Your SlideShare is downloading. ×
บทความวิชาการ โยนิโสมนสิการ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

บทความวิชาการ โยนิโสมนสิการ

2,846
views

Published on

โยนิโสมนสิการ

โยนิโสมนสิการ

Published in: Education

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
2,846
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
5
Actions
Shares
0
Downloads
19
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยที่เกียวข้ อง ั ่ในการวิจยครั้งนี้ ผูวจยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจยที่เกี่ยวข้อง และนําเสนอใน ั ้ิั ัประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรี ยนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม การจัดการเรี ยนรู้แบบโยนิโสมนสิ การ การคิดอย่างมีวจารณญาณ และงานวิจยที่เกี่ยวข้อง ิ ัหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช 2551 ้กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551:1-3) ได้กาหนดให้กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เป็ นกลุ่มสาระการ ํเรี ยนรู ้ที่วาด้วยการอยูร่วมกันในสังคม ที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กน และมีความแตกต่างกันอย่าง ่ ่ ัหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับบริ บทสภาพแวดล้อม เป็ นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู ้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม โดยได้กาหนดไว้ดงนี้ํ ั 1. สาระการเรี ยนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 1.1 ศาสนา ศีลธรมและจริ ยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรมจริ ยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรื อศาสนาที่ตนนับถือ การนําหลักธรรมคําสอนไปปฏิบติในการพัฒนาตนเอง และการอยูร่วมกันอย่างสันติสุข เป็ นผูกระทําความดี มีค่านิยมที่ดีงาม ั ่ ้พัฒนาตนเองอยูเ่ สมอ รวมทั้งบําเพ็ญประโยชน์ตอสังคมและส่ วนรวม ่ 1.2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดําเนินชีวต ระบบการเมืองการปกครอง ิในสังคมปัจจุบนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเป็ นประมุข ลักษณะ ั ์และความสําคัญ การเป็ นพลเมืองดี ความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยมความเชื่อ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเป็ นประมุข สิ ทธิ หน้าที่ ์เสรี ภาพการดําเนินชีวตอย่างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก ิ 1.3 เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย การบริ โภคสิ นค้าและบริ การ การ ่บริ หารจัดการทรัพยากรที่มีอยูอย่างจํากัดอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ การดํารงชีพอย่างมีดุลยภาพ และการนําเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวตประจําวัน ิ
  • 2. 1.4 ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทางประวัติศาสตร์พัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปั จจุบน ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ต่าง ๆ ัผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์สาคัญในอดีต บุคคลสําคัญที่มีอิทธิ พลต่อการเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ ํต่าง ๆ ในอดีต ความเป็ นมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่สาคัญ ํของโลก 1.5 ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่งทรัพยากร ภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่ องมือทาง ัภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กนของสิ่ งต่าง ๆ ในระบบธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กบ ัสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และสิ่ งที่มนุษย์สร้างขึ้น การนําเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาที่ยงยืน ั่ 2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 2.1 สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริ ยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 เข้าใจประวัติความสําคัญ หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรื อศาสนาที่ตนนับถือ และสามารถนําหลักธรรมทางศาสนามาเป็ นหลักปฏิบติใน ัการอยูร่วมกัน ่ มาตรฐาน ส 1.2 ยึดมันในศีลธรรม การกระทําความดี มีค่านิยมที่ดีงาม ่และศรัทธาในพระพุทธศาสนาหรื อศาสนาที่ตนนับถือ มาตรฐาน ส 1.3 ประพฤติปฏิบติตามหลักธรรม และศาสนพิธีของ ัพระพุทธศาสนาหรื อศาสนาที่ตนนับถือ ค่านิยมที่ดีงาม และสามารถนําไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตน บําเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม สิ่ งแวดล้อม เพื่อการอยูร่วมกันอย่างสันติสุข ่ 2.2 สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดําเนินชีวตในสังคม ิ มาตรฐาน ส 2.1 ปฏิบติตามหน้าที่ของการเป็ นพลเมืองดี ตามกฎหมาย ัประเพณี และวัฒนธรรมไทย ดํารงชีวตอยูร่วมกันในสังคมไทยและสังคมลกอย่างสันติสุข ิ ่ มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบน ัยึดมัน ศรัทธา และธํารงไว้ซ่ ึ งการปกครองในระบอบประชาธิ ปไตยอันมีพระมหากษัตริ ยทรงเป็ น ่ ์พระประมุข 2.3 สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
  • 3. มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริ หารจัดการทรัพยากรในการผลิต ่ํและการบริ โภคการใช้ทรัพยากรที่มีอยูจากัดได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ และคุมค่า รวมทั้งเศรษฐกิจ ้พอเพียงในการดํารงชีวตอย่างมีดุลภาพ ิ มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่าง ๆความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจและความจําเป็ นของการร่ วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก 2.4 สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสําคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วธีการทางประวัติศาสตร์ บนพื้นฐานของความเป็ นเหตุเป็ นผลมา ิวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างเป็ นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบนใน ัแง่ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความสําคัญและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็ นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทยมีความภูมิใจ และธํารงความเป็ นไทย 2.5 สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะของโลกทางกายภาพ ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ งที่ปรากฏในระวางที่ซ่ ึ งมีผลต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติใช้แผนที่ และเครื่ องมือทางภูมิศาสตร์ ในการค้นหาข้อมูลภูมิสารสนเทศ ซึ่ งจะนําไปสู่ การใช้และการจัดการอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ั มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กบสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม และมีจิตสํานึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่ งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยงยืน ั่3. การจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระสั งคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม การจัดการเรี ยนการสอนกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ต้องจัดให้มีความเหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะของผูเ้ รี ยน ให้ผเู ้ รี ยนมีส่วนจัดการเรี ยนรู ้ของตนเอง พัฒนาและขยายความคิดของตนเองจากความรู ้ที่ได้เรี ยน ผูเ้ รี ยนต้องได้เรี ยนกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้สงคมศึกษา ัศาสนา และวัฒนธรรม ในทุกภาคเรี ยนและชั้นปี หลักการจัดการเรี ยนการสอนให้มีประสิ ทธิ ภาพดังนี้
