจะเปนตอนเมาหรือตอนอยากเมา เชน ดาพอตีแม เที่ยวระรานผูอื่นเปนตน การกระทําเหลานี้เปนเหตุใหถูกตําหนิติเตียนเสียชื่อเสียง 1.5 เปนตนเหตุใหไมรูจักอาย คนเมาถาถึงขีดสุดจะขาดความละอาย กลายเปนหนาดานในเวลาเมา อวัยวะของสงวนในรางกายที่ควรปกปด แตพอเมาสามารถเดินแกผาผอนอวดใครตอใครได 1.6 เปนตนเหตุใหทอนปญญา ตอนยังไมเมาคนยอมมีความรูสึกผิดชอบชั่วดี จะทําสิ่งใดก็ใชสติปญญาพิจารรากอนแตพอเมาแลวปญญาที่รูจักผิดหรือชอบยอมไมมี ทําอะไรดวยความหุนหันพลันแลน 2. เที่ยวกลางคือ คือ ตามปกติธรรมดาของคนโดยทั่วไปเวลากลางวันเปนชวงเวลาของการทําหนาที่ตาง ๆ ของตน เชน เรียนหนังสือ ทําการงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ เวลากลางคืนเปนชวงเวลาของการพักผอนหยอนกายใจจากการทํางาน แตคนชอบเที่ยวกลับเอาเวลาพักผอนเปนเวลาเที่ยวเตร สรวลเสเฮฮาตามที่ตาง ๆ การเที่ยวกลางคืน แมจะเปนการคลายเคลียดจากการทํางานวิธีหนึ่งแตก็ตองเปนไปอยางพอเหมาะพอควร ไมใหดึกดื่นมากนัก และที่สําคัญตองไมบอยเกินไปเพราะการเที่ยวกลางคืน เปนหนทางนําไปสูความเสื่อม 6 ประการ คือ 2.1 ชื่อวาไมคุมครองรักษาตน เพราะการเที่ยวกลางคืน มีอันตรายอยูรอบดาน อาจไดรับอุปทวเหตุโดยไมคาดคิดไดดังจะเห็นไดจากขาวหนังสือพิมพอยูบอย ๆ 2.2 ชื่อวาไมคุมครองรักษาลูกเมีย เมื่อหัวหนาครอบครัวไมอยูเปนการเปดโอกาสใหโจรผูรายเขาบานไดงายขึ้นนอกจากนั้นยังถือวาเปนแบบอยางที่ไมดีของลูก เพราะลูก อาจจะจําเอาไปทําตามบาง จะสอนก็ไมไดดวยตัวเองก็ยังออกเทียวอยู ่
  • 111. 82 2.3 ชื่อวาไมรักษาทรัพยสมบัติ การเที่ยวเตรเปนการเสียทรัพยไปในทางที่ไมจําเปน เมื่อไมมีคนอยูบานก็เปดโอกาสใหขโมยเขามาลักทรัพยสินไดงายขึ้น 2.4 เปนที่ระแวงสงสัยของคนอื่น คนชอบเที่ยวกลางคืน มักเปนที่ระแวงสงสัยของ คนอื่นวา เปนผูทํากรรมชั่วตาง ๆ มีโจรกรรมเปนตน ทั้งที่ตนไมไดทําหรือไมมีสวนรูเห็น 2.5 มักถูกใสความ เมื่อมีเหตุรายเกิดขึ้น คนเที่ยวกลางคืนมักถูกเพงเล็งใสราย เพราะมีความระแวงสงสัยเปนทุนเดิมอยูแลว 2.6 ไดรับความลําบาก ผลของการหมกมุนอยูในการเที่ยวเตรเฮฮา ทําใหไดรับ ความยากลําบากในการดําเนินชีวิตมากมายหลายอยางทันตาเห็น เชน ขาดเงิน มีเรื่องราวคดีความ ถึงขึ้นโรงขึ้นศาล เปนตน 3. เที่ยวดูการละเลน โทษของการเที่ยวดูการเลนเพลิดเพลินในที่ตาง ๆ ยอมเกิดขึ้น เริ่มตั้งแตกอนไป พวกนี้จะมีนิสัยเจาสําอาง ตองมีการแตงเนื้อตัวใหตามสมัยนิยม ซึ่งสิ่งเหลานี้ ลวนเปนเรื่องที่ตองเสียเงินทองจับจายซื้อหามาใช ถามัวสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเลนการดู ก็ เสียเวลาเสียการเสียงานในหนาที่ของตนเปนตน โทษของการเที่ยวดูเที่ยวเลนมหรสพมี 6 ประเภท ตามประเภทของมหรสพที่ไปเที่ยวดู คือ 3.1 มีการเตนรําที่ไหนไปที่น่น ั 3.2 มีการขับรองที่ไหนไปที่นั่น 3.3 มีการดีดสีตีเปาขับประโคมที่ไหนไปที่น่น ั 3.4 มีเสภาที่ไหนไปที่น่นั 3.5 มีการบรรเลงเพลงที่ไหนไปที่นั่น 3.6 มีเถิดเทิงสนุกสนานที่ไหนไปที่นั่น 4. เลนการพนัน การพนันเปนการแขงขันกันดวยทุนทรัพย ทั้งที่เปนเงินทองสิ่งของมีคาอื่น ๆ คนติดการพนันทานวายากที่จะตั้งตัวได เพราะหามาไดเทาไหรก็หมาดไปกับการเลนพนันขันตอตาง ๆ เชน หวย บอล ไพ ไฮโล มา มวย และอื่น ๆ อีกมากมาย สุดแมแตจะสรรหามาเลนกัน ดังนั้นการพนันจึงใหโทษทันตาเห็น 6 ประการ คือ 4.1 เมื่อชนะยอมกอเวร ผูเลนทุกคนตางหวังเปนผูชนะไดเงินดวยกันทั้งนั้น แต การพนันตองมีผูแพผูชนะ เมื่อเปนเชนนี้ก็ตองมีการแกมือแกตัวกันอยูร่ําไปไมรูจบสิ้น ผูไดอยากจะ เลิกแตผูเสียก็ไมยอม เพราะอยากจะเลนเอาคืน 4.2 เมื่อแพยอมเสียดายทรัพย เมื่อเลนแพ ก็ตองเปนผูจาย ตอนนี้ชักจะรูสึก เสียดาย ทรัพยสินเงินทองที่เสียไปทีกวาจะไดมาก็ดวยความยากลําบาก ่ 4.3 ทรัพยฉิบหายทันตาเห็น ทานกลาววา โจรปลน 10 ครั้ง เสียหายไมเทาไฟ ไหมครั้งเดียว ไฟไหม 10 ครั้งยังวอดวายไมเทาคนติดการพนัน เพราะโจรปลน หรือไฟไหมยัง
  • 112. 83พอเหลือทรัพยสินอะไร ๆ ไวบาง แตคนติดการพนันตั้งแตเริ่มแรกก็เสียทรัพยสินเรื่อยไป จนถึงสุดทายไมเหลืออะไรติดตัวเลย 4.4 ไมมีใครเชื่อถือถอยคํา คําพูดของคนติดการพนันยอมไมมีความหนักแนนเพราะความประพฤติของตัวเปนเหตุทําใหขาดความนาเชื่อถือทางสังคม 4.5 เปนที่หมิ่นประมาทของเพื่อน เมื่อคนอื่นรูวาเปนนักพนันตัวยง คนแมจะเปนเพื่อกัน ก็พยายามตีตัวออกหาง เพราะเกรงวาไมวันไดก็วันหนึ่ง ตองออกปากขอยืมเงินทองเพราะการพนันเปนเหตุ 4.6 ไมมีใครประสงคแตงงานดวย นักเลนพนันไมวา ชาย – หญิง ไมมีใครอยากไดเปนคูครอง ไปเปนพอ – แมของลูกตนเพราะกลัววาจะเลี้ยงครอบครัวไมรอด พอแมที่ติดการพนัน ยังเปนที่เสื่อมเสียไปถึงลูกดวย เพราะคําโบราณมักกลาววา ลูกไมยอมหลนไมไกลตน 5 คบคนชั่วเปนมิตร การเลือกคบหาสมาคมกับบุคคลอื่นเปนสิ่งสําคัญ เพราะถารูจักเลือกคบคนดีก็ดีไป แตถาสมคบกับคนชั่ว คนไมมดีตัวก็พลอยเดือดรอนไปดวย เพราะทานกลาววา