  • 4. 3.1 จัดการเรี ยนการสอนที่มีความหมาย โดยเน้นที่ความคิดสําคัญ ๆ ที่ผเู้ รี ยนสามารถนํามาใช้ท้ งในและนอกโรงเรี ยนได้ เป็ นแนวคิด ความรู ้ ที่คงทนยังยืนมากกว่าที่จะศึกษาในสิ่ งที่ ั ่เป็ นเนื้อหา หรื อข้อเท็จจริ งที่มากมาย กระจัดกระจายแต่ไม่เป็ นแก่นสารด้วยการจัดกิจกรรมที่มีความหมายต่อผูเ้ รี ยน และด้วยการประเมินผลที่ทาให้ผเู ้ รี ยนต้องใส่ ใจสิ่ งที่เรี ยนเพื่อแสดงให้เห็นว่า ํผูเ้ รี ยนได้เรี ยนรู้ และสามารถทําอะไรได้บาง ้ 3.2 จัดการเรี ยนการสอนที่บูรณาการ การบูรณาการตั้งแต่หลักสู ตร หัวข้อที่จะโยงโดยเชื่อมโยงเหตุการณ์พฒนาการต่าง ๆ ทั้งในอดีตและปั จจุบนที่เกิดขึ้นในโลกเข้าด้วยกันบูรณาการ ั ัความรู ้ทกษะ ค่านิยม จริ ยธรรม ลงสู่ การปฏิบติจริ งด้วยการใช้แหล่งความรู ้สื่อและเทคโนโลยีต่าง ั ั ัๆ และสัมพันธ์กบวิชาต่าง ๆ 3.3 การจัดการเรี ยนการสอนที่เน้นการพัฒนาที่ค่านิยม จริ ยธรรม จัดหัวข้อหน่วยการเรี ยนที่สะท้อนค่านิยม จริ ยธรรม การนําไปใช้จริ งในการดําเนินชีวต ช่วยให้ผเู ้ รี ยนได้คิดอย่างมี ิวิจารณญาณ ตัดสิ นแก้ปัญหาต่าง ๆ ยอมรับและเข้าใจในความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากตนและรับผิดชอบต่อบุคคลและส่ วนรวม 3.4 จัดการเรี ยนการสอนที่ทาทาย คาดหวังให้ผเู ้ รี ยนบรรลุเป้ าหมายที่วางไว้ ทั้งในส่ วน ้ตนและการเป็ นสมาชิกกลุ่ม ให้ผเู ้ รี ยนได้วธีสืบเสาะ จัดการกับการเรี ยนรู ้ของตนเองใส่ ใจและ ิเคารพในความคิดของผูเ้ รี ยน 3.5 จัดการเรี ยนการสอนที่เน้นปฏิบติให้ผเู้ รี ยนได้พฒนาการคิด ตัดสิ นใจสร้างสรรค์ ั ัความรู ้ดวยตนเอง จัดการตัวเองได้ มีวนยในตนเองทั้งด้านการเรี ยน และการดําเนินชีวตเน้นการ ้ ิ ั ิจัดกิจกรรมที่เป็ นจริ ง เพื่อให้ผเู ้ รี ยนนําความรู ้ความสามารถไปใช้ในชีวตจริ ง ิ ครู ผสอนกลุ่มสาระการเรี ยนรู ้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ต้องมีความเชื่อว่า ู้ ่ผูเ้ รี ยนทุกคนรู ้ได้ แม้วาอาจจะไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะประสบความสําเร็ จในการเรี ยนในระดับที่ ิ ่เท่ากัน ครู จะต้องมีวธีการสอนที่หลากหลายผสมผสานกัน เพราะเหตุท่ีวาไม่ใช่วธีสอนที่ดีท่ีสุดิการสอนที่ดีคือการสอนที่มีประสิ ทธิ ภาพ เหมาะสมกับสถานการณ์ ในการวิจยครั้งนี้ได้ใช้สาระเศรษฐศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ั 3 ซึ่ งประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้ เรื่ องที่ 1 กลไกราคาในระบบเศรษฐกิจ เรื่ องที่ 2 การมีส่วนร่ วมในการแก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่นตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เรื่ องที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงกับระบบสหกรณ์ เรื่ องที่ 4 ปั ญหาเศรษฐกิจในระดับประเทศ
  • 5. เรื่ องที่ 5 การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการกีดกันระหว่างประเทศวิธีสอนแบบโยนิโสมนสิ การ 1. ความหมายของโยนิโสมนสิ การ สุ มน อมรวิวฒน์ (2542 : 36) ได้สรุ ปความหมายของโยนิโสมนสิ การว่า ัหมายถึงการคิดแบบแยบคาย คิดถูกวิธี คิดเป็ น คิดตรงตามสภาวะของเหตุปัจจัย คิดอย่างมีเหตุผลคิดสื บค้น และทํานายผลอย่างมีข้ นตอนเป็ นระบบ ั ทิศนา แขมมณี และคณะ (2544 : 87) กล่าวว่า โยนิโสมนสิ การคือ การคิดเป็ นเป็ นความสามารถที่บุคคลรู ้จกมอง รู ้จกพิจารณาสิ่ งทั้งหลายตามสภาวะ โดยวิธีคิดหาเหตุปัจจัย ั ัสื บค้นจากต้นเหตุตลอดทางจนถึงผลสุ ดท้ายที่เกิด แยกแยะเรื่ องออกให้เห็นตามสภาวะที่เป็ นจริ งคิดตามความสัมพันธ์ที่สืบทอดจากเหตุ โดยไม่เอาความรู ้สึกอุปาทานของตนเองเข้าไปจับ หรื อเคลือบคลุมบุคคลนั้นจะสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมด้วยวิธีการแห่งปั ญญา พระธรรมปิ ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) (2546 : 615 – 671) ให้ความหมายของโยนิโสมนสิ การว่า หมายถึง ความรู ้จกคิดหรื อคิดเป็ น คิดถูกวิธีของบุคคลนั้นเอง เป็ นการเริ่ มต้นจาก ัปั จจัยภายในว่าโดยรู ปศัพท์ โยนิโสมนสิ การประกอบด้วย โยนิโส กับ มนสิ การ โยนิโสมาจากโยนิ แปลว่า เหตุ ต้นเค้า แหล่งเกิด ปั ญญา อุบาย วิธี ทาง ส่ วนมนสิ การ แปลว่า การทําในใจการคิดคํานึง นึกถึง ใส่ ใจพิจารณา เมื่อรวมเข้าเป็ นโยนิโสมนสิ การ ท่านแปลสื บ ๆ กันมาว่า การทําในใจโดยแยบคาย คัมภีร์ช้ นอรรถกถาและฏีการได้ไขความไว้โดยแสดงไวพจน์ให้เห็น ัความหมายแยกเป็ นแง่ ๆ ดังต่อไปนี้ 1. อุบายมนสิ การ แปลว่า คิดหรื อพิจารณา โดยอุบาย คือ คิดอย่างมีวธี หรื อคิด ิถูกวิธี หมายถึง คิดถูกวิธีที่จะให้เข้าถึงความจริ ง สอดคล้องเข้าแนวกับสัจจะ ทําให้หยังรู ้สภาวะ ่ลักษณะและสามัญลักษณะของสิ่ งทั้งหลาย 2. ปถมนสิ การ แปลว่า คิดเป็ นทางหรื อคิดถูกทาง คือ คิดได้ต่อเนื่องเป็ นลําดับจัดลําดับได้หรื อมีลาดับ มีข้ นตอน แล่นไปเป็ นแถวเป็ นแนว หมายถึง ความคิดเป็ นระเบียบตาม ํ ั ุ่แนวเหตุผล เป็ นต้น ไม่ยงเหยิงสับสน ไม่ใช่ประเดี๋ยววกเวียนติดพันเรื่ องนี้ ที่น้ ี เดี๋ยวเตลิดออกไปเรื่ องนั้นที่โน้น หรื อกระโดดไปกระโดดมา ต่อเป็ นชิ้นเป็ นอันไม่ได้ ทั้งนี้รวมทั้งความสามารถที่จะชักนําความนึกคิดเข้าสู่ แนวทางที่ถูกต้อง 3. การณมนสิ การ แปลว่า คิดตามเหตุ คิดค้นเหตุ คิดตามเหตุผล หรื อคิดอย่างมีเหตุผล หมายถึง การคิดสื บค้นตามแนวความสัมพันธ์สืบทอดกันแห่งเหตุปัจจัย พิจารณาสื บสาวหาสาเหตุ ให้เข้าถึงต้นเค้า หรื อแหล่งที่มาซึ่ งส่ งผลต่อเนื่องมาตามลําดับ
  • 6. 4. อุปปาทกมนสิ การ แปลว่า คิดให้เกิดผล คือใช้ความคิดให้เกิดผลที่พึงประสงค์เล็งถึงการคิดอย่างมีเป้ าหมาย หมายถึง การคิดการพิจารณาที่ทาให้เกิดกุศลกรรม เช่น ํปลุกเร้าให้เกิดความเพียร การคิดที่ทาให้หายหวาดกลัว ให้หายโกรธ การพิจารณาที่ทาให้มีสติ ํ ํหรื อทําให้จิตใจเข้มแข็ง มันคง ่ ไขความทั้ง 4 ข้อนี้ เป็ นเพียงการแสดงลักษณะด้านต่าง ๆ ของความคิดที่เรี ยกว่าโยนิโสมนสิ การ โยนิโสมนสิ การที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ๆ อาจมีลกษณะครบทีเดียวทั้ง 4 ข้อ หรื อ ัเกือบครบทั้งหมด หากจะเขียนลักษณะทั้ง 4 ข้อนั้นสั้น ๆ คงได้ความว่า คิดถูกวิธี คิดมีระเบียบคิดมีเหตุผลและคิดเร้ากุศล แต่ถาจะสรุ ปเป็ นคําจํากัดความ ก็เห็นว่าทํายาก มักจับเอาไปได้บางแง่ ้บางด้าน ไม่ครอบคลุมทั้งหมด หรื อไม่ก็ตองเขียนบรรยายยืดยาว อย่างไรก็ตามีลกษณะเด่น ้ ับางอย่างของความคิดแบบนี้ที่อาจถือเป็ นตัวแทนของลักษณะอื่น ๆ ได้ ดังที่เคยแปลโดยนัยว่าความคิดถูกวิธี ความรู้จกคิด การคิดเป็ น การคิดตรงตามสภาวะและเหตุปัจจัย การคิดสื บค้นถึง ัต้นเค้า เป็ นต้น หรื อแปลสื บ ๆ กันมาว่า การทําในใจโดยแยบคายก็ได้ วนิช สุ ธารัตน์ (2547 : 122) กล่าวถึงโยนิโสมนสิ การว่า เป็ นกระบวนการคิดที่อาศัยปั ญญา เพื่อทําให้ความคิดเป็ นความคิดที่บริ สุทธิ์ ไม่ตกอยูภายใต้อานาจของอารมณ์ ่ ํความรู ้สึก ความต้องการ หรื อความอยากในรู ปแบบต่างๆ ซึ่ งรู ้จกกันในชื่อของอวิชชา (ความโง่) ัและตัณหา (ความอยาก) โดยปกติสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีอานาจหรื ออิทธิ พลครอบงําความคิดของของ ํปุถุชนทัว ๆ ไป และมีอานาจชักจูงให้ความคิดของบุคคลคล้อยตาม ทําให้บุคคลตกอยูภายใต้ ่ ํ ่อํานาจของความคิด หรื อทาสของความคิด โยนิโสมนสิ การ เป็ นกระบวนการคิดที่อาศัยสติสัมปชัญญะเข้ามาร่ วมทํางานกับปั ญญา ทําให้บุคคลมีสติ สามารถรู ้ตวได้อย่างรวดเร็ ว และ ัว่องไว รู ้เท่าทันอวิชชา และตัณหาที่เข้ามาครอบงําจิตใจของตนอยู่ ซึ่ งส่ งผลให้กระบวนการคิดเกิดขึ้นด้วยความบริ สุทธิ์ สามารถพิจารณาสรรพสิ่ งตามสภาวะของเหตุปัจจัย ทําให้เข้าใจความจริ ง ั ่หรื อเกิดกุศลธรรม ส่ งผลให้บุคคลวางท่าทีและการปฏิบติตอสิ่ งนั้นได้อย่างเหมาะสม ่ จากความหมายของโยนิโสมนสิ การสรุ ปได้วา โยนิโสมนสิ การ คือ การคิดในใจอย่างละเอียดถี่ถวน ลึกซึ้ ง มีระเบียน มีเหตุมีผล และสร้างสรรค์ ไม่ใช้อารมณ์เข้าใจโลกเข้าใจ ้ชีวต สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมเกิดประโยชน์ท้ งต่อตนเองและส่ วนรวม ิ ั 2. วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิ การ พระธรรมปิ ฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) (2546 : 675 – 727) กล่าวว่า วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิ การมี 2 แบบ คือ โยนิโสมนสิ การที่มุ่งสกัดหรื อกําจัดอวิชชาโดยตรง และโยนิโสมนสิ การที่มุ่งเพื่อสกัดหรื อบรรเทาตัณหา โยนิโสมนสิ การที่มุ่งกําจัดอวิชชาโดยตรง ตามปกติเป็ นแบบที่ต้องใช้ในการปฏิบติธรรมจนถึงที่สุด เพราะทําให้เกิดความรู ้ความเข้าใจตามความเป็ นจริ ง ซึ่ งเป็ น ั
  • 7. สิ่ งจําเป็ นสําหรับการตรัสรู ้ ส่ วนโยนิโสมนสิ การแบบสกัดหรื อบรรเทาตัณหามักใช้เป็ นข้อปฏิบติ ัต้น ๆ ซึ่ งมุ่งเตรี ยมพื้นฐาน หรื อพัฒนาตนในด้านคุณธรรมให้เป็ นผูพร้อมสําหรับการปฏิบติข้ น ้ ั ัสู งขึ้นไปพระธรรมปิ ฎก ได้ประมวลวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิ การได้ 10 แบบดังนี้ 1. วิธีคิดแบบสื บสาวเหตุปัจจัย คือ พิจารณาปรากฎการณ์ที่เป็ นผลให้รู้จกสภาวะที่เป็ น ัจริ ง หรื อพิจารณาปั ญหา หาหนทางแก้ไขด้วยการค้นหาสาเหตุและปั จจัยต่าง ๆ ที่สมพันธ์ส่งผล ัสื บทอดกันมา อาจเรี ยกว่า วิธีคิดตามหลักอิทปปั จจยตา หรื อคิดตามหลักปฏิจจสมุปบาท จัดเป็ น ัวิธีโยนิโสมนสิ การแบบพื้นฐาน มีแนวปฏิบติดงนี้ ั ั 1.1 คิดแบบปั จจัยสัมพันธ์ สิ่ งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดขึ้น “เมื่อสิ่ งนี้มี สิ่ งนี้จึงมีเพราะสิ่ งนี้เกิดขึ้น สิ่ งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่ งนี้ไม่มี สิ่ งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่ งนี้ดบ สิ่ งนี้จึงดับ” ั 1.2 คิดแบบสอบสวนหรื อตั้งคําถาม เช่น อุปาทานมีเพราะอะไรเป็ นปั จจัยอุปาทานมีเพราะตัณหาเป็ นปัจจัย ตัณหามีเพราะอะไรเป็ นปัจจัย ตัณหามีเพราะเวทนาเป็ นปัจจัยเวทนามีเพราะอะไรเป็ นปัจจัย 2. วิธีคิดแบบแยกแยะส่ วนประกอบหรื อกระจายเนื้อหา เป็ นการคิดที่มุ่งให้มองและให้รู ้จกสิ่ งทั้งหลายตามสภาวะของมันเอง ในทางธรรมมักใช้พิจารณาเพื่อให้เห็นความไม่มีแก่นสาร ัหรื อความไม่เป็ นตัวเป็ นตนที่แท้จริ งของสิ่ งทั้งหลายให้หายยึดติดถือมันในสมมติบญญัติ ่ ัโดยเฉพาะการพิจารณาเห็นสัตว์บุคคลเป็ นเพียงการประชุมกันเข้าขององค์ประกอบต่าง ๆ ที่เรี ยกว่าขันธ์ 5 การพิจารณาเช่นนี้ช่วยมองเห็นความเป็ นอนัตตา วิธีคิดแบบนี้มิใช่เพียงแต่จาแนกแจกแจง ํแยกแยะไปอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีการจัดประเภทหมวดหมู่ไปพร้อมกัน จัดเป็ น “วิภชชวิธี” อย่าง ัหนึ่ง เป็ นการจําแนกอย่างมีหลักเกณฑ์ ถ้าจะเรี ยกอย่างสมัยใหม่คงหมายถึง “วิธีคิดแบบวิเคราะห์”วิธีคิดแบบนี้มีตวอย่างมากในพุทธธรรม และรู ปธรรม มาแยกแยะส่ วนประกอบ และจัดหมวดหมู่ ัอย่างชัดเจน 3. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ หรื อวิธีคิดแบบรู ้เท่าทันความเป็ นไปของธรรมชาติและความเป็ นปกติธรรมดาของสภาวะทั้งหลาย วิธีคิดแบบนี้จะกระทําได้ต่อเมื่อได้มีสาระความรู ้ในหลักการของธรรมชาติ รู ้ความเป็ นไปของเหตุผลและปั จจัยต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ งจึงจะสามารถคิดสรุ ปความเป็ นไปของสภาวะเหล่านั้น (Generalization) ว่ามันมีเหตุให้เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลง และสลายไปตระหนักถึงความจริ งที่เกิดขึ้นเป็ นธรรมดา วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์น้ ีเป็ น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นที่หนึ่งเป็ นการคิดอย่างรู ้เท่าทันความเป็ นไปของธรรมชาติและความเป็ นปกติของธรรมดา วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์น้ ีเป็ น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นที่หนึ่งเป็ นการคิดอย่างรู ้เท่าทันและยอมรับความจริ งขั้นที่สอง เป็ นการปฏิบติต่อสิ่ งทั้งหลายโดยสอดคล้องกับความเป็ นจริ งของธรรมชาติ เป็ นการ ั
  • 8. ปฏิบติดวยปั ญญา รู ้เท่าทันแก้ไขตรงเหตุและปั จจัยด้วยสติสัมปชัญญะ คือกําหนดรู ้ เมื่อคิดเช่นนี้ ั ้ ่ได้ บุคคลก็จะมีอิสระไม่ถูกบีบคั้นหลงจมอยูในความทุกข์ 4. วิธีคิดแบบอริ ยสัจหรื อคิดแบบแก้ปัญหา พระราชวรมุนีอธิ บายว่า เป็ นวิธีคิดที่สามารถขยายให้ครอบคลุมวิธีคิดแบบอื่น ๆ ได้ท้ งหมด วิธีคิดแบบอริ ยสัจนี้มีลกษณะทัวไป 2 ประการ ั ั ่คือ 4.1 เป็ นวิธีคิดตามเหตุและผล หรื อเป็ นไปตามเหตุและผล สื บสาวจากผลไปหาเหตุ แล้วแก้ไขและทําการที่ตนเหตุ จัดเป็ น 2 คู่ คู่ที่ 1 : ทุกข์เป็ นผล เป็ นตัวปัญหา เป็ น ้สถานการณ์ที่ประสบซึ่ งไม่ตองการ : สมุทยเป็ นเหตุ เป็ นที่มาของปั ญหา เป็ นจุดที่ตองจํากัดหรื อ ้ ั ้แก้ไข จึงจะพ้นจากปั ญหาได้ คู่ที่ 2 : นิโรธเป็ นผล เป็ นภาวะสิ้ นปั ญหา เป็ นจุดหมาย ซึ่ งต้องการจะเข้าถึง : มรรคเป็ นเหตุ เป็ นวิธีการ เป็ นข้อปฏิบติที่ตองกระทําในการแก้ไขสาเหตุ เพื่อบรรลุ ั ้จุดหมาย คือ ภาวะสิ้ นปั ญหาอันได้แก่ ความดับทุกข์ 4.2 เป็ นวิธีคิดที่ตรงจุด ตรงเรื่ อง ตรงไปตรงมา มุ่งตรงต่อสิ่ งที่จะต้องทํา ต้องปฏิบติ ต้องเกี่ยวข้องกับชีวต ใช้แก้ปัญหา ไม่เกี่ยวกับการแก้ปัญหา ั ิ 5. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ คือ การคิดพิจารณาให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างธรรม (หลักการ) กับอรรถ (ความมุ่งหมาย) คําว่าธรรมนั้นคือหลักความจริ งหลักความดีงามหลักปฏิบติ หลักการนําไปใช้ปฏิบติและหลักคําสอน ส่ วนอรรถนั้นแปลว่า ความมุ่งหมายหรื อ ั ัจุดหมายหรื อสาระที่พึงประสงค์ พระราชวรมุนีได้อธิ บายว่า ความรู ้ เข้าใจ ตระหนักในจุดหมายและขอบเขตแห่งคุณค่าของหลักธรรมต่าง ๆ เป็ นเครื่ องกําหนดความถูกต้อง พอเหมาะพอดีแห่งการปฏิบติหลักธรรมนั้น ๆ อันเป็ นธรรมมานุธรรมปฏิบติ การฝึ กหัดอบรมตนให้ปฏิบติในทางสาย ั ั ักลางก็ดี การบําเพ็ญศีล สมาธิ ปั ญญาก็ดี ย่อมอาศัยพื้นฐานการคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ และอาศัยการช่วยชี้แจงหลักการ จุดหมายโดยผูเ้ ป็ นกัลยาณมิตรด้วย 6. วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก วิธีคิดแบบนี้เป็ นวิธีคิดที่ใช้เป็ นหลักในการแก้ปัญหาและการปฏิบติได้อย่างดีวธีหนึ่ง การคิดแบบนี้ตองได้มีการมองสิ่ งทั้งหลายตามที่เป็ นจริ งทุกแง่ทุก ั ิ ้ด้าน คือมองในแง่เป็ นอัสสาทะ (ส่ วนดี น่าพึงพอใจ) อาทีนวะ (ส่ วนเสี ย โทษข้อบกพร่ อง) และนิสสรณะ (ทางออกภาวะหลุดรอดปลอดพ้น) พระราชวรมุนีเน้นว่า การคิดแบบนี้มีลกษณะที่พง ั ึยํ้า 2 ประการ คือ 6.1 การที่จะเชื่อว่ามองเห็นตามเป็ นจริ งนั้น จะต้องมองเห็นทั้งด้านดี ด้านเสี ย หรื อทั้งคุณแลโทษของสิ่ งนั้น
  • 9. 6.2 เมื่อจะแก้ปัญหาหรื อลงมือปฏิบติตองมองเห็นจุดหมาย และทางออก นอกเหนือจาก ั ้การรู ้คุณโทษของสิ่ งนั้น ด้วยการคิดหาทางออกที่ดีที่สุดไปพร้อม ๆ กับการพิจารณาผลดี ผลเสี ยจะทําให้บุคคลสามารถปฏิบติตนได้เหมาะสมกับสภาพเหตุการณ์ และปั ญหาที่เกิดขึ้น ั 7. วิธีคิดแบบคุณค่าแท้ – คุณค่าเทียม เป็ นการคิดถึงคุณค่าหรื อประโยชน์ที่สนองความต้องการของชีวตโดยตรงหรื อเป็ นเพียงประโยชน์ที่พอกเสริ ม โดยมีตณหาเป็ นเครื่ องวัด วิธีคิดนี้ ิ ัเป็ นการพิจารณาอย่างใช้ปัญญาไตร่ ตรองให้มนุษย์รู้จกเลือกเสพคุณค่าที่เป็ นประโยชน์แก่ชีวตที่ ั ิแท้จริ ง และเกื้อกูลความเจริ ญในกุศลธรรม ซึ่ งต่างจากคุณค่าเทียมอันนําไปสู่ อกุศลธรรม ความโลภ มัวเมา ริ ษยา มานะ ทิฎฐิ เบียดเบียน แก่งแย่งกัน 8. วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม อาจเรี ยกง่าย ๆ ว่า วิธีคิดแบบเร้ากุศล หรื อคิดแบบ ่กุศลภาวนา เป็ นวิธีคิดในแนวสกัดกั้นหรื อบรรเทา และขัดเกลาตัณหาจึงจัดได้วาเป็ นข้อปฏิบติ ัระดับต้น ๆ สําหรับส่ งเสริ มความเจริ ญงอกงามแห่งกุศลธรรม สร้างเสริ มสัมมาทิฎฐิท่ีเป็ นโลกิยะ ่่หลักการทัวไปของวิธีคิดแบบนี้มีอยูวา ประสบการณ์คือ สิ่ งที่ได้ประสบหรื อได้รับรู ้อย่างเดียวกัน ่บุคคลผูประสบหรื อรับรู ้ต่างกัน อาจมองเห็นหรื อคิดนึกปรุ งแต่งไปคนละอย่างสุ ดแต่โครงสร้าง ้แนวทางความเคยชินต่าง ๆ ที่เป็ นเครื่ องปรุ งของจิต คือ สังขารที่ผน้ นได้สงสมไว้ หรื อสุ ดแต่การ ู้ ั ่ัทําใจในขณะนั้น ๆ และในแง่ที่ช่วยให้แก้ไขนิสัยความเคยชินร้าย ๆ ของจิตที่ได้ส่งสมมาแต่เดิมัพร้อมกับสร้างนิสัยความเคยชินใหม่ ๆ ที่ดีงามให้แก่จิตไปในเวลาเดียวกัน ในทางตรงข้ามหากปราศจากอุบายแก้ไขเช่นนี้ ความคิดและการกระทําของบุคคลที่จะถูกชักนําให้เดินไปตามแรงชักจูงของความเคยชินเก่า ๆ ที่ได้สั่งสมไว้เดิมเพียงอย่างเดียว และช่วยเสริ มความเคยชินอย่างนั้นให้มีกําลังแรงมากยิงขึ้น ่ ่ 9. วิธีคิดแบบเป็ นอยูในขณะปั จจุบน หรื อวิธีคิดแบบมีปัจจุบนธรรมเป็ นอารมณ์หมายถึง ั ั ํ ่การใช้ความคิดและเนื้อหาของความคิดที่สติระลึกรู ้กาหนดอยูและการคิดในแนวทางของความรู ้หรื อคิดด้วยอํานาจของปั ญญา สามารถฝึ กอบรมจิตให้เกี่ยวข้องรับรู ้ในภารกิจที่กาลังกระทําอยูใน ํ ่ปั จจุบนแม้หากจิตเกิดหลุดลอยไปยังเรื่ องที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้ว (อดีต) หรื อฟุ้ งซ่านไปยังสิ่ งที่ยง ั ัไม่เกิด (อนาคต) ก็สามารถใช้สติเหนี่ยวรั้ง เพ่งและโยงสู่ ภาระหน้าที่ที่กาลังกระทําอยูในปั จจุบนได้ ํ ่ ั 10. วิธีคิดแบบวิภชชวาท เป็ นวิธีคิดที่เชื่อโยงกับการพูด วิภชชวาท มาจากคําว่า วิภชช ั ั ั(แยกแยะ จําแนก วิเคราะห์) วาท (การพูด การแสดงคําตอบ) ในพระพุทธศาสนานั้น วาทะเป็ นไวพจน์ของคําว่าทิฎฐิ (ความคิดเห็น) ด้วยลักษณะที่สาคัญของความคิด และการพูดแห่งนี้ คือ ํการมอง และแสดงความจริ งโดยแยกแยะออกให้เห็นแต่ละแง่ แต่ละด้านครบทุกแง่ทุกด้าน พระราชวรมุนีได้จาแนกแนววิธีคิดแบบวิภชชวาทในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ ํ ั