คนที่คบกันไดนานก็เพราะมีอุปนิสัยที่คลายคลึงกันโดยมากคือคบคนเชนใด ก็เปนเชนกับคนที่คบ การคลคนชั่วเปนเพื่อนมีโทษตามบุคคลที่คบ 6 ประเภท คือ 5.1 คบนักเลงการพนัน ก็ชักชวนในทางเลนพนัน 5.2 คบคนเจาชู ก็บักชวนในทางเจาชู สําสอนทางเพศ 5.3 คบคนขี้เหลาเมายา ก็ชักชวนดื่มสุราเครื่องดองของมึนเมาอื่น ๆ 5.4 คบคนขี้ฉอหลอกลวง ก็ชักชวนใหหลอกลวงผูอื่นหากิน 5.5 คบคนขี้โกง ก็ชักชวนใหคดโกงผูอื่นดวยวิธีตาง ๆ 5.6 คบนักเลงหัวไม ก็ชักชวนเที่ยวเกะกะระรานทะเลาะวิวาทผูอื่นไปทั่ว 6 เกียจครานทําการงาน ความเกียจคราน เปนอุปสรรคที่ขัดขวางความเจริญกาวหนาอันยิ่งใหญของมนุษย ผูที่ไมประสบความสําเร็จในชีวิตหนาที่การงาน หรือไดรับความยากลําบากเพราะเรื่องตาง ๆ ก็เพราะมีความเกียจครานเปนตัวคอยฉุดรั้งใหจมปลักอยูกับความลมเหลว ความเสื่อมที่เกิดจากความเกียจคราน ก็ดวยมัวแตอางเหตุตาง ๆ แลวไมยอมทําการงาน ผลาญเวลาใหสิ้นไปโดยเปลาประโยชน เปนเหตุใหการงานโภคทรัพย หรือประโยชนอยางอื่นไมสามารถเกิดขึ้นได ขออางของคนเกียจครานมี 6 ประการ คือ 6.1 มักอางวาหนาวเกินไป แลวไมยอมทําการงาน 6.2 มักอางวาเวลารอนเกินไป แลวไมยอมทําการงาน 6.3 มักอางวาเวลาเย็นเกินไป แลวไมยอมทําการงาน 6.4 มักอางวาเวลาเชาเกินไป แลวไมยอมทําการงาน 6.5 มักอางวาหิวเกินไป แลวไมยอมทําการงาน 6.6 มักอางวากระหายเกินไป แลวไมยอมทําการงาน
  • 113. 84 ผูหวังความเจริญกาวหนาในชีวิต ครอบครัวจะอยูกันดวยความผาสุก ควรงดเวนจากเหตุแหงความเสื่อม คือ อบายมุขทั้ง 6 ประการนี้สรุป ชีวิตทั้งชีวิตบนโลกนี้ไมวาสัตวหรือบุคคลยอมมีเปาหมายสูงสุดของชีวิต คือ ความสุขชีวิตมนุษยในสังคมนั้นยอมมีความไมเทาเทียมกันในเรื่องคุณภาพของชีวิตคุณธรรมจริยธรรมเพราะระดับแหงการรับอารยะธรรมสังคมโลกดวยอํานาจกิเลสตัณหา การพัฒนาในรูปแบบแหงการพัฒนาซึ่งมนุษยตองหันมาศึกษาหลักการดําเนินชีวิตอยางแทจริงเพื่อชีวิตที่สันติสุข และสังคมมีสันติภาพ ดวยการศึกษาและเขาในชีวิตตามธรรมชาติ หรือกฎแหงกรรม ( ความดี - ความชั่ว )ของทุ ก ศาสนาก็ จ ะเป น การพั ฒ นาคุ ณ ภาพชี วิ ต อย า งพอดี ซึ่ ง ตรงกั บ หลั ก ทฤษฎี สํ า คั ญ ตามแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว เรื่องความพอเพียงของชีวิต ซึ่งเปนการทําใหชีวิตมีความสุขอยางถาวรโดยเปนการไมเบียดเบียนหรือทําลายรากฐานแหงชีวิตเดิม เมื่อชีวิตมีความสุขสังคมยอมมีความสงบสุขไมเดือดรอนชีวิตก็มความสุขและสังคมก็มีสนติภาพอยางแทจริง ี ั