  • 10. 10.1 จําแนกโดยแง่ความจริ ง คือ จําแนก และอธิ บายตามความจริ งทีละแง่ทีละด้าน ทั้งข้อดี และข้อเสี ยจนครบทุกแง่ ทุกด้านว่าดี และเสี ยอย่างไรตามความเป็ นจริ งแล้วประมวลกันเข้า โดยครบถ้วนสามารถสรุ ปลักษณะ และองค์ประกอบได้ 10.2 จําแนกโดยส่ วนประกอบ คือ คิดแยกแยะองค์ประกอบย่อย ๆ ของสิ่ งนั้น 10.3 จําแนกโดยลําดับขณะ คือ แยกแยะวิเคราะห์ปรากฏการณ์ตามลําดับความสื บทอดแห่งเหตุปัจจัยซอยออกไปเป็ นแต่ละขณะ ๆ ให้มองเห็นด้วยเหตุปัจจัยที่แท้จริ ง ไม่ถูกลวงไม่จบเหตุปัจจัยสับสน ั 10.4 จําแนกโดยความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย คือ สื บสาวสาเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่สัมพันธ์สืบทอดกันมาของสิ่ งหรื อปรากฎการณ์ต่าง ๆ วิธีคิดจําแนกในแง่น้ ีตรงกับวิธีคิดแบบที่ 1 ัทั้งนี้เพราะภาวะของสิ่ งทั้งหลายนั้นมีความสัมพันธ์กน ขึ้นต่อกันและสื บทอดกัน เนื่องด้วยปั จจัยย่อยต่าง ๆ ความมีหรื อไม่มีไม่ใช่ภาวะเด็ดขาดลอยตัว ภาวะที่เป็ นจริ งเป็ นเหมือนอยูกลางระหว่าง ่ความเห็นเอียงสุ ดทั้งสองนั้น ความคิดแบบจําแนกโดยความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยช่วยให้มองเห็นความจริ งนั้น และตามแนวคิดนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมอย่างที่เรี ยกว่า เป็ นกลาง ๆ คือ ไม่กล่าวว่าสิ่ งนี้มี หรื อว่าสิ่ งนี้ไม่มี แต่กล่าวว่าเพราะสิ่ งนี้มี สิ่ งนี้จึงมี เพราะสิ่ งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มีหรื อว่านี้มีในเมื่อนั้นมี นี้ไม่มีเมื่อนั้นไม่มี 10.5 จําแนกโดยเงื่อนไข คือ มองหรื อแสดงความจริ งโดยพิจารณาเงื่อนไขประกอบด้วย เช่น ถ้ามีผถามว่า “บุคคลนี้ควรคบหรื อไม่” พระภิกษุจะตอบตามเงื่อนไขว่า “ถ้า ู้คบแล้วอกุศลธรรมเจริ ญ กุศลธรรมเสื่ อม ไม่ควรคบ แต่ถาคบแล้ว อกุศลธรรมเสื่ อม กุศลธรรม ้เจริ ญควรคบ ควรเกี่ยวข้อง” 10.6 วิภชชวาทในฐานะวิธีตอบปั ญหาอย่างหนึ่ง เป็ นวิธีคิดตอบปั ญหาอย่างหนึ่ง ัใน 4 วิธีตอบปัญหาของพระพุทธเจ้าคือ 10.6.1 เอกังสพยากรณ์ การตอบแง่เดียว คือตอบอย่างเดียวเด็ดขาด 10.6.2 วิภชชพยากรณ์ การแยกแยกตอบ ั 10.6.3 ปฎิปุจฉาพยากรณ์ การตอบโดยย้อนถาม 10.6.4 ฐปนะ การยั้ง หรื อหยุด พับปั ญหาเสี ยไม่ตอบ วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิ การทั้ง 10 วิธีน้ ี ถ้าตรวจดูข้ นตอนการทํางานแล้วจะเห็น ัการคิดเป็ นสองช่วง คือ คิดทั้งตอนรับรู ้อารมณ์ หรื อประสบการณ์จากภายนอก และคิดค้นพิจารณาอารมณ์หรื อเรื่ องราวที่เก็บเข้ามาแล้วภายใน ซึ่ งวิธีคิดนี้ต่างก็อิงอาศัยกันและกัน สัมพันธ์กัน วิธีการศึกษาเผชิญสถานการณ์ และแก้ปัญหาของชีวตต้องบูรณาการความคิดเหล่านี้ รู ้จกเลือก ิ ัรู ปแบบวิธีคิดมาผสมกลมกลืนกัน เพื่อนําไปสู่ การสร้างแนวปฏิบติอย่างถูกต้อง ตรงกับความจริ ง ั
  • 11. ่ในทางสายกลาง สรุ ปได้วา ถ้าพูดในเชิงวิชาการ และในแง่ของการทําหน้าที่ของวิธีโยนิโสมนสิ การทั้งหมดสามารถสรุ ปได้ 2 ประเภท คือ 1. โยนิโสมนสิ การแบบปลุกปั ญญา มุ่งให้รู้แจ้งตามสภาวะ เน้นการที่ขจัดอวิชชาเป็ นฝ่ ายวิปัสสนา มีลกษณะเป็ นหารส่ องสว่าง ทําลายความมืด หรื อชําระล้างสิ่ งสกปรก ัไปสู่ โลกุตรสัมมาทิฎฐิ 2. โยนิโสมนสิ การแบบสร้างเสริ มคุณภาพจิต มุ่งปลุกเร้ากุศลธรรมอื่น ๆ เน้นที่การสกัดหรื อข่มตัณหา เป็ นฝ่ ายสัมถะ มีลกษณะเป็ นการเสริ มสร้างพลังหรื อปริ มาณฝ่ ายดีมากดข่ม ัทับหรื อบังฝ่ ายชัวไว้่ สรุ ปว่าวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิ การนั้นสามารถใช้เพื่อการสกัดกั้นตัณหาและอวิชชาซึ่งมีวธีคิดได้ถึง 10 วิธี สําหรับการศึกษาวิจยในครั้งนี้ผวจยเลือกใช้วธีคิดแบบคุณโทษและ ิ ั ู้ ิ ั ิทางออก และแบบคุณค่าแท้ – คุณค่าเทียม 3. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับวิธีสอนคิดแบบโยนิโสมนสิ การ 3.1 ทฤษฎีสติปัญญาสามศร (Triarchic Theory) ได้เสนอทฤษฎีสติปัญญาสามศร เพื่อพัฒนาสติปัญญา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการแก้ปัญหาการสร้างความสําเร็ จในการดํารงชีวตและดําเนิน การสร้างความสําเร็ จให้เกิดขึ้นได้บุคคลต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ิตนเองกับโลกภายนอกของบุคคล เพื่อเกิดความสําเร็ จในการดํารงชีวต ดังนั้น บุคคลจึงต้องจัด ิกระทําข้อมูลข่าวสารด้วยวิธีการหลากหลายเพื่อเกิดประสบการณ์อนสามารถสนองภารกิจต่าง ๆ ัในสถานการณ์จริ งของชีวตเขาอธิ บายว่า สติปัญญาของมนุษย์ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่มี ิการทํางานร่ วมอยู่ 3 องค์ประกอบย่อย ดังนี้การคิดอย่างมีวจารณญาณ ิ 1. ความหมายของการคิดอย่างมีวจารณญาณ ิ การคิดอย่างมีวจารณญาณ เป็ นรู ปแบบหนึ่งของการคิดในระดับสู งที่อยูบน ิ ่พื้นฐานของหลักการและเหตุผล มีการศึกษาข้อเท็จจริ ง ถือว่าเป็ นทักษะการคิดที่มีความสําคัญต่อการเรี ยนรู ้และการดําเนินชีวต ซึ่ งมีนกการศึกษาได้ให้ความหมายของการคิดอย่างมีวจารณญาณ ิ ั ิดังนี้ ไบเออร์ ( Beyer. 1995 : unpaged) ให้ความหมายของการคิดอย่างมีวจารณญาณ คือ ิความสามารถที่จะตัดสิ นสิ่ งต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การคาดเดา นับตั้งแต่เรื่ องเล็กน้อย เช่นการปรุ งอาหารไปจนถึงเรื่ องใหญ่ข้ ึน เช่น การสรุ ปงานวิจยว่ามีคุณค่าหรื อไม่อย่างไร ผูท่ีใช้ ั ้ความคิดอย่างมีวจารณญาณจะสามารถประเมินข่าวสารหรื อข้อถกเถียงได้อย่างมีหลักฐาน ิน่าเชื่อถือ
  • 12. เคอร์แลนด์ ( Kurland. 1995 : unpaged) ให้ความหมายของการคิดอย่างมีวิจารณญาณว่า เกี่ยวข้องกับการใช้เหตุผล ใช้สติปัญญาและมีความคิดที่เปิ ดกว้าง ซึ่ งตรงขามกับการใช้อารมณ์ไม่ยอมใช้สติปัญญา ดังนั้นการคิดอย่างมีวจารณญาณ จึงยึดหลักของเหตุผลมากกว่า ิอารมณ์ มีความถูกต้องแม่นยํา พิจารณาถึงความเป็ นไปได้ในแง่มุมต่าง ๆ ต้องการหาว่าอะไรคือความจริ งมากกว่าอะไรคือความถูกต้อง และไม่ยอมใช้อคติส่วนตัวมาทําให้การตัดสิ นเบี่ยงเบนไป รักจิริโอ (Ruggierio. 1996 : unpaged) เสนอว่า การคิดอย่างมีวจารณญาณิหมายถึง การตรวจสอบความคิดของเราเอง การคิดตัดสิ นใจว่าวิธีแก้ปัญหาที่ดีท่ีสุดคืออะไร ความเชื่อแบบใดที่มีเหตุผลมากที่สุด จากนั้นต้องมีการประเมินข้อสรุ ปอีกครั้งหนึ่ง แมคโคเวน (Mckowen. 1970 : unpaged) ให้ความหมายของการคิดอย่างมีวิจารณญาณว่า เป็ นความคิดที่แจ่มแจ้งผ่านการใคร่ ครวญมาแล้วอย่างรอบคอบ ใช้ทุกอย่างที่เรามีอย่างดีที่สุดเท่าที่เป็ นไปได้ ผูคิดจะต้องไม่ใส่ ใจอารมณ์ของตัวเองเข้าไปด้วย โดยเฉพาะการคิด ้เกี่ยวกับกฎหมายหรื อตรรกวิทยา แต่เนื่องจากคนเราคิดวยสมองทั้งหมด ไม่ใช่คิดด้วยสมองซี ก ้ซ้ายเท่านั้น เพราะฉะนั้นการคิดที่ไม่ใช้อารมณ์เลยจึงเป็ นไปไม่ได้ ดังนั้นหน้าที่ของการคิดอย่างมีวิจารณญาณคือต้องคอยระมัดระวังไม่ให้เกิดความคิดที่เป็ นอคติหรื อลําเอียงขึ้น ผูท่ีมีความคิดอย่าง ้มีวจารณญาณจะมีความคิดไตร่ ตรองและมีความเชื่อที่มีเหตุผล ซึ่ งจะเป็ นตัวชี้นาเข้าไปตลอดชีวต ิ ํ ิการที่จะพัฒนาให้เกิดความเชื่อที่ถูกต้องจําเป็ นต้องระวังไม่ให้มีความลําเอียงเกิดขึ้นในใจ ต้องตรวจสอบเหตุการณ์หนึ่ง ๆ จากหลายแง่หลายมุมจนกว่าจะหาเหตุผลที่หนักแน่นพอมารองรับความเชื่อของตนได้ ทิศนา แขมมณี และคณะ (2544 : 4) ได้สรุ ปความหมายของกระบวนการคิดอย่างมีวจารณญาณว่า คือการเห็นปั ญหา สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ ต่อจากนั้นคือการพิจารณา ิข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และตัดสิ นใจเลือกทางเลือกต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับ มลิวลย์ ัสมศักดิ์ (2540 : 15) พรเพ็ญ ศรี วรัตน์ (2546 : 13) และสุ วทย์ มูลคํา (2550 : 9) ได้ให้ ิ ิความหมายของการคิดอย่างมีวจารณญาณไว้ในทํานองเดียวกันว่า การคิดอย่างมีวจารณญาณ ิ ิหมายถึง การคิดที่มีเหตุผลโดยผ่านการพิจารณาไตร่ ตรองอย่างรอบคอบ โดยใช้ความรู ้ ความคิดและประสบการณ์ มีหลักเกณฑ์ มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ เพื่อนําไปสู่ การสรุ ปและตัดสิ นใจที่มีประสิ ทธิ ภาพว่าสิ่ งใดถูกต้อง สิ่ งใดควรเชื่อ สิ่ งใดควรเลือก หรื อสิ่ งใดควรกระทํา ซึ่ งสอดคล้องกับ ปานชีวา นาคสิ ทธิ์ (2543 : 31) ที่ให้ความหมายในทํานองเดียวกันว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณหมายถึง ความสามารถในการคิดพิจารณาไตร่ ตรองอย่างรอบคอบเกี่ยวกับข้อมูล หรื อสถานการณ์ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอด ความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์และประเมินผลในข้อความหรื อเหตุการณ์ที่เป็ นปัญหาหรื อข้อโต้แย้ง โดยอาศัยความรู้ ความคิด
  • 13. และประสบการณ์ของตน เพื่อนําไปสู่ การตัดสิ นใจ และเลือกปฏิบติในสิ่ งที่เหมาะสมด้วยหลักการ ัและเหตุผล ่ จากความหมายดังนี้กล่าว สรุ ปได้วา การคิดอย่างมีวจารณญาณจําเป็ นต้องใช้ ิทักษะต่าง ๆ คือ การคิดวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การโยงความสัมพันธ์ และการประเมินค่าโดยใช้เหตุผลตัดสิ นใจ และแก้ปัญหา โดยยึดหลักการคิดด้วยเหตุผลจากข้อมูลที่เป็ นจริ งมากกว่าอารมณ์ และการคาดเดา พิจารณาความเป็ นไปได้ในแง่มุมต่าง ๆ ว่าอะไรคือความจริ ง อะไรคือความถูกต้อง คิดด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ใช้สติปัญญาและทักษะการคิดไตร่ ตรองอย่างมีวิจารณญาณมากกว่าการใช้อารมณ์ที่ทาให้เกิดความลําเอียง เกิดอคติซ่ ึ งมีผลเสี ยต่อการตัดสิ นใจ ํดังนั้น การคิดอย่างมีวจารณญาณจึงเป็ นความคิดที่เปิ ดกว้างมีเป้ าหมายแน่นอน มีเหตุผล มี ิความถูกต้อง แม่นยําสามารถตรวจสอบความคิด และประเมินความคิดตนเองได้ 2. ทฤษฎีและแนวคิดที่ส่งเสริ มการคิดอย่างมีวจารณญาณิ ปั จจุบนเรื่ องการคิดอย่างมีวจารณญาณและการสอนคิดเป็ นเรื่ องที่สาคัญอย่างยิง ั ิ ํ ่ในการจัดการศึกษาเพื่อให้ได้คุณภาพสู ง ประเทศต่าง ๆ ทัวโลกหันมาศึกษาและเน้นในเรื่ องของ ่การพัฒนาผูเ้ รี ยนให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพในทุก ๆ ด้าน มีนกคิด นักจิตวิทยา และนักวิชาการ ัจากต่างประเทศจํานวนมากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎี หลักการ และแนวคิดในเรื่ องนี้ท่ีสาคัญ ๆ ํดังนี้ เลวิน (Lewin. 1935 : 25) นักทฤษฎีกลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt) เชื่อว่าความคิดของบุคคลเกิดจากการรับรู ้สิ่งเร้า ซึ่ งบุคคลมักรับรู ้ในลักษณะภาพรวมหรื อส่ วนรวมมากกว่าส่ วนย่อย บลูม (Bloom. 1981 : 20) ได้จาแนกการเรี ยนรู้ (Cognition) ออกเป็ น 5 ํขั้นได้แก่ การรู ้ข้ นความรู ้ การรู ้ข้ นเข้าใจ การรู ้ข้ นวิเคราะห์ การรู ้ข้ นสังเคราะห์ การรู ้ข้ นประเมิน ั ั ั ั ั ทอเรนซ์ (Torrence. 2000 : unpaged) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ที่ประกอบไปด้วย ความคล่องแคล่วในการคิด (Fluency) ่ความยืดหยุนในการคิด ความคิดริ เริ่ มในการคิด (Originality) ออซูเบล (Ausubel. 1969 : unpaged) ได้อธิ บายว่า การเรี ยนรู ้อย่างมีความหมาย (Meaningful Verbal Learning) จะเกิดขึ้นได้ หากการเรี ยนรู ้น้ นสามารถเชื่อมโยงกับ ัสิ่ งใดสิ่ งหนึ่งที่มีมาก่อน ดังนั้น การให้กรอบความคิดแก่ผเู ้ รี ยนก่อนการสอนเนื้อหาสาระใด ๆ จะช่วยเป็ นสะพานหรื อโครงสร้างที่ผเู ้ รี ยนสามารถนําเนื้อหา หรื อสิ่ งที่เรี ยนใหม่ไปเชื่อมโยงยึดเกาะได้ทาให้การเรี ยนรู ้เป็ นไปอย่างมีความหมาย ํ
  • 14. เพียเจต์ (Piaget. 1964 : unpaged) ได้อธิ บายพัฒนาการสติปัญญาว่าเป็ นผลเนื่องมาจากการปะทะสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่ งแวดล้อม โดยบุคคลพยายามปรับตัวโดยใช้กระบวนการดูดซึม (Assimilation) และกระบวนการปรับที่เหมาะ (Accommodation) โดยการ ่พยายามปรับความรู ้ ความคิดเดิมกับสิ่ งแวดล้อมใหม่ ซึ่ งทําให้บุคคลอยูในภาวะสมดุลสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่ งแวดล้อมได้ กระบวนการดังกล่าวเป็ นกระบวนการพัฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาของบุคคล บรู เนอร์ (Bruner. 1971 : 33) กล่าวว่า เด็กเริ่ มต้นเรี ยนรู ้จากการกระทําต่อไปจึงสามารถจินตนาการ หรื อสร้างภาพในใจ หรื อในความคิดเกิดขึ้นได้ แล้วจึงดึงขั้นการคิดและเข้าใจในสิ่ งที่เป็ นนามธรรม กานเย่ (Gagne. 1977 : 34) ได้อธิ บายว่าผลการเรี ยนรู ้ของมนุษย์มี 5ประเภทได้แก่ 1. ทักษะทางปัญญา (Intellectual Skills) ซึ่ งประกอบด้วยทักษะย่อย 4ระดับ คือ การจําแนกแยกแยะ การสร้างความคิดรวบยอด การสร้างกฎ การสร้างกระบวนการหรื อกฎขั้นสู ง 2. สมรรถภาพทางภาษา (Verbal information) เป็ นสมรรถภาพที่แสดงออกมาทางภาษาพูด ภาษาเขียน การพิมพ์ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคิดที่ชดเจน เป็ นระบบ ั 3. ทักษะการใช้ยทธศาสตร์การคิดหรื อยุทธศาสตร์ทางปัญญา ุ(Cognitive Strategies) ซึ่ งช่วยให้ผเู ้ รี ยนสามารถเรี ยนรู ้ดวยตนเองอย่างอิสระ เริ่ มจากการใส่ ใจ ้เลือกรับรู้การประมวลข้อมูล การจดจํา การค้นคิด เพื่อนํามาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา และการตีความหมายหรื อการทําความเข้าใจปั ญหา ถือว่าเป็ นยุทธศาสตร์ ท่ีมีความสําคัญมาก 4. ทักษะด้านการเคลื่อนไหว (Motor Skills) เป็ นทักษะในการใช้อวัยวะกล้ามเนื้อให้ทางานอย่างคล่องแคล่วตามที่จิตใจปรารถนา ใช้สาหรับการเคลื่อนไหว การ ํ ํทํางานซึ่ งอาศัยการทํางานร่ วมกันระหว่างระบบประสาท ระบบอวัยวะ และจิตใจ 5. ทัศนะคติ (Attitude) ทัศนคติที่บุคคลมีต่อสิ่ งใดสิ่ งหนึ่งหรื อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งอาจเกิดขึ้นในทางบวกหรื อลบก็ได้ โรเบิร์ต เจ สเติร์นเบิร์ก (Sternberg) ได้เสนอทฤษฎีพฒนาการทาง ัปั ญญาตามแนวสามศร ซึ่ งถือเป็ นกระบวนการคิดที่สาคัญ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหา การ ํสร้างความสําเร็ จในการดํารงชีวต และการดําเนินชีวต สเติร์ตเบิร์ก อธิ บายว่า สติปัญญาของ ิ ิมนุษย์ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่มีการทํางานอยูร่วมกันอยู่ 3 องค์ประกอบย่อย ่(Subtheory) ดังนี้
  • 15. 1. องค์ประกอบด้านปัญญาวิเคราะห์ (Componential Subtheory) เป็ นกระบวนการคิดแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของบุคคล ประกอบด้วยการวิเคราะห์ข่าวสารการปรับความรู ้เป็ นความคิดมุ่งสู่ การแก้ปัญหา การนําความคิดสู่ การปฏิบติ การเข้ารหัสเชื่อมโยง ัเปรี ยบเทียบ การเลือกจัดกลุ่มหาความสอดคล้อง การจัดสาระสรุ ปประเด็นไว้เป็ นระบบ 2. องค์ประกอบด้านประสบการณ์ (Experiential Subtheory) เป็ นวิธีการนําประสบการณ์มาแก้ปัญหาที่แปลกใหม่ ใช้ขอมูลอย่างคล่องแคล่ว สามารถที่จะเผชิญ ้ปั ญหาสถานการณ์ใหม่ ๆ และประมวลความรู ้ขอมูลมาแก้สถานการณ์ได้อย่างคล่องแคล่วและ ้รวดเร็ วองค์ประกอบด้านบริ บทของสังคม (Contextual Subtheory) ได้แก่ปัจจัยภายนอก เป็ นความสามารถทางสติปัญญาที่เกี่ยวข้องกับบริ บททางสังคมและวัฒนธรรมของบุคคล ประกอบด้วยความสามารถในการปรับตัว การเลือกใช้บริ บทของสังคมและการสร้างรู ปแบบวิธีการที่สอดคล้องกับบริ บทเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดความสําเร็ จ สรุ ปเกี่ยวกับทฤษฎี และแนวคิดจากต่างประเทศได้วา เด็กเรี ยนรู ้จากการกระทํา ่ต่อไปจึงสามารถจินตนาการ หรื อสร้างภาพในใจหรื อในความคิดขึ้นได้ แล้วจึงเกิดการคิดและเข้าใจสิ่ งที่เป็ นนามธรรม ความคิดของบุคคลเกิดจากการรับรู ้สิ่งเร้า ซึ่ งบุคคลมักรับรู ้ในลักษณะภาพรวมหรื อส่ วนรวมมากกว่าส่ วนย่อย ซึ่ งมีความเกี่ยวข้องกับความสามารถทางสติปัญญาการเรี ยนรู ้ซ่ ึ งเป็ นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในบุคคล บุคคลเป็ นผูสร้าง ความรู ้จากความสัมพันธ์สิ่งที่ ้พบเห็นและสามารถเชื่อมโยงกับความรู ้ความเข้าใจที่มีอยูเ่ ดิม เกิดเป็ นโครงสร้างทางปั ญญา เกิดการเรี ยนรู ้ซ่ ึ งการศึกษาแบ่งการเรี ยนรู ้ออกเป็ น 5 ขั้น ได้แก่ การรู ้ข้ นความรู ้ การรู ้ข้ นเข้าใจ การรู ้ ั ัขั้นวิเคราะห์ การรู ้ข้ นสังเคราะห์ และการรู ้ข้ นประเมิน ความสามารถทางสมองของมนุษย์ ั ัประกอบด้วยมิติสามมิติคือ มิติดานเนื้อหา มิติดานปฏิบติการ มิติดานผลผลิต การคิดเป็ น ้ ้ ั ้ความสามารถของสมองมีลกษณะการทํางานเหมือนคอมพิวเตอร์ คือ มีขอมูลเข้าไป ผ่านการ ั ้ปฏิบติการแล้วจึงส่ งผลออกมาซึ่ งมีลกษณะคล้ายแนวความคิดของไทย คือ การคิดอย่างมี ั ัวิจารณญาณ เป็ นกระบวนการคิดพิจารณาไตร่ ตรองอย่างรอบคอบ คิดอย่างมีเหตุผล จากข้อมูลหรื อสถานการณ์ โดยอาศัยความรู ้ ประสบการณ์ มีหลักฐานเชื่อถือได้ นําไปสู่ ทางเลือกในการตัดสิ นใจ สามารถสร้างความคิดรวบยอด คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ และประเมินในข้อความหรื อเหตุการณ์ และตัดสิ นเลือกทางเลือกได้ พระธรรมปิ ฎก ได้นาเสนอแนวคิดในการจัดการศึกษาและการสอนตามหลักพุทธ ํธรรมซึ่งครอบคลุมในเรื่ องการพัฒนาปัญญา และการคิดไว้จานวนมาก และได้มีนกการศึกษาไทย ํ ันําแนวคิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้เป็ นรู ปแบบกระบวนการ และเทคนิคในการสอน ทฤษฎีหลักการ
  • 16. และแนวคิด ตามหลักพุทธธรรมที่นามาใช้ในการจัดการศึกษาและการสอนที่พระธรรมปิ ฎกได้ ํเผยแพร่ ท่ีสาคัญ ๆ มีดงนี้ (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ . 2540 : 5) ทฤษฎีพ้ืนฐาน ํ ั 1. ความสุ ขของมนุษย์เกิดจากการรู ้จกดําเนินชีวตให้ถูกต้องทั้งต่อตนเองและผูอื่น ั ิ ้ 2. การรู ้จกดําเนินชีวตอย่างถูกต้อง คือการรู ้จกคิดเป็ น พูดเป็ น และทําเป็ น ั ิ ั 3. การคิดเป็ นหรื อการคิดอย่างถูกต้องเป็ นศูนย์กลางที่บริ หารการดําเนินชีวต ิทั้งหมด หน้าที่ช้ ีนาและควบคุมการกระทํา ได้แสดงในภาพประกอบ 1 ํ (สิ่ งปรุ งแต่ง) สิ่งแวดล้อมหลากหลาย มนุษย์ (อายตนะภายนอกต่างๆ) เลือกรับ การกระทา/พูด การคิด (ชอบ/ไม่ชอบ) ประสาททั้ง ๕ ดู,ฟัง,ดม,ชิม,สัมผัส ป ภาพประกอบ 1 ทฤษฎีพ้ืนฐานตามหลักพุทธรรม จากภาพประกอบ 1 การคิดจะเริ่ มเข้ามามีบทบาทเมื่อมนุษย์ได้รับข้อมูลจากสิ่ งแวดล้อมซึ่ งมีอยูมากมาย การคิดถ้าคิดเป็ นหรื อคิดดีก็จะเกิดการเลือกรับเป็ นหรื อเลือกรับแต่สิ่งที่ ่ดี ๆ เมื่อรับมาแล้วก็จะเกิดการคิดแทรกเข้ามาได้แก่ อารมณ์ชอบ ชัง คติอคติต่าง ๆ มีผลต่อการคิดดี ความเชื่อมโยงกับการกระทําด้วย ถ้าคิดเป็ นโดยรู ้ถึงสิ่ งปรุ งแต่งต่าง ๆ นั้นก็จะสามารถบริ หารการกระทําอย่างเหมาะสมได้ 4. กระบวนการคิดเป็ น เป็ นสิ่ งที่พฒนาได้ ฝึ กฝนได้ โดยกระบวนการที่เรี ยกว่า ัการศึกษาหรื อสิ กขา การพัฒนานั้นเรี ยกว่า การพัฒนาสัมมาทิฐิ ผลที่ได้คือมรรคหรื อการกระทําที่ดีงาม 5. แก่นแท้ของการศึกษา คือการพัฒนาปั ญญาของตนเองได้เกิดมีสัมมาทิฐิ คือความรู ้ ความเข้าใจ ความคิดเห็น ค่านิยมที่ถูกต้องดีงาม เกื้อกูลแก่ชีวตและครอบครัว ิ 6. สัมมาทิฐิ ทําให้เกิดการพูดและการกระทําที่ถูกต้องดีงาม สามารถดับทุกข์และ ่แก้ปัญหาได้ในระยะประมาณ 50 ปี ที่ผานมา ได้มีนกคิดและนักการศึกษาที่ได้ให้ความสนใจใน ัเรื่ องการพัฒนาการคิดมาเรื่ อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิงในระยะหลัง ๆ ได้มีการนําหลักพุทธธรรมมา ่ประยุกต์ใช้ในการสอน และศึกษาวิจยกันมากขึ้น ควบคู่ไปกับการประยุกต์ ทฤษฎี หลักการของ ัต่างประเทศมาใช้ จึงทําให้ประเทศไทยได้รูปแบบการสอน กระบวนการสอนและเทคนิคต่าง ๆเพิ่มขึ้นมาก อาทิ การสอนให้ “คิดเป็ น ทําเป็ น และแก้ปัญหาเป็ น” โดย โกวิท วรพิพฒน์ การ ัสอนโดยสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิ การ โดยสุ มน อมรวิวฒน์ การสอนความคิด โดยโกวิท ั
  • 17. ประวาลพฤกษ์ และการสอนทักษะกระบวนการ โดยกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ และกระบวนการคิดเป็ นเพื่อการดํารงชีวตในสังคมไทย โดย หน่วยศึกษานิเทศก์กรมสามัญศึกษา ิกระทรวงศึกษาธิการ เป็ นต้น 3. องค์ประกอบของการคิดอย่างมีวจารณญาณ ิ ศิริกาญจน์ โกสุ ม และคนอื่น ๆ (2528 : 59 – 60) ซึ่ งได้กล่าวว่า การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็ นกระบวนการที่ผคิดต้องคิดกว้าง คิดลึก คิดถูกทาง คิดชัดเจน คิดถูกต้องอย่างมี ู้ ัเหตุผล มีความสัมพันธ์กบการแก้ปัญหา โดยการคิดอย่างมีวจารณญาณเป็ นทักษะสําคัญของการ ิแก้ปัญหา และการแก้ปัญหาส่ วนใหญ่ตองใช้การคิดอย่างมีวจารณญาณ การคิดอย่างมีวจารณญาณ ้ ิ ิเป็ นการคิดอย่างมีเหตุผล โดยมีองค์ประกอบ 7 ประการ คือ 1. จุดหมายคือ เป้ าหมายหรื อวัตถุประสงค์ทางการคิด คือคิดเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาหรื อคิดเพื่อหาความรู ้ 2. ประเด็นคําถามคือ ปัญหาหรื อคําถามที่ตองการเรี ยนรู้คือ ผูคิด ้ ้สามารถระบุคาถามของปั ญหาต่าง ๆ รวมทั้งระบุปัญหาสําคัญที่ตองการแก้ไข หรื อคําถามสําคัญที่ ํ ้ต้องการรู้ 3. สารสนเทศคือ ข้อมูลความรู ้ต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการคิด ข้อมูลที่ ่ได้มาควรมีความกว้างลึก ชัดเจน ยืดหยุนได้และมีความถูกต้อง 4. ข้อมูลเชิงประจักษ์คือ ข้อมูลที่ได้มานั้นต้องเชื่อถือได้มีความชัดเจนถูกต้องและมีความเพียงพอต่อการใช้ เป็ นพื้นฐานของการคิดอย่างมีเหตุผล 5. แนวคิดอย่างมีเหตุผลคือ แนวคิดทั้งหลายที่มีอาจรวมถึง กฎ ทฤษฎีหลักการ ซึ่ งมีความจําเป็ นสําหรับการคิดอย่างมีเหตุผล แนวคิดที่ได้มาเกี่ยวข้องกับปั ญหา คําถามที่ตองการหาคําตอบ เป็ นแนวคิดที่ถูกต้อง ้ 6. ข้อสันนิษฐาน เป็ นองค์ประกอบสําคัญของทักษะการคิดอย่างมีเหตุผลเพราะผูคิดต้องมีความสามารถในการตั้งข้อสันนิษฐานให้มีความชัดเจน สามารถตัดสิ นได้ ้เพื่อประโยชน์ในการหาข้อมูลมาใช้ในการคิดอย่างมีเหตุผล 7. การนําไปใช้และผลที่ตามมา เป็ นองค์ประกอบสําคัญของการคิดอย่างมีเหตุผลซึ่งผูคิดต้องคํานึงถึงผลกระทบ คือ ต้องมีความสามารถคิดไกล คือมองถึงผลที่ตามมารวม ้กับการนําไปใช้ได้เพียงใดหรื อไม่ 4. กระบวนการคิดอย่างมีวจารณญาณ ิ อนงค์ รุ่ งแจ้ง (2541 : 13 – 30) ได้กล่าวถึงกระบวนการคิดอย่างมีวจารณญาณิประกอบด้วย
  • 18. 1. จุดมุ่งหมายของการคิด ผูคิดอย่างมีวจารณญาณมีความสามารถดังนี้ ้ ิ 1.1 สามารถกําหนดเป้ าหมายในการคิดอย่างถูกทาง 1.2 สามารถระบุประเด็นในการคิดได้อย่างชัดเจน 1.3 สามารถประมวลข้อมูลทั้งทางด้านข้อเท็จจริ งและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่คิดทั้งทางกว้าง ลึก และไกล 1.4 สามารถวิเคราะห์ขอมูลและเลือกข้อมูลที่จะใช้ในการคิดได้ ้ 1.5 สามารถประเมินข้อมูลได้ 1.6 สามารถใช้หลักเหตุผลในการพิจารณาข้อมูล และเสนอคําตอบ/ทางเลือกที่สมเหตุสมผลได้ สามารถเลือกทางเลือก/ลงความเห็นในประเด็นที่คิดได้ 2. วิธีคิด 2.1 ตั้งเป้ าหมายในการคิด 2.2 ระบุประเด็นในการคิด 2.3 ประมวลข้อมูล ทั้งทางด้านข้อเท็จจริ ง ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่คิดทางกว้าง ลึก และไกล 2.4 วิเคราะห์ จําแนกแยกแยะข้อมูล จัดหมวดหมู่ขอมูล และ ้เลือกข้อมูลที่จานํามาใช้ ํ 2.5 ประเมินข้อมูลที่จะใช้ในแง่ความถูกต้อง ความเพียงพอและความเชื่อถือ 2.6 ใช้หลักฐานในการพิจารณาข้อมูลเพื่อแสวงหาทางเลือก/คําตอบที่สมเหตุสมผลตามข้อมูลที่มี 2.7 เลือกทางเลือกที่เหมาะสมโดยพิจารณาถึงผลที่ตามมา และคุณค่าหรื อความหมายที่แท้จริ งของสิ่ งนั้น 2.8 ชังนํ้าหนักผลได้ผลเสี ย คุณ – โทษ ในระยะสั้นและระยะ ่ยาว 2.9 ไตร่ ตรองทบทวนกลับไปกลับมาให้รอบคอบ 2.10 ประเมินทางเลือกและลงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่คิด 5. ลักษณะของผูที่มีการคิดอย่างมีวจารณญาณ ้ ิ ความสามารถในการคิดอย่างมีวจารณญาณ เป็ นความสามารถทางสมอง ิของมนุษย์ที่แสดงออกมา โดยใช้กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล ไตร่ ตรองอย่างรอบคอบ เพื่อนําไปใช้ในการตัดสิ นความเชื่อหรื อการกระทําสิ่ งต่าง ๆ ที่มีนกการศึกษาหลายท่าน เช่น เวด ั
  • 19. (Wade) เบเยอร์ (Beyer) เฟอร์เรท (Ferrett) ได้กล่าวถึงลักษณะของผูที่คิดอย่างมีวจารณญาณ ได้ ้ ิหลากหลาย ตาราง 1 ลักษณะของผู้ทมีการคิดอย่ างมีวจารณญาณ ี่ ิ ลักษณะของผูที่มีการคิดอย่างมีวจารณญาณ ้ ิ เวด เบเยอร์ เฟอร์เรท 1. คิดตั้งคําถาม2. ทําให้คาถามมีความชัดเจน ํ3. ตรวจสอบหาข้อมูล4. วิเคราะห์ขอสันนิษฐานและ ้ความลําเอียงที่อาจมีข้ ึน5. หลีกเลี่ยงที่จะใช้อารมณ์มาเป็ นตัวตัดสิ น6. หลีกเลี่ยงการคิดแบบตื้นๆง่ายๆ เกินไป7. พิจารณาถึงการตีความที่อาจเป็ นไปได้หลายทาง8. ยอมรับว่า อาจมีภาวะกํากวมไม่ตรงไปตรงมาเกิดขึ้นได้9. ตระหนักรู ้เกี่ยวกับความคิดของตน รู ้ตวว่าคิดอะไรอยู่ ั
  • 20. บุคคลที่มีความสามารถในการคิดอย่างมีวจารณญาณตามแนวคิดของเอนนิส ิ (สุวิทย์ มูลคํา. 2550 : 19 – 21 ; อ้างอิงมาจาก Ennis. 1985 : unpaged) ประกอบด้วย 12 ทักษะดังต่อไปนี้ 1. สามารถกําหนดหรื อระบุประเด็นคําถามหรื อปั ญหา 2. สามารถคิดวิเคราะห์โต้แย้ง 3. สามารถถามด้วยคําถามที่ทาทาย และตอบคําถามได้อย่างชัดเจน ้ 4. สามารถพิจารณาความเชื่อถือของแหล่งข้อมูล 5. สามารถสังเกต และตัดสิ นผลข้อมูลที่ได้จากการสังเกตด้วยตนเอง 6. สามารถนิรนัย และตัดสิ นผลการนิรนัย 7. สามารถอุปนัย และตัดสิ นผลการอุปนัย 8. สามารถตัดสิ นคุณค่า โดยพิจารณาทางเลือก ชังนํ้าหนักระหว่างผลดี ่และผลเสี ยก่อนตัดสิ นใจได้ 9. สามารถให้ความหมาย และตัดสิ นความหมายของคําต่าง ๆ ได้ 10. สามารถระบุขอสันนิษฐานได้ ้ 11. สามารถตัดสิ นใจเพื่อนําไปปฏิบติได้ ั ั ้ 12. การปฏิสัมพันธ์กบผูอื่น วัตสัน และเกลเซอร์ (สุ วทย์ มูลคํา. 2550 : 19 – 21 อ้างอิงมาจาก Watson and ิGlaser. 1964 : 10 – 15) กล่าวว่าบุคคลที่มีการคิดอย่างมีวจารณญาณ ต้องมีลกษณะการแสดงออก ิ ัดังนี้
  • 21. ํ 1. จําแนกระดับความน่าจะเป็ นของข้อมูลที่คาดคะเนจากสถานการณ์ท่ีกาหนดให้ได้ ่ 2. จําแนกได้วาข้อความใดเป็ นข้อความตกลงเบื้องต้นที่ตองยอมรับก่อนมีการ ้โต้แย้งหรื ออธิบายข้อความอื่น ่ 3. จําแนกได้วาข้อสรุ ปใดเป็ นผลจากความสัมพันธ์ของสถานการณ์ท่ีกาหนดให้ ํ ่ 4. จําแนกได้วาการอ้างเหตุผลใดหนักแน่นน่าเชื่อถือ หรื อไม่หนักแน่น เมื่อพิจารณาตามความสําคัญและความเกี่ยวข้องกับประเด็นปั ญหา ฮัดจินส์ (Hudgins. 1977 : 173 – 206) ได้อธิ บายลักษณะของผูที่มีการคิดอย่างมี ้วิจารณญาณไว้ดงนี้ ั 1. เป็ นบุคคลที่มีความเข้าใจถึงองค์ประกอบสําคัญของข้อโต้แย้ง อธิ บายว่าความคิดวิจารณญาณจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่ตระหนักหรื อเข้าใจในสิ่ งที่เป็ นข้อโต้แย้ง ดังนั้นจึงต้องมีข้อสังเขปและข้อมูลเพียงพอในการพิจารณาความน่าจะเป็ นจริ งของข้อโต้แย้ง หรื อทํานายผลที่น่าจะเกิดขึ้น 2. สามารถแสวงหาหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้ง หรื อข้อสรุ ปได้ลกษณะนี้มีัความสําคัญมากต่อการตัดสิ นใจเรื่ องราวให้ถูกต้อง มีเหตุผล ซึ่ งสามารถตรวจสอบหลักฐานตามวิธีการต่อไปนี้ 2.1 พิจารณาจากข้อเท็จจริ ง จากข้อมูลที่สังเกตได้หรื อข้อมูลอื่น ๆ 2.2 พิจารณาถึงความคลาดเคลื่อนของหลักฐานที่จะนํามาประกอบการลงสรุ ป เช่น ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอาจจะเชื่อถือไม่ได้ รายงานที่ขาดหลักฐานไม่น่าเชื่อถือ 3. เป็ นบุคคลที่สามารถชังนํ้าหนัก หรื อประเมินหลักฐานที่นามาใช้ก่อนจะมีการ ่ ํสรุ ป พึงหลีกเลี่ยงการสรุ ปจนกว่าจะมีหลักฐานเพียงพอ เพื่อนําไปสู่ การตัดสิ นใจที่มีเหตุผล 4. เป็ นบุคคลที่สนใจบันทึก และเอาใจใส่ ต่อสิ่ งที่ไม่ได้กล่าวในข้อโต้แย้งหรื อข้อสรุ ปเพื่อใช้ตรวจสอบข้อตกลงและตีความสิ่ งที่ยงคลุมเครื อ หรื อการสรุ ปลักษณะต่าง ๆ ซึ่ ง ัอาจจะไม่ได้กล่าวชัดเจนในข้อตกลงเบื้องต้น นีดเลอร์ (Kneedler) ทิศนา แขมมณี และคณะ (2544 : 150 – 151) ได้กล่าวถึงความสามารถในการคิดอย่างมีวจารณญาณ ไว้ในทํานองเดียวกันว่าความสามารถในการคิดอย่างมี ิวิจารณญาณประกอบด้วยความสามารถต่าง ๆ 5 ด้าน ดังนี้ 1. ความสามารถในการนิยามปัญหา ประกอบด้วย 1.1 การตระหนักถึงความเป็ นไปของปั ญหา ได้แก่ การล่วงรู ้ถึงเงื่อนไข ัต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์กนในสภาพการณ์ การรู ้ถึงความขัดแย้งและเรื่ องราวที่สาคัญใน ํ
  • 22. สภาพการณ์การระบุจุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไปของชุดเหตุการณ์ การรู ้ถึงความขัดแย้งและเรื่ องราวที่สําคัญในสภาพการณ์การระบุจุดเชื่อมต่อที่ขาดหายไปของชุดเหตุการณ์หรื อความคิดและการรู ้ถึงสภาพปั ญหาที่ยงไม่มีคาตอบ ั ํ 1.2 การนิยามปั ญหา ได้แก่ การระบุถึงธรรมชาติของปั ญหา ความเข้าใจถึงสิ่ งที่เกี่ยวข้องและจําเป็ นในการแก้ปัญหา นิยามองค์ประกอบของปั ญหาที่มีความซับซ้อนออกเป็ นส่ วนประกอบที่สามารถจัดกระทําได้ ระบุองค์ประกอบที่สาคัญของปั ญหา จัด ํองค์ประกอบของปั ญหาให้เป็ นลําดับขั้นตอน 2. ความสามารถในเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการหาคําตอบของปั ญหา คือ การตัดสิ นใจว่าข้อมูลใดมีความจําเป็ นต่อการแก้ปัญหา การจําแนกแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้กบ ัแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือไม่ได้ ตลอดจนการจัดระบบระเบียบของข้อมูล 3. ความสามารถในการระบุขอตกลงเบื้องต้น ประกอบด้วย การระบุขอตกลง ้ ้เบื้องต้นที่ผอางเหตุผลไม่ได้กล่าวไว้ การระบุขอตกลงเบื้องต้น การกําหนดสมมติฐานที่เกี่ยวข้อง ู้ ้ ้กับข้อมูลที่ยงไม่ทราบและเป็ นข้อมูลที่จาเป็ น ั ํ 5. ความสามารถในการสรุ ปอย่างสมเหตุสมผล โดยอาศัยข้อตกลงเบื้องต้นสมมติฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การระบุความสัมพันธ์ระหว่างคําประพจน์ การระบุถึงเงื่อนไขที่จาเป็ นและเงื่อนไขที่เพียงพอ การระบุความสัมพันธ์เชิงเหตุผล การระบุและกําหนดข้อสรุ ป ํ 5.1 การลงสรุ ปอย่างสมเหตุสมผล โดยอาศัยข้อตกลงเบื้องต้นสมมติฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การระบุความสัมพันธ์ระหว่างคําประพจน์ การระบุถึงเงื่อนไขที่จาเป็ นและเงื่อนไขที่เพียงพอ การระบุความสัมพันธ์เชิงเหตุผล การระบุและกําหนดข้อสรุ ป ํ 5.2 การพิจารณาตัดสิ นความสมเหตุสมผลของกระบวนการที่นาไปสู่ ํข้อสรุ ปได้แก่ การจําแนกการสรุ ปที่สมเหตุสมผลจากการสรุ ปที่อาศัยค่านิยม ความพึงพอใจและความลําเอียง การจําแนกระหว่างการคิดหาเหตุผลจากการสรุ ปที่อาศัยค่านิยม ความพึงพอใจและความลําเอียง การจําแนกระหว่างการคิดหาเหตุผลที่มีขอสรุ ปได้แน่นอนกับการคิดหาเหตุผลที่ไม่ ้สามารถหาข้อสรุ ปที่เป็ นข้อยุติได้ 5.3 การประเมินข้อสรุ ปโดยอาศัยเกณฑ์การประยุกต์ใช้ ได้แก่ การระบุถึงเงื่อนไขที่จาเป็ นต่อการพิสูจน์ขอสรุ ป การรู ้ถึงเงื่อนไขที่ทาให้ขอสรุ ปไม่สามารถนําไปปฏิบติได้ ํ ้ ํ ้ ัและการตัดสิ นความเพียงพอของข้อสรุ ปในลักษณะที่เป็ นคําตอบของปัญหา จากลักษณะของผูที่คิดอย่างมีวจารณญาณที่นกการศึกษาต่าง ๆ ได้กล่าวไว้ ้ ิ ั ่ ้สามารถสรุ ปได้วา ผูท่ีคิดอย่างมีวจารณญาณจะต้องมีคุณลักษณะที่สาคัญคือ การคิดตั้งคําถามที่ ิ ํชัดเจนมีความสนใจใฝ่ รู้ และต้องคิดหาคําตอบที่ถูกต้อง โดยเสาะแสวงหาข้อมูล รวบรวม
  • 23. ข้อเท็จจริ งตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ขอสันนิษฐานความเป็ นไปได้หลาย ๆ ทาง ตัดสิ นหาข้อสรุ ป ้บนพื้นฐานของเหตุผลและข้อเท็จจริ งเพื่อใช้ในการตัดสิ นใจ ไม่ใช้อคติหรื ออารมณ์ในการตัดสิ นยอมรับฟังความคิดของผูอื่นและเปลี่ยนความคิดเห็นและจุดยืนได้ หากได้รับข้อมูลใหม่เพิ่มขึ้น ้หรื อเมื่อมีเหตุผลที่ดีกว่า 6. การพัฒนาการคิดอย่างมีวจารณญาณิ การคิดอย่างมีวจารณญาณเป็ นสิ่ งที่สามารถพัฒนาได้ หากได้รับการจัด ิสภาพการณ์และกระบวนการที่เหมาะสม เนื่องจากการคิดอย่างมีวจารณญาณเป็ นการทํางานของ ิสมอง ใช้โครงสร้างทางปัญญา (Cognitive Structure) และกิจกรรมทางสมอง (Activities ofthe Mind) เป็ นกลไกทางปั ญญาของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาและการตัดสิ นใจ ซึ่ งสามารถพัฒนาได้ดวยการจัดเนื้อหา และกลไกที่เหมาะสม การคิดที่ดีสามารถนําไปสู่ ผลสําเร็ จใน ้การเรี ยนรู ้ขณะเดียวกันการเรี ยนรู ้ที่ดีก็ช่วยพัฒนาการคิดโดยเฉพาะการคิดอย่างมีวจารณญาณ ิ ประพันธ์ศิริ สุ เสารัจ (2541 : 12) กล่าวว่า เคอร์ ฟิสส์ (Kirfiss) ได้กล่าวถึงการพัฒนาการคิดอย่างมีวจารณญาณ โดยทัวไปจะเน้นที่กิจกรรมและการปฏิบติ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจ ิ ่ ัถึงสภาพการณ์ท่ีมีความหมายต่อตนเอง ขณะเดียวกันเด็กจะแสวงหาสภาพการณ์ คําถามหรื อปั ญหาที่จะนําไปสู่ ขอสรุ ปที่มีเหตุผล ช่วยให้ตดสิ นใจได้ ส่ วนบรู เนอร์ (Bruner) ให้ทศนะที่ ้ ั ัสอดคล้องเช่นเดียวกันว่า เด็กจะเกิดการคิดได้ตองเริ่ มต้นจากการได้ลงมือทําเสี ยก่อน การกระทํานี้ ้ทําให้เด็กค่อย ๆ เกิดความคิด สร้างจินตนาการและเข้าใจสิ่ งที่เป็ นนามธรรมในภายหลัง ซึ่ งจะส่ งผลให้เด็กสามารถเข้าใจในเรื่ องสัญลักษณ์ได้ต่อไป ทิศนา แขมมณี และคณะ (2540 : 1) กล่าวถึงแนวของจอยซ์ (Joyce) ไว้วา เด็ก่ ัจะเกิดการคิดได้เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กบข้อมูลรอบ ๆ ตัว โดยจะเริ่ มจากการคิดรวบรวมข้อมูลได้แก่การเปรี ยบเทียบแยกแยะข้อมูล เพื่อสร้างมโนทัศน์หลาย ๆ มโนทัศน์ แล้วเชื่อมความสัมพันธ์ของมโนทัศน์ต่าง ๆ เหล่านี้มาสรุ ปและใช้ขอสรุ ปที่ได้ไปอธิ บายและทํานายเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ ้เกี่ยวข้องจะเห็นได้วาการคิดอย่างมีวจารณญาณ สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้จาก กิจกรรมการเรี ยน ่ ิการสอนที่เหมาะสม ซึ่ งครู จาเป็ นต้องหาวิธีการเหมาะสมเพื่อช่วยให้เด็กพัฒนาการการคิดให้ ํเกิดขึ้น ทั้งนี้ปัญหาหรื อสถานการณ์ที่ใช้การฝึ กควรจะท้าทายความสนใจของเด็ก และมีความเกี่ยวพันกับชีวตประจําวันของเด็ก นอกจากนั้นก็ควรจะอยูในระดับความสามารถของเด็กที่จะ ิ ่แสวงหาคําตอบได้อย่างไม่ยากจนเกินไป ขณะเดียวกันเด็กควรจะได้ฝึกคิดจากสถานการณ์ หรื อปั ญหาที่ง่ายและค่อย ๆ นําไปสู่ ระดับที่ยากขึ้น รวมทั้งครู ควรทําหน้าที่เป็ นผูสร้างบรรยากาศให้ ้เด็กเกิดความกระตือรื อร้น อยากรู ้ อยากสื บเสาะ และค้นหาคําตอบจนเป็ นที่น่าพอใจ และพัฒนาให้เด็กคิดอย่างมีวจารณญาณ ในการสร้างสถานการณ์หรื อปั ญหาจะต้องเป็ นปั ญหาที่ไม่มีคาตอบที่ ิ ํ
  • 24. ถูกต้อง ซึ่ งจะช่วยให้เด็กสามารถตัดสิ นใจเลือกได้โดยอาศัยหลักฐาน การอ้างอิง การนิรนัย การแปลความ และการประมาณค่าตามความคิดของตนได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะการคิดไม่สามารถวัดโดยตรงได้ การประเมินค่าว่ามีการคิดเกิดขึ้นก็โดยต้องสังเกตการณ์ตอบสนองของเด็กว่ามีการคิดเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการกระตุนด้วยข้อมูลที่เป็ นคําถาม ซึ่ งลักษณะการถามจะมีลาดับความยากง่ายโดย ้ ํเริ่ มตั้งแต่ระดับความรู ้ ความจํา จนกระทังถึงการประมาณค่า นอกจากกระตุนด้วยให้คิดด้วยการ ่ ้ใช้คาถามแล้ว การให้สภาพการที่ไม่คุนเคยก็เป็ นวิธีหนึ่งที่จะทําให้เกิดการคิดขึ้นได้ เพราะใน ํ ้สถานการณ์ดงกล่าวเด็กต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูล หรื อนําข้อมูลประสบการณ์ท่ีเคยได้รับมาแล้วมา ัใช้ในการประเมินสถานการณ์ เพื่อนําไปสู่ การเข้าใจในสถานการณ์น้ น ๆ ขณะเดียวกันการแก้ไข ัปั ญหาหรื อสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวตประจําวันของเด็กเป็ นกระบวนการที่แสดงให้เห็นถึงการเกิด ิกระบวนการคิดในเด็ก ดังนั้นการที่จะทําให้เด็กเกิดการคิดอย่างมีจุดมุ่งหมาย หรื อมีระบบนั้นเด็ก ่ ํจะต้องอยูในสิ่ งแวดล้อมหรื อได้รับการกระตุนที่มีเป้ าหมายตามที่ได้กาหนดไว้อย่างต่อเนื่องจากที่ ้นักการศึกษาและนักจิตวิทยาการศึกษาหลายท่าน อาทิ โบโน (Bono) เนฟฟลแคมป์ (Knefelkamp) และเดอร์กส์ (Dirkes) มีความเห็นสอดคล้องกันว่าการปลูกฝังหรื อพัฒนาการคิดอย่างมีวจารณญาณนั้น ควรที่จะเริ่ มทําตั้งแต่กาวแรกที่เด็กย่างเข้าสู่ ิ ้ ่โรงเรี ยน เพราะว่าเด็กมีธรรมชาติของการอยากรู ้ อยากเห็นสู งอยูแล้ว ถ้าเด็กได้รับการส่ งเสริ มตั้งแต่เริ่ มต้นก็จะเป็ นการช่วยพัฒนาศักยภาพทางการคิดที่เด็กมีอยูภายในตนให้กาวขึ้นสู่ ขีดสู งสุ ด ่ ้(พรเพ็ญ ศรี วรัตน์ . 2546 : 21 ; อ้างอิงมาจาก เชิงศักดิ์ โมวาสิ นธุ์ . 2533 : 27) ซึ่ งเด็กนั้นจะมี ิความกระตือรื อร้นอยากรู ้ อยากเห็น อยากช่างชัก ช่างถาม ฉะนั้นสนทนากับเด็กในทุกโอกาสที่อยูใกล้ชิดเด็ก และเมื่อเด็กซักถามเกี่ยวกับสิ่ งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก พูดทบทวนความจํา ความเข้าใจ ่หรื อทางด้านการคิด ผูใหญ่ไม่ควรดุหรื อแสดงความไม่พอใจ เพราะเป็ นการสกัดกั้นการคิดของ ้เด็กนอกจากการคิดจะชะงักหรื อไม่พฒนาแล้ว ความสามารถในการคิดอาจลดลง ถ้าถูกริ ดรอน ัความคิดบ่อยครั้งเด็กจะไม่กล้าซักถามอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม ผูใหญ่ควรตอบคําถามของเด็ก ้ด้วยความเต็มใจ และแสดงความกระตือรื อร้นในการให้คาตอบแก่เด็ก เด็กบางคนอาจถามเพื่อ ํเรี ยกร้องความสนใจ ผูใหญ่ควรเข้าใจธรรมชาติของเด็ก และถามให้เด็กให้เด็กหาคําตอบเองบ้าง ้เพื่อให้เด็กได้แสดงออก และเป็ นการฝึ กให้เด็กคิดหาคําตอบด้วยตนเอง อีกทั้งธรรมชาติของเด็กจะ ่ชอบสังเกต และสํารวจสิ่ งต่าง ๆ ให้อยูในสิ่ งแวดล้อมรอบตัวเด็ก การจัดอุปกรณ์หรื อสิ่ งเร้าให้เด็กได้พฒนาการสังเกต โดยใช้ประสาทสัมผัสทุกด้าน เช่น สังเกตสิ่ งที่เห็นได้โดยเด่นชัด ัเปรี ยบเทียบหาความแตกต่างของสิ่ งของ หรื อให้หารายละเอียดบางอย่างในภาพ เป็ นการฝึ กให้เด็กเป็ นเป็ นคนช่างสังเกตมากยิงขึ้น นอกจากนี้ยงเป็ นการฝึ กให้เด็กช่างซักถาม เป็ นการฝึ กการคิด ่ ั ัให้กบเด็กอีกด้วยการตั้งคําถามหรื อการชี้แนะโดยผูใหญ่จะช่วยให้เด็กเกิดความสนใจใฝ่ รู ้และหา ้
  • 25. ความจริ งจากการสังเกตรวมทั้งการเปิ ดโอกาสให้เด็กเสนอความคิดเห็น จะช่วยให้เด็กได้แสดงออกมีความเชื่อมันในตนเองและจะช่วยให้เด็กเรี ยนรู ้การยอมรับฟังเหตุผลของผูอื่น และแสดงเหตุผล ่ ้ ่เพื่อหาข้อยุติจากที่กล่าวมาสรุ ปได้วา การพัฒนาการคิดอย่างมีวจารณญาณนั้น สามารถพัฒนาได้ ิกับเด็กทุกวัยและทุกระดับการศึกษา โดยการจัดสภาพแวดล้อม ประสอบการณ์ กิจกรรมตลอดจนกระบวนการและกิจกรรมที่เหมาะสม จะสอดคล้องกับธรรมชาติการเรี ยนรู ้และสิ่ งแวดล้อมที่เด็กประสบในชีวตประจําวันทักษะสําคัญที่ใช้ในการคิดอย่างมีวจารณญาณ จะต้องใช้ ิ ิทักษะสําคัญ 3 ประการคือ 1) ทักษะการคิดวิเคราะห์ 2) ทักษะการหาเหตุผลที่ถูกต้อง 3) ทักษะ ่สื บค้นความจริ ง ทักษะทั้ง 3 ประการ ช่วยให้เรารู ้วาอะไรคือความจริ ง และรู ้ดวยว่าสิ่ งที่คนอื่น ้บอกเป็ นความจริ งหรื อไม่ การใช้การคิดอย่างมีวจารณญาณจึงควรฝึ กฝนทําอยูเ่ ป็ นประจํา เพื่อ ิประเมินข้อมูล ข้อมูลข่าวสารทั้งหลายในชีวตประจําวัน เพื่อใช้ในการอภิปรายถกเถียงปั ญหา ิหรื อใช้ในการตัดสิ นใจอย่างมีหลักการและเหตุผล ส่ วนทักษะตัว ที่เป็ นการสนับการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้แก่ จําความสามารถที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความสามารถในการตัดสิ นใจความสามารถที่จะจับประเด็นสําคัญขณะมีการถกเถียงอภิปรายกัน ความสามารถที่จะใช้เทคนิคการพูดจูงใจผูอื่นให้คล้อยตามเมื่อเกิดความขัดแย้งกันขึ้น ความสามารถที่จะหาความจริ งในการ ้ถกเถียง ความสามารถในการใช้เหตุผลตามหลักตรรกวิทยา ความสามารถในการเข้าใจเรื่ องความเป็ นไปได้ ความสามารถที่จะชี้ให้เห็นถึงอคติที่เกิดขึ้น ความสามารถในการสร้างหรื อคิดสิ่ งใหม่ ๆ เจนีน ฮอท (ศันสนีย ์ ฉัตรคุปต์ และคณะ. 2544 : 41 ; อ้างอิงมาจาก nanubeGit. 1998 : unpaged) กล่าวว่าทักษะการคิดมีผลต่อความสําเร็ จในการเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยนแต่ละคนผูท่ี้สําเร็ จการศึกษาควรมีความสามารถ หรื อมีทกษะสําคัญที่เกี่ยวข้องกับการใช้การคิดอย่างมี ัวิจารณญาณที่จะทําให้เกิดความสําเร็ จใน การเรี ยนรู ้ คือ 1. ความสามารถที่จะประเมินและตัดสิ นข้อมูลข้ออ้างหรื อข้อถกเถียงจําเป็ นจะต้องใช้การวิเคราะห์ ข้อสันนิษฐาน และสรุ ปหาเหตุผลว่าข้อมูลหรื อข้อถกเถียงนั้นมีหลักฐานถูกต้องเพียงพอที่จะเชื่อถือหรื อรับฟังได้หรื อไม่ อย่างไร ดังนั้นลักษณะที่จาเป็ นต้องมีในกรณี น้ ีคือ ํความสามารถที่จะใช้การคิดอย่างมีวจารณญาณ เนื่องจาก ิ 1.1 การประเมินหาข้อยุติของการถกเถียง การแก้ปัญหา การตัดสิ นใจการประเมินความน่าเชื่อถือของสมมติฐาน เป็ นทักษะหนึ่งของการใช้การคิดอย่างมีวจารณญาณ ิ 1.2 การแก้ปัญหาในเหตุการณ์บางอย่างอาจจําเป็ นต้องใช้การคิดอย่างมีวิจารณญาณและใช้ทกษะอื่นหลาย ๆ แบบรวมกัน ั
  • 26. 2. ความสามารถรวบรวม วิเคราะห์ และจัดระเบียบข้อมูล จําเป็ นต้องได้ขอมูล ้มาจากหลาย ๆ ทางด้วยกัน ทักษะนี้แบ่งออกเป็ น 3 ส่ วนคือ 2.1 การรวบรวมข้อมูล เป็ นทักษะของการใช้ความรู้โดยตรง 2.2 การวิเคราะห์ขอมูล เป็ นแก่นของการคิดอย่างมีวจารณญาณโดย ้ ิผูเ้ รี ยนต้องแยกให้ออกว่าข้อมูลใดจําเป็ นและมีความน่าเชื่อถือ 2.3 การจัดระเบียบข้อมูล ใช้หลักการเปรี ยบเทียบความเหมือนหรื อความต่างการจัดหมวดหมู่ การจัดลําดับ 3. ความสามารถที่จะประเมินและตรวจสอบความคิดของตนเองระหว่างที่จะแก้ปัญหาและตัดสิ นปั ญหาอย่างมีข้ นตอน เพื่อคิดวิเคราะห์ขอมูลว่ามีอะไรบ้างที่เรารู ้และไม่รู้ ั ้เกี่ยวกับปั ญหานั้น มีวธีการแก้ปัญหาอย่างไร ประสบความสําเร็ จหรื อไม่อย่างไร และขั้นตอน ิต่อไปควรทําอย่างไรและยังสามารถควบคุมความคิดของตนได้อีกด้วยจําเป็ นต้องฝึ กฝนให้รู้ตวอยู่ ัตลอดเวลาว่ากําลังทําอะไร คิดอะไรอยู่ จากนั้นจึงจะสามารถสร้างความคิดของตนเองได้ 4. ความสามารถสร้างสรรค์ยทธวิธีใหม่ ๆ หรื อสิ่ งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ได้ตามที่ ุต้องการเป็ นทักษะที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และการใช้การคิดอย่างมีวจารณญาณ ซึ่ งแตกต่าง ิจากการดําเนินแก้ปัญหาธรรมดา โดยจะเกี่ยวข้องกับการคิดอย่างมีวจารณญาณในช่วงแรกที่ตองใช้ ิ ้เป็ นพื้นฐาน คือประเมินสมมติฐานว่า สถานการณ์น้ นมีความต้องการสิ่ งประดิษฐ์ใหม่มากน้อย ัเพียงใดหากสรุ ปว่ามีความต้องการจริ ง ก็จะเริ่ มในช่วงต่อไป คือคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ก็ตองใช้การ ้คิดอย่างมีวจารณญาณ สามารถใช้ยทธวิธี ิ ุ สรุ ปได้วาการคิดอย่างมีวจารณญาณ มีส่วนสัมพันธ์กบการใช้ทกษะสําคัญที่ ่ ิ ั ัเกี่ยวข้องกับการคิดของสมองหลาย ๆ รู ปแบบมาผสมผสานเข้าด้วยกัน และเป็ นทักษะการคิดที่สําคัญที่ช่วยให้เกิดผลสําเร็ จในการเรี ยนรู ้ 7. การวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวจารณญาณ ิ การวัดความสามารถการคิดอย่างมีวจารณญาณ เป็ นการวัดความสามารถของสมอ ิของนักจิตวิทยากลุ่มจิตมิติที่วา ความสามารถทางสมองของมนุษย์มีลกษณะเป็ นองค์ประกอบและ ่ ัมีในระดับที่แตกต่างกันที่ในแต่ละคน ซึ่ งสามารถวัดได้โดยการใช้แบบทดสอบมาตรฐาน และแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้ในการวัดความสามารถการคิดอย่างมีวจารณญาณที่ใช้อยูในปั จจุบน ิ ่ ัเช่น แบบทดสอบมาตรฐานที่ วัตสัน และเกลเซอร์ (ปานชีวา นาคสิ ทธิ์ . 2543 : 35 – 36 ; อ้างอิงมาจาก Watson and Glaser. 1964 : unpaged) ได้สร้างเพื่อวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้เวลาศึกษาเอง และใช้หลักการและเหตุผล สรุ ปจากรายการการคิดอย่างมีวิจารณญาณของเดรสเซล โดยมีแนวคิดว่า การวัดการคิดอย่างมีวจารณญาณต้องวัดจาก ิ
  • 27. ความสามารถทั้งหลายที่ประกอบกันเป็ นการคิดอย่างมีวจารณญาณโดยที่ความสามารถเหล่านี้อาจ ิคาบเกี่ยวกันบ้าง ซึ่ งได้แก่ ความสามารถ 5 ด้าน ดังนี้ 1. สามารถในการอนุมาน (Inference) เป็ นความสามารถของบุคคลในการ ่จําแนกระดับความน่าจะเป็ นของข้อสรุ ปที่คาดคะเนจากสถานการณ์วาเป็ นไปได้จริ งหรื อเท็จ 2. ความสามารถในการยอมรับ ข้อตกลงเบื้องต้น (Recognition of Assumption)เป็ นความสามารถของบุคคลในการจําแนกแยกแยะข้อมูล โดยอาศัยแนวคิดที่ได้ทาความตกลง ํเบื้องต้นไว้ก่อนแล้ว 3. ความสามารถในการนิรนัย (Dcduction) เป็ นการสรุ ปโดยใช้เหตุผล อ้างอิงจากหลักการ ไปสู่ ขอมูลหรื อสถานการณ์ที่ปรากฏ ้ 4. ความสามารถในการตีความ (Interpretation) เป็ นความสามารถในการแปลความหมายของข้อมูลและเหตุการณ์ที่ปรากฎ 5. ความสามารถในการประเมินข้อโต้แย้ง (Evaluation of Argument) เป็ นความสามารถในการอ้างอิงเหตุผลที่เป็ นระบบ เพื่อนําไปสู่ ขอสรุ ปที่มีเหตุผล ้ นอกจากนี้ เอนนิส (Ennis) ก็เป็ นอีกผูหนึ่งที่มีชื่อเสี ยงในด้านแบบทดสอบ ้มาตรฐานการคิดอย่างมีวจารณญาณ เขาได้รวบรวมชื่อแบบทดสอบการคิดอย่างมีวจารณญาณที่ใช้ ิ ิ ่ ั่กันอยูทวไปมี 2 ลักษณะ คือ 1. แบบทดสอบการคิดอย่างมีวจารณญาณทัวไป (Critical Thinking Test) เป็ น ิ ่การวัดที่พยายามให้ครอบคลุมการคิดวิจารณญาณทั้งหมด แบบทดสอบชนิดนี้จะมีท้ งชนิดที่เป็ น ัแบบเลือกตอบ (Multiple – choice Test) และแบบทดสอบที่เป็ นความเรี ยง (Essay Test) 2. แบบทดสอบการคิดอย่างมีวจารณญาณเฉพาะด้าน (Aspect – specific Critical ิThinking Test) เป็ นแบบทดสอบที่มุ่งวัดการคิดอย่างมีวจารณญาณเฉพาะด้าน ซึ่ งเป็ น ิแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ (Multiple – choice Test) สําหรับงานวิจยส่ วนมากได้แก่แบบทดสอบ ัการคิดอย่างมีวจารณญาณทัวไปที่ เอนนิส ได้พฒนาร่ วมกัลป์ มิลล์แมน และจัดพิมพ์ในปี ค.ศ. ิ ่ ั1985 ได้แก่ Cornell Cornell Critical Thinking Test, Lever X และ Cornell Critical ํThinking Test, Lever Z ซึ่ งเป็ นแบบทดสอบที่กาหนดการคิดอย่างมีวจารณญาณ เป็ น 3ิองค์ประกอบ (นันทธิญา สรรเสริ ญ. 2541 : 27 – 29) คือ 2.1 การนิยามและการทําให้กระจ่างชัด ซึ่ งประกอบด้วย 2.1.1 ความสามารถระบุประเด็นปัญหา 2.1.2 ระบุเหตุผลทั้งที่ปรากฏและไม่ปรากฏ 2.1.3 การตั้งคําถามให้เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์
  • 28. 2.1.4 ระบุขอตกลงเบื้องต้น ้2.2 การพิจารณาตัดสิ นข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย 2.2.1 การตัดสิ นความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลและการสังเกต